เรื่อง วรรณคดีสําคัญสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จัดทําโดย นางสาวพิมพ์นภัส กาย เลขที่๕ นางสาวสุจิรา เนียรเเก้ว เลขที่๖ นางสาวอัญธิกา เทพคําปลิว เลขที่๗ นางสาวพรพิมล เเสนสมัคร เลขที่๑๖ นางสาวรัชนีกร คงอุดม เลขที่๑๗ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่๖/๔ รายงานเล่มนี้เป็ นส่วนหนึ่งของวิชาประวัติวรรณคดีไทย๒ ท ๓๓๒๑๗ภาคเรียนที่๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๗ โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม อําเภอบ่อไร่จังหวัดตราด
กคํานํา วรรณคดีไทยเป็นศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณ ความคิดสร้างสรรค์และวิถีชีวิตของสังคมไทยในแต่ละยุคสมัยได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น อันเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยอยู่ในยุคแห่งการฟื้นฟูและพัฒนาทั้งด้านการปกครอง เศรษฐกิจ ศาสนา และศิลปวัฒนธรรมสมัยรัชกาลที่๓ ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความสําคัญยิ่งต่อวงการวรรณคดีไทย ด้วยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสําคัญกับการทํานุบํารุงศิลปะและวรรณกรรม อีกทั้งยังส่งเสริมการศึกษาและการเผยแพร่ความรู้ในหลายรูปแบบ วรรณคดีในสมัยนี้มีลักษณะเด่นที่สะท้อนถึงคุณค่าทางวรรณศิลป์ความลึกซึ้งในเนื้อหา และความหลากหลายในประเภทของผลงาน ไม่ว่าจะเป็นงานที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์วรรณกรรมคําสอน หรือวรรณคดีบันเทิงคดีซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่แสดงถึงภูมิปัญญาและความละเอียดอ่อนของชาวไทยในยุคนั้น นอกจากนี้วรรณคดียังมีบทบาทสําคัญในการสะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ และค่านิยมของคนในสมัยรัชกาลที่๓ อีกด้วย การจัดทําเอกสารนี้มุ่งเน้นไปที่การศึกษาและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวรรณคดีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นถึงความงดงามและความสําคัญของวรรณกรรมในช่วงเวลานี้ไม่เพียงแค่ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งความรู้ที่ทรงคุณค่าสําหรับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและภาษาไทย ผู้จัดทําหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารฉบับนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่สนใจในวรรณคดีไทย นักเรียน นักศึกษา หรือบุคคลทั่วไปที่ต้องการศึกษาและซาบซึ้งในคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมนี้และหวังว่าจะช่วยจุดประกายความสนใจให้แก่คนรุ่นใหม่ในการอนุรักษ์และสืบสานวรรณคดีไทยให้คงอยู่สืบไป ผู้จัดทํา พิมพ์นภัส กาย สุจิรา เนียรเเก้วอัญธิกา เทพคําปลิวพรพิมล เเสนสมัครรัชนีกร คงอุดม๗ พฤศจิการยน๒๕๖๗
ขสารบัญ เรื่อง หน้าคํานํา กสารบัญ ขสารบัญรูป งวรรณคดีสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัยรัชกาลที่๓ ๑๑.บทนํา ๑๒. บริบททางประวัติศาสตร์และสังคมในสมัยรัชกาลที่๓ ๒๒.๑ สภาพการเมืองและสังคมในยุครัชกาลที่๓ ๒๒.๒ การฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมภายใต้บทบาทของพระมหากษัตริย์๓๓. ลักษณะทั่วไปของวรรณคดีในสมัยรัชกาลที่๓ ๔๓.๑ ประเภทและรูปแบบของวรรณคดี๔๓.๒ ลักษณะเด่นทางวรรณศิลป์๖๔. กวีสําคัญและผลงานวรรณคดีในสมัยรัชกาลที่๓ ๘๔.๑. พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ๘๔.๒. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ๑๓๔.๓. สมเด็จกรมพระยาเดชาดิศร ๒๑๔.๔. พระมหามนตรี(ทรัพย์ยมาภัย) ๒๔๔.๔.๒ ผลงานวรรณคดีระเด่นลันได ๒๔๔.๔.๒ ผลงานวรรณคดีโคลงฤาษีดัดตน ๔๕๔.๕. กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ๔๖๔.๖. นายมี(หมื่นพรหมสมพัฒสร) ๕๒๕. อิทธิพลของวรรณคดีต่างประเทศ ๖๓๕.๑ อิทธิพลจากวรรณคดีจีน ๖๓๕.๒ อิทธิพลจากวรรณคดีอินเดีย ๖๓
คสารบัญ เรื่อง หน้า๖. บทบาทของวรรณคดีในสังคมไทย ๖๔๖.๑ การเผยแพร่และสืบทอดพระพุทธศาสนา ๖๔๖.๒ การบันทึกและเผยแพร่ความรู้๖๔๖.๓ การสะท้อนค่านิยมและคติธรรมในสังคม ๖๕บรรณานุกรม ๖๖
งสารบัญรูป เรื่อง หน้าภาพที่๑ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ๑ภาพที่๒ สมัยรัตนโกสินทร์๒ภาพที่๓ ปฐมสมโพธิกถา ๔ภาพที่๔ ลิลิตตะเลงพ่าย ๕ภาพที่๕ นิราศพระแท่นดงรัง ๖ภาพที่๖ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ๘ภาพที่๗ เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน (ตอนขุนช้างตามนางวันทอง) ๙ภาพที่๘ โคลงปราบดาภิเษก ๑๒ภาพที่๙ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ๑๓ภาพที่๑๐ ลิลิตตะเลงพ่าย ๑๕ภาพที่๑๑ ลิลิตตะเลงพ่าย ๑๖ภาพที่๑๒ สมเด็จกรมพระยาเดชาดิศร ๒๑ภาพที่๑๓ โคลงโลกนิติ- สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ๒๒ภาพที่๑๔ นิราศเสด็จไปทัพเวียงจันทน์๒๓ภาพที่๑๕ ระเด่นลันได ๒๕ภาพที่๑๖ โคลงฤาษีดัดตน ๔๕ภาพที่๑๗ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ๔๖ภาพที่๑๘ โคลงจินดามณี๔๗ภาพที่๑๙ นายมี(หมื่นพรหมสมพัฒสร) ๕๒ภาพที่๒๐ นิราศเดือน ๖๑
๑วรรณคดีสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัยรัชกาลที่๓ ๑.บทนํา วรรณคดีในยุครัชกาลที่๓ (พ.ศ. ๒๓๖๗–๒๓๙๔) มีความสําคัญอย่างยิ่งในฐานะเครื่องมือสะท้อนวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความเชื่อทางศาสนาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ยุคนี้เป็นช่วงเวลาที่ไทยเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับชาติตะวันตกมากขึ้น ส่งผลให้สังคมไทยเกิดการปรับตัวทั้งด้านวัฒนธรรมและการเมือง การสนับสนุนวรรณคดีจากพระมหากษัตริย์ในยุคนี้ไม่ได้มุ่งเพียงเพื่อความบันเทิง แต่ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อธํารงรักษาศาสนาและสอนคติธรรมให้กับประชาชน วรรณคดีจึงกลายเป็นส่วนสําคัญของการส่งเสริมคุณธรรมในสังคมไทย ภาพที่๑ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มา https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/c/c๔/King_Nangklao.jpg พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีบทบาทสําคัญในการสนับสนุนงานวรรณคดีโดยเฉพาะงานวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เช่น การแปลและเรียบเรียงตําราธรรมะต่าง ๆ การรวบรวมวรรณกรรมเชิงศาสนา และการส่งเสริมบทบาทของกวีในราชสํานัก วรรณคดีที่สําคัญในยุคนั้นเช่น"ปฐมสมโพธิกถา" และ "มหาเวสสันดรชาดก" ได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานที่ทรงคุณค่าทางศาสนาและวรรณศิลป์ผลงานเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนถึงศรัทธาในพระพุทธศาสนา แต่ยังเป็นตัวแทนของการส่งเสริมการศึกษาในสังคมไทย
๒วรรณคดีในยุคนี้ยังมีบทบาทสําคัญในการบันทึกเหตุการณ์สําคัญทางประวัติศาสตร์และสะท้อนค่านิยมในสังคม ตัวอย่างเช่น "ลิลิตตะเลงพ่าย" ซึ่งกล่าวถึงสงครามระหว่างไทยและพม่าในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และ "โคลงโลกนิต"ิซึ่งเป็นสุภาษิตที่ให้คติสอนใจเกี่ยวกับการดําเนินชีวิต ผลงานเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงวรรณกรรมเพื่อการบันทึก แต่ยังเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดคุณธรรมและจริยธรรมให้กับคนรุ่นหลังนอกจากวรรณคดีเชิงศาสนาและประวัติศาสตร์แล้ว ยุคนี้ยังมีการพัฒนาวรรณคดีในรูปแบบนิราศและบทละคร เช่น "นิราศถลาง" โดยนายมี(หมื่นพรหมสมพัฒสร) และ "ระเด่นลันได" โดยพระมหามนตรี(ทรัพย์) ซึ่งแสดงถึงการนําเสนอความคิดสร้างสรรค์และการสะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนในยุคนั้น การสร้างวรรณคดีเหล่านี้ด้วยความสําคัญของวรรณคดีในสมัยรัชกาลที่๓ วรรณกรรมในยุคนี้จึงเป็นมากกว่ามรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงศาสนา ประวัติศาสตร์และคติธรรมเข้าด้วยกัน วรรณคดีเหล่านี้ยังคงมีคุณค่าทางการศึกษาและศิลปวัฒนธรรมที่ส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมความรู้ความคิดสร้างสรรค์หรือการอนุรักษ์ค่านิยมที่ดีงามในสังคมไทย ๒. บริบททางประวัติศาสตร์และสังคมในสมัยรัชกาลที่๓ ในสมัยรัชกาลที่๓ (พ.ศ. ๒๓๖๗–๒๓๙๔) ประเทศไทยได้ประสบกับการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการเมืองสังคม และวัฒนธรรมอย่างมีนัยสําคัญ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีบทบาทสําคัญในการฟื้นฟูและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของชาติดังนี้๒.๑ สภาพการเมืองและสังคมในยุครัชกาลที่๓ ในสมัยรัชกาลที่๓ (พ.ศ. ๒๓๖๗–๒๓๙๔) ประเทศไทยมีความมั่นคงทางการเมืองภายในประเทศอย่างยิ่ง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเน้นการพัฒนาการค้ากับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับจีนซึ่งเป็นคู่ค้าสําคัญ การค้ากับจีนเจริญรุ่งเรืองมากในยุคนี้ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างรวดเร็วนอกจากนี้ยังมีการติดต่อกับชาติตะวันตก เช่น อังกฤษและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีและการค้า อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงรักษาความเป็นเอกราชและความสัมพันธ์ที่สมดุลกับชาติต่าง ๆ เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากภายนอก ภาพที่๒ สมัยรัตนโกสินทร์ที่มา https://blogger.googleusercontent.com/img
๓การค้ากับจีน การค้าระหว่างไทยกับจีนในสมัยรัชกาลที่๓ มีความสําคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจีนเป็นตลาดใหญ่ที่มีความต้องการสินค้าจากไทย เช่น ข้าว ไม้สัก และของป่า ในขณะเดียวกัน ไทยนําเข้าสินค้าจากจีน เช่น ผ้าไหม เครื่องลายคราม และชา การค้าสําเภาระหว่างไทยกับจีนเจริญรุ่งเรืองมากในยุคนี้ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว การค้ากับชาติตะวันตก ในสมัยรัชกาลที่๓ ไทยเริ่มมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับชาติตะวันตกมากขึ้นโดยเฉพาะกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ในระยะแรก ประชาชนไทยไม่นิยมค้าขายกับพ่อค้าตะวันตก เนื่องจากปัญหาด้านภาษาและการทวงหนี้สิน รัฐบาลจึงเข้ามาเป็นสื่อกลางโดยให้พระคลังซื้อสินค้าจากพ่อค้าตะวันตกทั้งหมดแล้วนําไปจําหน่ายเป็นรายย่อย ในขณะเดียวกัน พระคลังก็รวบรวมซื้อสินค้าพื้นเมืองแล้วนํามาขายให้กับพ่อค้า สนธิสัญญาเบอร์นีในปีพ.ศ. ๒๓๖๘ อังกฤษได้ส่งร้อยเอกเฮนรีเบอร์นีเป็นทูตเข้ามาเจรจากับไทยและได้มีการตกลงทําสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและสัญญาทางการค้าในวันที่๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๖๙เรียกว่าสนธิสัญญาเบอร์นีซึ่งมีสาระสําคัญในการเปิดโอกาสให้พ่อค้าอังกฤษสามารถค้าขายกับไทยได้โดยสะดวก การจัดเก็บภาษีและรายได้ของแผ่นดิน ในสมัยรัชกาลที่๓ รายได้ของแผ่นดินยังไม่เพียงพอกับรายจ่ายพระราชพงศาวดารได้บันทึกไว้ว่า "ภาษีอากรก็ยังไม่มาก...เงินได้มาใช้สอยราชการแผ่นดินบ้างก็ไม่พอจ่ายเบี้ยหวัด ลางปีให้เต็ม ลางปีก็เติมผ้าลายให้บ้าง..." จากพระราชปรารภดังกล่าวแสดงว่ารายได้จาก "ส่วย" ที่ส่งไปค้าสําเภา แม้จะมากแต่ก็ยังไม่เพียงพอแก่รายจ่าย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงขวนขวายหาทางเพิ่มพูนรายได้ซึ่งพระองค์ก็ทรงกระทําได้สําเร็จอย่างงดงาม สอดรับกับความเป็นไปของโลกทั้งโลกตะวันตกที่เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม และโลกตะวันออกคือจีนที่เกิดวิกฤตการณ์ภายในประเทศขณะนั้น๒.๑.๒ สภาพสังคม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของประชาชนสังคมไทยในยุครัชกาลที่๓ ยังคงมีโครงสร้างแบบศักดินาแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน ได้แก่เจ้านาย ขุนนาง ไพร่และทาส วิถีชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและการค้า ขาย นอกจากนี้การเข้ามาของวัฒนธรรมจีนผ่านการค้าทําให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรม เช่น การนําศิลปะจีนมาประยุกต์ใช้ในสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมไทย ส่งผลให้เกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมไทย ๒.๒ การฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมภายใต้บทบาทของพระมหากษัตริย์ในสมัยรัชกาลที่๓ (พ.ศ. ๒๓๖๗–๒๓๙๔) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีบทบาทสําคัญในการฟื้นฟูและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะในด้านศาสนาและศิลปกรรม พระองค์ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามหลายแห่ง เช่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ซึ่งทรงให้จารึกความรู้ต่างๆ ทั้งวรรณคดีโบราณคดีและตํารายา ไว้ตามผนังวัด ทําให้วัดโพธิ์ได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย นอกจากนี้พระองค์ยังทรงสนับสนุนการสร้างสรรค์วรรณคดีและการอนุรักษ์วรรณกรรมไทยทรงส่งเสริมให้มีการชําระและรวบรวมวรรณคดีสําคัญ ๆ เพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติรวมถึงการผสมผสานศิลปะจีนเข้ากับศิลปะไทยในงานสถาปัตยกรรมและจิตรกรรม เช่น การประดับกระเบื้องเคลือบจีนบนหลังคาโบสถ์และวิหาร ซึ่งเห็นได้ชัดในวัดราชโอรสาราม
๔ในด้านจิตรกรรม สมัยรัชกาลที่๓ เป็นยุคกําเนิดจิตรกรเอกอันเลื่องชื่อ ได้แก่ครูคงแป๊ะและครูทองอยู่มีผลงานจิตรกรรมฝาผนังอันงดงามปรากฏที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว), วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร (วัดแจ้ง), วัดสุทัศน์เทพวราราม และวัดบางยี่ขัน นอกจากนี้ยังมีขรัวอินโข่ง ศิลปินไทยคนแรกที่ใช้เทคนิคการเขียนภาพฝาผนังแบบตะวันตก โดยแสดงปริมาตรที่มีมิติใกล้ไกล ผลงานที่สร้างชื่อเสียงคือภาพปริศนาธรรมที่ฝาผนังภายในพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร และวัดบรมนิวาสราชวรวิหาร อย่างไรก็ตามในสมัยรัชกาลที่๓ พระองค์ไม่โปรดการมหรสพต่าง ๆ เช่น โขนและละคร เนื่องจากทรงเห็นว่าเป็นการบํารุงบําเรอที่ไร้สาระ ไม่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง และผิดหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ทําให้โขนหลวงร่วงโรยไปพักหนึ่งตั้งแต่รัชกาลที่๓ ลงมา ด้วยพระราชกรณียกิจดังกล่าว ทําให้สมัยรัชกาลที่๓เป็นยุคที่ศิลปวัฒนธรรมไทยเจริญรุ่งเรืองและมีความหลากหลาย เป็นพื้นฐานสําคัญที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน๓. ลักษณะทั่วไปของวรรณคดีในสมัยรัชกาลที่๓ ๓.๑ ประเภทและรูปแบบของวรรณคดี ในสมัยรัชกาลที่๓ (พ.ศ. ๒๓๖๗–๒๓๙๔) วรรณคดีไทยมีความหลากหลายทั้งในด้านประเภทและรูปแบบ ซึ่งสะท้อนถึงสภาพสังคม วัฒนธรรม และความเชื่อของคนไทยในยุคนั้น วรรณคดีที่สําคัญสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้ ภาพที่๓ ปฐมสมโพธิกถา ที่มา https://cp.lnwfile.com/_webp_max_images/๖๐๐/๖๐๐/q๓/op/iz.webpวรรณคดีศาสนา เป็นงานเขียนที่มุ่งเน้นการเผยแพร่หลักธรรมคําสอนทางพระพุทธศาสนาเพื่อเสริมสร้างศรัทธาและความเข้าใจในหลักธรรมของประชาชน วรรณคดีประเภทนี้มักนําเนื้อหาจากคัมภีร์ทาง
๕ศาสนามาเรียบเรียงใหม่ในรูปแบบร้อยกรองหรือร้อยแก้ว เพื่อให้ผู้อ่านเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างผลงานที่สําคัญได้แก่ "ปฐมสมโพธิกถา" ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสเล่าเรื่องราวพระพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติจนถึงปรินิพพาน และ "มหาเวสสันดรชาดก" ที่บรรยายถึงพระชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ภาพที่๔ ลิลิตตะเลงพ่าย ที่มา https://inwfile.com/s-f/๓mh๐๐๗.jpg วรรณคดีประวัติศาสตร์เป็นงานเขียนที่บันทึกเหตุการณ์สําคัญทางประวัติศาสตร์สงครามและบุคคลสําคัญ เพื่อสืบทอดความรู้และคติธรรมให้กับคนรุ่นหลัง วรรณคดีประเภทนี้มักถูกแต่งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติและบันทึกเหตุการณ์สําคัญของชาติตัวอย่างเช่น "ลิลิตตะเลงพ่าย" พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ที่บรรยายถึงสงครามระหว่างไทยกับพม่าในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชวรรณคดีนิราศ เป็นงานเขียนที่บรรยายการเดินทางของผู้ประพันธ์สะท้อนถึงความรู้สึกนึกคิดและสภาพสังคมในขณะนั้น วรรณคดีประเภทนี้มักใช้คําประพันธ์ประเภทกลอนสุภาพ บรรยายถึงสถานที่ที่ผู้ประพันธ์ได้พบเห็น และแทรกความรู้สึกส่วนตัวลงไปด้วย ตัวอย่างผลงานที่สําคัญ ได้แก่ "นิราศถลาง" และ"นิราศพระแท่นดงรัง" ที่บรรยายการเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ และสะท้อนถึงสภาพสังคมและวัฒนธรรมในยุคนั้น
๖ภาพที่๕ นิราศพระแท่นดงรัง ที่มา https://db.sac.or.th/siamrarebooks/storage/documents/๖๔๔/SRB-๐๖๔๔.jpg บทละครและสุภาษิต เป็นงานเขียนที่มุ่งเน้นการสอนคติธรรมและความรู้ผ่านเรื่องราวและคําสอนต่างๆ บทละครมักถูกนํามาแสดงในงานพิธีสําคัญ ส่วนสุภาษิตเป็นการรวบรวมคําสอนและคติธรรมในรูปแบบของคําประพันธ์ที่กระชับและได้ใจความ ตัวอย่างผลงานที่สําคัญ ได้แก่ "โคลงโลกนิติ" พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ซึ่งเป็นการรวบรวมสุภาษิตและคติสอนใจในรูปแบบของโคลงสี่สุภาพและ "ระเด่นลันได" ผลงานของพระมหามนตรี(ทรัพย์) ซึ่งเป็นบทละครสั้นที่ล้อเลียนเรื่องอิเหนา วรรณคดีในสมัยรัชกาลที่๓ จึงมีความหลากหลายทั้งในด้านเนื้อหาและรูปแบบ สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมและสังคมไทยในยุคนั้น การสนับสนุนจากพระมหากษัตริย์และชนชั้นสูงทําให้เกิดผลงานวรรณคดีที่มีคุณค่าและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สําคัญของชาติ๓.๒ ลักษณะเด่นทางวรรณศิลป์๓.๒.๑ การใช้โวหารและภาพพจน์การใช้โวหารและภาพพจน์ในวรรณคดีสมัยรัชกาลที่๓ เป็นหนึ่งในจุดเด่นสําคัญที่แสดงถึงความสามารถของกวีในการถ่ายทอดอารมณ์ความคิด และภาพลักษณ์ผ่านคําประพันธ์๑. อุปมา กวีมักใช้อุปมาเปรียบเทียบเพื่อทําให้ผู้อ่านจินตนาการถึงความงามหรือความรู้สึกในเนื้อหา เช่น เปรียบเทียบความงามของหญิงสาวกับดอกไม้ที่กําลังเบ่งบาน หรือเปรียบความเสียสละของพระโพธิสัตว์กับภูเขาที่มั่นคงและไม่หวั่นไหว
๗๒. อุปลักษณ์การใช้คําที่แทนความหมายในเชิงสัญลักษณ์เช่น การแทนความรู้ด้วยแสงสว่างหรือแทนความสงบสุขด้วยท้องฟ้าแจ่มใส ๓. สัญลักษณ์กวีสอดแทรกสัญลักษณ์ที่มีความหมายลึกซึ้ง เช่น ดอกบัวที่สื่อถึงความบริสุทธิ์และปัญญา หรือการใช้แม่น้ําเพื่อแทนความเป็นนิรันดร์การใช้โวหารเหล่านี้ช่วยเพิ่มมิติให้กับบทประพันธ์ทําให้วรรณคดีในยุคนี้ไม่เพียงแต่มีความสละสลวย แต่ยังสามารถสื่อความหมายเชิงลึกที่เข้าถึงอารมณ์ของผู้อ่านได้อย่างชัดเจน ๓.๓.๒ การสรรคําและการเล่นคํา กวีในยุคนี้มีความชํานาญในการเลือกใช้คําที่มีความหมายหลากหลายและลึกซึ้ง เพื่อสร้างความประณีตให้กับบทประพันธ์๑. การใช้คําที่สละสลวย กวีมักเลือกใช้คําที่สะท้อนความงดงามของภาษา เช่น การเลือกใช้คําคล้องจองที่สอดประสานกันอย่างลงตัว ๒. การเล่นคํา การใช้คําที่มีเสียงหรือรูปคําเหมือนกัน แต่มีความหมายแตกต่าง เช่นการเล่นเสียงสัมผัสในกลอนสุภาพเพื่อสร้างจังหวะและความไพเราะ ๓. การจัดวางคํา การเรียงคําในรูปแบบที่ช่วยเน้นย้ําความหมายหรือสร้างภาพในจินตนาการเช่น การเน้นคําสําคัญในตอนท้ายของโคลงหรือกลอน การสรรคําและการเล่นคําในยุคนั้นช่วยสร้างความโดดเด่นให้กับบทประพันธ์ทําให้ผู้อ่านสามารถรับรู้ทั้งความงามทางภาษาและความหมายที่ลึกซึ้งในเวลาเดียวกัน ๓.๓.๓. การสะท้อนคติธรรมและคุณธรรม วรรณคดีในสมัยรัชกาลที่๓ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงความบันเทิง แต่ยังมีบทบาทสําคัญในการสะท้อนคติธรรมและคุณธรรม กวีมักแฝงแนวคิดที่สอนใจเพื่อปลูกฝังศีลธรรมในสังคม ๑. การสอนคุณธรรมผ่านตัวละคร ตัวอย่างเช่น ใน มหาเวสสันดรชาดก มีการสอนเรื่องความเสียสละและความเมตตาผ่านการกระทําของพระเวสสันดร ๒. การสะท้อนคติชีวิตผ่านสุภาษิต เช่น ใน โคลงโลกนิติมีการสอนข้อคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในสังคม เช่น "เพื่อนกินสิ้นทรัพย์แล้วจาง" เพื่อเตือนสติให้เลือกคบเพื่อนที่ดี ๓. การแทรกคติธรรมในเรื่องราว เช่น การบรรยายถึงความทุกข์และการพ้นทุกข์ในปฐมสมโพธิกถา เพื่อสอนให้ผู้อ่านเข้าใจหลักธรรมของพระพุทธศาสนา วรรณคดีเหล่านี้ทําหน้าที่เป็นเครื่องมือสําคัญในการสร้างสรรค์สังคมที่มีคุณธรรม และช่วยเชื่อมโยงความคิดของประชาชนในยุคนั้นเข้ากับศาสนาและค่านิยมที่ดี๓.๓.๔ การบรรยายภาพธรรมชาติและความงามของวิถีชีวิต กวีในยุคนี้นิยมบรรยายถึงธรรมชาติและความงามของวิถีชีวิตในลักษณะที่ละเอียดอ่อนและสร้างภาพจินตนาการให้กับผู้อ่าน ๑. การบรรยายธรรมชาติเช่น ใน นิราศถลาง มีการบรรยายถึงแม่น้ํา ภูเขา และป่าไม้ที่สะท้อนถึงความงดงามของธรรมชาติในยุคนั้น
๘๒. การถ่ายทอดวิถีชีวิต การเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทาง การพบปะผู้คน และเหตุการณ์ในชีวิตประจําวัน ช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพชีวิตในสมัยนั้นได้อย่างชัดเจน ๓.๓.๕ การสร้างเอกลักษณ์ในโครงสร้างคําประพันธ์โครงสร้างคําประพันธ์ในสมัยรัชกาลที่๓ มีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับเนื้อหาและการนําเสนอ ๑. การใช้โคลงสี่สุภาพ และ กลอนสุภาพ ที่เน้นความเรียบง่ายแต่ยังคงความไพเราะ ๒. การเพิ่มความสร้างสรรค์ใน ลิลิต และ นิราศ เพื่อเล่าเรื่องราวอย่างน่าสนใจ ๔. กวีสําคัญและผลงานวรรณคดีในสมัยรัชกาลที่๓ ๔.๑. พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาพที่๖ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มา https://minimore.com/b/SVeqN/๒๕๖ ๔.๑.๑ ประวัติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่๓) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่๓) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่๓แห่งราชวงศ์จักรีเสด็จพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์เดือน ๔ แรม ๑๐ ค่ํา ปีมะแม จ.ศ. ๑๑๕๗ ตรงกับวันที่๓๑มีนาคม พ.ศ. ๒๓๓๐ เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่๒) กับเจ้าจอมมารดาเรียม ซึ่งต่อมาได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยเป็นสมเด็จพระศรีสุลาลัย (นามานุกรมวรรณคดีไทย, ม.ป.ป.)
๙เมื่อยังทรงดํารงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงมีบทบาทสําคัญในด้านการปกครองและเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการค้ากับต่างประเทศ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคตในปีพ.ศ. ๒๓๖๗ บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการได้ประชุมปรึกษาและมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เชิญเสด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ในด้านวรรณคดีสมัยรัชกาลที่๓ ถือเป็นยุคที่วรรณคดีไทยมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนับสนุนการสร้างสรรค์วรรณคดีโดยเฉพาะวรรณคดีทางพระพุทธศาสนาและประวัติศาสตร์มีการแปลและเรียบเรียงหนังสือจากภาษามคธเป็นภาษาไทย เช่นปัญญาสชาดก มิลินทปัญหา และนําเรื่องชาดกมาแต่งเป็นกลอนสวดหรือกลอนวัด ๔.๑.๒ ผลงานวรรณคดีเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน (ตอนขุนช้างตามนางวันทอง) ภาพที่7 เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน (ตอนขุนช้างตามนางวันทอง) ที่มา https://www.blockdit.com/posts/๕f๗c๗๙๕f๖๔๙aa๔๓๑fe๘cf๔๔b เป็นตอนที่ขุนแผนได้สะกดขุนช้างและบ่าวไพร่ทั้งหมด แล้วลักพานางวันทองหนีไปเมื่อขุนช้างฟื้นขึ้นมาและพบว่านางวันทองหายไป จึงโกรธและเสียใจมาก เขาได้พบจดหมายที่นางวันทองเขียนบอกว่าขุนแผนได้สะกดคนในบ้านและพาตัวนางไป ขุนช้างจึงรีบไปหานางเทพทองเพื่อขอคําปรึกษา แม้นางเทพทองจะพยายามห้ามปราม แต่ขุนช้างยังคงมุ่งมั่นที่จะติดตามนางวันทองกลับมา เนื้อหาตอนนี้สะท้อนถึงความรัก
๑๐และความผูกพันของขุนช้างที่มีต่อนางวันทอง แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคและความยากลําบากก็ตามนอกจากนี้ยังแสดงถึงความมุ่งมั่นและความพยายามของขุนช้างในการทวงคืนคนรักของตน (suphan.biz,๒๕๖๗) ตอนที่๑๙ เมื่อขุนช้างตามนางวันทอง ตอนนี้สังเกตดูเป็นสํานวนเดียวกับเมื่อขุนช้างขอนางพิมที่พิมพ์ไว้ในตอนที่๕ เล่ม ๑ ถ้าหากตอนพลายแก้วเป็นชู้กับนางพิม แลตอนขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างเป็นพระราชนิพนธ์รัชกาลที่๒ ข้าพเจ้าเชื่อว่า ตอนขุนช้าง ๒ ตอนที่กล่าวมาเป็นพระราชนิพนธ์รัชกาลที่๓ด้วยทํานองกลอนแลสํานวนดูคล้ายกับบทละครเรื่องสังข์ศิลป์ไชย แลเฉพาะอยู่ต่อพระราชนิพนธ์รัชกาลที่๒ด้วยทั้ง๒ตอน ความข้อนี้เป็นความคาดคะเนของข้าพเจ้าบอกไว้ให้ท่านผู้อ่านพิจารณาดู(ขุนช้างขุนแผน, ๒๔๖๐) ตัวอย่าง เสภาขุนช้างขุนแผน (ตอนที่๑๙ ขุนช้างตามนางวันทอง) ๏ จะกล่าวถึงโฉมเจ้าขุนช้าง เขาแถกหัวไว้เป็นทางหาตื่นไม่พอสิ้นสะกดขุนแผนแว่นไว ฟื้นสมประดีได้ก็ตื่นตา ระบมหัวมัวคลําที่ถกถอน เกลี้ยงกล้อนเช่นนี้ผิดทีหวา เนื้อตัวล้วนมินหม้อมอลอทา เอ๊ะอย่างไรกูมาอยู่ใต้เตียง ลุกขึ้นไม่เห็นเจ้าวันทอง ตะโกนก้องร้องเรียกจนสุดเสียง เมื่อหัวคํ่ายังวอนให้นอนเคียง เที่ยงคืนพี่ยังพลิกมากอดนาง แลดูเห็นประตูนั้นเปิดโล่ง กระโดดโผงมามองช่องหน้าต่าง ไม่เห็นน้องย่องออกมาหอกลาง เห็นม่านขาดกลาดขวางวางกระจาย กอดม่านที่กองร้องไห้จ้า อ้ายขุนแผนแล้วมาพาหนีหาย เรียกข้าด่าดุอยู่วุ่นวาย มุดหัวจนผู้ร้ายมันขึ้นมา ข้าคนบนเรือนต่างร้องแรก ตื่นแตกว่าเสือเข้ากัดหมา ขุนช้างหวดขวับทั้งหลับตา มันร้องว่าเสือป่ามากินคน อ้ายทองลืมตาว่านี่อะไร เสือฤๅมิใช่ไม่มีขน เอ๊ะผีฤๅแพะแงะจะชน มือตีนเหมือนคนอ่อสมภาร สาธุสะจะประสงค์สิ่งอันใด ขุนช้างขัดใจไล่งุ่นง่าน เที่ยวค้นหาวันทองลงมองคลาน เห็นพงพานเกลื่อนกลาดประหลาดใจ เปิดหีบผ้าหายไปหลายผืน ยิ่งสะอื้นไม่สมประดีได้
๑๑ทั้งแหวนหัวก็หายไปหลายใบ แลไปเห็นหนังสือที่ฝาพลัน ในใจความนั้นว่าเจ้าวันทอง มัวหมองวิโยคโศกศัลย์ให้เร่งติดตามไปในไพรวัน เมื่อไก่ขันขุนแผนแสนศักดา สะกดขึ้นเรือนเข้ามาในห้อง น้องได้ปลุกผลักเป็นหนักหนา ได้ทัดทานเขาไว้เป็นหลายครา เขาเงื้อดาบจะฆ่าเสียให้ตาย เป็นหญิงจนจริงจึงไปด้วย เพราะไม่มีใครช่วยใช่หนีหน่าย พ่ออย่าทิ้งไว้ให้วอดวาย ถ่ายเทติดตามให้ทันทีอ่านหนังสือแล้วทูนขึ้นเหนือหัว กลิ้งเกลือกเสือกตัวอยู่กับที่ช่างกะไรไม่รู้สมประดีผัวนี้ชั่วแล้วเจ้าแก้วตา หลับกะไรช่างไม่รู้สึกตัว อ้ายขุนแผนโกนหัวเล่นต่างหมา เจ้าปลุกก็ไม่ตื่นฟื้นขึ้นมา อีพรายทั้งห้ามันแกล้งกู เสียแรงเลี้ยงให้พิทักษ์รักษา เซ่นเหล้าข้าวเต่าปลาทั้งไก่หมูมันแกล้งเฉยเสียได้ไม่แลดูให้ผู้ร้ายจู่ลู่มาราวีกูจะถ่วงทิ้งมึงทั้งโขยง ให้ตายโหงตายห่าอีห้าผีร้องเรียกศรพระยาไม่ช้าทีเอ็งนี้ช่างกะไรมุดหัวนอน อ้ายขุนแผนขึ้นมาจนในห้อง ลักเอาเจ้าวันทองไปซุ่มซ่อน ประตูบ้านอย่างไรไม่ใส่กลอน ทั้งผ้าผ่อนเงินทองก็หายไป ฯ ๏ ศรพระยาว่าฉันอยู่เรือนอื่น จะมาขืนโกรธเอาอย่างไรได้แต่มันลักโกนหัวออกเลี่ยนไป พ่อยังไม่รู้สึกสมประดีจะหลงเอาเขาทําไมอีพ่อคุณ เคืองขุ่นร้องไห้ทําไมนี่จะเสียดายตายอยากไปไยมีเขาไม่รักจึงหนีอีพ่อไป ฯ ๏ ขุนช้างตอบไปดังใจจง กูหาหลงรักอีวันทองไม่แค้นนักด้วยมันลักเงินทองไป ถ้าจับได้ก็จะเชือดให้เลือดนอง อ้ายขุนแผนและจะแง้นเอาดาบสับ ชิงเอาสินทรัพย์ทั้งข้าวของ ฟันฟาดให้มันขาดเป็นกองกอง รับแต่แม่วันทองโอ๊ยลืมไป
๑๒ศรพระยาหัวร่ออยู่งองัน ขุนช้างหันมาสั่งกับบ่าวไพร่จงบอกพวกชาวดงพงไพร ที่เราได้ว่ากล่าวแต่ก่อนมา กะเหรี่ยงละว้าในป่าใหญ่ที่เคยมาชั่งเนื้อไม้กฤษณา ไปบอกข่าวป่าวร้องเรียกกันมา ห้าร้อยคอยท่าจะยกไป ฯ ๔.๑.๒ ผลงานวรรณคดีโคลงปราบดาภิเษก ภาพที่๘ โคลงปราบดาภิเษก ที่มา https://digital.library.tu.ac.th/tu_dc/digital/file_upload/biblio/ หรือที่รู้จักในชื่อ "โคลงยอพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย" เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่๓) ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเมื่อปีพ.ศ. ๒๓๖๑เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่๒) เนื้อหาของโคลงนี้เริ่มด้วยการสรรเสริญพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กล่าวถึงพระบารมีที่ทรงได้ช้างเผือก๓เชือก การบําเพ็ญพระราชกุศล ความเจริญรุ่งเรืองทางการค้า และความสุขของประชาชน ต่อมาได้บรรยายถึงเหตุการณ์ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จขึ้นครองราชสมบัติการปราบกบฏกาคาบฟ้องรายละเอียดของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก การตั้งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล การที่ชาวมอญมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร การสร้างเมืองใหม่ให้พวกมอญ และการที่โปรตุเกสส่งทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีตอนท้ายเป็นการถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โคลงปราบดาภิเษกนี้ใช้ฉันทลักษณ์แบบโคลงสี่สุภาพ สะท้อนถึงความสามารถทางกวีนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สําคัญในการศึกษายุคสมัยรัชกาลที่๒ และรัชกาลที่๓ (นามานุกรมวรรณคดีไทย, ม.ป.ป.)
๑๓ตัวอย่าง ศรีสิทธิ์สวัสดิ์ล้ํา เลอสรวง สมบัติแผ่ปรางค์ปรางค์ ปกด้าว ขอบขัณฑ์เขตรหลวง เลอสวรรค์สยามรัฐเรืองร่มเกล้า กษัตริย์ขจรขจาย ๔.๒. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ภาพที่๙ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ที่มา https://www.pinterest.com/pin/๗--๓๑๙๔๗๔๑๖๗๓๑๕๐๙๘๓๔๓/ ๔.๒.๑ ประวัติสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส พระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าวาสุกรีประสูติเมื่อวันเสาร์ขึ้น ๕ ค่ํา เดือนอ้าย ปีจอ จ.ศ. ๑๑๕๒ ตรงกับวันที่๑๑ ธันวาคมพ.ศ.๒๓๓๓๑ ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ องค์ที่๒๘ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและเป็นพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เดียวในเจ้าจอมมารดาจุ้ย เจ้าจอมมารดาจุ้ยเป็นบุตรีของพระยาราชเศรษฐีซึ่งมีตําแหน่งบังคับบัญชาชาวจีนในเมืองไทยและเป็นตําแหน่งนายอากรอันมั่งคั่ง เจ้าจอมมารดาจุ้ยเป็นพระสนมโท ต่อมาเป็นท้าวทรงกันดาลในสมัยรัชกาลที่๒ และที่๓ ตําแหน่งนี้เป็นหัวหน้าผู้รักษาพระคลังในซึ่งเป็นตําแหน่งใหญ่และเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจ้าจอมมารดาจัยถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปีใด ไม่ปรากฏ เข้าใจว่าคงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
๑๔ทรงผนวชเป็นสามเณร พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าวาสุกรีทรงผนวชเป็นสามเณรเมื่อพระชนมายุ๑๒พรรษา พร้อมกับพระองค์เจ้าฉัตร (ต้นสกุล ฉัตรกุล ณ อยุธยา) ทรงเป็นหางนาคในคราวสมเด็จกรมพระราชวังหลังทรงผนวชเป็นพระภิกษุเมื่อวันขึ้น ๘ ค่ํา เดือน ๘ ปีจอ พ.ศ. ๒๓๔๕ กรมหมื่นสุรินทรรักษ์หรือพระองค์เจ้าฉัตรนั้นประสูติปีเดียวกับพระองค์เจ้าวาสุกรีส่วนกรมพระราชวังหลัง ที่ทรงผนวชเป็นพระภิกษุนั้น ก็คือสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์พระเจ้าหลานเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชนั่นเอง เมื่อทรงผนวชแล้ว สมเด็จกรมพระราชวังหลังกับพระองค์เจ้าฉัตรได้เสด็จประทับ ณ วัดระฆังโฆสิตาราม ส่วนพระองค์เจ้าวาสุกรีเสด็จประทับ ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามทรงผนวชเป็นสามเณรตลอดจนสิ้นรัชกาลที่๑พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชสวรรคต พ.ศ. ๒๓๕๒ การศึกษา พระองค์เจ้าวาสุกรีทรงศึกษาอักขรสมัยในสํานักสมเด็จพระพนรัตน อธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพนสมเด็จพระพนรัตนองค์นี้มีประวัติปรากฏในพงศาวดารสมัยกรุงธนบุรีว่า ขณะเป็นพระพิมลธรรมเป็นผู้หนึ่งที่ไม่ยอมถวายบังคมสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีตอนทรงเสียพระสติกับสําคัญพระองค์ว่าได้บรรลุพระโสดาปัตติผลพระพิมลธรรมจึงถูกถอดจากสมณศักดิ์และถูกเฆี่ยนพร้อมกับสมเด็จพระสังฆราช วัดบางหว้าใหญ่ (ปัจจุบันคือวัดระฆังโฆสิตาราม เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร) และพระพุฒาจารย์วัดบางหว้าน้อย (ปัจจุบันคือวัดอมรินทราราม เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร) ซึ่งไม่ยอมถวายบังคมเช่นกัน ครั้นปีขาล พ.ศ. ๒๓๓๗หลังจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกแล้ว ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระญาณสังวร (สุก) เป็นสมเด็จพระสังฆราช แล้วโปรดให้เลื่อนพระพิมลธรรมขึ้นเป็นสมเด็จพระพนรัตนตําแหน่งสังฆราชฝ่ายซ้าย เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า สมเด็จพระพนรัตนเป็นผู้ที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยอย่างยิ่ง และยึดถือในพระพุทธวจนะอย่างมั่นคง ๑. เรื่องสังคีติยวงศ์เป็นคัมภีร์ว่าด้วยตํานานสังคายนาพระไตรปิฎก ความยาว ๗ผูกกล่าวถึงการทําสังคายนาพระไตรปิฎกตั้งแต่พระพุทธเจ้าปรินิพพานมาจนถึงการสังคายนาในรัชกาลที่๑แห่งกรุงรัตนโกสินทร์หนังสือเรื่องนี้พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์เปรียญ) แปลเป็นภาษาไทยพิมพ์ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ ๒. เรื่องจุลยุทธกาลวงศ์ว่าด้วยพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา เรื่องตั้งแต่รัชกาลพระเจ้าอู่ทองมาจนถึงรัชกาลสมเด็จพระอินทราชาธิราช มีเพียงผูก ๒ พระญาณวิจิตร (สิทธิ์โลจนานนท์) เป็นผู้แปลเป็นภาษาไทยตีพิมพ์ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๓ ๓. เรื่องมหายุทธกาลวงศ์ว่าด้วยพงศาวดารมอญเรื่องราชาธิราช เรื่องนี้ปรากฏว่าพระองค์เจ้าวาสุกรีทรงเป็นผู้อาราธนาให้สมเด็จพระพนรัตนแต่ง ต้นฉบับมีไม่ครบ สูญหายไปบางส่วน ยังหาไม่พบ๔. ปฐมสมโพธิฉบับรัตนโกสินทร์สํานวนที่๑ นอกจากนี้ในรัชกาลที่๑ พ.ศ. ๒๓๓๑ สมเด็จพระพนรัตนเมื่อครั้งยังเป็นพระพิมลธรรมเป็นผู้อ่านประกาศเทวดาในการทําสังคายนาชําระพระไตรปิฎก และรับหน้าที่เป็นแม่กองชําระพระอภิธรรมปิฎก
๑๕ด้วย และยังมีชื่อว่าเทศน์มหาชาติกัณฑ์“นครกัณฑ์” ได้อย่างยอดเยี่ยม บรรดาลูกศิษย์ของท่านได้จําทํานองเทศน์กัณฑ์นี้สืบต่อกันมาเป็นทอดๆ หลายรัชกาล ถือเป็นกัณฑ์ประจําวัดพระเชตุพน พระองค์เจ้าวาสุกรีได้ทรงศึกษาอักษรสมัยทั้ง ไทย ขอม และมคธ พระคัมภีร์ต่างๆวิธีทําเลขยันต์โบราณคดีและตําราพิชัยสงคราม มาแต่สมเด็จพระพนรัตน ด้วยพระอุตสาหะ ทรงมีพระสติปัญญาสามารถยิ่ง และยังได้ทรงศึกษาจากนักปราชญ์ทั้งปวงในยุคนั้นอีกด้วย ฉะนั้น พระองค์เจ้าวาสุกรีจึงทรงมีความรู้แตกฉานทั้งทางคดีโลกและคดีธรรม ทรงผนวชเป็นพระภิกษุพระองค์เจ้าวาสุกรีทรงผนวชเป็นพระภิกษุเมื่อราวปีมะแม พ.ศ. ๒๓๕๔ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่๒ โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (สุก) เป็นพระอุปัชฌาย์และสมเด็จพระพนรัตน วัดพระเชตุพน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ทรงได้รับพระสมณฉายาว่า “สุวณฺณรํสี”และเสด็จประทับ ณ วัดพระเชตุพน ต่อมาเมื่อทรงผนวชได้๓ พรรษา สมเด็จพระพนรัตน อธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพนถึงมรณภาพในระหว่างพรรษา (พรรษาที่๔) ครั้นเมื่อออกพรรษาแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จไปถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดพระเชตุพน จึงได้ทรงแต่งตั้งให้พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าวาสุกรีเป็นพระราชาคณะและอธิบดีสงฆ์ครองวัดพระเชตุพน เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๗ ปีจอ ๔.๒.๒ ผลงานวรรณคดีลิลิตตะเลงพ่าย ภาพที่๑๐ ลิลิตตะเลงพ่าย ที่มา https://thaililitpc๕.blogspot.com/๒๐๑๕/๐๑/blog-post.html
๑๖ภาพที่๑๑ ลิลิตตะเลงพ่าย ที่มา https://vajirayana.org/ลิลิตตะเลงพ่าย (คัดย่อจากคํานํา ฉบับพิมพ์พ.ศ. ๒๕๐๕ กรมศิลปากร) ลิลิต “เตลงพ่าย” นี้สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงพระนิพนธ์ขึ้นเป็นบทสดุดีเฉลิมพระเกียรติวีรกรรมของ สมเด็จพระนเรศวร มหาราช วีรกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของไทย ซึ่งทรงทํายุทธหัตถีมีชัยแก่พระมหาอุปราชาแห่งกรุงหงสาวดีเมื่อปีพ.ศ. ๒๑๓๕ เข้าใจว่า สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรสจะได้ทรงพระนิพนธ์ขึ้นเมื่อราวปีพ.ศ. ๒๓๗๕ ในรัชกาลที่๓ ทรงดําเนินความตามเค้าเรื่องในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา แต่ด้วยพระปรีชาญาณยอดเยี่ยมในทางวรรณคดีพระองค์ทรงร้อยกรองขึ้นเป็นบทประพันธ์ที่ให้ผู้อ่านผู้ฟังสามารถสร้างจินตนาการไปตามบทร้อยกรองโดยได้รับรสนิยมทางวรรณกรรมเป็นอย่างดีศรีสวัสดิเดชะ ชนะราชอรินทร์ยินพระยศเกริกเกรียง เพียงพกแผ่นฟากฟ้า หล้าล่มเลื่องชัยเชวง เกรงพระเกียรติระย่อ ฝ่อใจห้าวบมิหาญ ลาญใจแกล้วบมิกล้า บค้าอาตม์ออกรงค์บคงอาตม์ออกฤทธิ์ท้าวทั่วทิศทั่วเทศ ไท้ทุกเขตทุกด้าว น้าวมกุฎมานบ น้อมพิภพมานอบ มอบบัวบาทวิบุล อดุลยานุภาพ ปราบดัสกรแกลนกลัว หัวหั่นหายกายกลาด ดาษเต็มท่งเต็มดอน พม่ามอญพ่ายหนีศรีอโยธยารมเยศ พิเศษสุขบําเทิง สําเริงราชสถาน สําราญราชสถิต พิพิธโภคสมบัติพิพัฒน์โภคสมบูรณ์พูนพิภพดับเข็ญ เย็นพิภพดับยุค สนุกสบสีมาส่ําเสนานอบเกล้า ส่ําสนมเฝ้าฝ่ายใน ส่ําพลไกรเกริกหาญ ส่ําพลสารสินธพ สบศาสตราศรเพลิง เถกิงพระเกียรติฟุ้งฟ้า ลือตรหลบแหล่งหล้า โลกล้วนสดุดีฯ
๑๗โคลง ๔บุญเจ้าจอมภพพื้น แผ่นสยาม แสยงพระยศยินขาม ขาดแกล้ว พระฤทธิ์ดั่งฤทธิ์ราม รอนราพณ์แลฤๅ ราญอริราชแผ้ว แผกแพ้ทุกภาย ฯ ไพรินทรนาศเพี้ยง พลมาร พระดั่งองค์อวตาร แต่กี้แสนเศิกห่อนหาญราญ รอฤทธิ์พระฤๅ ดาลตระดกเดชลี้ประลาตหล้าแหล่งสถาน ฯ เสด็จเสวยศวรรเยศอ้าง ไอศูรย์สรวงฤๅ เย็นพระยศปูนเดือน เด่นฟ้า เกษมสุขส่องสมบูรณ์บานทวีป สว่างทุกข์ทุกธเรศหล้า แหล่งล้วนสรรเสริญ ฯ จักดําเนินในเบื้อง เรื่องราชพงศาวดาร บรรหารเหตุแผ่นภูชูพระยศเจ้าหล้า อยู่คุงฟ้าคุงดินเฉกเพลงพิณไพเราะ เสนาะโสตสํานาน เป็นศุภสารเสาวนิศ เสนอบัณฑิตทวยผอง เชิญช่วยตรองตริเติมเฉลิมพระเกียรติผ่านเผ้า เจ้าจักรพรรดิแผ่นสยาม สมญานามนฤเบศ นเรศวรนรินทร์ปางบดินทร์บิตุราช พระบาทสู่สวรรคต จึ่งเอารสโทไท้ธให้กอบการเมรุมาศ โดยขนาดบูรพ์ประเพณีสองกษัตรีย์ถวายเพลิง เถกิงการมหรสพคํารบถ้วนสัตวาร เป็นมเหาฬารพันลึก อธึกทานอํานวย ทวยเนืองเนกบรรพชิต เป็นนิรามิษบรรณา ทูลบาทาสนองนบ พระศพราชบิตุรงค์จึ่งพระองค์ชายเชษฐ์นเรศวรสืบเสวยศวรรย์ธปันพิภพสีมา แต่เอกาทศรุถดนุนุชน้อยนาถ เนาอุปราชสมบัติเถลิงถวัลยรัตน์ราชัย ไอศูรย์สันตติวงศ์สองธํารงราชประยูร พูนโภไคยในกรุงผดุงภูแผ่นสยาม นามสุทัศน์เทพนคร บวรทวาราวดีศรีอยุธเยศยง ดิลกอลงกตภพ นพรัตน์ราชธานีบูรีรมยสถาน องค์อวตารสึงสถิต สุเรนทรประสิทธิ์รังสรรค์เป็นมหันตมเหาฬาร ด้วยศฤงคารมหิมา สองกษัตราบรรหาร แห่งเหตุการณ์อริราช ด้วยมวลมาตย์มนตรีว่ากรุงศรียโศธร นครอินทรปรัสถ์กุรุรัฐประเทศกัมพุชเพศพิสัย ผิวผู้ใดเถลิงถวัลย์มักโมหันธ์เห็นผิด ริทุจริตเรื่องพาล โดยสันดานแต่ประถม ครั้งบรมราชอัยกาผ่านพสุธาถวัลยรัช ฝ่ายกรุงกษัตริย์กัมพุช ก่อประทุษหักหาญ ราญรบหัวเมืองเนื่อง เบื้องบูรพทิศไปถิ่นจึ่งพระปิ่นปฐพียาตรโยธีไปยุทธ์เหยียบกัมพุชประเทศ ถึงปราชเยศแล้วเสร็จ ฝ่ายนักเสด็จผ่านเผ้า เจ้าละแวกถวายบุตรธก็หย่ายุทธ์คืนกรุง ผดุงสองยอดเยาวยศ เป็นเอารสบุญธรรม์ครั้นสวรรคาลัยไซร้พระมหินทร์ได้สมบัติเสีย
๑๘เศวตฉัตรหงสา ศรีอยุธยาพินาศ จึ่งบรมราชบิตุรงค์ทรงสืบเสวยศวรรเยศ ฝ่ายประเทศกุรุรัฐ พูนพิบัติบีฑานักพระสัตถามารบ โรมพิภพชิงฉัตร ตัดเกล้าเจ้าธรณินทร์ได้แผ่นดินขอมเขต ฮึกเหิมเหตุอหังการ ยกพยุหหาญมาเยือน เตือนเรารบถึงถิ่น จึ่งพระปิ่นบิตุราช ยาตรแสนยาออกยุทธ์เจ้ากัมพุชพักพล ตําบลวัดสามพิหาร พลเราราญขอมแขก แตกตายตากพสุธา เสียพระจัมปาเอารส ขาดคอคชคืนเมือง ทวยหาญเปลืองไป่หลาบคอยข่าวทราบศึกมอญ ติดนครคราใด พลอยชิงชัยแทรกซ้ํา ค้ําเป็นศึกสองหน้า กวาดเอาข้าขอบขัณฑ์ปันไปสู่ถิ่นตนกลับก่อกลสารสื่อ ส่งข่าวซื่อสมานมิตร คิดขอร่วมไมตรีท้าวธไป่มีอาฆาต เพื่อบให้ขาดทางธรรม์ผันผูกมิตรประนอม ยอมยินสัตย์ตัดศึก จนจารึกเสลา ปักสีมาหมายเขต ปันประเทศไทยขอม ไป่แปลกปลอมปะปนบราญรณรบร้า ตราบชั่วฟ้าดินดับ ครั้นมีทัพเชียงใหม่ยกพยุหใหญ่มายุทธ์จึ่งกัมพุชภูมินทร์ยินข่าวศึกธใช้ให้พระสุพรรณมาธิราช ผู้กนิษฐ์นาถนําพล มาช่วยรณปรปักษ์ส่วนน้องนักพระสัตถา เฉาปรีชาเชิงปราชญ์เฉกสิงคาลชาติโปดก เว้นวิตกวิจารณ์เกิดอหังการทฤษฐิริชักเชษฐ์ชวนแช แปรประทุษดั่งก่อน ผ่อนเอาพลมาลาดกวาดนิกรประชา ข้าสีมาเมื้อเมือง ก่อเข็ญเคืองหลายคาบ จาบจ้วงหมิ่นถิ่นแคลน แสนสาหัสกลัดกลุ้มคลุ้มกมลแค้นคั่ง ดั่งหนามเหน็บเจ็บช้ํา ย้ํายอกทรวงดวงแด แลบชื่นอื่นชม กรมเกรียมอกหมกไหม้บร้างได้ใครบ่งปล่งใจเจ็บฤๅมีหลายปางปีคิดขวบ ประจวบจนจอมราช พระบาทไท้ทิวงคต ไป่ทันทดแทนตอบขอบแต่ขอมสักตั้ง ครั้งนี้ตูสองตน ผ่านสกลแผ่นหล้า ควรไปร้ารอนเข็ญ เห็นมือไทยที่แกล้ว แผ้วภพให้เป็นเผื่อนเกลื่อนภพให้เป็นพง คงแต่น้ํากับฟ้า คงแต่หญ้ากับดิน ยังอรินทร์รู้ฤทธิ์อย่าคืนคิดเหิ่มหาญ ผลาญจงเสร็จเด็ดเกล้าเจ้ากัมพุชทุจริต เอาโลหิตล้างบาท แล้วธสั่งมาตย์มนตรีเตรียมโยธีสิบหมื่น ดื่นแสนยากลากลาด ดาษพลช้างพลม้า พอพิรุณแผ้วฟ้า จักผ้ายพลจร ฯ ฝ่ายพระนครรามัญ ขัณฑ์เขตด้าวอัสดง หงสาวดีบุเรศ รั่วรู้เหตุบมิหึง แห่งเอิกอึงกิดาการ ฝ่ายพสุธารออกทิศ ว่าอดิศวรกษัตรา มหาธรรมราชนรินทร์เจ้าปัฐพินผ่านทวีป ดับชนมชีพพิราลัย เอารสไทนฤเบศนเรศวรเสวยศวรรยา แจ้งกิจจาตระหนัก จึ่งพระปิ่นปักธาษตรีบุรีรัตนหงสา ธก็บัญชาพิภาษด้วยมวลมาตยากร ว่านครรามินทร์ผลัดแผ่นดินเปลี่ยนราช เยียววิวาทชิงฉัตร เพื่อกษัตริย์สองสู้บร้างรู้เหตุผล ควรยาตรพลไปเยือน เตือนประยุทธ์เอาเปรียบ แม้นไป่เรียบเป็นทีโจมจู่ยีย่ําภพ เสนีนบนึกชอบ ระบอบเบื้องบรรหารธก็เอื้อนสารเสาวพจน์แด่เอารสยศเยศ องค์อิศเรศอุปราช ให้ยกยาตราทัพ กับนครเชียงใหม่เป็นพยุหใหญ่ห้าแสน ไปเหยียบแดนปราจิน บุตรท่านยินถ้อถ้อย ข้อยผู้ข้าบาทบงสุ์โหรควรคงทํานาย ทายพระเคราะห์ถึงฆาตฟังสารราชเอารส ธก็ผะชดบัญชา เจ้าอยุธยามีบุตร ล้วนยงยุทธ์เชี่ยวชาญ หาญหักศึกบมิย่อ ต่อสู้ศึกบมิหยอนไป่พักวอนว่าใช้ให้ธหวงธห้าม แม้นเจ้าคร้ามเคราะห์กาจ จงอย่ายาตรยุทธนา เอาพัสตราสตรีสวมอินทรีย์สร่างเคราะห์ธตรัสเยาะเยี่ยงขลาด องค์อุปราชยินสาร แสนอัประมาณมาตย์มวล นวลพระพักตร์ผ่องเผือดเลือดสลดหมดคล้ํา ช้ํากมลหมองมัว กลัวพระอาชญายอบ นอบประณตบทมูล ทูลลาไท้ลีลาศ ธก็ประกาศเกณฑ์พล บอกยุบลบมิหึง ถึงเชียงใหม่ตระบัด เร่งแจงจัดจตุรงค์ลงมาสู่หงสา แล้วธให้หาเมืองออกบอกทุกแดนทุกด้าว บอกทุกท้าวทุกเทศ ทั่วทุกเขตทุกขอบ รอบสีมามณฑล ทราบนุสนธิ์ทุกแห่ง ต่างตกแต่งแสะสารแสนยาหาญมหิมา คลาบรรลุเวียงราช แลสระพราศสระพรั่ง คั่งคับนับเหลือตรา ต่างภาษาต่างเพศพิเศษ
๑๙สรรพแต่งตน ข้าศึกยลแสยงฤทธิ์บพิตรธเทียบทัพหลวง โดยกระทรวงพยุหบาตร จักยาตราตรู่เช้า เสด็จคืนเข้านิเวศไท้เกรียมอุระราชไหม้หม่นเศร้าศรีสลาย อยู่นา ฯ โคลง ๒ พระผาดผายสู่ห้อง หาอนุชนวลน้อง หนุ่มหน้าพระสนม ฯ ปวงประนมนบเกล้า งามเสงี่ยมเฟี้ยมเฝ้า อยู่ถ้าทูลสนอง ฯ กรตระกองกอดแก้ว เรียมจักร้างรศแคล้ว คลาศเคล้าคลาสมร ฯ จําใจจรจากสร้อย อยู่แม่อย่าละห้อย ห่อนช้าคืนสม แม่แล ฯ โคลง ๔สาวสนมสนองนาถไท้ทูลสาร พระจักจรจากสถาน ถิ่นท้าว เสด็จแดนทุรกันดาร ใดราช เสนอนา ฤๅพระรานเสน่ห์ร้าว ด่วนร้างแรมไฉน ฯ จําใจจําจากเจ้า จําจร จํานิราศแรมสมร แม่ร้าง เพราะเพื่อจักไปรอน อริราช แลแม่จําทุกข์จําเทวษว้าง สวาทว้าหวั่นถวิล ฯ ยินสารสมเด็จไท้ภรรดา ดาลสุชลธารา หยาดย้อย เศียรซบแทบบาทา ทางเทวษ
๒๐ฤๅใคร่วายว่างสร้อย สร่างสิ้นกันแสง ฯ ทูลแถลงแห่งบาปเบื้อง บูรพ์ไฉน จึ่งบดินทร์เด็ดใจ จากห้อง พระเสด็จแต่เดียวไกล แดนราช ฤๅพระจักละน้อง อยู่ว้าวังขัง ฯ กลางไพรใครเพื่อนท้าว นอนผลูจักผทมเดียวดูแต่ไม้พระเคยคณะพธูทูลบาท ฤๅพระจักตกไร้นิราศร้างแรมสนม ฯ กรมทุกข์เกรียมเทวษด้วย วนิดา คิดใคร่ขัดบัญชา ท่านใช้หากเกรงพระอาชญา บิตุราช ร้อนระบมบ่มไหม้สวาทเพี้ยงเพลิงสุม ฯ ฝืนโศกปลอบนิ่มน้อง สนองนาง อย่าพิลาปเยียวลาง ศึกหน้า โศกนักจักหม่นหมาง หมองรูป เรียมบ่ร้างรสช้า ด่วนร้อนคืนหลัง ฯ ใช่เชิงชังแม่แล้ว จึ่งจร ขัดพระเดชอดิศร ห่อนได้จําเรียมนิราสมร เสมอชีพ เชิญแม่ดับเทวษไห้อยู่ถ้าคืนสม ฯ บังคมบรมบาทไท้แถลงพลาง ขอใคร่โดยเสด็จทาง เถื่อนท้อง เป็นเพื่อนบพิตรกลาง ไพรพฤกษ์พระเอย ห่างราชฤๅแรมห้อง อยู่ให้ใครถนอม ฯ
๒๑ไพรพนอมย่อมยากแท้อย่าหวัง เชิญเกษมเสวยวัง อยู่ถ้า จักไปจักเป็นกัง วลพี่นะแม่เมือศึกนึกตั้งหน้า ติดน้องหน่วงหาญ ฯ การยุทธ์สุดที่ห้าม แหนองค์ครั้นจักโดยเสด็จดง ห่อนได้อยู่หลังจักตั้งทรง แต่โศก แล้วนา นอนจะเป็นนอนไข้ข่าวท้าวคอยถาม ฯ ทรามรักอย่าร้องร่ํา กําสรวล อยู่แม่อย่าเสวยครวญ ละห้อย บ่นานบ่หน่ายนวล แหนงเสน่ห์นุชนา เสร็จทัพกลับถนอมสร้อย อย่าเศร้าเสียศรีฯ ๔.๓. สมเด็จกรมพระยาเดชาดิศร ภาพที่๑๒ สมเด็จกรมพระยาเดชาดิศร
๒๒ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ_กรมพระยาเดชาดิศร ๔.๓.๑ ประวัติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร (พระนามเดิม: พระองค์เจ้ามั่ง) ประสูติเมื่อวันเสาร์ที่๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๓๖ เป็นพระราชโอรสลําดับที่๑๕ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเจ้าจอมมารดานิ่ม ธิดาของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ในรัชกาลที่๒ พ.ศ. ๒๓๕๖ทรงได้รับสถาปนาเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเดชอดิศร ต่อมาในรัชกาลที่๓ พ.ศ. ๒๓๗๕ ทรงได้รับเลื่อนเป็นกรมขุนเดชอดิศร และในรัชกาลที่๔ พ.ศ. ๒๓๙๔ ทรงได้รับสถาปนาเป็นกรมสมเด็จพระเดชาดิศร สมเด็จฯ กรมพระยาเดชาดิศรทรงมีบทบาทสําคัญในวงการวรรณคดีไทย ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น "มหาสยามกวีชาตินักปราชญ์อันประเสริฐ" ผลงานวรรณคดีที่สําคัญของพระองค์ได้แก่ "โคลงโลกนิต"ิซึ่งเป็นวรรณคดีประเภทสุภาษิตที่สอนคติธรรมและหลักการดําเนินชีวิต, "โคลงยอพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย" ที่ยกย่องพระเกียรติคุณของพระราชบิดา และ "โคลงเบ็ดเตล็ด" ที่รวมบทโคลงที่มีเนื้อหาหลากหลาย สมเด็จฯ กรมพระยาเดชาดิศรสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๐๒ รวมพระชนมายุได้๖๖ พรรษา (wikipedia, ม.ป.ป.) ๔.๓.๒ ผลงานวรรณคดีโคลงโลกนิติ เป็นวรรณคดีประเภทสุภาษิตที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเนื้อหาของโคลงโลกนิติมุ่งเน้นการสอนคติธรรมและหลักการดําเนินชีวิต เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจสัจธรรมของชีวิตและสามารถดําเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้องดีงาม ภาพที่๑๓ โคลงโลกนิติ- สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ที่มา https://www.getbookie.com/product ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่๓) เมื่อมีการปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ในปีพ.ศ. ๒๓๗๔ พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จารึกโคลงโลกนิติลงบนแผ่นศิลาและติดไว้
๒๓ที่ผนังวัด เพื่อเป็นธรรมทานแก่ประชาชนทั่วไป ในการนี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศรทรงได้รับมอบหมายให้นําโคลงโลกนิติมาชําระใหม่ โดยปรับปรุงสํานวนภาษาให้ประณีตและไพเราะยิ่งขึ้นลักษณะคําประพันธ์ของโคลงโลกนิติเป็นโคลงสี่สุภาพ ซึ่งมีความไพเราะและสละสลวยเนื้อหาภายในประกอบด้วยคําสอนที่หลากหลาย ทั้งในด้านการคบเพื่อน การพิจารณาตนเอง การดําเนินชีวิตอย่างปลอดภัย และการเห็นคุณค่าของความดีด้วยคุณค่าทางวรรณศิลป์และเนื้อหาที่สอดแทรกคติธรรมทําให้โคลงโลกนิติได้รับการยกย่องและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน (Chisanucha, ม.ป.ป.) ตัวอย่าง อันนินทากาเลเหมือนเทน้ํา ไม่ชอกช้ําเหมือนเอามีดไปกรีดหิน แม้นขุนเขาเหลือที่จะโยกโยน หวังจะโค่นขอบฟ้าดูว่าคง อันความคิดวิทยาเหมือนอาวุธ ประเสริฐสุดซ่อนใส่ไว้ในฝัก สงวนคมสมนึกใครฮึกฮัก จึงค่อยชักเชือดฟันให้บรรลัย ๔.๓.๒ ผลงานวรรณคดีนิราศเสด็จไปทัพเวียงจันทน์ ภาพที่๑๔ นิราศเสด็จไปทัพเวียงจันทน์ที่มา https://theisaanrecord.co/๒๐๑๙/๑๑/๒๓/vientiane-story-laos/ เป็นวรรณคดีประเภทนิราศที่ประพันธ์โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร เนื้อหาของนิราศนี้บันทึกการเดินทางของพระองค์เมื่อเสด็จไปกับกองทัพสยามเพื่อปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ในปีพ.ศ. ๒๓๖๙ ลักษณะคําประพันธ์เป็นโคลงสี่สุภาพโดยมีการยกชื่อสถานที่ที่มีความหมายและเสียงพ้องเปรียบเปรยถึงหญิงที่รักตลอดเส้นทางเสด็จ (นามานุกรมวรรณคดีไทย, ม.ป.ป.)
๒๔จุดเด่นของโคลงนิราศนี้อยู่ที่การให้ความรู้เกี่ยวกับชื่อสถานที่ต่าง ๆ ที่เสด็จผ่านซึ่งสะท้อนถึงสภาพสังคมและวัฒนธรรมในสมัยต้นรัตนโกสินทร์นอกจากนี้ยังมีการเล่นคําและเสียงที่ไพเราะ รวมถึงการเปรียบเปรยที่มีความหมายลึกซึ้งทําให้นิราศนี้เป็นผลงานที่มีคุณค่าทางวรรณศิลป์และประวัติศาสตร์ตัวอย่าง ถึงบางยี่ขันขึ้น บันไดฉลูบ่ายหน้า โรงเหล่ากลั่นสุรา รสโอ้ยิ่งย้อมใจ ๔.๔. พระมหามนตรี(ทรัพย์ยมาภัย) ๔.๔.๑ ประวัติพระมหามนตรี(ทรัพย์ยมาภัย) เป็นกวีสําคัญในสมัยรัชกาลที่๓ นามเดิมว่า ทรัพย์ยมาภัย เป็นบุตรชายคนโตของนายน้อมและนางอิน และเป็นปู่ของหม่อมเฉื่อยในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ เมื่อแรกเข้ารับราชการในรัชกาลที่๓ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น จมื่นราชามาตย์สังกัดกรมพระตํารวจ ต่อมาได้เลื่อนเป็น พระมหามนตรีในปีพ.ศ. ๒๓๘๐ เมื่อเกิดเหตุผู้ร้ายปล้นชุกชุม พระมหามนตรีได้รับมอบหมายให้ร่วมกับเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) และพระมหาเทพ เป็นแม่กองกํากับตํารวจทั้งวังหลวงและวังหน้า เพื่อชําระความผู้ร้ายปล้น จับหัวไม้และจับฝิ่น ทั้งในกรุงและหัวเมือง (นามานุกรมวรรณคดีไทย, ม.ป.ป.) พระมหามนตรีมีความสามารถในการแต่งกลอนอย่างยิ่ง แต่ไม่ค่อยเปิดเผยผลงานในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ผลงานที่สําคัญของท่าน ได้แก่บทละครเรื่องระเด่นลันได ซึ่งเป็นวรรณกรรมล้อเลียนที่สะท้อนสังคมและการเมืองในสมัยนั้น นอกจากนี้ยังมีเพลงยาวแต่งว่าจมื่นราชามาตย์ซึ่งเป็นการล้อเลียนจมื่นราชามาตย์(ต่อมาเป็นพระยามหาเทพ) โดยลอบแต่งและนําไปปิดไว้ที่ทิมดาบตํารวจในพระบรมมหาราชวัง ผู้อื่นเห็นก็รู้ว่าเป็นสํานวนของพระมหามนตรีแต่ไม่มีผู้ใดฟ้องร้องว่ากล่าว มีแต่ผู้คัดลอกเอาไป ทําให้เพลงยาวฉบับนี้แพร่หลายไป ๔.๔.๒ ผลงานวรรณคดีระเด่นลันได
๒๕ภาพที่๑๕ ระเด่นลันได ที่มา https://www.goodreads.com/book/show/๗๗๐๓๙๙๒ อธิบายบทละครเรื่องระเด่นลันได บทละคร เรื่อง ระเด่นลันได ถ้าอ่านโดยไม่ทราบเค้ามูล ก็คงจะเข้าใจว่า เป็นบทแต่งสําหรับเล่นละครตลก แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น หนังสือ เรื่อง ระเด่นลันได นี้ที่แท้เป็นจดหมายเหตุหากผู้แต่งประสงค์จะจดให้ขบขันสมกับเรื่องที่จริง จึงแกล้งแต่งเป็นบทละครสําหรับอ่านกันเล่น หาได้ตั้งใจจะให้ใช้เป็นบทเล่นละครไม่เรื่อง ระเด่นลันได เป็นหนังสือแต่งในรัชกาลที่๓ เล่ากันมาว่า ครั้งนั้น มีแขกคนหนึ่งชื่อ ลันไดทํานองจะเป็นพวกฮินดูชาวอินเดีย ซัดเซพเนจรเข้ามาอาศัยอยู่ที่ใกล้โบสถ์พราหมณ์ในกรุงเทพฯ เที่ยวสีซอขอทานเขาเลี้ยงชีพเป็นนิจ พูดภาษาไทยก็มิใคร่ได้หัดร้องเพลงขอทานได้เพียงว่า "สุวรรณหงส์ถูกหอกอย่าบอกใครบอกใครก็บอกใคร" ร้องทวนอยู่แต่เท่านี้แขกลันไดเที่ยวขอทานจนคนรู้จักกันโดยมาก ในครั้งนั้น มีแขกอีกคน๑เรียกกันว่า แขกประดู่ทํานองก็จะเป็นคนชาวอินเดียเหมือนกัน ตั้งคอกเลี้ยงวัวนมอยู่ที่หัวป้อม (อยู่ราวที่สนามหน้าศาลสถิตยุติธรรมทุกวันนี้) มีภรรยาเป็นหญิงแขกมลายูชื่อ ประแดะ อยู่มา แขกลันไดกับแขกประดู่เกิดวิวาทกันด้วยเรื่องแย่งหญิงมลายูนั้นโดยทํานองที่กล่าวในเรื่องละคร คนทั้งหลายเห็นเป็นเรื่องขบขันก็โจษกันแพร่หลาย พระมหามนตรี(ทรัพย์) ทราบเรื่อง จึงคิดแต่งเป็นบทละครขึ้น พระมหามนตรี(ทรัพย)์นี้เป็นกวีที่สามารถในกระบวนแต่งกลอนแปด จะหาตัวเปรียบได้โดยยากแต่มามีชื่อเสียงโด่งดังในการแต่งกลอนต่อเมื่อถึงแก่กรรมแล้ว เพราะเมื่อมีชีวิตอยู่ ไม่ใคร่พอใจแต่งโดยเปิดเผยหนังสือซึ่งพระมหามนตรี(ทรัพย์) ได้ออกหน้าแต่ง มีปรากฎแต่โคลงฤๅษีดัดตน บท ๑ กับเพลงยาวกลบทชื่อกบเต้นสามตอน (ซึ่งขึ้นต้นว่า "เจ็บคําจําคิดจิตขวย") บท ๑ เท่านั้น ที่พระมหามนตรี(ทรัพย์) มีชื่อเสียงสืบต่อมาจนรัชกาลหลัง ๆ เพราะแต่งหนังสืออีก ๒ เรื่อง คือ เพลงยาวแต่งว่าพระยามหาเทพ (ทองปาน) เมื่อยังเป็นจมื่นราชามาตย์เรื่อง ๑ กับบทละคร เรื่อง ระเดนลันได นี้เรื่อง ๑
๒๖เพลงยาวว่าพระยามหาเทพ (ทองปาน) นั้น เล่ากันมาว่า เป็นแต่ลอบแต่ง แล้วเขียนมาปิดไว้ที่ทิมดาบตํารวจในพระบรมมหาราชวัง ผู้อื่นเห็นก็รู้ว่า เป็นฝีปากพระมหามนตรี(ทรัพย์) แต่ไม่มีผู้ใดฟ้องร้องว่ากล่าวมีแต่ผู้ลอกคัดเอาไป (แล้วเห็นจะเลยฉีกทิ้งต้นหนังสือเสีย จึงไม่เกิดความฐานทอดบัตรสนเท่ห์) ด้วยครั้งนั้นมีคนชังพระยามหาเทพ (ทองปาน) อยู่มากด้วยกัน เพลงยาวนั้นก็เลยแพร่หลาย หอสมุดได้พิมพ์เพลงยาวนั้นไว้ในหนังสือวชิรญาณวิเศษ เล่ม ๓ ประจําปีกุน จุลศักราช ๑๒๔๙ (พ.ศ. ๒๔๓๐) ส่วนบทละคร เรื่อง ระเด่นลันได เหตุที่แต่งเป็นดังอธิบายมาข้างต้น ถ้าผู้อ่านสังเกตจะเห็นได้ว่าทางสํานวนแต่งดีทั้งกระบวนบทสุภาพและวิธีที่เอาถ้อยคําขบขันเข้าสอดแซม บางแห่งกล้าใช้สํานวนต่ําช้าลงไปให้สมกับตัวบท แต่อ่านก็ไม่มีที่จะเขินเคอะในแห่งใด เพราะฉะนั้น จึงเป็นหนังสือซึ่งชอบอ่านกันแพร่หลายตั้งแต่แรกแต่งตลอดมาจนในรัชกาลหลัง ๆ นับถือกันว่า เป็นหนังสือกลอนชั้นเอกเรื่อง ๑ บทละคร เรื่อง ระเด่นลันได นี้มีผู้เคยพิมพ์มาแล้ว แต่ฉบับที่พิมพ์มาแต่ก่อนวิปลาสคลาดเคลื่อนและมีผู้อื่นแต่งแทรกแซมเพิ่มเติมอีกเป็นอันมากจนวิปริตผิดรูปฉบับเดิม กรรมการหอพระสมุดฯ เห็นว่า บทละครเรื่อง ระเด่นลันได นับว่า เป็นเรื่องสําคัญในหนังสือกลอนไทยเรื่อง ๑ ซึ่งสมควรจะรักษาไว้ให้บริสุทธิ์จึงได้พยายามหาฉบับมาแต่ที่ต่าง ๆ สอบชําระแล้วพิมพ์ไว้ในสมุดเล่มนี้(ระเด่นลันได, ๒๕๐๕) แต่เสียดายอยู่ที่บทตอนท้ายในเล่มนี้ยังขาดฉบับเดิมอยู่สักสามฤๅสี่หน้ากระดาษ เนื้อเรื่องที่ขาดเพียงใดจะอธิบายบอกไว้ท้ายเล่มสมุด เผื่อท่านผู้ใดมีฉบับบริบูรณ์ถ้ามีแก่ใจคัดส่งมายังหอพระสมุดฯ หรือให้ยืมต้นฉบับมาให้พระสมุดฯ คัดได้จะขอบพระคุณเป็นอันมาก (หอพระสมุดวชิรญาณ, ๒๔๖๓) บทละคร เรื่อง ระเด่นลันได ช้าปี่๏มาจะกล่าวบทไป ถึงระเด่นลันไดอนาถา เสวยราชย์องค์เดียวเที่ยวรําภา ตามตลาดเสาชิงช้าหน้าโบสถ์พราหมณ์อยู่ปราสาทเสาคอดยอดด้วน กําแพงแก้วแล้วล้วนด้วยเรียวหนาม มีทหารหอนเห่าเฝ้าโมงยาม คอยปราบปรามประจามิตรที่คิดร้าย ฯ ๔ คํา ฯ ๏เที่ยวสีซอขอข้าวสารทุกบ้านช่อง เป็นเสบียงเลี้ยงท้องของถวาย ไม่มีใครชังชิงทั้งหญิงชาย ต่างฝากกายฝากตัวกลัวบารมีพอโพล้เพล้เวลาจะสายัณห์ยุงชุมสุมควันแล้วเข้าที่บรรทมเหนือเสื่อลําแพนแท่นมณีภูมีซบเซาเมากัญชา ฯ ๔ คํา ฯ
๒๗ร่าย ๏ครั้นรุ่งแสงสุริยันตะวันโด่ง โก้งโค้งลงในอ่างแล้วล้างหน้า เสร็จเสวยข้าวตังกับหนังปลา ลงสระสรงคงคาในท้องคลอง ฯ ๒ คํา ฯ เสมอ ชมตลาด ๏กระโดดดําสามทีสีเหื่อไคล แล้วย่างขึ้นบันไดเข้าในห้อง ทรงสุคนธ์ปนละลายดินสอพอง ชโลมสองแก้มคางอย่างแมวคราว นุ่งกางเกงเข็มหลงอลงกรณ์ผ้าทิพย์อาภรณ์พื้นขาว เจียระบาดเสมียนละว้ามาแต่ลาว ดูราวกับหนังแขกเมื่อแรกมีสวมประคําดีควายตะพายย่าม หมดจดงดงามกว่าปันหยีกุมตระบองกันหมาจะราวีถือซอจรลีมาตามทาง ฯ ๖ คํา ฯ เพลงช้า ร่าย ๏มาเอยมาถึง เมืองหนึ่งสร้างใหม่ดูใหญ่กว้าง ปราสาทเสาเล้าหมูอยู่กลาง มีคอกโคอยู่ข้างกําแพงวัง พระเยื้องย่างเข้าทางทวารา หมู่หมาแห่ห้อมล้อมหน้าหลัง แกว่งตระบองป้องปัดอยู่เก้กัง พระทรงศักดิ์หยักรั้งคอยราญรอน ฯ ๔ คํา ฯ เชิด ๏เมื่อนั้น นางประแดะหูกลวงดวงสมร ครั้นรุ่งเช้าท้าวประดู่ภูธร เสด็จจรจากเวียงไปเลี้ยงวัว โฉมเฉลาเนาในที่ไสยา บรรจงหั่นกัญชาไว้ท่าผัว แล้วอาบน้ําทาแป้งแต่งตัว หวีหัวหาเหาเกล้าผมมวย ได้ยินแว่วสําเนียงเสียงหมาเห่า คิดว่าวัวเข้าในสวนกล้วย จึงออกมาเผยแกลอยู่แร่รวย ตวาดด้วยสุรเสียงสําเนียงนาง พอเหลือบเห็นระเด่นลันได อรไทผินผันหันข้าง ชม้อยชม้ายชายเนตรดูพลาง ชะน้อยฤๅรูปร่างราวกับกลึง งามกว่าภัสดาสามีทั้งเมืองตานีไม่มีถึง เกิดกําหนัดกลัดกลุ้มรุมรึง นางตะลึงแลดูพระภูมีฯ ๑๐ คํา ฯ
๒๘๏เมื่อนั้น พระสุวรรณลันไดเรืองศรี เหลียวพบสบเนตรนางตานีภูมีพิศพักตร์ลักขณา ฯ ๒ คํา ฯ ชมโฉม ๏สูงระหงทรงเพรียวเรียวรูด งามละม้ายคล้ายอูฐกะหลาป๋า พิศแต่หัวจรดเท้าขาวแต่ตา ทั้งสองแก้มกัลยาดังลูกยอ คิ้วก่งเหมือนกงเขาดีดฝ้าย จมูกละม้ายคล้ายพร้าขอ หูกลวงดวงพักตร์หักงอ ลําคอโตตันสั้นกลม สองเต้าห้อยตุงดังถุงตะเคียว โคนเหี่ยวแห้งรวบเหมือนบวบต้ม เสวยสลายาจุกพระโอษฐ์อม มันน่าเชยน่าชมนางเทวีฯ ๖ คํา ฯ ร่าย ๏นี่จะเป็นลูกสาวท้าวพระยา ฤๅว่าเป็นพระมเหสีอกใจทึกทักรักเต็มทีก็ทรงสีซอสุวรรณขึ้นทันใด ฯ ๒ คํา ฯ พัดชา ๏ยักย้ายร่ายร้องเป็นลํานํา มีอยู่สองสามคําจําไว้ได้สุวรรณหงษ์ถูกหอกอย่าบอกใคร ถูกแล้วกลับไปได้เท่านั้น ฯ ๒ คํา ฯ ร่าย ๏แล้วซ้ําสีอิกกระดิกนิ้ว ทํายักคิ้วแลบลิ้นเล่นขบขัน เห็นโฉมยงหัวร่ออยู่งองัน พระทรงธรรม์ทําหนักชักเฉื่อยไป ฯ ๒ คํา ฯ มโหรี๏เมื่อนั้น นางประแดะตานีศรีใส สดับเสียงสีซอพอฤทัย ให้วาบวับจับใจผูกพัน ยิ่งคิดพิศวงพระทรงศักดิ์ลืมรักท้าวประดู่ผู้ผัวขวัญ ทําไฉนจะได้พระทรงธรรม์มาเคียงพักตร์สักวันด้วยรักแรง คิดพลางทางเข้าไปในห้อง แล้วตักเอาข้าวกล้องมาสองแล่ง ค่อยประจงลงใส่กระบะแดง กับปลาสลิดแห้งห้าหกตัว
๒๙แล้วลงจากบันไดมิได้ช้า เข้ามานอบนบจบเหนือหัว เอาปลาใส่ย่ามด้วยความกลัว แล้วยอบตัวลงบังคมก้มพักตรา ฯ ๘ คํา ฯ ๏เมื่อนั้น ลันไดให้แสนเสนหา อะรามรักยักคิ้วหลิ่วตา พูดจาลดเลี้ยวเกี้ยวพาน ฯ ๒ คํา ฯ โอ้โลม ๏งามเอยงามปลอด ชีวิตพี่นี้รอดด้วยข้าวสาร เป็นกุศลดลใจเจ้าให้ทาน เยาวมาลย์แม่มีพระคุณนัก พี่ขอถามนามท้าวเจ้ากรุงไกร ชื่อเรียงเสียงไรไม่รู้จัก เจ้าเป็นพระมเหสีที่รัก ฤๅนงลักษณ์เป็นราชธิดา รูปร่างอย่างว่ากะลาสีพี่ให้มีใจรักเจ้าหนักหนา ว่าพลางเข้าใกล้กัลยา พระราชาฉวยฉุดยุดมือไว้ฯ ๖ คํา ฯ ร่าย ๏ทรงเอยทรงกระสอบ ทําเล่นเห็นชอบฤๅไฉน ไม่รู้จักมักจี่นี่อะไร มาเลี้ยวไล่ฉวยฉุดยุดข้อมือ ยิ่งว่าก็ไม่วางทําอย่างนี้พระจะมีเงินช่วยข้าด้วยฤๅ อวดว่ากล้าแข็งเข้าแย่งยื้อ ลวนลามถามชื่อน้องทําไม น้องมิใช่ตัวเปล่าเล่าเปลือย หยาบเหมือนขี้เลื่อยเมื่อหัวไหล่ลูกเขาเมียเขาไม่เข้าใจ บาปกรรมอย่างไรก็ไม่รู้ฯ ๖ คํา ฯ ชาตรี๏ดวงเอยดวงไต้สบถได้เจ็ดวัดทัดสองหูความจริงพี่มิเล่นเป็นเช่นชู้จะร่วมเรียงเคียงคู่กันโดยดีถึงมิใช่ตัวเปล่าเจ้ามีผัว พี่ไม่กลัวบาปดอกนะโฉมศรีอันนรกตกใจไปใยมียมพระบาลกับพี่เป็นเกลอกัน เพียงจับมือถือแขนอย่าแค้นเคือง จะให้น้องสองเฟื้องอย่าหุนหัน แล้วแก้เงินในไถ้ออกให้พลัน นี่แลขันหมากหมั้นกัลยา
๓๐พอดึกดึกสักหน่อยนะน้องแก้ว พี่จะลอดล่องแมวขึ้นไปหา โฉมเฉลาเจ้าจงได้เมตตา เปิดประตูไว้ท่าอย่าหลับนอน ฯ ๘ คํา ฯ ร่าย ๏ทรงเอยทรงกระโถน อย่ามาพักปลอบโยนให้โอนอ่อน ไม่อยากได้เงินทองของภูธร นางเคืองค้อนคืนให้ไม่อินัง ช่างอวดอ้างว่านรกไม่ตกใจ คนอะไรอย่างนี้ก็มีมั่ง เชิญเสด็จรีบออกไปนอกวัง อย่ามานั่งวิงวอนทําค่อนแคะ เพียงแต่รู้จักกันกระนั้นพลาง พอเป็นทางไมตรีกระนี้แหละ เมื่อพระอดข้าวปลาจึงมาแวะ น้องฤๅชื่อประแดะดวงใจ ท่านท้าวประดู่ผู้เป็นผัว ยังไปเลี้ยงวัวหากลับไม่แม้นชักช้าชีวันจะบรรลัย เร่งไปเสียเถิดพระราชา ฯ ๘ คํา ฯ ๏เมื่อนั้น ลันไดยิ้มเยาะหัวเราะร่า เราไม่เกรงกลัวอิทธิ์ฤทธา ท้าวประดู่จะมาทําไมใคร พี่ก็ทรงศักดากล้าหาญ แต่ข้าวสารเต็มกระบุงยังแบกไหว ปลาแห้งพี่เอาเข้าเผาไฟ ประเดี๋ยวใจเคี้ยวเล่นออกเป็นจุณฯ ๔ คํา ฯ ๏เมื่อนั้น นางประแดะเห็นความจะวามวุ่น จึงนบนอบยอบตัวทํากลัวบุญ ไม่รู้เลยพ่อคุณนี้มีฤทธิ์กระนั้นสิเมื่อพระเสด็จมา หมูหมาย่นย่อไม่รอติด ขอพระองค์จงฟังยั้งหยุดคิด อย่าให้มีความผิดติดตัวน้อง ท้าวประดู่ภูธรเธอขี้หึง ถ้ารู้ถึงท้าวเธอจะทุบถอง จงไปเสียก่อนเถิดพ่อรูปทอง อย่าให้น้องชั่วช้าเป็นราคีว่าพลางทางสลัดปัดกร ควักค้อนยักหน้าตาหยิบหยีนาดกรอ่อนคอจรลีเดินหนีมิให้มาใกล้กราย ฯ ๘ คํา ฯ ๏เมื่อนั้น ลันไดไม่สมอารมณ์หมาย เห็นนางหน่ายหนีลี้กาย โฉมฉายสลัดพลัดมือไป
๓๑มันให้ขัดสนยืนบ่นออด เจ้ามาทอดทิ้งพี่หนีไปได้ตัวกูจะอยู่ไปทําไม ก็ยกย่ามขึ้นไหล่ไปทั้งรัก ฯ ๔ คํา ฯ เชิด ช้า ๏เมื่อนั้น ท้าวประดู่สุริวงศ์ทรงกระฏัก เที่ยวเลี้ยงวัวล้าเลื่อยเหนื่อยนัก เข้าหยุดยั้งนั่งพักในศาลา วันเมื่อมเหสีจะมีเหตุให้กระตุกนัยเนตรทั้งซ้ายขวา ตุ๊กแกตกลงตรงพักตรา คลานไปคลานมาก็สิ้นใจ แม่โคขึ้นสัดผลัดโคตัวผู้พิเคราะห์ดูหลากจิตคิดสงสัย จะมีเหตุแม่นมั่นพรั่นพระทัย ก็เลี้ยวไล่โคกลับเขาพารา ฯ ๖ คํา ฯ เชิด ร่าย ๏ครั้นถึงขอบรั้วริมหัวป้อม พระวิ่งอ้อมเลี้ยวลัดสกัดหน้า ไล่เข้าคอกพลันมิทันช้า เอาขี้หญ้าสุมควันกันริ้นยุง ยืนลูบเนื้อตัวที่หัวบันได แล้วเข้าในปรางค์รัตน์ผลัดผ้านุ่ง ยุรยาตรเยื้องย่างมาข้างมุ้ง เห็นกระบุงข้าวกล้องนั้นพร่องไป ปลาสลิดในกระบายก็หายหมด พระทรงยศแสนเสียดายน้ําลายไหล กําลังหิวข้าวเศร้าเสียใจ ก็เอนองค์ลงในที่ไสยา กวักพระหัตถ์ตรัสเรียกมเหสีเข้ามานี่พุ่มพวงดวงยี่หวา วันนี้มีใครไปมา ยังพาราเราบ้างฤๅอย่างไร ฯ ๘ คํา ฯ ๏เมื่อนั้น นางประแดะฟังความที่ถามไถ่กราบทูลเยื้องยักกระอักกระไอ ร้อนตัวกลัวภัยพระภูมีตั้งแต่พระเสด็จไปเลี้ยงวัว น้องก็นอนซ่อนตัวอยู่ในที่ไม่เห็นใครไปมายังธานีจงทราบใต้เกษีพระราชา ฯ ๔ คํา ฯ ๏เมื่อนั้น ท้าวประดูได้ฟังให้กังขา จึงซักไซ้ไล่เลียงกัลยา ว่าไม่มีใครมาน่าแคลงใจ ทั้งข้าวทั้งปลาของข้าหาย เอายักย้ายขายซื้อฤๅไฉน
๓๒ฤๅลอบลักตักให้แก่ผู้ใด จงบอกไปนะนางอย่าพรางกัน ฯ ๔ คํา ฯ ๏เมื่อนั้น นางประแดะตกใจอยู่ไหวหวั่น ด้วยแรกเริ่มเดิมทูลพระทรงธรรม์ว่าใครนั้นมิได้จะไปมา ครั้นจะไม่ทูลความไปตามจริง ก็เกรงกริ่งด้วยพิรุธมุสา สารภาพกราบลงกับบาทา วอนว่าอย่าโกรธจงโปรดปราน วันนี้มีหน่อกระษัตรา เที่ยวมาสีซอขอข้าวสาร น้องเสียมิได้ก็ให้ทาน สิ้นคําให้การแล้วผ่านฟ้า ฯ ๖ คํา ฯ ๏เมื่อนั้น ท้าวประดู่ได้ฟังนึกกังขา ใครหนอหน่อเนื้อกระษัตรา เที่ยวมาสีซอขอทาน เห็นจะเป็นอ้ายระเด่นลันได ที่ครอบครองกรุงใกล้เทวฐาน มันเสแสร้งแกล้งทํามาขอทาน จะคิดอ่านตัดเสบียงเอาเวียงชัย จึงชี้หน้าว่าเหม่มเหสีมึงนี้เหมือนหนอนที่บ่อนไส้ขนเอาปลาข้าวให้เขาไป วันนี้จะได้อะไรกิน ถ้ามั่งมีศรีสุขก็ไม่ว่า นี่สําเภาเลากาก็แตกสิ้น แล้วมิหนําซ้ําตัวเป็นมลทิน จะอยู่กินต่อไปให้คลางแคลง เจ้าศรัทธาอาศัยอย่างไรกัน ฤๅกระนี้กระนั้นก็ไม่แจ้ง จะเลี้ยงไว้ไยเล่าเมื่อข้าวแพง ฉวยชักพระแสงออกแกว่งไกว ฯ ๑๐ คํา ฯ ๏เมื่อนั้น นางประแดะเลี้ยวลอดกอดเอวได้ เหมือนเล่นงูกินหางไม่ห่างไกล นึกประหวั่นพรั่นใจอยู่รัวรัว โปรดก่อนผ่อนถามเอาความจริง เมื่อชั่วแล้วแทงทิ้งเถิดทูลหัว อันพระสามีเป็นที่กลัว จะทํานอกใจผัวอย่าพึงคิด พระหึงหวงมิได้ล่วงพระอาญา ที่ให้ข้าวให้ปลานั้นข้าผิด น้องนี้ทําชั่วเพราะมัวมิด ทําไมกับชีวิตไม่เอื้อเฟื้อ น้องมิได้ศรัทธาอาศัย จะลุยน้ําดําไฟเสียให้เชื่อ ไม่มีอาลัยแก่เลือดเนื้อ แต่เงื้อเงื้อไว้เถิดอย่าเพ่อแทง ฯ ๘ คํา ฯ
๓๓๏เมื่อนั้น ท้าวประดูเดือดนักชักพระแสง ถ้าบอกจริงให้กูอีหูแหว่ง จะงดไว้ไม่แทงอย่าแย่งยุด กูก็เคยเกี้ยวชู้รู้มารยา มิใช่มึงโสดามหาอุด มันเป็นถึงเพียงนี้ก็พิรุธ ถึงดําน้ําร้อยผุดไม่เชื่อใจ ยังจะท้าพิสูจน์รูดลอง พ่อจะถองให้ยับจนตับไหล เห็นว่ากูหลงรักแล้วหนักไป เอออะไรนี่หวาน้ําหน้ามึง หาเอาใหม่ให้ดีกว่านี้อีก ผิดก็เสียเงินปลีกสองสลึง กําลังกริ้วโกรธาหน้าตึง ถีบผึงถูกตะโพกโขยกไป ฯ ๘ คํา ฯ โอด โอ้๏เมื่อนั้น นางประแดะเจ็บจุกลุกไม่ไหว ค่อยยืนยันกะเผลกเขยกไป เข้ายังครัวไฟร้องไห้โฮ ร้อนดิ้นเร่าเร่าพ่อเจ้าเอ๋ย ลูกไม่เคยโกหกพกโมโห เสียแรงได้เป็นข้ามาแต่โซ กลับพาลโกรธาด่าตีน้องก็ไร้ญาติวงศ์พงศา หมายพึ่งบาทาพระโฉมศรี โคตรพ่อโคตรแม่ก็ไม่มีอยู่ถึงเมืองตานีเขาตีมา ตะโพกโดกโดยเมียแทบคลาด ถีบด้วยพระบาทดังชาติข้า จะอยู่ไปไยเล่าไม่เข้ายา ตายโหงตายห่าก็ตายไป ฯ ๘ คํา ฯ โอด ร่าย ๏เมื่อนั้น ท้าวประดูได้ฟังดังเพลิงไหม้ดูดู๋อีประแดะค่อนแคะได้กลับมาด่าได้อีใจเพชร เอาแต่คารมเข้าข่มกลบ กูจะจิกหัวตบเสียให้เข็ด ชะช่างโศกาน้ําตาเล็ด กูรู้เช่นเห็นเท็จทุกสิ่งอัน ฯ ๔ คํา ฯ ๏ว่าพลางทางคว้าได้พร้าโต้ดุด่าตาโตเท่ากําปั้น ผลักประตูครัวไฟเข้าไปพลัน นางประแดะยืนยันลันกลอนไว้ผลักมาผลักไปอยู่เป็นครู่จะเข้าไปในประตูให้จงได้กระทืบฟากโครมครามความแค้นใจ อึกกระทึกทั่วไปในพารา
๓๔ฯ ๔ คํา ฯ เชิด ๏บัดนั้น พวกหัวไม้กระดูกผีขี้ข้า บ่อนเลิกกินเหล้าเมากลับมา ได้ยินเสียงเถียงด่ากันอื้ออึง จึงหยุดนั่งข้างนอกริมคอกวัว ว่าเมียผัวคู่นี้มันขี้หึง พอพลบค่ําราตรีตีตะบึง อึงคงนักหนาน่าขัดใจ แล้วคว้าก้อนอิฐปาเข้าฝาโผง ตกถูกโอ่งปาล้อแลหม้อไห พลางตบมือร้องเย้ยเผยไยไย แล้ววิ่งไปทางตะพานบ้านตะนาว ฯ ๖ คํา ฯ รัว ๏เมื่อนั้น ท้าวประดู่ตาพองร้องบอกกล่าว หยิบงอบครอบหัวตัวสั่นท้าว อ้ายพ่อจ้าวชาวบ้านวานช่วยกัน วัวน้ําวัวหลวงกูได้เลี้ยง อิฐมาเปรี้ยงเปรี้ยงเสียงสนั่น สาเหตุมีมาแต่กลางวัน คงได้เล่นเห็นกันอ้ายลันได ทั้งนี้เพราะอีมะเหเสือ จะกินเลือดกินเนื้อกูให้ได้ขว้างวังครั้งนี้ไม่มีใคร ชู้มึงฤๅมิใช่อีมารยา พระฉวยได้ไม้ยุงปัดกวัดแกว่ง สําคัญว่าพระแสงขึ้นเงื้อง่า เลี้ยวไล่ฟาดฟันกัลยา วิ่งมาวิ่งไปอยู่ในครัว ฯ ๘ คํา ฯ สับไทย ๏เหม่เหม่ดูดู๋อีประแดะ ที่นี้แหละเห็นประจักษ์ว่ารักผัว หากกูรู้ตัว หัวไม่แตกแตน ขว้างแล้วหนีไป มิได้ตอบแทน ยิ่งคิดยิ่งแค้น เลี้ยวแล่นไล่ตีฯ ๔ คํา ฯ รื้อ ๏ทรงเอยทรงกระบอก น้องไม่เห็นด้วยดอกพระโฉมศรีปาวังครั้งนี้มิใช่ชู้น้อง สืบสมดังว่า สัญญาให้ถอง วิ่งพลางทางร้อง ตีน้องทําไม ฯ ๔ คํา ฯ
๓๕๏เหลือเอยเหลือเถน ขัดเขมนขบฟันมันไส้ปรานีมึงไย ใครใช้มีชู้ ไม่เลี้ยงเป็นเมีย ไปเสียอย่าอยู่รั้ววังของกูปิดประตูตีแมว ฯ ๔ คํา ฯ เชิด ๏เมื่อนั้น นางประแดะเหนื่อยอ่อนลงนอนแส้ว ยกมือท่วมหัวลูกกลัวแล้ว กอดก้นผัวแก้วเข้าคร่ําครวญ ฯ ๒ คําฯ โอ้๏โอ้พระยอดตองของน้อยเอ๋ย กระไรเลยช่างสลัดตัดเด็ดด้วน แม้นชั่วช้าจริงจังก็บังควร พ่อมาด่วนมุทะลุดุดันไป จงตีแต่พอหลาบปราบพอจํา จะเฝ้าเวียนเฆี่ยนซ้ําไปถึงไหน งดโทษโปรดเถิดพระภูวไนย น้องยังไม่เคยไกลพระบาทา ถึงไม่เลี้ยงเป็นพระมเหสีจะขอพึ่งบารมีเป็นขี้ข้า ไม่ถือว่าเป็นผัวเพราะชั่วช้า จะก้มหน้าเป็นทาสกวาดขี้วัว สิบคนเข้าไม่เท่าคนหนึ่งออก อยู่กับคอกช่วยใช้พ่อทูลหัว ร่ําพลางทางทุ่มทอดตัว ตีอกชกหัวแล้วโศกา ฯ ๘ คํา ฯ โอด ร่าย ๏เมื่อนั้น ท้าวประดู่ได้ฟังนางร่ําว่า ให้นึกสมเพชเวทนา น้ําตาไหลนองสักสองครุหวนรําลึกนึกถึงอ้ายลันได กลับเจ็บใจไม่เหือดเดือดดุโมโหมืดหน้าบ้ามุทะลุกระดูกผุเมื่อไรก็ไม่ลืม กูไม่อยากเอาไว้ใช้สอย นึกว่าปล่อยสิงห์สัตว์วัดสามปลื้ม แต่ชั้นทอผ้ายังคาฟืม ดีแต่ยืมเขากินอีสิ้นอาย แม่เรือนเช่นนี้มิเป็นผล มันจะลวงล้วงก้นจนฉิบหาย ไปเสียมึงไปไม่เสียดาย กูจะเป็นพ่อหม้ายสบายใจ สาวสาวชาววังก็ยังถม ไม่ปรารมภ์ปรารี้จะมีใหม่เก็บเงินค่านมผสมไว้หาไหนหาได้ไม่ทุกข์ร้อน
๓๖ฯ ๑๐ คํา ฯ ๏เมื่อนั้น นางประแดะหูกลวงดวงสมร สุดที่จะพรากจากจร บังอรข้อนทรวงเข้าร่ําไร ฯ ๒ คํา ฯ โอ้๏โอ้พ่อใจบุญของเมียเอ๋ย แปดค่ําพ่อเคยเชือดคอไก่ต้มปลาร้าตั้งหม้อกับหน่อไม้เมียยังอาลัยได้อยู่กิน พราะเคยรีดนมวัวให้เมียขาย แม้สายที่ยังไม่หมดสิ้น เหลือติดก้นกระบอกเอาจอกริน ให้เมียกินวันละนิดคิดทุกวัน แต่พอพลบรบเมียเข้ากระท่อม พ่อนั่งกล่อมจนหลับแล้วรับขวัญในมุ้งยุงชุมพ่อสุมควัน สารพันทรงศักดิ์จะรักเมีย จะกินอยู่พูวายสบายใจ พ่อมอบไว้ให้วันละสิบเบี้ย อกน้องดังไฟไหม้ลามเลีย จะทิ้งเมียเสียได้ไม่ไยดี เที่ยงนางกลางคืนพ่อทูลหัว จะให้ออกนอกรั้วลูกกลัวผีก้นไต้ก้นไฟก็ไม่มีผลัดรุ่งพรุ่งนี้เถิดพ่อคุณ ถึงจะไม่ได้อยู่บนตําหนัก ขอพึ่งพักอาศัยเพียงใต้ถุน ยกโทษโปรดเถิดพ่อใจบุญ เสียแรงได้เลี้ยงขุนมีคุณมา ฯ ๑๒ คํา ฯ ร่าย ๏เมื่อนั้น ท้าวประดู่ได้ฟังชังน้ําหน้า น้อยฤๅอีขี้เค้าเจ้าน้ําตา ยังจะร่ําไรว่ากวนใจกู เมินเสียเถิดหวาอีหน้ารุ้ง อย่าพูดอยู่ข้างมุ้งรําคาญหูไสหัวมึงออกนอกประตูขืนอยู่ช้าไปได้เล่นกัน ว่าพลางปิดบานทวารโผง เข้าในห้องท้องพระโรงขมีขมัน ยกหม้อตุ้งก่าออกมาพลัน พระทรงศักดิ์ชักควันโขมงไป ฯ ๖ คํา ฯ ๏เมื่อนั้น นางประแดะทุกข์ร้อนถอนใจใหญ่แล้วข่มขืนกลืนกลั้นชลนัยน์จะอยู่ไปไยเล่าไม่เข้าการ แต่ทุบตีมิหนําแล้วซ้ําขับ ให้อายอับเพื่อนรั้วหัวบ้าน
๓๗เช้าค่ําร่ําว่าด่าประจาน ใครจะทานทนได้ในฝีมือ กูจะหาผัวใหม่ให้ได้ดีเอาโยคีกินไฟไม่ได้ฤๅ ไหนไหนชาวเมืองก็เลื่องฦๅ อึงอื้ออับอายขายพักตรา คว้าถุงเบี้ยได้ใส่กระจาด ฉวยผ้าแพรขาดขึ้นพาดบ่า ลงจากบันไดไคลคลา น้ําตาคลอคลอจรลีฯ ๘ คํา ฯ ทยอย โอ้ร่าย ๏ครั้นมาพ้นคอกวัวรั้วตราง เหลียวหลังดูปรางค์ปราสาทศรี เคยได้ค้างกายมาหลายปีครั้งนี้ตกยากจะจากไป หยุดยืนสะอื้นอยู่อืดอืด เดือนก็มืดเต็มทีไม่มีไต้ฝนตกพรําพรําทําอย่างไร ก็หยุดยืนร้องไห้อยู่ที่ร้าน ฯ ๔ คํา ฯ โอด ช้า ๏เมื่อนั้น โฉมระเด่นลันไดใจหาญ ครั้นพลบค่ําเข็นบันไดไว้นอกชาน ยกเชิงกรานสุมไฟใส่ฟืนตอง แล้วเอนองค์ลงเหนือเสื่อกระจูด นอนนิ่งกลิ้งทูดอยู่ในห้อง เสนาะเสียงสําเนียงพิราบร้อง ครางกระหึมครึ้มก้องบนกบทูแว่วแว่วเค้าแมวในกลีบเมฆ ดูวิเวกลงหลังคาเที่ยวหาหนูพระเผยบัญชรแลชะแง้ดูดาวเดือนรุบรู่ไม่เห็นตัว พระพายชายพัดอุตพิด พระทรงฤทธิ์เต็มกลั้นจนสั่นหัว หอมชื่นดอกอัญชันที่คันรั้ว ฟุ้งตระหลบอบทั่วทั้งวังใน ฯ ๘ คํา ฯ ร่าย ๏หวนรําลึกนึกถึงนางประแดะ ที่นัดแนะแต่เย็นเป็นไฉน ดึกแล้วแก้วตาเห็นช้าไป จะร้องไห้รําพึงถึงพี่ชาย จําจะไปให้ทันดังสัญญา ได้ย่องเบาเข้าหานางโฉมฉาย จึงอาบน้ําทาแป้งแต่งกาย สวมประคําดีควายสําหรับตัว แหงนดูฤกษ์บนฝนพยับ เดือนดับลับเมฆขมุกขมัว ลงบันไดเดินออกมานอกรั้ว โพกหัวกลัวอิฐคิดระอา
๓๘หลายครั้งตั้งแต่มันทิ้งกูพระโฉมตรูเหลือบซ้ายแลขวา แล้วผาดแผลงสําแดงเดชา เดินมาตามตรอกซอกกําแพง ฯ ๘ คํา ฯ เชิด ๏ประเดี๋ยวหนึ่งก็ถึงคอกโคขัง จะเข้าได้ดอกกระมังยังไม่แจ้ง เห็นกองไฟใส่สุมอยู่แดงแดง แอบแฝงฟังอยู่ดูท่าทาง เห็นทีท้าวประดู่ผู้ผัว จะนอนเฝ้าวัวอยู่ข้างล่าง แต่โฉมศรีนิฤมลอยู่บนปรางค์กูจะขึ้นหานางทางล่องแมว จึงกลิ้งครกที่ใต้ถุนเข้าหนุนตีน พระโฉมฉายป่ายปีนอยู่แด่วแด่ว อกใจไม้ครูดขูดเป็นแนว จะเห็นรักบ้างแล้วฤๅแก้วตา พระประหวั่นพรั่นตัวกลัวจะตก ทําหนูกกเจาะเจาะเกาะข้างฝา ไฉนไม่คอยกันดังสัญญา อนิจจานอนได้ไม่คอยรับ ฯ ๘ คํา ฯ ๏เมื่อนั้น ท้าวประดู่สุริวงศ์โก้งโค้งหลับ พอปราสาทสะเทือนไหวตกใจวับ ลุกขยับนิ่งฟังนั่งหลับตา คิดว่ามเหสีที่ถูกถอง แสบท้องหายโกรธเข้ามาหา ให้นึกสมเพชเวทนา สู้ทนทานด้านหน้ามาง้องอน จะขับหนีตีไล่ไม่ไปจาก อีร่วมเรือนเพื่อนยากมาแต่ก่อน แล้วคลี่ผ้าคลุมหัวล้มตัวนอน พระภูธรทําเฉยเลยหลับไป ฯ ๖ คํา ฯ ๏เมื่อนั้น ลันไดล้วงสลักชักกลอนได้ เปิดประตูเยื้องย่องเข้าห้องใน เข้านั่งใกล้ในจิตคิดว่านาง สมพาสยักษ์ลักหลับขึ้นทับบน ท้าวประดู่เต็มทนอยู่ข้างล่าง พระสร้วมสอดกอดไว้มิได้วาง ช้อนคางพลางจูบแล้วลูบคลํา ฯ ๔ คํา ฯ ๏เมื่อนั้น ท้าวประดู่ผุดลุกขึ้นปลุกปล้ํา ตกใจเต็มทีว่าผีอํา ต่างคนต่างคลํากันวุ่นไป เอ๊ะจริตผิดแล้วมิใช่ผีจะว่าพระมเหสีก็มิใช่ขนอกรกหนักทักว่าใคร ตกใจฉวยตระบองร้องว่าคน ลันไดโดดโผนโดนประตูท้าวประดู่ร้องโวยขโมยปล้น
๓๙ตะโกนเรียกเสนาสามนต์มันไม่มีสักคนก็จนใจ ระเด่นโดดโลดออกมานอกรั้ว ผิดตัวแล้วกูอยู่ไม่ได้ก็ผาดแผลงสําแดงฤทธิไกร วิ่งไปตามกําลังไม่รั้งรอ ฯ ๘ คํา ฯ ๏หมาหมูกรูไล่ไม่มีขวัญ ปล่อยชันสามขาเหมือนม้าห้อ เต็มประดาหน้ามืดหืดขึ้นคอ ต้องหยุดยั้งรั้งรอมาตามทาง ถึงโดยจะไล่ก็ไม่ทัน ผิดนักสู้มันแต่ห่างห่าง พอแว่วสําเนียงเหมือนเสียงคราง อยู่ในร้านริมข้างหนทางจร เอ๊ะผีฤๅคนขนลุกซ่า พระหัตถ์คว้าฉวยอิฐได้สองก้อน หยักรั้งตั้งท่าจะราญรอน นี่หลอกหลอนเล่นข้าฤๅว่าไร ครั้นได้ยินเสียงชัดเป็นสัตรีจะลองฤทธิ์สักทีหาหนีไม่กําหมัดเยื้องย่องมองเข้าไป แก่สาวคราวไหนจะใคร่รู้ฯ ๘ คํา ฯ ๏เมื่อนั้น นางประแดะนั่งซุ่มคลุมหัวอยู่สาระวนโศกาน้ําตาพรูเห็นคนย่องมองดูก็ตกใจ พอฟ้าแลบแปลบช่วงดวงพักตร์เห็นระเด่นรู้จักก็จําได้ทั้งสองข้างถ้อยทีดีใจ ทรามวัยกราบก้มบังคมคัล ฯ ๔ คํา ฯ ๏เมื่อนั้น ระเด่นเห็นนางพลางรับขวัญ นั่งลงซักไซ้ไล่เลียงกัน ไฉนนั่นกัลยามาโศกีพี่หลงขึ้นไปหานิจจาเอ๋ย ไม่รู้เลยน้องแก้วแคล้วกับพี่พี่ไปพบท้าวประดู่ผู้สามีเกิดอึงมี่ตึงตังทั้งพารา มันจะกลับจับพี่เป็นผู้ร้าย จะฆ่าเสียให้ตายก็ขายหน้า เขาจะค่อนติฉินนินทา อดสูเทวาสุราลัย จะเอาเมียแล้วมิหนําซ้ําฆ่าผัว คิดกลัวบาปกรรมไม่ทําได้พี่ขอถามสาวน้อยกลอยใจ เป็นไฉนกัลยามาโศกีฯ ๘ คํา ฯ ๏เมื่อนั้น นางประแดะดวงยี่หวามารศรีสะอื้นพลางทางทูลไปทันทีทั้งนี้เพราะกรรมได้ทําไว้
๔๐ครั้งนี้มิชั่วก็เหมือนชั่ว นางตีอกชกหัวแล้วร้องไห้ยังจะกลับมาเยาะนี่เพราะใคร ดูแต่หลังไหล่เถิดพ่อคุณ เขาขับหนีตีไล่ไสหัวส่ง เพราะพระองค์ทําความจึงวามวุ่น แต่รอดมาได้เห็นก็เป็นบุญ อย่าอยู่เลยพ่อคุณเขาตีตาย ฯ ๖ คํา ฯ ๏เมื่อนั้น ลันไดได้ฟังนางโฉมฉาย เขม้นมองดูหลังยังไม่ลาย พระจูบซ้ายจูบขวาห้าหกที เอาพระหัตถ์ช้อนคางแล้วพลางปลอบ อย่าพะอืดพะออบเลยโฉมศรีจะละห้อยน้อยใจไปไยมีบุญพี่กับนางได้สร้างมา อันระตูฤๅจะคู่กับนางอนงค์มิใช่วงศ์อสัญแดหวา โฉมเฉลาเจ้าเหมือนบุษบา จรกาฤๅจะควรกับนวลน้อง ถ้าเป็นระเด่นเหมือนเช่นพี่จึงควรที่ร่วมภิรมย์ประสมสอง ตรัสพลางทางชวนนวลละออง เยื้องย่องนําหน้าพานางเดิน ฯ ๘ คํา ฯ ๏ครั้นถึงจึงขึ้นบนตําหนัก ตงหักกลัวจะตกงกเงิ่น ค่อยพยุงจูงนางย่างดําเนิน ชวนเชิญโฉมเฉลาเข้าที่นอน ลดองค์ลงเหลือที่ไสยาสน์พระยี่ภู่ปูลาดขาดสองท่อน แล้วจึงมีมธุรสสุนทร อ้อนวอนโฉมเฉลาให้เข้ามุ้ง ฯ ๔ คํา ฯ โอ้โลม ๏โฉมเอยโฉมเฉิด เอนหลังบ้างเถิดจวนจะรุ่ง เสียแรงพี่รักเจ้าเท่ากระบุง จะไปนั่งทนยุงอยู่ทําไม เชิญมาร่วมเรียงเคียงเขนย อย่าทุกข์เลยที่จะหามาเลี้ยงให้ เรามั่งมีศรีสุขทุกข์อะไร เงินทองถมไปที่ในคลัง แต่ข้าวสารให้ทานพี่นี้ฤๅ ไม่พักซื้อได้ขายเสียหลายถัง ทั้งปลาแห้งปลาทูปูลัง เสบียงกรังมีมากไม่ยากจน ขี้คร้านขายนมวัวเหมือนผัวเจ้า พี่ได้เปล่าสารพัดไม่ขัดสน จงนั่งกินนอนกินสิ้นกังวล พี่จะขวนขวายหาเอามาเลี้ยง ว่าพลางทางตระโบมโลมเล้า อะไรเล่าฮึดฮัดเฝ้าวัดเหวี่ยง
๔๑อุแม่เอ๋ยมิให้เข้าใกล้เคียง จะตกเตียงลงไปแล้วแก้วกลอยใจ ฯ ๑๐ คํา ฯ ร่าย ๏เมื่อนั้น นางประแดะคลุ้มคลั่งผินหลังให้ถอยถดขยดหนีภูวไนย นี่อะไรน่าเกลียดเบียดคะยิก ลูกผัวหัวท้ายเขาไม่ขาด ทําประมาทเปล่าเปล่าเฝ้าหยุกหยิก ปัดกรค้อนควักผลักพลิก อย่าจุกจิกกวนใจไม่สบาย อย่าพักอวดสมบัติพัสถาน ไม่ต้องการดอกจะสู้อยู่เป็นหม้าย หนีศึกปะเสือเบื่อจะตาย เฝ้ากอดก่ายไปได้ไม่ละวาง ฯ ๖ คํา ฯ ชาตรี๏สุดเอยสุดลิ่ม เชิญผินหน้ามายิ้มกับพี่บ้าง เฝ้าถือโทษโกรธเกรี้ยวไปเจียวนาง ไม่เห็นอกพี่บ้างที่อย่างนั้น เหมือนน้ําอ้อยใกล้มดใครอดได้พี่ก็ไม่มีคู่ตุนาหงัน ตั้งแต่นวดปวดท้องมาสองวัน ใครจะกลั้นอดทนพ้นกําลัง ทําไมกับลูกผัวกลัวมันไย ผิดก็เสียสินไหมให้ห้าชั่ง จูบเชื่อเสียก็ได้แล้วไม่ฟัง ลูบหน้าลูบหลังนั่งแอบอิง น้อยฤๅนมแต่ละข้างช่างครัดเคร่ง ปลั่งเปล่งใจหายคล้ายกล้วยปิ้ง อุ้มขึ้นใส่ตักรักจริงจริง อย่าสะบิ้งสะบัดตัดไมตรียิ่งดิ้นยิ่งกอดสอดสัมผัส อุยหน่าอ่ากัดพระหัตถ์พี่ปัดป้องว่องไวอยู่ในทีจนล้มกลิ้งลงบนที่บรรทมใน อัศจรรย์ลั่นพิลึกกึกก้อง ฟ้าร้องครั่นครื้นดังปืนใหญ่เกิดพายุโยนยวบสวบสาบไป หลังคาพาไลแทบเปิดเปิง ฝนตกห่าใหญ่ใส่ซู่ซู่ท่วมคูท่วมหนองออกนองเจิ่ง คางคกขึ้นกระโดดโลดลองเชิง อึ่งอ่างเริงร่าร้องแล้วพองคอ นกกระจอกออกจากวิมานมะพร้าว ต้องฝนทนหนาวอยู่งอนหง่อ ขนคางหางปีกเปียกจนมอซอ ฝนก็พอขาดเม็ดเสร็จบันดาล ฯ ๑๖ คํา ฯ โลม ช้า
๔๒๏เมื่อนั้น นางประแดะหูกลวงห่วงสงสาร ได้ร่วมรักชักเชยก็ชื่นบาน เยาวมาลย์หมอบเมียงเคียงกาย แล้วเชิญหม้อตุ้งก่าออกมาตั้ง นางนั่งเป่าชุดจุดถวาย ทรงศักดิ์ชักพลางทางยิ้มพราย โฉมฉายขวั้นอ้อยคอยแก้คอ ถูกเข้าสามจะหลิ่มยิ้มแหยะ นางประแดะสรวลสันต์กลั้นหัวร่อ พระโฉมยงทรงขับรับเพลงซอ ฉลองหอทรงธรรม์แล้วบรรทม ฯ ๖ คํา ฯ ตระ ช้า ๏มาจะกล่าวบทไป ถึงนางกระแอทวายขายขนม เจ้าเงินโปรดปรานพานอุดม นุ่งห่มผืนผ้าค่าบาทเฟื้อง ผูกดอกออกจากฟากเรือนนาย ลดเลี้ยวเที่ยวขายข้าวเหนียวเหลือง ตามตลาดเสาชิงช้ามาเนืองเนือง ปลดเปลื้องเฟื้องไพได้ทุกวัน กับโฉมยงองค์ระเด่นลันได รักใคร่กันอยู่ก่อนเคยผ่อนผัน เชื่อถือซื้อขายเป็นนิรันดร์เว้นวันสองวันหมั่นไปมา ฯ ๖ คํา ฯ ร่าย ๏วันเอยวันหนึ่ง คิดถึงลันไดจะไปหา นึ่งข้าวเหนียวใส่กระจาดยาตรา ตรงมาหาชู้คู่ชมเชย เที่ยวเตร็ดเตร่เร่ร้องแล้วท่องเที่ยว ซื้อข้าวเหนียวหน้ากุ้งกินแม่เอ๋ย ที่รู้จักทักถามกันตามเคย บ้างเยาะเย้ยหยอกยื้อซื้อหากัน พอเวลาตลาดวายสายแสง กระเดียดตะแกรงกรีดกรายผายผัน ทอดกรอ่อนคอจรจรัล มาปราสาทสุวรรณเจ้าลันได ฯ ๖ คํา ฯ เพลงช้า ๏ครั้นถึงจึงขึ้นบนนอกชาน เห็นทวารบานปิดคิดสงสัย ทั้งเสียงคนพูดกันอยู่ชั้นใน ทรามวัยแหวกช่องมองดู เห็นโฉมยงองค์ประแดะกับระเด่น คลี่ผ้าหาเล็นกันง่วนอยู่โมโหมืดหน้าน้ําตาพรูดังหัวหูจะแยกแตกทําลาย นี่เมียอ้ายประดู่อยู่หัวป้อม ไยจึงมายินยอมกันง่ายง่าย ทั้งสี่จักรยักหล่มถ่มร้าย มันจะให้ฉิบหายขายตน
๔๓ชิชะเจ้าระเด่นพึ่งเห็นฤทธิ์แต่ผ้านุ่งยังไม่มิดจะปิดก้น จองหองสองเมียจะเสียคน คิดว่ายากจนเฝ้าปรนปรือ จึงแกล้งเรียกพลันเจ้าลันได ค่าข้าวเหนียวสองไพไม่ให้ฤๅ ผ่อนผัดนัดหมายมาหลายมื้อ แม่จะยื้อให้อายขายหน้าเมีย ฯ ๑๐ คํา ฯ ๏เมื่อนั้น โฉมระเด่นลันไดแรกได้เสีย กําลังนั่งเคล้าเฝ้าคลอเคลีย ชมโฉมโลมเมียอยู่ริมมุ้ง ยกบาทพาดเพลาเกาสีข้าง สัพยอกหยอกนางอย่างลิงถุง แล้วยื่นมือมาจี้เข้าที่พุง นางสะดุ้งดุกดิกพลิกตะแคง เขาจะนอนดีดีเฝ้าจี้ไช ช่างกระไรหน้าเป็นเอ็นแข็ง จะนิ่งอยู่สักประเดี๋ยวทําเรี่ยวแรง มาแหย่แย่งกวนใจไปทีเดียว พอระเด่นได้ยินเสียงเรียกหา ก็รู้ว่าชู้เก่าเจ้าข้าวเหนียว จึงร้องว่าใครนั่นขันจริงเจียว จะมาเที่ยวจัณฑาลพาลเอาความ ค่าข้าวเหนียวสองไพข้าให้แล้ว มาทําเสียงแจ้วแจ้วไม่เกรงขาม ไม่ได้ติดค้างมาอย่าวู่วาม ลุกลามสิ้นทีมีแต่อึง ฯ ๑๐ คํา ฯ เจรจา ๏เมื่อนั้น นางทวายยิ่งพิโรธโกรธขึ้ง ยืนกระทืบนอกชานอยู่ตึงตึง หวงหึงด่าว่าท้ายทาย นี่แน่อ้ายสําเร็จเจ็ดตะคุก มาลืมคุณข้าวสุกเสียง่ายง่าย กูเชื่อหน้าคิดว่าลูกผู้ชาย จึงสู้ขายติดค้างยังไม่รับ ช่างโกหกพกลมประสมประสาน จะประจานเสียให้สมที่สับปลับ แต่เบี้ยติดสองไพยังไม่รับ กูสิ้นนับถือแล้วอ้ายลันได ฯ ๖ คําฯ ๏เมื่อนั้น ระเด่นตอบตามอัชฌาสัย เขาขี้คร้านพูดจาอย่าหนักไป ข้ารู้ใจเจ้าดอกกัลยา เจ้าพิโรธโกรธขึ้งเพราะหึงหวง จึงจาบจ้วงล่วงเกินเป็นหนักหนา ข้าผิดแล้วกลอยใจได้เมตตา เชิญเข้าเคหาปรึกษากัน ฯ ๔ คํา ฯ
๔๔
๔๕๔.๔.๒ ผลงานวรรณคดีโคลงฤาษีดัดตน ภาพที่16 โคลงฤาษีดัดตน ที่มา http://www.thebookbun.com/product/๒๑๕๐/ เป็นวรรณคดีที่ประกอบด้วยบทโคลงสี่สุภาพจํานวน ๘๐ บท แต่ละบทบรรยายท่าทางการดัดตนของฤๅษีซึ่งเป็นการออกกําลังกายแบบไทยโบราณที่ช่วยบําบัดและป้องกันโรคต่าง ๆ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่๓) ได้มีการปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) และทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างประติมากรรมฤๅษีดัดตนจํานวน ๘๐ ท่า พร้อมทั้งจารึกบทโคลงกํากับท่าดัดตนแต่ละท่าไว้บนแผ่นศิลา ติดตั้งตามศาลารายรอบวัด เพื่อเป็นแหล่งความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยแก่ประชาชน บทโคลงเหล่านี้มีทั้งที่เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และที่ประพันธ์โดยกวีอื่น ๆ ในยุคนั้น นอกจากที่วัดพระเชตุพนฯ แล้ว ยังมีการสร้างรูปฤๅษีดัดตนและจารึกบทโคลงกํากับท่าดัดตนไว้ที่วัดบวรนิเวศวิหาร โดยประดิษฐานในศาลาสี่หลังรอบพระเจดีย์ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่๓ เช่นกันปัจจุบัน บทโคลงฤๅษีดัดตนและภาพประกอบได้รับการอนุรักษ์และเผยแพร่ในรูปแบบสมุดภาพดิจิทัล โดยสํานักหอสมุดแห่งชาติเพื่อสืบสานภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่ต่อไป ตัวอย่าง ชมโฉมสูงระหงทรงเพรียวเรียวรูด งามละม้ายคล้ายอูฐกะกลาป๋า พิศแต่หัวตลอดเท้าขาวแต่ตา ทั้งสองแก้มกัลยาดังลูกยอ