The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แบบบันทึกการฝึกปฏิบัติวิชาชีพระหว่างเรียน-1-113-นางสาวกัลยาณี-พันธุ์วงศ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kanlayani018, 2021-10-07 12:57:10

แบบบันทึกการฝึกปฏิบัติวิชาชีพระหว่างเรียน-1-113-นางสาวกัลยาณี-พันธุ์วงศ์

แบบบันทึกการฝึกปฏิบัติวิชาชีพระหว่างเรียน-1-113-นางสาวกัลยาณี-พันธุ์วงศ์

นางสาวกลั ยาณี พนั ธุว์ งศ์

รหสั 61115320113
สาขาวชิ าดนตรศี ึกษา

Kanlayani Panwong (Aor)

โรงเรยี นอนุบาลบา้ นหมอ พฒั นาราษฎร ์
โรงเรยี นหรเทพ รงุ่ เรอื งประชาสามคั คี
โรงเรยี นบา้ นหมอ พฒั นานุกลู
โรงเรยี นบา้ นหมอ พฒั นานุกลู
สาขาวชิ าดนตรศี กึ ษา คณะมนุษยศาสตรแ์ ละ
สงั คมศาสตร ์มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เทพสตรี

แบบบนั ทึกการฝกึ ปฏบิ ัตวิ ิชาชพี ระหวา่ งเรียน 1

ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2564

ชื่อ-นามสกลุ นางสาวกัลยาณี พนั ธวุ์ งศ์
รหัสประจาตัวนักศกึ ษา 61115320113

สาขาวิชา ดนตรีศกึ ษา

ชือ่ โรงเรียน โรงเรยี นสงิ ห์บุรี
สงั กัด สานักงานเขตพนื้ ที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 5

อาเภอ เมือง จงั หวดั สงิ หบ์ รุ ี

ฝา่ ยฝึกประสบการณว์ ชิ าชีพครู
คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั เทพสตรี

คานา

เอกสารฉบับนี้เป็นคู่มือประกอบการฝึกปฏิบัติวิชาชพี ระหว่างเรียน 1 เป็นส่วนหน่ึงของกระบวนการ
ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู เพ่ือให้นักศึกษาได้มีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจวิชาชีพครู ซ่ึงได้แก่ กระบวนการ
การเรยี นการสอน หลกั สตู ร ระบบการบริหารงานการศึกษาในโรงเรยี นและไดท้ างานรว่ มกับผูอ้ ่นื ซงึ่ กิจกรรม
เหลา่ น้ีจะสามารถพฒั นาความรู้ ความสามารถของนักศึกษาไดเ้ ป็นอยา่ งดี

การฝึกปฏิบตั ิวิชาชีพระหว่างเรียน 1 เป็นการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเพื่อเตรยี มความพร้อมก่อน
ออกปฏิบตั ิการสอนในสถานศึกษาโดยการสงั เกตสภาพทั่วไปของโรงเรียน พฤตกิ รรมการเรยี นรขู้ องนักเรียน
งานในหนา้ ทีค่ รผู สู้ อน ครปู ระจาชนั้ การศกึ ษางานดา้ นการบรหิ ารและบริการ สภาพชมุ ชนและความสมั พนั ธ์
ระหวา่ งโรงเรยี นกบั ชมุ ชน

โดยเอกสารฉบับนี้ได้มีการปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดการบันทึกงานท่ีต้องฝึกปฏิบัติต่าง ๆ ให้
สอดคล้องกับบริบทสถานการณ์ปัจจุบันในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 ซ่ึงทาให้
นักศึกษาไม่สามารถฝึกปฏิบัติฯ ในสถานศึกษาได้ และให้ปรับมาใช้การฝึกปฏิบัติผ่านระบบออนไลน์เพ่ือ
ทดแทนกระบวนการตา่ ง ๆ

หวังว่าเอกสารฉบับน้ีคงให้ประโยชนใ์ นการเรียนรู้และเข้าใจในวิชาชีพครูก่อนท่ีจะออกฝึกปฏบิ ัติงาน
วิชาชพี ครใู นขัน้ ต่อไป

ฝา่ ยฝึกประสบการณ์วชิ าชพี ครู
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั เทพสตรี

สารบัญ

เรอื่ ง หนา้

การฝกึ ปฏิบัตวิ ชิ าชีพระหว่างเรยี น 1 ........................................................................................... 1
จดุ ประสงคข์ องการฝกึ ปฏิบตั วิ ชิ าชพี ระหว่างเรียน 1.................................................................... 1
ข้อเสนอแนะในการฝกึ และการใชเ้ อกสาร .................................................................................... 2
การประเมนิ ผลการฝึกปฏบิ ตั วิ ิชาชพี ระหว่างเรยี น 1..................................................................... 3
เกณฑ์ในการประเมินผลการฝกึ ปฏิบตั วิ ชิ าชพี ระหวา่ งเรียน 1....................................................... 4
ปว.1-1 แบบบนั ทึกการสงั เกตสภาพทว่ั ไปของโรงเรยี น ............................................................... 5
ปว.1-2 แบบบนั ทึกการปฏบิ ตั ิงาน ............................................................................................... 17
ปว.1-3 แบบสัมภาษณค์ รพู ีเ่ ลีย้ ง................................................................................................... 22
ปว.1-4 แผนการจัดการเรียนรู้...................................................................................................... 23
ปว.1-5 การวิจยั ในชัน้ เรยี น........................................................................................................... 32
ปว.1-6 แบบประเมนิ การปฏบิ ตั ติ นของนกั ศกึ ษา.......................................................................... 44
ปว.1-7 แบบประเมนิ แผนการจดั การเรยี นรู้ ................................................................................. 45
ปว.1-8 แบบประเมินด้านคุณภาพการจดั การเรียนการสอน......................................................... 51
ภาคผนวก ..................................................................................................................................... 56
61
- แบบลงเวลาปฏบิ ัติงานนักศกึ ษา.............................................................................................

1

การฝกึ ปฏิบัตวิ ิชาชพี ระหวา่ งเรียน 1

มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี เป็นมหาวิทยาลัยท่ีทาหน้าที่ผลิตครูให้กับโรงเรียนประถมศึกษาและ
มธั ยมศึกษาในทอ้ งถ่นิ เขตรบั ผิดชอบ 3 จงั หวดั ได้แก่ ลพบรุ ี สระบุรี และสงิ ห์บุรี การผลติ ครูให้มคี ณุ ภาพสามารถ
ปฏิบัติงานในหน้าท่ีครูได้เป็นอย่างดี และมีจิตวิญญาณของความเป็นครูขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิต ซ่ึงได้แก่
กระบวนการเรยี นการสอนหลกั สูตร การฝกึ ประสบการณ์วชิ าชีพครู และกระบวนการประเมินผล

การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเป็นกิจกรรมท่ีเป็นหัวใจสาคัญของการผลิตครู ในช่วงท่ีฝึกประสบการณ์
วิชาชีพครู นักศึกษาจะมีโอกาสนาความรู้ความเข้าใจในวิชาชีพครู และวิชาเฉพาะท่ีศึกษาในมหาวิทยาลัยไป
ฝึกปฏิบัติในชั้นเรียน นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้เก่ียวกับระบบการบริหารงานการศึกษาในโรงเรียนและได้ทางาน
ร่วมกับบุคคลอ่ืนกิจกรรมเหลานี้ช่วยให้นักศึกษาได้พัฒนาตนเองให้มีทักษะในวิชาชีพ จนสามารถปฏิบัติหน้าท่ีครู
ได้อยา่ งมนั่ ใจและมเี จตคติที่ดีต่อวิชาชพี งานวิจยั หลายเรื่องท้ังในและตา่ งประเทศยืนยันตรงกันวา่ นกั ศึกษาทป่ี ระสบ
ความสาเร็จในการฝึกประสบการณว์ ชิ าชพี ครูจะมีเจตคติท่ีดีตอ่ วิชาชพี ครูและแนวโน้มจะเปน็ ครทู ่ดี ีในอนาคต

จากแผนหลักการปฏิรูปการฝึกหัดครู พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้ความสาคัญกับการฝึก
ประสบการณว์ ิชาชีพครู เพราะเป็นกลไกสาคัญย่ิงในการสรา้ งบณั ฑติ ครูทด่ี ี มีเจตคติทดี่ ตี ่อวิชาชีพครู สถาบนั ฝกึ หัด
ครูควรจะต้องปรับปรุงและพัฒนางานฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ให้เอื้ออานวยต่อการเรียนรู้งานครู จากครูที่เป็น
แบบอยา่ งที่มีในโรงเรยี นและชมุ ชน นอกจากนีค้ วรจะพัฒนาเครือขา่ ยการเรียนรู้ทส่ี ่งเสรมิ การฝึกหดั ครใู ห้เปดิ กว้าง
สู่ชุมชนขยายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ขยายแหล่งเรียนรู้ แหล่งวิทยากร และแหล่งฝึกประสบการณ์
วชิ าชพี ครอู ยา่ งกว้างขวาง

จดุ ประสงคข์ องการฝึกปฏิบัตวิ ิชาชีพระหวา่ งเรยี น 1

1. เพื่อให้นักศกึ ษามีความพร้อมกอ่ นออกปฏบิ ัติการสอนในสถานศกึ ษา
2. เพ่ือให้นักศึกษาได้ศกึ ษาสงั เกตสภาพทั่วไปของโรงเรยี นท้ังด้านการเรียนการสอน ด้านสถานที่และดา้ น
กิจกรรม
3. เพอื่ ใหน้ ักศึกษาได้บรู ณาการความรทู้ งั้ หมดมาใช้ในการฝกึ ประสบการณว์ ชิ าชีพครูในสถานศึกษา
4. เพอ่ื ใหน้ กั ศกึ ษาไดศ้ ึกษาและฝกึ ปฏิบตั กิ ารวางแผนการศึกษาผเู้ รียนโดยการสังเกต
5. เพ่อื ใหน้ ักศกึ ษาไดส้ มั ภาษณง์ านในหน้าท่ีของครูผสู้ อน งานในหน้าทข่ี องครูประจาชัน้
6. เพ่ือให้นักศึกษาได้ศึกษาพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ลักษณะความแตกต่างและพฤติกรรม
ของผู้เรียน งานบรหิ ารและบรกิ ารของโรงเรยี น
7. เพื่อให้นักศึกษาได้ทดลองเขียนแผนการจัดการเรียนรู้วิชาเอก การฝึกเป็นผู้ช่วยครูด้านการจัดการ
เรียนร้หู รือสนบั สนุนการจดั การเรียนรู้ งานธรุ การชนั้ เรยี น
8. เพอื่ ให้นกั ศึกษาได้ออกแบบการวิจยั ในช้ันเรียนตามบริบทของสาขาวิชาท่ีศึกษา เพื่อเตรยี มความพรอ้ ม
ในการนาไปศึกษาวจิ ยั จรงิ เม่อื สามารถฝกึ ปฏิบตั ิวชิ าชพี ในสถานศึกษาไดต้ ามปกติ
9. เพ่ือให้นักศึกษาได้ทาการทดลองสอนในสถานการณ์จาลองผ่านระบบออนไลน์ และมีครูพี่เลี้ยงให้
คาแนะนาเพอื่ ปรับปรงุ พฒั นาการสอนของนกั ศึกษา เพอ่ื เตรียมความพร้อมก่อนไปทาการสอนจริงในสถานศึกษา

2

ข้อเสนอแนะในการฝกึ และการใช้เอกสาร

การประกอบวิชาชีพให้เกิดประสิทธิผล ไม่เพียงแต่จะเรียนรู้ในภาคทฤษฎีความรอบรู้ในด้านวิชาการ
เทา่ นนั้ ที่สาคญั ย่ิงกว่าอ่นื ใดคอื การฝกึ ภาคปฏบิ ตั อิ ย่างจริงจงั และต่อเน่อื ง

วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพช้ันสูง ครูเป็นผู้รับผิดชอบ “ชีวิต” ของมนุษย์ เช่นเดียวกับแพทย์มีหน้าท่ีรักษา
โรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพดีทั้งกายและใจ แต่ครูนอกจากให้ชีวิตเหล่านั้นมีความรู้ สามารถอยู่ได้ในสังคมอย่างมี
ความสขุ มคี ณุ ธรรม เปน็ พลเมอื งดีของชาติแลว้ ยงั ตอ้ งพัฒนาใหเ้ ขาเหลา่ นัน้ มีคุณภาพชีวติ ด้วย

นกั ศึกษาแพทยท์ ุกคนต้องฝึกในโรงพยาบาลเปน็ ระยะๆ อย่างตอ่ เน่ืองฉันใดนักศกึ ษาครูย่อมฝกึ ในโรงเรยี น
ในสถานการณ์จริงฉันน้ัน การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูตามหลักสูตรนับเป็นโอกาสดีที่ได้เสริมสร้างคุณภาพใน
วิชาชีพของตน

ข้อเสนอแนะต่อไปนี้จะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาและการพัฒนากระบวนการฝึกปฏิบัติวิชาชีพระหว่าง
เรียน และการปฏิบตั ิการสอนในสถานศึกษาอย่างย่ิง คือ

1. ศึกษาเอกสารโดยตลอดทาความเข้าใจและปฏิบัตติ ามขั้นตอนของส่ิงทต่ี ้องจัดทาตามแบบรายงาน
2. เขา้ ปฐมนเิ ทศชแ้ี จงการดาเนนิ งาน และกิจกรรมต่าง ๆ ที่กาหนดมอบหมายไว้
3. ปฏบิ ัติงานเป็นข้นั ตอนตามกาหนดการ
4. บันทกึ ลงในแบบฟอร์มตา่ งๆ ตามลาดบั อยา่ งครบถ้วน
5. ให้ผู้รับผิดชอบลงช่ือในแบบบันทกึ แตล่ ะแบบตามลาดับ (เป็นลายเซ็นอเิ ล็กทรอนิกส์ได้ แตต่ ้องมภาพ
ประกอบการทากจิ กรรมตา่ ง ๆ กบั ครพู ่ีเลีย้ งประกอบในภาคผนวกดว้ ย)
6. ให้ผู้รับผิดชอบประเมินผลการฝึกปฏิบัติวิชาชีพระหว่างเรียน เม่ือฝึกปฏิบัติวิชาชีพระหว่างเรียนและ
บนั ทกึ การปฏบิ ัติงานครบถ้วนตามกาหนด
7. หลังจากโรงเรียนประเมนิ ผลการฝึกปฏิบตั ิวชิ าชพี ระหวา่ งเรียนโดยครูพี่เลย้ี งแล้ว ฝ่ายฝึกประสบการณ์
วิชาชพี ครูและอาจารยผ์ ู้สอนจะประเมนิ ผลคร้ังสุดท้ายหลังจากครบกาหนดเวลาการปฏบิ ัตงิ านวิชาชพี ครู

3

การประเมนิ ผลการฝกึ ปฏบิ ตั ิวชิ าชีพระหวา่ งเรียน 1

การประเมนิ ผลการฝึกปฏิบัติวิชาชีพระหว่างเรยี น ประเมนิ ตามรายวิชาท่ฝี ึกทกุ ปกี ารศึกษา นักศึกษาตอ้ ง
ผ่านการฝึกเปน็ ขั้นตอนตามลาดบั หากไม่ผ่านในขน้ั ตอนใดต้องซ่อมเสริมให้ “ผา่ น” จึงฝกึ ในข้นั ตอ่ ไปได้

การประเมินผลการปฏบิ ัติงานวิชาชีพครู เปน็ การประเมินผลทคี่ รอบคลุมท้ังคณุ ลักษณะความเป็นครแู ละ
เทคนิควธิ ี โดยมีผ้ปู ระเมินทัง้ ฝ่ายมหาวิทยาลัยและโรงเรียน

ในการประเมินผลการฝึกประสบการณ์ข้ันศึกษาสังเกตและมีส่วนร่วม นับตั้งแต่ปีการศึกษา 2542
เปน็ ตน้ ไป จะเปลี่ยนระบบการประเมินผลจาก ผ่านดีเยีย่ ม, ผา่ น, ไม่ผ่าน เปน็ ระบบการประเมนิ แบบให้เกรดคือ A,
B+, B, C+, C, D+, D และ E

ประเภทของแบบประเมิน
แบบประเมนิ ผลการฝึกปฏบิ ัตวิ ชิ าชีพระหวา่ งเรียน หรือ ปว. มที ง้ั หมด 8 ชดุ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. สาหรับนักศกึ ษา ปว.1-1 ถงึ ปว.1-5 โดยมีรายละเอียด ดงั นี้
ปว.1-1 แบบบันทึกการสงั เกตสภาพทวั่ ไปของโรงเรยี น
ปว.1-2 แบบบันทกึ การปฏิบัติงาน
ปว.1-3 แบบสมั ภาษณ์การจดั การเรยี นรู้
ปว.1-4 แผนการจดั การเรียนรู้ 3 แผน
ปว.1-5 โครงร่างการวิจัยในชั้นเรยี น
นักศกึ ษามีหน้าทบี่ ันทึกผลการศึกษาสังเกตให้ถกู ต้องตามความเปน็ จริง หลงั จากน้นั ให้ครูพ่ีเลยี้ ง

และอาจารยน์ ิเทศลงชื่อรบั รอง
2. สาหรับครูพีเ่ ลยี้ งและอาจารย์ผ้สู อน ปว.1-6 ถงึ ปว.1-8 โดยมีรายละเอียด ดังน้ี
ปว.1-6 แบบประเมนิ การปฏิบัติตนของนกั ศึกษา (โดยครพู ี่เลี้ยง)
ปว.1-7 แบบประเมนิ แผนการจัดการเรียนรู้ (โดยครพู ่เี ล้ียง)
ปว.1-8 แบบประเมนิ ดา้ นคณุ ภาพการจดั การเรียนการสอน (โดยครูพเ่ี ลย้ี ง)
ครูพี่เลย้ี งทาการประเมนิ ตามแบบฟอรม์ แล้วส่งให้กับนักศกึ ษาเพ่อื ทาการรวบรวมใส่ในเล่มแบบ

บนั ทึกการฝึกปฏิบัติวิชาชีพระหว่างเรียน 1

4

เกณฑ์ในการประเมนิ ผลการฝึกปฏบิ ัตวิ ิชาชีพระหวา่ งเรียน 1

1. คะแนน ปว.1-6 ถึง ปว.1-8 ซึ่งได้รบั การประเมินจากครูพ่ีเล้ยี งประจาโรงเรียนหน่วยฝกึ ประสบการณ์

วิชาชพี ครู

2. คะแนนจากการประเมินของอาจารย์ผู้สอนรายวิชาฝึกปฏิบัติวิชาชีพระหว่างเรียน 1 ซ่ึงประกอบด้วย

คะแนนจากแบบบันทึกการปฏิบัติงานของนักศกึ ษา แผนการจดั การเรียนรู้ งานวิจัยในชน้ั เรียน การมสี ่วนรว่ มในช้ัน

เรยี น การนาเสนอ บคุ ลิกภาพ และการแตง่ กาย การใช้วาจา กิริยาท่าทาง และความรับผดิ ชอบ

3. แนวทางการให้คะแนนรายวิชาการฝึกปฏิบัติวิชาชีพระหว่างเรียน 1 กาหนดเกณฑ์การให้คะแนน

ดังนี้

3.1 อาจารยผ์ ู้สอน รวม 60 คะแนน

3.1.1 แบบบันทึกปฏบิ ัตงิ านของนักศึกษาในภาพรวม 30 คะแนน

3.1.2 โครงร่างงานวจิ ยั ในชนั้ เรียน 10 คะแนน

3.1.3 การมีส่วนร่วมในการจดั การเรยี นการสอน 10 คะแนน

3.1.4 พฤตกิ รรมการเรียนของนักศกึ ษา 10 คะแนน

3.2 ครพู ่ีเล้ยี ง รวม 40 คะแนน

3.2.1 แบบประเมินการปฏบิ ัติตนของนกั ศกึ ษา 10 คะแนน

3.2.2 แบบประเมนิ แผนการจดั การเรยี นรู้ 10 คะแนน

3.2.3 แบบประเมินการจดั การเรียนรู้ 20 คะแนน

รวมทัง้ สิ้น 100 คะแนน

4. นาคะแนนจากขอ้ 1 และ 2 มารวมกันแล้วประเมินเปน็ เกรดโดยมเี กณฑ์ ดงั นี้

คดิ จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน

คะแนน 90 – 100 ไดร้ ะดับ A

คะแนน 85 – 89 ได้ระดบั B+

คะแนน 80 – 84 ได้ระดบั B

คะแนน 75 – 79 ได้ระดบั C+

คะแนน 70 – 74 ไดร้ ะดับ C

คะแนน 65 – 69 ได้ระดับ D+

คะแนน 60 – 64 ได้ระดบั D

คะแนน 0 – 59 ได้ระดับ E

5

ปว.1-1

แบบบนั ทกึ การสงั เกตสภาพทั่วไปของโรงเรยี น

คาชีแ้ จง ให้นักศึกษาบันทึกข้อมูลการศึกษาและสังเกตสภาพท่ัวไปตามความเป็นจริงของสถานศึกษาลงในช่องว่าง
ตามหัวข้อทีก่ าหนด

1. โรงเรียน สิงหบ์ ุรี สงั กัด สานักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 5
เลขท่ี 118 หมู่ 1 ซอย/ถนน - ตาบล/แขวง บางมัญ อาเภอ/เขต เมอื ง จงั หวัด สิงห์บุรี
รหัสไปรษณีย์ 16000 โทรศพั ท์ 036-507171 โทรสาร 036-507172

2. คติพจน/์ ปรชั ญาของโรงเรยี น/วสิ ยั ทัศน์ของโรงเรียน
คติพจน์ คือ ปญฺญา ชีวิต ปชโฺ ชโต ปัญญาเป็นแสงสว่างแห่งชีวติ
วิสยั ทัศน์ของโรงเรยี น คือ โรงเรยี นสงิ ห์บุรีเปน็ โรงเรยี นคณุ ภาพระดบั มาตรฐานสากล สรา้ งเยาวชนชั้นนาบนพืน้ ฐาน
ความเปน็ ไทยและพอเพยี ง

3. ช่อื ผ้บู รหิ ารโรงเรียน นายปราโมทย์ เจรญิ สลงุ

รองผอู้ านวยการโรงเรยี น

ฝ่ายบรหิ ารวิชาการ นางเรณู รม่ โพธ์ิ

ฝ่ายบรหิ ารงบประมาณ นางสาวอรวรรณ ฉา่ ช่นื

ฝ่ายบรหิ ารท่ัวไปและบคุ คล นายมานพ แสงสวา่ ง

ฝา่ ยบรหิ ารกจิ การนกั เรียน นายจาเรยี ง หลาร้ิว

6

4. บุคลากร
4.1 ครูอาจารย์

ระดบั การศึกษา สาขาวชิ า จานวน รวม
ชาย หญิง
ปรญิ ญาเอก - -- 0
ปริญญาโท -การบริหารการศกึ ษา 5 18 23
-ภาวะผู้นาการบริหาร 1- 1
-คณติ ศาสตร์ศึกษา -1 1
-คณติ ศาสตร์ -2 2
-บริหารการศกึ ษา -6 6
-หลกั สตู รและการสอน -6 6
-บรรณารักษศาสตร์ -1 1
-การสอนวทิ ยาศาสตร,์ จติ วิทยา -1 1
การศึกษาและการแนะแนว
-การสอนภาษาองั กฤษในฐานะ -1 1
ภาษาตา่ งประเทศ
-ภาษาอังกฤษเพือ่ การส่อื สารใน -1 1
วิชาชพี และนานาชาติ
-สาขาวชิ าภาษาไทย -1 1
-ภาษาไทย -2 2
-การสอนภาษาไทย -1 1
-วทิ ยาการจัดการดนตรแี ละ -1 1
นาฏศิลป์
-สังคมศึกษา -4 4
-บริหารการจัดการทัว่ ไป 1- 1
-เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ -1 1
-การบรหิ ารจดั การสิง่ แวดล้อม 1- 1
-วิทยาศาสตรเ์ น้นชีววิทยา -1 1
-พอลิเมอรป์ ระยุกต์ -1 1
-เคมี 12 3
-การสอนวทิ ยาศาสตร์ 12 3
-วิทยาศาสตรศ์ ึกษา-ฟสิ กิ ส์ 1- 1
-วทิ ยาศาสตร์ทวั่ ไป -1 1
-เทคโนโลยแี ละสอ่ื สารการศึกษา -1 1

7

ปรญิ ญาตรี -เทคโนโลยีการศกึ ษา -1 1
-เคมี-วิทยาศาสตรท์ ั่วไป -1 1
ป.กศ.สูงหรือเทียบเท่า -การวดั ผลการศกึ ษา -1 1
ครูอตั ราจา้ ง - คณติ ศาสตร์ 66 12
ธรุ การ - พืชศาสตร์- พืชพชื สวน 1- 1
- การบญั ชี -1 1
- โภชนาการชุมนมุ -1 1
- การแนะแนว -1 1
- จติ วทิ ยาการแนะแนว 1- 1
- ภาษาอังกฤษ - 12 12
- การสอนภาษาอังกฤษ -1 1
- การสอนภาษาญีป่ นุ่ -1 1
- ภาษาจนี 1- 1
- ภาษาไทย 16 7
- ดนตรีไทย 11 2
- หตั ถศลิ ป์ 1- 1
- จติ รกรรม 1- 1
- ดนตรศี ึกษา 1- 1
- ฟิสกิ ส์ -1 1
- สงั คมศกึ ษา 19 10
- รัฐศาสตร์ 12 3
- รฐั ศาสตร์(การเมอื ง -1 1
การปกครอง)
- พัฒนาชุมชน -1 1
- พลศกึ ษา 41 5
- สุขศึกษา -1 1
- พลศึกษาและสุขศกึ ษา 1- 1
- เทคโนโลยสี ารสนเทศ 1- 1
- การจดั การโลจสิ ตกิ ส์ -1 1
- เกษตรศาสตร์ -1 1
- การเงินและการธนาคาร -1 1
- วิทยาการคอมพิวเตอร์ 1- 1
-- 0
- -- 0
- -- 0
-

8

อ่นื ๆ -สาธารณสขุ ศาสตร์ -1 1
-ลูกจ้างชวั่ คราว -การจัดการ -1 1
(ปริญญาตรี) -วิทยาการคอมพวิ เตอร์ 1- 2
-วิทยาศาสตรศ์ กึ ษา -1 1
(ปวส.) -รัฐศาสตร์ -1 1
-พนกั งานราชการ -เทคโนโลยีสารสนเทศ 1- 1
(ปรญิ ญาตร)ี -การจัดการโลจสิ ติกส์ -1 1
รวม -เกษตรศาสตร์ -1 1
-นติ ิศาสตร์ -1 1
-การเงินและการธนาคาร -1 1
-เทคนคิ โลหะ 1- 1
-สงั คมศกึ ษา -1 1

38 116 154

4.2 คนงาน มีทัง้ หมด…154…..คน เปน็ หญิง….…116…….คน เปน็ ชาย…38……คน
4.3 นักเรยี น มที ง้ั หมด.2, 836…คน เป็นหญิง….1, 710…..คน เป็นชาย…1, 126…คน

ลาดับขน้ั ตา่ ง ๆ ได้ดังนี้

ระดับชัน้ จานวนห้อง จานวนนักเรียน
หญิง ชาย รวม
1. อนุบาล 1 -
2. อนุบาล 2 - ---
3. อนบุ าล 3 - ---
4. ประถมศกึ ษาปที ่ี 1 - ---
5. ประถมศกึ ษาปีที่ 2 - ---
6. ประถมศกึ ษาปีท่ี 3 - ---
7. ประถมศกึ ษาปีท่ี 4 - ---
8. ประถมศึกษาปีท่ี 5 - ---
9. ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 - ---
10. มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 13 ---
11. มธั ยมศึกษาปีที่ 2 13 222 276 498
12. มธั ยมศึกษาปีที่ 3 13 236 258 494
13. มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 12 212 280 492
155 307 462

9

14. มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 12 158 290 448
15. มัธยมศึกษาปที ี่ 6 12 143 299 442
รวม 75 1126 1710 2836

สรปุ อตั ราสว่ นระหว่างจานวนครอู าจารยต์ ่อจานวนนกั เรียน โดยประมาณ คอื

ครอู าจารย์…………1………คน ต่อนักเรียน…………19…………คน

5. อาคารสถานท่ี

5.1 ห้องเรียน มที งั้ หมด………84……….ห้อง

5.2 หอ้ งพักครูอาจารย์ มที ง้ั หมด………10……….หอ้ ง

5.3 ห้องส่งเสรมิ วชิ าการ มีทั้งหมด………7……….หอ้ ง คือ(ระบุชอื่ หอ้ ง)……….………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

6. สภาพแวดลอ้ ม

6.1 สถานทส่ี าคญั ที่อยูใ่ กลโ้ รงเรียน ได้แก่

ศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรี ศาลจังหวัดสิงห์บุรี สภากาชาดไทย สานักงานบังคับคดีจังหวัดสิงห์บุรี สถานี

ตารวจภูธรจังหวัดสิงห์บุรี กระทรวงวัฒนธรรมจังหวัดสิงห์บุรี สานักโยธาธิการนโยบายและผังเมือง สานักงาน

พาณิชย์จังหวัดสิงห์บุรี สานักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สิงห์บุรี สานักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสิงห์บุรี สานักงาน

สรรพากรพืน้ ที่จงั หวัดสิงห์บรุ ี สนามกีฬาจังหวดั สิงหบ์ รุ ี สานักงานขนสง่ จงั หวดั สงิ ห์บุรี สานักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษา

มธั ยมศกึ ษา เขต 5

6.2 สถานทใ่ี กลเ้ คียงโรงเรยี นทเ่ี ปน็ แหลง่ วทิ ยาการส่งเสริมการจดั การเรยี นการสอน

ศูนย์ท่องเท่ียวกีฬาและนันทนาการจังหวัดสิงห์บุรี สนามกีฬาจังหวัดสิงห์บุรี อาคารวิทยาศาสตร์และท้องฟ้า

จาลององค์การบริหารส่วนจงั หวดั สิงห์บุรี อาคารเอนกประสงคอ์ งค์การบรหิ ารสว่ นจังหวดั สงิ ห์บรุ ี

7. สภาพของนักเรียน
7.1 สภาพครอบครัว (อาชพี ฐานะทางเศรษฐกิจ)
นกั เรียนสว่ นใหญ่มีอปุ กรณ์พรอ้ มที่จะศึกษาเรียนร้มู ากพอ เชน่ คอมพวิ เตอร์ โทรศัพท์มือถอื เป็นต้น

และฐานะทางเศรษฐกจิ อยู่ในระดับปานกลาง
7.2 พฤตกิ รรมนักเรียน
จากการสอนออนไลน์พบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมท่ีไม่ค่อยกระตือรือร้นเท่าท่ีควร การเข้า

ห้องเรียนตรงตามเวลา และไมค่ ่อยตอบคาถามท่คี ณุ ครสู อบถามเวลาอยู่ในหอ้ งเรียนออนไลน์

10

8. ภาระหนา้ ท่ีของครผู ู้สอน
8.1 ครูประจาชัน้
-เย่ียมบ้านในรูปแบบออนไลน์
-ประชุมผูป้ กครองในรูปแบบออนไลน์
-เชค็ ชอื่ นักเรียนตอนเชา้ ในรปู แบบออนไลน์
-ประเมนิ SQ และ EQในรปู แบบออนไลน์
8.2 งานอื่นๆ
-งานท่ีได้รบั มอบหมายจากฝ่ายบริหาร

9. แผนผังแสดงบริเวณและที่ตัง้ ของโรงเรยี น

10. ประวตั โิ รงเรยี น
โรงเรยี นสงิ หบ์ รุ ี เดมิ ช่อื โรงเรียนวดั พรหมสาคร ต้ังขนึ้ เมอื่ เดอื นพฤษภาคม 2449 ไดร้ ับการสนบั สนุนจาก

พระสิงห์บุราจารย์ (ลบ บัวสรวง) เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรีได้ร้องเรียนเจ้าหน้าที่ขออนุญาตตั้งสถานที่เรียน โดยมี
สามเณรสงวน ต่อจรัส เป็นครูใหญ่คนแรก สถานที่ตั้งเดิม วัดพรหมสาคร ตาบลบางพุทรา อาเภอเมือง จังหวัด
สงิ ห์บุรี ปลายปี 2452 ทางราชการยกฐานะเป็นโรงเรียนประจาจังหวัดสิงห์บุรี เม่ือแรกเปิดสอน มีจานวนนักเรียน
ชาย 50 คน ได้จัดสอนเพียง 4 ช้ัน อาศัยศาลาการเปรียญของวัดเป็นสถานท่ีเรียน ราชบุรุษบุญเหลือ บุญยานุตร
เปน็ ครูใหญ่ พระปลัดเขียวเจ้าคณะอาเภอ เมืองสิงห์บุรี เป็นผอู้ ปุ การะ การเรยี นการสอน เรียนทุกวัน หยดุ เรียน
วันพระ

– 1 มิถนุ ายน 2456 ต้ังชัน้ มธั ยมตน้
– 2 พฤษภาคม 2467 ตั้งช้ันมัธยมกลาง (มัธยม 5) – 19 กันยายน 2470 กระทรวงธรรมการ มีคาส่ังให้ยุบ
โรงเรียนสตรีประจาจังหวัดสิงห์บุรี รวมกับโรงเรียนประจาจังหวัดชาย และแยกนักเรียน ประถมชายและครูไปรวม

11

สอนท่ีโรงเรียนสตรีเดิมในจวนผู้ว่าราชการจังหวัดและจัดเป็นแผนกประถม ส่วนท่ีโรงเรียนประจาจังหวัดเดิมในวัด
พรหมสาคร จัดเป็นแผนกมัธยม และเป็นทต่ี ง้ั ของโรงเรียนประจาจงั หวัดสิงห์บุรี

– ปลายปี พ.ศ. 2474 ได้ก่อสร้างอาคารเรยี นข้ึน 1 หลัง มีพระประชากรบริรกั ษ์ ผวู้ า่ ราชการจังหวัด ขุนสมรรถ
คุรุการ ศึกษาธิการจังหวัดเป็น ผู้ให้การสนับสนุน และนายกวย ปาลวัฒน์ คหบดีตาบลบ้านไร่ อาเภออินทร์บุรี
บรจิ าคเงิน 3,000 บาท มณฑลอยธุ ยาบรจิ าค 3,000 บาท เปดิ อาคารเรียน

– เมื่อ 28 สิงหาคม 2475 และทางราชการได้ตั้งช่ือโรงเรียนน้ีว่า โรงเรียนสิงหวัฒนพาห เพื่อเป็นเกียรติแก่
ตระกูลปาลวฒั น์ – 22 มิถุนายน 2476 จังหวดั ได้ผ่อนผนั ใหร้ ับนักเรยี นหญิงชั้นมธั ยมต้นเรียนปนกับนักเรียนชาย มี
นกั เรยี นหญงิ ลงทะเบียนเรยี น ชัน้ มธั ยม 1 วันนรี้ วม 7 คน

– 18 ธนั วาคม 2477 แยกให้นักเรยี นสตรไี ปเรยี นท่วี ัดโพธแ์ิ กว้ นพคุณ
– 31 พฤษภาคม 2478 ธรรมการจังหวัด สั่งให้แยกโรงเรียนสตรีที่วัดโพธิ์แก้วไปเรียนที่ศาลา การเปรียญวัด
พรหมสาคร และมีการปนั เขต นกั เรียนชายหญงิ ไม่ให้เล่นปะปนกัน
– 17 พฤษภาคม 2484 โรงเรียนสตรีประจาจังหวัดสิงห์บุรีแยกตนเอง ไปเปิดทาการสอน ณ วัดโพธิ์ทอง บ้าน
บางแค
– มีนักเรียนที่แยกมาจากโรงเรียนเดิม (โรงเรียนประจาจังหวัดสิงห์บุรี) จานวน 30 คน เป็น นักเรียนชั้นมัธยม
สาม 14 คน ชนั้ มธั ยมสอง 16 คน ครูท้ังหมด 4 คน และนางสาวสมจิตต์ เกตุพล เป็นครูใหญ่คนแรก
– 24 มีนาคม 2515 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศรวมโรงเรียนสตรีสิงห์บุรีกับโรงเรียน สิงหวัฒนพาห เป็น
โรงเรียนเดียวกัน ประเภทสหศึกษา และให้ช่ือว่า โรงเรียนสิงห์บุรี สังกัดกอง โรงเรียนรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ
ตัง้ แต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2515 สถานที่ตั้งแห่งใหม่นี้ เป็นสนามบินชว่ั คราว สมัยสงครามโลกคร้ังท่ี 2 อยู่ที่ ตาบล
บางมัญ หมทู่ ี่ 1 เนอื้ ท่ี ท่ีได้รับอนญุ าตให้ใช้ จานวน 144 ไร่ 19 ตารางวา
– 29 กนั ยายน 2515 กรมสามัญศกึ ษา แต่งตัง้ ให้ นายพนม ชณุ หเสวี (อดีตรองอธิบดีกรมสามัญศึกษา) อาจารย์
ใหญ่โรงเรียนสงิ หวฒั นพาหเดมิ มาดารงตาแหนง่ อาจารยใ์ หญ่โรงเรยี นสงิ หบ์ รุ ี ตั้งแต่ วนั ท่ี 1 สิงหาคม 2515
– กรมสามัญศึกษา ได้พจิ ารณาคัดเลอื กให้โรงเรียนสงิ หบ์ รุ อี ยใู่ นโครงการปรับปรงุ ค.ม.ภ. รุ่น 1 (โครงการพฒั นา
โรงเรยี นมัธยมในส่วนภูมภิ าค) ปกี ารศกึ ษา 2517
– 2520 แล้วจึงเปล่ียนมาใช้ หลักสูตรมธั ยมศึกษาตอนต้น พทุ ธศกั ราช 2521 จากการเข้าสู่โครงการ ค.ม.ภ. ทา
ใหไ้ ดร้ บั การสนับสนุนให้มี อาคารเรียน อาคารประกอบ ครุภณั ฑ์ อปุ กรณต์ า่ ง ๆ และครู-อาจารยม์ ากขน้ึ
– ปัจจุบันโรงเรยี นสิงหบ์ ุรี ตั้งอยู่เลขที่ 118 หมู่ท่ี 1 ตาบลบางมญั อาเภอเมือง จงั หวดั สิงห์บุรี บนเน้อื ท่ี 121 ไร่
3 งาน 19 ตารางวา (ทางจังหวัด สิงห์บุรี ได้ขอเนื้อท่ีก่อตง้ั สานักงานของทางราชการ 22 ไร่ 1 งาน) มีอาคารเรียน
ถาวร 5 หลัง อาคารเรียนชั่วคราว 3 หลัง โรงฝึกงาน 10 หลัง โรงฝึก พลศึกษา 1 หลัง อาคารศูนย์กีฬา 1 หลัง
หอประชุม-โรงอาหาร 1 หลัง หอประชุม-หอสมุด 1 หลัง บ้านพักครู 22 หลัง บ้านพักนักการภารโรง 5 หลัง ห้อง
ส้วมนักเรยี น 12 หลงั ห้องอาบน้า 1 หลัง

11. ข้อมลู โรงเรียนดเี ด่น
2529 - โรงเรยี นดเี ดน่ รางวัลพระราชทาน
2537 - ชนะเลิศ การประกวดดนตรไี ทย 3 ปี (2535-2537) รบั รางวลั ถว้ ยพระราชทาน
จากสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี

12

2538 - 16 กุมภาพันธ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดาเนิน เป็นองค์ประธาน
เปิดอาคาร หอวัฒนธรรมและหอสมดุ ของโรงเรยี นสิงหบ์ ุรี
- ห้องสมุดยอดเย่ียม กรมสามัญศึกษา - ห้องสมุดดีเด่น สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ -
โรงเรียนดีเด่น รางวัลพระราชทาน
2540 - ดนตรีไทยและนาฏศิลป์ ได้รับคดั เลือกเป็นตัวแทนกรมสามญั ศกึ ษาไปเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม
ณ ประเทศเวยี ดนาม และประเทศเวยี ดนามนาคณะนาฏศิลป์ มาเผยแพร่ศิลปวฒั นธรรมที่โรงเรียนสิงหบ์ รุ ี
2541 ผู้บริหาร ได้รับคัดเลือกเป็นผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่น แห่งชาติ ระดับมัธยมศึกษา รับรางวัลเข็มกลัดทองคา
โลเ่ กยี รตยิ ศ เงนิ สด 100,000 บาท จากมลู นธิ ิครุ สุ ภา
2542 - ชนะเลศิ การแขง่ ขนั ระดบั ม.ต้น งานศิลปหัตถกรรม นักเรียน ครัง้ ท่ี 52 ของภาคกลางและภาคตะวันออก
- นักเรยี นดีเด่นรางวลั พระราชทาน ท้ังระดับ ม.ตน้ และ ม.ปลาย จากสมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราช
กุมารี
2543 - รางวลั ท่ี 1 และรางวัลเหรยี ญทอง การแขง่ ทกั ษะทางวชิ าการ เขตการศกึ ษา 6 รวม 13 รายการ
- ชนะเลิศระดบั จังหวัดไปแขง่ ขนั งานศิลปหตั ถกรรม นักเรยี น ครั้งที่ 53 ณ จงั หวดั สมทุ รสาคร 37 รายการ
2544 - รางวัลเหรียญทอง การแข่งขันทาขนมไทย (น้าดอกไม้) งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ภาคกลางและภาค
ตะวันออก ครง้ั ที่ 54 ณ จงั หวัดสระบุรี
- ชนะเลศิ งานมหกรรมอนิ เทอรเ์ นต็ ของ Nectec ระดบั ภาคกลาง ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี จ.ลพบุรี
2545 - รางวัลเหรียญทองงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ภาคกลาง และภาคตะวันออก ครง้ั ท่ี 55 ณ จ.สุพรรณบุรี
2546 - รางวลั ชนะเลศิ การจัดกจิ กรรมค้มุ ครองผบู้ รโิ ภค (อ.ย.นอ้ ย) ระดับเขตการศกึ ษา 6
- รางวัลเหรียญทอง โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข - ชนะเลิศ รางวลั ถ้วยพระราชทาน
จากสมเด็จพระเทพรตั นฯ์

13

แผนภูมิโครงสร้างการบริหารของโรงเรยี น

14

15

16

ลงชื่อ……………………..…………………….ผบู้ ันทึก
(นางสาวกัลยาณี พันธุว์ งศ์)

วนั ที่…………เดือน……………………..พ.ศ…………….
ลงชื่อ………………..………....…………….ครูพีเ่ ลย้ี ง
(นายอเุ ทน เปยี หลอ)

วันที่……….…เดือน……………………..พ.ศ……………

17

ปว.1-2

แบบบนั ทกึ การปฏิบตั ิงาน

คาชแ้ี จง ให้นักศึกษาบนั ทึกผลการปฏิบัติงานในสถานศกึ ษาผ่านระบบออนไลน์ทุกครง้ั ทป่ี ฏิบตั ิงานตามทีก่ าหนดให้

วนั 3 เดอื น กนั ยายน พ.ศ. 2564

งาน รายการทีป่ ฏิบัติ/ท่ไี ด้เรยี นรู้ สงิ่ ท่ไี ด้รับจากการ ลงชื่อ
ปฏิบตั ิงานน้ี ครูพเี่ ล้ียง

1. งานในหนา้ ท่ี 1. ประชมุ ช้แี จงการทา รู้จกั เทคนิควิธกี ารทาแผนการ

ครูประจาช้นั แผนการสอน สอนจากครูพีเ่ ล้ยี ง

2. ขอตารางสอนของ รู้เวลาการสอนของครูพ่ีเล้ียง

ครพู เ่ี ลยี้ ง ว่าแต่ละวันสอนอะไรบา้ ง

3. เขา้ กลุ่มไลน์ของนกั เรยี นท่ี เพือ่ ใหท้ ราบในเร่ืองการ

ครพู เ่ี ลย้ี งรบั ผิดชอบสอน ประสานงานระหว่างครพู ่ี

เล้ยี งกับนกั เรียน

4. เข้าสงั เกตการเรียนการ เรียนรเู้ ร่ืองการปฏิบตั ิการ

สอนในรายวิชาดนตรี สอนของครพู เ่ี ลี้ยงวา่ มีวธิ กี าร

ระดับชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 สอนอยา่ งไร

5. เขา้ สังเกตการเรยี นการ เรียนรู้เร่ืองการปฏิบัติการ

สอนในรายวิชาดนตรี 1 สอนของครูพ่ีเลี้ยงว่ามีวิธีการ

ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 1/1 สอนอย่างไร

6. สอบถามนักเรียนทุกคน ฝกึ การสอ่ื สารกับนักเรียน

ว่าใครสนใจท่ีจะสร้างเคร่อื ง

ดนตรรี ีไซเคิลชนดิ ใด

7. แนะนาตวั และทาความ ฝึกการพูดและการสอื่ สารกับ

รู้จักกับนักเรยี นแตล่ ะชนั้ นกั เรียน

18

วัน 6 เดอื น กนั ยายน พ.ศ. 2564

งาน รายการที่ปฏิบัติ/ทไี่ ด้เรียนรู้ สงิ่ ทีไ่ ด้รับจากการ ลงชอ่ื
ปฏบิ ัติงานนี้ ครูพี่เล้ียง
1. งานในหนา้ ที่ 1. เข้าสังเกตการเรยี นการ
ครปู ระจาช้นั สอนในรายวิชาดนตรี 1 เรียนรู้เร่ืองการปฏิบัติการ ลงชอ่ื
ระดับช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1/1 สอนของครูพ่ีเลี้ยงว่ามีวิธีการ ครพู เี่ ลย้ี ง
2. เขา้ สงั เกตการเรยี นการ สอนอยา่ งไร
สอนในรายวชิ าดนตรี 1 เรียนรู้เรื่องการปฏิบัติการ
ระดบั ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1/7 สอนของครูพี่เล้ียงว่ามีวิธีการ
3. เข้าสงั เกตการเรยี นการ สอนอยา่ งไร
สอนในรายวชิ าดนตรี เรียนรู้เร่ืองการปฏิบัติการ
ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี สอนของครูพี่เลี้ยงว่ามีวิธีการ
2/11 สอนอย่างไร
4. สงั เกตวิธกี ารทดสอบ
ท้ายบทเรียนของนกั เรียน ฝึกการสงั เกต
แต่ละชนั้
5. แนะนาตัวและทาความ ฝึกการพูดและการส่ือสารกับ
รจู้ ักกบั นกั เรยี นแตล่ ะชน้ั นกั เรยี น

วนั 9 เดอื น กนั ยายน พ.ศ. 2564

งาน รายการทีป่ ฏิบตั ิ/ทไ่ี ดเ้ รียนรู้ ส่งิ ท่ไี ดร้ บั จากการ
ปฏบิ ัตงิ านน้ี

1. งานในหนา้ ที่ 1. แนะนาตัวและทาความ 1. ฝึกการพูดและการสื่อสาร

ครูประจาชน้ั รจู้ ักกบั นักเรียนแตล่ ะช้นั กบั นกั เรยี น

2. เข้าสังเกตการเรียนการ 2. เรียนรู้เร่ืองการปฏิบัติการ

สอนในรายวิชาดนตรี สอนของครูพ่ีเล้ียงว่ามีวิธีการ

สอนอย่างไร

19

วนั 10 เดอื น กันยายน พ.ศ. 2564

งาน รายการที่ปฏบิ ตั /ิ ที่ได้เรียนรู้ สิ่งทไี่ ด้รับจากการ ลงชื่อ
ปฏิบัติงานนี้ ครพู ่เี ลี้ยง

1. งานในหนา้ ท่ี 1. ทดลองสอนคร้ังท่ี 1 ได้ฝึกประสบการณ์การเป็น
ครูผสู้ อน 2. สังเกตการสอนของเพือ่ น ครู
ฝึกการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ฝึกการสอ่ื สารกับนกั เรยี น

วัน 13 เดือน กันยายน พ.ศ. 2564

งาน รายการทป่ี ฏิบตั ิ/ท่ีได้เรียนรู้ สงิ่ ท่ไี ด้รับจากการ ลงชื่อ
ปฏบิ ตั ิงานนี้ ครูพเ่ี ลี้ยง

1. งานในหนา้ ท่ี เข้าสังเกตการเรียนการสอน เรียนรู้เรื่องการปฏิบัติการ

ครผู สู้ อน ในรายวชิ าดนตรี สอนของครูพ่ีเล้ียงว่ามีวิธีการ

สอนอยา่ งไร

ติดตามงานของนกั เรียน ทราบขอ้ มูลของนักเรียน

วัน 16 เดอื น กนั ยายน พ.ศ. 2564

งาน รายการท่ปี ฏิบัต/ิ ทไ่ี ดเ้ รียนรู้ ส่ิงทไี่ ดร้ บั จากการ ลงชอื่
ปฏิบตั ิงานนี้ ครพู เ่ี ลี้ยง

1. งานในหนา้ ที่ ทดลองสอนคร้งั ที่ 2 ได้ฝึกประสบการณ์การเป็น
ครผู สู้ อน ครู
ฝกึ การแกป้ ญั หาเฉพาะหน้า
ฝึกการส่อื สารกับนกั เรยี น

20

วนั 17 เดือน กันยายน พ.ศ. 2564

งาน รายการทีป่ ฏิบตั /ิ ทไี่ ดเ้ รยี นรู้ สง่ิ ที่ได้รับจากการ ลงชือ่
ปฏบิ ัตงิ านน้ี ครูพ่ีเลี้ยง

1. งานในหน้าที่ ทดลองสอนครงั้ ท่ี 3 ได้ฝึกประสบการณ์การเป็น
ครูผสู้ อน ครู
ฝึกการแกป้ ญั หาเฉพาะหน้า
ฝกึ การสื่อสารกบั นกั เรียน

วนั 20 เดือน กันยายน พ.ศ. 2564

งาน รายการทีป่ ฏิบตั ิ/ที่ได้เรียนรู้ สิ่งท่ีไดร้ ับจากการ ลงช่ือ
ปฏบิ ัติงานนี้ ครูพเ่ี ลย้ี ง

1. งานในหนา้ ท่ี เข้าสังเกตการเรียนการสอน เรียนรู้เรื่องการปฏิบัติการ

ครผู สู้ อน ในรายวิชาดนตรี สอนของครูพ่ีเลี้ยงว่ามีวิธีการ

สอนอย่างไร

ติดตามงานของนกั เรยี น ทราบขอ้ มูลของนักเรยี น

วนั 23 เดือน กนั ยายน พ.ศ. 2564

งาน รายการท่ีปฏิบัติ/ที่ได้เรียนรู้ ส่งิ ท่ไี ดร้ ับจากการ ลงชอ่ื
ปฏบิ ัติงานนี้ ครูพ่ีเลี้ยง

1. งานในหนา้ ท่ี เข้าสังเกตการเรียนการสอน เรียนรู้เร่ืองการปฏิบัติการ

ครผู สู้ อน ในรายวิชาดนตรี สอนของครูพี่เลี้ยงว่ามีวิธีการ

สอนอยา่ งไร

ตดิ ตามงานของนกั เรยี น ทราบข้อมูลของนักเรยี น

21

วัน 24 เดอื น กันยายน พ.ศ. 2564

งาน รายการทปี่ ฏบิ ัติ/ที่ไดเ้ รียนรู้ สง่ิ ทไ่ี ดร้ บั จากการ ลงชือ่
ปฏบิ ัติงานน้ี ครูพเ่ี ลี้ยง

1. งานในหน้าท่ี เข้าสังเกตการเรียนการสอน เรียนรู้เร่ืองการปฏิบัติการ

ครผู สู้ อน ในรายวชิ าดนตรี สอนของครูพี่เล้ียงว่ามีวิธีการ

สอนอยา่ งไร

ตดิ ตามงานของนกั เรยี น ทราบขอ้ มูลของนกั เรยี น

หมายเหตุ : นักศึกษาสามารถออกแบบตาราง หรือเพิ่มรายละเอียดได้ ตามหัวข้อรายละเอียดความรู้ที่ต้องเรียนรู้
จากครพู ่เี ล้ยี ง

ลงช่ือ……………………………………………………..ผบู้ นั ทกึ
(นางสาวกัลยาณี พนั ธวุ์ งศ)์

ลงชือ่ ………………………………………………..…….ครพู ่ีเลีย้ ง
(นายอเุ ทน เปียหลอ)

22

ปว.1-3

แบบสมั ภาษณ์การจัดการเรียนรู้ (สัมภาษณ์ครูพ่เี ลย้ี ง)
ช่อื ......................นางสาวกลั ยาณี.......................................สกลุ ................พนั ธ์วุ งศ.์ ................................
โรงเรยี น.........สงิ ห์บุรี.................อาเภอ..............เมอื งสิงห์บุรี.......................จังหวดั ........สงิ หบ์ ุร.ี ............

คาชแี้ จง ให้นักศกึ ษาสมั ภาษณก์ ารจดั การเรยี นรู้ของครูพี่เล้ยี งและบนั ทกึ ลงในช่องว่างท่กี าหนด
1. ท่านสอนกรี่ ายวิชา วิชาอะไรบ้าง จานวนก่ีช่ัวโมงต่อสปั ดาห์

สอนท้ังหมด วิชาดนตรีท่ัวไป วิชาดนตรีเพิ่มเติม 3 ช้ัน วิชา IS อีก 1 วิชา รวมแล้วสอนท้ังหมด 5 วิชา
สอนทง้ั หมด 15 ช่วั โมงต่อสปั ดาห์
2. ปญั หาทีพ่ บในรายวิชาทส่ี อน มีอะไรบา้ ง

มีนักเรยี นเข้าเรียนไม่ครบ นักเรยี นไม่สง่ งาน ปัญหาสัญญาณอนิ เตอรเ์ น็ต ปัญหาอุปกรณก์ ารส่ือสารทาให้
ดาเนนิ กจิ กรรมการเรยี นการสอนได้ไม่ทว่ั ถึง
3. ท่านได้ดาเนินการแก้ไขอยา่ งไร/มีเทคนคิ ใดในการดาเนินการแก้ไข

ในรายที่นักเรียนไม่เข้าเรียนจะติดต่อไปท่ีครูที่ปรึกษา ให้ครูที่ปรึกษาช่วยตามให้ แต่ก่อนที่จะให้ครูท่ี
ปรึกษาตามครูก็จะติดต่อโดยส่วนตัว แต่ถ้าไม่ตอบก็ติดต่อครูท่ีปรึกษาใหต้ ามนักเรียน และติดต่อไปยังผ้ปู กครองให้
กาชบั นกั เรียนอกี ทางหนงึ่ ในเรื่องของปัญหาอุปกรณไี ม่พรอ้ ม จะใช้วธิ ีการอะรมุ่ อะหรว่ ยให้ บางครั้งเปดิ เสียงไม่ได้ก็
ใหเ้ ขาพิมพม์ า เปิดกล้องไมไ่ ดก้ ไ็ มเ่ ปน็ เพราะส่วนใหญ่จะใชก้ ิจกรรมทีส่ ง่ เปน็ คลปิ วีดโี อ สง่ เป็นคลปิ เสยี ง เพอ่ื ช่วยให้
เด็กนักเรยี นเรียนรไู้ ด้
4. ทา่ นมขี ้อเสนอแนะอยา่ งไรในการดาเนนิ การจดั การเรียนรู้ หรอื งานดา้ นอ่นื ๆ

ในเรื่องการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ที่มีโรคระบาดเราต้องมีการพัฒนาสอ่ื การเรียนท่ีทันต่อเหตุการณ์
สร้างให้มีความน่าสนใจมากย่ิงข้ึน ต้องพยายามคิดค้นสื่อแบบใหม่ให้มีความน่าสนใจ ให้ดูต่ืนเต้น ดูแปลกไป ไม่ให้
เป็นแบบเดิมๆ ปรบั ให้เขา้ กบั สถานการณ์ความเป็นจรงิ
5. ท่านมีการแลกเปลี่ยนเรยี นรู้ระหว่างเพ่อื นครูหรือไมอ่ ย่างไร (PLC) ถา้ มที ่านดาเนินการอย่างไร และผลการ
ดาเนนิ การเป็นอยา่ งไร

จากการทไ่ี ด้สอนดนตรีออนไลน์ ก็ได้พบกับเพ่ือนครูที่มีอุดมการณ์เดียวกันจากโรงเรยี นอ่ืน จากที่ได้สอน
การร้องเพลงรว่ มใจส้ภู ัยโควดิ ไปนักเรียนกจ็ ะรอ้ งเพลงมาตามคลิปท่สี ่งไปเปน็ ตัวอย่าง ต่อมากไ็ ดม้ ีผู้ปกครองของเด็ก
เป็นครูดนตรีอยู่อีกโรงเรียนหนึ่ง ได้พบปัญหาว่าตัวอย่างคลิปท่ีส่งไปมีเสียงท่ีสูง เป็นเสียงของนักร้องเพลงไทยท่ีมี
ความสามารถ เมื่อเราไปสอนเดก็ เกดิ ปัญหาคือเด็กไม่ใช่นักร้องทาใหเ้ สียงไมส่ ามารถท่ีจะขึ้นสูงตามต้นแบบท่ีเราให้
ไปได้ ผู้ปกครองจึงแกป้ ญั หาโดยการใช้กีตาร์เป็นเครอื่ งดนตรปี ระกอบ แลว้ ลดเสียงใหเ้ ด็กสามารถร้องได้ ผสู้ อนจงึ ได้
ทราบถงึ ข้อบกพรอ่ งในการสอนในครัง้ น้ี ทาให้สามารถพฒั นาแกไ้ ขในการสอนครั้งตอ่ ไปใหด้ ีย่งิ ข้ึน

23

ปว.1-4

แผนการจดั การเรียนรู้

รายวชิ า ดนตรี (เพม่ิ เตมิ ) กลมุ่ สาระ กล่มุ สาระการเรยี นรูศ้ ลิ ปะ

หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 1 เร่อื ง วงดนตรีและบทเพลง จานวน 3 ชวั่ โมง

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 1 เร่อื ง การใชแ้ ละบารงุ รักษาเครอื่ งดนตรี จานวน 1 ชวั่ โมง

สอนวนั ที่ 10 เดอื น กันยายน พ.ศ. 2564 ชน้ั มัธยมศกึ ษาท่ี 1 เวลา 14.00-15.00 น.

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สาระ

สาระท่ี 2 ดนตรี เร่อื ง การใช้และบารงุ รักษาเครื่องดนตรี

มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐาน ศ. 2.1 เข้าใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่า

ดนตรี ถา่ ยทอดความรู้สกึ ความคดิ ตอ่ ดนตรีอย่างอสิ ระช่นื ชม และประยุกต์ใชใ้ นชีวติ ประจาวนั

ตวั ช้วี ดั

ศ 2.1 ม. 1/2 เปรียบเทียบเสียงร้องและเสยี งของเครือ่ งดนตรีที่มาจากวฒั นธรรมต่างกนั

สาระสาคัญ

การเปรยี บเทียบๆเสียงของเครื่องดนตรีในบทเพลงจากวัฒนธรรมตา่ งๆสามารถสังเกตไดจ้ ากวิธกี าร

บรรเลงเครื่องดนตรีท่ใี ชใ้ นวงดนตรีแต่ละประเภท ซงึ่ จะมีความแตกตา่ งกนั ออกไปตามลกั ษณะของผู้บรรเลง

เฉพาะของเคร่อื งดนตรีนนั้ ๆ ซึง่ สามารถสังเกตได้ตามหลกั การดงั กลา่ ว

จุดประสงค์การเรยี นร้/ู ผลการเรยี นรู้

1. เปรยี บเทยี บเสยี งของเคร่อื งดนตรีปกติกบั เครื่องดนตรีทส่ี ร้างจากวสั ดทุ ดแทน (K)

2. นาเสนอผลการปฏบิ ตั ิกิจกรรมด้วยวิธกี ารบรรเลงเครื่องดนตรีหรือวธิ อี ื่นๆ ได้อย่างเหมาะสม (P)

3. ปฏบิ ตั ิกิจกรรมด้วยความสนุกสนาน ม่นั ใจ และมคี วามสุข (A)

กจิ กรรมการเรยี นรู้

ข้นั นา

ครูทบทวนการเรยี นการสอนในคาบที่แล้ว ให้ครูสุ่มถามนักเรียนว่ามีความเข้าใจในเร่ืองของเครื่อง

ดนตรไี ทยรไี ซเคลิ อยา่ งไร เพ่อื ประเมินความรูค้ วามเข้าใจของนกั เรยี นก่อนเรยี น

ขน้ั สอน

1. ครนู าเสนอเน้ือหาเร่อื ง การประดษิ ฐ์ระนาดจากขวดวา่ มวี ิธกี ารทาอยา่ งไร

2. ครอู ธิบายเร่ืองของประโยชนข์ องระนาดขวดน้าว่ามีความสาคญั อยา่ งไร

3. ครูเปดิ คลิปวดี ีโอการบรรเลงเพลงโยสลัมด้วยระนาดขวดใหน้ ักเรียนดู

4. ให้นักเรยี นอ่านโนต้ เพลงโยสลัม

5. ให้นกั เรยี นปฏบิ ตั กิ ิจกรรม ให้ครูตอ่ เพลงโยสลัมโดยใชเ้ ครือ่ งดนตรีไทยรีไซเคลิ

24

ข้ันสรุป

ให้นกั เรยี นร่วมกนั สรุปเรอื่ งของการประดษิ ฐ์เครอื่ งดนตรีไทยรีไซเคิล และสรปุ ประโยชน์ของเครื่อง

ดนตรีไทยรไี ซเคิล และให้นกั เรยี นบรรยายความรูส้ ึกที่ได้บรรเลงเพลงโยสลมั โดยใช้เคร่ืองดนตรรี ไี ซเคลิ

สื่อและแหลง่ การเรยี นรู้

1. เคร่ืองดนตรีไทยรไี ซเคิล (ระนาดขวด)

2. คลปิ วดี ีโอสอนการบรรเลงเครอื่ งดนตรี

สมรรถนะของผู้เรียน

1. ความสามารถในการสอื่ สาร

2. ความสามารถในการคดิ

3. ความสามารถในการแกป้ ญั หา

4. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต

คุณลักษณะอันพึงประสงค์

1. มีวินัย

2. ใฝ่เรียนรู้

3. ม่งุ มัน่ ในการทางาน

การประเมินผลการเรยี นรู้

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ วิธีการ/เครอ่ื งมอื เกณฑ์การประเมนิ

1. สงั เกตจากการแสดงความ การปฏิบตั ิ,การทดสอบ 80%

คดิ เหน็ และการให้ความร่วมมอื

ของนกั เรยี น (K)

2. นกั เรยี นสามารถบรรเลงเครอ่ื ง การปฏบิ ัติ / เครื่องดนตรี มากกว่าหรอื เทา่ กับ 3

ดนตรีไดถ้ ูกต้อง (P)

3. นักเรียนเห็นความสาคัญ สังเกตจากการทางานร่วมกบั ผา่ น / ไม่ผ่าน

ของการใชแ้ ละการบารงุ รักษา สมาชกิ ในกลุ่มอยา่ งคล่องแคล่ว

เครอ่ื งท่ถี ูกตอ้ ง (A) / ใช้แบบสงั เกต

25

ลงชอ่ื ........................................................................
(นักศกึ ษา)

ลงชื่อ........................................................................
(อาจารย์ผสู้ อน)

บันทกึ หลังการสอน
นักเรียนให้ความร่วมมือในการเรยี นการสอนเปน็ อย่างดี แต่มีปญั หาในเรอื่ งสญั ญาณอนิ เตอร์หลดุ ในบางคร้ัง

ลงชอื่ ........................................................................
(นกั ศึกษา)

ข้อเสนอแนะ
มกี ารวางแผนการสอนสอดคลอ้ งกับเน้ือหาของหลักสตู ร เตรียมการสอนมาเปน็ อย่างดี สนทนากับ

นกั เรียนอย่างเป็นกันเองทาใหน้ ักเรียนไม่เครียด มีเทคนคิ ที่ดี มีความมานะ พยายามสอนนักเรียนท่ีไมเ่ ข้าใจ
ให้มคี วามเข้าใจจนปฏิบตั ไิ ด้

ลงชื่อ........................................................................
(ครพู เี่ ล้ียง)

26

แผนการจดั การเรยี นรู้

รายวิชา ดนตรีไทย 1 กล่มุ สาระ กลุ่มสาระการเรียนร้ศู ิลปะ

หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 1 เร่อื ง วงดนตรีและบทเพลง จานวน 3 ชวั่ โมง

แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การอ่านโน้ตเพลงตอ้ ยตลิง่ 2 ชั้น จานวน 1 ชว่ั โมง

สอนวนั ที่ 17 เดอื น กนั ยายน พ.ศ. 2564 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาที่ 1 เวลา 14.55-15.55 น.

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สาระ

สาระที่ 2 ดนตรี เร่ือง การอา่ นโนต้ เพลงต้อยตล่ิง 2 ชนั้

มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ศ. 2.1 เข้าใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่า

ดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึกความคดิ ต่อดนตรีอยา่ งอิสระชนื่ ชม และประยุกตใ์ ชใ้ นชีวิตประจาวนั

ตวั ชวี้ ดั

ศ 2.1 ม. 1/2 เปรียบเทียบเสยี งร้องและเสยี งของเครือ่ งดนตรที มี่ าจากวฒั นธรรมตา่ งกัน

สาระสาคญั

การอ่านโน้ตเพลงไทยเป็นการแสดงถึงความสามารถทางดา้ นดนตรอี กี รปู แบบหนึง่ ซึ่งบทเพลงไทย

ท่ามารถนามาฝึกอ่านน้ันมีหลายรูปแบบ ท้ังน้ีข้ึนอยู่กับความถนัดแต่ละบุคคลในเรื่องของการฝึกอ่าน

โนต้ เพลงไทยเพือ่ นาไปสกู่ ารบรรเลงเครอ่ื งดนตรที ่ีเปน็ ทักษะตอ่ ไป

จุดประสงคก์ ารเรียนร/ู้ ผลการเรียนรู้

1. อธิบายเหตผุ ลในการเลอื กบทเพลงสาหรบั อ่านโนต้ หรือนามาใชบ้ รรเลงได้ (K)

2. เลอื กเพลงสาหรับนามาอา่ นโนต้ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม (P)

3. อา่ นโน้ตเพลงได้ด้วยความสนุกสนาน มั่นใจ และมีความสุข (A)

กิจกรรมการเรยี นรู้

ข้นั นา

ครูทบทวนการเรยี นการสอนในคาบท่ีแล้ว ให้ครูสุ่มถามนักเรียนว่ามคี วามเข้าใจในเรื่องของเครื่อง

ดนตรไี ทยรไี ซเคิลอยา่ งไร เพ่อื ประเมินความรู้ความเข้าใจของนักเรยี นก่อนเรยี น

ขน้ั สอน

1. ครอู ธบิ ายเร่ืองวิธีการอา่ นโน้ตเพลงไทยเบ้ืองตน้

2. ครเู ปิดคลิปวดี โี อเพลงตอ้ ยตล่งิ ใหน้ กั เรียนฟงั

3. ใหค้ รูอา่ นโน้ตเพลงต้อยตลงิ่ เปน็ ตัวอย่างแลว้ ให้นักเรียนอา่ นตามทีละคน

27

ขน้ั สรุป

ให้นักเรียนอ่านโน้ตเพลงต้อยตลิ่งทีละคน และบอกความรู้สึกว่าเม่ือได้ลองอ่านโน้ตเพลงต้อยตล่ิง

แลว้ มีความรูส้ กึ อย่างไร

ส่ือและแหลง่ การเรยี นรู้

1. โนต้ เพลงตอ้ ยตลง่ิ

2. คลิปวดี โี อสอนการบรรเลงเครอ่ื งดนตรี

สมรรถนะของผูเ้ รียน

1. ความสามารถในการสื่อสาร

2. ความสามารถในการคิด

3. ความสามารถในการแก้ปัญหา

4. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ

คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์

1. มีวินยั

2. ใฝเ่ รียนรู้

3. มุง่ มน่ั ในการทางาน

การประเมนิ ผลการเรียนรู้

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ วิธกี าร/เครอ่ื งมือ เกณฑก์ ารประเมนิ

1. สงั เกตจากการแสดงความ การปฏบิ ัติ,การทดสอบ 80%

คิดเหน็ และการให้ความรว่ มมือ

ของนักเรยี น (K)

2. นกั เรยี นสามารถอา่ นโน้ตเพลง การปฏิบตั ิ / โน้ตเพลงต้อยตล่งิ มากกวา่ หรือเทา่ กบั 3

ตอ้ ยตล่ิงได้ถกู ตอ้ ง (P)

3. นักเรยี นเห็นความสาคญั สงั เกตจากการทางานรว่ มกบั ผา่ น / ไม่ผา่ น

ของการอา่ นโนต้ เพลงไทย (A) สมาชิกในกลุม่ อยา่ งคลอ่ งแคลว่

/ ใชแ้ บบสังเกต

28

ลงชือ่ ........................................................................
(นกั ศกึ ษา)

ลงชอ่ื ........................................................................
(อาจารยผ์ สู้ อน)

บนั ทึกหลงั การสอน
นักเรียนให้ความร่วมมือในการเรียนเป็นอย่างดี นักเรียนมีความพยายามที่จะอ่านโน้ตให้ถูกต้อง

ตามที่สอน แต่มีปัญหาตรงท่ีสัญญาณอินเตอร์เน็ตขัดคล่อง ทาให้การส่ือสารระหว่างครูกับนักเรียนติดขัด
เลก็ นอ้ ย

ลงชอื่ ........................................................................
(นกั ศึกษา)

ข้อเสนอแนะ
มคี วามเอาใจใส่ในการสอน เตรยี มสื่อได้ดี เหมาะสมกับนกั เรียน มีความพยายามในการสอน ทาให้

นกั เรียนเข้าใจและปฏิบัตไิ ด้ถูกต้อง

ลงชอ่ื ........................................................................
(ครูพ่เี ลย้ี ง)

29

แผนการจัดการเรียนรู้

รายวชิ า ดนตรี (เพิม่ เตมิ ) กลุม่ สาระ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศลิ ปะ

หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 1 เรอ่ื ง วงดนตรีและบทเพลง จานวน 3 ช่วั โมง

แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 3 เรอ่ื ง การบรรเลงเพลงไทย (เพลงตอ้ ยตลง่ิ ) จานวน 1 ช่วั โมง

สอนวนั ท่ี 17 เดอื น กนั ยายน พ.ศ. 2564 ชน้ั มัธยมศึกษาท่ี 1 เวลา 15.55-16.55 น.

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สาระ

สาระท่ี 2 ดนตรี เรื่อง การบรรเลงเพลงไทย (เพลงต้อยตลิง่ )

มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐาน ศ. 2.1 เข้าใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่า

ดนตรี ถา่ ยทอดความรสู้ ึกความคิดตอ่ ดนตรีอย่างอสิ ระชื่นชม และประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ิตประจาวนั

ตวั ชี้วัด

ศ 2.1 ม. 1/2 เปรียบเทยี บเสยี งรอ้ งและเสยี งของเครอื่ งดนตรีทม่ี าจากวัฒนธรรมต่างกนั

สาระสาคญั

การเปรียบเทียบๆเสียงของเครอ่ื งดนตรีในบทเพลงจากวฒั นธรรมต่างๆสามารถสังเกตได้จากวิธีการ

บรรเลงเครื่องดนตรีท่ีใชใ้ นวงดนตรีแต่ละประเภท ซงึ่ จะมีความแตกต่างกนั ออกไปตามลกั ษณะของผบู้ รรเลง

เฉพาะของเครื่องดนตรนี ้ัน ๆ ซงึ่ สามารถสังเกตได้ตามหลกั การดงั กล่าว

จดุ ประสงค์การเรียนร/ู้ ผลการเรียนรู้

1. เปรยี บเทียบเสียงของเครอ่ื งดนตรปี กตกิ ับเครือ่ งดนตรที ส่ี รา้ งจากวัสดทุ ดแทน (K)

2. นาเสนอผลการปฏบิ ัตกิ ิจกรรมดว้ ยวธิ กี ารบรรเลงเครอื่ งดนตรีหรอื วธิ อี ืน่ ๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม (P)

3. ปฏบิ ตั ิกจิ กรรมด้วยความสนกุ สนาน มัน่ ใจ และมีความสุข (A)

กจิ กรรมการเรยี นรู้

ขัน้ นา

ครูทบทวนการเรยี นการสอนในคาบที่แล้ว ให้ครูสุ่มถามนักเรียนว่ามีความเข้าใจในเรื่องของเครื่อง

ดนตรีไทย

รีไซเคิลอยา่ งไร เพือ่ ประเมนิ ความรู้ความเขา้ ใจของนักเรียนกอ่ นเรยี น

ข้ันสอน

1. ครนู าเสนอเนอื้ หาเรือ่ ง การประดษิ ฐ์ระนาดจากขวดว่ามวี ธิ ีการทาอยา่ งไร

2. ครูอธบิ ายเรอ่ื งของประโยชนข์ องระนาดขวดนา้ วา่ มคี วามสาคญั อยา่ งไร

3. ครเู ปิดคลิปวีดีโอการบรรเลงเพลงตอ้ ยตล่งิ ดว้ ยระนาดขวดให้นกั เรียนดู

4. ให้นักเรยี นปฏิบตั กิ จิ กรรม ใหค้ รตู ่อเพลงตอ้ ยตลิ่งโดยใชเ้ คร่อื งดนตรไี ทยรีไซเคิล

30

ขั้นสรปุ

ให้นักเรียนร่วมกันสรปุ เรอ่ื งของการประดิษฐ์เครื่องดนตรีไทยรไี ซเคลิ และสรปุ ประโยชน์ของเครือ่ ง

ดนตรีไทยรีไซเคลิ และใหน้ ักเรียนบรรยายความรสู้ ึกทไี่ ดบ้ รรเลงเพลงตอ้ ยตล่ิงโดยใชเ้ คร่ืองดนตรรี ไี ซเคิล

สอ่ื และแหลง่ การเรยี นรู้

1. เครอื่ งดนตรไี ทยรไี ซเคิล (ระนาดขวด)

2. คลิปวีดโี อสอนการบรรเลงเครื่องดนตรี

สมรรถนะของผู้เรียน

1. ความสามารถในการสื่อสาร

2. ความสามารถในการคดิ

3. ความสามารถในการแก้ปัญหา

4. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต

คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์

1. มีวนิ ยั

2. ใฝ่เรยี นรู้

3. มุ่งม่ันในการทางาน

การประเมนิ ผลการเรียนรู้

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ วิธกี าร/เครือ่ งมอื เกณฑ์การประเมนิ

1. สงั เกตจากการแสดงความ การปฏบิ ัติ,การทดสอบ 80%

คิดเหน็ และการให้ความรว่ มมอื

ของนกั เรยี น (K)

2. นักเรียนสามารถบรรเลงเครื่อง การปฏิบัติ / เครอื่ งดนตรี มากกวา่ หรือเทา่ กบั 3

ดนตรไี ด้ถกู ตอ้ ง (P)

3. นักเรียนเห็นความสาคญั สงั เกตจากการทางานร่วมกบั ผ่าน / ไมผ่ ่าน

ของการใช้และการบารุงรกั ษา สมาชกิ ในกลมุ่ อยา่ งคล่องแคลว่

เครื่องท่ีถูกต้อง (A) / ใชแ้ บบสงั เกต

31

ลงชื่อ........................................................................
(นกั ศกึ ษา)

ลงชื่อ........................................................................
(อาจารย์ผสู้ อน)

บันทึกหลงั การสอน
มปี ญั หาเร่ืองของสญั ญาณอนิ เตอรข์ องนกั เรียนติดขดั บ้างบางคร้งั และโทรศพั ท์ของนักเรยี นบางคน

มปี ญั หาในการของการเปดิ ไมโครโฟนพดู ไมไ่ ด้ หรือบางคนเปิดกลอ้ งไม่ได้

ลงชื่อ........................................................................
(นักศกึ ษา)

ข้อเสนอแนะ
มคี วามเอาใจใส่ในการสอน เตรียมส่ือไดด้ ี เหมาะสมกับนกั เรียน มีความพยายามในการสอน ทาให้

นักเรียนเข้าใจและปฏิบัติไดถ้ ูกตอ้ ง

ลงชื่อ........................................................................
(ครพู ่เี ลย้ี ง)

32

ปว.1-5

โครงร่างการวิจยั ในชัน้ เรยี น

1. ชือ่ เรื่อง การแก้ไขปญั หาเดก็ นกั เรียนทรี่ ้องเพลงไม่ถูกคยี ์ ของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรยี นสิงห์บรุ ี
2. ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หา

การร้องเพลงถือเป็นศาสตร์และเป็นศิลปะท่ีนามาประกอบกัน ท่ีว่าเป็นศาสตร์ก็เพราะการร้องเพลงเป็น
เรอื่ งของการควบคุมเสียง ลมหายใจให้เปลง่ ออกมาในรูปแบบที่ต้องการ ไมว่ ่าจะเปน็ ตวั โน้ตต่าสงู จังหวะสั้นยาวตาม
บทเพลงท่ีกาลังร้องอยู่น้ัน และเป็นศิลปะของการถ่ายทอดซ่ึงจะต้องถ่ายทอดท้ังความหมายของบทเพลง อารมณ์
ของบทเพลงให้แกผ่ ฟู้ ังไดเ้ ข้าใจ สัมผสั และรสู้ กึ รว่ มด้วย การร้องเพลงให้ไดไ้ พเราะและถ่ายทอดอารมณ์เนื้อหานน้ั จึง
ไมใ่ ชเ่ ร่อื งง่ายสาหรบั คนทุกๆคนเสมอไป แต่กไ็ ม่ใช่เร่อื งท่ยี ากเกนิ ไปหากไดร้ ู้ถงึ เทคนิคในการร้องและฝึกฝนบ่อยๆ
ไม่ว่าใครก็สามารถท่ีจะร้องเพลงให้ไพเราะได้ในรูปแบบของตนเองแม้ว่าจะเป็นมือใหม่ท่ีเพ่ิงหัดร้องเพ ลงก็ตาม
(sinktank.org)

จึงเปน็ ท่ีมาของการคิดหาแนวทางแกไ้ ขปญั หาเด็กนักเรยี นทร่ี ้องเพลงไม่ถูกคีย์ ของนักเรยี นช้นั มัธยมศกึ ษา
ปที ่ี 1 โรงเรียนสิงหบ์ ุรี โดยนกั เรียนสว่ นใหญ่ยังมปี ัญหาที่การฟังและการออกเสียง ทาใหไ้ ม่สามารถร้องเพลงให้ตรง
กับคียข์ องเพลงได้ (ใสว่ ิธีการแก้ไข)

จากปัญหาที่พบทาให้ผ้วู ิจยั ต้องการท่ีจะแกไ้ ขปัญหาการรอ้ งเพลงไม่ถูกคียข์ องนักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี
1 โรงเรียนสิงหบ์ ุรี โดยการใหน้ ักเรยี นฟังเพลง และฝึกร้องเพลงกบั เครอื่ งดนตรีระนาดเอก
3. วตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั

3.1 เพ่ือหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเดก็ ทรี่ อ้ งเพลงไม่ถกู เสียง
3.2 เด็กนักเรยี นเกดิ การพฒั นาทกั ษะการร้องเพลงไปในแนวทางท่ีดขี ึน้
4. ขอบเขตของการวิจัย
กลุ่มตวั อยา่ ง
นกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรียนสงิ ห์บรุ ี จานวน 10 คน
เนือ้ หา
การรอ้ งเพลงไทยให้ถกู เสียง
ระยะเวลา
ระยะเวลาประมาณ 1 เดอื น
5. นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
5.1 ทาง หมายถึง ระดับเสยี งของเพลงทบ่ี รรเลง ซ่ึงกาหนดชื่อเรยี กเป็นทีห่ มายรู้กัน
5.2 นักเรียน หมายถึง ผู้ที่กาลงั ศกึ ษาช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรียนสงิ ห์บรุ ี
5.3 โน้ตดนตรไี ทย คอื ดนตรีไทยนั้นมี 7 เสียง แทนด้วยตัวอกั ษร 7 ตวั
คือ ด, ร, ม, ฟ, ซ, ล และ ท แต่ในการอา่ นจะเร่มิ จาก ด = โด , ร = เร , ม = มี , ฟ = ฟา ,
ซ = ซอล , ล = ลา , ท = ที จากนั้นก็จะวนกลบั ไปที่ ด ( โด) แตจ่ ะมีระดบั เสียงทสี่ งู กว่า ด ตวั แรก
(เรยี กว่าเสียงสงู กวา่ 1 บนั ไดเสยี ง [Octave] ซงึ่ จะกล่าวต่อไป)

33

6. ประโยชนท์ คี่ าดวา่ จะได้รบั
6.1 สามารถแกไ้ ขปญั หาของเดก็ นกั เรียนได้
6.2 สามารถนาไปใช้กับการสอนในภายหน้าได้

7. สมมติฐานการวจิ ัย
7.1 นักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรียนสงิ ห์บุรมี ีความพึงพอใจกบั แนวทางการแกไ้ ขปัญหา และการ

เรียนรใู้ นการฝึกรอ้ งเพลง
7.2 นักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรยี นสงิ ห์บรุ ี จะมผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นทด่ี ีขึน้

8. เอกสารงานวิจัยทีเ่ กีย่ วขอ้ ง
ในการศึกษาเร่ือง การแก้ไขปัญหาเด็กนักเรียนที่ร้องเพลงไม่ถูกคีย์ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1

โรงเรียนสงิ ห์บรุ ี ผวู้ จิ ัยไดท้ าการศกึ ษาค้นควา้ หาขอ้ มูลจากเอกสาร ตารา งานวิจัยท่ีเก่ยี วข้อง สรุปได้ดังนี้
1. การเรียนการสอนดนตรี

1.1 หลักสตู รการสอนดนตรี
1.1.1 หลกั สตู รการสอนดนตรใี นประเทศ
เนื่องจากระบบการศึกษาไทยในอดตี เป็นแบบรวมอานาจ เอกสารหลักสูตรการศกึ ษาชาติจึงเป็น

เอกสารสาคัญที่โรงเรียนหรือสถานศึกษาจาเป็นต้องยึดถือและปฏิบัติตามสิ่งที่บ่งบอกไว้ในหลักสูตร จากหลักสูตร
การศึกษาของชาติใน พ.ศ. 2503, 2521 และ 2553 ดนตรีเป็นวิชาหนึ่งในหลักสูตรทั้ง 3 ฉบับ ในหลักสูตร พ.ศ.
2503 (กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, 2503) ดนตรีเป็นวิชาหน่ึงมีชื่อว่า ขับร้องและดนตรี อยู่ในหมวด
ศิลปศึกษา เป็นวิชาบังคับสาหรับหลักสูตรระดับประถมศึกษา และวิชาเลือกในระดับมัธยมศึกษา สาระครอบคลุม
ดนตรีไทยและดนตรสี ากล โดยเนน้ การร้องเพลงเปน็ สาคญั

ในหลักสูตรประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น พ.ศ. 2521 และหลักสูตรมัธยมศึกษาตอน
ปลาย พ.ศ. 2524 (กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, 2520, 2523) ดนตรีเป็นวิชาบังคับท้ังในระดับประถมและ
มธั ยมศกึ ษา ในระดับประถมศกึ ษา การจัดสาระเปลีย่ นแปลงไปโดยจดั เป็นกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ ดนตรีและนาฏศิลป์
เปน็ ชื่อวชิ าอยู่ในกลุ่มสร้างเสริมลกั ษณะนิสัย โดยจัดแบ่งเปน็ 3 หน่วย คือ กิจกรรมเน้นจังหวะ กิจกรรมเน้นการฟัง
และกิจกรรมเน้นการร้องเพลง ในระดับมัธยมศึกษามีวิชาบังคับ 2 วิชา และวิชาเลือกอีกจานวนหน่ึง ดนตรีศึกษา
เปน็ วิชาบงั คับสาหรบั มัธยมศกึ ษาตอนตน้ และสงั คตี นิยม เปน็ วชิ าบังคบั สาหรับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ในหลกั สตู ร พ.ศ. 2533 ซึง่ ปรบั ปรงุ จากหลกั สตู ร พ.ศ. 2521 (กรมวชิ าการ กระทรวงศึกษาธกิ าร
, 2533) ดนตรีเป็นวิชาบังคับต้ังแต่ประถมศึกษาปีท่ี 1-มัธยมศึกษาตอนต้น และเป็นวิชาเลือกในระดับมัธยมศึกษา
ตอนปลาย ในระดับประถมศึกษาปีท่ี 1 และ 2 ดนตรีเป็นวิชาท่ีบูรณาการอยู่ในหน่วยการเรียนรู้ที่เรียกว่า สนุกกับ
จินตนาการ ในกลุ่มสร้างเสริมลักษณะนิสัย ส่วนในระดับประถมศึกษาปีที่ 3-6 การจัดสาระเป็นหน่วยเฉพาะทาง
ดนตรี คือ กิจกรรมเน้นจังหวะ กิจกรรมเน้นการฟังและการร้องเพลง และกิจกรรมนาฏศิลป์ ในระดับมัธยมศึกษา
ตอนตน้ สาระดนตรี นาฏศลิ ป์ และทัศนศิลป์ จดั แบบบูรณาการเป็นวิชา ศิลปะกบั ชีวิต รวมท้ังมวี ชิ าเลือกทางดนตรี
เป็นจานวนมาก ในระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย ดนตรเี ป็นวชิ าเลอื กโดยมีหลากหลายทั้งดนตรไี ทยและสากล

เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลท่ีมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และขยายการศึกษาให้
ท่ัวถึงแก่คนทุกกลุ่ม ซึ่งเป็นไปตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (ราชกิจจานุเบกษา ฉบับ
กฤษฎีกา เลม่ ที่ 116 ตอนที่ 74 ก วนั ที่ 19 สงิ หาคม 2542) กล่าวไวว้ ่ามาตรา 6 มหี ลกั การว่า การจัดการศึกษาต้อง
เป็นไปเพอ่ื พฒั นาคนไทยให้เปน็ มนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สตปิ ญั ญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรม และ

34

วัฒนธรรมในการดารงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนอย่างมีความสุข และมาตรา 22 ได้กล่าวถงึ แนวการจัดการศึกษา
ต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญท่ีสุด
กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและศักยภาพและอาศัยอานาจตาม
ความในมาตรา 27 และมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 กระทรวงศึกษาธิการจึง
กาหนดให้มี หลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2544 (กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, 2544) ขึ้น
ระยะเวลาเรียน 12 ปี กาหนดให้เป็นการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี โดยเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาจากระบบรวบ
อานาจเป็นกระจายอานาจให้สิทธิและหน้าท่ีในการดาเนินการจัดการศึกษาแก่สถานศึกษาอย่างเต็มที่ตามก รอบที่
กระทรวงศกึ ษาธกิ ารวางไว้ นบั เปน็ การเปลี่ยนแปลงทางการศกึ ษาไทยคร้ังสาคญั ย่ิง

หลังจากได้มีการใชห้ ลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เปน็ ระยะเวลา 6 ปี ไดม้ ีการประเมิน
และติดตามผลโดยการวิจัยจากหน่วยงานราชการหลายหน่วยงาน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี
10 และจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาเยาวชนสู่ศตวรรษท่ี 21 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) ทาให้
เกิดการพัฒนาหลักสูตรน้ีเป็น หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (กระทรวงศึกษาธิการ,
2551) เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปล่ียนแปลงไป และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่
กระทรวงศึกษาธิการกาหนดไว้ โดยโครงสร้างและสาระสาคัญค่อนข้างเหมือนกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
พุทธศักราช 2544 มีรายละเอียดบางประการที่แตกต่าง สาระสาคัญที่เพิ่มเติมขึ้นคือ มีเอกสารกาหนดตัวชี้วัดและ
สาระการเรียนรู้แกนกลาง (สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษาสานักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2551) ซง่ึ ใชเ้ ป็นกรอบในการจดั การเรยี นการสอนและการประเมินผล

ใน พ.ศ. 2560 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) ได้มีการปรับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัดกลุ่มสาระการ
เรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระภูมศิ าสตร์ ในกลุ่มสาระการเรยี นรู้สังคมศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม
เพ่ือให้จัดการศึกษาขั้นพ้ืนฐานสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม และ
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยที ี่เจริญก้าวหน้าอยา่ งรวดเรว็ เพ่ือพัฒนาและเสริมสรา้ งศักยภาพคนของชาติ
ให้สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ให้มี
คุณภาพและมาตรฐานระดับสากล สอดคล้องกับประเทศไทย 4.0 และโลกในศตวรรษที่ 21 กระทรวงศึกษาธิการ
โดยสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงได้ดาเนินการทบทวนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
พุทธศักราช 2551 โดยนาข้อมูลจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ ฉบับท่ี 12 ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และ
แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 มาใช้เป็นกรอบและทิศทางในการพัฒนาหลักสูตรให้มีความเหมาะสม
ชัดเจนยิ่งข้ึน การปรับปรุงหลักสูตรคร้ังนี้ ยังคงหลักการและโครงสร้างเดิมของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ัน
พื้นฐานพุทธศักราช 2551 แต่มุ่งเน้นการปรับปรุงเนื้อหาให้มีความทันสมัย ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและความ
เจริญกา้ วหน้าทางวิทยาการต่างๆ คานงึ ถงึ การส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะที่จาเปน็ สาหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
เป็นสาคัญ โดยมกี ารปรับปรงุ 4 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ ดงั นี้ 1. กลมุ่ สาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตรแ์ ละวทิ ยาศาสตร์ 2.
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 3. สาระภูมิศาสตร์ ซ่ึงเป็นส่วนหน่ึงในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560 : 2) ดังนัน้ สาระวิชาดนตรี ซ่ึงอยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศลิ ปะ สาระท่ี
2 จึงยังคงเดิม ต่อไปนี้เป็นการนาเสนอสาระดนตรีในสาระการเรียนรู้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
พุทธศักราช 2551

1.2 วิธกี ารเรียนการสอนดนตรี

35

1.2.1 วธิ กี ารเรยี นการสอนดนตรีในประเทศ
หลักการสอนดนตรีในประเทศไทย
1. หลักการสอนของหมอ่ มดษุ ฎี บริพตั ร
จากประสบการณ์สอนดนตรีในระดบั เด็กเล็ก (เด็กก่อนวัยเรียน และเด็กระดับประถมศึกษา) หม่อมดุษฎี
บริพัตร ได้เสนอแนะหลักการสอนดนตรีโดยใช้การเคล่ือนไหวเป็นหลักไว้ในบทความเรื่อง “ดนตรีและการ
เคลอื่ นไหว” (2520) และหนังสือ “แผนการสอนดนตรี และ นาฏศิลปข์ ั้นพ้นื ฐาน” (2522) ซ่ึงมสี าระสาคญั ดังน้ี
1.1 หลักการ
หลักการประการสาคัญคือ การบูรณาการของทักษะดนตรี และการเคล่ือนไหว ผู้เรียนเรียนรู้เกี่ยวกับ
แนวคิดทางดนตรีโดยใชพ้ ้ืนฐานทางการเคลื่อนไหวและทักษะดนตรีเป็นสื่อ การมีส่วนร่วมปฏิบัติกจิ กรรมการเรียน
เป็นหลักสาคัญในการสอน ผูเ้ รียนจะคดิ วิเคราะห์ วจิ ารณ์ สนทนาแลกเปล่ยี นความคิดเห็นซึ่งกันและกนั และแสดง
ในระหว่างกิจกรรมการเรียนการสอน เพ่ือรับรู้และเกิดประสบการณ์ทางดนตรีโดยใช้การเคลื่อนไหวเป็นส่ือนั้น
ประกอบไปด้วยทักษะการเคลื่อนไหวข้ันพ้ืนฐาน 3 ระดับ คือ ทักษะพ้ืนฐานเบื้องต้น ทักษะพื้นฐานขั้นกลาง และ
ทกั ษะในระดบั สูง ผู้เรยี นจะพฒั นาทักษะขั้นพนื้ ฐานจากระดบั หนึง่ -ดับหนงึ่ พรอ้ ม ๆ ไปกับทกั ษะต่าง ๆ และความรู้
ความเขา้ ใจเก่ยี วกบั แนวคดิ ทางดนตรี
1.2 วิธกี าร
ในการเรียนการสอนดนตรี ผู้เรียนจะเรียนรูแ้ ละปฏิบตั กิ ิจกรรมต่าง ๆ เป็นลาดบั ข้นั ดงั น้ี

1.2.1 ทักษะพน้ื ฐานเบ้ืองต้น การเรยี นรดู้ นตรีเริ่มตน้ ด้วยการสารวจความสามารถของตนเอง ใน
ทักษะต่าง ๆ เช่น การเคล่ือนไหว การร้อง การเปล่งเสียง ตามพัฒนาการทางด้านร่างกาย ความถูกต้อง ในเร่ือง
จงั หวะ และระดับเสียงเก่ียวกบั การรอ้ งยงั ไมเ่ นน้ มากนกั ผู้สอนจะชว่ ยให้ผู้เรียนเรียนร้ทู กั ษะใน ดา้ นการรอ้ ง การฟัง
และการเคล่อื นไหว ซง่ึ เป็นการท่ีผ้เู รยี นตอบสนองต่อดนตรี

1.2.2 ทักษะพื้นฐานชั้นกลาง ในระดับน้ีผู้เรียนเริ่มควบคุมเก่ียวกับการเคล่ือนไหว หรือ
ความสามารถต่าง ๆ ที่ร่างกายตนนั้นทาได้ ผู้สอนเริ่มแนะนาให้ผู้เรียนแสดงทักษะด้านต่าง ๆ มากข้ึน เช่น การ
เคลื่อนไหว การร้อง หรือมุ่งไปสู่ความถูกต้อง กล่าวได้ว่าคุณภาพของการปฏิบัติทักษะต่าง ๆ เร่ิมได้รับ การเน้น
ผ้เู รียนจะเรียนการตอบสนองต่อดนตรีอย่างเหมาะสม เช่น ผเู้ รียนสามารถแสดงให้เห็นได้ว่า การเคล่อื นไหวของตน
นน้ั ตอบสนองต่อความดังค่อยหรือประโยคของเพลงได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกล่าว ได้ว่าผเู้ รียนสามารถสร้างสรรค์
การเคล่อื นไหวใหเ้ หมาะสมในการตอบสนองตอ่ ดนตรี

1.2.3 ทักษะในระดับสงู ในระดับนี้ ผ้เู รยี นจะมปี ระสบการณ์เก่ียวกับดนตรี โดยมงุ่ เนน้ ให้ ผู้เรียน
เรียนรู้เกี่ยวกับวรรณคดีดนตรี การรับรู้ด้านดนตรีพัฒนาโดยใช้ความสามารถทางดนตรีท่ีแต่ละคน มีอยู่
องค์ประกอบดนตรแี ต่ละองคป์ ระกอบรวมทงั้ ผลรวมขององคป์ ระกอบตา่ ง ๆ จะไดร้ ับการเนน้ วรรณคดีดนตรีเปน็ สง่ิ
ที่เน้นในการเรียนการสอน ผู้เรียนจะสนทนาแลกเปล่ียนความคิดเห็นถึงองค์ ประกอบดนตรีต่าง ๆ อันเนื่องมาจาก
วรรณคดีดนตรที ่ีตนเรยี น และพยายามคิดสร้างสรรค์การเคลอื่ นไหว หรือสร้างสรรคด์ นตรี เพื่อแสดงถงึ ความเข้าใจ
เก่ียวกบั วรรณคดีดนตรี

หลักการสาคัญของดาลโครซ คือ ยูริธัมมิกส์ (Eurhythmics) ซึ่งหมายถึงการเคลื่อนไหวทางจังหวะที่ดี
(Good rhythmic movement) จุดเน้นของวิธีการนี้ คือ การให้ความสนใจและพัฒนาความรสู้ ึกของผู้เรียนในการ
ตอบสนองต่อดนตรี และความสามารถในการแสดงออกซ่งึ ความร้สู กึ นนั้ ออกมาในลักษณะของการเคลือ่ นไหว ดังน้ัน
ในการเรียนการสอนดนตรีจะมุ่งพัฒนาความสามารถของผู้เรียนแต่ละคนเป็นหลัก วิธีการนี้ช่วยให้ผู้เรียนดนตรีมี

36

ความเข้าใจในตนเอง โดยมุ่ง ให้ผู้เรียนแต่ละคนเห็นความสาคัญและพัฒนาความสามารถในการแสดงออกของตน
ทางการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเป็นข้ันตอนต่อเนื่องไปเป็นลาดับ ในขณะเดียวกันวิธีการนี้มุ่งเน้นพัฒนาการทาง
ความคิดและจติ ใจซ่งึ มสี ่วนสัมพันธก์ บั การเคล่ือนไหวรา่ งกาย อารมณ์ และความรู้สึกของผู้เรยี น กลา่ วอีกนัยหนง่ึ คือ
วิธีการนี้เป็นการพัฒนาการทางดนตรีในตัวผู้เรียน ซ่ึงเป็นผลเน่ืองมาจากผลรวมของประสาทสัมผัสทางกาย
ความสามารถทางปัญญา และความรู้สึกของผู้เรียนทักษะและความเข้าใจทางดนตรีได้รับการพัฒนาโดยการเปิด
โอกาสใหผ้ ู้เรยี นมสี ่วนร่วมในกิจกรรมตา่ งๆทางดนตรีโดยตลอด
วิธีการของดาลโครซ

วธิ ีการของดาลโครซเกยี่ วข้องกบั การเรยี นรู้ทางดนตรใี น 3 ลกั ษณะใหญๆ่ คอื
1. ยูริธึมมิกส์ (Eurhythmics) ได้แก่ การเคลื่อนไหวทางจังหวะท่ีดี คือ การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเรียนรู้
เก่ียวกับจังหวะของดนตรีโดยคานึงถึงความรู้สึกหรืออารมณ์เป็นสาคัญ ซึ่งผู้เรียนจะแสดงความรู้สึกหรืออารมณ์
ออกมาในรูปแบบของการเคล่อื นไหวทางร่างกาย ในช้นั เรียนแบบ ยูรธิ ึมมิกส์ ผู้เรียนจะเคล่ือนไหวอย่างอสิ ระไปกับ
บทเพลงทผี่ ้สู อนบรรเลงโดยใชเ้ ปยี โนเปน็ เครื่องดนตรีหลักในสภาพที่สบาย ได้แก่ การถอดรองเทา้ การสวมใสเ่ สอ่ื ผา้
หลวมๆ และห้องเรียนท่ีมีพ้ืนที่กว้าง โล่ง มีกระจกรอบด้านเพื่อให้ผู้เรียนเห็นการเคล่ือนไหวของตน และพื้นห้องที่
สะดวกต่อการเคลื่อนไหว ไม่เป็นอันตรายต่อผู้เรยี น โดยผเู้ รียนจะเดิน วิ่ง หรือกระโดด ไปตามความรู้สกึ ที่ตนมีต่อ
เสยี งดนตรีทไ่ี ด้ยนิ ผลของการเคล่อื นไหวเชน่ นี้นาไปสู่การพัฒนาการรับรูแ้ ละตอบสนองตอ่ ส่วนรายละเอียดต่างๆ ท่ี
มีอยู่ในบทเพลง ซึ่งผู้สอนและผู้เรียนจะช่วยกันวิเคราะห์และสรุปผลการเคลื่อนไหวเป็นหลักการทางดนตรีตาม
บทเรยี นที่ไดร้ บั การวางแผนมาเป็นอย่างดแี ละตอ่ เนื่องกันเปน็ ลาดบั ไป
2. โซลเฟจ (Solfege) โดยการใช้ระบบตัวโน้ตซอล-ฟา แบบโดอยู่กับท่ี (Fixed do) ผู้เรียนได้รับการ
พัฒนาทางด้านการรับรู้ต่อเสียงต่างๆ โดยเฉพาะเสียงดนตรีจากการเคลื่อนไหวร่างกาย เป็นพื้นฐาน นอกจากนี้
ผ้เู รยี นได้รบั การพฒั นาการเรื่องการอา่ นโนต้ จากความเขา้ ใจอยา่ งแทจ้ รงิ มใิ ชเ่ กิดจากการจดจา การได้ยนิ เสียงดนตรี
หมายถงึ การรับรู้เก่ียวกับเสียงภายในสมองและจติ การอ่านโน้ตเพลงในทันที (Sight reading) เป็นผลรวมของการ
รับรู้ทางด้านเสียงภายในสมองและจิตของผู้เรียน ในการศึกษาเร่ืองเสียงประสานผู้เรียนจะร้องโน้ตจากเบสถึง
โซปราโนที่ละตวั ติดต่อกนั ไปเพื่อใหเ้ กิดแนวคดิ ดา้ นเสียงประสานในท่ีสุด
3. อิมโพรไวเซชัน (Improvisation) เปียโนเป็นเครื่องดนตรีที่สอนให้ผู้เรียนพัฒนาแนวคิด และทักษะ
ทางอิมโพรไวเซชัน ไดแ้ ก่ การสรา้ งสรรคท์ างดนตรี เชน่ การประพันธเ์ พลง ผเู้ รยี นในระดบั อนบุ าลหรอื ประถมศึกษา
ตอนตน้ จะได้รับการพัฒนาการสรา้ งสรรคท์ างดา้ นจังหวะ ในขณะทีค่ รูใช้เปียโนเปน็ ส่ือโดยการฝึกหดั อย่างสมา่ เสมอ
เช่นน้ี ผเู้ รียนได้รับการพัฒนาความสามารถ ด้านการสร้างสรรค์ทางดนตรี การสร้างสรรค์เกี่ยวกับเครือ่ งดนตรอี ื่นๆ
หรอื เก่ยี วกบั เสียงของตนเองหรือเสยี งของผู้เรียนคนอื่นๆ เปน็ ลาดบั ไป วิธกี ารของดาลโครซที่ใชเ้ สมอในการสอนเกิด
การสร้างสรรค์ทางดนตรี คือ การให้สัญญาณหรือคาส่ังเป็นระยะๆ ในขณะท่ีผู้เรียนเคลื่อนไหวโดยการที่ผู้สอน
บรรเลงเปียโนบทเพลงหนงึ่ และมีเสยี งเปยี โนเป็นทานองส้ันๆ สอดแทรกมาเปน็ ระยะๆซึ่งเป็นสญั ญาณทผ่ี ู้สอนและ
ผู้เรียนตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่า ถ้าได้ยินสัญญาณเป็นทานองสั้นๆ เช่นนี้ ผู้เรียนต้องมีการเปล่ียนแปลงรูปแบบการ
เคล่ือนไหวไปตาม ความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง ด้วยการกระทาเช่นนี้ทาให้ผู้เรียนจาเป็นต้องคิดสร้างสรรค์การ
เคลอื่ นไหวตอบสนองตอ่ ดนตรีทีต่ นได้ยนิ ตลอดเวลา ดว้ ยวิธีการเช่นนีเ้ ป็นการช่วยให้ผู้เรียนมพี ฒั นาการทางดา้ นการ
ฟังด้วย
วธิ ีการของออรฟ์

37

ออร์ฟ (Carl Oriff, ค.ศ. 1895-1982) ผู้ประพันธ์เพลงเลื่องชื่อและนักดนตรีศึกษาชาวเยอรมัน เป็นผู้
คิดค้นวิธีการนี้ข้ึนหลังจากที่ออร์ฟได้สอนดนตรีกับเด็ก ๆ มาเป็นเวลานาน วิธีการโดยละเอียดของออร์ฟได้พิมพ์
เผยแพร่ในหนังสือช่ือ ซูลเวิร์ก (Schulwerk) มีความหมายถึงแบบฝึกหัดสาหรับใช้ในโรงเรียน จุดมุ่งหมายพื้นฐาน
ของออร์ฟในการสอนดนตรี คือ การพัฒนาความสามารถในเร่ืองความคิดสร้างสรรค์ทางดนตรี ( Landis, and
Carder, 1972)
หลกั การของออร์ฟ

ออร์ฟได้เสนอหลกั การทางดนตรีศึกษาไว้วา่ การเรยี นการสอนดนตรีควรเริ่มต้นจากเพลง และแนวคิดทาง
ดนตรีท่ีง่ายท่ีสุด ได้แก่ แนวคิดเร่ืองจังหวะ โดยการเร่ิมต้นจากจังหวะของการพูดเพื่อนาไปสู่ความเข้าใจแนวคิดใน
เรอื่ งของระดบั เสียง ประโยคของดนตรี ลกั ษณะของเสยี ง และคา่ ตวั โน้ตต่างๆ ตอไป การเคล่อื นไหว เช่น การตบมือ
การตบทต่ี ัก (Patchen) การย่าเทา้ การดีดน้ิวมือ และการใชเ้ ครอ่ื งประกอบจังหวะของออรฟ์ เป็นวิถที างนาไปสูก่ าร
รบั รูเ้ รอ่ื งจงั หวะ จากจุดนผี้ ู้เรียนจะได้รับการพัฒนาด้านการแสดงออกทางดนตรตี อ่ ไป ในวธิ ีการของออรฟ์ ความคิด
สร้างสรรค์เป็นลักษณะที่สาคัญและเน้นมากที่สุด ดังน้ัน การสารวจสิ่งต่างๆรอบตัวผู้เรียนเพื่อนามาใช้ในการ
สร้างสรรค์จดั วา่ เปน็ กุญแจสาคัญในวธิ กี ารของออรฟ์ (Choksy et al., 2001)
วธิ ีการของออร์ฟ

วิธีการพื้นฐานของออร์ฟ คือ การให้ผู้เรียนมีโอกาสสารวจและทดลองสิ่งต่างๆ ทางดนตรีโดยใช้การพูด
การรอ้ ง และการเคลอ่ื นไหวเปน็ หลกั การสาคญั ซึ่งประกอบไปดว้ ยการเรียนรูจ้ ากการสารวจส่งิ ต่างๆ ต่อไปน้ี

1. การสารวจเกย่ี วกบั พ้ืนที่รอบๆตัวผู้เรียน การเคลอ่ื นไหวเปน็ พ้นื ฐานของวธิ ีการนี้ ผู้เรยี นเรียนรู้เกยี่ วกับ
ลักษณะต่างๆ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเพื่อสื่ออากัปกิริยาต่างๆ เช่น เบา หนัก ลง ข้ึน ใน นอก ผู้เรียนจะเรียนรู้
เกี่ยวกับตาแหน่งของร่างกายและการเคล่ือนไหวของตนโดยผู้สอนไม่แนะนาสิ่งใดๆกับผู้เรียนเลยในขั้นแรก ผู้เรียน
จะเรียนรดู้ ว้ ยตนเองโดยพยายามแกป้ ัญหาท่ีเกดิ ขึน้ ดว้ ยตนเองทั้งส้นิ

2. การสารวจเก่ียวกับเสียง ด้วยการเริ่มต้นจากการสารวจเสียงในสภาพแวดล้อมรอบๆตัว ผู้เรีย นเร่ิม
เรียนรูเ้ กี่ยวกบั เสียงต่างๆ และเสียงดนตรใี นทส่ี ุด ผู้เรียนใช้เสียงพูดและเสียงร้อง เพลงรวมทงั้ เสียงของเครื่องดนตรี
ในการเรยี นรเู้ กย่ี วกบั คณุ ลักษณะและคณุ สมบัติของเสียงดนตรี

3. การสารวจเกยี่ วกับรูปแบบของเพลง การเรียนรูเ้ รอื่ งรูปแบบของเพลงเกดิ ขึ้นควบคู่ไปกับการเรยี นรเู้ รือ่ ง
พ้นื ท่แี ละเสยี ง การเคล่ือนไหวและเสียงรวมกันเปน็ รูปแบบของดนตรี กล่าวคือ จากการเคลือ่ นไหวอย่างอสิ ระนาไปสู่
การเต้นรา และจากเสยี งนาไปสู่รปู แบบของบทเพลง เช่น บทนา ตวั บทเพลง และบทจบของเพลง

ในแต่ละขั้นตอนของวิธีการนี้เป็นไปในลักษณะจากการเลียนแบบ จนถึงการสร้างสรรค์ขึ้น เองจาก
ส่วนย่อยไปสู่สว่ นใหญ่ จากส่ิงงา่ ย ๆ ไปสู่สิง่ ที่สลับซับซ้อน จากแต่ละบุคคลไปสู่การเล่น ดนตรีเป็นคณะ บทเพลงที่
ใช้เป็นบันไดเสียง 5 เสียง คือ เพนตาโทนิก (Pentatonic Scale) การซ้าทวนของจังหวะ (Rhythmic Ostinato)
และสัญญาณมือ (Handsigns) เป็นสื่อการสอนของวิธีการน้ี นอกเหนือไปจากเครื่องดนตรีของออร์ฟ (Orff
Instruments) ซ่ึงพัฒนามาจากระนาดของแอฟริกา มีทั้งระนาดท่ีทาด้วยไม้และโลหะ โดยมีขนาดต่างๆกัน ตั้งแต่
ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ใช้เล่นเป็นเสียงสูงในลักษณะเสียงโซปราโนไปจนถึงเสียงต่าของเสียงเบส โดยลูก
ระนาดแต่ละลูกสามารถถอดออกได้ นอกจากนี้ยังมีเคร่ืองทาจงั หวะอีกหลายลักษณะประกอบเป็นวงดนตรที ัง้ ขนาด
เลก็ และใหญต่ ามบทเพลงท่ีได้ประพันธไ์ ว้
วิธีการของโคดาย

38

โคดาย (Zoltan Kodaly, ค.ศ. 1882 - 1967) ผู้ประพันธ์เพลงคนสาคัญของฮังการรีซึ่งในระยะต่อมาได้
ทมุ่ เทกาลังกายและกาลังความคิดท้ังหมดให้กบั การพัฒนาการดนตรีศึกษาในประเทศฮังการีให้เป็นแบบแผนมาจน
ทุกวันนี้ วิธีการของโคดายได้ใช้เป็นรากฐานการสอนดนตรีให้กับเด็กๆชาวฮังการีทั่วประเทศมาต้ังแต่ ค.ศ. 1945
จุดมุ่งหมายของวธิ ีการน้ี คือ ต้องการให้ชาวฮังการมี ีความรู้ทางดนตรีและสามารถอ่านและภาษาดนตรีคอื โน้ตดนตรี
ได้ ในลักษณะเดียวกับการอ่านและเขียนภาษาฮังการี ในปัจจุบันวิธีการของโคดายได้รับการประยุกต์เพ่ือใช้ใน
ประเทศต่างๆทัว่ โลก (ณรุทธ์ สุทธจิตต์, 2537)
หลกั การของโคดาย

โคดายมีความคิดว่า ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของเด็กที่มีความสาคัญ จึงควรได้รับการพัฒนาในเดียวกับภาษา
หลักสาคัญของวิธีการน้ีจึงได้แก่การเร่ิมสอนดนตรีให้กับเด็กตั้งแต่ยังเล็กๆ โดยใช้เพลงพื้นบ้านฮังการีเป็นหลัก
เช่นเดียวกับประสบการณ์ทางด้านภาษา เด็กควรได้รับฟังดนตรีก่อนแสดงออกในด้านการร้องหรือเล่น เม่ือเด็กได้
เรียนรู้และมีประสบการณ์ทางดนตรีพอเพยี ง กิจกรรมด้านการอ่านและเขียนภาษาดนตรีจงึ เริ่มสอนในลาดับต่อมา
วิธีการนี้เนน้ การอ่านโนต้ ดนตรีโดยใชส้ ญั ลักษณจ์ ากภาษาละติน หรือระบบซอล-ฟา ประกอบกับสัญญาณมอื
วิธกี ารของโคดาย

โดยการเน้นการร้องเพลงเป็นหลัก วธิ ีการของโคดายจึงมลี ักษณะเป็นระบบระเบียบ เป็นขั้นตอน มิฉะน้ัน
เด็กจะไม่สามารถร้องเพลงได้ ถ้านาเพลงท่ียากเกนิ ไปกว่าความสามารถของเด็กจะร้องได้มาใช้ วิธกี ารน้ีเร่ิมต้นด้วย
แนวคิดทง่ี ่ายและไมซ่ ับซอ้ นกอ่ น ในระยะตอ่ มาแนวคิดท่ียากข้นึ และชับซอ้ นมากขน้ึ จงึ เขา้ มามบี ทบาท กล่าวคอื การ
ใช้หลกั การของการเรียนจาก สูส่ ่วนใหญ่ แม้ว่าวิธีการน้จี ะใช้ขลุ่ยรีคอร์เดอร์และเคร่ืองประกอบจังหวะบางชนดิ ใน
การเรียนการสอน ในขั้นต่อมาสิ่งเหล่าน้ีมิใช่ส่วนสาคัญของวิธกี ารน้ี วิธีการนี้มุ่งเนน้ การร้องเพลงเป็นหลัก กล่าวคือ
การร้องเพลงให้ถูกต้อง เสียงไม่เพ้ียน ความถูกต้องในเร่ืองของระดับเสียงและการร้องโดยแสดงความรู้สึกเป็นส่ิงที่
เน้นตลอดเวลา สัญลักษณ์ของตัวโน้ตในระบบซอล-ฟา สัญญาณมือ ซ่ึงใช้แทนระดับเสียงช่วยพัฒนาการร้องเพลง
เพอื่ ส่งเสรมิ พัฒนาการและประสบการณ์ การรบั รู้ในทางโสตประสาทและด้านการอา่ นโน้ตเพลง

ในขณะที่วิธีการอื่น ๆ ท่ีพัฒนาขึ้นในยุโรปใช้ระบบโดอยู่กับท่ี (Fixed do) หรือ โดแทนระดับ เสียง C
เท่านั้น วิธีการของโคดายใช้ระบบโดเคล่ือนที่ (Movable do) กล่าวคือ ให้โดเป็นโทนิก เคลื่อนท่ีไปตามระดบั เสียง
ต่างๆ ในบันไดเสียงเมเจอร์ และใช้ลาเป็นโทนิกในบันไดเสียงไมเนอร์ ลักษณะที่ได้เปรียบเมื่อใช้วิธีการนี้ คือ เด็ก
สามารถอ่านโน้ตและร้องเพลงได้อย่างคล่องแคล่วในทุกบันไดเสียง เพราะในการเรียนการสอนตัวโดอาจจะอยู่
ตาแหนง่ ตา่ งๆ ในบรรทัด 5 เส้นได้ และใช้ระบบตวั อักษรโรมนั อา่ นและร้องเป็นระดับเสียงคงท่ี นอกจากนโี้ คดายยัง
คิดค้นระบบเสียง และตัวโน้ตแสดงจังหวะขึ้นเพ่ือใช้ในการพัฒนาเรื่องจังหวะโดยเฉพาะ กล่าวคือ เมื่อเร่ิมเรียน
เก่ียวกับจังหวะจะใชต้ วั โนต้ ท่ีไมม่ หี ัว ยกเวน้ โน้ตตวั ขาวและตวั กลม พรอ้ มท้ังกาหนดเสยี งต่างๆ แทนจังหวะดว้ ย
สว่ นเรื่องระดับเสียง ในระยะแรกจะใช้สัญญาณมือเพื่อให้เด็กจดจาและอ่านออกเสยี งไดง้ ่าย ในระยะต่อมาเม่ือเด็ก
อ่านโนต้ ได้คลอ่ งแคลว่ แลว้ สญั ญาณมอื จงึ เลกิ ใช้ ตัวอย่างสญั ญาณมอื

เพลงท่ีใช้ในตอนเร่ิมแรกคานึงถึงช่วงกว้างของทานองอย่างยิ่ง กล่าวคือ เป็นบทเพลงท่ีมีช่วงกว้างของ
ทานองแคบ เพราะเด็กมีช่วงเสียงจากัด นอกจากนี้บทเพลงที่ใช้ในช่วงนี้เป็นเพลงทอี่ ย่ใู นบนั ไดเสยี งเพนตาโทนิกเป็น
ส่วนใหญ่ คือ บทเพลงที่ประกอบด้วยเสียง 5 เสียงเท่านั้น คือ โด เร มี ซอล ลา เนื่องจากเป็นบันไดเสียงท่ีมีการ
จัดเรยี งตัวโนต้ ไม่ซบั ซอ้ น สว่ นโนต้ ตัวฟาและทเี ร่ิมเรยี นในระยะตอ่ มา เนือ่ งจาก 2 ระดบั เสียงนเี้ ปน็ ครง่ึ เสียงในบนั ได
เสียงเมเจอร์และไมเนอร์ ซ่ึงยากสาหรับเด็กในการเรียนรู้ ดังนั้น เพลงที่นามาใช้ในระยะแรกจึงเป็นเพลงง่าย ๆ
รวมทงั้ เพลงพน้ื บา้ น(Dobszay, 1969)ในระยะตอ่ มาเพลงยากๆ และเพลงอมตะหรอื เพลงคลาสสกิ จึงนามาใช้สอน

39

1.3 สอื่ การเรยี นการสอน
ส่ือการสอนดนตรีจัดเป็นส่ิงสาคัญในการสอนดนตรีเน่ืองจากดนตรีเป็นเรื่องของเสียง ท่ีเป็น นามธรรม
การใช้สือ่ ต่างๆ ทางด้านทัศนูปกรณ์มาช่วยในการสอนชว่ ยให้ลกั ษณะนามธรรมของดนตรี เปน็ รูปธรรมมากข้ึนช่วย
ให้ผู้เรียนรู้ดนตรีได้เข้าใจและมีประสิทธิภาพมากข้ึน โดยเฉพาะอย่างย่ิงผู้เรยี น ในระดับปฐมวัย และประถมศึกษา
ส่อื การสอนดนตรีจัดเป็นสิ่งจาเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ส่ือประเภท เสียงจัดเป็นส่ิงจาเป็นในการเรียนดนตรีเพราะ
ช่วยให้ผู้เรียนได้รับฟังดนตรีเพื่อให้เกิดความซาบซ้ึง และ สื่อประเภทเคร่ืองดนตรีช่วยให้ผู้เรียนได้สัมผัสและเล่น
ดนตรซี งึ่ เปน็ สง่ิ เร้าช่วยให้ผ้เู รียนเรยี นรดู้ นตรีได้อยา่ งดี
สื่อการสอนดนตรีท่ีจะกล่าวถึงในบทนี้เก่ียวข้องกับประเภทของสื่อการสอนดนตรีและหลักการ ในการ
จัดทาหรือจัดหาส่ือเพื่อนาไปสกู่ ารเสริมสร้างการเรียนรู้ ในแต่ละระดับการศึกษา มิได้กล่าวถึงราย ละเอยี ดในด้าน
เทคนคิ วิธีการผลติ สือ่ แตอ่ ยา่ งใด เพราะส่ิงเหลา่ น้ีสามารถคน้ ควา้ ไดจ้ ากหนงั สอื เก่ียวกบั ส่อื การสอนอยู่แลว้
ประเภทของส่อื การสอนดนตรี
1. บทเพลง ในการสอนดนตรี เพลงจดั เป็นสอื ท่ีผู้สอนใชเ้ สมอ โดยเฉพาะเพลงประกอบการร้อง นอกจากน้ี
เพลงที่นามาใช้ยังมีเพลงประกอบการสอนฟัง การสอนการเคลื่อนไหว การสอนการอ่านอีกด้วย เพลงที่นามาใช้ใน
การสอนควรไดร้ บั การเลอื กสรรเพอ่ื ให้เหมาะกบั กจิ กรรมต่าง และเหมาะกับผู้เรียนดว้ ย ซง่ึ มหี ลกั ในการเลือกดังนี้

1.1 ความยากงา่ ยของบทเพลง เพลงแต่ละเพลงย่อมมเี นื้อหาแตกตา่ งกันออกไป เพลงบาง เพลง
ง่ายต่อการร้องและการฟัง ซ่ึงสามารถนามาใช้กับผู้เรียนในระดับปฐมวัยและประถมศึกษาได้ ในขณะ ที่เพลงท่ีมี
เนื้อหายากสามารถนามาใช้ในระดับมัธยมศึกษา ความยากง่ายของเพลงดูได้จากองค์ประกอบ ด้านจังหวะและ
ทานองเปน็ หลกั

1.2 ความยาวของบทเพลง โดยปกติผู้เรียนระดับประถมมีช่วงสมาธิการฟังส้ัน เพลงในระดับ
ประถมควรมีความยาวพอสมควร ไม่ควรยาวจนเกินไป ส่วนเพลงในระดับมัธยมสามารถมีความยาวได้มาก เพราะ
ผู้เรียนมคี วามพรอ้ ม และสมาธใิ นการฟงั มากกวา่ ผ้เู รียนในระดบั ประถมศึกษา

1.3 ประเภทของบทเพลง ผู้เรียนควรมีโอกาสได้ฟังเพลงทุกประเภทผู้สอนจึงควรนาเพลง ทุก
ประเภทมาสอน ไม่ว่าจะเป็นเพลงไทย เพลงยอดนิยม เพลงอมตะทั้งของไทยและตะวันตก ตลอดจนเพลงพื้นเมือง
เปน็ ตน้

2. เคร่ืองดนตรี การสอนดนตรีไม่ว่าจะเป็นการสอนดนตรีศึกษาหรือดนตรีเชิงทักษะส่ิงท่ีขาดไม่ได้คือ
เคร่อื งดนตรี เครื่องดนตรีทใ่ี ชใ้ นการสอนดนตรศี ึกษามกั เปน็ ประเภทเครื่องประกอบจังหวะตา่ งๆ คีย์บอรด์ และขลุ่ย
เป็นต้น ซ่ึงใช้เล่นประกอบกิจกรรมการเรียนการสอน นอกจากน้ีควรมีเคร่ืองดนตรีในวงดุริยางค์ และเครื่องดนตรี
ไทยบางชนดิ ใหผ้ ู้เรียนได้เห็น หรอื ลองเล่นเป็นบางครัง้ บางคราวเพ่อื ใหร้ ู้จกั ส่วนเคร่อื งดนตรีทใ่ี ช้ในการสอนทักษะ
มักจะเป็นเครือ่ งดนตรีท่ีผู้เรียนเป็นเจ้าของและใช้ในการฝึกฝน ไม่ว่าจะเป็นเคร่ืองดนตรีประเภทใด ควรเป็นเครื่อง
ดนตรีทมี่ ีคุณภาพ มีความทนทาน ทง้ั นเี้ พอ่ื ความคุ้มค่าของการใช้งาน และเสยี งทีไ่ พเราะ

2.1 เครื่องตี เคร่ืองดนตรีท่ีเล่นง่ายกว่าเคร่ืองดนตรีประเภทอื่นๆ คือ เครื่องตีท่ีไม่มีระดับเสียง
ได้แก่ สามเหลี่ยม กลองตา่ งๆ (ยกเว้นกลองทิมพานี ซึ่งสามารถเล่นเป็นระดับเสียงต่างๆได้) รามะนา กรับ ฉิ่ง ฆ้อง
ส่วนเครื่องตีประเภทมีระดับเสียงเป็นเครื่องดนตรีที่เล่นยากกว่าเคร่ืองประกอบจังหวะที่ไม่มีระดับเสียง ได้แก่
ระนาดไม้ ระนาดโลหะ ทั้งของไทย และตะวันตก เบล เป็นตน้ เนื่องจากเคร่ืองตโี ดยทัว่ ไปมรี าคาไมแ่ พงนกั และง่าย
ต่อการเล่นในระยะเร่ิมแรก จึงเป็นเครื่องดนตรีที่เหมาะสมสาหรับผู้เรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัยศึกษาจนถึงระดับ
มัธยมศกึ ษา

40

2.2 เคร่ืองดนตรีประเภทอ่ืนๆ นอกจากเคร่ืองดนตรีท่ีกล่าวมาแล้วยังมีเคร่ืองดนตรีอีกหลาย
ประเภทที่สามารถนามาใช้การประกอบการเล่น ซึ่งขึ้นอยู่กับความเหมาะสมตามท้องถ่ิน หรือความสามารถของ
โรงเรียน และผู้เรียนที่จะจัดหาเคร่ืองดนตรีมาได้ ซึ่งอาจจะได้แก่เคร่ืองดนตรีพ้ืนบ้านชนิดต่างๆ เป็นต้น นอกจาก
เคร่ืองดนตรีเหล่านี้ เคร่ืองดนตรีบางประเภทถ้ามีอยู่เป็นประโยชน์ในการสอนดนตรีเกีย่ วกับเรื่องเครื่องดนตรี เช่น
ดนตรีไทยบางประเภท และเครื่องดนตรีในวงดุริยางค์ ซึ่งผูเ้ รียนไดเ้ หน็ ทั้งของจริงและฟังเสียงสดๆของเครื่องดนตรี
นนั้ ๆ

1.4 จิตวทิ ยาการสอนดนตรี
ทฤษฎีการเรียนร้กู บั การสอนดนตรี

ทฤษฎกี ารเรยี นรกู้ ลุม่ พฤติกรรมนิยม
ทฤษฎีการเรยี นรู้กลมุ่ พฤตกิ รรมนยิ ม (Behaviorism) อธบิ ายการเรียนร้โู ดยใช้ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งส่งิ เร้า
และการตอบสนองเป็นหลัก ซึ่งเป็นไปในหลายลักษณะ เช่น ทฤษฎีการเรียนรู้แบบ Classical Conditioning หรือ
แบบ Operant Conditioning เป็นต้น ทฤษฎีเหล่านี้อธิบายการเรียนรู้โดยกล่าวว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อใช้สิ่งเร้า
เป็นตัวชี้นา หรือจูงใจให้ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมท่ีต้องการออกมา รายละเอียดของแต่ละทฤษฎีแตกต่างกันออกไป
แต่สามารถกลา่ วโดยสรปุ ไดว้ า่ ทฤษฎีการเรยี นรู้ในกลุ่มพฤติกรรมนยิ มมีความเชื่อว่า การเรียนรู้เกิดขน้ึ ในสภาพของ
การวางเง่ือนไขโดยมีการใช้การเสริมแรงการให้รางวัล และการลงโทษอันเป็นตัวกาหนดให้ผู้เรียนแสดงพฤติกรรม
ต่างๆท่ตี ้องการออกมา ซึ่งเป็นสิง่ ที่เห็นไดช้ ัดท้งั พฤติกรรมทเี่ ปล่ยี นไปและตัวเสริมแรงทนี่ ามาช่วยใหเ้ กิดการเรยี นรู้
นกั จติ วทิ ยาคนสาคัญในกลมุ่ พฤติกรรมนยิ ม ได้แก่ พาฟลอฟ (Ivan P. Pavlov) วตั สนั (John B. Watson)
ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแหง่ จติ วิทยากล่มุ พฤติกรรมนิยมและสกินเนอร์ (Burhus F. Skinner)
สิ่งท่ีได้จากทฤษฎีเหล่านี้ คือ ในการเรียนการสอนดนตรีครูควรใช้การเสริมแรง ซ่ึงอาจเป็นรางวัลใน
รูปแบบใดๆกับผู้เรียน เมื่อผู้เรียนปฏิบัติสิ่งที่ผู้สอนมุ่งหวังไว้ได้ นอกจากน้ีการเรียนการสอนดนตรีควรคานึงถึงตัว
ผู้เรียนเป็นหลักว่า ผู้เรียนมีความสามารถเรียนรู้สิ่งใดได้ มิฉะน้ันถ้าบทเรียนยากเกินความสามารถของผู้เรียน แม้
พยายามใช้การเสริมแรงหรือสร้างแรงจูงใจอย่างไร ก็ไม่ทาให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ส่ิงน้ันๆได้ เมื่อผู้เรียนสามารถ
ปฏิบตั ิส่ิงหนึ่งสิ่งใดได้แล้วควรให้ผู้เรียนมีโอกาสฝึกฝนส่ิงน้ันๆเสมอๆเพือ่ กันการลืม พยายามให้ผ้เู รยี นได้เรียนร้ดู ้วย
ตนเองโดยให้ตอบสนองในหลายๆรูปแบบจนเมอ่ื ผูเ้ รียนปฏิบตั ิถูกตอ้ งจงึ ใหก้ ารเสรมิ แรง ท้งั น้ผี ู้สอนควรมีหลกั ในการ
ท่ีจะแนะนาผู้เรียนเป็นครั้งเป็นคราว มิฉะน้ันผู้เรียนอาจไม่สามารถตอบสนองได้อย่างถูกต้องเลยก็เป็นได้ ซ่ึงทาให้
ผเู้ รยี นเกดิ ความเบ่ือหนา่ ยและไม่สนใจเรยี นดนตรีอีกตอ่ ไป
ทฤษฎีการเรียนรู้ในกลุ่มน้ีกล่าวถึงการลงโทษไว้ด้วยวา่ อาจใช้หยุดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการได้ แต่ไม่ควรใช้
เพราะการลงโทษมกั ไม่ช่วยให้ผ้เู รียนหยดุ พฤติกรรมทไ่ี ม่ตอ้ งการอย่างถาวร เป็นเพียงการเก็บพฤติกรรมนนั้ ไว้ เพราะ
ไมต่ ้องการถกู ลงโทษ แตเ่ มอื่ ใดที่มีโอกาสผู้เรียนมแี นวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมนัน้ ๆออกมาเสมอ ดงั น้ันควรใช้การให้
รางวัลหรือการเสริมแรงเพื่อพฤติกรรมที่ต้องการและเพิกเฉยไม่สนใจกับพฤติกรรมท่ีไม่ต้องการดีกว่าใช้การลงโทษ
อย่างไรก็ตามการลงโทษอาจใช้ได้ในบางกรณี ถ้าผู้สอนเหน็ ว่าจาเป็น
นอกจากน้ที ฤษฎีในกลมุ่ นี้บางทฤษฎีได้กล่าวไว้วา่ การเรยี นร้เู กิดขนึ้ เมอื่ ผูเ้ รยี นเหน็ ลักษณะที่คลา้ ยคลึงกัน
ของบทเรยี นหน่ึงกบั บทเรยี นทีจ่ ะเรยี นต่อไป
ทฤษฎีการเรยี นรู้กลุ่มปัญญานิยม (Cognitivism) อธบิ ายการเรียนรู้ว่าเป็นกระบวนการทเ่ี ก่ยี วข้องกับเรอ่ื ง
ของการสร้างแนวคิดหรือความเข้าใจเพื่อใช้แทนประสบการณ์ หรือสภาพแวดล้อมที่ตนได้ประสบมา ซึ่งเป็นเร่ือง
เก่ยี วข้องกบั ความคิด กระบวนการคิดหาเหตุผล รวมไปถึงตวั แปรอ่ืนๆ เช่น การจงู ใจ พันธกุ รรม และประสบการณ์

41

การเรียนรู้ท่ีมีมาก่อน เนื่องจากการเรียนรู้เป็นกระบวนการทางปัญญาที่ลึกซ้ึง ดังน้ันในบางโอกาสการเรียนรู้อาจ
เกิดขึ้นในบุคคลหนึ่งแล้ว โดยที่บุคคลน้ันไม่จาเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมใดๆให้ปรากฏ ( latent
learning) การเรียนรอู้ าจเกดิ ขึ้นอยา่ งฉับพลันทันที ซ่งึ เรยี กว่าการเรียนรู้แบบหย่ังเหน็ (insight learning) อยา่ งไรก็
ตาม การเรยี นรูท้ ี่เกิดขนึ้ เปน็ ผลเนื่องมาจากประสบการณเ์ ดมิ และความสามารถในการคิดหาเหตุผลของบุคคลน้ัน

จากสาระสาคัญนี้เห็นได้ชัดว่าประสบการณ์เดิมของผู้เรียนนั้นเป็นรากฐานสาคัญในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
เปรียบเหมือนดงั ว่าประสบการณ์เดิมเป็นลักษณะส่วนรวมและประสบการณ์ใหมเ่ ป็นลกั ษณะส่วนย่อย ท่ีจะเพิ่มเข้า
ไปในส่วนรวม ดังน้ันการเรียนรู้ส่ิงใหม่ๆจึงต้องเช่ือมโยงมาถึงประสบการณ์เดิมเสมอ เพราะหลักของเกสตัลท์เน้น
การเรยี นรจู้ ากสว่ นรวมมาสู่ส่วนยอ่ ย

ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มปัญญาสังคม (Social Cognitive Theory) ให้ความสาคัญกับสภาพแวดล้อม โดย
กล่าวว่าการเรียนรู้ของมนุษย์เกิดข้ึนจากการมีปฏิสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อมรอบกายของมนุษย์ โดยทั้งมนุษย์และ
สิ่งแวดล้อมย่อมมีอิทธิพลต่อกันและกันเสมอ การเรียนรู้เกิดข้ึนได้โดยการสังเกต (Observational learning) หรือ
การเลยี นแบบจากตัวแบบ (Modeling) ในกรณนี ส้ี ่ิงแวดล้อมมีความหมายกว้างขวางมากอาจหมายถึงมนุษย์ด้วยกัน
เอง เชน่ ในกรณีของผู้สอนเป็นตวั แบบสาหรบั ผเู้ รยี นในกระบวนการเรียนการสอน หรอื อาจหมายถงึ สิ่งอน่ื ๆ ไดท้ งั้ สิ้น
เชน่ โทรทศั น์ หนังสือ คอมพิวเตอร์ หรอื สือ่ อน่ื ๆที่มบี ทบาทเปน็ ตัวแบบในขณะที่ผูเ้ รียนสังเกต เฝ้ามอง หรือรบั รู้ ซ่ึง
เกิดข้ึนในกระบวนการเรียนรู้การถ่ายทอดทางสังคม (Socialization) เป็นกระบวนการหน่ึงที่สาคัญของทฤษฎีการ
เรียนรู้กลุ่มปญั ญาสังคม

ในกระบวนการเรียนร้เู ช่นนี้ ผู้เรยี นมใิ ช่สังเกต และลอกเลียนแบบจากตวั แบบทุกสิง่ ทกุ อย่าง แต่ผู้เรยี นซ่ึง
มีปญั ญาจะใช้ความคิดวิเคราะห์ในการเรยี นรู้ หรอื ลอกเลียนแบบบางสิ่งบางอยา่ งที่ตนรบั รู้ หรือต้องการรับรู้ซึ่งเป็น
กระบวนการทสี่ ลับซบั ซ้อน เมอ่ื ผู้เรียนรับรู้แล้วในเวลาต่อมาเม่อื ตอ้ งการแสดงถึงการเรียนรู้นน้ั ๆจงึ แสดงออกมา ใน
กระบวนการเรียนรู้เช่นนี้จึงเกี่ยวข้องกับการรับรู้สิ่งเร้า การจดจาสิ่งเร้าท่ีเรียนรู้ และการแสดงพฤติกรรมดังที่ได้
เรยี นรมู้ า ดว้ ยเหตทุ ีก่ ารเรยี นรูแ้ บบน้ีเป็นการเรียนรูโ้ ดยการสังเกต ปัจจยั หน่ึงท่สี าคัญคือแรงจูงใจถ้าตัวแบบหรือส่ิง
เรา้ สามารถสรา้ งแรงจงู ใจใหผ้ ้เู รยี นได้ การเรียนรยู้ ่อมเกิดขึ้นอย่างที่มีประสิทธิภาพ

การรับรูเ้ ปน็ กระบวนการทแ่ี บง่ ไดเ้ ปน็ 3 ระดบั คอื
1. การรับรู้แบบเอนแอกทีฟ (Enactive Representation) ไดแ้ ก่ กระบวนการรับรู้ซงึ่ ผา่ นทางการกระทา
เช่น การเรยี นรู้เกย่ี วกับการเล่นสกี ผู้สอนจะใช้การกระทาให้ดูเพื่อให้ผู้เรยี นเห็นวา่ เป็นอย่างไร และให้ผเู้ รียนกระทา
ตาม ในทางดนตรีการรบั รูใ้ นขน้ั นี้ ได้แก่ การให้ผเู้ รยี นไดฟ้ งั เสยี งหรือตบมอื ตามจงั หวะของตวั โนต้ ตา่ ง ๆ เปน็ ต้น
2. การรับรู้แบบไอคอนิก (Iconic Representation) ได้แก่ กระบวนการรับรู้ท่ีเกี่ยวข้องกับการใช้
สัญลักษณ์แทนส่ิงท่ีต้องการเรียนรู้ ในลักษณะของภาพหรือการกระทาบางอย่างที่เป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งท่ีต้องการ
เรยี นรู้ ซ่ึงเป็นส่ิงทีใ่ กล้ตัวผูเ้ รียนหรอื เช่ือมโยงกบั ประสบการณใ์ นการรบั รู้ของผู้เรียนในทางดนตรี เชน่ การใชภ้ าพที่
สื่อความหมายแทนตวั โน้ต หรือใชค้ วามสน้ั ยาวของเสน้ สื่อความหมายแทนจังหวะส้ันยาวของคา่ ตัวโนต้
3. การรับรู้ที่ใช้สัญลักษณ์ (Symbolic Representation) ได้แก่ กระบวนการรับรู้ท่ีเก่ียวข้องกับ การใช้
สัญลักษณ์ทางดา้ นภาษาที่ทกุ คนยอมรับ เช่น ภาษาเขียน หรือตวั โน้ตสากล ในข้ันนี้ คอื การเปลีย่ น สญั ลกั ษณ์จาก
ขัน้ ท่ีสองซึ่งเป็นที่เข้าใจกันในเฉพาะผู้เรียนและผู้สอน มาเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นลักษณะสากล ในทางดนตรีไดแ้ ก่การ
รับรู้เกย่ี วกบั เรื่องตวั โน้ต หรือเครื่องหมายต่าง ๆ ทางทฤษฎดี นตรี
หลักการรบั รู้ดังกลา่ วนี้นามาประยุกต์ใช้กับการเรยี นการสอนดนตรีได้ คือ ในข้ันแรกการเรียนรู้ดนตรีควร
เร่ิมด้วยการรับรู้ทางด้านเสยี ง เพราะดนตรีเป็นเรื่องของเสยี ง ซ่ึงตรงกับขั้นการรับรู้แบบเอนแอกทีฟ ในระยะตอ่ มา

42

การแปลแนวคิดทางเสียงมาเป็นสัญลักษณ์ ควรใช้สัญลักษณ์ที่สามารถสื่อความหมายในลักษณะท่ีเป็นภาพแทน
ลักษณะของเสยี งได้ ซึ่งเปน็ ข้ันการรับรู้แบบไอคอนกิ ในขั้นท่ีสาม คือ การแทนสัญลกั ษณ์ในขัน้ ที่สองดว้ ยสญั ลักษณ์
ดนตรี (musical notation) เรียกว่า การรับรู้ที่ใช้สัญลักษณ์ จะเห็นได้ว่าในขั้นที่สองซึ่งจัดเป็นขั้นตอนระหว่าง
แนวคิดของเสียง และสัญลักษณ์ดนตรีนั้น มักจะขาดไป การ เรียนการสอนดนตรีโดยท่ัวไปมักถ่ายทอดเสียงเป็น
สัญลักษณ์ดนตรีโดยทันที ซึ่งทาให้การเรียนรู้ดนตรีขาดข้ันตอนไปเป็นผลทาให้ความเข้าใจทางดนตรีไม่พัฒนาไป
เทา่ ที่ควร นอกจากน้ีมีอยู่หลายคร้งั ท่ีการเรยี นการสอนดนตรเี ร่ิมต้นทส่ี ัญลักษณ์ทางดนตรีก่อน ซ่ึงเป็นกระบวนการ
เรียนการสอนที่ไม่เหมาะสม เพราะสวนทางกับการรับรู้ตามหลักของบรูเนอร์ และเป็นการสอนดนตรีที่มิได้เน้น
แนวคดิ ของเสียง ซึ่งทาให้ผูเ้ รียนมีแนวคิดเกยี่ วกบั เสยี ง หรือเร่ืองดนตรีไมต่ รงกับลักษณะธรรมชาตขิ องสาระดนตรีที่
เปน็ เรอื่ งของเสียง มใิ ช่เป็นเร่ืองของสญั ลกั ษณข์ องเสยี งเท่าน้ัน

กล่าวโดยสรุปได้ว่า ทฤษฎีการเรียนรู้ทางจิตวิทยา สามารถนามาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนดนตรี
ประการแรก เก่ียวกับเร่ืองของการจัดประสบการณ์ดนตรีให้มีระบบระเบียบ เช่น จากแนวคิดท่ีง่ายๆไปสู่แนวคิดที่
สลับซับซ้อน เพ่ือชว่ ยใหผ้ ู้เรียนเรียนรู้สาระดนตรีอย่างเป็นลาดับข้ัน ซ่ึงเป็นผลให้การเรียนการสอนดนตรดี าเนินไป
อย่างมีความหมาย ผู้เรียนสามารถพัฒนาแนวคิดทางดนตรีไปได้อย่างต่อเนื่องสัมพันธ์กัน ประการที่สองเก่ียวกับ
เทคนคิ วิธีสอนทาให้ผสู้ อนมแี นวคิดในการปรับปรงุ เปลย่ี นแปลงวิธีสอนใหส้ อดคลอ้ งกับผู้เรียน ซึง่ ทาให้ผู้เรียนสนใจ
เรียนดนตรีมากขึ้น ประการที่สามควรใช้เทคนิควิธีสอนหลายวิธี เพื่อเป็นการจูงใจผู้เรียน ประการท่ีส่ี กระบวนการ
เรียนการสอนดนตรีควรเป็นกระบวนการของการเรียนรู้เกี่ยวกับเสียง ก่อนการเรียนรู้เกี่ยวกับสัญลักษณ์ของเสียง
ประการท่ีห้าการเรยี นการสอนดนตรี ควรคานึงถงึ ประสบการณเ์ ดมิ ของผู้เรยี นเป็นสาคัญ ประการทหี่ กควรให้ผ้เู รยี น
มีโอกาสปฏิบัติดนตรี เพ่ือสร้างความเข้าใจในเน้ือหาและทักษะดนตรี ประการท่ีเจ็ดการเสริมแรงช่วยให้การเรียน
ดนตรมี ปี ระสิทธภิ าพได้ ประการทแ่ี ปดการวดั ผลการเรียนดนตรี ควรใช้เทคนิควิธหี ลายๆ แบบเพราะบางคร้งั ผ้เู รียน
อาจเรียนรู้สาระดนตรี แต่มิได้แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมทเี่ ห็นเดน่ ชัด เช่นในเรื่องของความซาบซึง้ ประการที่เก้า
ควรยอมรับในความรู้ความสามารถของผู้เรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกาหนดการเรียนรู้ และการ
ประเมินผล ประการสุดท้ายไม่มีทฤษฎีการเรียนรู้ใดที่นามาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนดนตรีได้ดีท่ีสุด ท้ังนี้
เพราะผู้เรียนมีประสบการณ์ท่ีแตกต่างกัน การเรียนการสอนท่ีมีประสิทธิภาพ อาจได้รับการประยุกต์มาจากหลาย
ทฤษฎี ท้ังนี้ขึ้นอยู่กับผู้สอนจะพิจารณาวา่ อะไรเหมาะกับผู้เรียนท่ีสุด และใชส้ ่ิงนั้นเป็นหลักในการจัดการเรียนการ
สอนดนตรี ซ่งึ จะทาใหผ้ ู้เรยี นเรียนดนตรดี ว้ ยความสนใจ มีความหมายและเจตคตทิ ด่ี ตี ่อวิชาดนตรี

1.5 พฒั นาการทางดนตรีและผเู้ รียน
พฒั นาการ หมายถงึ การกา้ วหน้า การเปล่ยี นแปลงไป ซง่ึ เป็นกระบวนการท่ีต่อเนือ่ ง เร่ิมต้ังแตก่ ารปฏสิ นธิ
จนถึงเวลาสิ้นลมหายใจ ในทางจิตวิทยาการศึกษาเรื่องพัฒนาการเกี่ยวข้องกับการศึกษาเร่ือง พฤติกรรมที่เกิดขึ้น
หรือเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลาของอายุเด็ก ซ่ึงต้องการท่ีจะเรียนรู้ถึงลักษณะทางด้านร่างกาย สติปัญญา
อารมณ์ และสังคม แม้ว่าการพัฒนาการจะค่อยเป็นค่อยไป แต่ก็มีบางช่วงท่ีการเปล่ียนแปลงมีมากหรือรวดเร็วจน
เห็นได้ชัด เชน่ ในวัยรุ่นการเปล่ียนแปลงทางด้านร่างกายเป็นไปรวดเร็วกว่าในวยั 7-8 ขวบ เป็นต้น พัฒนาการเป็น
ผลเน่ืองมาจากวุฒิภาวะ และสภาพแวดล้อม วุฒิภาวะเป็นกระบวนการทางชีววิทยาท่ีเกิดขึ้นเมื่อถึงเวลาตาม
ธรรมชาติ เช่น เด็กสามารถเดินได้เมื่ออายุประมาณ 1 ขวบ เมื่อกล้ามเน้ือและกระดูกพัฒนาจนถึงจุดหนึ่งแล้ว
อย่างไรก็ตามสภาพแวดล้อมทีม่ ีผลต่อวฒุ ิภาวะเชน่ กัน เช่น เด็กที่ขาดอาหาร หรือเป็นโรคบางชนิด ทาให้กล้ามเน้ือ
และกระดูกไม่พัฒนาไปเท่าท่ีควร เด็กผู้นั้นก็ไม่สามารถเดินได้ เม่ือถึงวัยที่ควรเดินได้แล้วก็ตามควรทาความเข้าใจ
ก่อนว่าในการกล่าวถึงการพัฒนาการน้ันเป็นการกล่าวโดยทั่วไป ฉะน้ันไม่จาเป็นว่าเด็กทุกคนต้องมีการพัฒนาการ

43

เป็นไปในเวลาเดียวกัน เด็กแต่ละคนย่อมมีช่วงการพัฒนาการแตกต่างกันไปตามแต่วุฒิภาวะ และสภาวะแวดล้อม
ของตนเอง

1.6 การวดั ผลและประมวลผล
การวดั และประเมนิ ผลดนตรี

ความหมายและหลกั การประเมนิ ผล
“การวัดผล” และ “การประเมินผล” มักใช้คู่กันในบางครั้งก็ใช้แทนกัน อย่างไรก็ตามเมื่อกล่าวถึง การ
วัดผล ความหมายที่แท้จริงคือ การวัดผลการเรียนของผู้เรียนว่าเป็นอย่างไร ซ่ึงมักมีค่าเป็นตัวเลข ส่วน การ
ประเมินผลหมายรวมถึงการไดค้ ่าจากการวัดมาแล้วและมกี ารประเมินค่าจากการวัดออกมาเป็นรูปของคุณภาพว่าดี
มากนอ้ ยเพียงใด จึงเห็นไดว้ ่าการประเมินผลเป็นคาทีม่ คี วามหมายกวา้ งกว่าคาว่าการวดั ผล
9. วิธีดาเนนิ การวจิ ยั
ประชากร
ครดู นตรีระดับมัธยมศกึ ษาจานวน 3 คน
กลุ่มตวั อยา่ ง
นกั เรียนระดบั ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 จานวน 10 คน
เครอ่ื งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัย
- แบบฝกึ เสริมทกั ษะการรอ้ งเพลงทถี่ กู วิธี
- แบบสารวจความพึงพอใจของเดก็ นักเรียน
การเก็บรวบรวมขอ้ มลู
- หลกั สูตรการสอนดนตรใี นประเทศ
- หลกั สูตรการสอนดนตรตี า่ งประเทศ
- วิธีการเรียนการสอนดนตรใี นประเทศ
- วธิ ีการเรยี นการสอนดนตรตี ่างประเทศ
- จติ วิทยาการสอนดนตรี
- พฒั นาการทางดนตรแี ละผเู้ รยี น
- ศึกษาแนวทางการแกไ้ ขปญั หาดว้ ยวธิ ีการต่างๆ
การวเิ คราะห์ข้อมูล
ผู้วิจัยได้ใชแ้ บบสารวจความพึงพอใจเป็นเครื่องมอื วัดของแบบฝึกเสริมทักษะการร้องเพลงที่ถูกวิธี ขณะท่ี
หลังจากการใช้งานแล้วเกิดความพึงพอใจกับกลุ่มเป้าหมายมากน้อยเท่าไหร่ โดยจะใช้สถิติ และ S.D. มาใช้ใน
การประเมิน
12. เอกสารอ้างองิ
ชไมพร กาญจนกจิ สกลุ . 2555. การสรา้ งเครอื่ งมอื วจิ ัย. กรงุ เทพมหานคร : สานกั พิมพโ์ อเดียนสโตร์
นคร เสรีรกั ษ์. 2555. วิจยั ไมใ่ ชเ่ รอื่ งยาก. กรุงเทพมหานคร : มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์

44

ปว.1-6

แบบประเมินการปฏบิ ัตติ นของนักศกึ ษา

ช่ือ...........................นางสาวกลั ยาณี พันธวุ์ งศ์............................สาขาวชิ า...................ดนตรศี กึ ษา............................
รหสั ประจาตัว...............61115320113………………...................ชอ่ื โรงเรียน.................สิงห์บุรี……………………………...

คาชแี้ จง ขอใหค้ รพู ี่เล้ยี งของโรงเรยี นประเมินการปฏบิ ตั ิงานของนกั ศกึ ษาตามรายการทกี่ าหนด โดยพจิ ารณา

รายการประเมนิ แล้วทาเครือ่ งหมาย  ลงในช่องผลการประเมิน

ผลการประเมนิ

รายการประเมิน ดีมาก พอใช้ ควรปรับปรงุ

210

1.แต่งกายสะอาด สุภาพเรยี บร้อย
2.แสดงกริ ยิ ามารยาทเหมาะสมกบั ความเปน็ ครู
3.ใชว้ าจาสุภาพ
4.มีมนษุ ยสมั พนั ธท์ ดี่ ี
5.ทางานเปน็ ระเบียบเรียบรอ้ ย
6.มคี วามรับผดิ ชอบต่องานท่รี บั มอบหมาย
7.มคี วามเอาใจใสแ่ ละใฝร่ ใู้ นงานครู
8.มีความรูค้ วามสามารถปฏบิ ัติงานทไี่ ดร้ ับมอบหมาย
9.มีความตั้งใจในการทางาน
10.ปฏบิ ัตงิ านตรงเวลา

รวม 20
รวมคะแนนทง้ั หมด

ลงชอื่ ………………………………………….ครูพีเ่ ล้ียง
(นายอเุ ทน เปียหลอ)
7 / ตลุ าคม / 2564

45

ปว.1-7

แบบประเมนิ แผนการจดั การเรียนรู้

รายวชิ า...........ดนตรีไทย...........ภาคเรียนท.่ี .....1......ชนั้ .......มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1........ปกี ารศกึ ษา.........2564............
โรงเรยี น.......สงิ หบ์ รุ ี............ครผู ู้สอน............นางสาวกลั ยาณี พันธว์ุ งศ์..............กลมุ่ สาระการเรียนรู้.....ศลิ ปะ.........

คาช้แี จง โปรดเขียนเครอื่ งหมาย √ ลงในชอ่ งทีต่ รงกับระดับการประเมนิ

ระดับการประเมิน 5 หมายถงึ ดมี าก ระดบั การประเมิน 2 หมายถึง ปรับปรงุ

ระดับการประเมิน 4 หมายถึง ดี ระดับการประเมิน 1 หมายถึง ไมผ่ ่านเกณฑก์ ารประเมนิ

ระดบั การประเมิน 3 หมายถึง พอใช้

รายการประเมิน ระดบั การประเมนิ

5432 1

1. กาหนดมาตรฐาน/ตัวชว้ี ัด/จดั ประสงค์การเรยี นรูค้ รอบคลมุ พฤติกรรม
การเรยี นรดู้ ้านพทุ ธพิ สิ ยั ทักษะพสิ ยั และจิตพสิ ยั

2. ความสอดคลอ้ งมาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวชีว้ ดั /สาระสาคญั และกจิ กรรม
การเรยี นรู้

3. กจิ กรรมการเรียนรมู้ คี วามครอบคลมุ การพฒั นาผู้เรียนให้มคี วามรู้
ทกั ษะกระบวนการ สมรรถนะท่ีสาคัญของผู้เรยี นและคณุ ลกั ษณะอนั พงึ

ประสงค์

4. กิจกรรมการเรยี นรูต้ อบสนองความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล
5. กิจกรรมการเรียนรหู้ ลากหลายและเน้นผูเ้ รยี นเป็นสาคญั
6. นาภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถ่นิ และสอ่ื เทคโนโลยีมาประยกุ ต์ใชใ้ นการเรยี นการ
สอน

7. ส่ือการเรยี นรูม้ ีความเหมาะสมสอดคล้องกบั กจิ กรรมการเรียนการสอน

8. ประเมินความก้าวหนา้ ของผเู้ รยี นด้วยวิธที ่ีหลากหลายเหมาะสมกับ
ธรรมชาตวิ ิชา

9. วิเคราะหผ์ ลการประเมนิ แล้วนามาใช้ในการสอนซอ่ มเสรมิ
10. วธิ ีวดั และเคร่อื งมอื วดั สอดคลอ้ งกับพฤตกิ รรมท่ีกาหนดไว้ในตัวชว้ี ดั
หรอื จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

รวม/สรุปผล

รวม/เฉลย่ี สรปุ ผล


Click to View FlipBook Version