(5) ในกรณีที่ศาลหรือหนวยงานภายในศาลยุติธรรมจัดการอบรมเอง ผูเขารับการอบรมไมควรจะตอง
ี
จัดทําหลักฐานการอบรม ควรเปนหนาท่ของศาลหรือหนวยงานที่จัดการอบรมเปนผูจัดทําหลักฐานและสงขอมูลใหสถาบัน
พัฒนาขาราชการฝายตุลาการทางระบบอิเล็กทรอนิกส
(6) ควรมีการพิจารณาความเหมาะสมของเนื้อหาและรูปแบบการทําแผนพัฒนารายบุคคลทุก 3 ป
5. ประเด็นอื่น ๆ
(1) หลักเกณฑปจจุบันของแผนพัฒนารายบุคคลจํานวนไมนอยกวา 60 ชั่วโมง ยังมีความเหมาะสมอยู
ื
(2) หากมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจําเปนอ่นทําใหบุคลากรศาลยุติธรรมไมสามารถพัฒนาศักยภาพ
เปนจํานวนเปนนอยกวา 60 ช่วโมง ในปงบประมาณใด ใหบุคลากรดังกลาวยังมีสิทธิไดรับคาตอบแทนพิเศษอยู
ั
ี
หากสถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรมพิจารณาแลวเห็นวาเหตุท่บุคลากรอางเปนเหตุสุดวิสัยหรือเหต ุ
่
ื
จําเปนอน
(3) กรณีบุคลากรเลือกวิธีการพัฒนาดวยวิธีการดูงานนอกสถานที่และการเขารวมประชุม/สัมมนากับ
หนวยงานภายนอก สํานักงานศาลยุติธรรมควรจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรดวยวิธีการนี้ดวย
(4) อัตราเงินคาตอบแทนพิเศษตามประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม เรื่อง หลักเกณฑและวิธี
การในการใหไดรับเงินคาตอบแทนพิเศษของขาราชการศาลยุติธรรม ควรมีการพิจารณาปรับทุก 2 ป เพื่อสะทอนสภาวะ
เศรษฐกิจและสังคมที่เปนปจจุบัน
โครงการสัมมนา
เรื่อง “วิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกสกับประเด็นการเขาถึงเทคโนโลยี
ของคูความ” (เนื่องในโอกาสวันสถาปนาศาลยุติธรรม)
หลักการและเหตุผล
ตามที่ไดมีขอกำหนดของประธานศาลฎีกา วาดวยวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส พ.ศ. 2563 ซึ่งมีสาระสำคัญ
กำหนดหลักการเพื่อรองรับใหศาลสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส การจัดทำเอกสาร
ในสำนวนความในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส การนั่งพิจารณาและบันทึกคำเบิกความพยานโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส
การรับฟงพยานหลักฐานที่เปนขอมูลอิเล็กทรอนิกส การประชุมในศาลชั้นอุทธรณและศาลฎีกาโดยวิธีการประชุมผาน
สื่ออิเล็กทรอนิกส โดยมีหลักการสำคัญอีกประการหนึ่งวา จะตองคำนึงถึงความสะดวกและประหยัดสำหรับคูความที่ยัง
ไมสามารถเขาถึงเทคโนโลยีดวย เพื่อมิใหการใชวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสสรางความยุงยากหรือสิ้นเปลืองคาใชจาย
แกคูความที่ยังไมสามารถเขาถึงเทคโนโลยี
ดังนั้น ประเด็นการเขาถึงเทคโนโลยีจึงเปนปจจัยที่สำคัญตอการดำเนินการตามวิธีพิจารณาคดีดวยวิธีการ
ทางอิเล็กทรอนิกส สำนักงานศาลยุติธรรมโดยสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์จึงเห็นสมควรจัดโครงการสัมมนา
เรื่อง “วิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกสกับประเด็นการเขาถึงเทคโนโลยีของคูความ” (เนื่องในโอกาสวันสถาปนา
ศาลยุติธรรม) ผานระบบถายทอดสัญญาณภาพและเสียง (Streaming และ Facebook Live เพจสื่อศาล) ใหแก
ขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรม ลูกจางและพนักงานราชการศาลยุติธรรม และผูที่สนใจ เพื่อใหความรู ความเขาใจ
เกี่ยวกับประเด็นการเขาถึงเทคโนโลยีการดำเนินการตามวิธีพิจารณาคดีดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส
วัตถุประสงค
เพื่อใหความรู ความเขาใจเกี่ยวกับประเด็นการเขาถึงเทคโนโลยีการดำเนินการตามวิธีพิจารณาคดีดวยวิธีการ
ทางอิเล็กทรอนิกสของศาลแกขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรม ลูกจางและพนักงานราชการศาลยุติธรรม และผูที่สนใจ
วิทยากร
1) นายวรวงศ อัจฉราวงศชัย ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา
2) นางสาวรวิวรรณ วงศคช นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการ
3) นางสาวสุลาวัลย โจวเจริญ นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ
วันและสถานที่
วันอังคารที่ 20 เมษายน 2564 ณ ศูนยวิทยบริการศาลยุติธรรมเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 6 อาคารศาลอาญา ถนน
รัชดาภิเษก แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เวลา 09.00 นาิกา ถึง 11.00 นาิกา
รูปแบบการดำเนินงาน
การอภิปรายและเผยแพรความรูโดยวิทยากรผูทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ โดยการถายทอดสัญญาณภาพ
และเสียง (Streaming และ Facebook Live เพจสื่อศาล)
ผูเขารวมสัมมนา
ขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรม ลูกจางและพนักงานราชการศาลยุติธรรม ผูที่สนใจ วิทยากร และเจาหนาท ี่
ผูจัดสัมมนา
ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ
บุคลากรในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม และผูที่สนใจ ไดทราบถึงการดำเนินการตามวิธีพิจารณาคดีดวยวิธีการ
ทางอิเล็กทรอนิกสของศาลในประเด็นการเขาถึงเทคโนโลยีสามารถนำความรูที่ไดรับมาใชในการปฏิบัติงาน รวมทั้งเปน
การเสริมสรางใหประชาชนเขาถึงการอำนวยความยุติธรรมไดโดยงาย เสมอภาคเปนธรรม และเสียคาใชจายไมแพงเกินควร
งบประมาณ
งบประมาณโครงการศาลยุติธรรมเทิดทูนและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย กิจกรรมดานวิชาการ (สัมมนา
ทางวิชาการ/ประชุมเชิงปฏิบัติการ)
ผูรับผิดชอบโครงการ
สวนสนับสนุนการพัฒนาระบบและมาตรฐานงานศาลสูง
สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ สำนักงานศาลยุติธรรม
โทรศัพท ๐ 2500 1079 โทรสาร ๐ 2500 1080
ที่ปรึกษาโครงการ
1) นางอุษา จิวะชาติ รองเลขาธิการสถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการ
ศาลยุติธรรมชวยทำงานชั่วคราวในตำแหนงผูพิพากษา
หัวหนาศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา
2) นายศุภกิจ แยมประชา รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม
3) นายวรวงศ อัจฉราวงศชัย ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา
4) นางพัชรพร โรจนสโรช ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา
5) นางสาวณัฏฐสุมณ ทิตาสิริจิรภาส ผูอำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์
เจาหนาที่ผูรับผิดชอบ
1) นางสาวสุเบญจวรรณ ทวีจิตติโภคิน นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ
2) นางสาวรวิวรรณ วงศคช นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการ
3) นางสาวสุลาวัลย โจวเจริญ นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ
4) นายณัฐพงษ สุภาพงษ นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ
สรุปผลการสัมมนา
การสัมมนา เรื่อง “วิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกสกับประเด็นการเขาถึงเทคโนโลยีของคูความ” มีวัตถุประสงค
เพื่อใหขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรม ลูกจางและพนักงานราชการศาลยุติธรรม ผูที่สนใจมีความรู ความเขาใจ
เกี่ยวกับประเด็นการเขาถึงเทคโนโลยีของคูความ ความสำคัญของการเขาถึงเทคโนโลยีของคูความจำเปนอยางไร
ตอการดำเนินการตามวิธีพิจารณาคดีดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส รวมถึงการทดสอบรางแบบประเมินการเขาถึงทาง
เทคโนโลยีเพื่อนำมาใชเปนเครื่องมือชวยศาลประกอบดุลพินิจในการสั่งใหใชวิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส โดยมี
นายวรวงศ อัจฉราวงศชัย ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา นางสาวรวิวรรณ วงศคช นักวิเคราะห
นโยบายและแผนชำนาญการ สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ และนางสาวสุลาวัลย โจวเจริญ นักวิเคราะหนโยบาย
และแผนปฏิบัติการ สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ เปนวิทยากร ซึ่งสรุปผลการสัมมนาไดดังนี้
วิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกสเปนการชวยเพิ่มประสิทธิภาพในการเขาถึงกระบวนการยุติธรรม กระจาย
การเขาถึงกระบวนการยุติธรรมสูประชาชนโดยไมถูกจำกัดดวยการเดินทาง ลดภาระคาใชจาย ลดขั้นตอน ลดระยะเวลา
ในการดำเนินคดี รวมถึงในสถานการณการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จะเปนการชวยลดการติดเชื้อดังกลาว
อยางไรก็ตามการใชวิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกสจะไมสามารถดำเนินการไดเต็มประสิทธิภาพหากคูความไมสามารถ
เขาถึงเทคโนโลยีได ประเด็นการเขาถึงเทคโนโลยีของคูความจึงเปนปจจัยสำคัญของการใชวิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส
นิยามการพิจารณา
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 1 กลาวถึงการพิจารณา ดังนี้
(7) “กระบวนพิจารณา” หมายความวา การกระทำใดๆ ตามที่บัญญัติไวในประมวลกฎหมายนี้อันเกี่ยวดวยคด ี
ซึ่งไดกระทำไปโดยคูความในคดีนั้นหรือโดยศาล หรือตามคำสั่งของศาลไมวาการนั้นจะเปนโดยคูความฝายใดทำตอศาล
หรือตอคูความอีกฝายหนึ่ง หรือศาลทำตอคูความฝายใดฝายหนึ่งหรือทุกฝาย และรวมถึงการสงคำคูความและเอกสาร
อื่นๆ ตามที่บัญญัติไวในประมวลกฎหมายนี้
(8) “การพิจารณา” หมายความวา กระบวนพิจารณาทั้งหมดในศาลใดศาลหนึ่งกอนศาลนั้นชี้ขาดตัดสินหรือ
จำหนายคดีโดยคำพิพากษาหรือคำสั่ง
(9) “การนั่งพิจารณา” หมายความวา การที่ศาลออกนั่งเกี่ยวกับการพิจารณาคดี เชน ชี้สองสถาน สืบพยาน
ทำการไตสวน ฟงคำขอตาง ๆ และฟงคำแถลงการณดวยวาจา
ดังนั้น การพิจารณา จึงรวมกระบวนพิจารณาทั้งหมด ตั้งแตมีคดีเกิดขึ้นและยื่นฟองตอศาล การกระทำทุกอยาง
หลังจากนั้นไมวาจะเปนคูความกระทำตอคูความอีกฝายหนึ่ง หรือคูความกระทำตอศาลหรือศาลกระทำตอคูความ รวมถึง
การยื่น สง และรับ คำฟอง คำคูความ คำใหการและเอกสารตางๆ ยังรวมถึงการนั่งพิจารณาคดี เชน ชี้สองสถาน
สืบพยาน ทำการไตสวน ฟงคำขอตาง ๆ และฟงคำแถลงการณดวยวาจาซึ่งถาการพิจารณากระทำโดยวิธีการทาง
อิเล็กทรอนิกสก็จะหมายถึง วิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส
วิธีการทางอิเล็กทรอนิกสคืออะไร
ขอกำหนดของประธานศาลฎีกาวาดวยวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส พ.ศ. 2563 ไดใหนิยามคำวา
อิเล็กทรอนิกส หมายความวา การประยุกตใชวิธีการทางอิเล็กตรอน ไฟฟา คลื่นแมเหล็กไฟฟา หรือวิธีอื่นใดในลักษณะ
คลายกัน และใหหมายความรวมถึงการประยุกตใชวิธีการทางแสง วิธีการทางแมเหล็ก หรืออุปกรณที่เกี่ยวของ
กับการประยุกตใชวิธีตางๆ เชนวานั้น
ตัวอยางเชน โทรศัพท แฟกซ อีเมล อินเทอรเน็ต ก็ถือวาเปนอิเล็กทรอนิกสดวย เพราะคำวา “วิธีการทาง
อิเล็กตรอนนั้น” จะหมายรวมถึงการสงขอมูลไปตามสายโทรศัพท สายแลน สายไฟเบอร หรือแมแตการสงขอมูลผาน
ดาวเทียมก็เปนการประยุกตใชวิธีทางอิเล็กตรอนทั้งหมด
วิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส
คือ การพิจารณาคดีโดยใชวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสมาสนับสนุน หมายถึง กระบวนการทุกอยางที่ศาลดำเนินการ
หรือที่คูความดำเนินการตอศาล หรือคูความดำเนินการตอคูความดวยกันเอง โดยใชวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส เชน โทรศัพท
อีเมล แฟกซ อินเตอรเน็ต มาสนับสนุนในการดำเนินการ ถือเปนการพิจารณาคดีโดยใชวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสทั้งสิ้น
ดังภาพที่ 1
วิธีการทาง วิธีพิจารณาคด ี
การพิจารณา อิเล็กทรอนิกส อิเล็กทรอนิกส
ภาพที่ 1 วิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส
ขอกำหนดของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส ไดแก
1. ขอกำหนดของประธานศาลฎีกาวาดวยการยื่น สง และรับคำคูความและเอกสารทางระบบรับสงอิเล็กทรอนิกส
พ.ศ. 2560 (ออกตามความใน ป.วิ.พ. มาตรา 68) ซึ่งสาระสำคัญของขอกำหนดนี้ครอบคลุมถึงการยื่น สง รับคำคูความ
ผานระบบรับสงอิเล็กทรอนิกสของศาลยุติธรรมได (e-filing)
2. ขอกำหนดของประธานศาลฎีกาวาดวยการจัดทำสารบบความ สารบบคำพิพากษา และการรวบรวมเก็บรักษา
เอกสารในสำนวนความในรูปแบบขอมูลอิเล็กทรอนิกส พ.ศ.2562 (ออกตามความใน ป.วิ.พ. มาตรา 51 วรรคสอง)
ซึ่งสาระสำคัญของขอกำหนดนี้ คือ การที่ศาลจะแปลงเอกสารที่คูความยื่นในรูปแบบของกระดาษ สำนวนกระดาษ
ใหเปนเอกสารในรูปแบบของขอมูลอิเล็กทรอนิกส
3. ขอกำหนดของประธานศาลฎีกาวาดวยวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส พ.ศ. 2563 (ออกตามความใน
ป.วิ.พ. มาตรา 34/1) ซึ่งสาระสำคัญของขอกำหนดนี้ คือ การกำหนดหลักการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพิจารณา
พิพากษาคดี เชน
- การจัดทำเอกสารสำนวนความในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส
- การดำเนินกระบวนการพิจารณาของศาลโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสได เชน การนั่งพิจารณาคดี
การไตสวน การสืบพยานอิเล็กทรอนิกส การบันทึกรายงานกระบวนพิจารณาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส ไปจนกระทั่งศาล
มีคำสั่งหรือคำพิพากษาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกสได
ประเด็นการเขาถึงทางเทคโนโลยีของคูความ
ประเด็นการเขาถึงทางดานเทคโนโลยีของคูความ เปนขอจำกัดตอการใชวิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกสอยางเต็ม
รูปแบบ โดยคูความแตละบุคคลจะมีความสามารถในการเขาถึงทางเทคโนโลยีที่แตกตางกัน ซึ่งเปนกระบวนการที่ศาล
จะตองประเมินวาคูความมีความพรอมที่จะใชระบบของศาลหรือไม ถาหากคูความไมพรอม ศาลก็อาจจะไมสามารถ
สั่งใหใชวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสกับคูความที่ไมพรอมทางเทคโนโลยี
Hardware
(อุปกรณ)
การเขาถึงเทคโนโลย ี
Software
(ทักษะ)
ภาพที่ 2 วิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส
ความพรอมในการเขาถึงเทคโนโลยี จะตองประกอบดวยปจจัย 2 สวน ดังภาพที่ 2 ดังนี้
1. Hardware (อุปกรณ) คูความตองมีอุปกรณที่สามารถเขาถึงเทคโนโลยีได เชน คอมพิวเตอร ปริ้นเตอร
สแกนเนอร สมารทโฟน อินเทอรเน็ต
2. Software (ทักษะ) หมายถึง ทักษะความสามารถในการใชงานอุปกรณอิเล็กทรอนิกส ทักษะเปนปจจัยสำคัญ
ตอการเขาถึงทางดานเทคโนโลยี เชน มีอุปกรณคอมพิวเตอรแตไมสามารถใชงานได มีอุปกรณสมารทโฟนแตสามารถ
ใชงานไดเพียงทักษะพื้นฐานใชแอปพลิเคชันไลนพูดคุยไดอยางเดียว แตไมสามารถสแกนคิวอารโคดได จะไมมีความพรอม
ในการเขาถึงเทคโนโลยีทำใหไมพรอมที่ใชบริการทางการศาลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส
สาระสำคัญของขอกำหนดของประธานศาลฎีกาวาดวยวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส พ.ศ. 2563
ในขอกำหนดของประธานศาลฎีกาวาดวยวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส พ.ศ. 2563 ขอ 4 กลาววา “เพื่อใหการ
ดำเนินกระบวนพิจารณาเปนไปโดยสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม เมื่อศาลเห็นสมควรหรือคูความรองขอ ศาลอาจกำหนด
ใหดำเนินกระบวนพิจารณาดวยวิธีการตามขอกำหนดนี้ โดยคำนึงถึงความสะดวกและประหยัดสำหรับคูความที่ยังไม
สามารถเขาถึงเทคโนโลยีดวย ทั้งนี้ ประเภทคดี หลักเกณฑและวิธีการใหเปนไปตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมประกาศ
กำหนด” ดังนั้น การที่ศาลจะพิจารณาสั่งวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส ศาลจะตองคำนึงถึงความสะดวก
และประหยัดสำหรับคูความที่ยังไมสามารถเขาถึงเทคโนโลยีดวย ศาลจะตองคำนึงถึงวาคูความสามารถเขาถึงเทคโนโลยี
ไดหรือไม โดยศาลไมอาจบังคับใหคูความตองดำเนินคดีโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสแมกระทั่งวากฎหมายใหอำนาจศาล
ในการพิจารณาสั่งไดเนื่องจากสิ่งสำคัญที่ศาลคำนึงถึงเปนที่สุดในกระบวนการพิจารณาคดี คือ สิทธิในการตอสูคดีของ
คูความทั้ง 2 ฝาย ที่มีอยางเทาเทียมกัน หากคูความฝายหนึ่งสามารถเขาถึงเทคโนโลยีแตคูความอีกฝายไมสามารถเขาถึง
เทคโนโลยีไดจะทำใหสิทธิในการตอสูคดีไมเทากัน ศาลไมสามารถที่จะคำนึงถึงคนสวนใหญที่สามารถเขาถึงเทคโนโลยี
ไดโดยที่ไมสนใจคนสวนนอย ศาลไมอาจทิ้งใครไวขางหลังได (Leave No One Behind) ดังนั้น ประเด็นการเขาถึง
เทคโนโลยีของคูความจึงเปนประเด็นสำคัญที่ศาลตองพิจารณากอนใชดุลพินิจในการสั่งใหใชวิธีพิจารณาคดีทาง
อิเล็กทรอนิกส แตศาลจะทราบไดอยางไรวาคูความคนไหนสามารถเขาถึงเทคโนโลยีไดเพียงพอที่จะใชวิธีพิจารณาคดี
อิเล็กทรอนิกส สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์จึงไดทำการวิจัยและพัฒนาแบบประเมินการเขาถึงเทคโนโลยี
เพื่อนำมาใชเปนเครื่องมือชวยศาลประกอบดุลยพินิจในการสั่งใชวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส
การศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวกับการเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ
สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ ไดทำการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวกับการเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ มีผล
การศึกษา ดังนี้
1. จากการศึกษาขอมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศนและกิจการ
โทรคมนาคมแหงชาติ (กสทช.) พบวา จำนวนผูใชอินเทอรเน็ตในประเทศไทย เปรียบเทียบระหวาง ป พ.ศ. 2556 –
พ.ศ. 2562 มีแนวโนมเพิ่มขึ้นทุกป โดยจำนวนผูใชอินเทอรเน็ตในไทย ป 2562 สูงถึง 50.1 ลานคน ซึ่งคิดเปน 75.3%
ของประชากรในประเทศไทย ป 2562 (ที่มีจำนวนประชากร 66.5 ลานคน)
2. จากการศึกษาขอมูลจาก สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส (ETDA) พบวา จำนวนชั่วโมงการใช
อินเทอรเน็ตโดยเฉลี่ยตอวัน เปรียบเทียบระหวาง ป พ.ศ. 2556 - พ.ศ. 2563 มีความผันผวนในชวง ป พ.ศ. 2556 -
พ.ศ. 2559 แตในชวง 4 ปหลัง (พ.ศ. 2560 - พ.ศ. 2563) จำนวนชั่วโมงการใชอินเทอรเน็ตโดยเฉลี่ยตอวัน มีแนวโนม
สูงขึ้นอยางเห็นไดชัด โดย ในป พ.ศ. 2563 คนไทยใชอินเทอรเน็ตเฉลี่ยวันละ 11 ชั่วโมง 25 นาที
3. จากการศึกษาขอมูลจาก รายงาน Digital 2021 Global ซึ่งไดรวมสถิติการใชงานดานดิจิทัลและพฤติกรรม
การใชอินเทอรเน็ตจาก 248 ประเทศ ทั่วโลก ซึ่งเผยแพรโดย We Are Social และ Hootsuite พบประเด็นที่นาสนใจ
ดังนี้
3.1 การใชอุปกรณมือถือ
คนไทยมีผูใชอุปกรณมือถือ 129.7% ของจำนวนประชากรไทยทั้งหมด ซึ่งแสดงใหเห็นวาคนไทยมีผูใช
อุปกรณมือถือมากกวา 1 เครื่อง
3.2 การใชอินเทอรเน็ต
ถาเปรียบเทียบขอมูล ป 2020 กับ 2021 พบวาคนไทยมีการใชอินเทอรเน็ตมากขึ้น 7.4 % (3.4 ลานคน)
โดยใช Social Media เพิ่มขึ้น 5.8 % ( 3 ลานคน )
3.3 การเขาถึงอินเทอรเน็ต
คนไทยเขาถึงอินเทอรเน็ต 69.5% ของประชากร ( 49 ลานคน) ซึ่งเปนอันดับที่ 37 ของโลก โดยคาเฉลี่ย
ทั่วโลกอยูที่ 59.5% และประเทศที่เขาถึงอินเทอรเน็ตสูงสุด คือประเทศ UAE 99%
3.4 จำนวนชั่วโมงการใชอินเทอรเน็ตโดยเฉลี่ยตอวัน
คนไทยใชอินเทอรเน็ตเฉลี่ยตอวัน 8 ชั่วโมง 44 นาที ซึ่งเปนอันดับ 9 ของโลก โดยคาเฉลี่ยทั่วโลก
อยูที่ 6 ชั่วโมง 54 นาที และประเทศที่ใชอินเทอรเน็ตเฉลี่ยตอวันมากที่สุด คือ ประเทศฟลิปปนส (วันละ 10 ชั่วโมง 56 นาที)
3.5 การใชอินเทอรเน็ตผานโทรศัพทมือถือตอวัน คนไทยใชอินเทอรเน็ตผานโทรศัพทมือถือตอวัน 5 ชั่วโมง
7 นาที ซึ่งเปนอันดับ 3 ของโลก คาเฉลี่ยทั่วโลกอยูที่ 3 ชั่วโมง 39 นาที และประเทศที่ใชอินเทอรเน็ตผานโทรศัพทมือถือ
ตอวันมากที่สุด คือ ประเทศฟลิปปนส (วันละ 5 ชั่วโมง 54 นาที)
3.6 ความเร็วเฉลี่ยอินเทอรเน็ตบนมือถือของคนไทย
คนไทยใชอินเทอรเน็ตความเร็วเฉลี่ยบนมือถือ ซึ่งมีคาเฉลี่ย download speed อยูที่ 51.75 Mpbs
ซึ่งแรงเปนอันดับ 21 ของโลก คาเฉลี่ยทั่วโลกอยูที่ 42.70 Mpbs และประเทศที่ใชอินเทอรเน็ตความเร็วเฉลี่ยบนมือถือ
สูงสุด คือประเทศ UAE (สหรัฐอาหรับเอมิเรต) 117.52 Mpbs
3.7 ความเร็วเฉลี่ยอินเทอรเน็ตบานของคนไทย
คนไทยใชอินเทอรเน็ตบาน ซึ่งมีคาเฉลี่ย download speed ที่ 308.35 Mpbs ซึ่งแรงเปนอันดับ 1
ของโลก โดยคาเฉลี่ยทั่วโลกอยูที่ 96.43 Mpbs
3.8 อุปกรณที่คนไทยเขาใชอินเทอรเน็ต
คนไทยสวนใหญเขาใชอินเทอรเน็ตผาน มือถือ โนตบุค / คอมพิวเตอรตั้งโตะ และTablet ตามลำดับ
3.9 กิจกรรมที่ทำผานอินเทอรเน็ตเพื่อความบันเทิง
กิจกรรมที่ทำผานอินเทอรเน็ตเพื่อความบันเทิง ไดแก ดูทีวีออนไลน (3 ชั่วโมง 3 นาที) Social Media
(2 ชั่วโมง 48 นาที) อานหนังสือออนไลน (2 ชั่วโมง 23 นาที) การฟงเพลงในรูปแบบออนไลน (1 ชั่วโมง 3 นาที) ฟงวิทย ุ
ออนไลน (44 นาที) และเลนเกมสออนไลน (1 ชั่วโมง 38 นาที ; ติดอันดับ 1 ของโลก)
3.10 การใชบริการธุรกรรมทางการเงินออนไลน
คนไทยใชบริการธุรกรรมทางการเงินออนไลน 68.1% ของประชากรไทย ซึ่งเปนอันดับที่ 1 ของโลก โดยคาเฉลี่ย
ทั่วโลกอยูที่ 38.7%
จากผลการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวกับการเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ แสดงใหเห็นวาคนไทยสวนใหญสามารถ
เขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศได และจากบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปสูยุคดิจิทัล สำนักงานศาลยุติธรรมตองมี
การปรับระบบการทำงานไปสูการเปน Smart Court มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหมเขามาชวยในการทำงานเพื่อให
ประชาชนเขาถึงกระบวนการยุติธรรม ไดโดยงาย สะดวก ทั่วถึง เทาเทียมกัน และเสียคาใชจายนอย และไดมีการออก
ขอกำหนดของประธานศาลฎีกา วาดวยวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส พ.ศ. 2563 ที่กำหนดใหศาลสามารถดำเนิน
กระบวนพิจารณาดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสได แตยังตองคำนึงถึงคูความที่ไมสามารถเขาถึงเทคโนโลยีดวย โดยเรา
ไมอาจทิ้งประชาชน ที่ยังไมสามารถเขาถึงการใชงานอินเทอรเน็ตไดไวขางหลัง (จำนวนประมาณ 20 ลานคน) ดังนั้น
ประเด็นการเขาถึงทางเทคโนโลยีของคูความจึงเปนประเด็นสำคัญที่ศาลตองพิจารณากอนใชดุลพินิจในการสั่งใหใช
วิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส
การสำรวจเขาถึงการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ : สำหรับผูมาติดตอราชการศาลและประชาชนทั่วไป
สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ จึงไดทำสำรวจการเขาถึงการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ : สำหรับผูมาติดตอ
ราชการศาลและประชาชนทั่วไป เพื่อรวบรวมความคิดเห็นแลวนำมาวิเคราะหใชเปนขอมูลประกอบในการพัฒนาระบบ
งานของศาลยุติธรรมเกี่ยวกับวิธีการพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส โดยไดมีการสำรวจ ระหวางวันที่ 23 พฤศจิกายน
2563 – 16 ธันวาคม 2563 มีผูตอบแบบสำรวจทั้งหมด 1,360 ราย โดยแบงเปนเพศชาย เพศหญิง เทาๆ กัน (50 : 50)
ในการเก็บขอมูลครั้งนี้ ไดกำหนดใหเก็บแบบสำรวจตาม 5 ชวงอายุ ( 10 – 19 ป, 20 – 29 ป, 30 – 39 ป, 40 – 49 ป
และ 50 ปขึ้นไป ) เพื่อใหครอบคลุมความคิดเห็นทุกชวงอายุ ซึ่งสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ ไดมีหนังสือ
ขอความรวมมือจากศาลชั้นตนทั่วประเทศใหดำเนินการเก็บขอมูลจากประชาชน และไดรับความรวมมือเปนอยางดี
อยางไรก็ตามสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ไดออกภาคสนามเพื่อเก็บขอมูล ที่ศาลแพง และศาลอาญา เชนกัน
ซึ่งจากการสำรวจ มีประเด็นที่นาสนใจ ดังนี้
การใชงานอุปกรณ
การใชงานอุปกรณ 95% ไมใชอุปกรณ 5%
อุปกรณท่ใช รอยละ เหตุผลท่ไมใช รอยละ
ี
ี
โทรศัพทมือถือ / สมารทโฟน 92.7 ใชไมเปน 2.7
Laptop / Notebook 38.2 ไมมีอุปกรณ 2.1
ั
คอมพิวเตอรต้งโตะ 36.2 มองวาไมมีความจำเปน 1.3
Tablet 20.4
*จากแบบสำรวจ สามารถตอบไดมากกวา 1 ขอ
ความสัมพันธการใชมือถือกับอาย ุ
พบวา ชวงอายุ 10 – 49 ป มีการใชงานอุปกรณอิเล็กทรอนิกส ใกลเคียงกัน และสูงกวา 95% ขึ้นไป สวนชวง
อายุ 50 ปขึ้นไป มีการใชงานอุปกรณอิเล็กทรอนิกสนอยกวากลุมชวงอายุอื่น ใชเพียง 15% ทั้งนี้อาจเปนเพราะชวงอายุ
ดังกลาวมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับการใชงานอุปกรณอิเล็กทรอนิกสนอย หากจะใหกลุมดังกลาว มีการใชงานเพิ่มขึ้น
อาจจะตองมีการใหความรูและชี้แนะใหเห็นประโยชนในการใชอุปกรณอิเล็กทรอนิกส
การใชอินเทอรเน็ต
ผูตอบแบบสำรวจมีการใชอินเทอรเน็ตมากถึง 93.7% และไมใชอินเทอรเน็ต 6.3% โดยเหตุผลที่ไมใช คือ
มองวาไมมีความจำเปน ไมมีอุปกรณ และคาบริการสูง ตามลำดับ
ความสัมพันธการใชมือถือกับอาย ุ
พบวา ชวงอายุ 10 – 49 ป มีการใชอินเทอรเน็ต ใกลเคียงกัน และสูงกวา 95% ขึ้นไป สวนชวงอายุ 50 ปขึ้นไป
มีการใชอินเทอรเน็ตนอยที่สุด แตก็ใชถึง 78% แสดงใหเห็นไดวาแมชวงอายุ 50 ปขึ้นไป มีการใชงานอุปกรณอิเล็กทรอนิกส
เพียง 15% แตก็ใชงานอินเทอรเน็ตถึง 78% ดังนั้น หากกลุมนี้มีความเขาใจเกี่ยวกับการใชงานอุปกรณอิเล็กทรอนิกส
ก็จามารถใชงานเพิ่มมากขึ้น
จำนวนชั่วโมงการใชอินเทอรเน็ตเฉลี่ยตอวัน
ผูตอบแบบสำรวจใชอินเทอรเน็ตเฉลี่ยตอวัน 6 ชั่วโมง 34 นาที
กิจกรรมออนไลนยอดนิยม
กิจกรรมออนไลนยอดนิยม ไดแก
- กิจกรรมเพื่อความบันเทิง เชน Social Media การดูหนัง ฟงเพลง เปนตน
- การประชุม เชน ประชุมออนไลนผาน Zoom Google meet เปนตน
- ธุรกรรมทางการเงินออนไลน
- การใชบริการภาครัฐออนไลน
การใชบริการศาลผานสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศของศาล
ผูตอบแบบสำรวจ เคยใชบริการศาลผานสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศของศาล ไดแก
- เว็บไซตศาล ระบบออนไลนตาง ๆ
- Facebook Page : สื่อศาล
- Line Official : Inside COJ
- E mail
ความเหมาะสมในการ Scan QR Code เพื่อเขาถึงเอกสารทายฟอง
ผูตอบแบบสำรวจ 73% ใหความเห็นวาเปนการเหมาะสม หากศาลจะนำวิธีการสแกนคิวอารโคด (QR Code)
มาใชเพื่อเขาถึงเอกสารทายฟอง เพราะสามารถอำนวยความสะดวกใหกับคูความได และเปนการประหยัดคาใชจาย
ในการจัดทำเอกสารทายฟอง สวนผูตอบแบบสำรวจ 20% ที่คิดวาไมเหมาะสม เพราะรูสึกไมมั่นคง ไมปลอดภัย ไมมี
ความรูความเขาใจวิธีการสแกนคิวอารโคด (QR Code) และไมมีอุปกรณอิเล็กทรอนิกสในการเขาถึงเอกสาร อยางไรก็ตาม
ยังมีผูตอบแบบสำรวจอีกสวนหนึ่งที่ไมแนใจวาหากศาลนำวิธีการสแกนคิวอารโคดมาใชเพื่อเขาถึงเอกสารทายฟอง
จะมีความเหมาะสมหรือไม
ปญหาและอุปสรรคในการเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ
รายการ การชวยเหลือ
1.ไมมีความพรอมทางดานอุปกรณ 1. ฟรีอินเทอรเน็ตไรสาย (WIFI)
(อุปกรณอิเล็กทรอนิกส เชน โทรศัพทมือถือ) 2. การอบรมใหความรูในการใชอุปกรณสื่อสาร
2. ไมมีความพรอมทางดานอินเทอรเน็ต อิเล็กทรอนิกส
่
(อุปกรณอิเล็กทรอนิกส เชน โทรศัพทมือถือ) 3. อืนๆ เชน คูมือการใชงาน
3. ขาดความรู ความเขาใจ ในการใชงาน
แบบประเมินการเขาถึงทางเทคโนโลยี
การสำรวจขอมูลนี้ ตองการประเมินความสามารถในการเขาถึงการใชเทคโนโลยีสารสนเทศของคูความ
(ประชาชน) เนื่องจากศาลจะทราบไดอยางไรวาคูความคนไหนสามารถเขาถึงเทคโนโลยีไดเพียงพอที่จะใชวิธีพิจารณาคดี
ทางอิเล็กทรอนิกส และถาไมมีเครื่องมือชวยศาลในการใชดุลพินิจศาลอาจจะปฏิเสธไมใชวิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส
ก็ไดถาคูความไมรองขอ
สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์จึงไดทำวิจัยและทดลองพัฒนาแบบประเมินการเขาถึงทาง
เทคโนโลยีเพื่อนำมาใชเปนเครื่องมือชวยศาลประกอบดุลพินิจในการสั่งใหใชวิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส
และจากการนำผลการวิจัย มาพัฒนาเพื่อจัดทำแบบประเมินฯ พบวา ปจจัยที่มีผลตอการเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ
ของประชาชน แบงไดเปน 2 ปจจัย ดังนี้
ปจจัยที่ 1 ความพรอมของอุปกรณ
- อุปกรณอิเล็กทรอนิกส
- อินเทอรเน็ต
ปจจัยที่ 2 ทักษะ
- ทักษะการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ พื้นฐาน
- ทักษะการเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ เบื้องตน
- ทักษะการทำกิจกรรมผานอุปกรณอิเล็กทรอนิกส
ในการจัดทำแบบประเมิน จึงนำปจจัยที่กลาวมาขางตนมาปรับเปนคำถาม ซึ่งคำถามแตละขอจะมีคะแนนตาม
ความยากงาย และความซับซอน ของกิจกรรมนั้น ๆ เพื่อสามารถใชวัดผลไดวาผูตอบแบบประเมินมีการเขาถึงเทคโนโลยี
สารสนเทศระดับใด โดยแบงเปน 3 ระดับ ดังนี้
ระดับที่ 1 (0 – 32 คะแนน)
มีความพรอมในการเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศระดับต่ำกวาพื้นฐาน
มีความรูความเขาใจและใชเทคโนโลยีดิจิทัลในระดับต่ำกวาพื้นฐาน ไมซับซอนและไมสามารถแกไขปญหา
เกี่ยวกับเทคโนโลยีพื้นฐานไดดวยตัวเอง เชน สามารถพิมพไลนได สามารถอานขอมูลออนไลนได
ระดับที่ 2 (33 – 64 คะแนน)
มีความพรอมในการเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศระดับพื้นฐาน
มีความรูความเขาใจและใชเทคโนโลยีดิจิทัลในระดับพื้นฐาน ที่มีความซับซอนมากขึ้นและสามารถนำเทคโนโลยี
มาใชประโยชนในชีวิตประจำวันได เชน รับ – สง อีเมล ชำระเงินออนไลน ดาวนโหลดเอกสาร สแกน QR Code
ระดับที่ 3 (65 – 96 คะแนน)
มีความพรอมในการเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง
มีความรูความเขาใจและใชเทคโนโลยีดิจิทัลในระดับสูง สามารถใชประโยชนจากเทคโนโลยีไดอยางเต็มรูปแบบ
เชน การใชระบบ e-Filing แปลงเอกสารได ประชุมออนไลน upload ได ในการสัมมนาครั้งนี้ ไดมีการทดลองทำแบบ
ประเมิน (ราง) เพื่อทดสอบรวมถึงรับฟงขอเสนอแนะจากผูเขารวมสัมมนา โดยมีผูทดลองทำแบบประเมิน 84 ราย ในที่น ี้
มีผูที่ไดระดับที่ 3 (มีความพรอมฯ สูง) จำนวน 32 ราย ผูที่ไดระดับที่ 2 (มีความพรอมฯ พื้นฐาน) จำนวน 48 ราย
และผูที่มีความพรอมระดับที่ 1 (มีความพรอมฯ ต่ำกวาพื้นฐาน) จำนวน 4 ราย และผูตอบประเมินไดมีขอเสนอแนะ
ดังนี้
1. ควรมีการอัพเกรดอุปกรณไอทีใหรองรับกับเทคโนโลยีใหม
2. เดินทางไปศาลมีความมั่นใจมากกวา
3. ควรมีบริการระบบเสียงโตตอบ กรณีผูพิการหรืออานหนังสือไมได
4. จัดใหมีสวัสดิการ Tablet และใหใชสัญญาณ internet ใหแกเจาหนาที่
5. ศาลควรมี WIFI สำหรับประชาชน
ขอสังเกตในการพัฒนาแบบประเมินการเขาถึงทางเทคโนโลย ี
1. แบบประเมินการเขาถึงทางเทคโนโลยี เปนแบบประเมินที่ใหคูความหรือประชาชนเปนผูประเมินตนเอง
อาจจะไมไดขอมูลที่ตรงตามความเปนจริง หากคูความหรือประชาชนตองการปกปดขอมูลและไมตองการจะใช
วิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส ดังนั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการประเมินใหไดขอมูลตรงกับความเปนจริงมากที่สุด
อาจจะตองมีการตรวจสอบขอมูลจากแหลงอื่นๆ เชน จากคูความฝงตรงขามคูความเคยมีการติดตอสื่อสารโดยวิธีการ
ทางอิเล็กทรอนิกสหรือไม เชน มีการรับ-สง เอกสารผานทางอีเมลหรือไม มีการโตตอบกันผานทางแอปพลิเคชันไลน
หรือไม) จากฐานขอมูลการใชบริการภาครัฐ (เชน การยื่นแบบและชำระภาษีออนไลน การเขารวมโครงการชวยกระตุน
เศรษฐกิจ เชน โครงการคนละครึ่ง โครงการเราชนะ)
2. แบบประเมินการเขาถึงทางเทคโนโลยี สามารถประเมินผลความพรอมในการเขาถึงเทคโนโลยีไดในภาพรวม
โดยแบบประเมินดังกลาวยังไมสามารถประเมินผลโดยแยกความพรอมเปน 2 สวน ไดแก
- ปจจัยที่ 1 ความพรอมของอุปกรณ เชน อุปกรณอิเล็กทรอนิกส อินเทอรเน็ต
- ปจจัยที่ 2 ทักษะ
3. ควรมีการวิเคราะหผลจากการประเมินการเขาถึงทางเทคโนโลยี วาระดับทักษะที่มีจะสามารถใชวิธีพิจารณาคดี
ทางอิเล็กทรอนิกสในรูปแบบใดไดบาง เชน
- การรับคำสั่งศาลในรูปแบบของอิเล็กทรอนิกส หาก
- การรับเอกสารในรูปแบบ QR Code คูความจะตองมีอุปกรณสมารทโฟน สามารถใชแอปพลิเคชันไลนได
สามารถสแกน QR Code ได เปนตน
- การยื่นฟองผานระบบ e-Filing คูความจะตองมีอุปกรณสมารทโฟน สามารถสแกนเอกสารได
สามารถแปลงไฟลเปน pdf ได ใชแอปพลิเคชันไลนได สามารถชำระเงินออนไลนได เปนตน
โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำงานวิจัยเกี่ยวกับกฎหมาย
และระบบงานศาลยุติธรรม
เรื่อง “การพัฒนาระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกรศาลยุติธรรม”
หลักการและเหตุผล
การดำเนินการโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกรศาลยุติธรรม” ซึ่งมี
ความสอดคลองกับแผนยุทธศาสตรศาลยุติธรรม พ.ศ. 2561 – 2564 ยุทธศาสตร E : Excellence Organization
เพิ่มศักยภาพองคกรสูความเปนเลิศ และสอดคลองกับนโยบายประธานศาลฎีกา ขอ 4 สงเสริมความกาวหนาในหนาที่
ราชการและใหความสำคัญแกคุณภาพชีวิตของบุคลากร 4.3 สงเสริม ใหบุคลากรไดพัฒนากายและจิตเพื่อสรางดุลยภาพ
ในการทำงานและการใชชีวิตอยางมีความสุข 4.4 สงเสริมใหบุคลากรมีความกาวหนาในหนาที่ราชการอยางเปนธรรม
และไดรับคาตอบแทนที่สัมพันธกับความรูความสามารถ หนาที่ความรับผิดชอบ ตลอดจนระยะเวลาการทำงาน ในปจจุบัน
คณะผูวิจัยไดดำเนินการตามแผนการดำเนินงานที่ไดรับอนุมัติจนถึงขั้นตอนในการเก็บขอมูลแลว ซึ่งการจัดทำงานวิจัยที่ดี
ควรจะมีการเก็บขอมูลจากบุคลากรที่มีสวนไดเสียดวย โดยเฉพาะบุคลากรสำนักงานศาลยุติธรรมในทุกระดับ รวมถึง
ผูบริหารสำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อใหไดรับขอมูลจากผูมีสวนเกี่ยวของโดยตรงและสำนักงานศาลยุติธรรมจะสามารถ
นำขอมูลที่ไดจากการวิจัยนี้ไปใชประโยชนไดจริง
ดวยแผนงานของโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกรศาลยุติธรรม” ไดกำหนด
แผนการดำเนินงานในการจัดเก็บขอมูล อาทิ การเก็บขอมูลดวยแบบสอบถาม การสัมภาษณผูบริหารสำนักงาน
ศาลยุติธรรม จึงเห็นควรใหมีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อนำเสนอ วิพากษผลงานวิจัย รับฟงความคิดเห็นและขอสังเกต
จากจากบุคลากรที่มีสวนเกี่ยวของ ดังนั้น สำนักงานศาลยุติธรรม โดยสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ ไดตระหนักถึง
ความสำคัญในการเก็บขอมูล ซึ่งการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จะมุงเนนการวิพากษงานวิจัย การแสดงความคิดเห็น
และการใหขอสังเกตในประเด็นที่เกี่ยวของกับงานวิจัย อันจะนำมาสูแนวทางการพัฒนาระบบการเรียนรูที่เหมาะสม
และสอดคลองกับภารกิจของบุคลากรศาลยุติธรรม
วัตถุประสงค
1. เพื่อรวบรวมความคิดเห็น ขอสังเกตจากจากผูเชี่ยวชาญและมีประสบการณเกี่ยวกับการพัฒนาระบบการเรียน
รูของบุคลากรภาครัฐ
2. เพื่อเปนขอมูลสำคัญในการสนับสนุนการจัดทำรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ โครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนา
ระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกรศาลยุติธรรม”
วิทยากร
ผูทรงคุณวุฒิที่มีความรู ความชำนาญ และประสบการณจากหนวยงานภายในและหนวยงานภายนอก
วิธีการดำเนินงาน
การอภิปราย ผานระบบถายทอดสัญญาณภาพและเสียง (Streaming) และ Facebook Live เพจสื่อศาล
สถานที่ดำเนินงาน
ณ ศูนยวิทยบริการศาลยุติธรรม ชั้น 6 อาคารศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร
ผูเขารวมกิจกรรม
1. ขาราชการตุลาการศาลยุติธรรม
2. ขาราชการศาลยุติธรรม พนักงานราชการ และลูกจางในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม
3. คณะผูวิจัยและบุคลากรของสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์
4. บุคลากรหนวยงานภายนอก
ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ
สามารถนำขอมูลที่ไดรับจากการวิพากษผลงานวิจัย การแสดงความคิดเห็น และการใหขอสังเกตไปใชประกอบ
การจัดทำรายงานวิจัยฉบับสมบูรณแลเสนอแนวทางในการพัฒนาระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกรศาลยุติธรรม
ไดอยางเปนรูปธรรม
ผูรับผิดชอบโครงการ
ที่ปรึกษาโครงการ
1) นางอุษา จิวะชาติ ผูพิพากษาหัวหนาศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา
2) นายวรวงศ อัจฉราวงศชัย ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา
3) นางสาววรมน รามางกูร ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา
4) นางสาวณัฐนันท คุณเงิน ผูชวยเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม
5) นางสาวณัฏฐสุมณ ทิตาสิริจิรภาส ผูอำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์
เจาหนาที่ผูรับผิดชอบโครงการ
1) นายอภิชาติ ฐากูรบุตร นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ
2) นางสาวแสงโสม กออุดม นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการ
3) นางสาวสุลาวัลย โจวเจริญ นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ
คณะผูวิจัย
1) นายกนก จุลมนต หัวหนาคณะผูวิจัย
ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำกองผูชวย
ผูพิพากษาศาลฎีกา
2) นายอภิชาติ ฐากูรบุตร ผูวิจัย
นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ
3) นายอรรถสิทธิ ฐาปนะดิลก ผูวิจัย
นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการ
4) นางสาวแสงโสม กออุดม ผูวิจัย
นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการ
5) นางสาวณัฐทยา โสดยิ้ม ผูวิจัย
นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ
6) นางสาวสุลาวัลย โจวเจริญ ผูวิจัย
นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ
7) นางสาวยุคลธร เพ็ญโรจน ผูวิจัย
นักวิเคราะหนโยบายและแผน
สรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ
การนำเสนอผลงานวิจัย
ศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรมไดมีการพัฒนา ปรับปรุงการใหบริการแกประชาชน โดยพัฒนาระบบ
เทคโนโลยีสมัยใหมมาสนับสนุนการพิจารณาพิพากษาคดีเพื่อสอดคลองกับนโยบาย D – Court 2020 และ SMART COURT
นอกจากการอบรมหลักสูตรกลาง และหลักสูตรเฉพาะแลวสำนักงานศาลยุติธรรม ยังกำหนดใหขาราชการ
ศาลยุติธรรมทุกคนตองไดรับการพัฒนาศักยภาพดวยวิธีการอบรมในหองเรียนและหรือการพัฒนาศักยภาพบุคคล
ในการปฏิบัติงานดวยวิธีการอื่น ๆ ไมนอยกวา 60 ชั่วโมง ตอคนตอป โดยการทำแผนพัฒนารายบุคคล (IDP :
Individual Development Plan)
วัตถุประสงค
(1) เพื่อศึกษา แนวคิด ทฤษฎีและรูปแบบเกี่ยวกับระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกร
(2) เพื่อประเมินผลระบบแผนการพัฒนารายบุคคล (IDP) ของสำนักงานศาลยุติธรรม
(3) เพื่อเสนอแนะแนวทางเกี่ยวกับการพัฒนาระบบการเรียนรูที่เหมาะสมและสอดคลองกับภารกิจของบุคลากร
ศาลยุติธรรม
แนวคิด ทฤษฎี และวรรณกรรมที่เกี่ยวของ
(1) แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย
(2) แนวทางการพัฒนาขาราชการศาลยุติธรรมและบุคลากรในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม
(3) หลักสูตรการอบรมเพื่อพัฒนาขาราชการศาลยุติธรรม
(4) ปจจุบันมีระเบียบที่เกี่ยวของกับการพัฒนาบุคลากรในศาลยุติธรรมลาสุด ไดแก ระเบียบคณะกรรมการ
บริหารศาลยุติธรรม วาดวยการระเบียบพัฒนาศักยภาพบุคลากร พ.ศ. 2564 (ประกาศ ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2564)
วิธีการศึกษา
(1) การวิจัยเชิงคุณภาพ
(2) การวิจัยเชิงปริมาณ
- ประชากรและกลุมตัวอยาง
- เครื่องมือที่ใชเก็บรวบรวมขอมูล
- การเก็บรวบรวมขอมูล
- การประมวลผลขอมูล
- สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล
โดยมีผูที่ตอบแบบสอบถามครั้งที่ 1 จำนวน 2,835 คน และครั้งที่ 2 จำนวน 2,850 คน รวมถึง
การใหขอมูลของผูบริหาร จำนวน 15 คน แบงเปน 2 กลุม ดังนี้
- กลุมที่ 1 ผูบริหารสำนักงานศาลยุติธรรม ไดแก เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ที่ปรึกษาพิเศษประจำ
สำนักงานศาลยุติธรรมรองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ผูพิพากษาหัวหนาศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา
ผูชวยเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม
- กลุมที่ 2 ผูบริหารสถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรม ไดแก เลขาธิการสถาบันพัฒนาขาราชการ
ฝายตุลาการ ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา ผูอำนวยการสถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการ
ศาลยุติธรรม
มีการจัดทำสนทนากลุม 2 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 มีหนวยงานเขารวม 13 หนวยงาน และครั้งที่ 2 มีหนวยงาน
เขารวม 6 หนวยงาน
ขอเสนอแนะ จากกลุมตัวอยาง
(1) เนื่องจากสถาบันฯ รับผิดชอบการพัฒนาบุคลากรในภาพรวม การจัดอบรมจึงมุงเนนหัวขอที่จะสงผลกระทบ
ในภาพรวมขององคกรเปนสำคัญ โดยหัวขอการอบรม ผลการจัดอบรมที่ผานมาสามารถสะทอนศักยภาพของสถาบันฯ
ไดเปนอยางดี สำหรับการอบรมทักษะเฉพาะจะเปนหนาที่ของหนวยงานและบุคลากรที่จะตองรับผิดชอบการพัฒนา
ตนเองใหสอดคลองกับลักษณะตำแหนงและหนาที่ความรับผิดชอบ ดังนั้นการผสมผสานรูปแบบการอบรมภาพรวม
และทักษะเฉพาะขององคกรศาลยุติธรรมจึงมีความเหมาะสมและชัดเจน
(2) ควรมีการจัดอบรมใหความรูแยกตามสายงาน ซึ่งทำใหตรงกับกลุมเปาหมายมากที่สุด
(3) ควรใหสถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรมเปนหลักในการจัดอบรมใหตรงกับสมรรถนะ
ในตำแหนง ใหครอบคลุมทุกตำแหนงและทุกคน ภายในระยะเวลาเดียวกัน
(4) ควรมีการจัดอบรมผานระบบออนไลน เชน ZOOM Cloud Meetings, Skype, Cisco Webex และ Microsoft
Teams เปนตน และหลังอบรมใหมีสอบวัดการประเมินผลการอบรม
(5) การอบรมผานการถายทอดสดสัญญาณภาพและเสียง (Streaming และ Facebook Live เพจสื่อศาล)
ควรจัดในชวงพักกลางวัน
(6) การอบรมในระบบ e – Learning ของสถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรมอยากใหสามารถ
เขาอบรมผานระบบอินเตอรเน็ต (internet)
(7) สำนักงานศาลยุติธรรมควรมีการกำหนดแผนการพัฒนาบุคลากรแตละตำแหนงใหชัดเจน
(8) การไปดูงานนอกสถานที่สามารถนำความรูที่ไดมาใชกับงานไดจริง สามารถนำมาประยุกตใชกับงานที่ทำได
(9) การพัฒนาอื่น ๆ เพียงแคหนวยงานรับรองก็พอ ไมควรตองจัดทำ IDP-3 เชน หนวยงานจัดสัมมนา
หรือมีหลักฐานเปนหนังสือเชิญประชุมสัมมนาก็พอแลว
(10) ควรมีขั้นตอนและรูปแบบที่ชัดเจนในการพัฒนาดวยวิธีอื่น ทั้ง 12 วิธี
(11) ควรมีการจัดทำคูมือและการประชาสัมพันธการพัฒนาดวยวิธีการอื่น ใหบุคลากรไดรับรูและเขาใจ
ขอมูลที่ไดจากการสัมภาษณผูบริหาร
(1) เพื่อใหบุคลากรมีความรูในสาขางานที่รับผิดชอบโดยตรง และพัฒนางานใหเกิดความรู ความเขาใจอยางชัดเจน
(2) สามารถปฏิบัติงานไดอยางมีประสิทธิภาพ มีความสอดคลองและเหมาะสมกับบทบาท หนาที่และตำแหนง
(3) การฝกอบรมตองมุงเนนใหบุคลากรมีความรูสึกเปนเจาของในองคกร รูสึกเปนสวนหนึ่งขององคกร และการ
ทำงานแลวก็มี Sense of urgency ในการทำงาน
(4) สมรรถนะหลักที่เกี่ยวกับงานตองมีอยูแลว แตละคนควรรูวาตัวเองยังมีจุดออนตรงไหนก็ตองไปเติม
สวนที่ขาด (Reskill/ Upskill) เพื่อใหงานที่ออกมามีคุณภาพและมีประสิทธิภาพสูง
(5) การพัฒนารายบุคคล (IDP) ไมควรจะคิดเพียงทำใหครบ แตควรจะทำใหไดความรูใหผูอบรมมีทางเลือก
ความรูและทักษะที่บุคลากรศาลควรมีและควรไดรับการฝกอบรม
(1) การบริการ
(2) ความรูภาษาตางประเทศ
(3) ภาษาทองถิ่น
(4) ความรูเกี่ยวกับเทคโนโลยี
(5) ทักษะในการนำเสนอ (Present Skill) ทักษะในการตั้งคำถาม ทักษะในการตอบโตการมีปฏิสัมพันธ
(6) งานทางดานการเงิน การคลัง ระบบบัญชี นโยบายและการวางแผน งบประมาณ งานพัสดุ และกระบวนการ
จัดซื้อจัดจาง
(7) อบรมเฉพาะดานที่มุงเนนในเรื่องการปฏิบัติงานและผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน
บทสรุปและขอเสนอแนะ
ประเด็นที่ 1 การพัฒนาการจัดทำแผนการพัฒนารายบุคคล (IDP)
(1) ควรตามลักษณะเฉพาะของตำแหนง
(2) ควรวางแนวทางการพัฒนาทักษะแตละตำแหนง
(3) ภายในเดือนตุลาคมของแตละปงบประมาณ ควรใหบุคลากรประเมินตนเองวามีความรูดานใด
และหรือทักษะใดบางที่ตองการพัฒนา
(4) ควรมีผูดูแลหรือใหคำปรึกษาในการวางแผน IDP.
ประเด็นที่ 2 วิธีการพัฒนารายบุคคล 12 วิธี ตองสรางการรับรูวิถีใหม และประชาสัมพันธไปยังหนวยงาน
สวนภูมิภาค
(1) สงเสริมใหบุคลากรเรียนรูดวยทั้ง 12 วิธีการ
(2) ประชาสัมพันธใหหนวยงานสวนสำนักงานศาลยุติธรรมประจำภาค ใหชวยกระตุนหนวยงานในสังกัด
ใชรูปแบบ 12 วิธีการ
(3) สรางสื่อประชาสัมพันธการเรียนรู รูปแบบ 12 วิธีการ ผานชองทางสื่อสังคมออนไลน
ประเด็นที่ 3 รูปแบบและชองการพัฒนา
(1) การอบรมในระบบ e – Learning ของสถาบันฯ ตองปรับจากการเขาอบรมผานระบบ Intranet
เปนการเขาอบรมผานระบบอินเตอรเน็ต (Internet)
(2) การอบรมผานการถายทอดสดสัญญาณภาพและเสียง (Streaming และ Facebook Live
เพจสื่อศาล) ควรจัดในชวงพักกลางวันหรือคาบเกี่ยวกับชวงพักกลางวันเปนจำนวนที่เพิ่มขึ้น
(3) การสงบุคลากรของหนวยงานเขารวมอบรมกับหนวยงานภายนอก ควรจัดสัดสวนที่เหมาะสม
(4) เพิ่มการอบรมในระดับหนวยงานภูมิภาค และระหวางภูมิภาค โดยมีสถาบันฯ เปนหนวยงานที่ปรึกษา
ประเด็นที่ 4 เนื้อหาวิชาที่ควรจะไดรับการพัฒนาหลักเกณฑมาตรฐานการจัดและการวัดผลสัมฤทธิ์
(1) เนื้อหาที่ควรไดรับการสงเสริมไดแก ทักษะการใหบริการ โดยเฉพาะ EQ ในสวนวุฒิภาวะทางอารมณ
ภาษาทองถิ่นภาษาตางประเทศ ความรูเกี่ยวกับเทคโนโลยีเบื้องตนสำหรับการทำงาน และจิตวิทยาในการทำงาน
ในองคกรที่ประกอบดวยคนทำงานหลายชวงอายุ
(2) หนวยงานสวนกลาง ควรมีหลักสูตรประจำหนวยงาน
(3) สถาบันฯ ควรจัดทำมาตรฐานหลักสูตรจัดอบรมเพื่อนำไปใชไดในหนวยงานสังกัดศาลยุติธรรม
(4) หนวยงานภูมิภาค ควรสำรวจความตองการของบุคลากรในสังกัด เสนอมายังสำนักงานศาลยุติธรรม
ทุก 6 เดือน เพื่อจะไดวางแผนการจัดอบรมใหบุคลากร
(5) ในกรณีที่ศาลหรือหนวยงานภายในศาลยุติธรรมจัดการอบรมเอง ผูเขารับการอบรมไมควรจะตอง
จัดทำหลักฐานการอบรม ควรเปนหนาที่ของศาลหรือหนวยงานที่จัดการอบรม เปนผูจัดทำหลักฐานและสงขอมูลให
สถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการทางระบบอิเล็กทรอนิกส
(6) ควรมีการพิจารณาความเหมาะสมของเนื้อหาและรูปแบบการทำแผนพัฒนารายบุคคลทุก 3 ป
ประเด็นอื่น ๆ
(1) หลักเกณฑปจจุบันในการพัฒนาศักยภาพบุคคลไมนอยกวา 60 ชั่วโมงตอป ยังมีความเหมาะสมอยู
(2) อัตราเงินคาตอบแทนพิเศษตามประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ควรมีการพิจารณาปรับ
ทุก 2 ป เพื่อสะทอนสภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่เปนปจจุบัน
การนํากฎหมายระหว่างประเทศ
มาใช้ในศาลยุติธรรม
การนำกฎหมายระหวางประเทศมาใชในศาลยุติธรรม
กฎหมายระหวางประเทศอาจกลาวไดวาเปนกฎหมายรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากกฎหมายระหวางประเทศนั้นเปน
กฎเกณฑซึ่งประเทศสมาชิกยอมรับวามีผลผูกพันตามที่ Sir Frederick Pollock ได กลาวไว ในแงของปรัชญาทาง
กฎหมายนั้นความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายระหวางประเทศถูกแบงออกเปน 2 แนวทาง คือ
(1) สำนักกฎหมายธรรมชาติ โดยตามแนวความคิดนี้กฎหมายระหวางประเทศถือเปนสวนหนึ่งของกฎหมาย
ธรรมชาติโดยปรากฏใหเห็นอยางชัดเจนในกรณีของบอเกิดของกฎหมายระหวางประเทศที่เรียกวา “จารีตประเพณี
ระหวางประเทศ” (International custom) และสนธิสัญญาที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย
(2) สำนักกฎหมายบานเมือง โดยนักนิติศาสตรในสำนักความคิดกฎหมายบานเมืองนั้นเห็นวากฎหมายระหวาง
ประเทศถือวาเปนกฎหมายที่มีผลผูกพันรัฐได เนื่องจากรัฐไดแสดงเจตจำนง (will) ที่จะยอมรับและผูกพันตามกฎหมาย
ระหวางประเทศ ซึ่งการแสดงเจตจำนงของรัฐในการผูกพันตามกฎหมายระหวางประเทศนี้อยูในรูปแบบของความยินยอม
อันเปนพื้นฐานของ “สนธิสัญญา” (treaty) ซึ่งเปนบอเกิดของกฎหมายระหวางประเทศ อิทธิพลของสำนักกฎหมาย
บานเมืองที่มีตอกฎหมายระหวางประเทศเห็นไดอยางชัดเจนในกรณีสนธิสัญญาระหวางประเทศที่ยอมรับกันวา รัฐจะผูกพัน
ตามสนธิสัญญาก็ตอเมื่อรัฐใหความยินยอมเพื่อผูกพันตามสนธิสัญญาตามที่บัญญัติไวในอนุสัญญากรุงเวียนนาวาดวย
กฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties, 1969)
ดังนั้นจากแนวความคิดของสำนักกฎหมายธรรมชาติและสำนักกฎหมายบานเมืองที่กลาวมา จะเห็นไดวากฎหมาย
ระหวางประเทศถือวาเปน “กฎหมาย” ทั้งนี้ ศาสตราจารย ดร.จุมพต สายสุนทร ไดอธิบายเพิ่มเติมวา แมสำนักความคิด
ทั้งสองนั้นจะไมไดอธิบายลักษณะที่แทจริงของกฎหมายระหวางประเทศ แตเมื่อพิจารณาถึงลักษณะที่แทจริงของ
กฎหมายระหวางประเทศแลวจะเห็นไดวากฎหมายดังกลาวอยูบนพื้นฐานของเหตุผลและความเชื่อวากฎเกณฑนั้น
เปนสิ่งที่ถูกตองจึงควรไดรับความเคารพและผูกพันรัฐใหปฏิบัติตาม
การยอมรับและการบังคับใชกฎหมายระหวางประเทศโดยเฉพาะสนธิสัญญาสำหรับประเทศที่ใชระบบ Civil Law
นั้นจะปรากฏอยูในรัฐธรรมนูญของประเทศเปนหลัก โดยแนวปฏิบัติของการยอมรับและการบังคับใชของกฎหมาย
ระหวางประเทศในฐานะที่เปนกฎหมายภายในของกลุมประเทศที่ใช ระบบ Civil Law จะมีความแตกตางกันไปตาม
บทบัญญัติรัฐธรรมนูญของประเทศนั้นเปนหลัก โดยในการพิจารณาถึงหลักการยอมรับหรือการบังคับใชกฎหมายระหวาง
ประเทศนั้นจะถูกแบงออกเปน 2 ประเภทคือ จารีตประเพณีระหวางประเทศและสนธิสัญญา
สำหรับประเทศไทยซึ่งใชระบบ Civil Law นั้น แมจะไดรับอิทธิพลทางกฎหมายมาจากประเทศฝรั่งเศส
และประเทศเยอรมนี แตไมปรากฏวาในรัฐธรรมนูญของประเทศไทยไดมีการกลาวถึงสถานะของจารีตประเพณีระหวาง
ประเทศวาจะเขามามีบทบาทในฐานะกฎหมายภายในของประเทศไทยอยางไร ซึ่งแตกตางจากกรณีของรัฐธรรมนูญ
ของประเทศฝรั่งเศสและประเทศเยอรมนี เมื่อรัฐธรรมนูญของประเทศไทยไมเปดชองใหสามารถนำจารีตประเพณี
ระหวางประเทศซึ่งผูกพันประเทศไทยมาใชบังคับเปนกฎหมายภายในไดโดยตรง อีกทั้งศาลของประเทศไทยไมมีอำนาจ
ตามกฎหมายที่จะนำจารีตประเพณีระหวางประเทศมาปรับใชแกคดีได เนื่องจากศาลยุติธรรมของประเทศไทยนั้นใช
ระบบ Civil Law ศาลจึงไมสามารถสรางกฎหมายไดดวยตนเองอันมีความแตกตางจากประเทศที่ใชระบบ Common Law
ในกรณีของสนธิสัญญานั้นปรากฏอยูในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 178
“พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพสัญญาสงบศึกและสัญญาอื่นกับนานาประเทศ
หรือกับองคการระหวางประเทศ
หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย
หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหวางประเทศหรือจะตองออกพระราชบัญญัติเพื่อใหการเปนไป
ตามหนังสือสัญญาและหนังสือสัญญาอื่นที่อาจมีผลกระทบตอความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคมหรือการคาหรือการลงทุน
ของประเทศอยางกวางขวางตองไดรับความเห็นชอบของรัฐสภาในการนี้รัฐสภาตองพิจารณาใหแลวเสร็จภายในหกสิบวัน
นับแตวันที่ไดรับเรื่องหากรัฐสภาพิจารณาไมแลวเสร็จภายในกําหนดเวลาดังกลาวใหถือวารัฐสภาใหความเห็นชอบหนังสือ
สัญญาอื่นที่อาจมีผลกระทบตอความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคมหรือการคาหรือการลงทุนของประเทศอยางกวางขวาง
ตามวรรคสองไดแกหนังสือสัญญาเกี่ยวกับการคาเสรีเขตศุลกากรรวมหรือการใหใชทรัพยากรธรรมชาติหรือทําใหประเทศ
ตองสูญเสียสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดหรือบางสวนหรือหนังสือสัญญาอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
ใหมีกฎหมายกําหนดวิธีการที่ประชาชนจะเขามามีสวนรวมในการแสดงความคิดเห็นและไดรับการเยียวยา
ที่จําเปนอันเกิดจากผลกระทบของการทําหนังสือสัญญาตามวรรคสามดวย
เมื่อมีปญหาวาหนังสือสัญญาใดเปนกรณีตามวรรคสองหรือวรรคสามหรือไมคณะรัฐมนตรีจะขอใหศาลรัฐธรรมนูญ
วินิจฉัยก็ไดทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญตองวินิจฉัยใหแลวเสร็จภายในสามสิบวันนับแตวันที่ไดรับคําขอ”
เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติดังกลาวแลวจะเห็นไดวา รัฐธรรมนูญไดกำหนดไววาสนธิสัญญาซึ่งในที่นี้จำกัดเฉพาะ
ความตกลงอยูในรูปแบบของลายลักษณอักษรเทานั้น จะตองออกเปนพระราชบัญญัติเพื่อใหสามารถอนุวัติการตาม
พันธกรณีแหงสัญญานั้นไดและจะตองไดรับความเห็นชอบจากรัฐสภาดวย กลาวคือ สนธิสัญญาที่เปนลายลักษณอักษร
ทุกฉบับจะตองมีกฎหมายรับรองหรือมีการอนุวัติการกฎหมายมาใช ดังนั้นกฎหมายระหวางประเทศโดยเฉพาะในกรณี
ของสนธิสัญญาหรือขอตกลงที่เปน ลายลักษณอักษรนั้นจะตองมีการอนุวัติการเปนกฎหมายจึงจะสามารถนำมาบังคับใช
ในประเทศไทย
การปรับใชกฎหมายระหวางประเทศในทางปฏิบัติของศาลยุติธรรมในประเทศไทย แบงออกไดเปน 2 กรณี คือ
1) กรณีการปรับใชกฎหมายที่มิไดเปนลายลักษณอักษร
เมื่อรัฐธรรมนูญของประเทศไทยมิไดกำหนดใหจารีตประเพณีระหวางประเทศหรือหลักกฎหมายทั่วไปนั้นจะตอง
ผานกระบวนการอนุวัติการกฎหมายมาใช ดังนั้นในกรณีนี้ศาลจึงตองพิจารณาตามกฎหมายของประเทศไทยมาใชกอน
โดยอาศัยหลักตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 4 หากกฎหมายระหวางเทศมีความสอดคลองกับกฎหมาย
ภายในของประเทศไทยศาลจะตองเลือกใชกฎหมายของประเทศไทยเสียกอน แตในกรณีที่กฎหมายภายในและกฎหมาย
ระหวางประเทศมีความขัดแยงกันนั้นศาลอาจใชดุลพินิจปรับใชไดตามความเหมาะสมของแตละกรณี เพื่อประโยชนของ
รัฐหรือเนื่องจากความจำเปนดานความสัมพันธระหวางประเทศ ดังนั้นในทางปฏิบัติของศาลไทยสำหรับการปรับใชจารีต
ระหวางประเพณีระหวางประเทศหรือหลักกฎหมายทั่วไปจึงไมไดมีบรรทัดฐานที่แนชัด และมีบางกรณีที่ศาลจำเปน
ตองนำจารีตประเพณีระหวางประเทศมาใชโดยไมมีกฎหมายรองรับหรือการอนุวัติการกฎหมาย
2) กรณีการปรับใชกฎหมายที่เปนลายลักษณอักษร
ในกรณีที่กฎหมายระหวางประเทศอยูในรูปของสนธิสัญญาละพันธกรณีตามสนธิสัญญานั้น มีกฎหมายรับรองแลว
มีผลเปนการที่กฎหมายภายในประเทศเปดชองใหปฏิบัติตามพันธกรณีของสนธิสัญญานั้นได หรือหากไมมีการรองรับ
กฎหมายดังกลาวแลวสนธิสัญญานั้นจำเปนตองผานกระบวนการรับเอากฎหมายระหวางประเทศนั้นมาเปนกฎหมาย
ภายในประเทศหรือโดยการอนุวัติการกฎหมาย อยางไรก็ดีในทางปฏิบัติของศาลยุติธรรมนั้นมีความยืดหยุนในการนำ
กฎหมายระหวางประเทศมาใช โดยจะเห็นไดจากกรณีที่ศาลไดมีการนำพันธกรณีระหวางประเทศมาใชเปนพื้นฐาน
ในการวินิจฉัยคดีโดยตรง แมวากฎหมายระหวางประเทศนั้นจะมิไดมีการรองรับหรือมีการอนุวัติการก็ตาม การวินิจฉัยคด ี
ในลักษณะเชนวานี้ถือเปนการที่ศาลยุติธรรมของประเทศไทยวินิจฉัยบนพื้นฐานของความจำเปนในความสัมพันธระหวาง
ประเทศมากกวาบนพื้นฐานของกฎหมาย
จากการศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาพบวาศาลยุติธรรมของประเทศไทยมีการนำกฎหมายระหวางประเทศมาใช
ในการพิจารณาพิพากษาคดี โดยอาจจำแนกประเภทคดี กฎหมายระหวางประเทศที่เกี่ยวของ และลักษณะการปรับใช
กฎหมายระหวางประเทศได ดังนี้
ลำดับ ประเภทคดี กฎหมายระหวางประเทศ ลักษณะของ รูปแบบการนำมาใช หมายเหตุ
่
่
ทีเกียวของ กฎหมายระหวางประเทศ
ุ
ี
ั
ุ
ี
ี
1 เอกสิทธิและความคุมกัน - อนสญญากรงเวยนนา - จารตประเพณระหวาง - นำกฎหมายระหวาง - กอนป พ.ศ. 2527 ประเทศไทย
์
ทางการทูต วาดวยความสัมพันธทาง ประเทศ ประเทศนั้นมาบังคับใช ยังไมไดอนุวัติการอนุสัญญา
ั
ทูต ค.ศ. 1961 กรุงเวียนนาฯมาบงคับใช
อยางไรก็ดีพบวาในชวงระยะ
เวลาดังกลาวศาลยุติธรรมของ
ประเทศไทยไดมีการนำกฎหมาย
ี
ระหวางประเทศน้มาใชโดย
ยังไมมีกฎหมายรับรองหรือ
ื
อนุวัติการเน่องจากเปนจารีต
ประเพณีระหวางประเทศ
และเปนความจำเปนของ
รัฐ (raison d’Etat) ในความ
สัมพันธระหวางประเทศ
- กฎหมายลายลกษณ - มการอนุวัติการกฎหมาย - บางกรณีศาลยุติธรรมอาจ
ั
ี
อักษร ระหวางประเทศมาใชคือ มีการนำอนุสัญญากรุงเวียนนา
พระราชบัญญัติเอกสิทธ ิ มาประกอบการวินิจฉัยคด ี
และความคุมกันทางทูต แมจะมีการกลาวอางถึงพระราช
พ.ศ.2527 บัญญัติเอกสิทธิและความ
- ศาลยุติธรรมมีการนำพระราช คุมกันทางทูต พ.ศ. 2527 แลว
บัญญัติดังกลาวมาใชในกรณ ี ก็ตาม
ที่คูความอางความคุมกัน หรือ
การสละความคุมกันตาม
พระราชบัญญัติน้และอนุสัญญา
ี
กรุงเวียนนา หรือไม
่
ั
ั
2 การคาระหวางประเทศและ - กฎหมายวาดวยการ - หลกกฎหมายทวไป - ใชในฐานะหลักกฎหมาย
ั
ั
่
พาณิชยนาวี ประกันภัยทางทะเลของ ระหวางประเทศ ทวไปโดยอาศยประมวล -
ตางประเทศ เชน ประเทศ กฎหมายแพงและพาณิชย
อังกฤษ เปนตน มาตรา 4
- อนุสัญญากรุงเจนีวาวา - กฎหมายลายลักษณ - ศาลยุติธรรมใชกฎหมาย
ี
ดวยกฎหมายทะเลในสวน อักษร ระหวางประเทศน้ในการ -
ื
ทะเลอาณาเขตและเขต พจารณาถงเขตตอเนองทาง
่
ึ
ิ
่
ตอเนือง ทะเลและกำหนดพื้นที่ทาง
ทะเลตามประกาศดังกลาว
เพ่อนำมาประกอบการพิจารณา
ื
อรรถคดี เชน คดีเก่ยวกับ
ี
ื
การพิจารณาภาษีเม่อเรอ
ื
ของประเทศไทยไดนำสินคา
ที่ยกเวนการเสียภาษีสรรพ
ื
สามิตไปขายในเขตตอเน่อง
ลำดับ ประเภทคดี กฎหมายระหวางประเทศ ลักษณะของ รูปแบบการนำมาใช หมายเหตุ
ทีเกียวของ กฎหมายระหวางประเทศ
่
่
- INCOTERMS 2020 - ขอกำหนดในการสงมอบ - ศาลยุติธรรมมีการพิจารณา - สำหรับฉบับลาสุดคือ
- INCOTERMS 2010 สินคา หรือเง่อนไขการสง ถึงขอกำหนดหรือเงื่อนไขใน Incoterms 2020 เปนฉบับที่มี
ื
- INCOTERMS 2000 มอบสินคา โดยกำหนดเปน การสงมอบสินคาระหวาง การแกไขปรับปรุงใหมจากป
ั
ิ
มาตรฐานความหมายการคา คูสัญญาตามลักษณะของ 2010 และเร่มใชต้งแตวันท ่ ี
ท่ใชตกลงในการทำสัญญา INCOTERMS ท่ไดกำหนด 1 มกราคม 2020 เปนตนมา
ี
ี
ึ
ซ้อขายระหวางผูซ้อกับ ไว ซ่งโดยปกติแลวคูสัญญา ซ่งใจความสำคัญของ Incoterms
ื
ึ
ื
ี
ี
ผูขายท่เปนสากล ไดรับ จะมีการกำหนดเงื่อนไขหรือ 2020 อยูท่กฎระเบียบ 11 ขอ
ี
การดูแลและคุมครองโดย ขอกำหนดแบบ INCOTERMS ท่สามารถนำมาอางอิงและ
ิ
ั
ั
ี
สภาหอการคานานาชาต ไวในสัญญา ท้งน้ในการ ใชไดท้งกับการคาภายในประเทศ
ึ
(ICC) ซ่งยึดติดกับการคา พิจารณาคดียอมจะตอง และตางประเทศ ทั้งนี้ ICC ได
ี
่
ั
สหประชาชาติหลักเพอ พิจารณาไปพรอมกับพระราช ระบหนาทความรบผดชอบของ
ุ
ิ
ื
่
ใหคูคาท้งผูซ้อ และผูขาย บัญญัติการรับขนของทาง ผูขายและผูซ้อในเร่องตาง ๆ เอา
ื
ั
ื
ื
ทราบถึงขอบเขตความรับ ทะเล พ.ศ.2534 ไวอยางละเอียด ไมวาจะเปนการ
ผิดชอบภาระคาใชจายและ สงมอบ การรับมอบสินคา ความ
ี
ี
ความเส่ยงตาง ๆ โดยชวย เส่ยงภัยของสินคา การขนสง
ี
ี
ใหท้งสองฝายท่มีความ การประกันภัย เอกสารท่เก่ยว
ั
ี
แตกตางทางวัฒนธรรม กับการจัดสงและการบรรทุก
ี
มีความเขาใจตรงกัน การทำพิธการสงออกและนำเขา
การตรวจสอบสินคา ฯลฯ เปนตน
ขอสังเกต: ตามปกติแลว INCO-
TERMS จะมีการปรับปรุงแกไข
กฎระเบียบทุกๆ 10 ป เพ่อใหเขา
ื
กับยุคสมัยและการเปล่ยนแปลง
ี
ไปตามคานิยมทางการคา
- อนุสัญญาวาดวยความ - กฎหมายลายลักษณ - นำมาใชในการตีความ - เหตุผลประการหน่งท่ศาล
ี
ึ
ปลอดภัยแหงชีวิตในทะเล อักษร ถอยคำในการพิจารณา ยุติธรรมใชกฎหมายระหวาง
ค.ศ. 1974 คดี ในกรณีท่พระราช ประเทศน้ในการตีความสืบ
ี
ี
ี
ื
- INTERNATIONAL บัญญัติรับขนทางทะเล เน่องจากการท่กรมเจาทาได
MARITIME DANGER- มิไดใหคำจำกัดความหรือ มีการประกาศเร่อง "สารหรือ
ื
ั
ู
OUS GOODS CODE นิยามของถอยคำไว เชน ส่งของใดจัดอยในช้นและ
ิ
(IMDG CODE) คำวา “ของอันตราย” ประเภทใดใหเปนไปตาม
ดังน้นในการที่ศาลยุติธรรม INTERNATIONAL MARITIME
ั
จะพิจารณาอรรถคดีน้น DANGEROUS GOODS CODE
ั
จำเปนตองมีการตีความ (IMDG CODE) ขององคการ
ถอยคำดังกลาว ในกรณ ี ทางทะเลระหวางประเทศ
ตามอนุสัญญา (INTERNATIONAL MARITIME
ี
น้ประเทศไทยไดรวมลง ORGANIZATION หรือ IMO)
นามเปนภาคีจึงตอง
มีการนำคำนยามท่ปรากฏ
ิ
ี
ในอนุสัญญาน้นในการ
ั
ตีความ
ลำดับ ประเภทคดี กฎหมายระหวางประเทศ ลักษณะของ รูปแบบการนำมาใช หมายเหตุ
่
่
ทีเกียวของ กฎหมายระหวางประเทศ
- อนุสัญญาวาดวยขอ - กฎหมายลายลักษณ - ศาลยุติธรรมนำหลักเกณฑ - ประเทศไทยไมไดเขาเปนภาคี
ี
กำหนดเก่ยวกับ อักษร น้มาใชในฐานะหลักการสากล ในอนุสัญญาฉบับน้แตอยางไร
ี
ี
ใบตราสง หรือ และตอมาใชโดยยึดถือเปนจารีต ก็ตามศาลยุติธรรมไดมีการนำ
เฮกรูลส (Hague rules) ประเพณีทางการคา หลักเกณฑตามอนุสัญญาน้มา
ี
ใชในการพิจารณาเนื่องจากหลัก
ี
ี
เกณฑตามอนุสัญญานน้ถือวา
้
เปนหลักเกณฑสากล
- จากคำพิพากษาศาลฎีกาพบ
วาประเทศไทยไดถือเอาเฮกร ู
ลสมาใชเปนประเพณีทางการ
คา(คำพิพากษาศาลฎีกาท ี ่
6231/2538)
ี
ั
ิ
การพิพาทเก่ยวกับ - สนธสญญาทางพระราช - กฎหมายลายลักษณ - นำมาใชในการพิจารณาคด ี -ประมวลกฎหมายท่ดิน
ี
3
ั
ี
ิ
กรรมสิทธ์ในท่ดินใน ไมตรระหวางราชอาณาจกร อักษร มาตรา 86 มิไดหามคนตางดาว
ี
ิ
ี
ั
ั
ี
ราชอาณาจักรไทย ไทยกบสาธารณรฐจน ลง ในการถือกรรมสิทธ์ในท่ดิน แต
ี
ั
วนท 28 มนาคม 2489 ในการท่ถือกรรมสิทธ์จะตอง
ี
ี
่
ิ
มีบทสนธิสัญญาซ่งบัญญัติให
ึ
มีกรรมสิทธ์ในอสังหาริมทรัพย
ิ
ู
ไดและอยในบังคับบทบัญญัต ิ
แหงประมวลกฎหมายท่ดิน
ี
ั
ื
ี
น้ดวย ดังน้นเม่อมีการฟองรอง
ี
เก่ยวกับการถือกรรมสิทธ ์ ิ
ี
ของท่ดินของชาวตางดาวแลว
สนธิสัญญาระหวางประเทศไทย
ี
และประเทศท่ลงนามดวยจะ
ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อพิจารณา
- เม่อคนตางดาวเสียชีวิต
ื
ี
ี
ท่ดินท่ไดมาโดยไมชอบดวย
ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา
86ยอมเปนทรัพยมรดก
ท่ทายาทโดยธรรมมีสิทธิ ไดรับ
ี
ทายาทจึงมีสิทธิฟองแบงที่ดิน
อันเปนทรัพยมรดกได
(คำพิพากษาศาลฎีกาท ่ ี
5825/2539)
ลำดับ ประเภทคดี กฎหมายระหวางประเทศ ลักษณะของ รูปแบบการนำมาใช หมายเหตุ
่
่
ทีเกียวของ กฎหมายระหวางประเทศ
ั
ั
ื
ี
4 ประเด็นเก่ยวกับ - ความตกลงท่วไปวาดวย - กฎหมายลายลกษณ - ตีความเพ่อประกอบการ - ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 132
ั
กฎหมายภาษีอากร ภาษีศุลกากรและการคา อกษร พิจารณาตามกฎกระทรวง ขอ 6 นั้น กำหนดวา ใหนำ
ี
1994 ฉบับท่ 132 ความในภาคผนวก1 หมายเหตุ
การตีความตามความตกลงใน
การนำมาตรา 7 ของความตกลง
ท่วไปวาดวยภาษีศุลกากรและ
ั
การคา 1994 มาถือปฏิบัติ มาใช
ประกอบการพิจารณาเพ่อกำหนด
ื
ราคาศุลกากร
- อนุสัญญาภาษีซอน คือ - กฎหมายลายลักษณ - นำอนุสัญญาดังกลาวมา - อนุสัญญาภาษีซอนท่มีผล
ี
อนุสัญญาระหวางราช อักษร บังคับใชในการพิจารณาวา บังคับใชแลวมี 61 ฉบับดวย
ู
ั
อาณาจักรไทยกับตาง คความในคดีน้นไดรับยกเวน กัน โดยประเทศท่ประเทศ
ี
ประเทศเพ่อการเวนการเก็บ ภาษีจากรายไดตามความ ไดมีการทำความตกลงดัง
ื
ภาษีซอนในสวนที่เกี่ยวกับ ตกลงแหงอนุสัญญาน้น กลาวเชน ประเทศเกาหลีใต
ั
ภาษีเก็บจากเงินได หรือไม ท้งน้จะมีการนำมา ประเทศออสเตรเลีย
ั
ี
วินิจฉัยประกอบกับ ประเทศจีน ประเทศแคนาดา
ป.รัษฎากรวาดวยการยกเวน ประเทศญ่ปุน ประเทศ
ี
รัษฎากร(ฉบับท่ 18) พ.ศ. ไตหวัน ประเทศทาจิกิสถาน
ี
2505 มาตรา 3บัญญัติให ประเทศนอรเวย ประเทศ
ยกเวนภาษีอากรตาม ป. บารเรน ประเทศเนปาล
รัษฎากร แกบุคคลตาม ประเทศฝร่งเศส ประเทศ
ั
สัญญาวาดวยการเวนการเก็บ บลแกเรย ประเทศโปแลนด
ี
ั
ภาษซอนทรฐบาลไทยไดทำ ประเทศยูเครน เปนตน
ี
ี
ั
่
ื
ไวหรอจะไดทำกบรฐบาล
ั
ั
ตางประเทศ
- ศาลยุติธรรมมีการนำความ
ิ
ตกลงดังกลาวมาพจารณาวา
คความเปนสถานประกอบ
ู
ี
การตามความหมายท่ได
บัญญัติไวในความตกลงหรือ
ไมเพ่อมีคำพิพากษาตอไป
ื
- ศาลยุติธรรมมีการนำความ
ื
ตกลงดังกลาวมาพิจารณาเพ่อ
มีคำพิพากษาในคดี โดย
นำมาวินจฉัยประกอบป.รัษฎากร
ิ
(คำพิพากษาศาลฎีกาท ่ ี
3867/2531)
ขอสังเกต: หากขอตกลงตาม
ความตกลงระหวางราช
อาณาจักรไทยกับตาง
ประเทศมีความ ขัดแยงกับ
บทบญญตในประมวล
ิ
ั
ั
รัษฎากรแลวจะตองถือตาม
ความตกลงดังกลาว ซึ่งเปน
ขอยกเวนของบทบัญญัติตาม
ประมวลรัษฎากร
ลำดับ ประเภทคดี กฎหมายระหวางประเทศ ลักษณะของ รูปแบบการนำมาใช หมายเหตุ
่
ทีเกียวของ กฎหมายระหวางประเทศ
่
- อนุสัญญาวาดวยการจัด - กฎหมายลายลักษณ - ศาลยุติธรรมมีการนำ
ั
ต้งคณะมนตรีความรวมมือ อักษร อนุสัญญาดังกลาวมาใชใน
ื
ทางศุลกากร การตีความเพ่อประกอบการ
พิจารณาคดี เชน พระราช
กำหนดพิกัดอัตราศุลกากร
พ.ศ.2530 มาตรา 4 วรรคหน่ง
ึ
“ของท่นำเขามาในหรือพา
ี
ออกไปนอกราชอาณาจักร
น้น ใหเรียกเก็บและเสียอากร
ั
ตามท่กำหนดไวในพิกัดอัตรา
ี
อากรทายพระราชกำหนดน้” ี
และ มาตรา 14 ของท่มีถ่น
ิ
ี
กำเนิดจากประเทศท่รวมลง
ี
นามหรือระบุไวในสัญญาหรือ
ความตกลงดังกลาว” ซ่งใน
ึ
การพิจารณาถอยคำของคำวา
“ของ” ดังกลาวน้น จะตอง
ั
ถือตามหลักเกณฑการตีความ
พิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1
ทายพระราชกำหนดพิกัดอัตรา
ศุลกากร พ.ศ.2530 ประกอบ
คำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบ
ฮารโมไนซของคณะมนตร ี
ความรวมมือทางศุลกากร
ั
ี
ท่จัดต้งขึ้นตามอนุสัญญาวา
ดวยการจัดต้งคณะมนตรีความ
ั
รวมมือทางศุลกากร
ี
5 ประเด็นเกียวกับอนุญาโต - อนุสัญญาวาดวยการ - กฎหมายลายลักษณ - มีการอนุวัติการกฎหมาย - โดยประเด็นท่ถูกนำมา
่
ตุลาการ ยอมรับนับถือและการ อักษร ระหวางประเทศมาใชคือ พิจารณา เชน ขอใหเพิกถอน
ี
ี
บังคับตามคำช้ขาดของ พระราชบัญญัตินุญาโต คำช้ขาดของนุญาโตตุลาการ
ี
อนุญาโตตุลาการตาง ตุลาการ พ.ศ. 2545 ขอใหบังคับตาม คำช้ขาดของ
ประเทศ หรือ อนุสัญญา - แมวาคูสัญญาอีกฝายจะไม อนุญาโตตุลาการ โตแยงความ
กรุงนิวยอรก ไดเขาเปนภาคีของอนุสัญญา เหมาะสมของอนุญาโตตุลาการ
ดังกลาว แตประเทศไทยได เปนตน
เขาเปนภาคีแหงอนุสัญญา
นิวยอรกดังน้นจึงมีพันธกรณ ี
ั
ี
ั
ตองปฏิบัติอนุสัญญาน้ ดังน้น
ศาลยุติธรรมของระเทศไทย
จึงมีกรณีตองพิจารณาอนุสัญญา
ี
น้ในอรรถคดีท่เก่ยวกับ
ี
ี
คำช้ขาดของอนุญาโตตุลาการ
ี
(คำพิพากษาศาลฎีกาที่
1645/2538)
ลำดับ ประเภทคดี กฎหมายระหวางประเทศ ลักษณะของ รูปแบบการนำมาใช หมายเหตุ
่
่
ทีเกียวของ กฎหมายระหวางประเทศ
ี
ุ
ั
่
ุ
ี
ั
ื
ั
ุ
6 ประเดนเกยวกบทรพย - อนสญญากรงเบอรนเพอ - กฎหมายลายลกษณ - ประเทศไทยไดมการอนวตร - ในวันท่ 19 ธันวาคม พ.ศ.
ี
ั
็
่
ั
ุ
ั
ั
ี
ิ
ิ
สนทางปญญา คมครองงานวรรณกรรม อกษร การตามพนธกรณของ 2521 มีการเร่มบังคับใช
ิ
และศลปกรรม อนุสัญญาดังกลาวประเทศไทย “พระราชบัญญัติลิขสิทธ ์ ิ
ึ
ึ
ั
จงตราพระราชบญญตคมครอง พ.ศ. 2521” ซ่งเปนบทบัญญัต ิ
ั
ุ
ิ
ี
วรรณกรรมและศิลปกรรม ท่มีการขยายความคุมครอง
พ.ศ. 2474 วรรณกรรมและศิลปกรรมให
ึ
สูงข้น และมีการปรับบทบัญญัต ิ
ิ
ึ
ใหมีความชัดเจนมากย่งข้น
รวมถึงการเพิ่มโทษทางอาญา
จากการกระทำความผิดเก่ยว
ี
ึ
กับการละเมิดลิขสิทธิ์ข้น ดงนน
ั
ั
้
เม่อมีการบัญญัติกฎหมายฉบับ
ื
ึ
ใหมข้นมา พระราชบัญญัต ิ
คุมครองวรรณกรรมและศิลป
กรรม พ.ศ. 2474 จึงถูกยกเลิก
ไป
ี
- กฎหมายลายลกษณ - ประเทศไทยไดมีการแกไข - การบัญญัติกฎหมายน้เปน
ั
ั
อกษร กฎหมายฉบับกอนจาก ไปตามพันธกรณีอนุสัญญา
พระราชบัญญัติคุมครอง ระหวางประเทศวาดวยการ
วรรณกรรมและศลปกรรม คุมครองวรรณกรรม ณ กรง ุ
ิ
พ.ศ. 2474 มาเปนพระราช เบอรน โดยพระราชกฤษฎีกา
ี
ิ
ึ
ี
บัญญัติลิขสิทธ์ พ.ศ. ท่มีการเพ่มเติมข้นมาน้มีสาระ
ิ
2521 และมีการตราพระราช สำคัญในการคุมครองงานอัน
กฤษฎีกากำหนดเงื่อนไข เพื่อ มี
คุมครองลิขสิทธิ์ระหวาง ลิขสิทธ์ระหวางประเทศตาม
ิ
ี
ประเทศ พ.ศ. ท่ประเทศไทยไดใหขอสงวน
ิ
2526 เพ่มเติม ดังนั้นรูปแบบ เรื่อง ขอจำกัดในการคุมครอง
ิ
ในการนำมาใชจึงเปนการ งานอันมีลิขสิทธ์ กลาวคือ งาน
นำกฎหมายระหวางประเทศ วรรณกรรมหรือนาฏกรรม
มาอนุวตการเปนกฎหมาย อันมีลิขสิทธ์ ถาเจาของงาน
ิ
ิ
ั
ิ
ภายในเพื่อบังคับใช อันมีลิขสิทธ์ไมเคยอนุญาต
หรอใหผูอ่นจดทำคำแปลเปน
ื
ั
ื
ภาษาไทย และโฆษณาคำแปล
น้นภายในประเทศมากอน
ั
ถือวาผูอ่นสามารถจัดทำคำแปล
ื
งานวรรณกรรมหรืองาน
นาฏกรรมภาษาตางประเทศ
เปนภาษาไทยไดโดยไมตอง
ขออนุญาตเจาของงานอันม ี
ลิขสิทธิ์เสียกอน อยางไรกดี
็
ภายหลังจากพระราชบัญญัติ
ิ
ลิขสิทธ์ พ.ศ. 2521 ไดถูกยกเลก ิ
ั
ไปน้น พระราชกฤษฎีกากำหนด
เงื่อนไข เพื่อคุมครองลิขสิทธิ์
ระหวางประเทศ พ.ศ. 2526
จึงถูกยกเลิกไปดวยและมีผล
ใหขอสงวนดังกลาวถูกยกเลิก
ไปดวย
ลำดับ ประเภทคดี กฎหมายระหวางประเทศ ลักษณะของ รูปแบบการนำมาใช หมายเหตุ
่
ทีเกียวของ กฎหมายระหวางประเทศ
่
- ศาลยุติธรรมนำอนุสัญญา - ประกาศกระทรวงพาณิชย
กรุงเบอรนมาใชในการพิจารณา เรองกำหนดรายชอประเทศ
่
ื
่
ื
ถึงสิทธิท่คูความจะไดรับการ ภาคีแหงอนุสัญญาวาดวยการ
ี
คมครองตามพระราชบัญญัต ิ คุมครองลิขสิทธ์หรืออนุสัญญา
ุ
ิ
ลิขสิทธ์ พ.ศ.2537 ตามประกาศ วาดวยการคมครองสิทธิของ
ิ
ุ
กระทรวงพาณิชย เรื่อง นักแสดง ลงวันท่ 15 พฤษภาคม
ี
กำหนด 2539 ยังมีการบังคับใชอยูใน
รายช่อประเทศภาคีแหง ปจจุบัน
ื
ุ
อนุสัญญาวาดวยการคมครอง
ลิขสิทธิ์หรืออนุสัญญาวา
ดวยการคุมครองสิทธิของ
ี
นักแสดง ลงวันท่ 15 พฤษภาคม
2539 กลาวคือ หากคูความ
ี
เปนภาคีแหงอนุสัญญาน้แลว
ยอมไดรับความคุมครองตาม
ิ
พระราชบัญญัติลิขสิทธ์ พ.ศ.
ุ
ี
ุ
ั
- อนสญญากรงปารสวา - กฎหมายลายลกษณ - ประเทศไทยไดเขาเปนภาค ี - อยางไรก็ดีอนุสัญญาดังกลาว
ั
ดวยการคุมครองทรัพยสิน อกษร ของอนุสัญญาดังกลาว แต เปนอนุสัญญาที่ใหความสำคัญ
ั
ั
ุ
ั
อตสาหกรรม หรอ อนสญญา มิไดปรากฏวามีการนำอนุสัญญา กับสิทธิบัตรเปนสำคัญ ท้งน ้ ี
ุ
ื
กรุงปารีส ดังกลาวไปใชในการพิจารณา ประเทศไทยไดมีการบัญญติ
ั
(Paris Convention for อรรถคดีอยางไร พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ
the Protection of .
Industrial Property) 2522 และแกไขเพ่มเติม
ิ
(ฉบับท่ 2) พ.ศ.2535 และ แกไข
ี
ิ
เพ่มเติม (ฉบับท่ 3) พ.ศ
ี
ึ
.2542 แลว ซ่งกฎหมายดัง
กลาวไดครอบคลุมพันธกรณ ี
ท่ประเทศ
ี
ไทยในฐานะภาคีตองปฏิบติ
ั
ตามอยางเพียงพอแลว จึงไม
ิ
ไดมีการนำกฎหมายมาใชเพ่ม
่
ื
ี
- ความตกลงวาดวยสทธ ิ - กฎหมายลายลกษณ - เมอประเทศไทยเขารวมเปน - กฎหมายดังกลาวน้ยังมีการใช
ั
ิ
ั
ิ
ั
ในทรพยสนทางปญญาท ี ่ อกษร ภาคีในความตกลงดังกลาวแลว บังคับอยูในปจจุบัน ซึ่งพระราช
ี
ี
ั
ี
ี
่
เกยวกบการคา หรอ จึงมีพันธกรณีท่จะตองอนุวติ บัญญัติท่ไดกลาวมาน้เปนพระราช
ื
ั
ี
TRIPS การกฎหมายภายในใหสอดคลอง บัญญัติท่ไดอนุวัติการมาตาม
กับขอตกลงดังกลาว ดังนี ้ พันธกรณีของประเทศไทย
ั
ิ
ั
ิ
1. พระราชบญญตลขสทธ ิ ์ กับความตกลงดังกลาว และศาล
ิ
พ.ศ.2537 ยุติธรรมยังมีการนำกฎหมาย
่
2. พระราชบัญญัติเครืองหมาย นั้นบังคับใช
การคา พ.ศ. 2534 และแกไข - นอกจากการอนุวัติการกฎหมาย
่
เพิมเติม (ฉบับที 2) พ.ศ. 2543 ระหวางประเทศมาเปนกฎหมาย
่
3. พระราชบญญตสทธบตร ภายในแลว จากการศึกษาคำพิพากษา
ิ
ั
ั
ิ
ั
ิ
่
ิ
พ.ศ. 2522 และแกไขเพมเตม ศาลฎีกาแลวพบวาศาลยุติธรรม
ิ
่
ั
ั
(ฉบบท 2) พ.ศ. 2535 และ ในประเทศไทยน้น มีการนำขอ
ี
แกไขเพมเตม (ฉบบท 3) พ.ศ. ตกลง
ั
ี
่
ิ
ิ
่
2542
ลำดับ ประเภทคดี กฎหมายระหวางประเทศ ลักษณะของ รูปแบบการนำมาใช หมายเหตุ
่
่
ทีเกียวของ กฎหมายระหวางประเทศ
4. พระราชบัญญัติคุมครอง ทริปสมาใชในการตีความ
พันธุพืช พ.ศ. 2542 ถอยคำตางๆ เชน เครื่องหมาย
ี
ื
5. พระราชบัญญัติคุมครอง ท่มีช่อเสียงแพรหลาย เปนตน
แบบผังภูมิของวงจรรวม โดยศาลฎีกาใหเหตุผลวา
พ.ศ. 2543 ประเทศไทยไดเขารวมภาค ี
ิ
6. พระราชบัญญัติส่งบงช ี ้ ดังกลาวจึงมีพันธกรณีตามขอ
ทางภูมิศาสตร พ.ศ. 2546 ตกลงนี้ดวย ดังนั้นความหมาย
ี
ั
7. พระราชบัญญัติความลบ หรือหลักเกณฑท่ปรากฏใน
ี
ทางการคา พ.ศ. 2546 ขอตกลงฉบับน้จึงสามารถนำ
ื
ดังน้น ในการใชกฎหมาย มาใชในการตีความเพ่อพิจารณา
ั
ดังกลาวศาลยุติธรรมของ อรรถคดีประกอบกับพระราช
ี
ประเทศไทยจึงใชกฎหมาย บัญญัติตางๆ ท่ไดอนุวัติการมา
ี
่
ทไดรบการอนวตการมาเหลา จากขอตกลงทริปส
ั
ิ
ั
ุ
น้ในฐานะกฎหมายภายใน
ี
ของประเทศไทย
ี
คดหรอขอพพาททางแพง - กฎหมายของตางประเทศ - กฎหมายลายลักษณอักษร - ศาลยุติธรรมจะพิจารณา - ในกรณีท่พระราชบัญญัต ิ
ี
ื
ิ
8 ทมลกษณะเกยวพนกน ท่จะถูกนำมาบังคับใช จากขอเท็จจริงท่ปรากฏ จาก วาดวยการขัดกัน ฯ น้กำหนด
ี
ี
ั
ั
ี
ี
่
ี
ั
่
ี
ั
ระหวางกฎหมายภายใน เชน กฎหมายเก่ยวกับ น้นจะตองพิจารณาตาม พระ ไววาปญหาดังกลาวใหใชกฎหมาย
ี
ั
ั
ี
ั
และกฎหมายตางประเทศ สญชาต สถานะและความ ราชบัญญัติวาดวยการขัดกัน ใดบงคบ อาจตองพิจารณาเก่ยว
ิ
สามารถ หนี้ ทรัพย มรดก แหงกฎหมาย พ.ศ. 2481 พันถึงหลักการยอนหลังเพื่อให
หรือครอบครัว วาเปนกรณีที่ตองใชกฎหมาย เกิดความแนชัดวาจะตองใช
ภายในประเทศหรือกฎหมาย กฎหมายใดบังคับ
ี
ตางประเทศ - ในกรณีท่ความปรากฏวาตองใช
ี
- กรณีของคดีแพงเก่ยวกับ กฎหมายของตางประเทศบังคับ
การสมรสน้น ตามพระราช ศาลตองพิจารณาวากฎหมาย
ั
บัญญัติการขัดกันแหงกฎหมาย ตางประเทศท่จะใชนั้นขัดตอ
ี
น้นถาคูสมรสไดทำถูกตอง พระราชบัญญัติน้และขัดตอ
ี
ั
ตามแบบแหงการสมรสของ ความสงบเรียบรอยและศีลธรรม
ประเทศน้นแลว ถือวาการ อันดีของประชาชนหรือไม
ั
สมรสน้นสมบูรณ ดังนั้นใน และคูความฝายท่กลาวอางมีหนาที่
ี
ั
การพิจารณาคดีเก่ยวกับความ นำสืบใหเปนท่พอใจแกศาล
ี
ี
ถูกตองตามแบบแหงการ หากคูความฝายเชนวาไมสามารถ
สมรสน้ ศาลยอมตองพิจารณา นำสืบใหเปนที่พอใจแกศาลได
ี
กฎหมายแหงการสมรสของ นั้น ศาลตองใชกฎหมายภายใน
ประเทศตามกรณีท่พิพาท คือกฎหมายของประเทศไทย
ี
ื
เพ่อพิจารณาอรรถคด ี แทน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่
(คำพิพากษาศาลฎีกาท ่ ี 1950/2529)
45/2524) - ในการพิสูจนความมีอยูจริง
ั
- ในกรณีของสัญญาจาง ของกฎหมายตางประเทศน้น
ี
แรงงานอาจมีการนำบทบัญญัต เปนหนาท่ของคูความ
ิ
กฎหมายแรงงานของตาง ฝายท่กลาวอาง ดังน้นหาก
ั
ี
ประเทศมาใชดวย กลาวคือใน คูความฝายท่กลาวอางไมได
ี
กรณีท่มีขอพิพาทเรื่องสัญญา หยิบยกข้นมาแลว ศาลยอมไม
ึ
ี
จางแรงงานแลว อาจหยิบยกขึ้นเองได
ลำดับ ประเภทคดี กฎหมายระหวางประเทศ ลักษณะของ รูปแบบการนำมาใช หมายเหตุ
่
่
ทีเกียวของ กฎหมายระหวางประเทศ
หากความปรากฏวาสัญญา
ั
จางแรงงานน้นไดกระทำ
ที่ประเทศอ่นท่มิใชระเทศไทย
ื
ี
แลวจะตองบังคับตามกฎหมาย
ั
ั
ประเทศน้นตามพระราชบัญญต ิ
การขัดกันแหงกฎหมาย พ.ศ.
2481 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่
1958/2548)
- นอกจากน้ศาลยุติธรรมจะ
ี
ตองพิจารณาถึงเจตนารมณ
ของคูความดวยวามีความ
ประสงคอันแทจริงในการบังคับ
ตามกฎหมายตางประเทศ
หรือไม อันเปนไปตาม พ.ร.บ.
วาดวยการขัดกันแหงกฎหมาย
พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรค
ึ
หน่ง บัญญัติวา "ปญหาวาจะ
พึงใชกฎหมายใดบังคับ
สำหรับส่งซ่งเปนสาระสำคัญ
ิ
ึ
หรือผลแหงสัญญาน้น ให
ั
วินิจฉัยตามเจตนาของคูกรณ ี
..." (คำพิพากษาศาลฎีกาที ่
15066/2555)
- ความตกลงดวยวาจา - กฎหมายของตางประเทศ - กฎหมายลายลกษณอกษร - เมื่อเกิดกรณีมีขอสงสัย
ั
ั
ระหวางหัวหนาคณะผูแทน ที่จะถูกนำมาบังคับใช เชน วา บุคคลใดจะไดกลับคืน
ี
ฝายไทยกับหัวหนาคณะ กฎหมายเก่ยวกับสัญชาต ิ สัญชาติเดิมหรือไม และเปน
ี
ผูแทนฝายฝรั่งเศส ณ กรุง สถานะและความสามารถ กรณีท่ไมสามารถนำ พระราช
ี
วอชิงตัน ประเทศหรัฐอเมริกา หน้ ทรัพย มรดก หรือ บัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508
ิ
ลงวนท 17 พฤศจกายน ครอบครัว มาใชได ศาลยุติธรรมจึงนำ
ี
่
ั
ี
่
ี
ค.ศ. 1946 กฎหมายตางประเทศทเก่ยวของ
มาใช
ลำดับ ประเภทคดี กฎหมายระหวางประเทศ ลักษณะของ รูปแบบการนำมาใช หมายเหตุ
่
่
ทีเกียวของ กฎหมายระหวางประเทศ
9 ประเดนเกยวกบการรบขน - อนสญญาสากลไปรษณย - กฎหมายลายลักษณอักษร - ประเทศไทยไดเขารวมลงนาม
ั
ั
ั
ุ
่
็
ี
ี
ี
ในอนุสัญญาฉบับน้ เมื่อเกิด
ขอพิพาทเก่ยวกับการรับขน
ี
จากประเทศไทยไปยังอีก
ื
ประเทศอ่น หรือจากประเทศอ่น ื
มายังประเทศไทย ศาลยุติธรรม
จะมีการนำอนุสัญญามาพิจารณา
ประกอบการพิจารณาคดีดวย
ั
ุ
ั
ั
ี
10 ประเด็นเก่ยวกับการ - อนสญญาวาดวยการจราจร - กฎหมายลายลกษณอกษร -ประเทศไทยไดเขารวมลง
ิ
จราจร ทางถนนและพธสารวา นามเปนภาคีในอนุสัญญา
ี
ดวยเครองหมายและ ฉบับน้ ในกรณีท่มีขอพิพาท
ี
ื
ี
่
ั
ี
สญญาณตามถนน เก่ยวกับการจราจรแลว
ศาลยุติธรรมจะมีการหยิบ
ยกอนุสัญญาน้มาใชในการ
ี
พิจารณาอรรถคดี โดยอาจ
เปนการนำมาพิจารณา
ประกอบกับกฎหมายภายใน
เชน ประมวลกฎหมายแพง
และพาณิชย เปนตน
หมายเหตุ : นอกจากประเภทคดีที่กลาวมาแลวในการพิจารณาพิพากษาคดีศาลยุติธรรมอาจมีการนำกฎหมายระหวางประเทศมา
พิจารณาถึงสิทธิในการฟองรองอันเปนประเด็นหนึ่งของการวินิจฉัยคดี เชน สนธิสัญญาทางไมตรีและความสัมพันธทางเศรษฐกิจ
ระหวางราชอาณาจักรไทยกับสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2511 ซึ่งเปนกฎหมายลายลักษณอักษร เปนตน
จากตารางการสรุปประเภทคดีที่ศาลยุติธรรมมีการนำกฎหมายระหวางประเทศมาใชในการพิจารณาคดีจะเห็นไดวาคดี
ที่มีการนำกฎหมายระหวางประเทศหรือกฎหมายตางประเทศมาใชนั้นโดยมากแลวจะเปนคดีที่มีขอพิพาทเกี่ยวกับ
อนุสัญญาตางๆ ที่ประเทศไทยไดลงนามเปนภาคีไว เชน การยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามที่
ประเทศไทยไดลงนามเปนภาคีในอนุสัญญานิวยอรก เปนตน และกรณีเกี่ยวกับสัญญาที่คูความฝายหนึ่งเปนชาวตางประเทศ
อันจะมีการนำอนุสัญญาระหวางประเทศอันเกี่ยวกับการคาระหวางประเทศ หรือขอกำหนดตางๆ มาพิจารณาประกอบ
เชน ขอกำหนด INCOTERMS เปนตน หรือเปนคดีแพงที่มีชาวตางประเทศเขามาเกี่ยวของ โดยอาจเปนการนำกฎหมาย
ตางประเทศมาใช ทั้งนี้เปนไปตามพระราชบัญญัติการขัดกันแหงกฎหมาย พ.ศ. 2481
รูปแบบการนำกฎหมายระหวางประเทศหรือกฎหมายตางประเทศมาใชนั้น จะเปนการนำกฎหมายที่เปน
ลายลักษณอักษรมาบังคับใช โดยหลักแลวจะเปนการอนุวัติการกฎหมายระหวางประเทศมาเปนกฎหมายภายใน ตาม
พันธกรณีในกฎหมายระหวางประเทศนั้น และศาลจึงนำกฎหมายที่ไดอนุวัติการนั้นมาบังคับใช ในการพิจารณาพิพากษาคดี
เชน กฎหมายเกี่ยวกับทรัพยสินทางปญญาตาง ๆ ที่มาจากการอนุวัติการขอตกลงความตกลงวาดวยสิทธิในทรัพยสิน
ทางปญญาที่เกี่ยวกับการคา (TRIPS) เปนตน นอกจากการบังคับใชตามกฎหมายระหวางประเทศที่อนุวัติการมาเปน
กฎหมายภายในแลว อาจมีกรณีที่ศาลยุติธรรมของประเทศไทยไดนำกฎหมายระหวางประเทศที่อยูในรูปแบบอนุสัญญา
มาใชในการพิจารณาพิพากษาคดี เชน กรณีของอนุสัญญาภาษีซอนระหวางประเทศไทยและประเทศอื่นที่ไดลงนามไว หรือ
การนำขอตกลง INCOTERMS มาใชในการพิจารณาสัญญาการรับขนระหวางประเทศ เปนตน รวมถึงอาจมีกรณีที่นำ
กฎหมายระหวางประเทศที่ยึดถือเปนจารีตประเพณีทางการคามาใชในการพิจารณาคดี หากไมมีกฎหมายภายในบัญญัติไว
หรือนำมาใชในฐานะหลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งในการพิจารณาคดีลักษณะนี้ศาลยุติธรรมจะนำประมวลกฎหมายแพง
และพาณิชย มาตรา 4 มาใช กลาวคือ ในกรณีที่ไมมีกฎหมายบัญญัติไว ใหนำจารีตประเพณีมาใช หรือหากไมมีกฎหมาย
และจารีตประเพณีเชนวาใหนำหลักกฎหมายทั่วไปมาใช เชน กรณีการนำเฮกรูลลมาใชในฐานะจารีตประเพณีทางการคา
หรือการนำกฎหมายทะเลของประเทศอังกฤษมาใชในฐานะกฎหมายทั่วไป เปนตน นอกจากกรณีดังกลาวแลว
อาจมีกรณีที่ศาลยุติธรรมนำกฎหมายระหวางประเทศมาใชในการพิจารณาถอยคำ เชน การนำความตกลงทั่วไปวาดวย
ภาษีศุลกากรและการคา 1994 มาประกอบการตีความกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 เปนตน
เมื่อพิจารณาจากคำพิพากษาที่ปรากฏจะเห็นไดวาศาลยุติธรรมของประเทศไทยมีการนำกฎหมายระหวางประเทศ
มาใชอยางหลากหลาย อยางไรก็ดีเนื่องจากประเทศไทยมีระบบกฎหมายแบบ Civil Law จึงตองบังคับใชกฎหมาย
ลายลักษณอักษร ดังนั้นสวนใหญแลวการใชกฎหมายระหวางประเทศจึงเปนการนำกฎหมายที่ไดรับการอนุวัติการตาม
พันธกรณีแหงอนุสัญญามาใช สวนจารีตประเพณีระหวางประเทศไมปรากฏวามีการนำมาใชในการพิจารณาคดี เวนแต
เปนการนำจารีตประเพณีหรือหลักกฎหมายทั่วไปมาใชในกรณีไมมีกฎหมายลายลักษณอักษรที่สามารถนำมาบังคับ
ใชไดโดยอาศัยประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 4
ตัวอยางคำพิพากษาศาลฎีกาท่มีการนำกฎหมายระหวางประเทศ
ี
มาใชในการพิจารณาพิพากษาคด ี
รายงานการศึกษา
็
เร่อง “ความเปนไปได้ในการคําปรึกษา
ื
ด้านจิตสังคมในระบบศาล”
รายงานการศึกษาขอมูล
เรื่อง “ความเปนไปไดในการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล”
ที่มาและความสำคัญของปญหา
สืบเนื่องจากสำนักงานศาลยุติธรรมไดลงนามในบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือเพื่อการดำเนินงานใหคำปรึกษา
ดานจิตสังคมแกผูตองหาหรือจำเลยคดียาเสพติดในระบบศาล รวมกับหนวยงานภาคีเครือขาย ไดแก สำนักงาน
คณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม สำนักงานปลัด
กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.) นับตั้งแตป พ.ศ. 2557 จนถึงปจจุบัน
เริ่มตนจากฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2557 - 2559) ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2560 - 2562) และฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2563 – 2565)
โดยสำนักงานศาลยุติธรรมมีหนาที่หลักในการขยายผลการดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคมไปยังศาลที่มีอำนาจ
ในการพิจารณาคดีอาญาและมีความพรอมในการดำเนินงานตามเกณฑที่กำหนด และสำนักงานคณะกรรมการปองกัน
และปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) เปนหนวยงานใหการสนับสนุนงบประมาณอยางตอเนื่องตามระยะเวลา
ของบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) ปจจุบันมีศาลที่ดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคม จำนวนทั้งสิ้น 25 ศาล
ประกอบดวย 3 กลุมศาล ไดแก ศาลจังหวัด ศาลแขวง และศาลเยาวชนและครอบครัว การดำเนินงานใหคำปรึกษาดาน
จิตสังคมมีวัตถุประสงคหลัก คือ การใหคำปรึกษาทางดานจิตวิทยาแกผูตองหาหรือจำเลยที่ไดรับการปลอยชั่วคราว
ในชั้นสอบสวนหรือชั้นการพิจารณาคดีของศาล เพื่อแกไข ฟนฟู บำบัด ใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ พฤติกรรม
และความประพฤติใหสามารถกลับมาใชชีวิตในสังคมไดอยางปกติและไมกลับไปกระทำความผิดซ้ำ โดยประเภทคดี
ที่มุงเนนใหคำปรึกษาดานจิตสังคมเปนสำคัญ คือ คดีเกี่ยวกับยาเสพติด แตอยางไรก็ตาม ในคดีความรุนแรงในครอบครัว
และคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ก็สามารถเขารับคำปรึกษาจากการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมไดเชนกัน
กระบวนการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมถูกขับเคลื่อนโดย “ผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมประจำศาล” ที่ไดรับการ
มอบหมายหรือแตงตั้งโดยศาล ไดแก ผูประนีประนอม ผูพิพากษาสมทบ หรือผูที่มีประสบการณหรือความเชี่ยวชาญ
ที่เกี่ยวของกับการใหคำปรึกษาทางจิตวิทยา นอกจากนี้ มีผูปฏิบัติหนาที่ในการคัดกรองหรือการสอบถามขอมูลทาง
จิตวิทยาเบื้องตนจากผูตองหาหรือจำเลยกอนการเขารับคำปรึกษาจากผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมประจำศาลดวย ไดแก
นักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะหประจำงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ทั้งนี้ ผูปฏิบัติหนาที่ที่เกี่ยวของกับการให
คำปรึกษาดานจิตสังคมที่กลาวมาทั้งหมดขางตน ไดรับคาตอบแทนและคาจางจากงบประมาณที่สำนักงานคณะกรรมการ
ปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ใหการสนับสนุน โดยผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมประจำศาล ไดรับ
คาตอบแทนในการปฏิบัติหนาที่ใหคำปรึกษาวันละ 800 บาท ตอการปฏิบัติหนาที่ใหคำปรึกษา 1 วัน สำหรับนักจิตวิทยา
และนักสังคมสงเคราะหประจำงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ไดรับคาจาง เดือนละ 15,000 บาท อนึ่ง ผูปฏิบัติหนาที่
ที่เกี่ยวของกับการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม โดยเฉพาะอยางยิ่งผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมประจำศาล จะไดรับการอบรม
เพื่อพัฒนาและเสริมสรางความรูความเขาใจเกี่ยวกับการใหคำปรึกษาตามหลักสูตรการใหคำปรึกษาที่สำนักงานศาลยุติธรรม
จัดหรือรับรอง เชน หลักสูตรการใหคำปรึกษาขั้นพื้นฐาน หลักสูตรการใหคำปรึกษาเพื่อการจัดการภาวะเสพติด หลักสูตร
การใหคำปรึกษาครอบครัว เปนตน รวมถึงหลักสูตรอื่นๆ ที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดขึ้นภายใตการดำเนินงานใหคำปรึกษา
ดานจิตสังคมดวย และผูเขารับคำปรึกษาดานจิตสังคมจะไดรับการแกไข ฟนฟู บำบัด ทางจิตวิทยาและพฤตินิสัยจาก
กระบวนการอบรมตางๆ ทั้งนี้ โดยงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด
(สำนักงาน ป.ป.ส.) ทั้งสิ้น
สำหรับผลการดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในศาลชั้นตน จำนวน 25 ศาล ตั้งแตเดือนตุลาคม 2563 –
พฤษภาคม 2564 พบวา มีจำนวนผูเขารับคำปรึกษา ทั้งสิ้น 4,480 คน สวนใหญเปนคดียาเสพติด จำนวน 2,533 คดี
คิดเปนรอยละ 66.19 ของคดีทั้งหมดที่เขารับคำปรึกษา รองลงมา คือ คดียาเสพติดและคดีความผิดอื่น จำนวน 818 คด ี
คิดเปนรอยละ 21.37 ของคดีทั้งหมดที่เขารับคำปรึกษา โดยในจำนวนนี้มีผูเขารับคำปรึกษาที่กลับไปกระทำความผิดซ้ำ
จำนวน 38 คน คิดเปนรอยละ 0.85 ของจำนวนผูเขารับคำปรึกษาทั้งหมด ซึ่งเมื่อพิจารณาจากสถิติผลการดำเนินงาน
จะเห็นไดวาแมภารกิจในการดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในศาลชั้นตนทั่วประเทศ ทั้ง 25 ศาล จะมิใชการดำเนิน
งานตามภารกิจหลักของศาลยุติธรรม คือ การอำนวยความยุติธรรมใหกับสังคม แตก็มิอาจปฏิเสธไดวาการกิจการ
ใหคำปรึกษาดานจิตสังคมที่ดำเนินการโดยศาลยุติธรรมทั้ง 25 ศาลนั้นมีผลตอการชวยจำกัดหรือลดจำนวนผูกระทำ
ความผิดซ้ำอันเปนความสงบสุขในสังคม ซึ่งนำไปสูการลดปริมาณคดีที่จะเขาสูการพิจารณาคดีของศาลตามขั้นตอนของ
กระบวนการยุติธรรมไดอีกทางหนึ่ง แตอยางไรก็ตาม หากพิจารณาในอีกดานหนึ่งนอกจากผลการดำเนินงานที่เปน
ประโยชนตอสังคมและกระบวนการยุติธรรมแลว การดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคมภายใตบันทึกขอตกลงวาดวย
ความรวมมือ (MOU) ที่ผานมา พบปญหาขอขัดของประการสำคัญและปรากฏอยางชัดเจน คือ ระยะเวลาที่ไมตอเนื่อง
ของงบประมาณที่ไดรับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.)
ทั้งนี้ เนื่องมาจากงบประมาณที่ไดรับการสนับสนุนดังกลาวนั้น เปนการเบิกจายงบประมาณแทนกัน ดังนั้น ดวยกระบวนการ
ของระบบงบประมาณตามปกติของทางราชการ จำเปนตองมีระยะเวลาในการตัดโอนงบประมาณเบิกจายแทนกัน
ระหวางหนวยงาน ซึ่งขอเท็จจริงพบวามีระยะเวลาที่ไมตอเนื่องประมาณ 1 - 2 เดือน ซึ่งปรากฏเปนประจำในทุกป
งบประมาณ อันสงผลกระทบตอการดำเนินงานอยางตอเนื่องในการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมทั้ง 25 ศาล ไดแก
คาตอบแทนผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมประจำศาล คาจางนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะหในงานใหคำปรึกษาดาน
จิตสังคมซึ่งที่ผานมาพบวา แตละศาลไดแกไขปญหาเฉพาะหนาดังกลาวเองดวยวิธีการตางๆ เชน การชะลอการให
คำปรึกษาจนกวาจะไดรับงบประมาณสนับสนุน การเลิกจางนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห เนื่องจากขาดคาจางที่
ตอเนื่อง รวมถึงการแสวงหางบประมาณสนับสนุนจากแหลงอื่น เปนตน ซึ่งแมวาสำนักงานศาลยุติธรรมและสำนักงาน
คณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) จะพยายามหาทางแกไขปญหาดังกลาวมาโดยตลอด
แตอยางไรก็ดียังมีขอจำกัดดานนโยบายของทั้งสองหนวยงาน รวมถึงกระบวนการปกติของระบบงบประมาณที่ตองยอมรับ
ดังนั้น เพื่อเปนการแสวงหาแนวทางใหการดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาลใหเปนไปอยาง
ตอเนื่อง ขจัดปญหาดานงบประมาณที่สงผลกระทบตอภาพลักษณของศาลยุติธรรม และเพื่อใหสามารถดำเนินการตอไป
ไดอยางยั่งยืน ภายใตกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ ทรัพยากรและการบริหารจัดการของศาลยุติธรรมเอง อันเปนไปตาม
นโยบายของนางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา หัวขอที่ 2 ดานสมดุล “สรางดุลยภาพแหงสิทธิ” และแผนยุทธศาสตร
ศาลยุติธรรม พ.ศ. 2561 – 2564 ภายใตยุทธศาสตร J : Justice for All ยึดมั่นการอำนวยความยุติธรรมดวยหลัก
นิติธรรม เปาประสงคสังคมไทยมีความสงบสุขเรียบรอย สามัคคีปรองดองอยางมั่นคงและยั่งยืน รวมถึงพระราชบัญญัติ
มาตรการกำกับและติดตามจับกุมผูหลบหนีการปลอยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560 มาตรา 3 กำหนดใหศาลอาจแตงตั้ง
บุคคลใหเปนผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวซึ่งทำหนาที่ใหคำปรึกษาผูถูกปลอยชั่วคราวเพื่อปองกันการหลบหนีหรือ
ภัยอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในระหวางที่ไดรับการปลอยชั่วคราวได ตลอดจนระเบียบคณะกรรมการ
บริหารศาลยุติธรรมวาดวย คุณสมบัติ ลักษณะตองหาม การแตงตั้งและการปฏิบัติหนาที่ของผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราว
การจายคาตอบแทนและคาใชจายของผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราว คาพาหนะแกผูถูกปลอยชั่วคราวที่ยากไร เงินสินบน
แกผูแจงความนำจับและเงินรางวัลแกเจาหนาที่ผูจับผูถูกปลอยชั่วคราวโดยศาลที่หลบหนี พ.ศ. 2561 ซึ่งขอ 12 กำหนด
ใหคาตอบแทนของผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ในการใหคำปรึกษา ไดรับเปนรายครั้ง ครั้งละ 2,000 บาท
ตามที่ใหคำปรึกษา รวมแลวไมเกิน 30,000 บาท
จากนโยบายผูบริหารศาลยุติธรรม กฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับตางๆ ของศาลยุติธรรมที่กลาวมาขางตน อาจนำ
ไปสูการดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาลโดยศาลยุติธรรมเองอยางตอเนื่องและยั่งยืนตอไปได ประกอบ
กับในป พ.ศ. 2565 นี้ บันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) ฉบับปจจุบัน (พ.ศ. 2563 - 2565) จะสิ้นสุดลง จึงเปน
ประเด็นสำคัญในการศึกษาความเปนไปไดในการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาลภายใตกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ
การบริหารจัดการและทรัพยากรของศาลยุติธรรม โดยไมจำเปนตองขอรับงบประมาณสนับสนุนจากหนวยงานอื่น หรือ
ตองขับเคลื่อนโดยบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) เพื่อเปนขอมูลอันเปนประโยชนในการประกอบการพิจารณา
หรือตัดสินใจของผูบริหารศาลยุติธรรม ในการรวมลงนามในบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) และขอรับ
งบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ในอนาคตหรือ
การดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคมเองภายใตทรัพยากรและการบริหารจัดการของศาลยุติธรรมอยางตอเนื่องและ
ยั่งยืนตอไป หรือยุติการดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล เปนตน
วัตถุประสงคของการศึกษา
เพื่อศึกษาความเปนไปไดในการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาลอยางยั่งยืนภายใตกฎหมาย ระเบียบ
ขอบังคับ การบริหารจัดการและทรัพยากรของศาลยุติธรรม โดยไมจำเปนตองขอรับงบประมาณสนับสนุนจากหนวยงาน
อื่น หรือตองขับเคลื่อนโดยบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU)
ขอบเขตในการศึกษา
1) ความเปนมาของการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล
2) การใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล ภายใตบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) และการสนับสนุน
งบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.)
3) การใหคำปรึกษาดานจิตสังคมโดยผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา ภายใตพระราชบัญญัต ิ
มาตรการกำกับและติดตามจับกุมผูหลบหนีการปลอยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560 และระเบียบคณะกรรมการบริหาร
ศาลยุติธรรมวาดวย คุณสมบัติ ลักษณะตองหาม การแตงตั้งและการปฏิบัติหนาที่ของผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราว
การจายคาตอบแทนและคาใชจายของผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราว คาพาหนะแกผูถูกปลอยชั่วคราวที่ยากไรเงินสินบน
แกผูแจงความนำจับและเงินรางวัลแกเจาหนาที่ผูจับผูถูกปลอยชั่วคราวโดยศาลที่หลบหนี พ.ศ. 2561 และที่แกไขเพิ่มเติม
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564
4) กรณีศึกษาการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ตามพระราชบัญญัติมาตรการกำกับและติดตามจับกุมผูหลบหนี
การปลอยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560 ในศาลที่เขารวมดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ตามบันทึกขอตกลงวาดวย
ความรวมมือ (MOU) และศาลอื่นๆ
5) ความเปนไปไดในการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ภายใตกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ การบริหารจัดการและ
ทรัพยากรของศาลยุติธรรม
6) แนวทางในการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาลอยางตอเนื่องและยั่งยืน
ระยะเวลาในการดำเนินการ
ปงบประมาณ พ.ศ. 2564 (พฤษภาคม – สิงหาคม 2564)
นิยามศัพท
การใหคำปรึกษา หมายถึง กระบวนการใหคำแนะนำ หรือการใหขอมูลเพื่อชวยเหลือที่เกิดจากสัมพันธภาพของ
บุคคลอยางนอย 2 คน คือผูใหและผูรับการปรึกษา
จิตสังคม (psychosocial) หมายถึง ความสัมพันธระหวางองคประกอบทางจิตใจและสังคมที่ผันแปรอยางตอเนื่อง
และสงผลตอพัฒนาการของมนุษย ซึ่งเปนสิ่งที่กำหนดสุขภาวะของมนุษย
การใหคำปรึกษาดานจิตสังคม หมายถึง การใหคำปรึกษาเบื้องตนในดานจิตใจและสังคมแกผูเขารับคำปรึกษา
ซึ่งเปนผูตองหาหรือจำเลยตามคำสั่งศาล เพื่อแกไข บำบัด ฟนฟู ปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมใหเปนไปในทางที่ดีขึ้น
ใหสามารถกลับไปดำเนินชีวิตไดอยางปกติสุข เพื่อปองกันการกระทำความผิดซ้ำ การหลบหนี การกระทำความผิดหรือ
กอเหตุราย
คลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคม (Socio – Psycho Clinic) หมายถึง สวนงานหรือกลุมงานที่มีภารกิจเกี่ยวของ
กับการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมของศาล
ผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมประจำศาล หมายถึง ผูที่ไดรับการแตงตั้งจากศาลใหปฏิบัติหนาที่ ใหคำปรึกษาเพื่อ
แกไข ฟนฟู บำบัดผูรับคำปรึกษาใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และความประพฤติใหสามารถกลับมาใชชีวิตในสังคม
ไดอยางปกติและไมกลับไปกระทำความผิดซ้ำ โดยไดรับคาตอบแทนการใหคำปรึกษาจากงบประมาณสนับสนุนของ
สำนักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ตามบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ
(MOU)
ผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา หมายถึง ผูที่ไดรับการแตงตั้งจากศาลตามพระราชบัญญัต ิ
มาตรการกำกับและติดตามจับกุมผูหลบหนีการปลอยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560 ใหปฏิบัติหนาที่ใหคำปรึกษาเพื่อปรับ
เปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมของผูรับคำปรึกษาใหเปนไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อปองกันการหลบหนี การกระทำความผิดหรือ
กอเหตุราย โดยไดรับคาตอบแทนการใหคำปรึกษาจากพระราชบัญญัติดังกลาว
ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ
เ ปนขอมูลประกอบการพิจารณาของผูบริหารศาลยุติธรรมเกี่ยวกับการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล
อยางยั่งยืน ภายใตกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ การบริหารจัดการและทรัพยากรของศาลยุติธรรม โดยไมจำตองขอ
งบประมาณสนับสนุนจากหนวยงานอื่น หรือตองขับเคลื่อนโดยบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU)
บทสรุป
คลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคม (Socio – Psycho Clinic) เปนรูปแบบการใหคำปรึกษาโดยผูชี่ยวชาญหรือ
มีประสบการณทางดานจิตวิทยาแกผูตองขังหรือจำเลยในคดีที่เกี่ยวของกับยาเสพติด คดีความรุนแรงในครอบครัว และ
คดีความผิดเกี่ยวกับเพศที่มีโทษไมรายแรงซึ่งไดรับการปลอยตัวชั่วคราว (โดยการประกันตัว) ในะหวางการสอบสวนหรือ
การพิจารณาของศาลเพื่อใหมีโอกาสไดรับการแกไข ฟนฟู บำบัด ใหเกิดการปลี่ยนแปลงทัศนคติและความประพฤติให
สามารถกลับมาใชชีวิตในสังคมไดอยางปกติและไมกลับไปกระทำความผิดซ้ำ เริ่มดำเนินการครั้งแรกในศาลยุติธรรม เมื่อ
ป พ.ศ. 2552 โดยศาลอาญาธนบุรี ปจจุบันมีการขยายผลไปยังศาลทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 25 ศาล โดยนับตั้งแต
ป พ.ศ. 2557 เปนตนมา เปนการดำเนินงานภายใตการจัดทำบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) รวมกันระหวาง
สำนักงานศาลยุติธรรมกับหนวยงานภาคีตางๆ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด
(สำนักงาน ป.ป.ส) เปนหนวยงานใหการสนับสนุนงบประมาณมาโดยตลอด และในสิ้นปงบประมาณ พ.ศ. 2565 นี้ บันทึก
ขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2563 - 2565) จะสิ้นสุดลง ศาลยุติธรรม โดยสถาบันวิจัยและ
พัฒนารพีพัฒนศักดิ์ จึงไดจัดทำรายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง “ความเปนไปไดในการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล”
ขึ้น สรุปผลการศึกษาวิจัย ดังนี้
วิธีการเก็บรวบรวมขอมูล
ดำเนินการเก็บรวบรวมขอมูลจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวของและจากศาลกลุมตัวอยาง จำนวน
ทั้งสิ้น 35 ศาล ประกอบดวย (1) กลุมศาลที่เขารวมดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ภายใตบันทึกขอตกลง
วาดวยความรวมมือ (MOU) ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2563 – 2565) จำนวน 25 ศาล และ (2) กลุมศาลที่ไมไดดำเนินงานคลินิก
ใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ภายใตบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2563 – 2565) ที่เปน
ศาลนำรองตามโครงการประเมินความเสี่ยงและการกำกับดูแลในชั้นปลอยชั่วคราว ป พ.ศ. 2560 และศาลอื่น ๆ
จำนวน 10 ศาล ทั้งนี้ ดำเนินการเก็บรวบรวมขอมูลโดยการสัมภาษณทางโทรศัพท ตามแบบสัมภาษณทกำหนดขึ้น
ระหวางวันที่ 9 – 20 สิงหาคม 2564 แลวนำขอมูลที่ไดรับมาประมวลผลและวิเคราะห สรุปผลการศึกษาขอมูล มีดังนี้
1. การดำเนินงานคลินิกใหปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล ภายใตบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU)
และการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.)
ผลการดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ภายใตบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) ทั้ง 3 ฉบับ
ประกอบดวย ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2557 – 2559) ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2560 – 2562) และปจจุบันฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2563 – 2565)
มีจำนวนทั้งสิ้น 25 ศาล ประกอบดวย ศาลจังหวัด ศาลแขวง ศาลเยาวชนและครอบครัว โดยมีผูเขารับคำปรึกษา
รวมจำนวนทั้งสิ้น 19,977 ราย ในจำนวนนี้มีผูกลับไปกระทำความผิดซ้ำ จำนวน 238 รายคิดเปนรอยละ 1.19 ของผูเขารับ
คำปรึกษาจากคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคมทั้งหมด (ขอมูลตั้งแตพ.ศ. 2557 – มิถุนายน 2564) การดำเนินงานโดย
การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ที่ผานมา
มีขอดีประการแรก คือ ศาลที่ดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคมไดรับงบประมาณสนับสนุนที่เพียงพอ โดยไมตอง
ขอรับการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงานศาลยุติธรรมเอง และขอดีประการที่สอง คือ มีภาคีเครือขายที่เชี่ยวชาญ
ในการแลกเปลี่ยนและเรียนรูรวมกันเกี่ยวกับการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมอยางมีคุณภาพ แตอยางไรก็ตามพบวามีขอดอย
ประการสำคัญ คือ งบประมาณที่ไดรับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด
(สำนักงาน ป.ป.ส.) มีความไมตอเนื่องประมาณ 1 – 2 เดือน และไมมีผลยอนหลังในชวงรอยตอของปงบประมาณ
เนื่องจากเปนกระบวนการปกติของการตัดโอนงบประมาณระหวางหนวยงาน อันสงผลกระทบตอการใหคำปรึกษาอยางตอเนื่อง
และการบริหารจัดการทรัพยากรตางๆ อยางมีประสิทธิภาพของคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคม อีกทั้ง ยังไมสามารถ
ทราบไดวาภายหลังสิ้นสุดบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) ฉบับปจจุบันแลว (พ.ศ. 2563 - 2565) จะยังคง
ไดรับงบประมาณสนับสนุนอยางแนนอน ตอเนื่องและยั่งยืนตลอดไปหรือไม
2. การใหคำปรึกษาดานจิตสังคมโดยผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา ภายใตพระราช
บัญญัติมาตรการกำกับและติดตามจับกุมผูหลบหนีการปลอยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560
พระราชบัญญัติมาตรการกำกับและติดตามจับกุมผูหลบหนีการปลอยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560 มีวัตถุประสงค
เพื่อเสริมสรางประสิทธิภาพในการปองกันการหลบหนีหรือภัยอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในระหวางที่
ผูตองหาหรือจำเลยไดรับการปลอยชั่วคราวจากศาล โดยกำหนดใหศาลมีอำนาจแตงตั้งผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราว
ที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมของผูรับคำปรึกษาใหเปนไปในทิศทางที่ดีขึ้น และระเบียบ
คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมวาดวย คุณสมบัติ ลักษณะตองหาม การแตงตั้งและการฏิบัติหนาที่ของผูกำกับดูแล
ผูถูกปลอยชั่วคราว การจายคาตอบแทน และคาใชจายของผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวคาพาหนะแกผูถูกปลอยชั่วคราว
ที่ยากไร เงินสินบนแกผูแจงความนำจับ และเงินรางวัลแกเจาหนาที่ผูจับผูถูกปลอยชั่วคราวโดยศาลที่หลบหนี พ.ศ. 2561
และที่แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 กำหนดใหการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม หมายความรวมถึง การใหคำปรึกษา
เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติ และพฤติกรรมของผูรับคำปรึกษาใหเปนไปในทางที่ดีขึ้นเพื่อปองกันการหลบหนี การกระทำ
ความผิดหรือกอเหตุราย ดังนั้น จะเห็นไดวาการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมโดยผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่
ใหคำปรึกษา ตาม พ.ร.บ. และ ระเบียบ ก.บ.ศ. ดังกลาว จึงมีวัตถุประสงคและลักษณะการดำเนินงานที่สอดคลองกัน
กับการใหดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาลภายใตบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU)
พ.ศ. 2563 – 2565 ทั้งนี้ ระเบียบ ก.บ.ศ. ไดกำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับคุณสมบัติ การแตงตั้ง หนาที่ คาตอบแทน
วิธีการ หลักฐานและเอกสารการเบิกจายคาตอบแทนของผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษาไวโดย
ละเอียดดวยแลว
2.1 กรณีศึกษากลุมศาลที่มีการดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ภายใตบันทึกขอตกลงวาดวยความ
รวมมือเพื่อการดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคมแกผูตองหาหรือจำเลยคดียาเสพติดในระบบศาล ป พ.ศ. 2563 – 2565
จำนวน 25 ศาล
พบวา รอยละ 44 มีการแตงตั้งผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา และเบิกจายคาตอบแทน
ผูใหคำปรึกษา ตามที่ พ.ร.บ. และระเบียบ ก.บ.ศ. กำหนด โดยบุคคลที่ไดรับการแตงตั้งเปนผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราว
ที่มีหนาที่ใหคำปรึกษาสวนใหญ มาจากผูมีความรูและประสบการณดานการปฏิบัติงานในสาขาตางๆ จากบัญชีผูใหคำปรึกษา
ดานจิตสังคมประจำศาล ไดแก ผูประนีประนอม อาจารยมหาวิทยาลัย ผูอำนวยการสถานศึกษา นักสังคมสงเคราะห
นักจิตวิทยา ขาราชการบำนาญ ผูประกอบการ และสถาปนิก เปนตน ทั้งนี้ ไมพบปญหาหรือขอของในแตงตั้งและการเบิก
จายคาตอบแทนผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา ในขณะที่ศาล รอยละ 56 ไมมีการแตงตั้งผูกำกับ
ดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา และไมไดดำเนินการขึ้นบัญชีเพื่อรองรับการแตงตั้งที่อาจจะมีไดในอนาคต
เนื่องจากมีบัญชีผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมประจำศาลที่มีความพรอมในกรณีที่จะมีการแตงตั้งอยูแลว ทั้งนี้ มีขอสังเกต
วาแมจะมีบัญชี ผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมที่มีคุณสมบัติพรอมแลว แตศาลก็ไมไดมีคำสั่งแตงตั้งใหเปนผูกำกับดูแลผูถูก
ปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษาตาม พ.ร.บ. แตอยางใด
2.2 กรณีศึกษากลุมศาลที่ไมมีการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมภายใตบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือเพื่อการ
ดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคมแกผูตองหาหรือจำเลยคดียาเสพติดในระบบศาลป พ.ศ. 2563 – 2565 จำนวน
10 ศาล
พบวา ศาลกลุมตัวอยางทั้งหมด จำนวน 10 ศาล ไมมีการแตงตั้งผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ให
คำปรึกษา ตามที่ พ.ร.บ. และระเบียบ ก.บ.ศ. กำหนด แตอยางไรก็ตามพบวา ศาล รอยละ 28.6 มีการขึ้นบัญชีผูที่มี
คุณสมบัติครบถวนเพื่อรองรับการพิจารณาจากศาลในการมีคำสั่งแตงตั้งใหเปนผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่
ใหคำปรึกษาในอนาคต และศาล รอยละ 71.4 ยังมิไดมีการขึ้นบัญชีผูมีคุณสมบัติครบถวนหรือยังมิไดดำเนินการใดๆ
ที่เกี่ยวของหรือเปนการรองรับการแตงตั้งผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา เนื่องจากมีขอขัดของ
ประการสำคัญในการคัดเลือกผูมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด คือ ตองเปนผูที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ
ในการใหคำปรึกษา หรือผานการอบรมหลักสูตรการใหคำปรึกษาทางจิตสังคมที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดหรือรับรอง
จากกรณีศึกษาที่กลาวมาขางตน จึงเห็นไดวากลุมศาลที่มีการแตงตั้งผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ให
คำปรึกษาลวนแตเปนศาลที่มีการดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคมตามบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ
(MOU) ทั้งสิ้น เนื่องจากมีบัญชีผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมประจำศาลที่ผานการอบรมตามหลักสูตรการใหคำปรึกษา
ดานจิตสังคมตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดหรือรับรองอยูกอนแลว อันเปนผลจากการดำเนินงานตามกิจกรรมการอบรม
ผูใหคำปรึกษา ตามที่สำนักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ซึ่งเปนหนวยงานที่
ใหการสนับสนุนงบประมาณกำหนดไว และสำหรับในกลุมศาลที่ยังไมมีการดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคมนั้น
ยังไมมีการแตงตั้งผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา เนื่องจากมีขอขัดของในการคัดเลือกบุคคลที่มี
คุณสมบัติเหมาะสมตามที่กฎหมายกำหนด อันประกอบดวยตองเปนผูที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณในการให
คำปรึกษา หรือตองผานการอบรมหลักสูตรการใหคำปรึกษาทางจิตสังคมที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดหรือรับรอง อนึ่งพบ
ขอสังเกตประการสำคัญวา ศาลสวนใหญมักเขาใจวาผูที่มีคุณสมบัติครบถวนตองเปนผูที่มีความสมัครใจและผานการอบรม
หลักสูตรการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดหรือรับรองเทานั้น หากแตตามกฎหมายแลว ยัง
มีคุณสมบัติอีกประการหนึ่งนอกจากเปนผูที่มีความสมัครใจแลว หากเปนผูที่มีประสบการณและความเชี่ยวชาญในการ
ใหคำปรึกษาแลว ก็สามารถเขารับการพิจาณาเพื่อแตงตั้งเปนผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษาได
โดยไมตองผานการอบรมตามที่ไดกลาวมาแลว
การวิเคราะหความเปนไปไดในการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ภายใตกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ การบริหาร
จัดการและทรัพยากรของศาลยุติธรรม
เมื่อดำเนินการวิเคราะหถึงความเปนไปไดในการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล ภายใตกฎหมาย
ระเบียบ ขอบังคับ การบริหารจัดการและทรัพยากรของศาลยุติธรรมเอง ผานองคประกอบตางๆ ของการดำเนินงาน
คลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคมที่ดำเนินการอยูในปจจุบัน พบวา มีความเปนไปได แมวาจะมีองคประกอบบางประการ
ที่สำนักงานศาลยุติธรรมไมไดมีงบประมาณรองรับไวเปนการเฉพาะ เชน การจางนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห
การจัดทำรายงานผลการดำเนินงานและประชาสัมพันธ การใชวัสดุอุปกรณสำนักงานในการดำเนินงาน การจัดอบรม
ผูเขารับคำปรึกษา และการจัดอบรมผูใหคำปรึกษา เปนตน แตอยางไรก็ตามสำนักงานศาลยุติธรรมสามารถที่จะปรับเปลี่ยน
หรือกำหนดแนวปฏิบัติอื่น เพื่อทดแทนหรือเสริมสรางองคประกอบในสวนที่ขาดหายไปได ภายใตกฎหมาย พ.ร.บ.
และระเบียบ ก.บ.ศ. ที่ไดกำหนดไว ตลอดจนโดยการบริหารจัดการทรัพยากร บุคลากร และงบประมาณของ
สำนักงานศาลยุติธรรม เชน การบริหารจัดการอัตรากำลังนักจิตวิทยาที่มีอยูแลวของศาลมารวมปฏิบัติงาน การจัดทำ
รายงานผลการดำเนินงานและประชาสัมพันธทางสื่อออนไลน ซึ่งลดคาใชจายได การใชวัสดุ อุปกรณ ครุภัณฑ คอมพิวเตอร
เครื่องพิมพเอกสารตางๆ รวมกับสวนงาน/ กลุมงานอื่น ภายในศาลเอง การจัดการอบรมผูเขารับคำปรึกษารวมกับแผน
การอบรมเพื่อบำบัด ฟนฟู แกไข ในศาลเยาวชนและครอบครัว และการจัดอบรมผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมโดย
งบประมาณของสำนักงานศาลยุติธรรม รวมถึงการประชาสัมพันธใหความรูความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับคุณสมบัติของ
ผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา เพื่อลดขอจำกัดหรือเงื่อนไข และเปนการเตรียมความพรอมให
ผูที่มีความสมัครใจไดมีคุณสมบัติครบถวนสำหรับเขารับการพิจารณาแตงตั้งใหเปนผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มี
หนาที่ใหคำปรึกษาตอไป
ทั้งนี้ การใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล ภายใตกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ การบริหารจัดการและ
ทรัพยากรของศาลยุติธรรมเอง ถือเปนการยุติปญหาการรับงบประมาณเบิกจายแทนกันจากหนวยงานภายนอกที่มีความ
ไมตอเนื่องประมาณ 1 – 2 เดือน และไมมีผลยอนหลัง และเปนการดำเนินการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมที่มีกฎหมาย
บัญญัติไวโดยชัดเจน อีกทั้งยังเปนการสงเสริม และเตรียมความพรอมใหมีการแตงตั้งผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราว
ที่มีหนาที่ใหคำปรึกษาตาม พ.ร.บ. อีกดวย
ขอเสนอแนะแนวทางการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาลอยางตอเนื่องและยั่งยืน
1. ขอเสนอแนะแนวทางเพื่อประกอบการพิจารณาของผูบริหาร
ผลการศึกษาวิจัยทั้งหมดขางตน สามารถกำหนดขอเสนอแนะแนวทางสำหรับผูบริหารสำนักงาน
ศาลยุติธรรมพิจารณาประกอบการตัดสินใจ จำนวน 3 แนวทาง ซึ่งมีขอดีและขอดอย ที่สำคัญ สรุปได ดังนี้
แนวทางที่ 1 ดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคมตอไป ภายใตการเขารวมลงนามในบันทึก
ขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) และขอรับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปราม
ยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.)
ขอดี คือ มีแหลงบประมาณสนับสนุนจากหนวยงานอื่น อยางครบถวนและเพียงพอ โดยไมตองใช
งบประมาณของสำนักงานศาลยุติธรรมเอง ขอดอย คือ งบประมาณที่ไดรับการสนับสนุนจากหนวยงานอื่นไมมีความ
ตอเนื่องประมาณ 1 – 2 เดือน และไมมีผลยอนหลัง อีกทั้งไมสามารถทราบไดวางบประมาณจะยังคงมีอยูตอไปอยาง
แนนอนและยั่งยืนหรือไม และการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมจำกัดเฉพาะคดีบางประเภท กลาวคือ มุงเนนในคดียาเสพติด
เปนสำคัญ ซึ่งสอดคลองกับภารกิจหลักในการปองกันและปราบปรามยาเสพติดของหนวยงานที่ใหการสนับสนุน
งบประมาณรวมถึงไมเปนการสนับสนุนและสงเสริมใหมีการแตงตั้งผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา
ตาม พ.ร.บ. อยางแทจริง เนื่องจากยังคงเบิกจายคาตอบแทนผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมจากงบประมาณที่หนวยงานอื่น
ใหการสนับสนุน ในขณะที่สามารถเบิกจายคาตอบแทนผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมไดตามกฎหมายและระเบียบของ
สำนักงานศาลยุติธรรมเอง
แนวทางที่ 2 ดำเนินการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ภายใตกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับการบริหาร
จัดการและทรัพยากรของศาลยุติธรรมเอง โดยใหเปนดุลพินิจผูบริหารของแตละศาลในการพิจารณาดำเนินการตาม
ความพรอมและเหมาะสมของศาล
ขอดี ยุติปญหางบประมาณที่ไมตอเนื่องและไมมีผลยอนหลัง การดำเนินงานมีความแนนอน ตอเนื่อง
และยั่งยืน เนื่องจากมีกฎหมายและระเบียบรองรับไวโดยเฉพาะ ประกอบกับสามารถบริหารจัดการทรัพยากร งบประมาณ
และบุคลากรภายในของศาลยุติธรรมเองตามความเหมาะสม อีกทั้งการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล ครอบคลุม
ทุกประเภทคดี มิไดกำหนดไวแตเพียงคดียาเสพติด ซึ่งสอดคลองตามภารกิจหลักของหนวยงานผูใหการสนับสนุน
งบประมาณ คดีความรุนแรงในครอบครัว และคดีความผิดเกี่ยวกับกับเพศเทานั้น รวมถึงยังครอบคลุมทุกชั้น ในกระบวน
การอำนวยความยุติธรรม ประกอบดวย ชั้นฝากขัง ชั้นการพิจารณา และชั้นอุทธรณฎีกา ตลอดจนหากผูบริหารศาล
พิจารณาแลววามีสวนงาน/ กลุมงาน ที่มีความพรอมและความเหมาะสมที่จะดำเนินการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม
ในระบบศาลได ก็ยอมสามารถดำเนินการไดทุกเมื่อภายใตกฎหมายและระเบียบของศาลยุติธรรมที่กำหนดและรองรับไว
อยางชัดเจน ในการนี้ ยังเปนการสงเสริมใหมีการแตงตั้งผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา ตาม พ.ร.บ.
อยางเปนรูปธรรมมากยิ่งขึ้นดวย
ขอดอย สำนักงานศาลยุติธรรมตองเตรียมการและจัดสรรงบประมาณสำหรับดำเนินการจัดอบรม
หลักสูตรการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดหรือรับรอง เพื่อเปนการเตรียมความพรอมให
ผูที่มีความสมัครใจไดมีคุณสมบัติครบถวนสำหรับเขารับการพิจารณาแตงตั้งใหเปนผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มี
หนาที่ใหคำปรึกษาของแตละศาลทั่วประเทศ เนื่องจากปจจุบันมีเฉพาะในศาลที่มีการดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษา
ดานจิตสังคม ตามบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) เทานั้น โดยอาจกำหนดใหมีหนวยงานในสังกัดสำนักงาน
ศาลยุติธรรม เชน สำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม สำนักสงเสริมงานตุลาการ เปนหนวยงานรับผิดชอบ
การจัดการอบรมในภาพรวมทั่วประเทศหรือจำแนกตามสังกัดสำนักงานอธิบดีผูพิพากษาภาค 1 – 9 เปนประจำทุกปี
ดังเชนกรณีการจัดอบรมผูประนีประนอม และผูบริหารศาลจำเปนตองบริหารจัดการทรัพยากร บุคลากร และงบประมาณ
ที่ศาลยุติธรรมมีอยูสำหรับใหเพียงพอกับการดำเนินการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล เนื่องจากไมไดมีการ
กำหนดงบประมาณสนับสนุนในสวนนี้ไวโดยเฉพาะดังเชนกรณีที่ไดรับงบประมาณสนับสนุนการสำนักงานคณะกรรมการ
ปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.)
แนวทางที่ 3 ยุติการดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล
ขอดี ศาลตางๆ สามารถดำเนินการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม โดยการแตงตั้งผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราว
ที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา ตามกฎหมายและระเบียบของศาลยุติธรรมเอง ดวยความแนนอน ตอเนื่องและยั่งยืน ไมตอง
ดำเนินงานภายใตบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) อีกทั้งไมตองขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก
หนวยงานอื่น ไมตองรับภารกิจในการเปนหนวยงานกลางระหวางหนวยงานภาคีกับศาลที่รับงบประมาณสนับสนุน
ตลอดจนไมตองจัดทำหรือดำเนินการตางๆ ตามที่หนวยงานเจาของงบประมาณกำหนดหรือรองขอ สงผลใหสามารถ
ดำเนินภารกิจในการจัดอบรมหลักสูตรการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดหรือรับรองไดอยางเต็มที่
เพื่อเตรียมความพรอมใหผูที่มีความสมัครใจไดมีคุณสมบัติครบถวนสำหรับเขารับการพิจารณาแตงตั้งใหเปนผูกำกับดูแล
ผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษาของแตละศาลทั่วประเทศ
ขอดอย สำนักงานศาลยุติธรรมตองเตรียมการและจัดสรรงบประมาณสำหรับดำเนินการจัดอบรม
หลักสูตรการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดหรือรับรอง และการยุติอาจกระทบตอขวัญ
และกำลังใจของบุคลากรในบางศาล ที่มีการดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคมมาเปนระยะเวลานาน และไดทุมเท
สรรพกำลังตางๆ ใหกับการพัฒนาและชวยเหลือเพื่อบำบัดฟนฟูผูตองหาหรือจำเลยตลอดระยะเวลาที่ผานมา
ขอเสนอแนะแนวทางจากผลการศึกษาวิจัย
เพื่อใหการดำเนินการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาลยังคงดำเนินตอไปไดดวยความตอเนื่อง
และยั่งยืน โดยไมกระทบตอขวัญและกำลังใจของศาลที่มีการดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคมมาอยางยาวนาน
และเพื่อแกไขปญหางบประมาณที่ไมตอเนื่องและไมมีผลยอนหลังที่ไดรับการสนับสนุนจากหนวยงานอื่น อันสงผลตอ
ความตอเนื่องในการดำเนินการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล ตลอดจนเพื่อเปนการสนับสนุนและสงเสริมการ
แตงตั้งผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา ตาม พ.ร.บ. รายงานการศึกษาวิจัยฉบับนี้ จึงเห็นควรเสนอ
วา สำนักงานศาลยุติธรรมควรพิจารณาเลือก แนวทางที่ 2 คือ ดำเนินการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ภายใตกฎหมาย
ระเบียบ ขอบังคับ การบริหารจัดการและทรัพยากรของศาลยุติธรรมเอง โดยใหเปนดุลพินิจผูบริหารของแตละศาลใน
การพิจารณาดำเนินการตามความพรอมและเหมาะสมของศาล โดยแมจะพบวาจะมีองคประกอบบางประการในการ
ดำเนินการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมที่สำนักงานศาลยุติธรรมมิไดจัดสรรงบประมาณไวใหเปนการเฉพาะ แตอยางไร
ก็ตามสามารถกำหนดแนวทางหรือวิธีการอื่นขึ้นมาทดแทนได โดยการบริหารจัดการภายใตทรัพยากร งบประมาณ
(รายละเอียดปรากฏตามตาราง) ซึ่งไมไดเปนอุปสรรคใดตอความเปนไปไดในการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล
อยางตอเนื่องและยั่งยืน ภายหลังบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) จะสิ้นสุดลงในปงบประมาณ พ.ศ. 2565
ทั้งนี้ ใหดำเนินการควบคูไปกับการเตรียมการและจัดสรรงบประมาณสำหรับดำเนินการจัดอบรมหลักสูตรการใหคำปรึกษา
ดานจิตสังคมตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดหรือรับรอง หากแตไมสามารถจัดสรรงบประมาณดังกลาวได ใหดำเนินการ
ประชาสัมพันธใหความรูความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับคุณสมบัติของผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา
เพื่อลดขอจำกัดหรือเงื่อนไข และเปนการเตรียมความพรอมใหผูที่มีความสมัครใจไดมีคุณสมบัติครบถวนสำหรับเขารับ
การพิจารณาแตงตั้งใหเปนผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษาของแตละศาลทั่วประเทศ ตามพระราช
บัญญัติมาตรการกำกับและติดตามจับกุมผูหลบหนีการปลอยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560
อนึ่ง สำหรับวิธีการหรือรูปแบบการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม นั้น สามารถนำหลักการและแนวทาง
การดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคมที่ดำเนินอยูในปจจุบันมาปรับใชไดโดยคำนึงถึงกฎหมายและระเบียบ
ที่รองรับ ตลอดจนความเหมาะสมของศาล เปนสำคัญ
ตารางแสดง แนวปฏิบัติ/ วิธีการทดแทน ตามแนวทางที่ 2 ภายใตกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ การบริหารจัดการ และทรัพยากรของ
ศาลยุติธรรมเอง
ิ
ิ
ั
ี
ิ
องคประกอบในการดำเนินการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล แนวปฏบต/ วธการทดแทน
ั
ั
ิ
ุ
ิ
ี
ท่สำนักงานศาลยุติธรรมไมไดจัดสรรงบประมาณไวใหเปนการเฉพาะ ภายใตการบรหารจดการทรพยากรของศาลยตธรรม
1.1 กรณศาลเยาวชนและครอบครว โดยการบรหารจดการจากบคลากร
ิ
ั
ุ
ั
ี
ู
่
ี
ี
ิ
ื
ิ
1. การจางนกจตวทยาหรอนกสงคมสงเคราะห ทมอยของศาล
ั
ั
ั
ั
ื
ั
ี
1.2 กรณศาลจงหวดและศาลแขวง โดยการขอความรวมมอ (อาสาสมคร)
ั
ิ
ู
จากผพพากษาสมทบทมประสบการณหรอผทมความเชยวชาญ
่
ี
ี
่
่
ู
ี
ื
ี
ี
ั
ั
2.1 การแตงต้ง “ผูกำกับดูแลผูถูกปลอยช่วคราวที่มีหนาท่ใหคำปรึกษา”
ี
ตามพระราชบัญญัติมาตรการกำกับและติดตามจับกุมผูหลบหนีการปลอย
2. ผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมประจำศาล
ชั่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560
2.2 ในอนาคตหากสำนักงานศาลยุติธรรมกำหนดใหมีตำแหนง “นักจิตวิทยา
ประจำศาลจังหวัดหรือศาลแขวง” ผูบริหารศาลสามารถมอบหมายใหปฏิบัติ
หนาที่ “เหมือนผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา” ทั้งนี้
ไมสามารถเบิกจายคาตอบแทนตามพระราชบัญญัติมาตรการกำกับและ
ติดตาม
จับกุมผูหลบหนีการปลอยช่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560 ได แตอยางไรตาม
ั
ึ
ผูบริหารศาลสามารถมอบหมายใหนักจิตวิทยาประจำศาลซ่งมีอยูแลวในปจจุบัน
ั
ปฏิบัติหนาที่ “เหมือนผูกำกับดูแลผูถูกปลอยช่วคราวท่มีหนาท่ใหคำปรึกษา”
ี
ี
ี
ั
ท้งน้ ไมสามารถเบิกจายคาตอบแทนตามพระราชบัญญัติมาตรการกำกับและ
ติดตามจับกุมผูหลบหนีการปลอยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560 ไดเชนกัน
3.1 กรณีศาลเยาวชนและครอบครัว สามารถดำเนินการรวมกับแผนการ
ึ
ื
3. การจัดอบรมผูเขารับคำปรึกษา จัดการอบรมเพ่อบำบัด แกไข ฟนฟู เด็กและเยาวชน ซ่งมีอยูแลวของศาล
3.2 กรณีศาลจังหวัดและศาลแขวง ผูใหคำปรึกษาสามารถสอดแทรก
แนวทางหรือแนวคิดตางๆ เพ่อบำบัด แกไข ฟนฟู ทัศนคติหรือพฤตินิสัยใน
ื
ระหวางการใหคำปรึกษาทดแทนได
ี
ั
ั
ั
ั
ิ
ุ
่
่
ื
4. การใชวัสดุ/ อุปกรณ/ ครุภัณฑ/ ในการดำเนินงาน บรหารจดการโดยใชรวมกบสวนงาน/ กลมงานอนๆ ทไดรบการจดสรร
แลวในศาล
ื
ดำเนินการผานส่อออนไลน เชน เว็บไซตของศาล, Facebook ของศาล
5. การประชาสัมพันธ/ จัดทำสรุปผลการดำเนินงานประจำป เปนตน
ตารางแสดง แนวปฏิบัติ/ วิธีการทดแทน ตามแนวทางที่ 2 ภายใตกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ การบริหารจัดการ และทรัพยากร
ของศาลยุติธรรมเอง (ตอ)
ี
ิ
ิ
ั
องคประกอบในการดำเนินการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล แนวปฏบต/ วธการทดแทน
ิ
ิ
ั
ั
ุ
ิ
ี
ท่สำนักงานศาลยุติธรรมไมไดจัดสรรงบประมาณไวใหเปนการเฉพาะ ภายใตการบรหารจดการทรพยากรของศาลยตธรรม
6. คาตอบแทนผูใหคำปรึกษา เบิกจายตามพระราชบัญญัติมาตรการกำกับและติดตามจับกุมผูหลบหน ี
ั
การปลอยช่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560
7. การจัดอบรมผูใหคำปรึกษา 7.1 สำนักงานศาลยุติธรรม จัดสรรงบประมาณสำหรับการจัดการอบรม
หลักสูตรการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดหรือ
รับรอง สำหรับศาลทั่วประเทศ
7.2 ประชาสัมพันธใหความรูความเขาใจท่ถูกตองเก่ยวกับคุณสมบัติของ
ี
ี
ี
ผูกำกับดูแลผูถูกปลอยช่วคราวท่มีหนาที่ใหคำปรึกษา วารวมถึงการมีประสบการณ
ั
และความเชี่ยวชาญดวย
ื
8.1 เบิกจายคาใชจายการจดซ้อชุดทดสอบสารเสพตดในปสสาวะได
ิ
ั
8. การตรวจหาสารเสพติด และการบำบัดรักษาผูติดยาเสพติด/ จิตเวช ตามหนังสือสำนักงานศาลยุติธรรม ที่ ศย 015/ว83 (ป) ลงวันท่ 14
ี
เมษายน 2563
8.2 สงตอผูปวยนอกและผูปวยใน ตามขอสั่งการรองรับการ พัฒนาระบบ
บำบัดฟนฟูผูปวยยาเสพติด เพ่อรองรับนโยบายรัฐบาลดานยาเสพติด
ื
ตามหนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ สธ 0228.13/32744
ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2559
การสำรวจการเขาถึงการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ : สำหรับผูมาติดตอ
ราชการศาลและประชาชนทั่วไป
หลักการและเหตุผล (ที่มา ความสำคัญ)
หลายทศวรรษที่ผานมา เทคโนโลยีสารสนเทศไดมีบทบาทสำคัญจนกอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงกับโลกครั้งใหญ
ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดลอม ซึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศกอใหเกิดกระแสแหงความไรพรมแดน
หรือกระแสโลกาภิวัตนที่ทำใหสังคมโลกสามารถรับรูขาวสารและความเคลื่อนไหวตางๆ ไดพรอมกัน อีกทั้งยังสามารถ
บริหารจัดการและตัดสินใจไดทุกขณะเวลา สงผลใหการทำงานรวดเร็ว ถูกตอง แมนยำ ลดขั้นตอน อำนวยความสะดวก
ในชีวิตประจำวันและการดำเนินการในหนวยงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น กอปรกับนโยบายรัฐบาลที่มุงเนนการพัฒนา
ประเทศใหเปนดิจิทัลไทยแลนด สงผลใหสำนักงานศาลยุติธรรมตองมีการปรับระบบการทำงานไปสูการเปนศาลยุติธรรม
ดิจิทัล (Digital Court) เพื่อนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยและมีความเหมาะสมมาใชเปนกลไกในการบริหารจัดการ
คดีเพื่อใหการเขาถึงกระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้น งายขึ้นและเสียคาใชจายนอยลงเพราะ“ศาลยุติธรรมยุคใหม
เขาถึงงาย เขาใจประชาชน”
ในการนี้ ศาลยุติธรรมไดเล็งเห็นถึงความสำคัญและประโยชนของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีตอประชาชน จึงเห็น
สมควรจัดทำโครงการวิจัย เรื่อง “การสำรวจการเขาถึงการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ : สำหรับผูมาติดตอราชการศาลและ
ประชาชนทั่วไป” ซึ่งสอดคลองกับแผนยุทธศาสตรศาลยุติธรรม พ.ศ. 2561 – 2564 ยุทธศาสตร I: Innovation พัฒนา
นวัตกรรมการอำนวยความยุติธรรมของศาลยุติธรรม และสอดคลองกับนโยบายประธานศาลฎีกา ขอที่ 1 ในดานเสมอภาค
โดยใหประชาชนตองไดรับความเปนธรรมอยางเสมอภาค 1.2 กระจายการเขาถึงกระบวนการยุติธรรมสูประชาชนใน
พื้นที่หางไกล และ 1.3 ลดขั้นตอน ลดภาระคาใชจาย ลดระยะเวลาในการดำเนินคดี และปฏิบัติตอผูเกี่ยวของในการ
ดำเนินคดีอยางเหมาะสมและเทาเทียมของสังคมโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงสูยุคดิจิทัลภายในเวลาที่รวดเร็ว ประกอบกับ
มีปริมาณคดีที่ขึ้นสูศาลยุติธรรมจำนวนมาก สงผลใหมีประชาชนเขามาติดตอราชการในศาลยุติธรรมเพิ่มมากขึ้น ศาลยุติธรรม
จึงตองเรงพัฒนาการใหบริการประชาชน ทั้งในดานการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการบริหารจัดการคดีและการบริการ
ประชาชน และการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะพนักงานตอนรับประจำศาลซึ่งถือเปนดานหนาในการสรางความเขาใจที่
ถูกตองและความประทับใจในการรับบริการและติดตอราชการศาลยุติธรรม ดังนั้น เพื่อใหพนักงานตอนรับประจำศาล
มีแนวทางในการปฏิบัติหนาที่ตอนรับและอำนวยความสะดวก ตลอดจนแนะนำและใหคำปรึกษาในการติดตอราชการ
ศาลยุติธรรมไดสอดคลองตรงตามความตองการและความคาดหวังของผูรับบริการและทันตอสถานการณไดดียิ่งขึ้น
รวมถึงเพื่อเปนการพัฒนามาตรฐาน
วัตถุประสงค
สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ไดดำเนินการสำรวจเพื่อทราบถึงความพรอมของคูความในการเขาถึงทาง
เทคโนโลยี พรอมถึงทราบขอแนะนำหรือขอเสนอแนะเพิ่มเติมจากประชาชนเกี่ยวกับการเขาถึงทางเทคโนโลยี เพื่อนำไป
สูการสะทอนมุมมอง และแนวทางการพัฒนากระบวนการยุติธรรมที่สามารถอำนวยความยุติธรรมใหแกประชาชนได
อยางทั่วถึง เปนธรรม รวดเร็ว และเสียคาใชจายไมแพงเกินควร เพื่อใหสมกับคำกลาวที่วา “ศาลเปนที่พึ่งสุดทาย
ของประชาชน”
ขอบเขตการศึกษา
ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี ปญหา อุปสรรค และปจจัยที่สงผลตอความพรอมในการเขาถึงทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
ของประชาชน เพื่อเสนอแนะแนวทางและรูปแบบเกี่ยวกับการพัฒนาวิธีการพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกสของศาลยุติธรรม
ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ
ขอมูลที่ไดจากการสำรวจนี้ จะไดนำเสนอแกคณะกรรมการหรือคณะทำงานที่เกี่ยวของใชเปนแนวทางใน
การตอยอดและพัฒนากระบวนการยุติธรรมที่สามารถอำนวยความยุติธรรมใหแกประชาชนไดอยางทั่วถึง เปนธรรม
รวดเร็ว และเสียคาใชจายไมแพงเกินควร โดยมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเหมาะสมเขามาใชกับการพิจารณา
พิพากษาคดีและการมีสวนรวมของประชาชน โดยคำนึงถึงชองทางอื่นที่สะดวกและประหยัดสำหรับประชาชนที่ยัง
ไมสามารถเขาถึงเทคโนโลยีได อีกทั้งยังนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนในการใหบริการประชาชน ลดขั้นตอนและเพิ่ม
ประสิทธิภาพในการใหบริการ การเสริมสรางความรูและประชาสัมพันธเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพประชาชน และรับฟงปญหา
ขอขัดของและความคิดเห็นของประชาชนตลอดจนผูมีสวนเกี่ยวของในกระบวนการยุติธรรม
แนวคิด ทฤษฎี และวรรณกรรมที่เกี่ยวของ
1. แนวคิดเกี่ยวกับอุปกรณอิเล็กทรอนิกส
2. แนวคิดเกี่ยวกับทักษะการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ
3. แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมปจเจกบุคคลที่มีตอเทคโนโลยีสารสนเทศ
ระเบียบวิธีการสำรวจ
1. วิธีการศึกษา ใชวิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ประกอบบการวิจัยเชิงปริมาณ
(Quantitative Research)
2. ประชากร ประกอบดวย ประชาชนทั่วไปที่เขามาติดตอราชการที่ศาลยุติธรรมทั่วประเทศ
3. กลุมตัวอยาง คือ ประชาชน/คูความที่มาติดตอราชการศาลยุติธรรมทั่วประเทศ ระหวางวันที่ 1-30 ธันวาคม
2563 จำนวนรวมทั้งสิ้นไมนอยกวา 500 ราย
4. เครื่องมือในการเก็บรวบรวมขอมูล ใชแบบสอบถามแบบปลายปดและปลายเปด
5. การวิเคราะหขอมูล ดวยเครื่องคอมพิวเตอรโดยใชโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ใชสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive
Statistics) ไดแก คารอยละ (Percentage)
วิธีการเก็บรวบรวมขอมูล
1 ศึกษา คนควาทฤษฎีและแนวคิด
2 ออกแบบสำรวจขอมูล
3 เก็บรวบรวมขอมูล
4 การประมวลผลขอมูล
5 การวิเคราะหและจัดทำรายงาน
สรุปผลและขอเสนอแนะ
ปญหาที่พบ
1. ปญหาดานความรู ความเขาใจ เกี่ยวกับการใชอุปกรณอิเล็กทรอนิกสและอินเทอรเน็ต
- สงผลใหประชาชนไมสามารถใชอุปกรณอิเล็กทรอนิกสและอินเทอรเน็ตไดอยางถูกตอง ไมสามารถเขาถึง
เทคโนโลยีสารสนเทศได
2. ปญหาอุปกรณอิเล็กทรอนิกสและคาบริการอินเทอรเน็ตมีราคาสูง
- สงผลใหประชาชนไมมีอุปกรณอิเล็กทรอนิกสและอินเทอรเน็ตใช ไมสามารถเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศได
3. ปญหาสุขภาพ
- กลุมที่มีปญหาสุขภาพ สวนใหญคือกลุมที่มีอายุ 50 ปขึ้นไป ซึ่งมักจะมีปญหาทางดานสายตา ทำใหความ
สามารถในการใชอุปกรณอิเล็กทรอนิกสและอินเทอรเน็ตลดลง
ขอเสนอแนะและแนวทางในการแกไขปญหา
เพื่อใหการเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น เห็นควรปรับปรุงและพัฒนาปจจัยดานบุคลากร
ของศาลและระบบโครงสรางพื้นฐานทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศกอน จึงจะสงผลใหประชาชนสามารถเขาถึงเทคโนโลยี
สารสนเทศไดมากขึ้น ดังนี้
1. การพัฒนาความรูและทักษะของบุคลากรศาล
เพื่อใหบุคลากรศาลยุติธรรมมีทักษะดานดิจิทัลที่เหมาะสมกับลักษณะงานและมีความรูความชำนาญในการใช
เทคโนโลยีดิจิทัล รองรับการปรับเปลี่ยนสูการเปนศาลยุติธรรมดิจิทัลไดอยางสมบูรณ และเพื่อใหสอดคลองกับแผนพัฒนา
ทักษะดานดิจิทัลของบุคลากรศาลยุติธรรม พ.ศ. 2563 – 2564 จึงเห็นควร
- ใหมีการจัดอบรมใหความรูแกบุคลากรศาลใหมีทักษะดานเทคโนโลยีสารสนเทศใหมีความพรอมในการนำไป
ใชไดจริง โดยมีการปรับหลักสูตรการศึกษาอบรมของขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรมใหมีชั่วโมงการพัฒนาทักษะ
ดานเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะสงผลใหบุคลากรมีการพัฒนาและมีการเรียนรูการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ
ใหทันสมัยตลอดเวลา
- สงเสริมใหบุคลากรศาลมีการศึกษาการใชเทคโนโลยีสารสนเทศดวยตนเองจากแหลงที่นาเชื่อถือ โดยแนะแนว
ทางในการศึกษาพรอมบอกแหลงขอมูลที่ถูกตองเชื่อถือได เพื่อใหมีการเรียนรูที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ไมตองรอการจัดอบรม
จากสวนกลางเพียงแหลงเดียว
- สรรหาบุคลากรศาลที่มีความรูความเชี่ยวชาญในการใชเทคโนโลยีสารสนเทศใหมากขึ้น
- สงเสริมสนับสนุนใหบุคลากรศาลไดมีจิตสำนึกและสรางความตระหนักรวมในการเปนสวนหนึ่งขององคกร
ในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชในการบริหารจัดการ การจัดอบรม การบริการ ตลอดถึงการผลิตสื่อตางๆ เพื่อให
บุคลากรศาลและประชาชน มีความรู ความสามารถ และทักษะในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใชเพื่อ
ใหบริการและใหความรูแกประชาชน
- จัดทำคูมือหรือแนวทางการนำเทคโนโลยีสารสนเทศไปใชเพื่อพัฒนาทักษะของบุคลากรใหทันสมัย ทันตอ
เหตุการณ สามารถใชไดทุกที่ ทุกเวลา สามารถแกปญหาที่เกิดขึ้นกับกระบวนการนำเทคโนโลยีสารสนเทศไดอยางทันทวงท ี
และควรมีการประเมิน ติดตามผล อยางตอเนื่องสม่ำเสมอ
- สนับสนุนใหบุคลากรศาลที่มีอยูแลวสามารถถายทอดความรูใหกับบุคลากรทานอื่นๆดวยกันเอง แลกเปลี่ยน
เรียนรูซึ่งกันและกันใหมีความรูเบื้องตนในการปฏิบัติการดูแลรักษา ซอมแซม ครุภัณฑคอมพิวเตอรและระบบเครือขาย
2. การพัฒนาระบบโครงสรางพื้นฐานทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศ
ดวยสำนักงานศาลยุติธรรมไดกำหนดนโยบายและเปาหมายในการขับเคลื่อนองคกรจาก Digital Court ไปสู
Smart Court และไดจัดทำแผนพัฒนาดิจิทัลศาลยุติธรรม พ.ศ. 2562 – 2564 ในการบูรณาการเชื่อมโยงขอมูลดวย
ระบบดิจิทัลระหวางหนวยงานภายในและหนวยงานในกระบวนการยุติธรรมและหนวยงานอื่นที่เกี่ยวของจึงเห็นควร
- ใหมีการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอรที่เกี่ยวกับการจัดเก็บขอมูลและเชื่อมโยงขอมูล ทั้งในดานมาตรฐาน
ความปลอดภัย ความเสถียร สะดวก รวดเร็ว และงายตอการนำไปใชในการสรางระบบฐานขอมูลในการสแกนคิวอารโคด
- ควรใหมีการจัดทำและพัฒนาแอปพลิเคชันของศาล เพื่อเพิ่มชองทางในการติดตอสื่อสารและการเขาถึงของ
ประชาชน
- สงเสริมใหมีการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเครือขายใหมีความเสถียรมั่นคงและเร็วขึ้น
- สงเสริมสนับสนุนใหศาลมีความพรอมทั้งดานวัสดุครุภัณฑคอมพิวเตอร(Hardware) โปรแกรมและสื่อที่ใชใน
การจัดการเรียนการสอน (Software) หองปฏิบัติการตางๆใหสามารถใชในการ บริหารจัดการ การอบรม การใหความรู
การประชุมอบรมเชิงปฏิบัติการตาง ๆ เพื่อเพิ่มพูน ความรู และทักษะ ใหทันสมัยอยูเสมอ
- เชื่อมโยงขอมูลสำคัญกับหนวยงานอื่นแบบอัตโนมัติ รวมทั้งเชื่อมโยงกระบวนการทำงานระหวางหนวยงานทั้ง
ภายในและภายนอก
3. เตรียมความพรอมใหประชาชน
- จัดใหมีฟรีอินเทอรเน็ตไรสายบริเวณศาลใหเพียงพอและทั่วถึงเพื่อใหประชาชนสามารถใชงานได
- นำคิวอารโคดมาใชในเอกสารทายฟองเพื่อลดการใชกระดาษและเพิ่มความรวดเร็วในการเขาถึงขอมูลของ
ประชาชน
- จัดอบรมใหความรูแกประชาชนในดานการใชอุปกรณและการใชอินเทอรเน็ตใหมีทักษะและความพรอมในการ
เขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ
- ประชาสัมพันธใหความรูและสรางความเชื่อมั่นใหแกประชาชนในเรื่องความเสถียรและความปลอดภัยของระบบ
- แนะแนวใหความรูประชาชนเรื่องวิธีการถนอมสายตาขณะที่ใชงานอุปกรณอิเล็กทรอนิกส เชน ไมควรใช
คอมพิวเตอรหรือสมารทโฟนเกิน 25 - 30 นาที และตองพักสายตาอยางนอย 1 - 5 นาที
พัฒนาบุคลากรศาล พัฒนาระบบโครงสรางพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ
- จัดอบรมบุคลากรใหมีความรู ทักษะ ดาน IT - ในการเก็บขอมูลและเชื่อมโยงขอมูลใหมีความเสถียร
- สนับสนุนใหบุคลากรศาลไดมีจิตสำนึกในการนำ ปลอดภัย เขาใจงาย
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช - จัดทำและพัฒนาแอพพลิเคชั่นของศาลใหประชาชน
- สนับสนุนใหบุคลากรศาลมีการเรียนรูไดดวย สามารถใชบริการและเขาถึงไดงาย สะดวก ปลอดภัย
ตนเอง - เพิ่มประสิทธิภาพของระบบเครือขายใหมีความเสถียร
มั่นคงและเร็วขึ้น
ภาคประชาชน
- จัดใหมี Free WIFI ใหบริการแกประชาชนที่ติดตอราชการศาล
- จัดอบรมใหความรูแกประชาชน
- ประชาสัมพันธใหความรูและสรางความเชื่อมั่นใหแกประชาชนในเรื่องความเสถียรและความปลอดภัย
ของระบบ
การเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศของผูมาติดตอราชการศาลและประชาชนทั่วไปมีประสิทธิภาพมากขึ้น
Brief Study