The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ป6-3ครูจุฑารัตน์ ยิ้มเกิดสิริโชติ การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6_3

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nornan2321, 2024-05-17 09:58:08

ป6-3ครูจุฑารัตน์ ยิ้มเกิดสิริโชติ การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6_3

ป6-3ครูจุฑารัตน์ ยิ้มเกิดสิริโชติ การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6_3

งานวิจัยชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6/3 ผู้วิจัย นางสาวจุฑารัตน์ ยิ้มเกิดสิริโชติ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการ โรงเรียนอนุบาลยางชุมน้อย(หน่วยคุรุราษฎร์รังสรรค์) อำเภอยางชุมน้อย จังหวัดศรีสะเกษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษเขต 1


ชื่อวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6/3 ผู้/เขียน นางสาวจุฑารัตน์ ยิ้มเกิดสิริโชติ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนอนุบาลยางชุมน้อย(หน่วยคุรุราษฎร์รังสรรค์) กับเกณฑ์ร้อยละ 70 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนอนุบาลยางชุมน้อย(หน่วยคุรุราษฎร์รังสรรค์) ก่อนและหลังการได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วย เทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนอนุบาลยางชุมน้อย(หน่วยคุรุราษฎร์รังสรรค์) จำนวน 19 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H และ 2) แบบฝึกทักษะเรื่องการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยรวมสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 หลังจาก ได้รับการการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 100 2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน หลังจากได้รับการพัฒนาทักษะการอ่านจับ ใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H 5W1H จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 100


สารบัญ หน้า สารบัญ…………………………………………………………………………………………………………………………… (1) รายการตาราง……………………………………………………………………………………………………………….... รายการภาพประกอบ………………………………………………………………………………………………………. (3) (6) บทที่ 1 บทนำ……………………………………………………………………………………………………………… 1 ความเป็นมาของปัญหาและปัญหา……………………………………..……………………………….. 1 วัตถุประสงค์………………………………………………………………………………………………….... 2 ขอบเขตของการวิจัย………………………………………………………………………………………… 3 สมมติฐาน………………………………………………………………............................................ 4 ความสำคัญและประโยชน์ของการวิจัย………………………………………………………………... 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง……………………………………………………………………...…… 5 หลักสูตรสถานศึกษา .........................………………………………………………………………... 5 แนวคิดเรื่องการอ่านจับใจความ …………………………………………..………………………..…. 8 เทคนิค 5W1H ............................................…………………..…....…...…………..… 10 แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างแบบฝึกทักษะ...........… ……....……………………………………... 11 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง……………………………………………………………...………………………….. 17 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย…………………………………………………………………….…………...………….. 19 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง……………………….………….……………………………………….…… 19 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย……………………………………………….……………………………………. 19 การสร้างเครื่องมือการวิจัย………………….…………….…………………..….…………………….… 19 การเก็บรวบรวมข้อมูล…………………………………….………………………………….……….....… 21


สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 4 ผลการวิจัย………………………………………………………………………………………………………….. 23 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………….….……….………..…...…...………………… 23 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล ข้อเสนอแนะ....................................................................... 26 สรุปผลการวิจัย………………………………………………………………………………………………… 26 อภิปรายผล.................................................................................................................... 26 ข้อเสนอแนะ.................................................................................................................. 27 บรรณานุกรม…………………………………………………………………………….…………….……………………… 28 ภาคผนวก……………………………………………………………………………………….…………….………………… 30


บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 หมวด 4 กล่าวถึงแนวการจัด การศึกษา ในมาตรา ๒๒ ความว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ เรียนผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ (2542 : 8) ในการพัฒนาประเทศสิ่งที่ สำคัญที่จะต้องกระทำเป็นลำดับแรกก็คือ การพัฒนาคน การให้การศึกษาแก่คนของประเทศ ปัจจัยที่ มีความสำคัญที่ทุกประเทศใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนก็คือ การอ่าน เพราะ การอ่าน คือการ พัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง การอ่านออก อ่านได้ทำให้คนเกิดการพัฒนาตนเอง และเรียนรู้ด้วยตนเอง ตลอดเวลาที่มีโอกาส (สำลี รักสุทธิ์.2553) จากการศึกษาข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ที่ได้จากการประเมินผลระดับชาติและระดับท้องถิ่นในช่วงเวลาที่ผ่านมาพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับให้สูงขึ้นเกือบทุกสมรรถนะ โดยเฉพาะสมรรถนะด้านการอ่าน การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ ความสามารถในการอ่านมีผลต่อโดยตรงต่อการพัฒนา ศักยภาพส่วนตน การพัฒนาอาชีพ และพัฒนาสังคม การอ่านที่ดีและมีประสิทธิภาพ จึงส่งผลดีต่อ มวลรวมของคนในชาติ (สายัณห์ ผาน้อยและคณะ.2553) การสอนวิชาภาษาไทยในโรงเรียนเพื่อให้ นักเรียนชั้นประถมศึกษาสามารถอ่านออกเขียนได้ในครั้งอดีต เป็นไปตามมาตรฐานของกระบวนการ เรียนการสอนของหลักภาษาไทยโดยใช้วิธีแจกลูกและสะกดคำ ภายหลังต่อมากลับมีวิธีการสอนที่ แตกต่างไปจากเดิมโดยให้มีการสอนอ่านเป็นคำ ๆ แบบภาษาอังกฤษ ทำให้มีนักเรียนที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้เป็นจำนวนมาก (ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล.2558) การอ่านเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาทักษะทางภาษาและเป็นกิจกรรมสำคัญที่สุดในการ เรียนรู้ทั้งปวง (บันลือ พฤกษาวัน. 2557) กระบวนการอ่านจับใจความ เป็นทักษะอย่างหนึ่งในการอ่าน เพื่อให้ผู้อ่านสามารถจับ ประเด็นและสาระสำคัญของเรื่องที่อ่านได้อย่างรวดเร็ว การอ่านจับใจความสำคัญเป็นการพิจารณา ส่วนประกอบของเนื้อเรื่องที่อ่าน เพื่อหาใจความสำคัญของเรื่อง โดยอาศัยการแปลความคิดของ ผู้เขียนและเป็นการทำความเข้าใจถึงกระบวนการอ่านจับใจความสำคัญ ที่ทั้งต้องเข้าใจความหมาย ของคำ กลุ่มคำและประโยค เป็นต้น การอ่านจับใจความมีจุดประสงค์หลักเพื่อเก็บสาระสำคัญของ เรื่อง หลังจากการอ่านจบแต่ละครั้งสามารถรับรู้และทำความเข้าใจเรื่องได้ตรงความมุ่งหมายของ ผู้เขียน โดยอาศัยกระบวนการ (โสภณ สาทรสัมฤทธิ์ผล. 2554) การอ่านจับใจความจึงเป็น


กระบวนการที่เข้าใจความหมายของคำ กลุ่มคำ ประโยคและข้อความเป็นประการสำคัญ (สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์. 2542) การอ่านจับใจความสำคัญ คือ การสรุปความจากการอ่านอย่างละเอียด และตั้งคำถามขณะที่อ่าน (สมร เจนจิจะ. 2555) เมื่อพิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ด้านการอ่าน ซึ่งอยู่ในระดับคุณภาพ เกณฑ์พอใช้ ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยเล็งเห็นว่าการพัฒนาศักยภาพด้านการอ่านของนักเรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ควรมีการส่งเสริมและเร่งพัฒนาให้ผู้เรียนมีทักษะการอ่านที่ดีขึ้น และการพัฒนาศักยภาพด้านการอ่าน ของนักเรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ควรมีการส่งเสริมและเร่งพัฒนาให้ผู้เรียนมีทักษะการอ่านที่ดีขึ้น ดังที่ กระทรวงศึกษาธิการเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาการอ่านการเขียนว่าเป็นพื้นฐานสำคัญในการ พัฒนาไปสู่การเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นของผู้เรียน เทคนิค 5W1H จะใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลหรือปัญหาได้เกือบทุกรูปแบบ เทคนิค5W1H เป็นการคิดวิเคราะห์(Analysis Thinking) ที่ใช้ความสามารถในการจำแนกแยกแยะองค์ประกอบ ต่าง ๆ ของสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งอาจจะเป็นวัตถุสิ่งของ เรื่องราว หรือเหตุการณ์นำามาหาความสัมพันธ์เชิง เหตุผล ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านั้น เพื่อค้นหาคำตอบที่เป็นความเป็นจริงหรือที่เป็นสิ่งที่ สำคัญจากนั้นจึงรวบรวมข้อมูลทั้งหมด มาจัดระบบเรียบเรียงใหม่ให้ง่ายแก่ต่อการทำความเข้าใจ ด้วยนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นยกระดับคุณภาพการศึกษาให้เด็กไทยทุกคนอ่านออกเขียน ได้และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยที่สูงขึ้น ด้วยเหตุนี้กระบวนการเรียนการสอนในห้องเรียน จึงไม่เพียงพอกับการพัฒนาทักษะด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนในชั้นเรียน จึงต้องอาศัยการใช้ สื่อหรือนวัตกรรมที่จะทำให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะด้านการอ่านจับใจความแบบฝึกทักษะเป็นชุด การเรียนการสอนที่ครูสร้างขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนได้ทบทวนเนื้อหาที่เรียนรู้มาแล้ว เพื่อความรู้ความเข้าใจ และเป็นการเพิ่มทักษะความชำนาญให้แก่ผู้เรียน ทำให้การเรียนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น (สำลี รักสุทธิ. 2553 : 31) ดังนั้นการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึก เป็นการจัดประสบการณ์ การฝึกหัดเพื่อให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองและสามารถแก้ปัญหาได้ถูกต้องหลากหลายและแปลกใหม่ (สมศักดิ์ สินธุระ เวชญ์. 2540 อ้างถึงในชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์.2555 : 429) ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษา การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6/3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ โดยใช้ เทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนอนุบาลยางชุมน้อย (หน่วยคุรุราษฎร์รังสรรค์)กับเกณฑ์ร้อยละ 70 2


เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนอนุบาลยางชุมน้อย(หน่วยคุรุราษฎร์รังสรรค์)ก่อนและหลังการได้รับการจัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H ขอบเขตของการวิจัย ขอบเขตด้านประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนอนุบาลยางชุมน้อย (หน่วยคุรุราฎร์รังสรรค์) ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 19 คน ขอบเขตด้านเนื้อหา ใช้แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิคการอ่าน 5W1H จำนวน 5 ชั่วโมง ขอบเขตด้านตัวแปร ตัวแปรอิสระ คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการอ่าน 5W1H ตัวแปรตาม คือ ทักษะการอ่านจับใจความของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 ขอบเขตด้านเวลา ดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ใช้ระยะเวลาในการทดลอง 2 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง วันละ 1 ชั่วโมง รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 6 ชั่วโมง กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 5W 1 H ทักษะการอ่านจับใจความของ นักเรียน 3


สมมติฐานของการวิจัย 1. ทักษะด้านการอ่านจับใจความ ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนอนุบาลยางชุมน้อย (หน่วยคุรุราษฎร์รังสรรค์) หลังเรียนด้วยเทคนิคการอ่าน 5W1H สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 2. ทักษะด้านการอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนอนุบาลยางชุมน้อย (หน่วยคุรุราษฎร์รังสรรค์) สูงกว่าก่อนเรียน ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 ที่ได้รับการพัฒนาทักษะด้านการอ่านจับใจความ ด้วยการใช้เทคนิคการอ่าน 5W1H มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยที่สูงขึ้น 2. การพัฒนาทักษะด้านการอ่านจับใจความ ด้วยการใช้เทคนิคการอ่าน 5W1H ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 สามารถช่วยพัฒนานักเรียนให้มีทักษะการอ่านจับ ใจความที่ดีขึ้น เข้าใจในบทเรียนที่สอดคล้องกับมาตรฐานตัวชี้วัดในกลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย 3. การพัฒนาทักษะด้านการอ่านจับใจความ ด้วยการใช้เทคนิคการอ่าน 5W1H ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 จะสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาเป็นทักษะการเรียนรู้ ภาษาไทยในระดับที่สูงขึ้น และสามารถนำไปใช้กับโรงเรียนต่าง ๆ ในทุก ๆ พื้นที่ได้ 4


บทที่ 2 เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะด้านการอ่านจับใจความ ด้วยการใช้เทคนิคการอ่าน 5W1H ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสาร แนวคิด ทฤษฎีและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยได้รวบรวมเอกสารและสรุป เพื่อใช้เป็นแนวทางในการวิจัยในครั้งนี้ รายละเอียด ดังต่อไปนี้ 1. หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนชัยมงคลวิทย์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2. การอ่านจับใจความ 3. แนวคิดเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนอนุบาลยางชุมน้อย(หน่วยคุรุราษฎร์รังสรรค์) กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทยตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐาน/ตัว ชีวัด สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน จากผาแต้ม สู่อียิปต์ มฐ. 1.1 ป.6/8 การอ่านจับใจความ ด้วยการอ่าน ในใจแล้วสามารถตั้งคำถาม ตอบ คำถาม บอกสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละ เหตุการณ์ได้ จะทำให้สามารถ สรุปใจความสำคัญและข้อคิดที่ได้ จากเรื่องที่อ่านเพื่อนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวัน 5 10 1.1 ความสำคัญของภาษาไทย ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้าง ความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำรงชีวิตร่วมกัน ในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุขและเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จาก


แหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และ สร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิ ปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี และสุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์ และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป 1.3 การเรียนรู้ภาษาไทย ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การ เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง การอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คำประพันธ์ชนิดต่าง ๆ การอ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อนำไป ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน การเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสาร โดยใช้ถ้อยคำและรูปแบบต่าง ๆ ของการเขียน ซึ่งรวมถึงการเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่าง ๆ การเขียนตามจินตนาการ วิเคราะห์วิจารณ์ และเขียนเชิงสร้างสรรค์ การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก พูดลำดับเรื่องราวต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ และการพูดเพื่อโน้มน้าวใจ หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ถูกต้อง เหมาะสมกับโอกาสและบุคคล การแต่งบทประพันธ์ประเภทต่าง ๆ และอิทธิพ ลของ ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด คุณค่าของงานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทำความเข้าใจบทเห่ บทร้องเล่นของ เด็ก เพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อให้เกิดความ ซาบซึ้งและภูมิใจในบรรพบุรุษที่ได้สั่งสมสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน 1.4 คุณภาพผู้เรียนเมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความ เรื่องสั้นๆ และบทร้อยกรองง่ายๆ ได้ถูกต้อง คล่องแคล่ว เข้าใจความหมายของคำและข้อความที่อ่าน ตั้งคำถามเชิงเหตุผล ลำดับเหตุการณ์ คาดคะเนเหตุการณ์ สรุปความรู้ข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน ปฏิบัติตามคำสั่ง คำอธิบายจากเรื่องที่อ่านได้ เข้าใจความหมายของข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่ และแผนภูมิ อ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอและมี มารยาทในการอ่าน 6


มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนบรรยาย บันทึกประจำวัน เขียน จดหมายลาครู เขียนเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ เขียนเรื่องตามจินตนาการและมีมารยาทในการเขียน เล่ารายละเอียดและบอกสาระสำคัญ ตั้งคำถาม ตอบคำถาม รวมทั้งพูดแสดงความคิด ความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู พูดสื่อสารเล่าประสบการณ์และพูดแนะนำ หรือพูดเชิญชวนให้ ผู้อื่นปฏิบัติตาม และมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ ความแตกต่างของคำและพยางค์ หน้าที่ของคำใน ประโยค มีทักษะการใช้พจนานุกรมในการค้นหาความหมายของคำ แต่งประโยคง่าย ๆ แต่งคำคล้อง จอง แต่งคำขวัญ และเลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะเข้ า ใจ แ ล ะ สามารถสรุปข้อคิดที่ได้จากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน แสดง ความคิดเห็นจากวรรณคดีที่อ่าน รู้จักเพลงพื้นบ้าน เพลงกล่อมเด็ก ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของท้องถิ่น ร้อง บทร้องเล่นสำหรับเด็กในท้องถิ่น ท่องจำบทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจได้ 1.5 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียน เรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่าง มี ประสิทธิภาพ สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของ ภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่าง เห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 7


2. แนวคิดการอ่านจับใจความ 2.1 ความหมายการอ่านจับใจความสำคัญ การอ่านจับใจความสำคัญเป็นการให้ผู้อ่านได้ฝึกฝนการใช้กระบวนทางการความคิด เพื่อจับ ประเด็นและจับใจความสำคัญจากสิ่งที่ตนเองอ่าน นักวิชาการหลายท่านได้ศึกษาความหมายการอ่าน จับใจความไว้ ดังนี้ แววมยุรา เหมือนนิล (2541) การอ่านจับใจความสำคัญ คือ การอ่านที่มุ่งค้นหาสาระของ เรื่องหรือของหนังสือแต่ละเล่มว่าคืออะไร กองเทพ เคลือบพณิชกุล (2542) ใจความสำคัญของเรื่อง เป็นข้อความที่ทำหน้าที่คลุม ใจความของข้อความอื่น ๆ การอ่านจับใจความสำคัญจึง เป็นการอ่านเพื่อจับความเข้าใจจากเนื้อหา สรุปได้ว่า การอ่านจับใจความ เป็นการให้ผู้อ่านได้ใช้กระบวนการคิดและทำความเข้าใจใน เรื่องราวที่อ่าน โดยหาสาระสำคัญของเรื่องราวที่อ่าน เพื่อให้ได้ประเด็นอย่างครบถ้วน และการสรุป ความคิดรวบยอด 2.2 ความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ ความสามารถในการอ่านจับใจความ เป็นทักษะที่ผู้อ่านจะต้องฝึกฝนและพัฒนาตนเอง เพื่อให้เกิดเป็นนักอ่านที่ดี นักวิชาการหลายท่านได้ศึกษาและนำเสนอแนว ทางที่ข้องเกี่ยวกับ ความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญไว้ดังนี้ สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2542) อธิบายเกี่ยวกับทักษะพื้นฐานของการอ่านจับใจความ ไว้ ดังนี้ ขั้นที่ 1 จำ เป็นขั้นเริ่มแรกของการอ่านที่สมองจะต้องจำเรื่องราวให้ได้ จำความหมายของ คำ ให้คำจำกัดของคำยาก จำชื่อตัวละครและเหตุการณ์ที่สำคัญ ขั้นที่ 2 เข้าใจ เป็นขั้นที่ผู้อ่านสามารถเล่าเรื่องที่อ่านด้วยคำพูดของตนเองได้ เข้าใจ ความคิด ถ้อยคำ ประโยคและข้อความที่ให้คติสอนใจ สรุปเรื่องเป็นแนวคิดโดยใช้คำพูดของตน ขั้นที่ 3 นำไปใช้ เป็นขั้นที่ผู้อ่านควรมีการฝึกนำถ้อยคำ ประโยคและเหตุการณ์ ที่ได้จาก การอ่านไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นใหม่หรือนำไปใช้แก้ปัญหาในวิชาอื่น ๆ ขั้นที่ 4 วิเคราะห์ เป็นขั้นที่ผู้อ่านแยกองค์ประกอบย่อยของแนวคิดที่ได้จากการอ่าน การ รู้จักแยกความหมายของคำที่มีความหมายหลายอย่าง สามารถบอกได้ว่าองค์ประกอบใดมี ความสัมพันธ์กันหรือไม่เกี่ยวข้องกันเลย ขั้นที่ 5 สังเคราะห์ เป็นขั้นที่ผู้อ่านรู้จักสรุปแนวคิดของเรื่อง ค้นหาลักษณะโครงเรื่องที่ คล้ายคลึงกับเรื่องที่เคยอ่าน สุภาษิตหรือคำพังเพยที่มีความหมายเปรียบเทียบแล้วใกล้เคียงกัน อีกทั้ง ยังสามารถสรุปแนวคิดที่เหมือนกันและต่างกันได้ด้วย 8


ขั้นที่ 6 ประเมินค่า เป็นขั้นสูงสุดของการคิดที่ให้ผู้อ่านรู้จักตัดสินเรื่องที่อ่านว่าอะไรคือ ส่วนที่เป็นจริง และอะไรคือส่วนที่เป็นเท็จ พิจารณาและค้นหาคุณค่าที่ปรากฏในเรื่อง ได้แก่ ความรัก ความกตัญญู ความซาบซึ้ง รวมถึงความเป็นเหตุเป็นผล เพื่อฝึกให้ผู้อ่านรู้จักสังเกตการณ์ใช้ ถ้อยคำ การบรรยายที่ทำให้เกิดภาพพจน์ ตลอดจนความประทับใจอื่น ๆ ที่ได้จากการอ่านเรื่อง กล้า พิมพ์วงศ์. (2543 ; อ้างอิงจาก Ruddell and Ruddell. 1995) กล่าวว่านักเรียนจะมี ความสามารถในการอ่านจับใจความได้นั้นจะต้องมีการผสมผสานความคิดเข้ากับทักษะการจับ ใจความที่เฉพาะเจาะจง เป็นการส่งเสริมให้นักเรียนมีความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ ดังนี้ 1. การบอกรายละเอียด คือ การผู้อ่านจะต้องระลึกข้อมูลเฉพาะจากเรื่องที่อ่านให้ได้ ประกอบด้วย การจำ การอ่านแบบกวาดสายตา เพื่อหาข้อมูลในการตอบคำถาม คำถามและคำสั่งจะ ทำให้เกิดการคิดข้อเท็จจริง 2. การลำดับเหตุการณ์ คือ การเรียงลำดับแนวคิดหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเรื่อง โดย จะต้องใช้การคิดในระดับข้อเท็จจริงและระดับแปลความเพื่อเป็นการช่วยสรุปเรื่องราว 3. การบอกถึงเหตุและผล คือ การอธิบายถึงสาเหตุของเหตุการณ์ในเรื่องและผลที่จะ ตามมาจึงต้องเกิดการคิดในระดับข้อเท็จจริงมาใช้ในการระลึกข้อมูลเพื่อตอบคำถาม ถ้าถามด้วยคำว่า อะไร ทำไม และอย่างไร 4. การจับใจความสำคัญ ทักษะนี้จะเน้นแนวคิดหลักของเรื่องและแปลความจากข้อมูลจะ ต้องการคำถามที่ให้นักเรียนผสมผสานระหว่างเนื้อหาในเรื่องและสังเคราะห์เนื้อหาที่สัมพันธ์กับ ความคิดหลักของเรื่อง 5. การทำนายผล เป็นการคิดที่ผสมผสานระหว่างรายละเอียดของเรื่องที่อ่านลักษณะของ ตัวละคร เพื่อพัฒนาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันทีหรือเหตุการณ์ต่อ ๆ ไป ทักษะการอ่านจับใจความนี้ สามารถใช้พัฒนาการคิดระดับแปลความ ประยุกต์ใช้และประมวลเรื่องราว สรุปได้ว่าความสามารถในการจับใจความเป็นการแสดงพฤติกรรมของแต่ละบุคคลที่ แสดงออกถึงการมีทักษะในการอ่านจับใจความ เพื่อทำความเข้าใจว่าต้องการทราบสิ่งใด 2.3 หลักในการอ่านจับใจความ สายใจ ทองเนียม (2560 ; อ้างอิงจาก ฐะปะนีย์ นาครทรรพ. 2548) กล่าวว่า การอ่าน จับใจความสำคัญเป็นการอ่าน เพื่อต้องการทราบว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร และหมายความว่าอย่างไร และได้ให้ข้อควรคำนึงในการอ่านเพื่อจับใจความสำคัญ ดังนี้ 1. อ่านเรื่องราวผ่าน ๆ โดยตลอด เพื่อให้รู้ว่าเรื่องนั้นว่าด้วยเรื่องอะไรบ้าง จุดใด ตอนใด เป็นจุดสำคัญของเรื่อง 2. อ่านให้ละเอียด ไม่ควรหยุดอ่านระหว่างเรื่อง เพราะจะทำให้ความไม่เข้าใจต่อเนื่อง 9


3. อ่านซ้ำตอนไม่เข้าใจ และตรวจสอบความเข้าใจในบทความบางตอน ให้แน่นอนถูกต้อง 4. ตอบคำถามสั้น ๆ อย่างไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ทำโน้ตย่อ เพื่อทดสอบความเข้าใจตนเอ 5. เรียบเรียงความสำคัญของเรื่องด้วยตนเอง โสภณ สาทรสัมฤทธิ์ผล (2554) อธิบายหลักในการอ่านจับใจความ ว่า การอ่านจับใจความ สำคัญ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเก็บสาระสำคัญของเรื่อง มีขั้นตอนดังนี้ 1. อ่านผ่านโดย ๆ ตลอด อาจเริ่มพิจารณาชื่อเรื่องประกอบด้วย เพราะชื่อเรื่องมักมีส่วนช่วย บอกขอบเขตหรือประเด็นหลักของเรื่องได้ และจึงอ่านเก็บข้อมูลเบื้องต้นว่าเป็นเรื่อง เกี่ยวกับอะไร แต่ละหัวข้อหรือย่อหน้าสัมพันธ์กันอย่างไร 2. อ่านเก็บรายละเอียด พิจารณาจับใจความสำคัญของแต่ละย่อหน้า อาจใช้เครื่องหมาย กำกับ หรือเน้นข้อความด้วยปากกาเน้นข้อความ หรือบันทึกย่อตามความถนัด 3. เมื่อได้ใจความสำคัญแล้วแยกแยะข้อความ หรือส่วนเสริมของใจความสำคัญ เช่น สถิติ ต่าง ๆ ตัวอย่างประกอบ 4. เมื่ออ่านจบแล้วสามารถบอกได้ว่าผู้เขียนมีจุดประสงค์ใดเป็นหลัก จุดประสงค์ใด เป็นรอง สาระสำคัญของเรื่องคือตอนใด รวมทั้งบอกแหล่งที่มาของเรื่องได้ 5. จดบันทึกแล้วนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป ดังนั้น ความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ คือ การที่ผู้อ่านสามารถจับประเด็นสำคัญ จากเรื่องราวที่อ่าน โดยจัดลำดับเหตุการณ์ ทราบจุดประสงค์และได้คำตอบจากการอ่านได้ 2.4 ความสำคัญของการอ่านจับใจความสำคัญ สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2542) ทักษะการอ่านจับใจความเป็นความชำนาญหรือเชี่ยวชาญใน การอ่านที่ผู้อ่านสามารถจับใจความเรื่องที่อ่านได้ถูกต้อง ทักษะการอ่านจับใจความจะต้องมีการฝึกฝน กอบกาญจน์ วงศ์วิสิทธิ์ (2551) การอ่านจับใจความสำคัญเป็นทักษะเบื้องต้นที่ผู้อ่านจะต้อง ฝึกฝนตนเอง เพื่อให้สามารถจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ เพราะจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้อ่าน ทำความเข้าใจกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์ที่เขียนนำเสนอมายังผู้อ่าน สรุปได้ว่า การอ่านจับใจความสำคัญเป็นสิ่งที่สำคัญที่ผู้อ่านควรฝึกฝนอยู่เสมอ หากผู้อ่านมี ความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ ก็จะส่งผลให้ผู้อ่านมีพัฒนาการอ่านที่ดีและนำไปต่อยอด ในการเรียนรู้ที่สูงขึ้น 3.เทคนิค 5W1H การตั้งประเด็นถามตอบเพื่อให้ผู้เรียนได้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยใช้ค าถาม 5W1H ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำถาม 6 ประเภทตามแนวคิดของบลูม (Bloom) วิทวัฒน์ ขัตติยะมาน และ อมลวรรณ วีระธรรมโม (2549, หน้า 85-86) ได้กล่าวไว้ซึ่งมีความสอดคล้องกับระดับ ความสามารถ 10


ในการอ่านจับใจความที่ผู้วิจัยนำมาใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนี้ 1. Who (ใคร) บุคคลสำคัญที่เป็นตัวประกอบหรือผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะได้รับผลกระทบทั้งด้าน บวกและด้านลบ เช่น ใครอยู่ในเหตุการณ์บ้าง ใครน่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เช่นนี้บ้าง ใครน่าจะ เป็น คนที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้มากที่สุด 2. What (อะไร) ปัญหาหรือสาเหตุที่เกิดขึ้น เช่น เกิดอะไรขึ้นบ้าง มีอะไรเกี่ยวข้องกับ เหตุการณ์นี้ หลักฐานที่สำคัญที่สุดคืออะไร สาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้คืออะไร 3. Where (ที่ไหน) สถานที่หรือตำแหน่งที่เกิดเหตุการณ์ เช่น เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไหน เหตุการณ์ นี้น่าจะเกิดขึ้นที่ใดมากที่สุด 4. When (เมื่อไร) เวลาที่เหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้น เช่น เหตุการณ์นั้นน่าจะ เกิดขึ้น เมื่อไร เวลาใดบ้างที่สถานการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ 5. Why (ทำไม) สาเหตุหรือมูลเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น เช่น เหตุใดต้องเป็นคนนี้ เป็นเวลานี้เป็น สถานที่นี้ เพราะเหตุใดเหตุการณ์นี้จึงเกิดขึ้น ทำไมจึงเกิดเรื่องนี้ 6. How (อย่างไร) รายละเอียดของสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วหรือกำลังจะเกิดขึ้นว่ามีความเป็นไปได้ใน ลักษณะใด เช่น เขาทำสิ่งนี้ได้อย่างไร ลำดับเหตุการณ์นี้ดูว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ อย่างไร มีหลักในการพิจารณาคนดีอย่างไรบ้าง 4. แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างแบบฝึกทักษะ 4.1 จิตวิทยาการเรียนรู้กับแบบฝึก การสร้างแบบฝึกจำเป็นต้องใช้หลักจิตวิทยาเพื่อให้ได้แบบฝึกที่สมบูรณ์และเหมาะสมกับ นักเรียน หลักจิตวิทยาการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบฝึกมีหลายประการ ดังที่ กรรณิการ์ พวง เกษมได้แนะนำหลักจิตวิทยาที่ควรนำมาสร้างแบบฝึกไว้ในเรื่อง ปัญหาและกลวิธีการสอนภาษาไทยใน โรงเรียนประถมศึกษาดังนี้ 1. ความแตกต่างระหว่างบุคคล ทฤษฎีพัฒนาการ ทฤษฎีพัฒนาการของเพียเจท์ ได้อธิบายว่าการพัฒนาสติปัญญาและความคิดของ ผู้เรียนนั้น เกิดจากการปรับตัวกับสิ่งแวดล้อม และผู้สอนควรจะต้องจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียน การสอน ให้สอดคล้องกับความพร้อมของผู้เรียนด้วย ทฤษฎีพัฒนาการของบรูนเนอร์ มีแนวคิดว่าความพร้อมของเด็กสามารถจะปรับได้ ซึ่งสามารถจะเสนอเนื้อหาใดๆ แก่เด็กในอายุเท่าใดก็ได้แต่จะต้องรู้จักการจัดเนื้อหา และวิธีการสอนที่ เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กเหล่านั้น ดังนั้นผู้สอนจึงจำเป็นจะต้องเข้าใจเด็ก และรู้จักกระตุ้นโดย การจัดสภาพการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับความต้องการของเด็ก ทฤษฎีพัฒนาการของอิริคสัน มีแนวคิดว่า การพัฒนาการทางบุคลิกภาพย่อมขึ้นอยู่ กับการปฏิสัมพันธ์ระหว่างอินทรีย์กับสภาพสังคมที่มีอิทธิพลมาเป็นลำดับขั้นของการพัฒนาและจะ 11


สืบเนื่องต่อๆไป เด็กที่มีสภาพสังคมมาดีก็จะมีผลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพที่ดีด้วย ดังนั้นผู้สอนควรจะ สร้างสัมพันธภาพกับผู้เรียนให้ความสนใจเพื่อแก้ปัญหาค่านิยมบางประการ ทฤษฎีพัฒนาการของกีเซล มีแนวคิดว่าพฤติกรรมของบุคคลจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการ ซึ่งจะเป็นไปตามธรรมชาติและเมื่อถึงวัยก็สามารถกระทำพฤติกรรมต่างๆได้เอง ไม่จะเป็นต้องฝึกหรือ เร่งเมื่อยังไม่พร้อม ในการจัดการเรียนการสอนผู้สอนจะต้องคำนึงถึงความพร้อม ความสามารถ ความ สนใจ และความต้องการของผู้เรียน 2. การเรียนรู้โดยการฝึกฝนของธอร์นไดค์ (Thorn dike) ธอร์นไดค์ (Thorndike) ซึ่งได้กล่าวว่าการเรียนรู้คือ การที่ผู้เรียนสามารถสร้าง ความสัมพันธ์ เชื่อมโยง (Bond) ระหว่างสิ่งเร้า และการตอบสนอง ละได้รับความพึงพอใจจะทำให้ เกิดการเรียนรู้ขึ้น ธอร์นไดค์ได้ ทำการทดลองพบว่า การเรียนรู้ของอินทรีย์ ที่ด้อยความสามารถเกิด จากการลองผิดลองถูก( Trial and Error ) ซึ่งต่อมาเขานิยมเรียกว่า การเรียนรู้แบบเชื่อมโยงการ ทดลองของธอร์นไดค์ ที่รู้จักกันดีที่สุด คือ การเอาแมวหิวใส่ในกรง ข้างนอกกรงมีอาหารทิ้งไว้ให้ แมวเห็นในกรงมีเชือกซึ่งปลายข้างหนึ่งผูกกับบานประตูไว้ ส่วนปลายอีกข้างหนึ่ง เมื่อถูกดึงจะทำให้ ประตูเปิด ธอร์นไดค์ ได้สังเกตเห็นว่า ในระยะแรก ๆ แมวจะวิ่งไปวิ่งมา ข่วนโน่นกัดนี่ เผอิญไปถูก เชือกทำให้ประตูเปิด แมวออกไปกินอาหารได้ เมื่อจับแมวใส่กรงครั้งต่อไปแมวจะดึงเชือกได้เร็วขึ้น จนกระทั่งในที่สุดแมวสามารถดึงเชือกได้ในทันที ธอร์นไดค์ได้สรุปว่า การลองผิดลองถูกจะนำไปสู่การเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้าและ การตอบสนอง และการเรียนรู้ ก็คือการที่มีการเชื่อมโยง (Connection) ระหว่างสิ่งเร้า (Stimuli) และการตอบสนอง ( Responses ) การเรียนรู้แบบลองผิดลองถูก มีใจความที่สำคัญว่า เมื่ออินทรีย์ กระทบสิ่งเร้า อินทรีย์จะลองใช้วิธีตอบสนองต่อสิ่งเร้าหลาย ๆ วิธี จนพบกับวิธีที่เหมาะสมและ ถูกต้องกับเหตุการณ์และสถานการณ์ เมื่อได้รับการตอบสนองที่ถูกต้องก็จะนำไปต่อเนื่องเข้ากับสิ่งเร้า นั้น ๆ มีผลให้เกิดการเรียนรู้ขึ้น โดยมีหลักเกณฑ์ และลำดับขั้นที่จะนำไปสู่การเรียนรู้แบบนี้ คือ 1. มีสถานการณ์ที่เป็นปัญหาเป็นสิ่งเร้าให้อินทรีย์แสดงการตอบสนองหรือแสดง พฤติกรรมออกมา 2. อินทรีย์จะแสดงอาการตอบสนองหลาย ๆ อย่าง เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น 3. ปฏิกิริยาตอบสนองที่ไม่ทำให้เกิดความพอใจจะถูกตัดทิ้งไป 4. เมื่อปฏิกิริยาตอบสนองที่ไม่ทำให้เกิดความพอใจถูกตัดทิ้งไป จนเหลือปฏิกิริยา ที่ทำให้เกิดความพอใจ อินทรีย์จะถือเอา กิริยาตอบสนอง ที่ถูกต้องและจะแสดงตอบสนองต่อสิ่งเร้า (Interaction) นั้นมากระทบอีกนอกจากนี้ ธอร์นไดค์ ได้ตั้งกฎแห่งการเรียนรู้ขึ้นอีก 3 กฎ คือ 1. กฎแห่งผล ( Law of Effect ) กล่าวว่าเมื่อการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับ อาการตอบสนองนำความพอใจมาให้การเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับอาการตอบสนองก็จะแน่นแฟ้นขึ้น 12


ถ้าความสัมพันธ์นี้นำความรำคาญใจมาให้ความสัมพันธ์นี้ ก็จะคลายความแน่นแฟ้นลง หรืออาจจะ กล่าวได้ว่า ถ้าจะให้ผู้เรียนรู้อะไรจะต้องมีรางวัลให้ (รางวัลมิได้หมายถึงสิ่งของแต่อย่างเดียว แต่รวม เอาทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกพอใจ เช่น การให้คำชมเชย เป็นต้น ) เมื่อผู้เรียนแสดง พฤติกรรมที่ต้องการออกมา ถ้าจะให้พฤติกรรมบางอย่างหายไปเมื่อผู้เรียนแสดงพฤติกรรมนั้นออกมา จะต้องมีการทำโทษ เมื่อธอร์นไดค์ประกาศกฎแห่งผลออกมาเช่นนี้มีผู้พยายามทดลองเพิ่มเติมและมีผู้ ได้แย้งกันเป็นอันมาก ต่อมาธอร์นไดค์พบว่าการทำโทษ มิได้ทำให้การเชื่อมโยงคลายลง ในที่สุดก็สรุปว่า ถ้าการทำโทษมีผลอยู่บ้างก็ไม่ได้ทำให้การเชื่อมโยงอันเก่าคลายลง แต่จะ เป็นการบังคับให้ผู้เรียนพยายามลองแสดงอาการตอบสนองอย่างอื่นในที่สุดธอร์นไดค์จึงล้มเลิกกฎ แห่งผลที่เกี่ยวกับการลงโทษ แต่ยังคงเหลือกฎแห่งผลในด้านการให้รางวัลไว้ว่ารางวัลเท่านั้นที่ทำให้ เกิดการเรียนรู้ขึ้น 2. กฎแห่งการฝึก ( Law of Exercise )จากการสังเกตเมื่อเอาแมวใส่กรงครั้งหลังแมวจะ หาทางออกจากกรงได้เร็วขึ้น เมื่อทดลองนาน ๆ เข้า แมวก็สามารถออกจากกรงได้ทันที ตามลักษณะ นี้ธอร์นไดค์อธิบายว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้ากับการ ตอบสนองได้สัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้นและ ความสัมพันธ์นี้จะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเมื่อมีการฝึกหัดหรือซ้ำบ่อย ๆ และความสัมพันธ์นี้จะคลายอ่อนลง เมื่อไม่ได้ใช้ และธอร์นไดค์เชื่อว่าการกระที่ไม่มีรางวัลเป็นผลตอบแทนหลังการตอบสนองนั้น ๆ สิ้นสุดลงจะต้องลงเอยด้วยความสำเร็จ มิฉะนั้นการกระทำนั้นก็ไม่มีความหมาย แต่หลังจากปี ค.ศ. 1930 ธอร์นไดค์ได้แก้กฎแห่งการฝึกนี้ใหม่ เพราะในบางกรณีกฎแห่งการฝึกและกฎแห่งผลไม่ สามารถใช้ในสถานการณ์เดียวกันได้ เช่น เมื่อปิดตาแล้วทดลองหัด ลากเส้นให้ยาว 3 นิ้ว แม้ให้ ฝึกหัดลากเส้นเท่าไรก็ตาม ก็ไม่สามารถลากเส้นให้ยาว 3 นิ้วได้ ดังนั้นการฝึกหัดทำจะมีผลดีต่อการ เรียนรู้ด้วยตัวของมันเองไม่ได้จะต้องมีเหตุผลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นธอร์นไดค์จึงประกาศยกเลิกกฎแห่งการฝึกนี้ แต่ยังเชื่อว่าการฝึกฝนที่มีการควบคุมที่ดี ก็ยังมีผลดีต่อการเรียนรู้อยู่นั่นเอง กล่าวคือ ถ้าเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทราบผลของการเรียนแต่ละครั้ง ว่ายาวหรือสั้นไปเท่าใดการฝึกหัดก็สามารถทำให้ผู้ฝึกหัดมีโอกาสลากเส้นให้ยาว 3 นิ้วได้ 3. กฎแห่งความพร้อม ( Law of Readiness ) ธอร์นไดค์ตั้งกฎแห่งความพร้อมนี้เพื่อเสริม กฎแห่งผล และได้อธิบายไว้ในรูปของการเตรียมตัว และการเตรียมพร้อม ในการที่จะตอบสนอง กิจกรรมที่ตามมาหลังจากการที่มีการเตรียมตัวพร้อมแล้ว เช่น ในสถานการณ์ของแมวในกรง แมว จะทำอะไรออกมานั้น แมวจะต้องหิว แมวสามารถเอาเท้าตะปบเชือกที่ห้อยแขวนอยู่นั้นได้และมี ประสาทสัมผัสที่จะรับรู้ว่าได้รับผลพอใจหรือไม่พฤติกรรมที่แสดงออกไปแล้ว เป็นต้น หรือถ้ามนุษย์ พร้อมที่จะเรียนรู้อะไรบางอย่างได้พร้อมที่จะแสดงพฤติกรรมบางอย่างที่จำเป็นสำหรับขบวนการการ เรียนรู้นั้น เช่น จะต้องมีร่างกายที่สูงพอ แข็งแรงและอยู่ในสภาวะจูงใจที่เหมาะสม ผู้เรียนจะแสดง หรือไม่แสดงพฤติกรรมอะไรออกมานั้น ธอร์นไดค์ให้หลักไว้ 3 ข้อ คือ 13


1. เมื่อหน่วยของการกระทำพร้อมที่จะแสดงออกมา ถ้าผู้กระทำทำด้วยความสบายหรือ พอใจไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลงการกระทำ นี้ได้ 2. ถ้าหน่วยของการกระทำพร้อมที่จะแสดงออกแต่ไม่ได้แสดงจะทำให้เกิดความไม่สบายใจ 3. ถ้าหน่วยของการกระทำยังไม่พร้อมที่จะแสดงออกแต่จำเป็นต้องแสดงออก การ แสดงออกนั้น ๆ กระทำไปด้วยความไม่สบายใจ ไม่พอใจเช่นกัน ถึงแม้ว่าธอร์นไดค์ได้ปรับปรุงแก้ไข และขยายแนวความคิดของเขาอยู่ตลอดเวลา ทำให้กฎแห่งความพร้อมและกฎแห่งการฝึกหัดหย่อน ความสำคัญไป ยังคงเหลือเพียงกฎแห่งผลที่เป็นที่ยอมรับกันอยู่ แต่ในกฎนี้ก็เหลือเพียงด้านของรางวัล ที่มีผลต่อการเรียนรู้ ส่วนด้านการลงโทษกับการเรียนรู้นั้นถูกตัดทิ้งไป 4.2 ลักษณะของแบบฝึก 4.2.1 ความสำคัญของแบบฝึก การเขียนสะกดคำเป็นวิชาทักษะ จำเป็นต้องมีการฝึกฝนและทำกิจกรรมเพื่อฝึกฝน ความรู้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องจัดทำแบบฝึกให้แก่นักเรียนเพื่อให้ได้รับการฝึกฝนอย่างเต็มที่ และเป็นการส่งเสริมความสามารถในการเขียนให้ดียิ่งขึ้น การสร้างแบบฝึกครูควรคำนึงถึง ประสิทธิภาพในการใช้ เพื่อให้การเรียนการสอนประสบความสำเร็จตามความต้องการ เชาวนี เกิดเพ ทางค์ (2524 : 17) ได้สรุปคุณประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกเป็นเครื่องมือช่วยให้เกิดการเรียนรู้ ทำให้นักเรียนเกิดความสนใจและช่วยให้ครูทราบผลการเรียนของนักเรียนอย่างใกล้ชิด และวีระ ไทย พานิชย์ (2528 : 11) ได้กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกพอสรุปได้ว่าแบบฝึกเป็นการเรียนรู้ที่เกิดจาก การกระทำจริง เป็นประสบการณ์ตรงที่ผู้เรียนมีจุดมุ่งหมายแน่นอน ทำให้นักเรียนเห็นคุณค่าของสิ่งที่ เรียน สามารถเรียนรู้แจดจำสิ่งที่เรียนได้ดีและทำให้นักเรียนเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรียนสามารถเรียนรู้ และจดจำสิ่งที่เรียนได้ดี และนำการเรียนรู้นั้นไปใช้ในสถานการณ์เช่นเดียวกันได้ และ ไพรัตน์ อนุพันธ์ (2535 : 26) กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกว่า ความสำคัญของแบบฝึกต่อการเขียนสะกดคำเป็น สิ่งจำเป็นมาก ครูผู้สอนต้องพยายามหาแบบฝึกหรือสร้างแบบฝึกทีมีประสิทธิภาพเพื่อใช้ในการเรียน การสอน ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และมีความสนใจยิ่งขึ้น สรุปได้ว่า แบบฝึกเป็นสื่อการเรียนที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในกระบวนการเรียนการสอน กลุ่มวิชาทักษะ นอกจากจะช่วยให้ครูผู้สอนสอนง่ายขึ้น ยังช่วยกระตุ้นให้นักเรียนมีความสนใจในการ เรียนมากขึ้น 4.2.2 หลักในการสร้างแบบฝึก ดังที่ได้กล่าวว่าวิชาภาษาไทยเป็นวิชาทักษะที่ต้องอาศัยการฝึกอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การสร้างแบบฝึกจะต้องสร้างให้เหมาะสมตามกระบวนการในการฝึก เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด สำหรับผู้ฝึก ซึ่งมีนักการศึกษาได้เสนอแนวทางในการสร้างดังนี้ 14


มานะ สกุลภักดี (2521 : 241 – 242 ) กล่าวถึงแบบฝึกตามรูปแบบของโครงการ ส่งเสริมสมรรถภาพการสอน (reduced instructional time RIT) ว่ามี 2 รูปแบบ คือ แบบที่ 1 คือแบบฝึกทักษะ เป็นวิธีการที่นำไปใช้ในการสอนวิชาทักษะเช่น ภาษาไทย คณิตศาสตร์ เป็นต้น แบบที่ 2 เป็นแบบที่ใช้ฝึกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความคิดรวบยอดเป็นวิธีการสอนที่จะ นำไปใช้ในวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต เช่น วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา สุขศึกษา เป็นต้น ศรีประภา ปาลสิทธิ์ (2522 : 22) ได้เสนอแนวทางในการสร้างแบบฝึกไว้ดังนี้ 1. สร้างแบบฝึกให้เหมาะสมกับวัยของนักเรียนคือไม่ง่ายและยากจนเกินไป 2. เรียงลำดับแบบฝึกจากง่ายไปหายาก โดยเริ่มจากการฝึกการออกเสียงเป็นพยางค์ คำ วลี ประโยค และคำประพันธ์ 3. แบบฝึกใช้ภาพประกอบเพื่อดึงดูดความสนใจของเด็ก ซึ่งจะช่วยให้เด็กประสบ ผลสำเร็จในการฝึก และจะช่วยยั่วยุให้ติดตามต่อไปตามหลักของการจูงใจ 4. แบบฝึกที่สร้างขึ้นเป็นแบบฝึกสั้น ๆ ง่าย ๆ 5. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย แบบฝึกจะต้องมีลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น ประสบคำจากภาพ เล่นกับบัตรภาพ ฝึกร้องเพลง และใช้เกมต่าง ๆ ประกอบ เป็นต้น เพียงจิต อึ้งโพธิ์ (2529 : 29) ได้เสนอแนวทางและหลักการในการสร้างแบบฝึกทักษะการ เขียนสะกดคำพ้องเสียงเพื่อให้เกิดประโยชน์และก่อให้เกิดความสนใจว่า 1. สร้างแบบฝึกให้มีหลายรูปแบบ เช่น การให้เติมคำ การให้จับคู่ ต่อเติมตาราง อักษร เลือกผลไม้ การใช้เพลง และเกมประกอบการเรียนการสอน 2. คำนึงถึงความยากง่ายของคำที่นำมาฝึก ควรเริ่มต้นจากคำที่ง่ายก่อน คำที่ นักเรียนเขียนผิดกันมาก จะนำมาฝึกซ้ำหลาย ๆ ครั้งโดยเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมไม่ให้ซ้ำกันจน นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย 3. การฝึกทักษะแม้ว่าจะเน้นทักษะการเขียนสะกดคำ ก็ควรจะเน้นทักษะการฟัง พูด และอ่านไปพร้อม ๆ กัน 4. เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการสร้างแบบฝึกทักษะ เช่น การหาคำพ้อง เสียงจากหนังสือแบบเรียน หนังสืออ่านประกอบในกลุ่มวิชาต่าง ๆ ให้นักเรียนช่วยกันค้นหา ความหมายของคำพ้องเสียงจากพจนานุกรม นอกจากนี้ครูผู้สอนพยายามหากิจกรรมในหลาย ๆ รูปแบบ ทั้งเกม และเพลงประกอบการ เรียน ตลอดจนกิจกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนสะกดคำที่น่าสนใจ เพื่อนำมาใช้ประกอบการเขียน สะกดคำพ้องเสียงทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในการเขียนสะกดคำพ้องเสียงและการเรียน ยิ่งขึ้น 15


คิง (King1979 : 237) ได้กล่าวเสนอแนะการสร้างแบบฝึกการเขียนสะกดคำสรุปเป็นขั้นตอน ได้ดังนี้ คือ 1. ตรวจสอบ ได้แก่ การตรวจสอบคำที่จะนำมาให้นักเรียนเขียนว่ามีความเหมาะสม และถูกต้อง 2. ออกเสียง ได้แก่ การให้นักเรียนได้ฝึกออกเสียงของคำที่จะนำมาเขียน ควรฝึก หลาย ๆ ครั้ง ให้ออกเสียงให้ถูกต้อง 3. สะกดคำ ได้แก่ การฝึกให้นักเรียนสะกดคำที่จะนำมาเขียนด้วยปากเปล่า หัดออก เสียงดัง ๆ ซ้ำหลาย ๆ ครั้ง 4. เขียน ได้แก่ การนำคำที่นักเรียนสะกดปากเปล่านั้นมาให้นักเรียนเขียนหลาย ๆ ครั้ง เพื่อให้เกิดความชำนาญและถูกต้อง 5. ใช้ ได้แก่ การนำคำนั้นมาฝึกเขียนเป็นประโยค เป็นข้อความ 6. ทบทวน ได้แก่ การทบทวนตามที่ได้ปฏิบัติมาในทุกขั้นตอน 4.3 ลักษณะแบบฝึกที่ดี รัชนีศรี ไพรวรรณ (2520 : 30 – 31 ) ได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับหลักการสร้างแบบฝึกทักษะที่ ดีไว้ดังนี้ 1. สร้างแบบฝึกให้สอดคล้องกับหลักจิตวิทยาและพัฒนาการของผู้เรียนตามลำดับขั้นการ เรียนรู้ แบบฝึกหัดเสริมทักษะนั้นต้องอาศัยรูปภาพจูงใจนักเรียน และควรจัดเรียงเนื้อหาตามลำดับ จากง่ายไปยาก นักเรียนจะมีกำลังใจทำแบบฝึกหัด 2. มีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนว่าจะฝึกทักษะในด้านใด แล้วจัดเนื้อหาให้ตรงกับจุดมุ่งหมายที่ กำหนดไว้ 3. ต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียนถ้าสามารถแบ่งนักเรียนออกเป็น กลุ่มย่อยตามความสามารถแล้วจึงจัดทำแบบฝึกทักษะ 4. แบบฝึกที่ดีต้องมีคำชี้แจงง่าย ๆ สั้น ๆ ที่นักเรียนอ่านเข้าใจและทำแบบฝึกได้ด้วยตนเอง 5. แบบฝึกต้องมีความถูกต้อง ครูต้องพิจารณาให้รอบคอบ ทดลองทำด้วยตนเองเสียก่อน อย่าให้มีข้อผิดพลาด 6. ให้นักเรียนทำแบบฝึกแต่ละครั้งต้องเหมาะสมกับเวลาช่วงความสนใจ 7. ควรมีหลายรูปแบเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ก่อ สวัสดิพานิชย์ (2524 : 20) เสนอแนวคิดเกี่ยวกับลักษณะแบบฝึกทักษะที่ดีไว้ดังนี้ 1. ครูต้องเตรียมแบบฝึกให้รอบคอบว่าจะใช้แบบฝึกแบบใด และแบบฝึกนั้น ๆ จะช่วยฝึก ทักษะทางภาษาจนเด็กสามารถนำทักษะที่ฝึกนั้นไปใช้ในชีวิตประจำวันได้หรือไม่เพียงไร 16


2. ให้แบบฝึกนั้น ๆ แต่หลาย ๆ แบบเพื่อฝึกทักษะในเรื่องเดียวกันเด็กจะไม่เบื่อ แต่เกิดความ สนุกสนานและมีความแม่นยำในเรื่องที่ฝึกนั้น 3. ฝึกในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เช่น จับคู่หัวใจ เก็บผลไม้ ช้อนเป็ดลอยน้ำ 4. การประเมินผลนั้นต้องประเมินผลเพื่อดูความก้าวหน้าของเด็กและเพื่อประเมินค่าแบบฝึก ว่าช่วยให้เด็กก้าวหน้าเพียงไร ถ้าเด็กไม่มีความก้าวหน้าครูต้องสนใจที่จะค้นหาสาเหตุว่าเป็นเพราะ อะไร 5. การประเมินผลนั้นไม่ควรนำเด็กไปเทียบกับกลุ่ม แต่ควรให้เด็กเปรียบเทียบกับตนเองการ ที่จะสร้างแบบฝึกให้ดีมีประสิทธิภาพครูจะต้องคำนึงถึงตัวนักเรียนเป็นสำคัญ โดยดูความพร้อมระดับ สติปัญญา ความสามารถ และความเหมาะสมในการใช้สำนวนภาษา ตลอดจนเนื้อหาและระยะเวลา ในการทำแบบฝึก ซึ่งจะทำให้นักเรียนสนใจที่จะนำเอาแบบฝึกที่ครูสร้างขึ้นมาแก้ไขข้อบกพร่องหรือ ส่งเสริมทักษะทางให้ดียิ่งขึ้น ธูปทอง ปราบพล (252 : 15) ได้ชี้แนวทางในการสร้างแบบฝึกที่ดีว่า ควรสร้างแบบฝึกหลาย ๆ แบบ โดยคำนึงถึงเนื้อหา ความยากง่ายและระยะเวลาในการฝึก นอกจากนั้นต้องฝึกทักษะการออก เสียง อ่านก่อนฝึกทักษะการเขียนและจึงฝึกรวมกันทั้งทักษะการอ่านและการเขียนในภายหลัง ต่อมา ประชุมพร สุวรรณตรา (2528 : 61) ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับลักษณะแบบฝึกที่ดีว่า มีคำสั่งและคำอธิบาย อย่างชัดเจนมีตัวอย่างที่ให้ความคิดหลายแนว มีภาพประกอบ เส้นบรรทัดที่เว้นให้เติมมีขนาด พอเหมาะ และการวางฟอร์มเป็นระเบียบสวยงาม และโรจนา แสงรุ่งรวี (2531 : 22) กล่าวว่า ลักษณะของแบบฝึกที่ดีจะต้องมีคำอธิบายชัดเจนเป็นแบบฝึกสั้น ๆ ใช้เวลาฝึกไม่นานจนเกินไป มี หลายรูปแบบและฝึกเพียงเรื่องเดียวในแบบฝึกหนึ่ง คำศัพท์ที่ใช้ฝึกสามารถนำไปในชีวิตประจำวันได้ และสามารเรียนได้ด้วยตนเอง 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ภัทรสุดา นาคสุข (2564) ได้ทำการศึกษา การพัฒนาความสามารถทาการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่6 โดยใช้เทคนิคการสอน 5W1H ร่วมกับวรรณกรรมท้องถิ่นภาค กลางอาจารย์ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตุประสงค์เพื่อ1) เปรียบเทียบความสามารถทางการอ่านจับ ใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6 ก่อนและหลงัการจดัการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอน 5W1H ร่วมกับรรณกรรมท้องถิ่นภาคกลาง 2) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอน 5W1H ร่วมกับวรรณกรรมท้องถิ่นภาคกลาง กลุ่ม ตัวอย่างนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่6 โรงเรียนวัดเวียงทุน ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2564 จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความโดย ใช้เทคนิคการสอน 5W1H ร่วมกับวรรณกรรมท้องถิ่นภาคกลาง 2) แบบทดสอบวัดความสามารถใน การอ่านจับใจความซึ่งเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกใช้แบบทดสอบฉบับเดียว ทดสอบ 17


ก่อนเรียน-หลังเรียน สลับตัวเลือก 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการ เรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการสอน 5W1H ร่วมกับวรรณกรรมท้องถิ่นภาคกลางการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถทางการอ่านจับใจความของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียน โดยผลการทดสอบหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 16.89 มากกว่าก่อนเรียนซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.78 2) ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอน 5W1H ร่วมกับวรรณกรรม ท้องถิ่นภาคกลาง มีความคิดเห็นภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด โดยความคิดเห็นด้าน ประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนรู้อยู่ในระดับความคิดเห็นมากที่สุด 2. รุ่งทิพย์ปราโมทย์พันธ์ (2561) ได้ทำการศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่าน จับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนศรีนคร มูลนิธิ อำเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลา การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะ การอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค5W1H สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน ศรีนครมูลนิธิอำเภอหาดใหญ่.จังหวัด สงขลา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 และเพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและ หลังเรียน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนศรีนครมูลนิธิ อำเภอ หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2561 จำนวน 6 ห้อง รวม 270 คน กลุ่มตัวอย่าง เป็น นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนศรีนครมูลนิธิ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 เลือกกลุ่ม ตัวอย่างแบบเจาะจง เป็นนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2/5 จำนวน 45 คน เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัย ประกอบด้วย แผนการสอน หัวข้อ “การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิค 5W1H” จำนวน 3 แผนการสอน รวม 3 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เป็น ปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ 10 คะแนน (ข้อสอบเป็นชุดเดียวกัน) ใช้เวลาทำแบบทดสอบก่อน เรียนและหลังเรียน 40 นาที และชุดแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิค.5W1H สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ค่า E1/E2 และ ค่า ttest ผลการวิจัยพบว่า.แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ.โดยใช้เทคนิค.5W1H.ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 โรงเรียนศรีนครมูลนิธิ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น เพื่อใช้ เสริม ทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2.มีประสิทธิภาพ.74.2/90.2.ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ ที่กำหนดไว้คือ70/70.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทาง สถิติที่ระดับ .01 18


บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ด้านการ อ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิคการอ่าน 5W1H กับเกณฑ์ร้อยละ 70 และเพื่อเปรียบเทียบเพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิคการอ่าน 5W1H ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนอนุบาลยางชุมน้อย(หน่วยคุรุราษฎร์รังสรรค์) โดยผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัย ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การสร้างเครื่องมือวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัย ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนอนุบาล ยางชุมน้อย(หน่วยคุรุราษฎร์รังสรรค์) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความ โดย ใช้เทคนิค 5W1H ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 2. แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย เรื่อง การอ่าน จับใจความ เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่6/3 ซึ่งใช้สำหรับทดสอบนักเรียนก่อนและหลังใช้แบบฝึกทักษะ เป็นแบบทดสอบ ชนิดเลือกตอบ มี4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ การสร้างเครื่องมือในการวิจัย 1. ศึกษา เรื่องเทคนิค 5W1H ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 2.1 ศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเรื่อง เทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H 2.2 รวบรวมเอกสารวิธีการสอนด้วยเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H 2.3 นำเสนอครูพี่เลี้ยง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและนำมาแก้ไข 2.4 นำแบบฝึกทักษะ ที่แก้ไขปรับปรุงแล้ว ไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง


2. การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 ผู้วิจัยดำเนินตามขั้นตอน ดังนี้ 2.1 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความ 1.2 วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 1.3 กำหนดหัวเรื่อง หน่วยการเรียนรู้ย่อย เวลาเรียน 1.4 นำแผนการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น ให้ครูพี่เลี้ยงพิจารณาเพื่อตรวจสอบความเหมาะสม และให้ข้อเสนอแนะ 1.5 ปรับปรุงแผนการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของครูพี่เลี้ยงและได้แผนการจัดการ เรียนรู้ที่สมบูรณ์ จำนวน 5 แผน 3. การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การ อ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 3.1 ศึกษาเนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความ จาก หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 3.2 ศึกษาวิเคราะห์จุดประสงค์ในหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้กำหนดจุดประสงค์ เชิงพฤติกรรมให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ในหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 3.3 สร้างแบบทดสอบตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ซึ่งเป็นแบบทดสอบเลือกตอบ มี 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 10 ข้อ 3.4 นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา จำนวน 3 คน ตรวจสอบ ความถูกต้อง ความเที่ยงตรงตามเนื้อหาและจุดประสงค์ โดยการหาค่า IOC ซึ่ง 3.5 การให้ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ได้กำหนดเกณฑ์ดังนี้ + 1 เมื่อแน่ใจว่า ข้อสอบนั้นวัดได้ตรงตามเนื้อหาและจุดประสงค์ 0 เมื่อไม่แน่ใจว่า ข้อสอบนั้นวัดได้ตรงตามเนื้อหาและจุดประสงค์ - 1 เมื่อแน่ใจว่า ข้อสอบนั้นไม่ได้วัดตรงตามเนื้อหาและจุดประสงค์ 3.6 ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ แล้วคัดเลือก ข้อสอบที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป ได้จำนวนข้อสอบที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 10 ข้อ แล้วนำมา พิมพ์เป็นแบบทดสอบเพื่อนพไปใช้ทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างต่อไป 20


การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ดำเนินการทดสอบก่อนใช้เทคนิคการอ่าน 5W1H กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2 คน ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 2. ดำเนินการทดลองด้วยกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้เทคนิคการอ่าน 5W1H จำนวน 6 แผน ชั่วโมงละ 1 แผน จำนวน 2 สัปดาห์ 3. หลังใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการอ่าน 5W1H ครบตามที่กำหนดไว้ ผู้วิจัยได้ทดสอบด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย เรื่อง ทักษะการอ่านจับใจความ กับกลุ่มตัวอย่างอีกครั้งหนึ่ง การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ 1. การวิเคราะห์ข้อมูล 1.1 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านทักษะการอ่านจับใจความ หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการอ่าน 5W1H กับ เกณฑ์ร้อยละ 70 โดยใช้ค่าร้อยละ (Percentage) 1.2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านทักษะการอ่านจับใจความ หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการอ่าน 5W1H โดย ใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) 2. สถิติที่ใช้ในการวิจัย 2.1 หาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน ด้านทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้ดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญ (IOC) สูตร IOC = เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่าง ข้อสอบกับจุดประสงค์ ∑R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทนจำนวนผู้เชี่ยวชาญ 2.2 ค่าร้อยละ (Percentage) สูตร P = x 100 21


เมื่อ P แทน ค่าร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นค่าร้อยละ N แทนจำนวนความถี่ทั้งหมด 2.3 หาค่าเฉลี่ยของคะแนน (Mean) สูตร μ = เมื่อ μ แทน คะแนนเฉลี่ย ∑X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทนจำนวนคนทั้งหมด 22


บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ด้านการอ่าน จับใจความ โดยใช้เทคนิคการอ่าน 5W1H กับเกณฑ์ร้อยละ 70 และเพื่อเปรียบเทียบเพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิคการอ่าน 5W1H ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนอนุบาลยางชุมน้อย(หน่วยคุรุราษฎร์รังสรรค์) โดยผู้วิจัยได้ เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อตอบวัตถุประสงค์ของการวิจัย รายละเอียดดังนี้ ตอนที่ 1 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ หลังได้รับ การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการอ่าน 5W1H กับเกณฑ์ร้อยละ 70 ตอนที่ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ ก่อน และหลังการได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H ตอนที่ 1 ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ หลังได้รับ การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการอ่าน 5W1H กับเกณฑ์ร้อยละ 70 ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ หลังได้รับการจัดการ เรียนรู้ด้วยเทคนิคการอ่าน 5W1H กับเกณฑ์ร้อยละ 70 ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนอนุบาลยางชุมน้อย(หน่วยคุรุราษฎร์รังสรรค์) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปรากฏดังในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 แสดงคะแนนหลังการได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H นักเรียนคนที่ คะแนนหลังเรียน (คะแนนเต็ม 10 คะแนน) เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 (ผ่านเกณฑ์ 7 คะแนน) 1 8 ผ่าน 2 8 ผ่าน 3 9 ผ่าน 4 8 ผ่าน 5 7 ผ่าน 6 8 ผ่าน 7 9 ผ่าน 8 8 ผ่าน


9 9 ผ่าน 10 7 ผ่าน 11 8 ผ่าน 12 9 ผ่าน 13 9 ผ่าน 14 8 ผ่าน 15 8 ผ่าน 16 9 ผ่าน 17 8 ผ่าน 18 7 ผ่าน 19 8 ผ่าน x̄ 7.66 ผ่าน จากตารางที่ 1 จะเห็นได้ว่า หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยรวมสูงกว่า เกณฑ์ร้อยละ 70 เมื่อพิจารณาคะแนนเป็นรายบุคคลพบว่า นักเรียนมีคะแนนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ตอนที่ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ ก่อนและหลังการได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ ก่อนและหลัง การได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการอ่าน 5W1H ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียน อนุบาลยางชุมน้อย(หน่วยคุรุราษฎร์รังสรรค์) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปรากฏดังแสดงในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 แสดงคะแนน ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนก่อนและหลังเรียน ด้วยแบบฝึกทักษะ นักเรียนคนที่ คะแนนก่อนเรียน (คะแนนเต็ม 10 คะแนน) คะแนนหลังเรียน (คะแนนเต็ม 10 คะแนน) คะแนนที่เพิ่มขึ้น 1 3 8 5 2 5 8 3 3 4 9 5 4 5 8 3 24


5 4 7 3 6 6 8 2 7 7 9 2 8 6 8 2 9 6 8 2 10 3 7 4 11 4 8 4 12 5 9 4 13 5 9 4 14 3 8 5 15 4 8 4 16 4 9 5 17 6 8 2 18 4 7 3 19 5 8 3 x̄ 5.1 7.79 จากตารางที่ 2 จะเห็นได้ว่า ก่อนเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ นักเรียนทำคะแนนสูงสุดได้ 7 คะแนน คะแนนต่ำสุด 3 คะแนนและมีคะแนนเฉลี่ย (x̄) 5.10 คะแนน และหลังเรียนด้วยแบบฝึก ทักษะ นักเรียนทำคะแนนสูงสุดได้ 10 คะแนน คะแนนต่ำสุด 7 คะแนน และมีคะแนนเฉลี่ย (x̄) 7.79 คะแนน แสดงให้เห็นว่า หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อน เรียน 25


บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยในครั้งนี้ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ด้านการอ่านจับ ใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 กับเกณฑ์ร้อยละ 70 ก่อนและหลัง เรียน โดยป ระชากรที่ ใช้ใน การวิจัยครั้งนี้ ได้ แก่ นั กเรียน ชั้น ป ระถม ศึก ษ า ปี ที่ 6/3 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนอนุบาลยางชุมน้อย(หน่วยคุรุราษฎร์รังสรรค์) 19 จำนวน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา2566 ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สระลดรูป สระโอะ ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6/3 จำนวน 5 แผน 2) นวัตกรรมที่เลือกใช้คือ เทคนิคการอ่านจับใจความ 5W1H 3) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความ ซึ่ง ใช้สำหรับทดสอบนักเรียนก่อนและหลังใช้แบบฝึกทักษะ เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ มี 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ การวิเคราะห์ข้อมูล ที่ได้โดยการวิเคราะห์หาค่าร้อยละ (percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของคะแนน สรุปผลการวิจัย ผลการวิจัยและนำเสนอตามลำดับดังนี้ 1. หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 81.58 เมื่อพิจารณาคะแนนเป็นรายบุคคลพบว่า นักเรียนมีคะแนนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ จำนวน 2 คน 2. ก่อนเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ นักเรียนทำคะแนนสูงสุดได้ 7 คะแนน คะแนนต่ำสุด 3 คะแนน คะแนนเฉลี่ย (x̄) 4.89 คะแนน และหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ นักเรียนทำคะแนนสูงสุด ได้9 คะแนน คะแนนต่ำสุด 7 คะแนน และคะแนนเฉลี่ย (x̄) 7.67 คะแนน แสดงให้เห็นว่า หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อภิปรายผล จากผลการวิจัยสามารถอภิปรายผลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสะกดคำที่ประสมด้วยสระลดรูป สระโอะ หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนอนุบาลยางชุม น้อย(หน่วยคุรุราฎร์รังสรรค์) กับเกณฑ์ร้อยละ 70 พบว่าหลังใช้แบบฝึกทักษะ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่านักเรียนได้รับการทบทวนการเรียนรู้อีกครั้งหนึ่ง ถือเป็นการทบทวนบทเรียนใหม่ ได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหามากขึ้น และเก็บเกี่ยวสิ่งที่ขาด


หายไปจากการเรียนในชั้นเรียน สอดคล้องกับ กอบกาญจน์ วงศ์วิสิทธิ์ (2551) การอ่านจับใจความ สำคัญเป็นทักษะเบื้องต้นที่ผู้อ่านจะต้องฝึกฝนตนเอง เพื่อให้สามารถจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่าน ได้ เพราะจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้อ่าน ทำความเข้าใจกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์ที่เขียนนำเสนอ มายังผู้อ่าน รวมไปถึงผู้สอนมีโอกาสได้ให้คำแนะนำและให้ความรู้อย่างใกล้ชิดกับตัวนักเรียน ผู้เรียนมี ความกล้าแสดงออกในการถามและแสดงความคิดเห็น เนื่องจากในเพื่อนร่วมชั้นเรียนมีความสามารถ ที่ใกล้เคียงกัน บรรยากาศในชั้นเรียนเป็นไปอย่างราบรื่น ในเรียนให้ความสนใจเรียนมากกว่าการ เรียนรู้ในชั้นเรียน อีกทั้งการฝึกประสบการณ์ในการทำแบบฝึกหัดที่จัดผู้สอนจัดเตรียมไว้ ทำให้ นักเรียนมองว่าเป็นเรื่องง่าย ท้าทำยและน่าสนใจ อยากพัฒนาตนเองให้บรรลุตามเป้าหมายในแต่ละ กิจกรรมที่ผู้สอนกำหนดไว้จึงทำให้นักเรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้และเข้าใจมากขึ้น ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะจากการวิจัยในครั้งนี้ 1.1 กิจกรรมในแบบฝึกทักษะอาจจะเพิ่มมากกว่านี้เพื่อเป็นเครื่องมือให้นักเรียนได้ ฝึกฝนและพัฒนาตนเองต่อไป 1.2 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัยอาจจะยังไม่เพียงต่อการพัฒนาทักษะของนักเรียน ควรพัฒนานักเรียนอย่างต่อเนื่อง 2. ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 แบบฝึกทักษะที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ สามารถนำไปต่อยอดในการพัฒนาทักษะ นักเรียน เรื่อง สระอื่น ๆ ได้ 2.2 ในการจัดการเรียนรู้ ควรใช้สื่อการสอนให้หลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ ฝึกฝนได้มากยิ่งขึ้น 27


บรรณานุกรม กำชัย ทองหล่อ. (2554). หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ : บริษัท รวมสาส์น (1997) จำกัด กองเทพ เคลือบพณิชกุล. (2542). การใช้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. ขันธ์ชัย อธิเกียรติ. (2551). การจัดกิจกรรมการเรียนรการสอนภาษาไทย (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง. ชัยวัฒน์ สุทธิวัฒน์. (2555). 80 นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ. กรุงเทพฯ : แดเน็กซ์ อินเตอร์คอร์ปอเรชั่น. ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล. (2558). คู่มือการเรียนการสอนภาษาไทยโดยวิธีแจกลูกและสะกดคำ. กรุงเทพฯ : บริษัท วศิระ จำกัด. สายันห์ ผาน้อยและคณะ. (2553). การสอนภาษาไทยให้อ่านออกเขียนได้ โดยวิธีแจกลูกสะกดคำ. นนทบุรี: สำนักพิมพ์ซี.ซี.นอลลิดจ์ลิงคส์. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช๒๕๕๑. กรุงเทพฯ : สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. สำลี รักสุทธิ์. (2553). สอนอย่างไรให้เด็กอ่านออก อ่านได้ อ่านคล่อง อ่านเป็น เขียนได้ เขียนคล่อง และเขียนเป็น. กรุงเทพ ฯ : สำนักพิมพ์พัฒนศึกษา. สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ จุติตา คงด้วง (2549). การพัฒนาแบบฝึกทักษะวิชาภาษาไทยเรื่องการเขียนสะกดคำ ของนักเรียน มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบดินเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 4 . วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. 1 กันยายน 2561. สืบค้นจาก http://thesis.swu.ac.th/swuthesis/Sec_Ed/Jutita_K.pdf ธเนศ สุพงษ์. (2558). ความหมาย ความสำคัญ องค์ประกอบและประเภท ของนวัตกรรมการศึกษา, 11 เมษายน 2561.สืบค้นจาก https://thanetsupong.wordpress.com 28


มัณฑรา ธรรมบุศย์. (2561). ทฤษฎีการเรียนรู้ของธอร์นไดค์, 30 สิงหาคม 2561 สืบค้นจาก https://sites.google.com/site/psychologybkf1/home/citwithya-kar-reiynru/thvsdi-kar-reiyn-ru-khxng-th-xrn-dikh ราณี เดือนขาว. (2551). การสร้างแบบฝึก, 30 สิงหาคม 2561. สืบค้นจาก http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=17549&Key=news_rese arch วัสยามน มิ่งระหงส์. งานวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/4. [pdf]. สืบค้นจาก http://www.sl.ac.th/html_edu/sl/temp_emp_research/314.pdf วสันต์ ศรีเจริญ. (2550). ความหมายเทคโนโลยีการศึกษา, 30 สิงหาคม 2561. สืบค้นจาก https://www.gotoknow.org/posts/103617 สมพงษ์ ศรีพยาต. (2553). การพัฒนาชุดแบบฝึกการเขียนสะกดคำ สำหรับ นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6. วิทยานิพนธ์ ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต. นครปฐม : มหาวิทยาลัยศิลปากร. สืบค้นจาก http://www.thapra.lib.su.ac.th/objects/thesis/fulltext/snamcn/Sompong_Sripay at/fulltext.pdf ศรีไพวรรณ ศรีกุลา. (2554). การพัฒนาแบบฝึกทักษะ การอ่านและเขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิต. บุรีรัมย์: มหาวิทยาลัยราชภัฏ บุรีรัมย์. สืบค้นจาก http://dspace.bru.ac.th/xmlui/handle/123456789/1544?show=full 29


ภาคผนวก ภาคผนวก ก แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ภาคผนวก ข แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ภาษาไทย ภาคผนวก ค แบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านจับใจความ


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชาภาษาไทย ภาคเรียนที่ ๑ หน่วยการเรียนรู้ที่ เรื่อง จากผาแต้ม สู่อียิปต์ เวลา 5 ชั่วโมง เรื่อง รู้จักเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H เวลา ๑ ชั่วโมง ๑. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด การอ่านจับใจความ ด้วยการอ่านในใจแล้วสามารถตั้งคำถาม ตอบคำถาม บอกสิ่งที่เกิดขึ้นใน แต่ละเหตุการณ์ได้ จะทำให้สามารถสรุปใจความสำคัญและข้อคิดที่ได้จากเรื่องที่อ่านเพื่อนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวัน ๒. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระที่ ๑ การอ่าน มาตรฐานการเรียนรู้ ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไป ตัดสินใจแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด ป.6/8 อ่านหนังสือตามความสนใจ และอธิบายคุณค่าที่ได้รับ ๓. จุดประสงค์การเรียนรู้ ด้านความรู้ (K) อธิบายเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H ได้ ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) เลือกใช้เทคนิค 5W1H ได้ถูกต้อง ด้านเจตคติ (A) ๑. ใฝ่เรียนรู้ ๒. มุ่งมั่นในการทำงาน สาระการเรียนรู้ การอ่านจับใจความ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน - ความสามารถในการสื่อสาร - ความสามารถในการคิด คุณลักษณะอันพึงประสงค์ - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นในการทำงาน ๗. ชิ้นงาน/ภาระงาน ๑. แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง การตั้งและตอบคำถาม ๒. ใบความรู้ เรื่อง เทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H ๓. ใบงาน เรื่อง ตำนานเงือกทอง


๘. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนำ ๑. ครูกล่าวทักทาย และให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง การตั้งและตอบคำถาม ตามหลัก 5W1H โดยกากบาทเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด นักเรียนและครูร่วมกันตรวจอภิปราย คำตอบตามที่ครูเฉลยและบันทึกคะแนนที่ได้ลงบนแบบทดสอบก่อนเรียน ๒. นักเรียนและครูร่วมกันสนทนาเรื่องของวิธีการตั้งคำถาม ว่าการตั้งคำถาม มีประโยชน์ อย่างไร และให้นักเรียนลองยกตัวอย่างประโยคคำถาม คนละ 1 ประโยค ขั้นสอน 3. นักเรียนแต่ละกลุ่มรับใบความรู้เรื่องการตั้งคำถาม โดยแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาวิธีตั้ง คำถาม ใคร อะไร ที่ไหน ทำไม อย่างไร 4. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปราย การตั้งคำถาม เช่น การถามว่า ใคร เป็นการถามถึงตัว ละครในเรื่อง การถามสถานที่ ต้องใช้คำว่าที่ไหน 5. ครูให้ข้อความนักเรียนแต่ละกลุ่ม และร่วมกันตั้งคำถาม 6. แต่ละกลุ่มออกมานำเสนอการตั้งคำถามของกลุ่มตนเอง 7. ครูและเพื่อนในชั้นเรียนร่วมกันเฉลย นักเรียนบันทึกคำถามและบันทึกความรู้ลงในสมุด งาน ขั้นสรุป 9. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปความรู้ว่า การตั้งคำถามเป็นการตั้งเพื่อหาคำตอบ โดยใช้ หลัก ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ทำไม อย่างไร เพื่อช่วยให้การอ่านและฟังได้ใจความมากยิ่งขึ้น ๙. สื่อ 1. แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง การตั้งและตอบคำถามตามหลัก 5W1H 2. ใบความรู้เรื่อง การตั้งและตอบคำถามตามหลัก 5W1H 3. ใบงาน เรื่อง คนตัดไม้


การวัดและการประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัดผล ประเมินผล เครื่องมือวัดประเมินผล เกณฑ์การ ประเมินผล ด้านความรู้ (K) อธิบายเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H ได้ ตรวจผลงานนักเรียน ใบกิจกรรม การอ่านจับ ใจความ ร้อยละ 6๐ ขึ้นไป ผ่านเกณฑ์ ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) เลือกใช้เทคนิค 5W1H ได้ถูกต้อง ตรวจผลงานนักเรียน ใบกิจกรรม การอ่านจับ ใจความ ร้อยละ 6๐ ขึ้นไป ผ่านเกณฑ์ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. ใฝ่เรียนรู้ 2. มุ่งมั่นในการทำงาน สังเกตพฤติกรรม แบบประเมินคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ เกณฑ์คุณภาพผ่าน ขึ้นไป สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ประเด็นการประเมิน วิธีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมิน สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ๑. ความสามารถในการสื่อสาร ๒. ความสามารถในการคิด สังเกตพฤติกรรม แบบประเมินสมรรถนะ สำคัญของผู้เรียน เกณฑ์คุณภาพผ่าน ขึ้นไป


บันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้ ๑. ผลการจัดการเรียนรู้ ด้านความรู้(K) - นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความรู้ จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 100 - นักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความรู้ จำนวน.......-........คน คิดเป็นร้อยละ....-...... ได้แก่……………………………………………………………………………………………………………………………………… ด้านทักษะ/กระบวนการ(P) - นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านทักษะ/กระบวนการ จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 100 - นักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านทักษะ/กระบวนการ จำนวน......-......คน คิดเป็นร้อยละ…-. ได้แก่……………………………………………………………………………………………………………………………………… ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์(A) - นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านใฝ่เรียนรู้ จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 100 - นักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านใฝ่เรียนรู้ จำนวน……-……...คน คิดเป็นร้อยละ.……-…… ได้แก่……………………………………………………………………………………………………………………………………… - นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านมุ่งมั่นในการทำงาน จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 100 - นักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านมุ่งมั่นในการทำงาน จำนวน…-…..คน คิดเป็นร้อยละ…- ได้แก่……………………………………………………………………………………………………………………………………… ด้านสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน - นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความสามารถในการสื่อสาร จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 100 - นักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความสามารถในการสื่อสาร จำนวน…........-............คน คิดเป็นร้อยละ……-…………… ได้แก่……………………………………………………………………………………………………………………………………… - นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความสามารถในการคิด จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 100 - นักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความสามารถในการคิด จำนวน…........-............คน คิดเป็นร้อยละ………-………… ได้แก่……………………………………………………………………………………………………………………………………… - นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 100 - นักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต จำนวน…........-............คน คิดเป็นร้อยละ………-………… ได้แก่………………………………………………………………………………………………………………………………………


แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ กิจกรรมที่ ๑ ชื่อกลุ่ม......................................................................................................................... สมาชิกกลุ่ม ๑. ...................................................................................เลขที่.................. ๒. ..................................................................................เลขที่................... ๓. ..................................................................................เลขที่................... ๔. ..................................................................................เลขที่................... คำชี้แจง นักเรียนอ่านนิทานเรื่องต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม คนตัดไม้คนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่ริมลำธาร เพราะทำขวานของตนเองตกลงไปในน้ำ เทพารักษ์สงสารจึงปรากฏกายช่วยเหลือ โดยครั้งแรกงมขวานทองคำ ครั้งที่สองงมขวานเงินขึ้นมาให้ คนตัดไม้นั้น เป็นคนซื่อสัตย์จึงปฏิเสธว่า ไม่ใช่ขวานของตน จนเทพารักษ์ งมขวานเหล็กขึ้นมา เขาจึง ยอมรับ เทพารักษ์ตอบแทนความซื่อสัตย์ด้วยการมอบขวานทองคำและเงินให้ด้วย เพื่อนบ้านคนหนึ่ง ทราบเรื่อง เกิดความละโมบ จึงไปที่ลำธารและทำขวานหล่น แต่ด้วยความไม่ซื่อสัตย์ ทำให้เขาไม่ได้ ขวานคืน แม้กระทั่งขวานของตนเอง จากหนังสือเพลินอ่านนิทานชาดก ชุด นิทานก่อนฝันดี เล่าเรื่องโดย ต้อยติ่ง ๑. ใครทำอะไร ที่ไหน …………………………………………………………………………………………………………………………………. ๒. ใครมาช่วย ………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓. นิทานเรื่องนี้ให้ข้อคิดอย่างไร …………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔. เหตุที่ชายคนที่ ๒ ไม่ได้ทั้งขวานเดิมของตนและขวานใหม่ที่เขาต้องการ เพราะเขามีลักษณะแตกต่าง จากคนธรรมดาทั่วไปอย่างไร …………………………………………………………………………………………………………………………………… ๕. จากความคิดและพฤติกรรมของชายทั้ง ๒ ใครน่าเอาอย่างและใครไม่น่าเอาอย่าง เพราะอะไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………


ใบความรู้ การตั้งคำถาม 5W1H การระบุปัญหาที่ชัดเจนเป็นพื้นฐานในการกำ หนดวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาให้สอดคล้อง กับสภาพปัญหาที่แท้จริง ซึ่งจะช่วยให้แก้ปัญหาได้ตรงจุด สามารถรวบรวมรายละเอียดของปัญหาได้ ตรงประเด็น โดยเทคนิคหนึ่งที่สามารถนำ มาใช้ในการ วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาและช่วยให้ได้ ข้อมูลที่นำ ไปสู่การกำ หนดกรอบของปัญหา คือ การใช้คำ ถาม 5W1H ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ คำถาม รายละเอียด What (อะไร) เกิดปัญหาอะไร Who (ใคร) ปัญหานี้เกิดกับใคร หรือใครเป็นผู้ทำให้เกิด Why (ทำไม) ทำไมจึงเกิดปัญหานี้ When (เมื่อใด) ปัญหานี้เกิดขึ้นเมื่อใด Where (ที่ไหน) ปัญหาเกิดขึ้นที่ไหน How (อย่างไร) จะแก้ปัญหาได้อย่างไร ตัวอย่างการวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาโดยใช้คำถาม 5W1H สถานการณ์ตัวอย่าง ปัญหาขยะ เป็นปัญหาที่โรงเรียนส่วนใหญ่พบเจอกันอยู่เป็นประจำ แม้ว่าในโรงเรียนจะ มีการรณรงค์ให้แยกขยะเพื่อทิ้งลงในถังแต่ละประเภท ซึ่งทางโรงเรียนได้จัดเตรียมถังขยะแยกประเภท ไว้แล้ว แต่ก็ยังพบว่ามีอีกหลายปัญหาที่ยังเกิดขึ้นอยู่ จากการสำรวจและศึกษาปัญหาขยะของนักเรียน ในโรงเรียนแห่งหนึ่งพบว่า ปัญหาขยะล้นถัง เป็นสาเหตุที่ทำ ให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น ขยะมีกลิ่นเหม็น ขยะมีแมลงวันตอม จึงจำ เป็นต้องแก้ไข ปัญหาขยะล้นถังก่อนเป็นอันดับแรก


เมื่อนำเทคนิคการใช้คำ ถาม 5W1H มากำหนดกรอบของปัญหาจะได้ดังนี้ คำถาม รายละเอียด What (อะไร) ขยะมีปริมาณมากจนล้นออกจากถัง Who (ใคร) ทุกคนในโรงเรียนที่ทิ้งขยะ หรือมีส่วนในการทำให้เกิดขยะ (รวมถึงแม่ค้าที่เป็นผู้ขายและนักเรียนที่เป็นผู้ซื้อ) Why (ทำไม) -ขยะมีปริมาณมากเกินไป -ถังขยะมีขนาดเล็กเกินไป -ขยะมีปริมาตร ทำให้มีที่ว่างในถังขยะ When (เมื่อใด) การทิ้งขยะเกิดขึ้นทุกช่วงเวลา แต่จะมีปริมาณมากที่สุดคือ ช่วงพัก กลางวัน Where (ที่ไหน) ที่ตั้งถังขยะบริเวณลานที่นั่งพักผ่อนใกล้โรงอาหาร How (อย่างไร) -หาวิธีการลดปริมาตรของขยะ เพื่อเพิ่มพื้นที่ของถังขยะ -หาวิธีลดปริมาณขยะ เมื่อนำมากำหนดกรอบของปัญหาจะได้ว่า ต้องการหาวิธีการลดปริมาณขยะในถังขยะที่ตั้งอยู่ บริเวณลานที่นั่งพักผ่อนใกล้โรงอาหาร ซึ่งมีขยะจำนวนมากจนล้นออกจากถังโดยเฉพาะช่วงเวลาพัก กลางวัน


แบบทดสอบหลังเรียนวัดความสามารถในการอ่านจับใจความ คำชี้แจง ให้นักเรียนอ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 1 – 3 การประหยัดไฟฟ้า หมายถึง การลดปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้ากว่าที่เคยใช้ตามสบาย โดยใช้ปริมาณกระแสไฟฟ้าตามความจำเป็นอย่างคุ้มค่า เราสามารถตรวจสอบปริมาณการใช้ กระแสไฟฟ้าได้โดยดูจากมิเตอร์ไฟฟ้า 1. ข้อใดเป็นการประหยัดไฟฟ้า ก. เปิดไฟนอนทั้งคืนเพราะกลัวผี ข. เปิดทีวีทิ้งไว้แต่ตนเองไปข้างนอก ค. เปิดหน้าต่างแทนการใช้พัดลม* ง. เปิดแอร์และพัดลมตอนทำงาน 2. การประหยัดไฟฟ้า หมายถึงข้อใด ก. การใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง ข. การใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า* ค. การใช้พลังงานเกินความจำเป็น ง. การไม่ใช้พลังงานเลย 3.เราสามารถตรวจสอบปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าได้จากอะไร ก. คอมพิวเตอร์ ข. มอเตอร์ไฟฟ้า ค. รถมอเตอร์ไซ ง. มิเตอร์ไฟฟ้า* คำชี้แจง ให้นักเรียนอ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 4 - 6 ไก่แดง มีไก่แดงตัวหนึ่ง เมื่อเขาหากินอยู่กับลูกของเขา เขาได้ไปพบกับเมล็ดข้าวสาลี เขาถึงถาม ว่า ใครจะปลูกข้าวนี้ ห่านตอบว่าฉันไม่ปลูก เป็ดตอบว่าฉันไม่ปลูก ไก่แดงจึงปลูกเอง ข้าวสาลีมี เมล็ดข้าวแก่แล้วเขาจึงถามว่า ใครจะเอาไปที่โรงสีเล่า ห่านพูดว่าฉันไม่ไปเป็ดก็พูดว่าฉันไม่ไป ไก่ แดงก็ไปเอง เมื่อเขาได้สีข้าวสาลีและทำเป็นแป้งแล้ว ไก่แดงเอาแป้งนั้นมา และถามว่าใครจะทำ แป้งนี้ให้เป็นขนมปัง ห่านและเป็ดตอบว่าไม่ทำ ไก่แดงก็ทำขนมปังจนเสร็จ เมื่อเสร็จแล้วไก่ก็ถาม ว่า ใครจะกินขนมปังนี้ ห่านและเป็ดตอบว่ากิน ไก่แดงก็พูดว่าไม่ได้เพราะไม่ช่วยทำ และเขาก็เรียก ลูกมากินจนอิ่ม ห่านและเป็ดก็อดกิน (นิทานสำหรับเด็ก พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา)


4.สัตว์ชนิดใดไม่ปรากฏในเรื่อง ก. ไก่ ข. เป็ด ค. ห่าน* ง. นก 5.เพราะเหตุใดไก่แดงจึงไม่ให้เป็ดและห่านกินขนมปัง ก. เพราะเป็ดและห่านไม่ช่วยไก่แดงปลูกข้าว ข. เพราะเป็ดและห่านไม่นำข้าวไปโรงสี ค. เพราะเป็ดและห่านไม่ช่วยไก่แดงทำขนมปัง ง. ถูกทุกข้อ* 6.การที่ไก่แดงมีลักษณะนิสัยอย่างไร ก. ดุร้าย ข. ไม่มีน้ำใจ ค. พึ่งตนเอง* ง. อดออม คำชี้แจง ให้นักเรียนอ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 7-8 แหล่งน้ำ หมายถึง บริเวณที่เป็นที่รวมของน้ำ ในแต่ละท้องถิ่นมีแหล่งน้ำและการใช้ ประโยชน์จากแหล่งน้ำที่แตกต่างกัน ขึ้นกับสภาพแวดล้อมในแต่ละท้องถิ่น ในท้องถิ่นที่มีป่าไม้มาก ก็จะพบแหล่งต้นน้ำลำธารก่อให้เกิดความชุ่มชื้น และการหมุนเวียนของน้ำ แต่ถ้าในท้องถิ่นมีป่าไม้ น้อยหรือไม่มีป่าไม้ ก็จะเกิดความแห้งแล้งและไม่ค่อยมีแหล่งน้ำ 7.เราพบแหล่งต้นน้ำลำธารจากบริเวณใด ก. บริเวณที่มีป่าไม้แห้งแล้ง ข. บริเวณที่ไม่มีป่าไม้ ค. บริเวณที่มีป่าไม้มาก* ง. บริเวณที่มีป่าไม้น้อย 8.แหล่งน้ำหมายถึงข้อใด ก. บริเวณรวมตัวของหมอก ข. บริเวณรวมตัวของเมฆฝน ค. บริเวณรวมตัวของน้ำ* ง. บริเวณรวมตัวของไอน้ำ


คำชี้แจง ให้นักเรียนอ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 9 เด็กเอ๋ย เด็กน้อย ความรู้ เรายังด้อย เร่งศึกษา เมื่อเติบใหญ่ เราจะได้ มีวิชา เป็นเครื่องหา เลี้ยงชีพ สำหรับตน 9. ข้อใดเป็นข้อคิดที่ได้จากคำกลอน ก. การศึกษาเรียนแค่ตอนเป็นเด็ก ข. พ่อแม่ต้องเรียนหนังสือ ค. คุณครูต้องเรียนหนังสือ ง. การศึกษาทำให้มีอาชีพ* คำชี้แจง ให้นักเรียนอ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 10 มดแดงเป็นลูกสาวคนเล็ก อาศัยอยู่กับพ่อ แม่ และพี่ชายชื่อ มดดำ ในชนบท ก่อนไป โรงเรียนทุกเช้ามดแดงจะไปช่วยพ่อรดน้ำต้นไม้ ตอนเย็นกลับมาจากโรงเรียน แม่ก็จะสอนการบ้าน ให้กับมดแดง หลังจากมดแดงทำการบ้านเสร็จ พี่มดดำมักจะชวนมดแดงไปเก็บผักในสวนเสมอ ใน สวนของบ้านมดแดงปลูกพืชผักสวนครัวมากมาย เช่น ตำลึง มะระ โหระพา คะน้า พริกขี้หนู และ กะเพรา บ้านมดแดงจึงมีผักไว้ทำอาหารกินเอง ไม่ต้องไปซื้อที่ตลาดให้สิ้นเปลือง 10. ครอบครัวของมดแดงอาศัยอยู่กี่คน ก. 2 คน ข. 3 คน ค. 4 คน* ง. 5 คน


Click to View FlipBook Version