๔๖๔.๕. กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ๔.๕.๑ ประวัติกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ภาพที่๑๗ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ที่มา https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท พระนามเดิม พระองค์เจ้านวม เป็นพระราชโอรสพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยประสูติแต่เจ้าจอมมารดาปรางใหญ่เมื่อวันที่๙ กรกฎาคมพ.ศ.๒๓๕๑ พระองค์เจ้านวมทรงได้รับการศึกษาเบื้องต้นจากเจ้านายสตรีในพระบรมมหาราชวัง เมื่อทรงโสกันต์แล้วได้ทรงผนวชเป็นสามเณรในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นศิษย์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส พระองค์เจ้านวมทรงศึกษาวรรณคดีศาสนา โบราณราชประเพณีและทรงศึกษาวิชาทางแพทย์แบบดั้งเดิมจากพระมารดาและขรัวตาขรัวยายซึ่งเป็นแพทย์แผนโบราณแห่งตําบลบางช้าง เมืองสมุทรสงคราม ทั้งยังทรงศึกษาเพิ่มเติมจากหมอหลวงและตําราต่าง ๆ จนทรงมีความรู้ทางแพทย์แผนโบราณเป็นอย่างดี ในพ.ศ. ๒๓๗๑ ทรงเริ่มศึกษาความรู้ตามแบบตะวันตกจากคณะมิชชันนารี ได้ทรงศึกษาภาษาอังกฤษและความรู้อื่น ๆ โดยเฉพาะวิชาการแพทย์ในพ.ศ. ๒๓๗๓ ได้ทรงศึกษาจากนายแพทย์แดนบีชบรัดเล (หมอบรัดเล) และคณะ ซึ่งเป็นมิชชันนารีคณะต่อมา พระองค์เจ้านวมได้ทรงพยายามประยุกต์ความรู้ทางการแพทย์ตะวันตกเข้ากับการแพทย์ดั้งเดิมของไทยในการรักษาโรคต่าง ๆ พ.ศ. ๒๓๘๕ ตําแหน่งเจ้ากรมหมอหลวงว่างลง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาให้พระองค์เจ้านวมเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวงศาธิราชสนิท ดํารงตําแหน่งเจ้ากรมหมอหลวง ต่อมาพ.ศ. ๒๓๙๔พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท กรมหลวงวงศาธิราชสนิททรงมีบทบาทสําคัญในการทําให้การแพทย์แผนใหม่เป็นที่รู้จักและยอมรับมากขึ้น นอกจากราชการกรมหมอหลวงแล้วยังทรงได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติราชการในกรมอื่นๆ
๔๗ด้วย เช่น ทรงกํากับราชการกรมมหาดไทยและพระคลังสินค้า ทรงเป็นแม่ทัพหลวงในสงครามเชียงตุง ทรงเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน และเป็นพระอาจารย์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกรมหลวงวงศาธิราชสนิทสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่๑๖ สิงหาคม ๒๔๑๔ พระชนมายุได้๖๔ ปีทรงเป็นต้นราชสกุลสนิทวงศ์ในพ.ศ. ๒๕๕๑ เนื่องในวาระฉลองวันประสูติครบ ๒๐๐ ปีองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศยกย่องพระเกียรติคุณให้กรมหลวงวงศาธิราชสนิททรงเป็นบุคคลสําคัญของโลก สาขาปราชญ์และกวี๔.๕.๒ ผลงานวรรณคดีโคลงจินดามณี ภาพที่๑๘ โคลงจินดามณีที่มา https://www.ookbee.com/shop/book/ ตัวอย่างการแต่งคําประพันธ์จินดามณีฉบับพระนิพนธ์กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ข้อผูกตํานาน ตําเนอรอรรถการ ตํานานเกลากลอน เป็นบทย่อมผูก เป็นครูอักษร เป็นโคลงกาพย์กลอน ฟัดบทต้นปลายอักขระเป็นหมู่สอสามเป็นคู่ ไม้ม้วนไม้มลาย ไม้เอกไม้โท เป็นคู่หมู่หมาย ปรฏิหารประกาย ฝนทองฟองมันสิถิลธนิด กาพย์กลอนฟัดติด ชิดรัดเกี่ยวพันธ์คิดควรจงแม่น อย่าได้เสรวดสรัน อยาเอาอื่นยรร มาใส่ใช่การ หมู่ใดในคณะ เป็นคู่อย่าละ กาพย์โคลงพากย์หาร บทฉันท์ใดฉงน สืบถามอย่านาน จู่ลู่ใช่การ ลิกขิตเกี้ยวพันธ์
๔๘หนึ่งสันตดิลก คู่ฉันท์โตฎก กาพย์มังกรพันธ์บทอินทรวิเชียร คู่อาริยฉันท์ผูกไว้ทุกสรรพ ทุกพรรณเกี้ยวการณ์ตัวอย่างการแต่งกาพย์กลอน ผิจนิพนธโคลงกาพย์ก็ดีโคลงกํากาน โคลงนิราศโคลงสังวาษโคลงลันโลง โคลงห้า จทําโสลก พาลนมัศบุราณทํานุกทําเนียมกลอนลิลิต ฉันทพากย คิตยราคสมเด็จ สุรางคประวัลให้ประกอบศัพท์คือ ราชาศัพท์นารีศัพท์จงรู้อิถีลึงค์บุรุษลึงค์นะปุงสะกะลึงค์ตัวอย่างโคลงจินดามณีประวัติผู้แต่งโคลงจินดามณีเขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๒ ซึ่งเป็นปีระกา เอกศกแต่ในโคลงจินดามณีบอกวันเดือนปีไว้ว่า จวบจุลศักราชถ้วน ฟันอุไภย ร้อยฤา อีกเจ็ดระกาศกไสมย ลุแล้ว วิสามาศดฤถีไตร กาฬปักษ์ปางพ่อ วารพุฒมกุฎกรุงแก้ว โอษฐเอื้อนโองการ ตอนลงท้ายทรงย้ําบอกเวลานิพนธ์เสร็จอีกว่า พันสองร้อยเจ็ดอ้าง จุลศัก-ราชเอย ระกาขวบเอกศกนัก- แคล้ว เดือนอ้ายฝ่ายสุกรปักษ์ศุกร์ค่ํา หนึ่งนา สฤษดิลักษณ์อักษรแล้ว เล่มสร้างสืบสอง ตามโคลงพันสองร้อยเอ็ด หรือพันอุไภยร้อยอีกเอ็ด ก็คือปีพ.ศ. ๒๓๘๒ ซึ่งตกปีกุน พระชนม์เพียง๓๑ พรรษาเท่านั้น ดูไม่สมกับข้อความที่กล่าวไว้ในหนังสือว่าด้วยมูลเหตุอันทําให้ต้องทรงนิพนธ์หนังสือเล่มนี้ผู้แต่ง กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ลักษณะการแต่ง เป็นโคลงสี่สุภาพนํา ๓๓ บท กาพย์สุรางคนางค์๕ บท แล้วเอาคําในกาพย์สุรางคนางค์มาทําเป็นโคลงกระทู้รวม ๓๕ บท สุดท้ายเป็นโคลงสี่สุภาพ ๖ บท ความมุ่งหมาย เพื่อให้เป็นบทเรียนเฉพาะทางการร้อยกรองโคลง และเพื่อเป็นการสอนจริยาวัตรอันควรแก่พระราชโอรสทุกองค์ไปในเวลาเดียวกัน โคลงจินดามณีเป็นบทเรียนสอนให้รู้จักปฏิบัติตน ถ้าผู้ใดทําได้โดยสมบูรณ์ก็เท่ากับมี“แก้วจินดาของพระมหาจักรพรรดิ์” อยู่ในมือ โคลงจินดามณียังเพื่อให้เป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติกษัตริย์ดังโคลงที่ว่า
๔๙ปวงเป็นประโยชน์ทั่วพื้น ปถพีดลเอย เฉลิมพระเกียรติกษัตรีเกริ่นหล้า ปราชญ์สดับใดบดีเชิญตก เติมแฮ คงอยู่คู่ดินฟ้า อย่ารู้เสื่อมไขษย เนื้อความ ขึ้นต้นยอเกียรติกษัตริย์ชมกรุงรัตนโกสินทร์ปราสาทราชวังที่งดงามสง่าราวกับทิพยวิมาน จึงกล่าวถึงพระราชปรารภของรัชกาลที่๓ ว่า ใคร่จะให้พระราชโอรสมีความรู้ทางภาษาไทยให้แตกฉานสามารถแต่งกาพย์กลอนได้จนบทสุดท้ายบอกชื่อผู้แต่ง แต่กรมหลวงวงษาธิราชสนิท แปลกกว่าของผู้อื่นที่ทรงบอกนามพระอาจารย์ลงไปด้วยว่า ตนตูผู้ศิษย์แจ้ง เจนอรรถ กรมนุชิตชิโนรสวัจ นาดถ์ชี้ฉบับแบบแนบบลชัด เชลงหลาก หลายฤา ทั่วถ่องลบองกลกี้รอบรู้ครูกลอน ข้อความสําคัญ ชมเมือง ปราสาทสูงเทริดฟ้า ฟูโพยม จรูญรัตน์จํารัสโสม สุกแพร้ว พ่างไพชยนต์ประโลม จิตรโลกย์เล็งเฮย สิงหาศน์มาศกอบแก้ว ก่องหล้าหลากสวรรค์พรรณนาความมั่งคั่ง สมบูรณ์สมบัติอ้าง ไอศวรรย์อินทร์เอย ร้อยโอษฐฤารําพรรณ พร่ําถ้วน สิบสองพระคลังอนันต์อเนกราช ทรัพย์แฮ สิบสิ่งศฤงคารล้วน เลิศพื้นแผ่นภูขอพร ขอพรกมเลศเจ้า จอมพรหม ให้พระหน่อขัติยนิยม อย่าลี้
๕๐พากเพียรเล่าเรียนสม ดังพระ ประสงค์วางพระทัยใช่ชี้ชอบด้วยโดยกระแส ขอพรไกลาศท้าว ทรงตรีศูลเอย ผดุงดัดดวงดรุณีหน่อไท้กตัญญกตเวที ไทธิราช ราพ่อ จงประพฤติพระทัยให้เที่ยงแท้ทางธรรม ตัวอย่างโคลงกระทู้ เร่ง เรียนเร่งรอบรู้กฎหมาย ตริตรึกสุภาษิตหลาย ฉบับพร้อง ตรอง ประดิษฐ์พระร่วงภิปราย เปรยเปรียบ สอนนา คํา บุตรอินทร์สอนน้อง นึกไว้อย่าเผลอ อย่า นิยมยศซ้อง สรรเสริญ ประจบ ท่านเทียวเที่ยวเดิน ดั่งบ้า อย่า เสือกอย่าสูงเกิน สุดกู่ประแจง ประจบเหลือหน้า เลือกน้ําใจตรง อย่าฉ้อหลวง ล่วงล้วง ลักบัง ให้ขาด ราชทรัพย์คลัง ท่านไท้อย่าฉ้อราช ราษฎร์หวัง ประโยชน์ตนแฮ ให้ขุ่น ข้นจนได้ยากแค้นขายตัว คุณค่าของโคลง ๑. กวีและนักเลงกลอนถือกันว่า โคลงจินดามณีของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท ดีควรยกย่องเสมอด้วยวรรณคดีเรื่องอื่นๆ เพราะใช้คําแต่งประณีต ทั้งความหมายเด่นชัด ได้ทั้งเสียงสัมผัสอันไพเราะและเก็บความได้มาก ๒. ให้ความรู้อื่นๆ นอกเหนือจากคติธรรมคําสอน เช่นเรื่องการสร้างพระพุทธรูป ถวายพระนามว่าพระพุทธยอดฟ้าฯ และพระพุทธเลิศหล้าฯ เรื่องสิบสองท้องพระคลังที่นับวันจะมีคนรู้จักน้อยเต็มที๓. เป็นบทเรียนภาษาไทยของพระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลที่๓ ตลอดมา คู่กับจินดามณีแบบสอนอ่านของพระโหราธิบดีและกวีทั้งหลาย ยังยกย่องไว้ว่า “เป็นแบบเรียนที่มีคุณค่าทางวรรณคดีอยู่ไม่น้อยควรถือเอา เป็นแบบอย่างการประพันธ์โคลงสี่สุภาพและโคลง หนังสือ วรรณคดีสมัยอยุธยา “จินดามณี” นับว่าเป็นแบบเรียนเล่มแรกของไทย
๕๑๔.๕.๒ ผลงานวรรณคดีโคลงนิราศพระประธม ตัวอย่าง โคลงนิราศพระประธม โคลงนิราสพระประทม (คือพระปฐมเจดีย์บัดนี้) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท แต่ครั้งยังดํารงพระยศเปนกรมหมี่นวงศาสนิท ทรงพระนิพนธ์เมื่อปีมะเมียจุลศักราช ๑๑๙๖ (พ.ศ. ๒๓๗๗) ร่าย๏ เปรมปรีดารมเยศ เหตุกุศลสุจริต หวังบูชิตชินธาตุพุทธไสยาสน์สถูปสถาน ในพนานต์นุประเทศ เขตแขวงแคว้นนครีนครไชยศรีสมญา โดยศรัทธาธิมุติพิสุทธิสุนทรภาพ มละมล้างบาปบําบัติสักการสกัจเคารพ อายัติภพหวังผล ทํางลงารการปราชญ์เริ่มนิราสพจนา ปองปรีชาชํานิริรังสสฤษดิกลกลอน อาวรณสุขสําเริง บําเทิงธรรมบัณฑิต กิจกระวีวรชาติ โอภาสแผ่นพสุธา เฉลิมอยุธยายงยศ เสาวภาพพจนบรรหาร พอเกษมสานต์อภิโมทย์ มาโนชนึกนิพนธ์แสดงดําบลทุกด้าว ผดุงพระเกิยรติไทท้าว ธิราชผู้ผ่านถวัลย ราชนา ฯ
๕๒๔.๖. นายมี(หมื่นพรหมสมพัฒสร) ๔.๖.๑ ประวัตินายมี(หมื่นพรหมสมพัฒสร) ภาพที่๑๙ นายมี(หมื่นพรหมสมพัฒสร) ที่มา https://di.lnwfile.com/_/di/_raw/๒u/vu/qz.jpg นายมีผู้แต่งนิราศพระแท่นดงรัง สํานวนในปีวอก นักษัตรอัฐศก นี้ปรากฏตามที่บอกไว้ตอนท้ายของหนังสือ “เพลงยาวสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว” ว่าเป็นบุตรพระโหรา เข้าใจว่าพระโหราธิบดี(โลกเนต) หรือ พระโหราธิบดี(สม)ุ (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร, ๒๕๐๔) ในรัชกาลที่๑หรือที่๒กรุงรัตนโกสินทร์นอกจากจะได้แต่งนิราศพระแท่นดงรัง และ เพลงยาวสรรเสริญพระเกียรติตามที่ทราบกันอยู่แล้ว ปรากฏเท่าที่ทราบในเวลานี้ว่า นายมีได้แต่งหนังสือพระสุบิน ก กา และนิราศอีก ๑ หรือ ๒เรื่องคือนิราศเดือน และนิราศสุพรรณ แต่มีบางท่านกล่าวว่า นิราศถลางก็เป็นของนายมีครั้นสอบกับหลักฐานดูเห็นยังขัดแย้งกันอยู่อาจเป็นของผู้อื่นก็ได้กับยังมีหนังสือ “เสือโค ก กา” ฉบับสมุดไทยอีกเรื่องหนึ่ง บอกไว้ว่า“พระสมีมี” แต่ง อาจเป็นของนายมีแต่งเมื่อเวลาบวชเป็นพระก็ได้(ครูกิ่งกาญจน์, ๒๐๑๕) นายมีคงจะเกิดในรัชกาลที่๑ ราวปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๓๘ หรือปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๓๙ และดูเหมือนจะมาเป็นกวีมีชื่อเสียงขึ้นในรัชกาลที่๓ แม้จะปรากฏว่า นายมีเป็นกวีชั้นดีเยี่ยมอยู่ในสมัยรัชกาลที่๓ก็จริงแต่ในคราวปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนในรัชกาลนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯให้กวีมากมายหลายท่านช่วยกันแต่งบท ร้อยกรองขึ้นในครั้งนั้นมากหน้าหลายตา เหตุไฉนไม่มีชื่อนายมีข้อนี้อาจ
๕๓เป็นเพราะในชั้นต้น นายมีไปฝักใฝ่อยู่กับเจ้านายพระองค์อื่น มีเค้าเรื่องพอจะจับเป็นมูลเหตุได้ในตอนท้ายหนังสือพระสุบิน ก กา ๔.๖.๒ ผลงานวรรณคดีนิราศถลาง เช่นที่กล่าวว่า ยุตติดังนิยม ในปะถมมะสุบิน เสร็จสิ้นสุดฉบับ ตามตํารับเรื่องรู้มาถวายพระผู้เลิศหล้าหลักเมือง ฯ พระสุบิน ก กา เล่มนี้เกล้ากระหม่อมออมีบุตรพระโหราเอามาทูนเกล้าทูนกระหม่อมถวายใต้ละอองธุลีพระบาทยุคัน ณ วันจันทร์เดือนแปดแรมเจ็ดคํํา จุลศักราชพันร้อยเจ็ดสิบเก้า ปีฉลูนพศกวสันตรดูเมืํอเสด็จออกสู่มหาภิเนษกรม เจริญพรหมวิหาร พาบริวารทั้งปวงสิ้น มาถือศีลขันตีต้องประเพณีปางโพ้นเหมือนพระเตมีย์โน้นล่วงแล้วครั้งหลัง ขอเดชะ ฯ จบเสร็จนิเทศท้อง สําบิน ถวายพระจอมนริน เทพท้าว ตามในพระไทยถวิล ปรารภ นั้นนา ขอสวัสดิค่ําช้าว แห่งเกล้ากระหม่อมฉัน ฯ พิจารณาระยะเวลาและเหตุการณ์ในพระราชพงศาวดาร ปีฉลูนพศกนี้ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๖๐เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะเสด็จดํารงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฎสมมุติเทวาวงศ์อยู่ในรัชกาลที่๒ เสด็จออกทรงผนวชเป็นสามเณรเมื่อพระชนม์๑๓ พรรษา เรื่องพระสุบิน ก กา นี้นายมีอาจแต่งทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ในโอกาสเสด็จออกทรงผนวชเป็นสามเณรก็ได้จึงบอกไว้ว่า “เมื่อเสด็จออกสู่มหาภิเนษกรม เจริญพรหมวิหาร” จึงคาด ว่านายมีอาจเป็นข้าหลวงเดิมหรือฝักใฝ่ในสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎสมมุติเทวาวงศ์นายมีจึงเป็นเช่นเดียวกับท่านสุนทรภู่ซึ่งมิได้ชื่อว่าได้โปรดเกล้าฯ ให้แต่งบทร้อยกรองในคราวปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพน ครั้งรัชกาลที่๓ นายมีเคยบวชเป็นพระภิกษุอยู่หลายพรรษา แต่บวชอยู่วัดไหนข้อนี้บอกไว้แจ่มแจ้ง ในนิราศสุพรรณของนายมีเองว่า เมื่อข้าบาทบรรพชารักษากิจ ที่สถิตเชตุพนวิมลสถาน ได้เล่าเรียนเพียรภาวนานาน รับประทานนิจภัตรเป็นอัตรา
๕๔นายมีคงจะบวชอยู่ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ในสมัยสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงครองวัดนั้น และในระยะที่บวชอยู่ในวัดพระเชตุพนนั้น นายมีคงจะได้แต่งหนังสือเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นบ้างตามวิสัยของนักเลงกลอน เท่าที่ได้พบก็มีสมุดไทยเรื่อง “เสือโค ก กา” บอกไว้ข้างต้นว่า ข้าพระสมีมีขอไหว้พระศรีระตะนะไตร มาอยู่เกษา ขออย่ามีไภย ไหว้ครูผู้ไกร ที่ร่ํารู้มา ขอให้ไชยะ ปรุในษะระ ทําคํา ก กา ทะวีอะขะระ ทะศะเลขา มาที่พระมหา ราชาธิบดีถ้าพล้ําคําไหน ขอพระอะไภย อย่าได้ราคีขอให้มีไชย ที่ในวาทีชูพระบารมี ไว้ชื่อฦๅคํา ไว้ให้พระหน่อ เยาวเยาวละออ แต่พอเล่าจํา ให้ฬ่อพระไทย ที่ในลํานํา สาราที่ทํา ให้นําปรีชา นายมีอาจบวชอยู่ในวัดพระเชตุพนร่วมสมัยกับพระภิกษุสุนทรภู่ซึ่งกล่าวกันว่าเคยมาอยู่วัดพระเชตุพนเหมือนกัน ครั้นสึกหาลาเพศแล้วนายมีได้แต่งนิราศเดือนอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งพรรณนาขึ้นต้นตั้งแต่เดือน๕ตามกําหนดเป็นเดือนแรกของการนับปีไทยในสมัยนั้น ถ้านิราศถลางเป็นของนายมีดังที่บางท่านเชื่อถือกันมา นายมีก็เป็นศิษย์ของท่านสุนทรภู่ด้วย เช่นที่กล่าวอ้างไว้ในตอนจบของนิราศถลางว่า ฉันเป็นศิษย์สุนทรยังอ่อนศักดิ์พิไรรักมิ่งมิตรกนิษฐา ประโลมโลกโศกศัลย์พรรณนา
๕๕ยุติกาจบกันเท่านั้นเอย ถ้านิราศถลางเป็นของนายมีก็พอจะคะเนรู้ได้ว่า นายมีไปเมืองถลางเมื่อใด เพราะมีกล่าวไว้ในนิราศถลางว่า อยู่ถลางค้างปีไม่มีภัย สู้อดใจราวกะพระชนะมาร พี่สู้ทนวิตกให้หมกมุ่น แต่ปีกุนเดือนยี่จนปีขาล เพื่อนเขาเห็นเตรียมตรมอยู่นมนาน ก็คิดอ่านชวนไปชมยมนา ลองตรวจสอบปฏิทินและพิจารณากาลเวลาดูเข้าใจว่า หมายถึงปีกุน พ.ศ. ๒๓๗๐ และปีขาลพ.ศ.๒๓๗๓ ถ้าถูกต้องตามนี้นายมีคงจะไปอยู่เมืองถลางตั้งแต่พ.ศ. ๒๓๗๐ ถึง พ.ศ. ๒๓๗๓ ถ้านับโดยปีก็เป็นระยะ ๔ ปีใกล้เคียงกับที่บอกกล่าวแสดงความตั้งใจเมื่อจะออกเดินทางไว้ในตอนต้นของนิราศถลาง ซึ่งขอเวลาเป็นทํานองให้คู่รักรอสัก ๕ ปีโดยกล่าวว่า ให้ได้กลับมารับขวัญที่ฉันรัก อย่ารู้จักห่างหากกระดากหนี ให้น้องน้อยคอยท่าสักห้าปีขอเดชะบารมีพระภูวนัย หมายถึงว่าไปถลางภายหลังไปพระแท่นดงรัง แต่การไปเมืองถลางของนายมีคราวนี้ไม่ปรากฏชัดว่าไปด้วยเรื่องอะไร นายมีเป็นคนมีฝีมือในทางเป็นช่างเขียน ข้อนี้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงสืบสวนและประทานบันทึกไว้ว่า “ได้ยินเรียกกันว่า ตามีบ้านบุเขียนห้องภูริทัตในพระอุโบสถวัดอรุณฯ ซึ่งไฟไหม้เสียแล้ว ยังมีชิ้นปูนแตกมีรูปภาพติด ดูได้ที่วังสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงเก็บมารักษาไว้ชิ้นหนึ่ง เป็นฝีมือดีในรัชกาลที่๓ เหมือนกัน แต่ไม่เอก” นายมีคงจะเบื่อการช่างและโดยที่มีนิสัยรักบทกลอนจึงมีความทะเยอทะยานอยากจะเข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์เพื่อได้มีโอกาสแสดงฝีปากในทางบทกลอนต่อไป จึงในรัชกาลที่๓ นั้น นายมีได้แต่ง “กลอนเพลงยาวสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว” ทูลเกล้าฯ ถวายอีกเรื่องหนึ่งเมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๗๖ เพลงยาวสรรเสริญพระเกียรติของนายมีช่วยให้เราได้ทราบถึงพระราชจริยาวัตรของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับพระราชศรัทธาทรงสร้างวัดวาอาราม และปูชนียสถานหลายอย่างหลายประการ ในตอนท้ายของกลอนเพลงยาวนั้นมีบอกไว้ว่า “ข้าพระพุทธเจ้านายมีบุตรพระโหรา แต่งมาทูลเกล้าฯ ถวายไว้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ณวันประหัศ
๕๖จตุรเกณฑ์กาฬปักษ์เดือนแปด จุลศักราช ๑๑๙๕ ปีมะเส็งเบญจศก เสร็จ ขอเดชะ” และมีบทกลอนกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณาไว้ในตอนจบว่า สรวมชีพรจนาสามิภักดิ์เฉลิมศักดิ์บทิตรอดิศร ไว้สําหรับกัปกัลป์นิรันดร ให้ถาวรพิพัฒน์สวัสดีขอคุณพระไตรรัตน์เป็นฉัตรแก้ว มาปกแผ้วกันภัยในเกศี ให้พระจอมโลกาทรงปรานีพอพ้นที่ช่างเขียนเปลี่ยนวิชา ขอฉลองพระคุณไปในอาลักษณ์ด้วยจิตรักจงสมปรารถนา ควรมิควรโปรดทรงพระเมตตา ชีวิตไว้ใต้ฝ่าธุลีเอย แต่ไม่ปรากฏว่าได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายมีเข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์และคงจะเนื่องด้วยความไม่สมหวังฝังอยู่ในความรู้สึกมาช้านาน เมื่อคราวแต่งนิราศสุพรรณ นายมียังนํามาพรรณนาไว้ตอนเรือผ่านหน้าวัดเพลง ได้นึกถึงขรัวนาคหรือพระอาจารย์นาค ช่างเขียนชั้นครูฝีมือดีซึ่งเคยอยู่วัดนั้นแล้วรําพึงรําพันไว้ด้วยความน้อยใจและเชื่อมั่นว่าตนมีฝีปากในเชิงแต่งกลอนดีว่า ทุกวันนี้ฝีมือเขาลือมาก แต่ฝีปากอับชื่อไม่ลือถึง ไม่มีใครยอยกเหมือนตกบึง ต้องนอนขึงคิดอ่านสงสารตัว เสียแรงเรียนวิชาสารพัด เที่ยวหยิบยัดยกใส่ไว้ในหัว เหมือนมณีสีอับพยับมัว จะเอาตัวเห็นไม่รอดตลอดไป
๕๗หลังจากแต่งเพลงยาวสรรเสริญพระเกียรติแล้ว ๓ ปีต่อมานายมีได้เดินทางไปพระแท่นดงรังในจังหวัดกาญจนบุรีเมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๓๗๙ เข้าใจว่าไปนมัสการพระแท่นตามเทศกาลประจําปีซึ่งกําหนดมีงานนมัสการตั้งแต่วันขึ้น ๘ ค่ํา เดือน ๔ ถึงเพ็ญกลางเดือน ถ้าการกําหนดอายุของนายมีเป็นดังกล่าวมาข้างต้นในคราวไปพระแท่นดงรังครั้งนี้นายมีก็คงจะมีอายุราว ๔๑ หรือ ๔๒ ปีในคราวนี้นายมีได้แต่งนิราศพระแท่นดงรังสํานวน “ในปีวอกนักษัตรอัฐศก” ขึ้นไว้ไพเราะอ่านเพลิน จนเคยมีผู้เข้าใจกันมาแต่ก่อนว่า ท่านสุนทรภู่เป็นผู้แต่ง แต่นายมีก็ได้นําไปบอกไว้ในนิราศสุพรรณของตนว่า สุดจะคิดครวญคร่ําร่ําสวาท ใช่นิราศร้างนุชสุดกระสัน ประดิษฐ์กลอนค่อนคําเป็นสําคัญ ไปสุพรรณครั้งนี้ไม่มีครวญ ไม่เหมือนไปพระแท่นแสนเทวษ ทางประเทศร่วมกันคิดหันหวน ไม่กล่าวซ้ําร่ําไรอาลัยครวญ ก็รีบด่วนเรือมาในสาชล เรื่องนี้ผู้เขียนได้เคยเสนอข้อพิสูจน์ไว้เป็นเวลาล่วงมาราว ๒๐ ปีแล้วและบัดนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นที่รับรองกันทั่วไป ในการเดินทางไปนมัสการพระแท่นดงรังครั้งนี้ตอนแรกไปทางเรือลงเรือแถวหน้าวัดพระเชตุพนเลี้ยวเข้าคลองบางกอกน้อย ไปบางกรวย บางใหญ่เข้าคลองโยง ออกแม่น้ํานครชัยศรีเข้าคลองบางแก้วแล้วขึ้นเดินบกไปด้วยเกวียนพร้อมกับพวกสัปปุรุษสีกา ผ่านพระประโทน ถึงพระปฐมเจดีย์แวะนมัสการพระปฐมเจดีย์แล้ว เดินบกไปพระแท่นตามระยะทางซึ่งระบุสถานที่กล่าวถึง ดังได้จัดพิมพ์ไว้ตอนท้ายนิราศพระแท่นดงรังนี้ซึ่งท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า นายมีเดินทางคนละสายกับที่ท่านสุนทรภู่ไปพระแท่นเมื่อปีพ.ศ. ๒๓๗๖ตามที่กล่าวถึงไว้ในนิราศพระแท่นดงรังของสามเณรกลั่น นายมีคงจะได้ฝากถวายตัวอยู่ในสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ในรัชกาลที่๓ความข้อนี้มีพรรณนาไว้ในนิราศสุพรรณที่นายมีแต่งว่า ครั้นสึกออกจากพระสละวัด เป็นคฤหัสถ์ลําบากยากหนักหนา ได้อาศัยในสมเด็จพระน้องยา ทรงเมตตาโปรดปรานที่บ้านเรือน ท่านชุบเลี้ยงถึงที่มีเบี้ยหวัด
๕๘ไม่เคืองขัดหาพระทัยที่ไหนเหมือน ทูลลามากว่าจะกลับก็นับเดือน มิได้เยือนเยี่ยมเฝ้าทุกเช้าเย็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ ที่นายมีกล่าวถึงในนิราศสุพรรณนี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ เคยทรงพระเมตตาประทานบันทึกให้ผู้เขียนไว้ว่า “มีแต่สองพระองค์ที่จะทําเช่นนั้นในสมัยนั้น คือ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์หนึ่ง กับเจ้าฟ้าอาภรณ์พระองค์หนึ่ง”และอาจเป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นเสด็จดํารงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าจุฑามณีกรมขุนอิศเรศรังสรรค์และประทับอยู่ณ พระราชวังเดิม ธนบุรีซึ่งต่อมาใช้เป็นโรงเรียนนายเรือ บ้านเรือนที่ว่าโปรดเมตตาประทานให้นายมือยู่ในเวลานั้น อาจเป็นแถวหน้าวัดพระเชตุพน เพราะดูนายมีเกี่ยวข้องกับแถวนั้นอยู่มาก เช่น บวชอยู่วัดพระเชตุพน เมื่อจะไปไหน เช่นคราวแต่งนิราศถลาง ก็กล่าวว่า“ก็ล่องไปจากท่าหน้าวัดโพธิ์” คราวแต่งนิราศพระแท่นดงรัง ก็บอกไว้ว่า “ลงนาวาหน้าวัดพระเชตุพน”แต่ในตอนหลังอาจไปอยู่แถวบ้านบุตามบันทึกทรงสืบสวนของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ดังกล่าวข้างต้นก็ได้ต่อมาเมื่อนายมีมีอายุมากขึ้น ได้เปลี่ยนอาชีพไปหากินทางผูกภาษีอากร เป็นที่หมื่นพรหมสมพัตสรนายอากรเมืองสุพรรณบุรีจึงเดินทางไปเมืองสุพรรณบุรีเมื่อปีมะโรง ฉศก จ.ศ. ๑๒๐๒ ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๘๗ในการเดินทางไปสุพรรณบุรีคราวนี้นายมีได้แต่งนิราศสุพรรณไว้ขึ้นต้นก็บอกปีและตําแหน่งหน้าที่ของตนว่านิราศร้างห่างไกลใจกระสัน ปีมะโรงฉศกวิตกครัน ไปสุพรรณพาราเรียกอากร ด้วยได้นามตามตราพระราชสีห์ตั้งเป็นที่หมื่นพรหมสมพัตสร เมื่อวันออกนาวาลีลาจร ให้อาวรณ์หวั่นหวาดอนาถทรวง และกล่าวไว้อีกแห่งหนึ่งเมื่อเรือผ่านบางใหญ่ว่า รําพันพลางทางมาถึงบางใหญ่พิศดูหมู่ไม้ในสวนศรีม่วงทุเรียนมังคุดละมุดมีทั้งลิ้นจี่ลําไยมะไฟมะเฟือง
๕๙มะปรางมะปริงกิ่งแปล้แต่ละต้น เป็นพวงผลสุกงามอร่ามเหลือง ลูกไม้สวนสารพัดไม่ขัดเคือง เป็นผลเนื่องตามฤดูไม่รู้วาย แต่ปีมะโรงฉศกนี้ตกแล้ง เข้าก็แพงถังละบาทพวกราษฎร์ขาย ระคนปนเผือกมันพอกันตาย ค่อยสบายเป็นสะเบียงเลี้ยงแผ่นดิน เรื่องปีมะโรงข้าวแพงที่รําพันถึงในนิราศนี้ตรงกับที่กล่าวไว้ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่๓ ว่า “ในเดือน ๑๐ ปีมะโรง (พ.ศ. ๒๓๘๗) นั้น ข้าวแพงราคาเกวียนละ ๑ ชั่ง ข้าวสารถังละ๖สลึง๗ สลึง เพราะข้าวเก่าหมด แต่แพงมากอยู่ประมาณ ๕ วัน พอได้ข้าวใหม่ก็ถูกลงเร็วนัก เมื่อ ณวันอาทิตย์เดือน ๙ ขึ้น ๙ ค่ํา (วันที่๑๘ สิงหาคม) ข้าวกําลังแพงอยู่นั้น โปรดให้จ่ายข้าวในฉางหลวง ออกมาขายให้ราษฎรที่ยากจน ถังละ ๑ สลึง” เวลานั้น นายมีหมื่นพรหมสมพัตสรคงจะมีอายุธาว ๔๙ – ๕๐ ปีเมื่อเรือผ่านมาหน้าพระราชวังบวรสถานมงคลก่อนเลี้ยวเข้าคลองบางกอกน้อย นายมีได้พรรณนาถึงสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพย์กรมพระราชวังบวร ในรัชกาลที่๓ ซึ่งสวรรคตแล้วว่า นาวามากระทั่งวังบวร เห็นวังเปล่าเหงาเงียบเซียบสงัด ว่างสมบัติบพิตรอดิศร เหมือนเดือนดับลับฟ้าไม่ถาวร เสด็จจรสู่สวรรคครรไล กับยังมีตอนที่ว่ากลอนไพเราะคมคายดีอีกหลายแห่ง แต่พิจารณาจากข้อความในนิราศสุพรรณดู เหมือนนายมีหมื่นพรหมสมพัตสรไปเก็บอากรครั้งนี้จะมีผู้อุดหนุนหรือเป็นนายทุนมอบให้ไปทําแทนมิใช่ด้วยทุนรอนของตนเอง ในตอนท้ายของนิราศสุพรรณ ได้แต่งโคลงกระทู้บอกไว้ว่า เสมียน สมัครสามารถแกล้ง เกลากลอน กล่าวแฮ มีแต่จนเจียรจร จบด้าว แต่ง ตามทุกข์อาทร ทนเทวษ ถวิลฤๅ ถวาย พระน้องยาท้าว ถี่ถ้อยทางแถลง
๖๐สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ทรงพระเมตตาโปรดประทานบันทึกรับสั่งเกี่ยวกับเรื่องนายมีหมื่นพรหมสมพัตสร และเรื่องวิธีผูกเก็บภาษีอากรแต่ก่อนให้ไว้แก่ผู้เขียน เมื่อวันที่๒๑ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ ว่า “มารู้สึกว่า บันทึกเรื่องศักดินาเจ้าภาษีนายอากรซึ่งฉันเขียนให้เมื่อวันเสาร์(ทรงหมายถึงบันทึกฉบับลงวันที่๑๙ ธันวาคม) นั้น ความชราพาให้คลาดเคลื่อนไป ที่ถูกนั้นเจ้าภาษีนายอากรแต่ก่อนเคยได้โดยตําแหน่ง ไม่เกี่ยวแก่ศักดินา มีชื่อตั้งเป็นหมื่นนั่นขุนนี่คือเป็นชื่อของตัวเจ้าภาษีนายอากรเช่นในท้องตรานํา ย่อมกล่าวยกย่อง ว่าตั้งให้นายมีเป็นหมื่นพรหมสมพัตสร นายอากรเก็บสมพัตสรเมืองสุพรรณในปีนี้คือหมายความว่า หมื่นพรหมสมพัตสรเป็นผู้มีอํานาจเหนือราษฎรในการเก็บสมพัตสรเพราะฉะนั้นใครเป็นนายอากรสมพัตสรเมืองสุพรรณ จึงเป็นหมื่นพรหมสมพัตสรเหมือนกันทุกคนเรื่องสูงศักดินา ๕๐๐ นั้นเกี่ยวกับจีนเจ้าภาษีนายอากรบางคนถึงเป็นชั้นเศรษฐีเรียกกันว่าเจ้สัว อยู่ในกรุงเทพฯคนชั้นนี้ทําทั้งการค้าขายเช่นค้าสําเภาเป็นต้น และเข้าประมูลรับทําภาษีอากรด้วย รัฐบาลประสงค์จะอุดหนุนให้สะดวกในการอาชีพทุกอย่าง จึงตั้งเป็นขุนนางเหมือนอย่างขุนนางไทย มีราชทินนามประจําตัว เช่นหลวงพิชัยวารีหลวงศรียศ เป็นต้น ฉันนึกขึ้นได้ถึงเรื่องตัวอย่าง จึงรู้ว่าที่บอกไปแต่ก่อนนั้นผิดไป เรื่องตัวอย่างนั้นเจ้สัวหงเป็นผู้คิดตั้งอากรเล่นหวย ก. ข. ขึ้นในกรุงเทพฯ ได้เงินอากรมาก จึงทรงตั้งจีนหงให้เป็นหลวงบานเบิกบุรีรัตน์เป็นราชทินนามสําหรับตัวจีนหง ครั้นนานมาเมื่อหลวงบานเบิกบุรีรัตน์(หง) สิ้นซีพไปแล้ว อากรหวยตกเป็นว่าประมูลกันเป็นประจําปีใครได้อากรหวยไป กระทรวงพระคลังก็มีตราตั้งคนนั้นเป็นขุนบานเบิกบุรีรัตน์ราษฎรเลยเรียกนายอากรหวยว่าขุนบานนําชื่อตัว เช่นว่า ขุนบานฟุ้ง ขุนบางฮง เป็นต้น นายอากรบ่อนเบี้ยก็มีชื่อหลวง ขึ้นด้วยคําว่า “พัฒน์” แต่สร้อยดูเหมือนจะเปลี่ยนไปต่าง ๆ คนจึงเรียกนายบ่อนเบี้ยว่า ขุนพัฒน์หอยขุนพัฒน์แดง เป็นต้น เป็นมาดังนี้”ครั้นโปรดประทานบันทึกฉบับลงวันที่๒๑ ธันวาคม มาแล้ว ต่อมาอีก ๒ วัน ได้ทรงพระเมตตาโปรดประทานบันทึกลงวันที่๒๓ ธันวาคม ๒๔๘๕ เพิ่มเติมมาอีกว่า “ฉันคิดค้นความรู้ที่เคยมีมาแต่ก่อนเดี๋ยวนี้เหมือนกับเรียกคนเคยใช้ที่มันกระจัดกระจายกันอยู่ตามที่ต่าง ๆ มันมาวันละคนสองคน เจ้สัวหง นายอากรหวยคนแรกนั้น ที่จริงเป็นหลวงศรีชัยบาน มิใช่หลวงบานเบิกบุรีรัตน์ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในรัชกาลที่๕ฉันเองเป็นผู้แต่งหนังสือว่าด้วยตํานายหวยในเมืองไทย อยู่ในหนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่๑๗ แต่นึกไม่ได้เมื่อเขียนโน้ตให้นายธนิต” “ถึงลักษณะที่ผูกภาษีอากรที่บอกไปก็ยังพลาดหรือยังไม่แจ่มแจ้ง อันวิธีผูกภาษีอากรแต่ก่อนนั้นใครอยากเป็นเจ้าภาษีนายอากรอย่างใด ทําเรื่องราวยื่นต่อพระคลังมหาสมบัติหรือแล้วแต่จะให้ผู้ใดผู้หนึ่งที่อยู่ใกล้ชิดพระองค์ทูลเกล้าฯ ถวาย ขอเก็บภาษีอากรอย่างนั้น ๆ ส่งเงินหลวงปีละเท่านั้น ๆ เงินหลวงที่ส่งนั้นแยกถวายเป็นราย ๆ ตามเจ้านายที่มีบุญ นอกจากถวายเข้าในพระคลังมหาสมบัติด้วยผู้ใดได้เป็นเจ้าภาษีนายอากรใด ก็ได้เป็นที่หมื่น ขุน หลวง พระ ในเวลาที่เป็นเจ้าภาษีดังเล่าไปแล้ว แต่ระยะเวลาที่ได้เป็นเจ้าภาษีนั้นแต่ก่อนมา เมื่อได้เป็นเจ้าภาษีนายอากรอย่างใดแล้ว ก็ได้เก็บภาษีอากรอย่างนั้นอยู่ทุกปีติด ๆ กันไปจนกว่าจะมีใครอื่นถวายเรื่องราวขอรับทําภาษีอากรอันนั้น ถวายเงินแผ่นดินมากขึ้นกว่าคนก่อนทํา เรียกว่าประมูลหรือผู้ทําขาดทุนจะถวายเงินตามจํานวนที่รับต่อไปไม่ได้ขอลดเงินหลวงหรือขอถวายคืนภาษีอากร อย่างนี้เรียกว่า
๖๑ร้องขาด เจ้าภาษีนายอากรจึงมีชื่อราชทินนามอยู่นาน ๆ จึงเปลี่ยนหรือเป็นอยู่ตลอดชีวิตก็มีที่จีนหงเป็นที่หลวงศรีชัยบานนั้น ชื่อก็ส่อว่าเคยเป็นนายอากรสุรามาก่อน”หลังจากไปเมืองสุพรรณบุรีเมื่อปีมะโรง ฉศก พ.ศ. ๒๓๘๗ กลับมาแล้ว นายมีหรือเสมียนมีหมื่นพรหมสมพัตสร จะได้ประกอบอาชีพอย่างใดและแต่งบทกลอนเรื่องใดไว้อีก ยังไม่พบในระยะนี้ถ้าความที่คาดว่านายมีหมื่นพรหมสมพัตสรเคยเป็นข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงชุบเลี้ยงมาในรัชกาลที่๓ เป็นจริงเช่นกล่าวมาข้างต้นนายมีก็คงจะได้สิ้น ชีวิตไปเสียก่อนสิ้นรัชกาลที่๓ แล้ว จึงไม่ปรากฏมีชื่อเสียงว่าได้ทรงชุบเลี้ยงต่อมาในรัชกาลที่๔ถ้าว่าถึงฝีปากในเชิงบทกลอนกันแล้ว ก็นับได้ว่านายมีเป็นกวีที่มีฝีปากดีเลิศผู้หนึ่งในบรรดานักเลงแต่งบทกลอนของไทยที่เคยมีมา ดังจะเห็นได้ในนิราศพระแท่นดงรังสํานวน “ในปีวอกนักษัตรอัฐศก” เล่มนี้.๔.๖.๓ ผลงานวรรณคดีนิราศเดือน ภาพที่๒๐ นิราศเดือน ที่มา https://inwfile.com/s-fi/o๖fao๘.jpg นายมีหรือหมื่นพรหมสมพัตสร (พฺรม-สม-พัด-สอน) เกิดในสมัยรัชกาลที่๑ เป็นศิษย์คนหนึ่งของสุนทรภู่ที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งกลอนดีเด่นใกล้เคียงกับสุนทรภู่มากที่สุด ผลงานร้อยกรองเรื่องอื่นๆของนายมีเช่น นิราศถลาง กลอนเพลงยาวสรรเสริญเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว นิราศพระแท่นดงรัง นิราศสุพรรณ เป็นต้น (ครูกิ่งกาญจน์, ๒๐๑๕)
๖๒ตัวอย่างเดือนหก ๏ เที่ยวหลบลี้หนีสถานทิ้งบ้านช่อง มีพวกพ้องน้าป้าไปอาศัย บ้างชอบใจรูปงามตามเขาไป ไม่อาลัยพ่อแม่ไปแต่ตัว ที่โกนจุกได้ปีครึ่งพึ่งจะผลิอุตริหนักหนาอยากหาผัว ที่ลางคนนึกละห้อยน้อยใจตัว ว่ารูปชั่วชายชังไม่หวังเชย ที่ตกพุ่มกลุ้มกลัดขัดในอก ถึงมุ่นหมกอยู่ในใจก็ใช้เฉย แสนสงสารหญิงชายไม่วายเลย โอ้อกเอ๋ยเราก็เป็นเหมือนเช่นกัน ไม่พ้นตัวชั่วช้าว่าแต่เขา ตัวของเราก็เหมือนยักษ์มักกะสัน เห็นกระเตาะเข้าไม่ได้ใจเป็นควัน เหลือจะกลั้นใจคอเที่ยวกรอกราย ถ้ามีงานใหญ่โตมโหรสพ ขี้มักพบเห็นมากมีหลากหลาย เห็นนารีรูปงามตามแทบตาย เพราะเมามายเรื่องรักนี้หนักจริง มีอิเหนาคราวนั้นขันหนักหนา ทําทีท่าถูกในน้ําใจหญิง นอนละเมอเพ้อจิตคิดประวิง ฉันหนาวจริงพ่อขุนทองประคองทีอันความรักมักละเมอจนเพ้อพก เหมือนกับอกเรียมแล้วนะแก้วพี่ให้โหยหวนครวญหาทุกราตรีสักกี่ปีจะได้น้องประคองนอน ฯ
๖๓๕. อิทธิพลของวรรณคดีต่างประเทศ ๕.๑ อิทธิพลจากวรรณคดีจีน ในสมัยรัชกาลที่๓ (พ.ศ. ๒๓๖๗–๒๓๙๔) วรรณคดีไทยได้รับอิทธิพลจากวรรณคดีจีนอย่างมีนัยสําคัญโดยเฉพาะในด้านการแปลวรรณกรรมจีนเป็นภาษาไทย ซึ่งมีผลต่อการพัฒนารูปแบบและเนื้อหาของวรรณคดีไทยในยุคนั้น การแปลวรรณกรรมจีน แม้ในสมัยรัชกาลที่๓ จะไม่มีการแปลวรรณกรรมจีนเพิ่มเติม แต่ผลงานแปลจากสมัยก่อนหน้านั้นยังคงมีอิทธิพลต่อวรรณคดีไทยอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น เรื่อง "สามก๊ก" ซึ่งแปลโดยเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ในสมัยรัชกาลที่๑ และ "ไซ่ฮั่น" ที่แปลโดยกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข(กรมพระราชวังหลัง) วรรณคดีเหล่านี้สะท้อนถึงภูมิปัญญาจีน ความสัมพันธ์ทางการเมือง และยุทธศาสตร์การสงคราม "สามก๊ก" กลายเป็นต้นแบบในด้านการบริหารจัดการและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล รวมถึงสะท้อนคติสอนใจที่ยังคงมีอิทธิพลในสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน วรรณกรรมจีนกับศิลปวัฒนธรรมไทย ศิลปะการเล่าเรื่องและลักษณะตัวละครในวรรณกรรมจีนเช่นการใช้คุณธรรม ความจงรักภักดีและการเสียสละ มีอิทธิพลต่อวรรณคดีไทย ตัวละครในนิทานและบทละครไทยมักแสดงถึงความเสียสละเพื่อชาติหรือครอบครัว ซึ่งสะท้อนถึงค่านิยมที่ได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมจีนผลต่อโครงสร้างวรรณคดีไทย รูปแบบการเล่าเรื่องในลักษณะบันทึกเหตุการณ์และการให้บทเรียนทางจริยธรรมในวรรณคดีจีน ส่งผลให้วรรณคดีไทยในยุคนั้นพัฒนาขึ้นในเชิงโครงสร้าง การนําเนื้อเรื่องที่มีบทเรียนมาแทรกในนิทานสุภาษิตและคําสอนต่าง ๆ เป็นตัวอย่างของการปรับใช้รูปแบบการเล่าเรื่องจากวรรณกรรมจีน แม้ในสมัยรัชกาลที่๓ จะไม่มีการแปลวรรณกรรมจีนเพิ่มเติม แต่ผลงานแปลจากสมัยก่อนหน้านั้นยังคงมีอิทธิพลต่อวรรณคดีไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านเนื้อหา รูปแบบการเล่าเรื่อง และค่านิยมที่สะท้อนผ่านวรรณคดีไทย ๕.๒ อิทธิพลจากวรรณคดีอินเดีย วรรณคดีที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา อินเดียเป็นแหล่งกําเนิดของพระพุทธศาสนา ซึ่งมีบทบาทสําคัญต่อวรรณคดีไทยในยุครัชกาลที่๓ ตัวอย่างเช่น การประพันธ์ปฐมสมโพธิกถา ที่เล่าเรื่องราวพระพุทธประวัติและ มหาเวสสันดรชาดก ที่นําเสนอคติธรรมและการเสียสละของพระเวสสันดร วรรณคดีเหล่านี้ได้รับการเรียบเรียงให้เหมาะสมกับสังคมไทยในยุคนั้น โดยยังคงเน้นการเผยแพร่หลักธรรมคําสอนและคุณธรรมทางพระพุทธศาสนา อิทธิพลจากมหากาพย์มหากาพย์อินเดีย เช่น รามายณะ และ มหาภารตะ ส่งอิทธิพลต่อบทละครและวรรณคดีไทยในด้านการสร้างตัวละครและการดําเนินเรื่อง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการพัฒนาบทละครเรื่องรามเกียรติ์ในช่วงนี้ซึ่งเป็นการดัดแปลงเรื่องราวของ รามายณะ ให้เข้ากับบริบทและความเชื่อของไทย
๖๔การแทรกคติธรรมในวรรณคดีวรรณคดีอินเดียมีลักษณะเด่นในการแทรกคติธรรม เช่นความอดทนความเสียสละ และความกตัญญูซึ่งกวีไทยได้นําแนวคิดเหล่านี้มาใส่ในวรรณคดีไทย เพื่อสร้างความรู้สึกที่สอดคล้องกับศีลธรรมในสังคม การถ่ายทอดคติธรรมเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรมในสังคมไทยอิทธิพลจากวรรณคดีอินเดียในสมัยรัชกาลที่๓ มีบทบาทสําคัญในการพัฒนาวรรณคดีไทย ทั้งในด้านเนื้อหา รูปแบบ และคติธรรม ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและการยอมรับภูมิปัญญาต่างชาติของสังคมไทยในยุคนั้น ๖. บทบาทของวรรณคดีในสังคมไทย ๖.๑ การเผยแพร่และสืบทอดพระพุทธศาสนา ในสมัยรัชกาลที่๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงความสําคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะศูนย์รวมจิตใจของประชาชน พระองค์ทรงสนับสนุนการแปลพระไตรปิฎกและตําราทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการแปลจากภาษามคธเป็นภาษาไทย เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงคําสอนของพระพุทธเจ้าได้ง่ายขึ้น การแปลเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการถ่ายทอดความรู้ทางศาสนา แต่ยังช่วยรักษามรดกทางวัฒนธรรมและศาสนาให้คงอยู่สําหรับคนรุ่นหลัง นอกจากนี้ยังมีการสร้างวรรณกรรมทางศาสนาที่เน้นการเผยแพร่หลักธรรม เช่น ปฐมสมโพธิกถา และ มหาชาติซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของพระพุทธเจ้าในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทย พระองค์ยังทรงมีบทบาทสําคัญในการฟื้นฟูศาสนสถานต่าง ๆ ทั่วประเทศ เช่น การบูรณะวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ซึ่งทรงจารึกตําราธรรมะและความรู้อื่น ๆ ไว้ตามผนังวัดเพื่อเผยแพร่แก่ประชาชนการบูรณะเหล่านี้ไม่เพียงช่วยสร้างศรัทธาในพระพุทธศาสนา แต่ยังทําให้วัดกลายเป็นแหล่งความรู้และการศึกษาสําหรับคนในยุคนั้น วัดโพธิ์ได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย เนื่องจากรวบรวมความรู้ด้านต่าง ๆ เช่น ตํารายาไทย ตําราวรรณกรรม และบทกวีที่สอนคติธรรม ๖.๒ การบันทึกและเผยแพร่ความรู้ ในสมัยรัชกาลที่๓ วรรณคดีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างความบันเทิง แต่ยังทําหน้าที่เป็นแหล่งบันทึกและเผยแพร่ความรู้ในหลากหลายสาขา เช่น ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม วิทยาการ และวิถีชีวิตของประชาชน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการจารึกบทกวีตํารา และคําสอนต่าง ๆ ไว้ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์) เนื้อหาที่จารึกครอบคลุมความรู้ด้านวรรณคดีโคลงภาพเรื่องรามเกียรติ์และตําราฉันท์วรรณพฤตินอกจากนี้ยังมีตํารายาไทยที่แสดงถึงความรู้ทางการแพทย์ของคนไทยในยุคนั้น การรวบรวมความรู้ในลักษณะนี้ช่วยให้วรรณคดีในยุคสมัยรัชกาลที่๓ เป็นมากกว่างานศิลปะแต่ยังเป็นแหล่งอ้างอิงสําหรับการศึกษาและการพัฒนาสังคม การบันทึกในรูปแบบจารึกยังช่วยให้ความรู้นั้นคงอยู่ในสภาพถาวรและสามารถสืบทอดไปยังคนรุ่นหลัง วัดโพธิ์จึงถือเป็นศูนย์กลางความรู้ที่สําคัญในยุคสมัยนั้นและเป็นแหล่งรวมภูมิปัญญาที่ได้รับการยกย่องในระดับสากล
๖๕๖.๓ การสะท้อนค่านิยมและคติธรรมในสังคม วรรณคดีไทยในสมัยรัชกาลที่๓ มักแฝงด้วยคติธรรมและข้อคิดที่สะท้อนถึงค่านิยมในสังคมไทยกวีในยุคนั้นใช้วรรณคดีเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดคติธรรม เช่น ความกตัญญูความซื่อสัตย์และความเสียสละตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ โคลงโลกนิติซึ่งเป็นบทกวีที่ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการดําเนินชีวิต เช่น "เพื่อนกินสิ้นทรัพย์แล้วจาง" ที่สอนให้คนเลือกคบเพื่อนดีหรือ "กฤษณาสอนน้องคําฉันท์" ที่ถ่ายทอดบทเรียนเกี่ยวกับความรักความภักดีและความกตัญญูนอกจากนี้วรรณคดีในยุคนั้นยังสะท้อนถึงบทบาทของศาสนาในวิถีชีวิตประจําวันของประชาชนเรื่องราวต่าง ๆ มักนําเสนอในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย เพื่อปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้กับผู้อ่านและผู้ฟัง การใช้ตัวละครที่มีคุณลักษณะดีงาม เช่น ความเมตตา ความเสียสละ และความอดทน ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนในยุคนั้น และยังส่งผลต่อการปลูกฝังค่านิยมเหล่านี้ให้คงอยู่ในสังคมไทย วรรณคดีในสมัยรัชกาลที่๓ มีบทบาทที่หลากหลายและสําคัญในสังคมไทย ทั้งในด้านการเผยแพร่พระพุทธศาสนา การบันทึกและเผยแพร่ความรู้รวมถึงการสะท้อนค่านิยมและคติธรรม วรรณคดีเหล่านี้ไม่เพียงช่วยธํารงรักษาศิลปวัฒนธรรมของชาติแต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างคุณธรรมและความรู้แก่คนไทยในยุคนั้นจนถึงปัจจุบัน
๖๖บรรณานุกรม ครูกิ่งกาญจน.์นิราศเดือน. เข้าถึงได้จาก ภาษาไทย…วิถีไทย: https://kingkarnk๒๘๘wordpress.com/ ๒๐๑๕/๐๘/๒๓/นิราศเดือน/ สืบค้นเมื่อวันที่๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๗.นามานุกรมวรรณคดีไทย. พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว. เข้าถึงได้จาก นามานุกรมวรรณคดีไทย: https://thailitdir.sac.or.th/cre_det.php?cr_id=๖๗ สืบค้นเมื่อวันที่๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๗. suphan.biz. ขุนช้าง-ขุนแผน. เข้าถึงได้จาก suphan.biz: https://www.suphan.biz/kunchangkunpan.สืบค้นเมื่อวันที่๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๗.นามานุกรมวรรณคดีไทย. โคลงยอพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย. เข้าถึงได้จากthailitdir: https://thailitdir.sac.or.th/detail.php?meta_id=๑๙๐&utm_source=chatgpt.comสืบค้นเมื่อวันที่๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๗.ทําเนียบพระเครื่อง. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส. เข้าถึงได้จาก web-pra: https://www.web-pra.com/amulet/สมเด็จพระมหาสมณเจ้า-กรมพระปรมานุชิตชิโนรส/history สืบค้นเมื่อวันที่๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๗. wikiwand. ลิลิตตะเลงพ่าย. เข้าถึงได้จาก wikiwand: https://www.wikiwand.com/th/articles/ลิลิตตะเลงพ่าย?utm_source=chatgpt.com สืบค้นเมื่อวันที่๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๗.นามานุกรมวรรณคดีไทย. สมุทรโฆษคําฉันท์. เข้าถึงได้จาก thailitdir: https://thailitdir.sac.or.thสืบค้นเมื่อวันที่๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๗. wikipedia. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร. เข้าถึงได้จาก wikipedia: https://th.wikipedia.org/wiki/สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ_กรมพระยาเดชาดิศร สืบค้นเมื่อวันที่๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๗.
๖๗