คํานํา
ภาษาและวัฒนธรรมคือส่งิ ทมี่ นษุ ยใ ชเพื่อตอบสนอง
ความตองการดา นตางๆอกี ท้งั ยังเปน สิ่งแสดงถงึ ความ
เจริญกา วหนา ของมนุษยซึ่งบง บองถงึ วิธีชวี ิตและลักษณะ
อันดงี ามควรอนุรกั ษใหค งอยตู อไปเราทกุ คนมคี วามเขา ใจ
และเกดิ ความตระหนักหวงแหนในภาษาและวฒั นธรรม
โดยหนังสืออเิ ลก็ ทรกนิกสเ ลมน้ีจัดทําเปนสวนหนึ่ง
ของการศกึ ษาวิชาภาษาและวัฒนธรรมเพ่ือใหน กั เรยี น
นกั ศกึ ษาหรอื คนที่สนใจไดน าํ ปศกึ ษาคนควา ตอไปผู
จัดทําจึงหวังวาขอมูลตางๆ ในหนังสืออเิ ล็กทรอนิกส
(E-Book) จะเปน แหลงความรสู ําหรับผทู ีส่ นใจ
สารบญั หนา
4
เร่ือง 5
10
เกร่ินนาํ 12
ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งภาษากบั วฒั นธรรมท่ีสาํ คญั
ความหมายของความเช่ือ 20
ความเช่ือมีสาเหตุมาจากความกลวั และความไม่รู้ 24
ค่านิยมทางภาษาและวฒั นธรรม
17
บรรทดั ฐานของภาษาเป็นแนวคิดหลกั ของวฒั นธรรมการพดู
ตวั อยา่ ง ประเภทสื่อท่ีปรากฏใน internet และ online
เกรนิ่ นาํ
ภาษาเปน มรดกทางวัฒนธรรมท่ีมนษุ ยสรางขน้ึ มีการเรียนรูถายทอดและเจรญิ งอกงามและใช
เปนเครือ่ งมือในการส่ือสารความคิดความตองการและอารมณตางๆเพื่อใหเ กิดความเขา ใจระหวา งกนั และ
มนษุ ยยงั ใชภ าษาจดเรอ่ื งราว ความเชอ่ื ตา งๆเพื่อใหค นรนุ หลังไดรบั รูเ รือ่ งราวตา งๆของบรรพบุรษุ เพราะ
ภาษาเปนเครอ่ื งมอื ถายทอดวัฒนธรรมสาขาตา งๆใหส ืบทอดและเจรญิ งอกงามตอไปไมม ีทส่ี ิ้นสดุ ถาไมมี
ภาษาการสบื ทอดวัฒนธรรมจะเปน ไปไมไดเ พราะไมสามารถที่จะสือ่ ความหมายกนั ใหเ ขา ใจไดแจมชัดเพราะ
ถอ ยคําภาษาเปนสง่ิ ทม่ี นุษยสรา งขึน้ ตามความจําเปน ของสงั คมน้ันๆเพื่อใหเกิดความเขา ใจตรงกนั จงึ กลาว
ไดว าถอยคาํ บางคาํ เปน ประวตั ิวัฒนธรรมของชาติ
ความสมั พันธระหวางภาษากับวัฒนธรรมท่สี าํ คญั
ภาษาไทยมรี ะเบยี บการใชถ อ ยคาํ ใหเ หมาะสมกบั ฐานะของบคุ คลมกี ารใชภ าษาโดยคํานงึ ถงึ
กาลเทศะและความสัมพนั ธร ะหวางบคุ คลการใชภ าษาตองมวี ิจารณญาณและมคี วามรอบคอบตองคาํ นงึ ถงึ การ
ใชภ าษาตามเพศการใชภ าษาตามวัย การใชภาษาตามอาชีพการใชภาษาตามการศึกษาการใชภาษาตามตําแหนง
ฐานะทางสงั คมการใชภ าษาตามโอกาสการใชภาษาตามความสนทิ สนมใกลช ิดการใชภาษาอยา งมีศลิ ปะนาฟง
รื่นหู ไมกอใหเกดิ ความอดึ อดั ใจหรือขัดหู
ภาษาเปน ผลติ ผลของวัฒนธรรมมนุษยต อ งใชภ าษาในการถายทอดวฒั นธรรมและเปน เคร่ืองมือในการสอื่ สารระหวา งคนใน
สงั คมเดยี วกนั เราศึกษาวัฒนธรรมไดจ ากการศึกษาถอยคาํ ภาษาของชนในชาตินั้นๆดังนนั้ ภาษาจึงมีความสัมพนั ธอ ยางใกล
ชดิ กบั วฒั นธรรมไมสามารถแยกออกจากกนั ไดดงั นี้
1.ภาษามีความสัมพันธอยา งใกลช ิดกบั วัฒนธรรม ภาษาเปน องคป ระกอบสว นหนึงของวัฒนธรรม เราเรยี กวา
“วัฒนธรรมสญั ลักษณ” ซึ่งคนในสังคมจะใชเ ปนเครือ่ งมือในการติดตอส่ือสารและถายทอด ความรสู ึกนกึ คิด
ตา งๆ ภาษาท่ีใชกนั แพรห ลายคอื ภาษาพดู และภาษาเขียน
2. ภาษาเปน เคร่ืองช้ใี หเหน็ ถึงความเจริญกา วหนา หรอื ความลาหลงั ของวัฒนธรรมชาตใิ ดมี
ภาษาพดู เพยี งอยา งเดียวไมมีภาษาเขียนใชแสดงวาชาตนิ ัน้ วัฒนธรรมยงั ลา หลังอยไู มมคี วาม
สามารถประดิษฐตวั อกั ษรขึ้นใชเ องสว นชาตทิ ี่มวี ฒั นธรรมสูงจะมีภาษาเขยี นซงึ่ สามารถบนั ทกึ
เร่ืองราวเหตกุ ารณเ อาไวมใิ หสูญหายไป
3.ภาษาแสดงใหเหน็ ถึงพฒั นาการทางดา นวฒั นธรรมของแตล ะสงั คมมาตามลําดับในระยะแรก
มนุษยร จู ักใชเพยี งอักษรภาพหรอื เคร่ืองหมาย และเมื่อวัฒนธรรมเจรญิ ถึงขีดสูงสุด มนุษยรูจกั
ดัดแปลง อกั ษรภาพหรอื เครื่องหมายใหเปนอกั ษรลว นๆสวนภาษาไทยกเ็ ชนกันอักษรไทยมี
ววิ ฒั นาการมาจาก รปู อักษรมอญและขอม และตอมาพอ ขุนรามคาแหงมหาราชก็ทรงคดิ
ประดิษฐอ กั ษรไทยใชไดสําเรจ็
4.ภาษาเปนเคร่ืองถายทอดวฒั นธรรมไวมิใหส ญู หาย วฒั นธรรมบางอยางไดจารกึ ไวเปนลายลักษณ
อกั ษรในวรรณคดีจดหมายเหตุตาํ นานพงศาวดารทําใหเ ราทราบขนบธรรมเนยี มประเพณที ่มี ีมาแต
โบราณเชน ประเพณกี ารเกิด การตายการบวชการแตง งานเปน ตน
5.ภาษาเปนเคร่ืองสะทอ นใหเ ห็นวิถชี ีวิตของคนในชาตไิ มวาจะเปนสภาพชีวิตความเปน อยูของชาว
บา นความเช่ือ ความคิดของคนในชาติซง่ึ ราอา นพบไดจากวรรณคดีจดหมายเหตเุ พลงกลอ มเด็ก นิทาน
ชาวบา น และเพลงพน้ื บา นตางๆ
6. ภาษาเปน เครื่องแสดงระดับของชนชาตินัน้ ๆ หรือความสัมพันธร ะหวา งบุคคลในสงั คมภาษาไทยมี
การใชถอยคาํ ใหเหมาะสมกับฐานะบคุ คลการใชภาษากบั เครือญาตผิ นู อ ยพดู กบั ผูใหญการใช
ราชาศพั ท
7. ภาษาสะทอ นใหเหน็ ทม่ี าหรอื ประวตั ขิ องวฒั นธรรมในสงั คมจะเหน็ ไดว า ประเพณขี า งตนยังสบื
ทอดและถอื ปฏิบัติกนั มาจนถึงทุกวันนีจ้ ึงอาจกลา วไดวาภาษาชวยจรรโลงวัฒนธรรมของชาติใหคงไว
ถา ไมมภี าษาเราคงไมรูจักและไมเ ขาใจอดตี ไมสามารถทาํ ใหคนรุนหลังรจู กั บรรพบรุ ษุ ของตนและไม
สามารถสืบสานวัฒนธรรมและประเพณตี อไปได
ความหมายของความเชื่อ
คาํ วา่ “ความเชื่อ” มีความหมายอยหู่ ลายความหมาย นกั วชิ าการและผรู้ ู้ได้
ใหค้ วามหมายของความเชื่อไวใ้ นแง่มุมต่างๆ ดงั นี
ความเช่ือ คือ การยอมรับวา่ ส่ิงใดส่ิงหน่ึงเป็นความจริงหรือเป็นส่ิงท่ีเรา
ไวใ้ จ ความจริงหรือความไวว้ างใจที่เป็นรูปของความเช่ือนนั ไม่จาํ เป็นวา่
จะตอ้ งเป็นความจริงที่ตรงตามหลกั เหตุผลหรือหลกั วทิ ยาศาสตร์ใดๆ คนที่
เชื่อในฤกษย์ ามกจ็ ะถือวา่ วนั เวลาการโคจรของดวงดาวจะก่อใหเ้ กิดผลต่อ
ตวั มนุษย์ คนท่ีเช่ือเครื่องรางของขลงั กจ็ ะมีความยดึ มน่ั วา่ เคร่ืองราง
ของขลงั ใหค้ ุณใหโ้ ทษแก่ตนไดจ้ ริง ตวั อยา่ งของความเชื่อ ไดแ้ ก่
ไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ โชคลาง ของขลงั ผสี าง นางไม้ ความเช่ืออาํ นาจ
ลึกลบั ส่ิงศกั ด์ิสิทธ์ิ อิทธิฤทธ์ิปาฏิหาริย์ เหล่านี
ความเชื่อ ความเชื่อเป็นธรรมชาติที่เกิดขึนกบั มนุษย์ และ
ถือวา่ เป็นวฒั นธรรมของมนุษยอ์ ยา่ งหน่ึง การดาํ รงชีวติ ของ
มนุษยใ์ นสมยั โบราณที่มีความเจริญทางดา้ นวชิ าการนอ้ ย
ความเชื่อจึงเกิดจากการเกิดขึน และการเปลี่ยนแปลงของ
ธรรมชาติท่ีมนุษยเ์ ชื่อวา่ เป็นการบนั ดาลใหเ้ กิดขึนจากอาํ นาจ
ของเทวดา พระเจา้ หรือภตู ผปี ี ศาจ ดงั นนั เม่ือเกิด
ปรากฏการณ์ต่างๆ ขึน เช่น ฝนตก ฟ้ าร้อง ฟ้ าผา่
แผน่ ดินไหว ภเู ขาไฟระเบิด อุทกภยั และวาตภยั ต่างๆ ขึน
ลว้ นเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อชีวติ หรือความเป็นอยขู่ องมนุษย์
ซ่ึงยากท่ีจะป้ องกนั หรือแกไ้ ขไดด้ ว้ ยตวั เอง บางอยา่ งเป็น
เหตุการณ์ท่ีอาํ นวยประโยชน์ แต่บางเหตุการณ์กเ็ ป็นอนั ต
รายต่อชีวติ และความเป็นอยขู่ องมนุษย์ มนุษยจ์ ึงพยายามที่
จะคิดหาวธิ ีการที่จะก่อใหเ้ กิดผลในทางที่ดี และเกิดความสุข
ใหก้ บั ตนเอง เพ่ือกระทาํ ต่อสิ่งท่ีมีอาํ นาจเหนือธรรมชาติ
เหล่านนั ทาํ ใหเ้ กิดเป็นแนวทางปฏิบตั ิท่ีเป็นพธิ ีกรรม หรือ
ศาสนาเกิดขึน สาเหตุของการเกิดความเชื่อ1. กวามเช่ือมี
สาเหตุมาจากความกลวั และความไม่รู้2. ความเชื่อท่ีเกิดจาก
เจตนาของบรรพบุรุษ
ความเชื่อมีสาเหตุมาจากความกลวั และความไม่รู้
ส่ิงใดท่ีเกิดขึนนนั ถา้ มนุษไม่รู้หรือไม่ทราบสาหตุ ก็
จะแสวงหาคาํ ตอบ อาจใชว้ ธิ ีการ เดา หรือเปรียบเทียบ
กบั สิ่งท่ีตนรู้มาก่อน บางครังความเชื่อนนั กด็ ูหมือนไร้
เหตุผล หรือ บางครังกด็ ูเป็นเหตุเป็นผลน่าเช่ือถือ เช่น
เม่ือไดพ้ บกบั เหตุการณ์ธรรมชาติ เช่น ฝนตก
ฟ้ าแลบ ฟ้ าผา่ หรือแผน่ ดินไหวกเ็ กิด ความคิดวา่ ตอ้ งมี
สิ่งใดบงั คบั ใหเ้ กิดเหตุการณ์ช่นนี เป็นตน้ วา่ ฝนตก
เพราะนาคใหน้ าํ ฟ้ าแลบเพราะแสงจากแกว้ เมลาใช่ล่อ
รามสูร ผา่ เพราะรามสูรขวา้ งขวาน แผนดินไหวเพราะ
ปลาอานนทท์ ่ีหนุนโลกอยเู่ กิดพลิกตวั
สมยั ก่อนมนุษยย์ งั ไม่มีความรู้ทาง
วทิ ยาศาสตร์ ฉะนนั เมื่อพบเหตุการณ์ธรรมชาติกเ็ กิด
ความคิดวา่ จะตอ้ งมีสิ่งใดส่ิงหน่ึงอยเู่ บืองหลงั หรือ
บงั คบั ใหเ้ ป็นอยา่ งนนั
มนุษยจ์ ึงอธิบายปรากฎการณ์
ธรรมชาติดว้ ยเหตุผลทางไสยศาสตร์ และสมมติวา่ เป็น
เทพจา้ หรือผมี ีรูปร่างกระทาํ ส่งผลใหเ้ กิดพิธีกรรมต่างๆ
เช่น "บูชา" หรือ "เช่นสรวง" เพือ่ ใหส้ ่ิงที่ตนคิดวา่ เป็น
เทพเจา้ หรือ
ผสี างเมตตากรุณา ไม่ทาํ ร้าย และช่วยผอ่ นคลายความ
รุนแรง และบนั ดาลความสุขใหแ้ ก่มนุษย์
ความเช่ือท่ีเกิดจากเจตนาของบรรพบุรุษ
บรรพบุรุษ หรือผทู้ ี่มีความรู้และประสบการณ์มากกวา่
ตอ้ งการจะใหถ้ ูกหลานหรือคนในสงั คมนนั ๆ เช่ือฟังและ
ปฏิบตั ิตาม เพราะบางครังการหา้ มตรงๆ หรือชีแจง คนบาง
คนกอ็ าจจะไม่เขา้ ใจหรือคดั คา้ นฉะนนั บรรพบุรุษหรือผรู้ ู้ก็
จะคิดหาวธิ ีการใหเ้ ดก็ เห็นถึงอาถรรพ์ หรือเกิดความไม่แน่ใจ
วา่ สิ่งท่ีประพฤติปฏิบตั ินนั อาจทาํ ใหเ้ กิดผลเสียร้ายแรงแก่
ตนได้ เดก็ จะไม่ฝ่ าฟื นหรือปฏิบตั ิตามอาํ เกอใจ บรรพบุรุษจึง
พยายามปลูกฝั่งความเชื่อไวแ้ มจ้ ะมีเหตุผลหรือรู้สึกวา่ งมงาย
กต็ ามการสร้งความเช่ือเพอ่ื ใหค้ นในสงั คมเชื่อฟังหรือปฏิบตั ิ
บรรพบุรุษอาจมีจุดมุ่งหมาย
1. ตอ้ งการใหเ้ ป็นผทู้ ี่มีความกตญั ญกตเวทีต่อผมู้ ีพระคุณ เช่น
"ใครตีพอ่ แม่ มือจะโตเท่าใบลาน"
"ใครด่าพอ่ แม่ ครูบาอาจารย์ ปากจะเลก็ เท่ารูเขม็ .
2.ตอ้ งการใหเ้ ป็นผทู้ ่ีมีมารยาท มีกริยาสุภาพดีงาม เช่น
“ใครท่ีนอนกินขา้ ว ชาติหนา้ จะเกิดเป็นงู"
"ใครกินขา้ วในหมอ้ ปากจะกวา้ งเท่ากบั หมอ้ ที่กิน"
3.ตอ้ งการใหร้ ักษาความปลอดภยั ของตนเองและคนในครอบครัว เช่น
"หา้ มเล่นของมีคมเวลากลางคืนเพราะเช่ือวา่ ผจี ะผลกั ”
"หา้ มนอนขวางประตเู พราะเช่ือวา่ ผจี ะมาขา้ ม"
"หา้ มวงิ่ เวลกลางคืนเพราะเชื่อวา่ ผจี ะมาปัดน่อง หรือผจี ะลกั พาตวั ไป"
4. ตอ้ งการใหร้ ักษาสุขภาพอนามยั ของตนเองและคนในครอบครัว เช่น
"ถา้ สระผมเวลากลางคืนจะแก่เร็ว”
"หา้ มกินอาหารกบั คนท่ีเราไม่รู้จกั ในภาชนะเดียวกนั เพราะถือวา่ ผนู้ นั จะนาํ
เคราะห์มาใหเ้ รา"
5.ตอ้ งการกระตุน้ ใหเ้ กิดกาํ ลงั ใจมีความหวงั หรือมุ่งมน่ั ท่ีจะทาํ ความดี เช่น
"ทาํ ความดีแลว้ ไดข้ ึนสวรรค"์
"ก่อนออกจากบา้ นใหส้ วดมนตก์ ารเดินทางจะปลอดภยั ”
“ใหน้ ุ่งผา้ สีตามวนั จะเป็นมงคล"
ความเชื่อตามการเล่ของบรรพบุรุษบางความเช่ือไม่มีการ
วเิ คราะห์หาเหตุผล งมงายและไม่ใชว้ จิ ารณญาณ แต่เม่ือเกิดการพตั นาทาง
สงั คมและวฒั นธรรม ความเชื่อบางอยา่ งกข็ ดั แยง้ กบั ความป็นสมยั ใหม่
เพราะคนสมยั ใหม่มีการศึกษาคน้ ควา้ และมกั หาวธิ ีการทางวทิ ยาตาสตร์ขา้
มาพสิ ูจนเ์ พอ่ื ใหไ้ ดข้ อ้ มลู ที่ถกู ตอ้ งอยา่ งชดั เจน วทิ ยาศาสตร์จึงเขา้ มาแทนท่ี
ความเชื่อบางอยา่ ง
ความเชื่อเก่ียวกบั ขอ้ ควรประพฤติและขอ้ หา้ มของคนไทยนนั เป็นสิ่งที่
บรรพบุรุษไทยเป็นผสู้ งั เกตเห็น จึงรวบรวมขึนไวต้ งั เป็นสมมติฐาน และ
สรุปออกมาผา่ นถอ้ ยคาํ ภาษาหรือขอ้ ความท่ีควรประพฤติและไม่ควร
ประพฤติใหถ้ กู หลานไดส้ ืบต่อกนั มาโดยมีจุดมุ่งหมายเนน้ ท่ีประโยชนใ์ น
การคาํ รงชีวติ เป็นสาํ คญั มิไดม้ ีการบอกกล่าวถึงประโยชนโ์ ดยตรง บางครัง
ขอ้ ควรประพฤติและขอ้ หา้ มต่าง ๆ เหล่านนั กแ็ ทรกความเชื่อทางดา้ น
ศาสนา เช่น-เร่ืองกฎแห่งกรรม ชาติหนาํ - ความเช่ือทางไสยศาสตร์อีก
มากมาย
คา นยิ มทางภาษาและวฒั นธรรม
การพฒั นาประสทิ ธภิ าพในการสื่อสารแบบไรส ายในปจจบุ ัน
กําลงั ถกู พัฒนาอยา งตอเนือ่ ง ในรูปแบบการสอื่ สารทผี่ า นอิน
เตอรเน็ต ทงั้ เปนรปู แบบ Instant Message, Voice
Message and Video Conferrence ทีล่ ว นมคี วามเปน
สว นตวั ในตัวเอง การพัฒนาประสทิ ธภิ าพน้ที าํ ใหขา วสาร
และขอ มลู ตา งๆ ถกู เผยแพรไ ปไดอยางรวดเรว็ เชนเดียวกัน
การสอื่ สารผานอนิ เตอรเ น็ตสามารถบันทกึ การสนทนาไวได
ไมวา จะเปนรูปแบบใดๆ หากจะนําการสนทนาดังกลาว
เผยแพรออกมา ความสว นตัวก็จะไมเ ปนสวนตัวอีกตอ ไป
ภาษาที่ถกู เผยแพรออกมา หากเปน สิ่งแปลกใหมกจ็ ะถูก
ตีความวา มันคอื Trend ใหมในทันทีในบรรดาขอมลู การ
สื่อสารตางๆ ไมว าจะสว นตวั หรือสาธารณะก็ตาม ภาษาท่ใี ช
ในการสื่อสารไมวาจะภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ หรือ
ภาษาทสี่ ามน้นั ลว นมีทั้งภาษาทีถ่ ูกตอ ง ภาษาสแลง ภาษายอ
และภาษาท่ไี มไดถกู ตองเลย ตรงน้ีตองพูดเฉพาะภาษาไทยที่
ใชในการสอื่ สาร เพราะภาษาไทยเมื่อถูกใชใ นลกั ษณะท่ี
แปลกไปจากที่ถูกตอ งจะกลายมาเปนคา นยิ มขนึ้ มาไดในช่ัว
ค่ําคืน
ภาษาไทยทถี่ ูกตองในการเขียน/พมิ พส ่อื สาร โดยหลกั ๆ แลว
ตองมลี กั ษณะทใ่ี ชพ ยัญชนะ สระ วรรณยกุ ตท ีถ่ กู ตอ งและถกู
ความหมายของตัวคําๆ นนั้ เอง รวมไปถึงจัดวางสรรพนามใน
ประโยค ประธาน กริ ยิ า กรรมทสี่ ามารถสอื่ ความหมายได
อยางชดั เจนไมส บั สนหรือกาํ กวม อาจจะอิงการจัดประโยค
แบบภาษาอังกฤษท่นี ํากรรมขึน้ หนา ประโยค (ประโยคกรรม)
ไดเชนกนั สวนภาษาทใ่ี ชก นั อยางเปนคานิยม อาจกลาวได
วา ภาษานนั้ ถูกใชอยา งผดิ หรือภาษาน้ันถูกตองโดยผานการ
บัญญตั ิศัพทใ นความหมายแฝงใหมๆ กเ็ ปนได
ภาษาที่ถูกใชอยา งผดิ มีใหพบเห็นในสองลกั ษณะ ลักษณะ
แรกผิดเพราะความไมร วู า เขยี นอยางไรจงึ จะถูกตอ ง หรือมนั
เปนคําท่ถี ูกเขยี นมาผดิ ๆ โดยไมมีการแกไ ขใหถูกตอง หรอื
เปน คาํ ทม่ี ีการชแ้ี จงถึงความถกู ตอ งแลว แตย งั นยิ มเขยี นแบบ
ผิดๆ อยู เชน จาํ พวกคาํ ทบั ศพั ท ตวั อยางเชน กรา ฟ
เปอรเ ซนต เค็ก ที่ถกู ตอ งตองเขียนวา กราฟ เปอรเ ซน็ ต เคก
จําพวกของคาํ ทมี่ ักเขยี นผดิ เชน ขะมกั ขะเมน ละเอยี ดละออ
ประดษิ ฐประดอย ตองเขยี นเปน ขะมกั เขมน ละเอียดลออ
ประดดิ ประดอย เปน ตน ในอกี ลักษณะหน่งึ คอื การตั้งใจ
เปลี่ยนพยญั ชนะที่ถกู ตองไปเปน พยญั ชนะทต่ี า งตัวแตม เี สียง
เดยี วกนั หรอื การเพมิ่ เติมแตงคาํ ใหประหลาดไปจากเดิม
(อยางทคี่ นรจู ักกันวาภาษาสกอย) เชน ใช ฬ แทน ล
วฒั นธรรมเปน ส่ิงทแ่ี สดงเอกลกั ษค วามเปน ชาติ
เปนราก
ฐานความมนั่ คงของชาติ เปนสิ่งทีแ่ สดงศกั ดิ์ศรี เกยี รตภิ ูมิ
และความภาคภมู ใิ จชาตทิ ่มี ีวัฒนธรรมอันดีงานมสืบทอด
ความเปน ชาตอิ ันยาวนานจึงมีศลิ ปะวัฒนธรรมอนั มากมายที่
ตอ งอนุรกษ ฟนฟู และสบื ทอดใหคงความเปฯมรดกคูชาติ
ประเทศไทยนั้น รฐั บาลแตละสมัยไดใหค วามสําคญั ในการ
สงเสรมิ อนรุ กั ษและพัฒนาวฒั นธรรมไทยอยางตอ เนอื่ ง และ
มีจดุ เนน ทีห่ ลากหลาย โดยกําหนดไวใ นนโยบายที่แถลงตอ
รฐั สภากอนเขา บริหารประเทศ นอกจากประเทศไทยมหี นว ย
งานและองคก รทีร่ ับผดิ ชอบงานดา นวัฒนธรรม
ท่ีมคี วามหลากหลายท้งั ภาครฐั และเอกชนโดยมตี
ณะกรรมการวฒั นธรรมแหง ชาติ ในฐานะท่รี ับผิดชอบโดย
ตรงตอการอนรุ ักษวฒั นธรรมไทยไดเ ปน ผกู ําหนดดแู ล
ดา นวฒั นธรรมชาตริ วมกนั สว นในเรือ่ งคา นยิ ม
นน้ั นับวา เปนเรื่องสําคัญตอการเปล่ยี นแปลงทางสังคมและ
วัฒนธรรมอยางมาก เพราะคา นยิ มจะทาํ หนา ที่เปน
บรรทดั ฐานหรอื มาตราฐานของพฤตกิ รรมทั้งหลายของ
ประชาชนในังคมไทยถกู แบง ออกเปน 2 ดาน คือดา นลบ เชน
การนยิ มพธิ ีการและการทําบุญเกนิ กาํ ลัง การนิยมความ
ฟมุ เฟอย การขาดระเบียบวินัย และดา นบวกหรอื คา นยิ มท่ีพงึ
ประสงค เชน การใชชีวติ สอดคลอ งธรรมชาติ การนยิ มคณุ
งามความดี ความมีน้าํ ใจ คา นยิ มลบยอ มนาํ มาแตความ
เสื่อมเสีย สวนคานิยมบวกนนั้ ยอมเปนประโยชนต อ สงั คม
บรรทัดฐานของภาษาเปนแนวคดิ หลักของวฒั นธรรม
การพดู ระดบั ของความถกู ตองความถกู ตองความชดั เจน
ความชดั เจนตรรกะการแสดงออกความเหมาะสมและความ
เหมาะสมของการพดู ถกู ควบคมุ โดยบรรทดั ฐานทางภาษา
และโวหาร บรรทัดฐานของภาษาเปน วิธที ่ดี ที ่ีสุดสาํ หรบั การ
ใหบริการเจาของภาษาในกระบวนการสอ่ื สารและระบบการ
แสดงออกท่เี หมาะสมทสี่ ดุ ในทกุ ระดบั ภาษา (การออกเสยี ง
การใชค าํ การสรา งคําและการสรา งคํา โดยพืน้ ฐานแลว
บรรทดั ฐานนสี้ ะทอนใหเ หน็ ถงึ แนวโนมทมี่ อี ยอู ยางเปนกลาง
ในสังคมที่กําหนดตอการพฒั นาวัฒนธรรมการพูด ในการ
กําหนดบรรทัดฐานเราควรดาํ เนนิ การตอ จากแนวคิดท่ีวามัน
จะสอดคลองกับรากฐานโครงสรางของภาษาโดยรวมและ
เปน แนวโนมทท่ี นั สมัยในการพฒั นาของภาษาความเพยี งพอ
ของการแสดงออกทางภาษาสาํ หรบั ความตอ งการภาษา
พิเศษ เกณฑห ลักของบรรทัดฐานทางภาษาคือหลกั การของ
ความไดเ ปรยี บดานการสอ่ื สารซง่ึ กอ ใหเกิดความเขา ใจใน
คําพูด “ บรรทดั ฐานไมเพยี ง แตเ ปน กฎทไ่ี ดรบั การอนมุ ตั จิ าก
สังคมเทานน้ั แตย ังเปน กฎที่ขัดตอการฝก ฝนการพูดจริงกฎท่ี
สะทอนถึงกฎหมายของระบบภาษาและไดรับการยนื ยนั โดย
การสรา งคําของนักเขียนท่ีมีสทิ ธ์ิ”น่คี ือสงิ่ ท่ี KOR.
Gorbachevich การรับรูของ normativity (ความถกู ตอ ง) ของ
ความเปน จรงิ ทางภาษาในความคดิ ของเขามักจะขึน้ อยูกับ
การปรากฏตวั ท่ีขาดไมไ ดของสามคณุ สมบตั ิหลัก
1) การใชง านปกติ (การทําซา้ํ ) ของวิธีการแสดงออก
น้ี 2) การโตตอบของวธิ กี าร
แสดงออกนต้ี อ ความสามารถของระบบภาษา
วรรณกรรม (โดยคาํ นึงถงึ การปรับโครงสรางทาง
ประวัติศาสตร)
3) การอนมุ ตั สิ าธารณะของวิธกี ารแสดงออกทท่ี าํ ซํา้
อยา งสมาํ่ เสมอ (ย่ิงไปกวา นั้นบทบาทของผูพิพากษา
ในกรณนี ้มี กั จะตกอยกู ับนกั เขยี นนักวทิ ยาศาสตรก าร
ศกึ ษาสว นหนง่ึ ของสงั คม) ตามเอเอ Murashova
บรรทัดฐานเปนกฎท่ไี ดรับการยอมรบั ทางดา นภาษา
วฒั นธรรมและสังคมและปรากฏการณข องภาษามี
คาํ สงั่ (ตอไปนี้บงั คบั ) ไดร ับการยอมรบั จากผูพูดสว น
ใหญสะทอนใหเ หน็ ถงึ กฎหมายของการพัฒนาระบบ
ภาษาโดยรวมประดิษฐานในภาษานิยาย ดงั ทค่ี ณุ
ทราบภาษาสมยั ใหมซง่ึ เปนระบบการส่ือสารท่มี ีการ
จดั ระเบยี บอยา งสูงสาํ หรับชาวรสั เซียทุกคนมีความ
หลากหลายเชน การพูดวรรณคดี (ภาษา) การพดู
ภาษาถ่นิ พืน้ ถ่นิ และภาษาทองถน่ิ รปู แบบการนาํ ความ
รูภาษารัสเซยี มาใชเปนรูปแบบวรรณกรรมซึง่ เปน
บรรทัดฐานที่ประมวลเปน แบบอยาง (บันทึกไวใ น
ไวยากรณ, ตําราเรียน, พจนานุกรม) จดั ทาํ โดยส่ือ
(แมว า ในสอ่ื โทรทัศนค วามเบี่ยงเบนจากบรรทัดฐาน
ของวรรณกรรมมกั จะถูกสังเกต) บรรทัดฐานของ
วรรณกรรม (เชน บรรทัดฐานของภาษาวรรณกรรม
ตรงกันขา มกับบรรทัดฐานที่มอี ยูใ นภาษาถิ่นอาชีพ
และสังคม ฯลฯ ) มีลักษณะเชน คณุ สมบตั ทิ สี่ ําคญั เชน
การทาํ งานที่แตกตา งและโวหารของภาษาศาสตร
หมายถึง สญั ญาณของบรรทดั ฐานของภาษา
วรรณกรรมคอื ความมน่ั คงความชุกการใช
งานทวั่ ไปการตงั้ คา และความผูกพนั ทวั่ ไปความ
สอดคลองกบั การใชง านประเพณี (ยสู ) และความ
สามารถของระบบภาษาการสะทอนของแนวโนม ใน
การพฒั นา บรรทดั ฐานของวรรณกรรมอาจมกี าร
ประมวลหรืออาจอยูใ นกระบวนการของการประมวล
หรอื ในรูปแบบของศักยภาพ แตยังไมไ ดประมวล
แนวโนม การสรา งรหัสจบั ภาพปรากฏการณท ่ีจดั ต้งั
ขึ้นแลว ในกระบวนการฝกภาษา ดงั น้ันเราจึงสามารถ
พูดคยุ เกย่ี วกับลกั ษณะของพลวตั ของบรรทดั ฐานทาง
วรรณกรรมและภาษาถนิ่ ของกระบวนการของการ
ประมวลของมนั ในกระบวนการของการสื่อสาร มี
บรรทดั ฐานทแี่ ตกตางท่ีรบั รู (หรอื เปน ตวั เปน ตน) และ
มีศักยภาพตระหนกั (หรอื ไมเ ปนตัวเปนตน)
บรรทัดฐานการใชง านประกอบดว ยสองสว น
1) เกดิ ข้ึนจรงิ (ทันสมัย, มปี ระสิทธิผล, ใชงานอยา ง
แขง็ ขัน, เปนท่ียอมรับและประมวลผลเปน บรรทดั ฐาน)
2) สง่ิ ทีไ่ มเ กย่ี วของ (archaisms, เวอรช ันเกาของ
บรรทัดฐาน, เชน เดียวกับการใชงานที่หลากหลาย,
doublets
บรรทดั ฐานท่นี ํามาใชย ังประกอบดว ยสองสวน
1) กลายเปนบรรทดั ฐานของ neologisms และ
เนื้องอกในระดับตาง ๆ ของภาษา;
2) พ้ืนที่ท่ีไมมกี ารประมวลผลพน้ื ฐานของกิจกรรม
การพดู (บุคคล, การกอตัวเปน ครงั้ คราว) ความแตก
ตา งระหวางบรรทัดฐานของวรรณกรรมและการใช
งานจรงิ ของภาษานนั้ ข้ึนอยกู ับชว งประวตั ศิ าสตร
ของสังคมโครงสรางทางสงั คมและลักษณะของ
สถานการณทางภาษา ผลกระทบที่เพ่ิมขนึ้ ของสื่อมัก
จะมาพรอมกบั การรวมกนั ทส่ี าํ คัญของการฝกการพดู
งานทส่ี ําคญั ทสี่ ุดของวฒั นธรรมการพูดในฐานะ
ภาษาศาสตรคือการศึกษาบรรทดั ฐานทางภาษาใน
ทุกระดบั ของภาษา (เชน ในทกุ สวน: ในการ
ออกเสียง, ไวยากรณ, คาํ ศัพท ฯลฯ ) ในรปู แบบ
ด้งั เดิมท่ีเปน ท่ียอมรบั แนวโนม การพัฒนาหรอื การ
เปล่ียนแปลงทเ่ี กดิ ขนึ้ ใหม ฯลฯ
ตวั อยา่ ง ประเภทส่ือที่ปรากฏใน internet และ online ที่ไม่เหมาะสม
ในประเทศไทย
การดูถกู บุคคลอ่ืน ( Bully) การใชค้ าํ ท่ีผดิ ไวยากรณ์
ท่ีมา : Facebook
ที่มา : Twitte
รูปที่นาํ เสนอ ( เขา้ ข่ายอนาจาร ) แสง สี เสียง (เดก็ อายไุ ม่ถึงเขา้ ผบั )
ที่มา : Facebook
ตวั อยา่ ง ประเภทสื่อที่ปรากฏใน internet และ online ที่ไม่เหมาะสม
ต่างประเทศ
เหยยี ดรูปร่าง ( บลู ลี่ )
การเหยยี ดสีผวิ
ความรุนแรงและควากา้ วร้าวใน รูปทน่ี ําเสนอ ความรนุ แรง
การใชส้ ่ือโจมตีการเมือง
ตวั อยา่ ง ประเภทส่ือในแง่บวก
ประเทศไทย
เดก็ โดนรังแกจนตอ้ งยา้ ยโรงเรียน ช่วยเหลือคนยากไร้
ไปเจอเพ่อื นใหม่ที่ดี
รถตะกรา ปนสุขเคลื่อนท่ียนิ ดีให วจิ ารณ "ตุกตามอื 2 ของใคร
บรกิ ารพีน่ อ งชาวไทย เปน บคุ คลที่ปน แตเ ปนตวั แรกของหนู" เปน การทาํ ดเี พ่ือ
ความสุข สงั คมเพอื่ ใหเ ดก็ ทีข่ าดแคลนทรพั ยไ ดม ี
ตุกตาหรอื ของใชท ีจ่ ําเปน
ตวั อยา่ ง ประเภทสื่อในแง่บวก
ตางประเทศ
การมอบเงนิ ใหกับมลู นิธิ คนตาบอดมาชมกฬี าทส่ี นามโดย
มีคนคอยบอกวา เกมเปนอยางไร
นกั ศกึ ษาเยอรมัน
เซอรไพรสค นไรบ า น
จบการนําเสนอ
สมาชกิ
นางสาว ชตุ กิ าญจน จรรภูยา 624150002
นางสาว ธญั ลักษณ กล่าํ ทอง 624150003
นางสาวรตั นวลี ชโนจตุ ิ 624150006
นางสาวสธุ ชิ า แกวกลุ 624150008
นางสาวณัฐรียาภรณ พุมแสวง 624150023