รายงานวจิ ยั ในช้ันเรยี น
เจตคตทิ ม่ี ีต่อวนิ ัยในตนเองดา้ นวนิ ยั ในห้องเรยี น
ความขยนั อดทนทางการเรียนและแรงจงู ใจใฝส่ ัมฤทธ์ิทางการเรยี น
รายวชิ าการประดษิ ฐข์ องชาร่วยและของทรี่ ะลึก ของนกั เรียนระดับชน้ั
ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรยี นวดั หนองปรง จังหวดั เพชรบรุ ี
โดย
นางสาวมนิ ตรา พอ่ คา้
ตาแหนง่ ครูผูช้ ่วย
วทิ ยาลยั สารพดั ชา่ งเพชรบุรี
สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 5
สานกั งานคะะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
ก
บทคัดยอ่
ชอื่ เร่อื ง : เจตคติทมี่ ตี ่อวนิ ัยในตนเองดา้ นวนิ ัยในห้องเรียน ความขยนั อดทนทางการเรียน และ
แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิทางการเรียน รายวิชาการประดิษฐ์ของชาร่วยและของท่ีระลึก
ช่อื ผวู้ ิจยั : ของนักเรยี นระดับชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 4 โรงเรียนวัดหนองปรง จังหวดั เพชรบรุ ี
ปี พ.ศ. : นางสาวมินตรา พ่อค้า
2565
การศึกษางานวิจัยคร้ังนี้มีข้ึนเพ่ือศึกษาพฤติกรรมของนักเรียนในเรื่องเจตคติที่มีต่อวินัย
ในตนเอง ด้านวนิ ัยในหอ้ งเรียน ความขยันอดทนทางการเรียน และแรงจงู ใจใฝส่ ัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา
การประดิษฐ์ของชาร่วยและของท่ีระลึกของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดหนองปรง
จังหวัดเพชรบุรี โดยก่อนการทางานวิจัยนั้นผู้วิจัยไม่สามารถวัดความรู้ ความมีวินัย ความขยันอดทนหรือ
ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนของนักเรียนได้และทาให้มีผลต่อคะแนนเก็บของนักเรียนเองด้วย ซึ่งผู้วิจัยได้เล็งเห็น
ความสาคญั ของปญั หาดงั กลา่ วจึงไดท้ าการวจิ ัยเพื่อศึกษาพฤติกรรมของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
โรงเรียนวัดหนองปรง จังหวัดเพชรบุรี จานวน 13 คน ในรายวิชาการประดิษฐ์ของชาร่วยและของที่ระลึก
ซึ่งผลจากการศึกษาและวเิ คราะหแ์ บบสอบถามเพ่ือศึกษาพฤติกรรมของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4
ในเรื่องเจตคติท่มี ีตอ่ วนิ ัยในตนเองดา้ นวินัยในห้องเรียนความขยันอดทนทางการเรียนและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์
ทางการเรยี นแสดงใหเ้ หน็ วา่ เจตคตทิ ี่มตี อ่ วนิ ยั ในตนเองด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่อความพยายามทางการเรียน
นักเรยี นมีแนวโน้มทจี่ ะมีความพยายามทางการเรียนอย่างเต็มท่ีเป็นไปตามจุดมุ่งหมายท่ีตั้งใจไว้โดยนักเรียนมี
พยายามท่ีจะพัฒนาตนเอง ใฝ่หาความรู้ด้วยตนเองท้ังจากใบความรู้และการค้นคว้าหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต
รวมทั้งการฝึกทักษะด้วยตนเอง ส่วนนักเรียนที่ไม่มีความพยายามที่จะพัฒนาตนเองน้ันมีจานวนน้อย ซ่ึงใน
นักเรียนกลุ่มนี้จาเป็นต้องได้รับการพัฒนาเจตคติที่ให้นักเรียนเห็นเป้าหมาย คุณประโยชน์คุณค่าของความ
พยายามรวมท้งั การยอมรบั ของสังคมทีม่ ีต่อผู้ที่มคี วามพยายาม รวมท้งั กระตุ้นนกั เรียนท่ีมีผลการเรียนไม่ดีให้มี
ความพยายามขยนั หมั่นเพยี รในดา้ นการเรียน โดนเน้นให้นักเรียนตระหนักในการวางแผนทางด้านการเรียน
ให้มีความมุ่งม่ัน ให้มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิทางการเรียน และหากได้ปฏิบัติตนจนเป็นนิสัยก็จะเป็นผู้ที่มี
ความสาเรจ็ ในชีวิตตามทตี่ นไดม้ ุง่ หวงั ไวอ้ ย่างแน่นอน
ข
กิตตกิ รรมประกาศ
งานวจิ ัยฉบับนี้สาเร็จลุล่วงได้ด้วยดี ผู้วิจัยขอขอบคุณนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียน
วัดหนองปรง จงั หวดั เพชรบรุ ี อนั เป็นท่ีรักทุกคน แม้ในบางคนอาจจะดื้อรั้น ขาดความรับผิดชอบ คานึงถึงแต่
เหตผุ ลของตนเอง ดว้ ยอารมณ์ของวยั รุ่น แต่เมื่อทาการปรบั พฤตกิ รรม ก็ยงั คงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และ
มีส่วนร่วมในชน้ั เรียนอย่างสม่าเสมอ และขอบคุณเพ่ือนรว่ มงานท่คี อยใหก้ าลังใจ ให้คาปรึกษาตลอดมา
ผู้วจิ ยั หวังวา่ งานวจิ ยั ฉบบั นจ้ี ะมีประโยชน์ต่อผูต้ ้องการศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการต่อยอดงานวิจัย
ไมม่ ากก็นอ้ ย และหากพบข้อบกพร่องท่อี าจจะเกิดข้ึนในงานวจิ ัยฉบบั นี้ ทางผู้วิจัยก็ขอน้อมรับผิดเพียงผู้เดียว
และยนิ ดีทจ่ี ะรบั ฟงั คาแนะนาจากทกุ ท่านท่ีได้เขา้ มาศึกษาเพ่อื เป็นประโยชน์ในการพฒั นางานวิจยั ตอ่ ไป
ผูว้ จิ ยั ………………………………………………………
(นางสาวมินตรา พอ่ ค้า)
ตาแหน่ง ครูผูช้ ว่ ย
ค
สารบญั
บทที่ หนา้
บทคดั ยอ่ ........................................................................................................................................................... ก
กิตติกรรมประกาศ ............................................................................................................................................ ข
สารบัญ............................................................................................................................................................. ค
บทที่ 1 บทนา................................................................................................................................................. 1
ความเปน็ มาและความสาคญั ของปญั หา ........................................................................................... 1
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย.................................................................................................................. 1
ขอบเขตของการวจิ ยั ......................................................................................................................... 1
นิยามศัพทเ์ ฉพาะ.............................................................................................................................. 2
นิยามปฏิบตั กิ ารตัวแปร .................................................................................................................... 3
ประโยชนท์ ค่ี าดว่าจะไดร้ บั ................................................................................................................ 3
บทที่ 2 เอกสารและทฤษฎที ี่เก่ียวข้อง............................................................................................................ 4
ความหมายของเจตคติ...................................................................................................................... 4
องคป์ ระกอบของเจตคติ ................................................................................................................... 4
ความหมายของวินัย.......................................................................................................................... 4
ประเภทของวินัย............................................................................................................................... 5
คณุ ลักษณะของผมู้ วี ินัยในตนเอง...................................................................................................... 6
การเสริมสรา้ งความมีวนิ ยั ในตนเอง .................................................................................................. 6
ความสาคัญ คณุ คา่ และประโยชนข์ องความมีวินัยในตนเอง ............................................................ 7
ลกั ษณะของบุคคลทมี่ วี ินยั ในตนเอง.................................................................................................. 7
ความสาคญั และความหมายของความอดทน .................................................................................... 8
บทที่ 3 วธิ ดี าเนนิ การงานวจิ ยั ........................................................................................................................ 9
ขน้ั ตอนการดาเนนิ การวิจยั 9
ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง 10
เครอ่ื งมอื ที่ใช้ในการวิจัย 10
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 10
การวิเคราะหข์ อ้ มูล 10
ง
บทที่ 4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ..................................................................................................................... 11
บทที่ 5 สรปุ อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ................................................................................................. 15
สรปุ ผล...........................................................................................................................................................................................................15
การอภิปรายผล ........................................................................................................................................................................................15
ข้อเสนอแนะ ..............................................................................................................................................................................................19
ข้อเสนอแนะในการทาวจิ ัยคร้งั ต่อไป .........................................................................................................................................19
บรรณานุกรม................................................................................................................................................. ..20
ภาคผนวก………………………………………………………………………………………………………………………………………..21
1
บทที่ 1 บทนา
1.1 ความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา
ปัจจุบันในสังคมที่มีการพัฒนาในทุกๆด้านท้ังในด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและด้านการเมือง
จะเหน็ ได้ว่าการพัฒนาเหลา่ นจ้ี าเปน็ ตอ้ งอาศัยปัจจัยหลายๆประการเก้ือหนุนกัน แต่ปัจจัยหลักของการ
พัฒนาจาเป็นต้องอาศัยทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ซึ่งบุคคลท่ีมีคุณภาพนั้นจะต้องมีคุณสมบัติท้ัง
ทางดา้ นสมรรถภาพทางร่างกายที่แข็งแรง มีจิตใจที่ดี มีสติปัญญา มีความรู้ความสามารถ มีความอดทน
มีความขยันขันแข็ง ไม่ย่อท้อต่อความยากลาบากสามารถเผชิญปัญหาและอุปสรรคด้วยความมุ่งม่ัน ซ่ึง
คุณสมบัติเหล่านี้ จาเป็นต้องถูกหล่อหลอมให้เกิดขึ้นในตัวบุคคลในรูปของคาว่า “วินัยในตนเอง”
ซ่ึงวินัยในตนเองเป็นวัฒนธรรมของสังคมที่ทุกคนต้องปฏิบัติเพราะจะทาให้บุคคลสามารถอยู่ร่วมกันได้
อย่างสงบสุข โดยการท่ีบุคคลมีวินัยในตนเองนั้นถือว่าเป็นคุณธรรมประการหน่ึงที่ทุกคนควรสร้างขึ้น
สาหรบั บงั คับพฤติกรรมของตนเอง ทาใหค้ นเราบรรลจุ ุดหมายของชวี ิตประสบความสุขความเจริญในชีวิต
จึงเป็นวินัยที่ครูควรสร้างสรรค์ให้เกิดแก่นักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนวัดหนองปรง
จังหวัดเพชรบรุ ี เพราะถ้าผูเ้ รยี นมวี นิ ยั ในตนเองนน้ั กจ็ ะทาใหผ้ ้เู รยี นไดค้ วบคุมพฤติกรรมของตนให้เป็นไป
ในทางท่ีดงี ามและประสบความสาเร็จในชวี ิต จงึ ตอ้ งดาเนินการฝกึ ให้เกิดผลอย่างจริงจัง โดยผู้เรียนถือว่า
เปน็ เยาวชนคนรุ่นใหมซ่ ง่ึ นับว่าเป็นทรัพยากรมนุษย์ท่ีมีสาคัญท่ีสุดของประเทศในอนาคต ถ้าหากไม่ได้มี
การเตรยี มการพฒั นาผเู้ รียนใหเ้ ป็นทรัพยากรทดี่ แี ลว้ การพัฒนาประเทศอาจจะเป็นไปได้ไม่เต็มที่ ดังนั้น
จะเห็นได้ว่าความมีวินัยในตนเองเป็นลักษณะที่จาเป็นต้องปลูกฝังให้กับเยาวชน เมื่อเยาวชนมีวินัยใน
ตนเองเป็นพ้ืนฐานและมีวินัยต่อสังคม ส่งผลดีต่อประเทศชาติและการพัฒนาให้ประเทศชาติของเรามี
ความเจริญร่งุ เรืองกา้ วหนา้ มากยิง่ ขึ้น
ผวู้ ิจยั ไดเ้ ห็นความสาคัญของจรยิ ธรรม โดยเฉพาะพฤตกิ รรมด้านวนิ ัยในตนเอง โดยเหน็ วา่ วินัยใน
ตนเองเป็นคุณลักษณะในตัวบุคคลที่ควบคุมตนเองได้ ท้ังในด้านอารมณ์และพฤติกรรม ผู้ที่มีวินัยใน
ตนเองจะเป็นบุคคลท่ีรู้จักกาลเทศะ สนใจและเอาใจใส่ต่อสังคม เป็นผู้ที่มีระเบียบและปฏิบัติตามกฎ
ของสงั คม
ดังน้ันจากการศึกษาความหมายและขอบเขตของพฤติกรรมการมีวินัยในตนเอง ทาให้ผู้วิจัย
เล็งเหน็ ความสาคญั ของวินัยในช้ันเรยี น ความขยันอดทนและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ โดยผูว้ จิ ยั ได้มีการศึกษา
คน้ ควา้ หาขอ้ มลู ในเร่อื ง เจตคตทิ ่ีมีต่อวินัยในตนเองด้านวินัยในห้องเรียน ความขยันอดทนทางการเรียน
และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการประดิษฐ์ของชาร่วยและของที่ระลึกของนักเรียน
ระดบั ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรยี นวดั หนองปรง จงั หวัดเพชรบุรี ประจาปกี ารศึกษา 1/2565
1.2 วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย
1.2.1 เพื่อศึกษาเจตคตทิ มี่ ตี ่อวินัยในตนเองด้านวนิ ัยในหอ้ งเรียน
1.2.2 เพือ่ ศึกษาเจตคตทิ ่ีมีต่อวนิ ยั ในตนเองดา้ นความขยันอดทนทางการเรียน
1.2.3 เพือ่ ศึกษาเจตคติทมี่ ีต่อวนิ ัยในตนเองด้านแรงจงู ใจใฝ่สมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น
1.3 ขอบเขตของการวจิ ัย
1.3.1 ประชากร ในการศึกษาค้นคว้าเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดหนองปรง
จังหวดั เพชรบุรี ประจาปกี ารศกึ ษา 1/2565 จานวน 13 คน
2
1.3.2 แบบสอบถามทใี่ ชใ้ นการศึกษา เป็นแบบสอบถามเพอ่ื ศกึ ษาเจตคติที่มีต่อวินัยในตนเองด้านวินัยใน
ห้องเรียน ความขยันอดทนทางการเรียนและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน
ระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 4 โรงเรียนวัดหนองปรง จงั หวดั เพชรบรุ ี จานวน 25 ขอ้
1.3.3 ตัวแปรทศี่ กึ ษา
1.3.3.1 ตัวแปรอสิ ระ คือ เจตคติทม่ี ตี่ อ่ วนิ ยั ในตนเอง ได้แก่
1.3.3.1.1 วนิ ัยในตนเองดา้ นวนิ ยั ในห้องเรียน
1.3.3.1.2 ความขยนั อดทนทางการเรยี น
1.3.3.1.3 แรงจูงใจใฝส่ ัมฤทธทิ์ างการเรียน
1.3.3.2 ตวั แปรตาม คือ พฤตกิ รรมด้านความมวี ินัยในตนเอง
1.3.4 ระยะเวลาที่ใชใ้ นการศึกษา : ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565
ตารางท่ี 1 แสดงระยะเวลาทใี่ ชใ้ นการศึกษางานวจิ ัยในชน้ั เรียน
วัน เดอื น ปี กจิ กรรม หมายเหตุ
9 พฤษภาคม 2565 - ศึกษาสภาพปัญหาและวิเคราะห์ปญั หา
ถงึ 30 มถิ นุ ายน 2565 - เขยี นเคา้ โครงงานวจิ ยั ในชัน้ เรียน
1 – 15 กรกฎาคม 2565 - ศกึ ษาเทคนคิ การสร้างแบบสอบถาม
- ออกแบบและสรา้ งแบบสอบถามท่ีจะใชใ้ น
งานวจิ ัย
16 กรกฎาคม 2565 - นกั เรียนทาแบบสอบถาม ผูว้ จิ ัยบนั ทกึ ข้อมูล
ถงึ 20 สงิ หาคม 2565 ผวู้ จิ ัยบนั ทกึ ข้อมลู
21 - 27 สิงหาคม 2565 - เก็บรวบรวมขอ้ มูลและวเิ คราะหข์ อ้ มูล
1 - 17 กนั ยายน 2565 - สรปุ และอภปิ รายผล
- จดั ทารูปเลม่
1.3.5 เคร่ืองมือทใี่ ช้งานวิจัย คอื แบบสอบถาม
1.4 นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
1.4.1 ความมีวินัยในตนเอง หมายถึง การกระทาของบุคคลในการประพฤติปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของ
สังคม และไมฝ่ า่ ฝืนกฎเกณฑข์ องสงั คม
1.4.2 ความอดทน หมายถึง ความเข็มแข็ง ความหนักแน่นของจิตใจในการควบคุม อารมณ์ จิตใจ
ร่างกายใหส้ ามารถเผชญิ เหตุการณต์ า่ งๆได้
1.4.3 แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ หมายถึง ความมุ่งมั่นของนักเรียนที่จะทาพฤติกรรมใดพฤติกรรมหน่ึงให้
สาเร็จลุล่วงด้วยดี ตามมาตรฐานสูงสุดหรือเป็นไปตามที่นักเรียนวางไว้ โดยนักเรียนได้ใช้ความ
พยายามอย่างเตม็ ท่ี เมอื่ มีอุปสรรคก็คิดหาทางแก้ไขโดยไมย่ อ่ ท้อ
3
1.5 นยิ ามปฏบิ ตั ิการตวั แปร
1.5.1 ค่าเฉลยี่ แบบสอบถาม หมายถงึ จดั ทาแบบสอบถามเพือ่ ศึกษาเจตคติท่ีมีต่อวินัยในตนเองด้านวินัย
ในห้องเรียน ความขยันอดทนทางการเรียนและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน
ระดบั ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรยี นวัดหนองปรง จังหวดั เพชรบรุ ี
1.5.2 ความสามารถในการทาแบบสอบถามของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดหนอง
ปรง จงั หวดั เพชรบุรี จานวน 13 คน สามารถทาแบบสอบถามตามที่กาหนดและแยกความสาคัญ
ไดต้ ามทีก่ าหนดไว้
1.6 ประโยชน์ท่คี าดว่าจะไดร้ ับ
1.6.1 เพอื่ ทราบข้อมลู เกี่ยวกบั เจตคติทม่ี ตี อ่ วินัยในตนเองด้านวินัยในห้องเรียน และสามารถนามาปรับ
ใชเ้ พ่อื ให้นกั ศึกษามเี จตคติทดี่ ตี ่อไป
1.6.2 เพื่อทราบข้อมูลเก่ียวกับเจตคติที่มีต่อวินัยในตนเองด้านความขยันอดทนทางการเรียน
และสามารถนามาปรบั ใชเ้ พ่ือใหน้ กั ศกึ ษามเี จตคตทิ ด่ี ีตอ่ ไป
1.6.3 เพอื่ ทราบข้อมูลเกีย่ วกับเจตคตทิ ี่มีต่อวินัยในตนเองด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน และนา
ข้อมลู มาปรบั ใช้ใหเ้ กดิ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นสูงทส่ี ุด
4
บทท่ี 2 เอกสารและทฤษฎที เี่ ก่ียวขอ้ ง
ในการศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับเจตคติที่มีต่อวินัยในตนเองด้านวินัยในห้องเรี ยน
ความขยนั อดทนทางการเรียนและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
โรงเรียนวดั หนองปรง จังหวดั เพชรบรุ ี จานวน 13 คน ปกี ารศึกษา 1/2565 ซึ่งผู้วิจัยได้จัดลาดับตามสาระ
ดงั นี้
2.1 ความหมายของเจตคติ
2.2 องคป์ ระกอบของเจตคติ
2.3 ความหมายของวินัย
2.4 ประเภทของวินัย
2.5 คุณลักษณะของผ้มู วี ินัยในตนเอง
2.6 การเสริมสร้างความมีวินัยในตนเอง
2.7 ความสาคัญ คุณค่า และประโยชนข์ องความมีวนิ ยั ในตนเอง
2.8 ลกั ษณะของบคุ คลทีม่ ีวนิ ยั ในตนเอง
2.9 ความอดทน
2.1 ความหมายของเจตคติ
เจตคติเป็นความรู้สกึ ของบุคคลท่ีมีต่อสิ่งต่างๆอันเป็นผลเน่ืองมาจากการเรียนรู้ การมีประสบการณ์
และการตัวกระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรมหรือแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อส่ิงเร้านั้นๆไปในทิศทางหนึ่ง ซึ่ง
อาจเป็นไปในทางสนับสนุนหรือคัดค้านก็ได้ ท้ังนี้ข้ึนอยู่กับขบวนการการอบรมให้การเรียนรู้ระเบียบวิธีของ
สงั คม โดยเจตคตนิ จ่ี ะแสดงออกหรอื ปรากฏให้เหน็ ชัดในกรณีท่สี ่ิงเร้านน้ั เป็นสิง่ เรา้ ทางสงั คม
2.2 องค์ประกอบของเจตคติ
องค์ประกอบของเจตคติมี 3 ประการ ไดแ้ ก่
1. ด้านความคิด (Cognitive Component) หมายถึง การรับรู้และวินิจฉัยข้อมูลต่างๆท่ีได้รับและ
แสดงออกมาในแนวคิดทีว่ ่าอะไรถูกหรืออะไรผดิ
2. ดา้ นความรู้สึก (Affective Component) หมายถึง ลักษณะทางอารมณ์ของบุคคลท่ีสอดคล้องกับ
ความคิด เชน่ ถา้ บุคคลมคี วามคิดในทางท่ีไม่ดีต่อส่ิงใดก็จะมีความรู้สึกท่ีไม่ดีต่อส่ิงนั้นด้วย ส่งผลให้
แสดงออกมาในรปู ของความรู้สกึ ไมช่ อบหรือไมพ่ อใจ
3. ด้านพฤติกรรม (Behavior Component) หมายถึง ความพร้อมท่ีจะกระทาซ่ึงเป็นผลมาจาก
ความคดิ และความรูส้ กึ และจะออกมาในรปู ของการยอมรับหรือปฏิเสธ การปฏบิ ตั ิหรอื ไม่ปฏิบัติ
2.3 ความหมายของวินัย
คาว่า วินัย หรือ ตรงกับคาศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Diacipine มีผู้ให้คานิยามไว้หลายลักษณะ อาทิ
เช่น พจนานกุ รมราชบณั ฑิตยสถานได้ให้ความหมายของวินยั ไวด้ งั น้ี วินัยหมายความว่าระเบียบสาหรับกากับ
ความประพฤติให้เป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียวกันเป็นกฎระเบียบแบบแผนข้อตกลงที่สังคมกาหนดให้บุคคล
ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามเพือ่ ให้อย่รู ว่ มกันในสงั คมได้อยา่ งสนั ตสิ ุข
นอกจากน้ีการให้นิยามของวินัยยังมีลักษณะที่แตกต่างกันตามเงื่อนไขของการใช้คาว่า วินัย ว่ามี
ความมุ่งหมายเพ่ืออะไร เชน่ ในดา้ นการศึกษา การให้คานิยามของวินัย จะมีความหมายถึงพฤติกรรมของ
5
ครู ซ่ึงมเี จตนาที่จะสร้างสรรค์และดารงไวซ้ งึ่ เงอื่ นไขทมี่ คี วามจาเปน็ ท่สี ดุ ในความเปน็ ระเบียบเรียบร้อยในการ
เรียนการสอนและพัฒนาความสามารถในการควบคุมตนเองของผู้เรียน ซ่ึงระเบียบข้อบังคับต่างๆที่
สถาบันการศึกษาได้กาหนดขึ้นให้ผู้เรียนต้องปฏิบัติตาม ถ้าฝ่าฝืนจะต้องมีการทาโทษตามกฎระเบียบ
ขอ้ บงั คับทก่ี าหนดไว้
ทั้ง น้ีจาก เอกสาร การสอน วิชาก าร บริ หารง าน บุคค ลของ มหาวิ ทยาลัยสุโขทัยธร รมาธิ ราชไ ด้สรุ ป
ความหมายของวนิ ยั ได้เป็น 2 แนวทาง คือ
1. ความหมายในทางรูปธรรม หมายถึง ข้อปฏิบัติ หรือ แบบสาหรับคนในองค์กรในหมู่ ในเหล่า
ในวงการแต่ละแหง่ โดยข้อปฏบิ ัติหรอื แบบทีก่ าหนดไว้สาหรับสมาชิกในองค์กรน้ันๆ จะเรียกว่า
วินัย อาทิเช่น วินัยทหาร วินัยข้าราชการพลเรือนสามัญ ซ่ึงความหมายของวินัยในทาง
รปู ธรรม สามารถนาไปใชเ้ ป็นหลกั ในทางปฏบิ ัตไิ ด้วา่
1.1 วินยั ในองค์กรต่างๆอาจมีลักษณะแตกตา่ งกนั ออกไป การกระทาอย่างเดียวกันในองค์กร
หนง่ึ อาจจะไมถ่ อื วา่ การปฏบิ ัตดิ งั กลา่ วเป็นความผิด
1.2 ในการพิจารณาว่าการกระทาใดผิดวินัยหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าเป็นการกระทาที่ผิดข้อ
ปฏิบัติ หรือผิดแบบของสมาชิดในองค์กรนั้นหรือไม่ ถ้าไม่มีการกาหนดไว้ในข้อปฏิบัติ
จะไม่ถือวา่ เป็นความผดิ หรอื ในกรณีกลบั กันถา้ หากมีข้อปฏิบัติกาหนดไว้และมีการฝ่าฝืน
กถ็ อื วา่ ผิดขอ้ ปฏิบตั ิ
1.3 ในการกาหนดระดับการลงโทษที่จะลงแก่ผู้กระทาผิดวินัย จะต้องพิจารณาการกาหนด
ความหนักเบาของโทษ โดยแตกต่างกนั ออกไปในแตล่ ะองค์กร
2. ความหมายในทางนามธรรม หมายถึง ลักษณะเชิงพฤติกรรม(Behavior) ที่แสดงออกมาเป็น
การควบคมุ ตนเอง การยอมรับหรือปฏิบัติตามการนาหรือการบังคับบัญชา การมีระเบียบและ
การอยใู่ นแบบแผน จากความหมายของวนิ ัยในทางนามธรรมจะพบว่าโดยแท้จริงแล้ว วินัยท่ี
ต้องการหาใช่ตัวข้อปฏิบัติหรือตัวแบบแผนไม่ หากแต่วินัยท่ีต้องการให้มี คือ การควบคุมตน
การปฏิบัติตามข้อบังคับ การอยู่ในแบบแผน การปฏิบัติตามการนา การปฏิบัติตามการบังคับ
บญั ชา การมรี ะเบยี บและลกั ษณะเชิงพฤติกรรมดังกล่าวจะแสดงออกมาด้วยสิ่งท่ีมาจากพื้นฐาน
ทางจติ ใจ ด้วยเหตุนี้ การที่จะทาให้ทกุ คนในองค์กรมีวนิ ัย จึงจาเปน็ อย่างย่ิงที่ต้องปรับพฤติกรรม
ต้องพัฒนาจิตใจ ต้องนาต้องกากับดว้ ย มิใชม่ งุ่ แตจ่ ะพัฒนาหาทางกาหนดข้อปฏิบัติหรือระเบียบ
ใหม้ คี วามครอบคลุมรัดกมุ แต่เพียงอย่างเดียว หรอื มงุ่ แตจ่ ะคอยลงโทษเม่ือมีสมาชิกในองค์กรคน
ใดคนหนง่ึ กระทาการฝา่ ฝืน ข้อปฏบิ ัติหรือระเบียบขององค์กร
2.4 ประเภทของวินัย
หลกั สาคัญของวนิ ยั มไี วเ้ พื่อควบคมุ พฤตกิ รรมของสมาชิกในสงั คมนัน้ ๆ ให้อยู่ในกรอบปฏิบัติเดียวกัน
ด้วยเหตุที่แต่ละคนต่างมีภูมิหลังท่ีแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นสภาวะแวดล้อม ลักษณะการอบรมเล้ียงดู
ตลอดจนความเชื่อ ค่านิยมต่างๆจึงเป็นสาเหตุหลักที่ส่งผลให้สมาชิกในสังคมแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน
ดังนั้นการมาอยู่รวมกันจึงอาจจะทาให้เกิดการกระทาตามความพึงพอใจของตนเอง ฉะนั้นการมีแนวทาง
ปฏิบตั ิเดยี วกนั จึงเปน็ ปจั จัยท่ีสาคัญในการรักษาไวซ้ ่งึ ความสงบเรียบรอ้ ยภายในสงั คม ซ่ึงไดม้ ีการแบ่งประเภท
ของวนิ ัยเปน็ 4 ประเภท คอื
6
1. วินัยในตนเอง
2. วนิ ยั ในห้องเรียน
3. วนิ ยั ในโรงเรยี น
4. วินัยทางสงั คม
โดยส่วนใหญ่แล้วการแบ่งประเภทของวินัยโดยใช้เกณฑ์แหล่งท่ีมาของอานาจท่ีใช้ในการควบคุม
พฤติกรรม สามารถแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 2 ประเภท ดงั นี้
1. วินัยภายนอกหรือส่วนรวมหรือวินัยสาหรับหมู่คณะ (External Authority Discipline) วินัยที่
ออกมาจากอานาจภายนอก เพอื่ บงั คับใหบ้ ุคคลทุกคนในสังคมปฏิบัติตามเพ่ือความเป็นระเบียบ
เรยี บร้อย ดังนั้นการท่ีบุคคลใดประพฤติปฏิบัติตามก็ด้วยความเกรงกลัวอานาจหรือการลงโทษ
จึงเป็นการปฏิบัติตามท่ีบคุ คลอยู่ในภาวะจายอมจากการถูกควบคุม เพื่อป้องกันมิให้เกิดการไม่
ปฏิบัติตามวินัยซึ่งถูกกาหนด แต่ท้ังน้ีโดยส่วนใหญ่แล้ววินัยประเภทน้ีจะตั้งกฎเกณฑ์ แนวทาง
ปฏบิ ตั ิไวเ้ ปน็ กลางๆ ดงั น้ันทกุ คนจงึ สามารถประพฤตปิ ฏบิ ตั ิตามได้
2. วินัยในตนเอง (Self - Discipline) หมายถึง แนวทางที่บุคคลเลือกปฏิบัติเพื่อบังคับตนเองให้
ปฏบิ ัติตาม ท้ังนเี้ กิดจากความสมคั รใจโดยมไิ ดถ้ ูกบงั คบั ควบคมุ จากอานาจภายนอกแต่อย่างใด
และข้อปฏบิ ตั ิดงั กลา่ วจะต้องไม่ขัดตอ่ กฎระเบียบของสงั คม ทั้งนีเ้ พื่อเปา้ หมายหลักคือ การเกิด
ความสงบสขุ ภายในสงั คม
วินยั ในตนเองจงึ เปน็ ความสามารถของบุคคลในการควบคมุ อารมณ์ และพฤติกรรมใหเ้ ปน็ ไปตามความ
ต้องการของตน โดยมิได้เกิดจากการถูกบังคับจากอานาจภายนอก หากแต่เกิดจากแรงกระตุ้นภายในของตัว
บคุ คลนน้ั อันเปน็ ผลสบื เนื่องจากการเกิดการเรียนรู้วา่ เปน็ คา่ นิยมทดี่ ี ซึ่งสอดคล้องตามกฎเกณฑ์ระเบียบแบบ
แผนของสงั คมและไม่กอ่ ให้เกดิ ความย่งุ ยากเดือดรอ้ นแก่ตนเองและไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ท้ังนี้แม้ว่าจะมีสิ่ง
เรา้ จากปจั จยั ภายนอกและภายในกไ็ ม่เป็นอปุ สรรคในการทจ่ี ะแสดงพฤตกิ รรมอย่างทีต่ นหวงั ไว้
2.5 คะุ ลกั ษะะของผูม้ วี ินัยในตนเอง
การท่บี คุ คลมวี ินยั ในตนเอง ย่อมหมายถึง บุคคลน้ันเปน็ ผู้มีคุณธรรมและจริยธรรม ด้วยเหตุท่ี วินัย
ในตนเอง คอื ลักษณะท่มี ีความสาคญั ต่อการแสดงออกทางคุณธรรมและจริยธรรม จึงสรุปได้ว่า บุคคลที่มี
วนิ ยั ในตนเองควรมีคุณลักษณะและพฤติกรรมดังนี้ คือ มีความรับผิดชอบ มีความเช่ือม่ันในตนเอง มีความ
ตั้งใจ มีความอดทน มคี วามเปน็ ผู้นา มีความซือ่ สัตย์ ตรงตอ่ เวลา
2.6 การเสริมสร้างความมีวินยั ในตนเอง
หากต้องการท่จี ะปลกู ฝงั วินยั ในตนเองควรที่จะเริ่มต้นในวัยเด็กเพราะพฤติกรรมในช่วงวัยนี้จะจัดอยู่
ในประเภทพฤติกรรมท่ียังไม่มีทิศทางที่แน่นอน (Doubful Behavior) ซ่ึงการแสดงพฤติกรรมจะข้ึนอยู่กับ
สถานการณ์และองคป์ ระกอบท่แี วดล้อม ดังน้นั จงึ งา่ ยตอ่ การปลูกฝังความมีวินัยและกระบวนการท่ีเหมาะสม
และไดผ้ ลดที ่สี ุด คือ การถ่ายทอดทางสังคม
การตอ้ งการเสริมสรา้ งระบบการสร้างวนิ ยั ในตนเองที่ดี ไม่ควรมุ่งเน้นท่ีการลงโทษ อันเป็นวิถีทางที่
จะส่งผลกระทบในทางลงเสยี มากกวา่ หากแตก่ ารสรา้ งวินยั ในตนเองท่ดี ีควรใช้แนวทางในการฝึกอบรมหรือให้
ความรู้ความเข้าใจมากกว่าโดยต้องทาความเข้าใจว่าเพราะเหตุใดจึงมีความต้องการและความจาเป็นของ
7
องคก์ รในการทต่ี ้องการขอความร่วมมือจากสมาชิกในองค์กร ในส่วนของความมีวินัยเพ่ือจะได้ไปสู่จุดหมาย
รว่ มกนั โดยการเสรมิ สร้างความมีวินัยในตนเองมี 4 แนวทางดังนี้
1. เรยี นรแู้ ละเข้าใจอย่างถ่องแท้ดงึ วนิ ัยขององค์กรท่ีตนเป็นสมาชิกอยู่ว่ามีแนวทางปฏิบัติหรือห้าม
ปฏิบัติอะไร อย่างไรบ้าง
2. สานึกในหนา้ ทวี่ ่า จะตอ้ งปฏิบัตติ ามแบบอย่างหรือต้องรกั ษาวินัยขององคก์ ร
3. ตระหนักถึงความสาคัญของวินัยว่า จะสร้างความเจริญ ความดีงามและความสาคัญให้แก่ทั้ง
ตนเองและองคก์ ร
4. ปฏบิ ัตติ ามข้อปฏบิ ัติและละเว้นการปฏิบัติในข้อหา้ มอย่างเคร่งครัด
กรมวชิ าการกระทรวงศึกษาธิการได้แนะแนวทางในการส่งเสริมความมีวินยั ในตนเองไวด้ ังน้ี
1. สรา้ งบรรยากาศที่ผ่อนคลาย
2. ใหโ้ อกาสเดก็ ที่จะริเริม่ ทากจิ กรรมอย่างอิสระ
3. สนบั สนุนให้เดก็ มีโอกาสคดิ และตัดสินใจแก้ปัญหาอยา่ งมเี หตุผล
4. เปิดโอกาสใหเ้ ดก็ ชว่ ยกันสร้างขอ้ ตกลง
5. แสดงความชื่นชมเม่ือเด็กปฏิบัติตามข้อตกลง ให้กาลังใจและช่วยเหลือเด็กที่ไม่สามารถปฏิบัติ
ตามข้อตกลงได้
6. ทบทวนสิ่งท่ีได้กระทา โดยการถามหรือกลา่ วชมเชย
2.7 ความสาคญั คุะคา่ และประโยชนข์ องความมีวนิ ยั ในตนเอง
คุณค่าของวินัยน้ันช่วยให้กลุ่มคนหรือสังคมต่างๆ อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ซึ่งวินัยไม่ได้หมายถึง
กฎเกณฑห์ รือระเบียบ ข้อบังคับในกลุ่มชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ยังหมายถึงกฎเกณฑ์หรือระเบียบวินัย
ในตนเองด้วย กล่มุ สงั คมใดทมี่ สี มาชกิ ท่ีมีวนิ ัยในตนเองมาก วนิ ัยในสังคมนั้นก็อาจไม่จาเป็นที่จะต้องสร้างมาก
นัก เพราะทุกคนในสังคมจะมีความรับผิดชอบสูงและสามารถดาเนินชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ไม่
เบียดเบยี นกันและมีความเจริญกา้ วหน้าไปอยา่ งดี
จุดมุ่งหมายของวินัยท้ังหลายนั้นมิใช่การควบคุมพฤติกรรมของนักเรียนให้เป็นแนวทางท่ีผู้ใหญ่
ตอ้ งการแต่จดุ มงุ่ หมายท่แี ท้จริงของวนิ ัย คอื เพ่ือใหเ้ ดก็ เกดิ ความต้องการท่ีจะกระทาสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์
แกส่ ังคมด้วยตนเอง มใิ ช่จากส่ิงทอี่ ยแู่ วดล้อมหรือการบงั คบั บัญชา วินยั ท่ีดเี กิดขนึ้ จากแรงผลักดนั ภายในตัวเอง
มากกวา่ แรงบงั คับจากภายนอก คอื ความมวี ินยั ในตนเอง ซึง่ ประโยชนข์ องความมวี นิ ัยในตนเอง มีดงั น้ี
1. ชว่ ยใหเ้ ดก็ มพี ฤตกิ รรมเปน็ ระเบียบเรียบรอ้ ย
2. ชว่ ยให้เด็กมคี วามรับผดิ ชอบในหนา้ ทขี่ องตนเอง
3. ชว่ ยสร้างความสามคั คีปรองดองใหเ้ กดิ ขน้ึ ในหมู่คณะ
4. ช่วยเสริมสร้างความเจรญิ กา้ วหน้าให้ตนเอง
5. ช่วยใหค้ รแู ละนกั เรียนอยรู่ ่วมกนั อยา่ งมคี วามสุข และประสบความสาเรจ็ ในการเรียนการสอน
6. ช่วยสง่ เสรมิ หลกั การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
2.8 ลกั ษะะของบคุ คลท่มี ีวนิ ัยในตนเอง
วินัยเป็นสิ่งสาคัญต่อการพัฒนาเด็กเพราะช่วยต่อเติมความปรารถนาของเด็กให้เต็ม รวมทั้งให้เกิด
การปรบั ตวั ทางบคุ ลิกภาพและสงั คมอยา่ งมสี ุข บุคคลทีม่ ีวนิ ยั ในตนเองจะมีคุณลกั ษณะและพฤติกรรม ดังนี้
1. มีความรบั ผดิ ชอบ
8
2. เชอื่ มัน่ ในตนเอง
3. มีความรู้สกึ ผิดชอบ
4. ไม่กงั วลใจ
5. มีความตัง้ ใจจรงิ ใจคอม่ันคง
6. มีลกั ษณะความเป็นผนู้ า
7. มีความซอื่ สตั ย์ จริงใจ มีเหตผุ ล
8. กลา้ คดิ กล้าพดู กลา้ ทา
9. มีค่ วามเห็นอกเห็นใจผอู้ ื่นและไมเ่ กรงใจโดยปราศจากเหตุผล
10. มีความอดทน
2.9 ความสาคญั และความหมายของความอดทน
ความอดทน คือ ความเข็มแข็ง ความหนักแน่นของจิตใจในการควบคุมอารมณ์ จิตใจและร่างกายให้
สามารถเผชญิ กับเหตกุ ารณต์ า่ งๆได้
การท่บี คุ คลจะทางานใหส้ าเร็จลลุ ว่ งไปได้ต้องอาศัยการฝึกฝน ความเพียรพยายามและที่สาคัญต้องมี
ความอดทนในส่ิงที่ตนเองรับผิดชอบ เพ่ืองานสิ่งน้ันจะได้สาเร็จลุล่วง การฝึกความอดทนมีหลายอย่าง เช่น
อดทนต่อความลาบาก อดทนตอ่ ความทุกข์ อดทนต่อความเจบ็ ใจ อดทนต่ออานาจกิเลส ฯลฯ
การท่ีคนเราจะมีระเบียบวินัยได้ต้องอาศัยความอดทนในตัวเอง จึงนาไปสู่ความเป็นพลเมืองท่ี ดี
ความอดทนจึงเป็นปัจจัยส่งเสริมให้บุคคลเกิดวินัยข้ึน เช่น การเข้าแถวซ้ืออาหาร อดทนในการทางานต่างๆ
อดทนและทาตามกฎของบา้ นเมอื ง ผทู้ ม่ี วี ินัยในตนเองสูง จะมีความรบั ผิดชอบสูง มีความวิตกกังวลต่า มีความ
อดทน มีเหตุผลของตนเอง มีความยืดหยุน่ ในความคิดและพฤตกิ รรมทางสงั คม
9
บทที่ 3 วิธีดาเนินงานวจิ ัย
การศึกษาค้นคว้าคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา “เจตคติที่มีต่อวินัยในตนเองด้านวินัยในห้องเรียน
ความขยันอดทนทางการเรียนและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 4
โรงเรยี นวดั หนองปรง จงั หวดั เพชรบุรี ปีการศกึ ษา 1/2565 จานวน 13 คน ได้ดาเนินการศึกษาตามลาดับ
ดงั นี้
3.1 ขั้นตอนการดาเนนิ การวจิ ัย
3.2 ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
3.3 เคร่ืองมือท่ใี ชใ้ นการวิจัย
3.4 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
3.5 การวเิ คราะห์ข้อมูล
3.1 ขั้นตอนการดาเนนิ การวิจยั ผู้วจิ ยั ไดก้ าหนดขัน้ ตอนในการวจิ ยั ไวด้ ังนี้
3.1.1 ศกึ ษาหลักการ ทฤษฏี แนวความคดิ เกี่ยวกับความหมาย ประโยชน์ ลักษณะวินัยในตนเองด้าน
วนิ ยั ในห้องเรยี น ความขยันอดทนและแรงจงู ใจใฝส่ มั ฤทธ์ิทางการเรียน
3.1.2 กาหนดกรอบความคิดในการวจิ ัย ผวู้ ิจัยได้กาหนดกรอบความคดิ เพ่ือทาการศกึ ษาสภาพความมี
วินัยในตนเองของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดหนองปรง จังหวัดเพชรบุรี
จานวน 13 คน ในปีการศกึ ษา 1/2565
3.1.3 กาหนดวัตถุประสงค์
3.1.4 กาหนดกลุ่มประชากรสาหรับการวิจัยในครั้งนี้ได้กาหนดกลุ่มประชากร คือ นักเรียนระดับชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนวัดหนองปรง จังหวัดเพชรบุรี จานวน 13 คน ในปีการศึกษา
1/2565
3.1.5 สร้างเคร่ืองมือการวิจัย การสร้างเคร่ืองมือการวิจัยผู้วิจัยศึกษาจากหลักการ ทฤษฎี แนวคิด
วตั ถปุ ระสงค์ เพ่ือจาแนกว่าควรสร้างเครือ่ งมือวัดด้านใดบ้างให้เหมาะสมกับสภาพของนักเรียน
ระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนวัดหนองปรง จังหวัดเพชรบุรี จานวน 13 คน ในปี
การศกึ ษา 1/2565 ท่ตี อ้ งการศึกษา
3.1.6 การเก็บรวบรวมข้อมูลผู้วิจัยนาเครื่องมือท่ีสร้างข้ึน ให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างได้ตอบ
แบบสอบถามและเก็บข้อมูลด้วยตนเอง
3.1.7 การสรุปผลการวิจัยและนาเสนอผลการวิจัย โดยนาข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลและเขียน
สรปุ ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
10
3.2 ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง
ประชากรทีใ่ ช้ในการวจิ ัย คอื นักเรยี นระดบั ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 4 โรงเรยี นวดั หนองปรง จังหวัด
เพชรบุรี จานวน 13 คน ในปีการศกึ ษา 1/2565
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้การวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดหนองปรง
จังหวดั เพชรบุรี จานวน 13 คน ในปกี ารศกึ ษา 1/2565
3.3 เครอื่ งมือทใี่ ช้ในการวจิ ัย
ในการวิจัยคร้ังน้ีเครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างข้ึนเพื่อศึกษาเจตคติที่มีต่อวินัยใน
ตนเองด้านวินัยในห้องเรียน ความขยันอดทนทางการเรียนและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนของ
นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนวัดหนองปรง จังหวัดเพชรบุรี จานวน 13 คน ในปี
การศึกษา 1/2565 โดยดาเนินการดงั นี้
3.3.1 ศึกษาหลักการ ทฤษฏี แนวความคิดเกี่ยวกับความหมาย ประโยชน์ ลักษณะวินัยในตนเองด้าน
วินยั ในหอ้ งเรียน ความขยันอดทนต่อและแรงจูงใจใฝส่ ัมฤทธท์ิ างการเรียน
3.3.2 ผู้วิจัยได้กาหนดกรอบความคิด เพ่ือทาการศึกษาสภาพความมีวินัยในตนเองของ นักเรียน
ระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนวัดหนองปรง จังหวัดเพชรบุรี จานวน 13 คน การสร้าง
เครือ่ งมือสาหรับการวจิ ยั แบง่ แบบสอบถามออกเปน็ 3 สว่ น คือ
3.3.2.1 ความมีวนิ ัยในห้องเรยี น
3.3.2.2 ความขยนั อดทน
3.3.2.3 แรงจงู ใจใฝ่สมั ฤทธ์ทิ างการเรียน
3.4 การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยนาเคร่ืองมือที่สร้างข้ึน ให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างได้ตอบ
แบบสอบถามและเก็บข้อมูลด้วยตนเอง
3.5 การวิเคราะหข์ ้อมูล
ผู้วิจยั ใช้ค่ารอ้ ยละในการวิเคราะหข์ ้อมูล โดยมีสตู รทีใ่ ช้ในการคานวณหาคา่ รอ้ ยละ ดังน้ี
เมื่อ X = คะแนนที่ได้
N = จานวนนกั เรยี นทง้ั หมด
11
บทที่ 4 ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู
ในบทน้ีผู้วิจัยจะนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ท่ีได้เก็บรวบรวมข้อมูลจาก นักเรียนระดับช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนวัดหนองปรง จังหวัดเพชรบุรี จานวน 13 คน ในปีการศึกษา 1/2565 ตาม
แนวทางการศกึ ษา เจตคตทิ มี่ ตี อ่ วินยั ในตนเองด้านวินัยในห้องเรียน ความขยันอดทนและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์
ทางการเรยี น
ตารางแสดงตอนที่ 1 : เจตคติท่มี ตี ่อวนิ ยั ในตนเองดา้ นวินยั ในห้องเรียน
ข้อ คาถาม ทาประจา ทาบางครั้ง ไม่เคยทา
(เปอรเ์ ซน็ ต์) (เปอร์เซน็ ต์) (เปอรเ์ ซน็ ต์)
ตอนที่ 1 : แสดงเจตคตทิ ่มี ีต่อวนิ ัยในตนเองดา้ นวนิ ัยในห้องเรียน
1 ขณะเรยี นวิชาหนงึ่ นกั เรยี นมกั นางานวชิ าอน่ื ข้นึ มาทา 0 66.27 36.73
86.67 4.08
2 นกั เรียนพูดคยุ กบั เพ่อื นในขณะท่ีครูกาลังสอน 12.24 42.86 6.12
3 นกั เรยี นสง่ การบา้ นตรงตามเวลาท่ีครกู าหนด 51.02 2.04 97.96
4 เม่ือนกั เรียนทาข้อสอบไม่ได้ นักเรยี นแอบดขู ้อสอบ 0 14.29 86.67
เพ่ือนในห้องสอบ 86.67 12.24
20.41 75.51
5 นักเรยี นแอบนอนหลับในชั่วโมงเรียน 2.04 51.02 48.98
66.27 16.33
6 นกั เรียนเล่นกับเพื่อนขณะท่ีครูสอน 4.08
7 นักเรยี นอา่ นหนงั สอื การ์ตูน ขณะท่คี รสู อน 4.08
8 นกั เรียนลอกการบ้านเพื่อน 0
9 เม่ือใดที่ร้สู กึ ไมเ่ ข้าใจ นักเรียนจะถามครู 20.41
จากตารางแสดงตอนท่ี 1 : เจตคติที่มีต่อวินัยในตนเองด้านวินัยในห้องเรียน ที่ได้จากแบบสอบถาม
นักเรยี น เกย่ี วกบั เจตคตทิ ีม่ ตี อ่ วินัยในตนเองด้านวนิ ยั ในห้องเรียน พบว่า
ขณะเรียนวิชาหนึ่งนักเรียนมักนางานวิชาอ่ืนขึ้นมาทา นักเรียนท่ีทาบางครั้งมีค่าร้อยละมากที่สุดคิด
เป็น 66.27% นกั เรียนพูดคุยกับเพือ่ นในขณะที่ครกู าลงั สอน นกั เรยี นที่ทาบางครง้ั มีคา่ รอ้ ยละมากทีส่ ดุ คิดเป็น
86.67% นักเรียนส่งการบ้านตรงตามเวลาที่ครูกาหนด นักเรียนท่ีทาประจามีค่าร้อยละมากที่สุดคิดเป็น
51.02% เม่ือนกั เรียนทาข้อสอบไม่ได้ นกั เรยี นแอบดูข้อสอบเพ่ือนในหอ้ งสอบ นักเรยี นที่ไมเ่ คยทามีค่าร้อยละ
มากที่สดุ คดิ เป็น 97.96% นกั เรียนแอบนอนหลบั ในชัว่ โมงเรยี น นักเรียนทไี่ ม่เคยทามีค่าร้อยละมากที่สุด คิด
เป็น 86.67% นกั เรียนเล่นกบั เพื่อนขณะท่ีครสู อน นกั เรียนทท่ี าบางครง้ั มีคา่ รอ้ ยละมากทีส่ ุดคิดเป็น 86.67%
นักเรียนอ่านหนังสือการ์ตูน ขณะท่ีครูสอน นักเรียนที่ไม่เคยทามีค่าร้อยละมากที่สุดคิดเป็น 75.51%
นกั เรียนลอกการบา้ นเพอ่ื น นักเรียนที่ทาบางคร้ังมคี ่ารอ้ ยละมากที่สุดคิดเป็น 51.02% เมื่อใดท่ีรู้สึกไม่เข้าใจ
นักเรยี นจะถามครู นักเรียนทที่ าบางครงั้ มีค่ารอ้ ยละมากท่ีสุดคดิ เป็น 66.27%
12
ตารางแสดงตอนที่ 2 : เจตคติที่มีต่อวินัยในตนเองด้านความขยันอดทน
ข้อ คาถาม ทาประจา ทาบางครง้ั ไม่เคยทา
(เปอร์เซ็นต)์ (เปอรเ์ ซ็นต)์ (เปอรเ์ ซ็นต)์
ตอนที่ 2 : เจตคตทิ ี่มีตอ่ วินยั ในตนเองดา้ นความขยันอดทน 44.90 44.90 10.20
10 นกั เรยี นทาการบา้ นเสมอก่อนออกไปเลน่
11 นักเรยี นหลกี เลี่ยงงานทค่ี ณุ ครมู อบหมาย 0 42.86 57.14
12 นักเรยี นไม่เคยอดทนทาการบ้าน 14.29 40.82 44.90
13 ในการทดลองนกั เรยี นจะพยายามทดลองจนเสรจ็ 48.96 42.86 8.16
14 เวลาใกล้สอบนกั เรยี นดูหนังสอื เอง โดยพอ่ แม่ไมต่ อ้ งบังคบั 36.73 51.02 12.24
15 เมอ่ื นักเรยี นทาผดิ จะพยายามแก้ไขโดยไม่ท้อแท้ 36.73 53.06 10.20
จากตารางแสดงตอนท่ี 2 : เจตคติที่มีต่อวินัยในตนเองด้านความขยันอดทน ที่ได้จากแบบสอบถาม
นักเรียน เกีย่ วกับเจตคตทิ ีม่ ตี อ่ วนิ ยั ในตนเองดา้ นความขยนั อดทน พบวา่
นักเรียนทาการบ้านเสมอก่อนออกไปเล่น นักเรียนท่ีทาประจาและทาบางครั้งมีจานวนเท่ากัน มีค่า
ร้อยละมากที่สุดคิดเป็น 44.90% นักเรียนหลีกเล่ียงงานท่ีคุณครูมอบหมาย นักเรียนท่ีไม่เคยทามีค่าร้อยละ
มากที่สดุ คดิ เป็น 57.14% นกั เรยี นไมเ่ คยอดทนทาการบ้าน นักเรียนท่ีไม่เคยทามีค่าร้อยละมากท่ีสุดคิดเป็น
44.90% ในการทดลองนักเรยี นจะพยายามทดลองจนเสร็จ นักเรียนท่ีทาประจามีค่าร้อยละมากที่สุดคิดเป็น
48.96% เวลาใกล้สอบนักเรียนดูหนังสือเอง โดยพ่อแม่ไม่ต้องบังคับ นักเรียนท่ีทาบางคร้ังมีค่าร้อยละมาก
ทส่ี ุดคดิ เปน็ 51.02% เม่อื นกั เรยี นทาผดิ จะพยายามแกไ้ ขโดยไมท่ ้อแท้ นักเรียนที่ทาบางครั้งมีค่าร้อยละมาก
ที่สดุ คิดเปน็ 53.06%
13
ตารางแสดงตอนที่ 3 : เจตคตทิ มี่ ีตอ่ วินัยในตนเองดา้ นแรงจงู ใจใฝส่ ัมฤทธ์ทิ างการเรียน
ขอ้ คาถาม ทาประจา ทาบางครัง้ ไมเ่ คยทา
(เปอร์เซน็ ต์) (เปอร์เซน็ ต)์ (เปอร์เซน็ ต)์
ตอนที่ 3 : เจตคติทม่ี ีตอ่ วนิ ยั ในตนเองดา้ นแรงจงู ใจใฝส่ ัมฤทธิ์ทางการเรยี น
16 เมอ่ื มีการแขง่ ขันนกั เรียนจะพยายามอย่างเตม็ ความสามารถ 67.35 20.41 12.24
เพราะตอ้ งการเป็นผ้ชู นะ
17 นักเรียนอยากประสบความสาเรจ็ ในการเรยี น 69.39 24.49 6.12
18 ในการเรียนนักเรยี นทมุ่ เทอยา่ งหนกั เพอื่ ใหไ้ ด้คะแนนดี 53.06 40.82 6.12
19 นักเรยี นปฏบิ ัติตามคติประจาใจท่วี ่า “ความพยายามอยู่ท่ี 46.94 53.06 0
ไหน ความสาเรจ็ อยู่ทน่ี ั่น”
20 ในวชิ าใดกต็ ามเวลาสอบนักเรียนจะพยายามอยา่ งเต็มทีใ่ น 87.76 10.20 2.04
การสอบ
21 นักเรียนเตรยี มวางแผนการเรยี นตงั้ แตเ่ ปดิ ภาคเรียนในวัน 30.61 51.02 18.37
แรก เพือ่ จะได้เรยี นดีทีส่ ดุ
22 นกั เรยี นมคี วามพยายามอยา่ งย่ิงท่จี ะทาอะไรให้ดี อย่างท่ี 51.02 44.90 4.08
ตัง้ ใจไว้
23 ถ้าผลการเรยี นไม่ดนี กั เรียนใชค้ วามพยายามมากย่ิงขึ้น 57.14 42.86 0
24 ในบทเรียนทย่ี ากๆนักเรยี นจะอ่านซ้าหลายๆครั้งจนเข้าใจ 40.82 55.10 4.08
แลว้ จงึ ผ่านไป
25 นักเรยี นพยายามหาความรู้เพ่มิ เติมจากเอกสาร หรอื ตาราใน 34.69 48.98 16.33
หอ้ งสมุดเม่อื มีปัญหาเก่ียวกับการเรยี น
จากตารางแสดงตอนท่ี 3 : เจตคติท่ีมีต่อวินัยในตนเองด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิทางการเรียน จาก
แบบสอบถามนักเรยี นเก่ียวกับเจตคตทิ ีม่ ตี ่อวนิ ยั ในตนเองดา้ นแรงจงู ใจใฝ่สมั ฤทธิท์ างการเรียน พบวา่
เม่ือมีการแข่งขันนักเรียนจะพยายามอย่างเต็มความสามารถเพราะต้องการเป็นผู้ชนะ นักเรียนท่ีทา
ประจามีค่าร้อยละมากที่สุดคิดเป็น 67.35% นักเรียนอยากประสบความสาเร็จในการเรียน นักเรียนท่ีทา
ประจามีคา่ รอ้ ยละมากทีส่ ดุ คิดเป็น 69.39% ในการเรยี นนักเรียนทมุ่ เทอยา่ งหนักเพื่อให้ได้คะแนนดี นักเรียน
ที่ทาประจามคี า่ ร้อยละมากที่สดุ คิดเปน็ 53.06% นักเรยี นปฏบิ ัติตามคติประจาใจที่ว่า “ความพยายามอยู่ท่ี
ไหน ความสาเรจ็ อยทู่ นี่ นั่ ” นักเรียนทที่ าบางครัง้ มีคา่ รอ้ ยละมากท่ีสุดคิดเป็น 53.06% ในวิชาใดก็ตามเวลา
14
สอบนักเรียนจะพยายามอย่างเต็มท่ีในการสอบ นักเรียนที่ทาประจามีค่าร้อยละมากที่สุดคิดเป็น 87.76%
นกั เรียนเตรียมวางแผนการเรียนตั้งแต่เปิดภาคเรยี นในวันแรกเพื่อจะได้เรียนดีท่ีสุด นักเรียนท่ีทาบางครั้งมีค่า
ร้อยละมากที่สุดคิดเป็น 51.02% นักเรียนมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะทาอะไรให้ดีอย่างท่ีต้ังใจไว้ นักเรียนท่ี
ทาประจามีค่าร้อยละมากที่สุดคิดเป็น 51.02% ถ้าผลการเรียนไม่ดีนักเรียนใช้ความพยายามมากย่ิงข้ึน
นกั เรยี นที่ทาประจามีค่าร้อยละมากที่สุดคิดเป็น 57.14% ในบทเรียนท่ียากๆนักเรียนจะอ่านซ้าหลายๆคร้ัง
จนเข้าใจแล้วจึงผ่านไป นักเรียนที่ทาบางคร้ังมีค่าร้อยละมากที่สุดคิดเป็น 55.10% นักเรียนพยายามหา
ความรู้เพ่ิมเติมจากเอกสารหรือตาราในห้องสมุด เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับการเรียน นักเรียนท่ีทาบางครั้งมีค่า
รอ้ ยละมากทีส่ ดุ คดิ เปน็ 48.98%
15
บทท่ี 5 สรปุ อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
5.1 สรุปผล
จากการศึกษาและวิเคราะห์แบบสอบถามเพ่ือศึกษาเจตคติท่ีมีต่อวินัยในตนเองด้านวินัยใน
ห้องเรียน ความขยันอดทนทางการเรียนและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดหนองปรง จังหวัดเพชรบุรี จานวน 13 คน ในปีการศึกษา 1/2565
ด้านเจตคติท่ีมีต่อวินัยในตนเองด้านวินัยในห้องเรียน พบว่า นักเรียนส่งการบ้านตรงตามเวลาท่ีครู
กาหนด นกั เรยี นทีท่ าประจามคี ่ารอ้ ยละมากท่สี ุดคิดเปน็ 51.02% ด้านเจตคติที่มีต่อวินัยในตนเองด้าน
ความขยนั อดทนทางการเรียน พบวา่ ในการทดลอง นักเรียนจะพยายามทดลองจนเสร็จนักเรียนที่ทา
ประจามีค่าร้อยละมากที่สุดคิดเป็น 48.96% และด้านเจตคติท่ีมีต่อวินัยในตนเองด้านแรงจูงใจใฝ่
สมั ฤทธ์ทิ างการเรียน พบวา่ ในวชิ าใดก็ตามเวลาสอบนกั เรียนจะพยายามอยา่ งเตม็ ที่ในการสอบนักเรียน
ที่ทาประจามีคา่ รอ้ ยละมากที่สุดคดิ เปน็ 87.76%
5.2 การอภิปรายผล
จากผลการวิเคราะหข์ ้อมลู สามารถนาผลการวิจัยมาอภิปรายผลได้ ดงั น้ี
5.2.1 เจตคตทิ ี่มตี ่อวนิ ยั ในตนเองดา้ นวินัยในหอ้ งเรียน พบวา่
5.2.1.1 ขณะเรียนวิชาหนึ่งนักเรียนมักนางานวิชาอ่ืนขึ้นมาทา นักเรียนท่ีทาบางครั้งมีค่าร้อย
ละมากท่สี ุดคิดเปน็ 66.27% สว่ นนักเรยี นทีไ่ ม่เคยทาคดิ เป็น 36.73% ส่วนนักเรียนที่
ทาประจาไม่มีเลยแสดงวา่ นกั เรียนมเี จตคติท่ีดีต่อการไม่นาวิชาอ่ืนๆมาทาขณะที่เรียน
วชิ าหน่งึ อยู่
5.2.1.2 นกั เรียนพดู คยุ กบั เพ่อื นในขณะที่ครูกาลังสอน นักเรียนท่ีทาบางครั้งมีค่าร้อยละมาก
ท่ีสุดคิดเป็น 86.67% นักเรียนท่ีทาประจามี 12.24% ส่วนนักเรียนที่ไม่เคยทามี
4.08% แสดงให้เห็นวา่ นกั เรยี นมกั ชอบพูดคุยกันมากขณะที่ครูสอนเป็นพฤติกรรมที่
ต้องปรับปรุง เพ่ือให้บรรยากาศการเรียนการสอนดีขึ้นและเกิดการเรียนรู้อย่างมี
คุณภาพ
5.2.1.3 นักเรียนสง่ การบา้ นตรงตามเวลาทคี่ รูกาหนด นักเรยี นทที่ าประจามคี า่ รอ้ ยละมากท่ีสุด
คิดเป็น 51.02% ส่วนนักเรียนที่ทาบางครั้งและไม่เคยทารวมกันแล้วมีถึง 48.96%
แสดงให้เห็นว่า นักเรียน 2 กลุ่ม หลังนี้จาเป็นต้องได้รับการปรับปรุงเจตคติเก่ียวกับ
วนิ ยั ในตนเองด้านความรบั ผดิ ชอบ และความมวี นิ ยั ในตนเอง
5.2.1.4 เมื่อนกั เรียนทาขอ้ สอบไม่ได้นกั เรยี นแอบดูข้อสอบเพื่อนในห้องสอบ นักเรียนท่ีไม่เคย
ทามีค่าร้อยละมากที่สุดคิดเป็น 97.96% นักเรียนท่ีทาบางครั้งมี 2.04% ส่วน
นักเรียนทท่ี าประจาไม่มีเลย แสดงว่านกั เรียนมเี จตคตทิ ่ีดีมากท่ีจะไม่กระทาการแอบดู
ข้อสอบเพอื่ นในหอ้ งสอบ
5.2.1.5 นกั เรยี นแอบนอนหลับในชั่วโมงเรียน นักเรียนที่ไม่เคยทามีค่าร้อยละมากท่ีสุดคิดเป็น
86.67% นกั เรยี นท่ที าบางครัง้ มี 14.29% ส่วนนกั เรยี นท่ีทาประจามี 2.04% แสดงว่า
นักเรยี นมีเจตคตทิ ีด่ ีไม่ประพฤตติ นแอบนอนหลับในชั่วโมงเรียน ส่วนนักเรียนที่ปฏิบัติ
16
ตนในลักษณะดงั กลา่ วบ้างและทาประจาคงต้องพิจารณาสาเหตุของการปฏิบัติและหา
แนวทางแกไ้ ขต่อไป
5.2.1.6 นักเรียนเลน่ กบั เพื่อนขณะท่คี รสู อน นักเรียนท่ีทาบางครั้งมีค่าร้อยละมากที่สุดคิดเป็น
86.67% นักเรยี นทไี่ ม่เคยทามี 12.24% สว่ นนกั เรยี นที่ทาประจามี 4.08% แสดงว่า
นักเรียนมีเจตคติท่ีควรได้รับการปรับพฤติกรรมเร่ืองเก่ียวกับการเล่นกับเพื่อนขณะที่
ครูสอน ซึ่งอาจจะเป็นลกั ษณะเฉพาะของวัยและเพศของนักเรยี น จึงตอ้ งพิจารณาปรับ
ลดพฤตกิ รรมดงั กลา่ ว
5.2.1.7 นกั เรยี นอา่ นหนังสือการ์ตนู ขณะทีค่ รูสอน นักเรยี นทไ่ี ม่เคยทามีค่าร้อยละมากที่สุดคิด
เป็น 75.51% นักเรียนท่ีทาบางคร้ังมี 20.41% ส่วนนักเรียนที่ทาประจามี 4.08%
แสดงว่านักเรยี นมเี จตคตทิ ีด่ ีตอ่ การไม่ปฏิบัติตนท่ีไม่เหมาะสม ส่วนนักเรียนท่ีทาเป็น
บางครั้งหรือทาประจาควรท่ีจะได้รับการอบรมให้พิจารณาถึงข้อเสียของพฤติกรรม
ดงั กล่าว และงดเวน้ พฤติกรรมนเ้ี สยี
5.2.1.8 นกั เรยี นลอกการบา้ นเพอื่ น นักเรียนทีท่ าบางครั้งมคี ่าร้อยละมากทีส่ ดุ คดิ เป็น 51.02%
นักเรยี นที่ไมเ่ คยทามี 48.98% ส่วนนักเรียนทีท่ าประจาไม่มีแสดงว่ายังคงมีพฤติกรรม
การลอกการบ้านเพือ่ นอย่อู กี พอควร จึงต้องมีการหาสาเหตขุ องพฤตกิ รรมดงั กล่าวของ
นักเรียนว่าเป็นเพราะสาเหตุใด เช่น เวลาเรียนนักเรียนไม่เข้าใจบทเรียนจึงทาไม่ได้
การบ้านมากจนทาไม่ทัน นักเรียนเกียจคร้านไม่ยอมทาแต่กลัวความผิดจึงมาลอก
การบ้านเพ่อื ใหม้ ีส่งครู ฯลฯ
5.2.1.9 เมือ่ ใดทีร่ ู้สกึ ไมเ่ ข้าใจนักเรียนจะถามครู นักเรียนที่ทาบางคร้ังมีค่าร้อยละมากที่สุดคิด
เป็น 66.27% นักเรียนที่ทาประจามี 20.41% ส่วนนักเรียนที่ไม่เคยทามี 48.98%
แสดงวา่ นักเรยี นมแี นวโน้มทางเจตคติที่ดีตอ่ การพัฒนาเรียนของตนเองให้ดีข้ึน เมื่อไม่
เข้าใจนักเรยี นต้อง กลา้ ทีจ่ ะถามครู แต่ก็ตอ้ งพฒั นาในกลุ่มนักเรียนทีไ่ ม่เคยทาเลยให้มี
พฤติกรรมดา้ นน้ใี ห้มากขนึ้
จากการพิจารณาเจตคติท่ีมีต่อวินัยในตนเองด้านวินัยในห้องเรียนของ นักเรียนระดับชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนวัดหนองปรง จังหวัดเพชรบุรี จานวน 13 คน ในปีการศึกษา 1/2565
พบวา่ ส่วนใหญ่มีเจตคติที่ดีถึงดีมาก ส่วนกลุ่มนักเรียนท่ียังมีเจตคติและพฤติกรรมท่ีไม่ดี สมควรท่ีจะ
ค้นหาสาเหตุของแตล่ ะบุคคลและในแตล่ ะกรณี เพ่ือทาการพัฒนาศกั ยภาพของนักเรยี นต่อไป
5.2.2 เจตคตทิ ม่ี ตี ่อวินัยในตนเองด้านความขยนั อดทนทางการเรียน พบว่า
5.2.2.1 นักเรียนทาการบ้านเสมอกอ่ นออกไปเล่น นกั เรียนทท่ี าประจาและทาบางครัง้ มีจานวน
เท่ากนั มคี า่ ร้อยละมากท่ีสุดคดิ เปน็ 44.90% สว่ นนกั เรียนท่ีไม่เคยทามี 10.20% จาก
การพิจารณานักเรียนกลุ่มที่ทาบางคร้ังและไม่เคยทาควรได้รับการพัฒนาตนเองด้าน
ความรบั ผิดชอบใหเ้ ป็นผทู้ ี่มคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ งานของตนเองให้มากข้นึ
5.2.2.2 นกั เรียนหลีกเล่ยี งงานท่คี ุณครูมอบหมาย นักเรียนที่ไม่เคยทามีค่าร้อยละมากที่สุดคิด
เป็น 57.14% นักเรียนที่ทาบางคร้ังมี 42.86% ส่วนนักเรียนท่ีทาประจาไม่มีแสดงว่า
นักเรียนยังมีเจตคติเรื่องความรับผิดชอบต่องานที่ครูมอบหมายดี แต่ต้องพิจารณา
พฒั นานักเรียนในกลมุ่ นักเรยี นท่ีทาบางคร้ัง ให้มีความถ่ีของการหลีกเลี่ยงงานน้อยลง
ให้มากทีส่ ุด
17
5.2.2.3 นักเรียนไม่เคยอดทนทาการบ้าน นักเรียนที่ไม่เคยทามีค่าร้อยละมากท่ีสุดคิดเป็น
44.90% นักเรียนทาบางครงั้ มี 40.82% ส่วนนกั เรียนท่ีทาประจามี 14.29% แสดงว่า
นักเรยี นมแี นวโนม้ ที่มีเจตคตทิ ่ีดตี อ่ การอดทนทาการบ้าน แต่คงต้องพัฒนาเจตคติของ
นกั เรียนในกลุ่มทท่ี าประจาและทาบางครง้ั ใหม้ ีความอดทนมากย่งิ ขน้ึ
5.2.2.4 ในการทดลองนกั เรียนจะพยายามทดลองจนเสร็จ นักเรยี นทท่ี าประจามีคา่ ร้อยละมาก
ที่สุด คิดเป็น 48.96% นักเรียนทาบางคร้ังมี 40.82% นักเรียนท่ีไม่เคยทา 8.16%
แสดงว่านักเรียนมีแนวโน้มทางเจตคติต่อความพยายามในการทาการทดลอง ส่วน
นกั เรยี นในกลุ่มทขี่ าดความพยายามทาการทดลองจนเสรจ็ ครคู วรกระตนุ้ ให้นักเรียน
เห็นความสาคัญของการทาการทดลองให้สาเร็จ เพื่อทาข้ันตอนต่อไปคือการสรุปผล
การทดลองและอืน่ ๆ
5.2.2.5 เวลาใกล้สอบนักเรียนดูหนังสือเองโดยพ่อแม่ไม่ต้องบังคับ นักเรียนที่ทาบางคร้ังมีค่า
รอ้ ยละมากท่ีสดุ คิดเปน็ 51.02% นักเรียนที่ทาประจามี 36.73% นักเรียนท่ีไม่เคยทา
12.24% แสดงว่านักเรียนมีแนวโน้มเจตคติท่ีมีพฤติกรรมในด้านความรับผิดชอบต่อ
ตนเอง แต่ต้องกระตุ้น นักเรียนในกลุ่มที่ทาบางครั้งให้รู้จักหน้าที่ของตนเองแ ละ
กระทาหน้าท่ีของตนเองให้ดีข้ึน รวมทั้งพัฒนานักเรียนในกลุ่มท่ีไม่เคยทาให้มี
พฤตกิ รรมความรบั ผดิ ชอบในการดหู นังสือสอบโดยไม่ตอ้ งมีใครมาบังคบั
5.2.2.6 เมอื่ นักเรยี นทาผิดจะพยายามแก้ไขโดยไมท่ อ้ แท้ นกั เรยี นทที่ าบางคร้ังมีค่าร้อยละมาก
ที่สุดคิดเป็น 53.06% นักเรียนท่ีทาประจามี36.73% นักเรียนที่ไม่เคยทา 10.20%
แสดงว่าเมื่อนักเรียนทาผิดแล้วนักเรียนมีแนวโน้มที่จะพยายามแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น
ส่วนในกลุม่ ทไ่ี มเ่ คยทา ไมพ่ ยายามแก้ไขข้อบกพร่องของตนเองครคู วรอบรมชีแ้ จงให้
จากการพิจารณาเจตคติที่มีต่อวินัยในตนเองด้านความขยันอดทนทางการเรียนของ นักเรียน
ระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดหนองปรง จังหวัดเพชรบุรี จานวน 13 คน ในปีการศึกษา
1/2565 พบวา่ สว่ นใหญม่ แี นวโนม้ ทางเจตคติทด่ี ี ส่วนนกั เรียนในกลุ่มทยี่ งั มเี จตคติที่ไม่ดีน้ันครูควรต้อง
อบรมชี้แจงให้นักเรียนเห็นคุณค่าและคุณประโยชน์ของความอดทนในการทางาน เห็นถึงความ
รบั ผดิ ชอบต่อตนเองในการทางานในหน้าท่ีและต้องกระทาอย่างเต็มท่ีไม่ย่อท้อต่อความยากลาบาก มี
ความอดทน อดกลั้นต่อปัญหาและอุปสรรคต่างๆ รวมทั้งชี้ให้เป็นถึงผลที่เกิดจากความสาเร็จในการ
ทางาน ยกตัวอย่างบคุ คลทป่ี ระสบความสาเรจ็ ในการทางานและความสาเร็จในชีวิตที่ได้รับความช่ืนชม
ยกย่องจากคนรอบข้างและสังคม เพื่อให้นักเรียนในกลุ่มน้ีมีแนวโน้มเจตคติที่มีต่อวินัยในตนเองด้าน
ความขยันอดทนทางการเรยี น ดขี ้นึ
5.2.3 เจตคติทม่ี ีตอ่ วินัยในตนเองดา้ นแรงจงู ใจใฝ่สัมฤทธ์ิทางการเรยี น
5.2.3.1 เจตคตทิ ่ีมตี อ่ วนิ ยั ในตนเองดา้ นแรงจงู ใจใฝส่ มั ฤทธติ์ ่อความสาเร็จทางการเรียน
5.2.3.1.1 เมอื่ มกี ารแข่งขนั นักเรียนจะพยายามอยา่ งเตม็ ความสามารถ เพราะต้องการ
เป็นผู้ชนะนักเรียนที่ทาประจามีค่าร้อยละมากที่สุดคิดเป็น 67.35%
นกั เรยี นทท่ี าบางคร้งั มี 20.41% นักเรยี นทไี่ ม่เคยทา 12.24%
5.2.3.1.2 นักเรียนอยากประสบความสาเร็จในการเรียน นกั เรยี นทท่ี าประจามีค่าร้อย
ละมากที่สุดคิดเป็น 69.39% นักเรียนที่ทาบางคร้ังคิดเป็น 24.49% ส่วน
นกั เรียนทีไ่ มเ่ คยทาคดิ เปน็ 6.12%
18
5.2.3.1.3 ในการเรียนนกั เรยี นทุ่มเทอยา่ งหนกั เพอ่ื ใหไ้ ดค้ ะแนนดี นักเรียนที่ทาประจา
มคี า่ ร้อยละมากทสี่ ดุ คดิ เป็น 53.06% นักเรียนท่ที าบางครัง้ คิดเปน็ 40.82%
สว่ นนกั เรียนทไ่ี มเ่ คยทาคิดเป็น 6.12%
จากท้งั 3 ขอ้ ขา้ งตน้ หากพจิ ารณาในภาพรวมจะเห็นได้ว่านักเรียนมีเจตคติท่ีจะเป็น
ผู้ท่ี ปร ะ ส บ คว าม สา เ ร็จ หรื อใ ห้ ไ ด้ รับ ชัย ช น ะ ทั้ง นั กเ รีย น ท่ี ท าป ระ จา แ ละ ทา เป็ น บา ง ค ร้ั ง
ส่วนนักเรียนที่ไม่เคยทามีอยู่จานวนหนึ่งที่ครูต้องกระตุ้นให้เป็นผู้ที่อยากประสบความสาเร็จ
โดยอาจจะเรม่ิ ต้นจากการได้รับคาชมเชยจากการประสบความสาเร็จในระดับและประเภทของ
ความถนัดหรือความสามารถท่ีแตกต่างกันของนักเรียนแต่ละคน เช่น ศิลปะ ดนตรี กีฬา
วิชาการหรอื กจิ กรรมการบรกิ าร ฯลฯ
5.2.3.2 เจตคติทมี่ ีตอ่ วนิ ยั ในตนเองด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิต์ ่อความพยายามทางการเรยี น
5.2.3.2.1 นักเรียนปฏิบตั ิตามคตปิ ระจาใจท่วี ่า “ความพยายามอยู่ท่ีไหน ความสาเร็จ
อยู่ที่น่ัน” นักเรียนท่ีทาบางคร้ังมีค่าร้อยละมากที่สุดคิดเป็น 53.06%
นักเรยี นที่ทาประจาคิดเปน็ 46.94% สว่ นนักเรียนท่ไี ม่เคยทาไม่มี
5.2.3.2.2 ในวิชาใดก็ตามเวลาสอบนักเรียนจะพยายามอย่างเต็มที่ในการสอบ
นักเรียนท่ีทาประจา มีค่าร้อยละมากที่สุดคิดเป็น 87.76% นักเรียนท่ีทา
บางคร้งั คิดเป็น 10.20% สว่ นนกั เรียนทไ่ี มเ่ คยทาคิดเป็น 2.04%
5.2.3.2.3 ถ้าผลการเรยี นไมด่ ีนักเรยี นใช้ความพยายามมากยิ่งข้ึน นักเรียนที่ทาประจา
มคี ่าร้อยละมากทส่ี ุดคิดเป็น 57.14% นักเรยี นทท่ี าบางคร้ังคิดเป็น 42.86%
สว่ นนักเรยี นท่ีไมเ่ คยทาไมม่ ี
5.2.3.2.4 นกั เรยี นมคี วามพยายามอยา่ งยงิ่ ที่จะทาอะไรให้ดีอย่างท่ีต้ังใจไว้ นักเรียนที่
ทาประจามีค่าร้อยละมากที่สุดคิดเป็น 51.02% นักเรียนที่ทาบางคร้ังคิด
เป็น 44.90% ส่วนนักเรยี นท่ีไมเ่ คยทาคิดเปน็ 4.08%
5.2.3.2.5 ในบทเรียนท่ียากๆนักเรียนจะอ่านซ้าหลายๆคร้ังจนเข้าใจแล้วจึงผ่านไป
นักเรียนท่ีทาบางคร้ังมีค่าร้อยละมากที่สุดคิดเป็น 55.10% นักเรียนที่ทา
ประจาคดิ เปน็ 40.82% สว่ นนกั เรียนทไ่ี ม่เคยทาคิดเป็น 4.08%
5.2.3.2.6 นักเรียนเตรียมวางแผนการเรียนต้ังแต่เปิดภาคเรียนในวันแรกเพ่ือจะได้
เรียนดีที่สุดนักเรียนที่ทาบางคร้ังมีค่าร้อยละมากที่สุดคิดเป็น 51.02%
นักเรียนที่ทาประจาคิดเป็น 30.61% ส่วนนักเรียนท่ีไม่เคยทาคิดเป็น
18.37%
5.2.3.2.7 นักเรยี นพยายามหาความรู้เพ่มิ เติมจากเอกสารหรือตาราในห้องสมุด เมื่อมี
ปญั หาเกี่ยวกับการเรียน นักเรียนท่ีทาบางคร้ังมีค่าร้อยละมากที่สุดคิดเป็น
48.98% นกั เรยี นทท่ี าประจาคดิ เป็น 34.69% สว่ นนักเรยี นท่ีไม่เคยทาคิด
เป็น 16.33%
จากข้อขา้ งต้นหากพิจารณาในภาพรวมจะเห็นได้ว่า เจตคติท่ีมีต่อวินัยในตนเองด้าน
แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่อความพยายามทางการเรียน นักเรียนมีแนวโน้มท่ีจะมีความพยายาม
ทางการเรียนอย่างเต็มที่ทาส่ิงท่ีดีและเหมาะสมอย่างที่ตั้งใจไว้ พยายามที่จะพัฒนาตนเอง
ใฝ่หาความรู้ด้วยตนเอง ทั้งจากตาราเรียน ค้นคว้าในห้องสมุด รวมทั้งการฝึกทักษะจาก
19
บทเรียนท่ียาก การวางแผนการเรียนที่ดีตั้งแต่ต้นปีการศึกษา ส่วนนักเรียนท่ีไม่เคยทามี
จานวนนอ้ ย ซึง่ ในนกั เรยี นกลุ่มน้ีจาเปน็ ต้องไดร้ ับการพฒั นาเจตคติท่ีให้นักเรียนเห็นเป้าหมาย
คุณประโยชน์ คุณค่าของความพยายาม รวมท้ังการยอมรับของสังคมท่ีมีต่อผู้ที่มีความ
พยายาม รวมท้ังกระตุ้นนักเรียนที่มีผลการเรียนไม่ดี ให้มีความพยายาม ขยันหม่ันเพียรใน
ด้านการเรียน ให้นกั เรยี นตระหนกั ในการวางแผนทางด้านการเรียน มีความมุ่งมั่น มแี รงจูงใจ
ใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน และหากได้ปฏิบัติตนจนเป็นนิสัย ก็จะเป็นผู้ท่ีมีความสาเร็จในชีวิต
ตามทีต่ นไดม้ ุ่งหวงั ไวอ้ ย่างแน่นอน
5.3 ขอ้ เสนอแนะ
ผู้วิจยั ขอเสนอแนะแนวทางเพื่อนาขอ้ ค้นพบในการวิจยั ไปใชใ้ นการพฒั นาการเรียนการสอน คือ
5.3.1 ครูควรศึกษาธรรมชาติของเพศและวัยของนักเรียนประกอบกับพฤติกรรมของนักเรียน เพื่อ
พัฒนาเจตคติที่มีต่อวินัยในตนเองด้านวินัยในห้องเรียน ความขยันอดทนทางการเรียนและ
แรงจงู ใจใฝส่ ัมฤทธ์ิทางการเรียน
5.3.2 ครูควรใช้จิตวิทยาในการโน้มน้าวจิตใจให้นักเรียนให้ความร่วมมือในการพัฒนาเจตคติที่ดี
รวมทัง้ เหน็ คุณค่าของการปรบั เจตคติ
5.4 ขอ้ เสนอแนะในการทาวจิ ัยครั้งต่อไป
5.4.1 การวจิ ัยครัง้ ต่อไปควรศึกษาเจตคติทีม่ ีตอ่ วนิ ยั ในตนเองด้านวินัยทางสังคม
5.4.2 การวจิ ัยคร้งั ตอ่ ไป ควรศกึ ษาปจั จัยที่มีผลต่อการพฒั นาเจตคตทิ ด่ี ขี องนกั เรียน
บรระานุกรม
ฉนั ทนา ภาคบงกชและคณะ.(2539). การสารวจคุะลักษะะทางวินัยที่พึงประสงค์ในสังคมไทย. กรุงเทพฯ
สถาบันวิจยั พฤตกิ รรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ
ดวงเดอื น พันธุมนาวนิ . (2524). จติ วทิ ยาจริยธรรมและจิตวทิ ยาภาษา. กรุงเทพฯ. ไทยวฒั นาพานิช
พระธรรมปฎิ ก (ประยุทธิ์ปยตุ โต). (2538). “วนิ ัย : เร่ืองใหญก่ ว่าทคี่ ิด” วารสารพฤติกรรมศาสตร์
สุโขทัยธรรมาธริ าช, มหาวิทยาลัย. (2540). เอกสารการสอนชดุ วิชา 32304 : การบรหิ ารงานบคุ คล
กรุงเทพฯ. มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช
สุรพงษ์ ชูเดช. (2542). ผลของการฝึกอบรมตามแนวทางไตรสิกขาที่มีต่อการพัฒนาวินัยในตนเองของ
นกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 5. ปริญญานิพนธ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ
สานกั งานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหง่ ชาติ. (2537). การเสริมสรา้ งวินยั . คมู่ ือแนะแนวทาง ปฏิบัติกรุงเทพฯ
สานักงานคณะกรรมการวฒั นธรรมแห่งชาติ
สชุ าและสุรางค์ จนั ทร์เอม.(2521). จติ วทิ ยาในหอ้ งเรียน. กรงุ เทพฯ โอเดียนสโตร์:
สถิดาพร คาสด. (2546). การศกึ ษาพฤตกิ รรมความมีวินยั ในตนเองของนิสิตระดบั ปรญิ ญา
มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ.
สมพิศ แซ่เฮง.(2546). การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยบางประการกับความมีวินัยในตนเองของ
นกั เรยี นสาขาช่างอุตสาหกรรม. โรงเรียนอาชีวศึกษาสังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนในเขต
กรุงเทพมหานคร.
ภาคผนวก
ประวัติผู้ทาวจิ ัย
ชอ่ื -สกุล นางสาวมินตรา พ่อคา้
ท่อี ยปู่ จั จบุ ัน 86/1 หมู่ 1 ตาบลหนองปรอื อาเภอหนองปรอื จังหวัดกาญจนบุรี
ตาแหน่ง ครผู ชู้ ่วย
สถานทีท่ างาน วทิ ยาลยั สารพดั ช่างเพชรบรุ ี
ประวตั กิ ารศึกษา
พ.ศ. 2550 สาเร็จการศึกษาระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
พ.ศ. 2555 จาก โรงเรยี นกาญจนานุเคราะห์ อาเภอเมอื ง จงั หวดั กาญจนบรุ ี
สาเร็จการศกึ ษาระดับปรญิ ญาตรี
ช่อื คณุ วุฒิ คหกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวชิ าเอก ออกแบบแฟชั่น
จาก มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธญั บรุ ี
อาเภอ ธญั บุรี จังหวัด ปทมุ ธานี
ประวตั ิการทางาน ตาแหนง่ ดไี ซน์เนอร์
พ.ศ. 2555
- 2561 สถานทที่ างาน บริษัท เกรท อเมรกิ ัน บอดี้ จากดั
พ.ศ. 2561 เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร
พ.ศ. 2561 ตาแหน่ง ดีไซน์เนอร์
สถานทท่ี างาน บริษทั อนิ เตอรเ์ ฟล็กซ์ เทก็ ซ์ไทล์ จากดั
พ.ศ. 2565 เขตยานนาวา กรงุ เทพมหานคร
ตาแหน่ง ครูพิเศษสอน
สถานที่ทางาน วทิ ยาลยั เทคนิคโพธาราม
อาเภอโพธาราม จงั หวัดราชบรุ ี
ตาแหน่ง ครผู ชู้ ่วย
สถานทท่ี างาน วิทยาลยั สารพัดช่างเพชรบรุ ี
อาเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
แบบสอบรายงานโครงงานวิจัยในช้ันเรียน
เร่อื ง เจตคติที่มตี ่อวินัยในตนเองดา้ นวนิ ัยในห้องเรยี น ความขยัน ความอดทนทางการเรยี น และ
แรงจงู ใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน
คาชี้แจง : โปรดใสเ่ ครื่องหมาย ลงในช่องทต่ี รงความคดิ เหน็ ของท่านมากท่ีสดุ ทา ทา ไมเ่ คย
ประจา บางคร้ัง ทา
ข้อ คาถาม
ตอนที่ 1 : แสดงเจตคตทิ ่ีมีต่อวนิ ัยในตนเองดา้ นวินัยในห้องเรยี น
1 ขณะเรยี นวิชาหน่งึ นักเรยี นมกั นางานวชิ าอื่นขึ้นมาทา
2 นักเรยี นพดู คุยกบั เพือ่ นในขณะทคี่ รูกาลังสอน
3 นักเรียนส่งการบา้ นตรงตามเวลาท่ีครูกาหนด
4 เม่ือนกั เรียนทาขอ้ สอบไม่ได้ นกั เรียนแอบดขู อ้ สอบเพอื่ นในหอ้ งสอบ
5 นักเรยี นแอบนอนหลับในชั่วโมงเรยี น
6 นกั เรียนเลน่ กับเพื่อนขณะท่ีครสู อน
7 นักเรยี นอา่ นหนงั สือการ์ตูนขณะท่คี รสู อน
8 นกั เรยี นลอกการบา้ นเพอ่ื น
9 เมื่อใดทรี่ ้สู ึกไม่เข้าใจนักเรยี นจะถามครู
ตอนท่ี 2 : แสดงเจตคติท่มี ีตอ่ วนิ ัยในตนเองดา้ นความขยันอดทน
10 นักเรยี นทาการบา้ นเสมอกอ่ นออกไปเล่น
11 นักเรียนหลีกเล่ียงงานท่คี ุณครมู อบหมาย
12 นักเรียนไมเ่ คยอดทนทาการบา้ น
13 ในการทดลอง นักเรยี นจะพยายามทดลองจนเสรจ็
14 เวลาใกลส้ อบนกั เรยี นดหู นังสอื เอง โดยพ่อแม่ไมต่ อ้ งบังคับ
15 เม่อื นักเรียนทาผิด จะพยายามแก้ไขโดยไมท่ ้อแท้
ข้อ คาถาม ทา ทา ไมเ่ คย
ประจา บางครั้ง ทา
ตอนท่ี 3 : แสดงเจตคติทมี่ ีตอ่ วนิ ยั ในตนเองดา้ นแรงจงู ใจใฝ่สมั ฤทธทิ์ างการเรียน
16 เมื่อมีการแข่งขนั นักเรียนจะพยายามอย่างเต็มความสามารถเพราะต้องการเป็น
ผู้ชนะ
17 นกั เรยี นอยากประสบความสาเร็จในการเรียน
18 ในการเรยี นนกั เรยี นทุ่มเทอยา่ งหนกั เพอื่ ให้ไดค้ ะแนนดี
19 นกั เรียนปฏบิ ัตติ ามคติประจาใจท่วี ่า“ความพยายามอยทู่ ่ีไหน ความสาเร็จอยู่
ทน่ี น่ั ”
20 ในวิชาแชใดกต็ าม เวลาสอบนกั เรยี นจะพยายามอย่างเตม็ ท่ใี นการสอบ
21 นักเรียนเตรียมวางแผนการเรียนตั้งแต่เปดิ ภาคเรยี นในวันแรกเพอื่ จะได้เรียนดี
ทีส่ ดุ
22 นกั เรยี นมคี วามพยายามอย่างย่ิงท่ีจะทาอะไรใหด้ ีอยา่ งท่ีตง้ั ใจไว้
23 ถ้าผลการเรียนไม่ดีนกั เรียนใชค้ วามพยายามมากย่ิงขนึ้
24 ในบทเรียนท่ยี ากๆนกั เรยี นจะอ่านซ้าหลายๆครั้งจนเขา้ ใจแล้วจึงผา่ นไป
25 นกั เรียนพยายามหาความร้เู พมิ่ เติมจากเอกสารหรือขอ้ มูลในอินเตอรเ์ น็ต เมื่อ
มปี ญั หาเก่ยี วกับการเรยี น
ขอ้ เสนอแนะ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………….………………….……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………………
…………………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………….………………….……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………………
…………………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ผูว้ ิจยั ขอขอบพระคุะอย่างยิ่งในความร่วมมอื ของท่าน