The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by piyawan Srinakorn, 2024-06-10 00:11:42

นวัตกรรม SCISS Model

นวัตกรรม SCISS Model

โรงเร ี ยนบ ้ านหนองเร ี ย ้ ส านักงานเขตพื้นทีก่ารศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1 ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้พื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ นว ั ตกรรมการศ ึ กษา เพ ื ่ อพ ั ฒนาการศก ึ ษา INFORMATION FOR THAI EDUCATION (IFTE) ปีงบประมาณ 2566 การนิเทศภายในรูปแบบ SCISS MODEL ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิท์างการเรียนของนักเรียนชัน้ประถมศึกษาปีที่6


ก คำนำ การนิเทศ มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยิ่ง เพราะการนิเทศ การศึกษาเป็นการรวมความคิดทางปัญญาของผู้ให้การนิเทศ ผู้รับการนิเทศ และผู้สนับสนุนการนิเทศ เข้าด้วยกัน เพื่อผลสุดท้ายที่แท้จริง คือ การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และคุณภาพการศึกษาให้บรรลุ เป้าหมายของหลักสูตร และผู้เรียนมีคุณภาพตามที่มุ่งหวังไว้ทุกประการ การนิเทศการศึกษามุ่งหวังให้ การดำเนินงานประสบผลสำเร็จลุล่วงด้วยดี และมีประสิทธิภาพให้สนองตอบกับสภาพปัจจุบัน โดย มุ่งหวังให้เกิดการนิเทศด้วยวิธีการที่หลากหลาย เพื่อการพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดคุณภาพการศึกษา รายงานผลการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองเรี้ย จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนบ้านหนองเรี้ยใน ปีการศึกษา 2565 ขอขอบคุณผู้บริหารสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการ ศึกษา ผู้ปกครองนักเรียนและนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องที่ให้ ความร่วมมือและสนับสนุนการนิเทศการศึกษา โรงเรียนบ้านหนองเรี้ย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1 เป็นอย่างดี ขอขอบคุณคณะทำงานที่ร่วมจัดทำรายงานผล การนิเทศด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อ ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองเรี้ย จนเสร็จ สมบูรณ์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารรายงานผลการนิเทศนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพ การศึกษาต่อผู้สนใจหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง โรงเรียนบ้านหนองเรี้ย


ข สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ.....………………………………………………………………………………………………………………… ก สารบัญ..………………………………………………………………………………………………………………… ข สารบัญตาราง….…………………………………………………………………………………………………….. ค สารบัญรูปภาพ.………………………………………………………………………….………………………….. ง แบบรายงานการสร้างนวัตกรรม…………………………............................................................. 1 บทคัดย่อ…………………………................................................................................................ 1 ส่วนที่ 1 บทนำ…………………………...................................................................................... 2 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา................................................. 2 2. วัตถุประสงค์............................................................................................ 5 3. ขอบเขตของการดำเนินงาน..................................................................... 6 ส่วนที่ 2 วิธีการดำเนินงาน................................................................................................... 8 ส่วนที่ 3 ผลการดำเนินงาน.................................................................................................. 28 ส่วนที่ 4 สรุปผลการดำเนินงานและการเผยแพร่นวัตกรรม................................................. 30 บรรณานุกรม................................................................................................................... ..... 32 ภาคผนวก............................................................................................................................. 33 รูปแบบการนิเทศภายใน.............................................................................. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา............................................................................ 34 39 คำสั่งโรงเรียนบ้านหนองเรี้ย........................................................................ 44


ค สารบัญตาราง เรื่อง หน้า ตารางที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบร้อยละของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีผลการ เรียนระดับ 3 ขึ้นไป ปีการศึกษา 2563 – 2564.………………………………….… 4 ตารางที่ 2 แสดงการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของผลการทดสอบระดับชาติ O-NET ปีการศึกษา 2561-2562.……………………………………………………………………… 4 ตารางที่ 3 แสดงค่าเฉลี่ยร้อยละของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีผลการเรียนระดับ 3 ขึ้นไป ในปีการศึกษา 2562 – 2564 และค่าเป้าหมายร้อยละของจำนวน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีผลการเรียนระดับ 3 ขึ้นไป ในรายวิชา ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ.…………………………..… 4 ตารางที่ 4 แสดงค่าคะแนนเฉลี่ยของผลการทดสอบระดับชาติ (O-NET) ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2561-2562 และค่าเป้าหมายคะแนนเฉลี่ย ของการทดสอบระดับชาติ (O-NET) ปีการศึกษา 2565…………………….…….. 5 ตารางที่ 5 แสดงการเปรียบเทียบร้อยละของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีผลการ เรียนระดับ 3 ขึ้นไปปีการศึกษา 2564 – 2565………………………………..……. 28 ตารางที่ 6 แสดงการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของผลการทดสอบระดับชาติ O-NET ปี การศึกษา 2562 และปีการศึกษา 2565…………………….………………………. 29


ง สารบัญรูปภาพ เรื่อง หน้า ภาพที่ 1 แผนภูมิกระบวนการนิเทศการศึกษาแบบ PIDRE……………………………….………… 13 ภาพที่ 2 แผนภูมิแสดงวงจรของเดมมิง (Circle Deming Cycle)………….…………….……… 14 ภาพที่ 3 รูปแบบการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model.…………………………………… 27


1 แบบรายงานการสร้างนวัตกรรม ................................................................ ชื่อนวัตกรรม การนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองเรี้ย ชื่อผู้สร้าง ชื่อ นายรัตพล นามสกุล มุสิกพันธ์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองเรี้ย โรงเรียน บ้านหนองเรี้ย เขต/อำเภอ เมือง จังหวัด ตรัง โทร 075-291712 มือถือ 065-2536545 E-mail address [email protected] แนวทางการคิดค้นนวัตกรรม แสวงหานวัตกรรม/แบบอย่างที่ดีจากแหล่งต่างๆ ที่เคยมีผู้สร้างหรือ ทำไว้แล้ว แล้วนำมาปรับปรุงหรือพัฒนาใหม่ การสร้างนวัตกรรมใหม่ ประเภทของนวัตกรรม การบริหารจัดการศึกษา การจัดการเรียนรู้ การนิเทศ ติดตามและประเมินผล บทคัดย่อ การวิจัยนวัตกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนบ้านหนองเรี้ย ด้วยรูปแบบการนิเทศภายใน SCISS Model ตามโครงการ Innovations For Thai Education (IFTE) นวัตกรรม การศึกษา เพื่อพัฒนาการศึกษา โดยมุ่งศึกษาผลการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในปีการศึกษา 2565 ของโรงเรียน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) ผลการทดสอบ ระดับชาติ (O-NET) ผลการวิจัยนวัตกรรม พบว่า 1. ครูร้อยละ 100 สามารถจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 2. ผลการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในปีการศึกษา 2565 นักเรียน ที่มีผลการเรียนระดับ 3 ขึ้นไป เพิ่มขึ้นในรายวิชาภาษาไทย คณิศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ 19.04 , 4.76 , 8.76 และ 4.76 ตามลำดับ สูงกว่าค่าเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนด 2) ผลการทดสอบระดับชาติ (O-NET) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ 6 ปีการศึกษา 2565 เพิ่มขึ้นทั้ง 4 รายวิชา คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ซึ่งสูงกว่าค่าเป้าหมายที่ สถานศึกษากำหนด ได้แก่ รายวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 12.88, 0.28, 14.61 และ 11.54 ตามลำดับและสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ 3 รายวิชา คือ ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ 3. ผลการประเมินความพึงพอใจ พบว่าครูมีความพึงพอใจต่อการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยคิดเป็น 4.93 4. ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียน พบว่า นักเรียนมีความพึงพอต่อการสอนของครู ตามแบบการสอนเชิงรุก (Active Learning) อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยคิดเป็น 4.67


2 ส่วนที่ 1 บทนำ 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การจัดการศึกษาในสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้สถานศึกษา เปิดเรียนในรูปแบบ On-line ในปีการศึกษา 2563-2564 และเปิดเรียน On-site ในการศึกษา 2565 ทุกแห่ง ทั่วประเทศ หลังวิกฤตโควิด-19 ค่อย ๆ คลายตัวลง ประเด็น Learning Loss หรือภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ และ Learning Recovery หรือ การฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ เป็นเรื่องที่สถานศึกษาให้ความสำคัญเป็น อย่างมาก เพราะเป็นสถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อผู้เรียน ทั้งยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เด็กจำนวนไม่น้อยต้องหลุด ออกจากระบบการศึกษา ซึ่งผลกระทบดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อสังคมในอนาคตอย่างแน่นอน เพราะการไม่ได้รับ การศึกษาหรือการได้รับการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพของเด็ก ๆ จะทำให้ขาดทักษะที่จำเป็นในการเรียนรู้ในระดับที่ สูงขึ้นไป รวมถึงการขาดทักษะในการพัฒนาศักยภาพด้านอื่น ๆ ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เมื่อพิจารณาองค์รวมจะพบว่ากระบวนการสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพ การศึกษา ประกอบด้วย 3 กระบวนการ คือ กระบวนการบริหาร กระบวนการเรียนการสอน และกระบวนการ นิเทศ ทั้งนี้กระบวนการบริหารจะมีความชัดเจนอยู่ในระบบการบริหารจัดการสถานศึกษา ส่วนกระบวนการเรียน การสอนเป็นกระบวนการหลักในการจัดการเรียนรู้ สำหรับกระบวนการนิเทศการศึกษาเป็นกระบวนการที่ส่งเสริม สนับสนุนการจัดการเรียนรู้และการบริหารจัดการในสถานศึกษาให้เป็นไปอยางมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้ง 3 กระบวนการจะส่งผลถึงคุณภาพผู้เรียนโดยตรง (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหงชาติ, 2542) (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2542) การนิเทศการศึกษา เป็นการส่งเสริม สนับสนุนการทำงานระหว่างระบบการบริหารจัดการและระบบการจัดการเรียนการสอนให้เกิดความสอดคล้อง ร้อยรัดกันตามนโยบาย จุดเน้น และยุทธศาสตร์การศึกษาของชาติ ดังนั้นการนิเทศการศึกษาจึงเป็นภารกิจ ที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา และมีส่วนสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการ บริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับครูซึ่งเป็นผู้จัดกิจกรรมในระบบการจัดการเรียน การสอนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การนิเทศการศึกษามีการปรับเปลี่ยนแนวคิดและจุดมุ่งหมายตามยุคสมัยมาโดย ตลอด โดยเริ่มจากการนิเทศเพื่อการตรวจติดตาม เยี่ยมเยียนให้กำลังใจครูและแจ้งข่าวความเคลื่อนไหวทาง การศึกษาให้โรงเรียนทราบ จากนั้นปรับมาเป็นนิเทศเพื่อการเร่งรัดคุณภาพการศึกษาตามนโยบายของหน่วยงาน ต้นสังกัด จนถึงปัจจุบันมีจุดเน้นที่การนิเทศเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครู ขณะเดียวกันก็มีการคิดค้น และพัฒนารูปแบบการนิเทศที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้นิเทศสามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆ เช่น แฮริส (Harris, 1985) ได้แบ่งรูปแบบการนิเทศออกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1) การนิเทศที่เน้นการให้คำแนะนำ (Tractive Supervision) เป็นการนิเทศที่ผู้นิเทศเป็นผู้ให้ข้อแนะนำ เช่น การปฐมนิเทศ การจัดการฝึกอบรม การประชุม เพื่อกำหนดนโยบายและให้แนวคิดในเรื่องนโยบายการทำงานของผู้บริหาร 2) การนิเทศที่เน้นการให้ เกิดการไหวตัว (Dynamic Supervision) เป็นการนิเทศที่ผู้นิเทศกระตุ้นเร่งเร้าส่งเสริมใหครูเกิดความคิด และนำ ความคิดนั้นไปปฏิบัติการนิเทศในลักษณะนี้เน้นที่ครู เพื่อให้ครูได้ใช้ความรู้สติปัญญา และประสบการณ์มาใช้ใน การปรับปรุงการสอน นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการนิเทศแบบมีส่วนร่วม รูปแบบการนิเทศคลินิก รูปแบบการนิเทศ แบบกัลยาณมิตร เป็นต้น สำหรับกระบวนการหรือขั้นตอนการนิเทศการศึกษา ถือว่ามีความสำคัญและจำเป็น เพราะจะทำให้การนิเทศดำเนินการไปด้วยความราบรื่นเป็นลำดับขั้นตอนต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ซึ่งนักการ ศึกษาหลายท่านได้นำเสนอกระบวนการนิเทศไว้ เช่น Harris (1985) ได้เสนอกระบวนการนิเทศการสอนใน โรงเรียนมี6 ขั้นตอนคือ ประเมินสภาพการทำงาน (Assessing) จัดลำดับความสำคัญของงาน (Prioritizing)


3 ออกแบบวิธีการทำงาน (Designing) จัดสรรทรัพยากร (Allocating resources) ประสานงาน (Coordinating) และนำการทำงาน (Directing) หรือกระบวนการนิเทศโดยใช้วงจรของเดมมิง ซึ่งเป็นการนำวงจรเดมมิง (Deming circle) หรือ P-D-C-A มาใช้ในการนิเทศการศึกษา โดยมีขั้นตอนที่สำคัญ 4 ขั้นตอน คือการวางแผน (P-Planning) การปฏิบัติตามแผน (D-Do) การตรวจสอบ/ประเมินผล (C-Check) และการปรับปรุงแก้ไข (A-Act) ส่วน สงัด อุทรานันท (2530) ได้เสนอกระบวนการนิเทศการสอนไว้ 5 ขั้นตอน (PIDRE) คือ การวางแผนการนิเทศ (P-Planning) การให้ความรู้ในสิ่งที่จะทำตามแผน (I-Informing) การปฏิบัติตามแผนโดยผู้รับการนิเทศเป็น ผู้ดำเนินการ (D-Doing) การส่งเสริมและสนับสนุนด้านขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน (R Reinforcing) การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (E-Evaluating) ฯลฯ การนิเทศการศึกษาจึงเป็นกระบวนการสำคัญในการให้บริการช่วยเหลือ สนับสนุน เป็นการร่วมมือกัน ระหว่างผู้นิเทศกับผู้รับการนิเทศ เพื่อปรับปรุงพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเป็นสำคัญ การนิเทศการศึกษาเป็น การนิเทศที่ครอบคลุมถึงการนิเทศการสอน การพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาบุคลากร โดยศึกษานิเทศก์มีภารกิจ ในการพัฒนาผู้รับการนิเทศโดยการให้คำปรึกษา แนะนำ หรือจัดกิจกรรม เพื่อให้ผู้รับการนิเทศปฏิบัติหรือแสดง พฤติกรรมสำคัญตามเงื่อนไขที่ผู้นิเทศเสนอแนะ ดังนั้นศึกษานิเทศก์จึงเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการที่จะนำพา คุณภาพการศึกษาของชาติไปสู่เป้าหมาย โดยเฉพาะในเรื่องการปฏิรูปการศึกษาและเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ประเด็นสำคัญของการจัดระบบการศึกษาและการเรียนรู้ที่ต้องปฏิบัติอย่างเร่งด่วน 4 ประการหลัก คือ การพัฒนา คุณภาพการศึกษาและเรียนรู้ การพัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่ การพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียน รู้ยุค ใหม่ และการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่ ดังนั้นศึกษานิเทศก์จึงมีหน้าที่พัฒนาระบบการนิเทศให้เป็น การนิเทศแนวใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว และเป็นที่พึ่งของครู ผู้บริหารและ หน่วยงานทางการศึกษาด้วย ในปีการศึกษา 2564 ที่ผ่านมา เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทางโรงเรียนบ้านหนองเรี้ยไม่สามารถเปิดการเรียนการสอนในรูปแบบ on-site ได้ ทางโรงเรียนจึงใช้ รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลายตามความเหมาะสมของแต่ละระดับชั้นและแต่ละวิชา โดยมีรูปแบบ การจัดการเรียนการสอน ดังนี้ การเรียนแบบ On-Air ผ่านระบบมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ DLTV การเรียนแบบ On-Line ครูผู้สอนทำการสอนผ่านระบบอิเลคทรอนิค การเรียนแบบ On-demand ผ่านระบบ แอปพลิเคชัน และการเรียนแบบ On- hand ครูผู้สอนเดินทางไปแจกเอกสารใบงานให้กับนักเรียนที่บ้าน และด้วย ความแตกต่างระหว่างบุคคลและความพร้อมของแต่ละครอบครัวที่แตกต่างกันออกไป จึงทำให้นักเรียนบางคนไม่มี ความพร้อมในการเรียนและทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านหนองเรี้ยยังไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ และที่ สำคัญปัญหาในการจัดการเรียนการสอนของครูพบว่าครูส่วนใหญ่ขาดทักษะในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) กล่าวคือ การจัดการเรียนรู้ของครูยังไม่ตอบสนองต่อการพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ การแก้ปัญหา ให้กับผู้เรียน ครูผู้สอนยังคงใช้รูปแบบการสอนในแบบเดิม ๆ ที่ไม่ส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน และเมื่อ พิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และผลการทดสอบระดับชาติ (O-NET) ก็ยังพบว่ามีแนวโน้มที่ลดลง แสดง รายละเอียดตามตาราง


4 ตารางที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบร้อยละของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีผลการเรียนระดับ 3 ขึ้นไป ปีการศึกษา 2563 – 2564 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ร้อยละของนักเรียนที่มีผลการเรียนระดับ 3 ขึ้นไป ความแตกต่าง ปีการศึกษา 2563 ปีการศึกษา 2564 ภาษาไทย 78.57 66.67 ลดลง -11.90 คณิตศาสตร์ 64.29 66.67 เพิ่มขึ้น +2.38 วิทยาศาสตร์ 71.43 62.67 ลดลง -8.76 ภาษาอังกฤษ 71.43 66.67 ลดลง -4.76 จากตารางแสดงการเปรียบเทียบร้อยละของนักเรียนที่มีผลการเรียนระดับ 3 ขึ้นไป ปีการศึกษา 2563 และปีการศึกษา 2564 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคณิศาสตร์ ระดับ 3 ขึ้นไป มีจำนวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.38 ส่วนนักเรียนที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ มีจำนวนลดลงร้อยละ 11.90 , 8.76 และ 4.76 ตามลำดับ ตารางที่ 2 แสดงการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของผลการทดสอบระดับชาติ O-NET ปีการศึกษา 2561-2562 รายวิชา ปีการศึกษา 2561 ปีการศึกษา 2562 ความแตกต่าง ภาษาไทย 45.48 44.52 ลดลง -0.96 คณิตศาสตร์ 23.46 27.27 เพิ่มขึ้น +3.81 วิทยาศาสตร์ 30.69 29.89 ลดลง -0.80 ภาษาอังกฤษ 26.54 29.09 เพิ่มขึ้น +2.55 จากตารางแสดงการเปรียบเทียบคะแนนการทดสอบ O-NET ปีการศึกษา 2561 และ 2562 พบว่า วิชาคณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3.81 และ 2.55 ตามลำดับ ส่วนวิชาภาษาไทย และ วิทยาศาสตร์ มีคะแนนเฉลี่ยลดลง 0.96 และ 0.80 ตามลำดับ ตารางที่ 3 แสดงค่าเฉลี่ยร้อยละของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีผลการเรียนระดับ 3 ขึ้นไป ในปีการศึกษา 2562 – 2564 และค่าเป้าหมายร้อยละของจำนวนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีผลการเรียนระดับ 3 ขึ้นไป ในรายวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ ร้อยละของนักเรียนที่มีผลการเรียนระดับ 3 ขึ้นไป ปีการศึกษา ค่าเฉลี่ย ค่าเป้าหมาย ปีการศึกษา 2562 2563 2564 2565 ภาษาไทย 78.57 71.43 66.67 72.22 70.00 คณิตศาสตร์ 71.43 64.29 66.67 67.46 70.00 วิทยาศาสตร์ 64.29 64.29 62.67 63.75 66.00 ภาษาอังกฤษ 50.00 57.14 55.56 54.23 59.00


5 จากตารางแสดงค่าเฉลี่ยของร้อยละของจำนวนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีผลการเรียนระดับ 3 ขึ้นไป ปีการศึกษา 2562 – 2564 และค่าเป้าหมายของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีผลการเรียนระดับ 3 ขึ้นไป ในรายวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ พบว่า ค่าเฉลี่ยร้อยละของจำนวน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีผลการเรียนระดับ 3 ขึ้นไป ปีการศึกษา 2562-2564 มีค่าเฉลี่ยเรียงลำดับจาก มากไปน้อยตามลำดับ ดังนี้ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ 72.22, 67.46, 63.75 และ 54.23 และผู้วิจัยได้กำหนดค่าเป้าหมายของคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบระดับชาติ (O-NET) ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองเรี้ย ปีการศึกษา 2565 มีค่าเรียงลำดับจากมากไปน้อยตามลำดับ ดังนี้ รายวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ 70.00, 70.00, 66.00 และ 59.00 ตารางที่ 4 แสดงค่าคะแนนเฉลี่ยของผลการทดสอบระดับชาติ (O-NET) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2561-2562 และค่าเป้าหมายคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบระดับชาติ (O-NET) ปีการศึกษา 2565 รายวิชา ปีการศึกษา ค่าเฉลี่ย ค่าเป้าหมาย 2561 2562 ปีการศึกษา 2565 ภาษาไทย 45.48 44.52 45.00 45.00 คณิตศาสตร์ 23.46 27.27 25.37 27.00 วิทยาศาสตร์ 30.69 29.89 30.29 35.00 ภาษาอังกฤษ 26.54 29.09 27.82 29.00 คะแนนเฉลี่ย 31.54 32.69 32.12 จากตารางพบว่าค่าคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบระดับชาติ (O-NET) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองเรี้ย ปีการศึกษา 2561 - 2562 มีค่าเฉลี่ยเรียงจากมากไปน้อยตามลำดับ ดังนี้ รายวิชา ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ 45.00, 30.29, 27.82 และ 25.37 และผู้วิจัยได้กำหนดค่า เป้าหมายของคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบระดับชาติ (O-NET) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน บ้านหนองเรี้ย ปีการศึกษา 2565 มีค่าเรียงลำดับจากมากไปน้อยตามลำดับ ดังนี้ รายวิชาภาษาไทย วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ 45.00, 35.00, 29.00 และ 27.00 จากเหตุผลและความสำคัญดังกล่าว โรงเรียนบ้านหนองเรี้ยจึงได้จัดทำรูปแบบการนิเทศภายในด้วย รูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองเรี้ย เพื่อให้โรงเรียนมีความเข้มแข็งในการนิเทศการจัด การศึกษาภายใน โดยกำหนดให้มีคะแนนเฉลี่ยรวมของผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน(O-NET) ของนักเรียนเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มสาระตามค่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ หรือสูงกว่าระดับประเทศทุกกลุ่มสาระในปีการศึกษา 2565 และนำผลการทดสอบดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง ในปีการศึกษาต่อไป 2. วัตถุประสงค์ 2.1 เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนให้สูงขึ้น เป็นไปตามค่าเป้าหมายของสถานศึกษา 2.2 เพื่อปรับปรุง และพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูให้มีคุณภาพ 2.3 เพื่อสร้างกระบวนการนิเทศที่ส่งเสริมให้ครูมีทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) 2.4 เพื่อให้โรงเรียนมีรูปแบบและกระบวนการนิเทศ ติดตาม และประเมินผล ภายในโรงเรียนอย่างเป็น ระบบ


6 3. ขอบเขตของการดำเนินงาน 3.1 กลุ่มเป้าหมาย ประชากร / กลุ่มตัวอย่าง - ผู้บริหารจำนวน 1 คน - ครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 4 คน - นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 9 คน 3.2 ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น รูปแบบการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ตัวแปรตาม ด้านครู 1. ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) 2. ความพึงพอใจต่อการนิเทศตามรูปแบบการนิเทศด้วยรูปแบบ SCISS Model ด้านนักเรียน 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. ผลการทดสอบระดับชาติ(O-NET) 3. ความพึงพอใจต่อการสอนของครู 3.3 ขอบเขตของเนื้อหา 1) การนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองเรี้ย ประกอบด้วย 1. ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ (SWOT - S) 2. การชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring - C) 3. การนิเทศการสอน (Instruction Supervision - I) 4. การเสริมพลัง (Support - S) 5. ความสำเร็จตามเป้าหมาย (Success - S) 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2565 ประกอบด้วย 1. ผลการเรียนของนักเรียนในรายวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่ โรงเรียนกำหนดค่าเป้าหมายในปีการศึกษา 2565 คือ ร้อยละของนักเรียนที่มีผลการประเมินตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป ในรายวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ 70.00, 70.00, 66.00 และ 59.00 ตามลำดับ 2. คะแนนเฉลี่ยการทดสอบ (O-NET) ในรายวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์และ คณิตศาสตร์ที่โรงเรียนกำหนดค่าเป้าหมายในปีการศึกษา 2565 ในรายวิชาภาษาไทย วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ 45.00, 35.00, 29.00 และ 27.00 ตามลำดับ


7 3) การวิเคราะห์ข้อมูล 1. การวิเคราะห์ความสอดคล้องของเครื่องมือด้วยการหาค่า IOC 2. การวิเคราะห์ความพึงพอใจโดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลจำแนกตามลักษณะของ แบบสอบถาม ในแต่ละขั้นตอน ดังนี้ 2.1 การวิเคราะห์สภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ด้วยวิธีการแจกแจงค่าความถี่ (frequency) ร้อยละ (percentage) 2.2 การวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของครูต่อการดำเนินงานนิเทศโดยใช้นวัตกรรม การนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองเรี้ย และระดับความพึงพอใจของ นักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ของครูโดยใช้การหาค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปลความหมาย ตามเกณฑ์บุญชม ศรีสะอาด (2556: 121) ดังนี้ 4.51 – 5.00 หมายถึง ความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุด 3.51 – 4.50 หมายถึง ความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก 2.51 – 3.50 หมายถึง ความพึงพอใจ อยู่ในระดับปานกลาง 1.51 – 2.50 หมายถึง ความพึงพอใจ อยู่ในระดับน้อย 1.00 – 1.50 หมายถึง ความพึงพอใจ อยู่ในระดับน้อยที่สุด 2.3 การวิเคราะห์ประสิทธิผลของนวัตกรรม การนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองเรี้ย ประเมินได้จากข้อมูลดังต่อไปนี้ 2.3.1 ระดับของการปฏิบัติการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูโดย ประเมินจากการสังเกตการสอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การหาค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปลความหมายตามเกณฑ์ บุญชม ศรีสะอาด (2556: 121) ดังนี้ 4.51 – 5.00 หมายถึง การปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด 3.51 – 4.50 หมายถึง การปฏิบัติอยู่ในระดับมาก 2.51 – 3.50 หมายถึง การปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง 1.51 – 2.50 หมายถึง การปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย 1.00 – 1.50 หมายถึง การปฏิบัติอยู่ในระดับน้อยที่สุด 2.3.2 ประเมินจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3.4 ระยะเวลา ปีการศึกษา 2565 ระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 ถึง 25 มีนาคม 2566


8 ส่วนที่ 2 วิธีการดำเนินงาน 1. หลักการ แนวคิด ทฤษฎีที่ใช้ 1.1 ความหมายของการนิเทศการศึกษา การนิเทศมีความหมายหลากหลาย ตามวัตถุประสงค์ของการทำงาน โดยทั่วไปการนิเทศ ประกอบด้วย ผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ ซึ่งการนิเทศการศึกษา ประกอบด้วยคำว่า การนิเทศ (Supervision) และ การศึกษา (Education) จากความหมายคือ การช่วยเหลือ ให้คำแนะนำที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ซึ่งนักวิชาการ หลายท่านให้ความหมายการนิเทศการศึกษาแตกต่างกันตามจุดมุ่งหมายและแนวทางการจัดการศึกษา นำเสนอพอ สังเขป ดังนี้ กู๊ด (Good, 1997, p 121) กล่าวว่า การนิเทศการศึกษา คือ การปฏิบัติหน้าที่ในการช่วยเหลือใน การให้คำแนะนำแก่ครู หรือผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ให้สามารถปรับปรุงการสอนให้ดีขึ้น การนิเทศช่วย ให้เกิดความเจริญงอกงามในวิชาชีพ ช่วยพัฒนาความสามารถของครู ทั้งด้านการใช้สื่อการเรียนรู้ วิธีการจัดการ เรียนรู้ และการวัดประเมินผลการจัดการเรียนรู้ สงัด อุทรานันท์ (2530, หน้า 12) กล่าวว่า การนิเทศการศึกษา คือ กระบวนการทำงานร่วมกับครู และบุคลากรทางการศึกษาเพื่อให้ได้มาซึ่งสัมฤทธิ์ผลสูงสุดในการเรียนของนักเรียน สิทธิพร นิยมศรีสมศักดิ์ (2546, หน้า 11) กล่าวว่า การนิเทศการศึกษา คือ การช่วยเหลือบุคลากร ทางการศึกษา โดยเฉพาะครูผู้สอนให้สามารถพัฒนาหลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานักเรียน อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล บรรลุวัตถุประสงค์ของโรงเรียนและ หลักสูตร สุทธนู ศรีไสย์ (ม.ป.ป., หน้า 3) กล่าวว่า การนิเทศการศึกษา คือ การให้ความช่วยเหลือโดยตรงกับ ครูหรือผู้สอน เพื่อให้เป็นครูที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพและการพัฒนาสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทางกายภาพที่จะทำให้ ครูได้รับความรู้ความเข้าใจมากขึ้น โดยนักเรียนได้รับประโยชน์จากการเรียนการสอนนั้น ๆ อัมพรกัญ บัวครอง (2553, หน้า 17) กล่าวว่า การนิเทศ คือ กระบวนการที่ผู้บริหารและบุคลากร ทางการศึกษาทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาต้องร่วมมือกันในการแนะนำให้คำปรึกษา ชี้แนะ ช่วยเหลือกัน เพื่อ พัฒนาหรือปรับปรุงคุณภาพการจัดการศึกษา ชุติมา แย้มจ่าเมือง (2554, หน้า 14) กล่าวว่า การนิเทศการศึกษาเป็นกระบวนการร่วมมือกันทำงาน ระหว่างครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อปรับปรุงพัฒนากระบวนการปฏิบัติงานในหน้าที่ของครูให้มี ประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้ผู้เรียนมีลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรกำหนด พรรณภา มหาวิชา (2557, หน้า 14) กล่าวว่า การนิเทศการศึกษา หมายถึง กระบวนการทำงานของ ผู้บริหารในการชี้แนะ ให้ความช่วยเหลือ และความร่วมมือกับครูในสถานศึกษา เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนให้ มีประสิทธิภาพ ส่งต่อคุณภาพของนักเรียนและเป้าหมายของการศึกษาที่กำหนดไว้ รวมทั้งการสนับสนุน ความก้าวหน้าของวิชาชีพครู จากความหมายดังกล่าว สรุปได้ว่า การนิเทศการศึกษา หมายถึง กระบวนการของผู้นิเทศกระทำต่อ ผู้รับการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยมีจุดมุ่งหมายในการช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษาให้มี ประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลกับนักเรียน


9 1.2 จุดมุ่งหมายของการนิเทศการศึกษา งานนิเทศการศึกษาเป็นงานที่ปฏิบัติกับครู เพื่อให้เกิดผลต่อคุณภาพผู้เรียนโดยตรง โดยมีจุดมุ่งหมาย ที่สำคัญ คือ 1) เพื่อช่วยพัฒนาความสามารถของครูผู้สอน 2) เพื่อช่วยให้ครูสามารถวิเคราะห์ปัญหาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง 3) เพื่อช่วยให้ครูค้นหาวิธีการทำงานด้วยตนเอง 4) เพื่อช่วยให้ครูมีความศรัทธาในวิชาชีพของตน 5) เพื่อช่วยให้ครูมีความก้าวหน้าในวิชาชีพ 6) เพื่อช่วยให้ครูมีทักษะในการปฏิบัติงาน เช่น การพัฒนาหลักสูตร การปรับปรุงการเรียนการสอน การใช้และผลิตสื่อการสอน การวัดและประเมินผล เป็นต้น 7) เพื่อช่วยครูให้สามารถทำวิจัยในชั้นเรียนได้ 1.3 บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้นิเทศ ผู้นิเทศมีภาระหน้าที่หลายอย่างแต่หน้าที่หลักคือการช่วยเหลือ แนะนำ ส่งเสริม การพัฒนาคุณภาพ การศึกษาและคุณภาพการสอน ซึ่งต้องเกี่ยวกับกับงานหลายด้านและบุคลากรหลายฝ่าย นักการศึกษาหลายท่าน จึงได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของผู้นิเทศไว้ ดังนี้ 1) บทบาทเป็นผู้ประสาน (Coordinator) เช่น ประสานครูแต่ละระดับให้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ประสานชุมชน ผู้ปกครอง 2) บทบาทเป็นที่ปรึกษา (Consultant) โดยเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนะแก่ครู และผู้รับการนิเทศ 3) บทบาทเป็นผู้นำกลุ่ม (Group Leader) คือ รู้วิธีที่จะทำงานร่วมกับกลุ่มให้ประสบผลสำเร็จ 4) บทบาทเป็นผู้ประเมิน (Evaluator) ได้แก่ เป็นผู้ประเมินผลการสอน ประเมินผลหลักสูตร 5) บทบาทในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตร ด้านการเรียนการสอน ด้านการวัดประเมินผล 6) บทบาทเป็นนักวิจัย เป็นผู้ที่นำผลการวิจัยเสนอแนะให้ครูใช้ และดำเนินการวิจัยโดยเฉพาะการ วิจัยปฏิบัติการ 7) บทบาทเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยการช่วยเหลือให้ครูมีการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุง พัฒนา 8) เป็นครูต้นแบบ คือ สามารถสาธิตการสอนที่มีประสิทธิภาพแก่ครู และแนะนำวิธีการสอนแก่ครูได้ 1.4 แนวคิดการนิเทศการศึกษา ศาสตร์การนิเทศ เป็นศาสตร์ที่ประยุกต์ใช้ทฤษฎีการบริหาร เปรียบดังคำกล่าวที่ว่า “การนิเทศกับ การบริหารเปรียบเสมือนเหรียญที่มี 2 หน้า หากด้านหนึ่งเป็นการบริหาร อีกด้านหนึ่งเป็นการนิเทศ ทั้งนี้อยู่บน เหรียญเดียวกัน” ศาสตร์การนิเทศการศึกษาจึงคู่ขนานไปกับศาสตร์บริหารการศึกษา ดังแนวคิดต่อไปนี้ 1) แนวคิดการนิเทศแบบคลาสสิค (Classical Style) ผู้นิเทศมีความเชื่อว่า ผู้นิเทศมีความรู้ ความสามารถ และวุฒิภาวะทางอารมณ์สูงกว่าครู ฉะนั้นจึงกำหนดบทบาทตนเองว่าเก่งกว่า (Superior) และครู เก่งน้อยกว่า (Subordinate) ผู้นิเทศจึงเป็นฝ่ายชี้นำและครูเป็นฝ่ายรับคำแนะนำและปฏิบัติตาม กิจกรรมการ นิเทศแบบคลาสสิค เช่น การสาธิตการสอน การสังเกตการณ์สอน การเยี่ยมชั้นเรียน การจัดอบรมสัมมนา การ ตรวจแผนการจัดการเรียนรู้ประจำวัน 2) แนวคิดการนิเทศแบบมนุษยสัมพันธ์ (Human Relation Style) ผู้นิเทศมีความเชื่อพื้นฐานว่า จิต เป็นตัวนำพฤติกรรมของคน หากสุขภาพจิตดีแล้วคนจะมีกำลังใจในการทำงาน ผู้นิเทศคือผู้นำทางวิชาการ มี หน้าที่เสริมแรง (Reinforcement) การสอนของครูมีหน้าที่สร้างแรงจูงใจ (Motivation) ให้กับครูมีหน้าที่ ช่วยเหลือให้ครูปฏิบัติงานจนเป็นผลสำเร็จ (Achievement) รวมทั้งยอมรับความสามารถครู (Recognition) การ ใช้ภาวะผู้นำดังกล่าวมาแล้ว ครูจะทำงานอย่างมีความสุข เกิดแรงจูงใจภายใน กิจกรรมการนิเทศแบบมนุษย


10 สัมพันธ์เช่น การสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นิเทศกับครู ดังเพื่อนพี่น้อง ผู้นิเทศจึงเสริมแรงให้ครูปรับปรุง งาน มอบหมายงานให้ครูทำ ระหว่างทำงานผู้นิเทศจะติดตามช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา เมื่อเสร็จงาน ทำการยกย่อง ในความอุตสาหะ คุณภาพของงาน และประกาศให้สาธารณชนได้รับทราบ 3) แนวคิดการนิเทศแบบพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Science Style) ผู้นิเทศเปิดวิสัยทัศน์ของ ตนเอง โดยใช้หลักการวิเคราะห์พฤติกรรมของสังคมในองค์กรและนอกองค์กรเป็นพื้นฐานของการนิเทศ ซึ่งพฤติกรรมของมนุษย์มีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย รวมทั้งความต้องการของสังคมนอกองค์กรที่ส่งผล กระทบต่อองค์กรที่หลากหลาย ฉะนั้นหลักการทำงานต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ หรือความต้องการของ สังคม หรือวัตถุประสงค์ของงาน กิจกรรมการนิเทศแบบพฤติกรรมศาสตร์ เช่น กิจกรรมการประกันคุณภาพ การศึกษา ซึ่งใช้ทฤษฎีแบบคลาสสิค และทฤษฎีแบบมนุษยสัมพันธ์ กล่าวคือ การที่กำหนดให้ครูจัดกระบวนการ เรียนการสอนตามเกณฑ์มาตรฐาน เป็นการสั่งการทางอ้อม การบริหารโรงเรียนให้องค์กรแห่งการเรียนรู้ การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การพัฒนาการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การมีส่วนร่วมในการ บริหารของชุมชน ฯลฯ 1.5 งานการนิเทศการศึกษา งานนิเทศการศึกษาเป็นการดำเนินงานเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งมีขอบข่ายงานที่สำคัญ ดังนี้ 4.1 งานการให้ความช่วยเหลือครูโดยตรง (Direct Assistance) โดยผู้นิเทศจะให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ ครู เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนด้วยวิธีการนิเทศแบบต่าง ๆ เช่น การนิเทศแบบคลินิก 4.2 งานพัฒนาบุคลากร (Staff Development) โดยการจัดโอกาสให้ได้รับการเรียนรู้ เพื่อให้ครู สามารถปรับปรุงการเรียนการสอน เช่น การจัดประชุม อบรม เยี่ยมชั้นเรียน แนะนำวิธีสอน สาธิตการสอน ตลอด ทั้งการประเมินครู เป็นต้น 4.3 งานการพัฒนาหลักสูตร (Curriculum Development) โดยผู้นิเทศและครูควรร่วมกันในการ ปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรที่เหมาะสม เช่น การคัดเลือกและจัดเนื้อหาสาระกิจกรรมการเรียนรู้ การตรวจสอบ คัดเลือกประเมินสื่อการเรียนการสอนแต่กลุ่มสาระ เป็นต้น 4.4 งานการบริหาร (Administration) โดยผู้นิเทศจะต้องดำเนินงานที่ต้องมีการตัดสินใจและ รับผิดชอบต่อการตัดสินใจ เพื่อความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน นั่นคือผู้นิเทศต้องมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีการวางแผน ติดตามผลการดำเนินงาน ตลอดทั้งการประเมินผลการปฏิบัติงาน 4.5 งานการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยผู้นิเทศสามารถช่วยให้ครูสามารถ ประเมินผลการสอนของตนเอง ปรับปรุงพัฒนาการสอนของตนเองได้ โดยการช่วยครูในการทำวิจัยในชั้นเรียน 4.6 งานด้านการวัดและประเมินผล ได้แก่ การประเมินคุณภาพของผู้เรียน การให้ข้อเสนอแนะแก่ครู ให้สามารถสร้างเครื่องมือวัดและประเมินผลได้อย่างเหมาะสม และดำเนินการวัดประเมินได้อย่างมีคุณภาพ 1.6 กิจกรรมการนิเทศ กิจกรรมต่าง ๆ ที่ใช้ในการนิเทศการศึกษา คือ เป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อส่งเสริมและพัฒนาการ ปฏิบัติงานของครูซึ่งจะช่วยให้การดำเนินการนิเทศบรรลุเป้าหมาย กิจกรรมการนิเทศมีมากมาย ซึ่งผู้นิเทศ สามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายของการนิเทศแต่ละครั้ง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ครูและนักเรียน ดังนั้นผู้นิเทศจึงต้องมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกิจกรรมการนิเทศ โดยจะขอนำเสนอกิจกรรมการนิเทศที่สำคัญ และใช้มาก 23 กิจกรรม ดังนี้ 1) การบรรยาย (Lecturing) เป็นกิจกรรมที่เน้นการถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจของผู้นิเทศไปสู่ผู้รับ การนิเทศ ใช้เพียงการพูดและการฟังเท่านั้น 2) การบรรยายโดยใช้สื่อประกอบ (Visualized Lecturing) เป็นการบรรยายที่ใช้สื่อเข้ามาช่วย เช่น สไลด์ แผนภูมิ แผนภาพ ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ฟังมีความสนใจมากยิ่งขึ้น


11 3) การบรรยายเป็นกลุ่ม (Panel presenting) เป็นกิจกรรมการให้ข้อมูลเป็นกลุ่มที่มีจุดเน้นที่การให้ ข้อมูลตามแนวความคิดหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน 4) การให้ดูภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ (Viewing film and television) เป็นการใช้เครื่องมือที่สื่อทาง สายตา ได้แก่ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ วิดีโอเทป เพื่อทำให้ผู้รับการนิเทศได้รับความรู้และเกิดความสนใจมากขึ้น 5) การฟังคำบรรยายจากเทป วิทยุ และเครื่องบันทึกเสียง (Listening to tape, radio recordings) กิจกรรมนี้เป็นการใช้เครื่องบันทึกเพื่อนำเสนอแนวความคิดของบุคคลหนึ่งไปสู่ผู้ฟังคนอื่น 6) การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับวัสดุและเครื่องมือต่าง ๆ (Exhibiting materials and equipment) เป็นกิจกรรมที่ช่วยในการฝึกอบรมหรือเป็นกิจกรรมสำหรับงานพัฒนาสื่อต่าง ๆ 7) การสังเกตในชั้นเรียน (Observing in classroom) เป็นกิจกรรมที่ทำการสังเกตการปฏิบัติงานใน สถานการณ์จริงของบุคลากร เพื่อวิเคราะห์สภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร ซึ่งจะช่วยให้ทราบจุดดีหรือ จุดบกพร่องของบุคลากร เพื่อใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติงานและใช้ในการพัฒนาบุคลากร 8) การสาธิต (Demonstrating) เป็นกิจกรรมการให้ความรู้ที่มุ่งให้ผู้อื่นเห็นกระบวนการและวิธีการ ดำเนินการ 9) การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured interviewing) เป็นกิจกรรมสัมภาษณ์ที่กำหนด จุดประสงค์ชัดเจนเพื่อให้ได้ข้อมูลต่าง ๆ ตามต้องการ 10) การสัมภาษณ์เฉพาะเรื่อง (Focused interviewing) เป็นกิจกรรมการสัมภาษณ์แบบกึ่ง โครงสร้าง โดยจะทำการสัมภาษณ์เฉพาะโรงเรียนที่ผู้ตอบมีความสามารถจะตอบได้เท่านั้น 11) การสัมภาษณ์แบบไม่ชี้นำ (Non-directive interview) เป็นการพูดคุยและอภิปราย หรือการ แสดงแนวความคิดของบุคคลที่สนทนาด้วยลักษณะการของการสัมภาษณ์จะสนใจกับปัญหาและความสนใจของ ผู้รับการสัมภาษณ์ 12) การอภิปราย (Discussing) เป็นกิจกรรมที่ผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศปฏิบัติร่วมกัน ซึ่งเหมาะสม กับกลุ่มขนาดเล็ก มักใช้ร่วมกับกิจกรรมอื่น ๆ 13) การอ่าน (Reading) เป็นกิจกรรมที่ใช้มากกิจกรรมหนึ่ง สามารถใช้ได้กับคนจำนวนมาก เช่น การอ่านข้อความจากวารสาร มักใช้ร่วมกับกิจกรรมอื่น 14) การวิเคราะห์ข้อมูลและการคิดคำนวณ (Analyzing and calculating) เป็นกิจกรรมที่ใช้ในการ ติดตามประเมินผล การวิจัยเชิงปฏิบัติการและการควบคุมประสิทธิภาพการสอน 15) การระดมสมอง (Brainstorming) เป็นกิจกรรรมที่เกี่ยวข้องกับการเสนอแนวความคิดวิธีการ แก้ปัญหาหรือใช้ข้อแนะนำต่าง ๆ โดยให้สมาชิกแต่ละคนแสดงความคิดโดยเสรี ไม่มีการวิเคราะห์หรือ วิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างใด 16) การบันทึกวิดีโอและการถ่ายภาพ (Videotaping and photographing) วิดีโอเทปเป็น เครื่องมือที่แสดงให้เห็นรายละเอียดทั้งภาพและเสียง ส่วนการถ่ายภาพมีประโยชน์มากในการจัดนิทรรศการ กิจกรรมนี้มีประโยชน์ในการประเมินผลงานและการประชาสัมพันธ์ 17) การจัดทำเครื่องมือและแบบทดสอบ (Instrumenting and testing) กิจกรรมนี้เกี่ยวข้องกับ การใช้แบบทดสอบและแบบประเมินต่าง ๆ 18) การประชุมกลุ่มย่อย (Buzz session) เป็นกิจกรรมการประชุมกลุ่มเพื่ออภิปรายในหัวข้อเรื่อง ที่เฉพาะเจาะจง มุ่งเน้นการปฏิสัมพันธ์ภายในกลุ่มมากที่สุด 19) การจัดทัศนศึกษา (Field trip) กิจกรรมนี้เป็นการเดินทางไปสถานที่แห่งอื่น เพื่อศึกษาดูงาน ที่สัมพันธ์กับงานที่ตนปฏิบัติ


12 20) การเยี่ยมเยียน (Intervisiting) เป็นกิจกรรมที่บุคคลหนึ่งไปเยี่ยมและสังเกตการทำงานของ อีกบุคคลหนึ่ง 21) การแสดงบทบาทสมมติ (Role playing) เป็นกิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นความรู้สึกนึกคิดของ บุคคล กำหนดสถานการณ์ขึ้นแล้วให้ผู้ทำกิจกรรมตอบสนองหรือปฏิบัติตนเองไปตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น 22) การเขียน (Writing) เป็นกิจกรรมที่ใช้เป็นสื่อกลางในการนิเทศเกือบทุกชนิด เช่น การเขียน โครงการนิเทศ การบันทึกข้อมูล การเขียนรายงาน การเขียนบันทึก ฯลฯ 23) การปฏิบัติตามคำแนะนำ (Guided practice) เป็นกิจกรรมที่เน้นการปฏิบัติในขณะที่ปฏิบัติ มีการคอยดูแลช่วยเหลือ มักใช้กับรายบุคคลหรือกลุ่มขนาดเล็ก 1.7 กระบวนการนิเทศการศึกษา 1.7.1) กระบวนการนิเทศตามแนวคิดของสงัด อุทรานันท์ (2530, หน้า 82 - 88) เสนอกระบวนการ นิเทศการศึกษาที่เห็นว่าสอดคล้องกับสังคม ลักษณะและวัฒนธรรมการทำงานของคนไทย โดยมีรูปแบบการนิเทศ ในลักษณะ “กระบวนการ” การให้ผู้บริหารการศึกษาตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อการจัดการศึกษา และการให้ แรงเสริมกำลังใจ โดยมีกระบวนการนิเทศการศึกษา 5 ขั้นตอน คือ (1) การวางแผนการนิเทศ (Planning – P) เป็นขั้นตอนที่ผู้บริหาร ผู้นิเทศ และผู้รับการนิเทศ จะทำการประชุมปรึกษาหารือ เพื่อให้ได้มาซึ่งปัญหาและความต้องการจำเป็นที่จะต้องมีการนิเทศ รวมทั้งวางแผน ถึงขั้นตอนการปฏิบัติเกี่ยวกับการนิเทศที่จัดขึ้น (2) ให้ความรู้ก่อนการนิเทศ (Informing – I) เป็นขั้นตอนของการให้ความรู้ความเข้าใจถึงสิ่ง ที่จะดำเนินการว่าจะต้องอาศัยความรู้ความสามารถอย่างไรบ้าง จะมีขั้นตอนในการดำเนินงานอย่างไร และจะ ดำเนินการอย่างไรถึงจะให้ผลงานออกมาอย่างมีคุณภาพ ขั้นตอนนี้จำเป็นทุกครั้งสำหรับการเริ่มการนิเทศที่จัดขึ้น ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม และมีความจำเป็นสำหรับงานนิเทศที่ยังเป็นไปอย่างไม่ได้ผลหรือได้ผลไม่ถึงขั้นที่ พอใจ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องทบทวนให้ความรู้ในการปฏิบัติงานที่ถูกต้อง อีกครั้งหนึ่ง (3) การดำเนินการนิเทศ (Doing – D) ประกอบด้วยการปฏิบัติงาน 3 ลักษณะ คือ การปฏิบัติงานของผู้รับการนิเทศ การปฏิบัติงานของผู้ให้การนิเทศ การปฏิบัติงานของผู้สนับสนุนการนิเทศ (4) การสร้างเสริมกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานนิเทศ (Reinforcing – R) เป็นขั้นตอนของการ เสริมแรงของผู้บริหารซึ่งให้ผู้รับการนิเทศมีความมั่นใจ และบังเกิดความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน ขั้นนี้อาจดำเนิน ไปพร้อม ๆ กับที่ผู้รับการนิเทศกำลังปฏิบัติงาน หรือการปฏิบัติงานได้เสร็จสิ้น (5) การประเมินผลการนิเทศ (Evaluating – E) เป็นขั้นที่ผู้นิเทศทำการประเมินผลการ ดำเนินงานที่ได้ดำเนินการผ่านไปแล้วว่าเป็นอย่างไร หลังจากการประเมินผลการนิเทศ หากพบว่ามีปัญหาหรือ อุปสรรคอย่างหนึ่งอย่างใดที่ทำให้การดำเนินงานไม่ได้ผลก็สมควรจะต้องปรับปรุง แก้ไข ซึ่งการปรับปรุงแก้ไข อาจจะทำได้โดยการให้ความรู้เพิ่มเติมในสิ่งที่ทำใหม่อีกครั้งหนึ่ง สรุปได้ว่า กระบวนการนิเทศภายในโรงเรียน เป็นขั้นตอนที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องเป็นระบบเสนอเป็นแผนภูมิดังภาพที่ 1


13 ภาพที่ 1 แผนภูมิกระบวนการนิเทศการศึกษา แบบ PIDRE ที่มา : สงัด อุทรานันท์, 2530, หน้า 85 1.7.2) กระบวนการนิเทศตามแนวคิดของกระบวนการนิเทศการศึกษาโดยใช้วงจรของเดมมิง (Circle Deming Cycle) (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ม.ป.ป., หน้า 5-6) การนำวงจรเดมมิง (Deming circle) หรือโดยทั่วไปนิยมเรียกกันว่า P-D-C-A มาใช้ในการดำเนินการนิเทศการศึกษา โดยมีขั้นตอนที่ สำคัญ 4 ขั้นตอน คือ 1) การวางแผน (P-Planning) 2) การปฏิบัติตามแผน (D-Do) 3) การตรวจสอบ/ประเมินผล (C-Check) 4) การปรับปรุงแก้ไข (A-Act) สรุปเป็นแผนภูมิ ดังภาพที่ 2


14 ภาพที่ 2 แผนภูมิแสดงวงจรของเดมมิง (Circle Deming Cycle) ที่มาก : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ม.ป.ป., หน้า 6 จากแผนภูมิกระบวนการ PDCA แต่ละขั้นตอนมีกิจกรรมสำคัญ ดังนี้ (1) การวางแผน (P-Plan) (1.1) การจัดระบบข้อมูลสารสนเทศ (1.2) การกำหนดจุดพัฒนาการนิเทศ (1.3) การจัดทำแผนการนิเทศ (1.4) การจัดทำโครงการนิเทศ (2) การปฏิบัติงานตามแผน (D-Do) (2.1) การปฏิบัติตามขั้นตอนตามแผน/โครงการ (2.2) การกำกับติดตาม (2.3) การควบคุมคุณภาพ (2.4) การรายงานความก้าวหน้า (2.5) การประเมินความสำเร็จเป็นระยะ ๆ (3) การตรวจสอบและประเมินผล (C-Check) (3.1) กำหนดกรอบการประเมิน (3.2) จัดหา/สร้างเครื่องมือประเมิน (3.3) เก็บรวบรวมข้อมูล (3.4) วิเคราะห์ข้อมูล (3.5) สรุปผลการประเมิน (4) การนำผลการประเมินมาปรับปรุงงาน (A-Act) (4.1) จัดทำรายงานผลการนิเทศ (4.2) นำเสนอผลการนิเทศและเผยแพร่ (4.3) พัฒนาต่อเนื่อง


15 สรุปได้ว่า กระบวนการนิเทศการศึกษา คือ วิธีการทำงานอย่างมีขั้นตอนเป็นระบบเพื่อแก้ปัญหา การจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน และพัฒนากระบวนการทำงานในโรงเรียนอย่างมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล โดยการพัฒนาครูให้เป็นครูมืออาชีพและนักเรียนมีพัฒนาการเหมาะสมตามวัยและให้ถึงขีดสุดของ ศักยภาพ 1.8 บทบาทหน้าที่ของผู้นิเทศ การนิเทศเป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อนในหลายด้านตั้งแต่การตรวจสอบการประเมินคุณภาพ การบริการ ไปจนถึงพัฒนาผู้รับการนิเทศตามความเหมาะสมทั้งด้านความรู้ความเข้าใจในเชิงทฤษฎีและด้านการ ลงมือปฏิบัติจริง ผู้นิเทศ (Supervisor) จึงเป็นบุคคลที่สำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการนิเทศให้ดำเนินไปตาม วัตถุประสงค์ ซึ่งต้องทำหน้าที่หลายบทบาทพร้อมกัน ดังนี้ (วรัญญูกองชัยมงคล, 2558, หน้า 22-23) 1) ผู้สอน (Teacher) เป็นบทบาทสำคัญในการนิเทศ เป็นการสอนผู้รับการนิเทศในเรื่องการ วัดประเมิน การวินิจฉัย แนวทางการปรึกษาเชิงจิตวิทยา จรรยาบรรณกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และหัวข้ออื่น ๆ ที่ เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการมอบหมายงานหรือหนังสือที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ศึกษาเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าวด้วย 2) พี่เลี้ยง (Mentor) เป็นบทบาทที่คอยแนะนำและฝึกสอนผู้รับการนิเทศ เพื่อให้สามารถ ฝึกฝนทักษะหรือความสามารถอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาได้อย่างถูกต้อง 3) ผู้ให้คำปรึกษาหารือ (Consultant) เป็นบทบาทที่คอยแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือผู้รับการ นิเทศในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ เช่น การเลือกแนวทางการปรึกษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้รับบริการ 4) นักจิตวิทยาการปรึกษา (Counselor) เป็นบทบาทสำคัญอีกบทบาทหนึ่งที่ช่วยเหลือผู้รับ การนิเทศให้เข้าใจข้อเด่นข้อด้อยของตนเอง ค้นหาความรู้สึกหรือพฤติกรรมของผู้รับการนิเทศที่มีต่อรับบริการ (Countertransference) จัดการกับความเครียดหรือความรู้สึกทางลบที่เกิดขึ้นจากการฝึกงานเพื่อให้สามารถ กลับไปฝึกงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 5) ตัวแทนความคิด (Sounding Board) เป็นบทบาทที่ช่วยเอื้อให้เกิดบรรยากาศที่เหมาะสม ต่อการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ในประเด็นที่เกิดขึ้น เช่น แนวทางการปรึกษา การตัดสินใจในประเด็นต่าง ๆ หรือ ความรู้สึกที่มีต่อการฝึกงาน เป็นต้น ทำให้ผู้รับการนิเทศได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ 6) ที่ปรึกษา (adviser) เป็นบทบาทที่ช่วยให้คำแนะนำและปรึกษาประเด็นปัญหาสำคัญที่เกิด ขึ้นกับผู้รับบริการ เช่น การฆ่าตัวตาย ความเสี่ยงต่ออันตรายการไปขึ้นศาลเพื่อสามารถปฏิบัติงานได้เหมาะสมกับ ประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น 7) ผู้จัดการ (administrator) เป็นบทบาทที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและกระบวนการต่าง ๆ ของ องค์กรทางวิชาชีพหรือมาตรฐานทางวิชาชีพรวมไปถึงกฎหมายและจรรยาบรรณเพื่อช่วยให้ผู้รับการนิเทศได้เรียนรู้ ในประเด็นดังกล่าว 8) ผู้ประเมิน (evaluator) เป็นหนึ่งในบทบาทหลักของผู้นิเทศ ที่ต้องประเมินและให้ข้อมูล ย้อนกลับเพื่อให้ผู้รับการนิเทศเกิดการเรียนรู้ซึ่งรวมไปถึงประเด็นจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพด้วย 9) ผู้บันทึกและจัดการเอกสาร (recorder and documenter) เป็นบทบาทของการจัดการ เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนิเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้รับการนิเทศได้รับการนิเทศครบตามกำหนด และรวมไป ถึงการจัดเก็บเอกสารเพื่อปกปิดความลับไม่มีใครเข้าถึง 10) ผู้ให้กำลังใจ (empower) เป็นบทบาทที่ช่วยเหลือให้ผู้รับการนิเทศมีกำลังที่จะทำงานอีก ครั้ง ซึ่งอาจจะเป็นการให้กำลังใจ การส่งเสริม บทบาทของผู้นิเทศมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับบุคคลจะนิยามการทำงานของผู้นิเทศ แต่โดยสรุป แล้วบทบาทของผู้นิเทศที่สำคัญมี 3 บทบาท คือ ผู้นิเทศ นักจิตวิทยาการปรึกษา และผู้ให้คำแนะนำ (Haynes et al., 2003)


16 1.9 การนิเทศภายในโรงเรียน 1) แนวคิดเกี่ยวกับการนิเทศภายในโรงเรียน ปัจจุบันการนิเทศการศึกษาโดยศึกษานิเทศก์ ไม่ สามารถทำได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากการขยายตัวในด้านจำนวนโรงเรียนและขนาดของโรงเรียน ตลอดจนครู- อาจารย์มีจำนวนมากขึ้น การนิเทศการศึกษาจากภายนอกโดยศึกษานิเทศก์ย่อมไม่เพียงพอ กอรปกับปัจจุบัน ครู- อาจารย์มีคุณวุฒิสูงขึ้น โรงเรียนมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ระบบการนิเทศการศึกษาต้องปรับปรุง พัฒนาให้ทันกับสภาพปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป การนิเทศการศึกษาภายในโรงเรียน จึงเป็นแนวทางหนึ่งในความ พยายามที่จะปรับปรุง ส่งเสริมคุณภาพการเรียนการสอนภายในโรงเรียน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 2) ความหมายของการนิเทศภายในโรงเรียน การนิเทศภายในโรงเรียน หมายถึง กิจกรรม กระบวนการที่ผู้บริหารและบุคลากรในโรงเรียนร่วมมือกันจัดขึ้น เพื่อพัฒนาการปฏิบัติงานของครูในทุกด้าน รวมทั้งให้ครูเกิดความก้าวหน้าในวิชาชีพ และสัมฤทธิ์ผลสูงสุดในการเรียนของนักเรียน 3) กระบวนการนิเทศภายในโรงเรียน การนิเทศการศึกษาภายในโรงเรียน จะสามารถดำเนินการให้ เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ จำเป็นต้องอาศัยขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชัดเจน เป็นระบบ ซึ่งอาจเรียกว่า กระบวนการปฏิบัติงานหรือกระบวนการนิเทศ ซึ่งกระบวนการนิเทศภายในที่นิยมนำมาใช้ คือ กระบวนการนิเทศ ของ Ben M. Harris ซึ่ง เรียกว่า P O L C A ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้ 3.1) การวางแผนการนิเทศ (Planning) หมายถึง การวางแผนในการปฏิบัติงาน โดยคิดว่าจะ ทำอย่างไร การกำหนดวัตถุประสงค์ การพัฒนาวิธีดำเนินงาน การกำหนดงานและผลที่เกิดขึ้นจากการจัดทำ โครงการ 3.2) การจัดองค์กรการนิเทศ (Organizing) หมายถึงการจัดโครงสร้างขององค์กร เพื่อการ ดำเนินการนิเทศ การกำหนดเกณฑ์การทำงาน การจัดหาทรัพยากร วัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนับสนุนการนิเทศ การ กำหนดภารกิจ บทบาทหน้าที่ ตลอดจนการประสานงาน 3.3) การนำการนิเทศสู่การปฏิบัติ (Heading) หมายถึง การดำเนินการวินิจฉัย สั่งการ การ คัดเลือกบุคลากร การกระตุ้นให้เกิดการทำงาน การให้คำปรึกษาช่วยเหลือ การให้ขวัญกำลังใจ การให้คำแนะนำ การปฏิบัติงานให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้อง 3.4) การควบคุมการนิเทศ (Controlling) หมายถึง การติดตามควบคุมงานนิเทศ โดยการ มอบหมายงาน การติดตามช่วยเหลือแก้ไขปรับปรุงให้งานนิเทศบรรลุวัตถุประสงค์ ตลอดจนการกำหนด ระเบียบ การปฏิบัติงาน 3.5) การประเมินผลการนิเทศ (Assessing) หมายถึง การตรวจสอบ ติดตามการปฏิบัติงาน การนิเทศ โดยการวัดและประเมินผลงานนิเทศ จากกระบวนการนิเทศทั้ง 5 ขั้นตอนนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.สงัด อุทรานันท์ ได้เสนอกระบวนการ นิเทศที่เหมาะสมกับสภาพของสังคมได้ 5 ขั้นตอน ซึ่งเรียกว่า PIDRE ดังนี้1) การวางแผนการนิเทศ (Planning) 2) การสร้างความเข้าใจและการให้ความรู้ (Information) 3) การปฏิบัติการนิเทศ (Doing) 4) การสร้างขวัญก าลังใจ (Reinforcing) 5) การประเมินผลการนิเทศ (Evaluating) ซึ่งกระบวนการทั้ง 5 ขั้นตอนนี้ สามารถเขียน เป็นภูมิ ดังนี้ 1) การวางแผนการนิเทศ (Planning) 2) การสร้างความเข้าใจและการให้ความรู้ (Information) 3) การปฏิบัติการนิเทศ (Doing) 4) การสร้างขวัญก าลังใจ (Reinforcing) 5) การประเมินผลการนิเทศ (Evaluating)


17 1.10 การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) 1) ความหมายของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) บอนเวลล์และอีสัน (Bonwell and Eison, 1991 : 5) กล่าวไว้ว่า การเรียนรู้เชิงรุกเป็นกลยุทธ์ การส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนการสอนจะเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนได้ลงมือกระทำสิ่งต่าง ๆ และเกิดความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขากําลังทำ นักเรียนไม่เพียงแต่จะต้องฟังมากขึ้นแต่พวกเขาจะต้องอ่าน เขียน ปรึกษาหารือ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ซึ่งจะทำให้นักเรียนเกิด กระบวนการคิดขั้นสูง นั่นคือ การวิเคราะห์ สังเคราะห์และการประเมินค่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2562 : 4) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) คือ การเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับการเรียนการสอน กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิด กระบวนการคิดขั้นสูง (Higher-Order Thinking) ด้วยการวิเคราะห์ สังเคราะห์และประเมินค่า ไม่เพียงแต่เป็น ผู้ฟัง ผู้เรียนต้องอ่าน เขียน ตั้งคำถาม และถามอภิปรายร่วมกัน ผู้เรียนลงมือปฏิบัติจริง โดยต้องคำนึงถึงความรู้ เดิมและความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ผู้เรียนจะถูกเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับความรู้ไปสู่การมีส่วนร่วมใน การสร้างความรู้ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (อ้างถึงใน กชภัทร์ สงวนเครือ, 2562 : 83) ได้ให้ความหมาย การจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning หมายถึง การจัดการเรียนการสอนแบบเน้นพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ส่งเสริมให้ผู้เรียนประยุกต์ใช้ทักษะและเชื่อมโยงองค์ความรู้นำไปปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาหรือประกอบอาชีพ ใน อนาคต หลักการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning คือ การนำเอาวิธีการสอน เทคนิคการสอนที่ หลากหลาย มาใช้ออกแบบแผนการสอนและกิจกรรมกระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนและผู้เรียนกับผู้สอน Active Learning จึงถือเป็นการจัดการเรียนการสอนประเภทหนึ่งที่ ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบันอีกทั้งยังช่วยส่งเสริม Student Engagement, Enhance Relevance, and Improve Motivation ของผู้เรียน สถาพร พฤฑฒิกุล (2555 : 1-13) ได้ให้ความหมายการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) หมายถึง กระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการสร้างสรรค์ทางปัญญา (Constructivism) ที่เน้นกระบวนการ เรียนรู้มากกว่าเนื้อหาวิชา เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้หรือสร้างความรู้ให้เกิดขึ้นในตนเองด้วยการ ลงมือปฏิบัติจริงผ่านสื่อหรือกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีครูผู้สอนเป็นผู้แนะนำ กระตุ้น หรืออำนวยความสะดวกให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ขึ้น โดยกระบวนการคิดขั้นสูง กล่าวคือ ผู้เรียนมีการวิเคราะห์การสังเคราะห์และการประเมิน ค่าจากสิ่งที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนรู้ทำให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีความหมายและนำไปใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มุ่งเน้นที่กระบวนการจัดกิจกรรม และผล ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน เช่น การเรียนรู้ที่จัดให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กัน กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดในระดับสูง (higher-order thinking) ไม่เพียงแต่ฟัง แต่ผู้เรียนจะต้องอ่าน เขียน ถามคำถาม อภิปรายร่วมกัน และลงมือ ปฏิบัติจริง ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงความรู้เดิม และความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นการส่งเสริมทักษะพื้นฐาน ที่สำคัญของผู้เรียนสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 คือ การฟัง การอ่าน การ คิด คำนวณความรู้ที่สัมพันธ์กับบริบทของสังคม รวมถึงการสะท้อนคิดที่ส่งผลให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง


18 2) ความสำคัญของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (2562 : 4) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ไว้ดังนี้ 1. Active Learning ส่งเสริมการมีอิสระทางด้านความคิดและการกระทำของผู้เรียน การมี วิจารณญาณ และการคิดสร้างสรรค์ ผู้เรียนจะมีโอกาส มีส่วนร่วมในการปฏิบัติจริงและมีการใช้วิจารณญาณ ในการคิดและตัดสินใจในการปฏิบัติกิจกรรมนั้น มุ่งสร้างให้ผู้เรียนเป็นผู้กำกับทิศทางการเรียนรู้ ค้นหาสไตล์ การเรียนรู้ของตนเองสู่การเป็นผู้รู้คิด รู้ตัดสินใจด้วยตนเอง (Metacognition) เพราะฉะนั้น Active Learning จึงเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาความคิดขั้นสูง (Higher order thinking) ในการมี วิจารณญาณ การวิเคราะห์ การคิดแก้ปัญหา การประเมิน ตัดสินใจ และการสร้างสรรค์ 2. Active Leaning สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งความ ร่วมมือในการปฏิบัติงานกลุ่มจะนำไปสู่ความสำเร็จในภาพรวม 3. Active Learning ทำให้ผู้เรียนทุ่มเทในการเรียน จูงใจในการเรียน และทำให้ผู้เรียนแสดงออก ถึงความรู้ความสามารถ เมื่อผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมอย่างกระตือรือร้นในสภาพแวดล้อม ที่เอื้ออำนวยผ่านการใช้กิจกรรมที่ครูจัดเตรียมไว้ให้อย่างหลากหลาย ผู้เรียนเลือกเรียนรู้กิจกรรมต่าง ๆ ตามความ สนใจและความถนัดของตนเอง เกิดความรับผิดชอบและทุ่มเทเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จ 4. Active Learning ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดการพัฒนาเชิงบวกทั้งตัวผู้เรียน และ ตัวครูเป็นการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอน ผู้เรียนจะมีโอกาสได้เลือกใช้ความถนัด ความสนใจ ความสามารถ ที่เป็นความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Different) สอดรับกับแนวคิดพหุปัญญา (Multiple Intelligence) เพื่อแสดงออกถึงตัวตนและศักยภาพของตัวเอง ส่วนครูผู้สอนต้องมีความตระหนัก 3) ลักษณะของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน (2562 : 5) กล่าวถึงการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ว่ามีลักษณะดังนี้ 1. เป็นการพัฒนาศักยภาพการคิด การแก้ปัญหา และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ 2. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดระบบการเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้โดยมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันใน รูปแบบของความร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน 3. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้สูงสุด 4. เป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนบูรณาการข้อมูล ข่าวสาร สารสนเทศ สู่ทักษะการคิดวิเคราะห์และ ประเมินค่า 5. ผู้เรียนได้เรียนรู้ความมีวินัยในการทำงานร่วมกับผู้อื่น 6. ความรู้เกิดจากประสบการณ์และการสรุปของผู้เรียน 7. ผู้สอนเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเอง จากลักษณะการเรียนรู้แบบ Active Learning ดังกล่าว จึงควรมีกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ สอดคล้องกัน ดังนี้ 1. จัดการเรียนรู้ที่พัฒนาศักยภาพทางสมอง ได้แก่ การคิด การแก้ปัญหาและการนำความรู้ไป ประยุกต์ใช้ 2. จัดการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้สูงสุด 3. จัดให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้และจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง


19 4. จัดให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทั้งในด้านการสร้างองค์ความรู้การสร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน สร้างร่วมมือกันมากกว่าการแข่งขัน 5. จัดให้ผู้เรียนเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบร่วมกัน การมีวินัยในการทำงานและการแบ่งหน้าที่ ความรับผิดชอบในภารกิจต่าง ๆ 6. จัดกระบวนการเรียนที่สร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนอ่าน พูด ฟัง คิดอย่างลุ่มลึก ผู้เรียนจะเป็นผู้ จัดระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง 7. จัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดขั้นสูง 8. จัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนบูรณาการข้อมูลข่าวสาร หรือสารสนเทศและหลักการ ความคิดรวบยอด 9. ผู้สอนจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเอง 10. จัดกระบวนการสร้างความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ การสร้างองค์ความรู้และการสรุป ทบทวน ของผู้เรียน 4) ลักษณะกิจกรรมที่เป็นการเรียนรู้เชิงรุก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2562 : 6) ได้กล่าวถึงลักษณะกิจกรรมที่เป็นการเรียนรู้เชิงรุกไว้ดังนี้ 1. กระบวนการเรียนรู้ที่ลดบทบาทการสอนและการให้ความรู้โดยตรงของครูแต่เปิดโอกาสให้ ผู้เรียนมีส่วนร่วมสร้างองค์ความรู้ และจัดระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง 2. กิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนให้นำความรู้ ความเข้าใจไปประยุกต์ใช้ สามารถ วิเคราะห์สังเคราะห์ ประเมินค่า คิดสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ พัฒนาทักษะกระบวนการคิดไปสู่ระดับที่สูงขึ้น 3. กิจกรรมเชื่อมโยงกับนักเรียน กับสภาพแวดล้อมใกล้ตัว ปัญหาของชุมชน สังคม หรือ ประเทศชาติ 4. กิจกรรมเป็นการนำความรู้ที่ได้ไปใช้แก้ปัญหาใหม่ หรือใช้ในสถานการณ์ใหม่ 5. กิจกรรมเน้นให้ผู้เรียนได้ใช้ความคิดของตนเองอย่างมีเหตุมีผล มีโอกาสร่วมอภิปรายและ นำเสนอผลงาน 6. กิจกรรมเน้นการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน และปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียน 5) รูปแบบวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2562 : 7) ได้กล่าวถึงรูปแบบวิธีการจัดกิจกรรม การ เรียนรู้เชิงรุกไว้ว่า การจัดการเรียนรู้เน้นบทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้เรียนมีวิธีการจัดการเรียนรู้ หลากหลายวิธี เช่น - การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity-Based Learning) - การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning) - การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) ฯลฯ อย่างไรก็ตามรูปแบบวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เหล่านี้ มีพื้นฐานมาจากแนวคิดเดียวกัน คือ ให้ ผู้เรียนเป็นผู้มีบทบาทหลักในการเรียนรู้ของตนเอง


20 ข้อสังเกต 1. เนื่องจากการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มีรากฐานมาจากแนวคิดทางการศึกษา ที่ เน้นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ (Constructivist) โดยผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้จากข้อมูลที่ได้รับมาใหม่ด้วยการ นำไปประกอบกับประสบการณ์เดิมในอดีต นอกจากนี้ยังมีมิติกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง 2 มิติ ได้แก่ กิจกรรมด้านการรู้ คิด (Cognitive Activity) และกิจกรรมด้านพฤติกรรม (Behavioral Activity) ผู้นำไปใช้อาจเข้าใจคลาดเคลื่อน ว่าการเรียนรู้แบบนี้ คือรูปแบบที่เน้นความตื่นตัวในกิจกรรมด้านพฤติกรรม (Behavioral Active) โดยเข้าใจว่า ความตื่นตัวในกิจกรรมด้านพฤติกรรมจะทำให้เกิดความตื่นตัวในกิจกรรมด้านการรู้คิด (Cognitively Active) ไปเอง จึงเป็นที่มาของการประยุกต์ใช้ผิด ๆ ว่าให้ผู้สอนลดบทบาทความเป็นผู้ให้ความรู้ลง เป็นเพียงผู้อำนวยความ สะดวกและบริหารจัดการหลักสูตร โดยปล่อยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เองอย่างอิสระจากการทำกิจกรรมและการ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เรียนด้วยกันเองตามยถากรรมโดยผู้เรียนไม่ได้เรียนรู้พัฒนามิติด้านการรู้คิด 2. ความตื่นตัวในกิจกรรมด้านพฤติกรรมอาจไม่ก่อให้เกิดความตื่นตัวในกิจกรรมด้านการรู้คิด เสมอไป การที่ผู้สอนให้ความสำคัญกับกิจกรรมด้านพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว เช่น การฝึกปฏิบัติและ การอภิปรายในกลุ่มของผู้เรียนเอง โดยไม่ให้ความสำคัญกับกิจกรรมด้านการรู้คิด เช่น การลำดับความคิดและ การจัดองค์ความรู้จะทำให้ประสิทธิผลของการเรียนรู้ลดลง 3. กรณีการนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบที่ให้ผู้เรียนทำกิจกรรมและค้นพบความรู้ด้วยตนเอง นี้ไปใช้กับการพัฒนาการเรียนรู้ตามลำดับขั้นการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) จะเหมาะกับ การพัฒนาในขั้นการทำความเข้าใจ การนำไปประยุกต์ใช้ และการวิเคราะห์ขึ้นไปมากกว่าขั้นให้ข้อมูลความรู้ เพราะเป็นการเสียเวลามากและไม่บรรลุผลเท่าที่ควร โดยสรุปการจัดการเรียนรู้ที่เน้นบทบาทและการมีส่วนร่วม ของผู้เรียน โดยการนำเอาวิธีการสอนเทคนิคการสอนที่หลากหลายมาใช้ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้และ กิจกรรมการเรียนรู้กระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนและผู้เรียน กับผู้สอน เป็นการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นพัฒนากระบวนการเรียนรู้ส่งเสริมให้ผู้เรียนประยุกต์ใช้ทักษะและ เชื่อมโยงองค์ความรู้นำไปปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาหรือประกอบอาชีพในอนาคต และถือเป็นการจัดการเรียนรู้ ประเภทหนึ่งที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน จากการศึกษาข้อมูลในเบื้องต้นสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เป็นการ จัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นกระบวนการจัดกิจกรรมที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมและผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน เช่น การ เรียนรู้ที่จัดให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กัน กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดในระดับสูง (higher-order thinking) ไม่เพียงแต่ฟัง แต่ผู้เรียนจะต้องอ่าน เขียน ถามคำถาม อภิปรายร่วมกัน และลงมือปฏิบัติจริง ทั้งนี้ต้องคำนึงถึง ความรู้เดิม และความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้สอนจึงต้องคำนึงความสอดคล้องของมิติกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง 2 มิติ ได้แก่ กิจกรรมด้านการรู้คิด (Cognitive Activity) และกิจกรรมด้านพฤติกรรม (Behavioral Activity) ที่ต้องจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ครูกำหนดไว้โดยมีรูปแบบการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity-Based Learning) การเรียนรู้เชิงประสบการณ์(Experiential Learning) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) เป็นต้น ซึ่งเป็นการส่งเสริมทักษะ พื้นฐานที่สำคัญของผู้เรียนสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 คือ การฟัง การอ่าน การคิดคำนวณ รวมถึงการสะท้อนคิดที่ส่งผลให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง มีความรู้ที่สัมพันธ์กับบริบท ของสังคม สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้แก้ปัญหาใหม่ หรือใช้ในสถานการณ์ใหม่ได้อย่างเหมาะสม


21 1.11 กระบวนการนิเทศด้วยรูปแบบ SCISS Model กระบวนการนิเทศด้วยรูปแบบ SCISS Model เป็นนวัตกรรมที่โรงเรียนบ้านหนองเรี้ยได้คิดค้น ขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้สูงขึ้น มีรูปแบบด้งนี้ 1. SWOT ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ โรงเรียนดำเนินการศึกษาปัจจัยทั้งภายในและภายนอกของสถานศึกษาด้วยการประเมินและ วิเคราะห์สถานภาพ (SWOT) ร่วมกันศึกษาข้อมูลสารสนเทศและวิเคราะห์ข้อมูลผลการทดสอบระดับชาติและ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพื่อหามาตรฐานตัวชี้วัดที่ต้องปรับปรุงเร่งด่วนนำสู่การกำหนดค่าเป้าหมายเพื่อจัดทำแผน ยกระดับผลสัมฤทธิ์ สร้างเครื่องมือนิเทศติดตามเพื่อวางแผนและพัฒนา SWOT Analysis เป็นการวิเคราะห์สภาพองค์การ หรือหน่วยงานในปัจจุบัน เพื่อค้นหา จุดแข็ง จุดเด่น จุดด้อย หรือสิ่งที่อาจเป็นปัญหาสำคัญในการดำเนินงานสู่สภาพที่ต้องการในอนาคต SWOT เป็นตัวย่อ ที่มีความหมาย ดังนี้Strengths - จุดแข็งหรือข้อได้เปรียบ Weaknesses - จุดอ่อนหรือข้อเสียเปรียบ Opportunities – โอกาสที่จะดำเนินการได้ Threats - อุปสรรค ข้อจำกัด หรือปัจจัยที่คุกคามการดำเนินงาน ขององค์การ หลักการสำคัญของ SWOT ก็คือ การวิเคราะห์โดยการสำรวจจากสภาพการณ์ 2 ด้าน คือ สภาพการณ์ภายในและสภาพการณ์ภายนอก ดังนั้น การวิเคราะห์SWOT จึงเรียกได้ว่าเป็น การวิเคราะห์ สภาพการณ์ (Situation Analysis) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน เพื่อให้รู้ตนเอง (รู้เรา) รู้จัก สภาพแวดล้อม (รู้เขา) ชัดเจน และวิเคราะห์โอกาส-อุปสรรค การวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ทั้งภายนอกและภายในองค์กร (เอกชัย บุญยาธิษฐาน, 2553) ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารขององค์กรทราบถึงการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่ เกิดขึ้นทั้งภายในและ ภายนอกองค์กร ทั้งสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้วและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคต รวมทั้งผลกระทบ ของการ เปลี่ยนแปลงเหล่านี้ที่มีต่อองค์กรธุรกิจ และจุดแข็ง จุดอ่อน และความสามารถด้านต่าง ๆ ที่องค์กรมีอยู่ ซึ่ง ข้อมูล เหล่านี้ จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการกำหนดวิสัยทัศน์ การกำหนดกลยุทธ์และการดำเนินตามกลยุทธ์ของ องค์กรตามระดับองค์กรที่เหมาะสมต่อไป 2. Coaching and Mentoring การชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง เป็นการสอนงานครู โดยผู้สอนงาน คือ ผู้อำนวยการเป็น Coach ผู้ถูกสอนงาน คือ ครู เป็น Coachee จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับครู อันจะนำไปสู่ความสำเร็จ โดยมุ่งเน้นให้ครูมีความสามารถ มีผลการ ปฏิบัติงานที่ดีขึ้น (Individual Performance) และพัฒนาศักยภาพ (Potential) ของครู และการชี้แนะสะท้อนคิด การปฏิบัติงานของครูชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพครู (Professional Learning Community : PLC) Mink, Owen and Mink (1993) ให้ความหมายว่า การชี้แนะเป็นกระบวนการของบุคคลที่ เรียกว่า (Coach) สร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่ช่วยให้เขาเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น ผู้ชี้แนะช่วยให้บุคคลได้บรรลุ เป้าหมายการทำงานในระดับสูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่กระบวนการนี้เป็นการสร้างให้บุคคลมีความเข้มแข็งขึ้น ภูมิใจใน ตนเอง แสดงความสามารถซึ่งเป็นผลต่อการทำงานที่จะตามมา กระบวนการชี้แนะจึงเป็นกระบวนการเสริมพลัง อำนาจ 3. Instruction Supervision การนิเทศการสอน Good (1973, หน้า 374) กล่าวว่า การนิเทศการสอน เป็นความพยายามทุกชนิดของฝ่าย การศึกษาที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ในการนิเทศการสอน ให้การแนะนำครูหรือผู้อื่นที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับ การศึกษาให้รู้จักปรับปรุงวิธีสอนหรือการให้การศึกษา ทำให้เกิดความงอกงามในวิชาชีพด้านการศึกษา ร่วมพัฒนาครูช่วยเหลือและปรังปรุงวัตถุประสงค์ของการสอน เนื้อหาการสอน และการประเมินผลการสอน


22 สเปียร์ส (Spears อ้างถึงใน อัญชลี ธรรมะวิธีกุล, 2552) กล่าวว่า การนิเทศการสอนเป็น กระบวนการที่จะทำให้เกิดการปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยการทำงานร่วมกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง เป็นกระบวนการกระตุ้นความเจริญก้าวหน้าของครู และมุ่งหวังที่จะช่วยเหลือครู เพื่อให้ครูได้ช่วยตนเองได้ วัชรา เล่าเรียนดี (2556) กล่าวว่า การนิเทศ (Supervision) หมายถึง การให้ความช่วยเหลือ การให้คำแนะนำ และการปรับปรุงเพื่อให้งานบรรลุตามวัตถุประสงค์หรือมาตรฐานที่กำหนดไว้ สรุปได้ว่า การนิเทศการสอน หมายถึง การช่วยเหลือ แนะนำ สนับสนุน ส่งเสริม กระตุ้น ร่วมคิด ร่วมทำ สร้างเสริมกำลังใจให้ผู้รับการนิเทศสามารถพัฒนา ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้การ จัดการศึกษาบรรลุจุดมุ่งหมายที่วางไว้ 4. Support การเสริมพลัง เป็นการเสริมแรงโดยผู้อำนวยการสถานศึกษา ซึ่งจะทำให้ผู้รับการนิเทศมีกำลังใจในการ ปฏิบัติงาน ดังนี้ 1) เสริมสร้างกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน เป็นการเสริมแรงและสนับสนุนเชิงบวก เช่น การยกย่อง ครูที่มีรูปแบบการสอนที่ดี การให้กำลังใจด้วยคำยกย่องชื่นชม เป็นต้น 2) สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ ทรัพยากรเพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนการสอน 5. Success ความสำเร็จตามเป้าหมาย เป็นขั้นตอนที่ผู้นิเทศนำการประเมินผลการดำเนินงานที่ผ่านไปแล้วว่าเป็นอย่างไร หลังจาก การประเมินผลการนิเทศ หากพบว่ามีปัญหาหรือมีอุปสรรค อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ทำให้การดำเนินงานไม่ได้ผล สมควรที่จะต้องปรับปรุง แก้ไข ซึ่งการปรับปรุงแก้ไขอาจทำได้โดยการให้ความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่ปฏิบัติใหม่อีก ครั้ง ในกรณีที่ผลงานยังไม่ถึงขั้นน่าพอใจ หรือได้ดำเนินการปรับปรุงการดำเนินงานทั้งหมดไปแล้ว ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ ต้องการ สมควรที่จะต้องวางแผนร่วมกันวิเคราะห์หาจุดที่ควรพัฒนาหลังใช้นวัตกรรมด้านการเรียนรู้เข้ามานิเทศ 2. การออกแบบนวัตกรรม โรงเรียนบ้านหนองเรี้ยได้ดำเนินการออกแบบนวัตกรรม การนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองเรี้ย มีขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 กำหนดปัญหาที่ต้องการพัฒนา ผู้บริหารสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง ร่วมกันปรึกษาหารือเกี่ยวกับสภาพการจัดการเรียนการสอนภายในโรงเรียน เพื่อร่วมกันกำหนดปัญหาที่ต้องการ พัฒนาด้วยกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษา พบว่า ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและผลการทดสอบ ระดับชาติ(O-NET) ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ต้องได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน ขั้นที่ 2 วางแผนการพัฒนานวัตกรรม ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ร่วมกันวางแผน ในการพัฒนานวัตกรรมโดยการมอบหมายงาน กำหนดกิจกรรม ระยะเวลา งบประมาณ โดยมีการแต่งตั้ง มอบหมายงานอย่างชัดเจน


23 ขั้นที่ 3 การสร้างนวัตกรรม 3.1 เครื่องมือ 3.1.1 การนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีองค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์เงื่อนไขสำคัญในการนํารูปแบบไปใช้ให้ประสบผลสำเร็จ ขั้นตอนการดําเนินงาน และการ วัดประเมินผล 3.1.2 คู่มือนวัตกรรม การนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการ เรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ประกอบด้วย 1) องค์ประกอบ 2) ความเป็นมาและความสำคัญ 3) แนวคิด หลักการ ทฤษฎี 4) แผนงานพัฒนาบุคลากรเพื่อยกระดับการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนบ้านหนองเรี้ย 5) ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้/ในการวัดและประเมินผล 3.1.3 เครื่องมือประเมิน ได้แก่ 1) แบบประเมินความสอดคล้องของนวัตกรรมการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองเรี้ย 2) แบบประเมินความสามารถในการจัดการเรียนการสอนของครู 3) แบบประเมินความพึงพอใจของครูต่อการนิเทศตามรูปแบบการนิเทศภายในด้วย รูปแบบ SCISS Model 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการสอนของครูตามรูปแบบการจัดการ เรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) 3.2 ขั้นตอนการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 3.2.1 การพัฒนานวัตกรรมการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการ จัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองเรี้ย ประกอบด้วยขั้นตอนในการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) กำหนดปัญหาที่ต้องการพัฒนา ผู้บริหารสถานศึกษา คณะกรรมการ บริหารโรงเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง ร่วมกันปรึกษาหารือ เกี่ยวกับสภาพการจัดการเรียน การสอนภายในโรงเรียน เป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนของต้นสังกัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อร่วมกันกำหนดปัญหาที่ต้องการพัฒนาด้วยกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษา 2) วางแผนในการพัฒนานวัตกรรม หลังจากการกำหนดเป้าหมายในการด้วย กระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษา ผู้บริหาร สถานศึกษา ครู บุคลากร และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกร่วมกัน วางแผนในการพัฒนานวัตกรรมโดยการมอบหมายงาน กำหนดกิจกรรม ระยะเวลา งบประมาณ 3) สร้างนวัตกรรม ผู้วิจัยศึกษาเอกสารงานวิชาการเกี่ยวกับการนิเทศภายใน และการจัดการเรียนรู้เชิงรุก รวบรวมข้อมูลความต้องการการนิเทศการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของผู้บริหาร สถานศึกษาและครูทำการสังเคราะห์ข้อมูลและสร้างร่างกระบวนการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน


24 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แล้วตรวจสอบค่าความสอดคล้องของนวัตกรรม ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความสอดคล้อง (IOC) ของกระบวนการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 4) การนำนวัตกรรมไปใช้และการปรับปรุงแก้ไขนวัตกรรม นำกระบวนการ นิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ไปใช้ในสถานศึกษา รวบรวมข้อมูลตามขั้นตอนในการ ดำเนินงานรวมทั้งข้อบกพร่องของนวัตกรรมแล้วนำปรับปรุงแก้ไข 5) ประเมินผลนวัตกรรม ศึกษาประสิทธิผลการใช้กระบวนการนิเทศ การนิเทศ ภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยศึกษาจากการเปรียบเทียบทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของ ครูก่อนและหลังใช้นวัตกรรม ประเมินผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ ศึกษาความพึงพอใจของผู้บริหาร และครู ที่มีต่อการใช้กระบวนการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model และศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู 3.2.2 การจัดทำคู่มือนวัตกรรมการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริม การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การจัดทำคู่มือนวัตกรรมการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ตามองค์ประกอบที่กำหนดไว้ 2) การตรวจสอบความถูกต้องของคู่มือนวัตกรรมการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยผู้เชี่ยวชาญ 3) การนำคู่มือไปใช้ประกอบการดำเนินงานตามกระบวนการนิเทศภายในด้วย รูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 4) การแก้ไขปรับปรุงคู่มือนวัตกรรมนวัตกรรมการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3.2.3 เครื่องมือประเมินนวัตกรรมการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 1) จัดทำเครื่องมือประเมินนวัตกรรมการนิเทศภายในโดยใช้SCISS Model ที่ ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ประกอบด้วย - แบบประเมินความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู - แบบประเมินความพึงพอใจของครูต่อการนิเทศตามรูปแบบการนิเทศภายใน ด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6


25 - แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการสอนของครูตามรูปแบบการ จัดการเรียนรู้เชิงรุก 2) ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องมือประเมินนวัตกรรมการนิเทศ ภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ขั้นที่ 4 การนำนวัตกรรมไปใช้และการปรับปรุงแก้ไขนวัตกรรม การนำนวัตกรรมการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ไปใช้ในสถานศึกษา รวบรวมข้อมูลตามขั้นตอนในการดำเนินงาน รวมทั้งข้อบกพร่องของนวัตกรรมแล้วนำไปปรับปรุงแก้ไข ขั้นที่ 5 การประเมินนวัตกรรม - ศึกษาประสิทธิผลการใช้นวัตกรรมการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการ จัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองเรี้ย - ศึกษาความพึงพอใจของผู้บริหาร และครู ที่มีต่อการใช้นวัตกรรมการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองเรี้ย - ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) 3. ขั้นตอนการดำเนินงาน การนิเทศภายในมีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพราะผู้นิเทศย่อมเข้าใจสภาพปัญหา ความต้องการและบริบทของโรงเรียน การนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นนวัตกรรม ที่โรงเรียนบ้านหนองเรี้ยจัดทำขึ้น โดยใช้กระบวนการวงจรคุณภาพเดมมิ่ง (PDCA) ในการดำเนินงาน รายละเอียด ของการพัฒนานวัตกรรมการนิเทศภายใน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ขั้นการวางแผน (Plan) เป็นการสำรวจและวิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหา ความ ต้องการ ปัจจัยที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาของโรงเรียน โดยใช้เทคนิค SWOT Analysis จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทุกฝ่าย ทำให้ทราบถึงบริบทของโรงเรียน เพื่อใช้ในการจัดลำดับความสำคัญและกำหนดกรอบแนวคิดในการ พัฒนานวัตกรรม การออกแบบนวัตกรรมรูปแบบการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่สอดคล้องกับ บริบทของโรงเรียนบ้านหนองเรี้ย จากผลสรุปของการวิเคราะห์ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคการพัฒนา คุณภาพการศึกษาของโรงเรียน ขั้นตอนที่ 2 ขั้นการปฏิบัติตามแผน (Do) เป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจกับบุคลากรทุกฝ่าย เพื่อ นำนวัตกรรมรูปแบบการนิเทศภายในโรงเรียนด้วยรูปแบบ SCISS Model ไปใช้การดำเนินงานในการนิเทศภายใน โรงเรียน ต้องมีการกำหนดแนวคิดวิธีการดำเนินการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในอนาคต เน้นการพัฒนาการศึกษา ของผู้เรียน การนำนวัตกรรมการนิเทศภายในโรงเรียนด้วยรูปแบบ SCISS Model ไปใช้การดำเนินการนิเทศ ภายในโรงเรียนบ้านหนองเรี้ยนั้น เป็นการดำเนินงานตามแผนการนิเทศภายใน ประจำปีการศึกษา 2565 โดยมี การระบุขั้นตอนการดำเนินงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับรูปแบบของนวัตกรรมการนิเทศ


26 ภายในที่กำหนดไว้ โดยมีกลยุทธ์ในการดำเนินงานนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model เพื่อบรรลุวัตประสงค์ ดังนี้ ขั้นที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ (SWOT) โรงเรียนดำเนินการศึกษาปัจจัยทั้งภายในและภายนอกของสถานศึกษาด้วยการประเมิน และวิเคราะห์สถานภาพ (SWOT) ร่วมกันศึกษาข้อมูลสารสนเทศและวิเคราะห์ข้อมูลผลการทดสอบระดับชาติและ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพื่อหามาตรฐานตัวชี้วัดที่ต้องปรับปรุงเร่งด่วนนำสู่การกำหนดค่าเป้าหมายเพื่อจัดทำแผน ยกระดับผลสัมฤทธิ์ สร้างเครื่องมือนิเทศติดตามเพื่อวางแผนและพัฒนา ขั้นที่ 2 การชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) เป็นการสอนงานครู โดยผู้สอนงาน คือ ผู้อำนวยการเป็น Coach ผู้ถูกสอนงาน คือ ครู เป็น Coachee จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับครู อันจะนำไปสู่ความสำเร็จ โดยมุ่งเน้นให้ครูมีคววามสามารถ มีผลการปฏิบัติงานที่ดีขึ้น (Individual Performance) และพัฒนาศักยภาพ (Potential) ของครู และการเป็น พี่เลี้ยง (Mentoring) ของผู้บริหารสถานศึกษาในการชี้แนะสะท้อนคิดการปฏิบัติงานของครูผ่านชุมชนแห่ง การเรียนรู้วิชาชีพครู (Professional Learning Community : PLC) ขั้นที่ 3 การนิเทศการสอน (Instruction Supervision) ครูผู้สอนดำเนินการเตรียมการสอน การวัดและประเมินผลและสรุปผลหลังการสอนแล้ว สะท้อนข้อมูลย้อนกลับแก่นักเรียน โดยมีคณะนิเทศสังเกตการณ์สอนและเก็บข้อมูลในชั้นเรียน ทั้งการบันทึกวิดีโอ หรือสัมภาษณ์นักเรียน ภาคเรียนละ 2 ครั้ง การดำเนินการนิเทศใน 3 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านการจัดบรรยากาศการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน สภาพห้องเรียนที่เอื้อต่อการ จัดการเรียนรู้ 2. ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ 3. ด้านคุณภาพการจัดการเรียนรู้ ขั้นที่ 4 การเสริมพลัง (Support) ผู้อำนวยการสถานศึกษาเสริมแรงให้แก่ผู้รับการนิเทศ ดังนี้ 1. เสริมสร้างกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน เพราะกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญของการทำงาน ครูผู้สอนและคณะปฏิบัติงานนิเทศจึงได้รับการช่วยเหลือ เสริมแรงและสนับสนุนเชิงบวก มีการยกย่องครูที่มี รูปแบบการสอนที่ดี โดยการมอบเกียรติบัตรรางวัลเป็นขวัญและกำลังใจ เพื่อให้ครูมีความภาคภูมิใจในผลงานของ ตนเอง 2. สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ ทรัพยากรเพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนการสอน และเป็นผู้นำในการวิเคราะห์ผลการนิเทศ โดยใช้กระบวนการ PLC เพื่อสะท้อนคิดให้ครูได้เรียนรู้วิธีการปฏิบัติที่ดี เป็นผู้สนับสนุน ขั้นที่ 5 ความสำเร็จ (Success) ผู้อำนวยการสถานศึกษากำกับติดตามการนิเทศ วิเคราะห์ ประมวลผล สรุปผลการนิเทศ ร่วมกัน จากบันทึกแผนการสอน บันทึกการนิเทศ บันทึก PLC สรุปผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในแต่ละรายวิชา ในระดับ 3 ขึ้นไป และผลการทดสอบระดับชาติ O-NET แล้วจัดทำผลรายงานการนิเทศติดตาม เพื่อพัฒนา คุณภาพการจัดการเรียนการสอนของครู


27 ขั้นตอนที่ 4 ขั้นตรวจสอบ (Check) เป็นการประเมินผลและตรวสอบ เป็นการประเมินผลและตรวสอบ ผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน จากการใช้นวัตกรรมการนิเทศภายในโรงเรียนด้วยรูปแบบ SCISS Model โดยยึดวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนที่กำหนดผลสำเร็จอย่างสมดุลรอบด้าน ขั้นตอนที่ 5 ขั้นปรับปรุงแก้ไข (Action) เป็นการสะท้อนผลการดำเนินงานตามสภาพจริงของโรงเรียน บ้านหนองเรี้ย การดำเนินการนิเทศภายในจากการใช้นวัตกรรมรูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษาด้วยหลักการ SCISS Model มาวิเคราะห์และสะท้อนผลการดำเนินงานตามสภาพจริง (Reflection) เพื่อวิเคราะห์ว่ามีปัญหา อุปสรรคที่ควรแก้ไขและพัฒนาหรือไม่ ถ้าหากมีก็จะนำปัญหาอุปสรรคที่พบมาเป็นสิ่งที่จะต้องแสวงหาวิธีการแก้ไข ปรับปรุงในขั้นตอนของการวางแผนเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอีกครั้ง ถ้าหากไม่มีแสดงว่า รูปแบบนวัตกรรมการนิเทศ ภายในโรงเรียนด้วยรูปแบบ SCISS Model บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ สามารถประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่ และขยายผลการดำเนินงานสู่โรงเรียนและหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อพัฒนาสู่ความมีคุณภาพที่ยั่งยืนต่อไป ดังภาพที่ 3 ภาพที่ 3 รูปแบบการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model


28 ส่วนที่ 3 ผลการดำเนินงาน ผลการสร้างหรือพัฒนานวัตกรรม โรงเรียนบ้านหนองเรี้ย ได้นำนวัตกรรมการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการ เรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ส่งผล ต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน ดังนี้ 1. ด้านสถานศึกษา 1) โรงเรียนมีกระบวนการนิเทศที่ส่งเสริมให้ครูมีทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) 2) โรงเรียนมีรูปแบบและกระบวนการนิเทศ ติดตาม และประเมินผล ภายในโรงเรียนอย่างเป็นระบบ 3) โรงเรียนมีการส่งเสริมการพัฒนาครูและบุคลการให้มีความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพ 4) โรงเรียนมีระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาและดำเนินการอย่างเป็นระบบ 2. ด้านครู 1) ครูปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนการสอน โดยเน้นการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) 2) ครูจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และมีการวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคลเพื่อให้ ทราบถึงความสามารถพื้นฐานของผู้เรียน 3) ครูใช้สื่อการสอนที่หลากหลายและทันสมัย เช่น สื่อ ICT สื่อของจริง วีดิทัศน์ เพลง บัตรคำ รูปภาพ เป็นต้น 4) ครูมีการพัฒนาทักษะทางวิชาชีพของตนเองอย่างต่อเนื่อง 5) ครูมีการวัดและประเมินผลด้วยวิธีการที่หลากหลายตามสภาพจริงเหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละช่วงวัย 6) ครูมีการดำเนินการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง 3. ด้านผู้เรียน 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2565 ที่มีผลการเรียน ระดับ 3 ขึ้นไป เพิ่มขึ้นทุกรายวิชา สูงกว่าค่าเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนด ตารางที่ 5 แสดงการเปรียบเทียบร้อยละของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีผลการเรียนระดับ 3 ขึ้นไป ปีการศึกษา 2564 – 2565 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ร้อยละของนักเรียนที่มีผลการเรียนระดับ 3 ขึ้นไป ความแตกต่าง ปีการศึกษา 2564 ปีการศึกษา 2565 ภาษาไทย 66.67 85.71 เพิ่มขึ้น +19.04 คณิตศาสตร์ 66.67 71.43 เพิ่มขึ้น +4.76 วิทยาศาสตร์ 62.67 71.43 เพิ่มขึ้น +8.76 ภาษาอังกฤษ 66.67 71.43 เพิ่มขึ้น +4.76


29 จากตารางแสดงการเปรียบเทียบร้อยละของนักเรียนที่มีผลการเรียนระดับ 3 ขึ้นไป ปีการศึกษา 2564 และปีการศึกษา 2565 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาภาษาไทย คณิศาสตร์วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ระดับ 3 ขึ้นไป มีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.04 , 4.76 , 8.76 และ 4.76 ตามลำดับ 2) ผลการทดสอบระดับชาติ (O-NET) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ 6 ปีการศึกษา 2565 เพิ่มขึ้นทั้ง 4 รายวิชา คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ (เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคติดเชื้อโคโรน่า 2019 โรงเรียนจึงไม่เข้าร่วมการทดสอบในปีการศึกษา 2563-2564) ตารางที่ 6 แสดงการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของผลการทดสอบระดับชาติ O-NET ปีการศึกษา 2562 และ ปีการศึกษา 2565 รายวิชา ปีการศึกษา 2562 ปีการศึกษา 2565 ความแตกต่าง ภาษาไทย 44.52 57.40 เพิ่มขึ้น +12.88 คณิตศาสตร์ 27.27 27.55 เพิ่มขึ้น +0.28 วิทยาศาสตร์ 29.89 44.50 เพิ่มขึ้น +14.61 ภาษาอังกฤษ 29.09 40.63 เพิ่มขึ้น +11.54 จากตารางแสดงการเปรียบเทียบคะแนนการทดสอบ O-NET ปีการศึกษา 2562 และ 2565 พบว่าวิชา ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 12.88, 0.28, 14.61 และ 11.54 ตามลำดับ 4. ด้านชุมชน 1) คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ชุมชน และผู้ปกครองให้ความไว้วางใจต่อการจัดการศึกษา ของโรงเรียน 2) คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ชุมชน และผู้ปกครองให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาการจัด การศึกษาของโรงเรียน 3) มีภาคีเครือข่ายให้ความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่หลากหลายจากทุกภาคส่วน ดังนี้ 3.1) การทำ MOU กับวิทยาลัยสารพัดช่างตรังในการจัดการเรียนการสอนให้แก่นักเรียน 3.2) ภูมิปัญญาท้องถิ่นในชุมชน ได้แก่ การสอนทำข้าวเบายอดม่วง การสอนรำมโนรา เป็นต้น 3.3) การสอนธรรมะกับวัดใกล้โรงเรียน 4) คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ชุมชน และผู้ปกครองมีความพึงพอใจต่อการจัดการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2565 ของโรงเรียนบ้านหนองเรี้ย


30 ส่วนที่ 4 สรุปผลการดำเนินงานและการเผยแพร่นวัตกรรม สรุปผลการดำเนินงาน จากการใช้นวัตกรรมการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนอง เรี้ย ผลการวิจัยนวัตกรรม พบว่า 1. ครูร้อยละ 100 สามารถจัดกาเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 2. ผลการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2565 ที่มีผลการ เรียนระดับ 3 ขึ้นไป เพิ่มขึ้นทุกรายวิชา สูงกว่าค่าเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนด นักเรียนที่มีผลการเรียนระดับ 3 ขึ้นไป ปีการศึกษา 2564 และปีการศึกษา 2565 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาภาษาไทย คณิศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ระดับ 3 ขึ้นไป มีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.04 , 4.76 , 8.76 และ 4.76 ตามลำดับ 2) ผลการทดสอบระดับชาติ (O-NET) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ 6 ปีการศึกษา 2565 เพิ่มขึ้นทั้ง 4 รายวิชา คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ซึ่งสูงกว่าค่าเป้าหมายที่ สถานศึกษากำหนด ได้แก่ รายวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 12.88, 0.28, 14.61 และ 11.54 ตามลำดับและสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ 3 รายวิชา คือ ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ 3) ครูมีความพึงพอใจต่อการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการ เรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อยู่ใน ระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.93 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการสอนของครูตามแบบการสอนเชิงรุก (Active Learning) อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.67 นอกจากจะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นแล้ว ยังส่งผลด้านสุขภาพจิตของผู้เรียน ทำให้ ผู้เรียนรู้สึกว่าครูสอนสนุกขึ้น มีความสุขในการเรียนรู้ ได้ลงมือทำงานร่วมกับเพื่อน ทำให้มีความสนุกสนานไม่น่า เบื่อ ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนในทุกรายวิชา ซึ่งจะส่งผลให้คุณภาพการศึกษาของโรงเรียนพัฒนายิ่งขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง


31 การเผยแพร่นวัตกรรม 1. จัดทำรายงานผลการดำเนินงานนวัตกรรม การนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริม การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองเรี้ย ต่อคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2. การเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ ได้แก่ Facebook , Youtube https://www.youtube.com/watch?v=fVl572U4ZmQ ลงชื่อผู้รายงาน…………………........……………………………….. (นายรัตพล มุสิกพันธ์) ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองเรี้ย


32 บรรณานุกรม ชุติมา แย้มจ่าเมือง. (2554). กระบวนการนิเทศที่สัมพันธ์กับการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน ในกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร, กรุงเทพมหานคร. พรรณภา มหาวิชา. (2557). กระบวนการนิเทศของผู้บริหารโรงเรียนวัดศรีนวลธรรมวิมล สังกัด กรุงเทพ. การค้นคว้าอิสระ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร, กรุงเทพมหานคร. วรัญญู กองชัยมงคล. (2558). กระบวนการนิเทศแบบกลุ่มตามโมเดลการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแนว พุทธ :การวิจัยแบบสร้างทฤษฎีจากข้อมูล. วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, กรุงเทพมหานคร. วัชรา เล่าเรียนดี. (2553). การนิเทศการสอน (Supervision of Instruction). นครปฐม : โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัย ศิลปากร. สงัด อุทรานันท์. (2530). การนิเทศการศึกษา หลักการ ทฤษฎี และปฏิบัติ (ฉบับปรับปรุง เพิ่มเติม), พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มิตรสยาม. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2553). (ม.ป.ป.). เอกสารประกอบการพัฒนา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ หน่วยที่ 2 เรื่องความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการนิเทศการศึกษา. สำนักพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา, กระทรวงศึกษาธิการ _____________. (2561). เอกสารประกอบการอบรม UTQ - 2201 การนิเทศแนวใหม่. 27 สิงหาคม 2561, จาก https://e-academic.tepeonline.org/index.php สิทธิพร นิยมศรีสมศักดิ์. (2546). หลักการนิเทศการศึกษา (Principles of Educational Supervision). กรุงเทพมหานคร : ม.ป.ท. สุทธนู ศรีไสย์. (ม.ป.ป.). หลักการนิเทศการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. อัญชลี ธรรมะวิธีกุล. (2552). ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการนิเทศการศึกษา. เข้าถึงเมื่อ วันที่ 15 มิ.ย. 2564. สืบค้นจาก https://panchalee.wordpress.com/2010/01/15/supervision. อัมพรกัญ บัวครอง. (2553). การนิเทศการศึกษาของผู้บริหารโรงเรียนแกนนำการจัดการเรียน ร่วม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2. การค้นคว้าอิสระ ศึกษา ศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร, กรุงเทพมหานคร. เอกชัย บุญยาธิษฐาน. (2553). คู่มือวิเคราะห์ SWOT อย่างมืออาชีพ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ปัญญาชน. Bonwell, C.C.; & Eison.J. A. (1991). Active Learning: Creative Excitement in the Classroom. ASHEERIC Higher Education Reports No. 1. Washington, D.C. Good, Carter V. (1973). Dictionary of Education. New York: McGraw-Hill Book Mink, O.G., Owen, K.Q. & Mink, B.P. (1993). Developing high-performance people : The art of coaching. Reading, Massachusetts : Addision-Wesley.


33 ภาคผนวก


34 รูปแบบการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองเรี้ย SCISS Model ประกอบด้วย S = SWOT ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ C = Coaching and Mentoring การชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง I = Instruction Supervision การนิเทศการสอน S = Support การเสริมพลัง S = Success ความสำเร็จตามเป้าหมาย


35 รูปแบบการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model มีขั้นตอนการนิเทศ ดังนี้ ขั้นที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ (SWOT) โรงเรียนดำเนินการศึกษาปัจจัยทั้งภายในและภายนอกของสถานศึกษาด้วยการประเมินและ วิเคราะห์สถานภาพ (SWOT) ร่วมกันศึกษาข้อมูลสารสนเทศและวิเคราะห์ข้อมูลผลการทดสอบระดับชาติและ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพื่อหามาตรฐานตัวชี้วัดที่ต้องปรับปรุงเร่งด่วนนำสู่การกำหนดค่าเป้าหมายเพื่อจัดทำแผน ยกระดับผลสัมฤทธิ์ สร้างเครื่องมือนิเทศติดตามเพื่อวางแผนและพัฒนา


36 ขั้นที่ 2 การชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) เป็นการสอนงานครู โดยผู้สอนงาน คือ ผู้อำนวยการเป็น Coach ผู้ถูกสอนงาน คือ ครู เป็น Coachee จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับครู อันจะนำไปสู่ความสำเร็จ โดยมุ่งเน้นให้ครูมีคววามสามารถ มีผลการ ปฏิบัติงานที่ดีขึ้น (Individual Performance) และพัฒนาศักยภาพ (Potential) ของครู และการเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring) ของผู้บริหารสถานศึกษาในการชี้แนะสะท้อนคิดการปฏิบัติงานของครูผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ วิชาชีพครู (Professional Learning Community : PLC) ขั้นที่ 3 การนิเทศการสอน (Instruction Supervision) ครูผู้สอนดำเนินการเตรียมการสอน การวัดและประเมินผลและสรุปผลหลังการสอนแล้ว สะท้อนข้อมูลย้อนกลับแก่นักเรียน โดยมีคณะนิเทศสังเกตการณ์สอนและเก็บข้อมูลในชั้นเรียน ทั้งการบันทึกวิดีโอ หรือสัมภาษณ์นักเรียน ภาคเรียนละ 2 ครั้ง


37 ขั้นที่ 4 การเสริมพลัง (Support) ผู้อำนวยการสถานศึกษาเสริมแรงให้แก่ผู้รับการนิเทศ ดังนี้ 1. เสริมสร้างกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน เพราะกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญของการทำงาน ครูผู้สอนและคณะปฏิบัติงานนิเทศจึงได้รับการช่วยเหลือ เสริมแรงและสนับสนุนเชิงบวก มีการยกย่องครูที่มี รูปแบบการสอนที่ดี โดยการมอบเกียรติบัตรรางวัลเป็นขวัญและกำลังใจ เพื่อให้ครูมีความภาคภูมิใจในผลงานของ ตนเอง 2. สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ ทรัพยากรเพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนการสอน และเป็นผู้นำในการวิเคราะห์ผลการนิเทศ โดยใช้กระบวนการ PLC เพื่อสะท้อนคิดให้ครูได้เรียนรู้วิธีการปฏิบัติที่ดี เป็นผู้สนับสนุน


38 ขั้นที่ 5 ความสำเร็จ (Success) ผู้อำนวยการสถานศึกษากำกับติดตามการนิเทศ วิเคราะห์ ประมวลผล สรุปผลการนิเทศ ร่วมกัน จากบันทึกแผนการสอน บันทีกการนิเทศ บันทึก PLC สรุปผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในแต่ละรายวิชา ในระดับ 3 ขึ้นไป และผลการทดสอบระดับชาติ O-NET แล้วจัดทำผลรายงานการนิเทศติดตาม เพื่อพัฒนา คุณภาพการจัดการเรียนการสอนของครู


39 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา แบบประเมินความพึงพอใจ ของครูผู้สอนที่มีต่อการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model คำชี้แจง ประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการนิเทศภายในด้วยรูปแบบ SCISS Model โดยทำเครื่องหมาย ลงในช่องระดับความพอใจ ระดับ 5 หมายถึง ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ระดับ 4 หมายถึง ความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ระดับ 3 หมายถึง ความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง ระดับ 2 หมายถึง ความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อย ระดับ 1 หมายถึง ความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อยที่สุด ข้อ รายการประเมิน ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน แปลผล ขั้นที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ (SWOT - S) 1. การสร้างบรรยากาศของความร่วมมือในการดำเนินงานนิเทศภายใน สถานศึกษา โดยผู้บริหาร ผู้นิเทศ ครูและผู้เกี่ยวข้อง 5.00 0.00 มากที่สุด 2. การประชุมปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายในสถานศึกษา ให้ได้มาซึ่งปัญหาและความต้องการจำเป็นที่จะต้องมีการนิเทศ 5.00 0.00 มากที่สุด 3. การประชุมหาแนวทางการพัฒนาการศึกษาจากผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ 5.00 0.00 มากที่สุด 4. การสร้างความร่วมมือในการออกแบบแนวทางการนิเทศภายใน สถานศึกษา และวางแผนขั้นตอนการนิเทศ กำหนดเป้าหมาย ระยะเวลา ผู้รับผิดชอบ และงบประมาณในการดำเนินงาน 5.00 0.00 มากที่สุด 5. การมอบหมายการปฏิบัติหน้าที่ในการนิเทศภายในสถานศึกษา 5.00 0.00 มากที่สุด ขั้นที่ 2 การให้คำปรึกษา (Coaching - C) 6. การส่งเสริมให้ครูมีความรู้ความเข้าใจ โดยการร่วมมือกันวางแผน และออกแบบการดำเนินงาน 5.00 0.00 มากที่สุด 7. การประชุมครู เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับดำเนินงานตามแผนงานนิเทศ ภายในสถานศึกษา 5.00 0.00 มากที่สุด 8. การส่งเสริมให้ครูศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 5.00 0.00 มากที่สุด 9. การจัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการจัดการ เรียนรู้เชิงรุก รูปแบบการสอน และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการ ออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 4.33 0.58 มาก 10. การพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ การวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ตามสภาพจริงที่มีความชัดเจน 5.00 0.00 มากที่สุด


40 ข้อ รายการประเมิน ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน แปลผล ขั้นที่ 3 ดำเนินการนิเทศ (Instruction Supervision - I) 11. การจัดบรรยากาศการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน สภาพห้องเรียนที่ เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ 5.00 0.00 มากที่สุด 12. การออกแบบการจัดการเรียนรู้ 4.67 0.58 มากที่สุด 13. การจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูผู้สอน 4.67 0.58 มากที่สุด 14. การสะท้อนผลการสังเกตการสอน (PLC) 5.00 0.00 มากที่สุด ขั้นที่ 4 การเสริมพลัง (Support - S) 15. การกระตุ้นเร้าใจให้ครูเกิดความตระหนักในศักยภาพที่ตนมี และดึง ศักยภาพนั้นออกมาใช้อย่างเต็มที่และเต็มใจ 5.00 0.00 มากที่สุด 16. การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ ทรัพยากรเพื่ออำนวยความสะดวกในการ จัดการเรียนการสอน 5.00 0.00 มากที่สุด 17. การส่งเสริมให้กำลังใจจโดยการสร้างความมีส่วนร่วมและมีระบบ การสื่อสารที่ดี เพื่อให้ครูมีความมั่นใจ ความพึงพอใจในการ ปฏิบัติงาน 5.00 0.00 มากที่สุด 18. การสร้างบรรยากาศในการทำงานด้วยความเป็นกัลยาณมิตร ในการ ให้คำแนะนำ (Coaching) การเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring) 5.00 0.00 มากที่สุด ขั้นที่ 5 ผลสำเร็จของการนิเทศ (Success - S) 19. การประเมินความพึงพอใจเกี่ยวกับการดำเนินงานตามกระบวนการ นิเทศภายในโดยใช้ SCISS Model 5.00 0.00 มากที่สุด 20. การประเมินประสิทธิผลของกระบวนการนิเทศภายใน โดยใช้ SCISS Model ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู 5.00 0.00 มากที่สุด 21. การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 จำนวน 4 รายวิชา คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ 5.00 0.00 มากที่สุด 22. การประเมินผลการทดสอบระดับชาติ (O-NET) ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 4 รายวิชา คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ 5.00 0.00 มากที่สุด 23. การประเมินความพึงพอใจของนักเรียนจากการเรียนโดยใช้การ จัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) 5.00 0.00 มากที่สุด 24. การนำผลการประเมินกระบวนการนิเทศภายในโดยใช้ SCISS Model มาวางแผนปรับปรุงแก้ไขการดำเนินงานนิเทศภายในอย่าง ต่อเนื่อง 4.67 0.58 มากที่สุด เฉลี่ย 4.93 0.10 มากที่สุด


41 แบบประเมินความพึงพอใจ ของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) คำชี้แจง ประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยทำเครื่องหมาย ลงในช่องระดับความพอใจ ระดับ 5 หมายถึง ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ระดับ 4 หมายถึง ความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ระดับ 3 หมายถึง ความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง ระดับ 2 หมายถึง ความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อย ระดับ 1 หมายถึง ความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อยที่สุด - ข้อ รายการประเมิน ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน แปลผล 1. ครูมีการเตรียมการสอน 4.44 0.73 มาก 2. เนื้อหาที่สอนสอดคล้องกับชีวิตและทันสมัย 5.00 0.00 มากที่สุด 3. ครูแจ้งให้นักเรียนทราบจุดประสงค์การเรียนรู้ชัดเจน 4.89 0.33 มากที่สุด 4. กิจกรรมการเรียนสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 4.89 0.33 มากที่สุด 5. กิจกรมการเรียนสนุกและน่าสนใจ 4.67 0.50 มากที่สุด 6. ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามปัญหาหรือข้อสงสัย 4.89 0.33 มากที่สุด 7. ครูส่งเสริมให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม/ทีม 4.11 0.60 มาก 8. ครูให้ความสนใจแก่นักเรียนอย่างทั่งถึงขณะสอน 4.78 0.44 มากที่สุด 9. ครูใช้วิธีการสอนที่หลากหลาย 4.67 0.50 มากที่สุด 10. ครูส่งเสริมให้นักเรียนค้นคว้าหาความรู้จากห้องสมุดหรือแหล่งอื่นๆ 4.56 0.73 มากที่สุด 11. ครูสามารถประยุกต์สิ่งที่สอนเข้ากับสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม 4.22 0.83 มาก 12. นักเรียนมีส่วนร่วมในการประเมินผลการเรียนรู้ 4.56 0.53 มากที่สุด 13. นักเรียนชอบเรียนวิชานี้ 4.78 0.44 มากที่สุด 14. นักเรียนนำความรู้จากวิชานี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 4.78 0.44 มากที่สุด 15. นักเรียนเรียนอย่างมีความสุข 4.78 0.44 มากที่สุด เฉลี่ย 4.67 0.48 มากที่สุด


42 แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ ภาคเรียนที่…………………..….…………..ปีการศึกษา………................................................ ชื่อรายวิชา……………………………………………………………………รหัสวิชา……………………………ระดับชั้น…………..…… ชื่อ – นามสกุลครูผู้สอน……………………………………………………………กลุ่มสาระการเรียนรู้……………………….………. ประเมินโดย ครูผู้สอนประเมินตนเอง หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ รองผู้อำนวยการกลุ่ม วิชาการ/ผู้ที่ได้รับมอบหมาย คำชี้แจง โปรดเขียนเครื่องหมาย / ลงในช่องที่ตรงกับระดับการประเมิน ระดับการประเมิน 5 หมายถึง ดีเยี่ยม ระดับการประเมิน 4 หมายถึง ดีมาก ระดับการประเมิน 3 หมายถึง ดี ระดับการประเมิน 2 หมายถึง พอใช้ ระดับการประเมิน 1 หมายถึง ปรับปรุง ระดับการประเมิน รายการประเมิน 5 4 3 2 1 1. กำหนดมาตรฐาน/ตัวชี้วัด/จุดประสงค์การเรียนรู้ครอบคลุมพฤติกรรมการเรียนรู้ด้าน พุทธพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย 2. ความสอดคล้องมาตรฐานการเรียนรู/ตัวชี้วัด/สาระสำคัญและกิจกรรมการเรียนรู้ 3. กิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสม ใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ในทุกขั้นตอน หรือใช้เทคนิควิธีการสอนระบุไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ 4. กิจกรรมการเรียนรู้ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล 5. กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายและเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 6. นำภูมิปัญญาท้องถิ่นและสื่อเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน 7. สื่อการเรียนรู้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนการสอน 8. การวัดผลประเมินผล ใช้วิธีการที่หลากหลาย คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล 9. วิธีวัดและเครื่องมือวัดสอดคล้องกับพฤติกรรมที่กำหนดไว้ในตัวชี้วัดหรือ จุดประสงค์ การเรียนรู้ ครอบคลุมพฤติกรรมการเรียนรู้ ทุกด้าน 10. กำหนดชิ้นงาน /ภาระงาน อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ รวม/สรุปผล รวม/เฉลี่ย สรุปผล ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ลงชื่อ .................................................... ผู้ประเมิน (.....................................................) ตำแหน่ง ............................................................. สรุป ผลการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ 4.50 – 5.00 หมายถึง ดีเยี่ยม 3.50 – 4.49 หมายถึง ดีมาก 2.50 – 3.49 หมายถึง ดี 1.50 – 2.49 หมายถึง พอใช้ ต่ำกว่า 1.50 หมายถึง ปรับปรุง


43 แบบสังเกตการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ชื่อ – นามสกุลครูผู้สอน……………………………………………………………กลุ่มสาระการเรียนรู้…………………………………. ชื่อรายวิชา………………………………………………………………… ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่........................ คำชี้แจง โปรดเขียนเครื่องหมาย / ลงในช่องที่ตรงกับระดับการประเมิน ระดับการประเมิน 5 หมายถึง ดีเยี่ยม ระดับการประเมิน 4 หมายถึง ดีมาก ระดับการประเมิน 3 หมายถึง ดี ระดับการประเมิน 2 หมายถึง พอใช้ ระดับการประเมิน 1 หมายถึง ปรับปรุง ระดับการประเมิน รายการประเมิน 5 4 3 2 1 1. การทบทวนความรู้เดิมหรือกิจกรรมนำเข้าสู่บทเรียนที่น่าสนใจกระตุ้นผู้เรียน 2. จัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 3. กิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสม ใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ในทุกขั้นตอน หรือใช้เทคนิควิธีการสอนระบุไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ 4. กิจกรรมการเรียนรู้ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล 5. กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายและเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 6. นำสื่อเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน 7. สื่อการเรียนรู้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนการสอน 8. มีการประเมินผลตามสภาพจริง 9. การวัดผลประเมินผล ใช้วิธีการที่หลากหลาย คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล 10. กำหนดชิ้นงาน /ภาระงาน อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ รวม/สรุปผล รวม/เฉลี่ย สรุปผล ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ....................................................... .................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ลงชื่อ .................................................... ผู้ประเมิน (.....................................................) ตำแหน่ง ............................................................. สรุป ผลสังเกตการจัดการเรียนรู้ 4.50 – 5.00 หมายถึง ดีเยี่ยม 3.50 – 4.49 หมายถึง ดีมาก 2.50 – 3.49 หมายถึง ดี 1.50 – 2.49 หมายถึง พอใช้ ต่ำกว่า 1.50 หมายถึง ปรับปรุง


44


โรงเรียนบ้านหนองเรีย้ ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 1 ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ


Click to View FlipBook Version