The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

โครงงานดินและแสงมหัศจรรย์

โรงเรียนวัดบ้านสัก

Keywords: โรงเรียนวัดบ้านสัก

1

โครงงานดินและแสงมหัศจรรย์

นกั เรียนชนั อนุบาลปี ที 2-3

โรงเรียนวดั บ้านสัก

สํานักงานเขตพืนทกี ารศึกษาประถมศึกษาลาํ ปาง เขต 1

2

1

ชือ่ โครงงาน ดินและแสงมหัศจรรย

ผูจัดทำ นกั เรียนชนั้ อนุบาลปท ่ี2 - 3โรงเรยี นวดั บานสกั

ครทู ่ปี รกึ ษา นางสาวหนง่ึ ฤทัย พชิ ยั เงาะ
ระยะเวลาในการจดั ทำ ระหวา งวนั ที่13พฤศจกิ ายน ถึง 26 พฤศจกิ ายน 2561

..............................................................................................................................................................

ที่มาของโครงงาน
จากท่ีนักเรียนชั้นอนุบาล 2- 3ไดเรียนรูจากการจัดประสบการณการเรียนรูในหนวย “ธรรมชาติ

รอบตัว” ครูสนทนากับเด็กเรื่อง “ดินและแสงแดด ” วา เด็กๆเคยเห็นดินและแสงแดดท่ีไหนบางและดินมี

ลักษณะอยางไรดินและแสงเกิดขึ้นไดอยางไรและถามเด็กๆวาบรเิ วณใดบางของโรงเรียนท่ีมี “ดินและแสง”
เดก็ ๆตอบวาแสงแดดสามารถพบเห็นไดร อบๆตัวเรา สวนดนิ พบหนาอาคารบริเวณสนามเดก็ เลนหนาหองนํ้า

พี่ๆและบริเวณท่ีปลูกผักสวนครัวครูจึงพาเด็กๆเดินสํารวจดินบริเวณตางๆตามที่เด็กบอกพรอมทั้งใหเก็บ

ตวั อยางดนิ ในแตละที่นาํ มาสังเกตและถามเด็กๆวา
ครู : ดนิ ที่เดก็ สงั เกตมลี ักษณะอยางไร

ไตตนั้ : ดินมีสดี ําสีนาํ้ ตาล

ขาวหอม: ดนิ นม่ิ บางที่ก็แขง็
แมนยู : มใี บไมอยูใ นดนิ

ครู : เดก็ ๆมีขอสงสยั หรือมคี ําถามที่อยากรอู ะไรบางเก่ียวกับเร่ืองดิน

น้ําขงิ : มีดินอะไรบางในโรงเรียน (ครูบันทึกคาํ ถามลงบนกระดาษชารท )
น้าํ มนต : ดินมาจากที่ไหน (ครูบันทึกคําถามลงบนกระดาษชารท)

แมนยู : ทําไมมีดินหลายสี (ครบู ันทึกคาํ ถามลงบนกระดาษชารท)

พลอย : ถาปลกู ตน ไมใ นดนิ แตไมมแี สงจะเปนอยา งไรคะ (ครูบันทึกคาํ ถามลงบนกระดาษชารท)
ววิ : ในดินมีอะไร (ครูบันทกึ คาํ ถามลงบนกระดาษชารท)

ครู : เดก็ ๆมีคําถามอะไรอีกไหมที่อยากรูเด็กตอบไมมีครูจึงสนทนารวมกับเด็กและสรุปคําถามที่เด็ก

อยากรโู ดยใชช ารท ทคี่ รูจดบันทึกซ่ึงไดค าํ ถามทีเ่ ดก็ อยากรู 5คําถาม
คาํ ถามที่ 1 มีดินอะไรบา งในโรงเรยี น

คาํ ถามท่ี 2 ดนิ มาจากทไ่ี หน

คําถามท่ี 3 ทาํ ไมมีดนิ หลายสี
คาํ ถามท่ี 4 ถาปลูกตนไมในดินแตไมม แี สงจะเปนอยางไร

คําถามท่ี 5 ในดินมอี ะไร

2

ขน้ั ที่ 1 ตั้งคาํ ถามที่เก่ยี วกบั ปรากฏการณธ รรมชาติ ( 13 พฤศจิกายน 2561 )
จากคําถามท่เี ด็กอยากรู 5คําถามเดก็ และครูสนทนาเพ่ือเลือกคําถามท่ีจะนํามาสํารวจตรวจสอบโดย

การใหเหตุผลประกอบซึ่งเดก็ เห็นวาตอ งการเลือกคาํ ถามท่ี 1 คือมีดนิ อะไรบางเพราะจะไดรจู ักดินและจะได
ไปสังเกตดินทบ่ี านของตนเองไดอีกและคาํ ถามที่ 4คอื ถา ปลกู ตนไมในดินแตไมมีแสงจะเปนอยางไรเพราะจาก
ทไ่ี ปสํารวจดนิ ที่แปลงผักสวนครัวในโรงเรยี นจะเห็นวามผี ักเจริญเติบโตแตถาลองปลูกผักแบบไมมีแสงจะเปน
อยางไรคาํ ถามท่ตี องการนาํ มาหาคาํ ตอบคอื

1. มีดินอะไรบา งในโรงเรยี น
2.ถาปลกู ตน ไมใ นดินแตไมมีแสงจะเปน อยา งไร

คําถามท่ี 1 มีดนิ อะไรบา งในโรงเรียน

เดก็ สงั เกตดินในบริเวณโรงเรียนและนําไปศกึ ษาเพ่มิ เตมิ ที่หอ งเรยี น

เด็กตง้ั คําถามท่ีอยากรู

3

ครจู ดคําถามของเด็กในแผน ชารท คาํ ถามที่เด็กอยากรู
จดุ ประสงคเ พ่อื ศึกษาวา ในโรงเรยี นมดี ินอะไรบาง
ขนั้ ที่ 2 รวบรวมความคดิ และขอ สนั นิษฐาน(13พฤศจกิ ายน2561)

เด็กและครสู นทนารว มกันโดยครใู ชค าํ ถามกระตนุ ใหเ ด็กเลาประสบการณเ ดิมเก่ยี วกับชนิดของดนิ
ครู : เดก็ รูจกั ดินอะไรบางและมีลักษณะอยางไร
พลอย : ดนิ น่มิ จับแลวน่มิ เปยกมือสีดํา
โปเต : ดนิ แข็งกม็ ีสนี ้ําตาล
แมนยู : ดินรว นใชปลกู ตน ไม

ครูจึงชวนเด็กๆสนทนาตอเน่ืองวาดินที่นักเรียนรูจักมีลักษณะเหมือนกันไหมแตกตางกันอยางไร
รวมทงั้ ไดทบทวนถึงคําถามท่เี ด็กอยากรูคอื “มดี นิ อะไรบา งในโรงเรียน” และครใู หเด็กคาดคะเนคําตอบโดย
เดก็ แบง กลมุ 3กลมุ ๆละ 4คนโดยท่ีครูพาเด็กๆไปสํารวจบริเวณแปลงเกษตร สนามเด็กเลน และสนามหญา
หนาเสาธง โดยครูถามคําถามเด็กๆใหเด็กแตละกลุมรวมกันคิดและตกลงวากลุมตนเองจะคาดคะเนวา
อยา งไรจากคําถามดังนี้ “ เดก็ ๆคดิ วามดี ินอะไรบางในโรงเรียน ” และใหเด็กนําเสนอครูเขียนการคาดคะเน
ลงในกระดาษชารท ดงั น้ี

กลมุ 1 สาํ รวจบริเวณแปลงเกษตรดนิ มี 3 ชนิดคอื ดนิ แข็งดินนุม ดินทราย
กลุม 2 สาํ รวจบริเวณสนามเด็กเลน ดินมี 2 ชนดิ คอื ดินเหนียวดนิ รวน
กลุม 3 สํารวจบริเวณสนามหญา หนาเสาธง ดนิ มี 3 ชนิดคือดนิ รว นดินแข็งดนิ นิม่

ตัวแทนกลุมเสนอการคาดคะเนคาํ ตอบแลวครจู ดลงในกระดาษชารท

4

ขั้นที่ 3 ทดสอบและปฏิบัติการสบื เสาะ ( 14 พฤศจิกายน 2561 )
ครสู นทนากับเด็กโดยใชค ําถาม “เดก็ ๆมีวิธกี ารหาคําตอบโดยวิธใี ดบา งถงึ จะทราบวามีดินอะไรบา ง”

กลุม 1บอกวา กลับไปถามพอกบั แมท ี่บานแลวมาเลา ใหเ พอื่ นฟง
ครู :ถา เด็กๆจําเรื่องท่ีพอแมเ ลา ใหฟ ง ไมไดจ ะทําอยางไร(ครูเขียนบนั ทกึ ทีแ่ ผน ชารท )
นํ้ามนต: ใหพ อแมจ ดมาให
ววิ :หนจู ะใหพ อ แมเ อารูปภาพมาจากอนิ เตอรเ นต็ (ครเู ขียนบนั ทกึ ทแี่ ผนชารท)
กลุม 2บอกวาไปหาหนังสือในหอ งสมดุ ดูอนิ เตอรเน็ตก็ไดห นูดรู ูปภาพ
ครู : หนูดรู ปู ภาพแตอานหนงั สือไมออกจะทําอยางไร
ขา วหอม: ใหค รูอา นใหฟง
กลุม 3บอกวานา จะนาํ ดนิ ในโรงเรียนมาสงั เกต (ครูเขยี นบนั ทกึ ที่แผนชารท )
เดก็ และครรู วมกันสรปุ วิธีการหาคําตอบมดี นิ อะไรบา งในโรงเรยี นดงั น้ี

1 ถามพอแมแลวมาเลาใหเ พื่อนฟง
2 ไปหาหนังสอื ท่ีหอ งสมดุ ดูจากอนิ เตอรเนต็
3นําดินมาสงั เกต
ครูใหเด็กออกแบบวิธบี นั ทึกผลและนําเสนองานโดยถามเด็กวา “ เมื่อไดรบั ความรูเรือ่ งมีดินอะไรบา ง
ในโรงเรยี น
อะไรบางแลวเด็กมวี ิธีบันทกึ ผลอยา งไรบางและจะนาํ งานไปใหคนอ่ืนมีความรูดวยจะทําอยางไร”
ยโู ด : พอสงั เกตดนิ แลว ใหเ ด็กวาดรปู ดนิ
โปเต : เขยี นชือ่ ดนิ ตามปายท่ีครเู ขียนใหด ู
ไตตนั้ : เลาใหครฟู งแลว ใหค รูจดตามทผี่ มเลา
อลั ฟา : เอางานไปแขวนโชวหนาหองเรียน
เด็กและครสู รปุ ตามวธิ ีการที่เด็กๆรว มกันออกแบบโดยครูเขยี นบนั ทึกทแ่ี ผนชารท

วธิ กี ารหาคําตอบและวิธีการบันทกึ ผล-นาํ เสนองานของเด็ก

5

ขั้นท่ี 3 ทดสอบและปฏิบัตกิ ารสบื เสาะ(ตอ ) ( 15 พฤศจิกายน 2561 )
ครใู หเด็กท่ีไปถามพอ แมห รอื มเี อกสารจากพอแมมาเลาใหเพ่ือนฟงหนาชนั้ เรยี นจากการที่เด็กไปถาม

พอ แมเ ด็กๆรวมกันสรปุ ไดว า มีดิน 3 ชนดิ คอื ดนิ รวนดินเหนยี วดนิ ทรายโดยครเู ขยี นบนั ทกึ ทแี่ ผนชารท

เด็กนาํ ความรจู ากพอแมเ ลา ใหเพอ่ื นฟง
เดก็ และครไู ปหาคําตอบโดยหาหนังสือในหองสมดุ และดูการต ูนอนิ เตอรเ น็ตโดยมีคุณครชู วยอานใหฟง

เด็กหาคาํ ตอบจากหนังสอื ในหอ งสมุด เด็กหาคาํ ตอบจากดูอินเตอรเ น็ต

ขน้ั ท่ี 4 สงั เกตและบรรยาย (15 พฤศจกิ ายน 2561)
ครแู ละเด็กรวมกนั สาํ รวจ ดนิ ในบริเวณตางๆที่กําหนด โดยกอนออกไปสํารวจมีการสรา งขอตกลง

กันกอ น ดงั น้ี 1 บริเวณแปลงเกษตร 2 บรเิ วณสนามเดก็ เลน 3 บรเิ วณสนามหญาหนา เสาธง
ครู : บรเิ วณแปลงเกษตรท่ีเดก็ ๆไดไ ปสาํ รวจมาเดก็ ๆเหน็ วา ดนิ มลี ักษณะอยางไรคะ
อัลฟา : ดนิ มีสดี ํา เปนเม็ดเลก็
ไตต้ัน :ผมเหน็ มเี ศษใบไมเศษหญาดวยครบั
ครู : บรเิ วณสนามเด็กเลน เด็กๆสงั เกตไหมวาเด็กมีลักษณะอยางไร
น้ํามนต : หนูเห็นมที รายปนอยูคะ เวลาจับจะเปน ปน ไมไดคะ
ครู : แลว บรเิ วณสดุ ทายตรงสนามหญา หนา เสาธงดนิ มลี ักษณะอยา งไรคะ

6

วิว : หนูวา ดนิ มันเปย กๆ เหนยี วติดมอื คะ
พลอย : หนลู องจบั ดินตรงน้นั แลว เอามาปน มันปน ไดดวยนะคะ

โดยครูใชคําถามกระตุนใหเด็กสังเกตโดยใชประสาทสัมผัสตางๆพรอมท้ังใหเด็กบรรยายส่ิงท่ีพบ
และเดก็ รว มกนั สรปุ วาดินมี 3 ชนิดคอื 1 ดนิ รว นมีลักษณะเม็ดดินเล็กสดี ําบี้แลวดินแตกเล็กลงมีรากไมใบไม
ปนอยู 2 ดินเหนยี วมีลักษณะเหนียวติดมือปนไดย ืดไดเย็นเนอื้ เปนกอนติดกัน 3 ดินทรายมีลักษณะนิ่มเปน
ผงเหมือนมีทรายปนอยู

เดก็ หาคาํ ตอบจากสงั เกตดนิ

ข้ันท่ี 5 บนั ทึกผล (15 พฤศจกิ ายน 2561)

เด็กๆบันทึกผลตามวิธีการท่ีออกแบบไวคือวาดรปู ชนิดของดินเขียนช่ือดินตามปายท่ีติดไวนํามา
เลา และครจู ดตามทเ่ี ดก็ บอกนําไปเลาใหเพือ่ นฟงนําผลงานไปตดิ โชวห นาหอ งเรยี น

บริเวณท่ีสํารวจ ภาพที่เดก็ วาด ลักษณะตามคําบรรยายของเด็ก
1.แปลงเกษตร มเี ศษไมใ บผสมอยู มีสําดํา เปนเม็ด
เลก็ จับแลว รวนๆปนไมได

เปนดนิ เม็ดเล็กๆมีทรายปนอยู เปน
ผงๆ

2.สนามเด็กเลน

3.สนามหญาหนาเสาธง 7

ดินมีลักษณะเปยกๆ จับดินแลว
สามารถปน เปนกอนๆได

เด็กวาดภาพลกั ษณะดนิ ท่ีสงั เกต เดก็ เขยี นชอื่ ดนิ ตามปา ยทีเ่ ขยี นไว

เลา ผลงานใหเพ่ือนฟง เดก็ ๆนาํ ผลงานติดไวหนา หอ งเรียน

ข้นั ท่ี 6สรปุ และอภปิ รายผล(16 พฤศจกิ ายน 2561)

เด็กและครูรวมสนทนาถึงคําถามที่เด็กอยากรู “ มีดนิ อะไรบางในโรงเรียน” ครูใหเด็กทบทวนโดย
การใหเด็กออกมาเลาวา “ เด็กๆหาคําตอบไดโดยวิธีการอยางไร” และไดผ ลการศึกษาอยางไรโดยครใู ช
ชารท ประกอบการสนทนากบั เดก็ ๆ
ครู : จากการท่เี ดก็ ๆหาคําตอบวา “ มีดินอะไรบาง” สรุปวามีดินอะไรบางเด็กๆตอบวามีดิน 3 ชนิดคอื
ดนิ เหนยี วดินรว นดินทรายครูจึงใหเด็กๆอธิบายตอวาดินแตละชนิดมลี ักษณะเหมือนกันไหมเด็กๆบอกวาไม
เหมือนกนั ดินรว นมลี ักษณะเปน เม็ดดินเล็กสดี ําบแี้ ลวดนิ แตกมรี ากไมใบไมปนอยูดินเหนียวมีลกั ษณะเหนียว
ติดมอื ปนไดเย็นเนือ้ เปนกอนติดกันและดินทรายมีลักษณะน่ิมเปนผงเหมือนมีทรายปนอยูครูสนทนากับเด็ก

8

ตอเน่ืองโดยใหเด็กเปรียบเทียบการคาดคะเนคําตอบกับผลการศึกษาวาของแตละกลุมคาดคะเนคําตอบ
ตรงกันหรือไมเพราะเหตุใดครูจดคาํ พดู เด็กบนกระดาษชารท
เด็กๆ : คาดคะเนคําตอบไมตรงกับผลท่ีไดเพราะพวกเราไมรูจักช่ือวาเรียกวาอยางไรแตมีบางกลุม
คาดคะเนไดถ กู วามี 3 ชนดิ แตเรยี กชอื่ ไมถกู

ดงั นน้ั ครูจึงใหเ ด็กๆสรุปรว มกนั วาดินมี 3 ชนดิ แตล ะชนิดมีลักษณะไมเหมือนกันดนิ เหนียวเนื้อดินจะ
เหนียวเนือ้ ดินเปนกอนติดกันนิ่มๆปนไดเหมอื นดินนํา้ มันดินรวนจะเปนกอนเล็กๆเม้ือบ้ีดินจะแตกเปนกอน
เลก็ ๆจะมรี ากไมใ บไมปนอยสู วนดินทรายจะเปนผงเหมอื นมที รายปนอยู

ครจู ดบันทึกคาํ พูดของเดก็ ลงในกระดาษชารทตามคาํ พดู ของเดก็
นอกจากนี้ครูไดถามเด็กๆเพ่ิมเติมวาจากการที่พวกเราปฏิบัติกิจกรรมจนไดคําตอบวา “มีดิน
อะไรบา ง” เด็กๆยังมคี าํ ถามทีอ่ ยากรอู กี หรือไมเด็กๆหลายคนยกมอื ครูจึงใหเ ด็กๆถามวาอยากรูอ ะไร
ไตตน้ั : ครูครบั ดิน 3 ชนดิ นําไปปลูกตนไมไดห รอื ไมครับ
อลั ฟา : ปลูกผกั ในดนิ รว นไดไ มครับ
ววิ : ถาปลูกตน ไมม ีแดดกับไมม ีแสงตน ไมจะเจริญเติบโตม้ยั คะ
ครนู ําคําถามที่เด็กอยากรู ใหเดก็ ๆรว มกันศกึ ษาตอ ไปในโครงการท่ี2

9

ผลการพฒั นาความสามารถของเดก็ ปฐมวัย

1. ผลการพัฒนาความสามารถพืน้ ฐาน 4 ดา น
1.1 ดา นการเรียนรู
- เดก็ ๆสามารถเลา/บอกวธิ ีการหาคําตอบของตนเองได
- เดก็ ไดเรียนรูช นิดของดนิ
- เดก็ ไดเรยี นรลู ักษณะของดินแตละชนิด
1.2 ดา นภาษา
-เดก็ มพี ัฒนาการดานภาษาจากการสนทนาโตตอบแสดงความคดิ เหน็
-ทกั ษะดานภาษาจากการพดู บรรยายเลา สงิ่ ที่สังเกต
1.3 ดา นสังคม
-เด็กสามารถทํางานรว มกับผูอ่ืนได
-เดก็ แสดงความคดิ เหน็ ของตนเองและยอมรับฟง ความคดิ เหน็ ของผูอื่น
-เดก็ เคารพกฎกติกาและปฏิบัตติ ามขอตกลงของหองเรียน
1.4 ดา นการเคล่ือนไหวและทักษะการรับรูประสาทสมั ผัส
-เดก็ เคลื่อนไหวหยบิ จับดินและอุปกรณต า งๆไดอ ยา งคลองแคลว
-เดก็ สามารถใชประสาทสมั ผัสในการสังเกตดวยตวั เองจนไดขอมลู ท่ีชดั เจน

2. ผลการพฒั นาทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร
2.1 ทกั ษะการสังเกต
-การบอกลักษณะสิง่ ท่ีสังเกตดว ยประสาทสมั ผสั ตางๆเชนหยิบจับสัมผัสดินชนิดตางๆ
2.2 ทักษะการจาํ แนกประเภท
-เปรียบเทียบลกั ษณะของดนิ แตละชนิด
-จําแนกประเภทของดินโดยใชเ กณฑของตวั เอง
-เปรยี บเทยี บส่งิ ทคี่ าดคะเนกับผลการศกึ ษา
2.3 ทกั ษะการพยากรณห รือการคาดคะเนคาํ ตอบ
-เด็กสามารถคาดคะเนคําตอบทีค่ ิดวามดี นิ อะไรบา ง
2.4 ทกั ษะการจดั กระทาํ และสื่อความหมายขอมลู
-เดก็ สามารถสรปุ ผลส่งิ ทส่ี งั เกตโดยการวาดภาพเขียนช่ือดินเลาใหครูฟงนาํ เสนอหนาช้นั
เรยี นใหเ พ่ือนๆเขา ใจได
2.5 ทักษะการลงความคิดเห็นจากขอมลู
-เด็กสามารถใหเหตุผลเพิ่มเติมโดยใชความคิดเห็นสวนตัวและประสบการณเดิมแสดง
ความคิดเห็นตางๆได

10

คําถามท่ี 2 ถาปลกู ตน ไมในดนิ แลว ไมมีแสงแดดจะเจรญิ เติบโตไหม

ขั้นท่ี 1 ต้งั คําถามทเ่ี กี่ยวกบั ปรากฏการณธรรมชาติ (19 พฤศจิกายน 2561)

จากการที่ไปศึกษาขอมูลเก่ียวกับพืชผักสวนครัวในโรงเรียน เด็กๆจึงสงสัยวาผักเจริญเติบโตได
อยา งไร เด็กบางคนจึงมีขอสงสยั ใหเกิดคําถามตอ เนอ่ื งวา
ยโู ด : คณุ ครคู รบั แลวผักตา งๆทเี่ ราปลกู มนั จะเจรญิ เติบโต ไดอยางไรครับ
ครู : แลว เด็กๆคดิ วา ผักเหลานน้ั จะเจริญเติบโตอยา งไรคะ
นํ้าขิง : หนเู คยเห็นแมรดนาํ้ ผักทุกวนั มันกเ็ ลยโตคะ
ววิ : หนเู คยเห็นแมใ สป ยุ ในผกั ดวยคะ
แมท : หรือวามนั อยทู ่ดี นิ ครับ ถึงจะโต
ครู : ใชคะ การปลกู ผักหรอื ตน ไมท กุ ชนิดจะตอ งอาศยั อาศัย แสงแดด นาํ้ และปุย
ภูมิ : แลวถาเราปลกู ผักในท่ีๆไมม ีแสงแดดละครบั ผักจะโตไหมครบั
ครู : แลว เดก็ ๆคิดวา ผักท่ีเราจะปลกู มนั จะโตไหมคะ ถา เราปลกู ผักระหวางในท่มี ีแสงและไมม ีแสงแดด
นาํ้ ขงิ : หนูวามันกโ็ ตนะคะ เพราะเรายังรดนา้ํ มันอยู
ววิ : หนูวา ตนทป่ี ลกู ไมโดนแสงจะไมโ ตคะ
แมท : ผมเคยเห็นผักโตครบั
ครู : ถาเดก็ ๆอยากรวู า ผักทเี่ ราจะปลกู มันจะโตไหม เราตองทําอยา งไรคะ
เด็ก : ตอ งลองปลกู ครับ/คะ
ครู : แลว เดก็ ๆจะปลูกผัก เดก็ ๆอยากปลูกตน อะไรคะ
ภมู ิ : ผมชอบทานผัดผักบงุ ครับผมอยากปลกู ผกั บุง ครบั
ครู : เด็กคนไหนอยากปลูกผักบุงเหมอื นนอ งภูมิไหมคะ ใหเ ดก็ ๆยกมือข้ึนนะคะ
เดก็ ๆ : สวนมากยกมือท่ีจะเลือกปลูกผกั บุง
ครู : ถาเราเลือกท่ีจะปลูกผัดบุง กันแลว เรามาดูวาถาเราปลูกผักบุง ในท่ีมีแสงกับไมมแี สง อันไหนจะ
โตกวากนั

ครูจึงถามเด็กๆวา “แลวคนอื่นๆละคะ อยากรูเรื่องอื่นอีกไหม” เด็กสวนใหญบอกวาอยากเรียนรู
เร่ืองการเจริญเติบโตของผักบงุ ในทม่ี ืดและท่ีมแี สง

จุดประสงค เพื่อศึกษาวาแสงแดดมผี ลตอการเจรญิ เตบิ โตของผกั บุงอยา งไร

11

ขนั้ ท่ี 2 รวบรวมความคดิ เห็นและขอ สนั นิษฐาน(19 พฤศจกิ ายน 2561)

เด็กและครสู นทนารวมกันโดยครูใชคาํ ถามกระตนุ ใหเดก็ เลาประสบการณเดิมเกี่ยวกบั การปลูกผัก
ครู : เดก็ ๆรูจ ักวิธีการปลูกผกั ตา งๆไหมคะ
อลั ฟา : ผมเคยเหน็ แมป ลูกผกั ที่สวนครบั
ครู : เดก็ ๆคดิ วา ถา เราปลูกตนผักบุงกนั เอง ตน ผักบงุ มนั จะข้ึนไมคะ
แมนยู : ผมวา ขึ้นครับ
ครู : แตถ า เราปลูกในที่ ทม่ี ันมีแสงและไมมีแสงเลยละคะ ตน ผักบุงท่เี ราปลูกมนั จะเปนอยางไรคะ
ยโู ด : ผมวาข้นึ ครบั
แมนยู : ผมวา ไมข น้ึ ครบั
ครู : เรามาลองชวยกันปลูกตนผักบุงดูไหมคะ วาระหวางปลูกท่ีมีแสงกับไมมีแสง อันไหนจะข้ึนหรอื ไม

ข้ึน
เด็กๆ : ครับ/คะ

ครูและเด็กรวมกันสรุปขอสันนิฐาน วาปลูกผักบุงในที่มีแสงจะเจริญเติบโตไดดีท่ีสุด ในท่ีมีแสง
เล็กนอยจะมกี ารเจริญเตบิ แตจะไมส มบรู ณแ ละในท่ีไมมีแสงจะไมเ จริญเติบโตเลย

ขนั้ ท่ี 3 ทดสอบและปฏิบัตกิ ารสบื เสาะ(20 - 21 พฤศจิกายน 2561)

ครูสนทนากับเด็กโดยใชคําถาม “เด็กๆมีวิธีการหาคําตอบอยางไรถึงจะทราบวาแสงมีผลตอการ
เจรญิ เตบิ โตของผักบุง ”
ครู : ถา เราอยากรูว า “แสงมผี ลตอ การเจรญิ เตบิ โตของผักบงุ ” เดก็ ๆมวี ธิ ีการหาคําตอบโดยวิธใี ด
ไตต้ัน : ผมจะกลับไปถามแมท่ีบา นครบั แลวกลับวา เลาใหเ พอื่ นฟง
ภูมิ : ผมจะไปถามครใู นโรงเรียนครบั แลว กลับมาเลา ใหเพอื่ นฟง ครับ
น้ําขงิ : หนจู ะไปดูหนังสอื ท่ีหอ งสมดุ ครับ
ววิ :หนจู ะตามแมไ ปดทู ส่ี วนคะ

หลงั จากท่เี ด็กๆไดก ลบั ไปถามผปู กครองทบ่ี านมาแลวเกยี่ วกบั การปลกู ผกั บงุ
วิว : หนูตามแมไปดทู ส่ี วนมากแลว คะ หนูเห็นแมปลกู ในดินคะ แลวรดนํา้ คะ
พลอย : แมหนบู อกวา ปลกู ในกระถางกไ็ ดคะ แคเ ปล่ยี นดินกบั เมด็ ผกั ปลกู คะ
ครู : แลว เด็กๆไดถามผูปกครองมาม้ัยคะ วาตองเตรียมอปุ กรณอ ะไรบาง
ไตตนั้ : ตองมีดนิ เม็ดผักบุง และกภ็ าชนะทจ่ี ะใชในการปลกู ครบั
ครู : ใชแลวคะ การทเี่ ราจะปลกู ผักหรือตนไมแตละชนดิ จะตองมสี ิ่งเหลานี้ ดินทจี่ ะใชในการเพาะปลกู

เมล็ดพันธุ ท่จี ะปลูกภาชนะหรือสถานท่ีเราจะปลูกและที่สําคัญอีกอยางนะคะ ที่เด็กๆจะลืมไมไดใน
การปลกู คร้ังน้ี คือ ถงุ กระดาษแบบเจาะรูและไมเจาะรู
นา้ํ มนต : ครคู ะพรุงนี้หนูจะเอาดินมาจากบา นคะ

12

ยูโด :ครับกจ็ ะเอามาครับ
ซูกัส : ผมจะไปขอเมลด็ ผักยงุ ท่ีบานมาครับ
พลอย : หนูจะหาแกวพลาสติกมาคะ แตจ ะตอ งใชก แี่ กว คะ ครู
ครู : เราจะตอ งใชแกวพลาสติกอยู 3 แกวคะ เด็กๆเพอ่ื ทีป่ ลกู แกวใบท1ี่ ปลูกผักบุง ที่ไดรับแสง แกวใบที่

2 ใสปลูกผักบงุ ในที่มีแสงเลก็ นอ ย และใบที่3 ปลกู ผักบุงแบบไมม ีแสงหรือ
พลอย : ไดคะ พรุงน้หี นจู ะเอามา 3 ใบคะ

หลังที่ครูและเดก็ สนทนาเกย่ี วกับวิธกี ารปลูกและอุปกรณท ี่จะใชในการปลูกเรียบรอยแลว ก็ใหเด็กๆ
เตรยี มมาปลูกในวันตอ ไป
ครู : เด็กไดเ ตรียมอุปกรณม ากันครบไมคะ
เด็กๆ : เตรยี มมาแลวคะ/ครับ
จากน้ันเด็กและครูรวมกันสรุปวัสดุ อุปกรณ และข้ันตอนในการทดลอง “แสงมีผลตอการเจริญโต
ของผักบุง ” ดงั นี้

วัสดแุ ละอปุ กรณ
1. เมล็ดผักบงุ 15 เม็ด
2. ถงุ กระดาษาแบบเจาะรุดา นบนจํานวน 10 จุ 1ถงุ
3. ถุงกระดาษแบบไมเจาะจุ 1 ถงุ
4. แกวพสาตกิ เจาะรุตรงกน แกว จํานวน 3 ใบ
5. ดนิ ที่ใชส าํ หรบั ปลกู

13

เด็กและครูรว มกันสรปุ ขัน้ ตอนในการปลูกตน ผกั บุง
1. นาํ แกวพลาสติกมาใสดนิ ทัง้ 3 ใบใหพ อเหมาะ
2 .เอาเม็ดผักบงุ ใสล งในแกว พลาสติกทีเ่ ตรียมใสด นิ ไวแลว แกว ละ5เม็ด
3. ใสดนิ ทเี่ ตรยี มไวใ หเทาๆกัน
4. กระถางทีห่ น่งึ ต้งั ไวใ หไ ดร บั แสงเตม็ ท่ี
5. นาํ ถงุ กระดาษทีเ่ จาะรูดา นบน10รู คลมุ แกว ใบท่ี 2 เพื่อใหไดรบั แสงเล็กนอ ย
6. นาํ ถงุ กระดาษทไ่ี มไดเ จาะรคู ลุมแกวใบท่ี 3 เพ่ือไมใ หไ ดร ับแสง
7.นาํ ไปตั้งไวใ นทเ่ี ดยี วกนั ท้งิ ไว5 วัน รดน้ําทุกวันสังเกตการเจรญิ เติบโตของตนบกั บุงและบันทึกผล

โดยใหเด็กวดั ความสงู ของตน บกั บุง ท้งั 5วัน โดยใชฝ ากขวดนํา้ ในการวัดความสงู ของตน ผักบุง
เด็กและครูรวมกันทดลองกิจกรรมตามข้ันตอนทอ่ี อกแบบไว โดยมีครูคอยแนะนาํ ดูแลอยางใกลชิด

และคอยกระตนุ ในการทาํ กิจกรรม ดวยการใชคําถามเพื่อใหเ ดก็ สงั เกตในขณะทาํ กจิ กรรม
โดยกําหนดให แกว ใบท1ี่ ปลกู ตนผกั บงุ โดยท่ีไดร บั แสงอยา งเต็มท่ี
แกวใบท2ี่ ปลกู ตน ผักบงุ โดยที่ไดร บั เพียบเล็กนอย โดยมถี งุ กระดาษทเ่ี จาะรุคลุมอยู
แกวใบท3่ี ปลกู ตน ผกั บงุ โดยท่ีไมไ ดรบั แสง โดยมีถงุ กระดาษคลุมอยู

รปู ข้นั ตอนกิจกรรมการปลกู ตน ผกั บงุ

14

ขั้นท่ี 4 สงั เกตและบรรยาย (21 พฤศจิกายน 2561)
ครูและเด็กสนทนาการเปลีย่ นแปลงของการเจรญิ เตบิ โตของผกั บงุ ทกุ วัน เปน เวลา ๕ วนั

วนั ที่ 1 ( 21พ.ย. 61 )
ครู : จากทีว่ นั น้ีเด็กๆออกไปรดนาํ้ ตนผักบุง เดก็ ๆเหน็ การเปลีย่ นแปลงอะไรไหมคะ
ภูมิ : วนั นีผ้ มเปนคนรดน้าํ ครบั
แมนยู : ผมไมเหน็ มตี น ผักบงุ ออกมาเลยครบั
พลอย : หนูก็ไมเห็นการเปลี่ยนแปลงคะ
ครู : แสดงวาวันแรกอยู ตนผักบุงของพวกเรายังไมมกี ารเจริญเติบโต พรงุ น้ีเรามาดูกันใหมวาจะมีการ

เปล่ยี นแปลงอีกไหมคะ
เดก็ ๆ : ครบั /คะ

วันที่ 2( 22 พ.ย. 61 )
ครู : วนั นเ้ี ด็กๆไปดตู น ผักบุง มากนั ยงั คะ
ไตตนั้ : ไปมาแลว ครบั
วิว : วนั นห้ี นเู หน็ แกวท1่ี กบั แกว ท่ี2 เรม่ิ มีอะไรไมรูออกมาแลวคะ เปลือกเมล็ดผักบุงท่ีเราปลูกสีดําเริ่ม

แตกออกคะ
ซูกสั : ผมก็เหน็ เหมอื นกันครับแตแกว ท่ี3 ไมมีอะไรเลยครับ
ครู : แสดงวาวนั ที่ 2 ตนผกั บงุ แกวท่ี1และแกวท่ี2 เร่ิมมีการเปลีย่ นแปลงแลวเด็กๆสามารถใชฝาขวดนํา้

ที่เราเตรียมไวสําหรับการวดั ความสงู ของตนผักบุง วดั ไดห รอื ยงั คะ
เดก็ ๆ : ยังไมสามารถวดั ไดค ะ /ครบั
ครู :แสดงวาวันนี้ตนผกั บุงท่ีเราปลูกในแกวใบที่ 1 และ ใบที่ 2 เร่ิมมีการเปล่ียน โดยท่ีเมล็ดผักบุงเริ่มมี

เปลอื กกระเถาะออกใชไ มค ะ
เดก็ ๆ : ใชแ ลว คะ/ครบั
ครู : แตแ กว ใบท3่ี ยังไมม กี ารเปล่ยี นแปลง เด็กๆคิดวา จะเปน เพราะอะไรคะ

15

น้ํามนต : หนวู ามนั ยงั ไมอ ยากออกคะ
ครู : ใครคดิ เหมือนนา้ํ มนตบ างคะ

เด็กๆยกมอื
ครู : พรุงนเ้ี รามีดกู ารเปลีย่ นของวนั ท่ี 3 นะคะ วา ตน ผกั บุง ท่ีเราปลกู จะเปน อยา งไร

วนั ท่ี 3( 23พ.ย. 61 )
ครู : วันนตี้ น ผกั บงุ เปนไงบางคะ มีใครไปดมู ากนั แลว บา ง (เด็กๆยกมือ)
อลั ฟา : ครคู รบั วนั น้ีตนผกั บงุ โตแลว ครบั
ครู : โตทั้ง 3 แกว เลยหรือปาวคะ
เด็กๆ : ท้งั 3 แกวเลยคะ /ครบั
ยโู ด : แตแ กวที่ 1 โตท่ีสุดครบั เรมิ่ มใี บแตกออกมาจากเมลด็ เปนสเี ขียวแลวครบั
อัลฟา : สว นแกวใบท่ี 2 และ 3 ก็เรม่ิ แตกใบเหมือนกนั ครบั แตเปนสีเหลอื งๆครบั
ครู : เดก็ ๆเหน็ ไมคะ วา แตล ะแกว จะเจริมเติบโตไมเ ทา กนั
เดก็ ๆ : คะ /ครับ
ครู : วันที่ 3 แกวท่ี1 เจรญิ เติบโตสุดเริ่มมใี บสีเขียว แกวท่ี 2 และแกวท่ี3 กําลังเร่ิมจะเจริญเติบโตใบท่ี

แตกออกเปน สีเหลืองออ น

16

วนั ท่ี 4( 24 พ.ย. 61 )
ครู : วันนี้วนั ท่ี4 แลว ตน ผักบุง เปนอยา งไรบา งคะ เด็กๆ
เดก็ ๆ : โตแลว ครบั /คะ
ยูโด : แกวท1ี่ เจริญเตบิ โตทสี่ ุดครบั มีใบออกเปนสีเขยี วดวยครบั หนูใชฝาขวดนํ้าวัดความสูงได 3 ฝา
ครู : แลวแกวท2ี่ เปนอยา งไรบา งคะ
น้ําขิง : แกว ท่ี2 มใี บแตกออกแลวคะ แตใบมสี เี ขียวออ นๆ มลี ําตน เลก็
ครู : แลวแกว ท3่ี เปนอยางไรคะ
ขาวหอม: แกว ท3่ี ตน ผกั บงุ เริม่ ท่ีจะแตกใบคะยงั มีเปลอื กสดี าํ ติดอยบู า งคะ
ครู : แสดงวนั ท4่ี นเ้ี ดก็ ๆจะเหน็ การเจริญเตบิ โตของตน ผักบุงไดชดั เจนวาตน ไหนเจริญเติบโตไดด ที ส่ี ดุ
เด็ก : แกวใบที่ 1 เจรญิ เติบไดดีทส่ี ุดครบั / คะ

วันท5่ี ( 25 พ.ย. 61 )
ครู : วันนี้วนั ที่5 แลวตน ผักบงุ ของเดก็ ๆมกี ารเจริญเติบโตเปน ไงบางคะ
ซูกสั : ตน ผกั บงุ ท้งั 3 แกว เจรญิ เติบโตทั้ง 3 แกว เลยครบั
อลั ฟา : แตแ กวท1ี่ ตนผกั บุง เจรญิ เติบโตดีทีส่ ุด มีเขยี วท่เี ขียว วัดความสูงดวยฝาขวดได5 ฝาครบั
ไตตัน้ : แกวท2่ี ก็เจริญเติบโตครบั แตใบของแกวท่ี 2 จะมสี ีเขยี วออ นๆ ลาํ ตนเลก็ มคี วามสงู 3 ฝากครับ
นํา้ ขิง : แกว ท3ี่ ตนผักบุงกําลังเริม่ มีใบทแี่ ตกออก เปน สเี ขียวออน ยังมเี ปลือกสีดําๆตดิ อยู ลําตน ผอมสูง

17

เด็กๆสังเกตการเจริญเติบโตของผักบุงในแตละวัน โดยแตละวนั เด็กจะสังเกตการเปล่ียนแปลง จะ
สังเกตไดวา เด็กๆมีความกระตอื รือรน อยากรูอ ยากเห็น ผลการของการเปล่ยี นแปลงของตน ผกั บุง

ขั้นท่ี 5 ตารางบันทกึ ผล (21 พฤศจกิ ายน – 25 พฤศจิกายน 2561)

การเปลย่ี นของตนผักบุง

วัน/เดอื น/ป แกว ใบที่ 1 ไดร ับแสง แกวใบท2ี่ ไดรับแสง แกวใบท3่ี ไมไ ดรับแสง
วนั ที่ 1 เพียงเล็กนอ ย

21 / พ.ย. / 61 เมล็ดผักบุงยังไมมีการ เมล็ดผักบุงยังไมมีการ เมล็ดผักบุงยังไมมีการ
เปลี่ยนแปลง เปลยี่ นแปลง เปลีย่ นแปลง

วนั ท่ี 2 เมล็ดผักบุงเร่ิมกะเทาะ เมล็ดผักบุงเริ่มกะเทาะ เมล็ดผักบุงยังไมมีการ
22 / พ.ย. / 61 เปลอื กนอกทกุ เมลด็ เปลือกนอกเปนบางเมลด็ เปลี่ยนแปลง

วันท่ี 3 ตนผักบุงเริ่มมีใบแตก เมลด็ ผกั บุงเร่ิมสูงวัดได 1 เมล็ดผักบุงเร่ิมกะเทาะ
23 / พ.ย. / 61
ออกมาเปน สเี ขียวมีความ ฝ า ข ว ด น้ํ า มี ลํ า ต น สี เปลือกนอกทุกเมล็ดมี

สงู 1 ฝาขวดนํ้า เหลืองออน ยังไมมีการ ลักษณะเร่ิมท่ีจะแตกใบ
แตกใบ ลาํ ตนสเี หลอื งออนๆ

วนั ที่ 4 ตนผักบุงมีสีใบเขียวสวน ตน บุง เริ่มมีใบสีเขียวออน เมลด็ ผกั บุง เริ่มสูงวัดได 1
24 / พ.ย. / 61 ใบมีขนาดยาวขึ้นลําตน แ ต ก อ อ ก ลํ า ต น มี สี ฝ า ข ว ด นํ้ า มี ลํ า ต น สี

สงู วดั ได 3 ฝา เหลืองออนๆวัดความสูง เหลืองออน ยังไมมีการ

ได1 ฝา แตกใบ

วนั ท่ี 5 ตนผักบุงเจริญเติบโตดี ลําตนมีสีเขียวออนๆ ลํา ลําตนผอมสูง เร่ิมมีใบท่ี
25 / พ.ย. / 61
ที่สุด มีเขียวที่เขียว วัด ตนเล็ก มีความสงู 3 ฝาก แตกออกมาเปนสีเขียว

ความสูงดวยฝาขวดได5 ออ น
ฝา

18

ขนั้ ท่ี 6 สรุปและอภปิ รายผล

เด็กและครูสนทนารวมกันถึงคําถามที่เด็กอยากรู “แสงมีผลตอการปลูกตนผักบุง” แลวผลการ
ทดลองเปนอยางไร ครูรว มกับเด็กสรปุ โดยใชคาํ ถามวา
ครู : จากการทดลองปลกู ตน ผกั บงุ เด็กๆคิดวาตน ผกั บงุ จะเปน อยางไรกนั บางคะ
นา้ํ มนต : ตนผกั บุง ท่ไี ดรบั แสงจะสูงมากกวา ตนอ่ืนๆ
อัลฟา : ตน ผักบงุ ทไี่ ดรบั เลก็ นอยจะสงู เปน ท่ี 2
แมท : ตน ผกั บงุ ทีไ่ มไ ดร บั แสงจะตน เตีย้ ทส่ี ดุ

ครูและเด็กรวมกันสรุปผลการทดลอง“แสงมีผลตอการปลูกตนผักบุง” ผลสรุปวาตนผักบุงท่ีไดรับ
แสงจะเจรญิ เติบโตไดด ีกวา ตน ผักบุงท่ีไมไ ดรับแสงจะมีใบและลาํ ตนเปนสีเขียวตามธรรมชาติ สวนตนผักบุงท่ี
ไมไดรบั แสงจะเจริญเตบิ โตไดนอยกวาตนผักบุงท่ีไดรับแสงและไดรบั แสงเล็กนอยจะมีและลําตนเปนสีเหลือง
และสีเขยี วออนๆ

ครูจึงถามเด็กๆ ตอวา “แลวเด็กๆมคี ําถามอะไรอีกไหมท่ีอยากรู” พบวา เดก็ ๆ มีคําถามตอเนอ่ื งอีก
เชน ถาเราไมร ดนา้ํ ตน ผกั บุงทุกวัน ตนผกั บงุ จะโตไหม จงึ เปน คาํ ถามที่ครตู อ งนาํ มาพดู คยุ กับเด็กๆตอ ไป

ผลการพัฒนาความสามารถของเดก็ ปฐมวัย

1. การสง เสริมพัฒนาความสามารถพื้นฐาน 4 ดา น
1.1 ดานการเรยี นรู
- เดก็ ๆสามารถเลา /บอกวิธีการหาคาํ ตอบของตนเองไดโดยการเจริญเติบโตของตนผักบงุ ได
1.1 ดานภาษา
-เด็กมพี ฒั นาการดา นภาษาจากการสนทนาโตตอบแสดงความคดิ เหน็
-ทักษะดานภาษาจากการอานคํางายๆเชน ผักบงุ ดิน กรรไกร
-เดก็ ไดพ ดู เลาสงิ่ ท่พี บดวยคําพดู ของตนเอง
1.3 ดา นสงั คม
-เดก็ สามารถทาํ งานรวมกับผอู ืน่ ได
-เดก็ แสดงความคดิ เห็นของตนเองและยอมรบั ฟงความคิดเห็นของผอู ่ืน
-เด็กเคารพกฎกตกิ าและปฏิบัติตามขอตกลงของหอ งเรียน
1.4 ดา นการเคลอ่ื นไหวและทักษะการรับรปู ระสาทสัมผสั
-เด็กเคลื่อนไหวหยิบจบั อปุ กรณไดอ ยางคลอ งแคลว
-เดก็ สามารถใชประสาทสมั ผสั ในการสงั เกตดว ยตวั เองจนไดข อมูลท่ีชัดเจน

2. ผลการพฒั นาทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร
2.1 ทักษะการสังเกต
- การหยิบจบั สัมผัสสง่ิ ตางๆ

19

- สังเกตการณเ ปลย่ี นแปลงเจริญเติบโตของตนผักบงุ
2.2 ทกั ษะการวดั

- วดั ความสงู ของตนผักบุงโดยใชข วดนํา้
2.3 ทักษะการคาํ นวณ

- นบั จํานวนวัสดุในการปลูกตนผกั บุง
- การนบั จํานวนของเมลด็ ผักบุง
- การนับจํานวนของฝากขวดนํา้ ในการวดั ความสูงของตนผักบุง
2.4 ทักษะการจําแนกประเภท
- เปรยี บเทียบการเจริญเติบโตของผักบุง
2.5 ทักษะการหาความสมั พันธร ะหวางสเปสกบั สเปสและสเปสกับเวลา
- เด็กบอกไดวาเม่ือปลูกตนผักบุงเปนเวลาหลายวันแลวจะมีการเปลี่ยนแปลงของเมล็ด
ผกั บุง กลายเปน ตน ผักบงุ
2.6 ทักษะการพยากรณหรือการคาดคะเนคาํ ตอบ
- เด็กสามารถคาดคะเนคําตอบวาปลูกผักบุงท่ีมีแสงแดดจะเจริญเติบโตไดดีกวาที่ไมมี
แสงแดด
2.7 ทักษะการกาํ หนดและควบคุมตวั แปร
- เด็กสามารถบอกไดวา การไดรับปริมาณของแสงแดดมีผลตอการเจริญเติบโตของผักบุงได
อยางไรบาง
2.8 ทักษะการทดลอง
- เดก็ สามารถออกแบบรว มกันกําหนดขนั้ ตอนในการปลูกตน ผักบงุ ได
- เด็กสามารถปฏบิ ตั ิตามขน้ั ตอนทีก่ าํ หนดได
2.9 ทักษะการจัดกระทําและส่ือความหมายขอมลู
- เด็กสามารถบันทึกผลส่ิงท่ีสังเกตโดยการสังเกตและแลววาดภาพของแตละกลุมและ
นาํ เสนอหนาช้ันเรยี นใหเพื่อนๆเขาใจได
2.10 ทักษะการลงความคดิ เห็นจากขอมลู
- เด็กสรุปผลการทดลองและใหเหตุผลไดวา ผักบุงเจริญเติบโตแตกตางกันเปน ผลจากการ
ไดร ับแสงแดดตางกัน

20

ภาคผนวก

- แบบขอรบั การประเมินเพ่อื รับตรา “บานนักวิทยาศาสตรน อ ย”
- เกยี รตบิ ตั รของครผู ผู า นการอบรมปฏบิ ัตกิ ารข้นั ที่ 1 และขัน้ ท่ี 2
- แผน ซีดขี อมูลโครงงาน

21

22

23


Click to View FlipBook Version