รายงานผลการดําเนินงาน
สถาบันวิจัยและพฒนารพพฒนศักดิ์
ี
ั
ั
ี
ประจําปงบประมาณ
พ.ศ. 2564
[email protected]
rabi.coj.go.th
02-500-1085
จัดทำโดย ส่วนสนับสนุนการพัฒนาระบบและมาตรฐานงานบริหารจัดการ
คำนำ
สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์มีภารกิจหลักในการดำเนินการศึกษาวิจัย พัฒนาระบบ รูปแบบ
มาตรฐานหลักเกณฑ วิธีการ แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกิจการศาลและระบบงานของศาลยุติธรรม รวมถึงสงเสริม
และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาระบบงานของศาลยุติธรรมใหคำปรึกษาแนะนำ จัดทำคูมือการปฏิบัติงาน
ตลอดจนเผยแพรวิทยาการเกี่ยวกับการดำเนินงานวิจัยและการพัฒนาระบบงาน นอกจากนี้ ยังเปนศูนยขอมูล
ผลงานวิจัย ผลงานวิชาการของศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรมทั้งในและตางประเทศ
ในปงบประมาณ พ.ศ. 2564 สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ไดดำเนินโครงการศึกษาวิจัย
การประชุมสัมมนาวิชาการ รวมถึงการผลิตสื่อประชาสัมพันธเพื่อเผยแพรองคความรูผานชองทางตาง ๆ
โดยไดรวบรวมและจัดทำเปนรายงานผลการดำเนินงาน ประจำปงบประมาณ พ.ศ. 2564 เพื่อเผยแพร
แกหนวยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมและผูสนใจนำไปใชประโยนในการอางอิงและพัฒนาตอยอดงาน
ของศาลยุติธรรมใหมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตอไป
สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์
พฤศจิกายน 2564
สารบัญ
โครงการสงเสริมการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมของศาลยุติธรรม
- โครงการศึกษาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงานตอนรับประจำศาล 1
ในศาลชั้นตน
- โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การประเมินผลและพัฒนาระบบประชุม 21
ปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกสของ
ศาลอุทธรณภาค 1
ื
- รายงานการศึกษาขอมูล เร่อง การกำหนดใหนักจิตวิทยาเขาไปมีสวนชวยเหลือ 30
ผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญา
โครงการวิจัย เร่อง การพัฒนาระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกรศาลยุติธรรม 38
ื
ประชุม/สัมมนาเพื่อพัฒนานวัตกรรมการอำนวยความยุติธรรม
- วิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกสกับประเด็นการเขาถึงเทคโนโลยีของคูความ 45
ื
- ประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำงานวิจัยเก่ยวกับกฎหมาย เร่อง การพัฒนาระบบ 55
ี
การเรียนรูของบุคลากรในองคกรศาลยุติธรรม
งานที่ไดรับมอบหมาย/อื่น ๆ
ื
- รายงานการศึกษา เร่อง “การนำกฎหมายระหวางประเทศมาใชในศาลยุติธรรม 61
- รายงานการศึกษาวิจัย เร่อง “ความเปนไปไดในการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม 74
ื
ในระบบศาล”
ื
- รายงานการศึกษาขอมูล เร่อง การเขาถึงการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ : สำหรับ 84
ผูมาติดตอราชการศาลและประชาชนทั่วไป
ี
- Brief Study เร่อง การไกลเกล่ยกอนฟองในคดผบรโภค 88
ื
ี
ู
ิ
ื
- Brief Study เร่อง ทำไมคนถึงเขารวมโครงการ Early Retirement 94
- Brief Study เร่อง การยอมรับคำช้ขาดของอนุญาโตตุลาการของศาลยุติธรรม 97
ี
ื
ในประเทศไทย
ั
ี
- การจัดทำหนังสือรวมยอคำวินิจฉัยเก่ยวกับสิทธิสมัครรับการเลือกต้ง 101
ิ
โครงการศึกษาแนวทางการเพมประสทธิภาพ
ิ่
ของพนักงานต้อนรับประจําศาลในศาลชั้นต้น
รายงานฉบับสมบูรณ
โครงการศึกษาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงานตอนรับ
ประจำศาลในศาลชั้นตน
ที่มาและความสำคัญของปญหา
ศาลยุติธรรมเปนหนวยงานอิสระซึ่งมีภารกิจหลักในการอำนวยความยุติธรรมและคุมครองสิทธิเสรีภาพ
แกประชาชน โดยมีสำนักงานศาลยุติธรรมเปนหนวยงานธุรการในการสนับสนุนงานตุลาการใหดำเนินไปอยางเปนระบบ
ศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรมมุงเนนการพัฒนาองคกรและการใหบริการเพื่ออำนวยความยุติธรรมใหแก
ประชาชนไดโดยสะดวก รวดเร็ว ลดคาใชจายของคูความ คุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เสริมสรางการอำนวย
ความยุติธรรมใหมีมาตรฐานระดับสากลในทุกชั้นศาล ซึ่งการพัฒนาและขับเคลื่อนผลสำเร็จเหลานี้เปนไปตามกรอบ
นโยบายประธานศาลฎีกา ขอ 3 นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการอำนวยความยุติธรรม การพิจารณาพิพากษาคดี
และการมีสวนรวมของประชาชน โดยคำนึงถึงชองทางอื่นที่สะดวกและประหยัดสำหรับประชาชนที่ยังไมสามารถ
เขาถึงเทคโนโลยีได และแผนยุทธศาสตรศาลยุติธรรม พ.ศ. 2561 – 2564 ยุทธศาสตร T (Trusted Pillar) เพิ่ม
ความเชื่อมั่นศรัทธาในการอำนวยความยุติธรรม โดยมีเปาประสงคใหประชาชนและสังคมศรัทธาและเชื่อมั่นใน
กระบวนการอำนวยความยุติธรรมของศาลยุติธรรม รวมถึงยุทธศาสตร I (Innovation) พัฒนานวัตกรรมการอำนวย
ความยุติธรรมของศาลยุติธรรม โดยมีเปาประสงคในการบริหารคดีและการบริการของศาลยุติธรรมมีความสะดวก
รวดเร็ว และเสียคาใชจายนอย
ดวยตระหนักถึงความสำคัญในการใหบริการประชาชน ศาลยุติธรรมไดออกระเบียบคณะกรรมการบริหาร
ศาลยุติธรรม วาดวยการใหบริการแกประชาชนผูมาติดตอราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2552 ซึ่งมีสาระสำคัญในการพัฒนา
คุณภาพการใหบริการแกประชาชน โดยจัดใหมีการฝกอบรมพัฒนาศักยภาพของขาราชการศาลยุติธรรมใหมีจิตใจ
ใหบริการ และมีทัศนคติที่ดีตอการใหบริการแกประชาชน ทั้งนี้ ศาลยุติธรรมไดจัดใหมีพนักงานตอนรับที่เปนขาราชการ
ศาลยุติธรรม และไดรับมอบหมายใหทำหนาที่ตอนรับ อำนวยความสะดวก และใหบริการแกประชาชนผูมาติดตอราชการ
ศาลยุติธรรม โดยใหมีเครื่องแตงกายหรือเครื่องหมายหรือสัญลักษณในรูปแบบเดียวกันในทุกศาลเพื่อใหประชาชน
สามารถทราบไดทันที และมีผูอำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลหรือผูอำนวยการสำนักงานประจำศาล
หรือหัวหนาสวนหรือหัวหนากลุมงานที่เกี่ยวของเปนผูกำกับดูแล
ปจจุบันศาลชั้นตนทั่วประเทศไดจัดใหมีพนักงานตอนรับประจำศาล โดยมอบหมายใหบุคลากรภายในศาล
สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันปฏิบัติหนาที่ใหคำแนะนำและอำนวยความสะดวกใหกับประชาชน ในชวงเวลาที่มีผูมาติดตอ
ราชการศาลจำนวนมาก ทั้งในชวงเชาและชวงบาย ชวงเวลาละประมาณ 1 ชั่วโมง ขึ้นอยูกับขนาดของศาลและปริมาณคดี
และมีการติดตามผลการดำเนินงานโดยการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจของผูมาติดตอราชการที่มีตอ
พนักงานตอนรับประจำศาลอยางตอเนื่อง โดยผลการสำรวจพบวา ผูรับบริการสวนใหญมีความพึงพอใจในการใหบริการ
ของพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรมในระดับมาก อยางไรก็ตาม เนื่องจากปจจุบันศาลยุติธรรมมีนโยบายในการพัฒนา
ระบบงานศาลยุติธรรมไปสูศาลยุติธรรมดิจิทัลหรือ Digital Court (D-Court) เพื่อใหการพิจารณาคดีทันกับสภาวการณ
ของสังคมโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงสูยุคดิจิทัลภายในเวลาที่รวดเร็ว ประกอบกับมีปริมาณคดีที่ขึ้นสูศาลยุติธรรมจำนวนมาก
สงผลใหมีประชาชนเขามาติดตอราชการในศาลยุติธรรมเพิ่มมากขึ้น ศาลยุติธรรมจึงตองเรงพัฒนาการใหบริการประชาชน
ทั้งในดานการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการบริหารจัดการคดีและการบริการประชาชน และการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะ
พนักงานตอนรับประจำศาลซึ่งถือเปนดานหนาในการสรางความเขาใจที่ถูกตองและความประทับใจในการรับบริการ
และติดตอราชการศาลยุติธรรม ดังนั้น เพื่อใหพนักงานตอนรับประจำศาลมีแนวทางในการปฏิบัติหนาที่ตอนรับ
และอำนวยความสะดวก ตลอดจนแนะนำและใหคำปรึกษาในการติดตอราชการศาลยุติธรรมไดสอดคลองตรงตาม
ความตองการและความคาดหวังของผูรับบริการและทันตอสถานการณไดดียิ่งขึ้น รวมถึงเพื่อเปนการพัฒนามาตรฐาน
การใหบริการของศาลยุติธรรม จึงควรมีการศึกษาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับ
ประจำศาล เพื่อพัฒนาการใหบริการที่ตอบสนองความตองการของประชาชน พรอมกับยกระดับมาตรฐานการบริการ
ประชาชนใหสามารถเขาถึงความยุติธรรมไดโดยสะดวก รวดเร็ว และเสียคาใชจายนอย อันจะสงผลตอภาพลักษณที่ดี
และความเชื่อมั่นศรัทธาในองคกรศาลยุติธรรมตอไป
วัตถุประสงคของการศึกษา
1) เพื่อศึกษาวิเคราะหบทบาทหนาที่และการบริหารจัดการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาล
ตามแนวทางของระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม วาดวยการใหบริการแกประชาชนผูมาติดตอราชการ
ศาลยุติธรรม พ.ศ. 2552 และที่แกไขเพิ่มเติม
2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาล
และการพัฒนามาตรฐานการใหบริการของศาลยุติธรรม
วิธีการศึกษา
การศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรมเปนการศึกษาเชิง
คุณภาพและเชิงปริมาณ โดยการรวบรวมและวิเคราะหขอมูลจากแหลงตาง ๆ ดังนี้
1) การศึกษาจากเอกสารทางวิชาการ รายงานวิจัย และบทความทางวิชาการ รวมถึงกฎหมาย ระเบียบ
ขอบังคับตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและคุณภาพการใหบริการ
2) การเก็บขอมูลดวยแบบสอบถามจากศาลชั้นตนทั่วประเทศและผูรับบริการศาลชั้นตนในเขตกรุงเทพมหานคร
และปริมณฑล
ขอบเขตของการศึกษา
ขอบเขตดานเนื้อหา
(1) ศึกษาบทบาทหนาที่ของพนักงานตอนรับประจำศาลตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม
วาดวยการใหบริการแกประชาชนผูมาติดตอราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2552 และที่แกไขเพิ่มเติม
(2) ศึกษาแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาประสิทธิภาพการใหบริการของพนักงานตอนรับประจำศาล
และการพัฒนามาตรฐานการใหบริการของศาลยุติธรรม
ขอบเขตดานพื้นที่
(1) พื้นที่ในการเก็บขอมูลดานผูใหบริการ โดยใชแบบสอบถาม ไดแก ศาลชั้นตนทั่วประเทศ
(2) พื้นที่ในการเก็บขอมูลดานผูรับบริการ โดยการเก็บขอมูลภาคสนามจากผูรับบริการในศาลชั้นตนในเขต
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
ขอบเขตดานประชากร
ประชากรในการเก็บรวบรวมขอมูลโดยใชแบบสอบถาม ไดแก ผูอำนวยการประจำสำนักอำนวยการและสำนักงาน
ประจำศาลชั้นตนทั่วประเทศ และผูรับบริการศาลยุติธรรมในศาลชั้นตนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
ขอบเขตดานระยะเวลา
ระยะเวลาในการจัดเก็บขอมูล เริ่มดำเนินการจัดเก็บขอมูลในชวงเดือนกุมภาพันธ ถึง มีนาคม 2563 และเก็บ
ขอมูลเพิ่มเติมในชวงเดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคม 2563
ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ
1) ทำใหทราบถึงบทบาทหนาที่และการบริหารจัดการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาลในศาลชั้นตน
ทั่วประเทศ รวมถึงปญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน
2) สามารถนำไปสูขอเสนอแนะในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาล
และแนวทางในการพัฒนาการใหบริการของศาลยุติธรรม
นิยามศัพทเฉพาะ
ประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน หมายถึง ความสามารถในการปฏิบัติงานใหสำเร็จลุลวงและสรางความพึงพอใจ
แกผูรับบริการไดอยางเทาเทียมกัน รวดเร็วทันเวลา เพียงพอ ตอเนื่องและกาวหนา โดยใชทรัพยากรอยางคุมคา
และเกิดประโยชนสูงสุด
พนักงานตอนรับ หมายถึง ขาราชการศาลยุติธรรมหรือเจาหนาที่ผูไดรับมอบหมายจากหัวหนาสวนราชการ
ศาลยุติธรรมใหทำหนาที่ตอนรับ อำนวยความสะดวก และใหบริการแกประชาชนผูมาติดตอราชการศาลยุติธรรม
ขอจำกัดของการศึกษา
การศึกษา เรื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรมในศาลชั้นตน
ดำเนินการเก็บขอมูลในชวงเดือนกุมภาพันธ – มีนาคม 2563 ซึ่งเปนชวงที่เกิดสถานการณแพรระบาดของโรคไวรัส
โคโรนา 2019 (COVID-19) สงผลใหเกิดขอจำกัดในการลงพื้นที่เก็บแบบสอบถามการประเมินผลการปฏิบัติงานของ
พนักงานตอนรับประจำศาลจากผูเขารับบริการศาลชั้นตนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จึงไดทำการเก็บขอมูล
เพิ่มเติมในชวงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2563 เพื่อใหไดรับความคิดเห็นจากกลุมตัวอยางผูรับบริการศาลยุติธรรม
ที่มีจำนวนและความหลากหลายมากยิ่งขึ้น
วิธีการศึกษา
การศึกษา เรื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรมในศาลชั้นตน”
ไดดำเนินการศึกษาตามขอบเขตและวิธีการศึกษา โดยมีรายละเอียดดังตอไปนี้
1. การศึกษาคนควาจากเอกสาร (Documentary Study) โดยการศึกษาจากหนังสือ วารสาร รายงานวิจัย
และบทความทางวิชาการ รวมถึงกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
และคุณภาพการใหบริการ อันประกอบดวย
1.1 เอกสารปฐมภูมิ ไดแก แผนยุทธศาสตรศาลยุติธรรม พ.ศ. 2561 - 2564 นโยบายประธานศาลฎีกา
และระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมวาดวยการใหบริการแกประชาชนผูมาติดตอราชการศาลยุติธรรม
พ.ศ. 2552
1.2 เอกสารทุติยภูมิ ไดแก รายงานการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวของกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน การพัฒนา
คุณภาพการใหบริการ บทความในเอกสารวิชาการ และวารสารทางวิชาการ เปนตน
2. การวิเคราะหและสังเคราะหขอมูลจาก “แบบสำรวจขอมูลการดำเนินงานของพนักงานตอนรับประจำศาล”
และ “แบบสอบถามการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาล” เพื่อรวบรวมขอมูลการดำเนินงาน
ของพนักงานตอนรับประจำศาลในศาลชั้นตนทั่วประเทศ และความคิดเห็นของผูรับบริการศาลยุติธรรมที่มีตอพนักงาน
ตอนรับประจำศาลและการใหบริการของศาลยุติธรรม
วิธีการเก็บรวบรวมขอมูล
ดำเนินการเก็บรวบรวมขอมูลจากการทบทวนวรรณกรรมตาง ๆ ที่เกี่ยวของ และเก็บขอมูลจาก“แบบสำรวจ
ขอมูลการดำเนินงานของพนักงานตอนรับประจำศาล” จากศาลชั้นตนทั่วประเทศ ดวยวิธีการตอบแบบสอบถาม
ออนไลน และ “แบบสอบถามการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาล” ดวยวิธีการเก็บขอมูล
ภาคสนามจากผูรับบริการศาลชั้นตนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อใหไดขอมูลที่หลากหลายจากทั้งมุมมอง
ของผูใหบริการและผูรับบริการ โดยทำการเก็บรวบรวมขอมูลระหวางเดือนกุมภาพันธ – มีนาคม 2563 และเก็บขอมูล
เพิ่มเติมในเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2563
กลุมตัวอยาง
กลุมตัวอยางที่ใชในการศึกษา คือ ผูอำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลและสำนักงานประจำศาลในศาลชั้นตน
ทั่วประเทศ รวมจำนวน 226 ศาล และผูรับบริการศาลชั้นตนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 150 คน
ทั้งนี้ เนื่องจากขอจำกัดในเรื่องสถานการณการแพรระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สงผลใหเกิด
ขอจำกัดในการเก็บขอมูลภาคสนาม
การวิเคราะหขอมูล
การวิเคราะหขอมูลในการศึกษาครั้งนี้เริ่มจากการทบทวนแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวของ ตลอดจน
วิธีการเก็บรวบรวมขอมูลจากแบบสำรวจ จากนั้นดำเนินการเรียบเรียงเนื้อหา จัดประเภท วิเคราะห และสังเคราะหขอมูล
ทั้งขอมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ดังนี้ ขอมูลเชิงปริมาณ ใชสถิติพื้นฐานในการวิเคราะหขอมูล ไดแก ความถี่ รอยละ
และคาเฉลี่ย โดยในการประเมินผลความพึงพอใจในการใหบริการของพนักงานตอนรับประจำศาลจะใชคะแนนเฉลี่ย
ซึ่งแบงระดับความคิดเห็นเปน 5 ระดับ โดยมีเกณฑในการพิจารณา ดังนี้
คะแนนสูงสุด - คะแนนต่ำสุด = 5 - 1 = 0.80
จำนวนชั้น 5
จากหลักเกณฑดังกลาวสามารถแปลความหมายของระดับคะแนนไดดังนี้
คะแนนเฉลี่ยระหวาง 4.21 – 5.00 หมายถึง ระดับความคิดเห็นมากที่สุด
คะแนนเฉลี่ยระหวาง 3.41 – 4.20 หมายถึง ระดับความคิดเห็นมาก
คะแนนเฉลี่ยระหวาง 2.61 – 3.40 หมายถึง ระดับความคิดเห็นปานกลาง
คะแนนเฉลี่ยระหวาง 1.81 – 2.60 หมายถึง ระดับความคิดเห็นนอย
คะแนนเฉลี่ยระหวาง 1.00 – 1.80 หมายถึง ไมพอใจ
นอกจากนี้ ในสวนของการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับขอควรปรับปรุงในการใหบริการของศาลยุติธรรม ใชวิธี
การเรียงลำดับความคิดเห็นจากประเด็นที่ควรปรับปรุงมากที่สุด (ลำดับ 1) ไปหานอยที่สุด (ลำดับ 4) โดยการคำนวณ
คะแนนใชการถวงน้ำหนัก ดังนี้
ลำดับ 1 ใหคะแนนเทากับ 4
ลำดับ 2 ใหคะแนนเทากับ 3
ลำดับ 3 ใหคะแนนเทากับ 2
ลำดับ 4 ใหคะแนนเทากับ 1
ขอมูลเชิงคุณภาพ ใชวิธีการวิเคราะหเนื้อหา การสังเคราะห และสรุปดวยวิธีการพรรณนาเกี่ยวกับผลการศึกษา
การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรม
สรุปผลการศึกษา
การสำรวจขอมูลการดำเนินงานของพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรมในศาลชั้นตนทั่วประเทศ จากการ
สำรวจขอมูลการดำเนินงานของพนักงานตอนรับประจำศาลในศาลชั้นตนทั่วประเทศ ไดแก ศาลจังหวัด ศาลแขวง
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด ศาลชั้นตนในเขตกรุงเทพมหานคร ศาลชำนัญพิเศษ ศาลจังหวัดที่เปนที่ตั้งอำเภอ
และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จำนวน 226 ศาล เกี่ยวกับการดำเนินงานของพนักงานตอนรับประจำศาล
พบขอมูลดังนี้
1) การปฏิบัติหนาที่ของพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรม
จากการสำรวจพบวา มีการจัดใหมีพนักงานตอนรับประจำศาลเพื่อปฏิบัติหนาที่อำนวยความสะดวกและให
บริการประชาชนที่มาติดตอราชการศาล มากที่สุดใน 3 ลำดับแรก คือ ทุกวันเชา 1 คน บาย 1 คน จำนวน 93 ศาล
คิดเปนรอยละ 41.20 รองลงมา คือ ทุกวัน เชา 2 คน บาย 2 คน จำนวน 83 ศาล คิดเปนรอยละ 36.70 และทุกวัน
เชา 3 คน บาย 3 คน จำนวน 16 ศาล คิดเปนรอยละ 7.10 ตามลำดับ
ศาลชั้นตนสวนใหญจัดใหมีพนักงานตอนรับประจำศาลทั้งในชวงเชาและชวงบาย จำนวน 220 ศาล คิดเปน
รอยละ 97.35 และจัดใหมีเจาหนาที่ใหบริการเฉพาะรอบเชา จำนวน6 ศาล คิดเปนรอยละ 2.65 ตามลำดับ ซึ่งการจัดเวร
ปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับในชวงเชา สวนใหญจัดใหปฏิบัติงานในชวงเวลา 08.30 - 09.30 น. มากที่สุด จำนวน
96 ศาล คิดเปนรอยละ 42.48 รองลงมา คือ ชวงเวลา 08.00 - 09.30 น. และ 08.00 - 09.00 น. มีจำนวนเทากัน คือ
25 ศาล คิดเปนรอยละ 11.06 และชวงเวลา 8.30 - 9.00 น. จำนวน 19 ศาล คิดเปนรอยละ 8.41 ตามลำดับ สำหรับใน
ชวงบาย มีการจัดเวรปฏิบัติงานในชวงเวลา 13.00 - 14.00 น. มากที่สุด มีจำนวน 61 ศาล คิดเปนรอยละ 26.99
รองลงมา คือ ชวงเวลา 12.30 - 13.30 น. จำนวน 53 ศาล คิดเปนรอยละ 23.45 และชวงเวลา 12.45 - 13.30 น.
จำนวน 28 ศาล คิดเปนรอยละ 12.39 ตามลำดับ
2) การจัดตารางเวรปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาล
จากการสำรวจพบวา ผูที่ทำหนาที่ในการจัดตารางเวรปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาลสวนใหญ คือ
สวนบริการประชาชนและประชาสัมพันธ มีจำนวน 135 ศาล คิดเปนรอยละ 59.73 รองลงมา คือ สวนชวยอำนวยการ
จำนวน 81 ศาล คิดเปนรอยละ 35.84 และผูอำนวยการเปนผูจัดตารางเวร จำนวน 10 ศาล คิดเปนรอยละ 4.42
3) บุคลากรที่ไดรับมอบหมายใหปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาล
จากการสำรวจพบวา บุคลากรที่ไดรับมอบหมายใหปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาลสวนใหญมาจาก
ทุกสวนงานและทุกคน มีจำนวน 205 ศาล คิดเปนรอยละ 90.71 รองลงมา คือ อื่น ๆ ไดแก ทุกสวนงานและทุกคน
ยกเวนพนักงานขับรถ พนักงานสถานที่ และพนักงานจางเหมาบริการ ในบางศาลจะยกเวนลูกจางประจำและพนักงาน
ราชการ หรือยกเวนเจาหนาที่กลุมงานชวยพิจารณาคดี งานเลขานุการ งานประชาสัมพันธ งานการเงิน และเจาหนาที่
ที่ตองประจำเคานเตอรบางสวน หัวหนากลุมงานซึ่งเปนผูดูแลชวยเหลือและตรวจเวร รวมถึงกลุมงานบริการประชาชน
และประชาสัมพันธซึ่งมอบหมายใหทำหนาที่พนักงานตอนรับประจำทุกวันอยูแลว มีจำนวน 18 ศาล คิดเปนรอยละ 7.96
และเฉพาะสวนงานใดสวนงานหนึ่ง มีจำนวน 3 ศาล คิดเปนรอยละ 1.33 ตามลำดับ
4) การสวมใสเครื่องแตงกายพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรม (เครื่องแบบสีฟา)
จากการสำรวจพบวา ผูปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับสวนใหญสวมใสเครื่องแตงกายพนักงานตอนรับประจำ
ศาลยุติธรรม (เครื่องแบบสีฟา) ในการใหบริการประชาชน จำนวนมากถึง 219 ศาล คิดเปนรอยละ 96.90 และไมได
สวมใสเครื่องแบบสีฟา โดยใสชุดทำงานปกติ หรือสวมสูทสีเขมทับชุดทำงานปกติ และมีสัญลักษณวาเปนพนักงานตอนรับ
หรือแตงกายดวยชุดทำงานโทนสีฟาหรือน้ำเงิน นอกจากนี้ ยังมีการแตงกายชุดทำงานปกติและใหยืนที่โพเดียมสีฟา
เพื่อแสดงวาเปนพนักงานตอนรับ มีจำนวน 7 ศาล คิดเปนรอยละ 3.10 ตามลำดับ
5) การรายงานผลการปฏิบัติหนาที่ประจำวันของพนักงานตอนรับประจำศาล
จากการสำรวจพบวา ศาลทั่วประเทศสวนใหญกำหนดใหมีการรายงานผลการปฏิบัติหนาที่ประจำวันของ
พนักงานตอนรับประจำศาล มีจำนวนมากถึง 219 ศาล คิดเปนรอยละ 96.90 และไมไดกำหนดใหมีการรายงานผล
การปฏิบัติหนาที่ประจำวัน มีจำนวน 7 ศาล คิดเปนรอยละ 3.10
6) การบริหารจัดการดานการพัฒนาคุณภาพการใหบริการสำหรับพนักงานตอนรับประจำศาล
จากการสำรวจพบวา ศาลสวนใหญมีการบริหารจัดการดานการพัฒนาคุณภาพการใหบริการสำหรับพนักงาน
ตอนรับประจำศาลยุติธรรม โดยใน 3 ลำดับแรก มีทั้งการบรรยายใหความรูและการฝกปฏิบัติ มากที่สุด จำนวน 62 ศาล
คิดเปนรอยละ 27.43 รองลงมา คือ มีการพัฒนาโดยการบรรยายใหความรูเพียงอยางเดียว จำนวน 57 ศาล
คิดเปนรอยละ 25.22 และมีการพัฒนาโดยการฝกปฏิบัติ จำนวน 25 ศาล คิดเปนรอยละ 11.06 ตามลำดับ
ทั้งนี้ วิธีการอื่น ๆ ที่ศาลใชในการพัฒนาคุณภาพการใหบริการ ไดแก การจัดใหบุคลากรเขารวมการอบรมหลักสูตร
พนักงานตอนรับประจำศาลผานระบบ Streaming การประชุมแนะนำการใหบริการ การจัดโครงการพัฒนาบุคลิกภาพ
และการสื่อสารเพื่อการบริการที่เปนเลิศ การอบรมหลักสูตรการพัฒนาบุคลิกภาพและการบริการที่เปนเลิศผานทางระบบ
อิเล็กทรอนิกส (e-Learning) การพัฒนาความรูทางดานกฎหมายและระบบงานศาลใหแกบุคลากร การฝกปฏิบัติขณะ
ปฏิบัติหนาที่ การจัดทำคำแนะนำการใหบริการตอนรับ การจัดทำแฟมรวบรวมคูมือ ความรู ทักษะใหกับพนักงานตอนรับ
ประจำศาล การมอบหมายใหหัวหนากลุมงานเปนผูกำกับดูแลพนักงานตอนรับประจำศาลเพื่อใหคำปรึกษาและชวยเหลือ
ในกรณีมีปญหาขอขัดของในการปฏิบัติงาน การจัดใหมีวิทยากรตัวคูณจากผูที่เขารับการอบรมหลักสูตรพนักงานตอนรับ
ประจำศาล จัดใหมีโครงการพนักงานตอนรับดีเดน การประชุมเพื่อรับทราบปญหาขอขัดของและแลกเปลี่ยนความรู เปนตน
7) การสรางมาตรการกระตุนใหพนักงานตอนรับประจำศาลปฏิบัติหนาที่ไดอยางมีประสิทธิภาพ
จากการสำรวจพบวา ศาลทั่วประเทศมีการสรางมาตรการกระตุนใหพนักงานตอนรับประจำศาลปฏิบัติหนาที่
ไดอยางมีประสิทธิภาพ โดยสวนใหญใชวิธีการนำผลการปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาลไปใชประกอบการพิจารณา
ประเมินผลการปฏิบัติงานมากที่สุด คือ 81 ศาล คิดเปนรอยละ 35.84 รองลงมา คือ มีการยกยองชมเชยใหทราบ
โดยทั่วกัน จำนวน 75 ศาล คิดเปนรอยละ 33.19 และใชทั้งวิธีการยกยองชมเชยและนำผลการปฏิบัติหนาที่พนักงาน
ตอนรับประจำศาลไปประกอบการพิจารณาประเมินผลการปฏิบัติงาน จำนวน 34 ศาล คิดเปนรอยละ 15.04 ตามลำดับ
ทั้งนี้ วิธีอื่น ๆ ไดแก มีการสงขอความแจงเตือนใหทราบทั่วกันทางแอปพลิเคชันไลน มีการกำหนดเวรให
หัวหนากลุมงานเปนผูควบคุมการปฏิบัติหนาที่วันละ 1 คน มีการรายงานการปฏิบัติหนาที่ใหผูควบคุมทราบเปนประจำ
ทุกวัน ใหประชาชนที่มาใชบริการประเมินความพึงพอใจและนำขอเสนอแนะมาปรับปรุงพัฒนาการใหบริการ มีการรายงาน
ผลการปฏิบัติงานเสนอผูบังคับบัญชาทราบ มีการมอบเกียรติบัตรและเงินรางวัลพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรม
ดีเดนประจำเดือนแกเจาหนาที่ผูปฏิบัติงานเสื้อฟาในแตละเดือน ใหหัวหนาสวนซึ่งทำหนาที่ตรวจเวรประจำวันคอย
สอดสองดูแลผูอยูเวรและรายงานใหผูอำนวยการทราบเปนประจำทุกวัน
8) การนำเทคโนโลยีมาใชสนับสนุนการใหบริการประชาชน
จากการสำรวจพบวา ศาลทั่วประเทศมีการใชเทคโนโลยีสนับสนุนการใหบริการประชาชน โดยสวนใหญใช
ทั้ง E-Board ประกอบกับการใชเครื่องคอมพิวเตอรในการใหบริการประชาชน จำนวนมากที่สุด คือ 130 ศาล คิดเปน
รอยละ 57.52 รองลงมา คือ ใช E-Board เพียงอยางเดียว จำนวน 42 ศาล คิดเปนรอยละ 18.58 และมีการใช E-Board
คอมพิวเตอร และอื่น ๆ เชน การแจงขอมูลผานแอปพลิเคชันไลน การใหบริการและการประชาสัมพันธผานเว็บไซต
ของศาล เปนตน จำนวน 22 ศาล คิดเปนรอยละ 9.73 ตามลำดับ
ที่นาสนใจ คือ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรสาครมีการนำเทคโนโลยีมาใชสนับสนุนการใหบริการ
ประชาชน ไดแก การเขียนคำรองดวยเสียง (คำรับรองบุตร และการคุมครองสวัสดิภาพ) การตรวจสอบผูตองหาหรือ
จำเลยโดยนำ Web Camera มาใชในการจดจำใบหนาและตรวจสอบบุคคลวาเปนบุคคลคนเดียวกันหรือไม เชน
การรายงานตัวในชั้นผัดฟอง ในศูนยใหคำปรึกษาหรือในการแสดงตนขณะยื่นอุทธรณ ในสวนของศาลเยาวชนและครอบครัว
จังหวัดเพชรบุรีมีการนำ QR Code มาใหขอมูลความรู การบริการ และขั้นตอนการติดตอราชการศาล สำหรับศาล
จังหวัดเชียงรายมีการนำ QR Code มาใชเปนระบบติดตามสำนวน ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี
มีการนำบัตรคิวอิเล็กทรอนิกสและ QR Code มาใชในการใหบริการประชาชน ศาลจังหวัดขอนแกนมีการใหบริการตรวจ
สำนวนลวงหนาทางแอปพลิเคชันไลน ศาลแขวงราชบุรีมีการเผยแพรขอมูลขาวสารตาง ๆ ผานระบบ QR Code ศาลแพง
กรุงเทพใตมีบัญชีนัดความประจำวันอัจฉริยะ ผานจอทีวี ศาลแขวงพัทยามีระบบตรวจสอบเลขคดี บอรดประชาสัมพันธ
ศาล โดยกำหนดเปน QR Code ในแตละระบบการใหบริการ ศาลทรัพยสินทางปญญาและการคาระหวางประเทศกลาง
มีการใชแท็บเล็ตแสดงบัญชีนัดความประจำวัน คูมือพนักงานตอนรับประจำศาล และแบบประเมินความพึงพอใจในการ
ใหบริการ ในสวนของศาลอาญาและศาลแพงมีนบุรีมีการใชบอรดบัญชีนัดความ ศาลจังหวัดอุดรธานีมีการใหบริการติดตาม
สำนวนคดีลวงหนา ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรสงครามมีการนำ Chatbot มาใชในการใหบริการประชาชน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปราจีนบุรีใชระบบลงทะเบียนผูมาติดตอราชการดวยการสแกนบัตรประชาชน
และรายงานผลการปฏิบัติหนาที่ของพนักงานตอนรับจากระบบดังกลาว โดยไมตองใหพนักงานตอนรับลงขอมูลดวยมือ
ศาลจังหวัดสมุทรปราการและศาลจังหวัดยโสธรมีการใชแท็บเล็ต ใหบริการ ศาลจังหวัดวิเชียรบุรีมีการใชตู Smart
E–board Kiosk ในการใหบริการประชาชน ศาลแรงงานภาค 4 มีการนำระบบ QR Code มาใชในการแจงการเขารับ
บริการลวงหนา ศาลจังหวัดพัทยามีจอทีวีใหบริการประชาชน ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 มีการใช
QR Code ใหคำแนะนำเกี่ยวกับบริการดานตาง ๆ ของศาล ในสวนของศาลอาญา นอกจากจะมีการนำเครื่องอานบัตร
ประชาชนมาใชในทุกแผนกที่มีการติดตอกับประชาชนแลว ยังมีระบบคนหาขอมูลคดีของศาลอาญาผานทางเว็บไซต
ซึ่งประชาชนและคูความสามารถตรวจสอบขอมูลคดีไดเองโดยไมตองมาศาล ทำใหไดรับความสะดวก ประหยัดเวลา
และคาใชจาย รวมถึงยังมีการนัดความดวยระบบอิเล็กทรอนิกสใหกับคูความ ทำใหสามารถคนหาและตรวจสอบวันนัด
และเวลาวาง เพื่อกำหนดวันนัดไดอยางสะดวก รวดเร็วอีกดวย
9) ปญหา อุปสรรคในการปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาล
จากการสำรวจพบวา ศาลทั่วประเทศสวนใหญไมมีปญหา อุปสรรคในการปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาล
โดยมีจำนวนมากถึง 211 ศาล คิดเปนรอยละ 93.36 แตยังพบปญหา อุปสรรคในการปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับ
ประจำศาล ไดแก ไมไดรับจัดสรรเครื่องแบบสีฟาที่เพียงพอหรือไดรับจัดสรรนานแลวแตใสไมได เจาหนาที่ติดภารกิจ
ในการปฏิบัติงานประจำ เชน พนักงานตอนรับที่ดำรงตำแหนงหนาบัลลังกหรือปฏิบัติหนาที่ในศูนยไกลเกลี่ย ซึ่งมีนัดคดี
ในวันจันทร อังคาร ไมสามารถปฏิบัติหนาที่ในวันดังกลาวไดอยางเต็มที่ ปญหาการมาติดตอราชการที่คอนขางหนาแนน
ทำใหพนักงานตอนรับประจำศาลใหบริการไดไมทั่วถึง เจาหนาที่ที่ไดรับมอบหมายไมปฏิบัติหนาที่หรือลืมเวร ปญหา
การปฏิบัติงานอื่น ๆ ไดแก เจาหนาที่ที่เขารับการอบรมหลักสูตรพนักงานตอนรับประจำศาลผานระบบ Streaming
ยังไมสามารถปฏิบัติหนาที่ไดอยางมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเวลาในการอบรมนอยและไมไดผานการฝกปฏิบัติจริง เปนตน
มีจำนวน 15 ศาล คิดเปนรอยละ 6.64
การสำรวจความคิดเห็นของผูรับบริการที่มีตอพนักงานตอนรับประจำศาลและการใหบริการของศาลยุติธรรม
จากการลงพื้นที่ในการเก็บขอมูลภาคสนามจากผูรับบริการศาลชั้นตนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
จำนวน 150 คน เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรม ความพึงพอใจและขอควรปรับปรุง
ในการใหบริการของศาลยุติธรรม พบขอมูลดังนี้
1) ขอมูลการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรม
ผูรับบริการศาลชั้นตนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ดำเนินการสำรวจขอมูลมากที่สุด คือ ผูรับบริการ
ในศาลเยาวชนและครอบครัว มีจำนวน 45 คน คิดเปนรอยละ 30.00 รองลงมา คือ ผูรับบริการในศาลจังหวัด มีจำนวน
37 คน คิดเปนรอยละ 24.67 ผูรับบริการในศาลแขวง มีจำนวน 36 คน คิดเปนรอยละ 24.00 ผูรับบริการในศาลแพง
มีจำนวน 22 คน คิดเปนรอยละ 14.67 และผูรับบริการในศาลอาญา มีจำนวน 10 คน คิดเปนรอยละ 6.66 ตามลำดับ
ผูรับบริการสวนใหญเปนเพศหญิง จำนวน 76 คน คิดเปนรอยละ 50.67 และเปนเพศชาย จำนวน 74 คน
คิดเปนรอยละ 49.33 ตามลำดับ
ผูรับบริการสวนใหญเคยมาติดตอราชการศาลแลว จำนวน 120 คน คิดเปนรอยละ 80.00 และมาติดตอ
ราชการศาลเปนครั้งแรก จำนวน 30 คน คิดเปนรอยละ 20.00 ตามลำดับ
ผูรับบริการสวนใหญสวนใหญรูจัก/เคยเห็นพนักงานตอนรับประจำศาล จำนวน 104 คน คิดเปนรอยละ 69.33
และไมรูจัก/ไมเคยเห็น จำนวน 46 คน คิดเปนรอยละ 30.67 ตามลำดับ
ผูรับบริการสวนใหญไดรับการบริการจากพนักงานตอนรับประจำศาลโดยการเดินเขามาสอบถามและใหบริการ
จำนวน 67 คน คิดเปนรอยละ 78.82 และไมไดรับการบริการในลักษณะดังกลาว จำนวน 18 คน คิดเปนรอยละ 21.18
ตามลำดับ
ผูรับบริการสวนใหญพบเห็นพนักงานตอนรับประจำศาลปฏิบัติหนาที่ 1 - 2 คน มีจำนวน 80 คน คิดเปนรอยละ
53.33 รองลงมา คือ ไมเคยเห็น มีจำนวน 46 คน คิดเปนรอยละ 30.67 พบเห็นปฏิบัติหนาที่ 3 - 4 คน มีจำนวน 20 คน
คิดเปนรอยละ 13.33 และพบเห็นปฏิบัติหนาที่ 5 - 6 คน มีจำนวน 4 คน คิดเปนรอยละ 2.67 ตามลำดับ
ผูรับบริการสวนใหญพบเห็นพนักงานตอนรับประจำศาลปฏิบัติหนาที่ในชวงเชา คือ ชวงเวลา 08.00 – 09.00 น.
มากที่สุด จำนวน 80 คน คิดเปนรอยละ 76.92 รองลงมา คือ ปฏิบัติหนาที่ในชวงเวลาหลัง 09.00 น. จำนวน 15 คน
คิดเปนรอยละ 14.42 และพบปฏิบัติหนาที่ในชวงเวลากอน 08.00 น. จำนวน 9 คน คิดเปนรอยละ 8.65 ตามลำดับ
สำหรับในชวงบาย ผูรับบริการสวนใหญพบเห็นพนักงานตอนรับประจำศาลปฏิบัติหนาที่ในชวงเวลา 13.00 – 14.00 น.
มากที่สุด จำนวน 12 คน คิดเปนรอยละ 70.59 รองลงมา คือ ชวงเวลาหลัง 15.00 น. จำนวน 3 คน คิดเปนรอยละ
17.65 และชวงเวลากอน 13.00 น. จำนวน 2 คน คิดเปนรอยละ 22.76 ตามลำดับ
ผูรับบริการสวนใหญพบเห็นเจาหนาที่ศาลสวมใสเครื่องแบบสีฟา มีจำนวน 93 คน คิดเปนรอยละ 73.23
รองลงมา คือ ไมทันสังเกต มีจำนวน 19 คน คิดเปนรอยละ 14.96 และไมพบเห็นวาสวมเครื่องแบบสีฟา มีจำนวน 15 คน
คิดเปนรอยละ 11.81 ตามลำดับ
2) การสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจในการใหบริการของศาลยุติธรรม
จากการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจในการใหบริการของศาลยุติธรรมพบวา ผูรับบริการศาลชั้นตน
ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลสวนใหญมีความพึงพอใจในการใหบริการของศาลยุติธรรม โดยมีความพึงพอใจ
ในดานความเชื่อมั่นเกี่ยวกับคุณภาพการใหบริการมากที่สุด ไดแก เจาหนาที่ปฏิบัติงานดวยความเปนธรรม โปรงใส
ไมทุจริต ไมเลือกปฏิบัติ มีความรับผิดชอบตอการปฏิบัติหนาที่เปนอยางดี และปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงผลประโยชน
ของประชาชนเปนหลัก มีคาเฉลี่ยเทากับ 4.13 ความพึงพอใจดานสิ่งอำนวยความสะดวก ไดแก มีการจัดสถานที่
และอุปกรณที่เปนระเบียบ สะอาด สะดวกตอการใชบริการ และความทันสมัยของอุปกรณ/เครื่องมือในการใหบริการ
และความพึงพอใจตอผลของการใหบริการ ไดแก ไดรับบริการที่ตรงตามความตองการและความพึงพอใจโดยภาพรวม
ที่ไดรับจากการใหบริการ ในระดับเทากัน มีคาเฉลี่ยเทากับ 4.12 ความพึงพอใจดานเจาหนาที่/บุคลากร ไดแก เจาหนาท ี่
ใหบริการดวยความสุภาพ เอาใจใส กระตือรือรน และพรอมใหบริการ เจาหนาที่มีความรอบรูและความสามารถในการ
ใหบริการ มีคาเฉลี่ยเทากับ 4.07 และความพึงพอใจดานกระบวนการขั้นตอนการใหบริการ ไดแก ขั้นตอนการใหบริการ
ไมยุงยาก ซับซอน และมีความคลองตัว การบริการแตละขั้นตอนมีความสะดวก มีความชัดเจนในการอธิบาย ชี้แจง
และแนะนำขั้นตอนในการใหบริการ มีคาเฉลี่ยเทากับ 3.98 คิดเปนคาเฉลี่ยรวมเทากับ 4.08
ทั้งนี้ จากผลการสำรวจความคิดเห็นดังกลาวจะเห็นไดวาสอดคลองกับขอมูลรายงานผลการดำเนินงาน
ประชาสัมพันธ ประจำปงบประมาณ พ.ศ. 2563 ของกองสารนิเทศและประชาสัมพันธ สำนักงานศาลยุติธรรม
ซึ่งกำหนดใหศาลยุติธรรมทั่วประเทศรายงานผลการดำเนินงานประชาสัมพันธ ตามแบบ ปชส. 3 เปนรายไตรมาส
โดยผลการรายงานพบวา ระดับความพึงพอใจของผูมาติดตอราชการที่มีตอพนักงานตอนรับประจำศาล ในไตรมาส
ที่ 1 – 4 (จากระดับความพึงพอใจ 5 ระดับ) เทากับ 4.64, 4.68, 4.71 และ 4.69 ตามลำดับ
3) การสำรวจขอควรปรับปรุงในการใหบริการของศาลยุติธรรม
จากการสำรวจความคิดเห็นของผูรับบริการศาลชั้นตนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยการจัดลำดับ
ขอควรปรับปรุงในการใหบริการของศาลยุติธรรมพบวา ผูรับบริการตองการใหปรับปรุงการบริการดานระยะเวลาการให
บริการ มากที่สุด รองลงมา คือ ดานสิ่งอำนวยความสะดวก ดานการใหบริการของเจาหนาที่ และดานกระบวนการ/ขั้นตอน
การใหบริการ โดยมีคะแนนรวมเทากับ 110, 103, 97 และ 86 ตามลำดับ
จากการศึกษาสรุปไดวา ศาลยุติธรรมมีนโยบายมุงเนนการพัฒนาองคกรและการใหบริการ เพื่ออำนวย
ความยุติธรรมใหแกประชาชนไดโดยสะดวก รวดเร็ว และลดคาใชจาย ซึ่งเปนไปตามกรอบนโยบายประธานศาลฎีกา
และแผนยุทธศาสตรศาลยุติธรรม พ.ศ. 2561 – 2564 รวมถึงไดมีการออกระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม
วาดวยการใหบริการแกประชาชนผูมาติดตอราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2552
ซึ่งหนวยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมไดดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติของระเบียบดังกลาว โดยจัดใหมีพนักงาน
ตอนรับประจำศาลยุติธรรม สวมใสเครื่องแตงกายสีฟา ทำหนาที่ตอนรับและอำนวยความสะดวกแกผูมาติดตอราชการศาล
โดยจัดตารางใหเจาหนาที่ทุกคน จากทุกสวนงาน สับเปลี่ยน หมุนเวียนกันปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาล
ทุกวัน ในชวงเวลาที่มีคูความหรือประชาชนมาติดตอราชการเปนจำนวนมาก มีการรายงานผลการปฏิบัติหนาที่ มีการ
สงเสริมและพัฒนาคุณภาพการใหบริการ มีการสรางมาตรการจูงใจและกระตุนใหพนักงานตอนรับประจำศาลปฏิบัติหนาท ี่
ไดอยางมีประสิทธิภาพ ตลอดจนนำเทคโนโลยีมาใชสนับสนุนการใหบริการประชาชน และจากการสำรวจความคิดเห็น
ของผูรับบริการที่มีตอพนักงานตอนรับประจำศาลและการใหบริการของศาลยุติธรรมพบวา ผูรับบริการที่มาติดตอ
ราชการศาลสวนใหญรูจัก เคยเห็น และไดรับการบริการจากพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรมที่สวมใสเครื่องแบบ
สีฟา ซึ่งสวนใหญปฏิบัติหนาที่ในชวงเวลา 08.00 – 09.00 น. มีเพียงสวนนอยที่ไมรูจักและไมเคยเห็น และผูมาติดตอ
ราชการศาลสวนใหญ มีความพึงพอใจตอการใหบริการของศาลยุติธรรมในระดับมาก ทั้งในดานกระบวนการขั้นตอนการ
ใหบริการ ดานการใหบริการของเจาหนาที่ ดานความเชื่อมั่นเกี่ยวกับคุณภาพการใหบริการ และดานสิ่งอำนวยความสะดวก
ทั้งนี้ จากการสำรวจขอมูลดังกลาว ยังมีขอคนพบเกี่ยวกับปญหา อุปสรรค และขอขัดของในการปฏิบัติหนาที่
พนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรม ไดแก ปญหาการบริหารจัดการปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาล ปญหา
เครื่องแตงกายพนักงานตอนรับประจำศาลไมเพียงพอ และปญหาเจาหนาที่ที่เขารับการอบรมหลักสูตรพนักงานตอนรับ
ประจำศาลยุติธรรมยังไมสามารถปฏิบัติหนาที่ไดอยางมีประสิทธิภาพ และยังมีการแสดงความคิดเห็นที่สะทอนถึง
ขอควรปรับปรุงในการใหบริการของศาลยุติธรรม เพื่อนำมาใชเปนขอมูลในการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน
ของพนักงานตอนรับประจำศาลและการใหบริการของศาลยุติธรรมใหมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตอไป
ขอเสนอแนะ
1) ขอเสนอแนะดานการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาล
(1) ควรมีการสรางมาตรการจูงใจและกระตุนใหพนักงานตอนรับประจำศาลปฏิบัติหนาที่ได
อยางมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เชน จัดใหมีโครงการประกวดพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรมดีเดนระดับประเทศ
มีการประกาศเกียรติคุณและเงินรางวัลสำหรับผูมีผลการปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาลที่มีความโดดเดน
เปนที่ชื่นชมและพึงพอใจของผูรับบริการ
(2) ควรมีการกำหนดตัวชี้วัดเกี่ยวกับการปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาล เพื่อนำมาใชเปน
เกณฑในการพิจารณาผลการปฏิบัติงานใหมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
(3) ควรมีการนำเทคโนโลยี เชน แอปพลิเคชันตาง ๆ เขามาชวยในการวางแผนและจัดการตาราง
การปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับ พรอมกับแจงเตือนไปยังผูที่ไดรับมอบหมายลวงหนา เพื่อใหการบริหารจัดการ
การปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาลเปนไปไดอยางมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเปนการเพิ่มทักษะดิจิทัล
ใหกับขาราชการศาลยุติธรรมไปพรอมกันดวย
(4) ควรมีแนวทางปฏิบัติในการจัดสรรและบริหารจัดการเครื่องแตงกายพนักงานตอนรับประจำศาล
ที่เปนมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อแกปญหาการไดรับจัดสรรเครื่องแตงกายพนักงานตอนรับประจำศาลไมเพียงพอ
(5) ควรมีการจัดทำบทเรียนออนไลนเกี่ยวกับความรูดานงานศาลใหครบทุกระบบ โดยจำลองขั้นตอน
การปฏิบัติงานในศาลดานตาง ๆ เชน งานรับฟอง งานประชาสัมพันธ งานออกหมาย งานหนาบัลลังก งานไกลเกลี่ย เปนตน
โดยกำหนดใหมีชั่วโมงการพัฒนาความรูเกี่ยวกับภารกิจของศาลยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรมและกระบวนการยุติธรรม
ในแผนพัฒนารายบุคคล ไมต่ำกวาปละ 6 ชั่วโมง เพื่อใหผูปฏิบัติงานในศาลยุติธรรมไดเรียนรูและเขาใจกระบวนการ
/ขั้นตอนการปฏิบัติงานในสวนงานอื่นอยางรอบดาน อันจะนำไปสูการใหคำปรึกษาและแนะนำผูมาติดตอราชการศาล
เกี่ยวกับขั้นตอนและกระบวนการปฏิบัติงานในศาลยุติธรรมไดอยางถูกตองและชัดเจนมากยิ่งขึ้น
(6) ควรมีการประชุมรวมกันเกี่ยวกับการบริหารจัดการปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาลในศาล
ทั่วประเทศ อยางนอยปละ 1 ครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ปญหา ขอขัดของ และแนวทางการบริหารจัดการใน
แตละศาล เพื่อใหการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาลเปนไปอยางมีประสิทธิภาพและเปนมาตรฐานเดียวกัน
(7) ควรมีการทบทวนหลักสูตรการอบรมพนักงานตอนรับประจำศาล โดยใหมีการฝกปฏิบัติ เชน
การจำลองสถานการณในการปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับและการแกไขปญหาเฉพาะหนา เพื่อพัฒนาความรูและทักษะ
ที่จำเปนในการปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาลใหมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
(8) ควรเพิ่มการประชาสัมพันธเกี่ยวกับการใหบริการของพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรมผาน
ชองทางตาง ๆ เพื่อใหประชาชนทราบถึงบทบาทและหนาที่ของพนักงานตอนรับประจำศาลไดมากยิ่งขึ้น
2) ขอเสนอแนะดานการพัฒนาการใหบริการของศาลยุติธรรม
จากการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับขอควรปรับปรุงในการใหบริการของศาลยุติธรรม เห็นควรใหมีขอเสนอแนะ
ดังนี้
(1) ควรมีการติดตามการดำเนินงานในศาลที่มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมตาง ๆ มาใชอำนวย
ความสะดวกและใหบริการประชาชน เพื่อนำมาขยายผลในการพัฒนาการใหบริการในศาลอื่น ๆ ใหมีประสิทธิภาพ
มากยิ่งขึ้นและเปนมาตรฐานเดียวกันตอไป
(2) ควรมีการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการแสดงสถานะการใหบริการประชาชน เมื่อมา
ติดตอราชการในศาลยุติธรรม วาอยูระหวางการดำเนินการในขั้นตอนใด และตองใชระยะเวลาในการรอคอยโดยประมาณ
เทาใด เพื่อใหประชาชนมีความเขาใจในขั้นตอนการปฏิบัติงานของเจาหนาที่และระยะเวลาแลวเสร็จของการใหบริการ
แตละประเภท รวมถึงมีการติดตามเรื่องเมื่อเห็นวาผูมารับบริการใชเวลารอคอยนานกวาปกติ
(3) ควรจัดใหมีสิ่งอำนวยความสะดวก เชน เครื่องคอมพิวเตอรที่ใชในการตรวจสอบขอมูลคดีหรือบอรด
นัดเวรประจำวันที่เพียงพอ มีเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมนอกหองพิจารณาคดี การจัดสรรที่นั่งใหเพียงพอ พรอมกับดูแล
หองน้ำและบริเวณภายในศาลใหมีความสะอาดและพรอมใชงาน
(4) ควรมีการพัฒนาเพิ่มชองทางการใหบริการ การใหคำปรึกษา รวมทั้งชองทางการรับเรื่องรองเรียน
ผานทางชองทางอื่น ๆ ที่สอดคลองกับความตองการของผูรับบริการ และควรมีการประเมินประสิทธิภาพของชองทาง
การใหบริการอยางสม่ำเสมอตอเนื่อง เพื่อนำขอมูลไปทบทวนปรับปรุงพัฒนาชองทางการใหบริการของศาลยุติธรรม
ใหดีขึ้น
(5) เจาหนาที่ที่ใหบริการประชาชนผูมาติดตอราชการศาลในทุกสวนงาน ควรปฏิบัติกับผูรับบริการดวย
อัธยาศัยไมตรีที่ดี รวดเร็ว และมีความละเอียดรอบคอบ เพื่อใหผูรับบริการเกิดความประทับใจและสงผลตอภาพลักษณ
ที่ดีขององคกรตอไป
ทั้งนี้ นอกจากขอเสนอแนะที่ไดกลาวถึงในขางตนแลว ผูศึกษาเห็นวาศาลยุติธรรมควรมีการจัดทำมาตรฐาน
การใหบริการ เพื่อประโยชนในการปรับปรุงคุณภาพการใหบริการและพัฒนาประสิทธิภาพการใหบริการที่เปนมาตรฐาน
เดียวกันทั่วประเทศ โดยผูศึกษาไดนำแนวคิดเกี่ยวกับการบริการและคุณภาพการใหบริการ รวมถึงแนวคิดในการจัดทำ
มาตรฐานและการปรับปรุงการใหบริการของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และแนวคิด
การรับรองมาตรฐานการใหบริการของศูนยราชการสะดวก มาใชเปนแนวทางในการจัดทำขอเสนอแนะ ดังนี้
การจัดทำมาตรฐานการใหบริการประชาชนของศาลยุติธรรม
เนื่องจากศาลยุติธรรมเปนหนวยงานที่มีภารกิจในการอำนวยความยุติธรรมและคุมครองสิทธิเสรีภาพแกประชาชน
โดยมีหนวยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมกระจายอยูในพื้นที่ตาง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อใหประชาชนสามารถเขาถึง
ความยุติธรรมไดอยางสะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง ดังนั้น เพื่อใหประชาชนไดรับบริการที่เปนมาตรฐานและมีคุณภาพ
ใกลเคียงกัน จึงนับเปนเรื่องสำคัญที่ศาลยุติธรรมควรมีการจัดทำมาตรฐานการใหบริการ เพื่อใหบริการประชาชน
ไดอยางมีประสิทธิภาพเทาเทียมกัน
วัตถุประสงคในการจัดทำมาตรฐานการใหบริการประชาชนของศาลยุติธรรม
1) เพื่อใหศาลยุติธรรมมีการใหบริการและอำนวยความสะดวกแกประชาชนที่เปนมาตรฐานเดียวกัน
2) เพื่อใหศาลยุติธรรมมีแนวทางที่เปนบรรทัดฐานในการพัฒนาและยกระดับการใหบริการของศาลยุติธรรม
ที่สะดวกชัดเจน และเปนไปในทิศทางเดียวกัน
3) เพื่อเปนเครื่องมือในการประเมินผลการใหบริการ ที่จะนำไปสูการพัฒนา ปรับปรุง และสรางภาพลักษณ
ที่ดีใหกับองคกรศาลยุติธรรม
เกณฑมาตรฐานการใหบริการประชาชนของศาลยุติธรรม
เพื่อใหการพัฒนาและปรับปรุงการใหบริการของศาลยุติธรรมเปนไปอยางมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
และสามารถติดตามประเมินผลการใหบริการไดอยางครอบคลุมทั้งระบบ ผูศึกษาจึงไดรวบรวมและวิเคราะหขอมูล
เกี่ยวกับเกณฑมาตรฐานการใหบริการ โดยเสนอแนะเปนเกณฑมาตรฐานการใหบริการประชาชนของศาลยุติธรรม โดย
แบงออกเปน 5 ดาน ดังนี้
1) ดานการตอบสนองความตองการของผูรับบริการ
2) ดานการอำนวยความสะดวกในการเขาถึงบริการ
3) ดานการจัดระบบการใหบริการ
4) ดานการพัฒนาทักษะความชำนาญของผูใหบริการ
5) ดานการพัฒนาคุณภาพการใหบริการ
ทั้งนี้ ไดแบงเกณฑออกเปน 2 ระดับ คือ
1) เกณฑพื้นฐาน หมายถึง เกณฑทั่วไปที่จำเปนตองมีในการใหบริการของศาลยุติธรรม ซึ่งตองมีการดำเนินการ
ไดอยางครบถวน จำนวน 38 ขอ แทนดวยสัญลักษณ
2) เกณฑขั้นสูง หมายถึง เกณฑที่สนับสนุนใหการบริการของศาลยุติธรรมมีมาตรฐานการบริการที่นำไปสูการยก
ระดับการใหบริการที่เปนเลิศตอไป ซึ่งเปนเกณฑที่ตองดำเนินการอยางนอยรอยละ 50 หรือ 8 ขอ แทนดวยสัญลักษณ
โดยมีรายละเอียด ดังนี้
ตารางที่ 28 แสดงเกณฑมาตรฐานการและแนวทางการดำเนินงานใหบริการของศาลยุติธรรม
เกณฑมาตรฐานการใหบริการ ระดับเกณฑ
ของศาลยุติธรรม แนวทางการดำเนินงาน มาตรฐาน
1. ดานการตอบสนองความตองการของผูรับบริการ
1.1 มีการศึกษาความตองการและ 1.1.1 มีการสำรวจขอมูลตามหลักสถิติ เพื่อใหทราบถึงความ
ตองการและความคาดหวังของผูรับบริการซึ่งครอบคลุม
ความคาดหวังของผูรับบริการ ประเด็น ดังนี้
(1) ประเภทงานบริการ
(2) วันและเวลาในการใหบริการ
(3) ความยาก-งายในการเขาถึงบริการ
(4) สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน
(5) การรับรูขอมูลขาวสารเกี่ยวกับการใหบริการ
1.1.2 มีการวิเคราะหผลการสำรวจและนำไปใชในการออกแบบ
หรือปรับปรุงระบบการใหบริการ
1.1.3 มีการใหบริการนอกเวลาราชการหรือตามเวลาที่สอดคลอง
กับผลการสำรวจความตองการของผูรับบริการ เชน การใหบริการ
โดยไมพักเที่ยง หรือเปดบริการในวันเสาร อาทิตย เปนตน
เกณฑมาตรฐานการใหบริการ แนวทางการดำเนินงาน ระดับเกณฑ
ของศาลยุติธรรม มาตรฐาน
2. ดานการอำนวยความสะดวกในการเขาถึงบริการ
2.1 สถานที่บริการเปนจุดที่เอื้อ 2.1.1 มีระบบการขนสงสาธารณะที่เขาถึงสถานที่บริการ
ตอการมาใชบริการ เขาถึงไดงาย เพื่อสะดวกตอการเดินทาง
ปลอดภัยและสะดวก
2.1.2 มีปาย/สัญลักษณบอกทิศทางหรือตำแหนงที่ตั้งที่ชัดเจน
2.1.3 เขาถึงไดสะดวก และมีแสงสวางเพียงพอ ณ บริเวณ
สถานที่ใหบริการ
2.1.4 มีการออกแบบที่คำนึงถึงผูพิการ สตรีมีครรภ และ
ผูสูงอายุ เชน จุดใหบริการอยูชั้น 1 (กรณีไมมีลิฟท) มีทางลาด
สำหรับรถเข็น มีพื้นที่วางใตเคานเตอรใหรถเข็นคนพิการ
สามารถเขาไดโดยไมมีสิ่งกีดขวาง เปนตน
2.2 พื้นที่ใหบริการมีความเหมาะสม
กับลักษณะและปริมาณงานที่ให 2.2.1 มีการออกแบบผังงาน และระบบการใหบริการระหวาง
บริการ จุดใหบริการที่อำนวยความสะดวก ทั้งสำหรับเจาหนาที่และ
ประชาชน เพื่อใหสามารถใหบริการประชาชนไดอยาง
รวดเร็ว โดยคำนึงถึงลักษณะและปริมาณงานที่ใหบริการ
2.2.2 ขนาดและพื้นที่ใชงานสะดวกตอการเอื้อมจับ พื้นที่วาง
ดานขางสำหรับการเคลื่อนไหวรางกายที่สบาย ไมนอยกวา
28-30 นิ้ว) และออกแบบจัดวางเอกสารใหสามารถใหบริการ
ไดอยางรวดเร็ว
2.2.3 ในจุดที่สำคัญหรืออันตรายตองออกแบบหรือจัดให
สามารถมองเห็นไดชัดเจน ทั้งขณะยืนหรือรถลอเลื่อน
2.3 การจัดเตรียมวัสดุ/อุปกรณ 2.3.1 มีการจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกที่สอดคลองกับผล
สำนักงาน หรืออุปกรณอื่น ๆ เพื่อ สำรวจความตองการของผูรับบริการ และความพรอมของ
สนับสนุนและอำนวยความสะดวก ทรัพยากรที่มี เชน น้ำดื่ม เกาอี้นั่งพักรอ เปนตน
ในการใหบริการ ทั้งกอนเขาสูบริการ
และจุดใหบริการ
2.3.2 การจัดใหมีหองน้ำที่สะอาดและถูกสุขลักษณะ
เกณฑมาตรฐานการใหบริการ แนวทางการดำเนินงาน ระดับเกณฑ
ของศาลยุติธรรม มาตรฐาน
3. การจัดระบบการใหบริการ
3.1 ระบบคิว/จุดแรกรับผูรับบริการ 3.1.1 การจัดใหมีระบบคิว เพื่อใหบริการไดอยางเปนธรรม
เพื่อคัดกรอง และใหคำแนะนำแก
ผูรับบริการ
3.1.2 มีจุดแรกรับในการชวยอำนวยความสะดวกตาง ๆ
เชน คัดกรองผูรับบริการ ใหคำแนะนำในการขอรับบริการ
หรือชวยเตรียมเอกสาร กรอกแบบฟอรมตาง ๆ เพื่อเพิ่ม
ประสิทธิภาพในการบริการและลดระยะเวลารอคอย
3.2 การออกแบบระบบงาน หรือ 3.2.1 มีการจัดลำดับขั้นตอนการบริการที่งายตอการให
ระบบการใหบริการที่สนับสนุน บริการและรับบริการ เพื่อใหประชาชนไมตองรอคอยรับ
การบริการใหมีความสะดวก บริการนาน
3.2.2 มีการกำหนดผูรับผิดชอบ ผูประสานงาน/เจาของงาน
เบอรโทรติดตอ และชองทางการติดตอไวอยางชัดเจน
3.2.3 มีการจัดทำคูมือการปฏิบัติงานสำหรับเจาหนาที่
ที่ครอบคลุม ถูกตอง และทันสมัย โดยมีการระบุขั้นตอน
ระยะเวลา คาธรรมเนียม และขอมูลจำเปนสำหรับการปฏิบัติ
งานไวในคูมือฯ อยางชัดเจน
3.2.4 การใหบริการไปในทิศทางเดียวกัน เชน การตอบ
คำถาม รูปแบบการบริการของแตละจุด เปนตน
3.2.5 มีระบบทักทายผูรับบริการ และระบบการติดตาม
สถานะผูรับบริการ หรือออกแบบระบบสารสนเทศใหผูรับ
บริการเขาตรวจสอบขั้นตอนสถานะการรับบริการในงาน
ที่ไมแลวเสร็จในทันที เปนตน
3.2.6 มีระบบการใหบริการประชาชนแบบออนไลน
3.2.7 มีการปรับปรุงแบบฟอรมตาง ๆ ใหงายและไมซ้ำซอน
3.3 การจัดสรรจำนวนบุคลากร 3.3.1 มีการวิเคราะหประเมินความตองการดานกำลังคน
ที่เพียงพอและเหมาะสมกับการ ที่จำเปน
ปฏิบัติงาน 3.3.2 มีการจัดตารางการทำงานในชวงพักทานอาหาร หรือ
ชวงเวลาที่มีผูรับบริการเขามาใชบริการมาก เพื่อใหเหมาะสม
ในการใหบริการผูรับบริการที่เพียงพอตอจำนวนผูรับบริการ
ที่เขามาใชบริการในแตละชวงของจุดใหบริการ
3.3.3 มีการสรางสิ่งจูงใจแกบุคลากรผูปฏิบัติงาน
เกณฑมาตรฐานการใหบริการ แนวทางการดำเนินงาน ระดับเกณฑ
ของศาลยุติธรรม มาตรฐาน
4. การพัฒนาทักษะความชำนาญของเจาหนาที่
4.1 บุคลากรดานการบริการ 4.1.1 มีการเพิ่มศักยภาพและทักษะในการปฏิบัติงาน
/ผูใหบริการ มีจิตบริการ ที่จำเปนและทันสมัยใหกับเจาหนาที่ เชน จัดฝกอบรม
(Service Mind) และมีความ สัมมนา ระดมสมอง ศึกษาดูงาน เปนตน อยางตอเนื่อง
รอบรูในงานที่ใหบริการ รวมทั้ง เพื่อใหเจาหนาที่สามารถใหบริการไดอยางถูกตอง รวดเร็ว
งานที่เกี่ยวของ และมีจิตบริการ
4.1.2 เจาหนาที่ไดรับการอบรมการใชระบบซอฟทแวร
และการใหบริการอยางตอเนื่องจนมีความเขาใจในดาน
การใชงานระบบ
4.1.3 เจาหนาที่สามารถใหบริการแทนกันได
4.1.4 เจาหนาที่มีทักษะในการใหบริการครอบคลุมเรื่อง
สำคัญ ดังนี้
- สามารถตอบคำถามพื้นฐานใหกับผูรับบริการได
- สามารถแกไข/รับมือกับสถานการณที่เกิดขึ้นได
ตามมาตรฐานการใหบริการ
- การสื่อสารและชวยเหลือผูรับบริการดวยไมตรีจิต
4.1.5 เจาหนาที่สามารถริเริ่มและพัฒนาการใหบริการที่เกิน
ความคาดหวังของผูรับบริการ เชน บริการอื่น ๆ เพิ่มเติม
ในเชิงรุก เปนตน
4.1.6 เจาหนาที่สามารถปฏิบัติงานไดตามมาตรฐานที่กำหนด
ไวในแตละชองทางของระบบ online ที่พัฒนาขึ้น
5. การพัฒนาคุณภาพการใหบริการ
5.1 มีระบบการประเมินความพึง 5.1.1 มีจุดประเมินผลความพึงพอใจ ณ จุดใหบริการ
พอใจทันที ณ จุดบริการ ในรูปแบบที่งายและสะดวกตอผูใชบริการ
5.1.2 มีการนำผลสำรวจมาปรับปรุงงานบริการ
อยางตอเนื่อง
5.1.3 เกิดผลลัพธความพึงพอใจของผูรับบริการไมนอย
กวารอยละ 80
5.2 การใหบริการมีความถูก 5.2.1 วิธีการปฏิบัติงานที่รวดเร็ว ถูกตองตามกฎ ระเบียบ
ตอง รวดเร็ว ไมเกิดขอรอง
เรียน 5.2.2 มีกลไกการรับฟงและตอบสนองขอรองเรียนของผูรับ
บริการ รวมทั้งระบบการติดตามและแกไขปญหาที่ชัดเจน
5.2.3 กรณีเกิดขอรองเรียนในการใหบริการขอรองเรียน
ในประเด็นเดิมจะตองไมเกิดขึ้นซ้ำอีก
เกณฑมาตรฐานการใหบริการ แนวทางการดำเนินงาน ระดับเกณฑ
ของศาลยุติธรรม มาตรฐาน
5.3 การมีชองทางการใหบริการ 5.3.1 มีการพัฒนาเพิ่มชองทางการใหบริการใหคำปรึกษา
ที่สอดคลองกับความตองการ รวมทั้งชองทางการรับเรื่องรองเรียนที่สอดคลองกับความ
ของผูรับบริการ ตองการของผูรับบริการ เชน ผานทางโทรศัพทหรือชองทาง
อื่น ๆ
5.4 การจัดทำแผนการติดตามผล 5.4.1 มีการจัดทำแผนการติดตามผลการดำเนินงานดานการบริการ
การดำเนินงานดานการบริการ ที่ชัดเจน ซึ่งประกอบดวย หัวขอเรื่องที่ติดตาม ผูรับผิดชอบ
ที่ชัดเจนและมีระบบการติดตาม ระยะเวลา ดำเนินการ ผลดำเนินการ และขอเสนอการปรับปรุง
ที่มีประสิทธิภาพ พัฒนาใหดีขึ้นอยางตอเนื่อง
5.4.2 มีกลไกการรับฟงและตอบสนองขอรองเรียนของผูรับ
บริการ รวมทั้งระบบการติดตามและแกไขปญหาที่ชัดเจน
5.5 การแกไขปญหาทาทายที่เกิด 5.5.1 มีการคนหาปญหา/อุปสรรคของการใหบริการ
ขึ้นในการดำเนินการใหบริการ ที่เกิดขึ้นและคาดวาจะเกิดขึ้น และนำไปแกไขปรับปรุง
และนำไปสูการกำหนดเปน ใหการบริการดียิ่งขึ้น
แนวทางการดำเนินการตอไป
5.6 การทบทวนปรับปรุงการ 5.6.1 มีการนำผลจากการติดตามงานมาดำเนินการ
ออกแบบระบบงานและ ปรับปรุงงานจนเกิดผลลัพธที่ดีอยางตอเนื่อง สามารถ
กระบวนการใหบริการ มีระบบรับสงเรื่อง และการใหบริการไดถูกตอง รวดเร็ว
อยางตอเนื่อง ลดการสูญเสีย และเกิดคุณคาที่เปนประโยชนตอผูรับบริการ
5.6.2 มีการปรับปรุงคูมือการปฏิบัติงานใหทันสมัยและคนหา
ขอมูลไดงาย
5.7 การจัดการแลกเปลี่ยนเรียนรู 5.7.1 การจัดอบรมทักษะการใหบริการที่ทันสมัยอยางตอเนื่อง
การจัดอบรมพัฒนาความรู ความ เชน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของศาลยุติธรรม การสราง
ชำนาญ และทักษะใหแกเจาหนาที่ ความสัมพันธกับผูรับบริการการสรางภาพลักษณการใหบริการ
และผูเกี่ยวของในกระบวนการ การสรางจิตสำนึก ดานการใหบริการ การศึกษาดูงาน เปนตน
อยางตอเนื่อง เพื่อใหการบริการ และมีการสื่อสารสรางความเขาใจใหแกเจาหนาที่เกี่ยวกับ
บรรลุเปาหมายของการอำนวย แนวทางการปฏิบัติงานใหม เพื่อปองกันปญหาที่อาจเกิดขึ้น
ความสะดวกแกประชาชน
5.7.2 มีการแลกเปลี่ยนเรียนรูเกี่ยวกับปญหาในการปฏิบัติงาน
และการปรับปรุงงาน รวมถึงการรวมกันทบทวนระบบงาน
เพื่อออกแบบงานใหม/สรางนวัตกรรมในการใหบริการ
5.7.3 บุคลากรดานเทคนิคมีความรูและทักษะสำคัญ
ในการปฏิบัติงาน โดยไดรับการอบรมหลักสูตรที่เกี่ยวของกับ
การติดตั้งระบบปฏิบัติการ และโปรแกรมประยุกต การซอม
บำรุงฮารดแวรพื้นฐาน และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของ
ศาลยุติธรรม เปนตน
เกณฑมาตรฐานการใหบริการ แนวทางการดำเนินงาน ระดับเกณฑ
ของศาลยุติธรรม มาตรฐาน
5.7.4 บุคลากรดานเทคนิคมีความสามารถในการตอบคำถาม
และแกปญหาพื้นฐานเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
รวมถึงอธิบายลักษณะปญหาระบบเครือขายตาง ๆ ใหกับ
เจาหนาที่และผูรับบริการ
5.8 การจัดทำระบบฐานขอมูล 5.8.1 มีการออกแบบระบบจัดเก็บขอมูลและระบบวิเคราะห
ในรูปแบบดิจิทัล ใหสามารถใชได ฐานขอมูลที่สอดคลองกับความตองการใชงานเพื่ออำนวย
งาย และมีขอมูลจำเปนเพียงพอ ความสะดวกในการปฏิบัติงานและพัฒนา ปรับปรุงการใหบริการ
ตอการปฏิบัติงาน
5.8.2 มีการรวบรวมขอมูลจากผูปฏิบัติงาน ผูรับบริการ และ
ผูที่เกี่ยวของ เขาระบบฐานขอมูลไดอยางครอบคลุม ถูกตอง
และทันสมัย รวมถึงการนำผลการวิเคราะหขอมูลไปใชปรับปรุง
ระบบฐานขอมูลและพัฒนาระบบการใหบริการตอไป
5.9.1 การออกแบบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศใหสามารถ
5.9 การออกแบบระบบ ใชงานในสวนที่จำเปนไดอยางตอเนื่องและปลอดภัย โดยการ
เทคโนโลยี ปฏิบัติตามแผนพัฒนาดิจิทัลศาลยุติธรรม หรือแผนอื่นที่
สารสนเทศ ตามแผนพัฒนา กำหนด
ดิจิทัล
ศาลยุติธรรม หรือแผนอื่นที่ 5.9.2 การออกแบบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศใหผูปฏิบัติ
กำหนด งานหรือผูเกี่ยวของสามารถคนหาขอมูลการใหบริการได
อยางสะดวก รวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่องคำถาม คำตอบและ
วิธีการแกไขปญหาในแตละสถานการณเพื่อชวยสนับสนุน
การปฏิบัติงานของเจาหนาที่
5.10 การบูรณาการวางแผน 5.10.1 การบูรณาการการทำงานระหวางหนวยงานที่เกี่ยวของ
ระบบไปสูการใหบริการ ณ สอดคลองกับทรัพยากรที่มีจำกัด โดยมีการเชื่อมโยงขอมูล
จุดเดียว ตลอดทั้งกระบวนการ ระหวางหนวยงาน เพื่อลดความซ้ำซอนและความผิดพลาด
ในการกรอกขอมูล รวมทั้งการใชทรัพยากรรวมกันอยางคุมคา
5.11 การพัฒนาระบบการใหบริการ 5.11.1 มีการพัฒนาระบบการใหบริการ ซึ่งอาจรวมถึงระบบ
online ไดสอดคลองกับความ การรองเรียนผานชองทางที่เปนระบบ online และมีการ
ตองการของผูรับบริการและมีการ กำหนดมาตรฐานการใหบริการในแตละชองทางที่ไดเปดให
กำหนดมาตรฐานการใหบริการ บริการไวอยางชัดเจนและเหมาะสมสอดคลองกับความ
แตละชองทางที่เปนระบบ online ตองการของผูรับบริการ เชน การติดตอผานอีเมล มีการตอบ
กลับภายใน 24 ชั่วโมง การติดตอผานระบบ Chat หรือ
Line มีการตอบกลับภายใน 15 นาที หรือการติดตอผาน
Facebook มีการตอบกลับภายใน 1 ชั่วโมง เปนตน
5.12 การบริหารความตอเนื่องใน 5.12.1 มีแผนการบริหารความตอเนื่องในการใหบริการ
การใหบริการที่จำเปน เพื่อเตรียม กรณีที่เกิดภาวะฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ โดยเตรียมทรัพยากร
ความพรอมรองรับภาวะฉุกเฉิน ที่สำคัญ เชน สถานที่ใหบริการสำรอง บุคลากร ขอมูล
และสามารถใหบริการงานที่จำเปน สารสนเทศ ผูมีสวนไดสวนเสีย และวัสดุอุปกรณตาง ๆ
ไดอยางตอเนื่องในสภาวะวิกฤต เปนตน
รายละเอียดแนวทางการดำเนินการของแตละหัวขอมี ดังนี้
1) การตอบสนองความตองการของผูรับบริการ ไดแก
จัดใหมีการรับฟงความคิดเห็นเกี่ยวกับความตองการและความคาดหวังของผูรับบริการ เชน การออกแบบสำรวจ
การจัด Focus Group หรือรูปแบบอื่น ๆ เพื่อนำขอมูลมาใชในการออกแบบหรือปรับปรุงระบบการใหบริการ ทั้งนี้
ควรมีการกำหนดกลุมเปาหมายผูรับบริการในแตละพื้นที่ใหชัดเจนวาเปนกลุมใดบาง มีพฤติกรรมอยางไร รูปแบบการ
เดินทางเปนอยางไร เพื่อคาดการณถึงประชาชนที่จะมารับบริการ เชน ผูประกอบการ ชาวตางชาติ นักศึกษา แรงงานตางดาว
และประชาชนทั่วไป เปนตน โดยคำถามจะตองครอบคลุมประเด็นสำคัญ ไดแก ประเภทงานบริการที่ตองการใหมีวัน
และเวลาเปดใหบริการ สถานที่ใหบริการ ความยากงายในการเขาถึงจุดบริการ สิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญ และการ
รับรูขอมูลขาวสารเกี่ยวกับการใหบริการ เปนตน จากนั้นจึงนำขอมูลดังกลาวมาวิเคราะหผลการศึกษาและนำไปใชในการ
ออกแบบระบบและปรับปรุงการใหบริการตอไป อยางไรก็ตาม เพื่อเปนการพัฒนาระบบการใหบริการใหดียิ่งขึ้น
อยางตอเนื่อง จึงควรมีการสำรวจความคิดเห็น ความคาดหวัง และความพึงพอใจของผูรับบริการในชวงระยะเวลา
ที่เหมาะสม เชน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบการใหบริการในแตละครั้ง ซึ่งสงผลกระทบตอการใหบริการของศาลยุติธรรม
เปนตน
2) การอำนวยความสะดวกในการเขาถึงบริการ
มีการจัดสถานที่ใหบริการใหสามารถเขาถึงไดงาย ปลอดภัย สะอาด เปนระเบียบเรียบรอย และสะดวก
โดยคำนึงถึงระบบการขนสงสาธารณะเพื่อใหงายตอการเดินทาง มีการจัดทำปาย / สัญลักษณในการบอกทิศทางหรือ
ตำแหนงที่ตั้งของจุดใหบริการไดอยางชัดเจน สามารถเขาถึงจุดใหบริการไดสะดวก และจัดใหมีแสงสวางอยางเพียงพอ
ณ บริเวณสถานที่ใหบริการ นอกจากนี้ การออกแบบสถานที่ควรคำนึงถึงผูพิการ สตรีมีครรภ และผูสูงอายุ เชน กรณีไม
มีลิฟท ควรจัดจุดใหบริการไวที่ชั้น 1 การเขาถึงมีทางลาดสำหรับรถเข็น เปนตน
ใ นสวนของพื้นที่ใหบริการควรออกแบบผังงานและระบบการใหบริการระหวางจุดใหบริการที่อำนวยความสะดวก
ทั้งสำหรับเจาหนาที่และประชาชนผูรับบริการ เพื่อสามารถใหบริการไดอยางรวดเร็ว โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับ
ลักษณะและปริมาณงาน รวมถึงการจัดวางเอกสารใหสามารถหยิบใชไดสะดวกรวดเร็ว และออกแบบในจุดที่สำคัญ
ตองมองเห็นไดชัดเจนทั้งขณะยืนหรือรถลอเลื่อน
สำหรับวัสดุ/อุปกรณ สิ่งอำนวยความสะดวกตาง ๆ ควรมีการจัดเตรียมใหเพียงพอ เหมาะสม พรอมใชงาน
และสอดคลองกับผลสำรวจที่ไดจากการศึกษา รวมไปถึงหองน้ำตองสะอาด ถูกสุขลักษณะ และใชงานได เพื่อสนับสนุน
และอำนวยความสะดวกใหแกผูรับบริการและเจาหนาที่ผูใหบริการ
3) การจัดระบบการใหบริการ
3.1) ระบบคิว/จุดแรกรับ
มีการออกแบบการจัดระบบคิวใหเกิดความโปรงใสและเปนธรรมในการใหบริการ โดยพนักงานตอนรับ
ประจำศาลจะตองทำหนาที่ในการชวยอำนวยความสะดวกและใหคำแนะนำแกผูรับบริการ เชน การเตรียมเอกสาร
การกรอกแบบฟอรม พรอมมีตัวอยางการกรอกแบบฟอรม รวมถึงวิธีการใชงานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศตาง ๆ
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการและลดระยะเวลารอคอย
3.2 ) การออกแบบระบบงาน
เปนการกำหนดแนวทางวิธีการในการทำงานที่เกี่ยวของทั้งหมดใหบรรลุเปาหมายและสอดคลองไปในทิศทาง
เดียวกัน โดยมีการจัดลำดับขั้นตอนการบริการที่งายตอการใหบริการและรับบริการ เพื่อใหประชาชนไมตองรอคอยรับ
บริการนาน มีการกำหนดผูรับผิดชอบ ผูประสานงาน/เจาของงาน เบอรโทรติดตอ และชองทางการติดตอไวอยางชัดเจน
มีการจัดทำคูมือการปฏิบัติงานสำหรับเจาหนาที่ ที่ครอบคลุม ถูกตอง และทันสมัย โดยมีการระบุขั้นตอน ระยะเวลา
คาธรรมเนียม และขอมูลจำเปนสำหรับการปฏิบัติงานไวในคูมือฯ อยางชัดเจน ทั้งนี้ การใหบริการ เชน การตอบคำถาม
หรือรูปแบบการบริการของแตละจุดจะตองเปนไปในทิศทางเดียวกัน มีระบบทักทายผูรับบริการ และระบบการติดตาม
สถานะผูรับบริการ หรือออกแบบระบบสารสนเทศใหผูรับบริการเขาตรวจสอบขั้นตอนสถานะการรับบริการในงาน
ที่ไมแลวเสร็จ รวมตลอดถึงมีระบบการใหบริการประชาชนแบบออนไลน และมีการปรับปรุงแบบฟอรมตาง ๆ ใหกระชับ
เขาใจงาย และไมซ้ำซอน เปนตน
นอกจากนี้ ควรมีการพัฒนาบุคลากรใหสามารถปฏิบัติงานทดแทนกันได เพื่อหมุนเวียนเจาหนาที่ที่มีปริมาณงาน
นอยมาชวยทำงานในชวงที่มีผูรับบริการจำนวนมาก ดังนั้น หัวหนางานตองมีการบริหารจัดการบุคลากร หรืออาจมีทีม
ในการสังเกตเก็บรวบรวมขอมูลเพื่อวิเคราะหพฤติกรรมของผูรับบริการในแตละชวงเวลา และนำมาปรับปรุงระบบงาน
ใหทันตอสถานการณ นอกจากนี้ ควรมีการจัดทำคูมือการปฏิบัติงานสำหรับเจาหนาที่ ซึ่งมีรายละเอียดการปฏิบัติงาน
เชน ขั้นตอน ระยะเวลา คาธรรมเนียม และขอมูลจำเปนสำหรับการปฏิบัติงานที่ชัดเจนครอบคลุม ถูกตอง และทันสมัย
และจัดเก็บในรูปแบบเอกสารหรือพัฒนาอยูในระบบสารสนเทศ ซึ่งตองอยูในตำแหนงที่หยิบใชสะดวกและคนหาขอมูล
ไดรวดเร็ว
4) การพัฒนาทักษะความชำนาญของผูใหบริการ
บุคลากรดานการบริการมีความสำคัญตอภาพลักษณองคกร จึงตองมีคุณสมบัติและหัวใจในการใหบริการ ยินดี
ใหบริการแมไมใชงานในขอบขายความรับผิดชอบของตนเอง ไดแก
S - Smile คือ มีความยิ้มแยม
E – Early Responsibility คือ ตอบสนองตอความตองการของผูรับบริการอยางรวดเร็ว
R – Respectful คือ แสดงออกถึงความนับถือและใหเกียรติผูรับบริการ
V – Voluntaries Manner คือ ใหบริการดวยความสมัครใจและเต็มใจ
I – Image Enhance คือ แสดงออกซึ่งการรักษาภาพลักษณขององคกร
C – Courtesy คือ กิริยาออนนอม สุภาพ และมีมารยาทที่ดี
E – Enthusiasm คือ ความกระฉับกระเฉง กระตือรือรนในการใหบริการ
การที่บุคลากรจะมีทักษะความสามารถเหลานี้ไดจึงมีความจำเปนอยางยิ่งที่ตองมีการพัฒนาศักยภาพและทักษะ
ในการปฏิบัติงานที่จำเปนและทันสมัยใหกับบุคลากรอยางตอเนื่อง มีการจัดหาเครื่องมือชวยเหลือและเพิ่มศักยภาพ
ในการใหบริการแกบุคลากร เชน การออกแบบระบบสารสนเทศเพื่อชวยใหคนหาคำตอบหรือแกไขสถานการณตาง ๆ
ไดอยางรวดเร็ว การกำหนดมาตรฐานการตอบคำถาม หรือการแกไขปญหาในแตละสถานการณที่คาดวาจะมีโอกาสเกิดขึ้น
มีการกำหนดแผนพัฒนาบุคลากรใหชัดเจนทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีการกำหนดความรูทักษะที่บุคลากรจำเปนตองได
รับการพัฒนาใหสอดคลองกับเปาหมายขององคกร สามารถใหบริการไดอยางถูกตอง รวดเร็ว และมีจิตบริการ โดยใน
กรณีที่มีการพัฒนาระบบงานหรือระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ควรมีการฝกอบรมใหความรูแกบุคลากรจนเกิดความเขาใจ
และความชำนาญในระบบงาน รวมถึงมีการพัฒนาใหบุคลากรสามารถปฏิบัติงานทดแทนกันได สามารถริเริ่ม
และพัฒนาการใหบริการที่เกินความคาดหวังของผูรับบริการ ตลอดจนสามารถปฏิบัติงานไดตามมาตรฐานที่กำหนด
ไวในแตละชองทางของระบบ online ที่พัฒนาขึ้น
5) การพัฒนาคุณภาพการใหบริการ ประกอบดวย
5.1) ระบบการประเมินความพึงพอใจ
มีการสำรวจความพึงพอใจของผูรับบริการโดยรวม และนำขอมูลความคิดเห็น ความพึงพอใจ และความไมพึง
พอใจตาง ๆ มาจัดลำดับความสำคัญ เพื่อสรางเปนแผนปรับปรุงการปฏิบัติงานใหเปนที่พึงพอใจของประชาชน ทั้งนี้
อาจจัดใหมีระบบการประเมินความพึงพอใจทันที ณ จุดใหบริการ ซึ่งควรมีรูปแบบที่งาย สะดวก และไมสรางภาระตอ
ผูใชบริการ นอกจากนี้ อาจจัดใหมีหนวยงานภายนอกมาชวยประเมินผลความพึงพอใจของผูรับบริการตามความเหมาะสม
เพื่อเปนการใหผลการสำรวจมีความแมนยำและนาเชื่อถือมากยิ่งขึ้น จากนั้นจึงผลสำรวจมาวิเคราะหและปรับปรุงงาน
บริการอยางตอเนื่อง เพื่อใหเกิดผลลัพธความพึงพอใจของผูรับบริการ
5.2) คุณภาพการใหบริการและการจัดการขอรองเรียน
มีการใหบริการที่มีคุณภาพซึ่งสามารถสรางความประทับใจหรือความสุขใจใหกับผูรับบริการ เชน ไดรับบริการ
ที่มีความถูกตอง รวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีการจัดการขอรองเรียน โดยรับฟงขอรองเรียนเกี่ยวกับปญหาตาง ๆ จากประชาชน
เพื่อทราบถึงความตองการ ชี้แจงทำความเขาใจ ตลอดจนแกปญหาใหกับผูรับบริการ เพื่อปองกันไมไดเกิดปญหาหรือ
ขอรองเรียนในประเด็นเดิมหรือประเด็นที่เกี่ยวของขึ้นซ้ำอีก
5.3) ชองทางการใหบริการ
มีชองทางและกลยุทธในการสื่อสารที่เพียงพอและชัดเจน เชน มีการพัฒนาเพิ่มชองทางการใหบริการ
การใหคำปรึกษารวมทั้งการรับเรื่องรองเรียนผานชองทางอื่น ๆ ที่สอดคลองกับความตองการของผูรับบริการ และควร
มีการประเมินประสิทธิภาพของชองทางการใหบริการอยางสม่ำเสมอตอเนื่อง เพื่อนำขอมูลไปทบทวนปรับปรุงพัฒนา
ชองทางการใหบริการของศาลยุติธรรมใหมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
5.4) ระบบการติดตามผลการดำเนินงาน
มีการจัดทำแผนการติดตามผลการดำเนินงานที่ชัดเจน ซึ่งประกอบดวย หัวขอเรื่อง ที่ติดตาม ผูรับผิดชอบ ระยะ
เวลาดำเนินการ ผลดำเนินการ และขอเสนอการปรับปรุงพัฒนาใหดีขึ้นอยางตอเนื่อง และมีกลไกการรับฟงและตอบสนอง
ขอรองเรียนของผูรับบริการ
5.5) การแกไขปญหาที่ทาทาย
การแกไขปญหาทาทายที่เกิดขึ้นในการใหบริการและนำไปสูการกำหนดเปนแนวทางการดำเนินการตอไปนั้น
จะตองมีการคนหาปญหา อุปสรรคของการใหบริการที่เกิดขึ้นและคาดวาจะเกิดขึ้น และนำไปแกไขปรับปรุงใหการบริการ
ดียิ่งขึ้น โดยอาจทำการสำรวจความพึงพอใจของผูรับบริการ รวมถึงขอมูลสารสนเทศตาง ๆ เพื่อนำมาิเคราะห
และคาดการณปญหา และสาเหตุของปญหาไดอยางแมนยำ และสามารถกำหนดวิธีการแกไขปรับปรุง รวมทั้งแจง
ผูเกี่ยวของใหรวมกันดำเนินการแกไขปรับปรุงการทำงาน และนำไปสูการกำหนดเปนแนวทางการดำเนินการตอไป
5.6) การทบทวนปรับปรุงการดำเนินงาน
มีการการทบทวนปรับปรุงการดำเนินงานและกระบวนการใหบริการ เชน การตรวจสอบวามีกฎระเบียบขอบังคับ
หรือนโยบายในการปฏิบัติงานที่เปนอุปสรรคหรือเกิดความยุงยากซับซอน มีรายละเอียดในขั้นตอนการใหบริการหรือ
ดำเนินการมาก หรือลาชา และนำผลจากการติดตามงานมาดำเนินการปรับปรุงการดำเนินงานใหเหมาะสมจนเกิด
ผลลัพธที่ดีอยางตอเนื่อง และสามารถมีระบบรับสงเรื่องและการใหบริการไดถูกตอง รวดเร็ว ลดการสูญเสียและเกิด
คุณคาที่เปนประโยชนตอผูรับบริการ
5.7) การแลกเปลี่ยนเรียนรู และการจัดอบรมเจาหนาที่และผูเกี่ยวของในกระบวนการอยางตอเนื่อง เพื่อใหการ
บริการบรรลุเปาหมายของการอำนวยความสะดวกแกประชาชนมีการจัดการแลกเปลี่ยนเรียนรู การจัดอบรมทักษะการ
ใหบริการที่ทันสมัยอยางตอเนื่อง เชน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของศาลยุติธรรม การสรางความสัมพันธกับผูรับบริการ
การสรางภาพลักษณการใหบริการ การสรางจิตสำนึกดานการใหบริการ การศึกษาดูงาน เปนตน และมีการสื่อสารสราง
ความเขาใจใหแกเจาหนาที่เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติงานใหม เพื่อปองกันปญหาที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงมีการแลกเปลี่ยน
เรียนรูเกี่ยวกับปญหาในการปฏิบัติงาน และการปรับปรุงงาน ตลอดจนการรวมกันทบทวนระบบงานเพื่อออกแบบ
งานใหม/สรางนวัตกรรมในการใหบริการ
5.8) การจัดทำระบบฐานขอมูล
มีการจัดทำระบบฐานขอมูลในรูปแบบดิจิทัลใหสามารถใชไดงาย และมีขอมูลจำเปนเพียงพอตอการปฏิบัติงาน
โดยการรวบรวมขอมูลจากผูปฏิบัติงาน ผูรับบริการ และผูที่เกี่ยวของเพื่อออกแบบการจัดเก็บขอมูลใหมีความครอบคลุม
ถูกตอง และทันสมัย และระบบวิเคราะหฐานขอมูลใหสอดคลองกับความตองการใชงานเพื่ออำนวยความสะดวกใน
การปฏิบัติงาน และพัฒนาปรับปรุงการใหบริการ รวมไปถึงการทบทวนปรับปรุงระบบฐานขอมูลและระบบการประมวล
ผลวิเคราะหรายงานขอมูลใหมีประสิทธิภาพอยางตอเนื่อง
5.9) การบูรณาการวางแผนระบบ
มีการบูรณาการทำงานระหวางหนวยงานที่เกี่ยวของ สอดคลองกับทรัพยากรที่มีจำกัด โดยมีการเชื่อมโยงขอมูล
ระหวางหนวยงาน เพื่อลดความซ้ำซอนและความผิดพลาดในการกรอกขอมูล รวมทั้งการใชทรัพยากรรวมกันอยางคุมคา
5.10) การพัฒนาระบบการใหบริการ Online
มีการพัฒนาระบบการใหบริการ ซึ่งอาจรวมถึงระบบการรองเรียน ผานชองทางที่เปนระบบ online และมีการ
กำหนดมาตรฐานการใหบริการในแตละชองทางที่ไดเปดใหบริการไวอยางชัดเจนและเหมาะสมสอดคลองกับความ
ตองการของผูรับบริการ เชน
- การติดตอผานอีเมล มีการตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมง
- การติดตอผานระบบ Chat หรือ Line มีการตอบกลับภายใน 15 นาที
- การติดตอผาน Facebook มีการตอบกลับภายใน 1 ชั่วโมง เปนตน
5.11) การบริหารความตอเนื่องในการใหบริการที่จำเปน
มีแผนการบริหารความตอเนื่องในการใหบริการ กรณีที่เกิดภาวะฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ โดยเตรียมทรัพยากร
ที่สำคัญ เชน สถานที่ใหบริการสำรอง บุคลากร ขอมูลสารสนเทศ ผูมีสวนไดสวนเสีย และวัสดุอุปกรณตาง ๆ เปนตน
แนวทางการดำเนินงาน
1) จัดตั้งคณะทำงานเพื่อรับผิดชอบโดยตรงในการจัดทำมาตรฐาน ซึ่งประกอบดวย ผูบริหาร ผูอำนวยการ
หัวหนาสวนงาน และเจาหนาที่ผูปฏิบัติงานที่เกี่ยวของ
2) ศึกษาความตองการและความคาดหวังของผูรับบริการ เพื่อนำไปใชในการออกแบบระบบการใหบริการ โดย
วิเคราะหความเหมาะสมและความเปนไปได หรือความเสี่ยงตาง ๆ ที่ควรกำหนดเปนมาตรฐานการใหบริการ
3) จัดทำมาตรฐานงานบริการและมาตรการที่จะนำไปสูการปฏิบัติ
4) รับฟงความคิดเห็นหรือระดมสมองจากผูที่เกี่ยวของ
5) เสนอมาตรฐานตอผูบริหารศาลยุติธรรมเพื่อพิจารณา
6) ผลักดันมาตรฐานสูความสำเร็จ
7) พิจารณาปรับปรุงแกไขมาตรฐานใหมีความเหมาะสมตอบริบทการปฏิบัติงานของศาลยุติธรรม
8) จัดประชุมผูที่เกี่ยวของเพื่อปรึกษาและหาขอตกลงรวมกันเกี่ยวกับมาตรฐานที่กำหนดขึ้น
9) ชี้แจงและทำความเขาใจกับผูปฏิบัติงานและผูที่เกี่ยวของอื่น ๆ เกี่ยวกับมาตรฐานการใหบริการที่กำหนดไว
10) สงเสริมใหหนวยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมปฏิบัติงานใหเปนไปตามมาตรฐานที่กำหนด โดยกำหนด
แผนปฏิบัติการ ระยะเวลา และเปาหมายในการดำเนินงานที่มีความชัดเจน ทั้งในดานปริมาณงาน คุณภาพงาน ขั้นตอน
การปฏิบัติงาน เวลาการปฏิบัติงาน หรือวิธีการปฏิบัติงาน
11) ติดตามผลการปฏิบัติงานแลวนำมาเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่กำหนดไว ซึ่งอาจดำเนินการได ดังนี้
- กำหนดนโยบายและระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการควบคุมการปฏิบัติงานใหเปนไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว
- กำหนดแบบการรายงานการดำเนินงานตามมาตรฐานของหนวยงานตาง ๆ แลวใหจัดสงผลการปฏิบัติงาน
ดังกลาวใหหนวยงานกลางทราบเปนระยะ ๆ เชน ทุก ๆ 3 เดือน หรือ 6 เดือน หรือแลวแตความเหมาะสม และความ
เปนไปได
- ตรวจประเมินผลความสำเร็จของการปฏิบัติงานเพื่อใหทราบวาหนวยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม
สามารถปฏิบัติงานไดเปนไปตามมาตรฐานที่กำหนดไวหรือไม โดยกำหนดตัวชี้วัดในการประเมินใหมีความชัดเจน เชน
หนวยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมทุกแหงสามารถปฏิบัติงานไดตามมาตรฐานอยูในระดับรอยละ 80 ภายใน 3 เดือน
รอยละ 90 ของบุคลากรในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมสามารถปฏิบัติงานไดตามมาตรฐานที่กำหนด เปนตน
12) พิจารณาปรับปรุงหรือแกไขมาตรฐานที่กำหนดไวใหมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยควรมีการปรับปรุงทุก ๆ
2 - 3 ป เพราะรูปแบบความตองการของผูรับบริการจะเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น จึงควรเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน
เพื่อใหสามารถตอบสนองไดทันกับความตองการของประชาชน
โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
เรื่อง การประเมินผลและพัฒนาระบบการประชุมปรึกษาคดี
และการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส
ของศาลอุทธรณภาค 1
หลักการและเหตุผล
สืบเนื่องจาก ปงบประมาณ พ.ศ. 2563 สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ไดดำเนินโครงการพัฒนาระบบ
การประชุมปรึกษาคดีและตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส โดยไดนำเทคโนโลยีมาใชสนับสนุน
การประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษา เพื่อสรางความเขมแข็งในการประชุมปรึกษาคดี ซึ่งเปนหลักสำคัญ
ของการพิจารณาคดีตามระบบองคคณะ สอดคลองกับนโยบายประธานศาลฎีกา ขอ 3 สรางสรรค “สรางกลไกการดำเนิน
กระบวนการพิจารณาและการพิพากษาคดีที่ทันสมัย” (พัฒนาระบบการตรวจรางคำสั่งหรือคำพิพากษาในทุกชั้นศาล
และการประชุมคดีในศาลสูงโดยใชเทคโนโลยีที่ทันสมัย) ซึ่งศาลอุทธรณภาค 1 ไดเขารวมโครงการดังกลาว โดยดำเนินงาน
ที่เกี่ยวของมาชวงเวลาหนึ่งแลว และมีความประสงคใหสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ดำเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
ระบบงานในศาลอุทธรณภาค 1 เพื่อประเมินผลและพัฒนาระบบการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษา
ในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส ของศาลอุทธรณภาค 1 อันจะนำไปสูการขยายผลการดำเนินงานที่เกี่ยวของ
ในวงกวางตอไป
ดังนั้น เพื่อใหเปนไปตามนโยบายประธานศาลฎีกา ขอ 3 สรางสรรค “สรางกลไกการดำเนินกระบวนการพิจารณา
และการพิพากษาคดีที่ทันสมัย” (พัฒนาระบบการตรวจรางคำสั่งหรือคำพิพากษาในทุกชั้นศาลและการประชุมคดี
ในศาลสูงโดยใชเทคโนโลยีที่ทันสมัย) สนับสนุนและสงเสริมการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูง
ดวยระบบอิเล็กทรอนิกส รวมถึงรองรับการพัฒนาจาก “D-COURT” มุงสู “Smart Court” ของสำนักงานศาลยุติธรรม
ดาน “Technology Smart” ที่เนนการใชเทคโนโลยีใหมีประสิทธิภาพเพื่อทำใหการอำนวยความยุติธรรมแกประชาชน
สะดวกรวดเร็วที่สุดและตองรักษากระบวนการพิจารณาที่ถูกตองตามกฎหมายไวดวย สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์
จึงเห็นสมควรดำเนินโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การประเมินผลและพัฒนาระบบการประชุมปรึกษาคดีและการ
ตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส ของศาลอุทธรณภาค 1”
วัตถุประสงค
1. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระบบการบริหารจัดการคดี การประชุมปรึกษาคดี และการตรวจรางคำพิพากษา
ในศาลอุทธรณภาค 1 ในรูปแบบเดิมกับที่ไดนำระบบอิเล็กทรอนิกสมาใชสนับสนุนระบบดังกลาว
2. เพื่อสำรวจปญหาขอขัดของในการนำระบบอิเล็กทรอนิกสมาใชในการสนับสนุนการบริหารจัดการคดี
การประชุมปรึกษาคดี และการตรวจรางคำพิพากษาในศาลอุทธรณภาค 1
3. เพื่อพัฒนาระบบที่เปนแบบอยางที่ดีสำหรับใชใหเปนโมเดลนำรอง และศึกษาแนวทางการขยายผลการนำ
ระบบอิเล็กทรอนิกสมาใชสนับสนุนในการบริหารจัดการคดี การประชุมปรึกษาคดี และการตรวจรางคำพิพากษา
ในศาลสูงอื่น ใหเปนไปในแนวทางเดียวกัน
เปาหมาย
ประเมินผลและพัฒนาระบบการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส
ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ
1. เพื่อทราบความแตกตางระหวางระบบการบริหารจัดการคดี การประชุมปรึกษาคดี และการตรวจรางคำพิพากษา
ในศาลอุทธรณภาค 1 ในรูปแบบเดิมกับที่ไดนำระบบอิเล็กทรอนิกสมาใชสนับสนุนระบบดังกลาว
2. พัฒนารูปแบบการประชุมปรึกษาคดี และการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส
ใหเหมาะสมตอการใชงาน และอำนวยความสะดวก แกบุคลากรที่เกี่ยวของ
3. ยกระดับมาตรฐานการประชุมปรึกษาคดีขององคคณะใหเขมแข็ง และการบริหารจัดการคดี เปนไปดวย
ความถูกตอง สะดวก และรวดเร็ว เกิดประโยชนสูงสุดแกประชาชน
ผูรับผิดชอบโครงการ
สวนสนับสนุนการพัฒนาระบบและมาตรฐานงานศาลสูง
สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ สำนักงานศาลยุติธรรม
โทรศัพท 0 2500 1079 โทรสาร 0 2500 1080
ที่ปรึกษาโครงการ
1) นางอุษา จิวะชาติ รองเลขาธิการสถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการ
ศาลยุติธรรมชวยทำงานชั่วคราวในตำแหนงผูพิพากษา
หัวหนาศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา
2) นายศุภกิจ แยมประชา รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม
3) นายวรวงศ อัจฉราวงศชัย ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา
4) นางพัชรพร โรจนสโรช ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา
5) นางสาวณัฏฐสุมณ ทิตาสิริจิรภาส ผูอำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์
เจาหนาที่ผูรับผิดชอบ
1) นางสาวสุเบญจวรรณ ทวีจิตติโภคิน นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ
2) นางสาวรวิวรรณ วงศคช นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการ
3) นางสาวสุลาวัลย โจวเจริญ นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ
4) นายณัฐพงษ สุภาพงษ นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ
1. สรุปผลการดำเนินโครงการ
1.1) เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมอนุมัติใหดำเนินโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การประเมินผล
และพัฒนาระบบการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส ของศาล
อุทธรณภาค 1 โดยมีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาเปรียบเทียบระบบการบริหารจัดการคดี การประชุมปรึกษาคดี และการ
ตรวจรางคำพิพากษาในศาลอุทธรณภาค 1 ในรูปแบบเดิมกับที่ไดนำระบบอิเล็กทรอนิกสมาใชสนับสนุนระบบงาน
เพื่อสำรวจปญหาขอขัดของตาง ๆ และเพื่อพัฒนาระบบที่เปนแบบอยางที่ดีสำหรับนำไปขยายผลในศาลสูงอื่นใหเปน
ไปในทิศทางเดียวกัน รายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมายเลข 3 และไดอนุมัติใหขยายแผนการดำเนินโครงการวิจัย
2 ครั้ง จากเดิมที่สิ้นสุดการดำเนินโครงการเดือนเมษายน 2564 เปนเดือนกันยายน 2564 เนื่องจากระยะเวลาใน
การพัฒนาโปรแกรมที่เพิ่มขึ้น ทำใหการดำเนินกิจกรรมอื่นที่ตามมา ตองเลื่อนตามไปดวย เชน การเริ่มดำเนินการ
ทดลองใชโปรแกรม และภายใตสถานการณการแพรระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำใหการดำเนินกิจกรรม
บางกิจกรรมตองใชระยะเวลาเพิ่มมากขึ้น เชน การฝกอบรมผูใชงานโปรแกรมที่ตองจำกัดผูเขารวมการอบรมเพื่อลด
การแออัด จากเดิมที่มีแผนการอบรมกลุมใหญ ตองปรับเปนการอบรมกลุมยอย รายละเอียดปรากฏตามเอกสาร
หมายเลข 4 - 5
1.2) สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ไดสงรายงานผลการเดินทางไปราชการเพื่อสังเกตการณและรับฟง
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาทางอิเล็กทรอนิกส ณ ศาลอุทธรณภาค 1
เมื่อวันอังคารที่ 29 ธันวาคม 2563 ตามที่เลขาธิการฯ เห็นชอบใหแจงรายงานผลฯ ไปยังสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ
และไดรับการสนับสนุนจากสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ และนายเฉลิมพล นาคสุวรรณ ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนัก
ประธานศาลฎีกา ผูพิพากษาที่ปฏิบัติหนาที่ชวยในการบริหารงานและพิจารณากลั่นกรองงานในหนาที่ความรับผิดชอบ
ของสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศเปนอยางดี ในการพัฒนาตอยอดโปรแกรมการปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษา
ดวยระบบอิเล็กทรอนิกส (e-CMS) พรอมจัดทำคูมือการใชงานระบบฯ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมายเลข 6
2. ความสำเร็จของการดำเนินโครงการ ฯ
2.1) สรุปผลการทดลองใชงานโปรแกรม ฯ
(1) ศาลอุทธรณภาค 1 ไดทดลองดำเนินการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาดวยระบบ
อิเล็กทรอนิกส ปงบประมาณ 2563 (โปรแกรมที่พัฒนาโดยศาลอุทธรณภาค 4) ซึ่งดำเนินการทดลองใชงานโปรแกรมฯ
จำนวน 2 คณะ โดยไดดำเนินการประชุมปรึกษาคดีและตรวจรางคำพิพากษาดวยระบบอิเล็กทรอนิกส จำนวน 16 เรื่อง
แบงตามประเภทคดี คือ คดีแพง 6 เรื่อง คดีอาญา 9 เรื่อง และคดีผูบริโภค 1 เรื่อง
(2) ศาลอุทธรณภาค 1 ไดทดลองดำเนินการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาดวยระบบ
อิเล็กทรอนิกส (e-CMS) ปงบประมาณ 2564 (โปรแกรมที่พัฒนาโดยสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ) ซึ่งดำเนินการทดลอง
ใชงานโปรแกรมฯ จำนวน 8 คณะ โดยไดดำเนินการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางดวยระบบอิเล็กทรอนิกส
จำนวน 12 เรื่อง แบงตามประเภทคดี คือ คดีอาญา 6 เรื่อง คดีแพง 6 เรื่อง
(3) มีการขยายผลการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาดวยระบบอิเล็กทรอนิกส
(E-CMS) ดังนี้
- หนวยงานที่อยูระหวางดำเนินการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาดวยระบบอิเล็กทรอนิกส
(E-CMS) ไดแก ศาลอุทธรณภาค 3, 5, 6, 8 และศาลอุทธรณภาค 9
- หนวยงานที่อยูระหวางการปรับ Work Flow กอนดำเนินการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจราง
คำพิพากษาดวยระบบอิเล็กทรอนิกส (E-CMS) ไดแก ศาลอุทธรณภาค 2 และศาลอุทธรณภาค 7
2.2) การเก็บรวบรวมขอมูลการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาของศาลอุทธรณภาค 1
(1) สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ดำเนินการเก็บขอมูลเพื่อประกอบการประเมินผลและพัฒนา
ระบบการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส จำนวน 3 รอบ ดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1 แสดงรายละเอียดการเก็บขอมูล
รอบที่ วัน/เดือน/ป วิธีการ ผูใหขอมูล
1 24 มีนาคม 2564 การสัมภาษณเชิงลึกเพื่อรับฟง (1) ผูที่ไดทดลองดำเนินการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจราง
ณ ศาลอุทธรณภาค 1 ความคิดเห็น คำพิพากษาดวยระบบอิเล็กทรอนิกส ในปงบประมาณ 2563
(โปรแกรมที่พัฒนาโดยศาลอุทธรณ ภาค 4)
(2) ผูที่ไมไดทดลองดำเนินการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจราง
คำพิพากษาดวยระบบอิเล็กทรอนิกส
2 การประชุมรูปแบบ การประชุมรูปแบบออนไลน ผูที่ไดทดลองดำเนินการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจราง
ออนไลน ผานระบบ ผานระบบ Cisco Webex คำพิพากษาดวยระบบอิเล็กทรอนิกส (e-CMS) ในปงบประมาณ
Cisco Webex 2564 (โปรแกรมที่พัฒนาโดยสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ)
แบบประเมินรูปแบบ แบบประเมินรูปแบบออนไลน ผูที่ไดทดลองดำเนินการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจราง
3 ออนไลน (Google Form) (Google Form) คำพิพากษาดวยระบบอิเล็กทรอนิกส (e-CMS) ในปงบประมาณ
2564 (โปรแกรมที่พัฒนาโดยสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ)
(2) เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมรับทราบผลการสัมภาษณเชิงลึก และ/หรือเก็บแบบสอบถาม
จากผูบริหาร ผูพิพากษา ผูชวยผูพิพากษาและเจาหนาที่ ในศาลอุทธรณภาค 1 เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2464 โดย
เปนการรวบรวมความคิดเห็นจากผูที่เกี่ยวของ 2 กลุม ไดแก (1) ผูที่เกี่ยวของที่ไดทดลองดำเนินการประชุมปรึกษาคดี
และการตรวจรางคำพิพากษาดวยระบบอิเล็กทรอนิกส ปงบประมาณ 2563 (พัฒนาระบบโดยศาลอุทธรณภาค 4)
และ (2) ผูที่ไมไดทดลองดำเนินการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาดวยระบบอิเล็กทรอนิกส ปงบประมาณ
2563 (ดำเนินการในรูปแบบกระดาษ) (เอกสารหมายเลข 4)
(3) เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมรับทราบผลการประชุมโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การประเมิน
ผลและพัฒนาระบบการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส ของศาลอุทธรณ
ภาค 1 ครั้งที่ 1/2564 ในวันศุกรที่ 20 สิงหาคม 2564 โดยการประชุมออนไลนผานระบบ Cisco Webex
มีนางอภิรดี โพธิ์พรอม รองประธาน ศาลอุทธรณภาค 1 เปนประธานการประชุม (เอกสารหมายเลข 5)
2.3) ความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจของการใชโปรแกรมฯ (e-CMS)
ผูใชงานโปรแกรมฯ และเจาหนาที่ มีความพึงพอใจเกี่ยวกับการใชโปรแกรมฯ (e-CMS) ในภาพรวมในระดับมาก
โดยมีคาคะแนนเฉลี่ย 2.84 คะแนน จากคะแนนเต็ม 4 คะแนน ซึ่งผูใชงานโปรแกรมฯ มีความพึงพอใจมากที่สุด 3 ลำดับ
แรก ไดแก ดานการรักษาความปลอดภัยของขอมูล รองลงมา ดานความพรอมของอุปกรณและดานการสนับสนุนการใช
งานของเจาหนาที่ ตามลำดับ สำหรับเจาหนาที่ มีความพึงพอใจมากที่สุด 3 ลำดับแรก ไดแก ดานการรักษาความปลอดภัย
ของขอมูล รองลงมา ดานการสนับสนุนการใชงานของเจาหนาที่ และดานความพรอมของอุปกรณ ตามลำดับ ดังตารางที่ 2
ตารางที่ 2 แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจของการใชโปรแกรมฯ (e-CMS)
คาคะแนนความพึงพอใจ
รายการ คาคะแนนเฉลี่ย ผลลัพธ
ผูใชงาน เจาหนาที่
1. ดานคุณภาพของระบบอิเล็กทรอนิกส 2.37 2.71 2.54 มาก
คาคะแนนความพึงพอใจ
รายการ คาคะแนนเฉลี่ย ผลลัพธ
ผูใชงาน เจาหนาที่
2. ดานการรักษาความปลอดภัยของขอมูลในระบบฯ 3.05 3.05 3.05 มาก
3. ดานความพรอมความเขาใจของผูใชงานระบบ 2.57 2.60 2.59 มาก
4. ดานความพรอมของอุปกรณ 2.64 2.80 2.72 มาก
5. ดานคุณภาพของสำนวนความอิเล็กทรอนิกสของศาล 2.56 2.68 2.62 มาก
ชั้นตน
6. ดานการสนับสนุนการใชงานของเจาหนาที่ 2.63 2.85 2.74 มาก
7. ดานความพึงพอใจของผูใช 2.29 2.70 2.50 ปานกลาง
คาคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของการใช 2.59 2.77 2.68 มาก
โปรแกรมฯในภาพรวม
2.4) เปรียบเทียบระบบการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาในศาลอุทธรณภาค 1 ดังตาราง
ที่ 3
ตารางที่ 3 เปรียบเทียบระบบการประชุมปรึกษาคดีในศาลอุทธรณภาค 1 ในรูปแบบเดิม และในรูปแบบ
อิเล็กทรอนิกส ดวยโปรแกรมที่พัฒนาโดยศาลอุทธรณภาค 4 (ปงบประมาณ 2563) และโปรแกรมที่พัฒนาโดย
สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ (ปงบประมาณ 2564)
โปรแกรมที่พัฒนาโดยศาล โปรแกรมที่พัฒนาโดยสำนัก
ลำดับ รายการ รูปแบบเดิม อุทธรณภาค 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ
(ปงบประมาณ 2563) (ปงบประมาณ 2564)
ประธานจายสำนวนใหองคคณะ ประธานจายสำนวนใหองคคณะ
ประธานจายสำนวนใหองคคณะ โดยไมระบุเจาของสำนวน ทำให โดยไมระบุเจาของสำนวน ทำให
1 การจายสำนวนใหองคคณะ โดยระบุเจาของสำนวน ผูพิพากษาในองคคณะทุกคนมีขอมูล ผูพิพากษาในองคคณะทุกคนมี
ในการประชุมปรึกษาคดีเทาเทียมกัน ขอมูลในการประชุมปรึกษาคดี
เทาเทียมกัน
2 วิธีจายสำนวนดวยระบบอิเล็กทรอนิกส ไมมี ผานโปรแกรมฯ ผานโปรแกรมฯ
- ปฏิบัติงานผานระบบ - ปฏิบัติงานผานระบบ
Intranet Intranet
3 ระบบรักษาความปลอดภัย - มีซองเอกสารที่ปดผนึกจาก - การกำหนดสิทธิในการเขา - การกำหนดสิทธิในการเขา
เจาหนาที่ ถึงขอมูลเฉพาะบุคคลตาม ถึงขอมูลเฉพาะบุคคลตาม
ตำแหนง ตำแหนง
4 ผูทำหนาที่เปนเลขานุการองคคณะ ไมมี ผูพิพากษา (ผูชวยเล็ก) ผูพิพากษา (ผูชวยเล็ก)
การแจงเตือนการจายสำนวนเพื่อประชุม มีการแจงเตือนผาน ตองเขาระบบผานโปรแกรมฯ
5 ปรึกษาคดี ผานเอกสาร Application Line เพื่อตรวจสอบวามีการจาย
สำนวนมาหรือไม
โปรแกรมที่พัฒนาโดยศาล โปรแกรมที่พัฒนาโดยสำนัก
ลำดับ รายการ รูปแบบเดิม อุทธรณภาค 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ
(ปงบประมาณ 2563) (ปงบประมาณ 2564)
6 การจดบันทึกการประชุมปรึกษาคดี ไมมี ผูพิพากษา (ผูชวยเล็ก) ผูพิพากษา (ผูชวยเล็ก)
ติดตามไดผานโปรแกรมฯ ติดตามไดผานโปรแกรมฯ
7 การติดตามการดำเนินงาน ติดตามจากงานจายสำนวน
ตามสิทธิในการเขาถึงขอมูล ตามสิทธิในการเขาถึงขอมูล
สามารถนำขอมูลของศาล
จัดทำโปรแกรมยอย เพื่อ
8 การเชื่อมโยงขอมูลกับศาลชั้นตน ศาลชั้นตนสงสำนวนมาใหเปน ใหศาลชั้นตนสงขอมูลมา ชั้นตนจากระบบการจัดทำ
เอกสาร ให ตองขอความรวมมือ สารบบและสำนวนความ
อิเล็กทรอนิกสมาใชไดผาน
จากศาลชั้นตน)
โปรแกรมฯ
การสงเสริม สนับสนุน เพื่อใหเกิดความเขม มี เพราะมีการจายสำนวนโดย มี เพราะมีการจายสำนวนโดย
9 แข็งของการประชุมปรึกษาคดีแบบองคคณะ ไมมี ไมระบุเจาของสำนวน เสมือน ไมระบุเจาของสำนวน เสมือน
ที่แทจริง ทุกคนเปนเจาของสำนวน ทุกคนเปนเจาของสำนวน
จากตารางที่ 3 พบวาในสวนของรูปแบบเดิมจะมีการดำเนินการผานเอกสารทั้งหมดและสามารถติดตามความคืบหนา
ในการดำเนินงานจากงานจายสำนวน ในขณะที่รูปแบบอิเล็กทรอนิกสทั้ง 2 โปรแกรม ดำเนินการไดเลยผานโปรแกรมฯ
และมีความปลอดภัยในการใชโปรแกรมฯ ผาน Intranet โดยมีการกำหนดสิทธิในการเขาถึงขอมูล และสามารถติดตาม
ความคืบหนาในการดำเนินงานไดผานโปรแกรมฯ ตามสิทธิในการเขาถึงขอมูลอีกดวย ซึ่งจะสังเกตไดวาโปรแกรมฯ ที่
พัฒนาโดยศาลอุทธรณภาค 4 มีการแจงเตือนการจายสำนวนผาน Application Line และในการเขาถึงขอมูลจากศาลชั้นตน
ตองติดตั้งโปรแกรมยอยและขอความรวมมือศาลชั้นตนเพื่อสงขอมูล สำหรับโปรแกรมฯ ที่พัฒนาโดยสำนักเทคโนโลยี
สารสนเทศนั้น มีการแจงเตือนการจายสำนวนผานโปรแกรมฯ โดยตองเขาระบบผานโปรแกรมฯ เพื่อตรวจสอบการแจงเตือน
และการเขาถึงขอมูลจากศาลชั้นตนนั้นสามารถทำไดทันทีผานโปรแกรมฯ เนื่องจากโปรแกรมฯ ไดพัฒนามาจากระบบ
การจัดทำสารบบและสำนวนความอิเล็กทรอนิกส (e-CMS)
ตารางที่ 4 เปรียบเทียบระบบการตรวจรางคำพิพากษาในศาลอุทธรณภาค 1 ในรูปแบบเดิม และในรูปแบบ
อิเล็กทรอนิกส ดวยโปรแกรมที่พัฒนาโดยศาลอุทธรณภาค 4 (ปงบประมาณ 2563) และโปรแกรมที่พัฒนาโดย
สำนักเทคโนโลยีสารนเทศ (ปงบประมาณ 2564)
โปรแกรมที่พัฒนาโดยศาล โปรแกรมที่พัฒนาโดยสำนัก
ลำดับ รายการ รูปแบบเดิม อุทธรณภาค 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ
(ปงบประมาณ 2563) (ปงบประมาณ 2564)
การตรวจรางคำพิพากษาดวยระบบ
1 ไมมี ผานโปรแกรมฯ ผานโปรแกรมฯ
อิเล็กทรอนิกส
- ปฏิบัติงานผานระบบ Intranet - ปฏิบัติงานผานระบบ Intranet
2 ระบบรักษาความปลอดภัย - มีซองเอกสารที่ปดผนึกจาก - การกำหนดสิทธิในการเขาถึง - การกำหนดสิทธิในการเขาถึง
เจาหนาที่ ขอมูลเฉพาะบุคคลตามตำแหนง ขอมูลเฉพาะบุคคลตามตำแหนง
โปรแกรมที่พัฒนาโดยศาล โปรแกรมที่พัฒนาโดยสำนัก
ลำดับ รายการ รูปแบบเดิม อุทธรณภาค 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ
(ปงบประมาณ 2563) (ปงบประมาณ 2564)
พิมพเอกสาร พิมพเอกสาร พิมพเอกสาร
3 การลงนามรางคำพิพากษา
เพื่อลงนาม เพื่อลงนาม เพื่อลงนาม
ติดตามไดผานโปรแกรมฯ ติดตามไดผานโปรแกรมฯ
4 การติดตามการดำเนินงาน ติดตามจากงานจายสำนวน
ตามสิทธิในการเขาถึงขอมูล ตามสิทธิในการเขาถึงขอมูล
จากตารางที่ 4 พบวา การตรวจรางคำพิพากษาในรูปแบบเดิม สามารถติดตามความคืบหนาในการดำเนินงานผานงาน
จายสำนวน ในขณะรูปแบบอิเล็กทรอนิกสทั้ง 2 โปรแกรม นั้น สามารถติดตามความคืบหนาในการดำเนินงานไดทันที
ผานโปรแกรม
2.5) ผลสำเร็จและความคุมคา
(1) ความสำเร็จของการนำระบบอิเล็กทรอนิกสมาใชสนับสนุนการประชุมปรึกษาคดี ของศาล
อุทธรณภาค 1
- ระบบชวยอำนวยความสะดวกในการจายสำนวนอิเล็กทรอนิกสใหกับผูพิพากษาทุกคนในองคคณะ
กอนการประชุมปรึกษาคดี ทำใหผูพิพากษาในองคคณะเกิดความรับผิดชอบรวมกันแบบองคคณะและมีขอมูลในการ
ประชุมปรึกษาคดีเทาเทียมกัน สรางความสมดุลในการแลกเปลี่ยนประเด็นทั้งขอเท็จจริงและขอกฎหมาย การพิจารณา
สำนวนคดีมีความละเอียดรอบคอบมากยิ่งขึ้น เปนการยกระดับคุณภาพของคำพิพากษา เปนการสงเสริมใหเกิดการ
พิจารณาคดีโดยองคคณะที่สมบูรณและสรางความเขมแข็งของระบบองคคณะ เกิดประโยชนสูงสุดตอประชาชน สอดคลอง
ตามนโยบายประธานศาลฎีกา (นางเมทินี ชโลธร) ประจำป 2563 – 2564 ขอ 3 สรางสรรค “สรางกลไกการดำเนิน
กระบวนพิจารณาและการพิพากษาคดีที่ทันสมัย” นโยบาย 3.3 พัฒนาระบบการตรวจรางคำสั่งหรือคำพิพากษาในทุก
ชั้นศาลและการประชุมคดีในศาลสูงโดยใชเทคโนโลยีที่ทันสมัย ภายใตแผนปฏิบัติการที่ใหศาลสูงทุกศาลยกระดับคุณภาพ
ของการทำคำพิพากษาและสรางความเขมแข็งของระบบองคคณะในคดีบางประเภทดวยการประชุมคดีขององคคณะ
- มีผูชวยผูพิพากษาจัดทำบันทึกประชุม สรุปประเด็นจากการประชุมปรึกษาคดีสงผลใหผูตรวจราง
คำพิพากษามีความเขาใจความคิด เขาใจเหตุผล ในการตรวจรางคำพิพากษามากยิ่งขึ้น
- ระบบชวยลดการใชกระดาษและการพิมพเอกสาร ชวยใหประหยัดงบประมาณ
- ระบบมีมาตรฐานความปลอดภัยของระบบสอดคลองกับวิธีความปลอดภัยของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส
เชน มีการกำหนดสิทธิ์ในการเขาถึงขอมูลเฉพาะบุคคล ซึ่งสามารถตรวจสอบติดตามการดำเนินงานยอนหลังได
(ติดตามตนทางผูสง ปลายทางผูรับ ระยะเวลา วันที่ เปนตน) ซึ่งปลอดภัยกวาระบบกระดาษที่ยากแกการตรวจสอบ
(2) ความสำเร็จของการนำระบบอิเล็กทรอนิกสมาใชสนับสนุนการตรวจรางคำพิพากษาของศาล
อุทธรณภาค 1
- ระบบชวยใหมีความสะดวกในการอาน การราง การแกไขคำพิพากษา เนื่องจากตัวอักษรมีมาตรฐาน
ทำใหการอานและการตรวจสะดวกขึ้น ชวยประหยัดเวลาในการตรวจรางคำพิพากษา สงผลใหการตรวจรางคำพิพากษา
เปนไปดวยความสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น สอดคลองตามนโยบายประธานศาลฎีกา (นางเมทินี ชโลธร) ประจำป
2563 – 2564 ขอ 3 สรางสรรค “สรางกลไกการดำเนินกระบวนพิจารณาและการพิพากษาคดีที่ทันสมัย” นโยบาย 3.3
พัฒนาระบบการตรวจรางคำสั่งหรือคำพิพากษาในทุกชั้นศาลและการประชุมคดีในศาลสูงโดยใชเทคโนโลยีที่ทันสมัย
ภายใตแผนปฏิบัติการที่ใหศาลสูงทุกแหงศึกษาและจัดระบบการตรวจรางคำสั่งหรือคำพิพากษาทางอิเล็กทรอนิกสเพื่อ
ความสะดวก รวดเร็ว ลดการใชกระดาษ ทั้งเปนการรักษาความลับ
- ระบบชวยลดการใชกระดาษและการพิมพเอกสาร ชวยใหประหยัดงบประมาณ
- ระบบมีมาตรฐานความปลอดภัยของระบบสอดคลองกับวิธีความปลอดภัยของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส
เชน มีการกำหนดสิทธิ์ในการเขาถึงขอมูลเฉพาะบุคคล ซึ่งสามารถตรวจสอบติดตามการดำเนินงานยอนหลังได
(ติดตามตนทางผูสง ปลายทางผูรับ ระยะเวลา วันที่ เปนตน) ซึ่งปลอดภัยกวาระบบกระดาษที่ยากแกการตรวจสอบ
(3) ความสำเร็จในภาพรวม
- การเชื่อมโยงขอมูลคดีจากศาลชั้นตนมายังศาลอุทธรณชวยลดขั้นตอนในการปฏิบัติ สะดวกในการสืบคน
- การสงสำนวนอิเล็กทรอนิกสชวยลดการใชกระดาษและการพิมพเอกสาร ชวยใหประหยัดงบประมาณ
- การสงสำนวนอิเล็กทรอนิกสลดการเคลื่อนไหวของสำนวนในรูปแบบกระดาษ จึงเปนการชวยลด
โอกาสสูญหายของสำนวน
- การบริหารจัดการคดีเปนไปดวยความถูกตอง สะดวก และรวดเร็วเกิดประโยชนสูงสุดตอประชาชน
2.6) ขอขัดของจากการดำเนินโครงการ
(1) พบปญหาเกี่ยวกับสำนวนความอิเล็กทรอนิกส
- ศาลชั้นตนยังไมไดสงสำนวนความอิเล็กทรอนิกสทุกคดีที่มีการยื่นคำฟองอุทธรณมายังศาลอุทธรณ
ภาค 1 และที่สงมาในระบบก็มีสำนวนความไมครบถวน
- การสงไฟลสำนวนความอิเล็กทรอนิกสจากศาลชั้นตนไมเปนมาตรฐานเดียวกันตามแนวปฏิบัติ
ที่สำนักงานศาลยุติธรรมกำหนด เชน การตั้งชื่อไฟลของศาลชั้นตนไมเปนระบบ ทำใหเกิดความลาชาในการสืบคนขอมูล
- การจัดเรียงรายการเอกสารในสำนวนความอิเล็กทรอนิกส จะแบงจัดเก็บเอกสารตามประเภทเอกสาร
เชน คำฟอง/คำรอง เอกสารทายคำฟอง ใบแตงทนาย/ใบมอบฉันทะ คำใหการบัญชีระบุพยาน เปนตน ทำใหเมื่อ
ดาวนโหลดไฟลสำนวนมาอานเกิดความไมสะดวก เนื่องจากสำนวนความอิเล็กทรอนิกสไมเรียงตามสารบัญสำนวนคดี
เสมือนสำนวนจริง ตองเปดไฟลทีละไฟล
(2) ระบบการประชุมปรึกษาคดีและระบบการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส
(e-CMS) ยังไมเชื่อมโยงกับระบบสารสนเทศสำนวนคดี (CIS) ทำใหไมสามารถประมวลผลขอมูลสถิติผลงานของผูพิพากษา
และไมสามารถตรวจสอบการดำเนินการของสำนวนได ในคราวเดียวกัน จึงทำใหเกิดการทำงานซ้ำซอน
(3) ผูพิพากษา และบุคลากรบางทานยังขาดความรูเกี่ยวกับการใชเทคโนโลยีสารสนเทศและทักษะ
ดานเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไมเชี่ยวชาญในการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ และยังขาดความเขาใจเกี่ยวกับการใชงาน
โปรแกรม
(4) การอานสำนวนความและการตรวจรางคำพิพากษาผานคอมพิวเตอร จะตองเปดหนาตางแตละไฟล
สลับไปมา หากมีเอกสารจำนวนมาก จะทำใหไมสะดวกในการอานเอกสาร และสงผลตอสุขภาพดานสายตา
(5) ความพรอมของอุปกรณคอมพิวเตอรและอุปกรณตอพวงที่ไมเหมาะสมตอการใชงานของผูพิพากษา
เชน หนาจอคอมพิวเตอร (Monitor) มีขนาดเล็ก และมีเพียง 1 หนาจอทำใหการอานสำนวนและการจัดทำคำพิพากษา
ไมสะดวก และสงผลตอสุขภาพดานสายตา
2.7) ขอเสนอแนะและแนวทางการพัฒนา
(1) ขอเสนอแนะเชิงนโยบาย
- ควรสงเสริมใหเกิดการนำระบบอิเล็กทรอนิกสมาใชในการสนับสนุนการบริหารจัดการคดีการประชุม
ปรึกษาคดี และการตรวจรางคำพิพากษาในศาลอุทธรณภาค 1 อยางตอเนื่อง
- ควรประชาสัมพันธเกี่ยวกับความสำคัญของการประชุมปรึกษาคดีใหแกผูพิพากษา เพื่อใหเกิดการรับรู
และเสริมสรางความเขมแข็งของระบบองคคณะอยางแทจริง อันจะนำไปสูการยกระดับคุณภาพคำพิพากษาและการอำนวย
ความยุติธรรมอันเปนที่ประจักษใหกับประชาชน
(2) ขอเสนอแนะเพื่อพัฒนาระบบ
- ควรเชื่อมโยงระบบการประชุมปรึกษาคดีและระบบการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบ
อิเล็กทรอนิกส (e-CMS) กับระบบสารสนเทศสำนวนคดี (CIS) เพื่อใหสามารถประมวลผลขอมูลสถิติผลงานของผูพิพากษา
และสามารถตรวจสอบการดำเนินการของสำนวนไดในคราวเดียวกัน ชวยลดการทำงานซ้ำซอน
- สำนักงานศาลยุติธรรมควรประชาสัมพันธและกำชับใหศาลชั้นตนดำเนินการสแกนสำนวนความ
อิเล็กทรอนิกสใหเปนมาตรฐานเดียวกันตามแนวปฏิบัติที่สำนักงานศาลยุติธรรมกำหนดอยางเครงครัด ตามหนังสือ
สำนักงานศาลยุติธรรม ที่ ศย 025/ว71 (ป) ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2564 เรื่อง แนวปฏิบัติการใชงานระบบการจัดทำ
สารบบและสำนวนความอิเล็กทรอนิกส (เพิ่มเติมครั้งที่ 2)
(3) ขอเสนอแนะเพื่อพัฒนาเกี่ยวกับบุคลากร
- ควรพัฒนาทักษะดานดิจิทัลใหกับผูพิพากษา บุคลากร ที่ยังขาดความรูเกี่ยวกับการใชเทคโนโลยี
สารสนเทศและทักษะดานเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อใหสามารถปฏิบัติงานไดอยางมีประสิทธิภาพทามกลางรูปแบบ
และวิธีการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปเปนดิจิทัลมากขึ้น
2.8) ขอเสนอแนะอื่น ๆ
(1) ควรมีการประชาสัมพันธในการใชระบบการจัดทำสารบบและสำนวนความอิเล็กทรอนิกส (e-CMS)
ใหมีการใชอยางแพรหลาย เพื่อใหศาลยุติธรรมทั่วประเทศมีระบบการจัดเก็บสารบบและสำนวนความอิเล็กทรอนิกส
ที่เปนมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะทำใหสะดวกในการนำขอมูลจากศาลชั้นตนเขาสูกระบวนการประชุมปรึกษาคดี
และการตรวจรางคำพิพากษาดวยระบบอิเล็กทรอนิกส
(2) ควรมีการสนับสนุนครุภัณฑคอมพิวเตอรและอุปกรณตอพวงที่เหมาะสมตอการใชงานระบบ
อิเล็กทรอนิกสของผูพิพากษา เชน การจัดหาจอภาพ (Monitor) ใหผูพิพากษา 2 จอ หรือ การจัดหาจอภาพ (Monitor)
ขนาดใหญ เพื่อใหงายตอการอานสำนวนและการจัดทำคำพิพากษา
ในการนี้ สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ ไดดำเนินการรวบรวมขอมูลโครงการวิจัยนำมาจัดทำ
รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การประเมินผลและพัฒนาระบบการประชุมปรึกษาคดี
และการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกสของศาลอุทธรณภาค 1 เรียบรอยแลว พรอมนี้
นางอภิรดี โพธิ์พรอม รองประธานศาลอุทธรณภาค 1 (ที่ปรึกษาโครงการฯ) ไดตรวจสอบรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ
เรียบรอยแลว รายละเอียดปรากฏ ตามเอกสารหมายเลข 7 และเห็นควรดำเนินการ ดังนี้
1. เห็นควรเผยแพรรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การประเมินผลและพัฒนา
ระบบการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส ของศาลอุทธรณภาค 1
2. เห็นควรแจงหนวยงานที่เกี่ยวของ
- สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเชื่อมโยงระบบการประชุมปรึกษาคดีและระบบการตรวจ
รางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส (e-CMS) กับระบบระบบสารสนเทศสำนวนคดี (CIS) ตามขอเสนอแนะ
เพื่อพัฒนาระบบ
- สถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรม เพื่อพัฒนาทักษะดานดิจิทัลใหกับ
ผูพิพากษา บุคลากร ที่ยังขาดความรูเกี่ยวกับการใชเทคโนโลยีสารสนเทศและทักษะดานเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให
สามารถปฏิบัติงานไดอยางมีประสิทธิภาพ ตามขอเสนอแนะเพื่อพัฒนาเกี่ยวกับบุคลากร
- สำนักสงเสริมงานตุลาการและสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ ดำเนินการประชาสัมพันธ
และกำชับใหศาลชั้นตนดำเนินการสแกนสำนวนความอิเล็กทรอนิกสใหเปนมาตรฐานเดียวกันตามแนวปฏิบัติที่
สำนักงานศาลยุติธรรมกำหนดอยางเครงครัด เพื่อใหมีการใชอยางแพรหลาย ซึ่งจะทำใหสะดวกในการเชื่อมโยง
ขอมูลจากศาลชั้นตนเขาสูศาลสูง
โครงการวิจัย
เรื่อง การกำหนดใหมีนักจิตวิทยาเขาไปมีสวนชวยเหลือพยาน
ผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญา
หลักการและเหตุผล
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรค 3 กำหนดใหนักจิตวิทยา เขาไปมีสวนชวยเหลือ
พยาน ซึ่งอาจเปนผูเสียหายในคดี ทั้งในดานเพศ อายุ ฐานะ สุขภาพอนามัย ภาวะแหงจิตของพยานหรือความเกรงกลัว
ที่พยานมีตอจำเลย โดยใชวิธีการตางๆ ตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อลดการเผชิญหนากับจำเลย
นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะหจึงมีบทบาทเปนอยางมากในการชวยคุมครองสิทธิของผูเสียหายไมวาในฐานะ
พยาน หรือคูความ หรือผูมีสวนเกี่ยวของในชวยสนับสนุนใหการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลเปนไปดวยความเรียบรอย
ไดรับขอมูลประกอบการพิจารณาที่ครบถวน ปราศจากขอสงสัยตางๆ จนสิ้นกระแสความ ศาลยุติธรรมและสำนักงาน
ศาลยุติธรรม จึงควรจะตองเตรียมความพรอมเพื่อรองรับใหศาลสามารถเรียกใหนักจิตวิทยาเขามาชวยเหลือกระบวน
การยุติธรรมและการพิจารณาคดีของศาลไดตลอดเวลาอยางเพียงพอ และตอบสนองตอนโยบายประธานศาลฎีกา พ.ศ.
2563 - 2564 ขอ 2 สมดุล 3) ยกระดับการคุมครองสิทธิแกผูเสียหาย เหยื่ออาชญากรรม และพยานในคดีอาญา
สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ จึงเห็นสมควรดำเนินการศึกษาวิจัย เรื่อง “การกำหนดใหมีนักจิตวิทยา
เขาไปมีสวนชวยเหลือพยาน ผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญา” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงคเพื่อศึกษา คนควาขอมูลเกี่ยวกับ
การใหนักจิตวิทยามีสวนชวยเหลือพยาน ผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญา เพื่อรวบรวมความคิดเห็นไปใชประกอบการพัฒนา
ปรับปรุง แกไขกฎ ระเบียบ ขอบังคับ คำแนะนำใหมีความทันสมัย คุมครองสิทธิของพยาน ผูเสียหายหรือจำเลย
ในคดีอาญา และกำหนดแนวทางใหนักจิตวิทยาเขาไปมีสวนชวยเหลือพยาน ผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญา
วัตถุประสงค
2.1 เพื่อศึกษา คนควาแนวคิด ทฤษฎี กฎหมายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการใหนักจิตวิทยามีสวนชวยเหลือ
พยาน ผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญาในประเทศไทยและตางประเทศ
2.2 เพื่อรวบรวมความคิดเห็นไปใชประกอบการพัฒนา ปรับปรุง แกไขกฎ ระเบียบ ขอบังคับ คำแนะนำ
ใหมีความทันสมัย และคุมครองสิทธิของพยาน ผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญา
2.3 เพื่อกำหนดแนวทางใหนักจิตวิทยาเขาไปมีสวนชวยเหลือพยาน ผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญา
ขอบเขตการศึกษา
ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี กฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดใหมีนักจิตวิทยาเขาไปมีสวนชวยเหลือพยาน ผูเสียหาย
หรือจำเลยในคดีอาญา ประกอบการเสนอแนะแนวทางในการปฏิบัติงานของนักจิตวิทยาในศาลยุติธรรม
ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ
4.1 ไดรับทราบถึงแนวคิด ทฤษฎี กฎหมายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการใหนักจิตวิทยา มีสวนชวยเหลือ
พยาน ผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญา
4.2 สามารถเสนอแนวความคิดและประสบการณของศาลที่ใชนักจิตวิทยาในคดีอาญาไปใชประกอบการพัฒนา
ปรับปรุง แกไขกฎ ระเบียบ ขอบังคับ คำแนะนำ ใหมีความทันสมัย และคุมครองสิทธิของพยาน ผูเสียหายหรือจำเลย
ในคดีอาญา
4.3 สามารถนำแนวทางการกำหนดใหมีนักจิตวิทยาเขาไปมีสวนชวยเหลือพยาน ผูเสียหายหรือจำเลย
ในคดีอาญา
แนวคิด ทฤษฎี และวรรณกรรมที่เกี่ยวของ
1. แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด
2. ทฤษฎีความยุติธรรม (A Theory of Justice)
3. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ระเบียบวิธีวิจัย
1. วิธีการศึกษา ใชวิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ประกอบกับการวิจัยเชิง
ปริมาณ (Quantitative Research)
2. ประชากร ประกอบดวย ผูพิพากษาและขาราชการศาลยุติธรรมในสังกัดศาลจังหวัด ศาลแขวง และ
ศาลเยาวชนและครอบครัว
3. กลุมตัวอยาง จำแนกออกเปน 3 กลุม โดยสุมตัวอยางแบบเฉพาะเจาะจง จำแนกไดดังนี้
กลุมที่ 1 ศาลจังหวัดและศาลแขวง
กลุมที่ 2 ศาลเยาวชนและครอบครัว
4. เครื่องมือในการเก็บรวบรวมขอมูล ใชแบบสอบถามแบบปลายปดและปลายเปด
5. การวิเคราะหขอมูล ดวยเครื่องคอมพิวเตอรโดยใชโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ใชสถิติเชิงพรรณนา
(Descriptive Statistics) ไดแก คารอยละ (Percentage)
วิธีการดำเนินงาน
1. ศึกษา คนควาทฤษฎีและแนวคิด
2. ออกแบบสำรวจขอมูล
3. เก็บรวบรวมขอมูล
4. วิเคราะหขอมูล สรุปผลและขอเสนอแนะแนวทาง
5. จัดทำรางรายงานวิจัย
6. จัดทำรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ
7. เผยแพรเอกสารวิจัยและแจงหนวยงานที่เกี่ยวของ
ผูรับผิดชอบโครงการ
ที่ปรึกษาโครงการ
1) นางอุษา จิวะชาติ รองเลขาธิการสถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการ
ศาลยุติธรรม ชวยทำงานชั่วคราวในตำแหนง
ผูพิพากษาหัวหนาศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา
2) นายศุภกิจ แยมประชา รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม
3) นายวรวงศ อัจฉราวงศชัย ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา
4) นางสาววรมน รามางกูร ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา
5) นางสาวณัฏฐสุมณ ทิตาสิริจิรภาส ผูอำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์
เจาหนาที่ผูรับผิดชอบ
1) นายอภิชาติ ฐากูรบุตร นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ
2) นายอรรถสิทธิ ฐาปนะดิลก นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการ
3) นางสาวณัฐทยา โสดยิ้ม นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ
4) นางสาวสุทธาสินี นิยมกาล นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ
สรุปผลการศึกษา
ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คณะผูวิจัยใชแนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ประกอบกับการวิจัย
เชิงปริมาณ (Quantitative Research) จากแบบสอบถามแบบปลายปดและปลายเปด และเอกสารทางวิชาการตาง ๆ
โดยสุมตัวอยางแบบเฉพาะเจาะจง ไดแก ผูพิพากษา ขาราชการศาลยุติธรรม พนักงานราชการ และลูกจางในสังกัด
ศาลชั้นตนในเขตกรุงเทพมหานคร ศาลจังหวัด ศาลแขวง และศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งไดตอบแบบสำรวจขอมูล
ผานระบบ Google Form จากแบบสำรวจ จำนวน 3 แบบ กลับมาระหวางวันที่ 10 - 25 มิถุนายน 2564 รวมจำนวน
ทั้งสิ้น 1,926 ราย และทำการวิเคราะหขอมูลโดยใชโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติเพื่อหาคารอยละ ซึ่งผลการศึกษาวิจัย
สามารถสรุปไดดังนี้
1. การใหนักจิตวิทยามีสวนชวยเหลือพยาน ผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญา
หลักการพื้นฐานทางแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวของจะมุงเนนไปที่บุคคลยอมมีสิทธิและเสรีภาพเทาเทียมกันบน
เงื่อนไขของสังคมที่มีการจัดระเบียบที่ดี โดยยอมรับแนวคิดความยุติธรรมเหมือนกัน และการมีความสัมพันธกับผูอื่นเปน
กระบวนการทางสภาพทางจิตใจ และทางสังคมที่มีวิวัฒนาการโดยสิ่งที่มีอิทธิพลตอการพัฒนาการ คือ แรงขับจากภายใน
รางกาย อิทธิพลจากวัฒนธรรม และลักษณะของแตละคน เปนตัวการที่ทำใหแตละคนแตกตางกัน
ในศาลตางประเทศ เชน ศาลประเทศเกาหลีใต ศาลประเทศอิตาลี และการสอบสวนผูเสียหายและพยานที่เปน
เด็กในสหรัฐอเมริกา มีการกำหนดบทบาทนักจิตวิทยาในการปฏิบัติหนาที่ที่เกี่ยวกับการใหคำปรึกษาการไกลเกลี่ยใน
กระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลโดยเฉพาะ รวมถึงการทำหนาที่ในการประเมินผูตองหา การจัดเตรียมขอมูล
ใหกับศาล การใหคำแนะนำแกศาล การรายงานผลประเมินที่ครอบคลุมถึงสภาวะทางจิตและอารมณของผูตองหาหรือ
ผูเยาวหรือครอบครัว ความตองการพิเศษของผูตองหาหรือจำเลยหรือครอบครัว และแผนบำบัดที่เหมาะสม
สำหรับประเทศไทย รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ไดกำหนดใหบุคคลไดรับการคุมครอง
สิทธิและเสรีภาพไวในมาตรา 25 มาตรา 27 มาตรา 29 และมาตรา 68 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 172 กำหนดใหมีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะหเขาไปมีสวนชวยเหลือพยาน ผูเสียหาย หรือจำเลยใน
คดีอาญา เพื่อใหคำปรึกษา แนะนำ และลดการเผชิญหนาในระหวางสืบพยาน ลดความตึงเครียดและความหวาดกลัว
ทางสภาวะจิตใจ รวมถึงพระราชบัญญัติ ระเบียบ ขอบังคับ และคำแนะนำของประธานศาลฎีกา ที่ประกาศใชบังคับกับ
หนวยงานที่เกี่ยวของเพื่อการปฏิบัติหนาที่ของเจาหนาที่และศาลเปนไปตามที่กฎหมาย กำหนด และเปนการอำนวย
ความยุติธรรมแกประชาชนอยางเสมอภาค ทั่วถึงและเทาเทียมกัน เชน ระเบียบราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรมวาดวย
แนวทางในการปฏิบัติตอพยาน พ.ศ. 2548 ขอ 20 วรรค 2 ในกรณีที่พยานเปนเด็กหรือเยาวชนอายุไมเกิน 18 ป ซึ่งการ
ซักถามพยานจะตองทำผานนักจิตวิทยา หรือนักสังคมสงเคราะห เจาหนาที่ศาลควรจัดใหพยานเหลานั้นพบกับบุคคล
ดังกลาวกอนเขาเบิกความตอศาล ขอบังคับของประธานศาลฎีกาวาดวยการสืบพยานคดีอาญาโดยไมใหพยานเผชิญหนา
โดยตรงกับจำเลย พ.ศ. 2556 ขอ 4 วรรคสอง ในกรณีที่อาจมีผลกระทบกระเทือนตอจิตใจของพยานอยางรุนแรง ศาล
จะใหถามพยานผานนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห หรือบุคคลอื่นที่พยานไววางใจดวยก็ได โดยมิใหพยานไดยินคําถาม
ของคูความฝายจําเลย และหามใชคําถามซ้ำซอนหลายครั้งโดยไมมีเหตุอันสมควร และคำแนะนำของประธานศาลฎีกา
วาดวยแนวทางการปฏิบัติตอพยานที่เปนเด็กในคดีอาญา พ.ศ. 2559 ขอ 9 ศาลพึงประสานกับนักจิตวิทยาหรือ
นักสังคมสงเคราะหที่รวมสืบพยานวา หากนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะหรับทราบหรือพบเห็นวาพยานรายใด
อาจไมไดรับความปลอดภัย จากการที่ไดมาหรือจะมาเปนพยานที่ศาลใหนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะหรีบแจงให
เจาหนาที่ หรือศาลทราบทันที ในการนี้ใหศาลพิจารณาดำเนินการตามพระราชบัญญัติคุมครองพยานในคดีอาญา พ.ศ.
2546 และระเบียบราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรมวาดวยการคุมครองและคาตอบแทนพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2558
เปนตน ซึ่งจะเห็นไดวา กฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวของลวนแตมีเจตนารมณในการคุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
คูความ หรือผูเกี่ยวของในฐานะพยาน ผูเสียหาย หรือจำเลย ยอมไดรับการคุมครองทุกคนตามสภาพการณของคดี
2. แนวทางการพัฒนา ปรับปรุง แกไขกฎ ระเบียบ ขอบังคับคำแนะนำใหมีความทันสมัย และคุมครองสิทธิ
ของผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญา
2.1 ผลการวิเคราะหขอมูลที่ไดจากการเก็บรวบรวมขอมูลที่ไดจากแบบสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “การกำหนด
ใหมีนักจิตวิทยาเขาไปมีสวนชวยเหลือพยาน ผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญา” สำหรับศาลจังหวัดและศาลแขวง
- ความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีศาลควรมีภารกิจในการดูแลและเยียวยาดานจิตใจใหกับผูเสียหาย พยาน
และจำเลยในระหวางการพิจารณาคดี พบวา สวนใหญเห็นดวยในระดับมากที่สุด รอยละ 40.4 รองลงมา ระดับมาก
รอยละ 39 และระดับปานกลาง รอยละ 14.8 โดยกำหนดไวในขั้นตอนการถามพยาน หรือสืบพยาน เพื่อลดความกลัว
หรือลดการเผชิญหนาระหวางจำเลยกับผูเสียหาย เนื่องจากผูเสียหายอาจไมกลาบอกความจริง เปนการเยียวยาดานจิตใจ
ของพยานที่เปนผูเสียหาย และคุมครองสิทธิ์ที่ควรไดรับ รวมถึงการใหคำปรึกษาแนะนำ เนื่องจากในบางกรณีผูเสียหาย
หรือพยาน รวมถึงจำเลยมีความกังวลตอการดำเนินกระบวนพิจารณาและการเรียบเรียงขอเท็จจริงในคดี ควรกำหนด
ในขั้นตอนการตรวจความพรอมของพยานกอนการสืบพยานเพื่อใหนักจิตวิทยามาพบผูเสียหาย พยานหรือจำเลย
ในการใหคำแนะนำและวิเคราะหสภาพจิตใจของผูที่เกี่ยวของกอนวันสืบพยาน และเพื่อใหผูพิพากษาเจาของคดีพิจารณา
กำหนดแนวทางการพิจารณาคดีตามความเหมาะสม และไมควรกำหนดใหนักจิตวิทยาพบในวันสืบพยานเนื่องจาก
จะทำใหกระบวนพิจารณาลาชา อีกทั้งมีเวลาจำกัด อาจจะไมเกิดประโยชนมากนัก และกรณีไมใชการสืบพยานที่เปนเด็ก
อาจจะตองใชนักจิตวิทยาในการชวยกรองคำถาม
- ความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีควรกำหนดใหมีขาราชการศาลยุติธรรม ตำแหนงนักจิตวิทยาประจำศาลจังหวัด
หรือศาลแขวง เพื่อใหมีสวนชวยเหลือผูเสียหาย หรือพยาน หรือผูมีสวนเกี่ยวของตามที่กฎหมายกำหนด ตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 172 วรรค 3 เชนเดียวกับศาลเยาวชนและครอบครัว พบวาสวนใหญเห็นดวย
ในระดับมากที่สุด รอยละ 39.6 รองลงมา เห็นดวยในระดับมาก รอยละ 34.6 และเห็นดวยในระดับปานกลาง รอยละ
16.2 โดยกำหนดใหมีนักจิตวิทยาในศาลจังหวัดและศาลแขวง
- ความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีการกำหนดภารกิจหนาที่ของนักจิตวิทยาประจำศาลจังหวัดหรือศาลแขวง
ใหมีหนาที่ในการใหคำปรึกษาแกพยาน ผูเสียหาย หรือจำเลยในคดี การจัดทำรายงานตัวผูตองหาหรือจำเลย การประเมิน
ความเสี่ยงในขั้นตอนการสอบถามขอมูลตามแบบประเมินความเสี่ยงในการปลอยชั่วคราว และการปฏิบัติหนาที่ผูกำกับ
ดูแลผูถูกปลอยตัวชั่วคราวซึ่งทำหนาที่ใหคำปรึกษาแกผูถูกปลอยชั่วคราว พบวา สวนใหญเห็นดวยอยางยิ่ง รอยละ 38.1
รองลงมา เห็นดวย รอยละ 37.3 และเห็นดวยในระดับปานกลาง รอยละ 16.1 เนื่องจากโดยปกติศาลเชิญนักจิตวิทยา
หรือนักสังคมสงเคราะหจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยประจำจังหวัดนั้นๆ มาทำหนาที่เปน
นักจิตวิทยา โดยระเบียบกำหนดใหจายคาตอบแทนครั้งละ 500 บาท ในหนึ่งเดือนศาลจายคาตอบแทนไมเกินเดือนละ
3,000 บาท แตการใชนักจิตวิทยาจากหนวยงานอื่น หลายครั้งนักจิตวิทยาติดภารกิจหรืออยูนอกเขตอำนาจศาล สวนใหญ
แลวนักจิตวิทยาจะปฏิเสธเนื่องดวยเรื่องระยะทางและปญหาเรื่องงานประจำที่ทำอยู ทำใหศาลตองเลื่อนการพิจารณาคดี
กอใหเกิดผลเสียตอคูความ ทำใหไมสะดวกอยางมาก หากเพิ่มกรอบอัตราขาราชการศาลยุติธรรมตำแหนงนักจิตวิทยา
ประจำศาลจังหวัดหรือศาลแขวงในหนึ่งเดือนจะตองจายคาตอบแทนไมต่ำกวา 20,000 บาท ซึ่งในปจจุบันศาลจังหวัด
หรือศาลแขวงยังไมมีความจำเปนที่ตองใชนักจิตวิทยาเปนประจำทุกวัน อยางศาลเยาวชนและครอบครัวมีตำแหนง
นักจิตวิทยาประจำศาลอยูแลว เมื่อมีการสืบพยานเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนก็ยังคงตองเชิญนักสังคมสงเคราะหของ
สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยมาชวยเหลือและยังคงตองจายคาตอบแทนอยู โดยที่ไมไดใหนักจิตวิทยา
เขาไปปฏิบัติงานในสวนนี้ ซึ่งเปนการจายคาตอบแทนซ้ำซอน แตหากมีขาราชการศาลยุติธรรมในตำแหนงนักจิตวิทยา
ประจำศาล ซึ่งมีความรูความเขาใจในกระบวนพิจารณาคดีของศาล ก็จะทำใหกระบวนการยุติธรรม ทั้งในเรื่องคุมครอง
สิทธิของผูเสียหาย พยาน และจำเลย การพิจารณาคดี การปลอยชั่วคราว สำเร็จลุลวงไปดวยดี ซึ่งจะเปนประโยชนแก
ผูตองหา จำเลย ผูเสียหายและพยานที่เกี่ยวของในคดี เพราะผูที่เกี่ยวของในความผิดที่เกิดขึ้นยอมมีความรูสึก จิตใจที่สง
ผลกระทบตอตนเอง ครอบครัวและสังคม มิใชมุงหมายบังคับใชแตกฎหมายและชวยลดภาระงานประกัน หากมีนักจิตวิทยา
ที่เขามามีบทบาท และมีหนาที่โดยตรงในการปฏิบัติงานดังกลาว จะทำใหเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งงานจิตวิทยา
แตละครั้งนาจะตองใชเวลาพอสมควร เชน สืบพยานหรือใหคำปรึกษา ตองพิจารณาปริมาณงานกับจำนวนนักจิตวิทยา
ประจำศาล เพื่อความมั่นคงในอาชีพการงานและความตอเนื่องของงาน
2.2 ผลการวิเคราะหขอมูลที่ไดจากการเก็บรวบรวมขอมูลที่ไดจากแบบสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “การใหคำปรึกษา
ดานจิตสังคมในศาลชั้นตน : สภาพปญหา ประโยชนที่ไดรับและขอเสนอแนะ” สำหรับศาลที่เขารวมโครงการพัฒนาคลินิก
ใหคำปรึกษาดานจิตสังคม
- กรณีศาลที่เขารวมโครงการพัฒนาคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคม นักจิตวิทยาทำหนาที่ในคลินิกใหคำปรึกษา
ดานจิตสังคม ดังนี้
1) ประเมิน/คัดกรองทางจิตวิทยาเบื้องตนเด็ก เยาวชนและผูปกครอง
2) ใหคำปรึกษาแกเยาวชนและครอบครัวในคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคม
3) ตอบคำถามประสานงาน/รับโทรศัพท (ติดตอประสานงาน)
4) รับผิดชอบจัดทำโครงการใหแกเยาวชนและผูปกครอง
5) จัดทำสรุปรายงานผล (คาใชจายงบประมาณ/ผลการดำเนินงาน)
6) จัดทำสื่อประชาสัมพันธ (ปายประชาสัมพันธ แผนพับ)
7) จัดทำสำนวนคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคม
8) ลงวันนัดในระบบสำนวนคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคม
9) จัดทำหนังสือภายในและภายนอกของโครงการคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคม
10) รับรายงานตัวผูตองหาหรือจำเลย และใหคำปรึกษากับผูเสียหายในคดีอาญา
11) ใหบริการผูตองหา/จำเลยหรือประชาชนที่ใชสารเสพติด โดยการใหคำปรึกษา แกไข บำบัด เพื่อให
พฤติกรรมการใชสารเสพติดเปลี่ยนแปลง
12) จัดเก็บขอมูลของผูรับคำปรึกษา
- ความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีการกำหนดภารกิจหนาที่ของนักจิตวิทยาประจำศาลจังหวัดหรือศาลแขวงใหมีหนาท ี่
ในการใหคำปรึกษาแกพยาน ผูเสียหาย หรือจำเลยในคดี การจัดทำรายงานตัวผูตองหาหรือจำเลย การประเมินความเสี่ยง
ในขั้นตอนการสอบถามขอมูลตามแบบประเมินความเสี่ยงในการปลอยชั่วคราว และการปฏิบัติหนาที่ผูกำกับดูแล
ผูถูกปลอยตัวชั่วคราวซึ่งทำหนาที่ใหคำปรึกษาแกผูถูกปลอยชั่วคราว พบวา สวนใหญเห็นดวยในระดับมากที่สุด รอยละ
38.1 รองลงมา เห็นดวยในระดับมาก รอยละ 37.3 และเห็นดวยในระดับปานกลาง รอยละ 16.1 เพราะผูเสียหาย
ผูตองหาหรือจำเลย ควรไดรับการคุมครองสิทธิจากการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นศาลดวยความเสมอภาค
และเปนธรรม โดยการใชมาตรการตาง ๆเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในขณะเดียวกันผูไดรับผลกระทบจากการกระทำ
ความผิดทางอาญาควรไดรับความชวยเหลือเยียวยาอยางเปนรูปธรรม และกลับมาใชชีวิตอยางปกติสุขในสังคม
ซึ่งการชวยเหลือผูเสียหายถือเปนการเยียวยาผูที่ตกเปนเหยื่อ หรือผูที่ไดรับผลกระทบจากเหตุการณที่รุนแรงใหไดรับ
ความรูสึกเปนธรรมและเยียวยาทางดานจิตใจ สวนผูตองหาคดียาเสพติด ควรไดรับโอกาสปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อ
สำนึกตอสิ่งที่กระทำผิดพลาดและตระหนักรูในตัวเอง ดังนั้น ภารกิจการชวยเหลือผูเสียหายเปนสิ่งที่สำคัญ เพราะจะทำให
ผูเสียหายรูสึกวาไดรับการชวยเหลือ ดูแล สามารถชวยบรรเทาความรูสึกสูญเสีย ความรูสึกโกรธของผูเสียหายลงได สวน
ผูตองหาหรือจำเลยในคดียาเสพติดและความรุนแรงในครอบครัว และความผิดเกี่ยวกับเพศ จำเปนตองไดรับการชวยเหลือ
เพื่อใหผูกระทำความผิดเกิดการสำรวจความผิดพลาดของตนเอง นำมาสูการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม วางแผน
การดำเนินชีวิตอยางเหมาะสมกับทั้งยังเปนกระบวนการที่ทำใหผูกระทำความผิดเกิดความรูสึกวาตนเองไดรับโอกาส
ในการเปลี่ยนแปลงตนเอง
2.3 ผลการวิเคราะหขอมูลที่ไดจากการเก็บรวบรวมขอมูลที่ไดจากแบบสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “การใหคำปรึกษา
ของนักจิตวิทยาในศาลเยาวชนและครอบครัว” สำหรับศาลเยาวชนและครอบครัว
- กรณีนักจิตวิทยาไดรับมอบหมายหนาที่ในการปฏิบัติงานในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดในขั้นตอนตางๆ
ดังนี้
1) ประเมินสภาพปญหาดานกาย จิต สังคม เด็ก เยาวชนและครอบครัวตามคำสั่งศาล เพื่อประกอบ
การพิจารณาในชั้นฟองคดี
2) จัดทำแผนแกไขบำบัดฟนฟูตามที่ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 132 และเขารวมประสานการประชุม
จัดทำแผนแกไข บำบัดฟนฟู ตามมาตรา 90
3) สอดสอง กำกับ ดูแลเด็ก เยาวชนใหปฏิบัติตามคำสั่งศาลตามมาตรา 132 และเปนผูบริหารแผน
แกไขบำบัด ฟนฟู ตามมาตรา 90 รายงานผลการปฏิบัติตามแผนและการติดตามใหศาลทราบ
4) ดำเนินโครงการ/กิจกรรมแกไขบำบัดฟนฟูตามที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางกำหนด
5) อื่นๆ ไดแก ประสานงานและบูรณาการการทำงานรวมกับเครือขายสังคมเพื่อรวมกัน แกไขบำบัด
ฟนฟูเด็ก เยาวชนและครอบครัว เปนวิทยากรบรรยายโครงการบำบัดฟนฟูเด็กและเยาวชน การเก็บรวมรวมเอกสาร
และจัดตั้งสำนวนการใหคำปรึกษา การจัดเก็บขอมูลสถิติตาง ๆ เปนตน
- ความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีการปฏิบัติหนาที่ของนักจิตวิทยาในขั้นตอนที่เปนการสงเสริมการฟนฟูหรือเยียวยา
ผูเขารับคำปรึกษา พบวา สวนใหญเห็นดวยในระดับมากที่สุด รอยละ 67.3 รองลงมา เห็นดวยในระดับมาก รอยละ 28.7
และเห็นดวยในระดับปานกลาง รอยละ 3.8 โดยเรียงลำดับความสำคัญ ดังนี้
1) ประเมินสภาพปญหาดานกาย จิต สังคม เด็ก เยาวชนและครอบครัวตามคำสั่งศาลเพื่อประกอบ
การพิจารณาในชั้นฟองคดี
2) ใหคำปรึกษา แนะนำ
3) จัดทำแผนแกไขบำบัดฟนฟูตามที่ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 132 และเขารวมประสานการประชุม
จัดทำแผนแกไข บำบัดฟนฟู มาตรา 90
4) ติดตามผลการปฏิบัติงาน
5) บำบัดฟนฟูเด็ก เยาวชนและครอบครัว
- การจัดเก็บขอมูลความพึงพอใจในการใหคำปรึกษาของนักจิตวิทยาในรอบปงบประมาณ พ.ศ. 2563 พบวา
สวนใหญไมมีการจัดเก็บ รอยละ 68.71 รองลงมา มีการจัดเก็บ รอยละ 12.28 ไมแนใจวามีการจัดเก็บขอมูล รอยละ
12.28 และไมทราบวามีการจัดเก็บขอมูล รอยละ 6.73
- การจัดเก็บขอมูลกรณีที่จำเลยไดรับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยาแลวกระทำผิดซ้ำในรอบปงบประมาณ พ.ศ. 2563
พบวา สวนใหญมีการจัดเก็บ รอยละ 54.48 รองลงมา ไมมีการจัดเก็บ รอยละ 33.33 ไมทราบวามีการจัดเก็บขอมูล
รอยละ 7.02 และไมแนใจวามีการจัดเก็บขอมูล รอยละ 1.17
- ความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีการมีนักจิตวิทยามีผลทำใหการทำงานของศาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น พบวาสวนใหญ
เห็นดวยในระดับมากที่สุด รอยละ 67.3 รองลงมา เห็นดวยในระดับมาก รอยละ 30.1 และเห็นดวยในระดับปานกลาง
รอยละ 2.6 เนื่องจากศาลเยาวชนและครอบครัวมีผูกระทำความผิดที่มีอายุต่ำกวา 18 ป เมื่อถูกดำเนินคดี เด็กหรือเยาวชน
จะไดรับผลกระทบทางดานจิตใจมากกวาผูใหญ ดวยวุฒิภาวะที่ต่ำมีผลทำใหเด็กและเยาวชนไมสามารถจัดการปญหา
ไดอยางเหมาะสมจนเกิดเปนความผิด นักจิตวิทยาจึงมีความสำคัญเพื่อแกไขพฤติกรรมที่ไมเหมาะสมของเด็กและเยาวชน
โดยการคนหาปจจัยที่สงผลใหเกิดพฤติกรรมเหลานี้และหาแนวทางแกไขตอไป อีกทั้งยังเปนการชวยสนับสนุนผูพิพากษา
ในการวิเคราะหเด็กและเยาวชนเบื้องตน และศาลสามารถนำผลการประเมินพฤติกรรมของจำเลยที่นักจิตวิทยาจัดทำมา
ประกอบการใชดุลพินิจกำหนดแผนแกไข บำบัด ฟนฟูจำเลยไดอยางมีประสิทธิภาพ และชวยใหศาลพิจารณาเลือกใช
วิธีการที่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชนแตละราย และผูเสียหายในคดีอาญาไดรับการดูแลชวยเหลือเยียวยาตามสมควร
- ความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีควรมีนักจิตวิทยาในศาลจังหวัดและศาลแขวง พบวา สวนใหญเห็นดวยในระดับมาก
ที่สุด รอยละ 34.8 รองลงมา เห็นดวยในระดับมาก รอยละ 31.0 เห็นดวย ในระดับปานกลาง รอยละ 19.6 เห็นดวย
ในระดับนอย รอยละ 8.2 เห็นดวยในระดับนอยที่สุด รอยละ 6.4 เพราะจะเปนประโยชนอยางยิ่ง หากมีนักจิตวิทยา
ในคดีที่ผูกระทำความผิดมีอายุมากกวา 18 ป แตบุคคลแตละคนอาจมีความแตกตางกันทางดานสภาวะจิตใจ อีกทั้ง
อาจมีวุฒิภาวะที่ไมสมวัย จนอาจเปนสาเหตุหนึ่งของการกระทำความผิดได ดังนั้น นักจิตวิทยาจึงมีความสำคัญในการ
ชวยเหลือผูกระทำความผิดทั้งทางดานจิตใจและสังคม ซึ่งจะมีความแตกตางจากการชวยเหลือของเด็กและเยาวชน
อยูบาง แตโดยรวมเปนการชวยเหลือและแกไขพฤติกรรมที่ไมเหมาะสม ซึ่งในปจจุบัน จากปญหาสังคม เศรษฐกิจ
กอใหเกิดความเครียดสะสม ยังผลใหเกิดเหตุการณรุนแรงมากขึ้น ไมวาจะเปนประชาชนที่มาติดตออรรถคดีที่ศาล
หรือเจาหนาที่ศาลเอง ก็พบปญหาแตกตางกันออกไป หากมีนักจิตวิทยาเปนที่ปรึกษาใหคำแนะนำหรือรับฟงก็สามารถ
ชวยบรรเทาจิตใจที่ขุนมัว หมนหมอง สับสน และกลับมามีสติ ยับยั้งชั่งใจได ซึ่งศาลจังหวัดและศาลแขวงก็เปนหนวยงาน
ที่ตองใชกระบวนการในการใหคำปรึกษาทางจิตวิทยากับผูตองหา ผูเสียหาย และครอบครัวเชนเดียวกัน เพื่อใหการชวยเหลือ
ที่ตรงประเด็น และเกิดการชวยเหลือที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีปญหาในการขอนักจิตวิทยาจากหนวยงานอื่น
มารวมในระหวางการพิจารณาของศาล ซึ่งบางจังหวัดมีจำนวนนักจิตวิทยานอยมาก ทำใหไมเพียงพอหรือขัดของ
ตอการพิจารณาคดีของศาลจากสัดสวนงานของนักจิตวิทยา หากคำนวณตามจำนวนเด็กและเยาวชน หากมีการกระจาย
นักจิตวิทยาชวยในการดำเนินงานตามศาลจังหวัดหรือศาลแขวงแลว อาจทำใหผูรับคำปรึกษาไดเขาสูการใหคำปรึกษา
ไดมากยิ่งขึ้น และนอกจากนักจิตวิทยาใหคำปรึกษาแลว การบำบัดฟนฟูดานอื่น หรืองานที่เกี่ยวของกับพฤติกรรม
หรืออารมณ หรือจิตใจของบุคคล นักจิตวิทยาสามารถชวยทำงานในสวนนี้ไดมากเชนกัน
กำหนดแนวทางใหนักจิตวิทยาเขาไปมีสวนชวยเหลือผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญาในศาลจังหวัด
และศาลแขวง
แนวทางสำหรับการกำหนดใหมีนักจิตวิทยาในศาลจังหวัดและศาลแขวง เห็นควรกำหนดแนวทางออกเปน
4 ดาน ดังนี้
1) ดานการอบรมพัฒนาศักยภาพนักจิตวิทยา
ในการพัฒนานักจิตวิทยา เห็นควรใหมีการจัดอบรมหลักสูตรสำหรับนักจิตวิทยาในศาล โดยแบงหลักสูตร
ออกเปน 2 หลักสูตร คือ หลักสูตรการพัฒนานักจิตวิทยาเบื้องตน และหลักสูตรการพัฒนานักจิตวิทยาชั้นสูง
2) ดานอัตรากำลัง
ในการกำหนดอัตรากำลังตำแหนงนักจิตวิทยาในศาลจังหวัดและศาลแขวง เห็นควรแบงออกเปน 2 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 กำหนดกรอบอัตรากำลัง และบรรจุขาราชการตำแหนงนักจิตวิทยาเพียงบางสวนเพื่อรองรับปริมาณคดี
โดยในระยะแรก เห็นควรบรรจุในศาลจังหวัดที่มีขนาดใหญ ศาลละ 1-2 คน สวนศาลจังหวัดขนาดเล็กและศาลแขวง
ใหมีหนังสือแจงขอใหสงนักจิตวิทยาในศาลเยาวชนและครอบครัวในพื้นที่จังหวัดเดียวกันมาปฏิบัติหนาที่เปนรายครั้ง
ระยะที่ 2 ขยายอัตรากำลัง เมื่อมีปริมาณคดีเพิ่มสูงขึ้นและมีความตองการนักจิตวิทยามากขึ้น ทั้งนี้ ไมตัด
สิทธิ์ในการเรียกใหนักจิตวิทยาในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยเขามาในคดีตามคำสั่งศาล
3) ดานการปฏิบัติงาน
3.1) ปฏิบัติงานตามมาตรฐานกำหนดตำแหนงที่กำหนด โดยมุงเนนไปที่พยาน ผูเสียหาย หรือจำเลย ดังนี้
(1) ประเมินสภาพปญหาดานกาย จิต สังคม ของพยาน ผูเสียหาย หรือจำเลย ตามคำสั่งศาล เพื่อ
ประกอบการพิจารณาในชั้นฟองคดี
(2) จัดทำแผนแกไขบำบัดฟนฟูตามที่ศาลมีคำสั่ง และเขารวมประสานการประชุมจัดทำแผนแกไข บำบัดฟนฟู
(3) สอดสอง กำกับ ดูแลพยาน ผูเสียหาย หรือจำเลยใหปฏิบัติตามคำสั่งศาล และเปนผูบริหารแผนแกไข
บำบัด ฟนฟู รายงานผลการปฏิบัติตามแผนและการติดตามใหศาลทราบ
(4) ดำเนินโครงการ/กิจกรรมแกไขบำบัดฟนฟูตามที่ศาลจังหวัด หรือศาลแขวงกำหนด
(5) ปฏิบัติงานอื่นๆ ไดแก ประสานงานและบูรณาการการทำงานรวมกับเครือขายสังคมเพื่อรวมกันแกไข
บำบัดฟนฟูพยาน ผูเสียหาย หรือจำเลย เปนวิทยากรบรรยายโครงการ การเก็บรวมรวมเอกสารและจัดตั้งสำนวน
การใหคำปรึกษา การจัดเก็บขอมูลสถิติตางๆ เปนตน
3.2) ปฏิบัติงานตามที่ไดรับมอบหมาย โดยเพิ่มหนาที่ความรับผิดชอบในสวนของการใหคำปรึกษา แนะนำ
แกบุคลากรภายในหนวยงาน เพื่อลดความตึงเครียดจากการทำงานของบุคลากรในศาลนั้นๆ รวมถึงการจัดกิจกรรม
ใหความรูเกี่ยวกับจิตวิทยา เพื่อใหบุคลากรทุกคนสามารถติดตอสื่อสารและใหบริการแกประชาชนที่มาติดตอราชการศาล
ดวยความเต็มใจ ปราศจากอคติ
4) ดานการประชาสัมพันธและการใหบริการ
เห็นควรใหมีการสนับสนุนการประชาสัมพันธเกี่ยวกับการมีนักจิตวิทยาประจำศาล เพื่อใหเกิดความนาเชื่อถือ
เชื่อมั่นศรัทธาแกประชาชนผูมาติดตอราชการศาล และเปดใหมีบริการใหคำปรึกษาแนะนำแกคูความในดานจิตสังคม
และพรอมใหความรวมมือในการใหปากคำในชั้นศาล
ขอเสนอแนะ
ผูวิจัยมีความเห็นวาสำนักงานศาลยุติธรรมและหนวยงานที่เกี่ยวของควรมีการดำเนินการ ดังตอไปนี้
1. ควรมีการกำหนดกรอบอัตรากำลังนักจิตวิทยาในศาลจังหวัดและศาลแขวงอยางนอย ศาลละ 2 อัตรา
และเพิ่มอัตรากำลังในศาลเยาวชนและครอบครัวเปนศาลละ 2 อัตรา เพื่อรองรับภารกิจที่จะเพิ่มตามนโยบายของผูบริหาร
ศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรม
2. ควรจัดใหมีการอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรูใหแกนักจิตวิทยาอยางสม่ำเสมอ
3. ควรจัดใหมีการขึ้นทะเบียนนักจิตวิทยาประจำศาลเพื่อปฏิบัติงานในการสืบพยาน
4. ควรกำหนดคาตอบแทนพิเศษสำหรับนักจิตวิทยาหรือเงินเพิ่มพิเศษสำหรับคาใบประกอบวิชาชีพ
เหมือนกับนักวิชาการคอมพิวเตอร
5. ในชวงการแพรระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นักจิตวิทยาควรใหคำปรึกษาแกจำเลยทางจอภาพ
ดวย เพื่อใหคำปรึกษาอยางตอเนื่อง
6. ควรใหเจาหนาที่ทุกคนทำความเขาใจงานจิตวิทยาใหมากขึ้น ซึ่งเปนงานที่ตองใหพลังกายพลังใจ
ใชความคิดและความรูเฉพาะทางเปนอยางมาก ควรแยกงานออกมาใหชัด ไมคาดหวังใหนักจิตวิทยาไปทำหนาที่อื่นๆ
ซึ่งไมเชี่ยวชาญ
7. ควรแยกเปนกลุมงานใหคำปรึกษาโดยเฉพาะและควรมีนักจิตวิทยาเพิ่มขึ้น
8. ควรจัดหานักจิตวิทยาใหเพียงพอเพื่อเปนประโยชนแกศาลในการพิจารณาคดี
9. ควรเพิ่มจำนวนบุคลากรและเครื่องมือสื่อสาร เพื่อปฏิบัติหนาที่ในดานการใหคำปรึกษาของ
ศูนยใหคำปรึกษาในศาลเยาวชนและครอบครัว
10. การที่จะใหเด็กไมกระทำความผิดซ้ำ หนวยงานสวนกลางตองดำเนินการประสานความรวมมือกับ
หนวยงานที่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กสูการประกอบอาชีพที่มีรายไดเปนรูปธรรม เชน การพัฒนาฝมือแรงงาน
มีคอรสใหเด็กฝกงานแลวไดใบประกาศเพื่อนำไปสมัครงานหรือประกอบอาชีพ
11. ควรมีการตรวจสอบสภาพจิตของนักจิตวิทยาทุกป เพราะอาจมีภาวะซึมซับตอการใหคำปรึกษาเด็ก
ซึ่งอาจมีผลกระทบในการปฏิบัติงาน
กัยายน 2564
น
ย
ข
ฒ
การพันาระบบการเรีนรูองบุลากร
ค
ก
ในองครศาลยุิรรม
ธ
ต
โครงการวิจัย
เรื่อง การพัฒนาระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกรศาลยุติธรรม
หลักการและเหตุผล
องคกรศาลยุติธรรมเปนหนวยงานที่อำนวยความยุติธรรมและคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เปนสถาน
ที่ในการปฏิบัติราชการของขาราชการตุลาการ ขาราชการศาลยุติธรรม พนักงานราชการและลูกจาง มีประชาชนเขามา
ติดตอราชการศาลเปนจำนวนมาก ประกอบกับในปจจุบันศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรมไดมีการพัฒนาปรับปรุง
การใหบริการแกประชาชน หลากหลายรูปแบบ โดยพัฒนาระบบเทคโนโลยีสมัยใหมมาสนับสนุนการพิจารณาพิพากษาคด ี
ในรูปแบบโปรแกรมตางๆ เพื่อสอดคลองกับนโยบาย D – Court 2020 เชน ระบบการยื่นและสงคำคูความและเอกสาร
โดยสื่ออิเล็กทรอนิกส (e-filing) ระบบบริการขอมูลคดี (Case Information Online Service : CIOS) ระบบงานฐาน
ขอมูลหมายจับ (Arrest Warrant Information System : AWIS) ระบบติดตามสำนวนคดีบนเว็บไซตศาลยุติธรรม
(Tracking System) ระบบการสงเอกสารและการประกาศนัดไตสวนโดยวิธีการลงโฆษณาทางสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ
(e-Notice System) เปนตน
การพัฒนาบุคลากรของศาลยุติธรรมใหมีความรูความสามารถทันกับบริบททางกฎหมาย ระเบียบและสังคม
ที่เปลี่ยนแปลงไปและรองรับการทำงานแบบหลายภาระงานซึ่งเปนสวนสำคัญยิ่งที่บุคลากรของศาลยุติธรรมจะตองมี
ความพรอมที่จะปฏิบัติงานตามอำนาจหนาที่ของตนไดตลอดเวลาเพื่อสนับสนุนการอำนวยความยุติธรรมแกประชาชน
โดยปจจุบันสำนักงานศาลยุติธรรมไดมีการพัฒนาระบบการเรียนรูที่หลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากการจัดอบรมแบบ
Classroom เชน ระบบ e-learning และระบบออนไลนในรูปแบบตางๆ สิ่งที่จำเปนสำหรับบุคลากรที่ควรมี ประกอบดวย
ทักษะ 8 ดาน ไดแก ทักษะการสรางสรรค (Creativity Skill) ทักษะทางดานเทคโนโลยีคอมพิวเตอร (Computers
Technology Skill) ทักษะทางดานความสัมพันธขามวัฒนธรรม (Cross-cultural Relationship) ทักษะทางดานการ
สื่อสาร (Communication) ทักษะในการสรางความรวมมือ (Collaboration) ทักษะในการเผชิญวิกฤตและการแกปญหา
(Critical Thinking) ทักษะการเรียนรูอยางไมหยุดนิ่ง (Continuous Learning) และทักษะวิชาชีพเชิงลึก (Career in
Deep Skill) นอกจากทักษะที่จำเปนแลว ยังควรมีลักษณะของบุคคลที่เปนที่ตองการของสังคม ไดแก ผูรักการเรียนรู
(Learner) ผูนำ (Leader) นวัตกร (Innovator) นักพัฒนา (Developer) นักสรางสรรค (Creator) และนักประสานงาน
(Coordinator)
ในการนี้ เพื่อใหการดำเนินการพัฒนาบุคลากรศาลยุติธรรมมีประสิทธิภาพและสรางความเชื่อมั่นแกบุคลากร
ของศาล คูความ และประชาชนที่มาติดตอราชการศาล จึงเห็นสมควรจัดทำโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาระบบ
การเรียนรูของบุคลากรในองคกรศาลยุติธรรม” ซึ่งมีความสอดคลองกับแผนยุทธศาสตรศาลยุติธรรม พ.ศ. 2561 – 2564
ยุทธศาสตร E : Excellence Organization เพิ่มศักยภาพองคกรสูความเปนเลิศ และสอดคลองกับนโยบายประธาน
ศาลฎีกา ขอ 4 สงเสริมความกาวหนาในหนาที่ราชการและใหความสำคัญแกคุณภาพชีวิตของบุคลากร 4.3 สงเสริมให
บุคลากรไดพัฒนากายและจิตเพื่อสรางดุลยภาพในการทำงานและการใชชีวิตอยางมีความสุข 4.4 สงเสริมใหบุคลากร
มีความกาวหนาในหนาที่ราชการอยางเปนธรรมและไดรับคาตอบแทนที่สัมพันธกับความรูความสามารถ หนาที่
ความรับผิดชอบ ตลอดจนระยะเวลาการทำงาน
วัตถุประสงค
2.1 เพื่อศึกษา คนควาแนวคิด ทฤษฎีและรูปแบบเกี่ยวกับระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกร
2.2 เพื่อเสนอแนะแนวทางเกี่ยวกับการพัฒนาระบบการเรียนรูที่เหมาะสมและสอดคลองกับภารกิจของ
บุคลากรศาลยุติธรรม
ขอบเขตของการศึกษา
ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และรูปแบบเกี่ยวกับระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกรทั้งภายในและภายนอก
ประกอบการเสนอแนะแนวทางและรูปแบบเกี่ยวกับระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกรศาลยุติธรรม ในชวงกอน
และหลังการแพรระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด – 19
ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ
1. ไดรับทราบถึงแนวคิด ทฤษฎี และรูปแบบเกี่ยวกับระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกร
2. สามารถเสนอแนะแนวทางและรูปแบบเกี่ยวกับระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกรศาลยุติธรรม
3. สามารถนำแนวทางและรูปแบบเกี่ยวกับระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกรไปใชใหเกิดประโยชนตอ
องคกรศาลยุติธรรม คูความและประชาชนที่มาติดตอศาลยุติธรรม
แนวคิด ทฤษฎี และวรรณกรรมที่เกี่ยวของ
1. แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย
2. แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย
3. แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากร
4. สุทธิพร แทนทอง “ทฤษฎีและการเรียนรูในโลกยุคดิจิทัล : ทฤษฎีเชื่อมโยงความรูและการเรียนรูแบบผสมผสาน”
วารสารสวนสุนันทาวิชาการและวิจัย ปที่ 14 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน) 2563
ระเบียบวิธีวิจัย
1. วิธีการศึกษา ใชวิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ประกอบกับการวิจัยเชิงปริมาณ
(Quantitative Research)
2. ประชากร ประกอบดวย ผูบริหารสำนักงานศาลยุติธรรม ผูพิพากษา ขาราชการศาลยุติธรรม พนักงานราชการ
และลูกจางในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม
3. กลุมตัวอยาง จำแนกออกเปน 9 กลุม โดยสุมตัวอยางแบบเฉพาะเจาะจง ไดแก ผูบริหารสำนักงานศาลยุติธรรม
และหนวยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมทั่วประเทศ จำแนกไดดังนี้
กลุมที่ 1 ศาลฎีกา
กลุมที่ 2 ศาลอุทธรณ ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษ และศาลอุทธรณภาค 1-9
กลุมที่ 3 ศาลชั้นตนในเขตกรุงเทพมหานคร
กลุมที่ 4 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤตมิชอบ
ภาค 1-9
กลุมที่ 5 ศาลในสังกัดภาค 1-9
กลุมที่ 6 สำนักงานอธิบดีผูพิพากษาภาค 1-9
กลุมที่ 7 ศาลแรงงานภาค 1-9
กลุมที่ 8 หนวยงานสวนกลาง
กลุมที่ 9 ผูบริหารสำนักงานศาลยุติธรรม
4. เครื่องมือในการเก็บรวบรวมขอมูล ใชแบบสอบถามแบบปลายปดและปลายเปด และการประชุมกลุมยอย
(Focus Group)
5. การวิเคราะหขอมูล ดวยเครื่องคอมพิวเตอรโดยใชโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ใชสถิติเชิงพรรณนา
(Descriptive Statistics) ไดแก คารอยละ (Percentage)
วิธีการดำเนินงาน
1. ศึกษา คนควาทฤษฎีและแนวคิด
2. ออกแบบสำรวจขอมูล
3. เก็บรวบรวมขอมูล
4. สัมภาษณเชิงลึก
5. ประชุมกลุมยอย
6. วิเคราะหขอมูล สรุปผลและขอเสนอแนะแนวทาง
7. จัดทำรางรายงานวิจัย
8. สัมมนาวิพากษงานวิจัย
9. จัดทำรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ
10. เผยแพรเอกสารวิจัยและแจงหนวยงานที่เกี่ยวของ
ผูรับผิดชอบโครงการ
ที่ปรึกษาโครงการ
1) นางอุษา จิวะชาติ รองเลขาธิการสถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการ
ศาลยุติธรรมชวยทำงานชั่วคราวในตำแหนง
ผูพิพากษาหัวหนาศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา
2) นายศุภกิจ แยมประชา รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม
3) นายวรวงศ อัจฉราวงศชัย ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา
4) นางสาววรมน รามางกูร ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา
5) นางสาวณัฏฐสุมณ ทิตาสิริจิรภาส ผูอำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์
เ จาหนาที่ผูรับผิดชอบ
1) นายอภิชาติ ฐากูรบุตร นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ
2) นายอรรถสิทธิ ฐาปนะดิลก นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการ
3) นางสาวณัฐทยา โสดยิ้ม นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ
4) นางสาวสุทธาสินี นิยมกาล นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ
คณะผูวิจัย
1) นายกนก จุลมนต หัวหนาคณะผูวิจัย
ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำกองผูชวย
ผูพิพากษาในศาลฎีกา
2) นายอภิชาติ ฐากูรบุตร ผูวิจัย
นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ
3) นายอรรถสิทธิ ฐาปนะดิลก ผูวิจัย
นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการ
4) นางสาวแสงโสม กออุดม ผูวิจัย
นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการ
5) นางสาวณัฐทยา โสดยิ้ม ผูวิจัย
นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ
6) นางสาวสุลาวัลย โจวเจริญ ผูวิจัย
นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ
7) นางสาวยุคลธร เพ็ญโรจน ผูวิจัย
นักวิจัยสังคมศาสตร
สรุปผลการศึกษาและขอเสนอแนะ
ั
การศึกษาวิจัยดําเนินการตามข้นตอนและแผนการดําเนินการวิจัย ดวยวัตถุประสงคของการศึกษาและจัดทํา
ี
ื
งานรายงานวิจัยเลมน้ 1. เพ่อศึกษา คนควาแนวคิด ทฤษฎีและรูปแบบเก่ยวกับ ระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกร
ี
ื
ึ
ื
2. เพ่อประเมินผลระบบแผนการพัฒนารายบุคคล (IDP) ใหมีประสิทธิภาพมากข้น และ 3. เพ่อเสนอแนะแนวทางเก่ยวกับ
ี
ี
ิ
การพัฒนาระบบการเรียนรูท่เหมาะสม และสอดคลองกับภารกจของบุคลากรศาลยุติธรรม ในบทน้ คณะผูวิจัยจึงไดสรุปผล
ี
ิ
การศึกษาและ รวบรวมแนวทางการวเคราะหขอมล โดยมงเนนการพัฒนารายบุคคล เพ่อจัดทําขอเสนอแนะที่สามารถ
ุ
ู
ื
นําไปใชประโยชนแกหนวยงาน ซ่งมีรายละเอียดดังตอไปน ี ้
ึ
สรุปผลการศึกษา
ี
ี
ี
1. ประเด็นท่เก่ยวของกับหนวยงานท่รับผิดชอบในการจัดอบรม
หนวยงานที่รับผิดชอบในการอบรม ควรจะมีหนวยงานหลักและหนวยงานรองโดยใหสถาบันพัฒนาขาราชการ
ฝายตุลาการศาลยุติธรรมเปนหนวนงานหลักรับผิดชอบแผนการดําเนินงานของการพัฒนาบุคลากรรายบุคคล และสํานัก
ี
ี
การเจาหนาท่เปนหนวยงานรอง อํานวยความสะดวกในการจัดหาบุคลากรท่มีความรูความสามารถในแตละดาน
ื
เพ่อเปนวิทยากรถายทอดความรู
ี
ขอดีของหนวยงานสวนกลางดําเนินการจัดโครงการและกําหนดหัวขอวิชาเปนหนวยงานท่มีความรู ความสามารถ
ความเชี่ยวชาญในการจัดฝกอบรม มีหลักสูตรฝกอบรมหลักสูตร หลากหลายในทุกสายงาน และทุกระดับ ตามสมรรถนะ
และมีความพรอมดานอุปกรณ งบประมาณ บุคลากร สถานท่ และวิธีดําเนินการจัดอบรม จัดหาวิทยากรท่มีความรู
ี
ี
เฉพาะดาน
ํ
ขอดีของหนวยงานสวนภมภาค ดาเนินการจดโครงการและกําหนดหวขอวชาเปนหนวยงานททราบความตองการ
ู
ิ
่
ี
ั
ิ
ั
จดฝกอบรมบุคคล ซ่งสามารถตอบสอบสนองตอความตองการของศาลหรือหนวยงานสวนภูมิภาคไดมากกวา และจะมุง
ั
ึ
ี
เนนในดานความรเฉพาะทางท่จะนําไปใชในการปฏิบัติงานไดจรง
ู
ิ
ขอดีของบุคลากรท่ไดรับจากหนวยงานภายนอกจัดอบรม บุคลากรจะสามารถสรางวิธีคิดหรือนําแนวคิดใหม ๆ
ี
และมีความรูหลากหลายสามารถนํามาประยุกตใชในการทํางาน รวมถึงนําไปปรับใชในชีวิตประจําวันได อยางไรก็ตาม
ประโยชนที่จะไดรับถือเปนการสรางเสริมประสบการณ และไดรับความรูที่ทันตอเหตุการณ
2. ประเด็นที่เกี่ยวของกับแผนการพัฒนาบุคลากรรายบุคคล
การวางแผนพัฒนาบคลากรรายบคคลควรมีผูจัดการวางแผนการพัฒนารายบุคคลใหแกบุคลากร เพื่อใหบุคลากร
ุ
ุ
ี
ี
ไดรับการพัฒนาในหัวขอท่มีความเก่ยวของกับลักษณะงานและสามารถนําความรูท่ไดรับจากการพัฒนามาใชประโยชน
ี
จริง โดยใหบุคลากรในลําดับผูบังคับบัญชาเปนผูให คําแนะนํา หรือถาหากบุคลากรสามารถวิเคราะหจุดแข็งและจุดออน
ของตนเองได ก็สามารถวางแผนการ พัฒนาของบุคคลนั้น ๆ ไดเชนกัน
ั
จํานวนช่วโมงในการพัฒนาบุคลากรรายบุคคล จํานวน 60 ช่วโมง บุคลากรสวนใหญใหความเห็นวา มีความเหมาะสม
ั
แลว สําหรับ 1 รอบปของการพัฒนาตนเอง แมวาสวนใหญจะเห็นวา จํานวนดังกลาวมีความเหมาะสม แตหนวยงานควร
ื
ั
ื
ื
เล็งเห็นความสําคัญในเร่องของเน้อหาและความรูจากการพัฒนาแตละคร้งมากกวาการนับจํานวนช่วโมง เพ่อจะไดคํานึง
ั
ถึงผลลัพธท่แทจริงของการพัฒนาตนเอง และหากบุคลากรคนใดมีความสามารถเรียนรูการพัฒนาตนเองจากหนวยงาน
ี
ภายภายนอก หนวยงานก็ควรพิจารณาใหนับเปนจํานวนการเรียนรูในระดับพิเศษไดดวย จึงจะเปนการสรางแรงจูงใจ
ในการพัฒนาตนเองอยางสม่ำเสมอ
ี
หลักเกณฑในปจจุบันของแผนพัฒนาบุคคล (IDP) จํานวน 60 ช่วโมง ยงไมไดมการกําหนดเน้อหาหรือหัวขอ
ื
ั
ั
ี
ื
ี
เปนการเฉพาะตําแหนงหรือแยกตามสายงานของบุคลากรหนวยงานท่รับผิดชอบควรท่จะตองระบุเน้อหาหรือ
ื
ั
ํ
ี
หัวขอแตละตําแหนงหรือแยกตามสายงาน อยางนอย 30 ช่วโมง เพ่อใหเกิดความตองการเรยนรและสามารถนาความร ู
ู
ไปปรับใชไดจริง เม่อมีหลักเกณฑกําหนดหัวขอหรือรายวิชาชัดเจนแลว ควรมีการปรับปรุงกฎเกณฑและรายละเอียด
ื
ื
ในทุก ๆ 3 ป เพ่อจะไดปรับใหเหมาะสมตอสภาพความเปนจริงของแตละตําแหนง
ี
ี
ื
3. ประเด็นท่เก่ยวของกับเน้อหาวิชาและรูปแบบ
ื
การอบรมจะทําใหเกิดการรับรูไดมากกวาการเรียนดวยตนเอง โดยการอบรมเฉพาะดานที่มุงเนนในเน้อหาวิชา
ั
ี
ื
ี
ี
หวขอเร่องท่เก่ยวกับการปฏิบัติงาน ซึ่งการอบรมจะมีหัวขอท่ใหความรูชัดเจน เชน การอบรมดานกฎหมาย การอบรม
ดานการใชโปรแกรมคอมพิวเตอร โดยบุคลากรท่มี ประสบการณในการอบรมคิดเห็นวา การอบรมแบบเขาอบรมดวย
ี
ตนเองจะเกิดประโยชนตอผูเขาอบรม มากกวาการอบรมผานการถายทอดสดสัญญาณภาพและเสียง เน่องจากผูเขา
ื
อบรมจะใหความรวมมือได มากกวา แตในสถานการณปจจุบัน อาจจะตองปรับเปล่ยนรูปแบบการจัดอบรมผานระบบ
ี
ึ
ออนไลน เชน ZOOM Cloud Meetings, Skype, Cisco Webex และ Microsoft Teams เปนตน ซ่งจะทําใหบุคลากร
มีสวนรวมในการอบรม โดยมีความกลาแสดงความคิดเห็นและสงผลใหไดรับการพัฒนาทักษะเพ่มข้น
ิ
ึ
รูปแบบอ่นๆ นอกเหนือจากการอบรม จํานวน 12 วิธีการ ซึ่งทางเลือกใหบุคลากรในการพัฒนาตนเอง ไดแก
ื
1. การฝกขณะปฏิบัติงาน (On the Job Training) 2. การใหคําปรึกษาแนะนํา (Consulting) 3. การดูงานนอกสถานที ่
(Site Visit) 4. การเรียนรูดวยตนเอง (Self Learning) 5. การเขารวมประชุม/สัมมนา (Meeting/Seminar) 6. การ
ี
ติดตามหัวหนา (Work Shadow) 7. การเปนพ่เล้ยง (Mentoring) 8. การมอบหมายงาน (Job Assignment) 9. การ
ี
ื
สอนงาน (Coaching) 10. การหมุนเวียนงาน (Job Rotation) / การใหปฏบตงานในหนวยงานอน 11. การฝกงานกบ
่
ั
ิ
ั
ิ
ผูเช่ยวชาญ (Counterpart) 12. การเปนวิทยากรภายในหนวยงาน (In-House Instructor) เปนวิธีการท่ดีมาก ถาหาก
ี
ี
บุคลากรมีความเขาใจและสามารถนําไปใชพัฒนาตนเองได ก็จะเปนการพฒนาทีดีท่สุด เน่องจากบุคลากรไดรับความรู
ี
ั
ื
่
และพัฒนาทักษะดานตาง ๆ ดวย และหากหนวยงานท่รับผิดชอบในการพัฒนา บุคลากรตองการกระตุนใหบุคลากร
ี
ั
ใชวิธีการไดหลากหลายวิธีในการพัฒนาตนเองน้น อาจจะตอง ประชาสัมพันธไปยังหนวยงานระดับภาค เพ่อชวย
ื
ิ
ั
สรางความเขาใจในการใชวิธีการท้ง 12 วิธีการเพ่มมากขึ้น และควรวางแนวทางและหลักเกณฑ การใชรูปแบบ 12
วิธีการ โดยอาจจะกําหนดใหแตละบุคคล ตองใชรูปแบบวิธีการอ่นนอกจากการอบรม อยางนอย 3 วิธีการ จากท้งหมด
ื
ั
ี
ี
12 วิธีการ และในปถัดไป อาจจะกําหนดใหใชวิธีการท่แตกตางจากปท่ผานมา อยางนอย 1 วิธีการ เปนตน
ื
ั
ท้งน้ การพัฒนาดวยวิธีการอบรมและวิธีการอ่น ๆ นอกจากการอบรม ยอมตองการวัดผลสัมฤทธ์ ดังน้น
ิ
ี
ั
ื
การวัดผลสัมฤทธ์ของการพัฒนารายบุคคลควรใหหัวหนากลุมงานหรือหัวหนาสวน เปนผูดําเนินการ เน่องจากมีความ
ิ
ึ
ใกลชิดบุคลากร ซ่งจะทําใหทราบพัฒนาการของบุคลากร และใน ระดับหัวหนาสวน ตองใหผูบังคับบัญชาเหนือข้นไป
ึ
หรือผูอํานวยการเปนผูประเมินผลการพัฒนา
4. ประเด็นท่เก่ยวของกับหัวขอวิชาในการพัฒนาทักษะเสริมของบุคลากร
ี
ี
ื
ควรเนนความรูเก่ยวกับเทคโนโลยี ทักษะดิจิทัล ทักษะการส่อสาร การบริการ ภาษาทองถ่น และทักษะการ
ิ
ี
วิเคราะหฐานขอมูล
ลําดับรองลงมาเปนทักษะในการต้งคําถาม ทักษะความสามารถเชิงสมรรถนะหรือทักษะท่ใชในการปฏิสัมพันธ
ั
ี
ทักษะการทําใหเขาใจงาย รวมถึงความรูภาษาตางประเทศ
ี
และหัวขอสําคัญท่บุคลากรทุกคนควรไดรับการพัฒนา ไดแก การสรางวิธีคิดใหบุคลากร หรือการสราง Mindset
ื
ี
ี
่
ทสงผลตอพฤติกรรมองคกร เน่องจากองคกรหรือหนวยงานะพัฒนาได ยอมตองอาศัยบุคลากรท่ไดรับการพัฒนาแลว
และนําความรูมาปรับใชในการทํางานไดจริง
ี
ี
5. ประเด็นท่เก่ยวของกับหลักฐานในการพัฒนาของบุคลากรการสงหลักฐานประกอบการรายงานแผนการพัฒนา
ั
ั
ํ
รายบุคคล (IDP) อาจจะไมจาเปน หากไมพบการทุจริตในการรายงาน ดังน้น การสงหลกฐานประกอบการรายงานผล
ควรจะเปนเพียงทางเลือกนึงใหผูบังคับบัญชา สามารถเรียกหลักฐานหรือไมก็ได
ั
ั
ิ
หนวยงานควรจะมการจดการฐานขอมลทมการเชอมโยงกนระหวางหนวยงานทจัดอบรมและหนวยงานรบผดชอบ
ี
ู
่
ั
ี
ี
่
ี
ื
่
รายงานแผนการพัฒนารายบุคคล (IDP) หรือพัฒนาโปรแกรมรายงานผลตามแผนการพัฒนารายบุคคล (IDP)
ขอเสนอแนะ
1. การพัฒนาการจัดทําแผนการพัฒนารายบุคคล (IDP)
(1) ควรกําหนดตามลักษณะเฉพาะของตําแหนง
(2) ควรวางแนวทางการพัฒนาทักษะแตละตําแหนง
ี
ั
ั
โดยท้งกรณีท่ (1) และ (2) ตามหลักเกณฑจํานวนช่วโมงพัฒนารายบุคคลในปจจุบันควรแบงเปน 30
ี
ั
ช่วโมงแรก สําหรับความรูและทักษะประจําตําแหนง และอีก 30 ช่วโมง เปนความรูและทักษะท่ควรจะตองรู
ั
(3) ในชวงตนของปงบประมาณ (ภายในเดือนตุลาคมของแตละปงบประมาณ) ควรใหบุคลากรได
ี
มีโอกาสประเมินตนเองวามีความรูดานใดและหรือทักษะใดบางท่ตองการพัฒนาในปงบประมาณนั้นๆ เพ่อใชขอมูล
ื
ิ
์
เปนตัวกําหนดแนวทางการพัฒนาและการวัดผลสัมฤทธ
( 4) ควรมีผูดูแลหรือใหคําปรึกษาในการวางแผนการพัฒนารายบุคคล (IDP) โดยเปนหนาท่ของ
ี
หัวหนากลุมงานหรือหัวหนาสวนของบุคลากร
2. วิธีการพัฒนารายบุคคล 12 วิธี ตองสรางการรับรูวิถีใหม และประชาสัมพันธไปยังหนวยงานสวนภูมิภาค
(1) สงเสริมใหบุคลากรเรียนรูดวยการพัฒนาดวยวิธีการอบรมและวิธีการอ่น ๆ นอกจากการอบรม
ื
ิ
ึ
มากย่งข้น โดยเนนใหใชรูปแบบ 12 วิธีการ
(2) กําหนดเกณฑในการใชรูปแบบ 12 วิธี อยางนอย 3 วิธีการ
(3) ประชาสัมพันธใหหนวยงานสวนสํานักงานศาลยุติธรรมประจําภาค ใหชวยกระตุนหนวยงานใน
สังกัดใชรูปแบบ 12 วิธีการในการพัฒนาตนเอง
(4) สรางส่อประชาสัมพันธการเรียนรูในการใชรูปแบบ 12 วิธีการ ผานชองทางส่อออนไลน เชน เพจ
ื
ื
เฟสบุค
3. รูปแบบการพัฒนา
(1) การอบรมในระบบ e – Learning ของสถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรมปรับ
ื
จากการเขาอบรมผานระบบ Intranet เปนการเขาอบรมผานระบบอินเตอรเน็ต (Internet) เพ่อความสะดวกในการเรียน
ี
รูท่ไหน เวลาใดก็ได
(2) การอบรมในผานการถายทอดสดสัญญาณภาพและเสียง (Streaming และ Facebook Live
ี
ี
เพจส่อศาล) ควรจัดในชวงพักกลางวันหรือคาบเก่ยวกับชวงพักกลางวันเปนจํานวนท่เพ่มข้น
ึ
ิ
ื
ี
(3) การสงบุคลากรของหนวยงานเขารวมอบรมกับหนวยงานภายนอก ควรจัดสัดสวนท่เหมาะสม
ไมควรใหบุคลากรคนเดิมไปซําในหลายหลักสูตรในปงบประมาณเดียวกัน เพ่อจะไดใหโอกาสแกบุคลากรคนอ่น ๆ ได
้
ื
ื
รับการพัฒนาดวย
(4) เพ่มการอบรมในระดับหนวยงานภูมิภาค และระหวางภูมิภาค เน่องจากเปนกลุมบุคลากรสวนใหญ
ิ
ื
ของหนวยงาน โดยมีสถาบันพัฒนาฝายขาราชการศาลยุติธรรมเปนหนวยงานท่ปรึกษา
ี
4. เน้อหาวิชาท่ควรจะไดรับการพัฒนา หลักเกณฑและมาตรฐานการพัฒนา และการวัดผลสัมฤทธ ์ ิ
ื
ี
ั
่
ี
(1) เนอหาทควรไดรบการสงเสริมไดแก ทักษะการใหบริการ โดยเฉพาะ EQ ในสวนวุฒิภาวะทาง
้
ื
ิ
ื
ี
อารมณ ภาษาทองถ่นและหรือภาษาตางประเทศ ความรูเก่ยวกับเทคโนโลยีเบ้องตนสําหรับการทํางาน และจิตวิทยาใน
การทํางานในองคกรท่ประกอบดวยคนทํางานหลายชวงอาย ุ
ี
ี
ื
(2) หนวยงานสวนกลาง ควรมีหลักสูตรประจําหนวยงานโดยมีจํานวนหลักสูตรตามเน้อหาท่จําเปนสําหรับ
หนวยงานน้น ๆ
ั
ื
(3) สถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรมควรจัดทํามาตรฐานหลักสูตรจัดอบรมเพ่อ
นําไปใชไดในหนวยงานสังกัดศาลยุติธรรม
(4) หนวยงานภูมิภาค ควรสํารวจความตองการของบุคลากรในสังกัด เสนอมายังสํานักงานศาลยุติธรรม
ื
ทุก 6 เดือน เพ่อจะไดวางแผนการจัดอบรมใหบุคลากร