The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kanokwan Juncheed, 2023-10-29 02:48:48

Benchmarking

Benchmarking

รายงาน บทความทางวิชาการเรื่อง Benchmarking เสนอ รศ.ดร.จรัส อติวิทยาภรณ์ สมาชิกในกลุ่ม นายปองคุณ บุษบงค์ รหัสนักศึกษา 6619050021 นายชวัลวิทย์ พิณเขียว รหัสนักศึกษา 6619050036 นางสาวพิชชา เหล่าเพชรสกุลชัยรหัสนักศึกษา 6619050047 นางสาวณชญาดา สุวรรณชาตรี รหัสนักศึกษา 6619050051 นายมารุฒ ศรีอ้วน รหัสนักศึกษา 6619050061 นางสาวอนุสรา คงช่วย รหัสนักศึกษา 6619050112 บทความทางวิชาการฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา 905-502 หลักการและทฤษฎีการบริหารการศึกษา สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่


คำนำ บทความทางวิชาการฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา 905-502 หลักการและทฤษฎีการ บริหารการศึกษา สาขาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์ จัดทำบทความทาง วิชาการเรื่อง Benchmarking โดยเนื้อหาภายในบทความประกอบด้วย ความหมายของ Benchmarking กระบวนการที่ใช้ Benchmarking ประเภทของ Benchmarking แนวทางการทํา Benchmarking ขั้นตอน จรรยาบรรณของการทํา Benchmarking คณะผู้จัดทำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความทางวิชาการฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาค้นคว้า เรื่อง Benchmarking หากรายงานฉบับนี้บกพร่อง ผิดพลาดประการใด ขออภัย มา ณ ที่นี้ คณะผู้จัดทำ ก


ข สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข ความหมายของ Benchmarking 1 กระบวนการที่ใช้ Benchmarking 2 ประเภทของ Benchmarking 14 แนวทางการทํา Benchmarking 16 ขั้นตอนการเตรียมความพร้อมของการทํา Benchmarking 16 จรรยาบรรณของการทํา Benchmarking (Code of Conduct) 19 สรุป 21 บรรณานุกรม


1 Benchmarking ความหมายของ Benchmarking Benchmarking คือ กระบวนการแลกเปลี่ยนความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์และ แลกเปลี่ยนวิธีปฏิบัติ ที่เป็นเลิศ (Best Practices) กับองค์กรอื่นภายใต้กฎกติกาสากล โดยมีแนวคิดว่าองค์กรใดองค์กรหนึ่งนั้นไม่ได้เก่ง ไปทุกเรื่องมีองค์กรที่เก่งกว่าในบางเรื่อง ดังนั้นการศึกษาจากประสบการณ์ตรงขององค์กรอื่นแล้วนํามาประยุกต์ให้เหมาะสม จะช่วยประหยัดเวลา และลดการดําเนินงานแบบลองผิดลองถูกทําให้ทราบถึงศักยภาพหรือขีด ความสามารถที่แท้จริงขององค์กรของ ตนเองทําให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางาน และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน Benchmarking จึงเป็นเส้นทางลัดสู่ความเป็นเลิศอย่างก้าว กระโดด ผลที่ได้รับจากการทํา Benchmarking คือ ทําให้รู้ว่า ใครหรือองค์กรใดเป็นผู้ปฏิบัติได้ดีที่สุดและมีวิธีปฏิบัติ อย่างไร เพื่อองค์กรอื่นจะ นํามาปรับปรุงผลการดําเนินงาน ของตนโดยเลือกสรรและนําวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศเหล่านั้นไป ประยุกต์ใช้ใน กระบวนการทํางานของตนเองซึ่งไม่ใช่การ ลอกเลียนแบบแต่เป็นการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆอันเกิดจากการเรียนรู้ กระบวนการที่ใช้Benchmarking Benchmarking เป็นกระบวนการที่ใช้ในองค์กรเพื่อวัดและเปรียบเทียบประสิทธิภาพของกิจกรรมหรือ กระบวนการขององค์กรกับองค์กรอื่น ๆ ที่มีผลสำเร็จในด้านที่เราสนใจหรือเป็นตัวอย่างที่ดีในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือใกล้เคียง กระบวนการ Benchmarking มีขั้นตอนหลักดังนี้ 1.การกำหนดเป้าหมาย ก่อนที่จะเริ่มกระบวนการ Benchmarking ควรกำหนดเป้าหมายของคุณอย่าง ชัดเจน สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องรู้ว่า "ต้องการวัดและปรับปรุงอะไรในองค์กร" การกำหนดเป้าหมายเป็นการตั้งเสา หลักที่จะช่วยในการเลือกองค์กรที่เหมาะสมในการ Benchmark โดยมีขั้นตอนอย่างนี้ 1.1 ระบุประสิทธิภาพที่ต้องการปรับปรุง: ก่อนที่คุณจะเริ่ม Benchmarking, คุณควรระบุ ประสิทธิภาพหรือผลลัพธ์ที่คุณต้องการปรับปรุงในองค์กรของคุณ ประสิทธิภาพนี้อาจเป็นการลดค่าใช้จ่าย, เพิ่ม ผลผลิต, ลดระยะเวลาการดำเนินงาน, หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของคุณ. 1.2 ระบุข้อจำกัดและปัญหา: คุณควรระบุปัญหาหรือข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพที่คุณ ต้องการปรับปรุง อย่างละเอียดและชัดเจน เพื่อให้คุณเข้าใจสาเหตุของปัญหาและเป็นการที่ต้องการการปรับปรุง. 1.3 ระบุตัวชี้วัดความสำเร็จ: คุณควรระบุตัวชี้วัดที่ชัดเจนและวัดได้เป็นตัวเลขเพื่อวัดความสำเร็จ ของการ Benchmarking ตัวชี้วัดเหล่านี้จะช่วยให้คุณประเมินผลและทราบว่าคุณได้ปรับปรุงประสิทธิภาพตาม เป้าหมายหรือไม่.


2 1.4 เปรียบเทียบกับมาตรฐานที่ดีที่สุด: คุณควรรู้ว่าการปรับปรุงที่คุณต้องการทำควรเปรียบเทียบ กับมาตรฐานที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรมหรือภาคธุรกิจของคุณ เมื่อคุณรู้ว่าความสำเร็จควรเป็นอย่างไร, คุณสามารถ กำหนดเป้าหมายในการเข้าใจความสำเร็จนั้น. 1.5 ประมาณงบประมาณและทรัพยากร: คุณควรกำหนดงบประมาณและทรัพยากรที่ต้องการใน กระบวนการ Benchmarking การปรับปรุงมักต้องการงบประมาณเพิ่มเติมและทรัพยากรที่คุณต้องการจากนักงาน หรืออุปกรณ์ เพื่อให้การ Benchmarking เป็นไปอย่างเรียบร้อย. 1.5 กำหนดระยะเวลา: คุณควรกำหนดระยะเวลาในการทำ Benchmarking โดยใช้ตัวชี้วัด ความสำเร็จของคุณ เช่น "ต้องการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ X ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นที่ระดับ Y ในระยะเวลา Z เดือน". โดยการกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนและถูกต้องเป็นขั้นตอนสำคัญในการเริ่มต้นกระบวนการ Benchmarking เพื่อให้คุณมีทิศทางและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการเลือกองค์กรอ้างอิงและในการทำการ Benchmarking อย่างมีประสิทธิภาพ. 2.การเลือกองค์กรอ้างอิง การเลือกองค์กรที่เป็นตัวอย่างที่ดีในด้านที่คุณต้องการวัดและปรับปรุง องค์กร เหล่านี้เรียกว่า "องค์กรอ้างอิง" ควรเป็นองค์กรที่มีผลสำเร็จในด้านที่คุณต้องการปรับปรุง โดยทั่วไปมี 4 ประเภท ของ Benchmarking ดังนี้ 2.1 Internal Benchmarking (การเปรียบเทียบภายใน): ในกรณีนี้, คุณจะเลือกองค์กรอ้างอิง ภายในองค์กรของคุณเอง เพื่อเปรียบเทียบวิธีการทำงานและผลสำเร็จระหว่างแผนกหรือฝ่ายต่าง ๆ ขององค์กรคุณ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการแบ่งปันความรู้และประสบความสำเร็จภายในองค์กรของคุณ.โดย Internal Benchmarking, หรือ การเปรียบเทียบภายใน, เป็นกระบวนการที่ใช้ในองค์กรเพื่อเปรียบเทียบกระบวนการหรือ แผนการทำงานภายในองค์กรเอง โดยระหว่างแผนกหรือฝ่ายที่แตกต่างกันภายในองค์กรเดียวกัน คำสำคัญของ Internal Benchmarking คือการใช้ความรู้และประสบการณ์ภายในองค์กรเพื่อเรียนรู้และปรับปรุงการดำเนินงาน ขององค์กร ขั้นตอนหลักของ Internal Benchmarking คือ 2.1.1. เลือกหน่วยงานหรือแผนกเป้าหมาย: คุณควรเลือกหน่วยงานหรือแผนกที่ เป้าหมายของคุณสำหรับการ Benchmarking ในองค์กรของคุณ. หน่วยงานหรือแผนกเหล่านี้ควรมีความสัมพันธ์ หรือคล้ายคลึงกับงานหรือกระบวนการที่คุณต้องการปรับปรุง. 2.1.2 เก็บข้อมูล: คุณควรเก็บข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการหรือแผนการทำงานของ หน่วยงานหรือแผนกเป้าหมาย นี่อาจเป็นข้อมูลทางเอกสาร, การสัมภาษณ์พนักงาน, การสำรวจงาน, หรือการ เดินทางไปที่สถานที่ทำงานของหน่วยงานหรือแผนกอื่น ๆ ในองค์กรของคุณเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการและ ประสบการณ์ของพวกเขา.


3 2.1.3 วิเคราะห์ข้อมูล: หลังจากเก็บข้อมูล, คุณควรวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเข้าใจวิธีการ ทำงานและผลสำเร็จของหน่วยงานหรือแผนกเป้าหมาย ในกรณีนี้, การเปรียบเทียบผลสำเร็จและข้อดีของ หน่วยงานหรือแผนกที่ต่างกันภายในองค์กรของคุณ. 2.1.4 แผนการปรับปรุง: จากการวิเคราะห์ข้อมูล, คุณควรกำหนดแผนการปรับปรุงโดย ใช้ข้อมูลที่คุณได้รับจากหน่วยงานหรือแผนกเป้าหมาย เป้าหมายของคุณคือนำข้อมูลและความรู้จากหน่วยงานหรือ แผนกที่มีผลสำเร็จมาปรับปรุงกระบวนการหรือแผนการทำงานของหน่วยงานหรือแผนกของคุณ. 2.1.5 ดำเนินการ: หลังจากกำหนดแผนการปรับปรุง, คุณควรดำเนินการในการปรับปรุง กระบวนการหรือแผนการทำงานตามแผนที่กำหนดขึ้น รวมถึงการเปรียบเทียบและนำเสนอการปรับปรุงให้กับ หน่วยงานหรือแผนกเป้าหมาย. 2.1.6 ติดตามและประเมิน: สุดท้าย, คุณควรติดตามและประเมินผลของการปรับปรุง เพื่อดูว่ามันมีผลสำเร็จหรือไม่ และหากจำเป็นให้ปรับแผนการปรับปรุงต่อไปตามผลการประเมิน. Internal Benchmarking เป็นวิธีที่ช่วยองค์กรในการใช้ความรู้และประสบการณ์ภายใน เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานและเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงานหรือแผนการทำงานภายในองค์กรของพวกเขาให้ มีผลสำเร็จมากขึ้นตามมาตรฐานที่ดีที่สุด. 2.2 Competitive Benchmarking (การเปรียบเทียบกับคู่แข่ง): ในประเภทนี้, คุณเลือกองค์กร อ้างอิงที่เป็นคู่แข่งหรือองค์กรในอุตสาหกรรมเดียวกัน ซึ่งช่วยให้คุณเปรียบเทียบการทำงานและผลสำเร็จของ องค์กรของคุณกับคู่แข่งของคุณ นี่เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเข้าใจความแข็งแกร่งและความอ่อนแอขององค์กร ของคุณในตลาด. Competitive Benchmarking (การเปรียบเทียบกับคู่แข่ง) เป็นหนึ่งในประเภทของ Benchmarking ที่ ใช้เพื่อเปรียบเทียบและวิเคราะห์ผลงานและการดำเนินงานขององค์กรของคุณกับองค์กรคู่แข่งหรือคู่แข่งใน อุตสาหกรรมเดียวกันหรือในกลุ่มที่คุณสนใจ ขั้นตอนของ Competitive Benchmarking:คือ 2.2.1 กำหนดคู่แข่ง: ในขั้นตอนแรกของ Competitive Benchmarking, คุณควร กำหนดคู่แข่งหรือองค์กรที่คุณต้องการเปรียบเทียบกับองค์กรของคุณ คู่แข่งเหล่านี้ควรอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือมีความเกี่ยวข้องใกล้เคียง. 2.2.2 กำหนดตัวชี้วัด: คุณควรกำหนดตัวชี้วัด (KPIs) หรือตัวชี้วัดสำคัญที่คุณต้องการวัด และเปรียบเทียบ ตัวชี้วัดเหล่านี้ควรเกี่ยวข้องกับผลงานหรือกระบวนการที่คุณต้องการพัฒนาหรือเปรียบเทียบ. 2.2.3 เก็บข้อมูล: คุณควรรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคู่แข่งของคุณ ข้อมูลเหล่านี้สามารถมา จากหลายแหล่ง เช่น รายงานการเงิน, รายงานประสิทธิภาพ, การวิเคราะห์การตลาด, ข้อมูลเชิงการเงิน, หรือ ข้อมูลสาธารณะ.


4 2.2.4 วิเคราะห์ข้อมูล: หลังจากคุณรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคู่แข่ง, คุณควรวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเข้าใใครายลึกเกี่ยวกับผลงานและกระบวนการของคู่แข่ง คุณควรเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างองค์กรของคุณ และคู่แข่งเพื่อเห็นความแตกต่างและข้อดีข้อเสีย. 2.2.5 ปรับปรุงและนำแนวทางการดำเนินงาน: จากการวิเคราะห์ข้อมูล, คุณสามารถ สรุปข้อดีและข้อเสียของคู่แข่งและควรใช้ข้อมูลนี้เพื่อปรับปรุงและพัฒนาผลงานหรือกระบวนการของคุณ นอกจากนี้, คุณควรจัดทำแนวทางการดำเนินงานเพื่อทำให้องค์กรของคุณมีผลงานที่ดีขึ้น. Competitive Benchmarking ช่วยให้คุณเข้าใใครายลึกเกี่ยวกับแนวโน้มและผลงานของคู่แข่งของคุณ และช่วยในการพัฒนาแผนและกลยุทธ์เพื่อเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพและเป็นเลิศในอุตสาหกรรมของคุณ. 2.3 การเปรียบเทียบในฟังก์ชันหรืองาน( Functional Benchmarking) ในกรณีนี้, คุณเลือก องค์กรอ้างอิงที่มีความเชี่ยวชาญในฟังก์ชันหรืองานเฉพาะ เช่นการบัญชี, การตลาด, หรือการผลิต คุณจะ เปรียบเทียบวิธีการทำงานและผลสำเร็จในฟังก์ชันเหล่านี้กับองค์กรของคุณ Functional Benchmarking (การ เปรียบเทียบในฟังก์ชันหรืองาน) เป็นกลยุทธ์ใน Benchmarking ที่ใช้ในการเปรียบเทียบและศึกษาการดำเนินงาน หรือฟังก์ชันที่เฉพาะเจาะจงขององค์กรของคุณกับองค์กรอื่น ๆ ที่มีความชำนาญในฟังก์ชันหรืองานเหล่านั้น ขั้นตอนใน Functional Benchmarking คือ 2.3.1 กำหนดฟังก์ชันหรืองานที่จะเปรียบเทียบ: ในขั้นตอนแรก, คุณควรกำหนดฟังก์ชัน หรืองานที่คุณต้องการเปรียบเทียบหรือปรับปรุง องค์กรของคุณอาจมีหลายฟังก์ชันหรืองานที่คุณต้องการปรับปรุง, ดังนั้นคุณควรเลือกฟังก์ชันหรืองานที่สำคัญที่สุดในขั้นตอนนี้. 2.3.2 ค้นหาองค์กรที่เหมาะสม: หลังจากกำหนดฟังก์ชันหรืองานที่จะเปรียบเทียบ, คุณ ควรค้นหาองค์กรอื่น ๆ ที่มีความชำนาญในฟังก์ชันหรืองานนั้น องค์กรเหล่านี้อาจเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชนและ อาจอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันหรืออุตสาหกรรมที่คุณสนใจ. 2.3.3 กำหนดตัวชี้วัด: คุณควรกำหนดตัวชี้วัด (KPIs) หรือตัวชี้วัดสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ ฟังก์ชันหรืองานที่คุณต้องการเปรียบเทียบ ตัวชี้วัดเหล่านี้ควรช่วยในการวัดและวิเคราะห์ความสำเร็จและ ประสิทธิภาพของฟังก์ชันหรืองานนั้น. 2.3.4 เก็บข้อมูล: คุณควรรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับฟังก์ชันหรืองานที่คุณต้องการ เปรียบเทียบจากองค์กรอื่น ๆ ข้อมูลเหล่านี้สามารถมาจากหลายแหล่ง เช่น รายงานการเงิน, รายงานประสิทธิภาพ , การวิเคราะห์การตลาด, ข้อมูลเชิงการเงิน, หรือข้อมูลสาธารณะ. 2.3.5 วิเคราะห์ข้อมูล: หลังจากคุณรวบรวมข้อมูล, คุณควรวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเข้าใใค รายลึกเกี่ยวกับการดำเนินงานและประสิทธิภาพของฟังก์ชันหรืองานที่คุณต้องการเปรียบเทียบ คุณควร เปรียบเทียบข้อมูลระหว่างองค์กรของคุณและองค์กรอื่น ๆ เพื่อเห็นความแตกต่างและข้อดีข้อเสีย.


5 2.3.6 ปรับปรุงและนำแนวทางการดำเนินงาน: จากการวิเคราะห์ข้อมูล, คุณสามารถสรุป ข้อดีและข้อเสียของฟังก์ชันหรืองานที่คุณต้องการเปรียบเทียบและนำแนวทางการดำเนินงานเพื่อทำให้ฟังก์ชันหรือ งานของคุณมีประสิทธิภาพและมีผลงานที่ดีขึ้น. การเปรียบเทียบในฟังก์ชันหรืองาน หรือ Functional Benchmarking ช่วยให้คุณเปรียบเทียบการ ดำเนินงานและผลงานของฟังก์ชันหรืองานที่เฉพาะเจาะจงในองค์กรของคุณกับองค์กรอื่น ๆ ที่มีความชำนาญใน ฟังก์ชันหรืองานนั้น นอกจากนี้, มันช่วยในการปรับปรุงและพัฒนาฟังก์ชันหรืองานของคุณเพื่อให้เป็นที่ปรากฏใน อุตสาหกรรมอย่างเหมาะสม. 2.4 Generic Benchmarking (การเปรียบเทียบทั่วไป): ในประเภทนี้, คุณเลือกองค์กรอ้างอิงที่ ไม่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือไม่เกี่ยวข้องโดยตรง องค์กรเหล่านี้อาจมีวิธีการทำงานหรือกลยุทธ์ที่สามารถ นำมาปรับใช้ในองค์กรของคุณ นี่เป็นวิธีที่ช่วยให้คุณนำเสนอแนวคิดและนวัตกรรมจากองค์กรอื่นๆ มาใช้ในองค์กร ของคุณ.ขั้นตอนใน Generic Benchmarking: คือ 2.4.1 กำหนดเป้าหมายและความต้องการ: ในขั้นตอนแรก, คุณควรกำหนดเป้าหมาย และความต้องการที่คุณต้องการแก้ปัญหาหรือปรับปรุงในองค์กรของคุณ ระบุความต้องการอย่างชัดเจนและสร้าง ความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นที่คุณต้องการแก้ไข. 2.4.2 ค้นหาองค์กรอ้างอิง: หลังจากกำหนดเป้าหมายและความต้องการ, คุณควรค้นหา องค์กรที่ไม่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือไม่เกี่ยวข้องโดยตรงที่มีความเชี่ยวชาญหรือมีนวัตกรรมที่สามารถนำมา ปรับใช้ในองค์กรของคุณ. 2.4.3 ติดต่อและเชิญร่วมงาน: หากคุณต้องการนำเสนอความต้องการหรือแสดงความ สนใจในการเปรียบเทียบและเรียนรู้จากองค์กรอ้างอิง, คุณควรติดต่อและเชิญร่วมงานองค์กรเหล่านี้ เพื่อสร้าง ความสามารถในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์. 2.4.4 นำเสนอและแบ่งปันข้อมูล: ในขั้นตอนนี้, คุณควรนำเสนอความต้องการและ แบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์และนวัตกรรมที่คุณเสนอให้องค์กรอ้างอิง นี่เป็นขั้นตอนสำคัญในการสร้าง ความร่วมมือและความสนใจในการแลกเปลี่ยน. 2.4.5 ศึกษาและปรับใช้: หลังจากการนำเสนอและแบ่งปันข้อมูล, คุณควรศึกษาแนวคิด และนวัตกรรมจากองค์กรอ้างอิงและนำมาปรับใช้ในองค์กรของคุณ คุณควรปรับใช้แนวคิดเหล่านี้ให้เข้ากับความ ต้องการขององค์กรของคุณ. 2.4.6 การวิเคราะห์และปรับปรุง: หลังจากการปรับใช้นวัตกรรมและแนวคิด, คุณควรทำ การวิเคราะห์ผลสำเร็จและปรับปรุงตามความต้องการ เพื่อให้องค์กรของคุณมีประสิทธิภาพและการดำเนินงานที่ดี ขึ้น.


6 การเปรียบเทียบทั่วไป Generic Benchmarking ช่วยให้คุณนำเสนอแนวคิดและนวัตกรรมจากองค์กรที่ ไม่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือไม่เกี่ยวข้องโดยตรง และช่วย 3.การเก็บข้อมูล: คุณต้องรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการหรือกิจกรรมที่คุณต้องการ Benchmark และเทียบเท่ากับองค์กรอ้างอิง. ข้อมูลที่เก็บอาจมาจากหลายแหล่ง เช่น การสัมภาษณ์พนักงาน, การสำรวจงาน, การวัดผลเชิงปริมาณ, หรือการเรียนรู้จากเอกสาร. การเก็บข้อมูลเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการ Benchmarking เนื่องจากข้อมูลที่คุณรวบรวม และวิเคราะห์จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีการทำงานและผลสำเร็จขององค์กรของคุณและองค์กรอ้างอิง. ขั้นตอนการเก็บ ข้อมูลใน Benchmarking คือ รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เริ่มจากการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการหรือกิจกรรมที่ คุณต้องการ Benchmark ข้อมูลเหล่านี้มาจากหลายแหล่งที่อาจรวมถึง: 3.1 การสัมภาษณ์พนักงาน: สัมภาษณ์พนักงานที่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการหรือกิจกรรมที่คุณ ต้องการ Benchmark เพื่อรับข้อมูลจากประสบการณ์และความเห็นของพวกเขา การสัมภาษณ์พนักงานที่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการหรือกิจกรรมที่คุณต้องการ Benchmark เป็น ขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมข้อมูลเพื่อให้คุณเข้าใจวิธีการทำงานและความสำเร็จของกระบวนการนั้น การ สัมภาษณ์พนักงานที่มีความรู้และประสบการณ์เป็นต้นแบบเราเรียกวิธีนี้ว่า "สัมภาษณ์นักบูรณาการ" และนี่คือ ขั้นตอนสำคัญในการสัมภาษณ์พนักงาน: 3.1.1กำหนดกลุ่มเป้าหมาย: ก่อนที่คุณจะทำสัมภาษณ์พนักงาน คุณควรกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ คุณต้องการสัมภาษณ์ เลือกคนที่มีความรู้และประสบการณ์ในกระบวนการหรือกิจกรรมที่คุณต้องการ Benchmark. 3.1.2 กำหนดคำถาม: ก่อนที่คุณจะเริ่มสัมภาษณ์, คุณควรกำหนดคำถามที่จะถามผู้เข้าร่วม สัมภาษณ์ เครื่องคำถามควรเกี่ยวข้องกับกระบวนการหรือกิจกรรมที่คุณต้องการ Benchmark เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ เป็นประโยชน์. 3.1.3 สัมภาษณ์: ในกระบวนการสัมภาษณ์, คุณควรถามคำถามและรับข้อมูลจากพนักงานที่ เกี่ยวข้อง คำถามควรถามอย่างรอบคอบเพื่อเข้าใจกระบวนการที่พวกเขาทำงาน ปัญหาที่พวกเขาอาจพบ และ ความสำเร็จที่พวกเขาได้รับในการดำเนินงานนี้. 3.1.4 บันทึกข้อมูล: คุณควรบันทึกข้อมูลจากสัมภาษณ์อย่างรอบคอบ เช่น บันทึกเสียง, บันทึก หมายเหตุ, หรือสรุปข้อมูล เพื่อให้คุณสามารถใช้ข้อมูลนี้ในการวิเคราะห์และเปรียบเทียบในภ later. 3.1.5 วิเคราะห์ข้อมูล: หลังจากการสัมภาษณ์, คุณควรวิเคราะห์ข้อมูลที่คุณรวบรวมเพื่อเข้าใจ กระบวนการทำงานและประสบการณ์ของพนักงานที่มีความรู้ เป็นขั้นตอนที่ช่วยให้คุณได้ข้อมูลรายละเอียด เกี่ยวกับวิธีการทำงานและประสบการณ์ของพวกเขา.


7 การสัมภาษณ์พนักงานเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูลและความรู้จากคนที่มี ประสบการณ์ในงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใใจวิธีการทำงานและประสบการณ์ของพนักงานในองค์กรของ คุณและองค์กรอ้างอิงในการ Benchmarking. 3.2 การสำรวจงาน: ทำการสำรวจงานโดยตรงที่องค์กรของคุณเพื่อรับข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการและ ข้อมูลทางการเงิน หรือการทำงานที่เกี่ยวข้อง. การสำรวจงาน (Job Shadowing) เป็นขั้นตอนที่สำคัญในกระบวนการ Benchmarking ซึ่งเป็น วิธีที่ช่วยให้คุณได้รับความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับวิธีการทำงานและกระบวนการขององค์กรอ้างอิง ขั้นตอนในการ สำรวจงานใน Benchmarking มีดังนี้ 3.1. กำหนดเป้าหมายและกิจกรรมที่ต้องการสำรวจ: ก่อนที่คุณจะทำการสำรวจงาน, คุณควร กำหนดเป้าหมายและกิจกรรมที่คุณต้องการสำรวจอย่างชัดเจน เป้าหมายนี้ควรเกี่ยวข้องกับวิธีการทำงานที่คุณ ต้องการปรับปรุง และกิจกรรมที่คุณต้องการศึกษา. 3.2 เลือกคนที่จะทำการสำรวจงาน: คุณควรเลือกคนที่จะทำการสำรวจงานให้เป็นคนที่มีความรู้ และประสบการณ์ในงานที่คุณต้องการสำรวจ เครื่องจะต้องทำงานขณะที่ผู้สำรวจงานทำงานเพื่อให้คุณสามารถ ติดตามกระบวนการที่ถูกศึกษา. 3.3 ติดตามและสำรวจงาน: ในขณะที่ผู้สำรวจงานทำงาน, คุณควรติดตามและสำรวจงานที่พวก เขาทำอย่างรอบคอบ คุณควรสังเกตกระบวนการทำงาน, กระบวนการทางกายภาพ, การใช้เทคโนโลยี, การจัดการ เวลา, และความสำเร็จที่พวกเขารับในการดำเนินงานนั้น. 3.4 ถามคำถาม: ในระหว่างการสำรวจงาน, คุณควรถามคำถามและสอบถามเพื่อเข้าใจวิธีการ ทำงานของพวกเขาอย่างลึกซึ้ง คำถามที่ถามควรเกี่ยวกับปัญหาที่พวกเขาเคยพบ, การแก้ปัญหา, และวิธีการทำให้ งานเป็นไปอย่างเรียบร้อย. 3.5 บันทึกข้อมูล: คุณควรบันทึกข้อมูลที่คุณได้รับจากการสำรวจงาน นี่รวมถึงข้อมูลเชิงการเงิน, เวลาที่ใช้, และข้อมูลทางคุณภาพ การบันทึกข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลที่คุณได้รับ. 3.6 วิเคราะห์ข้อมูล: หลังจากการสำรวจงาน, คุณควรวิเคราะห์ข้อมูลที่คุณได้รับเพื่อเข้าใจข้อดี และข้อเสียของกระบวนการทำงานที่คุณได้ศึกษา นี่คือขั้นตอนที่ช่วยให้คุณตรวจสอบว่าสิ่งที่คุณเรียนรู้มาจากการ สำรวจงานสามารถนำมาปรับปรุงในองค์กรของคุณหรือไม่. การสำรวจงานเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเข้าใใครายลึกเกี่ยวกับวิธีการทำงานและกระบวนการของ องค์กรอ้างอิง และช่วยให้คุณได้รับข้อมูลที่รายละเอียดเพื่อใช้ในการปรับปรุงกระบวนการหรือกิจกรรมที่คุณ ต้องการ Benchmark


8 3.3 การวัดผลเชิงปริมาณ: ใช้ตัวชี้วัดเพื่อวัดผลสำเร็จของกระบวนการหรือกิจกรรม เช่น เวลาที่ใช้, ค่าใช้จ่าย, ผลผลิต, หรือคุณภาพ การวัดผลเชิงปริมาณเป็นขั้นตอนสำคัญใน Benchmarking ที่ช่วยในการ เปรียบเทียบผลงานขององค์กรของคุณกับองค์กรอ้างอิงหรือคู่แข่ง การใช้ตัวชี้วัดที่เป็นตัวเลขที่สามารถวัดได้เป็น วิธีที่มีประสิทธิภาพในการทำเชิงปริมาณ ขั้นตอนในการวัดผลเชิงปริมาณใน Benchmarking: มีขั้นตอนคือ 3.1 กำหนดตัวชี้วัด (KPIs): ในขั้นตอนแรก, คุณควรกำหนดตัวชี้วัดสำคัญ (Key Performance Indicators - KPIs) ที่ใช้ในการวัดผลของกระบวนการหรือกิจกรรมที่คุณต้องการ Benchmarking. KPIs ต้อง เกี่ยวข้องกับเป้าหมายและความต้องการของคุณอย่างชัดเจน. 3.2 รวบรวมข้อมูล: คุณควรรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ KPIs ที่คุณกำหนด ข้อมูลเหล่านี้ สามารถมาจากหลายแหล่ง เช่น รายงานการเงิน, ระบบการจัดการเชิงปริมาณ, บันทึกเวลา, การสำรวจการ ปฏิบัติงาน, หรือระบบสารสนเทศ. 3.3 วัดผล: ใช้ KPIs และข้อมูลที่รวบรวมมาเพื่อวัดผลของกระบวนการหรือกิจกรรมที่คุณต้องการ Benchmarking ตัวชี้วัดเชิงปริมาณที่เรียบเรียงต้องสามารถให้ข้อมูลที่เป็นตัวเลขที่สามารถเปรียบเทียบได้. 3.4 เปรียบเทียบผลลัพธ์: หลังจากที่คุณวัดผลแล้ว, คุณควรเปรียบเทียบผลลัพธ์กับองค์กรอ้างอิง หรือคู่แข่ง เปรียบเทียบตัวชี้วัดเชิงปริมาณเพื่อเห็นความแตกต่างและข้อดีข้อเสีย. 3.5 วิเคราะห์ผลลัพธ์: หลังจากการเปรียบเทียบผลลัพธ์, คุณควรวิเคราะห์ผลลัพธ์เพื่อเข้าใใคราย และเข้าใจปัญหาหรือโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการวัดผล เราต้องเข้าใจว่าทำไม่ดีหรือดีกว่าองค์กรอ้างอิงหรือคู่แข่ง อย่างไร. จัดทำแผนการปรับปรุง: หลังจากการวิเคราะห์ผลลัพธ์, คุณควรจัดทำแผนการปรับปรุงเพื่อปรับปรุง กระบวนการหรือกิจกรรมของคุณ แผนการปรับปรุงนี้ควรเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาหรือเพิ่มประ 3.4 การเรียนรู้จากเอกสาร: ศึกษาเอกสารเช่นรายงาน,คู่มือ,แผนธุรกิจ หรือข้อมูลเชิงปริมาณที่เกี่ยวข้อง กับกระบวนการหรือกิจกรรมที่คุณต้องการ Benchmark. การเรียนรู้จากเอกสารเป็นขั้นตอนสำคัญใน Benchmarking เพื่อเข้าใจและค้นพบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการปรับปรุงกระบวนการหรือกิจกรรมของคุณ นี่ คือวิธีการที่สามารถนำเอกสารมาใช้ใน Benchmarking: 3.4.1 ความรับผิดชอบ: กำหนดบุคคลหรือทีมที่รับผิดชอบในการรวบรวมและศึกษาเอกสาร ที่เกี่ยวข้อง ควรมีคนหรือทีมที่รับผิดชอบในการค้นหาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการหรือกิจกรรมที่คุณ ต้องการ Benchmark.


9 3.4.2 ค้นหาและรวบรวมเอกสาร: ใช้เครื่องมือทางอินเทอร์เน็ตหรือฐานข้อมูลภายในองค์กร เพื่อค้นหาและรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เอกสารเหล่านี้อาจรวมถึงรายงานการเงิน, คู่มือการทำงาน, แผนธุรกิจ, รายงานการวัดผล, และข้อมูลเชิงปริมาณ. 3.4.3 การอ่านและการวิเคราะห์: หลังจากค้นหาและรวบรวมเอกสาร, คุณควรอ่านและ วิเคราะห์เอกสารเหล่านี้อย่างรอบคอบ เรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการหรือกิจกรรมที่คุณต้องการ Benchmark และ หาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโอกาสหรือปัญหาที่เกี่ยวข้อง. 3.4.4 เขียนสรุปและรายงาน: หลังจากการอ่านและการวิเคราะห์เอกสาร, คุณควรเขียนสรุป ข้อมูลที่คุณได้รับ รวมถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการ Benchmarking และสรุปปัญหาหรือโอกาสที่คุณค้นพบ. 3.4.5 แชร์และสนับสนุนการตัดสินใจ: แบ่งปันข้อมูลที่คุณรวบรวมจากเอกสารกับทีมหรือผู้ ที่เกี่ยวข้อง เป็นสิ่งสำคัญเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจและการวางแผนการ Benchmarking. การเรียนรู้จากเอกสารช่วยให้คุณมีความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการหรือกิจกรรมที่คุณต้องการ Benchmark และช่วยในการวางแผนการ Benchmarking และการปรับปรุงให้มีผลลัพธ์ที่ดีขึ้น. 3.5 เปรียบเทียบข้อมูล: เทียบข้อมูลที่คุณรวบรวมจากองค์กรของคุณกับข้อมูลที่คุณได้รับจากองค์กร อ้างอิง เพื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่างกระบวนการหรือกิจกรรมที่คุณกำลังพิจารณา. การเปรียบเทียบข้อมูล เป็นขั้นตอนสำคัญใน Benchmarking เพื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่างกระบวนการหรือกิจกรรมของคุณและ องค์กรอ้างอิง วิธีการที่คุณสามารถเปรียบเทียบข้อมูลใน Benchmarking: คือ 3.5.1 รวบรวมข้อมูล: เริ่มจากการรวบรวมข้อมูลจากองค์กรของคุณและองค์กรอ้างอิง ข้อมูลเหล่านี้ควรเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการหรือกิจกรรมที่คุณต้องการ Benchmark. เชิงชั้น: ตัวชี้วัดเชิงชั้น (Dimensional Benchmarking) ช่วยในการกำหนดตัวชี้วัดสำคัญที่ ใช้ในการเปรียบเทียบข้อมูล ตัวชี้วัดเชิงชั้นเป็นคุณสมบัติหรือลักษณะของกระบวนการหรือกิจกรรมที่สามารถทำให้ ข้อมูลมีความชัดเจนและสามารถเปรียบเทียบได้ ตัวชี้วัดเชิงชั้นอาจเป็นตัวชี้วัดเชิงเวลา, ตัวชี้วัดเชิงค่าเงิน, ตัวชี้วัด เชิงคุณภาพ, หรืออื่น ๆ ตามความเหมาะสม. 3.5.2 เปรียบเทียบข้อมูล: ใช้ตัวชี้วัดเชิงชั้นที่คุณกำหนดเพื่อเปรียบเทียบข้อมูลระหว่าง องค์กรของคุณและองค์กรอ้างอิง ตัวชี้วัดที่ถูกกำหนดควรช่วยในการวัดและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเห็นความแตกต่าง ระหว่างองค์กรเหล่านั้น. 3.5.3 วิเคราะห์ข้อมูล: หลังจากการเปรียบเทียบข้อมูล, คุณควรวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเข้าใใค รายและเข้าใใครายว่าที่มีความแตกต่าง คุณควรสำรวจข้อมูลเพื่อค้นหาข้อดีและข้อเสีย, โอกาส, และอุปสรรคที่ องค์กรของคุณอาจพบ.


10 3.5.4 สรุปและรายงาน: จากการวิเคราะห์ข้อมูล, คุณควรสรุปผลลัพธ์และรายงานข้อมูลที่ คุณค้นพบ รายงานนี้ควรสามารถอธิบายความแตกต่างระหว่างองค์กรของคุณและองค์กรอ้างอิง และสรุป ความสำเร็จและข้อเสีย. การเปรียบเทียบข้อมูลเป็นขั้นตอนสำคัญในการเข้าใใครายและปรับปรุงกระบวนการหรือกิจกรรมของคุณ เพื่อให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในองค์กรของคุณ. 3.6 รวบรวมข้อมูลจากองค์กรอ้างอิง: หลังจากเทียบเท่าข้อมูลระหว่างองค์กรของคุณและองค์กรอ้างอิง แล้ว, คุณควรรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการหรือกิจกรรมที่องค์กรอ้างอิงมีให้คุณ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณ เข้าใจวิธีการทำงานและประสบการณ์ขององค์กรอ้างอิง. การรวบรวมข้อมูลจากองค์กรอ้างอิงเป็นขั้นตอน สำคัญใน Benchmarking เพื่อเข้าใจวิธีการทำงานและประสบการณ์ขององค์กรอ้างอิงที่มีผลสำเร็จ วิธีการที่คุณ สามารถรวบรวมข้อมูลจากองค์กรอ้างอิงใน Benchmarking:คือ 3.6.1 ติดต่อและขอข้อมูล: ติดต่อกับองค์กรอ้างอิงที่คุณต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม ขอข้อมูลที่ เกี่ยวข้องกับกระบวนการหรือกิจกรรมที่คุณสนใจ Benchmarking คุณอาจต้องสนับสนุนการติดต่อด้วยข้อมูล เพิ่มเติมเกี่ยวกับการวัดผล, รายงาน, หรือข้อมูลอื่น ๆ ที่คุณต้องการ. 3.6.2 รับข้อมูลที่แม่นยำ: รับข้อมูลจากองค์กรอ้างอิงและตรวจสอบความแม่นยำของข้อมูล ควรสร้างความเข้าใใครายและแน่ใจว่าข้อมูลที่คุณได้รับเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและมีคุณภาพ. 3.6.3 วิเคราะห์ข้อมูล: หลังจากรับข้อมูล, คุณควรวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเข้าใใครายและเข้าใใค รายว่าองค์กรอ้างอิงมีวิธีการทำงานและประสบการณ์อย่างไร วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเข้าใใครายถึงกระบวนการหรือ กิจกรรมที่สามารถทำให้คุณเรียนรู้และปรับปรุง. 3.6.4 สรุปและรายงาน: จากการวิเคราะห์ข้อมูล, คุณควรสรุปผลลัพธ์และรายงานข้อมูลที่คุณ ได้รับจากองค์กรอ้างอิง รายงานนี้ควรรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการ, ข้อดี, ข้อเสีย, และข้อเสนอแนะสำหรับ การปรับปรุง. การรวบรวมข้อมูลจากองค์กรอ้างอิงช่วยให้คุณเข้าใใครายเกี่ยวกับวิธีการทำงานและประสบการณ์ของ องค์กรอ้างอิงและช่วยในการวางแผน Benchmarking และการปรับปรุงให้มีผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในองค์กรของคุณ. 3.7 วิเคราะห์ข้อมูล: หลังจากที่คุณรวบรวมข้อมูลจากองค์กรอ้างอิง, คุณควรวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเข้าใจ ข้อดีและข้อเสียของกระบวนการหรือกิจกรรมที่องค์กรอ้างอิง นี่คือขั้นตอนที่ช่วยให้คุณตรวจสอบว่าสิ่งที่คุณ เรียนรู้มาจากองค์กรอ้างอิงสามารถนำมาปรับปรุงในองค์กรของคุณหรือไม่. การเก็บข้อมูลเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการ Benchmarking เพื่อให้คุณมีข้อมูลที่เพียงพอและแม่นยำเพื่อ เปรียบเทียบและปรับปรุงการดำเนินงานของคุณตามมาตรฐานที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรมหรือภาคธุรกิจของคุณ.


11 4.การวิเคราะห์ข้อมูล : คุณต้องวิเคราะห์ข้อมูลที่คุณเก็บรวบรวมเพื่อเห็นความแตกต่างระหว่างองค์กร ของคุณและองค์กรอ้างอิง วิเคราะห์นี้เป็นส่วนสำคัญเพื่อทำให้คุณเข้าใจประสิทธิภาพและข้อดีขององค์กรอ้างอิง. การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นขั้นตอนสำคัญใน Benchmarking เพื่อเข้าใจใครและเข้าใจใครว่าที่มีความแตกต่างระหว่าง องค์กรของคุณและองค์กรอ้างอิง วิธีการที่คุณสามารถวิเคราะห์ข้อมูลใน Benchmarking คือ 4.1 จัดกลุ่มข้อมูล: นำข้อมูลที่คุณรวบรวมมาจัดกลุ่มตามตัวชี้วัดเชิงชั้นที่คุณกำหนด การจัดกลุ่ม ข้อมูลช่วยให้คุณเข้าใจรายละเอียดและจัดระเบียบข้อมูลอย่างมีระเบียบ 4.2 เปรียบเทียบข้อมูล: ใช้ข้อมูลที่คุณมีเพื่อเปรียบเทียบระหว่างองค์กรของคุณและองค์กรอ้างอิง นี่รวมถึงการเปรียบเทียบตัวชี้วัดเชิงชั้นที่คุณกำหนด 4.3 การวิเคราะห์สาเหตุและผลลัพธ์: ใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์สาเหตุและผลลัพธ์ของความแตกต่าง ระหว่างองค์กรของคุณและองค์กรอ้างอิง หากมีความแตกต่างที่มีผลกระทบต่อผลสำเร็จหรือปัญหา จะต้องระบุ สาเหตุและผลลัพธ์เหล่านี้ 4.4 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ: ควรสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณภาพของกระบวนการ หรือกิจกรรม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพช่วยให้คุณเข้าใจถึงความแตกต่างในคุณภาพและเป็นองค์ประกอบ สำคัญในการปรับปรุง 4.5 การสรุปและรายงาน: จากการวิเคราะห์ข้อมูล, คุณควรสรุปผลลัพธ์และรายงานความแตกต่าง ระหว่างองค์กรของคุณและองค์กรอ้างอิง รายงานนี้ควรเสนอข้อมูลอย่างชัดเจนและมีข้อเสนอแนะสำหรับการ ปรับปรุง การวิเคราะห์ข้อมูลช่วยให้คุณเข้าใจรายละเอียดและเข้าใจถึงประสิทธิภาพและข้อดีขององค์กรอ้างอิงและ ช่วยในการวางแผน Benchmarking และการปรับปรุงให้มีผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในองค์กรของคุณ 5.การกำหนดแผนการปรับปรุง : บนพื้นฐานของข้อมูลและวิเคราะห์ที่คุณได้รับ คุณควรกำหนดแผนการ ปรับปรุงเพื่อปรับปรุงกระบวนการหรือกิจกรรมในองค์กรของคุณ นี่คือขั้นตอนที่คุณกำหนดว่าคุณจะนำการ ปรับปรุงในทิศทางใดและดำเนินการอย่างไร.การกำหนดแผนการปรับปรุงเป็นขั้นตอนสำคัญใน Benchmarking เพื่อให้คุณสามารถนำข้อมูลและวิเคราะห์ที่คุณได้รับมาเพื่อปรับปรุงกระบวนการหรือกิจกรรมในองค์กรของคุณ ขั้นตอนในการกำหนดแผนการปรับปรุง คือ 5.1 กำหนดวัตถุประสงค์: กำหนดวัตถุประสงค์หลักที่คุณต้องการบรรลุจากการ Benchmarking ตั้งคำถามต่าง ๆ ที่คุณต้องการให้แผนการปรับปรุงตอบ วัตถุประสงค์ที่ระบุควรมุ่งไปในทิศทางที่ต้องการปรับปรุง เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ, ลดค่าใช้จ่าย, หรือเพิ่มคุณภาพ.


12 5.2 กำหนดกิจกรรมและการปรับปรุง: จากข้อมูลและวิเคราะห์ที่คุณได้รับ, กำหนดกิจกรรมและ การปรับปรุงที่จะทำเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ระบุว่าคุณจะทำอะไร, เมื่อจะทำ, ใครที่จะรับผิดชอบ, และ รายละเอียดเกี่ยวกับแผนการดำเนินการ. 5.3 กำหนดระยะเวลาและกำหนดวงเงิน: กำหนดระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินการและจำนวน ทรัพยากรที่จะใช้ในการปรับปรุง ระบุงบประมาณที่จำเป็นและการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการลงทุน. ตรวจสอบแผนกับผู้ที่เกี่ยวข้อง: แสดงแผนการปรับปรุงกับผู้ที่เกี่ยวข้องภายในองค์กร เช่น ทีม ผู้บริหาร, ทีมโครงการ, หรือผู้ที่รับผิดชอบในการดำเนินการ Benchmarking. 5.4 ดำเนินการและติดตาม: นำแผนการปรับปรุงที่กำหนดมาดำเนินการ ตรวจสอบความคืบหน้า ตามแผนและทำการปรับปรุงตามความจำเป็นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหรือปัญหา. 5.5 วัดผลและประเมิน: ใช้ตัวชี้วัดที่กำหนดในขั้นตอนที่ 2 เพื่อวัดผลความสำเร็จและประเมินผล ลัพธ์ของการปรับปรุง หากมีความสำเร็จในการปรับปรุง, คุณควรสังเกตผลลัพธ์และกำหนดขั้นตอนถัดไป. การกำหนดแผนการปรับปรุงช่วยให้คุณนำข้อมูลและวิเคราะห์ที่คุณได้รับมาเข้าใช้ในการปรับปรุง กระบวนการหรือกิจกรรมในองค์กรของคุณอย่างมีประสิทธิภาพและมุ่งสู่วัตถุประสงค์ที่คุณต้องการบรรลุ. 6.การดำเนินการ: หลังจากที่คุณกำหนดแผนการปรับปรุงแล้ว คุณควรดำเนินการและนำแผนนี้เข้าสู่การ ปฏิบัติในองค์กรของคุณ.การดำเนินการเป็นขั้นตอนสำคัญหลังจากกำหนดแผนการปรับปรุงใน Benchmarking เพื่อให้คุณสามารถนำแผนนี้เข้าสู่การปฏิบัติในองค์กรของคุณ วิธีการในการดำเนินการคือ 6.1 การแจ้งให้ทราบ: แจ้งให้ทราบในองค์กรของคุณเกี่ยวกับแผนการปรับปรุงที่คุณได้กำหนด เชื่อมโยงความร่วมมือและการทำงานร่วมกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง. 6.2 การกำหนดความรับผิดชอบ: กำหนดความรับผิดชอบและบทบาทของผู้ที่จะทำงานในแต่ละ ขั้นตอนของแผนการปรับปรุง แน่ใจว่าทุกคนเข้าใจบทบาทและรับผิดชอบของพวกเขา. 6.3 การจัดการทรัพยากร: ระบุและจัดการทรัพยากรที่จำเป็นในการดำเนินการ Benchmarking เช่น งบประมาณ, บุคคล, เครื่องมือ, และเทคโนโลยี. 6.4 การดำเนินการตามแผน: ดำเนินการตามแผนที่คุณได้กำหนด แตะต้องในการปรับปรุง กระบวนการหรือกิจกรรมตามขั้นตอนที่คุณกำหนด. 6.5 การติดตามและสังเกตผลลัพธ์: ติดตามความคืบหน้าของแผนการปรับปรุง สังเกตผลลัพธ์ที่ เกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินการและทำการปรับปรุงตามความจำเป็น. 6.6 การสื่อสาร: สื่อสารระหว่างทีมและสมาชิกองค์กรเพื่อให้ทราบความคืบหน้า, ปัญหาที่เกิดขึ้น, และการปรับปรุงที่มี.


13 การดำเนินการเป็นขั้นตอนสำคัญในการปรับปรุงกระบวนการหรือกิจกรรมในองค์กร การร่วมมือและการ สื่อสารระหว่างทีมและผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้แผนการปรับปรุงเป็นประสบการณ์ที่มีผลสำเร็จใน ท้ายที่สุด. 7.การติดตามและประเมิน: คุณควรติดตามและประเมินผลของการปรับปรุงเพื่อดูว่ามันมีผลสำเร็จหรือไม่ และหากจำเป็นให้ปรับแผนการปรับปรุงต่อไป.วิธีการในการติดตามและประเมิน: คือ 7.1 วัดผล: ใช้ตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในแผนการปรับปรุงเพื่อวัดผลความสำเร็จของการปรับปรุง ประเมินผลลัพธ์เทียบกับเป้าหมายที่คุณต้องการบรรลุ. 7.2 สรุปผลและเรียนรู้: สรุปผลลัพธ์ของการปรับปรุง มุ่งเสนอข้อมูลอย่างชัดเจนและรับความรู้ จากผลลัพธ์ รู้ว่าอะไรทำงาน และอะไรไม่ทำงาน. 7.3 ประเมินปรับปรุง: ในกรณีที่ผลลัพธ์ไม่ได้ตรงกับเป้าหมายหรือยังมีประสิทธิภาพแย่ ประเมิน แผนการปรับปรุง ระบุสิ่งที่สามารถปรับปรุงและทำแผนการปรับปรุงใหม่. 7.4 สื่อสารผล: สื่อสารผลและข้อมูลที่คุณได้รับจากการติดตามและประเมินให้ผู้ที่เกี่ยวข้องใน องค์กรเพื่อรายงานผลลัพธ์และปรับปรุงตามความจำเป็น. 7.5 เรียนรู้รักษา: รักษาความรู้และประสบการณ์ที่คุณได้รับจาก Benchmarking เพื่อนำมาใช้ใน การปรับปรุงต่อไปและในการสนับสนุนการเรียนรู้องค์กร. การติดตามและประเมินเป็นขั้นตอนสำคัญในการทำให้การ Benchmarking เป็นกระบวนการที่ยั่งยืนและ มีประสิทธิภาพ การติดตามผลลัพธ์และการประเมินจะช่วยให้คุณปรับปรุงองค์กรของคุณอย่างต่อเนื่องและให้การ Benchmarking เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการปรับปรุง. ความสำเร็จของ Benchmarking ขึ้นอยู่กับการทำขั้นตอนนี้อย่างรอบคอบและระมัดระวัง การ Benchmarking ช่วยให้องค์กรพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานของตนเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตาม มาตรฐานที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรมหรือภาคธุรกิจของตน.


14 ประเภทของ Benchmarking สามารถแบ่งประเภทของ Benchmarking ได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ 1. การแบ่งประเภทตามวัตถุประสงค์ของการทํา Benchmarking 2. การแบ่งประเภทตามผู้ที่เราไปเปรียบเทียบด้วย 1.การแบ่งประเภทตามวัตถุประสงค์ของการทํา Benchmarking การแบ่งประเภทหลักตามวัตถุประสงค์ของการทํา Benchmarking สามารถแบ่งเป็น ประเภทย่อยที่ เฉพาะเจาะจง ได้ 4 ประเภทย่อย คือ - Performance Benchmarking (Result Benchmarking) - Process Benchmarking - Product Benchmarking (Customer Satisfaction Benchmarking) - Strategy Benchmarking Performance Benchmarking (Result Benchmarking) เป็นการเปรียบเทียบเฉพาะผลของการปฏิบัติงานหรือตัวชี้วัดระหว่างเราและคู่เปรียบเทียบ เพื่อดู ความสามารถในการปฏิบัติของกิจกรรมหรือผลลัพธ์การ ทํางานของกระบวนการต่างๆ ว่าเป็นอย่างไรเป็นการ เปรียบเทียบตัวเลขเพื่อบอกให้องค์กรรับทราบว่าขณะนี้สถานการณ์ขององค์กรเป็นอย่างไร มีจุดอ่อนจุดแข็ง ตรงไหน Process Benchmarking เป็นการเปรียบเทียบกระบวนการทํางานหรือวิธีการปฏิบัติงานระหว่าง องค์กรเรากับองค์กรอื่นโดยเน้น การเรียนรู้วิธีการปฏิบัติที่ดีจากองค์กรอื่นเพื่อนํามาปรับปรุงองค์กรของตนเองเป็นที่นิยมมากเพราะก่อให้เกิด นวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆสามารถที่จะตอบคําถามได้ว่าองค์กรที่มีการปฏิบัติที่ดีนั้นเขาทําได้อย่างไร เป็นที่มาของการค้นหาวิธีการปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) สามารถทําได้ทั้งกระบวนการธุรกิจกระบวนการ สนับสนุน และกระบวนการบริหารจัดการ Product Benchmarking (Customer Satisfaction Benchmarking) เป็นการเปรียบเทียบความพึงพอใจของลูกค้าว่าลูกค้ามีความพึงพอใจสูงสุดในคุณลักษณะใดของสินค้า นิยมทําในสินค้ากลุ่มที่เป็นเทคโนโลยีหรือสินค้าบริการที่ต้องตามแฟชั่นStrategy Benchmarkingเป็นการ


15 เปรียบเทียบกลยุทธ์ระหว่างองค์กรเรากับองค์กรที่ประสบความสําเร็จในด้านการวางกลยุทธ์ ส่วนใหญ่จะเป็น องค์กรที่มีประวัติความอยู่รอดมายาวนานหรือประสบความสําเร็จด้านธุรกิจอย่างต่อเนื่อง 2.การแบ่งประเภทตามผู้ที่เราไปเปรียบเทียบด้วย การแบ่งประเภทหลักตามผู้ที่เราไปเปรียบเทียบด้วยในการทํา Benchmarking สามารถ แบ่งเป็นประเภท ย่อยที่เฉพาะเจาะจง ได้ 4 ประเภทย่อยคือ - Internal Benchmarking - Competitive Benchmarking - Industry Benchmarking - Generic Benchmarking (Functional Benchmarking) Internal Benchmarking "เป็นการเปรียบเทียบตัววัดหรือความสามารถในการปฏิบัติกับผู้ที่อยู่ภายในองค์กรเดียวกันหรือภายใต้ กลุ่มบริษัทในเครือเดียวกัน" พบทั่วไปในองค์กรชั้นนําที่มีเครือข่ายทั่วโลกส่วนใหญ่จะนําไปสู่การสร้างมาตรฐาน การปฏิบัติงาน (WorkStandard) ให้แก่องค์กรและกลุ่มภายในองค์กร *เนื่องจากทุกหน่วยงานจะเรียนรู้วิธีปฏิบัติจากผู้ที่เก่งกว่า และสร้างรูปแบบที่เป็นวิธีการปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ของกลุ่มขึ้นมาซึ่งจะกลายเป็นมาตรฐานที่ทุกหน่วยงานหรือทุกองค์กรในกลุ่มต้องปฏิบัติ Competitive Benchmarking -เป็นการทํา Benchmarking กับผู้ที่เป็นคู่แข่ง (Competitor) โดยตรง เป็นการแลกเปลี่ยนที่อยู่ใน ระดับพื้นฐานของความสบายใจกันทั้งสองฝ่าย - ให้ผลในเชิงของการบอกองค์กรถึงตําแหน่งของตนในธุรกิจนั้นๆและ ชี้บอกถึงสิ่งที่เป็นจุดอ่อนจุดแข็ง ของตนมากกว่าการเรียนรู้ที่จะก่อให้เกิดนวัตกรรมการ ปรับปรุง Industry Benchmarking คู่แข่งขันโดยตรง - เป็นการเปรียบเทียบกับผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันไม่ใช่ผู้ที่เป็น - เพราะกระบวนการทางธุรกิจมีความคล้ายคลึงกันในบางส่วนที่สามารถเปรียบเทียบกันได้เนื่องจากอยู่ใน อุตสาหกรรมเดียวกัน


16 Generic Benchmarking (Functional Benchmarking) - เป็นการทํา Benchmarking กับองค์กรใดก็ตาม ที่มีความ เป็นเลิศในกระบวนการทํางานนั้นๆที่อาจมี ธุรกิจที่แตกต่างจากเราโดยสิ้นเชิง - เป็นการมุ่งหวังที่จะค้นหาผู้มีความเป็นเลิศ(Best Practices) จริงๆของกระบวนการจากธุรกิจทั้งหมด - เป็นการก่อให้เกิดนวัตกรรมการปรับปรุงใหม่ๆ ได้ดีที่สุดให้ความรู้ใหม่ๆและให้มุมมองใหม่ๆ แนวทางการทํา Benchmarking แนวทางการทํา Benchmarking สามารถเลือกทําได้ 2 แนวทางคือ 1.แนวทางการทํา Benchmarking แบบกลุ่ม 2.แนวทางการทํา Benchmarking แบบเดี่ยว 1.แนวทางการทํา Benchmarking แบบกลุ่ม - เป็นการทํา Benchmarking โดยเข้าไปรวมกลุ่มกับองค์กรอื่นที่มีความ ต้องการจะทํา Benchmarking เหมือนกัน - ทําให้ประหยัดเวลาในการดําเนินการเป็นการสร้างเครือข่ายการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ดี - แต่ต้องฟังเสียงข้างมากของทุกองค์กรในกลุ่มว่าต้องการเน้นหรือ ทํา Benchmarking ในเรื่องไหน แบบ ไหน - หากหัวข้อ Benchmarking ที่กลุ่มต้องการทําไม่ตรงกับความต้องการ ของเราเท่าที่ควรประโยชน์ที่ได้รับ ก็อาจจะน้อยลงไป 2.แนวทางการทํา Benchmarking แบบเดี่ยว เป็นการที่องค์กรสามารถเลือกหัวข้อที่ตนเองมีความสนใจที่จะทํา Benchmarking ได้สามารถเลือกผู้ที่จะ เป็นคู่เปรียบเทียบได้แต่ขึ้นอยู่กับ ว่าองค์กรที่เราไปขอเปรียบเทียบด้วยนั้นมีความประสงค์จะแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ เราหรือไม่ ขั้นตอนการเตรียมความพร้อมของการทํา Benchmarking (Preparation Stage) ขั้นตอนการเตรียมความพร้อมของการทํา Benchmarking ประกอบไปด้วย - ความมุ่งมั่นจริงจังของผู้บริหารระดับสูงและการสนับสนุนในเรื่องทรัพยากร - การแต่งตั้งผู้รับผิดชอบ ระดับสูง


17 - การให้การฝึกอบรมผู้ที่เกี่ยวข้อง - การเลือกวิธีการการทํา Benchmarking (เดี่ยวหรือกลุ่ม) -ความพร้อมของทีมงานรวมถึงความเข้าใจและปฏิบัติตามจรรยาบรรณของการทํา -Benchmarking (Code of Conduct) การประชาสัมพันธ์ภายในองค์กร ความมุ่งมั่นจริงจังของผู้บริหารระดับสูงและการสนับสนุนในเรื่องทรัพยากร ความมุ่งมั่นจริงจังของผู้บริหารระดับสูงและการสนับสนุนในเรื่องทรัพยากร ผู้บริหารต้องมีความมุ่งมั่น และเอาจริงในการนํา Benchmarking มาปรับปรุง องค์กรมีการให้นโยบายที่ชัดเจน การติดตามผลอย่างใกล้ชิด การช่วยแก้ปัญหา/อุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นผู้บริหารให้การสนับสนุนในเรื่องทรัพยากร การทํา Benchmarking ต้องใช้ปัจจัยทั้งในด้านกําลังเงิน คน และเวลาในการทํากิจกรรมผู้บริหารต้อง สามารถจัดสรรทรัพยากรดังกล่าวมาใช้ในการดําเนินกิจกรรมได้อย่างเพียงพอ การแต่งตั้งผู้รับผิดชอบระดับสูง มีการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบระดับสูง (Benchmarking Sponsor) ทําหน้าที่สนับสนุนการทํางานของทีม กํากับดูแล และให้ความช่วยเหลือแก่ทีมและประสานงานระหว่างผู้บริหารระดับสูงและทีมทํางานในการรายงาน ความคืบหน้าของผลการทํางานเป็นระยะๆ การให้การฝึกอบรมผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจและสามารถดําเนินงานภายใต้กรอบความ เข้าใจและทิศทางเดียวกัน การเลือกวิธีการการทํา Benchmarking (เดี่ยวหรือกลุ่ม) หากเป็นแบบกลุ่มต้องเข้าไปรวมกลุ่มกับองค์กรอื่นหากเป็นแบบเดี่ยวก็ต้องวางแผนว่าจะเริ่มต้นดําเนินการอย่างไร ความพร้อมของทีมงานรวมถึงความเข้าใจเข้าใจและปฏิบัติตามจรรยาบรรณของการทํา Benchmarking (Code of Conduct) เป็นการพิจารณาว่าบุคลากรมีความพร้อมมากน้อยเพียงไรมีการ จัดลําดับความสําคัญของกิจกรรมต่างๆ ที่มีอยู่เสียก่อน ทีมงาน Benchmarking ควรทําความเข้าใจศึกษาถึงจรรยาบรรณของการทํา Benchmarking ก่อนที่จะ เริ่มดําเนินการปฏิบัติ


18 การนำไปใช้Benchmarking ในองค์กร Benchmarking เป็นกระบวนการที่องค์กรใช้เพื่อเปรียบเทียบการดำเนินงานและผลสิ้นเชิงระดับ ประสิทธิภาพขององค์กรของตนกับองค์กรอื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อให้สามารถวิวัฒนาการงานและเพิ่ม ประสิทธิภาพขององค์กรของตนเองได้ Benchmarking เป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้องค์กรพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพของกิจกรรมและ กระบวนการที่ดำเนินในองค์กร รูปแบบการ Benchmarking มีหลากหลายและอาจแบ่งออกเป็นหลายประเภทคือ 1.Internal Benchmarking (Benchmarking ภายใน) ในกรณีนี้องค์กรใช้การเปรียบเทียบกับหน่วยงาน หรือแผนกภายในองค์กรเพื่อค้นหาความเรียบเรียงและการปรับปรุง 2.Competitive Benchmarking (Benchmarking ที่เปรียบเทียบกับคู่แข่ง) องค์กรนำเอาค่าตัวชี้วัดของ ตนเองมาเปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรม เพื่อให้เห็นความแตกต่างและเปรียบเทียบสภาพการดำเนินงาน. 3.Functional Benchmarking (Benchmarking ฟังก์ชัน) การเปรียบเทียบกระบวนการหรือกิจกรรมที่ เฉพาะเจาะจง (เช่น กระบวนการการผลิตหรือการบริการ) ระหว่างองค์กรในอุตสาหกรรมที่ไม่จำเป็นต้องเป็นคู่แข่ง ตรงกัน 4.Strategic Benchmarking (Benchmarking ในมิติกลยุทธ์) องค์กรที่ใช้ Benchmarking เพื่อ เปรียบเทียบกลยุทธ์รวมถึงวิสัยที่อยู่ในองค์กรเป้าหมาย 5.Performance Benchmarking (Benchmarking การดำเนินงาน) การเปรียบเทียบผลการดำเนินงาน รวมถึงค่าตัวชี้วัดที่สำคัญขององค์กร เช่น ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร การวิเคราะห์ความคิดเห็นของลูกค้า เป็น ต้น ขั้นตอนที่สำคัญในการนำ Benchmarking ไปใช้ในองค์กร คือ ขั้นตอนที่ 1: กำหนดวัตถุประสงค์กำหนดวัตถุประสงค์ของการ Benchmarking อย่างชัดเจน เช่น การเพิ่ม ประสิทธิภาพในการผลิตหรือการบริการ, ลดค่าใช้จ่าย, หรือปรับปรุงคุณภาพ ขั้นตอนที่ 2: เลือกเป้าหมาย Benchmark เลือกหรือกำหนดเป้าหมาย Benchmark ที่เหมาะสม เป็น องค์กรที่มีประสิทธิภาพสูงในสาขาที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของคุณ ขั้นตอนที่ 3: รวบรวมข้อมูล รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการดำเนินงานและผลสิ้นเชิงระดับประสิทธิภาพของ เป้าหมาย Benchmark รวมถึงข้อมูลที่เป็นเครื่องมือวัดประสิทธิภาพ ขั้นตอนที่ 4: วิเคราะห์ข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับจากเป้าหมาย Benchmark และเปรียบเทียบกับองค์กร ของคุณ ระบุความแตกต่างและจุดแข็ง-จุดอ่อนขององค์กรของคุณ


19 ขั้นตอนที่ 5: ตั้งเป้าหมายและแผนปฏิบัติตามการวิเคราะห์ข้อมูล ตั้งเป้าหมายและแผนปฏิบัติเพื่อปรับปรุง การดำเนินงานขององค์กรของคุณ ระบุว่าคุณจะทำอย่างไรเพื่อดึงเอาความรู้และประสบการณ์จากเป้าหมาย Benchmark มาใช้ในองค์กรของคุณ ขั้นตอนที่ 6: ดำเนินการนำแผนปฏิบัติที่กำหนดมาใช้ในองค์กรของคุณ และตรวจสอบผลการดำเนินงานเพื่อ ตรวจสอบว่ามีการปรับปรุงและการเพิ่มประสิทธิภาพตามที่ต้องการหรือไม่ ขั้นตอนที่ 7: ทบทวนและปรับปรุงติดตามและทบทวนข้อมูลประสิทธิภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับปรุง แผนปฏิบัติตามความเปลี่ยนแปลงในองค์กรของคุณ และรักษากระบวนการ Benchmarking เพื่อสร้างการเรียนรู้ต่อไป การประชาสัมพันธ์ภายในองค์กร เป็นการให้ความรู้และเน้นย้ำประเด็นสําคัญว่าทําไมต้องทํา Benchmarking องค์กรและพนักงานจะได้ ประโยชน์อย่างไรและ เป็นการสร้างความรู้สึกของการมีส่วนร่วมในการดําเนินงานตั้งแต่เริ่มต้น จรรยาบรรณของการทํา Benchmarking (Code of Conduct) The International Benchmarking Clearinghouse, American Productivity & Quality Center (APQC) ซึ่งเป็นหน่วยงานของประเทศ สหรัฐอเมริกาที่ทําหน้าที่รณรงค์ส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ รวมทั้งกิจกรรมการทํา Benchmarking ได้บัญญัติจรรยาบรรณของการ ทํา Benchmarking ขึ้นมา ประกอบด้วย 8 หัวข้อดังนี้ คือ 1.หลักการด้านกฎหมาย (Principle of Legality) ประกอบไปด้วย - หากมีข้อสงสัยว่าการดําเนินการจะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ให้ปรึกษาที่ปรึกษาด้านกฎหมายก่อน - หลีกเลี่ยงการสนทนาหรือกิจกรรมใดๆ ที่อาจนําไปสู่ผลประโยชน์จากการกีดกันทางธุรกิจการ วางแผนการตลาด และ/หรือการหาลูกค้า การกําหนดราคา การตกลงซื้อขายการประมูลหรือการให้สินบน และไม่แลกเปลี่ยนข้อมูล ในเรื่องต้นทุนกับคู่แข่งหากต้นทุนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการกําหนดราคา - ละเว้นการใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสมในการได้มาซึ่งความลับทางธุรกิจซึ่งรวมทั้งการเปิดเผยความลับ หรือ การทําให้ความลับถูกเปิดเผยและจะต้องไม่เปิดเผยหรือใช้ความลับทางธุรกิจที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้องด้วย - ในฐานะ ที่ปรึกษาหรือองค์กรที่ทํา Benchmarking จะต้องปกปิดแหล่งที่มาของข้อมูลก่อนจึงจะ สามารถนําข้อมูลที่ได้จาก การทํา Benchmarking เปิดเผยให้ผู้อื่นทราบได้


20 2.หลักการด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล (Principle of Exchange ประกอบไปด้วย - เต็มใจในการแลกเปลี่ยนข้อมูลในรูปแบบและชนิดเดียวกันกับที่ขอจากคู่เปรียบเทียบ - ต้องชี้แจงและสื่อ วัตถุประสงค์และความคาดหวังให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นเพื่อไม่ให้เกิดความ เข้าใจผิดและเพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันใน การแลกเปลี่ยนข้อมูล - แลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นจริงและสมบูรณ์ 3.หลักการด้านความลับ (Principle of Confidentiality) ประกอบไปด้วย - รักษาข้อมูลที่ได้รับจากการทํา Benchmarking เป็นความลับและ จะต้องไม่เปิดเผยข้อมูลที่ได้รับให้ผู้ที่ ไม่เกี่ยวข้องกับการทํา Benchmarking นั้นๆ ก่อนได้รับการยินยอมจากองค์กรที่ให้ข้อมูล - ไม่เปิดเผยชื่อขององค์กรที่ทํา Benchmarking ด้วยให้ผู้อื่นทราบโดย ไม่ได้รับอนุญาตจากองค์กรนั้นๆ ก่อน 4.หลักการด้านการใช้ข้อมูล (Principle of Lese) ประกอบไปด้วย - ใช้ข้อมูลที่ได้จากการทํา Benchmarking ตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งแก่คู่เปรียบเทียบ - การใช้หรือสื่อข้อมูล หรือวิธีปฏิบัติที่มีชื่อคู่เปรียบเทียบอยู่ด้วยนั้นจะต้องได้รับอนุญาตจาก คู่เปรียบเทียบก่อน - ไม่นํารายชื่อบุคคลที่ติดต่อหรือข้อมูลในการติดต่อที่ได้จาก International Benchmarking Clearinghouse ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากการ ทํา Benchmarking และสร้างเครือข่าย 5.หลักการด้านการติดต่อ (Principle of Contact ประกอบไปด้วย - เคารพวัฒนธรรมองค์กรของคู่เปรียบเทียบและดําเนินการตามขั้นตอนที่ตกลงร่วมกัน - ติดต่อผ่าน บุคคล/ช่องทางที่คู่เปรียบเทียบกําหนดให้ถ้าคู่เปรียบเทียบต้องการ - ในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนผู้รับผิดชอบในการติดต่อจะต้องได้รับการยินยอมจากคู่เปรียบเทียบด้วย - ไม่ เปิดเผยชื่อของบุคคลที่ติดต่อก่อนได้รับการยินยอมจากบุคคลดังกล่าว - หลีกเลี่ยงการเปิดเผยชื่อบุคคลที่ติดต่อในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตจากบุคคลดังกล่าว


21 6.หลักการด้านการเตรียมตัว (Principle of Preparation) ประกอบไปด้วย - ต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนติดต่อกับคู่เปรียบเทียบเพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นใน การทํา Benchmarking อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล - เตรียมตัวให้พร้อมล่วงหน้าก่อนแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อจะได้ใช้เวลาของคู่เปรียบเทียบ อย่างคุ้มค่าที่สุด - ส่งกําหนดการและคําถามให้คู่เปรียบเทียบก่อนการไปเยี่ยมชมเพื่อช่วยให้คู่เปรียบเทียบมีเวลาเตรียมตัว 7.หลักการด้านการทําให้สําเร็จ (Principle of Completion) ประกอบไปด้วย -ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทํากับคู่เปรียบเทียบให้ทันเวลา -ทํา Benchmarking ให้เสร็จเรียบร้อยตามที่ตกลงร่วมกับคู่เปรียบเทียบ 8.หลักการด้านความเข้าใจและการปฏิบัติ (Principle of Understanding and Action) ประกอบไปด้วย - เข้าใจถึงสิ่งที่คู่เปรียบเทียบต้องการให้เราปฏิบัติต่อเขา - ปฏิบัติต่อคู่เปรียบเทียบตามที่เขาต้องการ - เข้าใจและใช้ข้อมูลตามวิธีการที่คู่เปรียบเทียบต้องการให้ใช้ สรุป Benchmarking การใช้ Benchmarking เป็นเครื่องมือในการพัฒนาองค์กรทําให้องค์กรสามารถ ตั้งเป้าหมายที่ตรงกับ ความเป็นจริงได้สามารถเพิ่มผลิตภาพขององค์กร ทําให้องค์กรมองตัวเองได้ดีขึ้นทําให้องค์กรได้ทราบถึงสมรรถนะ ของตนเองเมื่อเทียบกับองค์กรอื่นอีกทั้งเป็น การกระตุ้นให้พนักงานเกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงก่อให้เกิด ประโยชน์ต่อองค์กรในด้านการสร้างความพึงพอใจของลูกค้าการลดระยะเวลาในการผลิต/ให้บริการ การลดของ เสียการเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางานการส่งมอบ และการลดต้นทุน นั่นคือการนําา Benchmarking มาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาองค์กรต้องสามารถเข้าใจถึงกระบวนการ อย่าง น้อย 4 ขั้นตอน คือ -UNDERSTANDING เป็นการสร้างความเข้าใจในหลักการ วิธีการ และผลที่จะได้รับขององค์กรและ บุคลากร รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด - MIRROR&FUNCTION เป็นการสะท้อนภาพกระบวนการทั้งกระบวนการหลักและสนับสนุนขององค์กร ทําให้มองเห็นภาพโครงสร้างองค์กรภาพของกิจกรรมกระบวนการและข้อมูลในองค์กร ผังกระบวนการทางธุรกิจ


22 (Business Process Mapping) การทํางานและหน้าที่ความรับผิดชอบในแต่ละบทบาท - TIME&ANALYSIS เมื่อทราบกระบวนการทางธุรกิจและกิจกรรมที่เชื่อมต่อกันในกระบวนการแล้วการ วิเคราะห์ องค์ประกอบต่างๆ ที่ใช้ทั้งหมดในกิจกรรมทําให้สามารถสรุปได้ว่าจุดที่ควรปรับปรุงหรือพัฒนาให้ดีขึ้น นั้นอยู่ที่ใดในกระบวนการ - IMPROVEMENT เป็นการปรับปรุงองค์กรโดยนําเครื่องมือการพัฒนาองค์กรต่างๆ มาใช้ เช่น Benchmarkingโดย มองที่ประเด็นสําคัญ คือเราอยู่ที่ไหน? ใครเก่งที่สุด? เขาทําได้อย่างไร? และทําอย่างไรให้ ดีกว่าเขา?


23 บรรณานุกรม กลุ่มค้นคว้าคุณภาพและสิ่งแวดล้อม. (2565). บทที่ 7: Benchmarking และสิ่งแวดล้อม. ใน ค.กิจจัย, ท.ก่อตุลา, & ส.ประกาจมานพ (บรรณานุกรม). การจัดการคุณภาพและสิ่งแวดล้อม. มูลนิธิมหาชนเพื่อการศึกษาและ ความประพฤติ. บุญดี บุญญากิจ และ กมลวรรณ ศิริพานิช (2548) Benchmarking : ทางลัดสู่ความเป็นเลิศทางธุรกิจ สถาบันเพิ่ม ผลผลิตแห่งชาติ. พีรศักดิ์ วรสุนทโรสถ (2542) Benchmarking :ทฤษฎีบริหารที่กลมกลืน Benchmarking และ TQM. บริษัทพีระ เซล แอนด์เซอร์วิสจํากัด. Aherne, J., & Gains, D. (2015). Benchmarking in Construction. Routledge. American Productivity & Quality Center (1996) Benchmarking : Pure and Simple, A Quick Guide to Benchmarking. Texas, American Productivity & Quality Center. Bengt Karlof and Svante Ostblom (1993) Benchmarking: A Signpost to Excellence in Quality and Productivity. John Wiley & Sons. Bogan, C.E., & English, M.J. (1994). Benchmarking for Best Practices: Winning Through Innovative Adaptation. McGraw-Hill. Camp, R.C., & Camp, S.J. (1998). Benchmarking: The Search for Industry Best Practices that Lead to Superior Performance. Productivity Press. D o e , C . ( 2 0 2 0 ) . S t r a t e g i e s f o r S t r a t e g i c B e n c h m a r k i n g . R e t r i e v e d f r o m https://www.example.com/strategic-benchmarking-strategies Goetsch, D.L., & Davis, S.B. (2014). Quality Management for Organizational Excellence: Introduction to Total Quality. Pearson. Jones, A., & Brown, B. (2019). Competitive Benchmarking in the Automotive Industry. Journal of Business Excellence, 12(3), 45-58. Kaplan, R. S., & Norton, D. P. (1992). The balanced scorecard--measures that drive performance. Harvard Business Review, 70(1), 71-79 Oakland, J.S. (2003). Total Quality Management: Text with Cases. Butterworth-Heinemann.


24 บรรณานุกรม (ต่อ) Robert C. Camp (1995) Business Process Benchmarking. ASQC Quality Press Sylvia Codling (1998) Benchmarking, Powel. Smith, J. (2018). The Art of Benchmarking. Publisher. Spendolini, M.J. (1992). Benchmarking for Best Practices: Winning Through Innovative Adaptation. John Wiley & Sons. Tony Bendell, Louise Boulter & Paul Goodstadt (1998) Benchmarking for Competitive Advantage. Pitman Publishing. Watson, G.H. (2007). Strategic Benchmarking Reloaded with Six Sigma: Improving Your Company's Performance Using Global Best Practice. John Wiley & Sons.


Click to View FlipBook Version