The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by siripongkongtong, 2021-11-28 22:24:59

หน้าปกรายงานประจำปี 64

รายงานผลการดําเนินงาน




สถาบันวิจัยและพฒนารพพฒนศักดิ์





ประจําปงบประมาณ

พ.ศ. 2564




























[email protected]


rabi.coj.go.th


02-500-1085



จัดทำโดย ส่วนสนับสนุนการพัฒนาระบบและมาตรฐานงานบริหารจัดการ

คำนำ





สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์มีภารกิจหลักในการดำเนินการศึกษาวิจัย พัฒนาระบบ รูปแบบ

มาตรฐานหลักเกณฑ วิธีการ แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกิจการศาลและระบบงานของศาลยุติธรรม รวมถึงสงเสริม
และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาระบบงานของศาลยุติธรรมใหคำปรึกษาแนะนำ จัดทำคูมือการปฏิบัติงาน

ตลอดจนเผยแพรวิทยาการเกี่ยวกับการดำเนินงานวิจัยและการพัฒนาระบบงาน นอกจากนี้ ยังเปนศูนยขอมูล

ผลงานวิจัย ผลงานวิชาการของศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรมทั้งในและตางประเทศ
ในปงบประมาณ พ.ศ. 2564 สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ไดดำเนินโครงการศึกษาวิจัย

การประชุมสัมมนาวิชาการ รวมถึงการผลิตสื่อประชาสัมพันธเพื่อเผยแพรองคความรูผานชองทางตาง ๆ

โดยไดรวบรวมและจัดทำเปนรายงานผลการดำเนินงาน ประจำปงบประมาณ พ.ศ. 2564 เพื่อเผยแพร

แกหนวยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมและผูสนใจนำไปใชประโยนในการอางอิงและพัฒนาตอยอดงาน
ของศาลยุติธรรมใหมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตอไป











สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์
พฤศจิกายน 2564

สารบัญ




โครงการสงเสริมการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมของศาลยุติธรรม




- โครงการศึกษาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงานตอนรับประจำศาล 1

ในศาลชั้นตน

- โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การประเมินผลและพัฒนาระบบประชุม 21

ปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกสของ

ศาลอุทธรณภาค 1



- รายงานการศึกษาขอมูล เร่อง การกำหนดใหนักจิตวิทยาเขาไปมีสวนชวยเหลือ 30
ผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญา



โครงการวิจัย เร่อง การพัฒนาระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกรศาลยุติธรรม 38



ประชุม/สัมมนาเพื่อพัฒนานวัตกรรมการอำนวยความยุติธรรม



- วิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกสกับประเด็นการเขาถึงเทคโนโลยีของคูความ 45




- ประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำงานวิจัยเก่ยวกับกฎหมาย เร่อง การพัฒนาระบบ 55

การเรียนรูของบุคลากรในองคกรศาลยุติธรรม


งานที่ไดรับมอบหมาย/อื่น ๆ




- รายงานการศึกษา เร่อง “การนำกฎหมายระหวางประเทศมาใชในศาลยุติธรรม 61



- รายงานการศึกษาวิจัย เร่อง “ความเปนไปไดในการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม 74

ในระบบศาล”



- รายงานการศึกษาขอมูล เร่อง การเขาถึงการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ : สำหรับ 84
ผูมาติดตอราชการศาลและประชาชนทั่วไป




- Brief Study เร่อง การไกลเกล่ยกอนฟองในคดผบรโภค 88








- Brief Study เร่อง ทำไมคนถึงเขารวมโครงการ Early Retirement 94
- Brief Study เร่อง การยอมรับคำช้ขาดของอนุญาโตตุลาการของศาลยุติธรรม 97


ในประเทศไทย


- การจัดทำหนังสือรวมยอคำวินิจฉัยเก่ยวกับสิทธิสมัครรับการเลือกต้ง 101


โครงการศึกษาแนวทางการเพมประสทธิภาพ
ิ่

ของพนักงานต้อนรับประจําศาลในศาลชั้นต้น




































รายงานฉบับสมบูรณ

โครงการศึกษาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงานตอนรับ


ประจำศาลในศาลชั้นตน



ที่มาและความสำคัญของปญหา
ศาลยุติธรรมเปนหนวยงานอิสระซึ่งมีภารกิจหลักในการอำนวยความยุติธรรมและคุมครองสิทธิเสรีภาพ

แกประชาชน โดยมีสำนักงานศาลยุติธรรมเปนหนวยงานธุรการในการสนับสนุนงานตุลาการใหดำเนินไปอยางเปนระบบ
ศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรมมุงเนนการพัฒนาองคกรและการใหบริการเพื่ออำนวยความยุติธรรมใหแก
ประชาชนไดโดยสะดวก รวดเร็ว ลดคาใชจายของคูความ คุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เสริมสรางการอำนวย

ความยุติธรรมใหมีมาตรฐานระดับสากลในทุกชั้นศาล ซึ่งการพัฒนาและขับเคลื่อนผลสำเร็จเหลานี้เปนไปตามกรอบ
นโยบายประธานศาลฎีกา ขอ 3 นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการอำนวยความยุติธรรม การพิจารณาพิพากษาคดี

และการมีสวนรวมของประชาชน โดยคำนึงถึงชองทางอื่นที่สะดวกและประหยัดสำหรับประชาชนที่ยังไมสามารถ
เขาถึงเทคโนโลยีได และแผนยุทธศาสตรศาลยุติธรรม พ.ศ. 2561 – 2564 ยุทธศาสตร T (Trusted Pillar) เพิ่ม
ความเชื่อมั่นศรัทธาในการอำนวยความยุติธรรม โดยมีเปาประสงคใหประชาชนและสังคมศรัทธาและเชื่อมั่นใน

กระบวนการอำนวยความยุติธรรมของศาลยุติธรรม รวมถึงยุทธศาสตร I (Innovation) พัฒนานวัตกรรมการอำนวย
ความยุติธรรมของศาลยุติธรรม โดยมีเปาประสงคในการบริหารคดีและการบริการของศาลยุติธรรมมีความสะดวก

รวดเร็ว และเสียคาใชจายนอย
ดวยตระหนักถึงความสำคัญในการใหบริการประชาชน ศาลยุติธรรมไดออกระเบียบคณะกรรมการบริหาร
ศาลยุติธรรม วาดวยการใหบริการแกประชาชนผูมาติดตอราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2552 ซึ่งมีสาระสำคัญในการพัฒนา

คุณภาพการใหบริการแกประชาชน โดยจัดใหมีการฝกอบรมพัฒนาศักยภาพของขาราชการศาลยุติธรรมใหมีจิตใจ
ใหบริการ และมีทัศนคติที่ดีตอการใหบริการแกประชาชน ทั้งนี้ ศาลยุติธรรมไดจัดใหมีพนักงานตอนรับที่เปนขาราชการ

ศาลยุติธรรม และไดรับมอบหมายใหทำหนาที่ตอนรับ อำนวยความสะดวก และใหบริการแกประชาชนผูมาติดตอราชการ
ศาลยุติธรรม โดยใหมีเครื่องแตงกายหรือเครื่องหมายหรือสัญลักษณในรูปแบบเดียวกันในทุกศาลเพื่อใหประชาชน
สามารถทราบไดทันที และมีผูอำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลหรือผูอำนวยการสำนักงานประจำศาล

หรือหัวหนาสวนหรือหัวหนากลุมงานที่เกี่ยวของเปนผูกำกับดูแล
ปจจุบันศาลชั้นตนทั่วประเทศไดจัดใหมีพนักงานตอนรับประจำศาล โดยมอบหมายใหบุคลากรภายในศาล

สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันปฏิบัติหนาที่ใหคำแนะนำและอำนวยความสะดวกใหกับประชาชน ในชวงเวลาที่มีผูมาติดตอ
ราชการศาลจำนวนมาก ทั้งในชวงเชาและชวงบาย ชวงเวลาละประมาณ 1 ชั่วโมง ขึ้นอยูกับขนาดของศาลและปริมาณคดี
และมีการติดตามผลการดำเนินงานโดยการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจของผูมาติดตอราชการที่มีตอ

พนักงานตอนรับประจำศาลอยางตอเนื่อง โดยผลการสำรวจพบวา ผูรับบริการสวนใหญมีความพึงพอใจในการใหบริการ
ของพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรมในระดับมาก อยางไรก็ตาม เนื่องจากปจจุบันศาลยุติธรรมมีนโยบายในการพัฒนา

ระบบงานศาลยุติธรรมไปสูศาลยุติธรรมดิจิทัลหรือ Digital Court (D-Court) เพื่อใหการพิจารณาคดีทันกับสภาวการณ
ของสังคมโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงสูยุคดิจิทัลภายในเวลาที่รวดเร็ว ประกอบกับมีปริมาณคดีที่ขึ้นสูศาลยุติธรรมจำนวนมาก
สงผลใหมีประชาชนเขามาติดตอราชการในศาลยุติธรรมเพิ่มมากขึ้น ศาลยุติธรรมจึงตองเรงพัฒนาการใหบริการประชาชน

ทั้งในดานการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการบริหารจัดการคดีและการบริการประชาชน และการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะ
พนักงานตอนรับประจำศาลซึ่งถือเปนดานหนาในการสรางความเขาใจที่ถูกตองและความประทับใจในการรับบริการ

และติดตอราชการศาลยุติธรรม ดังนั้น เพื่อใหพนักงานตอนรับประจำศาลมีแนวทางในการปฏิบัติหนาที่ตอนรับ
และอำนวยความสะดวก ตลอดจนแนะนำและใหคำปรึกษาในการติดตอราชการศาลยุติธรรมไดสอดคลองตรงตาม
ความตองการและความคาดหวังของผูรับบริการและทันตอสถานการณไดดียิ่งขึ้น รวมถึงเพื่อเปนการพัฒนามาตรฐาน

การใหบริการของศาลยุติธรรม จึงควรมีการศึกษาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับ
ประจำศาล เพื่อพัฒนาการใหบริการที่ตอบสนองความตองการของประชาชน พรอมกับยกระดับมาตรฐานการบริการ

ประชาชนใหสามารถเขาถึงความยุติธรรมไดโดยสะดวก รวดเร็ว และเสียคาใชจายนอย อันจะสงผลตอภาพลักษณที่ดี
และความเชื่อมั่นศรัทธาในองคกรศาลยุติธรรมตอไป


วัตถุประสงคของการศึกษา

1) เพื่อศึกษาวิเคราะหบทบาทหนาที่และการบริหารจัดการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาล
ตามแนวทางของระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม วาดวยการใหบริการแกประชาชนผูมาติดตอราชการ
ศาลยุติธรรม พ.ศ. 2552 และที่แกไขเพิ่มเติม

2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาล
และการพัฒนามาตรฐานการใหบริการของศาลยุติธรรม


วิธีการศึกษา
การศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรมเปนการศึกษาเชิง

คุณภาพและเชิงปริมาณ โดยการรวบรวมและวิเคราะหขอมูลจากแหลงตาง ๆ ดังนี้
1) การศึกษาจากเอกสารทางวิชาการ รายงานวิจัย และบทความทางวิชาการ รวมถึงกฎหมาย ระเบียบ
ขอบังคับตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและคุณภาพการใหบริการ

2) การเก็บขอมูลดวยแบบสอบถามจากศาลชั้นตนทั่วประเทศและผูรับบริการศาลชั้นตนในเขตกรุงเทพมหานคร
และปริมณฑล


ขอบเขตของการศึกษา
ขอบเขตดานเนื้อหา

(1) ศึกษาบทบาทหนาที่ของพนักงานตอนรับประจำศาลตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม
วาดวยการใหบริการแกประชาชนผูมาติดตอราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2552 และที่แกไขเพิ่มเติม
(2) ศึกษาแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาประสิทธิภาพการใหบริการของพนักงานตอนรับประจำศาล

และการพัฒนามาตรฐานการใหบริการของศาลยุติธรรม
ขอบเขตดานพื้นที่

(1) พื้นที่ในการเก็บขอมูลดานผูใหบริการ โดยใชแบบสอบถาม ไดแก ศาลชั้นตนทั่วประเทศ
(2) พื้นที่ในการเก็บขอมูลดานผูรับบริการ โดยการเก็บขอมูลภาคสนามจากผูรับบริการในศาลชั้นตนในเขต
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ขอบเขตดานประชากร
ประชากรในการเก็บรวบรวมขอมูลโดยใชแบบสอบถาม ไดแก ผูอำนวยการประจำสำนักอำนวยการและสำนักงาน

ประจำศาลชั้นตนทั่วประเทศ และผูรับบริการศาลยุติธรรมในศาลชั้นตนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
ขอบเขตดานระยะเวลา
ระยะเวลาในการจัดเก็บขอมูล เริ่มดำเนินการจัดเก็บขอมูลในชวงเดือนกุมภาพันธ ถึง มีนาคม 2563 และเก็บ

ขอมูลเพิ่มเติมในชวงเดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคม 2563


ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ
1) ทำใหทราบถึงบทบาทหนาที่และการบริหารจัดการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาลในศาลชั้นตน
ทั่วประเทศ รวมถึงปญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน

2) สามารถนำไปสูขอเสนอแนะในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาล
และแนวทางในการพัฒนาการใหบริการของศาลยุติธรรม

นิยามศัพทเฉพาะ

ประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน หมายถึง ความสามารถในการปฏิบัติงานใหสำเร็จลุลวงและสรางความพึงพอใจ
แกผูรับบริการไดอยางเทาเทียมกัน รวดเร็วทันเวลา เพียงพอ ตอเนื่องและกาวหนา โดยใชทรัพยากรอยางคุมคา

และเกิดประโยชนสูงสุด
พนักงานตอนรับ หมายถึง ขาราชการศาลยุติธรรมหรือเจาหนาที่ผูไดรับมอบหมายจากหัวหนาสวนราชการ
ศาลยุติธรรมใหทำหนาที่ตอนรับ อำนวยความสะดวก และใหบริการแกประชาชนผูมาติดตอราชการศาลยุติธรรม


ขอจำกัดของการศึกษา

การศึกษา เรื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรมในศาลชั้นตน
ดำเนินการเก็บขอมูลในชวงเดือนกุมภาพันธ – มีนาคม 2563 ซึ่งเปนชวงที่เกิดสถานการณแพรระบาดของโรคไวรัส

โคโรนา 2019 (COVID-19) สงผลใหเกิดขอจำกัดในการลงพื้นที่เก็บแบบสอบถามการประเมินผลการปฏิบัติงานของ
พนักงานตอนรับประจำศาลจากผูเขารับบริการศาลชั้นตนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จึงไดทำการเก็บขอมูล
เพิ่มเติมในชวงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2563 เพื่อใหไดรับความคิดเห็นจากกลุมตัวอยางผูรับบริการศาลยุติธรรม

ที่มีจำนวนและความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

วิธีการศึกษา

การศึกษา เรื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรมในศาลชั้นตน”
ไดดำเนินการศึกษาตามขอบเขตและวิธีการศึกษา โดยมีรายละเอียดดังตอไปนี้

1. การศึกษาคนควาจากเอกสาร (Documentary Study) โดยการศึกษาจากหนังสือ วารสาร รายงานวิจัย
และบทความทางวิชาการ รวมถึงกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
และคุณภาพการใหบริการ อันประกอบดวย

1.1 เอกสารปฐมภูมิ ไดแก แผนยุทธศาสตรศาลยุติธรรม พ.ศ. 2561 - 2564 นโยบายประธานศาลฎีกา
และระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมวาดวยการใหบริการแกประชาชนผูมาติดตอราชการศาลยุติธรรม

พ.ศ. 2552
1.2 เอกสารทุติยภูมิ ไดแก รายงานการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวของกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน การพัฒนา
คุณภาพการใหบริการ บทความในเอกสารวิชาการ และวารสารทางวิชาการ เปนตน

2. การวิเคราะหและสังเคราะหขอมูลจาก “แบบสำรวจขอมูลการดำเนินงานของพนักงานตอนรับประจำศาล”
และ “แบบสอบถามการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาล” เพื่อรวบรวมขอมูลการดำเนินงาน

ของพนักงานตอนรับประจำศาลในศาลชั้นตนทั่วประเทศ และความคิดเห็นของผูรับบริการศาลยุติธรรมที่มีตอพนักงาน
ตอนรับประจำศาลและการใหบริการของศาลยุติธรรม


วิธีการเก็บรวบรวมขอมูล
ดำเนินการเก็บรวบรวมขอมูลจากการทบทวนวรรณกรรมตาง ๆ ที่เกี่ยวของ และเก็บขอมูลจาก“แบบสำรวจ

ขอมูลการดำเนินงานของพนักงานตอนรับประจำศาล” จากศาลชั้นตนทั่วประเทศ ดวยวิธีการตอบแบบสอบถาม
ออนไลน และ “แบบสอบถามการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาล” ดวยวิธีการเก็บขอมูล
ภาคสนามจากผูรับบริการศาลชั้นตนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อใหไดขอมูลที่หลากหลายจากทั้งมุมมอง

ของผูใหบริการและผูรับบริการ โดยทำการเก็บรวบรวมขอมูลระหวางเดือนกุมภาพันธ – มีนาคม 2563 และเก็บขอมูล
เพิ่มเติมในเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2563

กลุมตัวอยาง

กลุมตัวอยางที่ใชในการศึกษา คือ ผูอำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลและสำนักงานประจำศาลในศาลชั้นตน
ทั่วประเทศ รวมจำนวน 226 ศาล และผูรับบริการศาลชั้นตนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 150 คน

ทั้งนี้ เนื่องจากขอจำกัดในเรื่องสถานการณการแพรระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สงผลใหเกิด
ขอจำกัดในการเก็บขอมูลภาคสนาม


การวิเคราะหขอมูล
การวิเคราะหขอมูลในการศึกษาครั้งนี้เริ่มจากการทบทวนแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวของ ตลอดจน

วิธีการเก็บรวบรวมขอมูลจากแบบสำรวจ จากนั้นดำเนินการเรียบเรียงเนื้อหา จัดประเภท วิเคราะห และสังเคราะหขอมูล
ทั้งขอมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ดังนี้ ขอมูลเชิงปริมาณ ใชสถิติพื้นฐานในการวิเคราะหขอมูล ไดแก ความถี่ รอยละ
และคาเฉลี่ย โดยในการประเมินผลความพึงพอใจในการใหบริการของพนักงานตอนรับประจำศาลจะใชคะแนนเฉลี่ย

ซึ่งแบงระดับความคิดเห็นเปน 5 ระดับ โดยมีเกณฑในการพิจารณา ดังนี้



คะแนนสูงสุด - คะแนนต่ำสุด = 5 - 1 = 0.80
จำนวนชั้น 5



จากหลักเกณฑดังกลาวสามารถแปลความหมายของระดับคะแนนไดดังนี้
คะแนนเฉลี่ยระหวาง 4.21 – 5.00 หมายถึง ระดับความคิดเห็นมากที่สุด

คะแนนเฉลี่ยระหวาง 3.41 – 4.20 หมายถึง ระดับความคิดเห็นมาก
คะแนนเฉลี่ยระหวาง 2.61 – 3.40 หมายถึง ระดับความคิดเห็นปานกลาง
คะแนนเฉลี่ยระหวาง 1.81 – 2.60 หมายถึง ระดับความคิดเห็นนอย

คะแนนเฉลี่ยระหวาง 1.00 – 1.80 หมายถึง ไมพอใจ
นอกจากนี้ ในสวนของการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับขอควรปรับปรุงในการใหบริการของศาลยุติธรรม ใชวิธี

การเรียงลำดับความคิดเห็นจากประเด็นที่ควรปรับปรุงมากที่สุด (ลำดับ 1) ไปหานอยที่สุด (ลำดับ 4) โดยการคำนวณ
คะแนนใชการถวงน้ำหนัก ดังนี้
ลำดับ 1 ใหคะแนนเทากับ 4

ลำดับ 2 ใหคะแนนเทากับ 3
ลำดับ 3 ใหคะแนนเทากับ 2

ลำดับ 4 ใหคะแนนเทากับ 1
ขอมูลเชิงคุณภาพ ใชวิธีการวิเคราะหเนื้อหา การสังเคราะห และสรุปดวยวิธีการพรรณนาเกี่ยวกับผลการศึกษา
การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรม


สรุปผลการศึกษา

การสำรวจขอมูลการดำเนินงานของพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรมในศาลชั้นตนทั่วประเทศ จากการ
สำรวจขอมูลการดำเนินงานของพนักงานตอนรับประจำศาลในศาลชั้นตนทั่วประเทศ ไดแก ศาลจังหวัด ศาลแขวง
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด ศาลชั้นตนในเขตกรุงเทพมหานคร ศาลชำนัญพิเศษ ศาลจังหวัดที่เปนที่ตั้งอำเภอ

และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จำนวน 226 ศาล เกี่ยวกับการดำเนินงานของพนักงานตอนรับประจำศาล
พบขอมูลดังนี้

1) การปฏิบัติหนาที่ของพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรม
จากการสำรวจพบวา มีการจัดใหมีพนักงานตอนรับประจำศาลเพื่อปฏิบัติหนาที่อำนวยความสะดวกและให
บริการประชาชนที่มาติดตอราชการศาล มากที่สุดใน 3 ลำดับแรก คือ ทุกวันเชา 1 คน บาย 1 คน จำนวน 93 ศาล

คิดเปนรอยละ 41.20 รองลงมา คือ ทุกวัน เชา 2 คน บาย 2 คน จำนวน 83 ศาล คิดเปนรอยละ 36.70 และทุกวัน

เชา 3 คน บาย 3 คน จำนวน 16 ศาล คิดเปนรอยละ 7.10 ตามลำดับ
ศาลชั้นตนสวนใหญจัดใหมีพนักงานตอนรับประจำศาลทั้งในชวงเชาและชวงบาย จำนวน 220 ศาล คิดเปน

รอยละ 97.35 และจัดใหมีเจาหนาที่ใหบริการเฉพาะรอบเชา จำนวน6 ศาล คิดเปนรอยละ 2.65 ตามลำดับ ซึ่งการจัดเวร
ปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับในชวงเชา สวนใหญจัดใหปฏิบัติงานในชวงเวลา 08.30 - 09.30 น. มากที่สุด จำนวน
96 ศาล คิดเปนรอยละ 42.48 รองลงมา คือ ชวงเวลา 08.00 - 09.30 น. และ 08.00 - 09.00 น. มีจำนวนเทากัน คือ

25 ศาล คิดเปนรอยละ 11.06 และชวงเวลา 8.30 - 9.00 น. จำนวน 19 ศาล คิดเปนรอยละ 8.41 ตามลำดับ สำหรับใน
ชวงบาย มีการจัดเวรปฏิบัติงานในชวงเวลา 13.00 - 14.00 น. มากที่สุด มีจำนวน 61 ศาล คิดเปนรอยละ 26.99

รองลงมา คือ ชวงเวลา 12.30 - 13.30 น. จำนวน 53 ศาล คิดเปนรอยละ 23.45 และชวงเวลา 12.45 - 13.30 น.
จำนวน 28 ศาล คิดเปนรอยละ 12.39 ตามลำดับ


2) การจัดตารางเวรปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาล
จากการสำรวจพบวา ผูที่ทำหนาที่ในการจัดตารางเวรปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาลสวนใหญ คือ
สวนบริการประชาชนและประชาสัมพันธ มีจำนวน 135 ศาล คิดเปนรอยละ 59.73 รองลงมา คือ สวนชวยอำนวยการ

จำนวน 81 ศาล คิดเปนรอยละ 35.84 และผูอำนวยการเปนผูจัดตารางเวร จำนวน 10 ศาล คิดเปนรอยละ 4.42

3) บุคลากรที่ไดรับมอบหมายใหปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาล

จากการสำรวจพบวา บุคลากรที่ไดรับมอบหมายใหปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาลสวนใหญมาจาก
ทุกสวนงานและทุกคน มีจำนวน 205 ศาล คิดเปนรอยละ 90.71 รองลงมา คือ อื่น ๆ ไดแก ทุกสวนงานและทุกคน

ยกเวนพนักงานขับรถ พนักงานสถานที่ และพนักงานจางเหมาบริการ ในบางศาลจะยกเวนลูกจางประจำและพนักงาน
ราชการ หรือยกเวนเจาหนาที่กลุมงานชวยพิจารณาคดี งานเลขานุการ งานประชาสัมพันธ งานการเงิน และเจาหนาที่
ที่ตองประจำเคานเตอรบางสวน หัวหนากลุมงานซึ่งเปนผูดูแลชวยเหลือและตรวจเวร รวมถึงกลุมงานบริการประชาชน

และประชาสัมพันธซึ่งมอบหมายใหทำหนาที่พนักงานตอนรับประจำทุกวันอยูแลว มีจำนวน 18 ศาล คิดเปนรอยละ 7.96
และเฉพาะสวนงานใดสวนงานหนึ่ง มีจำนวน 3 ศาล คิดเปนรอยละ 1.33 ตามลำดับ


4) การสวมใสเครื่องแตงกายพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรม (เครื่องแบบสีฟา)

จากการสำรวจพบวา ผูปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับสวนใหญสวมใสเครื่องแตงกายพนักงานตอนรับประจำ
ศาลยุติธรรม (เครื่องแบบสีฟา) ในการใหบริการประชาชน จำนวนมากถึง 219 ศาล คิดเปนรอยละ 96.90 และไมได
สวมใสเครื่องแบบสีฟา โดยใสชุดทำงานปกติ หรือสวมสูทสีเขมทับชุดทำงานปกติ และมีสัญลักษณวาเปนพนักงานตอนรับ

หรือแตงกายดวยชุดทำงานโทนสีฟาหรือน้ำเงิน นอกจากนี้ ยังมีการแตงกายชุดทำงานปกติและใหยืนที่โพเดียมสีฟา
เพื่อแสดงวาเปนพนักงานตอนรับ มีจำนวน 7 ศาล คิดเปนรอยละ 3.10 ตามลำดับ


5) การรายงานผลการปฏิบัติหนาที่ประจำวันของพนักงานตอนรับประจำศาล
จากการสำรวจพบวา ศาลทั่วประเทศสวนใหญกำหนดใหมีการรายงานผลการปฏิบัติหนาที่ประจำวันของ

พนักงานตอนรับประจำศาล มีจำนวนมากถึง 219 ศาล คิดเปนรอยละ 96.90 และไมไดกำหนดใหมีการรายงานผล
การปฏิบัติหนาที่ประจำวัน มีจำนวน 7 ศาล คิดเปนรอยละ 3.10


6) การบริหารจัดการดานการพัฒนาคุณภาพการใหบริการสำหรับพนักงานตอนรับประจำศาล
จากการสำรวจพบวา ศาลสวนใหญมีการบริหารจัดการดานการพัฒนาคุณภาพการใหบริการสำหรับพนักงาน

ตอนรับประจำศาลยุติธรรม โดยใน 3 ลำดับแรก มีทั้งการบรรยายใหความรูและการฝกปฏิบัติ มากที่สุด จำนวน 62 ศาล
คิดเปนรอยละ 27.43 รองลงมา คือ มีการพัฒนาโดยการบรรยายใหความรูเพียงอยางเดียว จำนวน 57 ศาล
คิดเปนรอยละ 25.22 และมีการพัฒนาโดยการฝกปฏิบัติ จำนวน 25 ศาล คิดเปนรอยละ 11.06 ตามลำดับ

ทั้งนี้ วิธีการอื่น ๆ ที่ศาลใชในการพัฒนาคุณภาพการใหบริการ ไดแก การจัดใหบุคลากรเขารวมการอบรมหลักสูตร

พนักงานตอนรับประจำศาลผานระบบ Streaming การประชุมแนะนำการใหบริการ การจัดโครงการพัฒนาบุคลิกภาพ
และการสื่อสารเพื่อการบริการที่เปนเลิศ การอบรมหลักสูตรการพัฒนาบุคลิกภาพและการบริการที่เปนเลิศผานทางระบบ

อิเล็กทรอนิกส (e-Learning) การพัฒนาความรูทางดานกฎหมายและระบบงานศาลใหแกบุคลากร การฝกปฏิบัติขณะ
ปฏิบัติหนาที่ การจัดทำคำแนะนำการใหบริการตอนรับ การจัดทำแฟมรวบรวมคูมือ ความรู ทักษะใหกับพนักงานตอนรับ
ประจำศาล การมอบหมายใหหัวหนากลุมงานเปนผูกำกับดูแลพนักงานตอนรับประจำศาลเพื่อใหคำปรึกษาและชวยเหลือ

ในกรณีมีปญหาขอขัดของในการปฏิบัติงาน การจัดใหมีวิทยากรตัวคูณจากผูที่เขารับการอบรมหลักสูตรพนักงานตอนรับ
ประจำศาล จัดใหมีโครงการพนักงานตอนรับดีเดน การประชุมเพื่อรับทราบปญหาขอขัดของและแลกเปลี่ยนความรู เปนตน


7) การสรางมาตรการกระตุนใหพนักงานตอนรับประจำศาลปฏิบัติหนาที่ไดอยางมีประสิทธิภาพ
จากการสำรวจพบวา ศาลทั่วประเทศมีการสรางมาตรการกระตุนใหพนักงานตอนรับประจำศาลปฏิบัติหนาที่

ไดอยางมีประสิทธิภาพ โดยสวนใหญใชวิธีการนำผลการปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาลไปใชประกอบการพิจารณา
ประเมินผลการปฏิบัติงานมากที่สุด คือ 81 ศาล คิดเปนรอยละ 35.84 รองลงมา คือ มีการยกยองชมเชยใหทราบ
โดยทั่วกัน จำนวน 75 ศาล คิดเปนรอยละ 33.19 และใชทั้งวิธีการยกยองชมเชยและนำผลการปฏิบัติหนาที่พนักงาน

ตอนรับประจำศาลไปประกอบการพิจารณาประเมินผลการปฏิบัติงาน จำนวน 34 ศาล คิดเปนรอยละ 15.04 ตามลำดับ
ทั้งนี้ วิธีอื่น ๆ ไดแก มีการสงขอความแจงเตือนใหทราบทั่วกันทางแอปพลิเคชันไลน มีการกำหนดเวรให

หัวหนากลุมงานเปนผูควบคุมการปฏิบัติหนาที่วันละ 1 คน มีการรายงานการปฏิบัติหนาที่ใหผูควบคุมทราบเปนประจำ
ทุกวัน ใหประชาชนที่มาใชบริการประเมินความพึงพอใจและนำขอเสนอแนะมาปรับปรุงพัฒนาการใหบริการ มีการรายงาน
ผลการปฏิบัติงานเสนอผูบังคับบัญชาทราบ มีการมอบเกียรติบัตรและเงินรางวัลพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรม

ดีเดนประจำเดือนแกเจาหนาที่ผูปฏิบัติงานเสื้อฟาในแตละเดือน ใหหัวหนาสวนซึ่งทำหนาที่ตรวจเวรประจำวันคอย
สอดสองดูแลผูอยูเวรและรายงานใหผูอำนวยการทราบเปนประจำทุกวัน


8) การนำเทคโนโลยีมาใชสนับสนุนการใหบริการประชาชน
จากการสำรวจพบวา ศาลทั่วประเทศมีการใชเทคโนโลยีสนับสนุนการใหบริการประชาชน โดยสวนใหญใช

ทั้ง E-Board ประกอบกับการใชเครื่องคอมพิวเตอรในการใหบริการประชาชน จำนวนมากที่สุด คือ 130 ศาล คิดเปน
รอยละ 57.52 รองลงมา คือ ใช E-Board เพียงอยางเดียว จำนวน 42 ศาล คิดเปนรอยละ 18.58 และมีการใช E-Board
คอมพิวเตอร และอื่น ๆ เชน การแจงขอมูลผานแอปพลิเคชันไลน การใหบริการและการประชาสัมพันธผานเว็บไซต

ของศาล เปนตน จำนวน 22 ศาล คิดเปนรอยละ 9.73 ตามลำดับ
ที่นาสนใจ คือ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรสาครมีการนำเทคโนโลยีมาใชสนับสนุนการใหบริการ

ประชาชน ไดแก การเขียนคำรองดวยเสียง (คำรับรองบุตร และการคุมครองสวัสดิภาพ) การตรวจสอบผูตองหาหรือ
จำเลยโดยนำ Web Camera มาใชในการจดจำใบหนาและตรวจสอบบุคคลวาเปนบุคคลคนเดียวกันหรือไม เชน
การรายงานตัวในชั้นผัดฟอง ในศูนยใหคำปรึกษาหรือในการแสดงตนขณะยื่นอุทธรณ ในสวนของศาลเยาวชนและครอบครัว

จังหวัดเพชรบุรีมีการนำ QR Code มาใหขอมูลความรู การบริการ และขั้นตอนการติดตอราชการศาล สำหรับศาล
จังหวัดเชียงรายมีการนำ QR Code มาใชเปนระบบติดตามสำนวน ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี

มีการนำบัตรคิวอิเล็กทรอนิกสและ QR Code มาใชในการใหบริการประชาชน ศาลจังหวัดขอนแกนมีการใหบริการตรวจ
สำนวนลวงหนาทางแอปพลิเคชันไลน ศาลแขวงราชบุรีมีการเผยแพรขอมูลขาวสารตาง ๆ ผานระบบ QR Code ศาลแพง
กรุงเทพใตมีบัญชีนัดความประจำวันอัจฉริยะ ผานจอทีวี ศาลแขวงพัทยามีระบบตรวจสอบเลขคดี บอรดประชาสัมพันธ

ศาล โดยกำหนดเปน QR Code ในแตละระบบการใหบริการ ศาลทรัพยสินทางปญญาและการคาระหวางประเทศกลาง
มีการใชแท็บเล็ตแสดงบัญชีนัดความประจำวัน คูมือพนักงานตอนรับประจำศาล และแบบประเมินความพึงพอใจในการ

ใหบริการ ในสวนของศาลอาญาและศาลแพงมีนบุรีมีการใชบอรดบัญชีนัดความ ศาลจังหวัดอุดรธานีมีการใหบริการติดตาม
สำนวนคดีลวงหนา ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรสงครามมีการนำ Chatbot มาใชในการใหบริการประชาชน

ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปราจีนบุรีใชระบบลงทะเบียนผูมาติดตอราชการดวยการสแกนบัตรประชาชน

และรายงานผลการปฏิบัติหนาที่ของพนักงานตอนรับจากระบบดังกลาว โดยไมตองใหพนักงานตอนรับลงขอมูลดวยมือ
ศาลจังหวัดสมุทรปราการและศาลจังหวัดยโสธรมีการใชแท็บเล็ต ใหบริการ ศาลจังหวัดวิเชียรบุรีมีการใชตู Smart

E–board Kiosk ในการใหบริการประชาชน ศาลแรงงานภาค 4 มีการนำระบบ QR Code มาใชในการแจงการเขารับ
บริการลวงหนา ศาลจังหวัดพัทยามีจอทีวีใหบริการประชาชน ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 มีการใช
QR Code ใหคำแนะนำเกี่ยวกับบริการดานตาง ๆ ของศาล ในสวนของศาลอาญา นอกจากจะมีการนำเครื่องอานบัตร

ประชาชนมาใชในทุกแผนกที่มีการติดตอกับประชาชนแลว ยังมีระบบคนหาขอมูลคดีของศาลอาญาผานทางเว็บไซต
ซึ่งประชาชนและคูความสามารถตรวจสอบขอมูลคดีไดเองโดยไมตองมาศาล ทำใหไดรับความสะดวก ประหยัดเวลา

และคาใชจาย รวมถึงยังมีการนัดความดวยระบบอิเล็กทรอนิกสใหกับคูความ ทำใหสามารถคนหาและตรวจสอบวันนัด
และเวลาวาง เพื่อกำหนดวันนัดไดอยางสะดวก รวดเร็วอีกดวย


9) ปญหา อุปสรรคในการปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาล
จากการสำรวจพบวา ศาลทั่วประเทศสวนใหญไมมีปญหา อุปสรรคในการปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาล
โดยมีจำนวนมากถึง 211 ศาล คิดเปนรอยละ 93.36 แตยังพบปญหา อุปสรรคในการปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับ

ประจำศาล ไดแก ไมไดรับจัดสรรเครื่องแบบสีฟาที่เพียงพอหรือไดรับจัดสรรนานแลวแตใสไมได เจาหนาที่ติดภารกิจ
ในการปฏิบัติงานประจำ เชน พนักงานตอนรับที่ดำรงตำแหนงหนาบัลลังกหรือปฏิบัติหนาที่ในศูนยไกลเกลี่ย ซึ่งมีนัดคดี

ในวันจันทร อังคาร ไมสามารถปฏิบัติหนาที่ในวันดังกลาวไดอยางเต็มที่ ปญหาการมาติดตอราชการที่คอนขางหนาแนน
ทำใหพนักงานตอนรับประจำศาลใหบริการไดไมทั่วถึง เจาหนาที่ที่ไดรับมอบหมายไมปฏิบัติหนาที่หรือลืมเวร ปญหา
การปฏิบัติงานอื่น ๆ ไดแก เจาหนาที่ที่เขารับการอบรมหลักสูตรพนักงานตอนรับประจำศาลผานระบบ Streaming

ยังไมสามารถปฏิบัติหนาที่ไดอยางมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเวลาในการอบรมนอยและไมไดผานการฝกปฏิบัติจริง เปนตน
มีจำนวน 15 ศาล คิดเปนรอยละ 6.64


การสำรวจความคิดเห็นของผูรับบริการที่มีตอพนักงานตอนรับประจำศาลและการใหบริการของศาลยุติธรรม

จากการลงพื้นที่ในการเก็บขอมูลภาคสนามจากผูรับบริการศาลชั้นตนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
จำนวน 150 คน เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรม ความพึงพอใจและขอควรปรับปรุง
ในการใหบริการของศาลยุติธรรม พบขอมูลดังนี้


1) ขอมูลการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรม
ผูรับบริการศาลชั้นตนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ดำเนินการสำรวจขอมูลมากที่สุด คือ ผูรับบริการ

ในศาลเยาวชนและครอบครัว มีจำนวน 45 คน คิดเปนรอยละ 30.00 รองลงมา คือ ผูรับบริการในศาลจังหวัด มีจำนวน
37 คน คิดเปนรอยละ 24.67 ผูรับบริการในศาลแขวง มีจำนวน 36 คน คิดเปนรอยละ 24.00 ผูรับบริการในศาลแพง

มีจำนวน 22 คน คิดเปนรอยละ 14.67 และผูรับบริการในศาลอาญา มีจำนวน 10 คน คิดเปนรอยละ 6.66 ตามลำดับ
ผูรับบริการสวนใหญเปนเพศหญิง จำนวน 76 คน คิดเปนรอยละ 50.67 และเปนเพศชาย จำนวน 74 คน
คิดเปนรอยละ 49.33 ตามลำดับ

ผูรับบริการสวนใหญเคยมาติดตอราชการศาลแลว จำนวน 120 คน คิดเปนรอยละ 80.00 และมาติดตอ
ราชการศาลเปนครั้งแรก จำนวน 30 คน คิดเปนรอยละ 20.00 ตามลำดับ

ผูรับบริการสวนใหญสวนใหญรูจัก/เคยเห็นพนักงานตอนรับประจำศาล จำนวน 104 คน คิดเปนรอยละ 69.33
และไมรูจัก/ไมเคยเห็น จำนวน 46 คน คิดเปนรอยละ 30.67 ตามลำดับ
ผูรับบริการสวนใหญไดรับการบริการจากพนักงานตอนรับประจำศาลโดยการเดินเขามาสอบถามและใหบริการ

จำนวน 67 คน คิดเปนรอยละ 78.82 และไมไดรับการบริการในลักษณะดังกลาว จำนวน 18 คน คิดเปนรอยละ 21.18
ตามลำดับ

ผูรับบริการสวนใหญพบเห็นพนักงานตอนรับประจำศาลปฏิบัติหนาที่ 1 - 2 คน มีจำนวน 80 คน คิดเปนรอยละ

53.33 รองลงมา คือ ไมเคยเห็น มีจำนวน 46 คน คิดเปนรอยละ 30.67 พบเห็นปฏิบัติหนาที่ 3 - 4 คน มีจำนวน 20 คน
คิดเปนรอยละ 13.33 และพบเห็นปฏิบัติหนาที่ 5 - 6 คน มีจำนวน 4 คน คิดเปนรอยละ 2.67 ตามลำดับ

ผูรับบริการสวนใหญพบเห็นพนักงานตอนรับประจำศาลปฏิบัติหนาที่ในชวงเชา คือ ชวงเวลา 08.00 – 09.00 น.
มากที่สุด จำนวน 80 คน คิดเปนรอยละ 76.92 รองลงมา คือ ปฏิบัติหนาที่ในชวงเวลาหลัง 09.00 น. จำนวน 15 คน
คิดเปนรอยละ 14.42 และพบปฏิบัติหนาที่ในชวงเวลากอน 08.00 น. จำนวน 9 คน คิดเปนรอยละ 8.65 ตามลำดับ

สำหรับในชวงบาย ผูรับบริการสวนใหญพบเห็นพนักงานตอนรับประจำศาลปฏิบัติหนาที่ในชวงเวลา 13.00 – 14.00 น.
มากที่สุด จำนวน 12 คน คิดเปนรอยละ 70.59 รองลงมา คือ ชวงเวลาหลัง 15.00 น. จำนวน 3 คน คิดเปนรอยละ

17.65 และชวงเวลากอน 13.00 น. จำนวน 2 คน คิดเปนรอยละ 22.76 ตามลำดับ
ผูรับบริการสวนใหญพบเห็นเจาหนาที่ศาลสวมใสเครื่องแบบสีฟา มีจำนวน 93 คน คิดเปนรอยละ 73.23
รองลงมา คือ ไมทันสังเกต มีจำนวน 19 คน คิดเปนรอยละ 14.96 และไมพบเห็นวาสวมเครื่องแบบสีฟา มีจำนวน 15 คน

คิดเปนรอยละ 11.81 ตามลำดับ

2) การสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจในการใหบริการของศาลยุติธรรม

จากการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจในการใหบริการของศาลยุติธรรมพบวา ผูรับบริการศาลชั้นตน
ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลสวนใหญมีความพึงพอใจในการใหบริการของศาลยุติธรรม โดยมีความพึงพอใจ

ในดานความเชื่อมั่นเกี่ยวกับคุณภาพการใหบริการมากที่สุด ไดแก เจาหนาที่ปฏิบัติงานดวยความเปนธรรม โปรงใส
ไมทุจริต ไมเลือกปฏิบัติ มีความรับผิดชอบตอการปฏิบัติหนาที่เปนอยางดี และปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงผลประโยชน
ของประชาชนเปนหลัก มีคาเฉลี่ยเทากับ 4.13 ความพึงพอใจดานสิ่งอำนวยความสะดวก ไดแก มีการจัดสถานที่

และอุปกรณที่เปนระเบียบ สะอาด สะดวกตอการใชบริการ และความทันสมัยของอุปกรณ/เครื่องมือในการใหบริการ
และความพึงพอใจตอผลของการใหบริการ ไดแก ไดรับบริการที่ตรงตามความตองการและความพึงพอใจโดยภาพรวม

ที่ไดรับจากการใหบริการ ในระดับเทากัน มีคาเฉลี่ยเทากับ 4.12 ความพึงพอใจดานเจาหนาที่/บุคลากร ไดแก เจาหนาท ี่
ใหบริการดวยความสุภาพ เอาใจใส กระตือรือรน และพรอมใหบริการ เจาหนาที่มีความรอบรูและความสามารถในการ
ใหบริการ มีคาเฉลี่ยเทากับ 4.07 และความพึงพอใจดานกระบวนการขั้นตอนการใหบริการ ไดแก ขั้นตอนการใหบริการ

ไมยุงยาก ซับซอน และมีความคลองตัว การบริการแตละขั้นตอนมีความสะดวก มีความชัดเจนในการอธิบาย ชี้แจง
และแนะนำขั้นตอนในการใหบริการ มีคาเฉลี่ยเทากับ 3.98 คิดเปนคาเฉลี่ยรวมเทากับ 4.08

ทั้งนี้ จากผลการสำรวจความคิดเห็นดังกลาวจะเห็นไดวาสอดคลองกับขอมูลรายงานผลการดำเนินงาน
ประชาสัมพันธ ประจำปงบประมาณ พ.ศ. 2563 ของกองสารนิเทศและประชาสัมพันธ สำนักงานศาลยุติธรรม
ซึ่งกำหนดใหศาลยุติธรรมทั่วประเทศรายงานผลการดำเนินงานประชาสัมพันธ ตามแบบ ปชส. 3 เปนรายไตรมาส

โดยผลการรายงานพบวา ระดับความพึงพอใจของผูมาติดตอราชการที่มีตอพนักงานตอนรับประจำศาล ในไตรมาส
ที่ 1 – 4 (จากระดับความพึงพอใจ 5 ระดับ) เทากับ 4.64, 4.68, 4.71 และ 4.69 ตามลำดับ


3) การสำรวจขอควรปรับปรุงในการใหบริการของศาลยุติธรรม

จากการสำรวจความคิดเห็นของผูรับบริการศาลชั้นตนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยการจัดลำดับ
ขอควรปรับปรุงในการใหบริการของศาลยุติธรรมพบวา ผูรับบริการตองการใหปรับปรุงการบริการดานระยะเวลาการให
บริการ มากที่สุด รองลงมา คือ ดานสิ่งอำนวยความสะดวก ดานการใหบริการของเจาหนาที่ และดานกระบวนการ/ขั้นตอน

การใหบริการ โดยมีคะแนนรวมเทากับ 110, 103, 97 และ 86 ตามลำดับ
จากการศึกษาสรุปไดวา ศาลยุติธรรมมีนโยบายมุงเนนการพัฒนาองคกรและการใหบริการ เพื่ออำนวย
ความยุติธรรมใหแกประชาชนไดโดยสะดวก รวดเร็ว และลดคาใชจาย ซึ่งเปนไปตามกรอบนโยบายประธานศาลฎีกา

และแผนยุทธศาสตรศาลยุติธรรม พ.ศ. 2561 – 2564 รวมถึงไดมีการออกระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม
วาดวยการใหบริการแกประชาชนผูมาติดตอราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2552

ซึ่งหนวยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมไดดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติของระเบียบดังกลาว โดยจัดใหมีพนักงาน

ตอนรับประจำศาลยุติธรรม สวมใสเครื่องแตงกายสีฟา ทำหนาที่ตอนรับและอำนวยความสะดวกแกผูมาติดตอราชการศาล
โดยจัดตารางใหเจาหนาที่ทุกคน จากทุกสวนงาน สับเปลี่ยน หมุนเวียนกันปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาล

ทุกวัน ในชวงเวลาที่มีคูความหรือประชาชนมาติดตอราชการเปนจำนวนมาก มีการรายงานผลการปฏิบัติหนาที่ มีการ
สงเสริมและพัฒนาคุณภาพการใหบริการ มีการสรางมาตรการจูงใจและกระตุนใหพนักงานตอนรับประจำศาลปฏิบัติหนาท ี่
ไดอยางมีประสิทธิภาพ ตลอดจนนำเทคโนโลยีมาใชสนับสนุนการใหบริการประชาชน และจากการสำรวจความคิดเห็น

ของผูรับบริการที่มีตอพนักงานตอนรับประจำศาลและการใหบริการของศาลยุติธรรมพบวา ผูรับบริการที่มาติดตอ
ราชการศาลสวนใหญรูจัก เคยเห็น และไดรับการบริการจากพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรมที่สวมใสเครื่องแบบ

สีฟา ซึ่งสวนใหญปฏิบัติหนาที่ในชวงเวลา 08.00 – 09.00 น. มีเพียงสวนนอยที่ไมรูจักและไมเคยเห็น และผูมาติดตอ
ราชการศาลสวนใหญ มีความพึงพอใจตอการใหบริการของศาลยุติธรรมในระดับมาก ทั้งในดานกระบวนการขั้นตอนการ
ใหบริการ ดานการใหบริการของเจาหนาที่ ดานความเชื่อมั่นเกี่ยวกับคุณภาพการใหบริการ และดานสิ่งอำนวยความสะดวก

ทั้งนี้ จากการสำรวจขอมูลดังกลาว ยังมีขอคนพบเกี่ยวกับปญหา อุปสรรค และขอขัดของในการปฏิบัติหนาที่
พนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรม ไดแก ปญหาการบริหารจัดการปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาล ปญหา

เครื่องแตงกายพนักงานตอนรับประจำศาลไมเพียงพอ และปญหาเจาหนาที่ที่เขารับการอบรมหลักสูตรพนักงานตอนรับ
ประจำศาลยุติธรรมยังไมสามารถปฏิบัติหนาที่ไดอยางมีประสิทธิภาพ และยังมีการแสดงความคิดเห็นที่สะทอนถึง
ขอควรปรับปรุงในการใหบริการของศาลยุติธรรม เพื่อนำมาใชเปนขอมูลในการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน

ของพนักงานตอนรับประจำศาลและการใหบริการของศาลยุติธรรมใหมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตอไป

ขอเสนอแนะ

1) ขอเสนอแนะดานการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาล

(1) ควรมีการสรางมาตรการจูงใจและกระตุนใหพนักงานตอนรับประจำศาลปฏิบัติหนาที่ได
อยางมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เชน จัดใหมีโครงการประกวดพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรมดีเดนระดับประเทศ
มีการประกาศเกียรติคุณและเงินรางวัลสำหรับผูมีผลการปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาลที่มีความโดดเดน

เปนที่ชื่นชมและพึงพอใจของผูรับบริการ
(2) ควรมีการกำหนดตัวชี้วัดเกี่ยวกับการปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาล เพื่อนำมาใชเปน

เกณฑในการพิจารณาผลการปฏิบัติงานใหมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
(3) ควรมีการนำเทคโนโลยี เชน แอปพลิเคชันตาง ๆ เขามาชวยในการวางแผนและจัดการตาราง
การปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับ พรอมกับแจงเตือนไปยังผูที่ไดรับมอบหมายลวงหนา เพื่อใหการบริหารจัดการ

การปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาลเปนไปไดอยางมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเปนการเพิ่มทักษะดิจิทัล
ใหกับขาราชการศาลยุติธรรมไปพรอมกันดวย

(4) ควรมีแนวทางปฏิบัติในการจัดสรรและบริหารจัดการเครื่องแตงกายพนักงานตอนรับประจำศาล
ที่เปนมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อแกปญหาการไดรับจัดสรรเครื่องแตงกายพนักงานตอนรับประจำศาลไมเพียงพอ
(5) ควรมีการจัดทำบทเรียนออนไลนเกี่ยวกับความรูดานงานศาลใหครบทุกระบบ โดยจำลองขั้นตอน

การปฏิบัติงานในศาลดานตาง ๆ เชน งานรับฟอง งานประชาสัมพันธ งานออกหมาย งานหนาบัลลังก งานไกลเกลี่ย เปนตน
โดยกำหนดใหมีชั่วโมงการพัฒนาความรูเกี่ยวกับภารกิจของศาลยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรมและกระบวนการยุติธรรม

ในแผนพัฒนารายบุคคล ไมต่ำกวาปละ 6 ชั่วโมง เพื่อใหผูปฏิบัติงานในศาลยุติธรรมไดเรียนรูและเขาใจกระบวนการ
/ขั้นตอนการปฏิบัติงานในสวนงานอื่นอยางรอบดาน อันจะนำไปสูการใหคำปรึกษาและแนะนำผูมาติดตอราชการศาล
เกี่ยวกับขั้นตอนและกระบวนการปฏิบัติงานในศาลยุติธรรมไดอยางถูกตองและชัดเจนมากยิ่งขึ้น

(6) ควรมีการประชุมรวมกันเกี่ยวกับการบริหารจัดการปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาลในศาล

ทั่วประเทศ อยางนอยปละ 1 ครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ปญหา ขอขัดของ และแนวทางการบริหารจัดการใน
แตละศาล เพื่อใหการปฏิบัติงานของพนักงานตอนรับประจำศาลเปนไปอยางมีประสิทธิภาพและเปนมาตรฐานเดียวกัน

(7) ควรมีการทบทวนหลักสูตรการอบรมพนักงานตอนรับประจำศาล โดยใหมีการฝกปฏิบัติ เชน
การจำลองสถานการณในการปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับและการแกไขปญหาเฉพาะหนา เพื่อพัฒนาความรูและทักษะ
ที่จำเปนในการปฏิบัติหนาที่พนักงานตอนรับประจำศาลใหมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

(8) ควรเพิ่มการประชาสัมพันธเกี่ยวกับการใหบริการของพนักงานตอนรับประจำศาลยุติธรรมผาน
ชองทางตาง ๆ เพื่อใหประชาชนทราบถึงบทบาทและหนาที่ของพนักงานตอนรับประจำศาลไดมากยิ่งขึ้น


2) ขอเสนอแนะดานการพัฒนาการใหบริการของศาลยุติธรรม
จากการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับขอควรปรับปรุงในการใหบริการของศาลยุติธรรม เห็นควรใหมีขอเสนอแนะ

ดังนี้
(1) ควรมีการติดตามการดำเนินงานในศาลที่มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมตาง ๆ มาใชอำนวย
ความสะดวกและใหบริการประชาชน เพื่อนำมาขยายผลในการพัฒนาการใหบริการในศาลอื่น ๆ ใหมีประสิทธิภาพ

มากยิ่งขึ้นและเปนมาตรฐานเดียวกันตอไป
(2) ควรมีการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการแสดงสถานะการใหบริการประชาชน เมื่อมา

ติดตอราชการในศาลยุติธรรม วาอยูระหวางการดำเนินการในขั้นตอนใด และตองใชระยะเวลาในการรอคอยโดยประมาณ
เทาใด เพื่อใหประชาชนมีความเขาใจในขั้นตอนการปฏิบัติงานของเจาหนาที่และระยะเวลาแลวเสร็จของการใหบริการ
แตละประเภท รวมถึงมีการติดตามเรื่องเมื่อเห็นวาผูมารับบริการใชเวลารอคอยนานกวาปกติ

(3) ควรจัดใหมีสิ่งอำนวยความสะดวก เชน เครื่องคอมพิวเตอรที่ใชในการตรวจสอบขอมูลคดีหรือบอรด
นัดเวรประจำวันที่เพียงพอ มีเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมนอกหองพิจารณาคดี การจัดสรรที่นั่งใหเพียงพอ พรอมกับดูแล

หองน้ำและบริเวณภายในศาลใหมีความสะอาดและพรอมใชงาน
(4) ควรมีการพัฒนาเพิ่มชองทางการใหบริการ การใหคำปรึกษา รวมทั้งชองทางการรับเรื่องรองเรียน
ผานทางชองทางอื่น ๆ ที่สอดคลองกับความตองการของผูรับบริการ และควรมีการประเมินประสิทธิภาพของชองทาง

การใหบริการอยางสม่ำเสมอตอเนื่อง เพื่อนำขอมูลไปทบทวนปรับปรุงพัฒนาชองทางการใหบริการของศาลยุติธรรม
ใหดีขึ้น

(5) เจาหนาที่ที่ใหบริการประชาชนผูมาติดตอราชการศาลในทุกสวนงาน ควรปฏิบัติกับผูรับบริการดวย
อัธยาศัยไมตรีที่ดี รวดเร็ว และมีความละเอียดรอบคอบ เพื่อใหผูรับบริการเกิดความประทับใจและสงผลตอภาพลักษณ
ที่ดีขององคกรตอไป

ทั้งนี้ นอกจากขอเสนอแนะที่ไดกลาวถึงในขางตนแลว ผูศึกษาเห็นวาศาลยุติธรรมควรมีการจัดทำมาตรฐาน
การใหบริการ เพื่อประโยชนในการปรับปรุงคุณภาพการใหบริการและพัฒนาประสิทธิภาพการใหบริการที่เปนมาตรฐาน

เดียวกันทั่วประเทศ โดยผูศึกษาไดนำแนวคิดเกี่ยวกับการบริการและคุณภาพการใหบริการ รวมถึงแนวคิดในการจัดทำ
มาตรฐานและการปรับปรุงการใหบริการของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และแนวคิด
การรับรองมาตรฐานการใหบริการของศูนยราชการสะดวก มาใชเปนแนวทางในการจัดทำขอเสนอแนะ ดังนี้


การจัดทำมาตรฐานการใหบริการประชาชนของศาลยุติธรรม

เนื่องจากศาลยุติธรรมเปนหนวยงานที่มีภารกิจในการอำนวยความยุติธรรมและคุมครองสิทธิเสรีภาพแกประชาชน
โดยมีหนวยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมกระจายอยูในพื้นที่ตาง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อใหประชาชนสามารถเขาถึง

ความยุติธรรมไดอยางสะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง ดังนั้น เพื่อใหประชาชนไดรับบริการที่เปนมาตรฐานและมีคุณภาพ
ใกลเคียงกัน จึงนับเปนเรื่องสำคัญที่ศาลยุติธรรมควรมีการจัดทำมาตรฐานการใหบริการ เพื่อใหบริการประชาชน
ไดอยางมีประสิทธิภาพเทาเทียมกัน

วัตถุประสงคในการจัดทำมาตรฐานการใหบริการประชาชนของศาลยุติธรรม

1) เพื่อใหศาลยุติธรรมมีการใหบริการและอำนวยความสะดวกแกประชาชนที่เปนมาตรฐานเดียวกัน
2) เพื่อใหศาลยุติธรรมมีแนวทางที่เปนบรรทัดฐานในการพัฒนาและยกระดับการใหบริการของศาลยุติธรรม

ที่สะดวกชัดเจน และเปนไปในทิศทางเดียวกัน
3) เพื่อเปนเครื่องมือในการประเมินผลการใหบริการ ที่จะนำไปสูการพัฒนา ปรับปรุง และสรางภาพลักษณ
ที่ดีใหกับองคกรศาลยุติธรรม


เกณฑมาตรฐานการใหบริการประชาชนของศาลยุติธรรม

เพื่อใหการพัฒนาและปรับปรุงการใหบริการของศาลยุติธรรมเปนไปอยางมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
และสามารถติดตามประเมินผลการใหบริการไดอยางครอบคลุมทั้งระบบ ผูศึกษาจึงไดรวบรวมและวิเคราะหขอมูล
เกี่ยวกับเกณฑมาตรฐานการใหบริการ โดยเสนอแนะเปนเกณฑมาตรฐานการใหบริการประชาชนของศาลยุติธรรม โดย

แบงออกเปน 5 ดาน ดังนี้
1) ดานการตอบสนองความตองการของผูรับบริการ

2) ดานการอำนวยความสะดวกในการเขาถึงบริการ
3) ดานการจัดระบบการใหบริการ
4) ดานการพัฒนาทักษะความชำนาญของผูใหบริการ

5) ดานการพัฒนาคุณภาพการใหบริการ
ทั้งนี้ ไดแบงเกณฑออกเปน 2 ระดับ คือ

1) เกณฑพื้นฐาน หมายถึง เกณฑทั่วไปที่จำเปนตองมีในการใหบริการของศาลยุติธรรม ซึ่งตองมีการดำเนินการ
ไดอยางครบถวน จำนวน 38 ขอ แทนดวยสัญลักษณ
2) เกณฑขั้นสูง หมายถึง เกณฑที่สนับสนุนใหการบริการของศาลยุติธรรมมีมาตรฐานการบริการที่นำไปสูการยก

ระดับการใหบริการที่เปนเลิศตอไป ซึ่งเปนเกณฑที่ตองดำเนินการอยางนอยรอยละ 50 หรือ 8 ขอ แทนดวยสัญลักษณ


โดยมีรายละเอียด ดังนี้
ตารางที่ 28 แสดงเกณฑมาตรฐานการและแนวทางการดำเนินงานใหบริการของศาลยุติธรรม


เกณฑมาตรฐานการใหบริการ ระดับเกณฑ
ของศาลยุติธรรม แนวทางการดำเนินงาน มาตรฐาน

1. ดานการตอบสนองความตองการของผูรับบริการ


1.1 มีการศึกษาความตองการและ 1.1.1 มีการสำรวจขอมูลตามหลักสถิติ เพื่อใหทราบถึงความ
ตองการและความคาดหวังของผูรับบริการซึ่งครอบคลุม
ความคาดหวังของผูรับบริการ ประเด็น ดังนี้
(1) ประเภทงานบริการ
(2) วันและเวลาในการใหบริการ
(3) ความยาก-งายในการเขาถึงบริการ
(4) สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน
(5) การรับรูขอมูลขาวสารเกี่ยวกับการใหบริการ

1.1.2 มีการวิเคราะหผลการสำรวจและนำไปใชในการออกแบบ
หรือปรับปรุงระบบการใหบริการ

1.1.3 มีการใหบริการนอกเวลาราชการหรือตามเวลาที่สอดคลอง
กับผลการสำรวจความตองการของผูรับบริการ เชน การใหบริการ
โดยไมพักเที่ยง หรือเปดบริการในวันเสาร อาทิตย เปนตน

เกณฑมาตรฐานการใหบริการ แนวทางการดำเนินงาน ระดับเกณฑ
ของศาลยุติธรรม มาตรฐาน

2. ดานการอำนวยความสะดวกในการเขาถึงบริการ


2.1 สถานที่บริการเปนจุดที่เอื้อ 2.1.1 มีระบบการขนสงสาธารณะที่เขาถึงสถานที่บริการ
ตอการมาใชบริการ เขาถึงไดงาย เพื่อสะดวกตอการเดินทาง
ปลอดภัยและสะดวก
2.1.2 มีปาย/สัญลักษณบอกทิศทางหรือตำแหนงที่ตั้งที่ชัดเจน




2.1.3 เขาถึงไดสะดวก และมีแสงสวางเพียงพอ ณ บริเวณ
สถานที่ใหบริการ


2.1.4 มีการออกแบบที่คำนึงถึงผูพิการ สตรีมีครรภ และ
ผูสูงอายุ เชน จุดใหบริการอยูชั้น 1 (กรณีไมมีลิฟท) มีทางลาด
สำหรับรถเข็น มีพื้นที่วางใตเคานเตอรใหรถเข็นคนพิการ
สามารถเขาไดโดยไมมีสิ่งกีดขวาง เปนตน



2.2 พื้นที่ใหบริการมีความเหมาะสม
กับลักษณะและปริมาณงานที่ให 2.2.1 มีการออกแบบผังงาน และระบบการใหบริการระหวาง

บริการ จุดใหบริการที่อำนวยความสะดวก ทั้งสำหรับเจาหนาที่และ
ประชาชน เพื่อใหสามารถใหบริการประชาชนไดอยาง
รวดเร็ว โดยคำนึงถึงลักษณะและปริมาณงานที่ใหบริการ



2.2.2 ขนาดและพื้นที่ใชงานสะดวกตอการเอื้อมจับ พื้นที่วาง
ดานขางสำหรับการเคลื่อนไหวรางกายที่สบาย ไมนอยกวา
28-30 นิ้ว) และออกแบบจัดวางเอกสารใหสามารถใหบริการ
ไดอยางรวดเร็ว






2.2.3 ในจุดที่สำคัญหรืออันตรายตองออกแบบหรือจัดให
สามารถมองเห็นไดชัดเจน ทั้งขณะยืนหรือรถลอเลื่อน





2.3 การจัดเตรียมวัสดุ/อุปกรณ 2.3.1 มีการจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกที่สอดคลองกับผล
สำนักงาน หรืออุปกรณอื่น ๆ เพื่อ สำรวจความตองการของผูรับบริการ และความพรอมของ
สนับสนุนและอำนวยความสะดวก ทรัพยากรที่มี เชน น้ำดื่ม เกาอี้นั่งพักรอ เปนตน
ในการใหบริการ ทั้งกอนเขาสูบริการ
และจุดใหบริการ



2.3.2 การจัดใหมีหองน้ำที่สะอาดและถูกสุขลักษณะ

เกณฑมาตรฐานการใหบริการ แนวทางการดำเนินงาน ระดับเกณฑ
ของศาลยุติธรรม มาตรฐาน

3. การจัดระบบการใหบริการ


3.1 ระบบคิว/จุดแรกรับผูรับบริการ 3.1.1 การจัดใหมีระบบคิว เพื่อใหบริการไดอยางเปนธรรม
เพื่อคัดกรอง และใหคำแนะนำแก
ผูรับบริการ
3.1.2 มีจุดแรกรับในการชวยอำนวยความสะดวกตาง ๆ
เชน คัดกรองผูรับบริการ ใหคำแนะนำในการขอรับบริการ
หรือชวยเตรียมเอกสาร กรอกแบบฟอรมตาง ๆ เพื่อเพิ่ม
ประสิทธิภาพในการบริการและลดระยะเวลารอคอย


3.2 การออกแบบระบบงาน หรือ 3.2.1 มีการจัดลำดับขั้นตอนการบริการที่งายตอการให
ระบบการใหบริการที่สนับสนุน บริการและรับบริการ เพื่อใหประชาชนไมตองรอคอยรับ
การบริการใหมีความสะดวก บริการนาน



3.2.2 มีการกำหนดผูรับผิดชอบ ผูประสานงาน/เจาของงาน
เบอรโทรติดตอ และชองทางการติดตอไวอยางชัดเจน



3.2.3 มีการจัดทำคูมือการปฏิบัติงานสำหรับเจาหนาที่
ที่ครอบคลุม ถูกตอง และทันสมัย โดยมีการระบุขั้นตอน
ระยะเวลา คาธรรมเนียม และขอมูลจำเปนสำหรับการปฏิบัติ
งานไวในคูมือฯ อยางชัดเจน


3.2.4 การใหบริการไปในทิศทางเดียวกัน เชน การตอบ
คำถาม รูปแบบการบริการของแตละจุด เปนตน



3.2.5 มีระบบทักทายผูรับบริการ และระบบการติดตาม
สถานะผูรับบริการ หรือออกแบบระบบสารสนเทศใหผูรับ
บริการเขาตรวจสอบขั้นตอนสถานะการรับบริการในงาน
ที่ไมแลวเสร็จในทันที เปนตน



3.2.6 มีระบบการใหบริการประชาชนแบบออนไลน


3.2.7 มีการปรับปรุงแบบฟอรมตาง ๆ ใหงายและไมซ้ำซอน

3.3 การจัดสรรจำนวนบุคลากร 3.3.1 มีการวิเคราะหประเมินความตองการดานกำลังคน
ที่เพียงพอและเหมาะสมกับการ ที่จำเปน

ปฏิบัติงาน 3.3.2 มีการจัดตารางการทำงานในชวงพักทานอาหาร หรือ
ชวงเวลาที่มีผูรับบริการเขามาใชบริการมาก เพื่อใหเหมาะสม
ในการใหบริการผูรับบริการที่เพียงพอตอจำนวนผูรับบริการ
ที่เขามาใชบริการในแตละชวงของจุดใหบริการ


3.3.3 มีการสรางสิ่งจูงใจแกบุคลากรผูปฏิบัติงาน

เกณฑมาตรฐานการใหบริการ แนวทางการดำเนินงาน ระดับเกณฑ
ของศาลยุติธรรม มาตรฐาน

4. การพัฒนาทักษะความชำนาญของเจาหนาที่


4.1 บุคลากรดานการบริการ 4.1.1 มีการเพิ่มศักยภาพและทักษะในการปฏิบัติงาน
/ผูใหบริการ มีจิตบริการ ที่จำเปนและทันสมัยใหกับเจาหนาที่ เชน จัดฝกอบรม
(Service Mind) และมีความ สัมมนา ระดมสมอง ศึกษาดูงาน เปนตน อยางตอเนื่อง
รอบรูในงานที่ใหบริการ รวมทั้ง เพื่อใหเจาหนาที่สามารถใหบริการไดอยางถูกตอง รวดเร็ว
งานที่เกี่ยวของ และมีจิตบริการ

4.1.2 เจาหนาที่ไดรับการอบรมการใชระบบซอฟทแวร
และการใหบริการอยางตอเนื่องจนมีความเขาใจในดาน
การใชงานระบบ

4.1.3 เจาหนาที่สามารถใหบริการแทนกันได


4.1.4 เจาหนาที่มีทักษะในการใหบริการครอบคลุมเรื่อง
สำคัญ ดังนี้
- สามารถตอบคำถามพื้นฐานใหกับผูรับบริการได
- สามารถแกไข/รับมือกับสถานการณที่เกิดขึ้นได

ตามมาตรฐานการใหบริการ
- การสื่อสารและชวยเหลือผูรับบริการดวยไมตรีจิต


4.1.5 เจาหนาที่สามารถริเริ่มและพัฒนาการใหบริการที่เกิน
ความคาดหวังของผูรับบริการ เชน บริการอื่น ๆ เพิ่มเติม
ในเชิงรุก เปนตน


4.1.6 เจาหนาที่สามารถปฏิบัติงานไดตามมาตรฐานที่กำหนด
ไวในแตละชองทางของระบบ online ที่พัฒนาขึ้น


5. การพัฒนาคุณภาพการใหบริการ

5.1 มีระบบการประเมินความพึง 5.1.1 มีจุดประเมินผลความพึงพอใจ ณ จุดใหบริการ
พอใจทันที ณ จุดบริการ ในรูปแบบที่งายและสะดวกตอผูใชบริการ


5.1.2 มีการนำผลสำรวจมาปรับปรุงงานบริการ
อยางตอเนื่อง

5.1.3 เกิดผลลัพธความพึงพอใจของผูรับบริการไมนอย
กวารอยละ 80

5.2 การใหบริการมีความถูก 5.2.1 วิธีการปฏิบัติงานที่รวดเร็ว ถูกตองตามกฎ ระเบียบ
ตอง รวดเร็ว ไมเกิดขอรอง
เรียน 5.2.2 มีกลไกการรับฟงและตอบสนองขอรองเรียนของผูรับ

บริการ รวมทั้งระบบการติดตามและแกไขปญหาที่ชัดเจน

5.2.3 กรณีเกิดขอรองเรียนในการใหบริการขอรองเรียน
ในประเด็นเดิมจะตองไมเกิดขึ้นซ้ำอีก

เกณฑมาตรฐานการใหบริการ แนวทางการดำเนินงาน ระดับเกณฑ
ของศาลยุติธรรม มาตรฐาน


5.3 การมีชองทางการใหบริการ 5.3.1 มีการพัฒนาเพิ่มชองทางการใหบริการใหคำปรึกษา
ที่สอดคลองกับความตองการ รวมทั้งชองทางการรับเรื่องรองเรียนที่สอดคลองกับความ
ของผูรับบริการ ตองการของผูรับบริการ เชน ผานทางโทรศัพทหรือชองทาง
อื่น ๆ



5.4 การจัดทำแผนการติดตามผล 5.4.1 มีการจัดทำแผนการติดตามผลการดำเนินงานดานการบริการ
การดำเนินงานดานการบริการ ที่ชัดเจน ซึ่งประกอบดวย หัวขอเรื่องที่ติดตาม ผูรับผิดชอบ
ที่ชัดเจนและมีระบบการติดตาม ระยะเวลา ดำเนินการ ผลดำเนินการ และขอเสนอการปรับปรุง
ที่มีประสิทธิภาพ พัฒนาใหดีขึ้นอยางตอเนื่อง


5.4.2 มีกลไกการรับฟงและตอบสนองขอรองเรียนของผูรับ
บริการ รวมทั้งระบบการติดตามและแกไขปญหาที่ชัดเจน


5.5 การแกไขปญหาทาทายที่เกิด 5.5.1 มีการคนหาปญหา/อุปสรรคของการใหบริการ
ขึ้นในการดำเนินการใหบริการ ที่เกิดขึ้นและคาดวาจะเกิดขึ้น และนำไปแกไขปรับปรุง
และนำไปสูการกำหนดเปน ใหการบริการดียิ่งขึ้น
แนวทางการดำเนินการตอไป


5.6 การทบทวนปรับปรุงการ 5.6.1 มีการนำผลจากการติดตามงานมาดำเนินการ
ออกแบบระบบงานและ ปรับปรุงงานจนเกิดผลลัพธที่ดีอยางตอเนื่อง สามารถ
กระบวนการใหบริการ มีระบบรับสงเรื่อง และการใหบริการไดถูกตอง รวดเร็ว
อยางตอเนื่อง ลดการสูญเสีย และเกิดคุณคาที่เปนประโยชนตอผูรับบริการ

5.6.2 มีการปรับปรุงคูมือการปฏิบัติงานใหทันสมัยและคนหา
ขอมูลไดงาย


5.7 การจัดการแลกเปลี่ยนเรียนรู 5.7.1 การจัดอบรมทักษะการใหบริการที่ทันสมัยอยางตอเนื่อง
การจัดอบรมพัฒนาความรู ความ เชน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของศาลยุติธรรม การสราง
ชำนาญ และทักษะใหแกเจาหนาที่ ความสัมพันธกับผูรับบริการการสรางภาพลักษณการใหบริการ
และผูเกี่ยวของในกระบวนการ การสรางจิตสำนึก ดานการใหบริการ การศึกษาดูงาน เปนตน
อยางตอเนื่อง เพื่อใหการบริการ และมีการสื่อสารสรางความเขาใจใหแกเจาหนาที่เกี่ยวกับ

บรรลุเปาหมายของการอำนวย แนวทางการปฏิบัติงานใหม เพื่อปองกันปญหาที่อาจเกิดขึ้น
ความสะดวกแกประชาชน
5.7.2 มีการแลกเปลี่ยนเรียนรูเกี่ยวกับปญหาในการปฏิบัติงาน
และการปรับปรุงงาน รวมถึงการรวมกันทบทวนระบบงาน
เพื่อออกแบบงานใหม/สรางนวัตกรรมในการใหบริการ


5.7.3 บุคลากรดานเทคนิคมีความรูและทักษะสำคัญ
ในการปฏิบัติงาน โดยไดรับการอบรมหลักสูตรที่เกี่ยวของกับ
การติดตั้งระบบปฏิบัติการ และโปรแกรมประยุกต การซอม
บำรุงฮารดแวรพื้นฐาน และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของ
ศาลยุติธรรม เปนตน

เกณฑมาตรฐานการใหบริการ แนวทางการดำเนินงาน ระดับเกณฑ
ของศาลยุติธรรม มาตรฐาน


5.7.4 บุคลากรดานเทคนิคมีความสามารถในการตอบคำถาม
และแกปญหาพื้นฐานเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
รวมถึงอธิบายลักษณะปญหาระบบเครือขายตาง ๆ ใหกับ
เจาหนาที่และผูรับบริการ


5.8 การจัดทำระบบฐานขอมูล 5.8.1 มีการออกแบบระบบจัดเก็บขอมูลและระบบวิเคราะห
ในรูปแบบดิจิทัล ใหสามารถใชได ฐานขอมูลที่สอดคลองกับความตองการใชงานเพื่ออำนวย
งาย และมีขอมูลจำเปนเพียงพอ ความสะดวกในการปฏิบัติงานและพัฒนา ปรับปรุงการใหบริการ
ตอการปฏิบัติงาน
5.8.2 มีการรวบรวมขอมูลจากผูปฏิบัติงาน ผูรับบริการ และ
ผูที่เกี่ยวของ เขาระบบฐานขอมูลไดอยางครอบคลุม ถูกตอง

และทันสมัย รวมถึงการนำผลการวิเคราะหขอมูลไปใชปรับปรุง
ระบบฐานขอมูลและพัฒนาระบบการใหบริการตอไป


5.9.1 การออกแบบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศใหสามารถ
5.9 การออกแบบระบบ ใชงานในสวนที่จำเปนไดอยางตอเนื่องและปลอดภัย โดยการ
เทคโนโลยี ปฏิบัติตามแผนพัฒนาดิจิทัลศาลยุติธรรม หรือแผนอื่นที่
สารสนเทศ ตามแผนพัฒนา กำหนด
ดิจิทัล
ศาลยุติธรรม หรือแผนอื่นที่ 5.9.2 การออกแบบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศใหผูปฏิบัติ
กำหนด งานหรือผูเกี่ยวของสามารถคนหาขอมูลการใหบริการได

อยางสะดวก รวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่องคำถาม คำตอบและ
วิธีการแกไขปญหาในแตละสถานการณเพื่อชวยสนับสนุน
การปฏิบัติงานของเจาหนาที่


5.10 การบูรณาการวางแผน 5.10.1 การบูรณาการการทำงานระหวางหนวยงานที่เกี่ยวของ
ระบบไปสูการใหบริการ ณ สอดคลองกับทรัพยากรที่มีจำกัด โดยมีการเชื่อมโยงขอมูล
จุดเดียว ตลอดทั้งกระบวนการ ระหวางหนวยงาน เพื่อลดความซ้ำซอนและความผิดพลาด
ในการกรอกขอมูล รวมทั้งการใชทรัพยากรรวมกันอยางคุมคา


5.11 การพัฒนาระบบการใหบริการ 5.11.1 มีการพัฒนาระบบการใหบริการ ซึ่งอาจรวมถึงระบบ
online ไดสอดคลองกับความ การรองเรียนผานชองทางที่เปนระบบ online และมีการ
ตองการของผูรับบริการและมีการ กำหนดมาตรฐานการใหบริการในแตละชองทางที่ไดเปดให
กำหนดมาตรฐานการใหบริการ บริการไวอยางชัดเจนและเหมาะสมสอดคลองกับความ
แตละชองทางที่เปนระบบ online ตองการของผูรับบริการ เชน การติดตอผานอีเมล มีการตอบ
กลับภายใน 24 ชั่วโมง การติดตอผานระบบ Chat หรือ
Line มีการตอบกลับภายใน 15 นาที หรือการติดตอผาน
Facebook มีการตอบกลับภายใน 1 ชั่วโมง เปนตน

5.12 การบริหารความตอเนื่องใน 5.12.1 มีแผนการบริหารความตอเนื่องในการใหบริการ
การใหบริการที่จำเปน เพื่อเตรียม กรณีที่เกิดภาวะฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ โดยเตรียมทรัพยากร

ความพรอมรองรับภาวะฉุกเฉิน ที่สำคัญ เชน สถานที่ใหบริการสำรอง บุคลากร ขอมูล
และสามารถใหบริการงานที่จำเปน สารสนเทศ ผูมีสวนไดสวนเสีย และวัสดุอุปกรณตาง ๆ
ไดอยางตอเนื่องในสภาวะวิกฤต เปนตน

รายละเอียดแนวทางการดำเนินการของแตละหัวขอมี ดังนี้


1) การตอบสนองความตองการของผูรับบริการ ไดแก
จัดใหมีการรับฟงความคิดเห็นเกี่ยวกับความตองการและความคาดหวังของผูรับบริการ เชน การออกแบบสำรวจ

การจัด Focus Group หรือรูปแบบอื่น ๆ เพื่อนำขอมูลมาใชในการออกแบบหรือปรับปรุงระบบการใหบริการ ทั้งนี้
ควรมีการกำหนดกลุมเปาหมายผูรับบริการในแตละพื้นที่ใหชัดเจนวาเปนกลุมใดบาง มีพฤติกรรมอยางไร รูปแบบการ

เดินทางเปนอยางไร เพื่อคาดการณถึงประชาชนที่จะมารับบริการ เชน ผูประกอบการ ชาวตางชาติ นักศึกษา แรงงานตางดาว
และประชาชนทั่วไป เปนตน โดยคำถามจะตองครอบคลุมประเด็นสำคัญ ไดแก ประเภทงานบริการที่ตองการใหมีวัน
และเวลาเปดใหบริการ สถานที่ใหบริการ ความยากงายในการเขาถึงจุดบริการ สิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญ และการ

รับรูขอมูลขาวสารเกี่ยวกับการใหบริการ เปนตน จากนั้นจึงนำขอมูลดังกลาวมาวิเคราะหผลการศึกษาและนำไปใชในการ
ออกแบบระบบและปรับปรุงการใหบริการตอไป อยางไรก็ตาม เพื่อเปนการพัฒนาระบบการใหบริการใหดียิ่งขึ้น

อยางตอเนื่อง จึงควรมีการสำรวจความคิดเห็น ความคาดหวัง และความพึงพอใจของผูรับบริการในชวงระยะเวลา
ที่เหมาะสม เชน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบการใหบริการในแตละครั้ง ซึ่งสงผลกระทบตอการใหบริการของศาลยุติธรรม
เปนตน


2) การอำนวยความสะดวกในการเขาถึงบริการ

มีการจัดสถานที่ใหบริการใหสามารถเขาถึงไดงาย ปลอดภัย สะอาด เปนระเบียบเรียบรอย และสะดวก
โดยคำนึงถึงระบบการขนสงสาธารณะเพื่อใหงายตอการเดินทาง มีการจัดทำปาย / สัญลักษณในการบอกทิศทางหรือ

ตำแหนงที่ตั้งของจุดใหบริการไดอยางชัดเจน สามารถเขาถึงจุดใหบริการไดสะดวก และจัดใหมีแสงสวางอยางเพียงพอ
ณ บริเวณสถานที่ใหบริการ นอกจากนี้ การออกแบบสถานที่ควรคำนึงถึงผูพิการ สตรีมีครรภ และผูสูงอายุ เชน กรณีไม
มีลิฟท ควรจัดจุดใหบริการไวที่ชั้น 1 การเขาถึงมีทางลาดสำหรับรถเข็น เปนตน

ใ นสวนของพื้นที่ใหบริการควรออกแบบผังงานและระบบการใหบริการระหวางจุดใหบริการที่อำนวยความสะดวก
ทั้งสำหรับเจาหนาที่และประชาชนผูรับบริการ เพื่อสามารถใหบริการไดอยางรวดเร็ว โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับ

ลักษณะและปริมาณงาน รวมถึงการจัดวางเอกสารใหสามารถหยิบใชไดสะดวกรวดเร็ว และออกแบบในจุดที่สำคัญ
ตองมองเห็นไดชัดเจนทั้งขณะยืนหรือรถลอเลื่อน
สำหรับวัสดุ/อุปกรณ สิ่งอำนวยความสะดวกตาง ๆ ควรมีการจัดเตรียมใหเพียงพอ เหมาะสม พรอมใชงาน

และสอดคลองกับผลสำรวจที่ไดจากการศึกษา รวมไปถึงหองน้ำตองสะอาด ถูกสุขลักษณะ และใชงานได เพื่อสนับสนุน
และอำนวยความสะดวกใหแกผูรับบริการและเจาหนาที่ผูใหบริการ


3) การจัดระบบการใหบริการ
3.1) ระบบคิว/จุดแรกรับ

มีการออกแบบการจัดระบบคิวใหเกิดความโปรงใสและเปนธรรมในการใหบริการ โดยพนักงานตอนรับ
ประจำศาลจะตองทำหนาที่ในการชวยอำนวยความสะดวกและใหคำแนะนำแกผูรับบริการ เชน การเตรียมเอกสาร
การกรอกแบบฟอรม พรอมมีตัวอยางการกรอกแบบฟอรม รวมถึงวิธีการใชงานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศตาง ๆ

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการและลดระยะเวลารอคอย
3.2 ) การออกแบบระบบงาน

เปนการกำหนดแนวทางวิธีการในการทำงานที่เกี่ยวของทั้งหมดใหบรรลุเปาหมายและสอดคลองไปในทิศทาง
เดียวกัน โดยมีการจัดลำดับขั้นตอนการบริการที่งายตอการใหบริการและรับบริการ เพื่อใหประชาชนไมตองรอคอยรับ
บริการนาน มีการกำหนดผูรับผิดชอบ ผูประสานงาน/เจาของงาน เบอรโทรติดตอ และชองทางการติดตอไวอยางชัดเจน

มีการจัดทำคูมือการปฏิบัติงานสำหรับเจาหนาที่ ที่ครอบคลุม ถูกตอง และทันสมัย โดยมีการระบุขั้นตอน ระยะเวลา
คาธรรมเนียม และขอมูลจำเปนสำหรับการปฏิบัติงานไวในคูมือฯ อยางชัดเจน ทั้งนี้ การใหบริการ เชน การตอบคำถาม

หรือรูปแบบการบริการของแตละจุดจะตองเปนไปในทิศทางเดียวกัน มีระบบทักทายผูรับบริการ และระบบการติดตาม

สถานะผูรับบริการ หรือออกแบบระบบสารสนเทศใหผูรับบริการเขาตรวจสอบขั้นตอนสถานะการรับบริการในงาน
ที่ไมแลวเสร็จ รวมตลอดถึงมีระบบการใหบริการประชาชนแบบออนไลน และมีการปรับปรุงแบบฟอรมตาง ๆ ใหกระชับ

เขาใจงาย และไมซ้ำซอน เปนตน
นอกจากนี้ ควรมีการพัฒนาบุคลากรใหสามารถปฏิบัติงานทดแทนกันได เพื่อหมุนเวียนเจาหนาที่ที่มีปริมาณงาน
นอยมาชวยทำงานในชวงที่มีผูรับบริการจำนวนมาก ดังนั้น หัวหนางานตองมีการบริหารจัดการบุคลากร หรืออาจมีทีม

ในการสังเกตเก็บรวบรวมขอมูลเพื่อวิเคราะหพฤติกรรมของผูรับบริการในแตละชวงเวลา และนำมาปรับปรุงระบบงาน
ใหทันตอสถานการณ นอกจากนี้ ควรมีการจัดทำคูมือการปฏิบัติงานสำหรับเจาหนาที่ ซึ่งมีรายละเอียดการปฏิบัติงาน

เชน ขั้นตอน ระยะเวลา คาธรรมเนียม และขอมูลจำเปนสำหรับการปฏิบัติงานที่ชัดเจนครอบคลุม ถูกตอง และทันสมัย
และจัดเก็บในรูปแบบเอกสารหรือพัฒนาอยูในระบบสารสนเทศ ซึ่งตองอยูในตำแหนงที่หยิบใชสะดวกและคนหาขอมูล
ไดรวดเร็ว


4) การพัฒนาทักษะความชำนาญของผูใหบริการ
บุคลากรดานการบริการมีความสำคัญตอภาพลักษณองคกร จึงตองมีคุณสมบัติและหัวใจในการใหบริการ ยินดี

ใหบริการแมไมใชงานในขอบขายความรับผิดชอบของตนเอง ไดแก
S - Smile คือ มีความยิ้มแยม

E – Early Responsibility คือ ตอบสนองตอความตองการของผูรับบริการอยางรวดเร็ว
R – Respectful คือ แสดงออกถึงความนับถือและใหเกียรติผูรับบริการ
V – Voluntaries Manner คือ ใหบริการดวยความสมัครใจและเต็มใจ

I – Image Enhance คือ แสดงออกซึ่งการรักษาภาพลักษณขององคกร
C – Courtesy คือ กิริยาออนนอม สุภาพ และมีมารยาทที่ดี

E – Enthusiasm คือ ความกระฉับกระเฉง กระตือรือรนในการใหบริการ
การที่บุคลากรจะมีทักษะความสามารถเหลานี้ไดจึงมีความจำเปนอยางยิ่งที่ตองมีการพัฒนาศักยภาพและทักษะ
ในการปฏิบัติงานที่จำเปนและทันสมัยใหกับบุคลากรอยางตอเนื่อง มีการจัดหาเครื่องมือชวยเหลือและเพิ่มศักยภาพ

ในการใหบริการแกบุคลากร เชน การออกแบบระบบสารสนเทศเพื่อชวยใหคนหาคำตอบหรือแกไขสถานการณตาง ๆ
ไดอยางรวดเร็ว การกำหนดมาตรฐานการตอบคำถาม หรือการแกไขปญหาในแตละสถานการณที่คาดวาจะมีโอกาสเกิดขึ้น

มีการกำหนดแผนพัฒนาบุคลากรใหชัดเจนทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีการกำหนดความรูทักษะที่บุคลากรจำเปนตองได
รับการพัฒนาใหสอดคลองกับเปาหมายขององคกร สามารถใหบริการไดอยางถูกตอง รวดเร็ว และมีจิตบริการ โดยใน
กรณีที่มีการพัฒนาระบบงานหรือระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ควรมีการฝกอบรมใหความรูแกบุคลากรจนเกิดความเขาใจ

และความชำนาญในระบบงาน รวมถึงมีการพัฒนาใหบุคลากรสามารถปฏิบัติงานทดแทนกันได สามารถริเริ่ม
และพัฒนาการใหบริการที่เกินความคาดหวังของผูรับบริการ ตลอดจนสามารถปฏิบัติงานไดตามมาตรฐานที่กำหนด

ไวในแตละชองทางของระบบ online ที่พัฒนาขึ้น

5) การพัฒนาคุณภาพการใหบริการ ประกอบดวย

5.1) ระบบการประเมินความพึงพอใจ
มีการสำรวจความพึงพอใจของผูรับบริการโดยรวม และนำขอมูลความคิดเห็น ความพึงพอใจ และความไมพึง
พอใจตาง ๆ มาจัดลำดับความสำคัญ เพื่อสรางเปนแผนปรับปรุงการปฏิบัติงานใหเปนที่พึงพอใจของประชาชน ทั้งนี้

อาจจัดใหมีระบบการประเมินความพึงพอใจทันที ณ จุดใหบริการ ซึ่งควรมีรูปแบบที่งาย สะดวก และไมสรางภาระตอ
ผูใชบริการ นอกจากนี้ อาจจัดใหมีหนวยงานภายนอกมาชวยประเมินผลความพึงพอใจของผูรับบริการตามความเหมาะสม

เพื่อเปนการใหผลการสำรวจมีความแมนยำและนาเชื่อถือมากยิ่งขึ้น จากนั้นจึงผลสำรวจมาวิเคราะหและปรับปรุงงาน
บริการอยางตอเนื่อง เพื่อใหเกิดผลลัพธความพึงพอใจของผูรับบริการ

5.2) คุณภาพการใหบริการและการจัดการขอรองเรียน

มีการใหบริการที่มีคุณภาพซึ่งสามารถสรางความประทับใจหรือความสุขใจใหกับผูรับบริการ เชน ไดรับบริการ
ที่มีความถูกตอง รวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีการจัดการขอรองเรียน โดยรับฟงขอรองเรียนเกี่ยวกับปญหาตาง ๆ จากประชาชน

เพื่อทราบถึงความตองการ ชี้แจงทำความเขาใจ ตลอดจนแกปญหาใหกับผูรับบริการ เพื่อปองกันไมไดเกิดปญหาหรือ
ขอรองเรียนในประเด็นเดิมหรือประเด็นที่เกี่ยวของขึ้นซ้ำอีก
5.3) ชองทางการใหบริการ

มีชองทางและกลยุทธในการสื่อสารที่เพียงพอและชัดเจน เชน มีการพัฒนาเพิ่มชองทางการใหบริการ
การใหคำปรึกษารวมทั้งการรับเรื่องรองเรียนผานชองทางอื่น ๆ ที่สอดคลองกับความตองการของผูรับบริการ และควร

มีการประเมินประสิทธิภาพของชองทางการใหบริการอยางสม่ำเสมอตอเนื่อง เพื่อนำขอมูลไปทบทวนปรับปรุงพัฒนา
ชองทางการใหบริการของศาลยุติธรรมใหมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
5.4) ระบบการติดตามผลการดำเนินงาน

มีการจัดทำแผนการติดตามผลการดำเนินงานที่ชัดเจน ซึ่งประกอบดวย หัวขอเรื่อง ที่ติดตาม ผูรับผิดชอบ ระยะ
เวลาดำเนินการ ผลดำเนินการ และขอเสนอการปรับปรุงพัฒนาใหดีขึ้นอยางตอเนื่อง และมีกลไกการรับฟงและตอบสนอง

ขอรองเรียนของผูรับบริการ
5.5) การแกไขปญหาที่ทาทาย
การแกไขปญหาทาทายที่เกิดขึ้นในการใหบริการและนำไปสูการกำหนดเปนแนวทางการดำเนินการตอไปนั้น

จะตองมีการคนหาปญหา อุปสรรคของการใหบริการที่เกิดขึ้นและคาดวาจะเกิดขึ้น และนำไปแกไขปรับปรุงใหการบริการ
ดียิ่งขึ้น โดยอาจทำการสำรวจความพึงพอใจของผูรับบริการ รวมถึงขอมูลสารสนเทศตาง ๆ เพื่อนำมาิเคราะห

และคาดการณปญหา และสาเหตุของปญหาไดอยางแมนยำ และสามารถกำหนดวิธีการแกไขปรับปรุง รวมทั้งแจง
ผูเกี่ยวของใหรวมกันดำเนินการแกไขปรับปรุงการทำงาน และนำไปสูการกำหนดเปนแนวทางการดำเนินการตอไป
5.6) การทบทวนปรับปรุงการดำเนินงาน

มีการการทบทวนปรับปรุงการดำเนินงานและกระบวนการใหบริการ เชน การตรวจสอบวามีกฎระเบียบขอบังคับ
หรือนโยบายในการปฏิบัติงานที่เปนอุปสรรคหรือเกิดความยุงยากซับซอน มีรายละเอียดในขั้นตอนการใหบริการหรือ

ดำเนินการมาก หรือลาชา และนำผลจากการติดตามงานมาดำเนินการปรับปรุงการดำเนินงานใหเหมาะสมจนเกิด
ผลลัพธที่ดีอยางตอเนื่อง และสามารถมีระบบรับสงเรื่องและการใหบริการไดถูกตอง รวดเร็ว ลดการสูญเสียและเกิด
คุณคาที่เปนประโยชนตอผูรับบริการ

5.7) การแลกเปลี่ยนเรียนรู และการจัดอบรมเจาหนาที่และผูเกี่ยวของในกระบวนการอยางตอเนื่อง เพื่อใหการ
บริการบรรลุเปาหมายของการอำนวยความสะดวกแกประชาชนมีการจัดการแลกเปลี่ยนเรียนรู การจัดอบรมทักษะการ

ใหบริการที่ทันสมัยอยางตอเนื่อง เชน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของศาลยุติธรรม การสรางความสัมพันธกับผูรับบริการ
การสรางภาพลักษณการใหบริการ การสรางจิตสำนึกดานการใหบริการ การศึกษาดูงาน เปนตน และมีการสื่อสารสราง
ความเขาใจใหแกเจาหนาที่เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติงานใหม เพื่อปองกันปญหาที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงมีการแลกเปลี่ยน

เรียนรูเกี่ยวกับปญหาในการปฏิบัติงาน และการปรับปรุงงาน ตลอดจนการรวมกันทบทวนระบบงานเพื่อออกแบบ
งานใหม/สรางนวัตกรรมในการใหบริการ

5.8) การจัดทำระบบฐานขอมูล
มีการจัดทำระบบฐานขอมูลในรูปแบบดิจิทัลใหสามารถใชไดงาย และมีขอมูลจำเปนเพียงพอตอการปฏิบัติงาน
โดยการรวบรวมขอมูลจากผูปฏิบัติงาน ผูรับบริการ และผูที่เกี่ยวของเพื่อออกแบบการจัดเก็บขอมูลใหมีความครอบคลุม

ถูกตอง และทันสมัย และระบบวิเคราะหฐานขอมูลใหสอดคลองกับความตองการใชงานเพื่ออำนวยความสะดวกใน
การปฏิบัติงาน และพัฒนาปรับปรุงการใหบริการ รวมไปถึงการทบทวนปรับปรุงระบบฐานขอมูลและระบบการประมวล

ผลวิเคราะหรายงานขอมูลใหมีประสิทธิภาพอยางตอเนื่อง

5.9) การบูรณาการวางแผนระบบ

มีการบูรณาการทำงานระหวางหนวยงานที่เกี่ยวของ สอดคลองกับทรัพยากรที่มีจำกัด โดยมีการเชื่อมโยงขอมูล
ระหวางหนวยงาน เพื่อลดความซ้ำซอนและความผิดพลาดในการกรอกขอมูล รวมทั้งการใชทรัพยากรรวมกันอยางคุมคา
5.10) การพัฒนาระบบการใหบริการ Online

มีการพัฒนาระบบการใหบริการ ซึ่งอาจรวมถึงระบบการรองเรียน ผานชองทางที่เปนระบบ online และมีการ
กำหนดมาตรฐานการใหบริการในแตละชองทางที่ไดเปดใหบริการไวอยางชัดเจนและเหมาะสมสอดคลองกับความ
ตองการของผูรับบริการ เชน
- การติดตอผานอีเมล มีการตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมง

- การติดตอผานระบบ Chat หรือ Line มีการตอบกลับภายใน 15 นาที
- การติดตอผาน Facebook มีการตอบกลับภายใน 1 ชั่วโมง เปนตน

5.11) การบริหารความตอเนื่องในการใหบริการที่จำเปน
มีแผนการบริหารความตอเนื่องในการใหบริการ กรณีที่เกิดภาวะฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ โดยเตรียมทรัพยากร
ที่สำคัญ เชน สถานที่ใหบริการสำรอง บุคลากร ขอมูลสารสนเทศ ผูมีสวนไดสวนเสีย และวัสดุอุปกรณตาง ๆ เปนตน


แนวทางการดำเนินงาน
1) จัดตั้งคณะทำงานเพื่อรับผิดชอบโดยตรงในการจัดทำมาตรฐาน ซึ่งประกอบดวย ผูบริหาร ผูอำนวยการ
หัวหนาสวนงาน และเจาหนาที่ผูปฏิบัติงานที่เกี่ยวของ

2) ศึกษาความตองการและความคาดหวังของผูรับบริการ เพื่อนำไปใชในการออกแบบระบบการใหบริการ โดย
วิเคราะหความเหมาะสมและความเปนไปได หรือความเสี่ยงตาง ๆ ที่ควรกำหนดเปนมาตรฐานการใหบริการ

3) จัดทำมาตรฐานงานบริการและมาตรการที่จะนำไปสูการปฏิบัติ
4) รับฟงความคิดเห็นหรือระดมสมองจากผูที่เกี่ยวของ
5) เสนอมาตรฐานตอผูบริหารศาลยุติธรรมเพื่อพิจารณา

6) ผลักดันมาตรฐานสูความสำเร็จ
7) พิจารณาปรับปรุงแกไขมาตรฐานใหมีความเหมาะสมตอบริบทการปฏิบัติงานของศาลยุติธรรม

8) จัดประชุมผูที่เกี่ยวของเพื่อปรึกษาและหาขอตกลงรวมกันเกี่ยวกับมาตรฐานที่กำหนดขึ้น
9) ชี้แจงและทำความเขาใจกับผูปฏิบัติงานและผูที่เกี่ยวของอื่น ๆ เกี่ยวกับมาตรฐานการใหบริการที่กำหนดไว
10) สงเสริมใหหนวยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมปฏิบัติงานใหเปนไปตามมาตรฐานที่กำหนด โดยกำหนด

แผนปฏิบัติการ ระยะเวลา และเปาหมายในการดำเนินงานที่มีความชัดเจน ทั้งในดานปริมาณงาน คุณภาพงาน ขั้นตอน
การปฏิบัติงาน เวลาการปฏิบัติงาน หรือวิธีการปฏิบัติงาน

11) ติดตามผลการปฏิบัติงานแลวนำมาเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่กำหนดไว ซึ่งอาจดำเนินการได ดังนี้
- กำหนดนโยบายและระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการควบคุมการปฏิบัติงานใหเปนไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว
- กำหนดแบบการรายงานการดำเนินงานตามมาตรฐานของหนวยงานตาง ๆ แลวใหจัดสงผลการปฏิบัติงาน

ดังกลาวใหหนวยงานกลางทราบเปนระยะ ๆ เชน ทุก ๆ 3 เดือน หรือ 6 เดือน หรือแลวแตความเหมาะสม และความ
เปนไปได

- ตรวจประเมินผลความสำเร็จของการปฏิบัติงานเพื่อใหทราบวาหนวยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม
สามารถปฏิบัติงานไดเปนไปตามมาตรฐานที่กำหนดไวหรือไม โดยกำหนดตัวชี้วัดในการประเมินใหมีความชัดเจน เชน
หนวยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมทุกแหงสามารถปฏิบัติงานไดตามมาตรฐานอยูในระดับรอยละ 80 ภายใน 3 เดือน

รอยละ 90 ของบุคลากรในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมสามารถปฏิบัติงานไดตามมาตรฐานที่กำหนด เปนตน
12) พิจารณาปรับปรุงหรือแกไขมาตรฐานที่กำหนดไวใหมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยควรมีการปรับปรุงทุก ๆ

2 - 3 ป เพราะรูปแบบความตองการของผูรับบริการจะเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น จึงควรเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน
เพื่อใหสามารถตอบสนองไดทันกับความตองการของประชาชน



โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ

เรื่อง การประเมินผลและพัฒนาระบบการประชุมปรึกษาคดี


และการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส

ของศาลอุทธรณภาค 1




หลักการและเหตุผล

สืบเนื่องจาก ปงบประมาณ พ.ศ. 2563 สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ไดดำเนินโครงการพัฒนาระบบ

การประชุมปรึกษาคดีและตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส โดยไดนำเทคโนโลยีมาใชสนับสนุน
การประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษา เพื่อสรางความเขมแข็งในการประชุมปรึกษาคดี ซึ่งเปนหลักสำคัญ
ของการพิจารณาคดีตามระบบองคคณะ สอดคลองกับนโยบายประธานศาลฎีกา ขอ 3 สรางสรรค “สรางกลไกการดำเนิน

กระบวนการพิจารณาและการพิพากษาคดีที่ทันสมัย” (พัฒนาระบบการตรวจรางคำสั่งหรือคำพิพากษาในทุกชั้นศาล
และการประชุมคดีในศาลสูงโดยใชเทคโนโลยีที่ทันสมัย) ซึ่งศาลอุทธรณภาค 1 ไดเขารวมโครงการดังกลาว โดยดำเนินงาน

ที่เกี่ยวของมาชวงเวลาหนึ่งแลว และมีความประสงคใหสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ดำเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
ระบบงานในศาลอุทธรณภาค 1 เพื่อประเมินผลและพัฒนาระบบการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษา
ในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส ของศาลอุทธรณภาค 1 อันจะนำไปสูการขยายผลการดำเนินงานที่เกี่ยวของ

ในวงกวางตอไป
ดังนั้น เพื่อใหเปนไปตามนโยบายประธานศาลฎีกา ขอ 3 สรางสรรค “สรางกลไกการดำเนินกระบวนการพิจารณา

และการพิพากษาคดีที่ทันสมัย” (พัฒนาระบบการตรวจรางคำสั่งหรือคำพิพากษาในทุกชั้นศาลและการประชุมคดี
ในศาลสูงโดยใชเทคโนโลยีที่ทันสมัย) สนับสนุนและสงเสริมการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูง
ดวยระบบอิเล็กทรอนิกส รวมถึงรองรับการพัฒนาจาก “D-COURT” มุงสู “Smart Court” ของสำนักงานศาลยุติธรรม

ดาน “Technology Smart” ที่เนนการใชเทคโนโลยีใหมีประสิทธิภาพเพื่อทำใหการอำนวยความยุติธรรมแกประชาชน
สะดวกรวดเร็วที่สุดและตองรักษากระบวนการพิจารณาที่ถูกตองตามกฎหมายไวดวย สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์

จึงเห็นสมควรดำเนินโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การประเมินผลและพัฒนาระบบการประชุมปรึกษาคดีและการ
ตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส ของศาลอุทธรณภาค 1”


วัตถุประสงค
1. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระบบการบริหารจัดการคดี การประชุมปรึกษาคดี และการตรวจรางคำพิพากษา
ในศาลอุทธรณภาค 1 ในรูปแบบเดิมกับที่ไดนำระบบอิเล็กทรอนิกสมาใชสนับสนุนระบบดังกลาว

2. เพื่อสำรวจปญหาขอขัดของในการนำระบบอิเล็กทรอนิกสมาใชในการสนับสนุนการบริหารจัดการคดี
การประชุมปรึกษาคดี และการตรวจรางคำพิพากษาในศาลอุทธรณภาค 1

3. เพื่อพัฒนาระบบที่เปนแบบอยางที่ดีสำหรับใชใหเปนโมเดลนำรอง และศึกษาแนวทางการขยายผลการนำ
ระบบอิเล็กทรอนิกสมาใชสนับสนุนในการบริหารจัดการคดี การประชุมปรึกษาคดี และการตรวจรางคำพิพากษา
ในศาลสูงอื่น ใหเปนไปในแนวทางเดียวกัน


เปาหมาย

ประเมินผลและพัฒนาระบบการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส

ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ

1. เพื่อทราบความแตกตางระหวางระบบการบริหารจัดการคดี การประชุมปรึกษาคดี และการตรวจรางคำพิพากษา

ในศาลอุทธรณภาค 1 ในรูปแบบเดิมกับที่ไดนำระบบอิเล็กทรอนิกสมาใชสนับสนุนระบบดังกลาว
2. พัฒนารูปแบบการประชุมปรึกษาคดี และการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส
ใหเหมาะสมตอการใชงาน และอำนวยความสะดวก แกบุคลากรที่เกี่ยวของ

3. ยกระดับมาตรฐานการประชุมปรึกษาคดีขององคคณะใหเขมแข็ง และการบริหารจัดการคดี เปนไปดวย
ความถูกตอง สะดวก และรวดเร็ว เกิดประโยชนสูงสุดแกประชาชน


ผูรับผิดชอบโครงการ
สวนสนับสนุนการพัฒนาระบบและมาตรฐานงานศาลสูง

สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ สำนักงานศาลยุติธรรม
โทรศัพท 0 2500 1079 โทรสาร 0 2500 1080



ที่ปรึกษาโครงการ
1) นางอุษา จิวะชาติ รองเลขาธิการสถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการ

ศาลยุติธรรมชวยทำงานชั่วคราวในตำแหนงผูพิพากษา
หัวหนาศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา
2) นายศุภกิจ แยมประชา รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

3) นายวรวงศ อัจฉราวงศชัย ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา
4) นางพัชรพร โรจนสโรช ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา

5) นางสาวณัฏฐสุมณ ทิตาสิริจิรภาส ผูอำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์

เจาหนาที่ผูรับผิดชอบ

1) นางสาวสุเบญจวรรณ ทวีจิตติโภคิน นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ
2) นางสาวรวิวรรณ วงศคช นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการ

3) นางสาวสุลาวัลย โจวเจริญ นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ
4) นายณัฐพงษ สุภาพงษ นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ

1. สรุปผลการดำเนินโครงการ

1.1) เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมอนุมัติใหดำเนินโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การประเมินผล
และพัฒนาระบบการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส ของศาล

อุทธรณภาค 1 โดยมีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาเปรียบเทียบระบบการบริหารจัดการคดี การประชุมปรึกษาคดี และการ
ตรวจรางคำพิพากษาในศาลอุทธรณภาค 1 ในรูปแบบเดิมกับที่ไดนำระบบอิเล็กทรอนิกสมาใชสนับสนุนระบบงาน
เพื่อสำรวจปญหาขอขัดของตาง ๆ และเพื่อพัฒนาระบบที่เปนแบบอยางที่ดีสำหรับนำไปขยายผลในศาลสูงอื่นใหเปน

ไปในทิศทางเดียวกัน รายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมายเลข 3 และไดอนุมัติใหขยายแผนการดำเนินโครงการวิจัย
2 ครั้ง จากเดิมที่สิ้นสุดการดำเนินโครงการเดือนเมษายน 2564 เปนเดือนกันยายน 2564 เนื่องจากระยะเวลาใน

การพัฒนาโปรแกรมที่เพิ่มขึ้น ทำใหการดำเนินกิจกรรมอื่นที่ตามมา ตองเลื่อนตามไปดวย เชน การเริ่มดำเนินการ
ทดลองใชโปรแกรม และภายใตสถานการณการแพรระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำใหการดำเนินกิจกรรม
บางกิจกรรมตองใชระยะเวลาเพิ่มมากขึ้น เชน การฝกอบรมผูใชงานโปรแกรมที่ตองจำกัดผูเขารวมการอบรมเพื่อลด

การแออัด จากเดิมที่มีแผนการอบรมกลุมใหญ ตองปรับเปนการอบรมกลุมยอย รายละเอียดปรากฏตามเอกสาร
หมายเลข 4 - 5

1.2) สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ไดสงรายงานผลการเดินทางไปราชการเพื่อสังเกตการณและรับฟง
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาทางอิเล็กทรอนิกส ณ ศาลอุทธรณภาค 1
เมื่อวันอังคารที่ 29 ธันวาคม 2563 ตามที่เลขาธิการฯ เห็นชอบใหแจงรายงานผลฯ ไปยังสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ

และไดรับการสนับสนุนจากสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ และนายเฉลิมพล นาคสุวรรณ ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนัก
ประธานศาลฎีกา ผูพิพากษาที่ปฏิบัติหนาที่ชวยในการบริหารงานและพิจารณากลั่นกรองงานในหนาที่ความรับผิดชอบ

ของสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศเปนอยางดี ในการพัฒนาตอยอดโปรแกรมการปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษา
ดวยระบบอิเล็กทรอนิกส (e-CMS) พรอมจัดทำคูมือการใชงานระบบฯ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมายเลข 6


2. ความสำเร็จของการดำเนินโครงการ ฯ
2.1) สรุปผลการทดลองใชงานโปรแกรม ฯ
(1) ศาลอุทธรณภาค 1 ไดทดลองดำเนินการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาดวยระบบ

อิเล็กทรอนิกส ปงบประมาณ 2563 (โปรแกรมที่พัฒนาโดยศาลอุทธรณภาค 4) ซึ่งดำเนินการทดลองใชงานโปรแกรมฯ
จำนวน 2 คณะ โดยไดดำเนินการประชุมปรึกษาคดีและตรวจรางคำพิพากษาดวยระบบอิเล็กทรอนิกส จำนวน 16 เรื่อง

แบงตามประเภทคดี คือ คดีแพง 6 เรื่อง คดีอาญา 9 เรื่อง และคดีผูบริโภค 1 เรื่อง
(2) ศาลอุทธรณภาค 1 ไดทดลองดำเนินการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาดวยระบบ
อิเล็กทรอนิกส (e-CMS) ปงบประมาณ 2564 (โปรแกรมที่พัฒนาโดยสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ) ซึ่งดำเนินการทดลอง

ใชงานโปรแกรมฯ จำนวน 8 คณะ โดยไดดำเนินการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางดวยระบบอิเล็กทรอนิกส
จำนวน 12 เรื่อง แบงตามประเภทคดี คือ คดีอาญา 6 เรื่อง คดีแพง 6 เรื่อง

(3) มีการขยายผลการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาดวยระบบอิเล็กทรอนิกส
(E-CMS) ดังนี้
- หนวยงานที่อยูระหวางดำเนินการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาดวยระบบอิเล็กทรอนิกส

(E-CMS) ไดแก ศาลอุทธรณภาค 3, 5, 6, 8 และศาลอุทธรณภาค 9
- หนวยงานที่อยูระหวางการปรับ Work Flow กอนดำเนินการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจราง

คำพิพากษาดวยระบบอิเล็กทรอนิกส (E-CMS) ไดแก ศาลอุทธรณภาค 2 และศาลอุทธรณภาค 7
2.2) การเก็บรวบรวมขอมูลการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาของศาลอุทธรณภาค 1
(1) สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ดำเนินการเก็บขอมูลเพื่อประกอบการประเมินผลและพัฒนา

ระบบการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส จำนวน 3 รอบ ดังตารางที่ 1

ตารางที่ 1 แสดงรายละเอียดการเก็บขอมูล



รอบที่ วัน/เดือน/ป วิธีการ ผูใหขอมูล




1 24 มีนาคม 2564 การสัมภาษณเชิงลึกเพื่อรับฟง (1) ผูที่ไดทดลองดำเนินการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจราง
ณ ศาลอุทธรณภาค 1 ความคิดเห็น คำพิพากษาดวยระบบอิเล็กทรอนิกส ในปงบประมาณ 2563
(โปรแกรมที่พัฒนาโดยศาลอุทธรณ ภาค 4)
(2) ผูที่ไมไดทดลองดำเนินการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจราง
คำพิพากษาดวยระบบอิเล็กทรอนิกส


2 การประชุมรูปแบบ การประชุมรูปแบบออนไลน ผูที่ไดทดลองดำเนินการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจราง
ออนไลน ผานระบบ ผานระบบ Cisco Webex คำพิพากษาดวยระบบอิเล็กทรอนิกส (e-CMS) ในปงบประมาณ
Cisco Webex 2564 (โปรแกรมที่พัฒนาโดยสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ)




แบบประเมินรูปแบบ แบบประเมินรูปแบบออนไลน ผูที่ไดทดลองดำเนินการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจราง
3 ออนไลน (Google Form) (Google Form) คำพิพากษาดวยระบบอิเล็กทรอนิกส (e-CMS) ในปงบประมาณ
2564 (โปรแกรมที่พัฒนาโดยสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ)




(2) เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมรับทราบผลการสัมภาษณเชิงลึก และ/หรือเก็บแบบสอบถาม

จากผูบริหาร ผูพิพากษา ผูชวยผูพิพากษาและเจาหนาที่ ในศาลอุทธรณภาค 1 เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2464 โดย
เปนการรวบรวมความคิดเห็นจากผูที่เกี่ยวของ 2 กลุม ไดแก (1) ผูที่เกี่ยวของที่ไดทดลองดำเนินการประชุมปรึกษาคดี

และการตรวจรางคำพิพากษาดวยระบบอิเล็กทรอนิกส ปงบประมาณ 2563 (พัฒนาระบบโดยศาลอุทธรณภาค 4)
และ (2) ผูที่ไมไดทดลองดำเนินการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาดวยระบบอิเล็กทรอนิกส ปงบประมาณ
2563 (ดำเนินการในรูปแบบกระดาษ) (เอกสารหมายเลข 4)

(3) เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมรับทราบผลการประชุมโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การประเมิน
ผลและพัฒนาระบบการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส ของศาลอุทธรณ

ภาค 1 ครั้งที่ 1/2564 ในวันศุกรที่ 20 สิงหาคม 2564 โดยการประชุมออนไลนผานระบบ Cisco Webex
มีนางอภิรดี โพธิ์พรอม รองประธาน ศาลอุทธรณภาค 1 เปนประธานการประชุม (เอกสารหมายเลข 5)


2.3) ความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจของการใชโปรแกรมฯ (e-CMS)
ผูใชงานโปรแกรมฯ และเจาหนาที่ มีความพึงพอใจเกี่ยวกับการใชโปรแกรมฯ (e-CMS) ในภาพรวมในระดับมาก
โดยมีคาคะแนนเฉลี่ย 2.84 คะแนน จากคะแนนเต็ม 4 คะแนน ซึ่งผูใชงานโปรแกรมฯ มีความพึงพอใจมากที่สุด 3 ลำดับ

แรก ไดแก ดานการรักษาความปลอดภัยของขอมูล รองลงมา ดานความพรอมของอุปกรณและดานการสนับสนุนการใช
งานของเจาหนาที่ ตามลำดับ สำหรับเจาหนาที่ มีความพึงพอใจมากที่สุด 3 ลำดับแรก ไดแก ดานการรักษาความปลอดภัย

ของขอมูล รองลงมา ดานการสนับสนุนการใชงานของเจาหนาที่ และดานความพรอมของอุปกรณ ตามลำดับ ดังตารางที่ 2


ตารางที่ 2 แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจของการใชโปรแกรมฯ (e-CMS)

คาคะแนนความพึงพอใจ
รายการ คาคะแนนเฉลี่ย ผลลัพธ
ผูใชงาน เจาหนาที่

1. ดานคุณภาพของระบบอิเล็กทรอนิกส 2.37 2.71 2.54 มาก

คาคะแนนความพึงพอใจ
รายการ คาคะแนนเฉลี่ย ผลลัพธ
ผูใชงาน เจาหนาที่

2. ดานการรักษาความปลอดภัยของขอมูลในระบบฯ 3.05 3.05 3.05 มาก


3. ดานความพรอมความเขาใจของผูใชงานระบบ 2.57 2.60 2.59 มาก

4. ดานความพรอมของอุปกรณ 2.64 2.80 2.72 มาก

5. ดานคุณภาพของสำนวนความอิเล็กทรอนิกสของศาล 2.56 2.68 2.62 มาก
ชั้นตน
6. ดานการสนับสนุนการใชงานของเจาหนาที่ 2.63 2.85 2.74 มาก


7. ดานความพึงพอใจของผูใช 2.29 2.70 2.50 ปานกลาง

คาคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของการใช 2.59 2.77 2.68 มาก
โปรแกรมฯในภาพรวม



2.4) เปรียบเทียบระบบการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาในศาลอุทธรณภาค 1 ดังตาราง

ที่ 3
ตารางที่ 3 เปรียบเทียบระบบการประชุมปรึกษาคดีในศาลอุทธรณภาค 1 ในรูปแบบเดิม และในรูปแบบ
อิเล็กทรอนิกส ดวยโปรแกรมที่พัฒนาโดยศาลอุทธรณภาค 4 (ปงบประมาณ 2563) และโปรแกรมที่พัฒนาโดย

สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ (ปงบประมาณ 2564)

โปรแกรมที่พัฒนาโดยศาล โปรแกรมที่พัฒนาโดยสำนัก
ลำดับ รายการ รูปแบบเดิม อุทธรณภาค 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ
(ปงบประมาณ 2563) (ปงบประมาณ 2564)

ประธานจายสำนวนใหองคคณะ ประธานจายสำนวนใหองคคณะ
ประธานจายสำนวนใหองคคณะ โดยไมระบุเจาของสำนวน ทำให โดยไมระบุเจาของสำนวน ทำให
1 การจายสำนวนใหองคคณะ โดยระบุเจาของสำนวน ผูพิพากษาในองคคณะทุกคนมีขอมูล ผูพิพากษาในองคคณะทุกคนมี
ในการประชุมปรึกษาคดีเทาเทียมกัน ขอมูลในการประชุมปรึกษาคดี
เทาเทียมกัน


2 วิธีจายสำนวนดวยระบบอิเล็กทรอนิกส ไมมี ผานโปรแกรมฯ ผานโปรแกรมฯ


- ปฏิบัติงานผานระบบ - ปฏิบัติงานผานระบบ
Intranet Intranet
3 ระบบรักษาความปลอดภัย - มีซองเอกสารที่ปดผนึกจาก - การกำหนดสิทธิในการเขา - การกำหนดสิทธิในการเขา
เจาหนาที่ ถึงขอมูลเฉพาะบุคคลตาม ถึงขอมูลเฉพาะบุคคลตาม
ตำแหนง ตำแหนง



4 ผูทำหนาที่เปนเลขานุการองคคณะ ไมมี ผูพิพากษา (ผูชวยเล็ก) ผูพิพากษา (ผูชวยเล็ก)





การแจงเตือนการจายสำนวนเพื่อประชุม มีการแจงเตือนผาน ตองเขาระบบผานโปรแกรมฯ
5 ปรึกษาคดี ผานเอกสาร Application Line เพื่อตรวจสอบวามีการจาย
สำนวนมาหรือไม

โปรแกรมที่พัฒนาโดยศาล โปรแกรมที่พัฒนาโดยสำนัก
ลำดับ รายการ รูปแบบเดิม อุทธรณภาค 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ
(ปงบประมาณ 2563) (ปงบประมาณ 2564)



6 การจดบันทึกการประชุมปรึกษาคดี ไมมี ผูพิพากษา (ผูชวยเล็ก) ผูพิพากษา (ผูชวยเล็ก)





ติดตามไดผานโปรแกรมฯ ติดตามไดผานโปรแกรมฯ
7 การติดตามการดำเนินงาน ติดตามจากงานจายสำนวน
ตามสิทธิในการเขาถึงขอมูล ตามสิทธิในการเขาถึงขอมูล

สามารถนำขอมูลของศาล
จัดทำโปรแกรมยอย เพื่อ
8 การเชื่อมโยงขอมูลกับศาลชั้นตน ศาลชั้นตนสงสำนวนมาใหเปน ใหศาลชั้นตนสงขอมูลมา ชั้นตนจากระบบการจัดทำ
เอกสาร ให ตองขอความรวมมือ สารบบและสำนวนความ
อิเล็กทรอนิกสมาใชไดผาน
จากศาลชั้นตน)
โปรแกรมฯ




การสงเสริม สนับสนุน เพื่อใหเกิดความเขม มี เพราะมีการจายสำนวนโดย มี เพราะมีการจายสำนวนโดย
9 แข็งของการประชุมปรึกษาคดีแบบองคคณะ ไมมี ไมระบุเจาของสำนวน เสมือน ไมระบุเจาของสำนวน เสมือน
ที่แทจริง ทุกคนเปนเจาของสำนวน ทุกคนเปนเจาของสำนวน





จากตารางที่ 3 พบวาในสวนของรูปแบบเดิมจะมีการดำเนินการผานเอกสารทั้งหมดและสามารถติดตามความคืบหนา
ในการดำเนินงานจากงานจายสำนวน ในขณะที่รูปแบบอิเล็กทรอนิกสทั้ง 2 โปรแกรม ดำเนินการไดเลยผานโปรแกรมฯ

และมีความปลอดภัยในการใชโปรแกรมฯ ผาน Intranet โดยมีการกำหนดสิทธิในการเขาถึงขอมูล และสามารถติดตาม
ความคืบหนาในการดำเนินงานไดผานโปรแกรมฯ ตามสิทธิในการเขาถึงขอมูลอีกดวย ซึ่งจะสังเกตไดวาโปรแกรมฯ ที่
พัฒนาโดยศาลอุทธรณภาค 4 มีการแจงเตือนการจายสำนวนผาน Application Line และในการเขาถึงขอมูลจากศาลชั้นตน

ตองติดตั้งโปรแกรมยอยและขอความรวมมือศาลชั้นตนเพื่อสงขอมูล สำหรับโปรแกรมฯ ที่พัฒนาโดยสำนักเทคโนโลยี
สารสนเทศนั้น มีการแจงเตือนการจายสำนวนผานโปรแกรมฯ โดยตองเขาระบบผานโปรแกรมฯ เพื่อตรวจสอบการแจงเตือน

และการเขาถึงขอมูลจากศาลชั้นตนนั้นสามารถทำไดทันทีผานโปรแกรมฯ เนื่องจากโปรแกรมฯ ไดพัฒนามาจากระบบ
การจัดทำสารบบและสำนวนความอิเล็กทรอนิกส (e-CMS)


ตารางที่ 4 เปรียบเทียบระบบการตรวจรางคำพิพากษาในศาลอุทธรณภาค 1 ในรูปแบบเดิม และในรูปแบบ
อิเล็กทรอนิกส ดวยโปรแกรมที่พัฒนาโดยศาลอุทธรณภาค 4 (ปงบประมาณ 2563) และโปรแกรมที่พัฒนาโดย
สำนักเทคโนโลยีสารนเทศ (ปงบประมาณ 2564)


โปรแกรมที่พัฒนาโดยศาล โปรแกรมที่พัฒนาโดยสำนัก
ลำดับ รายการ รูปแบบเดิม อุทธรณภาค 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ
(ปงบประมาณ 2563) (ปงบประมาณ 2564)

การตรวจรางคำพิพากษาดวยระบบ
1 ไมมี ผานโปรแกรมฯ ผานโปรแกรมฯ
อิเล็กทรอนิกส


- ปฏิบัติงานผานระบบ Intranet - ปฏิบัติงานผานระบบ Intranet
2 ระบบรักษาความปลอดภัย - มีซองเอกสารที่ปดผนึกจาก - การกำหนดสิทธิในการเขาถึง - การกำหนดสิทธิในการเขาถึง
เจาหนาที่ ขอมูลเฉพาะบุคคลตามตำแหนง ขอมูลเฉพาะบุคคลตามตำแหนง

โปรแกรมที่พัฒนาโดยศาล โปรแกรมที่พัฒนาโดยสำนัก
ลำดับ รายการ รูปแบบเดิม อุทธรณภาค 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ
(ปงบประมาณ 2563) (ปงบประมาณ 2564)
พิมพเอกสาร พิมพเอกสาร พิมพเอกสาร
3 การลงนามรางคำพิพากษา
เพื่อลงนาม เพื่อลงนาม เพื่อลงนาม



ติดตามไดผานโปรแกรมฯ ติดตามไดผานโปรแกรมฯ
4 การติดตามการดำเนินงาน ติดตามจากงานจายสำนวน
ตามสิทธิในการเขาถึงขอมูล ตามสิทธิในการเขาถึงขอมูล




จากตารางที่ 4 พบวา การตรวจรางคำพิพากษาในรูปแบบเดิม สามารถติดตามความคืบหนาในการดำเนินงานผานงาน

จายสำนวน ในขณะรูปแบบอิเล็กทรอนิกสทั้ง 2 โปรแกรม นั้น สามารถติดตามความคืบหนาในการดำเนินงานไดทันที
ผานโปรแกรม


2.5) ผลสำเร็จและความคุมคา
(1) ความสำเร็จของการนำระบบอิเล็กทรอนิกสมาใชสนับสนุนการประชุมปรึกษาคดี ของศาล
อุทธรณภาค 1

- ระบบชวยอำนวยความสะดวกในการจายสำนวนอิเล็กทรอนิกสใหกับผูพิพากษาทุกคนในองคคณะ
กอนการประชุมปรึกษาคดี ทำใหผูพิพากษาในองคคณะเกิดความรับผิดชอบรวมกันแบบองคคณะและมีขอมูลในการ

ประชุมปรึกษาคดีเทาเทียมกัน สรางความสมดุลในการแลกเปลี่ยนประเด็นทั้งขอเท็จจริงและขอกฎหมาย การพิจารณา
สำนวนคดีมีความละเอียดรอบคอบมากยิ่งขึ้น เปนการยกระดับคุณภาพของคำพิพากษา เปนการสงเสริมใหเกิดการ
พิจารณาคดีโดยองคคณะที่สมบูรณและสรางความเขมแข็งของระบบองคคณะ เกิดประโยชนสูงสุดตอประชาชน สอดคลอง

ตามนโยบายประธานศาลฎีกา (นางเมทินี ชโลธร) ประจำป 2563 – 2564 ขอ 3 สรางสรรค “สรางกลไกการดำเนิน
กระบวนพิจารณาและการพิพากษาคดีที่ทันสมัย” นโยบาย 3.3 พัฒนาระบบการตรวจรางคำสั่งหรือคำพิพากษาในทุก

ชั้นศาลและการประชุมคดีในศาลสูงโดยใชเทคโนโลยีที่ทันสมัย ภายใตแผนปฏิบัติการที่ใหศาลสูงทุกศาลยกระดับคุณภาพ
ของการทำคำพิพากษาและสรางความเขมแข็งของระบบองคคณะในคดีบางประเภทดวยการประชุมคดีขององคคณะ
- มีผูชวยผูพิพากษาจัดทำบันทึกประชุม สรุปประเด็นจากการประชุมปรึกษาคดีสงผลใหผูตรวจราง

คำพิพากษามีความเขาใจความคิด เขาใจเหตุผล ในการตรวจรางคำพิพากษามากยิ่งขึ้น
- ระบบชวยลดการใชกระดาษและการพิมพเอกสาร ชวยใหประหยัดงบประมาณ

- ระบบมีมาตรฐานความปลอดภัยของระบบสอดคลองกับวิธีความปลอดภัยของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส
เชน มีการกำหนดสิทธิ์ในการเขาถึงขอมูลเฉพาะบุคคล ซึ่งสามารถตรวจสอบติดตามการดำเนินงานยอนหลังได
(ติดตามตนทางผูสง ปลายทางผูรับ ระยะเวลา วันที่ เปนตน) ซึ่งปลอดภัยกวาระบบกระดาษที่ยากแกการตรวจสอบ

(2) ความสำเร็จของการนำระบบอิเล็กทรอนิกสมาใชสนับสนุนการตรวจรางคำพิพากษาของศาล
อุทธรณภาค 1

- ระบบชวยใหมีความสะดวกในการอาน การราง การแกไขคำพิพากษา เนื่องจากตัวอักษรมีมาตรฐาน
ทำใหการอานและการตรวจสะดวกขึ้น ชวยประหยัดเวลาในการตรวจรางคำพิพากษา สงผลใหการตรวจรางคำพิพากษา
เปนไปดวยความสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น สอดคลองตามนโยบายประธานศาลฎีกา (นางเมทินี ชโลธร) ประจำป

2563 – 2564 ขอ 3 สรางสรรค “สรางกลไกการดำเนินกระบวนพิจารณาและการพิพากษาคดีที่ทันสมัย” นโยบาย 3.3
พัฒนาระบบการตรวจรางคำสั่งหรือคำพิพากษาในทุกชั้นศาลและการประชุมคดีในศาลสูงโดยใชเทคโนโลยีที่ทันสมัย

ภายใตแผนปฏิบัติการที่ใหศาลสูงทุกแหงศึกษาและจัดระบบการตรวจรางคำสั่งหรือคำพิพากษาทางอิเล็กทรอนิกสเพื่อ
ความสะดวก รวดเร็ว ลดการใชกระดาษ ทั้งเปนการรักษาความลับ

- ระบบชวยลดการใชกระดาษและการพิมพเอกสาร ชวยใหประหยัดงบประมาณ

- ระบบมีมาตรฐานความปลอดภัยของระบบสอดคลองกับวิธีความปลอดภัยของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส
เชน มีการกำหนดสิทธิ์ในการเขาถึงขอมูลเฉพาะบุคคล ซึ่งสามารถตรวจสอบติดตามการดำเนินงานยอนหลังได

(ติดตามตนทางผูสง ปลายทางผูรับ ระยะเวลา วันที่ เปนตน) ซึ่งปลอดภัยกวาระบบกระดาษที่ยากแกการตรวจสอบ
(3) ความสำเร็จในภาพรวม
- การเชื่อมโยงขอมูลคดีจากศาลชั้นตนมายังศาลอุทธรณชวยลดขั้นตอนในการปฏิบัติ สะดวกในการสืบคน

- การสงสำนวนอิเล็กทรอนิกสชวยลดการใชกระดาษและการพิมพเอกสาร ชวยใหประหยัดงบประมาณ
- การสงสำนวนอิเล็กทรอนิกสลดการเคลื่อนไหวของสำนวนในรูปแบบกระดาษ จึงเปนการชวยลด

โอกาสสูญหายของสำนวน
- การบริหารจัดการคดีเปนไปดวยความถูกตอง สะดวก และรวดเร็วเกิดประโยชนสูงสุดตอประชาชน
2.6) ขอขัดของจากการดำเนินโครงการ

(1) พบปญหาเกี่ยวกับสำนวนความอิเล็กทรอนิกส
- ศาลชั้นตนยังไมไดสงสำนวนความอิเล็กทรอนิกสทุกคดีที่มีการยื่นคำฟองอุทธรณมายังศาลอุทธรณ 

ภาค 1 และที่สงมาในระบบก็มีสำนวนความไมครบถวน
- การสงไฟลสำนวนความอิเล็กทรอนิกสจากศาลชั้นตนไมเปนมาตรฐานเดียวกันตามแนวปฏิบัติ
ที่สำนักงานศาลยุติธรรมกำหนด เชน การตั้งชื่อไฟลของศาลชั้นตนไมเปนระบบ ทำใหเกิดความลาชาในการสืบคนขอมูล

- การจัดเรียงรายการเอกสารในสำนวนความอิเล็กทรอนิกส จะแบงจัดเก็บเอกสารตามประเภทเอกสาร
เชน คำฟอง/คำรอง เอกสารทายคำฟอง ใบแตงทนาย/ใบมอบฉันทะ คำใหการบัญชีระบุพยาน เปนตน ทำใหเมื่อ

ดาวนโหลดไฟลสำนวนมาอานเกิดความไมสะดวก เนื่องจากสำนวนความอิเล็กทรอนิกสไมเรียงตามสารบัญสำนวนคดี
เสมือนสำนวนจริง ตองเปดไฟลทีละไฟล
(2) ระบบการประชุมปรึกษาคดีและระบบการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส

(e-CMS) ยังไมเชื่อมโยงกับระบบสารสนเทศสำนวนคดี (CIS) ทำใหไมสามารถประมวลผลขอมูลสถิติผลงานของผูพิพากษา
และไมสามารถตรวจสอบการดำเนินการของสำนวนได ในคราวเดียวกัน จึงทำใหเกิดการทำงานซ้ำซอน

(3) ผูพิพากษา และบุคลากรบางทานยังขาดความรูเกี่ยวกับการใชเทคโนโลยีสารสนเทศและทักษะ
ดานเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไมเชี่ยวชาญในการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ และยังขาดความเขาใจเกี่ยวกับการใชงาน
โปรแกรม

(4) การอานสำนวนความและการตรวจรางคำพิพากษาผานคอมพิวเตอร จะตองเปดหนาตางแตละไฟล 
สลับไปมา หากมีเอกสารจำนวนมาก จะทำใหไมสะดวกในการอานเอกสาร และสงผลตอสุขภาพดานสายตา

(5) ความพรอมของอุปกรณคอมพิวเตอรและอุปกรณตอพวงที่ไมเหมาะสมตอการใชงานของผูพิพากษา
เชน หนาจอคอมพิวเตอร (Monitor) มีขนาดเล็ก และมีเพียง 1 หนาจอทำใหการอานสำนวนและการจัดทำคำพิพากษา
ไมสะดวก และสงผลตอสุขภาพดานสายตา

2.7) ขอเสนอแนะและแนวทางการพัฒนา
(1) ขอเสนอแนะเชิงนโยบาย

- ควรสงเสริมใหเกิดการนำระบบอิเล็กทรอนิกสมาใชในการสนับสนุนการบริหารจัดการคดีการประชุม
ปรึกษาคดี และการตรวจรางคำพิพากษาในศาลอุทธรณภาค 1 อยางตอเนื่อง
- ควรประชาสัมพันธเกี่ยวกับความสำคัญของการประชุมปรึกษาคดีใหแกผูพิพากษา เพื่อใหเกิดการรับรู

และเสริมสรางความเขมแข็งของระบบองคคณะอยางแทจริง อันจะนำไปสูการยกระดับคุณภาพคำพิพากษาและการอำนวย
ความยุติธรรมอันเปนที่ประจักษใหกับประชาชน

(2) ขอเสนอแนะเพื่อพัฒนาระบบ

- ควรเชื่อมโยงระบบการประชุมปรึกษาคดีและระบบการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบ
อิเล็กทรอนิกส (e-CMS) กับระบบสารสนเทศสำนวนคดี (CIS) เพื่อใหสามารถประมวลผลขอมูลสถิติผลงานของผูพิพากษา

และสามารถตรวจสอบการดำเนินการของสำนวนไดในคราวเดียวกัน ชวยลดการทำงานซ้ำซอน
- สำนักงานศาลยุติธรรมควรประชาสัมพันธและกำชับใหศาลชั้นตนดำเนินการสแกนสำนวนความ
อิเล็กทรอนิกสใหเปนมาตรฐานเดียวกันตามแนวปฏิบัติที่สำนักงานศาลยุติธรรมกำหนดอยางเครงครัด ตามหนังสือ

สำนักงานศาลยุติธรรม ที่ ศย 025/ว71 (ป) ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2564 เรื่อง แนวปฏิบัติการใชงานระบบการจัดทำ
สารบบและสำนวนความอิเล็กทรอนิกส (เพิ่มเติมครั้งที่ 2)

(3) ขอเสนอแนะเพื่อพัฒนาเกี่ยวกับบุคลากร
- ควรพัฒนาทักษะดานดิจิทัลใหกับผูพิพากษา บุคลากร ที่ยังขาดความรูเกี่ยวกับการใชเทคโนโลยี
สารสนเทศและทักษะดานเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อใหสามารถปฏิบัติงานไดอยางมีประสิทธิภาพทามกลางรูปแบบ

และวิธีการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปเปนดิจิทัลมากขึ้น
2.8) ขอเสนอแนะอื่น ๆ

(1) ควรมีการประชาสัมพันธในการใชระบบการจัดทำสารบบและสำนวนความอิเล็กทรอนิกส (e-CMS)
ใหมีการใชอยางแพรหลาย เพื่อใหศาลยุติธรรมทั่วประเทศมีระบบการจัดเก็บสารบบและสำนวนความอิเล็กทรอนิกส
ที่เปนมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะทำใหสะดวกในการนำขอมูลจากศาลชั้นตนเขาสูกระบวนการประชุมปรึกษาคดี

และการตรวจรางคำพิพากษาดวยระบบอิเล็กทรอนิกส
(2) ควรมีการสนับสนุนครุภัณฑคอมพิวเตอรและอุปกรณตอพวงที่เหมาะสมตอการใชงานระบบ

อิเล็กทรอนิกสของผูพิพากษา เชน การจัดหาจอภาพ (Monitor) ใหผูพิพากษา 2 จอ หรือ การจัดหาจอภาพ (Monitor)
ขนาดใหญ เพื่อใหงายตอการอานสำนวนและการจัดทำคำพิพากษา
ในการนี้ สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ ไดดำเนินการรวบรวมขอมูลโครงการวิจัยนำมาจัดทำ

รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การประเมินผลและพัฒนาระบบการประชุมปรึกษาคดี
และการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกสของศาลอุทธรณภาค 1 เรียบรอยแลว พรอมนี้

นางอภิรดี โพธิ์พรอม รองประธานศาลอุทธรณภาค 1 (ที่ปรึกษาโครงการฯ) ไดตรวจสอบรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ
เรียบรอยแลว รายละเอียดปรากฏ ตามเอกสารหมายเลข 7 และเห็นควรดำเนินการ ดังนี้
1. เห็นควรเผยแพรรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การประเมินผลและพัฒนา

ระบบการประชุมปรึกษาคดีและการตรวจรางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส ของศาลอุทธรณภาค 1
2. เห็นควรแจงหนวยงานที่เกี่ยวของ

- สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเชื่อมโยงระบบการประชุมปรึกษาคดีและระบบการตรวจ
รางคำพิพากษาในศาลสูงดวยระบบอิเล็กทรอนิกส (e-CMS) กับระบบระบบสารสนเทศสำนวนคดี (CIS) ตามขอเสนอแนะ
เพื่อพัฒนาระบบ

- สถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรม เพื่อพัฒนาทักษะดานดิจิทัลใหกับ
ผูพิพากษา บุคลากร ที่ยังขาดความรูเกี่ยวกับการใชเทคโนโลยีสารสนเทศและทักษะดานเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให

สามารถปฏิบัติงานไดอยางมีประสิทธิภาพ ตามขอเสนอแนะเพื่อพัฒนาเกี่ยวกับบุคลากร
- สำนักสงเสริมงานตุลาการและสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ ดำเนินการประชาสัมพันธ
และกำชับใหศาลชั้นตนดำเนินการสแกนสำนวนความอิเล็กทรอนิกสใหเปนมาตรฐานเดียวกันตามแนวปฏิบัติที่

สำนักงานศาลยุติธรรมกำหนดอยางเครงครัด เพื่อใหมีการใชอยางแพรหลาย ซึ่งจะทำใหสะดวกในการเชื่อมโยง
ขอมูลจากศาลชั้นตนเขาสูศาลสูง



โครงการวิจัย


เรื่อง การกำหนดใหมีนักจิตวิทยาเขาไปมีสวนชวยเหลือพยาน

ผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญา


หลักการและเหตุผล

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรค 3 กำหนดใหนักจิตวิทยา เขาไปมีสวนชวยเหลือ
พยาน ซึ่งอาจเปนผูเสียหายในคดี ทั้งในดานเพศ อายุ ฐานะ สุขภาพอนามัย ภาวะแหงจิตของพยานหรือความเกรงกลัว
ที่พยานมีตอจำเลย โดยใชวิธีการตางๆ ตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อลดการเผชิญหนากับจำเลย

นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะหจึงมีบทบาทเปนอยางมากในการชวยคุมครองสิทธิของผูเสียหายไมวาในฐานะ
พยาน หรือคูความ หรือผูมีสวนเกี่ยวของในชวยสนับสนุนใหการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลเปนไปดวยความเรียบรอย

ไดรับขอมูลประกอบการพิจารณาที่ครบถวน ปราศจากขอสงสัยตางๆ จนสิ้นกระแสความ ศาลยุติธรรมและสำนักงาน
ศาลยุติธรรม จึงควรจะตองเตรียมความพรอมเพื่อรองรับใหศาลสามารถเรียกใหนักจิตวิทยาเขามาชวยเหลือกระบวน
การยุติธรรมและการพิจารณาคดีของศาลไดตลอดเวลาอยางเพียงพอ และตอบสนองตอนโยบายประธานศาลฎีกา พ.ศ.

2563 - 2564 ขอ 2 สมดุล 3) ยกระดับการคุมครองสิทธิแกผูเสียหาย เหยื่ออาชญากรรม และพยานในคดีอาญา
สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ จึงเห็นสมควรดำเนินการศึกษาวิจัย เรื่อง “การกำหนดใหมีนักจิตวิทยา

เขาไปมีสวนชวยเหลือพยาน ผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญา” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงคเพื่อศึกษา คนควาขอมูลเกี่ยวกับ
การใหนักจิตวิทยามีสวนชวยเหลือพยาน ผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญา เพื่อรวบรวมความคิดเห็นไปใชประกอบการพัฒนา
ปรับปรุง แกไขกฎ ระเบียบ ขอบังคับ คำแนะนำใหมีความทันสมัย คุมครองสิทธิของพยาน ผูเสียหายหรือจำเลย

ในคดีอาญา และกำหนดแนวทางใหนักจิตวิทยาเขาไปมีสวนชวยเหลือพยาน ผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญา


วัตถุประสงค
2.1 เพื่อศึกษา คนควาแนวคิด ทฤษฎี กฎหมายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการใหนักจิตวิทยามีสวนชวยเหลือ
พยาน ผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญาในประเทศไทยและตางประเทศ

2.2 เพื่อรวบรวมความคิดเห็นไปใชประกอบการพัฒนา ปรับปรุง แกไขกฎ ระเบียบ ขอบังคับ คำแนะนำ
ใหมีความทันสมัย และคุมครองสิทธิของพยาน ผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญา

2.3 เพื่อกำหนดแนวทางใหนักจิตวิทยาเขาไปมีสวนชวยเหลือพยาน ผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญา

ขอบเขตการศึกษา

ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี กฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดใหมีนักจิตวิทยาเขาไปมีสวนชวยเหลือพยาน ผูเสียหาย
หรือจำเลยในคดีอาญา ประกอบการเสนอแนะแนวทางในการปฏิบัติงานของนักจิตวิทยาในศาลยุติธรรม


ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ
4.1 ไดรับทราบถึงแนวคิด ทฤษฎี กฎหมายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการใหนักจิตวิทยา มีสวนชวยเหลือ

พยาน ผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญา
4.2 สามารถเสนอแนวความคิดและประสบการณของศาลที่ใชนักจิตวิทยาในคดีอาญาไปใชประกอบการพัฒนา
ปรับปรุง แกไขกฎ ระเบียบ ขอบังคับ คำแนะนำ ใหมีความทันสมัย และคุมครองสิทธิของพยาน ผูเสียหายหรือจำเลย

ในคดีอาญา
4.3 สามารถนำแนวทางการกำหนดใหมีนักจิตวิทยาเขาไปมีสวนชวยเหลือพยาน ผูเสียหายหรือจำเลย

ในคดีอาญา

แนวคิด ทฤษฎี และวรรณกรรมที่เกี่ยวของ

1. แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด
2. ทฤษฎีความยุติธรรม (A Theory of Justice)

3. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ระเบียบวิธีวิจัย

1. วิธีการศึกษา ใชวิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ประกอบกับการวิจัยเชิง
ปริมาณ (Quantitative Research)
2. ประชากร ประกอบดวย ผูพิพากษาและขาราชการศาลยุติธรรมในสังกัดศาลจังหวัด ศาลแขวง และ

ศาลเยาวชนและครอบครัว
3. กลุมตัวอยาง จำแนกออกเปน 3 กลุม โดยสุมตัวอยางแบบเฉพาะเจาะจง จำแนกไดดังนี้

กลุมที่ 1 ศาลจังหวัดและศาลแขวง
กลุมที่ 2 ศาลเยาวชนและครอบครัว
4. เครื่องมือในการเก็บรวบรวมขอมูล ใชแบบสอบถามแบบปลายปดและปลายเปด

5. การวิเคราะหขอมูล ดวยเครื่องคอมพิวเตอรโดยใชโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ใชสถิติเชิงพรรณนา
(Descriptive Statistics) ไดแก คารอยละ (Percentage)


วิธีการดำเนินงาน

1. ศึกษา คนควาทฤษฎีและแนวคิด
2. ออกแบบสำรวจขอมูล
3. เก็บรวบรวมขอมูล

4. วิเคราะหขอมูล สรุปผลและขอเสนอแนะแนวทาง
5. จัดทำรางรายงานวิจัย

6. จัดทำรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ
7. เผยแพรเอกสารวิจัยและแจงหนวยงานที่เกี่ยวของ


ผูรับผิดชอบโครงการ
ที่ปรึกษาโครงการ
1) นางอุษา จิวะชาติ รองเลขาธิการสถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการ

ศาลยุติธรรม ชวยทำงานชั่วคราวในตำแหนง
ผูพิพากษาหัวหนาศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา

2) นายศุภกิจ แยมประชา รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม
3) นายวรวงศ อัจฉราวงศชัย ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา
4) นางสาววรมน รามางกูร ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา

5) นางสาวณัฏฐสุมณ ทิตาสิริจิรภาส ผูอำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์

เจาหนาที่ผูรับผิดชอบ

1) นายอภิชาติ ฐากูรบุตร นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ
2) นายอรรถสิทธิ ฐาปนะดิลก นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการ

3) นางสาวณัฐทยา โสดยิ้ม นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ
4) นางสาวสุทธาสินี นิยมกาล นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ

สรุปผลการศึกษา

ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คณะผูวิจัยใชแนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ประกอบกับการวิจัย
เชิงปริมาณ (Quantitative Research) จากแบบสอบถามแบบปลายปดและปลายเปด และเอกสารทางวิชาการตาง ๆ

โดยสุมตัวอยางแบบเฉพาะเจาะจง ไดแก ผูพิพากษา ขาราชการศาลยุติธรรม พนักงานราชการ และลูกจางในสังกัด
ศาลชั้นตนในเขตกรุงเทพมหานคร ศาลจังหวัด ศาลแขวง และศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งไดตอบแบบสำรวจขอมูล
ผานระบบ Google Form จากแบบสำรวจ จำนวน 3 แบบ กลับมาระหวางวันที่ 10 - 25 มิถุนายน 2564 รวมจำนวน

ทั้งสิ้น 1,926 ราย และทำการวิเคราะหขอมูลโดยใชโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติเพื่อหาคารอยละ ซึ่งผลการศึกษาวิจัย
สามารถสรุปไดดังนี้

1. การใหนักจิตวิทยามีสวนชวยเหลือพยาน ผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญา
หลักการพื้นฐานทางแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวของจะมุงเนนไปที่บุคคลยอมมีสิทธิและเสรีภาพเทาเทียมกันบน
เงื่อนไขของสังคมที่มีการจัดระเบียบที่ดี โดยยอมรับแนวคิดความยุติธรรมเหมือนกัน และการมีความสัมพันธกับผูอื่นเปน

กระบวนการทางสภาพทางจิตใจ และทางสังคมที่มีวิวัฒนาการโดยสิ่งที่มีอิทธิพลตอการพัฒนาการ คือ แรงขับจากภายใน
รางกาย อิทธิพลจากวัฒนธรรม และลักษณะของแตละคน เปนตัวการที่ทำใหแตละคนแตกตางกัน

ในศาลตางประเทศ เชน ศาลประเทศเกาหลีใต ศาลประเทศอิตาลี และการสอบสวนผูเสียหายและพยานที่เปน
เด็กในสหรัฐอเมริกา มีการกำหนดบทบาทนักจิตวิทยาในการปฏิบัติหนาที่ที่เกี่ยวกับการใหคำปรึกษาการไกลเกลี่ยใน
กระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลโดยเฉพาะ รวมถึงการทำหนาที่ในการประเมินผูตองหา การจัดเตรียมขอมูล

ใหกับศาล การใหคำแนะนำแกศาล การรายงานผลประเมินที่ครอบคลุมถึงสภาวะทางจิตและอารมณของผูตองหาหรือ
ผูเยาวหรือครอบครัว ความตองการพิเศษของผูตองหาหรือจำเลยหรือครอบครัว และแผนบำบัดที่เหมาะสม

สำหรับประเทศไทย รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ไดกำหนดใหบุคคลไดรับการคุมครอง
สิทธิและเสรีภาพไวในมาตรา 25 มาตรา 27 มาตรา 29 และมาตรา 68 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 172 กำหนดใหมีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะหเขาไปมีสวนชวยเหลือพยาน ผูเสียหาย หรือจำเลยใน

คดีอาญา เพื่อใหคำปรึกษา แนะนำ และลดการเผชิญหนาในระหวางสืบพยาน ลดความตึงเครียดและความหวาดกลัว
ทางสภาวะจิตใจ รวมถึงพระราชบัญญัติ ระเบียบ ขอบังคับ และคำแนะนำของประธานศาลฎีกา ที่ประกาศใชบังคับกับ

หนวยงานที่เกี่ยวของเพื่อการปฏิบัติหนาที่ของเจาหนาที่และศาลเปนไปตามที่กฎหมาย กำหนด และเปนการอำนวย
ความยุติธรรมแกประชาชนอยางเสมอภาค ทั่วถึงและเทาเทียมกัน เชน ระเบียบราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรมวาดวย
แนวทางในการปฏิบัติตอพยาน พ.ศ. 2548 ขอ 20 วรรค 2 ในกรณีที่พยานเปนเด็กหรือเยาวชนอายุไมเกิน 18 ป ซึ่งการ

ซักถามพยานจะตองทำผานนักจิตวิทยา หรือนักสังคมสงเคราะห เจาหนาที่ศาลควรจัดใหพยานเหลานั้นพบกับบุคคล
ดังกลาวกอนเขาเบิกความตอศาล ขอบังคับของประธานศาลฎีกาวาดวยการสืบพยานคดีอาญาโดยไมใหพยานเผชิญหนา

โดยตรงกับจำเลย พ.ศ. 2556 ขอ 4 วรรคสอง ในกรณีที่อาจมีผลกระทบกระเทือนตอจิตใจของพยานอยางรุนแรง ศาล
จะใหถามพยานผานนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห หรือบุคคลอื่นที่พยานไววางใจดวยก็ได โดยมิใหพยานไดยินคําถาม
ของคูความฝายจําเลย และหามใชคําถามซ้ำซอนหลายครั้งโดยไมมีเหตุอันสมควร และคำแนะนำของประธานศาลฎีกา

วาดวยแนวทางการปฏิบัติตอพยานที่เปนเด็กในคดีอาญา พ.ศ. 2559 ขอ 9 ศาลพึงประสานกับนักจิตวิทยาหรือ
นักสังคมสงเคราะหที่รวมสืบพยานวา หากนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะหรับทราบหรือพบเห็นวาพยานรายใด

อาจไมไดรับความปลอดภัย จากการที่ไดมาหรือจะมาเปนพยานที่ศาลใหนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะหรีบแจงให
เจาหนาที่ หรือศาลทราบทันที ในการนี้ใหศาลพิจารณาดำเนินการตามพระราชบัญญัติคุมครองพยานในคดีอาญา พ.ศ.
2546 และระเบียบราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรมวาดวยการคุมครองและคาตอบแทนพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2558

เปนตน ซึ่งจะเห็นไดวา กฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวของลวนแตมีเจตนารมณในการคุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
คูความ หรือผูเกี่ยวของในฐานะพยาน ผูเสียหาย หรือจำเลย ยอมไดรับการคุมครองทุกคนตามสภาพการณของคดี

2. แนวทางการพัฒนา ปรับปรุง แกไขกฎ ระเบียบ ขอบังคับคำแนะนำใหมีความทันสมัย และคุมครองสิทธิ

ของผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญา
2.1 ผลการวิเคราะหขอมูลที่ไดจากการเก็บรวบรวมขอมูลที่ไดจากแบบสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “การกำหนด

ใหมีนักจิตวิทยาเขาไปมีสวนชวยเหลือพยาน ผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญา” สำหรับศาลจังหวัดและศาลแขวง
- ความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีศาลควรมีภารกิจในการดูแลและเยียวยาดานจิตใจใหกับผูเสียหาย พยาน
และจำเลยในระหวางการพิจารณาคดี พบวา สวนใหญเห็นดวยในระดับมากที่สุด รอยละ 40.4 รองลงมา ระดับมาก

รอยละ 39 และระดับปานกลาง รอยละ 14.8 โดยกำหนดไวในขั้นตอนการถามพยาน หรือสืบพยาน เพื่อลดความกลัว
หรือลดการเผชิญหนาระหวางจำเลยกับผูเสียหาย เนื่องจากผูเสียหายอาจไมกลาบอกความจริง เปนการเยียวยาดานจิตใจ

ของพยานที่เปนผูเสียหาย และคุมครองสิทธิ์ที่ควรไดรับ รวมถึงการใหคำปรึกษาแนะนำ เนื่องจากในบางกรณีผูเสียหาย
หรือพยาน รวมถึงจำเลยมีความกังวลตอการดำเนินกระบวนพิจารณาและการเรียบเรียงขอเท็จจริงในคดี ควรกำหนด
ในขั้นตอนการตรวจความพรอมของพยานกอนการสืบพยานเพื่อใหนักจิตวิทยามาพบผูเสียหาย พยานหรือจำเลย

ในการใหคำแนะนำและวิเคราะหสภาพจิตใจของผูที่เกี่ยวของกอนวันสืบพยาน และเพื่อใหผูพิพากษาเจาของคดีพิจารณา
กำหนดแนวทางการพิจารณาคดีตามความเหมาะสม และไมควรกำหนดใหนักจิตวิทยาพบในวันสืบพยานเนื่องจาก

จะทำใหกระบวนพิจารณาลาชา อีกทั้งมีเวลาจำกัด อาจจะไมเกิดประโยชนมากนัก และกรณีไมใชการสืบพยานที่เปนเด็ก
อาจจะตองใชนักจิตวิทยาในการชวยกรองคำถาม
- ความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีควรกำหนดใหมีขาราชการศาลยุติธรรม ตำแหนงนักจิตวิทยาประจำศาลจังหวัด

หรือศาลแขวง เพื่อใหมีสวนชวยเหลือผูเสียหาย หรือพยาน หรือผูมีสวนเกี่ยวของตามที่กฎหมายกำหนด ตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 172 วรรค 3 เชนเดียวกับศาลเยาวชนและครอบครัว พบวาสวนใหญเห็นดวย

ในระดับมากที่สุด รอยละ 39.6 รองลงมา เห็นดวยในระดับมาก รอยละ 34.6 และเห็นดวยในระดับปานกลาง รอยละ
16.2 โดยกำหนดใหมีนักจิตวิทยาในศาลจังหวัดและศาลแขวง
- ความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีการกำหนดภารกิจหนาที่ของนักจิตวิทยาประจำศาลจังหวัดหรือศาลแขวง

ใหมีหนาที่ในการใหคำปรึกษาแกพยาน ผูเสียหาย หรือจำเลยในคดี การจัดทำรายงานตัวผูตองหาหรือจำเลย การประเมิน
ความเสี่ยงในขั้นตอนการสอบถามขอมูลตามแบบประเมินความเสี่ยงในการปลอยชั่วคราว และการปฏิบัติหนาที่ผูกำกับ

ดูแลผูถูกปลอยตัวชั่วคราวซึ่งทำหนาที่ใหคำปรึกษาแกผูถูกปลอยชั่วคราว พบวา สวนใหญเห็นดวยอยางยิ่ง รอยละ 38.1
รองลงมา เห็นดวย รอยละ 37.3 และเห็นดวยในระดับปานกลาง รอยละ 16.1 เนื่องจากโดยปกติศาลเชิญนักจิตวิทยา
หรือนักสังคมสงเคราะหจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยประจำจังหวัดนั้นๆ มาทำหนาที่เปน

นักจิตวิทยา โดยระเบียบกำหนดใหจายคาตอบแทนครั้งละ 500 บาท ในหนึ่งเดือนศาลจายคาตอบแทนไมเกินเดือนละ
3,000 บาท แตการใชนักจิตวิทยาจากหนวยงานอื่น หลายครั้งนักจิตวิทยาติดภารกิจหรืออยูนอกเขตอำนาจศาล สวนใหญ 

แลวนักจิตวิทยาจะปฏิเสธเนื่องดวยเรื่องระยะทางและปญหาเรื่องงานประจำที่ทำอยู ทำใหศาลตองเลื่อนการพิจารณาคดี
กอใหเกิดผลเสียตอคูความ ทำใหไมสะดวกอยางมาก หากเพิ่มกรอบอัตราขาราชการศาลยุติธรรมตำแหนงนักจิตวิทยา
ประจำศาลจังหวัดหรือศาลแขวงในหนึ่งเดือนจะตองจายคาตอบแทนไมต่ำกวา 20,000 บาท ซึ่งในปจจุบันศาลจังหวัด

หรือศาลแขวงยังไมมีความจำเปนที่ตองใชนักจิตวิทยาเปนประจำทุกวัน อยางศาลเยาวชนและครอบครัวมีตำแหนง
นักจิตวิทยาประจำศาลอยูแลว เมื่อมีการสืบพยานเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนก็ยังคงตองเชิญนักสังคมสงเคราะหของ

สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยมาชวยเหลือและยังคงตองจายคาตอบแทนอยู โดยที่ไมไดใหนักจิตวิทยา
เขาไปปฏิบัติงานในสวนนี้ ซึ่งเปนการจายคาตอบแทนซ้ำซอน แตหากมีขาราชการศาลยุติธรรมในตำแหนงนักจิตวิทยา
ประจำศาล ซึ่งมีความรูความเขาใจในกระบวนพิจารณาคดีของศาล ก็จะทำใหกระบวนการยุติธรรม ทั้งในเรื่องคุมครอง

สิทธิของผูเสียหาย พยาน และจำเลย การพิจารณาคดี การปลอยชั่วคราว สำเร็จลุลวงไปดวยดี ซึ่งจะเปนประโยชนแก
ผูตองหา จำเลย ผูเสียหายและพยานที่เกี่ยวของในคดี เพราะผูที่เกี่ยวของในความผิดที่เกิดขึ้นยอมมีความรูสึก จิตใจที่สง

ผลกระทบตอตนเอง ครอบครัวและสังคม มิใชมุงหมายบังคับใชแตกฎหมายและชวยลดภาระงานประกัน หากมีนักจิตวิทยา

ที่เขามามีบทบาท และมีหนาที่โดยตรงในการปฏิบัติงานดังกลาว จะทำใหเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งงานจิตวิทยา

แตละครั้งนาจะตองใชเวลาพอสมควร เชน สืบพยานหรือใหคำปรึกษา ตองพิจารณาปริมาณงานกับจำนวนนักจิตวิทยา
ประจำศาล เพื่อความมั่นคงในอาชีพการงานและความตอเนื่องของงาน
2.2 ผลการวิเคราะหขอมูลที่ไดจากการเก็บรวบรวมขอมูลที่ไดจากแบบสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “การใหคำปรึกษา

ดานจิตสังคมในศาลชั้นตน : สภาพปญหา ประโยชนที่ไดรับและขอเสนอแนะ” สำหรับศาลที่เขารวมโครงการพัฒนาคลินิก
ใหคำปรึกษาดานจิตสังคม
- กรณีศาลที่เขารวมโครงการพัฒนาคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคม นักจิตวิทยาทำหนาที่ในคลินิกใหคำปรึกษา

ดานจิตสังคม ดังนี้
1) ประเมิน/คัดกรองทางจิตวิทยาเบื้องตนเด็ก เยาวชนและผูปกครอง

2) ใหคำปรึกษาแกเยาวชนและครอบครัวในคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคม
3) ตอบคำถามประสานงาน/รับโทรศัพท (ติดตอประสานงาน)
4) รับผิดชอบจัดทำโครงการใหแกเยาวชนและผูปกครอง
5) จัดทำสรุปรายงานผล (คาใชจายงบประมาณ/ผลการดำเนินงาน)

6) จัดทำสื่อประชาสัมพันธ (ปายประชาสัมพันธ แผนพับ)
7) จัดทำสำนวนคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคม

8) ลงวันนัดในระบบสำนวนคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคม
9) จัดทำหนังสือภายในและภายนอกของโครงการคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคม
10) รับรายงานตัวผูตองหาหรือจำเลย และใหคำปรึกษากับผูเสียหายในคดีอาญา

11) ใหบริการผูตองหา/จำเลยหรือประชาชนที่ใชสารเสพติด โดยการใหคำปรึกษา แกไข บำบัด เพื่อให 
พฤติกรรมการใชสารเสพติดเปลี่ยนแปลง
12) จัดเก็บขอมูลของผูรับคำปรึกษา

- ความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีการกำหนดภารกิจหนาที่ของนักจิตวิทยาประจำศาลจังหวัดหรือศาลแขวงใหมีหนาท ี่
ในการใหคำปรึกษาแกพยาน ผูเสียหาย หรือจำเลยในคดี การจัดทำรายงานตัวผูตองหาหรือจำเลย การประเมินความเสี่ยง
ในขั้นตอนการสอบถามขอมูลตามแบบประเมินความเสี่ยงในการปลอยชั่วคราว และการปฏิบัติหนาที่ผูกำกับดูแล

ผูถูกปลอยตัวชั่วคราวซึ่งทำหนาที่ใหคำปรึกษาแกผูถูกปลอยชั่วคราว พบวา สวนใหญเห็นดวยในระดับมากที่สุด รอยละ
38.1 รองลงมา เห็นดวยในระดับมาก รอยละ 37.3 และเห็นดวยในระดับปานกลาง รอยละ 16.1 เพราะผูเสียหาย

ผูตองหาหรือจำเลย ควรไดรับการคุมครองสิทธิจากการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นศาลดวยความเสมอภาค
และเปนธรรม โดยการใชมาตรการตาง ๆเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในขณะเดียวกันผูไดรับผลกระทบจากการกระทำ
ความผิดทางอาญาควรไดรับความชวยเหลือเยียวยาอยางเปนรูปธรรม และกลับมาใชชีวิตอยางปกติสุขในสังคม
ซึ่งการชวยเหลือผูเสียหายถือเปนการเยียวยาผูที่ตกเปนเหยื่อ หรือผูที่ไดรับผลกระทบจากเหตุการณที่รุนแรงใหไดรับ

ความรูสึกเปนธรรมและเยียวยาทางดานจิตใจ สวนผูตองหาคดียาเสพติด ควรไดรับโอกาสปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อ
สำนึกตอสิ่งที่กระทำผิดพลาดและตระหนักรูในตัวเอง ดังนั้น ภารกิจการชวยเหลือผูเสียหายเปนสิ่งที่สำคัญ เพราะจะทำให

ผูเสียหายรูสึกวาไดรับการชวยเหลือ ดูแล สามารถชวยบรรเทาความรูสึกสูญเสีย ความรูสึกโกรธของผูเสียหายลงได สวน
ผูตองหาหรือจำเลยในคดียาเสพติดและความรุนแรงในครอบครัว และความผิดเกี่ยวกับเพศ จำเปนตองไดรับการชวยเหลือ
เพื่อใหผูกระทำความผิดเกิดการสำรวจความผิดพลาดของตนเอง นำมาสูการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม วางแผน

การดำเนินชีวิตอยางเหมาะสมกับทั้งยังเปนกระบวนการที่ทำใหผูกระทำความผิดเกิดความรูสึกวาตนเองไดรับโอกาส
ในการเปลี่ยนแปลงตนเอง
2.3 ผลการวิเคราะหขอมูลที่ไดจากการเก็บรวบรวมขอมูลที่ไดจากแบบสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “การใหคำปรึกษา

ของนักจิตวิทยาในศาลเยาวชนและครอบครัว” สำหรับศาลเยาวชนและครอบครัว
- กรณีนักจิตวิทยาไดรับมอบหมายหนาที่ในการปฏิบัติงานในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดในขั้นตอนตางๆ
ดังนี้

1) ประเมินสภาพปญหาดานกาย จิต สังคม เด็ก เยาวชนและครอบครัวตามคำสั่งศาล เพื่อประกอบ

การพิจารณาในชั้นฟองคดี
2) จัดทำแผนแกไขบำบัดฟนฟูตามที่ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 132 และเขารวมประสานการประชุม
จัดทำแผนแกไข บำบัดฟนฟู ตามมาตรา 90

3) สอดสอง กำกับ ดูแลเด็ก เยาวชนใหปฏิบัติตามคำสั่งศาลตามมาตรา 132 และเปนผูบริหารแผน
แกไขบำบัด ฟนฟู ตามมาตรา 90 รายงานผลการปฏิบัติตามแผนและการติดตามใหศาลทราบ

4) ดำเนินโครงการ/กิจกรรมแกไขบำบัดฟนฟูตามที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางกำหนด
5) อื่นๆ ไดแก ประสานงานและบูรณาการการทำงานรวมกับเครือขายสังคมเพื่อรวมกัน แกไขบำบัด
ฟนฟูเด็ก เยาวชนและครอบครัว เปนวิทยากรบรรยายโครงการบำบัดฟนฟูเด็กและเยาวชน การเก็บรวมรวมเอกสาร

และจัดตั้งสำนวนการใหคำปรึกษา การจัดเก็บขอมูลสถิติตาง ๆ เปนตน
- ความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีการปฏิบัติหนาที่ของนักจิตวิทยาในขั้นตอนที่เปนการสงเสริมการฟนฟูหรือเยียวยา

ผูเขารับคำปรึกษา พบวา สวนใหญเห็นดวยในระดับมากที่สุด รอยละ 67.3 รองลงมา เห็นดวยในระดับมาก รอยละ 28.7
และเห็นดวยในระดับปานกลาง รอยละ 3.8 โดยเรียงลำดับความสำคัญ ดังนี้
1) ประเมินสภาพปญหาดานกาย จิต สังคม เด็ก เยาวชนและครอบครัวตามคำสั่งศาลเพื่อประกอบ

การพิจารณาในชั้นฟองคดี
2) ใหคำปรึกษา แนะนำ

3) จัดทำแผนแกไขบำบัดฟนฟูตามที่ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 132 และเขารวมประสานการประชุม
จัดทำแผนแกไข บำบัดฟนฟู มาตรา 90
4) ติดตามผลการปฏิบัติงาน

5) บำบัดฟนฟูเด็ก เยาวชนและครอบครัว
- การจัดเก็บขอมูลความพึงพอใจในการใหคำปรึกษาของนักจิตวิทยาในรอบปงบประมาณ พ.ศ. 2563 พบวา

สวนใหญไมมีการจัดเก็บ รอยละ 68.71 รองลงมา มีการจัดเก็บ รอยละ 12.28 ไมแนใจวามีการจัดเก็บขอมูล รอยละ
12.28 และไมทราบวามีการจัดเก็บขอมูล รอยละ 6.73
- การจัดเก็บขอมูลกรณีที่จำเลยไดรับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยาแลวกระทำผิดซ้ำในรอบปงบประมาณ พ.ศ. 2563

พบวา สวนใหญมีการจัดเก็บ รอยละ 54.48 รองลงมา ไมมีการจัดเก็บ รอยละ 33.33 ไมทราบวามีการจัดเก็บขอมูล
รอยละ 7.02 และไมแนใจวามีการจัดเก็บขอมูล รอยละ 1.17

- ความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีการมีนักจิตวิทยามีผลทำใหการทำงานของศาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น พบวาสวนใหญ
เห็นดวยในระดับมากที่สุด รอยละ 67.3 รองลงมา เห็นดวยในระดับมาก รอยละ 30.1 และเห็นดวยในระดับปานกลาง
รอยละ 2.6 เนื่องจากศาลเยาวชนและครอบครัวมีผูกระทำความผิดที่มีอายุต่ำกวา 18 ป เมื่อถูกดำเนินคดี เด็กหรือเยาวชน

จะไดรับผลกระทบทางดานจิตใจมากกวาผูใหญ ดวยวุฒิภาวะที่ต่ำมีผลทำใหเด็กและเยาวชนไมสามารถจัดการปญหา
ไดอยางเหมาะสมจนเกิดเปนความผิด นักจิตวิทยาจึงมีความสำคัญเพื่อแกไขพฤติกรรมที่ไมเหมาะสมของเด็กและเยาวชน

โดยการคนหาปจจัยที่สงผลใหเกิดพฤติกรรมเหลานี้และหาแนวทางแกไขตอไป อีกทั้งยังเปนการชวยสนับสนุนผูพิพากษา
ในการวิเคราะหเด็กและเยาวชนเบื้องตน และศาลสามารถนำผลการประเมินพฤติกรรมของจำเลยที่นักจิตวิทยาจัดทำมา
ประกอบการใชดุลพินิจกำหนดแผนแกไข บำบัด ฟนฟูจำเลยไดอยางมีประสิทธิภาพ และชวยใหศาลพิจารณาเลือกใช

วิธีการที่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชนแตละราย และผูเสียหายในคดีอาญาไดรับการดูแลชวยเหลือเยียวยาตามสมควร
- ความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีควรมีนักจิตวิทยาในศาลจังหวัดและศาลแขวง พบวา สวนใหญเห็นดวยในระดับมาก

ที่สุด รอยละ 34.8 รองลงมา เห็นดวยในระดับมาก รอยละ 31.0 เห็นดวย ในระดับปานกลาง รอยละ 19.6 เห็นดวย
ในระดับนอย รอยละ 8.2 เห็นดวยในระดับนอยที่สุด รอยละ 6.4 เพราะจะเปนประโยชนอยางยิ่ง หากมีนักจิตวิทยา

ในคดีที่ผูกระทำความผิดมีอายุมากกวา 18 ป แตบุคคลแตละคนอาจมีความแตกตางกันทางดานสภาวะจิตใจ อีกทั้ง

อาจมีวุฒิภาวะที่ไมสมวัย จนอาจเปนสาเหตุหนึ่งของการกระทำความผิดได ดังนั้น นักจิตวิทยาจึงมีความสำคัญในการ
ชวยเหลือผูกระทำความผิดทั้งทางดานจิตใจและสังคม ซึ่งจะมีความแตกตางจากการชวยเหลือของเด็กและเยาวชน

อยูบาง แตโดยรวมเปนการชวยเหลือและแกไขพฤติกรรมที่ไมเหมาะสม ซึ่งในปจจุบัน จากปญหาสังคม เศรษฐกิจ
กอใหเกิดความเครียดสะสม ยังผลใหเกิดเหตุการณรุนแรงมากขึ้น ไมวาจะเปนประชาชนที่มาติดตออรรถคดีที่ศาล
หรือเจาหนาที่ศาลเอง ก็พบปญหาแตกตางกันออกไป หากมีนักจิตวิทยาเปนที่ปรึกษาใหคำแนะนำหรือรับฟงก็สามารถ

ชวยบรรเทาจิตใจที่ขุนมัว หมนหมอง สับสน และกลับมามีสติ ยับยั้งชั่งใจได ซึ่งศาลจังหวัดและศาลแขวงก็เปนหนวยงาน
ที่ตองใชกระบวนการในการใหคำปรึกษาทางจิตวิทยากับผูตองหา ผูเสียหาย และครอบครัวเชนเดียวกัน เพื่อใหการชวยเหลือ

ที่ตรงประเด็น และเกิดการชวยเหลือที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีปญหาในการขอนักจิตวิทยาจากหนวยงานอื่น
มารวมในระหวางการพิจารณาของศาล ซึ่งบางจังหวัดมีจำนวนนักจิตวิทยานอยมาก ทำใหไมเพียงพอหรือขัดของ
ตอการพิจารณาคดีของศาลจากสัดสวนงานของนักจิตวิทยา หากคำนวณตามจำนวนเด็กและเยาวชน หากมีการกระจาย

นักจิตวิทยาชวยในการดำเนินงานตามศาลจังหวัดหรือศาลแขวงแลว อาจทำใหผูรับคำปรึกษาไดเขาสูการใหคำปรึกษา
ไดมากยิ่งขึ้น และนอกจากนักจิตวิทยาใหคำปรึกษาแลว การบำบัดฟนฟูดานอื่น หรืองานที่เกี่ยวของกับพฤติกรรม

หรืออารมณ หรือจิตใจของบุคคล นักจิตวิทยาสามารถชวยทำงานในสวนนี้ไดมากเชนกัน
กำหนดแนวทางใหนักจิตวิทยาเขาไปมีสวนชวยเหลือผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญาในศาลจังหวัด
และศาลแขวง

แนวทางสำหรับการกำหนดใหมีนักจิตวิทยาในศาลจังหวัดและศาลแขวง เห็นควรกำหนดแนวทางออกเปน
4 ดาน ดังนี้

1) ดานการอบรมพัฒนาศักยภาพนักจิตวิทยา
ในการพัฒนานักจิตวิทยา เห็นควรใหมีการจัดอบรมหลักสูตรสำหรับนักจิตวิทยาในศาล โดยแบงหลักสูตร
ออกเปน 2 หลักสูตร คือ หลักสูตรการพัฒนานักจิตวิทยาเบื้องตน และหลักสูตรการพัฒนานักจิตวิทยาชั้นสูง

2) ดานอัตรากำลัง
ในการกำหนดอัตรากำลังตำแหนงนักจิตวิทยาในศาลจังหวัดและศาลแขวง เห็นควรแบงออกเปน 2 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 กำหนดกรอบอัตรากำลัง และบรรจุขาราชการตำแหนงนักจิตวิทยาเพียงบางสวนเพื่อรองรับปริมาณคดี
โดยในระยะแรก เห็นควรบรรจุในศาลจังหวัดที่มีขนาดใหญ ศาลละ 1-2 คน สวนศาลจังหวัดขนาดเล็กและศาลแขวง
ใหมีหนังสือแจงขอใหสงนักจิตวิทยาในศาลเยาวชนและครอบครัวในพื้นที่จังหวัดเดียวกันมาปฏิบัติหนาที่เปนรายครั้ง

ระยะที่ 2 ขยายอัตรากำลัง เมื่อมีปริมาณคดีเพิ่มสูงขึ้นและมีความตองการนักจิตวิทยามากขึ้น ทั้งนี้ ไมตัด
สิทธิ์ในการเรียกใหนักจิตวิทยาในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยเขามาในคดีตามคำสั่งศาล

3) ดานการปฏิบัติงาน
3.1) ปฏิบัติงานตามมาตรฐานกำหนดตำแหนงที่กำหนด โดยมุงเนนไปที่พยาน ผูเสียหาย หรือจำเลย ดังนี้
(1) ประเมินสภาพปญหาดานกาย จิต สังคม ของพยาน ผูเสียหาย หรือจำเลย ตามคำสั่งศาล เพื่อ

ประกอบการพิจารณาในชั้นฟองคดี
(2) จัดทำแผนแกไขบำบัดฟนฟูตามที่ศาลมีคำสั่ง และเขารวมประสานการประชุมจัดทำแผนแกไข บำบัดฟนฟู

(3) สอดสอง กำกับ ดูแลพยาน ผูเสียหาย หรือจำเลยใหปฏิบัติตามคำสั่งศาล และเปนผูบริหารแผนแกไข
บำบัด ฟนฟู รายงานผลการปฏิบัติตามแผนและการติดตามใหศาลทราบ
(4) ดำเนินโครงการ/กิจกรรมแกไขบำบัดฟนฟูตามที่ศาลจังหวัด หรือศาลแขวงกำหนด

(5) ปฏิบัติงานอื่นๆ ไดแก ประสานงานและบูรณาการการทำงานรวมกับเครือขายสังคมเพื่อรวมกันแกไข
บำบัดฟนฟูพยาน ผูเสียหาย หรือจำเลย เปนวิทยากรบรรยายโครงการ การเก็บรวมรวมเอกสารและจัดตั้งสำนวน

การใหคำปรึกษา การจัดเก็บขอมูลสถิติตางๆ เปนตน

3.2) ปฏิบัติงานตามที่ไดรับมอบหมาย โดยเพิ่มหนาที่ความรับผิดชอบในสวนของการใหคำปรึกษา แนะนำ

แกบุคลากรภายในหนวยงาน เพื่อลดความตึงเครียดจากการทำงานของบุคลากรในศาลนั้นๆ รวมถึงการจัดกิจกรรม
ใหความรูเกี่ยวกับจิตวิทยา เพื่อใหบุคลากรทุกคนสามารถติดตอสื่อสารและใหบริการแกประชาชนที่มาติดตอราชการศาล

ดวยความเต็มใจ ปราศจากอคติ
4) ดานการประชาสัมพันธและการใหบริการ
เห็นควรใหมีการสนับสนุนการประชาสัมพันธเกี่ยวกับการมีนักจิตวิทยาประจำศาล เพื่อใหเกิดความนาเชื่อถือ

เชื่อมั่นศรัทธาแกประชาชนผูมาติดตอราชการศาล และเปดใหมีบริการใหคำปรึกษาแนะนำแกคูความในดานจิตสังคม
และพรอมใหความรวมมือในการใหปากคำในชั้นศาล


ขอเสนอแนะ
ผูวิจัยมีความเห็นวาสำนักงานศาลยุติธรรมและหนวยงานที่เกี่ยวของควรมีการดำเนินการ ดังตอไปนี้

1. ควรมีการกำหนดกรอบอัตรากำลังนักจิตวิทยาในศาลจังหวัดและศาลแขวงอยางนอย ศาลละ 2 อัตรา
และเพิ่มอัตรากำลังในศาลเยาวชนและครอบครัวเปนศาลละ 2 อัตรา เพื่อรองรับภารกิจที่จะเพิ่มตามนโยบายของผูบริหาร
ศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรม

2. ควรจัดใหมีการอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรูใหแกนักจิตวิทยาอยางสม่ำเสมอ
3. ควรจัดใหมีการขึ้นทะเบียนนักจิตวิทยาประจำศาลเพื่อปฏิบัติงานในการสืบพยาน

4. ควรกำหนดคาตอบแทนพิเศษสำหรับนักจิตวิทยาหรือเงินเพิ่มพิเศษสำหรับคาใบประกอบวิชาชีพ
เหมือนกับนักวิชาการคอมพิวเตอร
5. ในชวงการแพรระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นักจิตวิทยาควรใหคำปรึกษาแกจำเลยทางจอภาพ

ดวย เพื่อใหคำปรึกษาอยางตอเนื่อง
6. ควรใหเจาหนาที่ทุกคนทำความเขาใจงานจิตวิทยาใหมากขึ้น ซึ่งเปนงานที่ตองใหพลังกายพลังใจ

ใชความคิดและความรูเฉพาะทางเปนอยางมาก ควรแยกงานออกมาใหชัด ไมคาดหวังใหนักจิตวิทยาไปทำหนาที่อื่นๆ
ซึ่งไมเชี่ยวชาญ
7. ควรแยกเปนกลุมงานใหคำปรึกษาโดยเฉพาะและควรมีนักจิตวิทยาเพิ่มขึ้น

8. ควรจัดหานักจิตวิทยาใหเพียงพอเพื่อเปนประโยชนแกศาลในการพิจารณาคดี
9. ควรเพิ่มจำนวนบุคลากรและเครื่องมือสื่อสาร เพื่อปฏิบัติหนาที่ในดานการใหคำปรึกษาของ

ศูนยใหคำปรึกษาในศาลเยาวชนและครอบครัว
10. การที่จะใหเด็กไมกระทำความผิดซ้ำ หนวยงานสวนกลางตองดำเนินการประสานความรวมมือกับ
หนวยงานที่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กสูการประกอบอาชีพที่มีรายไดเปนรูปธรรม เชน การพัฒนาฝมือแรงงาน

มีคอรสใหเด็กฝกงานแลวไดใบประกาศเพื่อนำไปสมัครงานหรือประกอบอาชีพ
11. ควรมีการตรวจสอบสภาพจิตของนักจิตวิทยาทุกป เพราะอาจมีภาวะซึมซับตอการใหคำปรึกษาเด็ก

ซึ่งอาจมีผลกระทบในการปฏิบัติงาน

กัยายน 2564




















การพันาระบบการเรีนรูองบุลากร


ในองครศาลยุิรรม



โครงการวิจัย


เรื่อง การพัฒนาระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกรศาลยุติธรรม



หลักการและเหตุผล
องคกรศาลยุติธรรมเปนหนวยงานที่อำนวยความยุติธรรมและคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เปนสถาน

ที่ในการปฏิบัติราชการของขาราชการตุลาการ ขาราชการศาลยุติธรรม พนักงานราชการและลูกจาง มีประชาชนเขามา
ติดตอราชการศาลเปนจำนวนมาก ประกอบกับในปจจุบันศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรมไดมีการพัฒนาปรับปรุง
การใหบริการแกประชาชน หลากหลายรูปแบบ โดยพัฒนาระบบเทคโนโลยีสมัยใหมมาสนับสนุนการพิจารณาพิพากษาคด ี

ในรูปแบบโปรแกรมตางๆ เพื่อสอดคลองกับนโยบาย D – Court 2020 เชน ระบบการยื่นและสงคำคูความและเอกสาร
โดยสื่ออิเล็กทรอนิกส (e-filing) ระบบบริการขอมูลคดี (Case Information Online Service : CIOS) ระบบงานฐาน

ขอมูลหมายจับ (Arrest Warrant Information System : AWIS) ระบบติดตามสำนวนคดีบนเว็บไซตศาลยุติธรรม
(Tracking System) ระบบการสงเอกสารและการประกาศนัดไตสวนโดยวิธีการลงโฆษณาทางสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ
(e-Notice System) เปนตน

การพัฒนาบุคลากรของศาลยุติธรรมใหมีความรูความสามารถทันกับบริบททางกฎหมาย ระเบียบและสังคม
ที่เปลี่ยนแปลงไปและรองรับการทำงานแบบหลายภาระงานซึ่งเปนสวนสำคัญยิ่งที่บุคลากรของศาลยุติธรรมจะตองมี

ความพรอมที่จะปฏิบัติงานตามอำนาจหนาที่ของตนไดตลอดเวลาเพื่อสนับสนุนการอำนวยความยุติธรรมแกประชาชน
โดยปจจุบันสำนักงานศาลยุติธรรมไดมีการพัฒนาระบบการเรียนรูที่หลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากการจัดอบรมแบบ
Classroom เชน ระบบ e-learning และระบบออนไลนในรูปแบบตางๆ สิ่งที่จำเปนสำหรับบุคลากรที่ควรมี ประกอบดวย

ทักษะ 8 ดาน ไดแก ทักษะการสรางสรรค (Creativity Skill) ทักษะทางดานเทคโนโลยีคอมพิวเตอร (Computers
Technology Skill) ทักษะทางดานความสัมพันธขามวัฒนธรรม (Cross-cultural Relationship) ทักษะทางดานการ

สื่อสาร (Communication) ทักษะในการสรางความรวมมือ (Collaboration) ทักษะในการเผชิญวิกฤตและการแกปญหา
(Critical Thinking) ทักษะการเรียนรูอยางไมหยุดนิ่ง (Continuous Learning) และทักษะวิชาชีพเชิงลึก (Career in
Deep Skill) นอกจากทักษะที่จำเปนแลว ยังควรมีลักษณะของบุคคลที่เปนที่ตองการของสังคม ไดแก ผูรักการเรียนรู

(Learner) ผูนำ (Leader) นวัตกร (Innovator) นักพัฒนา (Developer) นักสรางสรรค (Creator) และนักประสานงาน
(Coordinator)

ในการนี้ เพื่อใหการดำเนินการพัฒนาบุคลากรศาลยุติธรรมมีประสิทธิภาพและสรางความเชื่อมั่นแกบุคลากร
ของศาล คูความ และประชาชนที่มาติดตอราชการศาล จึงเห็นสมควรจัดทำโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาระบบ
การเรียนรูของบุคลากรในองคกรศาลยุติธรรม” ซึ่งมีความสอดคลองกับแผนยุทธศาสตรศาลยุติธรรม พ.ศ. 2561 – 2564

ยุทธศาสตร E : Excellence Organization เพิ่มศักยภาพองคกรสูความเปนเลิศ และสอดคลองกับนโยบายประธาน
ศาลฎีกา ขอ 4 สงเสริมความกาวหนาในหนาที่ราชการและใหความสำคัญแกคุณภาพชีวิตของบุคลากร 4.3 สงเสริมให

บุคลากรไดพัฒนากายและจิตเพื่อสรางดุลยภาพในการทำงานและการใชชีวิตอยางมีความสุข 4.4 สงเสริมใหบุคลากร
มีความกาวหนาในหนาที่ราชการอยางเปนธรรมและไดรับคาตอบแทนที่สัมพันธกับความรูความสามารถ หนาที่
ความรับผิดชอบ ตลอดจนระยะเวลาการทำงาน



วัตถุประสงค

2.1 เพื่อศึกษา คนควาแนวคิด ทฤษฎีและรูปแบบเกี่ยวกับระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกร
2.2 เพื่อเสนอแนะแนวทางเกี่ยวกับการพัฒนาระบบการเรียนรูที่เหมาะสมและสอดคลองกับภารกิจของ
บุคลากรศาลยุติธรรม

ขอบเขตของการศึกษา
ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และรูปแบบเกี่ยวกับระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกรทั้งภายในและภายนอก

ประกอบการเสนอแนะแนวทางและรูปแบบเกี่ยวกับระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกรศาลยุติธรรม ในชวงกอน
และหลังการแพรระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด – 19


ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ
1. ไดรับทราบถึงแนวคิด ทฤษฎี และรูปแบบเกี่ยวกับระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกร

2. สามารถเสนอแนะแนวทางและรูปแบบเกี่ยวกับระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกรศาลยุติธรรม
3. สามารถนำแนวทางและรูปแบบเกี่ยวกับระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกรไปใชใหเกิดประโยชนตอ
องคกรศาลยุติธรรม คูความและประชาชนที่มาติดตอศาลยุติธรรม


แนวคิด ทฤษฎี และวรรณกรรมที่เกี่ยวของ

1. แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย
2. แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย
3. แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากร

4. สุทธิพร แทนทอง “ทฤษฎีและการเรียนรูในโลกยุคดิจิทัล : ทฤษฎีเชื่อมโยงความรูและการเรียนรูแบบผสมผสาน”
วารสารสวนสุนันทาวิชาการและวิจัย ปที่ 14 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน) 2563


ระเบียบวิธีวิจัย
1. วิธีการศึกษา ใชวิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ประกอบกับการวิจัยเชิงปริมาณ

(Quantitative Research)
2. ประชากร ประกอบดวย ผูบริหารสำนักงานศาลยุติธรรม ผูพิพากษา ขาราชการศาลยุติธรรม พนักงานราชการ

และลูกจางในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม
3. กลุมตัวอยาง จำแนกออกเปน 9 กลุม โดยสุมตัวอยางแบบเฉพาะเจาะจง ไดแก ผูบริหารสำนักงานศาลยุติธรรม
และหนวยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมทั่วประเทศ จำแนกไดดังนี้

กลุมที่ 1 ศาลฎีกา

กลุมที่ 2 ศาลอุทธรณ ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษ และศาลอุทธรณภาค 1-9
กลุมที่ 3 ศาลชั้นตนในเขตกรุงเทพมหานคร
กลุมที่ 4 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤตมิชอบ

ภาค 1-9
กลุมที่ 5 ศาลในสังกัดภาค 1-9

กลุมที่ 6 สำนักงานอธิบดีผูพิพากษาภาค 1-9
กลุมที่ 7 ศาลแรงงานภาค 1-9
กลุมที่ 8 หนวยงานสวนกลาง

กลุมที่ 9 ผูบริหารสำนักงานศาลยุติธรรม

4. เครื่องมือในการเก็บรวบรวมขอมูล ใชแบบสอบถามแบบปลายปดและปลายเปด และการประชุมกลุมยอย
(Focus Group)
5. การวิเคราะหขอมูล ดวยเครื่องคอมพิวเตอรโดยใชโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ใชสถิติเชิงพรรณนา

(Descriptive Statistics) ไดแก คารอยละ (Percentage)

วิธีการดำเนินงาน
1. ศึกษา คนควาทฤษฎีและแนวคิด

2. ออกแบบสำรวจขอมูล
3. เก็บรวบรวมขอมูล

4. สัมภาษณเชิงลึก
5. ประชุมกลุมยอย
6. วิเคราะหขอมูล สรุปผลและขอเสนอแนะแนวทาง

7. จัดทำรางรายงานวิจัย
8. สัมมนาวิพากษงานวิจัย

9. จัดทำรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ
10. เผยแพรเอกสารวิจัยและแจงหนวยงานที่เกี่ยวของ
ผูรับผิดชอบโครงการ

ที่ปรึกษาโครงการ
1) นางอุษา จิวะชาติ รองเลขาธิการสถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการ

ศาลยุติธรรมชวยทำงานชั่วคราวในตำแหนง
ผูพิพากษาหัวหนาศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา
2) นายศุภกิจ แยมประชา รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

3) นายวรวงศ อัจฉราวงศชัย ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา
4) นางสาววรมน รามางกูร ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา

5) นางสาวณัฏฐสุมณ ทิตาสิริจิรภาส ผูอำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์
เ จาหนาที่ผูรับผิดชอบ
1) นายอภิชาติ ฐากูรบุตร นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ

2) นายอรรถสิทธิ ฐาปนะดิลก นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการ
3) นางสาวณัฐทยา โสดยิ้ม นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ

4) นางสาวสุทธาสินี นิยมกาล นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ
คณะผูวิจัย
1) นายกนก จุลมนต หัวหนาคณะผูวิจัย

ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำกองผูชวย
ผูพิพากษาในศาลฎีกา
2) นายอภิชาติ ฐากูรบุตร ผูวิจัย

นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ
3) นายอรรถสิทธิ ฐาปนะดิลก ผูวิจัย
นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการ
4) นางสาวแสงโสม กออุดม ผูวิจัย
นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการ

5) นางสาวณัฐทยา โสดยิ้ม ผูวิจัย
นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ
6) นางสาวสุลาวัลย โจวเจริญ ผูวิจัย

นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ
7) นางสาวยุคลธร เพ็ญโรจน ผูวิจัย
นักวิจัยสังคมศาสตร

สรุปผลการศึกษาและขอเสนอแนะ

การศึกษาวิจัยดําเนินการตามข้นตอนและแผนการดําเนินการวิจัย ดวยวัตถุประสงคของการศึกษาและจัดทํา


งานรายงานวิจัยเลมน้ 1. เพ่อศึกษา คนควาแนวคิด ทฤษฎีและรูปแบบเก่ยวกับ ระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกร




2. เพ่อประเมินผลระบบแผนการพัฒนารายบุคคล (IDP) ใหมีประสิทธิภาพมากข้น และ 3. เพ่อเสนอแนะแนวทางเก่ยวกับ




การพัฒนาระบบการเรียนรูท่เหมาะสม และสอดคลองกับภารกจของบุคลากรศาลยุติธรรม ในบทน้ คณะผูวิจัยจึงไดสรุปผล


การศึกษาและ รวบรวมแนวทางการวเคราะหขอมล โดยมงเนนการพัฒนารายบุคคล เพ่อจัดทําขอเสนอแนะที่สามารถ



นําไปใชประโยชนแกหนวยงาน ซ่งมีรายละเอียดดังตอไปน ี ้

สรุปผลการศึกษา



1. ประเด็นท่เก่ยวของกับหนวยงานท่รับผิดชอบในการจัดอบรม
หนวยงานที่รับผิดชอบในการอบรม ควรจะมีหนวยงานหลักและหนวยงานรองโดยใหสถาบันพัฒนาขาราชการ
ฝายตุลาการศาลยุติธรรมเปนหนวนงานหลักรับผิดชอบแผนการดําเนินงานของการพัฒนาบุคลากรรายบุคคล และสํานัก


การเจาหนาท่เปนหนวยงานรอง อํานวยความสะดวกในการจัดหาบุคลากรท่มีความรูความสามารถในแตละดาน

เพ่อเปนวิทยากรถายทอดความรู

ขอดีของหนวยงานสวนกลางดําเนินการจัดโครงการและกําหนดหัวขอวิชาเปนหนวยงานท่มีความรู ความสามารถ
ความเชี่ยวชาญในการจัดฝกอบรม มีหลักสูตรฝกอบรมหลักสูตร หลากหลายในทุกสายงาน และทุกระดับ ตามสมรรถนะ
และมีความพรอมดานอุปกรณ งบประมาณ บุคลากร สถานท่ และวิธีดําเนินการจัดอบรม จัดหาวิทยากรท่มีความรู


เฉพาะดาน

ขอดีของหนวยงานสวนภมภาค ดาเนินการจดโครงการและกําหนดหวขอวชาเปนหนวยงานททราบความตองการ







จดฝกอบรมบุคคล ซ่งสามารถตอบสอบสนองตอความตองการของศาลหรือหนวยงานสวนภูมิภาคไดมากกวา และจะมุง




เนนในดานความรเฉพาะทางท่จะนําไปใชในการปฏิบัติงานไดจรง


ขอดีของบุคลากรท่ไดรับจากหนวยงานภายนอกจัดอบรม บุคลากรจะสามารถสรางวิธีคิดหรือนําแนวคิดใหม ๆ

และมีความรูหลากหลายสามารถนํามาประยุกตใชในการทํางาน รวมถึงนําไปปรับใชในชีวิตประจําวันได อยางไรก็ตาม
ประโยชนที่จะไดรับถือเปนการสรางเสริมประสบการณ และไดรับความรูที่ทันตอเหตุการณ
2. ประเด็นที่เกี่ยวของกับแผนการพัฒนาบุคลากรรายบุคคล
การวางแผนพัฒนาบคลากรรายบคคลควรมีผูจัดการวางแผนการพัฒนารายบุคคลใหแกบุคลากร เพื่อใหบุคลากร




ไดรับการพัฒนาในหัวขอท่มีความเก่ยวของกับลักษณะงานและสามารถนําความรูท่ไดรับจากการพัฒนามาใชประโยชน

จริง โดยใหบุคลากรในลําดับผูบังคับบัญชาเปนผูให คําแนะนํา หรือถาหากบุคลากรสามารถวิเคราะหจุดแข็งและจุดออน
ของตนเองได ก็สามารถวางแผนการ พัฒนาของบุคคลนั้น ๆ ไดเชนกัน

จํานวนช่วโมงในการพัฒนาบุคลากรรายบุคคล จํานวน 60 ช่วโมง บุคลากรสวนใหญใหความเห็นวา มีความเหมาะสม

แลว สําหรับ 1 รอบปของการพัฒนาตนเอง แมวาสวนใหญจะเห็นวา จํานวนดังกลาวมีความเหมาะสม แตหนวยงานควร




เล็งเห็นความสําคัญในเร่องของเน้อหาและความรูจากการพัฒนาแตละคร้งมากกวาการนับจํานวนช่วโมง เพ่อจะไดคํานึง

ถึงผลลัพธท่แทจริงของการพัฒนาตนเอง และหากบุคลากรคนใดมีความสามารถเรียนรูการพัฒนาตนเองจากหนวยงาน

ภายภายนอก หนวยงานก็ควรพิจารณาใหนับเปนจํานวนการเรียนรูในระดับพิเศษไดดวย จึงจะเปนการสรางแรงจูงใจ
ในการพัฒนาตนเองอยางสม่ำเสมอ

หลักเกณฑในปจจุบันของแผนพัฒนาบุคคล (IDP) จํานวน 60 ช่วโมง ยงไมไดมการกําหนดเน้อหาหรือหัวขอ






เปนการเฉพาะตําแหนงหรือแยกตามสายงานของบุคลากรหนวยงานท่รับผิดชอบควรท่จะตองระบุเน้อหาหรือ




หัวขอแตละตําแหนงหรือแยกตามสายงาน อยางนอย 30 ช่วโมง เพ่อใหเกิดความตองการเรยนรและสามารถนาความร ู

ไปปรับใชไดจริง เม่อมีหลักเกณฑกําหนดหัวขอหรือรายวิชาชัดเจนแลว ควรมีการปรับปรุงกฎเกณฑและรายละเอียด


ในทุก ๆ 3 ป เพ่อจะไดปรับใหเหมาะสมตอสภาพความเปนจริงของแตละตําแหนง




3. ประเด็นท่เก่ยวของกับเน้อหาวิชาและรูปแบบ

การอบรมจะทําใหเกิดการรับรูไดมากกวาการเรียนดวยตนเอง โดยการอบรมเฉพาะดานที่มุงเนนในเน้อหาวิชา





หวขอเร่องท่เก่ยวกับการปฏิบัติงาน ซึ่งการอบรมจะมีหัวขอท่ใหความรูชัดเจน เชน การอบรมดานกฎหมาย การอบรม
ดานการใชโปรแกรมคอมพิวเตอร โดยบุคลากรท่มี ประสบการณในการอบรมคิดเห็นวา การอบรมแบบเขาอบรมดวย

ตนเองจะเกิดประโยชนตอผูเขาอบรม มากกวาการอบรมผานการถายทอดสดสัญญาณภาพและเสียง เน่องจากผูเขา

อบรมจะใหความรวมมือได มากกวา แตในสถานการณปจจุบัน อาจจะตองปรับเปล่ยนรูปแบบการจัดอบรมผานระบบ


ออนไลน เชน ZOOM Cloud Meetings, Skype, Cisco Webex และ Microsoft Teams เปนตน ซ่งจะทําใหบุคลากร
มีสวนรวมในการอบรม โดยมีความกลาแสดงความคิดเห็นและสงผลใหไดรับการพัฒนาทักษะเพ่มข้น


รูปแบบอ่นๆ นอกเหนือจากการอบรม จํานวน 12 วิธีการ ซึ่งทางเลือกใหบุคลากรในการพัฒนาตนเอง ไดแก

1. การฝกขณะปฏิบัติงาน (On the Job Training) 2. การใหคําปรึกษาแนะนํา (Consulting) 3. การดูงานนอกสถานที ่
(Site Visit) 4. การเรียนรูดวยตนเอง (Self Learning) 5. การเขารวมประชุม/สัมมนา (Meeting/Seminar) 6. การ

ติดตามหัวหนา (Work Shadow) 7. การเปนพ่เล้ยง (Mentoring) 8. การมอบหมายงาน (Job Assignment) 9. การ


สอนงาน (Coaching) 10. การหมุนเวียนงาน (Job Rotation) / การใหปฏบตงานในหนวยงานอน 11. การฝกงานกบ





ผูเช่ยวชาญ (Counterpart) 12. การเปนวิทยากรภายในหนวยงาน (In-House Instructor) เปนวิธีการท่ดีมาก ถาหาก


บุคลากรมีความเขาใจและสามารถนําไปใชพัฒนาตนเองได ก็จะเปนการพฒนาทีดีท่สุด เน่องจากบุคลากรไดรับความรู




และพัฒนาทักษะดานตาง ๆ ดวย และหากหนวยงานท่รับผิดชอบในการพัฒนา บุคลากรตองการกระตุนใหบุคลากร


ใชวิธีการไดหลากหลายวิธีในการพัฒนาตนเองน้น อาจจะตอง ประชาสัมพันธไปยังหนวยงานระดับภาค เพ่อชวย



สรางความเขาใจในการใชวิธีการท้ง 12 วิธีการเพ่มมากขึ้น และควรวางแนวทางและหลักเกณฑ การใชรูปแบบ 12
วิธีการ โดยอาจจะกําหนดใหแตละบุคคล ตองใชรูปแบบวิธีการอ่นนอกจากการอบรม อยางนอย 3 วิธีการ จากท้งหมด




12 วิธีการ และในปถัดไป อาจจะกําหนดใหใชวิธีการท่แตกตางจากปท่ผานมา อยางนอย 1 วิธีการ เปนตน


ท้งน้ การพัฒนาดวยวิธีการอบรมและวิธีการอ่น ๆ นอกจากการอบรม ยอมตองการวัดผลสัมฤทธ์ ดังน้น




การวัดผลสัมฤทธ์ของการพัฒนารายบุคคลควรใหหัวหนากลุมงานหรือหัวหนาสวน เปนผูดําเนินการ เน่องจากมีความ


ใกลชิดบุคลากร ซ่งจะทําใหทราบพัฒนาการของบุคลากร และใน ระดับหัวหนาสวน ตองใหผูบังคับบัญชาเหนือข้นไป

หรือผูอํานวยการเปนผูประเมินผลการพัฒนา
4. ประเด็นท่เก่ยวของกับหัวขอวิชาในการพัฒนาทักษะเสริมของบุคลากร



ควรเนนความรูเก่ยวกับเทคโนโลยี ทักษะดิจิทัล ทักษะการส่อสาร การบริการ ภาษาทองถ่น และทักษะการ


วิเคราะหฐานขอมูล
ลําดับรองลงมาเปนทักษะในการต้งคําถาม ทักษะความสามารถเชิงสมรรถนะหรือทักษะท่ใชในการปฏิสัมพันธ


ทักษะการทําใหเขาใจงาย รวมถึงความรูภาษาตางประเทศ

และหัวขอสําคัญท่บุคลากรทุกคนควรไดรับการพัฒนา ไดแก การสรางวิธีคิดใหบุคลากร หรือการสราง Mindset




ทสงผลตอพฤติกรรมองคกร เน่องจากองคกรหรือหนวยงานะพัฒนาได ยอมตองอาศัยบุคลากรท่ไดรับการพัฒนาแลว
และนําความรูมาปรับใชในการทํางานไดจริง


5. ประเด็นท่เก่ยวของกับหลักฐานในการพัฒนาของบุคลากรการสงหลักฐานประกอบการรายงานแผนการพัฒนา



รายบุคคล (IDP) อาจจะไมจาเปน หากไมพบการทุจริตในการรายงาน ดังน้น การสงหลกฐานประกอบการรายงานผล
ควรจะเปนเพียงทางเลือกนึงใหผูบังคับบัญชา สามารถเรียกหลักฐานหรือไมก็ได





หนวยงานควรจะมการจดการฐานขอมลทมการเชอมโยงกนระหวางหนวยงานทจัดอบรมและหนวยงานรบผดชอบ













รายงานแผนการพัฒนารายบุคคล (IDP) หรือพัฒนาโปรแกรมรายงานผลตามแผนการพัฒนารายบุคคล (IDP)

ขอเสนอแนะ
1. การพัฒนาการจัดทําแผนการพัฒนารายบุคคล (IDP)

(1) ควรกําหนดตามลักษณะเฉพาะของตําแหนง
(2) ควรวางแนวทางการพัฒนาทักษะแตละตําแหนง




โดยท้งกรณีท่ (1) และ (2) ตามหลักเกณฑจํานวนช่วโมงพัฒนารายบุคคลในปจจุบันควรแบงเปน 30


ช่วโมงแรก สําหรับความรูและทักษะประจําตําแหนง และอีก 30 ช่วโมง เปนความรูและทักษะท่ควรจะตองรู

(3) ในชวงตนของปงบประมาณ (ภายในเดือนตุลาคมของแตละปงบประมาณ) ควรใหบุคลากรได

มีโอกาสประเมินตนเองวามีความรูดานใดและหรือทักษะใดบางท่ตองการพัฒนาในปงบประมาณนั้นๆ เพ่อใชขอมูล



เปนตัวกําหนดแนวทางการพัฒนาและการวัดผลสัมฤทธ
( 4) ควรมีผูดูแลหรือใหคําปรึกษาในการวางแผนการพัฒนารายบุคคล (IDP) โดยเปนหนาท่ของ

หัวหนากลุมงานหรือหัวหนาสวนของบุคลากร
2. วิธีการพัฒนารายบุคคล 12 วิธี ตองสรางการรับรูวิถีใหม และประชาสัมพันธไปยังหนวยงานสวนภูมิภาค
(1) สงเสริมใหบุคลากรเรียนรูดวยการพัฒนาดวยวิธีการอบรมและวิธีการอ่น ๆ นอกจากการอบรม



มากย่งข้น โดยเนนใหใชรูปแบบ 12 วิธีการ
(2) กําหนดเกณฑในการใชรูปแบบ 12 วิธี อยางนอย 3 วิธีการ
(3) ประชาสัมพันธใหหนวยงานสวนสํานักงานศาลยุติธรรมประจําภาค ใหชวยกระตุนหนวยงานใน
สังกัดใชรูปแบบ 12 วิธีการในการพัฒนาตนเอง

(4) สรางส่อประชาสัมพันธการเรียนรูในการใชรูปแบบ 12 วิธีการ ผานชองทางส่อออนไลน เชน เพจ


เฟสบุค
3. รูปแบบการพัฒนา
(1) การอบรมในระบบ e – Learning ของสถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรมปรับ

จากการเขาอบรมผานระบบ Intranet เปนการเขาอบรมผานระบบอินเตอรเน็ต (Internet) เพ่อความสะดวกในการเรียน

รูท่ไหน เวลาใดก็ได
(2) การอบรมในผานการถายทอดสดสัญญาณภาพและเสียง (Streaming และ Facebook Live



เพจส่อศาล) ควรจัดในชวงพักกลางวันหรือคาบเก่ยวกับชวงพักกลางวันเปนจํานวนท่เพ่มข้น




(3) การสงบุคลากรของหนวยงานเขารวมอบรมกับหนวยงานภายนอก ควรจัดสัดสวนท่เหมาะสม
ไมควรใหบุคลากรคนเดิมไปซําในหลายหลักสูตรในปงบประมาณเดียวกัน เพ่อจะไดใหโอกาสแกบุคลากรคนอ่น ๆ ได



รับการพัฒนาดวย
(4) เพ่มการอบรมในระดับหนวยงานภูมิภาค และระหวางภูมิภาค เน่องจากเปนกลุมบุคลากรสวนใหญ


ของหนวยงาน โดยมีสถาบันพัฒนาฝายขาราชการศาลยุติธรรมเปนหนวยงานท่ปรึกษา

4. เน้อหาวิชาท่ควรจะไดรับการพัฒนา หลักเกณฑและมาตรฐานการพัฒนา และการวัดผลสัมฤทธ ์ ิ





(1) เนอหาทควรไดรบการสงเสริมไดแก ทักษะการใหบริการ โดยเฉพาะ EQ ในสวนวุฒิภาวะทาง





อารมณ ภาษาทองถ่นและหรือภาษาตางประเทศ ความรูเก่ยวกับเทคโนโลยีเบ้องตนสําหรับการทํางาน และจิตวิทยาใน
การทํางานในองคกรท่ประกอบดวยคนทํางานหลายชวงอาย ุ



(2) หนวยงานสวนกลาง ควรมีหลักสูตรประจําหนวยงานโดยมีจํานวนหลักสูตรตามเน้อหาท่จําเปนสําหรับ
หนวยงานน้น ๆ


(3) สถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรมควรจัดทํามาตรฐานหลักสูตรจัดอบรมเพ่อ
นําไปใชไดในหนวยงานสังกัดศาลยุติธรรม
(4) หนวยงานภูมิภาค ควรสํารวจความตองการของบุคลากรในสังกัด เสนอมายังสํานักงานศาลยุติธรรม

ทุก 6 เดือน เพ่อจะไดวางแผนการจัดอบรมใหบุคลากร


Click to View FlipBook Version