The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทเรียนที่ 2 พรรณไม้วงศ์ยาง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Maneerat Charoen, 2022-07-15 08:28:45

บทเรียนที่ 2 พรรณไม้วงศ์ยาง

บทเรียนที่ 2 พรรณไม้วงศ์ยาง

กรกฎาคม 2565 | ฉบับที่ 2

พรรณไม้วงศ์ยาง

Generalization

Dipterocarpaceae
In Thailand

คณะผู้จัดทำ

นางสาวช่อผกา ผกาหวน 620113116040

นางสาวบริญพฤกษ์ จัยสำคัญ 620113116044

นางสาวมณีรัตน์ เจริญรัมย์ 620113116049

นางสาวรุ่งนภา อิสสัยยะ 620113116050

นางสาววาสนา ยีรัมย์ 620113116052

เสนอ

ผศ.ดร.เทพพร โลมารักษ์

ผศ.ดร.วรวัฒน์ พรหมเด่น



สาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

คำนำ

แบบเรียนเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายเกี่ยวกับวิชาการสอนวิทยาศาสตร์
ชีวภาพ รหัสวิชา 1163206 จัดทำขึ้นเพื่อเป็นบทเรียนในการจัดการการสอน
ในรายวิชาวิทยาศาสตร์เนื้อหาประกอบไปด้วยพรรณไม้วงศ์ยางกับป่าเขตร้อน
ลักษณะของพรรณไม้วงศ์ยาง ไม้วงศ์ยางในประเทศไทย และสาระน่ารู้ต่างๆ
เกี่ยวกับวงศ์ไม้ยาง

คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและนำไป
ประยุกต์ได้อย่างเหมาะสมกับการจัดการเรียนการสอน

คณะผู้จัดทำ

สารบัญ หน้าที่

เรื่อง 1
2
พรรณไม้วงศ์ยางกับป่าเขตร้อน 5
ลักษณะของพรรณไม้วงศ์ยาง 12
ไม้วงศ์ยางในประเทศไทย 13
14
ภูมิปัญญากับการใช้ประโยชน์ไม้วงศ์ยาง

มหัศจรรย์…ยางนาต้นไม้พยากรณ์อากาศ
กิจกรรมที่ 1

1

พรรณไม้วงศ์ยางกับป่าเขตร้อน

ไม้วงศ์ยางเป็นพื ชวงศ์ใหญ่ของภูมิภาคเอเชียใต้และแอฟริกา
ประกอบด้วย 17 สกุล 680 ชนิดบางสกุลเจริญเติบโตในเขตแดนระหว่าง
ประเทศทางตะวันออกในทวีปเอเชียโดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น หรือ ในช่วงวาล
เลซไลน์ (Wallace's Line) และแถบออสเตรเลียซึ่งนักธรรมชาติวิทยาชาว
อังกฤษ Alfred Russel Wallace ได้นำเสนอไว้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ใน
พื้นที่ป่าลุ่มต่ำของฝั่ งตะวันตก ในประเทศมาเลเซียมักพบพรรณไม้ในวงศ์
ยางขึ้นเป็นไม้เด่นโดยทั่วไปเป็นป่าที่แห้งกว่าป่าในแถบเอเชียตะวันออกเฉียง
ใต้สำหรับไม้ยางในสกุลPakaraimaeaและสกุลPseudomonotes เป็น
สกุลที่มีขอบเขตเฉพาะในพื้ นที่บางส่วนของแม่น้ำอะเมซอนซึ่งอยู่ทาง
อเมริกาใต้

2

ลักษณะของพรรณไม้วงศ์ยาง

ลําต้น เปลือก

ส่วนมากจะมีลำต้นตรงโคนมี เรียบและมีรอยวงแหวน
หรือไม่มีพู พอนอาจพบราก แตกแบบสะเก็ดตามยาว
ค้ํายัน หลุดล่อนเป็นแผ่นขนาด
เล็กหรือใหญ่ เเตกเป็น
ร่องลึกตามยาวเปลือกชั้น
ในมีสีและลวดลายเฉพาะ
ตัว หรือผันแปรเล็กน้อยมี
ชั้นสีขาว สีเหลืองอำพั นใส
และสีเหลืองปนสีน้ำตาล

4

ลักษณะของพรรณไม้วงศ์ยาง

ดอก

เป็นแบบสมบูรณ์เพศ
สมมาตรตามรัศมี ช่อดอก
แบบช่อแยกแขนง แต่ละดอก
มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอก 5
กลีบ กลีบเลี้ยงมีทั้งแบบซ้อน
กันและขอบกลีบเรียงจรดกัน
กลีบดอกเรียงซ้อนกันปลาย
กลีบบิดเวียนคล้ายกังหันลม
เกสรเพศผู้ มีตั้งแต่ 5 อันขึ้น
ไป ปลายอับเรณูมีรยางค์
เกสรเพศเมีย มี 1 อัน รังไข่
ติด อยู่เหนือวงกลีบหรือกิ่งใต้
วงกลีบ ก้านเกสรเพศเมียมัก
บวมพองตรงรังไข่มี 3 ช่อง
แต่ละช่องมีไข่ 2 ~ 4 เมล็ด
ติด อยู่รอบแกนร่วม

3

ลักษณะของพรรณไม้วงศ์ยาง

ใบ เหียง
พะยอม
ใบ เป็นใบเดี่ยวออกเวียนสลับ
รูปไข่ รูปรี รูปหอก รูปขอบ เต็ง
ขนาน รูปขอบขนานแกมรูป
หอก รูปหอกกลับ หรือรูปไข่
กลับปลายใบแหลมเรียวแหลม
หยักเป็นติ่งสั้นถึงคล้าย
หางยาวมน หรือกลม โคนใบ
รูปลิ่มแหลมมนกลมถึงรูป
หัวใจหรือเบี้ยวขอบใบส่วนมาก
เรียบแผ่นใบมักเรียบ
และเกลี้ยงเป็นมันเงายกเว้น
ในบางสกุลเช่นสกุลยาง
(Dipterocarpus) และสกุลไข่
เขียว(Parashorea)ซึ่งแผ่นใบ
มักจีบเป็นสันระหว่างเส้น
แขนงใบ และมีขอบใบเป็นคลื่น

ไม้วงศ์ยางในประเทศไทย 5

แบ่งชนิดออกได้เป็น 8 สกุลดังนี้

1.พั นธุ์ไม้สกุลกระบาก(Anisoptera)

ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่เปลือกขรุขระแตกแบบสะเก็ดตามยวาเปลือกชั้นใน
เป็นชั้นสีส้มสลับสีขาวมีชั้นสีขาวใสใบรูปขอบขนานรูปรี ปลายใบเรียวแหลม
โคนใบรูปมน ขอบใบเรียบไม่พบตุ่มใบที่ง่ามเส้นแขนงใบ เส้นแขนงใบโค้ง
เรียวปลายเส้นจรดกัน ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง กลีบเลี้ยง เรียงจรดกัน
แยกถึง โคน กลีบดอก สีขาว เมล็ดฝังอยู่ในฐานรองดอกทั้งหมดมีปีกยาว
2 ปีกๆ สั้น 3 ปีก ในประเทศไทยพบไม้สกุลกระบาก 4 ชนิดได้แก่
กระบาก(Anisoptera costata Korth.)
กระบากทอง (A. curtisii Dyer ex King)
กระบากแดง (A. (aevis Ridl.)
และช้าม่วง (A. scaphula (Roxb.) Kurz)

กระบาก กระบากแดง
Anisoptera costata Korth. Anisoptera laevis Rild.

ไม้วงศ์ยางในประเทศไทย 6
แบ่งชนิดออกได้เป็น 8 สกุลดังนี้

2.พันธุ์ไม้สกุลยาง (Dipterocarpus)

ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่ไม่ผลัดใบและขึ้นในป่าดิบจะมีเปลือกเรียบ หรือ
หลุดล่อนเป็นแผ่นขนาดเล็กถึงใหญ่ แต่ชนิดพันธุ์ที่ผลัดใบและขึ้นในป่าเต็งรัง
จะมีเปลือกแตกเป็นร่องลึกตามยาวมีชั้นสีขาวใสปลายกิ่งมีหูใบขนาดใหญ่
กว่าสกุลอื่นๆ และมีรอยแผลหูใบเป็นวงรอบกิ่งชัดเจนใบรูปรี ปลายใบแหลม
มน โคนใบรูปมนขอบใบหยักมนและเป็นคลื่นช่วงปลายใบหรือเรียบ ไม่พบตุ่ม
ใบที่ง่ามเส้นแขนงใบ เส้นแขนงใบ เหยียดตรงขนานกัน กลีบเลี้ยง โคนเชื่อม
ติดกันเป็นรูปกรวย ผิวด้านนอกเรียบ กลีบดอก สีขาวมีแถบคาดกลาง
สีชมพู สีชมพู เข้ม ผลรูปรีโคนเมล็ดฝังอยู่ในฐานรองดอกและอยู่ในหลอด
กลีบเลี้ยง

ยางนา
Dipterocarpus alatus Roxb. ex G.Don

ไม้วงศ์ยางในประเทศไทย 6
แบ่งชนิดออกได้เป็น 8 สกุลดังนี้

3.พันธุ์ไม้สกุล เคี่ยม (Cotelelobium)

เคี่ยม (Cotylelobium lanceolatum Craib) เป็นพรรณไม้ที่พบ
ได้ง่ายพบในภาคใต้ตั้งแต่อำเภอบางสะพานน้อยจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ขึ้นในป่าดิบแล้ง หรือ ป่าดิบชื้นที่ดินไม่สมบูรณ์ เช่น ดินลูกรังมีกรวดผสม
มาก หรือดินทรายจัด และมีการระบายน้ำดี มัก พบตามป่าดิบแล้งตามเนิน
ทราย หรือเนินเขาใกล้ชายฝั่ งทะเล ช่วงระยะเวลาการออกดอกจนพัฒนาเป็น
ผลแก่ในเดือนกุมภาพั นธ์ถึงเดือนพฤศจิกายน

เคี่ยม
Cotylelobium lanceolatum Craib

ไม้วงศ์ยางในประเทศไทย 7
แบ่งชนิดออกได้เป็น 8 สกุลดังนี้

4.พันธุ์ไม้สกุล พันจำ (Vatica)

ไม้ยืนต้นขนาดกลาง-ใหญ่เปลือกเรียบมักจะมีและมีรอยวงแหวนรอบ
ต้น มักมีชันสี เหลืองอำพันใส เปลือกชั้นในมักบาง สีครีม ขาว หรือสีส้มอ่อน
ใบ รูปขอบขนาน รูปรี ปลายใบแหลม โคนใบรูปมน ขอบใบเรียบ ไม่พบตุ่มใบ
ช่อดอกแบบช่อแยกแขนงที่มี ช่อดอกย่อยไม่แน่นอนระหว่างช่อกระจะ
ช่อกระจุก มีขนกระจุกหนาแน่นสีน้ำตาลแดง กลีบเลี้ยง เรียงจรดกัน แยกถึง
โคน และมีเมล็ดที่ค่อนข้างใหญ่ ผลอ่อนมีขนสั้นหนาแน่นสีสนิมปีกสีแดง หรือสี
เขียวอ่อนแต้มสีแดง ส่วนในกลุ่มผลไม่มีปีก ผลจะเป็นสีน้ำตาล

พั นจำดง พั นจำ
Vatica lowii King Vatica odorata (Griff.) Symington

ไม้วงศ์ยางในประเทศไทย 8
แบ่งชนิดออกได้เป็น 8 สกุลดังนี้

5.พันธุ์ไม้สกุล ไข่เขียว (Parashorea)

ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่เปลือกเรียบหรือแตกสะเก็ดเป็นแผ่น มีช่อง
อากาศกระจายทั่ว ใบรูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบรูปลิ่มกว้าง
มีตุ่มใบ เส้นแขนงใบ เอียงทำมุมแหลมกับ เส้นกลางใบมาก ปลายเส้นโค้ง
เรียว เส้นใบแบบขั้นบันได ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง กลีบเลี้ยง เรียงซ้อน
เหลื่อมกันเล็กน้อย แยกถึง โคน แบ่งเป็นกลีบใหญ่ 3 กลีบ กลีบเล็ก 2 กลีบ
กลีบดอก สีขาว หรือครีม หรือมีสีชมพู แต้ม อาจมีหรือไม่มีปีก โคนปีกเรียง
จรดกัน ผลอ่อนผิวสีน้ำตาล ปีกสีเขียวเหลือง บางชนิดกลีบเลี้ยงไม่พัฒนา
เป็นปึก แต่จะเป็นติ่งสั้นและแข็ง ติดที่โคนผล ในประเทศไทยพบไม้สกุลเพียง
2 ชนิด คือ เกล็ดเข้ และไข่เขียว

ไข่เขียว เกล็ดเข้
Parashorea stellata Kurz Parashorea densiflora
slooten & Symington

ไม้วงศ์ยางในประเทศไทย 9
แบ่งชนิดออกได้เป็น 8 สกุลดังนี้

6.พันธุ์ไม้สกุล ตะเคียนชันตาแมว (Neobalanocarpus)

ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่เปลือกแตกแบบสะเก็ดตามยาว มีชันสีเหลืองใส
หรือสีขาวใส ใบรูปหอก ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ โคนใบแหลม
ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง กลีบเลี้ยงเรียงซ้อนเหลื่อมกัน แยกถึงโคน
แบ่งเป็นกลีบวงนอก 2 กลีบ กลีบวงใน 3 กลีบ กลีบดอก สีขาว ปลายโค้ง
กลับมาก-น้อย ผล รูปทรงกระบอก . เมล็ดติดอยู่เหนือ ฐานรองดอก ผิว
เรียบเกลี้ยง ไม่มีปีก กลีบเลี้ยงไม่พัฒนาเป็นปีก กลีบเลี้ยงทั้ง 5 ค่อนข้าง
กลม แข็ง หนา โอบหุ้มโคนผลและซ้อนกันชัดเจน ผลอ่อนสีเขียวอ่อน สกุลนี้
ทั่วโลกพบเพียง 1 ชนิด ที่พบในประเทศไทยและคาบสมุทรมาเลเซีย คือ
ตะเคียน ชันตาแมว (Neobalanocarpus heimii (King) P.S.Ashton)

ตะเคียนชันตาแมว
Neobalanocarpus heimii (King) P.S. Ashton

ไม้วงศ์ยางในประเทศไทย 10
แบ่งชนิดออกได้เป็น 8 สกุลดังนี้

7.พันธุ์ไม้สกุล ตะเคียน (Hopea)

หลายคนอาจจะไม่รู้แต่ไม้สกุลตะเคียนก็จัดอยู่ในจำพวกเดียวกับยาง
นอกจากนี้สกุลนี้มีหลายชนิดที่พบได้ในประเทศไทย เช่น ตะเคียนใบใหญ่,
ตะเคียนหิน, ตะเคียนทอง, กระบกรัง, ตะเคียนแก้ว, กรายดำ, ตะเตียนทราย,
ตะเคียนหินเป็นต้น

ตะเคียนทอง ชันหอม
Hopea odorata Roxb. Hopea sp.

ไม้วงศ์ยางในประเทศไทย 11
แบ่งชนิดออกได้เป็น 8 สกุลดังนี้

8.พันธุ์ไม้สกุล เต็ง, รัง, สยา (Shorea)
ไม้ยืนต้นขนาดกลาง-ใหญ่มไม่มีรากค้ำยัน เปลือกแตกได้หลายแบบ

มีชั้นสีน้ำตาลแกมสีม่วงเข้ม สีน้ำตาลอมสีเหลือง หรือสีขาวใส ใบ รูปรี รูปไข่ รูป
ขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบรูปมน บางชนิดพบตุ่มใบตามง่ามเส้นแขนงใบกับ
เส้นกลางใบใกล้โคนใบเส้นแขนงใบโค้งเรียว ช่อดอกส่วนมากเป็นช่อแบบแยกแขนง
ที่มีช่อดอกย่อยแบบกระจะ กลีบเลี้ยง เรียงซ้อนเหลื่อมกัน กลีบดอก สีขาว สีขาว
อมเหลือง หรือสีแดงเข้ม โคนสีขาว สีเหลือง สีชมพู หรือสี แดง รูปขอบขนาน โคน
กลีบพองเป็นถุงชัดเจนหรือไม่ชัดเจน มีกลิ่นหอมอ่อน กลีบเลี้ยงวงนอกพัฒนา
เป็นปีกยาว 3 ปีก กลีบเลี้ยงวงใน 2 กลีบเป็นปีกสั้นกว่า ปีกยาวรูปหอกกลับแกม
รูปขอบขนาน รูปหอกกลับมีเส้นปีก 7 - 12 เส้น บางชนิดเป็นปีกแข็งหนาไม่มีเส้น
ปีกชัดเจนผลอ่อนสีเขียวอ่อน ปีกสีแดง สีแดงอมชมพู หรือสีเขียวเหลือง

เต็ง รัง
Shorea obtusa Wall. ex Blume Shorea siamensis Miq.

12

ภูมิปัญญากับการใช้ประโยชน์
ไม้วงศ์ยาง

เนื้อไม้
ไม้สกุลยางมีความสำคัญในการก่อสร้างที่ให้ความคงทน แปรรูปเป็นไม้
แปรรูป หน้าใหญ่ ยาว ไม่คดงอ ท่าไม้อัดคุณภาพดี ใช้ทำไม้แบบคอนกรีต
ได้เป็นอย่างดีทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ใบ
ใบยางเพี ยงและใบยางหลวงเป็นใบไม้วงศ์ยางที่ใช้ประโยชน์กันมากที่สุด
ตั้งแต่อดีต เนื่องจากใบใหญ่และมีความทนทาน ชาวบ้านใช้ห่อข้าวเหนียว
ห่อขนม หรืออาหาร อื่นๆ และใช้เย็บทำนาหรือมุงหลังคาบ้านกันแดดและฝน
ทำฝาบ้าน หรือเย็บทำหมวกใส่ระหว่างคำนา หรือเลี้ยงสัตว์

ดอก
ดอกพะยอมใช้ปักแจกันตามบ้านและตามงานวัดและต้นจันทน์กะพั งใช้เป็นไม้
ประดับเนื่องจากเป็นไม้วงศ์ยางชนิดเดียวที่มีต้นเล็กสวยงามและมีกลิ่นหอม
เป็นที่นิยมและหายาก

เปลือก
เปลือกพะยอมและสักน้ำใช้ใส่ในของหมักดองเพื่ อใช้กันบูดในอดีต
กระบวนการผลิตน้ำตาล มะพร้าวมีการใช้เปลือกและรากของไม้พะยอม ไม้
เคี่ยม และตะเคียนทอง ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารกัน บูด และยังสามารถนำไป
ใส่เครื่องหมักดองและการฟอกหนังหากมีเศษไม้นำไปสับเป็นชิ้นแล้วไปตาก
แดดให้แห้งสนิทก่อนนำไปใช้

สาระน่ารู้ 13

มหัศจรรย์…ยางนา
ต้นไม้พยากรณ์อากาศ

“ยางนาเป็นเจ้าแห่งลมและฝนเพราะต้องใช้ลมพั ดพาเมล็ดไปตกที่ไกลๆ
และผลต้องงอกภาย 3 วัน หรือหากโดนแดด 3 วันผลยางนาจะเสีย
ต้นยางนาจึงเป็นต้นไม้พยากรณ์พายุฝนที่แม่นยำที่สุด ในวันที่ในตกอาจ
ไม่มีเมล็ดต้นไม้วงศ์ยางนาแก่ก็ได้ แต่หากเมล็ดไม้วงศ์ยางนาแก่จะมีพายุ
ลมฝนเสมอ”

“หลักนี้เป็นหลักการวิทยาศาสตร์ปฐมภูมิที่อาศัยการคำนวณช่วงอายุ
ดอกจนผลแก่ มีความแม่นยำสูง แตกต่างจากการคาดการณ์แบบ
ภูมิปัญญาชาวบ้านว่าเห็นมดขนไข่ฝนจะตก ซึ่งฝนอาจจะตกหรือไม่ตก
ก็ได้”

ยิ่งต้นไม้มีอายุมากเท่าไรการพยากรณ์อากาศจะแม่นยำมากขึ้น เช่น
ต้นยางนาอายุ 50 ขึ้นไป และยิ่งมีต้นไม้ชนิดเดียวกันและต้นไม้ต่างชนิด
กระจายในพื้นที่ จะยิ่งทำให้เกิดความเชื่อมโยงและสามารถพยากรณ์
อากาศได้แม่นยำมายิ่งขึ้น ชนิดที่ไม่แพ้การพยากรณ์อากาศที่ใช้เทคโนโลยี
ดาวเทียมมูลค่านับร้อยล้าน

เเคคยยสสงงสสััยยกกัันนรรึึปป่่าาวว
วว่่าาททำำไไมมททุุกกคครัร้ัง้งททีี่่
ลลููกกยยาางงนนาารร่่ววงงจจึึงงมมีีพพาายยุุฝฝนน ??

กิจกรรมที่1

วงศ์ไม้ยาง

คำชี้แจง : ให้ผู้เรียนอ่านและตอบคำถามต่อไปนี้

1. จงบอกประโยชน์ของวงศ์ไม้ยางมาอย่างน้อย 3 ข้อ
ตอบ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

2. ผู้เรียนมีวิธีการอนุรักษ์วงศ์ไม้ยางอย่างไรบ้าง
ตอบ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………

3. สำรวจวงศ์ไม้ยางที่พบบริเวณพื้นที่โรงเรียนว่ามีกี่ชนิดอะไรบ้าง
ตอบ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ชื่อ-สกุล …………………………………………………………………………………………………ชั้น…………………………

อ้างอิง

การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ไม้วงศ์ยาง[ออนไลน์].แหล่งที่มา :
HTTPS://WWW.DNP.GO.TH/DNPRESEARCH1/FILES/PUBLICATION/BOOK/เนื้อ
ในไม้วงศ์ยางBWOK.PDF[9กรกฎาคม2565]


Click to View FlipBook Version