The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by siripongkongtong, 2021-11-28 22:24:59

หน้าปกรายงานประจำปี 64

(5) ในกรณีที่ศาลหรือหนวยงานภายในศาลยุติธรรมจัดการอบรมเอง ผูเขารับการอบรมไมควรจะตอง


จัดทําหลักฐานการอบรม ควรเปนหนาท่ของศาลหรือหนวยงานที่จัดการอบรมเปนผูจัดทําหลักฐานและสงขอมูลใหสถาบัน
พัฒนาขาราชการฝายตุลาการทางระบบอิเล็กทรอนิกส

(6) ควรมีการพิจารณาความเหมาะสมของเนื้อหาและรูปแบบการทําแผนพัฒนารายบุคคลทุก 3 ป

5. ประเด็นอื่น ๆ

(1) หลักเกณฑปจจุบันของแผนพัฒนารายบุคคลจํานวนไมนอยกวา 60 ชั่วโมง ยังมีความเหมาะสมอยู

(2) หากมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจําเปนอ่นทําใหบุคลากรศาลยุติธรรมไมสามารถพัฒนาศักยภาพ
เปนจํานวนเปนนอยกวา 60 ช่วโมง ในปงบประมาณใด ใหบุคลากรดังกลาวยังมีสิทธิไดรับคาตอบแทนพิเศษอยู


หากสถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรมพิจารณาแลวเห็นวาเหตุท่บุคลากรอางเปนเหตุสุดวิสัยหรือเหต ุ


จําเปนอน
(3) กรณีบุคลากรเลือกวิธีการพัฒนาดวยวิธีการดูงานนอกสถานที่และการเขารวมประชุม/สัมมนากับ
หนวยงานภายนอก สํานักงานศาลยุติธรรมควรจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรดวยวิธีการนี้ดวย
(4) อัตราเงินคาตอบแทนพิเศษตามประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม เรื่อง หลักเกณฑและวิธี

การในการใหไดรับเงินคาตอบแทนพิเศษของขาราชการศาลยุติธรรม ควรมีการพิจารณาปรับทุก 2 ป เพื่อสะทอนสภาวะ
เศรษฐกิจและสังคมที่เปนปจจุบัน



โครงการสัมมนา


เรื่อง “วิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกสกับประเด็นการเขาถึงเทคโนโลยี


ของคูความ” (เนื่องในโอกาสวันสถาปนาศาลยุติธรรม)


หลักการและเหตุผล

ตามที่ไดมีขอกำหนดของประธานศาลฎีกา วาดวยวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส พ.ศ. 2563 ซึ่งมีสาระสำคัญ
กำหนดหลักการเพื่อรองรับใหศาลสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส การจัดทำเอกสาร

ในสำนวนความในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส การนั่งพิจารณาและบันทึกคำเบิกความพยานโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส
การรับฟงพยานหลักฐานที่เปนขอมูลอิเล็กทรอนิกส การประชุมในศาลชั้นอุทธรณและศาลฎีกาโดยวิธีการประชุมผาน
สื่ออิเล็กทรอนิกส โดยมีหลักการสำคัญอีกประการหนึ่งวา จะตองคำนึงถึงความสะดวกและประหยัดสำหรับคูความที่ยัง

ไมสามารถเขาถึงเทคโนโลยีดวย เพื่อมิใหการใชวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสสรางความยุงยากหรือสิ้นเปลืองคาใชจาย
แกคูความที่ยังไมสามารถเขาถึงเทคโนโลยี

ดังนั้น ประเด็นการเขาถึงเทคโนโลยีจึงเปนปจจัยที่สำคัญตอการดำเนินการตามวิธีพิจารณาคดีดวยวิธีการ
ทางอิเล็กทรอนิกส สำนักงานศาลยุติธรรมโดยสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์จึงเห็นสมควรจัดโครงการสัมมนา
เรื่อง “วิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกสกับประเด็นการเขาถึงเทคโนโลยีของคูความ” (เนื่องในโอกาสวันสถาปนา

ศาลยุติธรรม) ผานระบบถายทอดสัญญาณภาพและเสียง (Streaming และ Facebook Live เพจสื่อศาล) ใหแก
ขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรม ลูกจางและพนักงานราชการศาลยุติธรรม และผูที่สนใจ เพื่อใหความรู ความเขาใจ

เกี่ยวกับประเด็นการเขาถึงเทคโนโลยีการดำเนินการตามวิธีพิจารณาคดีดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส

วัตถุประสงค

เพื่อใหความรู ความเขาใจเกี่ยวกับประเด็นการเขาถึงเทคโนโลยีการดำเนินการตามวิธีพิจารณาคดีดวยวิธีการ
ทางอิเล็กทรอนิกสของศาลแกขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรม ลูกจางและพนักงานราชการศาลยุติธรรม และผูที่สนใจ


วิทยากร
1) นายวรวงศ อัจฉราวงศชัย ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา
2) นางสาวรวิวรรณ วงศคช นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการ

3) นางสาวสุลาวัลย โจวเจริญ นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ


วันและสถานที่
วันอังคารที่ 20 เมษายน 2564 ณ ศูนยวิทยบริการศาลยุติธรรมเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 6 อาคารศาลอาญา ถนน

รัชดาภิเษก แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เวลา 09.00 นาิกา ถึง 11.00 นาิกา

รูปแบบการดำเนินงาน

การอภิปรายและเผยแพรความรูโดยวิทยากรผูทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ โดยการถายทอดสัญญาณภาพ
และเสียง (Streaming และ Facebook Live เพจสื่อศาล)


ผูเขารวมสัมมนา
ขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรม ลูกจางและพนักงานราชการศาลยุติธรรม ผูที่สนใจ วิทยากร และเจาหนาท ี่

ผูจัดสัมมนา

ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ

บุคลากรในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม และผูที่สนใจ ไดทราบถึงการดำเนินการตามวิธีพิจารณาคดีดวยวิธีการ
ทางอิเล็กทรอนิกสของศาลในประเด็นการเขาถึงเทคโนโลยีสามารถนำความรูที่ไดรับมาใชในการปฏิบัติงาน รวมทั้งเปน

การเสริมสรางใหประชาชนเขาถึงการอำนวยความยุติธรรมไดโดยงาย เสมอภาคเปนธรรม และเสียคาใชจายไมแพงเกินควร

งบประมาณ

งบประมาณโครงการศาลยุติธรรมเทิดทูนและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย กิจกรรมดานวิชาการ (สัมมนา
ทางวิชาการ/ประชุมเชิงปฏิบัติการ)


ผูรับผิดชอบโครงการ
สวนสนับสนุนการพัฒนาระบบและมาตรฐานงานศาลสูง

สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ สำนักงานศาลยุติธรรม
โทรศัพท ๐ 2500 1079 โทรสาร ๐ 2500 1080


ที่ปรึกษาโครงการ
1) นางอุษา จิวะชาติ รองเลขาธิการสถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการ

ศาลยุติธรรมชวยทำงานชั่วคราวในตำแหนงผูพิพากษา
หัวหนาศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา
2) นายศุภกิจ แยมประชา รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

3) นายวรวงศ อัจฉราวงศชัย ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา
4) นางพัชรพร โรจนสโรช ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา

5) นางสาวณัฏฐสุมณ ทิตาสิริจิรภาส ผูอำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์

เจาหนาที่ผูรับผิดชอบ

1) นางสาวสุเบญจวรรณ ทวีจิตติโภคิน นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ
2) นางสาวรวิวรรณ วงศคช นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการ
3) นางสาวสุลาวัลย โจวเจริญ นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ

4) นายณัฐพงษ สุภาพงษ นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ

สรุปผลการสัมมนา

การสัมมนา เรื่อง “วิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกสกับประเด็นการเขาถึงเทคโนโลยีของคูความ” มีวัตถุประสงค 
เพื่อใหขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรม ลูกจางและพนักงานราชการศาลยุติธรรม ผูที่สนใจมีความรู ความเขาใจ

เกี่ยวกับประเด็นการเขาถึงเทคโนโลยีของคูความ ความสำคัญของการเขาถึงเทคโนโลยีของคูความจำเปนอยางไร
ตอการดำเนินการตามวิธีพิจารณาคดีดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส รวมถึงการทดสอบรางแบบประเมินการเขาถึงทาง
เทคโนโลยีเพื่อนำมาใชเปนเครื่องมือชวยศาลประกอบดุลพินิจในการสั่งใหใชวิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส โดยมี

นายวรวงศ อัจฉราวงศชัย ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา นางสาวรวิวรรณ วงศคช นักวิเคราะห
นโยบายและแผนชำนาญการ สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ และนางสาวสุลาวัลย โจวเจริญ นักวิเคราะหนโยบาย

และแผนปฏิบัติการ สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ เปนวิทยากร ซึ่งสรุปผลการสัมมนาไดดังนี้
วิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกสเปนการชวยเพิ่มประสิทธิภาพในการเขาถึงกระบวนการยุติธรรม กระจาย
การเขาถึงกระบวนการยุติธรรมสูประชาชนโดยไมถูกจำกัดดวยการเดินทาง ลดภาระคาใชจาย ลดขั้นตอน ลดระยะเวลา

ในการดำเนินคดี รวมถึงในสถานการณการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จะเปนการชวยลดการติดเชื้อดังกลาว
อยางไรก็ตามการใชวิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกสจะไมสามารถดำเนินการไดเต็มประสิทธิภาพหากคูความไมสามารถ

เขาถึงเทคโนโลยีได ประเด็นการเขาถึงเทคโนโลยีของคูความจึงเปนปจจัยสำคัญของการใชวิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส
นิยามการพิจารณา
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 1 กลาวถึงการพิจารณา ดังนี้

(7) “กระบวนพิจารณา” หมายความวา การกระทำใดๆ ตามที่บัญญัติไวในประมวลกฎหมายนี้อันเกี่ยวดวยคด ี
ซึ่งไดกระทำไปโดยคูความในคดีนั้นหรือโดยศาล หรือตามคำสั่งของศาลไมวาการนั้นจะเปนโดยคูความฝายใดทำตอศาล

หรือตอคูความอีกฝายหนึ่ง หรือศาลทำตอคูความฝายใดฝายหนึ่งหรือทุกฝาย และรวมถึงการสงคำคูความและเอกสาร
อื่นๆ ตามที่บัญญัติไวในประมวลกฎหมายนี้
(8) “การพิจารณา” หมายความวา กระบวนพิจารณาทั้งหมดในศาลใดศาลหนึ่งกอนศาลนั้นชี้ขาดตัดสินหรือ

จำหนายคดีโดยคำพิพากษาหรือคำสั่ง
(9) “การนั่งพิจารณา” หมายความวา การที่ศาลออกนั่งเกี่ยวกับการพิจารณาคดี เชน ชี้สองสถาน สืบพยาน

ทำการไตสวน ฟงคำขอตาง ๆ และฟงคำแถลงการณดวยวาจา
ดังนั้น การพิจารณา จึงรวมกระบวนพิจารณาทั้งหมด ตั้งแตมีคดีเกิดขึ้นและยื่นฟองตอศาล การกระทำทุกอยาง
หลังจากนั้นไมวาจะเปนคูความกระทำตอคูความอีกฝายหนึ่ง หรือคูความกระทำตอศาลหรือศาลกระทำตอคูความ รวมถึง

การยื่น สง และรับ คำฟอง คำคูความ คำใหการและเอกสารตางๆ ยังรวมถึงการนั่งพิจารณาคดี เชน ชี้สองสถาน
สืบพยาน ทำการไตสวน ฟงคำขอตาง ๆ และฟงคำแถลงการณดวยวาจาซึ่งถาการพิจารณากระทำโดยวิธีการทาง

อิเล็กทรอนิกสก็จะหมายถึง วิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส
วิธีการทางอิเล็กทรอนิกสคืออะไร
ขอกำหนดของประธานศาลฎีกาวาดวยวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส พ.ศ. 2563 ไดใหนิยามคำวา

อิเล็กทรอนิกส หมายความวา การประยุกตใชวิธีการทางอิเล็กตรอน ไฟฟา คลื่นแมเหล็กไฟฟา หรือวิธีอื่นใดในลักษณะ
คลายกัน และใหหมายความรวมถึงการประยุกตใชวิธีการทางแสง วิธีการทางแมเหล็ก หรืออุปกรณที่เกี่ยวของ

กับการประยุกตใชวิธีตางๆ เชนวานั้น
ตัวอยางเชน โทรศัพท แฟกซ อีเมล อินเทอรเน็ต ก็ถือวาเปนอิเล็กทรอนิกสดวย เพราะคำวา “วิธีการทาง
อิเล็กตรอนนั้น” จะหมายรวมถึงการสงขอมูลไปตามสายโทรศัพท สายแลน สายไฟเบอร หรือแมแตการสงขอมูลผาน

ดาวเทียมก็เปนการประยุกตใชวิธีทางอิเล็กตรอนทั้งหมด

วิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส

คือ การพิจารณาคดีโดยใชวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสมาสนับสนุน หมายถึง กระบวนการทุกอยางที่ศาลดำเนินการ
หรือที่คูความดำเนินการตอศาล หรือคูความดำเนินการตอคูความดวยกันเอง โดยใชวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส เชน โทรศัพท

อีเมล แฟกซ อินเตอรเน็ต มาสนับสนุนในการดำเนินการ ถือเปนการพิจารณาคดีโดยใชวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสทั้งสิ้น
ดังภาพที่ 1










วิธีการทาง วิธีพิจารณาคด ี
การพิจารณา อิเล็กทรอนิกส อิเล็กทรอนิกส











ภาพที่ 1 วิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส




ขอกำหนดของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส ไดแก
1. ขอกำหนดของประธานศาลฎีกาวาดวยการยื่น สง และรับคำคูความและเอกสารทางระบบรับสงอิเล็กทรอนิกส
พ.ศ. 2560 (ออกตามความใน ป.วิ.พ. มาตรา 68) ซึ่งสาระสำคัญของขอกำหนดนี้ครอบคลุมถึงการยื่น สง รับคำคูความ

ผานระบบรับสงอิเล็กทรอนิกสของศาลยุติธรรมได (e-filing)
2. ขอกำหนดของประธานศาลฎีกาวาดวยการจัดทำสารบบความ สารบบคำพิพากษา และการรวบรวมเก็บรักษา

เอกสารในสำนวนความในรูปแบบขอมูลอิเล็กทรอนิกส พ.ศ.2562 (ออกตามความใน ป.วิ.พ. มาตรา 51 วรรคสอง)
ซึ่งสาระสำคัญของขอกำหนดนี้ คือ การที่ศาลจะแปลงเอกสารที่คูความยื่นในรูปแบบของกระดาษ สำนวนกระดาษ
ใหเปนเอกสารในรูปแบบของขอมูลอิเล็กทรอนิกส

3. ขอกำหนดของประธานศาลฎีกาวาดวยวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส พ.ศ. 2563 (ออกตามความใน
ป.วิ.พ. มาตรา 34/1) ซึ่งสาระสำคัญของขอกำหนดนี้ คือ การกำหนดหลักการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพิจารณา

พิพากษาคดี เชน
- การจัดทำเอกสารสำนวนความในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส
- การดำเนินกระบวนการพิจารณาของศาลโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสได เชน การนั่งพิจารณาคดี

การไตสวน การสืบพยานอิเล็กทรอนิกส การบันทึกรายงานกระบวนพิจารณาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส ไปจนกระทั่งศาล
มีคำสั่งหรือคำพิพากษาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกสได


ประเด็นการเขาถึงทางเทคโนโลยีของคูความ
ประเด็นการเขาถึงทางดานเทคโนโลยีของคูความ เปนขอจำกัดตอการใชวิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกสอยางเต็ม

รูปแบบ โดยคูความแตละบุคคลจะมีความสามารถในการเขาถึงทางเทคโนโลยีที่แตกตางกัน ซึ่งเปนกระบวนการที่ศาล
จะตองประเมินวาคูความมีความพรอมที่จะใชระบบของศาลหรือไม ถาหากคูความไมพรอม ศาลก็อาจจะไมสามารถ
สั่งใหใชวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสกับคูความที่ไมพรอมทางเทคโนโลยี

Hardware

(อุปกรณ)






การเขาถึงเทคโนโลย ี






Software
(ทักษะ)





ภาพที่ 2 วิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส

ความพรอมในการเขาถึงเทคโนโลยี จะตองประกอบดวยปจจัย 2 สวน ดังภาพที่ 2 ดังนี้
1. Hardware (อุปกรณ) คูความตองมีอุปกรณที่สามารถเขาถึงเทคโนโลยีได เชน คอมพิวเตอร ปริ้นเตอร
สแกนเนอร สมารทโฟน อินเทอรเน็ต

2. Software (ทักษะ) หมายถึง ทักษะความสามารถในการใชงานอุปกรณอิเล็กทรอนิกส ทักษะเปนปจจัยสำคัญ
ตอการเขาถึงทางดานเทคโนโลยี เชน มีอุปกรณคอมพิวเตอรแตไมสามารถใชงานได มีอุปกรณสมารทโฟนแตสามารถ


ใชงานไดเพียงทักษะพื้นฐานใชแอปพลิเคชันไลนพูดคุยไดอยางเดียว แตไมสามารถสแกนคิวอารโคดได จะไมมีความพรอม
ในการเขาถึงเทคโนโลยีทำใหไมพรอมที่ใชบริการทางการศาลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส
สาระสำคัญของขอกำหนดของประธานศาลฎีกาวาดวยวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส พ.ศ. 2563

ในขอกำหนดของประธานศาลฎีกาวาดวยวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส พ.ศ. 2563 ขอ 4 กลาววา “เพื่อใหการ
ดำเนินกระบวนพิจารณาเปนไปโดยสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม เมื่อศาลเห็นสมควรหรือคูความรองขอ ศาลอาจกำหนด

ใหดำเนินกระบวนพิจารณาดวยวิธีการตามขอกำหนดนี้ โดยคำนึงถึงความสะดวกและประหยัดสำหรับคูความที่ยังไม
สามารถเขาถึงเทคโนโลยีดวย ทั้งนี้ ประเภทคดี หลักเกณฑและวิธีการใหเปนไปตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมประกาศ
กำหนด” ดังนั้น การที่ศาลจะพิจารณาสั่งวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส ศาลจะตองคำนึงถึงความสะดวก

และประหยัดสำหรับคูความที่ยังไมสามารถเขาถึงเทคโนโลยีดวย ศาลจะตองคำนึงถึงวาคูความสามารถเขาถึงเทคโนโลยี
ไดหรือไม โดยศาลไมอาจบังคับใหคูความตองดำเนินคดีโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสแมกระทั่งวากฎหมายใหอำนาจศาล

ในการพิจารณาสั่งไดเนื่องจากสิ่งสำคัญที่ศาลคำนึงถึงเปนที่สุดในกระบวนการพิจารณาคดี คือ สิทธิในการตอสูคดีของ
คูความทั้ง 2 ฝาย ที่มีอยางเทาเทียมกัน หากคูความฝายหนึ่งสามารถเขาถึงเทคโนโลยีแตคูความอีกฝายไมสามารถเขาถึง
เทคโนโลยีไดจะทำใหสิทธิในการตอสูคดีไมเทากัน ศาลไมสามารถที่จะคำนึงถึงคนสวนใหญที่สามารถเขาถึงเทคโนโลยี

ไดโดยที่ไมสนใจคนสวนนอย ศาลไมอาจทิ้งใครไวขางหลังได (Leave No One Behind) ดังนั้น ประเด็นการเขาถึง
เทคโนโลยีของคูความจึงเปนประเด็นสำคัญที่ศาลตองพิจารณากอนใชดุลพินิจในการสั่งใหใชวิธีพิจารณาคดีทาง

อิเล็กทรอนิกส แตศาลจะทราบไดอยางไรวาคูความคนไหนสามารถเขาถึงเทคโนโลยีไดเพียงพอที่จะใชวิธีพิจารณาคดี
อิเล็กทรอนิกส สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์จึงไดทำการวิจัยและพัฒนาแบบประเมินการเขาถึงเทคโนโลยี
เพื่อนำมาใชเปนเครื่องมือชวยศาลประกอบดุลยพินิจในการสั่งใชวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส

การศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวกับการเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ
สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ ไดทำการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวกับการเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ มีผล

การศึกษา ดังนี้

1. จากการศึกษาขอมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศนและกิจการ

โทรคมนาคมแหงชาติ (กสทช.) พบวา จำนวนผูใชอินเทอรเน็ตในประเทศไทย เปรียบเทียบระหวาง ป พ.ศ. 2556 –
พ.ศ. 2562 มีแนวโนมเพิ่มขึ้นทุกป โดยจำนวนผูใชอินเทอรเน็ตในไทย ป 2562 สูงถึง 50.1 ลานคน ซึ่งคิดเปน 75.3%

ของประชากรในประเทศไทย ป 2562 (ที่มีจำนวนประชากร 66.5 ลานคน)
2. จากการศึกษาขอมูลจาก สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส (ETDA) พบวา จำนวนชั่วโมงการใช
อินเทอรเน็ตโดยเฉลี่ยตอวัน เปรียบเทียบระหวาง ป พ.ศ. 2556 - พ.ศ. 2563 มีความผันผวนในชวง ป พ.ศ. 2556 -

พ.ศ. 2559 แตในชวง 4 ปหลัง (พ.ศ. 2560 - พ.ศ. 2563) จำนวนชั่วโมงการใชอินเทอรเน็ตโดยเฉลี่ยตอวัน มีแนวโนม
สูงขึ้นอยางเห็นไดชัด โดย ในป พ.ศ. 2563 คนไทยใชอินเทอรเน็ตเฉลี่ยวันละ 11 ชั่วโมง 25 นาที

3. จากการศึกษาขอมูลจาก รายงาน Digital 2021 Global ซึ่งไดรวมสถิติการใชงานดานดิจิทัลและพฤติกรรม
การใชอินเทอรเน็ตจาก 248 ประเทศ ทั่วโลก ซึ่งเผยแพรโดย We Are Social และ Hootsuite พบประเด็นที่นาสนใจ
ดังนี้

3.1 การใชอุปกรณมือถือ
คนไทยมีผูใชอุปกรณมือถือ 129.7% ของจำนวนประชากรไทยทั้งหมด ซึ่งแสดงใหเห็นวาคนไทยมีผูใช

อุปกรณมือถือมากกวา 1 เครื่อง
3.2 การใชอินเทอรเน็ต
ถาเปรียบเทียบขอมูล ป 2020 กับ 2021 พบวาคนไทยมีการใชอินเทอรเน็ตมากขึ้น 7.4 % (3.4 ลานคน)

โดยใช Social Media เพิ่มขึ้น 5.8 % ( 3 ลานคน )
3.3 การเขาถึงอินเทอรเน็ต

คนไทยเขาถึงอินเทอรเน็ต 69.5% ของประชากร ( 49 ลานคน) ซึ่งเปนอันดับที่ 37 ของโลก โดยคาเฉลี่ย
ทั่วโลกอยูที่ 59.5% และประเทศที่เขาถึงอินเทอรเน็ตสูงสุด คือประเทศ UAE 99%
3.4 จำนวนชั่วโมงการใชอินเทอรเน็ตโดยเฉลี่ยตอวัน

คนไทยใชอินเทอรเน็ตเฉลี่ยตอวัน 8 ชั่วโมง 44 นาที ซึ่งเปนอันดับ 9 ของโลก โดยคาเฉลี่ยทั่วโลก
อยูที่ 6 ชั่วโมง 54 นาที และประเทศที่ใชอินเทอรเน็ตเฉลี่ยตอวันมากที่สุด คือ ประเทศฟลิปปนส (วันละ 10 ชั่วโมง 56 นาที)

3.5 การใชอินเทอรเน็ตผานโทรศัพทมือถือตอวัน คนไทยใชอินเทอรเน็ตผานโทรศัพทมือถือตอวัน 5 ชั่วโมง
7 นาที ซึ่งเปนอันดับ 3 ของโลก คาเฉลี่ยทั่วโลกอยูที่ 3 ชั่วโมง 39 นาที และประเทศที่ใชอินเทอรเน็ตผานโทรศัพทมือถือ
ตอวันมากที่สุด คือ ประเทศฟลิปปนส (วันละ 5 ชั่วโมง 54 นาที)

3.6 ความเร็วเฉลี่ยอินเทอรเน็ตบนมือถือของคนไทย
คนไทยใชอินเทอรเน็ตความเร็วเฉลี่ยบนมือถือ ซึ่งมีคาเฉลี่ย download speed อยูที่ 51.75 Mpbs

ซึ่งแรงเปนอันดับ 21 ของโลก คาเฉลี่ยทั่วโลกอยูที่ 42.70 Mpbs และประเทศที่ใชอินเทอรเน็ตความเร็วเฉลี่ยบนมือถือ
สูงสุด คือประเทศ UAE (สหรัฐอาหรับเอมิเรต) 117.52 Mpbs
3.7 ความเร็วเฉลี่ยอินเทอรเน็ตบานของคนไทย

คนไทยใชอินเทอรเน็ตบาน ซึ่งมีคาเฉลี่ย download speed ที่ 308.35 Mpbs ซึ่งแรงเปนอันดับ 1
ของโลก โดยคาเฉลี่ยทั่วโลกอยูที่ 96.43 Mpbs

3.8 อุปกรณที่คนไทยเขาใชอินเทอรเน็ต
คนไทยสวนใหญเขาใชอินเทอรเน็ตผาน มือถือ โนตบุค / คอมพิวเตอรตั้งโตะ และTablet ตามลำดับ
3.9 กิจกรรมที่ทำผานอินเทอรเน็ตเพื่อความบันเทิง

กิจกรรมที่ทำผานอินเทอรเน็ตเพื่อความบันเทิง ไดแก ดูทีวีออนไลน (3 ชั่วโมง 3 นาที) Social Media
(2 ชั่วโมง 48 นาที) อานหนังสือออนไลน (2 ชั่วโมง 23 นาที) การฟงเพลงในรูปแบบออนไลน (1 ชั่วโมง 3 นาที) ฟงวิทย ุ

ออนไลน (44 นาที) และเลนเกมสออนไลน (1 ชั่วโมง 38 นาที ; ติดอันดับ 1 ของโลก)

3.10 การใชบริการธุรกรรมทางการเงินออนไลน
คนไทยใชบริการธุรกรรมทางการเงินออนไลน 68.1% ของประชากรไทย ซึ่งเปนอันดับที่ 1 ของโลก โดยคาเฉลี่ย
ทั่วโลกอยูที่ 38.7%

จากผลการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวกับการเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ แสดงใหเห็นวาคนไทยสวนใหญสามารถ
เขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศได และจากบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปสูยุคดิจิทัล สำนักงานศาลยุติธรรมตองมี

การปรับระบบการทำงานไปสูการเปน Smart Court มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหมเขามาชวยในการทำงานเพื่อให
ประชาชนเขาถึงกระบวนการยุติธรรม ไดโดยงาย สะดวก ทั่วถึง เทาเทียมกัน และเสียคาใชจายนอย และไดมีการออก
ขอกำหนดของประธานศาลฎีกา วาดวยวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส พ.ศ. 2563 ที่กำหนดใหศาลสามารถดำเนิน

กระบวนพิจารณาดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสได แตยังตองคำนึงถึงคูความที่ไมสามารถเขาถึงเทคโนโลยีดวย โดยเรา
ไมอาจทิ้งประชาชน ที่ยังไมสามารถเขาถึงการใชงานอินเทอรเน็ตไดไวขางหลัง (จำนวนประมาณ 20 ลานคน) ดังนั้น

ประเด็นการเขาถึงทางเทคโนโลยีของคูความจึงเปนประเด็นสำคัญที่ศาลตองพิจารณากอนใชดุลพินิจในการสั่งใหใช
วิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส
การสำรวจเขาถึงการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ : สำหรับผูมาติดตอราชการศาลและประชาชนทั่วไป

สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ จึงไดทำสำรวจการเขาถึงการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ : สำหรับผูมาติดตอ
ราชการศาลและประชาชนทั่วไป เพื่อรวบรวมความคิดเห็นแลวนำมาวิเคราะหใชเปนขอมูลประกอบในการพัฒนาระบบ

งานของศาลยุติธรรมเกี่ยวกับวิธีการพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส โดยไดมีการสำรวจ ระหวางวันที่ 23 พฤศจิกายน
2563 – 16 ธันวาคม 2563 มีผูตอบแบบสำรวจทั้งหมด 1,360 ราย โดยแบงเปนเพศชาย เพศหญิง เทาๆ กัน (50 : 50)
ในการเก็บขอมูลครั้งนี้ ไดกำหนดใหเก็บแบบสำรวจตาม 5 ชวงอายุ ( 10 – 19 ป, 20 – 29 ป, 30 – 39 ป, 40 – 49 ป

และ 50 ปขึ้นไป ) เพื่อใหครอบคลุมความคิดเห็นทุกชวงอายุ ซึ่งสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ ไดมีหนังสือ
ขอความรวมมือจากศาลชั้นตนทั่วประเทศใหดำเนินการเก็บขอมูลจากประชาชน และไดรับความรวมมือเปนอยางดี

อยางไรก็ตามสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ไดออกภาคสนามเพื่อเก็บขอมูล ที่ศาลแพง และศาลอาญา เชนกัน
ซึ่งจากการสำรวจ มีประเด็นที่นาสนใจ ดังนี้


การใชงานอุปกรณ



การใชงานอุปกรณ 95% ไมใชอุปกรณ 5%



อุปกรณท่ใช รอยละ เหตุผลท่ไมใช รอยละ



โทรศัพทมือถือ / สมารทโฟน 92.7 ใชไมเปน 2.7


Laptop / Notebook 38.2 ไมมีอุปกรณ 2.1




คอมพิวเตอรต้งโตะ 36.2 มองวาไมมีความจำเปน 1.3

Tablet 20.4





*จากแบบสำรวจ สามารถตอบไดมากกวา 1 ขอ

ความสัมพันธการใชมือถือกับอาย ุ

พบวา ชวงอายุ 10 – 49 ป มีการใชงานอุปกรณอิเล็กทรอนิกส ใกลเคียงกัน และสูงกวา 95% ขึ้นไป สวนชวง
อายุ 50 ปขึ้นไป มีการใชงานอุปกรณอิเล็กทรอนิกสนอยกวากลุมชวงอายุอื่น ใชเพียง 15% ทั้งนี้อาจเปนเพราะชวงอายุ

ดังกลาวมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับการใชงานอุปกรณอิเล็กทรอนิกสนอย หากจะใหกลุมดังกลาว มีการใชงานเพิ่มขึ้น
อาจจะตองมีการใหความรูและชี้แนะใหเห็นประโยชนในการใชอุปกรณอิเล็กทรอนิกส
การใชอินเทอรเน็ต

ผูตอบแบบสำรวจมีการใชอินเทอรเน็ตมากถึง 93.7% และไมใชอินเทอรเน็ต 6.3% โดยเหตุผลที่ไมใช คือ
มองวาไมมีความจำเปน ไมมีอุปกรณ และคาบริการสูง ตามลำดับ

ความสัมพันธการใชมือถือกับอาย ุ
พบวา ชวงอายุ 10 – 49 ป มีการใชอินเทอรเน็ต ใกลเคียงกัน และสูงกวา 95% ขึ้นไป สวนชวงอายุ 50 ปขึ้นไป
มีการใชอินเทอรเน็ตนอยที่สุด แตก็ใชถึง 78% แสดงใหเห็นไดวาแมชวงอายุ 50 ปขึ้นไป มีการใชงานอุปกรณอิเล็กทรอนิกส 

เพียง 15% แตก็ใชงานอินเทอรเน็ตถึง 78% ดังนั้น หากกลุมนี้มีความเขาใจเกี่ยวกับการใชงานอุปกรณอิเล็กทรอนิกส
ก็จามารถใชงานเพิ่มมากขึ้น

จำนวนชั่วโมงการใชอินเทอรเน็ตเฉลี่ยตอวัน
ผูตอบแบบสำรวจใชอินเทอรเน็ตเฉลี่ยตอวัน 6 ชั่วโมง 34 นาที
กิจกรรมออนไลนยอดนิยม

กิจกรรมออนไลนยอดนิยม ไดแก
- กิจกรรมเพื่อความบันเทิง เชน Social Media การดูหนัง ฟงเพลง เปนตน

- การประชุม เชน ประชุมออนไลนผาน Zoom Google meet เปนตน
- ธุรกรรมทางการเงินออนไลน
- การใชบริการภาครัฐออนไลน

การใชบริการศาลผานสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศของศาล
ผูตอบแบบสำรวจ เคยใชบริการศาลผานสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศของศาล ไดแก

- เว็บไซตศาล ระบบออนไลนตาง ๆ
- Facebook Page : สื่อศาล
- Line Official : Inside COJ

- E mail
ความเหมาะสมในการ Scan QR Code เพื่อเขาถึงเอกสารทายฟอง

ผูตอบแบบสำรวจ 73% ใหความเห็นวาเปนการเหมาะสม หากศาลจะนำวิธีการสแกนคิวอารโคด (QR Code)
มาใชเพื่อเขาถึงเอกสารทายฟอง เพราะสามารถอำนวยความสะดวกใหกับคูความได และเปนการประหยัดคาใชจาย
ในการจัดทำเอกสารทายฟอง สวนผูตอบแบบสำรวจ 20% ที่คิดวาไมเหมาะสม เพราะรูสึกไมมั่นคง ไมปลอดภัย ไมมี

ความรูความเขาใจวิธีการสแกนคิวอารโคด (QR Code) และไมมีอุปกรณอิเล็กทรอนิกสในการเขาถึงเอกสาร อยางไรก็ตาม
ยังมีผูตอบแบบสำรวจอีกสวนหนึ่งที่ไมแนใจวาหากศาลนำวิธีการสแกนคิวอารโคดมาใชเพื่อเขาถึงเอกสารทายฟอง

จะมีความเหมาะสมหรือไม

ปญหาและอุปสรรคในการเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ



รายการ การชวยเหลือ



1.ไมมีความพรอมทางดานอุปกรณ 1. ฟรีอินเทอรเน็ตไรสาย (WIFI)

(อุปกรณอิเล็กทรอนิกส เชน โทรศัพทมือถือ) 2. การอบรมใหความรูในการใชอุปกรณสื่อสาร

2. ไมมีความพรอมทางดานอินเทอรเน็ต อิเล็กทรอนิกส


(อุปกรณอิเล็กทรอนิกส เชน โทรศัพทมือถือ) 3. อืนๆ เชน คูมือการใชงาน

3. ขาดความรู ความเขาใจ ในการใชงาน




แบบประเมินการเขาถึงทางเทคโนโลยี

การสำรวจขอมูลนี้ ตองการประเมินความสามารถในการเขาถึงการใชเทคโนโลยีสารสนเทศของคูความ
(ประชาชน) เนื่องจากศาลจะทราบไดอยางไรวาคูความคนไหนสามารถเขาถึงเทคโนโลยีไดเพียงพอที่จะใชวิธีพิจารณาคดี
ทางอิเล็กทรอนิกส และถาไมมีเครื่องมือชวยศาลในการใชดุลพินิจศาลอาจจะปฏิเสธไมใชวิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส

ก็ไดถาคูความไมรองขอ
สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์จึงไดทำวิจัยและทดลองพัฒนาแบบประเมินการเขาถึงทาง

เทคโนโลยีเพื่อนำมาใชเปนเครื่องมือชวยศาลประกอบดุลพินิจในการสั่งใหใชวิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส
และจากการนำผลการวิจัย มาพัฒนาเพื่อจัดทำแบบประเมินฯ พบวา ปจจัยที่มีผลตอการเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ
ของประชาชน แบงไดเปน 2 ปจจัย ดังนี้

ปจจัยที่ 1 ความพรอมของอุปกรณ
- อุปกรณอิเล็กทรอนิกส

- อินเทอรเน็ต
ปจจัยที่ 2 ทักษะ
- ทักษะการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ พื้นฐาน

- ทักษะการเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ เบื้องตน
- ทักษะการทำกิจกรรมผานอุปกรณอิเล็กทรอนิกส

ในการจัดทำแบบประเมิน จึงนำปจจัยที่กลาวมาขางตนมาปรับเปนคำถาม ซึ่งคำถามแตละขอจะมีคะแนนตาม
ความยากงาย และความซับซอน ของกิจกรรมนั้น ๆ เพื่อสามารถใชวัดผลไดวาผูตอบแบบประเมินมีการเขาถึงเทคโนโลยี
สารสนเทศระดับใด โดยแบงเปน 3 ระดับ ดังนี้

ระดับที่ 1 (0 – 32 คะแนน)
มีความพรอมในการเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศระดับต่ำกวาพื้นฐาน

มีความรูความเขาใจและใชเทคโนโลยีดิจิทัลในระดับต่ำกวาพื้นฐาน ไมซับซอนและไมสามารถแกไขปญหา
เกี่ยวกับเทคโนโลยีพื้นฐานไดดวยตัวเอง เชน สามารถพิมพไลนได สามารถอานขอมูลออนไลนได
ระดับที่ 2 (33 – 64 คะแนน)

มีความพรอมในการเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศระดับพื้นฐาน
มีความรูความเขาใจและใชเทคโนโลยีดิจิทัลในระดับพื้นฐาน ที่มีความซับซอนมากขึ้นและสามารถนำเทคโนโลยี

มาใชประโยชนในชีวิตประจำวันได เชน รับ – สง อีเมล ชำระเงินออนไลน ดาวนโหลดเอกสาร สแกน QR Code

ระดับที่ 3 (65 – 96 คะแนน)

มีความพรอมในการเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง
มีความรูความเขาใจและใชเทคโนโลยีดิจิทัลในระดับสูง สามารถใชประโยชนจากเทคโนโลยีไดอยางเต็มรูปแบบ

เชน การใชระบบ e-Filing แปลงเอกสารได ประชุมออนไลน upload ได ในการสัมมนาครั้งนี้ ไดมีการทดลองทำแบบ
ประเมิน (ราง) เพื่อทดสอบรวมถึงรับฟงขอเสนอแนะจากผูเขารวมสัมมนา โดยมีผูทดลองทำแบบประเมิน 84 ราย ในที่น ี้
มีผูที่ไดระดับที่ 3 (มีความพรอมฯ สูง) จำนวน 32 ราย ผูที่ไดระดับที่ 2 (มีความพรอมฯ พื้นฐาน) จำนวน 48 ราย

และผูที่มีความพรอมระดับที่ 1 (มีความพรอมฯ ต่ำกวาพื้นฐาน) จำนวน 4 ราย และผูตอบประเมินไดมีขอเสนอแนะ
ดังนี้

1. ควรมีการอัพเกรดอุปกรณไอทีใหรองรับกับเทคโนโลยีใหม
2. เดินทางไปศาลมีความมั่นใจมากกวา
3. ควรมีบริการระบบเสียงโตตอบ กรณีผูพิการหรืออานหนังสือไมได

4. จัดใหมีสวัสดิการ Tablet และใหใชสัญญาณ internet ใหแกเจาหนาที่
5. ศาลควรมี WIFI สำหรับประชาชน

ขอสังเกตในการพัฒนาแบบประเมินการเขาถึงทางเทคโนโลย ี
1. แบบประเมินการเขาถึงทางเทคโนโลยี เปนแบบประเมินที่ใหคูความหรือประชาชนเปนผูประเมินตนเอง
อาจจะไมไดขอมูลที่ตรงตามความเปนจริง หากคูความหรือประชาชนตองการปกปดขอมูลและไมตองการจะใช

วิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส ดังนั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการประเมินใหไดขอมูลตรงกับความเปนจริงมากที่สุด
อาจจะตองมีการตรวจสอบขอมูลจากแหลงอื่นๆ เชน จากคูความฝงตรงขามคูความเคยมีการติดตอสื่อสารโดยวิธีการ

ทางอิเล็กทรอนิกสหรือไม เชน มีการรับ-สง เอกสารผานทางอีเมลหรือไม มีการโตตอบกันผานทางแอปพลิเคชันไลน
หรือไม) จากฐานขอมูลการใชบริการภาครัฐ (เชน การยื่นแบบและชำระภาษีออนไลน การเขารวมโครงการชวยกระตุน
เศรษฐกิจ เชน โครงการคนละครึ่ง โครงการเราชนะ)

2. แบบประเมินการเขาถึงทางเทคโนโลยี สามารถประเมินผลความพรอมในการเขาถึงเทคโนโลยีไดในภาพรวม
โดยแบบประเมินดังกลาวยังไมสามารถประเมินผลโดยแยกความพรอมเปน 2 สวน ไดแก

- ปจจัยที่ 1 ความพรอมของอุปกรณ เชน อุปกรณอิเล็กทรอนิกส อินเทอรเน็ต
- ปจจัยที่ 2 ทักษะ
3. ควรมีการวิเคราะหผลจากการประเมินการเขาถึงทางเทคโนโลยี วาระดับทักษะที่มีจะสามารถใชวิธีพิจารณาคดี

ทางอิเล็กทรอนิกสในรูปแบบใดไดบาง เชน
- การรับคำสั่งศาลในรูปแบบของอิเล็กทรอนิกส หาก

- การรับเอกสารในรูปแบบ QR Code คูความจะตองมีอุปกรณสมารทโฟน สามารถใชแอปพลิเคชันไลนได
สามารถสแกน QR Code ได เปนตน
- การยื่นฟองผานระบบ e-Filing คูความจะตองมีอุปกรณสมารทโฟน สามารถสแกนเอกสารได

สามารถแปลงไฟลเปน pdf ได ใชแอปพลิเคชันไลนได สามารถชำระเงินออนไลนได เปนตน



โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำงานวิจัยเกี่ยวกับกฎหมาย


และระบบงานศาลยุติธรรม


เรื่อง “การพัฒนาระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกรศาลยุติธรรม”


หลักการและเหตุผล

การดำเนินการโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกรศาลยุติธรรม” ซึ่งมี
ความสอดคลองกับแผนยุทธศาสตรศาลยุติธรรม พ.ศ. 2561 – 2564 ยุทธศาสตร E : Excellence Organization

เพิ่มศักยภาพองคกรสูความเปนเลิศ และสอดคลองกับนโยบายประธานศาลฎีกา ขอ 4 สงเสริมความกาวหนาในหนาที่
ราชการและใหความสำคัญแกคุณภาพชีวิตของบุคลากร 4.3 สงเสริม ใหบุคลากรไดพัฒนากายและจิตเพื่อสรางดุลยภาพ
ในการทำงานและการใชชีวิตอยางมีความสุข 4.4 สงเสริมใหบุคลากรมีความกาวหนาในหนาที่ราชการอยางเปนธรรม

และไดรับคาตอบแทนที่สัมพันธกับความรูความสามารถ หนาที่ความรับผิดชอบ ตลอดจนระยะเวลาการทำงาน ในปจจุบัน
คณะผูวิจัยไดดำเนินการตามแผนการดำเนินงานที่ไดรับอนุมัติจนถึงขั้นตอนในการเก็บขอมูลแลว ซึ่งการจัดทำงานวิจัยที่ดี

ควรจะมีการเก็บขอมูลจากบุคลากรที่มีสวนไดเสียดวย โดยเฉพาะบุคลากรสำนักงานศาลยุติธรรมในทุกระดับ รวมถึง
ผูบริหารสำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อใหไดรับขอมูลจากผูมีสวนเกี่ยวของโดยตรงและสำนักงานศาลยุติธรรมจะสามารถ
นำขอมูลที่ไดจากการวิจัยนี้ไปใชประโยชนไดจริง

ดวยแผนงานของโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกรศาลยุติธรรม” ไดกำหนด
แผนการดำเนินงานในการจัดเก็บขอมูล อาทิ การเก็บขอมูลดวยแบบสอบถาม การสัมภาษณผูบริหารสำนักงาน

ศาลยุติธรรม จึงเห็นควรใหมีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อนำเสนอ วิพากษผลงานวิจัย รับฟงความคิดเห็นและขอสังเกต
จากจากบุคลากรที่มีสวนเกี่ยวของ ดังนั้น สำนักงานศาลยุติธรรม โดยสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ ไดตระหนักถึง
ความสำคัญในการเก็บขอมูล ซึ่งการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จะมุงเนนการวิพากษงานวิจัย การแสดงความคิดเห็น

และการใหขอสังเกตในประเด็นที่เกี่ยวของกับงานวิจัย อันจะนำมาสูแนวทางการพัฒนาระบบการเรียนรูที่เหมาะสม
และสอดคลองกับภารกิจของบุคลากรศาลยุติธรรม


วัตถุประสงค
1. เพื่อรวบรวมความคิดเห็น ขอสังเกตจากจากผูเชี่ยวชาญและมีประสบการณเกี่ยวกับการพัฒนาระบบการเรียน

รูของบุคลากรภาครัฐ
2. เพื่อเปนขอมูลสำคัญในการสนับสนุนการจัดทำรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ โครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนา
ระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกรศาลยุติธรรม”


วิทยากร

ผูทรงคุณวุฒิที่มีความรู ความชำนาญ และประสบการณจากหนวยงานภายในและหนวยงานภายนอก

วิธีการดำเนินงาน

การอภิปราย ผานระบบถายทอดสัญญาณภาพและเสียง (Streaming) และ Facebook Live เพจสื่อศาล

สถานที่ดำเนินงาน

ณ ศูนยวิทยบริการศาลยุติธรรม ชั้น 6 อาคารศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร

ผูเขารวมกิจกรรม
1. ขาราชการตุลาการศาลยุติธรรม

2. ขาราชการศาลยุติธรรม พนักงานราชการ และลูกจางในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม
3. คณะผูวิจัยและบุคลากรของสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์
4. บุคลากรหนวยงานภายนอก


ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ

สามารถนำขอมูลที่ไดรับจากการวิพากษผลงานวิจัย การแสดงความคิดเห็น และการใหขอสังเกตไปใชประกอบ
การจัดทำรายงานวิจัยฉบับสมบูรณแลเสนอแนวทางในการพัฒนาระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกรศาลยุติธรรม

ไดอยางเปนรูปธรรม

ผูรับผิดชอบโครงการ

ที่ปรึกษาโครงการ
1) นางอุษา จิวะชาติ ผูพิพากษาหัวหนาศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา
2) นายวรวงศ อัจฉราวงศชัย ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา

3) นางสาววรมน รามางกูร ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา
4) นางสาวณัฐนันท คุณเงิน ผูชวยเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

5) นางสาวณัฏฐสุมณ ทิตาสิริจิรภาส ผูอำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์
เจาหนาที่ผูรับผิดชอบโครงการ

1) นายอภิชาติ ฐากูรบุตร นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ
2) นางสาวแสงโสม กออุดม นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการ
3) นางสาวสุลาวัลย โจวเจริญ นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ

คณะผูวิจัย
1) นายกนก จุลมนต หัวหนาคณะผูวิจัย

ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำกองผูชวย
ผูพิพากษาศาลฎีกา
2) นายอภิชาติ ฐากูรบุตร ผูวิจัย

นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ
3) นายอรรถสิทธิ ฐาปนะดิลก ผูวิจัย

นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการ
4) นางสาวแสงโสม กออุดม ผูวิจัย
นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการ

5) นางสาวณัฐทยา โสดยิ้ม ผูวิจัย
นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ

6) นางสาวสุลาวัลย โจวเจริญ ผูวิจัย
นักวิเคราะหนโยบายและแผนปฏิบัติการ
7) นางสาวยุคลธร เพ็ญโรจน ผูวิจัย

นักวิเคราะหนโยบายและแผน

สรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ

การนำเสนอผลงานวิจัย
ศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรมไดมีการพัฒนา ปรับปรุงการใหบริการแกประชาชน โดยพัฒนาระบบ

เทคโนโลยีสมัยใหมมาสนับสนุนการพิจารณาพิพากษาคดีเพื่อสอดคลองกับนโยบาย D – Court 2020 และ SMART COURT
นอกจากการอบรมหลักสูตรกลาง และหลักสูตรเฉพาะแลวสำนักงานศาลยุติธรรม ยังกำหนดใหขาราชการ
ศาลยุติธรรมทุกคนตองไดรับการพัฒนาศักยภาพดวยวิธีการอบรมในหองเรียนและหรือการพัฒนาศักยภาพบุคคล

ในการปฏิบัติงานดวยวิธีการอื่น ๆ ไมนอยกวา 60 ชั่วโมง ตอคนตอป โดยการทำแผนพัฒนารายบุคคล (IDP :
Individual Development Plan)


วัตถุประสงค
(1) เพื่อศึกษา แนวคิด ทฤษฎีและรูปแบบเกี่ยวกับระบบการเรียนรูของบุคลากรในองคกร

(2) เพื่อประเมินผลระบบแผนการพัฒนารายบุคคล (IDP) ของสำนักงานศาลยุติธรรม
(3) เพื่อเสนอแนะแนวทางเกี่ยวกับการพัฒนาระบบการเรียนรูที่เหมาะสมและสอดคลองกับภารกิจของบุคลากร

ศาลยุติธรรม

แนวคิด ทฤษฎี และวรรณกรรมที่เกี่ยวของ

(1) แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย
(2) แนวทางการพัฒนาขาราชการศาลยุติธรรมและบุคลากรในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม

(3) หลักสูตรการอบรมเพื่อพัฒนาขาราชการศาลยุติธรรม
(4) ปจจุบันมีระเบียบที่เกี่ยวของกับการพัฒนาบุคลากรในศาลยุติธรรมลาสุด ไดแก ระเบียบคณะกรรมการ
บริหารศาลยุติธรรม วาดวยการระเบียบพัฒนาศักยภาพบุคลากร พ.ศ. 2564 (ประกาศ ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2564)


วิธีการศึกษา
(1) การวิจัยเชิงคุณภาพ

(2) การวิจัยเชิงปริมาณ
- ประชากรและกลุมตัวอยาง

- เครื่องมือที่ใชเก็บรวบรวมขอมูล
- การเก็บรวบรวมขอมูล
- การประมวลผลขอมูล

- สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล
โดยมีผูที่ตอบแบบสอบถามครั้งที่ 1 จำนวน 2,835 คน และครั้งที่ 2 จำนวน 2,850 คน รวมถึง

การใหขอมูลของผูบริหาร จำนวน 15 คน แบงเปน 2 กลุม ดังนี้
- กลุมที่ 1 ผูบริหารสำนักงานศาลยุติธรรม ไดแก เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ที่ปรึกษาพิเศษประจำ
สำนักงานศาลยุติธรรมรองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ผูพิพากษาหัวหนาศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา

ผูชวยเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม
- กลุมที่ 2 ผูบริหารสถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรม ไดแก เลขาธิการสถาบันพัฒนาขาราชการ

ฝายตุลาการ ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำสำนักประธานศาลฎีกา ผูอำนวยการสถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการ
ศาลยุติธรรม
มีการจัดทำสนทนากลุม 2 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 มีหนวยงานเขารวม 13 หนวยงาน และครั้งที่ 2 มีหนวยงาน

เขารวม 6 หนวยงาน

ขอเสนอแนะ จากกลุมตัวอยาง

(1) เนื่องจากสถาบันฯ รับผิดชอบการพัฒนาบุคลากรในภาพรวม การจัดอบรมจึงมุงเนนหัวขอที่จะสงผลกระทบ
ในภาพรวมขององคกรเปนสำคัญ โดยหัวขอการอบรม ผลการจัดอบรมที่ผานมาสามารถสะทอนศักยภาพของสถาบันฯ

ไดเปนอยางดี สำหรับการอบรมทักษะเฉพาะจะเปนหนาที่ของหนวยงานและบุคลากรที่จะตองรับผิดชอบการพัฒนา
ตนเองใหสอดคลองกับลักษณะตำแหนงและหนาที่ความรับผิดชอบ ดังนั้นการผสมผสานรูปแบบการอบรมภาพรวม
และทักษะเฉพาะขององคกรศาลยุติธรรมจึงมีความเหมาะสมและชัดเจน

(2) ควรมีการจัดอบรมใหความรูแยกตามสายงาน ซึ่งทำใหตรงกับกลุมเปาหมายมากที่สุด
(3) ควรใหสถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรมเปนหลักในการจัดอบรมใหตรงกับสมรรถนะ

ในตำแหนง ใหครอบคลุมทุกตำแหนงและทุกคน ภายในระยะเวลาเดียวกัน
(4) ควรมีการจัดอบรมผานระบบออนไลน เชน ZOOM Cloud Meetings, Skype, Cisco Webex และ Microsoft
Teams เปนตน และหลังอบรมใหมีสอบวัดการประเมินผลการอบรม

(5) การอบรมผานการถายทอดสดสัญญาณภาพและเสียง (Streaming และ Facebook Live เพจสื่อศาล)
ควรจัดในชวงพักกลางวัน

(6) การอบรมในระบบ e – Learning ของสถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรมอยากใหสามารถ
เขาอบรมผานระบบอินเตอรเน็ต (internet)
(7) สำนักงานศาลยุติธรรมควรมีการกำหนดแผนการพัฒนาบุคลากรแตละตำแหนงใหชัดเจน

(8) การไปดูงานนอกสถานที่สามารถนำความรูที่ไดมาใชกับงานไดจริง สามารถนำมาประยุกตใชกับงานที่ทำได
(9) การพัฒนาอื่น ๆ เพียงแคหนวยงานรับรองก็พอ ไมควรตองจัดทำ IDP-3 เชน หนวยงานจัดสัมมนา

หรือมีหลักฐานเปนหนังสือเชิญประชุมสัมมนาก็พอแลว
(10) ควรมีขั้นตอนและรูปแบบที่ชัดเจนในการพัฒนาดวยวิธีอื่น ทั้ง 12 วิธี
(11) ควรมีการจัดทำคูมือและการประชาสัมพันธการพัฒนาดวยวิธีการอื่น ใหบุคลากรไดรับรูและเขาใจ


ขอมูลที่ไดจากการสัมภาษณผูบริหาร

(1) เพื่อใหบุคลากรมีความรูในสาขางานที่รับผิดชอบโดยตรง และพัฒนางานใหเกิดความรู ความเขาใจอยางชัดเจน
(2) สามารถปฏิบัติงานไดอยางมีประสิทธิภาพ มีความสอดคลองและเหมาะสมกับบทบาท หนาที่และตำแหนง
(3) การฝกอบรมตองมุงเนนใหบุคลากรมีความรูสึกเปนเจาของในองคกร รูสึกเปนสวนหนึ่งขององคกร และการ

ทำงานแลวก็มี Sense of urgency ในการทำงาน
(4) สมรรถนะหลักที่เกี่ยวกับงานตองมีอยูแลว แตละคนควรรูวาตัวเองยังมีจุดออนตรงไหนก็ตองไปเติม

สวนที่ขาด (Reskill/ Upskill) เพื่อใหงานที่ออกมามีคุณภาพและมีประสิทธิภาพสูง
(5) การพัฒนารายบุคคล (IDP) ไมควรจะคิดเพียงทำใหครบ แตควรจะทำใหไดความรูใหผูอบรมมีทางเลือก


ความรูและทักษะที่บุคลากรศาลควรมีและควรไดรับการฝกอบรม
(1) การบริการ

(2) ความรูภาษาตางประเทศ
(3) ภาษาทองถิ่น
(4) ความรูเกี่ยวกับเทคโนโลยี

(5) ทักษะในการนำเสนอ (Present Skill) ทักษะในการตั้งคำถาม ทักษะในการตอบโตการมีปฏิสัมพันธ
(6) งานทางดานการเงิน การคลัง ระบบบัญชี นโยบายและการวางแผน งบประมาณ งานพัสดุ และกระบวนการ

จัดซื้อจัดจาง
(7) อบรมเฉพาะดานที่มุงเนนในเรื่องการปฏิบัติงานและผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน

บทสรุปและขอเสนอแนะ

ประเด็นที่ 1 การพัฒนาการจัดทำแผนการพัฒนารายบุคคล (IDP)
(1) ควรตามลักษณะเฉพาะของตำแหนง

(2) ควรวางแนวทางการพัฒนาทักษะแตละตำแหนง
(3) ภายในเดือนตุลาคมของแตละปงบประมาณ ควรใหบุคลากรประเมินตนเองวามีความรูดานใด
และหรือทักษะใดบางที่ตองการพัฒนา

(4) ควรมีผูดูแลหรือใหคำปรึกษาในการวางแผน IDP.
ประเด็นที่ 2 วิธีการพัฒนารายบุคคล 12 วิธี ตองสรางการรับรูวิถีใหม และประชาสัมพันธไปยังหนวยงาน

สวนภูมิภาค
(1) สงเสริมใหบุคลากรเรียนรูดวยทั้ง 12 วิธีการ
(2) ประชาสัมพันธใหหนวยงานสวนสำนักงานศาลยุติธรรมประจำภาค ใหชวยกระตุนหนวยงานในสังกัด

ใชรูปแบบ 12 วิธีการ
(3) สรางสื่อประชาสัมพันธการเรียนรู รูปแบบ 12 วิธีการ ผานชองทางสื่อสังคมออนไลน

ประเด็นที่ 3 รูปแบบและชองการพัฒนา
(1) การอบรมในระบบ e – Learning ของสถาบันฯ ตองปรับจากการเขาอบรมผานระบบ Intranet
เปนการเขาอบรมผานระบบอินเตอรเน็ต (Internet)

(2) การอบรมผานการถายทอดสดสัญญาณภาพและเสียง (Streaming และ Facebook Live
เพจสื่อศาล) ควรจัดในชวงพักกลางวันหรือคาบเกี่ยวกับชวงพักกลางวันเปนจำนวนที่เพิ่มขึ้น

(3) การสงบุคลากรของหนวยงานเขารวมอบรมกับหนวยงานภายนอก ควรจัดสัดสวนที่เหมาะสม
(4) เพิ่มการอบรมในระดับหนวยงานภูมิภาค และระหวางภูมิภาค โดยมีสถาบันฯ เปนหนวยงานที่ปรึกษา
ประเด็นที่ 4 เนื้อหาวิชาที่ควรจะไดรับการพัฒนาหลักเกณฑมาตรฐานการจัดและการวัดผลสัมฤทธิ์

(1) เนื้อหาที่ควรไดรับการสงเสริมไดแก ทักษะการใหบริการ โดยเฉพาะ EQ ในสวนวุฒิภาวะทางอารมณ
ภาษาทองถิ่นภาษาตางประเทศ ความรูเกี่ยวกับเทคโนโลยีเบื้องตนสำหรับการทำงาน และจิตวิทยาในการทำงาน

ในองคกรที่ประกอบดวยคนทำงานหลายชวงอายุ
(2) หนวยงานสวนกลาง ควรมีหลักสูตรประจำหนวยงาน
(3) สถาบันฯ ควรจัดทำมาตรฐานหลักสูตรจัดอบรมเพื่อนำไปใชไดในหนวยงานสังกัดศาลยุติธรรม

(4) หนวยงานภูมิภาค ควรสำรวจความตองการของบุคลากรในสังกัด เสนอมายังสำนักงานศาลยุติธรรม
ทุก 6 เดือน เพื่อจะไดวางแผนการจัดอบรมใหบุคลากร

(5) ในกรณีที่ศาลหรือหนวยงานภายในศาลยุติธรรมจัดการอบรมเอง ผูเขารับการอบรมไมควรจะตอง
จัดทำหลักฐานการอบรม ควรเปนหนาที่ของศาลหรือหนวยงานที่จัดการอบรม เปนผูจัดทำหลักฐานและสงขอมูลให
สถาบันพัฒนาขาราชการฝายตุลาการทางระบบอิเล็กทรอนิกส

(6) ควรมีการพิจารณาความเหมาะสมของเนื้อหาและรูปแบบการทำแผนพัฒนารายบุคคลทุก 3 ป
ประเด็นอื่น ๆ

(1) หลักเกณฑปจจุบันในการพัฒนาศักยภาพบุคคลไมนอยกวา 60 ชั่วโมงตอป ยังมีความเหมาะสมอยู
(2) อัตราเงินคาตอบแทนพิเศษตามประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ควรมีการพิจารณาปรับ
ทุก 2 ป เพื่อสะทอนสภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่เปนปจจุบัน

การนํากฎหมายระหว่างประเทศ







มาใช้ในศาลยุติธรรม

การนำกฎหมายระหวางประเทศมาใชในศาลยุติธรรม



กฎหมายระหวางประเทศอาจกลาวไดวาเปนกฎหมายรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากกฎหมายระหวางประเทศนั้นเปน

กฎเกณฑซึ่งประเทศสมาชิกยอมรับวามีผลผูกพันตามที่ Sir Frederick Pollock ได กลาวไว ในแงของปรัชญาทาง
กฎหมายนั้นความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายระหวางประเทศถูกแบงออกเปน 2 แนวทาง คือ

(1) สำนักกฎหมายธรรมชาติ โดยตามแนวความคิดนี้กฎหมายระหวางประเทศถือเปนสวนหนึ่งของกฎหมาย
ธรรมชาติโดยปรากฏใหเห็นอยางชัดเจนในกรณีของบอเกิดของกฎหมายระหวางประเทศที่เรียกวา “จารีตประเพณี
ระหวางประเทศ” (International custom) และสนธิสัญญาที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย

(2) สำนักกฎหมายบานเมือง โดยนักนิติศาสตรในสำนักความคิดกฎหมายบานเมืองนั้นเห็นวากฎหมายระหวาง
ประเทศถือวาเปนกฎหมายที่มีผลผูกพันรัฐได เนื่องจากรัฐไดแสดงเจตจำนง (will) ที่จะยอมรับและผูกพันตามกฎหมาย

ระหวางประเทศ ซึ่งการแสดงเจตจำนงของรัฐในการผูกพันตามกฎหมายระหวางประเทศนี้อยูในรูปแบบของความยินยอม
อันเปนพื้นฐานของ “สนธิสัญญา” (treaty) ซึ่งเปนบอเกิดของกฎหมายระหวางประเทศ อิทธิพลของสำนักกฎหมาย
บานเมืองที่มีตอกฎหมายระหวางประเทศเห็นไดอยางชัดเจนในกรณีสนธิสัญญาระหวางประเทศที่ยอมรับกันวา รัฐจะผูกพัน

ตามสนธิสัญญาก็ตอเมื่อรัฐใหความยินยอมเพื่อผูกพันตามสนธิสัญญาตามที่บัญญัติไวในอนุสัญญากรุงเวียนนาวาดวย
กฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties, 1969)

ดังนั้นจากแนวความคิดของสำนักกฎหมายธรรมชาติและสำนักกฎหมายบานเมืองที่กลาวมา จะเห็นไดวากฎหมาย
ระหวางประเทศถือวาเปน “กฎหมาย” ทั้งนี้ ศาสตราจารย ดร.จุมพต สายสุนทร ไดอธิบายเพิ่มเติมวา แมสำนักความคิด
ทั้งสองนั้นจะไมไดอธิบายลักษณะที่แทจริงของกฎหมายระหวางประเทศ แตเมื่อพิจารณาถึงลักษณะที่แทจริงของ

กฎหมายระหวางประเทศแลวจะเห็นไดวากฎหมายดังกลาวอยูบนพื้นฐานของเหตุผลและความเชื่อวากฎเกณฑนั้น
เปนสิ่งที่ถูกตองจึงควรไดรับความเคารพและผูกพันรัฐใหปฏิบัติตาม

การยอมรับและการบังคับใชกฎหมายระหวางประเทศโดยเฉพาะสนธิสัญญาสำหรับประเทศที่ใชระบบ Civil Law
นั้นจะปรากฏอยูในรัฐธรรมนูญของประเทศเปนหลัก โดยแนวปฏิบัติของการยอมรับและการบังคับใชของกฎหมาย
ระหวางประเทศในฐานะที่เปนกฎหมายภายในของกลุมประเทศที่ใช ระบบ Civil Law จะมีความแตกตางกันไปตาม

บทบัญญัติรัฐธรรมนูญของประเทศนั้นเปนหลัก โดยในการพิจารณาถึงหลักการยอมรับหรือการบังคับใชกฎหมายระหวาง
ประเทศนั้นจะถูกแบงออกเปน 2 ประเภทคือ จารีตประเพณีระหวางประเทศและสนธิสัญญา

สำหรับประเทศไทยซึ่งใชระบบ Civil Law นั้น แมจะไดรับอิทธิพลทางกฎหมายมาจากประเทศฝรั่งเศส
และประเทศเยอรมนี แตไมปรากฏวาในรัฐธรรมนูญของประเทศไทยไดมีการกลาวถึงสถานะของจารีตประเพณีระหวาง
ประเทศวาจะเขามามีบทบาทในฐานะกฎหมายภายในของประเทศไทยอยางไร ซึ่งแตกตางจากกรณีของรัฐธรรมนูญ

ของประเทศฝรั่งเศสและประเทศเยอรมนี เมื่อรัฐธรรมนูญของประเทศไทยไมเปดชองใหสามารถนำจารีตประเพณี
ระหวางประเทศซึ่งผูกพันประเทศไทยมาใชบังคับเปนกฎหมายภายในไดโดยตรง อีกทั้งศาลของประเทศไทยไมมีอำนาจ

ตามกฎหมายที่จะนำจารีตประเพณีระหวางประเทศมาปรับใชแกคดีได เนื่องจากศาลยุติธรรมของประเทศไทยนั้นใช
ระบบ Civil Law ศาลจึงไมสามารถสรางกฎหมายไดดวยตนเองอันมีความแตกตางจากประเทศที่ใชระบบ Common Law
ในกรณีของสนธิสัญญานั้นปรากฏอยูในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 178

“พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพสัญญาสงบศึกและสัญญาอื่นกับนานาประเทศ
หรือกับองคการระหวางประเทศ

หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย
หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหวางประเทศหรือจะตองออกพระราชบัญญัติเพื่อใหการเปนไป
ตามหนังสือสัญญาและหนังสือสัญญาอื่นที่อาจมีผลกระทบตอความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคมหรือการคาหรือการลงทุน

ของประเทศอยางกวางขวางตองไดรับความเห็นชอบของรัฐสภาในการนี้รัฐสภาตองพิจารณาใหแลวเสร็จภายในหกสิบวัน

นับแตวันที่ไดรับเรื่องหากรัฐสภาพิจารณาไมแลวเสร็จภายในกําหนดเวลาดังกลาวใหถือวารัฐสภาใหความเห็นชอบหนังสือ

สัญญาอื่นที่อาจมีผลกระทบตอความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคมหรือการคาหรือการลงทุนของประเทศอยางกวางขวาง
ตามวรรคสองไดแกหนังสือสัญญาเกี่ยวกับการคาเสรีเขตศุลกากรรวมหรือการใหใชทรัพยากรธรรมชาติหรือทําใหประเทศ

ตองสูญเสียสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดหรือบางสวนหรือหนังสือสัญญาอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
ใหมีกฎหมายกําหนดวิธีการที่ประชาชนจะเขามามีสวนรวมในการแสดงความคิดเห็นและไดรับการเยียวยา
ที่จําเปนอันเกิดจากผลกระทบของการทําหนังสือสัญญาตามวรรคสามดวย

เมื่อมีปญหาวาหนังสือสัญญาใดเปนกรณีตามวรรคสองหรือวรรคสามหรือไมคณะรัฐมนตรีจะขอใหศาลรัฐธรรมนูญ
วินิจฉัยก็ไดทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญตองวินิจฉัยใหแลวเสร็จภายในสามสิบวันนับแตวันที่ไดรับคําขอ”

เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติดังกลาวแลวจะเห็นไดวา รัฐธรรมนูญไดกำหนดไววาสนธิสัญญาซึ่งในที่นี้จำกัดเฉพาะ
ความตกลงอยูในรูปแบบของลายลักษณอักษรเทานั้น จะตองออกเปนพระราชบัญญัติเพื่อใหสามารถอนุวัติการตาม
พันธกรณีแหงสัญญานั้นไดและจะตองไดรับความเห็นชอบจากรัฐสภาดวย กลาวคือ สนธิสัญญาที่เปนลายลักษณอักษร

ทุกฉบับจะตองมีกฎหมายรับรองหรือมีการอนุวัติการกฎหมายมาใช ดังนั้นกฎหมายระหวางประเทศโดยเฉพาะในกรณี
ของสนธิสัญญาหรือขอตกลงที่เปน ลายลักษณอักษรนั้นจะตองมีการอนุวัติการเปนกฎหมายจึงจะสามารถนำมาบังคับใช

ในประเทศไทย
การปรับใชกฎหมายระหวางประเทศในทางปฏิบัติของศาลยุติธรรมในประเทศไทย แบงออกไดเปน 2 กรณี คือ
1) กรณีการปรับใชกฎหมายที่มิไดเปนลายลักษณอักษร

เมื่อรัฐธรรมนูญของประเทศไทยมิไดกำหนดใหจารีตประเพณีระหวางประเทศหรือหลักกฎหมายทั่วไปนั้นจะตอง
ผานกระบวนการอนุวัติการกฎหมายมาใช ดังนั้นในกรณีนี้ศาลจึงตองพิจารณาตามกฎหมายของประเทศไทยมาใชกอน

โดยอาศัยหลักตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 4 หากกฎหมายระหวางเทศมีความสอดคลองกับกฎหมาย
ภายในของประเทศไทยศาลจะตองเลือกใชกฎหมายของประเทศไทยเสียกอน แตในกรณีที่กฎหมายภายในและกฎหมาย
ระหวางประเทศมีความขัดแยงกันนั้นศาลอาจใชดุลพินิจปรับใชไดตามความเหมาะสมของแตละกรณี เพื่อประโยชนของ

รัฐหรือเนื่องจากความจำเปนดานความสัมพันธระหวางประเทศ ดังนั้นในทางปฏิบัติของศาลไทยสำหรับการปรับใชจารีต
ระหวางประเพณีระหวางประเทศหรือหลักกฎหมายทั่วไปจึงไมไดมีบรรทัดฐานที่แนชัด และมีบางกรณีที่ศาลจำเปน

ตองนำจารีตประเพณีระหวางประเทศมาใชโดยไมมีกฎหมายรองรับหรือการอนุวัติการกฎหมาย
2) กรณีการปรับใชกฎหมายที่เปนลายลักษณอักษร
ในกรณีที่กฎหมายระหวางประเทศอยูในรูปของสนธิสัญญาละพันธกรณีตามสนธิสัญญานั้น มีกฎหมายรับรองแลว

มีผลเปนการที่กฎหมายภายในประเทศเปดชองใหปฏิบัติตามพันธกรณีของสนธิสัญญานั้นได หรือหากไมมีการรองรับ
กฎหมายดังกลาวแลวสนธิสัญญานั้นจำเปนตองผานกระบวนการรับเอากฎหมายระหวางประเทศนั้นมาเปนกฎหมาย

ภายในประเทศหรือโดยการอนุวัติการกฎหมาย อยางไรก็ดีในทางปฏิบัติของศาลยุติธรรมนั้นมีความยืดหยุนในการนำ
กฎหมายระหวางประเทศมาใช โดยจะเห็นไดจากกรณีที่ศาลไดมีการนำพันธกรณีระหวางประเทศมาใชเปนพื้นฐาน
ในการวินิจฉัยคดีโดยตรง แมวากฎหมายระหวางประเทศนั้นจะมิไดมีการรองรับหรือมีการอนุวัติการก็ตาม การวินิจฉัยคด ี

ในลักษณะเชนวานี้ถือเปนการที่ศาลยุติธรรมของประเทศไทยวินิจฉัยบนพื้นฐานของความจำเปนในความสัมพันธระหวาง
ประเทศมากกวาบนพื้นฐานของกฎหมาย

จากการศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาพบวาศาลยุติธรรมของประเทศไทยมีการนำกฎหมายระหวางประเทศมาใช 
ในการพิจารณาพิพากษาคดี โดยอาจจำแนกประเภทคดี กฎหมายระหวางประเทศที่เกี่ยวของ และลักษณะการปรับใช
กฎหมายระหวางประเทศได ดังนี้

ลำดับ ประเภทคดี กฎหมายระหวางประเทศ ลักษณะของ รูปแบบการนำมาใช หมายเหตุ


ทีเกียวของ กฎหมายระหวางประเทศ






1 เอกสิทธิและความคุมกัน - อนสญญากรงเวยนนา - จารตประเพณระหวาง - นำกฎหมายระหวาง - กอนป พ.ศ. 2527 ประเทศไทย


ทางการทูต วาดวยความสัมพันธทาง ประเทศ ประเทศนั้นมาบังคับใช ยังไมไดอนุวัติการอนุสัญญา

ทูต ค.ศ. 1961 กรุงเวียนนาฯมาบงคับใช 
อยางไรก็ดีพบวาในชวงระยะ
เวลาดังกลาวศาลยุติธรรมของ
ประเทศไทยไดมีการนำกฎหมาย

ระหวางประเทศน้มาใชโดย
ยังไมมีกฎหมายรับรองหรือ

อนุวัติการเน่องจากเปนจารีต
ประเพณีระหวางประเทศ
และเปนความจำเปนของ
รัฐ (raison d’Etat) ในความ
สัมพันธระหวางประเทศ


- กฎหมายลายลกษณ - มการอนุวัติการกฎหมาย - บางกรณีศาลยุติธรรมอาจ


อักษร ระหวางประเทศมาใชคือ มีการนำอนุสัญญากรุงเวียนนา
พระราชบัญญัติเอกสิทธ ิ มาประกอบการวินิจฉัยคด ี
และความคุมกันทางทูต แมจะมีการกลาวอางถึงพระราช
พ.ศ.2527 บัญญัติเอกสิทธิและความ
- ศาลยุติธรรมมีการนำพระราช คุมกันทางทูต พ.ศ. 2527 แลว
บัญญัติดังกลาวมาใชในกรณ ี ก็ตาม
ที่คูความอางความคุมกัน หรือ
การสละความคุมกันตาม
พระราชบัญญัติน้และอนุสัญญา

กรุงเวียนนา หรือไม





2 การคาระหวางประเทศและ - กฎหมายวาดวยการ - หลกกฎหมายทวไป - ใชในฐานะหลักกฎหมาย





พาณิชยนาวี ประกันภัยทางทะเลของ ระหวางประเทศ ทวไปโดยอาศยประมวล -
ตางประเทศ เชน ประเทศ กฎหมายแพงและพาณิชย 
อังกฤษ เปนตน มาตรา 4
- อนุสัญญากรุงเจนีวาวา - กฎหมายลายลักษณ - ศาลยุติธรรมใชกฎหมาย

ดวยกฎหมายทะเลในสวน อักษร ระหวางประเทศน้ในการ -

ทะเลอาณาเขตและเขต พจารณาถงเขตตอเนองทาง




ตอเนือง ทะเลและกำหนดพื้นที่ทาง
ทะเลตามประกาศดังกลาว
เพ่อนำมาประกอบการพิจารณา

อรรถคดี เชน คดีเก่ยวกับ


การพิจารณาภาษีเม่อเรอ

ของประเทศไทยไดนำสินคา
ที่ยกเวนการเสียภาษีสรรพ

สามิตไปขายในเขตตอเน่อง

ลำดับ ประเภทคดี กฎหมายระหวางประเทศ ลักษณะของ รูปแบบการนำมาใช หมายเหตุ
ทีเกียวของ กฎหมายระหวางประเทศ


- INCOTERMS 2020 - ขอกำหนดในการสงมอบ - ศาลยุติธรรมมีการพิจารณา - สำหรับฉบับลาสุดคือ
- INCOTERMS 2010 สินคา หรือเง่อนไขการสง ถึงขอกำหนดหรือเงื่อนไขใน Incoterms 2020 เปนฉบับที่มี

- INCOTERMS 2000 มอบสินคา โดยกำหนดเปน การสงมอบสินคาระหวาง การแกไขปรับปรุงใหมจากป


มาตรฐานความหมายการคา คูสัญญาตามลักษณะของ 2010 และเร่มใชต้งแตวันท ่ ี
ท่ใชตกลงในการทำสัญญา INCOTERMS ท่ไดกำหนด 1 มกราคม 2020 เปนตนมา



ซ้อขายระหวางผูซ้อกับ ไว ซ่งโดยปกติแลวคูสัญญา ซ่งใจความสำคัญของ Incoterms





ผูขายท่เปนสากล ไดรับ จะมีการกำหนดเงื่อนไขหรือ 2020 อยูท่กฎระเบียบ 11 ขอ

การดูแลและคุมครองโดย ขอกำหนดแบบ INCOTERMS ท่สามารถนำมาอางอิงและ




สภาหอการคานานาชาต ไวในสัญญา ท้งน้ในการ ใชไดท้งกับการคาภายในประเทศ

(ICC) ซ่งยึดติดกับการคา พิจารณาคดียอมจะตอง และตางประเทศ ทั้งนี้ ICC ได




สหประชาชาติหลักเพอ พิจารณาไปพรอมกับพระราช ระบหนาทความรบผดชอบของ




ใหคูคาท้งผูซ้อ และผูขาย บัญญัติการรับขนของทาง ผูขายและผูซ้อในเร่องตาง ๆ เอา




ทราบถึงขอบเขตความรับ ทะเล พ.ศ.2534 ไวอยางละเอียด ไมวาจะเปนการ
ผิดชอบภาระคาใชจายและ สงมอบ การรับมอบสินคา ความ


ความเส่ยงตาง ๆ โดยชวย เส่ยงภัยของสินคา การขนสง


ใหท้งสองฝายท่มีความ การประกันภัย เอกสารท่เก่ยว


แตกตางทางวัฒนธรรม กับการจัดสงและการบรรทุก



มีความเขาใจตรงกัน การทำพิธการสงออกและนำเขา
การตรวจสอบสินคา ฯลฯ เปนตน
ขอสังเกต: ตามปกติแลว INCO-
TERMS จะมีการปรับปรุงแกไข
กฎระเบียบทุกๆ 10 ป เพ่อใหเขา

กับยุคสมัยและการเปล่ยนแปลง

ไปตามคานิยมทางการคา
- อนุสัญญาวาดวยความ - กฎหมายลายลักษณ - นำมาใชในการตีความ - เหตุผลประการหน่งท่ศาล


ปลอดภัยแหงชีวิตในทะเล อักษร ถอยคำในการพิจารณา ยุติธรรมใชกฎหมายระหวาง
ค.ศ. 1974 คดี ในกรณีท่พระราช ประเทศน้ในการตีความสืบ




- INTERNATIONAL บัญญัติรับขนทางทะเล เน่องจากการท่กรมเจาทาได 
MARITIME DANGER- มิไดใหคำจำกัดความหรือ มีการประกาศเร่อง "สารหรือ



OUS GOODS CODE นิยามของถอยคำไว เชน ส่งของใดจัดอยในช้นและ

(IMDG CODE) คำวา “ของอันตราย” ประเภทใดใหเปนไปตาม
ดังน้นในการที่ศาลยุติธรรม INTERNATIONAL MARITIME

จะพิจารณาอรรถคดีน้น DANGEROUS GOODS CODE

จำเปนตองมีการตีความ (IMDG CODE) ขององคการ
ถอยคำดังกลาว ในกรณ ี ทางทะเลระหวางประเทศ
ตามอนุสัญญา (INTERNATIONAL MARITIME

น้ประเทศไทยไดรวมลง ORGANIZATION หรือ IMO)
นามเปนภาคีจึงตอง
มีการนำคำนยามท่ปรากฏ


ในอนุสัญญาน้นในการ

ตีความ

ลำดับ ประเภทคดี กฎหมายระหวางประเทศ ลักษณะของ รูปแบบการนำมาใช หมายเหตุ


ทีเกียวของ กฎหมายระหวางประเทศ
- อนุสัญญาวาดวยขอ - กฎหมายลายลักษณ - ศาลยุติธรรมนำหลักเกณฑ - ประเทศไทยไมไดเขาเปนภาคี

กำหนดเก่ยวกับ อักษร น้มาใชในฐานะหลักการสากล ในอนุสัญญาฉบับน้แตอยางไร


ใบตราสง หรือ และตอมาใชโดยยึดถือเปนจารีต ก็ตามศาลยุติธรรมไดมีการนำ
เฮกรูลส (Hague rules) ประเพณีทางการคา หลักเกณฑตามอนุสัญญาน้มา

ใชในการพิจารณาเนื่องจากหลัก


เกณฑตามอนุสัญญานน้ถือวา

เปนหลักเกณฑสากล
- จากคำพิพากษาศาลฎีกาพบ
วาประเทศไทยไดถือเอาเฮกร ู

ลสมาใชเปนประเพณีทางการ

คา(คำพิพากษาศาลฎีกาท ี ่
6231/2538)









การพิพาทเก่ยวกับ - สนธสญญาทางพระราช - กฎหมายลายลักษณ - นำมาใชในการพิจารณาคด ี -ประมวลกฎหมายท่ดิน

3



กรรมสิทธ์ในท่ดินใน ไมตรระหวางราชอาณาจกร อักษร มาตรา 86 มิไดหามคนตางดาว






ราชอาณาจักรไทย ไทยกบสาธารณรฐจน ลง ในการถือกรรมสิทธ์ในท่ดิน แต 


วนท 28 มนาคม 2489 ในการท่ถือกรรมสิทธ์จะตอง




มีบทสนธิสัญญาซ่งบัญญัติให 

มีกรรมสิทธ์ในอสังหาริมทรัพย 


ไดและอยในบังคับบทบัญญัต ิ
แหงประมวลกฎหมายท่ดิน




น้ดวย ดังน้นเม่อมีการฟองรอง

เก่ยวกับการถือกรรมสิทธ ์ ิ

ของท่ดินของชาวตางดาวแลว
สนธิสัญญาระหวางประเทศไทย

และประเทศท่ลงนามดวยจะ
ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อพิจารณา
- เม่อคนตางดาวเสียชีวิต



ท่ดินท่ไดมาโดยไมชอบดวย
ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา
86ยอมเปนทรัพยมรดก
ท่ทายาทโดยธรรมมีสิทธิ ไดรับ

ทายาทจึงมีสิทธิฟองแบงที่ดิน
อันเปนทรัพยมรดกได
(คำพิพากษาศาลฎีกาท ่ ี
5825/2539)

ลำดับ ประเภทคดี กฎหมายระหวางประเทศ ลักษณะของ รูปแบบการนำมาใช หมายเหตุ


ทีเกียวของ กฎหมายระหวางประเทศ




4 ประเด็นเก่ยวกับ - ความตกลงท่วไปวาดวย - กฎหมายลายลกษณ - ตีความเพ่อประกอบการ - ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 132

กฎหมายภาษีอากร ภาษีศุลกากรและการคา อกษร พิจารณาตามกฎกระทรวง ขอ 6 นั้น กำหนดวา ใหนำ

1994 ฉบับท่ 132 ความในภาคผนวก1 หมายเหตุ
การตีความตามความตกลงใน
การนำมาตรา 7 ของความตกลง
ท่วไปวาดวยภาษีศุลกากรและ

การคา 1994 มาถือปฏิบัติ มาใช
ประกอบการพิจารณาเพ่อกำหนด

ราคาศุลกากร
- อนุสัญญาภาษีซอน คือ - กฎหมายลายลักษณ - นำอนุสัญญาดังกลาวมา - อนุสัญญาภาษีซอนท่มีผล

อนุสัญญาระหวางราช อักษร บังคับใชในการพิจารณาวา บังคับใชแลวมี 61 ฉบับดวย


อาณาจักรไทยกับตาง คความในคดีน้นไดรับยกเวน กัน โดยประเทศท่ประเทศ

ประเทศเพ่อการเวนการเก็บ ภาษีจากรายไดตามความ ไดมีการทำความตกลงดัง

ภาษีซอนในสวนที่เกี่ยวกับ ตกลงแหงอนุสัญญาน้น กลาวเชน ประเทศเกาหลีใต

ภาษีเก็บจากเงินได หรือไม ท้งน้จะมีการนำมา ประเทศออสเตรเลีย


วินิจฉัยประกอบกับ ประเทศจีน ประเทศแคนาดา
ป.รัษฎากรวาดวยการยกเวน ประเทศญ่ปุน ประเทศ

รัษฎากร(ฉบับท่ 18) พ.ศ. ไตหวัน ประเทศทาจิกิสถาน

2505 มาตรา 3บัญญัติให ประเทศนอรเวย ประเทศ
ยกเวนภาษีอากรตาม ป. บารเรน ประเทศเนปาล
รัษฎากร แกบุคคลตาม ประเทศฝร่งเศส ประเทศ

สัญญาวาดวยการเวนการเก็บ บลแกเรย ประเทศโปแลนด


ภาษซอนทรฐบาลไทยไดทำ ประเทศยูเครน เปนตน





ไวหรอจะไดทำกบรฐบาล


ตางประเทศ
- ศาลยุติธรรมมีการนำความ

ตกลงดังกลาวมาพจารณาวา
คความเปนสถานประกอบ


การตามความหมายท่ได
บัญญัติไวในความตกลงหรือ
ไมเพ่อมีคำพิพากษาตอไป

- ศาลยุติธรรมมีการนำความ

ตกลงดังกลาวมาพิจารณาเพ่อ
มีคำพิพากษาในคดี โดย
นำมาวินจฉัยประกอบป.รัษฎากร

(คำพิพากษาศาลฎีกาท ่ ี
3867/2531)
ขอสังเกต: หากขอตกลงตาม
ความตกลงระหวางราช
อาณาจักรไทยกับตาง
ประเทศมีความ ขัดแยงกับ
บทบญญตในประมวล



รัษฎากรแลวจะตองถือตาม
ความตกลงดังกลาว ซึ่งเปน
ขอยกเวนของบทบัญญัติตาม
ประมวลรัษฎากร

ลำดับ ประเภทคดี กฎหมายระหวางประเทศ ลักษณะของ รูปแบบการนำมาใช หมายเหตุ

ทีเกียวของ กฎหมายระหวางประเทศ

- อนุสัญญาวาดวยการจัด - กฎหมายลายลักษณ - ศาลยุติธรรมมีการนำ

ต้งคณะมนตรีความรวมมือ อักษร อนุสัญญาดังกลาวมาใชใน

ทางศุลกากร การตีความเพ่อประกอบการ
พิจารณาคดี เชน พระราช
กำหนดพิกัดอัตราศุลกากร
พ.ศ.2530 มาตรา 4 วรรคหน่ง

“ของท่นำเขามาในหรือพา

ออกไปนอกราชอาณาจักร
น้น ใหเรียกเก็บและเสียอากร

ตามท่กำหนดไวในพิกัดอัตรา

อากรทายพระราชกำหนดน้” ี
และ มาตรา 14 ของท่มีถ่น


กำเนิดจากประเทศท่รวมลง

นามหรือระบุไวในสัญญาหรือ
ความตกลงดังกลาว” ซ่งใน

การพิจารณาถอยคำของคำวา
“ของ” ดังกลาวน้น จะตอง

ถือตามหลักเกณฑการตีความ
พิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1
ทายพระราชกำหนดพิกัดอัตรา
ศุลกากร พ.ศ.2530 ประกอบ
คำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบ
ฮารโมไนซของคณะมนตร ี
ความรวมมือทางศุลกากร


ท่จัดต้งขึ้นตามอนุสัญญาวา
ดวยการจัดต้งคณะมนตรีความ

รวมมือทางศุลกากร





5 ประเด็นเกียวกับอนุญาโต - อนุสัญญาวาดวยการ - กฎหมายลายลักษณ - มีการอนุวัติการกฎหมาย - โดยประเด็นท่ถูกนำมา

ตุลาการ ยอมรับนับถือและการ อักษร ระหวางประเทศมาใชคือ พิจารณา เชน ขอใหเพิกถอน


บังคับตามคำช้ขาดของ พระราชบัญญัตินุญาโต คำช้ขาดของนุญาโตตุลาการ

อนุญาโตตุลาการตาง ตุลาการ พ.ศ. 2545 ขอใหบังคับตาม คำช้ขาดของ
ประเทศ หรือ อนุสัญญา - แมวาคูสัญญาอีกฝายจะไม อนุญาโตตุลาการ โตแยงความ
กรุงนิวยอรก ไดเขาเปนภาคีของอนุสัญญา เหมาะสมของอนุญาโตตุลาการ
ดังกลาว แตประเทศไทยได เปนตน
เขาเปนภาคีแหงอนุสัญญา
นิวยอรกดังน้นจึงมีพันธกรณ ี



ตองปฏิบัติอนุสัญญาน้ ดังน้น
ศาลยุติธรรมของระเทศไทย
จึงมีกรณีตองพิจารณาอนุสัญญา

น้ในอรรถคดีท่เก่ยวกับ


คำช้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

(คำพิพากษาศาลฎีกาที่
1645/2538)

ลำดับ ประเภทคดี กฎหมายระหวางประเทศ ลักษณะของ รูปแบบการนำมาใช หมายเหตุ


ทีเกียวของ กฎหมายระหวางประเทศ










6 ประเดนเกยวกบทรพย - อนสญญากรงเบอรนเพอ - กฎหมายลายลกษณ - ประเทศไทยไดมการอนวตร - ในวันท่ 19 ธันวาคม พ.ศ.











สนทางปญญา คมครองงานวรรณกรรม อกษร การตามพนธกรณของ 2521 มีการเร่มบังคับใช

และศลปกรรม อนุสัญญาดังกลาวประเทศไทย “พระราชบัญญัติลิขสิทธ ์ ิ



จงตราพระราชบญญตคมครอง พ.ศ. 2521” ซ่งเปนบทบัญญัต ิ





วรรณกรรมและศิลปกรรม ท่มีการขยายความคุมครอง
พ.ศ. 2474 วรรณกรรมและศิลปกรรมให

สูงข้น และมีการปรับบทบัญญัต ิ


ใหมีความชัดเจนมากย่งข้น
รวมถึงการเพิ่มโทษทางอาญา
จากการกระทำความผิดเก่ยว


กับการละเมิดลิขสิทธิ์ข้น ดงนน



เม่อมีการบัญญัติกฎหมายฉบับ


ใหมข้นมา พระราชบัญญัต ิ
คุมครองวรรณกรรมและศิลป
กรรม พ.ศ. 2474 จึงถูกยกเลิก
ไป

- กฎหมายลายลกษณ - ประเทศไทยไดมีการแกไข - การบัญญัติกฎหมายน้เปน


อกษร กฎหมายฉบับกอนจาก ไปตามพันธกรณีอนุสัญญา
พระราชบัญญัติคุมครอง ระหวางประเทศวาดวยการ
วรรณกรรมและศลปกรรม คุมครองวรรณกรรม ณ กรง ุ

พ.ศ. 2474 มาเปนพระราช เบอรน โดยพระราชกฤษฎีกา




บัญญัติลิขสิทธ์ พ.ศ. ท่มีการเพ่มเติมข้นมาน้มีสาระ

2521 และมีการตราพระราช สำคัญในการคุมครองงานอัน
กฤษฎีกากำหนดเงื่อนไข เพื่อ มี

คุมครองลิขสิทธิ์ระหวาง ลิขสิทธ์ระหวางประเทศตาม


ประเทศ พ.ศ. ท่ประเทศไทยไดใหขอสงวน

2526 เพ่มเติม ดังนั้นรูปแบบ เรื่อง ขอจำกัดในการคุมครอง

ในการนำมาใชจึงเปนการ งานอันมีลิขสิทธ์ กลาวคือ งาน
นำกฎหมายระหวางประเทศ วรรณกรรมหรือนาฏกรรม
มาอนุวตการเปนกฎหมาย อันมีลิขสิทธ์ ถาเจาของงาน




ภายในเพื่อบังคับใช อันมีลิขสิทธ์ไมเคยอนุญาต
หรอใหผูอ่นจดทำคำแปลเปน






ภาษาไทย และโฆษณาคำแปล
น้นภายในประเทศมากอน

ถือวาผูอ่นสามารถจัดทำคำแปล

งานวรรณกรรมหรืองาน
นาฏกรรมภาษาตางประเทศ
เปนภาษาไทยไดโดยไมตอง
ขออนุญาตเจาของงานอันม ี
ลิขสิทธิ์เสียกอน อยางไรกดี

ภายหลังจากพระราชบัญญัติ

ลิขสิทธ์ พ.ศ. 2521 ไดถูกยกเลก ิ

ไปน้น พระราชกฤษฎีกากำหนด
เงื่อนไข เพื่อคุมครองลิขสิทธิ์
ระหวางประเทศ พ.ศ. 2526
จึงถูกยกเลิกไปดวยและมีผล
ใหขอสงวนดังกลาวถูกยกเลิก
ไปดวย

ลำดับ ประเภทคดี กฎหมายระหวางประเทศ ลักษณะของ รูปแบบการนำมาใช หมายเหตุ

ทีเกียวของ กฎหมายระหวางประเทศ

- ศาลยุติธรรมนำอนุสัญญา - ประกาศกระทรวงพาณิชย
กรุงเบอรนมาใชในการพิจารณา เรองกำหนดรายชอประเทศ




ถึงสิทธิท่คูความจะไดรับการ ภาคีแหงอนุสัญญาวาดวยการ

คมครองตามพระราชบัญญัต ิ คุมครองลิขสิทธ์หรืออนุสัญญา


ลิขสิทธ์ พ.ศ.2537 ตามประกาศ วาดวยการคมครองสิทธิของ


กระทรวงพาณิชย เรื่อง นักแสดง ลงวันท่ 15 พฤษภาคม

กำหนด 2539 ยังมีการบังคับใชอยูใน
รายช่อประเทศภาคีแหง ปจจุบัน


อนุสัญญาวาดวยการคมครอง
ลิขสิทธิ์หรืออนุสัญญาวา
ดวยการคุมครองสิทธิของ

นักแสดง ลงวันท่ 15 พฤษภาคม
2539 กลาวคือ หากคูความ

เปนภาคีแหงอนุสัญญาน้แลว
ยอมไดรับความคุมครองตาม

พระราชบัญญัติลิขสิทธ์ พ.ศ.




- อนสญญากรงปารสวา - กฎหมายลายลกษณ - ประเทศไทยไดเขาเปนภาค ี - อยางไรก็ดีอนุสัญญาดังกลาว

ดวยการคุมครองทรัพยสิน อกษร ของอนุสัญญาดังกลาว แต เปนอนุสัญญาที่ใหความสำคัญ






อตสาหกรรม หรอ อนสญญา มิไดปรากฏวามีการนำอนุสัญญา กับสิทธิบัตรเปนสำคัญ ท้งน ้ ี


กรุงปารีส ดังกลาวไปใชในการพิจารณา ประเทศไทยไดมีการบัญญติ

(Paris Convention for อรรถคดีอยางไร พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ
the Protection of .
Industrial Property) 2522 และแกไขเพ่มเติม

(ฉบับท่ 2) พ.ศ.2535 และ แกไข


เพ่มเติม (ฉบับท่ 3) พ.ศ


.2542 แลว ซ่งกฎหมายดัง
กลาวไดครอบคลุมพันธกรณ ี
ท่ประเทศ

ไทยในฐานะภาคีตองปฏิบติ

ตามอยางเพียงพอแลว จึงไม

ไดมีการนำกฎหมายมาใชเพ่ม



- ความตกลงวาดวยสทธ ิ - กฎหมายลายลกษณ - เมอประเทศไทยเขารวมเปน - กฎหมายดังกลาวน้ยังมีการใช





ในทรพยสนทางปญญาท ี ่ อกษร ภาคีในความตกลงดังกลาวแลว บังคับอยูในปจจุบัน ซึ่งพระราช






เกยวกบการคา หรอ จึงมีพันธกรณีท่จะตองอนุวติ บัญญัติท่ไดกลาวมาน้เปนพระราช



TRIPS การกฎหมายภายในใหสอดคลอง บัญญัติท่ไดอนุวัติการมาตาม
กับขอตกลงดังกลาว ดังนี ้ พันธกรณีของประเทศไทย




1. พระราชบญญตลขสทธ ิ ์ กับความตกลงดังกลาว และศาล

พ.ศ.2537 ยุติธรรมยังมีการนำกฎหมาย

2. พระราชบัญญัติเครืองหมาย นั้นบังคับใช
การคา พ.ศ. 2534 และแกไข - นอกจากการอนุวัติการกฎหมาย

เพิมเติม (ฉบับที 2) พ.ศ. 2543 ระหวางประเทศมาเปนกฎหมาย

3. พระราชบญญตสทธบตร ภายในแลว จากการศึกษาคำพิพากษา








พ.ศ. 2522 และแกไขเพมเตม ศาลฎีกาแลวพบวาศาลยุติธรรม




(ฉบบท 2) พ.ศ. 2535 และ ในประเทศไทยน้น มีการนำขอ

แกไขเพมเตม (ฉบบท 3) พ.ศ. ตกลง






2542

ลำดับ ประเภทคดี กฎหมายระหวางประเทศ ลักษณะของ รูปแบบการนำมาใช หมายเหตุ


ทีเกียวของ กฎหมายระหวางประเทศ
4. พระราชบัญญัติคุมครอง ทริปสมาใชในการตีความ
พันธุพืช พ.ศ. 2542 ถอยคำตางๆ เชน เครื่องหมาย


5. พระราชบัญญัติคุมครอง ท่มีช่อเสียงแพรหลาย เปนตน
แบบผังภูมิของวงจรรวม โดยศาลฎีกาใหเหตุผลวา
พ.ศ. 2543 ประเทศไทยไดเขารวมภาค ี

6. พระราชบัญญัติส่งบงช ี ้ ดังกลาวจึงมีพันธกรณีตามขอ
ทางภูมิศาสตร พ.ศ. 2546 ตกลงนี้ดวย ดังนั้นความหมาย


7. พระราชบัญญัติความลบ หรือหลักเกณฑท่ปรากฏใน

ทางการคา พ.ศ. 2546 ขอตกลงฉบับน้จึงสามารถนำ

ดังน้น ในการใชกฎหมาย มาใชในการตีความเพ่อพิจารณา

ดังกลาวศาลยุติธรรมของ อรรถคดีประกอบกับพระราช

ประเทศไทยจึงใชกฎหมาย บัญญัติตางๆ ท่ไดอนุวัติการมา


ทไดรบการอนวตการมาเหลา  จากขอตกลงทริปส




น้ในฐานะกฎหมายภายใน

ของประเทศไทย

คดหรอขอพพาททางแพง - กฎหมายของตางประเทศ - กฎหมายลายลักษณอักษร - ศาลยุติธรรมจะพิจารณา - ในกรณีท่พระราชบัญญัต ิ



8 ทมลกษณะเกยวพนกน ท่จะถูกนำมาบังคับใช จากขอเท็จจริงท่ปรากฏ จาก วาดวยการขัดกัน ฯ น้กำหนด












ระหวางกฎหมายภายใน เชน กฎหมายเก่ยวกับ น้นจะตองพิจารณาตาม พระ ไววาปญหาดังกลาวใหใชกฎหมาย






และกฎหมายตางประเทศ สญชาต สถานะและความ ราชบัญญัติวาดวยการขัดกัน ใดบงคบ อาจตองพิจารณาเก่ยว

สามารถ หนี้ ทรัพย มรดก แหงกฎหมาย พ.ศ. 2481 พันถึงหลักการยอนหลังเพื่อให
หรือครอบครัว วาเปนกรณีที่ตองใชกฎหมาย เกิดความแนชัดวาจะตองใช
ภายในประเทศหรือกฎหมาย กฎหมายใดบังคับ

ตางประเทศ - ในกรณีท่ความปรากฏวาตองใช

- กรณีของคดีแพงเก่ยวกับ กฎหมายของตางประเทศบังคับ
การสมรสน้น ตามพระราช ศาลตองพิจารณาวากฎหมาย

บัญญัติการขัดกันแหงกฎหมาย ตางประเทศท่จะใชนั้นขัดตอ

น้นถาคูสมรสไดทำถูกตอง พระราชบัญญัติน้และขัดตอ


ตามแบบแหงการสมรสของ ความสงบเรียบรอยและศีลธรรม
ประเทศน้นแลว ถือวาการ อันดีของประชาชนหรือไม

สมรสน้นสมบูรณ ดังนั้นใน และคูความฝายท่กลาวอางมีหนาที่


การพิจารณาคดีเก่ยวกับความ นำสืบใหเปนท่พอใจแกศาล


ถูกตองตามแบบแหงการ หากคูความฝายเชนวาไมสามารถ
สมรสน้ ศาลยอมตองพิจารณา นำสืบใหเปนที่พอใจแกศาลได

กฎหมายแหงการสมรสของ นั้น ศาลตองใชกฎหมายภายใน
ประเทศตามกรณีท่พิพาท คือกฎหมายของประเทศไทย


เพ่อพิจารณาอรรถคด ี แทน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่
(คำพิพากษาศาลฎีกาท ่ ี 1950/2529)
45/2524) - ในการพิสูจนความมีอยูจริง

- ในกรณีของสัญญาจาง ของกฎหมายตางประเทศน้น

แรงงานอาจมีการนำบทบัญญัต เปนหนาท่ของคูความ

กฎหมายแรงงานของตาง ฝายท่กลาวอาง ดังน้นหาก


ประเทศมาใชดวย กลาวคือใน คูความฝายท่กลาวอางไมได

กรณีท่มีขอพิพาทเรื่องสัญญา หยิบยกข้นมาแลว ศาลยอมไม


จางแรงงานแลว อาจหยิบยกขึ้นเองได

ลำดับ ประเภทคดี กฎหมายระหวางประเทศ ลักษณะของ รูปแบบการนำมาใช หมายเหตุ


ทีเกียวของ กฎหมายระหวางประเทศ
หากความปรากฏวาสัญญา

จางแรงงานน้นไดกระทำ
ที่ประเทศอ่นท่มิใชระเทศไทย


แลวจะตองบังคับตามกฎหมาย


ประเทศน้นตามพระราชบัญญต ิ
การขัดกันแหงกฎหมาย พ.ศ.
2481 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่
1958/2548)
- นอกจากน้ศาลยุติธรรมจะ

ตองพิจารณาถึงเจตนารมณ
ของคูความดวยวามีความ
ประสงคอันแทจริงในการบังคับ
ตามกฎหมายตางประเทศ
หรือไม อันเปนไปตาม พ.ร.บ.
วาดวยการขัดกันแหงกฎหมาย
พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรค

หน่ง บัญญัติวา "ปญหาวาจะ
พึงใชกฎหมายใดบังคับ
สำหรับส่งซ่งเปนสาระสำคัญ


หรือผลแหงสัญญาน้น ให

วินิจฉัยตามเจตนาของคูกรณ ี
..." (คำพิพากษาศาลฎีกาที ่
15066/2555)





- ความตกลงดวยวาจา - กฎหมายของตางประเทศ - กฎหมายลายลกษณอกษร - เมื่อเกิดกรณีมีขอสงสัย



ระหวางหัวหนาคณะผูแทน ที่จะถูกนำมาบังคับใช เชน วา บุคคลใดจะไดกลับคืน

ฝายไทยกับหัวหนาคณะ กฎหมายเก่ยวกับสัญชาต ิ สัญชาติเดิมหรือไม และเปน

ผูแทนฝายฝรั่งเศส ณ กรุง สถานะและความสามารถ กรณีท่ไมสามารถนำ พระราช

วอชิงตัน ประเทศหรัฐอเมริกา หน้ ทรัพย มรดก หรือ บัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508

ลงวนท 17 พฤศจกายน ครอบครัว มาใชได ศาลยุติธรรมจึงนำ






ค.ศ. 1946 กฎหมายตางประเทศทเก่ยวของ
มาใช

ลำดับ ประเภทคดี กฎหมายระหวางประเทศ ลักษณะของ รูปแบบการนำมาใช หมายเหตุ


ทีเกียวของ กฎหมายระหวางประเทศ
9 ประเดนเกยวกบการรบขน - อนสญญาสากลไปรษณย - กฎหมายลายลักษณอักษร - ประเทศไทยไดเขารวมลงนาม











ในอนุสัญญาฉบับน้ เมื่อเกิด
ขอพิพาทเก่ยวกับการรับขน

จากประเทศไทยไปยังอีก

ประเทศอ่น หรือจากประเทศอ่น ื
มายังประเทศไทย ศาลยุติธรรม
จะมีการนำอนุสัญญามาพิจารณา
ประกอบการพิจารณาคดีดวย











10 ประเด็นเก่ยวกับการ - อนสญญาวาดวยการจราจร - กฎหมายลายลกษณอกษร -ประเทศไทยไดเขารวมลง

จราจร ทางถนนและพธสารวา นามเปนภาคีในอนุสัญญา

ดวยเครองหมายและ ฉบับน้ ในกรณีท่มีขอพิพาท






สญญาณตามถนน เก่ยวกับการจราจรแลว
ศาลยุติธรรมจะมีการหยิบ
ยกอนุสัญญาน้มาใชในการ

พิจารณาอรรถคดี โดยอาจ
เปนการนำมาพิจารณา
ประกอบกับกฎหมายภายใน
เชน ประมวลกฎหมายแพง
และพาณิชย เปนตน





















หมายเหตุ : นอกจากประเภทคดีที่กลาวมาแลวในการพิจารณาพิพากษาคดีศาลยุติธรรมอาจมีการนำกฎหมายระหวางประเทศมา

พิจารณาถึงสิทธิในการฟองรองอันเปนประเด็นหนึ่งของการวินิจฉัยคดี เชน สนธิสัญญาทางไมตรีและความสัมพันธทางเศรษฐกิจ
ระหวางราชอาณาจักรไทยกับสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2511 ซึ่งเปนกฎหมายลายลักษณอักษร เปนตน

จากตารางการสรุปประเภทคดีที่ศาลยุติธรรมมีการนำกฎหมายระหวางประเทศมาใชในการพิจารณาคดีจะเห็นไดวาคดี

ที่มีการนำกฎหมายระหวางประเทศหรือกฎหมายตางประเทศมาใชนั้นโดยมากแลวจะเปนคดีที่มีขอพิพาทเกี่ยวกับ
อนุสัญญาตางๆ ที่ประเทศไทยไดลงนามเปนภาคีไว เชน การยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามที่

ประเทศไทยไดลงนามเปนภาคีในอนุสัญญานิวยอรก เปนตน และกรณีเกี่ยวกับสัญญาที่คูความฝายหนึ่งเปนชาวตางประเทศ
อันจะมีการนำอนุสัญญาระหวางประเทศอันเกี่ยวกับการคาระหวางประเทศ หรือขอกำหนดตางๆ มาพิจารณาประกอบ
เชน ขอกำหนด INCOTERMS เปนตน หรือเปนคดีแพงที่มีชาวตางประเทศเขามาเกี่ยวของ โดยอาจเปนการนำกฎหมาย

ตางประเทศมาใช ทั้งนี้เปนไปตามพระราชบัญญัติการขัดกันแหงกฎหมาย พ.ศ. 2481
รูปแบบการนำกฎหมายระหวางประเทศหรือกฎหมายตางประเทศมาใชนั้น จะเปนการนำกฎหมายที่เปน

ลายลักษณอักษรมาบังคับใช โดยหลักแลวจะเปนการอนุวัติการกฎหมายระหวางประเทศมาเปนกฎหมายภายใน ตาม
พันธกรณีในกฎหมายระหวางประเทศนั้น และศาลจึงนำกฎหมายที่ไดอนุวัติการนั้นมาบังคับใช ในการพิจารณาพิพากษาคดี
เชน กฎหมายเกี่ยวกับทรัพยสินทางปญญาตาง ๆ ที่มาจากการอนุวัติการขอตกลงความตกลงวาดวยสิทธิในทรัพยสิน

ทางปญญาที่เกี่ยวกับการคา (TRIPS) เปนตน นอกจากการบังคับใชตามกฎหมายระหวางประเทศที่อนุวัติการมาเปน
กฎหมายภายในแลว อาจมีกรณีที่ศาลยุติธรรมของประเทศไทยไดนำกฎหมายระหวางประเทศที่อยูในรูปแบบอนุสัญญา

มาใชในการพิจารณาพิพากษาคดี เชน กรณีของอนุสัญญาภาษีซอนระหวางประเทศไทยและประเทศอื่นที่ไดลงนามไว หรือ
การนำขอตกลง INCOTERMS มาใชในการพิจารณาสัญญาการรับขนระหวางประเทศ เปนตน รวมถึงอาจมีกรณีที่นำ
กฎหมายระหวางประเทศที่ยึดถือเปนจารีตประเพณีทางการคามาใชในการพิจารณาคดี หากไมมีกฎหมายภายในบัญญัติไว

หรือนำมาใชในฐานะหลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งในการพิจารณาคดีลักษณะนี้ศาลยุติธรรมจะนำประมวลกฎหมายแพง
และพาณิชย มาตรา 4 มาใช กลาวคือ ในกรณีที่ไมมีกฎหมายบัญญัติไว ใหนำจารีตประเพณีมาใช หรือหากไมมีกฎหมาย

และจารีตประเพณีเชนวาใหนำหลักกฎหมายทั่วไปมาใช เชน กรณีการนำเฮกรูลลมาใชในฐานะจารีตประเพณีทางการคา
หรือการนำกฎหมายทะเลของประเทศอังกฤษมาใชในฐานะกฎหมายทั่วไป เปนตน นอกจากกรณีดังกลาวแลว
อาจมีกรณีที่ศาลยุติธรรมนำกฎหมายระหวางประเทศมาใชในการพิจารณาถอยคำ เชน การนำความตกลงทั่วไปวาดวย

ภาษีศุลกากรและการคา 1994 มาประกอบการตีความกฎกระทรวง ฉบับที่ 132 เปนตน
เมื่อพิจารณาจากคำพิพากษาที่ปรากฏจะเห็นไดวาศาลยุติธรรมของประเทศไทยมีการนำกฎหมายระหวางประเทศ

มาใชอยางหลากหลาย อยางไรก็ดีเนื่องจากประเทศไทยมีระบบกฎหมายแบบ Civil Law จึงตองบังคับใชกฎหมาย
ลายลักษณอักษร ดังนั้นสวนใหญแลวการใชกฎหมายระหวางประเทศจึงเปนการนำกฎหมายที่ไดรับการอนุวัติการตาม
พันธกรณีแหงอนุสัญญามาใช สวนจารีตประเพณีระหวางประเทศไมปรากฏวามีการนำมาใชในการพิจารณาคดี เวนแต

เปนการนำจารีตประเพณีหรือหลักกฎหมายทั่วไปมาใชในกรณีไมมีกฎหมายลายลักษณอักษรที่สามารถนำมาบังคับ
ใชไดโดยอาศัยประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 4



















ตัวอยางคำพิพากษาศาลฎีกาท่มีการนำกฎหมายระหวางประเทศ

มาใชในการพิจารณาพิพากษาคด ี

รายงานการศึกษา











เร่อง “ความเปนไปได้ในการคําปรึกษา




ด้านจิตสังคมในระบบศาล”

รายงานการศึกษาขอมูล


เรื่อง “ความเปนไปไดในการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล”


ที่มาและความสำคัญของปญหา
สืบเนื่องจากสำนักงานศาลยุติธรรมไดลงนามในบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือเพื่อการดำเนินงานใหคำปรึกษา

ดานจิตสังคมแกผูตองหาหรือจำเลยคดียาเสพติดในระบบศาล รวมกับหนวยงานภาคีเครือขาย ไดแก สำนักงาน
คณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม สำนักงานปลัด
กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.) นับตั้งแตป พ.ศ. 2557 จนถึงปจจุบัน

เริ่มตนจากฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2557 - 2559) ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2560 - 2562) และฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2563 – 2565)
โดยสำนักงานศาลยุติธรรมมีหนาที่หลักในการขยายผลการดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคมไปยังศาลที่มีอำนาจ

ในการพิจารณาคดีอาญาและมีความพรอมในการดำเนินงานตามเกณฑที่กำหนด และสำนักงานคณะกรรมการปองกัน
และปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) เปนหนวยงานใหการสนับสนุนงบประมาณอยางตอเนื่องตามระยะเวลา
ของบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) ปจจุบันมีศาลที่ดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคม จำนวนทั้งสิ้น 25 ศาล

ประกอบดวย 3 กลุมศาล ไดแก ศาลจังหวัด ศาลแขวง และศาลเยาวชนและครอบครัว การดำเนินงานใหคำปรึกษาดาน
จิตสังคมมีวัตถุประสงคหลัก คือ การใหคำปรึกษาทางดานจิตวิทยาแกผูตองหาหรือจำเลยที่ไดรับการปลอยชั่วคราว

ในชั้นสอบสวนหรือชั้นการพิจารณาคดีของศาล เพื่อแกไข ฟนฟู บำบัด ใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ พฤติกรรม
และความประพฤติใหสามารถกลับมาใชชีวิตในสังคมไดอยางปกติและไมกลับไปกระทำความผิดซ้ำ โดยประเภทคดี
ที่มุงเนนใหคำปรึกษาดานจิตสังคมเปนสำคัญ คือ คดีเกี่ยวกับยาเสพติด แตอยางไรก็ตาม ในคดีความรุนแรงในครอบครัว

และคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ก็สามารถเขารับคำปรึกษาจากการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมไดเชนกัน
กระบวนการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมถูกขับเคลื่อนโดย “ผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมประจำศาล” ที่ไดรับการ

มอบหมายหรือแตงตั้งโดยศาล ไดแก ผูประนีประนอม ผูพิพากษาสมทบ หรือผูที่มีประสบการณหรือความเชี่ยวชาญ
ที่เกี่ยวของกับการใหคำปรึกษาทางจิตวิทยา นอกจากนี้ มีผูปฏิบัติหนาที่ในการคัดกรองหรือการสอบถามขอมูลทาง
จิตวิทยาเบื้องตนจากผูตองหาหรือจำเลยกอนการเขารับคำปรึกษาจากผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมประจำศาลดวย ไดแก

นักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะหประจำงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ทั้งนี้ ผูปฏิบัติหนาที่ที่เกี่ยวของกับการให
คำปรึกษาดานจิตสังคมที่กลาวมาทั้งหมดขางตน ไดรับคาตอบแทนและคาจางจากงบประมาณที่สำนักงานคณะกรรมการ

ปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ใหการสนับสนุน โดยผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมประจำศาล ไดรับ
คาตอบแทนในการปฏิบัติหนาที่ใหคำปรึกษาวันละ 800 บาท ตอการปฏิบัติหนาที่ใหคำปรึกษา 1 วัน สำหรับนักจิตวิทยา
และนักสังคมสงเคราะหประจำงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ไดรับคาจาง เดือนละ 15,000 บาท อนึ่ง ผูปฏิบัติหนาที่

ที่เกี่ยวของกับการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม โดยเฉพาะอยางยิ่งผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมประจำศาล จะไดรับการอบรม
เพื่อพัฒนาและเสริมสรางความรูความเขาใจเกี่ยวกับการใหคำปรึกษาตามหลักสูตรการใหคำปรึกษาที่สำนักงานศาลยุติธรรม

จัดหรือรับรอง เชน หลักสูตรการใหคำปรึกษาขั้นพื้นฐาน หลักสูตรการใหคำปรึกษาเพื่อการจัดการภาวะเสพติด หลักสูตร
การใหคำปรึกษาครอบครัว เปนตน รวมถึงหลักสูตรอื่นๆ ที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดขึ้นภายใตการดำเนินงานใหคำปรึกษา
ดานจิตสังคมดวย และผูเขารับคำปรึกษาดานจิตสังคมจะไดรับการแกไข ฟนฟู บำบัด ทางจิตวิทยาและพฤตินิสัยจาก

กระบวนการอบรมตางๆ ทั้งนี้ โดยงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด
(สำนักงาน ป.ป.ส.) ทั้งสิ้น

สำหรับผลการดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในศาลชั้นตน จำนวน 25 ศาล ตั้งแตเดือนตุลาคม 2563 –
พฤษภาคม 2564 พบวา มีจำนวนผูเขารับคำปรึกษา ทั้งสิ้น 4,480 คน สวนใหญเปนคดียาเสพติด จำนวน 2,533 คดี
คิดเปนรอยละ 66.19 ของคดีทั้งหมดที่เขารับคำปรึกษา รองลงมา คือ คดียาเสพติดและคดีความผิดอื่น จำนวน 818 คด ี

คิดเปนรอยละ 21.37 ของคดีทั้งหมดที่เขารับคำปรึกษา โดยในจำนวนนี้มีผูเขารับคำปรึกษาที่กลับไปกระทำความผิดซ้ำ

จำนวน 38 คน คิดเปนรอยละ 0.85 ของจำนวนผูเขารับคำปรึกษาทั้งหมด ซึ่งเมื่อพิจารณาจากสถิติผลการดำเนินงาน

จะเห็นไดวาแมภารกิจในการดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในศาลชั้นตนทั่วประเทศ ทั้ง 25 ศาล จะมิใชการดำเนิน
งานตามภารกิจหลักของศาลยุติธรรม คือ การอำนวยความยุติธรรมใหกับสังคม แตก็มิอาจปฏิเสธไดวาการกิจการ
ใหคำปรึกษาดานจิตสังคมที่ดำเนินการโดยศาลยุติธรรมทั้ง 25 ศาลนั้นมีผลตอการชวยจำกัดหรือลดจำนวนผูกระทำ

ความผิดซ้ำอันเปนความสงบสุขในสังคม ซึ่งนำไปสูการลดปริมาณคดีที่จะเขาสูการพิจารณาคดีของศาลตามขั้นตอนของ
กระบวนการยุติธรรมไดอีกทางหนึ่ง แตอยางไรก็ตาม หากพิจารณาในอีกดานหนึ่งนอกจากผลการดำเนินงานที่เปน

ประโยชนตอสังคมและกระบวนการยุติธรรมแลว การดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคมภายใตบันทึกขอตกลงวาดวย
ความรวมมือ (MOU) ที่ผานมา พบปญหาขอขัดของประการสำคัญและปรากฏอยางชัดเจน คือ ระยะเวลาที่ไมตอเนื่อง
ของงบประมาณที่ไดรับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.)

ทั้งนี้ เนื่องมาจากงบประมาณที่ไดรับการสนับสนุนดังกลาวนั้น เปนการเบิกจายงบประมาณแทนกัน ดังนั้น ดวยกระบวนการ
ของระบบงบประมาณตามปกติของทางราชการ จำเปนตองมีระยะเวลาในการตัดโอนงบประมาณเบิกจายแทนกัน

ระหวางหนวยงาน ซึ่งขอเท็จจริงพบวามีระยะเวลาที่ไมตอเนื่องประมาณ 1 - 2 เดือน ซึ่งปรากฏเปนประจำในทุกป
งบประมาณ อันสงผลกระทบตอการดำเนินงานอยางตอเนื่องในการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมทั้ง 25 ศาล ไดแก
คาตอบแทนผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมประจำศาล คาจางนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะหในงานใหคำปรึกษาดาน

จิตสังคมซึ่งที่ผานมาพบวา แตละศาลไดแกไขปญหาเฉพาะหนาดังกลาวเองดวยวิธีการตางๆ เชน การชะลอการให
คำปรึกษาจนกวาจะไดรับงบประมาณสนับสนุน การเลิกจางนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห เนื่องจากขาดคาจางที่

ตอเนื่อง รวมถึงการแสวงหางบประมาณสนับสนุนจากแหลงอื่น เปนตน ซึ่งแมวาสำนักงานศาลยุติธรรมและสำนักงาน
คณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) จะพยายามหาทางแกไขปญหาดังกลาวมาโดยตลอด
แตอยางไรก็ดียังมีขอจำกัดดานนโยบายของทั้งสองหนวยงาน รวมถึงกระบวนการปกติของระบบงบประมาณที่ตองยอมรับ

ดังนั้น เพื่อเปนการแสวงหาแนวทางใหการดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาลใหเปนไปอยาง
ตอเนื่อง ขจัดปญหาดานงบประมาณที่สงผลกระทบตอภาพลักษณของศาลยุติธรรม และเพื่อใหสามารถดำเนินการตอไป

ไดอยางยั่งยืน ภายใตกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ ทรัพยากรและการบริหารจัดการของศาลยุติธรรมเอง อันเปนไปตาม
นโยบายของนางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา หัวขอที่ 2 ดานสมดุล “สรางดุลยภาพแหงสิทธิ” และแผนยุทธศาสตร
ศาลยุติธรรม พ.ศ. 2561 – 2564 ภายใตยุทธศาสตร J : Justice for All ยึดมั่นการอำนวยความยุติธรรมดวยหลัก

นิติธรรม เปาประสงคสังคมไทยมีความสงบสุขเรียบรอย สามัคคีปรองดองอยางมั่นคงและยั่งยืน รวมถึงพระราชบัญญัติ
มาตรการกำกับและติดตามจับกุมผูหลบหนีการปลอยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560 มาตรา 3 กำหนดใหศาลอาจแตงตั้ง

บุคคลใหเปนผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวซึ่งทำหนาที่ใหคำปรึกษาผูถูกปลอยชั่วคราวเพื่อปองกันการหลบหนีหรือ
ภัยอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในระหวางที่ไดรับการปลอยชั่วคราวได ตลอดจนระเบียบคณะกรรมการ
บริหารศาลยุติธรรมวาดวย คุณสมบัติ ลักษณะตองหาม การแตงตั้งและการปฏิบัติหนาที่ของผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราว

การจายคาตอบแทนและคาใชจายของผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราว คาพาหนะแกผูถูกปลอยชั่วคราวที่ยากไร เงินสินบน
แกผูแจงความนำจับและเงินรางวัลแกเจาหนาที่ผูจับผูถูกปลอยชั่วคราวโดยศาลที่หลบหนี พ.ศ. 2561 ซึ่งขอ 12 กำหนด

ใหคาตอบแทนของผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ในการใหคำปรึกษา ไดรับเปนรายครั้ง ครั้งละ 2,000 บาท
ตามที่ใหคำปรึกษา รวมแลวไมเกิน 30,000 บาท
จากนโยบายผูบริหารศาลยุติธรรม กฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับตางๆ ของศาลยุติธรรมที่กลาวมาขางตน อาจนำ

ไปสูการดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาลโดยศาลยุติธรรมเองอยางตอเนื่องและยั่งยืนตอไปได ประกอบ
กับในป พ.ศ. 2565 นี้ บันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) ฉบับปจจุบัน (พ.ศ. 2563 - 2565) จะสิ้นสุดลง จึงเปน

ประเด็นสำคัญในการศึกษาความเปนไปไดในการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาลภายใตกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ
การบริหารจัดการและทรัพยากรของศาลยุติธรรม โดยไมจำเปนตองขอรับงบประมาณสนับสนุนจากหนวยงานอื่น หรือ
ตองขับเคลื่อนโดยบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) เพื่อเปนขอมูลอันเปนประโยชนในการประกอบการพิจารณา

หรือตัดสินใจของผูบริหารศาลยุติธรรม ในการรวมลงนามในบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) และขอรับ

งบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ในอนาคตหรือ
การดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคมเองภายใตทรัพยากรและการบริหารจัดการของศาลยุติธรรมอยางตอเนื่องและ
ยั่งยืนตอไป หรือยุติการดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล เปนตน


วัตถุประสงคของการศึกษา
เพื่อศึกษาความเปนไปไดในการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาลอยางยั่งยืนภายใตกฎหมาย ระเบียบ

ขอบังคับ การบริหารจัดการและทรัพยากรของศาลยุติธรรม โดยไมจำเปนตองขอรับงบประมาณสนับสนุนจากหนวยงาน
อื่น หรือตองขับเคลื่อนโดยบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU)


ขอบเขตในการศึกษา
1) ความเปนมาของการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล

2) การใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล ภายใตบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) และการสนับสนุน
งบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.)

3) การใหคำปรึกษาดานจิตสังคมโดยผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา ภายใตพระราชบัญญัต ิ
มาตรการกำกับและติดตามจับกุมผูหลบหนีการปลอยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560 และระเบียบคณะกรรมการบริหาร
ศาลยุติธรรมวาดวย คุณสมบัติ ลักษณะตองหาม การแตงตั้งและการปฏิบัติหนาที่ของผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราว

การจายคาตอบแทนและคาใชจายของผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราว คาพาหนะแกผูถูกปลอยชั่วคราวที่ยากไรเงินสินบน
แกผูแจงความนำจับและเงินรางวัลแกเจาหนาที่ผูจับผูถูกปลอยชั่วคราวโดยศาลที่หลบหนี พ.ศ. 2561 และที่แกไขเพิ่มเติม

(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564
4) กรณีศึกษาการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ตามพระราชบัญญัติมาตรการกำกับและติดตามจับกุมผูหลบหนี
การปลอยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560 ในศาลที่เขารวมดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ตามบันทึกขอตกลงวาดวย

ความรวมมือ (MOU) และศาลอื่นๆ
5) ความเปนไปไดในการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ภายใตกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ การบริหารจัดการและ

ทรัพยากรของศาลยุติธรรม
6) แนวทางในการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาลอยางตอเนื่องและยั่งยืน


ระยะเวลาในการดำเนินการ
ปงบประมาณ พ.ศ. 2564 (พฤษภาคม – สิงหาคม 2564)


นิยามศัพท
การใหคำปรึกษา หมายถึง กระบวนการใหคำแนะนำ หรือการใหขอมูลเพื่อชวยเหลือที่เกิดจากสัมพันธภาพของ

บุคคลอยางนอย 2 คน คือผูใหและผูรับการปรึกษา
จิตสังคม (psychosocial) หมายถึง ความสัมพันธระหวางองคประกอบทางจิตใจและสังคมที่ผันแปรอยางตอเนื่อง
และสงผลตอพัฒนาการของมนุษย ซึ่งเปนสิ่งที่กำหนดสุขภาวะของมนุษย

การใหคำปรึกษาดานจิตสังคม หมายถึง การใหคำปรึกษาเบื้องตนในดานจิตใจและสังคมแกผูเขารับคำปรึกษา
ซึ่งเปนผูตองหาหรือจำเลยตามคำสั่งศาล เพื่อแกไข บำบัด ฟนฟู ปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมใหเปนไปในทางที่ดีขึ้น

ใหสามารถกลับไปดำเนินชีวิตไดอยางปกติสุข เพื่อปองกันการกระทำความผิดซ้ำ การหลบหนี การกระทำความผิดหรือ
กอเหตุราย
คลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคม (Socio – Psycho Clinic) หมายถึง สวนงานหรือกลุมงานที่มีภารกิจเกี่ยวของ

กับการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมของศาล

ผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมประจำศาล หมายถึง ผูที่ไดรับการแตงตั้งจากศาลใหปฏิบัติหนาที่ ใหคำปรึกษาเพื่อ

แกไข ฟนฟู บำบัดผูรับคำปรึกษาใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และความประพฤติใหสามารถกลับมาใชชีวิตในสังคม
ไดอยางปกติและไมกลับไปกระทำความผิดซ้ำ โดยไดรับคาตอบแทนการใหคำปรึกษาจากงบประมาณสนับสนุนของ
สำนักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ตามบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ

(MOU)
ผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา หมายถึง ผูที่ไดรับการแตงตั้งจากศาลตามพระราชบัญญัต ิ

มาตรการกำกับและติดตามจับกุมผูหลบหนีการปลอยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560 ใหปฏิบัติหนาที่ใหคำปรึกษาเพื่อปรับ
เปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมของผูรับคำปรึกษาใหเปนไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อปองกันการหลบหนี การกระทำความผิดหรือ
กอเหตุราย โดยไดรับคาตอบแทนการใหคำปรึกษาจากพระราชบัญญัติดังกลาว



ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ

เ ปนขอมูลประกอบการพิจารณาของผูบริหารศาลยุติธรรมเกี่ยวกับการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล
อยางยั่งยืน ภายใตกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ การบริหารจัดการและทรัพยากรของศาลยุติธรรม โดยไมจำตองขอ
งบประมาณสนับสนุนจากหนวยงานอื่น หรือตองขับเคลื่อนโดยบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU)


บทสรุป
คลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคม (Socio – Psycho Clinic) เปนรูปแบบการใหคำปรึกษาโดยผูชี่ยวชาญหรือ

มีประสบการณทางดานจิตวิทยาแกผูตองขังหรือจำเลยในคดีที่เกี่ยวของกับยาเสพติด คดีความรุนแรงในครอบครัว และ
คดีความผิดเกี่ยวกับเพศที่มีโทษไมรายแรงซึ่งไดรับการปลอยตัวชั่วคราว (โดยการประกันตัว) ในะหวางการสอบสวนหรือ

การพิจารณาของศาลเพื่อใหมีโอกาสไดรับการแกไข ฟนฟู บำบัด ใหเกิดการปลี่ยนแปลงทัศนคติและความประพฤติให
สามารถกลับมาใชชีวิตในสังคมไดอยางปกติและไมกลับไปกระทำความผิดซ้ำ เริ่มดำเนินการครั้งแรกในศาลยุติธรรม เมื่อ
ป พ.ศ. 2552 โดยศาลอาญาธนบุรี ปจจุบันมีการขยายผลไปยังศาลทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 25 ศาล โดยนับตั้งแต

ป พ.ศ. 2557 เปนตนมา เปนการดำเนินงานภายใตการจัดทำบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) รวมกันระหวาง
สำนักงานศาลยุติธรรมกับหนวยงานภาคีตางๆ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด

(สำนักงาน ป.ป.ส) เปนหนวยงานใหการสนับสนุนงบประมาณมาโดยตลอด และในสิ้นปงบประมาณ พ.ศ. 2565 นี้ บันทึก
ขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2563 - 2565) จะสิ้นสุดลง ศาลยุติธรรม โดยสถาบันวิจัยและ
พัฒนารพีพัฒนศักดิ์ จึงไดจัดทำรายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง “ความเปนไปไดในการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล”

ขึ้น สรุปผลการศึกษาวิจัย ดังนี้
วิธีการเก็บรวบรวมขอมูล

ดำเนินการเก็บรวบรวมขอมูลจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวของและจากศาลกลุมตัวอยาง จำนวน
ทั้งสิ้น 35 ศาล ประกอบดวย (1) กลุมศาลที่เขารวมดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ภายใตบันทึกขอตกลง
วาดวยความรวมมือ (MOU) ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2563 – 2565) จำนวน 25 ศาล และ (2) กลุมศาลที่ไมไดดำเนินงานคลินิก

ใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ภายใตบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2563 – 2565) ที่เปน
ศาลนำรองตามโครงการประเมินความเสี่ยงและการกำกับดูแลในชั้นปลอยชั่วคราว ป พ.ศ. 2560 และศาลอื่น ๆ

จำนวน 10 ศาล ทั้งนี้ ดำเนินการเก็บรวบรวมขอมูลโดยการสัมภาษณทางโทรศัพท ตามแบบสัมภาษณทกำหนดขึ้น
ระหวางวันที่ 9 – 20 สิงหาคม 2564 แลวนำขอมูลที่ไดรับมาประมวลผลและวิเคราะห สรุปผลการศึกษาขอมูล มีดังนี้
1. การดำเนินงานคลินิกใหปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล ภายใตบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU)

และการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.)

ผลการดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ภายใตบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) ทั้ง 3 ฉบับ

ประกอบดวย ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2557 – 2559) ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2560 – 2562) และปจจุบันฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2563 – 2565)
มีจำนวนทั้งสิ้น 25 ศาล ประกอบดวย ศาลจังหวัด ศาลแขวง ศาลเยาวชนและครอบครัว โดยมีผูเขารับคำปรึกษา
รวมจำนวนทั้งสิ้น 19,977 ราย ในจำนวนนี้มีผูกลับไปกระทำความผิดซ้ำ จำนวน 238 รายคิดเปนรอยละ 1.19 ของผูเขารับ

คำปรึกษาจากคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคมทั้งหมด (ขอมูลตั้งแตพ.ศ. 2557 – มิถุนายน 2564) การดำเนินงานโดย
การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ที่ผานมา

มีขอดีประการแรก คือ ศาลที่ดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคมไดรับงบประมาณสนับสนุนที่เพียงพอ โดยไมตอง
ขอรับการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงานศาลยุติธรรมเอง และขอดีประการที่สอง คือ มีภาคีเครือขายที่เชี่ยวชาญ
ในการแลกเปลี่ยนและเรียนรูรวมกันเกี่ยวกับการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมอยางมีคุณภาพ แตอยางไรก็ตามพบวามีขอดอย

ประการสำคัญ คือ งบประมาณที่ไดรับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด
(สำนักงาน ป.ป.ส.) มีความไมตอเนื่องประมาณ 1 – 2 เดือน และไมมีผลยอนหลังในชวงรอยตอของปงบประมาณ

เนื่องจากเปนกระบวนการปกติของการตัดโอนงบประมาณระหวางหนวยงาน อันสงผลกระทบตอการใหคำปรึกษาอยางตอเนื่อง
และการบริหารจัดการทรัพยากรตางๆ อยางมีประสิทธิภาพของคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคม อีกทั้ง ยังไมสามารถ
ทราบไดวาภายหลังสิ้นสุดบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) ฉบับปจจุบันแลว (พ.ศ. 2563 - 2565) จะยังคง

ไดรับงบประมาณสนับสนุนอยางแนนอน ตอเนื่องและยั่งยืนตลอดไปหรือไม
2. การใหคำปรึกษาดานจิตสังคมโดยผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา ภายใตพระราช

บัญญัติมาตรการกำกับและติดตามจับกุมผูหลบหนีการปลอยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560
พระราชบัญญัติมาตรการกำกับและติดตามจับกุมผูหลบหนีการปลอยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560 มีวัตถุประสงค 
เพื่อเสริมสรางประสิทธิภาพในการปองกันการหลบหนีหรือภัยอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในระหวางที่

ผูตองหาหรือจำเลยไดรับการปลอยชั่วคราวจากศาล โดยกำหนดใหศาลมีอำนาจแตงตั้งผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราว
ที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมของผูรับคำปรึกษาใหเปนไปในทิศทางที่ดีขึ้น และระเบียบ

คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมวาดวย คุณสมบัติ ลักษณะตองหาม การแตงตั้งและการฏิบัติหนาที่ของผูกำกับดูแล
ผูถูกปลอยชั่วคราว การจายคาตอบแทน และคาใชจายของผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวคาพาหนะแกผูถูกปลอยชั่วคราว
ที่ยากไร เงินสินบนแกผูแจงความนำจับ และเงินรางวัลแกเจาหนาที่ผูจับผูถูกปลอยชั่วคราวโดยศาลที่หลบหนี พ.ศ. 2561

และที่แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 กำหนดใหการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม หมายความรวมถึง การใหคำปรึกษา
เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติ และพฤติกรรมของผูรับคำปรึกษาใหเปนไปในทางที่ดีขึ้นเพื่อปองกันการหลบหนี การกระทำ

ความผิดหรือกอเหตุราย ดังนั้น จะเห็นไดวาการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมโดยผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่
ใหคำปรึกษา ตาม พ.ร.บ. และ ระเบียบ ก.บ.ศ. ดังกลาว จึงมีวัตถุประสงคและลักษณะการดำเนินงานที่สอดคลองกัน
กับการใหดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาลภายใตบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU)

พ.ศ. 2563 – 2565 ทั้งนี้ ระเบียบ ก.บ.ศ. ไดกำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับคุณสมบัติ การแตงตั้ง หนาที่ คาตอบแทน
วิธีการ หลักฐานและเอกสารการเบิกจายคาตอบแทนของผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษาไวโดย

ละเอียดดวยแลว
2.1 กรณีศึกษากลุมศาลที่มีการดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ภายใตบันทึกขอตกลงวาดวยความ
รวมมือเพื่อการดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคมแกผูตองหาหรือจำเลยคดียาเสพติดในระบบศาล ป พ.ศ. 2563 – 2565

จำนวน 25 ศาล
พบวา รอยละ 44 มีการแตงตั้งผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา และเบิกจายคาตอบแทน

ผูใหคำปรึกษา ตามที่ พ.ร.บ. และระเบียบ ก.บ.ศ. กำหนด โดยบุคคลที่ไดรับการแตงตั้งเปนผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราว
ที่มีหนาที่ใหคำปรึกษาสวนใหญ มาจากผูมีความรูและประสบการณดานการปฏิบัติงานในสาขาตางๆ จากบัญชีผูใหคำปรึกษา
ดานจิตสังคมประจำศาล ไดแก ผูประนีประนอม อาจารยมหาวิทยาลัย ผูอำนวยการสถานศึกษา นักสังคมสงเคราะห

นักจิตวิทยา ขาราชการบำนาญ ผูประกอบการ และสถาปนิก เปนตน ทั้งนี้ ไมพบปญหาหรือขอของในแตงตั้งและการเบิก

จายคาตอบแทนผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา ในขณะที่ศาล รอยละ 56 ไมมีการแตงตั้งผูกำกับ
ดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา และไมไดดำเนินการขึ้นบัญชีเพื่อรองรับการแตงตั้งที่อาจจะมีไดในอนาคต
เนื่องจากมีบัญชีผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมประจำศาลที่มีความพรอมในกรณีที่จะมีการแตงตั้งอยูแลว ทั้งนี้ มีขอสังเกต

วาแมจะมีบัญชี ผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมที่มีคุณสมบัติพรอมแลว แตศาลก็ไมไดมีคำสั่งแตงตั้งใหเปนผูกำกับดูแลผูถูก
ปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษาตาม พ.ร.บ. แตอยางใด

2.2 กรณีศึกษากลุมศาลที่ไมมีการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมภายใตบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือเพื่อการ
ดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคมแกผูตองหาหรือจำเลยคดียาเสพติดในระบบศาลป พ.ศ. 2563 – 2565 จำนวน
10 ศาล

พบวา ศาลกลุมตัวอยางทั้งหมด จำนวน 10 ศาล ไมมีการแตงตั้งผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ให
คำปรึกษา ตามที่ พ.ร.บ. และระเบียบ ก.บ.ศ. กำหนด แตอยางไรก็ตามพบวา ศาล รอยละ 28.6 มีการขึ้นบัญชีผูที่มี

คุณสมบัติครบถวนเพื่อรองรับการพิจารณาจากศาลในการมีคำสั่งแตงตั้งใหเปนผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่
ใหคำปรึกษาในอนาคต และศาล รอยละ 71.4 ยังมิไดมีการขึ้นบัญชีผูมีคุณสมบัติครบถวนหรือยังมิไดดำเนินการใดๆ
ที่เกี่ยวของหรือเปนการรองรับการแตงตั้งผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา เนื่องจากมีขอขัดของ

ประการสำคัญในการคัดเลือกผูมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด คือ ตองเปนผูที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ
ในการใหคำปรึกษา หรือผานการอบรมหลักสูตรการใหคำปรึกษาทางจิตสังคมที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดหรือรับรอง

จากกรณีศึกษาที่กลาวมาขางตน จึงเห็นไดวากลุมศาลที่มีการแตงตั้งผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ให
คำปรึกษาลวนแตเปนศาลที่มีการดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคมตามบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ
(MOU) ทั้งสิ้น เนื่องจากมีบัญชีผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมประจำศาลที่ผานการอบรมตามหลักสูตรการใหคำปรึกษา

ดานจิตสังคมตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดหรือรับรองอยูกอนแลว อันเปนผลจากการดำเนินงานตามกิจกรรมการอบรม
ผูใหคำปรึกษา ตามที่สำนักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ซึ่งเปนหนวยงานที่

ใหการสนับสนุนงบประมาณกำหนดไว และสำหรับในกลุมศาลที่ยังไมมีการดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคมนั้น
ยังไมมีการแตงตั้งผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา เนื่องจากมีขอขัดของในการคัดเลือกบุคคลที่มี
คุณสมบัติเหมาะสมตามที่กฎหมายกำหนด อันประกอบดวยตองเปนผูที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณในการให

คำปรึกษา หรือตองผานการอบรมหลักสูตรการใหคำปรึกษาทางจิตสังคมที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดหรือรับรอง อนึ่งพบ
ขอสังเกตประการสำคัญวา ศาลสวนใหญมักเขาใจวาผูที่มีคุณสมบัติครบถวนตองเปนผูที่มีความสมัครใจและผานการอบรม

หลักสูตรการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดหรือรับรองเทานั้น หากแตตามกฎหมายแลว ยัง
มีคุณสมบัติอีกประการหนึ่งนอกจากเปนผูที่มีความสมัครใจแลว หากเปนผูที่มีประสบการณและความเชี่ยวชาญในการ
ใหคำปรึกษาแลว ก็สามารถเขารับการพิจาณาเพื่อแตงตั้งเปนผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษาได

โดยไมตองผานการอบรมตามที่ไดกลาวมาแลว
การวิเคราะหความเปนไปไดในการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ภายใตกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ การบริหาร

จัดการและทรัพยากรของศาลยุติธรรม
เมื่อดำเนินการวิเคราะหถึงความเปนไปไดในการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล ภายใตกฎหมาย
ระเบียบ ขอบังคับ การบริหารจัดการและทรัพยากรของศาลยุติธรรมเอง ผานองคประกอบตางๆ ของการดำเนินงาน

คลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคมที่ดำเนินการอยูในปจจุบัน พบวา มีความเปนไปได แมวาจะมีองคประกอบบางประการ
ที่สำนักงานศาลยุติธรรมไมไดมีงบประมาณรองรับไวเปนการเฉพาะ เชน การจางนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห

การจัดทำรายงานผลการดำเนินงานและประชาสัมพันธ การใชวัสดุอุปกรณสำนักงานในการดำเนินงาน การจัดอบรม
ผูเขารับคำปรึกษา และการจัดอบรมผูใหคำปรึกษา เปนตน แตอยางไรก็ตามสำนักงานศาลยุติธรรมสามารถที่จะปรับเปลี่ยน
หรือกำหนดแนวปฏิบัติอื่น เพื่อทดแทนหรือเสริมสรางองคประกอบในสวนที่ขาดหายไปได ภายใตกฎหมาย พ.ร.บ.

และระเบียบ ก.บ.ศ. ที่ไดกำหนดไว ตลอดจนโดยการบริหารจัดการทรัพยากร บุคลากร และงบประมาณของ

สำนักงานศาลยุติธรรม เชน การบริหารจัดการอัตรากำลังนักจิตวิทยาที่มีอยูแลวของศาลมารวมปฏิบัติงาน การจัดทำ
รายงานผลการดำเนินงานและประชาสัมพันธทางสื่อออนไลน ซึ่งลดคาใชจายได การใชวัสดุ อุปกรณ ครุภัณฑ คอมพิวเตอร
เครื่องพิมพเอกสารตางๆ รวมกับสวนงาน/ กลุมงานอื่น ภายในศาลเอง การจัดการอบรมผูเขารับคำปรึกษารวมกับแผน

การอบรมเพื่อบำบัด ฟนฟู แกไข ในศาลเยาวชนและครอบครัว และการจัดอบรมผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมโดย
งบประมาณของสำนักงานศาลยุติธรรม รวมถึงการประชาสัมพันธใหความรูความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับคุณสมบัติของ

ผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา เพื่อลดขอจำกัดหรือเงื่อนไข และเปนการเตรียมความพรอมให
ผูที่มีความสมัครใจไดมีคุณสมบัติครบถวนสำหรับเขารับการพิจารณาแตงตั้งใหเปนผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มี
หนาที่ใหคำปรึกษาตอไป

ทั้งนี้ การใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล ภายใตกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ การบริหารจัดการและ
ทรัพยากรของศาลยุติธรรมเอง ถือเปนการยุติปญหาการรับงบประมาณเบิกจายแทนกันจากหนวยงานภายนอกที่มีความ

ไมตอเนื่องประมาณ 1 – 2 เดือน และไมมีผลยอนหลัง และเปนการดำเนินการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมที่มีกฎหมาย
บัญญัติไวโดยชัดเจน อีกทั้งยังเปนการสงเสริม และเตรียมความพรอมใหมีการแตงตั้งผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราว
ที่มีหนาที่ใหคำปรึกษาตาม พ.ร.บ. อีกดวย

ขอเสนอแนะแนวทางการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาลอยางตอเนื่องและยั่งยืน
1. ขอเสนอแนะแนวทางเพื่อประกอบการพิจารณาของผูบริหาร

ผลการศึกษาวิจัยทั้งหมดขางตน สามารถกำหนดขอเสนอแนะแนวทางสำหรับผูบริหารสำนักงาน
ศาลยุติธรรมพิจารณาประกอบการตัดสินใจ จำนวน 3 แนวทาง ซึ่งมีขอดีและขอดอย ที่สำคัญ สรุปได ดังนี้
แนวทางที่ 1 ดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคมตอไป ภายใตการเขารวมลงนามในบันทึก

ขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) และขอรับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปราม
ยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.)

ขอดี คือ มีแหลงบประมาณสนับสนุนจากหนวยงานอื่น อยางครบถวนและเพียงพอ โดยไมตองใช
งบประมาณของสำนักงานศาลยุติธรรมเอง ขอดอย คือ งบประมาณที่ไดรับการสนับสนุนจากหนวยงานอื่นไมมีความ
ตอเนื่องประมาณ 1 – 2 เดือน และไมมีผลยอนหลัง อีกทั้งไมสามารถทราบไดวางบประมาณจะยังคงมีอยูตอไปอยาง

แนนอนและยั่งยืนหรือไม และการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมจำกัดเฉพาะคดีบางประเภท กลาวคือ มุงเนนในคดียาเสพติด
เปนสำคัญ ซึ่งสอดคลองกับภารกิจหลักในการปองกันและปราบปรามยาเสพติดของหนวยงานที่ใหการสนับสนุน

งบประมาณรวมถึงไมเปนการสนับสนุนและสงเสริมใหมีการแตงตั้งผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา
ตาม พ.ร.บ. อยางแทจริง เนื่องจากยังคงเบิกจายคาตอบแทนผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมจากงบประมาณที่หนวยงานอื่น
ใหการสนับสนุน ในขณะที่สามารถเบิกจายคาตอบแทนผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมไดตามกฎหมายและระเบียบของ

สำนักงานศาลยุติธรรมเอง
แนวทางที่ 2 ดำเนินการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ภายใตกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับการบริหาร

จัดการและทรัพยากรของศาลยุติธรรมเอง โดยใหเปนดุลพินิจผูบริหารของแตละศาลในการพิจารณาดำเนินการตาม
ความพรอมและเหมาะสมของศาล
ขอดี ยุติปญหางบประมาณที่ไมตอเนื่องและไมมีผลยอนหลัง การดำเนินงานมีความแนนอน ตอเนื่อง

และยั่งยืน เนื่องจากมีกฎหมายและระเบียบรองรับไวโดยเฉพาะ ประกอบกับสามารถบริหารจัดการทรัพยากร งบประมาณ
และบุคลากรภายในของศาลยุติธรรมเองตามความเหมาะสม อีกทั้งการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล ครอบคลุม

ทุกประเภทคดี มิไดกำหนดไวแตเพียงคดียาเสพติด ซึ่งสอดคลองตามภารกิจหลักของหนวยงานผูใหการสนับสนุน
งบประมาณ คดีความรุนแรงในครอบครัว และคดีความผิดเกี่ยวกับกับเพศเทานั้น รวมถึงยังครอบคลุมทุกชั้น ในกระบวน
การอำนวยความยุติธรรม ประกอบดวย ชั้นฝากขัง ชั้นการพิจารณา และชั้นอุทธรณฎีกา ตลอดจนหากผูบริหารศาล

พิจารณาแลววามีสวนงาน/ กลุมงาน ที่มีความพรอมและความเหมาะสมที่จะดำเนินการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม

ในระบบศาลได ก็ยอมสามารถดำเนินการไดทุกเมื่อภายใตกฎหมายและระเบียบของศาลยุติธรรมที่กำหนดและรองรับไว
อยางชัดเจน ในการนี้ ยังเปนการสงเสริมใหมีการแตงตั้งผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา ตาม พ.ร.บ.
อยางเปนรูปธรรมมากยิ่งขึ้นดวย

ขอดอย สำนักงานศาลยุติธรรมตองเตรียมการและจัดสรรงบประมาณสำหรับดำเนินการจัดอบรม
หลักสูตรการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดหรือรับรอง เพื่อเปนการเตรียมความพรอมให

ผูที่มีความสมัครใจไดมีคุณสมบัติครบถวนสำหรับเขารับการพิจารณาแตงตั้งใหเปนผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มี
หนาที่ใหคำปรึกษาของแตละศาลทั่วประเทศ เนื่องจากปจจุบันมีเฉพาะในศาลที่มีการดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษา
ดานจิตสังคม ตามบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) เทานั้น โดยอาจกำหนดใหมีหนวยงานในสังกัดสำนักงาน

ศาลยุติธรรม เชน สำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม สำนักสงเสริมงานตุลาการ เปนหนวยงานรับผิดชอบ
การจัดการอบรมในภาพรวมทั่วประเทศหรือจำแนกตามสังกัดสำนักงานอธิบดีผูพิพากษาภาค 1 – 9 เปนประจำทุกปี

ดังเชนกรณีการจัดอบรมผูประนีประนอม และผูบริหารศาลจำเปนตองบริหารจัดการทรัพยากร บุคลากร และงบประมาณ
ที่ศาลยุติธรรมมีอยูสำหรับใหเพียงพอกับการดำเนินการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล เนื่องจากไมไดมีการ
กำหนดงบประมาณสนับสนุนในสวนนี้ไวโดยเฉพาะดังเชนกรณีที่ไดรับงบประมาณสนับสนุนการสำนักงานคณะกรรมการ

ปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.)
แนวทางที่ 3 ยุติการดำเนินงานใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล

ขอดี ศาลตางๆ สามารถดำเนินการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม โดยการแตงตั้งผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราว
ที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา ตามกฎหมายและระเบียบของศาลยุติธรรมเอง ดวยความแนนอน ตอเนื่องและยั่งยืน ไมตอง
ดำเนินงานภายใตบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) อีกทั้งไมตองขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก

หนวยงานอื่น ไมตองรับภารกิจในการเปนหนวยงานกลางระหวางหนวยงานภาคีกับศาลที่รับงบประมาณสนับสนุน
ตลอดจนไมตองจัดทำหรือดำเนินการตางๆ ตามที่หนวยงานเจาของงบประมาณกำหนดหรือรองขอ สงผลใหสามารถ

ดำเนินภารกิจในการจัดอบรมหลักสูตรการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดหรือรับรองไดอยางเต็มที่
เพื่อเตรียมความพรอมใหผูที่มีความสมัครใจไดมีคุณสมบัติครบถวนสำหรับเขารับการพิจารณาแตงตั้งใหเปนผูกำกับดูแล
ผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษาของแตละศาลทั่วประเทศ

ขอดอย สำนักงานศาลยุติธรรมตองเตรียมการและจัดสรรงบประมาณสำหรับดำเนินการจัดอบรม
หลักสูตรการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดหรือรับรอง และการยุติอาจกระทบตอขวัญ

และกำลังใจของบุคลากรในบางศาล ที่มีการดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคมมาเปนระยะเวลานาน และไดทุมเท
สรรพกำลังตางๆ ใหกับการพัฒนาและชวยเหลือเพื่อบำบัดฟนฟูผูตองหาหรือจำเลยตลอดระยะเวลาที่ผานมา
ขอเสนอแนะแนวทางจากผลการศึกษาวิจัย

เพื่อใหการดำเนินการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาลยังคงดำเนินตอไปไดดวยความตอเนื่อง
และยั่งยืน โดยไมกระทบตอขวัญและกำลังใจของศาลที่มีการดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคมมาอยางยาวนาน

และเพื่อแกไขปญหางบประมาณที่ไมตอเนื่องและไมมีผลยอนหลังที่ไดรับการสนับสนุนจากหนวยงานอื่น อันสงผลตอ
ความตอเนื่องในการดำเนินการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล ตลอดจนเพื่อเปนการสนับสนุนและสงเสริมการ
แตงตั้งผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา ตาม พ.ร.บ. รายงานการศึกษาวิจัยฉบับนี้ จึงเห็นควรเสนอ

วา สำนักงานศาลยุติธรรมควรพิจารณาเลือก แนวทางที่ 2 คือ ดำเนินการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม ภายใตกฎหมาย
ระเบียบ ขอบังคับ การบริหารจัดการและทรัพยากรของศาลยุติธรรมเอง โดยใหเปนดุลพินิจผูบริหารของแตละศาลใน

การพิจารณาดำเนินการตามความพรอมและเหมาะสมของศาล โดยแมจะพบวาจะมีองคประกอบบางประการในการ
ดำเนินการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมที่สำนักงานศาลยุติธรรมมิไดจัดสรรงบประมาณไวใหเปนการเฉพาะ แตอยางไร
ก็ตามสามารถกำหนดแนวทางหรือวิธีการอื่นขึ้นมาทดแทนได โดยการบริหารจัดการภายใตทรัพยากร งบประมาณ

(รายละเอียดปรากฏตามตาราง) ซึ่งไมไดเปนอุปสรรคใดตอความเปนไปไดในการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล

อยางตอเนื่องและยั่งยืน ภายหลังบันทึกขอตกลงวาดวยความรวมมือ (MOU) จะสิ้นสุดลงในปงบประมาณ พ.ศ. 2565
ทั้งนี้ ใหดำเนินการควบคูไปกับการเตรียมการและจัดสรรงบประมาณสำหรับดำเนินการจัดอบรมหลักสูตรการใหคำปรึกษา
ดานจิตสังคมตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดหรือรับรอง หากแตไมสามารถจัดสรรงบประมาณดังกลาวได ใหดำเนินการ

ประชาสัมพันธใหความรูความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับคุณสมบัติของผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา
เพื่อลดขอจำกัดหรือเงื่อนไข และเปนการเตรียมความพรอมใหผูที่มีความสมัครใจไดมีคุณสมบัติครบถวนสำหรับเขารับ

การพิจารณาแตงตั้งใหเปนผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษาของแตละศาลทั่วประเทศ ตามพระราช
บัญญัติมาตรการกำกับและติดตามจับกุมผูหลบหนีการปลอยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560
อนึ่ง สำหรับวิธีการหรือรูปแบบการใหคำปรึกษาดานจิตสังคม นั้น สามารถนำหลักการและแนวทาง

การดำเนินงานคลินิกใหคำปรึกษาดานจิตสังคมที่ดำเนินอยูในปจจุบันมาปรับใชไดโดยคำนึงถึงกฎหมายและระเบียบ
ที่รองรับ ตลอดจนความเหมาะสมของศาล เปนสำคัญ


ตารางแสดง แนวปฏิบัติ/ วิธีการทดแทน ตามแนวทางที่ 2 ภายใตกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ การบริหารจัดการ และทรัพยากรของ
ศาลยุติธรรมเอง








องคประกอบในการดำเนินการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล แนวปฏบต/ วธการทดแทน






ท่สำนักงานศาลยุติธรรมไมไดจัดสรรงบประมาณไวใหเปนการเฉพาะ ภายใตการบรหารจดการทรพยากรของศาลยตธรรม
1.1 กรณศาลเยาวชนและครอบครว โดยการบรหารจดการจากบคลากร












1. การจางนกจตวทยาหรอนกสงคมสงเคราะห ทมอยของศาล







1.2 กรณศาลจงหวดและศาลแขวง โดยการขอความรวมมอ (อาสาสมคร)



จากผพพากษาสมทบทมประสบการณหรอผทมความเชยวชาญ












2.1 การแตงต้ง “ผูกำกับดูแลผูถูกปลอยช่วคราวที่มีหนาท่ใหคำปรึกษา”

ตามพระราชบัญญัติมาตรการกำกับและติดตามจับกุมผูหลบหนีการปลอย
2. ผูใหคำปรึกษาดานจิตสังคมประจำศาล
ชั่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560
2.2 ในอนาคตหากสำนักงานศาลยุติธรรมกำหนดใหมีตำแหนง “นักจิตวิทยา
ประจำศาลจังหวัดหรือศาลแขวง” ผูบริหารศาลสามารถมอบหมายใหปฏิบัติ
หนาที่ “เหมือนผูกำกับดูแลผูถูกปลอยชั่วคราวที่มีหนาที่ใหคำปรึกษา” ทั้งนี้
ไมสามารถเบิกจายคาตอบแทนตามพระราชบัญญัติมาตรการกำกับและ
ติดตาม
จับกุมผูหลบหนีการปลอยช่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560 ได แตอยางไรตาม


ผูบริหารศาลสามารถมอบหมายใหนักจิตวิทยาประจำศาลซ่งมีอยูแลวในปจจุบัน

ปฏิบัติหนาที่ “เหมือนผูกำกับดูแลผูถูกปลอยช่วคราวท่มีหนาท่ใหคำปรึกษา”




ท้งน้ ไมสามารถเบิกจายคาตอบแทนตามพระราชบัญญัติมาตรการกำกับและ
ติดตามจับกุมผูหลบหนีการปลอยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560 ไดเชนกัน
3.1 กรณีศาลเยาวชนและครอบครัว สามารถดำเนินการรวมกับแผนการ


3. การจัดอบรมผูเขารับคำปรึกษา จัดการอบรมเพ่อบำบัด แกไข ฟนฟู เด็กและเยาวชน ซ่งมีอยูแลวของศาล
3.2 กรณีศาลจังหวัดและศาลแขวง ผูใหคำปรึกษาสามารถสอดแทรก
แนวทางหรือแนวคิดตางๆ เพ่อบำบัด แกไข ฟนฟู ทัศนคติหรือพฤตินิสัยใน

ระหวางการใหคำปรึกษาทดแทนได










4. การใชวัสดุ/ อุปกรณ/ ครุภัณฑ/ ในการดำเนินงาน บรหารจดการโดยใชรวมกบสวนงาน/ กลมงานอนๆ ทไดรบการจดสรร
แลวในศาล

ดำเนินการผานส่อออนไลน เชน เว็บไซตของศาล, Facebook ของศาล
5. การประชาสัมพันธ/ จัดทำสรุปผลการดำเนินงานประจำป เปนตน

ตารางแสดง แนวปฏิบัติ/ วิธีการทดแทน ตามแนวทางที่ 2 ภายใตกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ การบริหารจัดการ และทรัพยากร
ของศาลยุติธรรมเอง (ตอ)






องคประกอบในการดำเนินการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมในระบบศาล แนวปฏบต/ วธการทดแทน







ท่สำนักงานศาลยุติธรรมไมไดจัดสรรงบประมาณไวใหเปนการเฉพาะ ภายใตการบรหารจดการทรพยากรของศาลยตธรรม
6. คาตอบแทนผูใหคำปรึกษา เบิกจายตามพระราชบัญญัติมาตรการกำกับและติดตามจับกุมผูหลบหน ี

การปลอยช่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560
7. การจัดอบรมผูใหคำปรึกษา 7.1 สำนักงานศาลยุติธรรม จัดสรรงบประมาณสำหรับการจัดการอบรม
หลักสูตรการใหคำปรึกษาดานจิตสังคมตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดหรือ
รับรอง สำหรับศาลทั่วประเทศ
7.2 ประชาสัมพันธใหความรูความเขาใจท่ถูกตองเก่ยวกับคุณสมบัติของ



ผูกำกับดูแลผูถูกปลอยช่วคราวท่มีหนาที่ใหคำปรึกษา วารวมถึงการมีประสบการณ

และความเชี่ยวชาญดวย

8.1 เบิกจายคาใชจายการจดซ้อชุดทดสอบสารเสพตดในปสสาวะได


8. การตรวจหาสารเสพติด และการบำบัดรักษาผูติดยาเสพติด/ จิตเวช ตามหนังสือสำนักงานศาลยุติธรรม ที่ ศย 015/ว83 (ป) ลงวันท่ 14

เมษายน 2563
8.2 สงตอผูปวยนอกและผูปวยใน ตามขอสั่งการรองรับการ พัฒนาระบบ
บำบัดฟนฟูผูปวยยาเสพติด เพ่อรองรับนโยบายรัฐบาลดานยาเสพติด

ตามหนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ สธ 0228.13/32744
ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2559



การสำรวจการเขาถึงการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ : สำหรับผูมาติดตอ


ราชการศาลและประชาชนทั่วไป



หลักการและเหตุผล (ที่มา ความสำคัญ)
หลายทศวรรษที่ผานมา เทคโนโลยีสารสนเทศไดมีบทบาทสำคัญจนกอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงกับโลกครั้งใหญ

ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดลอม ซึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศกอใหเกิดกระแสแหงความไรพรมแดน
หรือกระแสโลกาภิวัตนที่ทำใหสังคมโลกสามารถรับรูขาวสารและความเคลื่อนไหวตางๆ ไดพรอมกัน อีกทั้งยังสามารถ
บริหารจัดการและตัดสินใจไดทุกขณะเวลา สงผลใหการทำงานรวดเร็ว ถูกตอง แมนยำ ลดขั้นตอน อำนวยความสะดวก

ในชีวิตประจำวันและการดำเนินการในหนวยงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น กอปรกับนโยบายรัฐบาลที่มุงเนนการพัฒนา
ประเทศใหเปนดิจิทัลไทยแลนด สงผลใหสำนักงานศาลยุติธรรมตองมีการปรับระบบการทำงานไปสูการเปนศาลยุติธรรม

ดิจิทัล (Digital Court) เพื่อนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยและมีความเหมาะสมมาใชเปนกลไกในการบริหารจัดการ
คดีเพื่อใหการเขาถึงกระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้น งายขึ้นและเสียคาใชจายนอยลงเพราะ“ศาลยุติธรรมยุคใหม
เขาถึงงาย เขาใจประชาชน”

ในการนี้ ศาลยุติธรรมไดเล็งเห็นถึงความสำคัญและประโยชนของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีตอประชาชน จึงเห็น
สมควรจัดทำโครงการวิจัย เรื่อง “การสำรวจการเขาถึงการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ : สำหรับผูมาติดตอราชการศาลและ

ประชาชนทั่วไป” ซึ่งสอดคลองกับแผนยุทธศาสตรศาลยุติธรรม พ.ศ. 2561 – 2564 ยุทธศาสตร I: Innovation พัฒนา
นวัตกรรมการอำนวยความยุติธรรมของศาลยุติธรรม และสอดคลองกับนโยบายประธานศาลฎีกา ขอที่ 1 ในดานเสมอภาค
โดยใหประชาชนตองไดรับความเปนธรรมอยางเสมอภาค 1.2 กระจายการเขาถึงกระบวนการยุติธรรมสูประชาชนใน

พื้นที่หางไกล และ 1.3 ลดขั้นตอน ลดภาระคาใชจาย ลดระยะเวลาในการดำเนินคดี และปฏิบัติตอผูเกี่ยวของในการ
ดำเนินคดีอยางเหมาะสมและเทาเทียมของสังคมโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงสูยุคดิจิทัลภายในเวลาที่รวดเร็ว ประกอบกับ

มีปริมาณคดีที่ขึ้นสูศาลยุติธรรมจำนวนมาก สงผลใหมีประชาชนเขามาติดตอราชการในศาลยุติธรรมเพิ่มมากขึ้น ศาลยุติธรรม
จึงตองเรงพัฒนาการใหบริการประชาชน ทั้งในดานการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการบริหารจัดการคดีและการบริการ
ประชาชน และการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะพนักงานตอนรับประจำศาลซึ่งถือเปนดานหนาในการสรางความเขาใจที่

ถูกตองและความประทับใจในการรับบริการและติดตอราชการศาลยุติธรรม ดังนั้น เพื่อใหพนักงานตอนรับประจำศาล
มีแนวทางในการปฏิบัติหนาที่ตอนรับและอำนวยความสะดวก ตลอดจนแนะนำและใหคำปรึกษาในการติดตอราชการ

ศาลยุติธรรมไดสอดคลองตรงตามความตองการและความคาดหวังของผูรับบริการและทันตอสถานการณไดดียิ่งขึ้น
รวมถึงเพื่อเปนการพัฒนามาตรฐาน


วัตถุประสงค
สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ไดดำเนินการสำรวจเพื่อทราบถึงความพรอมของคูความในการเขาถึงทาง
เทคโนโลยี พรอมถึงทราบขอแนะนำหรือขอเสนอแนะเพิ่มเติมจากประชาชนเกี่ยวกับการเขาถึงทางเทคโนโลยี เพื่อนำไป

สูการสะทอนมุมมอง และแนวทางการพัฒนากระบวนการยุติธรรมที่สามารถอำนวยความยุติธรรมใหแกประชาชนได
อยางทั่วถึง เปนธรรม รวดเร็ว และเสียคาใชจายไมแพงเกินควร เพื่อใหสมกับคำกลาวที่วา “ศาลเปนที่พึ่งสุดทาย

ของประชาชน”


ขอบเขตการศึกษา
ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี ปญหา อุปสรรค และปจจัยที่สงผลตอความพรอมในการเขาถึงทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
ของประชาชน เพื่อเสนอแนะแนวทางและรูปแบบเกี่ยวกับการพัฒนาวิธีการพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกสของศาลยุติธรรม

ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ
ขอมูลที่ไดจากการสำรวจนี้ จะไดนำเสนอแกคณะกรรมการหรือคณะทำงานที่เกี่ยวของใชเปนแนวทางใน

การตอยอดและพัฒนากระบวนการยุติธรรมที่สามารถอำนวยความยุติธรรมใหแกประชาชนไดอยางทั่วถึง เปนธรรม
รวดเร็ว และเสียคาใชจายไมแพงเกินควร โดยมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเหมาะสมเขามาใชกับการพิจารณา

พิพากษาคดีและการมีสวนรวมของประชาชน โดยคำนึงถึงชองทางอื่นที่สะดวกและประหยัดสำหรับประชาชนที่ยัง
ไมสามารถเขาถึงเทคโนโลยีได อีกทั้งยังนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนในการใหบริการประชาชน ลดขั้นตอนและเพิ่ม
ประสิทธิภาพในการใหบริการ การเสริมสรางความรูและประชาสัมพันธเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพประชาชน และรับฟงปญหา

ขอขัดของและความคิดเห็นของประชาชนตลอดจนผูมีสวนเกี่ยวของในกระบวนการยุติธรรม

แนวคิด ทฤษฎี และวรรณกรรมที่เกี่ยวของ

1. แนวคิดเกี่ยวกับอุปกรณอิเล็กทรอนิกส
2. แนวคิดเกี่ยวกับทักษะการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ

3. แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมปจเจกบุคคลที่มีตอเทคโนโลยีสารสนเทศ


ระเบียบวิธีการสำรวจ
1. วิธีการศึกษา ใชวิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ประกอบบการวิจัยเชิงปริมาณ
(Quantitative Research)

2. ประชากร ประกอบดวย ประชาชนทั่วไปที่เขามาติดตอราชการที่ศาลยุติธรรมทั่วประเทศ
3. กลุมตัวอยาง คือ ประชาชน/คูความที่มาติดตอราชการศาลยุติธรรมทั่วประเทศ ระหวางวันที่ 1-30 ธันวาคม

2563 จำนวนรวมทั้งสิ้นไมนอยกวา 500 ราย
4. เครื่องมือในการเก็บรวบรวมขอมูล ใชแบบสอบถามแบบปลายปดและปลายเปด
5. การวิเคราะหขอมูล ดวยเครื่องคอมพิวเตอรโดยใชโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ใชสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive

Statistics) ไดแก คารอยละ (Percentage)

วิธีการเก็บรวบรวมขอมูล

1 ศึกษา คนควาทฤษฎีและแนวคิด
2 ออกแบบสำรวจขอมูล

3 เก็บรวบรวมขอมูล
4 การประมวลผลขอมูล
5 การวิเคราะหและจัดทำรายงาน

สรุปผลและขอเสนอแนะ
ปญหาที่พบ
1. ปญหาดานความรู ความเขาใจ เกี่ยวกับการใชอุปกรณอิเล็กทรอนิกสและอินเทอรเน็ต

- สงผลใหประชาชนไมสามารถใชอุปกรณอิเล็กทรอนิกสและอินเทอรเน็ตไดอยางถูกตอง ไมสามารถเขาถึง
เทคโนโลยีสารสนเทศได

2. ปญหาอุปกรณอิเล็กทรอนิกสและคาบริการอินเทอรเน็ตมีราคาสูง
- สงผลใหประชาชนไมมีอุปกรณอิเล็กทรอนิกสและอินเทอรเน็ตใช ไมสามารถเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศได
3. ปญหาสุขภาพ

- กลุมที่มีปญหาสุขภาพ สวนใหญคือกลุมที่มีอายุ 50 ปขึ้นไป ซึ่งมักจะมีปญหาทางดานสายตา ทำใหความ
สามารถในการใชอุปกรณอิเล็กทรอนิกสและอินเทอรเน็ตลดลง


ขอเสนอแนะและแนวทางในการแกไขปญหา
เพื่อใหการเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น เห็นควรปรับปรุงและพัฒนาปจจัยดานบุคลากร

ของศาลและระบบโครงสรางพื้นฐานทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศกอน จึงจะสงผลใหประชาชนสามารถเขาถึงเทคโนโลยี
สารสนเทศไดมากขึ้น ดังนี้
1. การพัฒนาความรูและทักษะของบุคลากรศาล

เพื่อใหบุคลากรศาลยุติธรรมมีทักษะดานดิจิทัลที่เหมาะสมกับลักษณะงานและมีความรูความชำนาญในการใช
เทคโนโลยีดิจิทัล รองรับการปรับเปลี่ยนสูการเปนศาลยุติธรรมดิจิทัลไดอยางสมบูรณ และเพื่อใหสอดคลองกับแผนพัฒนา

ทักษะดานดิจิทัลของบุคลากรศาลยุติธรรม พ.ศ. 2563 – 2564 จึงเห็นควร
- ใหมีการจัดอบรมใหความรูแกบุคลากรศาลใหมีทักษะดานเทคโนโลยีสารสนเทศใหมีความพรอมในการนำไป
ใชไดจริง โดยมีการปรับหลักสูตรการศึกษาอบรมของขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรมใหมีชั่วโมงการพัฒนาทักษะ

ดานเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะสงผลใหบุคลากรมีการพัฒนาและมีการเรียนรูการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ
ใหทันสมัยตลอดเวลา

- สงเสริมใหบุคลากรศาลมีการศึกษาการใชเทคโนโลยีสารสนเทศดวยตนเองจากแหลงที่นาเชื่อถือ โดยแนะแนว
ทางในการศึกษาพรอมบอกแหลงขอมูลที่ถูกตองเชื่อถือได เพื่อใหมีการเรียนรูที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ไมตองรอการจัดอบรม
จากสวนกลางเพียงแหลงเดียว

- สรรหาบุคลากรศาลที่มีความรูความเชี่ยวชาญในการใชเทคโนโลยีสารสนเทศใหมากขึ้น
- สงเสริมสนับสนุนใหบุคลากรศาลไดมีจิตสำนึกและสรางความตระหนักรวมในการเปนสวนหนึ่งขององคกร

ในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชในการบริหารจัดการ การจัดอบรม การบริการ ตลอดถึงการผลิตสื่อตางๆ เพื่อให
บุคลากรศาลและประชาชน มีความรู ความสามารถ และทักษะในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใชเพื่อ
ใหบริการและใหความรูแกประชาชน

- จัดทำคูมือหรือแนวทางการนำเทคโนโลยีสารสนเทศไปใชเพื่อพัฒนาทักษะของบุคลากรใหทันสมัย ทันตอ
เหตุการณ สามารถใชไดทุกที่ ทุกเวลา สามารถแกปญหาที่เกิดขึ้นกับกระบวนการนำเทคโนโลยีสารสนเทศไดอยางทันทวงท ี

และควรมีการประเมิน ติดตามผล อยางตอเนื่องสม่ำเสมอ
- สนับสนุนใหบุคลากรศาลที่มีอยูแลวสามารถถายทอดความรูใหกับบุคลากรทานอื่นๆดวยกันเอง แลกเปลี่ยน
เรียนรูซึ่งกันและกันใหมีความรูเบื้องตนในการปฏิบัติการดูแลรักษา ซอมแซม ครุภัณฑคอมพิวเตอรและระบบเครือขาย

2. การพัฒนาระบบโครงสรางพื้นฐานทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศ
ดวยสำนักงานศาลยุติธรรมไดกำหนดนโยบายและเปาหมายในการขับเคลื่อนองคกรจาก Digital Court ไปสู

Smart Court และไดจัดทำแผนพัฒนาดิจิทัลศาลยุติธรรม พ.ศ. 2562 – 2564 ในการบูรณาการเชื่อมโยงขอมูลดวย
ระบบดิจิทัลระหวางหนวยงานภายในและหนวยงานในกระบวนการยุติธรรมและหนวยงานอื่นที่เกี่ยวของจึงเห็นควร

- ใหมีการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอรที่เกี่ยวกับการจัดเก็บขอมูลและเชื่อมโยงขอมูล ทั้งในดานมาตรฐาน
ความปลอดภัย ความเสถียร สะดวก รวดเร็ว และงายตอการนำไปใชในการสรางระบบฐานขอมูลในการสแกนคิวอารโคด
- ควรใหมีการจัดทำและพัฒนาแอปพลิเคชันของศาล เพื่อเพิ่มชองทางในการติดตอสื่อสารและการเขาถึงของ

ประชาชน
- สงเสริมใหมีการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเครือขายใหมีความเสถียรมั่นคงและเร็วขึ้น

- สงเสริมสนับสนุนใหศาลมีความพรอมทั้งดานวัสดุครุภัณฑคอมพิวเตอร(Hardware) โปรแกรมและสื่อที่ใชใน
การจัดการเรียนการสอน (Software) หองปฏิบัติการตางๆใหสามารถใชในการ บริหารจัดการ การอบรม การใหความรู
การประชุมอบรมเชิงปฏิบัติการตาง ๆ เพื่อเพิ่มพูน ความรู และทักษะ ใหทันสมัยอยูเสมอ

- เชื่อมโยงขอมูลสำคัญกับหนวยงานอื่นแบบอัตโนมัติ รวมทั้งเชื่อมโยงกระบวนการทำงานระหวางหนวยงานทั้ง
ภายในและภายนอก

3. เตรียมความพรอมใหประชาชน
- จัดใหมีฟรีอินเทอรเน็ตไรสายบริเวณศาลใหเพียงพอและทั่วถึงเพื่อใหประชาชนสามารถใชงานได
- นำคิวอารโคดมาใชในเอกสารทายฟองเพื่อลดการใชกระดาษและเพิ่มความรวดเร็วในการเขาถึงขอมูลของ

ประชาชน
- จัดอบรมใหความรูแกประชาชนในดานการใชอุปกรณและการใชอินเทอรเน็ตใหมีทักษะและความพรอมในการ

เขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ
- ประชาสัมพันธใหความรูและสรางความเชื่อมั่นใหแกประชาชนในเรื่องความเสถียรและความปลอดภัยของระบบ
- แนะแนวใหความรูประชาชนเรื่องวิธีการถนอมสายตาขณะที่ใชงานอุปกรณอิเล็กทรอนิกส เชน ไมควรใช

คอมพิวเตอรหรือสมารทโฟนเกิน 25 - 30 นาที และตองพักสายตาอยางนอย 1 - 5 นาที



พัฒนาบุคลากรศาล พัฒนาระบบโครงสรางพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ
- จัดอบรมบุคลากรใหมีความรู ทักษะ ดาน IT - ในการเก็บขอมูลและเชื่อมโยงขอมูลใหมีความเสถียร
- สนับสนุนใหบุคลากรศาลไดมีจิตสำนึกในการนำ ปลอดภัย เขาใจงาย
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช - จัดทำและพัฒนาแอพพลิเคชั่นของศาลใหประชาชน
- สนับสนุนใหบุคลากรศาลมีการเรียนรูไดดวย สามารถใชบริการและเขาถึงไดงาย สะดวก ปลอดภัย
ตนเอง - เพิ่มประสิทธิภาพของระบบเครือขายใหมีความเสถียร
มั่นคงและเร็วขึ้น









ภาคประชาชน
- จัดใหมี Free WIFI ใหบริการแกประชาชนที่ติดตอราชการศาล
- จัดอบรมใหความรูแกประชาชน
- ประชาสัมพันธใหความรูและสรางความเชื่อมั่นใหแกประชาชนในเรื่องความเสถียรและความปลอดภัย
ของระบบ









การเขาถึงเทคโนโลยีสารสนเทศของผูมาติดตอราชการศาลและประชาชนทั่วไปมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Brief Study


Click to View FlipBook Version