ค ํ าน ํ า หนังสือเลมนี้เกิดขึ้นจากการเก็บสิ่งดีๆ ที่ไดผานเขามาในชวงระยะ เวลาหนึ่ง โดยเก็บจากหลายแหลงที่มา และหลากหลายเรื่องราว มาปรับปรุง เปนครั้งที่๒ แตโดยสวนใหญแลว จะเปนการเก็บเรื่องราวดีๆ ที่จะทําใหทาน ทม่ีโอกาสได ีอานหนงสัอเลืมน้ีและพจารณาตามเนิอความน้ืน้ัจะมความเขี าใจ ในธรรมชาติของชีวิต มีความเบาสบาย และมีความทกขุที่นอยลงในที่สุด เปนการเกบท็งค้ัาของพระพํทธเจุาโดยตรง หรอทืเราเร่ียกวีาพทธวจนุ ซงเป่ึนคาทํล่ีกึมความหมายซี งเป้ึนทส่ีดุโดยเกบมาจากพระอาจารย็คกฤทธึ ์ิ โสตถผโล ิและจากครอาจารยูท เป่ีนผ ใหูความกระจ างในทางธรรม โดยเฉพาะ อยางยิ่งจากวัดศรีสรโยธุิน... เกบจากพระธรรมเทศนา็ของพระอาจารยเสกสรร คเวสโกรกษาการั เจาอาวาสซงท่ึ านเป นครบาอาจารยู สายปฏ บิตัิเปนพระกรรมฐาน เปนลกศูษยิ ในรุนที่๔ ของหลวงปูชา สุภัทโท รวมทั้งหลวงตาสุนทร คติธมโม และ พระอาจารยอุทัย อุทโย ซึ่งเปนครูอาจารยผูมีพระคุณที่คอยบอกสอนช้แนะี ใหความเห็นในทางธรรม เพื่อความเขาถึง เขาใจคําสอนของพระพุทธเจามาก ยิ่งขึ้นเปนลําดับ สดทุายนขอกราบขอบพระค้ีณทุกคุาสอนํทกครุอาจารยูทกคุาแนะนําํ จากทกกุลยาณมัตริและหากมขีอผดพลาดหริอบกพรืองด วยประการใด ผจูดทัาํ ขอนอมรบและขออภั ยไว ั ณ ทน่ี้ีสดทุายขออานสงสิแหงความต งใจอ้ันบรัสิทธุ์ิ ในการที่จะเผยแผธรรมะนี้ จงเปนปจจัยเกื้อหนุนใหทุกทานที่มีสวนเกี่ยวของ และผใฝูธรรมทกทุานจงเขาถงความสงบรึมเยน็และความสขทุประณ่ีตยีงๆ่ิขนไป้ึ หวังใหมีความสุขทุกทานเทอญ กลุมเพื่อนธรรม กันยายน ๒๕๕๗
สารบ ั ญ บทนํา ๔ เก็บมาฝาก... จากพุทธวจน เรื่อง เสาเขื่อน เสาหลัก ๒๐ เรื่อง ฆราวาสชั้นเลิศ ๒๒ เก็บมาฝาก... จากวัดศรีสุรโยธิน เรื่อง ยึดติดประเพณี ๒๓ เรื่อง ขยะชิ้นเล็กๆ เก็บไดไหม ๒๙ เรื่อง ใคร... ใคร... ก็กวาดได๓๐ คําถามชวนคิด... กับพระอาจารยเสกสรร คเวสโก ๓๑ เพิ่มเติมสิ่งดีดี... จาก forward mail เรื่อง ชายตาบอด... กับโคมไฟ ๓๕ เรื่อง สุดทาย... ที่ไมมีวันกลับมา ๓๗ เรื่อง ลูกจา... อยาสงแมไปบานพักคนชราเลย ๔๑
พระพุทธเจา... ตรัสวา พึงชนะความโกรธ ดวยความไมโกรธ พึงชนะคําดาวา ดวยการไมดาวา พึงชนะคําตัดพอ ดวยการไมตัดพอ พึงชนะความไมดี ดวยความดี พึงชนะคนตระหนี่ดวยการให พึงชนะคนพูดเท็จเหลวไหล ดวยการพูดคําจริง เมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้ยอมมี เพราะความเกิดขึ้นของสิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไมมีสิ่งนี้ยอมไมมี เพราะความดับไมเหลือของสิ่งนี้สิ่งนี้จึงดับไป.
4 สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก บทน ํ า เราเคยสงสัยกันบางหรือไมวา... ชีวิตนี้คืออะไร ? หลายคนบอกวา... ชีวิต คือการเรียนรู คือการตอสู คือการทดลอง และอาจ มีอีกหลายคนที่บอกวา ชีวิต คือ ความสําเร็จในการงาน ความรัก ครอบครัว หรือบางก็วา คือการแสวงหา คือ… ความสุขที่ตองวิ่งตาม เสาะหา คนควา และฟาดฟน แลวความสขคุออะไร ื ? คอความสมหวื งในท ักอยุาง และไดในส งท่ิ ตนปรารถนา่ี ... คอความสมหวื งในการงาน ั ในความรกั ในเศรษฐกจิ... เทานนหร้ัอื ? มสีขุ ... แลวตองมทีกขุหร อไม ื ? แลวความทกขุ มนมาตอนไหน ั ... มาอยางไร ? ตอบอยางงายๆ ไดไหมวา... ทุกขจะมาก็ตอนที่เราผิดหวัง อยากไดแลวไมได อยากมีแลวไมมี... อยากเปนแลวไมไดเปน อยาก... แลวไมได หรือได... ในสิ่งที่ไมอยาก ความพลัดพราก ฟุงซาน รําคาญใจ... นั่นคือทุกขใชไหม ? เมื่อเราไดยินคําวา “ทุกข” เชื่อแนวาทุกคนไมมีใครปรารถนาอยางแนนอน ไมอยากประสบพบเจอเลย... ไมวาในเวลาใดและรูปแบบไหน... แตเปนสิ่งที่นาแปลก ก็คือ ไมมีใครที่หนี “ความทุกข” นี้พน ความจริงก็คือ... เราทุกคนลวนแตจะตองอยูกับความทุกขทั้งนั้น แตจะ “รหรูอไม ืร ” ูเทานนเอง้ั ... บางคนรจูกทักขุ ... แลวเพยรพยายามหาทางออกี จากทุกขบางคนมาถูกทาง แตบางคนก็หลงทาง... ไปหวังพึ่งปาฏิหาริยตางๆ
สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก 5 เมื่อพูดถึงปาฏิหาริย พระพุทธองคไดตรัสไววาปาฏิหาริยนี้มีอยู๓ อยางคือ... หนึ่ง... อิทธิปาฏิหาริยเปนอิทธิวิธี *สามารถแสดงฤทธิ์ตางๆ ได สอง... อาเทสนาปาฏิหาริยคือการทายจิต ทายความรูสึกของจิต เปนตน ซึ่งทั้งสองปาฏิหาริยนี้พระพุทธเจาทรงหาม... เพราะจะทําใหไปหลงยึดติด และไมสามารถเดินทางไปสูความดับทุกขได สาม... อนุศาสนียปาฏิหาริยคือปาฏิหาริยจากคําเทศนสอน... เปนปาฏิหาริย ซึ่งพระพุทธองคใหเชื่อในปาฏิหาริยนี้เพราะเปนเสนทางเดียวเทานั้นที่จะ นําไปสูการหลุดพนได ถาหากเราจะเจรญรอยตามคิาสอนของพระพํทธเจุาเราจะตองหนกแนันมนคง่ั เอาตนและธรรมเปนที่พึ่ง ใหตรึกตรอง และนึกถึงในปาฏิหาริยอยางที่สามนี้ ดวยการฟงค ําเทศนสอนของพระพุทธองคอยูบอยๆ เทานั้น บางคนที่มีบุญสะสมมามาก... ชีวิตนี้ไมเคยรูจักทุกขเพราะเกิดมาก็มีแต ความสะดวกสบาย ราบรื่น สมหวัง... สมบูรณพรอมในทุกดาน... เมื่อไมรูจัก ทุกข... ไมเคยทุกขเลย ก็เลยไมรูวาจะตองหาทางออกจากทุกขไปเพื่ออะไร ความทุกขนี้... ถาพูดกันอยางงายๆ ก็จะแบงไดเปนสองจําพวกดวยกัน... ที่เราเรียกวา “ทุกขประจํา” และ “ทุกขจร” ทุกขประจํานี้... ตองพบเจอกันทุกคนไมมียกเวน นั่นก็คือทุกขเพราะการแก เจ็บ และตาย... เพราะความเสื่อมไปของสังขาร... ไมมีใครที่จะหลีกหนีพน สวนทุกขจร... เดี๋ยวมาเดี๋ยวไป คืออาการเกิดขึ้นของอารมณตางๆ เชน รัก โกรธ เกลยดีชอบ ไมชอบ ดีใจ เสียใจ หงุดหงิด รําคาญใจ อยางนี้ เปนตน... ทุกขจรนี้เราสามารถจะหลีกเลี่ยงไดดวยการมีสติการละวาง ปลอยวาง ไมใหอารมณเหลานี้ทําใหเราเปนทุกข * อิทธิวิธีไดแกคนเดียวแปลงรูปเปนหลายคน หลายคนเปนคนเดียว, ทําที่กําบังใหเปนที่แจง, ทําที่แจงใหเปนที่กําบังไปไดไมขัดของ ผานทะลุฝาทะลุกําแพง ทะลุหุบเขา เดินไปในอากาศ เดินไปไดเหนือนํ้า,ไปไดในอากาศเหมือนนกมีปก ทั้งที่ยังนั่งสมาธิคูบัลลังกลูบคลําดวงจันทรและดวงอาทิตยเปนตน
6 สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก พระพุทธเจาทานไดเปรียบบุคคลในโลกนี้เปน ๔ กลุมดวยกัน ทานเปรียบ เหมือนมาอาชาไนย ๔ จําพวก.... ตามบุญกรรมที่แตละคนกระทํามาแตชาติ ปางกอน ซึ่งจะแตกตางกันไปตามปจจัยเกื้อหนุนมาแตหนหลัง เปรียบมาอาชาไนยจําพวกที่๑ วา... พอเห็นเงาปฎักของนายสารถีผูบังคับมา ก็ยอมสําเหนียกรับรูวาจะตองทําการใดเพื่อสนองแกนายสารถีโดยไมตองรอ ใหนายสารถีเอาปฎักมาแทงหลัง... ดุจบุคคลบางคน... ที่เพียงรูขาวคนอื่น ไดรับความทุกขหรือถึงแกความตาย ก็เรงขวนขวายทําความดีเพราะรูวาสิ่ง เหลานั้นหลีกหนีไมพน มาอาชาไนยจําพวกที่๒ คือ.... มาอาชาไนยที่แมเห็นเงาปฎักก็หาไดยําเกรง ตองรอใหนายสารถีเอาปฎักแทงทะลุขุมขนเสียกอน จึงคอยสําเหนียกรับรูวา จะตองทําการใดเพื่อสนองแกนายสารถี... ดุจบุคคลบางคนที่ตอเมื่อ ไดเห็น บุคคลอื่นไดรับความทุกขหรือถึงแกความตายไปตอหนา... จึงจะเรงขวนขวาย ทําความดีเพราะรูวาสิ่งเหลานั้นหลีกหนีไมพน มาอาชาไนยจําพวกที่๓ ก็คือ... มาอาชาไนยที่แมเห็นเงาปฎักนายสารถี ก็ไมรูสึกรูสาแมถูกปฎักแทงทะลุขุมขน ก็ยังไมสําเหนียก... นายสารถีตองเอา ปฎักแทงทะลุไปถึงเนื้อจึงยอมสลดจดจํา กระทําตามที่นายสารถีบัญชา... ดจบุคคลบางคนุทรอให่ีเหนญาต็พิน่ีองหร อคนใกล ืชดของตนได ิรบความทักขุ หรือ ถึงแกความตายเสียกอน เขาจึงจะยอมเรงสรางบุญสรางกุศลเพราะรูวา สิ่งเหลานั้นหลีกหนีไมพน มาอาชาไนยจําพวกที่๔ คือ... มาอาชาไนยที่เห็นเงาปฎักก็ไมกลัวถูกแทง ไปถึงขุมขนก็ไมตระหนัก นายสารถีแทงปฎักทะลุไปถึงเนื้อก็ยังไมทําตาม... จนกระทั่งปลายปฎักทะลุไปถึงกระดูก จึงคอยสลดลง.... ดุจบุคคลที่ไดขาว เรื่องความทุกขความตายของคนอื่นก็เฉยๆเห็นญาติพี่นองคนใกลตนประสบ ความทุกขเผชิญความตายก็ยังไมนําพา... กระทั่งความทุกขนั้นมาถึงตนเอง พรอมความตายที่กําลังคืบคลานมาหาอยูเบื้องหนา จึงเรงสรางบุญสรางกุศล
สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก 7 เพราะรูวาสิ่งเหลานั้นหลีกหนีไมพน เมื่อเขาใจมาอาชาไนยทั้ง ๔ จําพวกแลว... ก็ตองหันกลับมาพิจารณาตนเอง วา... เรานี้... เปนมาอาชาไนย จําพวกไหนกันหนอ ? “ความทุกข” แปลวา ความทนอยูในสภาพเดิมไดยาก สิ่งใดที่มีความเปลี่ยนแปลง.... สิ่งนั้นยอมเป นทุกข “ความทุกข” จึงเปนสิ่งสําคัญ... เมื่อรูสึกวา “เปนทุกข” เราไมควรจะตกใจ เสียใจ ไมควรกลัวที่จะเผชิญ และไมควรหนี... แตเราควรตองหันหนากลับมา มอง มาดูมาคิด พิจารณา และทบทวน ดูวาทุกขนั้น มันทุกขที่ตรงไหน ทุกขเพราะอะไร และจะออกจากทุกขนี้อยางไร พระพุทธเจา ทรงตรัสเกี่ยวกับความทุกขและการพนทุกขไววา... “การพนทุกขโดยไมรูอริยสัจนั้น... เปนไปไมได” และเพื่อความเขาใจแบบตรงที่สุด... จึงขอหยิบยกความจริง ๔ ประการ หรือ อริยสัจ ๔ นี้มาแสดง... เปนคําสอนของพระพุทธเจา... ซึ่งเปนคําที่ลึก มีความหมายซึ้งเปนที่สุด... ขอใหพวกเรา คอยๆ อานทําความเขาใจ ดวย ความรอบคอบ เย็นใจ อดทนและเพียรพยายาม... หากยังไมเขาใจแจมแจง ขอใหกลับมาอานทบทวน อีกหลายๆ รอบจนกวาจะเขาใจในความหมาย อันลึกซึ้งนั้น... อยางชัดเจน และสิ่งนี้คือสิ่งที่สําคัญที่สุด ที่มนุษยผูโชคดีเชนเรา... ที่โชคดีที่สุดแลวในชาตินี้ เพราะพระพุทธเจากลาวไววา มี๓ สิ่งที่เกิดไดยากมาก และไดเกิดมาพรอม ครบทั้ง ๓ สิ่ง นี้แลวในยุคของเรา... นั่นก็คือ... เราไดเกิดมาเปนมนุษยแลว โดยสมบูรณ... มีพระพุทธเจาเกิดขึ้นแลว และคําสั่งสอนของพระพุทธเจา ก็ไดแผไปทั่วโลกแลวเชนกัน... ดังนั้นเราควรใชโอกาสอันดีที่สุดของเราในปจจุบันนี้... ในชาตินี้... เรียนรูและ
8 สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก ปฏิบัติเพื่อออกจากความทุกขนี้โดยเร็ว... เพราะเราไมมีวันรูเลยวาวันไหน จะเปนวันสุดทายของชีวิตเรา อริยสัจจากพระโอษฐ... เรื่อง “การพนทุกขโดยไมรูอริยสัจนั้น เปนไปไมได” ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนผูใดผูหนึ่งจะพึงกลาววา “ฉันไมตองทําพื้นฐานรากในเบื้องลางของเรือนดอก แตฉันจักทํา ตัวเรือนขางบนได” ดังนี้ นี่ไมเปนฐานะที่จักมีไดฉันใด; ขอนี้ก็ไมเปนฐานะที่จักมีไดฉันนั้น คือขอที่ผูใดผูหนึ่งจะพึงกลาววา “ฉันไมตองรูจักความจริงอันประเสริฐ คือ ความจริงเรื่องทุกข, เรื่องเหตุใหเกิดทุกข, เรื่องความดับไมเหลือของทุกข, และเรื่องทางดําเนินใหถึงความดับไมเหลือของทุกขนั้นดอก แตฉันจักทําความสิ้นสุดแหงทุกขไดโดยถูกตอง;” ดังนี้ ภิกษุทั้งหลาย ! และเปรียบเหมือนผูใดผูหนึ่งจะพึงกลาววา “ฉันตองทําฐานรากของเรือนตอนลางเสียกอน จึงจักทําตัวเรือน ขางบนได” ดังนี้ นี่เปนฐานะที่จักมีไดฉันใด; ขอนี้ก็เปนฐานะที่จักมีไดฉันนั้น คือขอที่ผูใดผูหนึ่งจะพึงกลาววา “ฉันครั้นรูความจริงอันประเสริฐ คือ ความจริงเรื่องทุกข, เรื่องเหตุใหเกิดทุกข, เรื่องความดับไมเหลือของทุกข,
สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก 9 และเรื่องทางดําเนินใหถึงความดับไมเหลือของทุกขนั้นแลว จึงจักทําความสิ้นสุดแหงทุกขไดโดยถูกตอง;” ดังนี้. ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้น ในกรณีนี้พวกเธอพึงทําความเพียรเพื่อใหรู ตามเปนจริงวา “นี้เปนทุกข, นี้เปนเหตุใหเกิดทุกข, นี้เปนความดับไมเหลือของทุกข, และนี้เปนทางดําเนินใหถึงความดับไมเหลือของทุกข;” ดังนี้เถิด มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๖๔/๑๗๓๕-๖. อริยสัจ นี้เริ่มตนจากคําวา “ทุกข” ตอดวย “เหตุใหเกิดทุกข” ซึ่งมีมูลเหตุ มาจากกิเลสตัณหาและความเพลินพอใจ สวน “ความดับทุกข” ก็คือความ ดับกิเลสตัณหาและความเพลินพอใจนั่นเอง ในเรื่องนี้พระพุทธองคไดอธิบาย ความสัมพันธเปนสายของการเกิด - การดับของจิต มาเปนลําดับ เรียกวา สายปฎิจสมุปบาท ที่เริ่มตนดวยอวิชาหรือความไมรูและจบลงดวยความโศก ความครํ่าครวญ ทุกขโทมนัส และความคับแคนใจ และสุดทายในอริยสัจคือ... “ทางที่จะนําไปสูความดับทุกข” ซึ่งมีอยูเสนทาง เดียวเทานั้น คือ มรรคมีองค๘ และน... ่ีคอคืาของพระพํทธเจุาทท่ีานได อธบายิ “อรยมรรคิมองคี ๘” ไวดงนั ี้ ภิกษุทั้งหลาย ! ก็อริยสัจ คือหนทางเปนเครื่องใหถึงความดับไมเหลือ แหงทุกขเปนอยางไรเลา ? คือ หนทางอันประกอบดวย องคแปดอันประเสริฐนี้เององคแปด คือ
10 สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก ความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) ความดําริชอบ (สัมมาสังกัปปะ) วาจาชอบ (สัมมาวาจา) การงานชอบ (สัมมากัมมันตะ) อาชีวะชอบ (สัมมาอาชีวะ) ความเพียรชอบ (สัมมาวายามะ) ความระลึกชอบ (สัมมาสติ) ความตั้งใจมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ) ภิกษุทั้งหลาย ! ความเห็นชอบ เปนอยางไร ? ภิกษุทั้งหลาย ! ความรูในทุกขความรูในเหตุใหเกิดทุกขความรูในความดับ ไมเหลือแหงทุกขความรูในหนทางเปนเครื่องใหถึงความดับไมเหลือแหงทุกข อันใด, นี้เราเรียกวา ความเห็นชอบ. ภิกษุทั้งหลาย ! ความดําริชอบ เปนอยางไร ? ภิกษุทั้งหลาย ! ความดําริในการออกจากกาม ความดําริในการไมพยาบาท ความดําริในการไมเบียดเบียน, นี้เราเรียกวา ความดําริชอบ. ภิกษุทั้งหลาย ! วาจาชอบ เปนอยางไร ? ภิกษุทั้งหลาย ! การเวนจากการพูดเท็จ การเวนจากการพูดยุใหแตกกัน การเวนจากการพดหยาบูการเวนจากการพดเพูอเจอ, นเราเร้ียกวีาวาจาชอบ. ภิกษุทั้งหลาย ! การงานชอบ เปนอยางไร ? ภกษิทุงหลาย้ั ! การเวนจากการฆาสตวั การเวนจากการถอเอาสืงของ่ิทเจ่ีาของ ไมได ให การเวนจากการประพฤต ผิดในกามท ิงหลาย้ั , นเราเร้ียกวีาการงานชอบ. ภิกษุทั้งหลาย ! อาชีวะชอบ เปนอยางไร ? ปญญา .................. ศีล .................. สมาธิ
สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก 11 ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในกรณีนี้ละการหาเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย สําเร็จความ เปนอยูดวยการหาเลี้ยงชีพที่ชอบ, นี้เราเรียกวา อาชีวะชอบ. ภิกษุทั้งหลาย ! ความเพียรชอบ เปนอยางไร ? ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ยอมปลูกความพอใจ ยอมพยายาม ยอม ปรารภความเพียร ยอมประคองจิต ยอมตั้งจิตไวเพื่อความไมบังเกิดขึ้น แหงอกุศลธรรมอันบาปทั้งหลาย ที่ยังไมไดบังเกิด; ยอมปลกความพอใจูยอม พยายาม ยอมปรารภความเพียร ยอมประคองจิต ยอมตั้งจิตไวเพื่อการ ละเสียซึ่งอกุศลธรรมอันเปนบาปที่บังเกิดขึ้นแลว; ยอมปลูกความพอใจ ยอม พยายาม ยอมปรารภความเพียร ยอมประคองจิต ยอมตั้งจิตไวเพื่อการ บังเกิดขึ้นแหงกุศลธรรมทั้งหลาย ที่ยังไมไดบังเกิด; ยอมปลูกความพอใจ ยอมพยายาม ยอมปรารภความเพียร ยอมประคองจิต ยอมตั้งจิตไวเพื่อ ความยั่งยืน ความไมเลอะเลือนความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลยความเจริญ ความเต็มรอบ แหงกุศลธรรมทั้งหลาย ที่บังเกิดขึ้นแลว, นี้เราเรียกวา ความ เพียรชอบ. ภิกษุทั้งหลาย ! ความระลึกชอบ เปนอยางไร ? ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้เปนผูมีปกติพิจารณาเห็นกายในกายอยูเปน ประจํา, มีความเพียรเผากิเลส มีความรูสึกตัวทั่วพรอม (สัมปชญญะั ) มีสตินําความพอใจ และความไมพอใจในโลกออกเสียได; เปนผูมีปกติพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยูเปนประจํา, มีความเพียรเผากิเลส มีความรูสึกตัวทั่วพรอม มีสตินําความพอใจและความ ไมพอใจในโลกออกเสียได; เปนผูมีปกติพิจารณาเห็นจิตในจิตอยูเปนประจํา, มีความเพียรเผากิเลส มีความรูสึกตัวทั่วพรอม มีสตินําความพอใจและความ ไมพอใจในโลกออกเสียได; เปนผูมีปกติพจารณาเหิ ็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยูเปนประจํา, มีความเพียรเผากิเลส มีความรูสึกตัวทั่วพรอม มีสตินําความ พอใจและความไมพอใจในโลกออกเสียได, นี้เราเรียกวา ความระลึกชอบ.
12 สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก ภิกษุทั้งหลาย ! ความตั้งใจมั่นชอบ เปนอยางไร ? ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้สงัดแลวจากกามทั้งหลาย สงัดแลวจาก อกุศลธรรมทั้งหลาย เขาถึงฌานที่หนึ่ง อันมีวิตกวิจาร มีปติและสุข อันเกิดแตวิเวก แลวแลอยูเพราะวิตกวิจารรํางับลง, เธอเขาถึงฌานที่สอง อนเป ันเครองผ่ื องใสแห งใจในภายใน ใหสมาธ เปินธรรมอนเอกผัดขุน้ึ ไมมวีตกิ ไมมีวิจารยมีแตปติและสุข อันเกิดแตสมาธิแลวแลอยู เพราะปติจางหายไป, เธอเปนผูเพงเฉยอยูไดมีสติมีความรูสึกตัวทั่วพรอม และไดเสวยสุขดวย นามกาย ยอมเขาถึงฌานที่สาม อันเปนฌานที่พระอริยเจาทั้งหลาย กลาว สรรเสริญผูไดบรรลุวา “เปนผูเฉยอยูไดมีสติมีความรูสึกตัวทั่วพรอม” แลว แลอยูเพราะละสุขและทุกขเสียไดและเพราะความดับหายไปแหงโสมนัส และโทมนัส ในกาลกอน เธอยอมเขาถึงฌานที่สี่อันไมทุกขและไมสุข มีแตสติ อนบรัสิทธุเพราะ์ิอเบกขาแลุวแลอย , ูนเราเร้ียกวีาสมมาสมาธั .ิ ภกษิทุงหลาย้ั ! นี้เราเรียกวา อริยสัจ คือ หนทางเปนเคร ื่องใหถึงความดับ ไมเหลือแหงทุกข. มหา. ที. ๑๐/๒๓๑/๒๙๙. ถาเราเขาใจอยางแจมแจง และเดินตามทางของ “อริยมรรคมีองค๘” นี้... หวังผลไดวา จะพนทุกขได... วันใดวันหนึ่งในอนาคตขางหนานี้อยางแนนอน ขออธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม... คาวํา “อกศลมุลู” หมายถงึรากเหงาหรอตืนตอของความชวท่ังหลายเม้ัอก่ืาเรํบิ ขึ้นมา จะแสดงออกมาเปน “ทุจริต” ทางกาย วาจา ใจ รวมเปนเหตุใหเกิด กิเลส มี๓ อยางดวยกัน คือ ๑. โลภะ คือ ความอยากไดของคนอื่นมาเปนของตน อยากใหตนมีเหมือน คนอน่ื หรอมืมากกวีาผอูน่ืความอยากมหลายรี ปแบบูซงจะก่ึ อให เกดรากเหงิา ของความชั่ว เชน อิจฉา ความอยาก ตางๆ นาๆ และวิธีแกไขความอยาก ก็คือ... การใชสติระลึกรูอยูในตน
สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก 13 ๒. โทสะ คอืความคดประท ิษรุาย ไดแก การอยากฆาการอยากทาลายผํอูน่ื... ความคิดประทุษรายนี้จะเปนรากเหงาใหเกิดกิเลส ไดหลายอยาง เชนความ หงดหงุดิ ความโกรธ ความผูกโกรธ พยาบาท ความคิดปองราย... ถาปลอย ใหมีโทสะมาก ผูนั้นจะเปนคนชั่ว คนพาล และเปนภัยตอสังคม... วิธีแกไข โทสะ คือการใชสติระงับตน และฝกตนใหเปนผูไมโกรธ ๓. โมหะ คอื ความหลงไมรจรูงิ ไดแก ความไมร ไมูเข าใจความมวเมาัความ ประมาท ซงจะเป่ึนรากเหงา ใหเกดกิ เลสได ิตางๆมากมาย เชนลบหลคูณทุาน ตีเสมอทาน ความถือตัว ความมัวเมา เลินเลอ... โมหะทําใหขาดสติไมรูผิด ชอบ... รายแรงกวาโลภะ และโทสะ รวมทั้งสงเสริมใหโลภะ และโทสะ มีกําลังมากขึ้นยิ่งดวย... วิธีที่จะทําใหโมหะลดลงนั้น... จะตองปฏิบัติตน เปนผูที่มีความไมหลงงมงาย ปจจัยใหเกิดสัมมาทิฏฐิหรือ ทางเกิดแหงแนวคิดที่ถูกตอง หรือ ตนทาง ของความดีงามทั้งปวง นั้น มีอยูแค๒ อยางเทานั้นคือ หนึ่ง... คือเสียงจากผูอื่น การกระตุนหรือชักจูงจากภายนอก คือ การรับฟง คําแนะนําสั่งสอน เลาเรียนความรูสนทนาซักถาม ฟงคําบอกเลาชักจูงของผู อื่น โดยเฉพาะการสดับสัจธรรมจากทานผูเปนกัลยาณมิตร และสองคือ... การใชความคิดถูกวิธีความรูจักคิด คิดเปน คือกระทําในใจ โดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายดวยความคิดพิจารณา รูจักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปญหานั้นๆ ออก ใหเห็นตามสภาวะ และตามความ สัมพันธแหงเหตุปจจัย มีคํากลาวที่เราอาจเคยไดยินบอยๆ วา... “ไมเห ็ นทุกขไมเห ็ นธรรม” คํานี้ชัดเจนและเปนจริง เคยไดยนหลวงตาสินทรบอกุ ... เวลามญาตี โยมท ิม่ีความทีกขุไปปร กษาึ
14 สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก “ผูใดเห็ นทุกขมาก... ผูนั้น คือผูโชคดีในแดนธรรม” ตอนแรกฟงก็งงๆ วาโชคดีตรงไหนกันนี่ ? แตเม อได่ืนามาพํจารณาิกเห็นจร็งตามนิน้ั... เพราะหลายตอหลายครง้ัธรรมะ ที่มีอยูรอบตัวมากมาย... เราไมเคยสังเกต ไมเคยพิจารณา แตเมื่อไรก็ตาม ที่เราเริ่มจะมีความทุกขดวยเรื่องอะไร แลวเราไดมาฟงธรรม... เราจะรูสึกวา มันมีคําตอบ มีเหตุมีผล มีที่มาที่ไป... ซึ่งเมื่อลองฟงและพิจารณาตามก็จะ พบวาม ันคลายความทุกขรอน กังวลใจ แลวใจเราก็จะเบาสบาย เย็นขึ้นมาได อยางที่ไมเคยสัมผัส... นี่เปนขอดีของการมีทุกข... เพราะจะทําใหเราเห็นธรรมไดชัดเจนขึ้น... เวลาที่ เราเปนทุกขเราก็จะเสาะแสวงหาวิธีการที่จะทําใหเราหายทุกข... หลายคน เลือก ไปดูดวง ไปรดนํ้ามนต ไปเปลี่ยน ไปเสริม ไปสราง... สิ่งที่อยูนอกตัว ที่เปนวัตถุสิ่งของ แตอีกหลายคน ก็เลือกที่จะคนหาความจริง เขาหาหลักธรรมคําสอน เพื่อ สรางความเห็นของเราใหถูกเพื่อสรางกําลังใจเพื่อเปนแนวทางในการดําเนิน ชีวิตในทางที่ชอบตอไป เคยไดยินคําพูดที่วา “ความสุข ความทุกข คือแขกแปลกหนา... หมุนเวียนกันมาเยือนเรา จงอยาหลงระเริงเมื่อมีสุข และจงอยาคิดสั้นเมื่อมีทุกข” สั้นๆแตไดใจความชัดเจน... อะไรมันก็ไมเที่ยงสุขมาแลวเดี๋ยวสุขก็ไป ทุกขมา แลวเดี๋ยวทุกขก็ไป มาๆ ไปๆ ไมมีอะไรอยูตลอดไปอยางไมเปลี่ยนแปลง... อยากใหอยูนานแคไหน ก็อยูไดไมนาน หรืออยากใหไปเร็วๆ ก็เปนไปไม ได... ดังนั้นเราก็อยาไปผูก ไปยึดกับอะไรเลย... เราเพียงแคเฝาดูและรับรู “การมา-การไป” ของมันเทานั้นเอง
พระพุทธเจา... ตรัสวา “บุคคลลวงทุกขไดเพราะความเพียร” ทุกขคือสภาพที่บีบคั้นเบียดเบียนใหเกิดความไมสบายกาย ไมสบายใจและเกิดขึ้นจากปจจัยปรุงแตงใหมีทุกขมากบาง นอยบาง การที่จะกําจัดทุกขเหลานี้ไดก็ดวยอาศัยความเพียร คือ เพียรพยายามปฏิบัติธรรม อันเปนเครื่องกําจัดกิเลสตัณหา อันเปนเหตุใหเกิดทุกข เมื่อกําจัดกิเลสตัณหา อันเปนตนเหตุแลว ทุกขก็ไมสามารถ เกิดขึ้นไดอีกดังนั้น บุคคลพึงเพียรพยายามปฏิบัติธรรม อันเปนเครื่องกําจัดทุกขอยูอยางสมํ่าเสมอ
16 สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก มีคนเคยถามวา... ถาเรามีปญหากับเพื่อนๆ เกิดความเขาใจผิดกัน... เราตอง ไปขอโทษเขาไหม ? ถาเรารูสึกวาเราไมผิด ก็ไดตอบไปวา... ถาจะใหดีก็ควรไปขอโทษเขา ขอโทษ... ที่ทําใหเขาเขาใจผิด... เพราะเราไมไดมีเจตนา แตอาจเกิดความ ผิดพลาดบางประการ จนทําใหเขา “เขาใจเราผิด...” ดังนั้น “ขอโทษ... ที่ทําใหเขาเขาใจผิด” ก็เปนสิ่งที่ควรทํา เพราะไมเชนน ั้นก็จะเปน การผูกเวรผูกกรรมตอกันไปไมมีที่สิ้นสุด... มีแตความคับแคนใจทั้งสองฝาย ถาสิ่งที่เขาวาเรา ตําหนิเรา... เปนสิ่งที่ “ถูก” คือเราทําผิด และเขาวาเรา ... เราก็ขอบคุณเขา ที่เขาวาเรามา... ถาเขาไมวา เราก็คงยังไมรูตัว... เมื่อเรา รูตัวแลว... เราก็แค “นํา” คําตําหนินั้น แลวมาปรับปรุงแกไข พัฒนาตัวเอง... ใหดีย่งขิ ึ้น แตถาสิ่งที่เขาวาเรามานั้น เปนสิ่งที่ไมจริงตามที่เขาวา... เราก็ตอง “เมตตา” สงสารเขา... เพราะเขาไมรูจริง... และความไมรูจริงนั้นก็ไปเบียดเบียนคนอื่น ทาให ํคนอนเด่ือดรื อนใจ ... เขากต็องได รบผลของการเบัยดเบียนนีน้ั... นาสงสาร ชีวิตก ็ อยูดวยเมตตาเชนนี้... แตเมตตาแลว ก็ตองมีจบลงดวย “อุเบกขา” ดวยเชนกัน... เราทําหนาที่ ของเราใหดีมีหนาที่อะไรก็ทําไป... ใครจะรูหรือไมรูก็ชางเขา... เรารูก็พอ... ใครจะดีจะรายยังไง ก็ชางเขา... เรื่องของเขา ไมใชเรื่องของเรา... กรรมเขา ก็ไมใชกรรมเรา กรรมใครกรรมมัน... กรรมไมดีเราก็ไมทํา... ก็เทานั้นเอง พระพุทธเจากลาวไววา... “คนเรา... ควรมองผูมีปญญาใดๆ ที่คอยชี้โทษ... คอยกลาวคําขนานอยูเสมอไป วาคนนั้นแหละ... คือผูชี้ขุมทรัพยและควรคบ บัณฑิตที่เปนเชนนั้น... เมื่อคบบัณฑิตชนิดนั้นอยูยอมมีแตดีทาเดียว... ไมมี เลวเลย” ...ขอใหพิจารณาตามนี้ไดเลย
สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก 17 เคยไดยินไดฟงคําพูดที่กลาววา... เราจะ “มีคา” เมื่อ “มีประโยชน” สําหรับเขา เราจะ “ไรคา” เมื่อ “ไรประโยชน” สําหรับเขา เรา “ทําถูก” กิเลสเขาก็วา “เราดี” เราทํา “ไมถูก” กิเลสเขาก็วา “เราไมดี” การคิด... มีผลคือ “ทุกข” การพิจารณา... มีผลคือ “ปญญา” นนค่ัอืความเหนท็ เป่ีนหลกธรรมัและยงหากเราเข่ิ าใจว าความเสยใจ ี อปสรรคุ และความสาเรํจน็น้ัมนมักจะวางอยัรวมๆูกนเสมอั ... มนมาหาเราั มาเยอนเราื แลวมันก็จากเราไป... เปนเชนนี้สับเปลี่ยนหมุนเวียนไปมา มันเหมือนวงลอ ของเกวียน เหมือนวงลอของกรรม ที่ซํ้าไปซํ้ามาอยูอยางนั้น และไมมีวันจะ จบสิ้น... หากเราตองการจะหลุดพนจากวงลอเหลานั้น... เราตองใชกําลังทั้งหมดที่มี พรอมดวยความหนักแนนมั่นคง แลวเดินไปตามเสนทางที่ถูกตอง... เราจึง จะรอดพนหรือถึงจุดหมายได... ในซักวัน ความสุข ความทุกขหรือความไมสุขไมทุกขก็ตาม... ลวนเกิดจากเจตนาเปน สําคัญ เจตนาดี... ก็สุขใจ เจตนาไมดี... ก็ทุกขใจ แตถาเราเจตนา “บริสุทธิ์” แลว... เราก็จะไมทุกขใจเลย หรือการที่เราจะบอกวา... ชีวิต คือ การเดินทาง... ตองถามวา แลวเดินทางไปไหน... ก็ตอบไดอยางชัดเจนวา ก็เดินทางไปสู ความตายกันทั้งนั้น... แตนั่นก็ไมใชสิ่งที่สําคัญที่สุด สิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือ จะตายอยางไร ตายแลว ไปไหน และจะตายใหดทีส่ีดไดุอย างไร ... นนแหละค่ัอสืงท่ิน่ีานามาคํดพิจารณาิ
18 สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก ชวีติอยาไปหว งอะไรจากใคร ั ... ชวีติจงจะไม ึผดหวิ งอะไรจากใคร ั ... ประคองใจ ใหเปนกลางๆ เสมอนั่นแหละ... คือ “มรรค” หรือหนทางสูการดับทุกขแทๆ อยาหน ปรากฏการณ ี แตจงหน การปร ีงแตุง ... มขีนตั ิเมตตา อภยั... แลวใจเรา จะหมดทุกข การพิจารณานั้น... จะตองมีกรอบของการพิจารณา ดวยเชนกัน อยางเช น... ในทางวิทยาศาสตรถาจะพิจารณาตนไม... ก็จะพิจารณาวา... ปลูกและเติบ โตอยางไร มีใบ ดอก ผล แบบไหน มีทอนํ้าเลี้ยงเปนอยางไร ดอก เกษรเปน อยางไร แตในทางธรรม ... พระพทธเจุาทานบอกวาเมอพ่ืจารณาติ นไม ทานให พจารณาิ แควา... มีตนไมเกิดขึ้น แลวตนไมนี้ก็ตายในที่สุด มีแตเกิดมา ตั้งอยูและ ดับไป... มีแตเกิดกับดับเทานั้น นี่เปนตัวอยางของการพิจารณา เมื่อเรารูสึก รัก โกรธ เกลียด พอใจ ไมพอใจ... โกรธแม โกรธเพื่อน... ก็ใหเราพิจารณาแควา มันเกิดขึ้น แลวซักพัก อารมณนั้นๆ ก็จะดับไป... ไมตองไปพิจารณาเนื้อหาของอารมณวาคืออะไร เปนอยางไร จะโกรธแม หรือโกรธเพื่อน หรือโกรธใคร... เพียงแคใหพิจารณา มองเห็น “การเกิดดับ” ของอารมณนั้นๆ วาความโกรธเกิดขึ้น แลวความโกรธก็ดับไปเทานั้นเอง... ฝกพิจารณาอยางนี้ทุกวันๆ หนงสัอเลืมน เป้ีนอกหนีงช่ึองทาง เปนอกหนีงว่ึธิการี เปนแนวทางแนวคิด เปนกัลยาณมิตร... ที่ทําใหเรามีความเห็นที่ถูกตอง และออกจาก “ทุกข” ไดในที่สุด
... เร ื่องเลาชวนคิด ... จวงจอ๊ื ปราชญจนเมีอ่ื๒,๓๐๐ ปทแล่ีวเลาวามชายคนหนีงร่ึาคาญเงาํ ของตัวเองมาก อีกทั้งยังทนรอยเทาของตัวไมไดเขาจึงพยายามวิ่งหนี จากทั้งสองสิ่งนี้แตไมวาจะวิ่งไปไหน เงาและรอยเทาก็ยังติดตามเขาไป เขาคิดวาเขาวิ่งเร็วไมพอ จึงเรงฝเทา ไมยอมหยุด วิ่งแลววิ่งเลา ในที่สุด ก็หมดแรง ลมลงและถึงแกความตาย แลวจวงจื๊อก็ตบทายวา “เขาหารูไมวา ถาเพียงแตเขาเขารม... เงาก็จะหายไป และถาเขานั่งนิ่งๆ ก็จะไมมีรอยเทาเลย” คนทุกวันนี้ไมตางจากคนหนีเงา พยายามทําทุกอยางเพื่อหนีทุกข โดยคิดวาเปนความสุข แตทุกขก็ยังตามมาไมหยุด เขาหารูไมวา ความทุกขจะหมดไปเมื่อเขาหันเขาหารมแหงธรรมและทําใจใหนิ่งสงบ ถึงที่สุดแลว ใครจะมีความสุขหรือไม ไมไดอยูที่วาเขาออกไป ตักตวงแสวงหาทรัพยสมบัติและชื่อเสียงเกียรติยศไดสําเร็จหรือไม แตอยูที่เขามีความสงบนิ่งไดมากนอยเพียงใดตางหาก
20 สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก เก็บมาฝาก... จาก พ ุ ทธวจน เรื่อง... เสาเข ื ่ อน เสาหล ั ก “กายคตาสติเปนเสาหลักเสาเขื่อนอยางดีของจิต” พุทธวจนเชิงอุปมาอุปไมย ภิกษุทั้งหลาย... เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตวหกชนิด อันมีที่อยูอาศัยตางกัน มีที่เที่ยวหากินตางกัน มาผูกรวมกันดวยเชือกอันมั่นคงคือเขาจับงูมาผูกดวย เชือกเหนียวเสนหนึ่ง, จับจระเข, จับนก, จับสุนัขบาน, จับสุนัขจิ้งจอกและ จับลิง, มาผูกดวยเชือกเหนียวเสนหนึ่งๆ ครั้นแลวนําไปผูกไวกับเสาเขื่อน หรือเสาหลักอีกตอหนึ่ง. ภกษิทุงหลาย้ั ... ครงน้ัน้ัสตวัทงหกชน้ัดเหลิานน้ัมทีอาศ่ียและทัเท่ียวต่ีางๆกนั ก็ยื้อแยงฉุดดึงกัน เพื่อจะไปสูที่อาศัยที่เที่ยวของตนๆ : งูจะเขาจอมปลวก, จระเขจะลงน ํ้า, นกจะบินขึ้นไปในอากาศ, สุนัขจะเขาบ าน, สุนัขจิ้งจอกจะไป ปาชา, ลิงก็จะไปปา ภกษิทุงหลาย้ั ... ในกาลใดแล ความเปนไปภายในของส ตวัทงหกชน้ัดเหลิานน้ั มีแตความเมื่อยลาแลว ; ในกาลนั้น มันทั้งหลายก็จะพึงเขาไปยืนเจา นั่งเจา นอนเจา อยูขางเสาเขื่อนหรือเสาหลักนั้นเอง ขอนี้ฉันใด ; ภิกษุทั้งหลาย... ภิกษุใดไดอบรมทําใหมากในกายคตาสติแลว ตา... ก็จะไมฉุดเอาภิกษุนั้นไปหารูปที่นาพอใจ, รูปที่ไมนาพอใจก็ไมเปนสิ่งที่เธอรูสึกอึดอัดขยะแขยง ;
สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก 21 หู... ก็จะไมฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาเสียงที่นาฟง, เสียงที่ไมนาฟงก็ไมเปนสิ่งที่เธอรูสึกอึดอัดขยะแขยง ; จมูก... ก็จะไมฉุดเอาภิกษุนั้นไปหากลิ่นที่นาสูดดม, กลิ่นที่ไมนาสูดดม ก็ไมเปนสิ่งที่เธอรูสึกอึดอัดขยะแขยง ; ลิ้น... ก็จะไมฉุดเอาภิกษุนั้นไปหารสที่ชอบใจ, รสที่ไมชอบใจก็ไมเปนสิ่งที่เธอรูสึกอึดอัดขยะแขยง ; กาย... ก็จะไมฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาสัมผัสที่ยั่วยวนใจ, สัมผัสที่ไมยั่วยวนใจ ก็ไมเปนสิ่งที่เธอรูสึกอึดอัดขยะแขยง ; และใจ... ก็จะไมฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาธรรมารมณที่ถูกใจ, ธรรมารมณที่ไมถูกใจก็ไมเปนสิ่งที่เธอรูสึกอึดอัดขยะแขยง ; ขอนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน. ภิกษุทั้งหลาย... คําวา “เสาเขื่อน หรือ เสาหลัก” นี้เปนคําเรียกแทนชื่อแหง กายคตาสติ ภกษิทุงหลาย้ั ... เพราะฉะนน้ั ในเรองน่ื้ีพวกเธอทงหลายพ้ังสึาเหนํ ยกใจไว ีวา “กายคตาสติของเราทั้งหลาย จักเปนสิ่งที่เราอบรม กระทําใหมากกระทํา ใหเปนยานเครื่องนําไป กระทําใหเปนของที่อาศัยไดเพียรตั้งไวเนืองๆ เพียร เสริมสรางโดยรอบคอบ เพียรปรารภสมํ่าเสมอดวยดี” ดังนี้ ภิกษุทั้งหลาย... พวกเธอทั้งหลาย พึงสําเหนียกใจไวดวยอาการอยางนี้แล. สฬา. ส°. ๑๘/๒๔๗/๓๕๙
22 สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก ฆราวาสช ั ้ นเล ิ ศ พุทธวจนเชิงอุปมาอุปไมย คหบด... ี ในบรรดากามโภคเหลีานน้ั กามโภคผีใดูแสวงหาโภคทรพยั โดยธรรม โดยไมเครยดครีดดัวย , ครนแสวงหาโภคทร้ัพยั โดยธรรม โดยไมเครยดครีดแลัว ทาตนให ํ เปนสขุใหอมหน่ิาดํวย , แบงป นโภคทร พยับาเพํญบ็ญดุวย , ไมกาหนํดั ไมมัวเมา ไมลุมหลง มีปกติเห็นโทษ มีปญญา เปนเครื่องสลัดออก บริโภค โภคทรัพยเหลานั้นอยูดวย; คหบดี... กามโภคีผูนี้ควรสรรเสริญโดยฐานะทั้งสี่ คือ ควรสรรเสริญโดยฐานะที่หนึ่ง ในขอที่เขาแสวงหาโภคทรัพยโดยธรรม โดย ไมเครียดครัด, ควรสรรเสริญโดยฐานะที่สอง ในขอที่เขาทําตนใหเปนสุข ใหอิ่มหนํา, ควรสรรเสริญโดยฐานะที่สาม ในขอที่เขาแบงปนโภคทรัพยบําเพ็ญบุญ, ควรสรรเสริญโดยฐานะที่สี่ในขอที่เขาไมกําหนัด ไมมัวเมา ไมลุมหลง มีปกติ เห็นโทษ มีปญญาเปนเครื่องสลัดออก บริโภคโภคทรัพยเหลานั้น. คหบดี... กามโภคีผูนี้ควรสรรเสริญโดยฐานะทั้งสี่เหลานี้. คหบดี... กามโภคีจําพวกนี้เปนกามโภคีชั้นเลิศ ชั้นประเสริฐ ชั้นหัวหนา ชั้นสูงสุด ชั้นบวรกวากามโภคีทั้งหลาย, เปรียบเสมือนนมสดเกิดจากแมโค นมสมเกดจากนมสดิเนยขนเกดจากนมสิม เนยใสเกดจากเนยขินหวเนยใส ั เกิดจากเนยใส; หัวเนยใสปรากฏวาเลิศกวาบรรดารสอันเกิดจากโคทั้งหลาย เหลานั้น, ขอนี้ฉันใด; กามโภคีจําพวกนี้ก็ปรากฏวาเลิศกวาบรรดากามโภคี ทั้งหลายเหลานั้น ฉันนั้น แล. ทสก. อ°. ๒๔/๑๙๔/๙๑
สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก 23 เก็บมาฝาก...จากวัดศรีสุรโยธิน พระธรรมเทศนาโดย : พระอาจารยเสกสรร คเวสโก ย ึ ดต ิดประเพณี พิธีกรรมตางๆ ทางพุทธศาสนาเปนพิธีกรรมที่มีรูปแบบ... แบบแผน... เมื่อเรา เขาใจแลวก็ไมควรที่จะไปยึดติดกับรูปแบบจนเกินไป... ถาติดรูปแบบ... ก็เปน ประเพณีนิยม ไมใชธรรมานิยม เพราะฉะนั้นเรามีรูปแบบ... แตไมใหติดใน รูปแบบ... รูปแบบที่จะยกขึ้นอธิบายนั้น... เปนอุบายหรือบุคลาธิษฐานของคติโบราณ... ที่จริงก็ออกมาจากธรรมาธิษฐานหรือหลักธรรม บุคลาธิษฐาน... คือ การเปรียบเปรยรูปแบบมาแสดงใหเห็นเปนรูปธรรม... อยางคนเราตายไป... เขาก็มัดตราสังข... มัดขอมือ เอาดอกไมธูปเทียน ปจจัย เงินทอง ก็เอาใสในมือไวความหมายคืออะไร... บางทานอาจจะคิดไมออก เอาตั้งแตสิ้นลมปราณ... เรียกวาตาย... ใจขาดตาย ก็คือ... ลมมันขาดจากกาย... ไฟมันถอนออกจากรางกาย เรียกวาตาย... พอตาย... ก็เริ่มทําพิธีตามประเพณีนิยม ก็นํามาชําระศพ หรือถาตายดวย อุบัติเหตุ... ก็มีตํารวจไปชันสูตรพลิกศพ ถาตายดวยไข... ก็เปนหมอรับรอง วาตายดวยโรคอะไร โลกถือเปนประเพณี... วาตองอาบนํ้าศพ รดนํ้าศพ... สวนการแตงเนื้อแตงตัว... ก็เปนหนาที่ของบุรุษพยาบาล หรือสัปเหรอ... จัดการใหเสร็จเรียบรอยตั้งแตหองดับจิต นิมนตพระไปเปนผูนําจูงศพ... เริ่มมีคําวา “จูง” เริ่มมีคําวา “รดนํ้าศพ” กน็มนติ พระเป นผนูาศพไปส ํบูานหรอวืดับางทานก ไปไว ็ทบ่ีานกอน ... บางทาน ก็เอาเขาวัดเลย มูลเหตุตัวนี้ถือเปนบุคลาธิษฐาน... อยางที่วาอาบนํ้าศพหรือ
24 สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก รดนํ้าศพ รดที่ฝามือแสดงใหเห็นวา... ตอนเกิดมากํามือแนนแตพอตายนั้น แบมือ หมายความวา... เมื่อมีชีวิตอยูตอง... ไปเสาะแสวงหามา ซึ่งสิ่งตางๆ เรยกวีา “ตณหาั ” หามากาไว ํ ... กอดไว... หงหวงไว ึ ทกอยุางก เลยเป ็นของเรา เปนทรัพยของเรา มรดกของเรา สามีภรรยาเรา ลูกเตาเหลาหลานเรา คําวา “เรา” มันเกิดข้นึ... แลว “กํา” เอาไวหมด... ถาทําอะไรผิดใจไปนิด ผิดใจอะไรไปหนอย.... ก็เปนทุกขใจเพราะกําไมแบนั่นเอง เปนทุกขเพราะยึด แสดงใหเหนต็งแต้ัวนทัเก่ีดมาเรากิก็าไว ํ ทาเปํนนมิตหมายให ิเหนค็อื.... เอานา้ํ ไปรดลางมอื ไมม อะไรได ี ไปแม แตนอย ... เลอดเนืออ้ืนนั ... ้ีเรากว็าเปนของเรา ... ก็ไมไดไปซักอัน... “ธาตุ๔” ก็แตก... แตกเปนดิน... ของแข็งก็เปนดินไป... ของเหลวกเป็นน าไป้ํ ... ของรอนก เป็ นไฟไป ... ของเบากเป็ นลมไป ... ไมม อะไร ี ไดไป... เสร็จแลวก็มัดมือ หมายถึง เรามัดหวง ตัดหวง ๓ เกลียวเชือกนี้ ไมได ... เขากเอาเช็ อกฝ ืายมาม ดให ัเหน็ เอาดอกไมธปเทูยนป ีจจยเงั นทองใส ิม อให ื ... ยอนไปถึงบุคคลที่ยังกราบพระไมเปนไหวพระไมเปน... พระพอพระแมพระพุทธเจา พระธรรมพระสงฆกราบไมเปน ตายแลว ถึงไปมัดมือประนมไว... นั่นเปนบุญหรือเปนบาป เหลอแตืธาตดุนิ... ทม่ีนกัาลํงจะแตกัแตธาต ลมขาดไปแลุวธาตไฟดุบไปแล ัว... แตธาตุนํ้ากับธาตุดิน... ยังรวมกันอยูถาธาตุดินแตก ธาตุนํ้าก็ไหลทะลักออก นํ้าเลือดนํ้าหนอง จนธาตุดินนั้นแหงเหือด... ก็คือเนื้อเอ็นกระดูกทั้งหลาย ...นั่นธาตุ๔ มันแยกกันไป... ในเมื่อยังมีชีวิตอยู... กราบก็ไมกราบ ไหวก็ไมไหว... บูชาอะไรก็ไมบูชา... พอตายไปก็จับใหประนมมือ สวนมือที่ยังมีชีวิตอยูยังกราบพระไมเปน... นาเสียดายไหม ? นาเสียดายโอกาสทเก่ี ดเป ินมนษยุพบพระพ ทธศาสนาไหมุ ? เปนมนษยุสมบรณูแบบ ... ก็ถือวาเปนลาภอันประเสริฐ... แตกลบหลงลาภัยศ สรรเสรญิ ... กเลยแบกลาภ็ แบกยศไวกมไม ลงกราบไม ลง ...
สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก 25 เขาถึงทําเปนนิมิตใหดู... ยังมีชีวิตอยู... ใหกราบใหไหวทําทาน รักษาศีล ภาวนาเสียบาง... ตายไปแลวจะไดอะไร ทีนี้ญาติก็กลัวจะไปตกทุกขไดยากลําบาก... ก็เลยฝากเงินไปเผื่อซื้อที่อยู ซื้ออาหารหรือไปจายยมบาล... ยมบาลไมคอรัปชั่นรับใตโตะรับซองขาว... แตด วยความไม เข าใจ ... กเอาเง็ นให ิ พอแมพน่ีองไปซ อท้ืซ่ีอทาง้ืเงนริอยเดยวี จะไปซื้ออะไรได... เดี๋ยวนี้ที่ทางตารางวาหนึ่งก็ตั้งหลายพัน... นาคิดพิจารณาไหม ? แลวก็จัดอาหารคาวหวาน... ใหถามวาไดทานไหม ?... ไมไดทาน... ทําไมถึง ทําเชนนั้น... เพราะเปนประเพณีทําไมถึงมัดมือนั่น... ก็ประเพณีทําไมถึงเอา เงินใสปากใสม ือนั่น... ก็ประเพณี... คิดกันเอาเอง เมื่อมีชีวิตอยู... ไมทําสาระประโยชนอะไร... เจากรรมนายเวรเคาจะคอรัปชั่น หรือ... ไมวาฝรั่ง ลาว ไทย พมา เขมร... นรกสวรรค... ก็อันเดียวกันไมได แยกกัน... ไมใชขุมนั้นของอเมริกา ขุมนี้ของไทย... ขุมเดียวกันแตตางภาษา เพราะบาปตัวเดียวกัน... กิเลสตัวเดียวกัน ประเทศเขมรมีคนตายไหม... มีการแตงงานมีลูกมีหลานไหม... โกรธกันเปนไหม... นินทากันเปนไหม... อิจฉาริษยากันเปนไหม ตายก็เหมือนกัน... มันเปนอันเดียวกัน การทําตามประเพณีนิยม... เปนธรรมเนียมที่ทําตามกันมา... ทําสืบๆกันมา... เรากไม็ร ไมูเข าใจความหมาย มดมัอแลืวย งไม ัพอมดคออักี... เรยกวีามดตราสังขั มัดขอเท าสองขอเทาติดกัน... สัปเหรอก็ไมรูเรื่อง... ผูที่ทําอยูก็ไมรูเรื่อง... ญาติ พี่นองก็ไมรูเรื่อง... จะอธิบายใหฟง ๓ เกลียวในที่นี้... เปนภาษาบาลีกลาววา ปุตโตชีวัง ธะนังหัตเถ ภิริยาสามีปาเท หมายความวา... รักลูกเหมือนเชือกผูกคอ... รักเมียรักผัวเหมือนปอผูกศอก... รักสมบัติขาวของเหมือนปอมัดเทา
26 สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก สามประการนี้... เหมือนกับเชือก... คลายกับเชือก... ทําใหกลิ้งเกลือกอยูใน “วัฏสงสาร” หามรรคผล นิพพานไมได... เชือกเหลานี้... มัดมือเอาไว... จะไป รักษาศีลภาวนาก็ไปไมได... เคามัดคอไวมัดมือมัดขาไวจะไป... ก็หวงบาน... หวงเรือน หวงลูกหวงหลาน... หวงสมบัติพัสถาน... นี่จึงไดสมมุติขึ้นมาใหดู... ในวัยเด็ก เรียกวา “ปฐมวัย” ก็ไมไดทาอะไร ํ ... พอมาวัยหนุมวัยกลางคน เรียกวา “มัชฌิมวัย” ก็ยังไมไดทําอะไร... มัวแตยุงยากลําบากติดตรงนั้น ของตรงนี้... นั่นแหละ... คือเคามัดแขงมัดขาเอาไว... จนมา “ปจฉิมวัย”... วัยสุดทาย ก็ยังไมไดทําอะไรติดของอยูที่นั่น… เสร็จแลวก็นิมนตพระมาสวดวา... ใหเปนบญกุับคนตาย ทั้งๆ ที่คนยังมี ลมหายใจอยู... นั่งประนมมือฟงพระสวด... ก็ยังไมรูเรื่อง... แลวจะใหเปนบุญ กับคนตายนี่หรือ ? อันนี้นาคิด.... นั่นมันเปนประเพณี... ผูที่ตายนั้น จะเผาก็ได... จะฝงจะเก็บไวก็ได... เขาไมได วาอะไร ถาเขาใจในธรรมะ ถึงญาติ... เกิดแกเจ็บตาย... สายโลหิตเดียวกัน ตายไป... ก็เหมือนมีชีวิตอยู... ใครทําใจไดอยางนี้ก็เลิศ... จะทําไดไหม ? สมมตุลิกเราออกจากครรภูเราแทๆเราเลยงด้ีมาแทู ๆเสยชีวีตไปแล ิว... ใหเรา นอนอยูกับเขาทั้งคืนจะไดไหม? ดูสิ... ภาพมายาของกิเลส มันปกปดจิตใจ ของเรา... หนาสักกี่ชั้นเห็นไหม ? ไปถึงพอแมปูยาตายายเรา... เมื่อทานเสียชีวิตแลว... มีใครจะกลานั่งอยู คนเดยวี ... ดแมูเราอยตรงนูน้ั... ดทูานสอนเราอยตรงนูน้ั... ใครจะกลาบาง ? ทําไมมันเปนเสียอยางนั้น... รางกายที่ไรวิญญาณนั้นทําไมถึงกลัว ? เมื่อมีชีวิต อยูทําไมถึงไมกลัว ? นาจะทําใจของเราใหได... อยางที่มีชีวิตอยูกับไมมีชีวิต อยูนั้น... ใหเสมอภาคกันไดไหม ? ถาไมไดนี่แหละ... คืออุปกิเลสทั้งหลาย... อวิชาทั้งหลายมันปกปดบังไว... ทั้งๆ ที่คนๆ เดียวกัน ลูกเรา... แมเรา ... พอเรา... พี่นองเราแทๆ คิดใหดีอะไรมันปกปดตรงนี้ไว... อวิชา... โมหะ
สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก 27 คือความหลงไมรูจริง เราถึงไดหันเขามาปฏิบัติสมถะกัมมัฏฐาน... ใหมันเห็น สังขารรางกายของเรานั้น... เปนเหมือนกันทุกคนแลวจะไปกลัวทําไม ? เสร็จจากนี้ก็เอาไปเวียนรอบ ๓ รอบ... เวียนไปทางซาย ถาเวียนไปทางขวา เรียกวา “ทักษิณา” เปนการเวียนเทียนในวันสําคัญทางพระพุทธศาสนา แต เอาคนตาย... เวียนรอบทางซายเมรุที่จะเผา ๓ รอบ... หมายถึง “ตัณหา ๓” นั่นเอง... กามตัณหา... ความทะยานอยากในอารมณที่รักใคร ภวตัณหา... ความอยากเปนนั่นเปนนี่ วิภวตัณหา... ความไมอยากเปนนั่นเปนนี่ เวียน ๓ รอบใหดู... ถามวาคนตายรูเรื่องไหม ? คนเปนก็ยังไมรูเรื่อง... ก็ถือกัน เปนประเพณีแตโบราณเคามีคติมีความหมาย... ถาไมเอาเวียน ๓ รอบ... จะเผาเลยไดไหม ? ไมม ปีญหา ... เหมอนกืบทั อนไม ทอนฟ นแต เราเป นมนษยุ ... จะทายํ งไงให ัมนดัดูีเหนเด็ยวน๋ี ... ้ี เอาคนตายไปรองไปร าปํพาทยระนาดกลอง ... เปนประเพณีนิยมของโลกไปอีก... เอาไปประโคมใหเจาภาพหรอญาตืผิเสูยี ชวีตได ิความราเรงิ... ไมได เอาพระไปสอน ไปบอกชี้แนะ... วาอะไรเปนอะไร พระก็หลงไปอีก... เปนประเพณีไปอีก... สวดไปพอแลวๆ พอไดกัณฑเทศน ก็จบกันไป... ผูที่มีชีวิตอยู... หรือจากเราไป... เปนสิ่งที่เตือนใจเราทั้งนั้น เวียน ๓ รอบ ทเว่ียนรอบเมรีุความหมายคอื... เมอม่ืชีวีตอยิ ... ูใหเวยนออกจากตีณหาัคอื... ความอยาก... ความดิ้นรน... ไมรูจักอิ่มจักพอ ถาเรามารักษาศีล... ภาวนา นั่นแหละ... ดําริชอบเพื่อจะออกจากกาม ปฐมวัยก็ผานมาแลว... มัชฌิมวัย เปนหนุมเปนสาวก็เปนมาแลว... ปจฉิมวัย... วัยสุดทายคุณจะเอาอะไรไป... ควรที่จะเวียนออกจากกามไดแลว กามมันอยูที่ใจ... เมื่อกายมันหมดสภาพ แลว... แตใจยังมีกิเลสหอหุมอยูเมื่อแขงขาอวัยวะยังสมบูรณแบบอยูก็ให ทําเอา... เมื่อตายไปแลว... คติโบราณ เคาถึงทําเปนปริศนาไวใหพิจารณา...
28 สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก เพราะฉะนน้ั... ใหเราพจารณาตามหลิกของพระพัทธศาสนาแลุวทาความเขํ าใจ ... อยาไปรอทําเอาตอนตาย... อยาไปยึดมั่นหมาย... ในประเพณีบางอยาง... แตบางอยาง... ใหเราทรงไว... บางอยางที่ไมดีก็ใหแกไข เพราะหลักนั้นมีอยู... ไมใชไมมีหลักพุทธศาสนาสอนไวอยางไร... ใหเราพยายามทําตาม จะทําได มากไดนอยก็คือดี... ก็คือบุญ เหมือนผลไมที่มีอยูเต็มเขง... แตมันเนาหมด... จะเอาอะไร ? ก็เอาแตลูกที่ มันดีลูกเดียว ทํามาก... แตทําไมถูกตอง... ก็เหมือนผลไมในเขง ฉะนั้นในเมื่อยังมีชีวิตเหลืออยู ใหเลือกทําสิ่งที่มันเกิดสาระประโยชน จะตายวันตายพรุงเราไมรู... นี่ ! หลักพุทธศาสนา
สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก 29 ขยะช ิ ้ นเล ็ กๆ เก ็บไดไหม...? เราลองทดสอบสภาวะจิตของเราดูได... ถึงความมั่นคง ความสงบ ความไมฟุงซาน... พอเราเห็นขยะปุปแลวหยิบ... หยิบแลวเอาไปทิ้ง... ไปทิ้งแลวจบที่ตรงนั้น... ไมมีถามหาวาใครเปนคนทิ้ง ? “ผมเก็บขยะตรงนั้นไป ใครเปนคนทิ้ง” ไมไปอาฆาตพยาบาทเคาวา... “ใครทิ้งไวอยาใหผมจับไดนะ” อยางนี้ไมมี... และก็ไมนึกวาตอนเราเก็บเอาไปทิ้ง... แลวจะมีใครรูจะมีใครเห็น วาเราเปนคนเก็บเอาไปทิ้ง... เก็บไปทิ้งแลว... ก็ไมตองนึกสําคัญตัวเอง วาดีกวาเคาอีก... และไมไดตองการใหใครชม... นั่นแหละขยะชิ้นเล็กๆ ที่มันไมมีคา ไมมีประโยชนอะไรกับใคร แตถาพูดถึงสภาวะจิตแลว เรารูสึกยังไง ? นี่พูดถึงแคขยะนะ... แตถาวาเก็บไปแลวเกิดมีความอาฆาตพยาบาท หรือมีความรูสึกไมพอใจ... อยางนั้นจะมีโทษ... หรือวาไมเก็บเลย จะไปคิดวาไมใชหนาที่ของเรา เพราะเราไมไดทิ้ง... ก็ไมใชอีก... แคตรงนี้... สิ่งเล็กๆ นอยๆ แคนี้... สามารถเก็บไดทิ้งได รักษาได ไมตองพูดถึงเรื่องอื่นไกลหรอก… เรื่องแคนี้จะทําไดมั้ย... ลองดูสิวา ภาวนานั่งดีๆ นั่งเกง ๆ เดินเกง ๆ นั่นนะ... ลองเห็นของที่ไมมีประโยชนที่คนอื่นเคาทิ้งอยูที่พื้นนี่… แลวเก็บไปทิ้งโดยไมมีความอคติ ไมมีความรูสึก จะทําไดไหมหละ ? ถาทําไดก็ใชได...
30 สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก ใคร... ใคร... ก ็กวาดได กวาดพื้นกวาดทําความสะอาดทั่วๆ ไปนั้น ใครก็กวาดไดใครก็ทําได แตจะกวาดตามมุมตามซอกนั่นมั้ย ? กวาดใตโตะ ใตเตียงนั่นมั้ย ? หรือกวาดหลังตูหลังโซฟานั่นมั้ย ? อยางนั้น... นั่นแหละ ถึงจะเรียกวาคนกวาด เปนคนกวาดสะอาด กวาดลานกวางๆ ที่โลงๆ ใครเคาก็กวาดกันได ใครก็กวาดเปน... แตจะกวาดใตโตะใตหลืบ ตามซอกตามมุมนั้น ใครจะกวาดไดใครจะเห็น... เพราะมันเปนของยากที่คนเคาจะทํา คนเคาจะเห็น... แลวอะไรหละมนอยัูตรงนั้น... นั่นแหละขยะมันอยูตรงนั้นของสกปรกมันอยูตรงนั้น... ตรงที่เขากวาดกันเยอะๆ เคาทํากันเยอะๆ ตรงนั้นไมตองไปดูมันหรอก มีคนเคากวาดอยูแลวเคาเห็นกันอยู แตตรงที่ๆ ไมมีใครไปกวาดไปดู... ตรงนั้นแหละ... เปนที่ๆเราควรจะไปดู ตรงไหนที่เขาไมไปทํากัน... นั่นแหละ... ที่ๆ เราควรจะไปทํา น ี่ !! ผ ู ภาวนา...
สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก 31 ค ํ าถามชวนค ิ ด กับ... พระอาจารยเสกสรร คเวสโก ถาม การกรวดนํ้า หรือตรวจนํ้า ที่ตองใชนํ้าใสแกวแลวรินไปในถวย หลังจากการทําบุญ จําเปนหรือไม ตอบ การกรวดนํ้าหรือตรวจนํ้านี้ก็หมายถึง การตรวจนํ้า (ใจ) ของตัวเอง วาเย็นเหมือนนํ้าไหม หมดความโกรธ ความโมโห ความยินรายแลว หรือยัง... ถาจิตใจใสสะอาด สงบ ก็แผเมตตาไป เปนความเย็น ความสงบ ความปรารถนาดีตอสรรพสัตวทั้งปวง การเทนํ้า... เราเรียกวาเปนบุคคลาทิษฐาน เปนสมมติเฉยๆ โดยใชนํ้าเปนสื่อ เทานนเอง้ัเพราะจตใจท ิสงบเย่ีนและน็ งไม่ิจ าเปํนตองอาศยนัาน้ํ เป้ีนสอ่ื ก็สามารถแผเมตตาอุทิศสวนกุศลไดเลย เราเรียกวาธรรมาทิษฐาน เปนปรมัชย เปนธรรม... เปรียบเทียบเหมือนอยูชั้นอนุบาล... ก็ตอง อาศัยสื่อชวยในการเรียนรูกับเด็กชั้นประถมหรือมัธยม... ซึ่งการ เรียนรูและความเขาใจปฏิบัตินั้นไมจําเปนตองอาศัยสื่ออะไรมากนัก ดังนั้น... ถามีนํ้าใจ มีเมตตากรุณา เปนแบบนี้แลว ตรวจนํ้า หรือ ไมตรวจก็ได ถาม การใหพร ในขณะบิณฑบาต จําเปนหรือไม ตอบ ที่จริงแลวไมถูก พรคือการทําดี... คิดดีถาทําดีก็เปนพรแลว ไมใช ตองพระใหพร แลวจึงกรวดนํ้าแลวจึงไดรับพรรับบุญเต็มที่... แต แบบนี้ก็เปน “ถูก” ตามประสาของชาวบาน แตไมไดนึกถึงธรรม เรียกวา ทําดีดีกวาขอพร... บางทีใสบาตรพระ แลวพระไมใหพร เราก็หงุดหงิดวาใสบาตรแลวไมไดรับพร ซึ่งหากเปนพระปฏิบัติที่ ทานเครง ทานจะไมใหพรดวยการกลาวภาษาบาลีแตทานจะสงบ
32 สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก สํารวมและแผเมตตาให... การใหพรดวยการกลาวบาลีนั้น จะตอง กลาวเฉพาะที่บนอาสนะสํารวมแลวเทานั้น... ดงนัน้ั... ผทูไม่ีรอาจเพู งโทษพระปฏ ตัดิปฏีบิตัชอบได ิ ... ซงจะเป่ึ นบาป มากกวาเปนบญุเพราะพระแทพระเทยมนี นเราไม้ัสามารถดทูร่ีปรูาง อยางเดียว เราตองดูที่ขอวัตรปฏิบัติที่เปนขอปฏิบัติของสงฆทั้งหมด ตัวอยางเชน... ถาใสบาตรกับพระเทียมแลวพระเทียมใหพร... ถามวา พรนั้นดีหรือไม... ก็ขอใหพิจารณาอยางรอบคอบ ที่พูดนี้ไมไดดูหมิ่น แตพูดตามพระธรรมวินัยเทานั้น ถาม การถวายขาวพระพุทธ จําเปนหรือไม ตอบ ถาถามวาควรหรือไมควร ก็ตอบไดวาไมควรหรอก เพราะวายังไง พระพทธเจุาไม ไดมาบร โภค ิหรอถืาบอกวา เปนการบชาู ... พระพทธเจุา ก็บอกวา “การบูชา” นี้ก็ถือวาเปน “อามิสบูชา” ถาจะบูชาก็บูชา กันไป แตถาคนที่ไมเคยจะแปลความหมาย... ก็จะไมเขาใจ ก็จะหลง กันไปเรื่อยๆ เหมือนกับวันนี้... มีคนซื้อพระพุทธรูปมา... เขาไปซื้อ ขี้ผึ้งแทมาปดตา แลวก็มาถามหลวงพอวา “อยากใหหลวงพอเปด พระเนตรใหหนอย” ก็บอกเคาไปวา... มันควรที่ไหนที่จะไปเปดตา เจาของ... รูปก็คือรูป ก็คือธาตุดินเฉยๆ ทําไมเราเอามาแลวเอามา งมงายในอะไรที่เปนสิ่งไรสาระแกตัวเอง... พระพุทธรูป ก็คือรูปของ พระพุทธเจา จะมาเปดหรือมาทําพิธีอะไรใหทาน... ทานเลิศกวาเรา ทานประเสริฐกวาเรา ทําไมไมคิดตรงนั้น ทําไมไปงมงายอยูกับ ธาตุดินตรงนั้น... ถึงจะหลอขึ้นมาเปนรูปทานก็เถอะจะเอาไปกราบ ไปไหวก็เอาไป แตถาจะใหพระไปเปดพระเนตรนี่... ใหไปเปดตา ตัวเองกอนเถอะก็เลยบอกไปอยางนั้น... ไปหลงงมงายกันอยูในเรื่อง เหลานี้พระพุทธรูปบางองคที่ทํามาก็ทํามาหลับตา แตก็ยังตองไป เปดพระเนตรอีก บางองคก็ลืมตา ก็คนเรานั่นแหละที่หลอมา
สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก 33 ความจริง ก็คือธาตุดินเฉยๆ เราจะทํายังไงกับทานก็ไดจะทําเปน รูปนั่งสมาธิก็ไดขัดสมาธิเพชรก็ไดเราก็หลอกันไป... แตถาหลอมา แลว ยังตองใหคนผูเปนปุถุชน คนหนา คนมืด มาเปดพระเนตร... เราก็เปนคนโง... ไมใชเรื่องที่จะไปพาเขาไปทําเรื่องไรสาระ ไมเกิด ประโยชน ทําใหคนหลงงมงาย... ถาม การสวมสรอยพระ ควรทําหรือไม ตอบ ก็ไมไดเสียหายอะไร... มันก็เหมือนเปนอนุสติเฉยๆ ใหระลึกถึง เทานั้น... บางคนสวมพระแลวไปกินเหลาอยางนี้มันก็ใชไมได... สวมพระก็หมายถึงใหพระคุมครอง ใหปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ไมใช เอาไปแขวนใหกนเหนัยวีกนตายั ... มนกัก็ นไม ั ไดหรอก ... แคใส ไว ใหเปนอนุสติเทานั้น เหมือนวามีพระอยูที่คอ เราก็มีความอุนใจ เทานั้น วามีพระคุมครอง แตวาถาเราทําไมดีแลวพระจะไปคุมครอง ไดยังไง... มีพระก็เหมือนมีอุปกรณเหมือนเปนเรื่องของเด็ก ที่ยัง ตองใชอุปกรณชวยเปนที่ยึดทางใจ ก็เหมือนกับเรื่องการกรวดนํ้าท่ี หมายถงการตรวจนึ าใจน้ํนแหละ่ัคนมนีาใจ้ํมความใจเย ีน็มความรีกั ความเมตตาโอบออมอารียกัน เอื้อเฟอ เผื่อแผ ปรารถนาดีตอกัน... คนที่เปนเชนนี้อยูแลว การรินนํ้าออกจากแกวเพื่อเทลงดิน ก็คงไมมี ประโยชนเพมเต่ิ มอะไร ิ ... เพราะนาใจน้ํ นได้ัหล งเป่ันสายอยตลอดเวลาู ที่ระลึกถึงนั่นแหละ ถาม ไดยินหลายคนเลาใหฟงถึงชวงเวลานาทีที่เกิดอุบัติเหตุ... เขาจะรูสึก วาเวลาในช วงนน้ัยาวนานมากทงๆ้ัทจร่ีงๆิแลวชวงเวลานนส้ันมากๆ้ั จะเรียกวาเปนวินาทีก็ได... ถามพระอาจารยวาชวงที่รูสึกวาเวลา ยาวนานมากนั้น ทั้งๆ ที่เปนแคชั่วอึดใจเดียวเทาน ั้น... เปนเพราะ เรามีสติหรือเพราะเราไมมีสติ
34 สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก ตอบ คนเรามสตีทิงน้ัน้ัแตเปนสตของคนธรรมดาิ ไมใชสตของพระอริยเจิา... ซงจะต่ึางกนั... สตของพระอริยเจิาท งหลายไม้ัเร วไม ็ชาแตสตของคนิ ปุถุชนทั่วไปจะอยูที่อุปาทาน เหมือนคนคอยรถ ก็จะรูสึกเหมือนวา รถนนมาช้ัามนเป ันเรองความร่ืสูกของจึตเราติางหาก อยากใหมนเรัว็ มนชัา... แตเวลามนกัค็อเวลานืนแหละ่ั ... มนไม ั ไดเร วได็ชาแตเรามนั รอนมนวันวายุมนกัเลยด็เหมูอนชืา... นแหละสต่ีของคนธรรมดาิ ... คือ ไปเรงเร าเวลาให ไดตามความรสูกของเจึาของ ... มนเป ันเรองของก่ืเลสิ แตสติของพระอริยเจานั้น ไมเร็วไมชา เปนปฏิปทา เปนมัชชิมา หรือเรียกวาเปนมัชชิมาปฏิปทา เปนกลางๆ เปนสายกลาง... ไมสูง ไมตํ่า ไมดํา ไมขาว ไมเร็ว ไมชา... สวนสติของปุถุชนนั้น เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง... เดี๋ยวเร็ว เดี๋ยวชา... ดังนั้นจึงตอบไดวาที่ถามมา ก็เปนสตินั่นแหละแตเปนสติของคนธรรมดา... ก็เทานั้น ถาม ถามีคนมาขอใหเจิมรถใหมใหพระอาจารยมีคําแนะนําอยางไร ตอบ เจิมรถ... เจิมเพื่อใหเปนอนุสติไมใชเจิมแลวจะไมเกิดอุบัติเหตุจะไม ตาย... ถาจะใหเจิม... เจิมใหก็ไดเพราะถาไมทําก็จะไมสบายใจ ถาทําแลวก็สบายใจ... แตถาใหพูดความจริง ตามโรงพักตามสถานี ทเขาเอารถไปไว่ี ... กเป็นรถยนตทงน้ันท้ัเจ่ีมิ... เพราะอะไร กเป็นเพราะ คนขับประมาท... ตอนหลวงพอเจิมนะเจิมไปรถไมไดวิ่ง... แตเรา เอาไปวิ่ง มันก็ตองมีชน ถาไมอยากใหชน ก็ไมตองวิ่ง... มันเปนยังงั้น แตที่เจิมนั้น... เขาเจิมกันก็เพื่อความปลอดภัย เพื่อความอุนใจ เปน เครองเต่ือนสตื ใหิระว งไม ั ประมาท ... บนทองถนนนนท้ักคนกุต็องระวงั ถาเราถกตูองไม ผ ดอะไร ิแตเขามาผดิมนกัต็องมบวกหรี อเป ืนคณกูนั แนนอน... ไมมีหารไมมีลบ มันเปนเหตุที่สุดวิสัย มันก็เปนของมัน ดังนั้นก็ตองระวัง... เจิมแลวไมระวัง ขับรถไมดีไมมีสติขับเร็วเกินไป ขับรถประมาท ก็อุบัติเหตุเกิดแนนอน... มันเปนยังงั้น
สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก 35 เพิ่มเติมสิ่งดีๆ จาก forward mail เรื่อง : ชายตาบอด... กับโคมไฟ ตรอกสายหนง่ึทท่ีงม้ัดทืงแคบ้ัทงย้ั งไม ัม ดวงไฟส ีองทาง ใหความสวางแมแตนอย ดงนันเม้ัอถ่ืงยามคึาค่ํนืการเดนทางในตรอกแห ิงนจ้ีงเปึ นไปด วยความยากลาบากํ คืนวันหนึ่ง พระรูปหนึ่งเดินผานเขามายังตรอกดังกลาว เพื่อมุงหนาไปยังอาราม ทวาดวยความที่ตรอกนี้มืดมิด กระทั่งนิ้วมือทั้งหาของตนเองยังไมอาจมองเห็นได เมื่อเดินไปเรื่อยๆ พระรูปนี้จึงทั้งเดินไปชนผูอื่น และถูกผูอื่นเดินมาชนไมหยุดหยอน สรางความลําบากยิ่งนัก ตอนนั้นเอง คนผูหนึ่งถือโคมไฟเดินเขามายังตรอกดังกลาว พลันทําใหใน ตรอกเกิดแสงสวางขึ้นพอสมควร พระรูปนั้นไดยินคนเดินผานทาง กลาววา “คนตาบอดผูนั้นชางแปลกนัก ตนเองมองไมเห็นแทๆ ใยตองถือโคมไฟใหวุนวาย” เมื่อพระไดยินก็รูสึกแปลกใจ รอจนกระทั่งคนตาบอดถือโคมไฟคนนั้น เดินผานมา จึงเอยถามขึ้นวา “ขออภัย ทานตาบอดจริงๆ หรือ ?” คนผูนั้นตอบวา“ถูกแลวขาเกิดมาก็พิการตาสองขางมองไมเห็น สําหรับ ขานั้นไมวาจะยามเชาสายบายเย็นลวนไมตางกัน ทั้งยังไมทราบวาแสง สวางหนาตาเปนเชนไร” พระไดยินดังนั้นก็ยิ่งงุนงงมากขึ้น เอยถามตอไปวา “เชนนั้นทานจะถือโคมไฟ ไปเพื่ออะไร ?”
36 สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก คนตาบอดตอบวา “เนื่องเพราะขาเคยไดยินคนพูดกันวาในยามกลางคืนไรแสงสวาง คนตาดีทั้งหลายก็เปนเชนเดียวกับขา คือมองไมเห็นสิ่งใด เมื่อครูทานเดินอยางมืดมนในตรอก และโดนคนเดินสวนไปมาชนใชหรือไม ทานดขูาเองนน้ัแมเปนคนตาบอดแตข าไม โดนผ อูนเด่ืนชนเลยิ แมแตครงเด้ัยวีทั้งๆ ที่เมื่อกอนขาก็เปนเชนเดียวกับทาน คอโดนคนเด ื ินมาชนเอาบอยครั้ง แตเมื่อขาถือโคมไฟ ทุกอยางก็เปลี่ยนไป ที่ขาจุดโคมไปไหนมาไหนดวยนั้น ขาจุดเพื่อใหแสงสวางกับผูอื่น และเพื่อใหผูอื่นมองเห็นตัวขา ตั้งแตนั้นมาขาก็ไมโดนผูใดเดินชนอีกเลย” พระไดยินความดังนั้นก็บรรลุปญญา... ...การชวยเหลือผูอื่น ประโยชนสูงสุดลวนกลับคืนมาสูผูให...
สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก 37 เพิ่มเติมสิ่งดีๆ จาก forward mail เรื่อง : ส ุ ดท าย... ท ี่ไมม ี วันกลับมา... คงไมสายเกินไป หากจะสงขอความนี้ใหทุกๆ คนไดอาน อยากใหทุกคน ไดอาน และตระหนักถึงความสําคัญของ “เธอ” เปนความรูสึกของคนคนหนึ่ง... ที่บรรยายออกมาจากใจในขณะที่... ผมก็เปน เชนเด็กวัยรุนทั่วๆ ไป เรียน เที่ยว นอน กิน... ดึกๆ ผมก็โทรคุยกับแฟน ของผม ซึ่งทั้งหมดเหลานี้มันก็เปนกิจวัตรประจําวันของผม... และผมก็เชื่อวาใครๆ เคาก็ทําแบบนี้กัน ‘จา... ตัวเอง... วันนี้กินขาวรื้อยาง’ ‘กินกับอะไรบาง แลวตอนกินตัวเองคิดถึงเคามั้ยเนี่ย’ ‘รูมั้ยตัวเอง ถาเคาเปนผีเนี่ย... เคาอยากเปนกระสือ ที่รักจะไดเห็นใจไง’ ‘ตัวเองวางกอนดิ... กอนดิ’ ประโยคตางๆ ที่ผมไดคิดและคัดสรรเตรียมพรอมมาตางๆ กอนโทร... ผมยังคงใชเวลาสวนใหญตอนดึก... ไปกับการคุยโทรศัพท ระยะเวลาที่ผมไดใชไปในแตละครั้งนั้น พอรูสึกอีกทีก็ผานไปหลายชั่วโมงแลว แตผมก็ไมชอบนะ หากใครจะมาวาผมไรสาระ ก็ไมเห็นหรือวา... คนสวนใหญเคาก็ทํากัน
38 สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก ออ ! เกือบลืมไปอีกอยาง กิจวัตรอีกอยางนึงของผมก็คือ แมของผมมักชอบโทรหาผมทุกวัน ‘ตอนนี้ลูกอยูหอรึยัง’ ‘เย็นนี้กินขาวอิ่มมั้ย’ ‘วันนี้เรียนเปนยังไงบาง’ ‘อยาไปเที่ยวที่ไหนไกลนะ’ โธ ! คําถามเดิมๆ ผมก็ตอบไปแบบเดิมๆ แมผมก็ไมเบื่อซักที... ยังคงโทร หาผมเปนประจํา โชคดีที่ผมพยายามตัดบทคุย ผมกับแมนะ... คุยกันไม กี่นาทีก็วางแลว... ก็มันไมม ีอะไรจะคุย... จะใหผมทํายังไง จนกระทั่งวันนั้น ‘ตัวเองตอบเคาไดรึยังวารักเคามั้ย’ ‘เร็วๆ สิ... เคายังอุตสาหบอกรักตัวเองไปแลวนะ’ ‘แลวยังจะใจราย... ไมบอกรักเคาอีกเหรอ’ ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ เสียงจากโทรศัพทบอกผมวามีสายซอน ผมมองไปที่หนาจอมันขึ้นชื่อวา ‘Home’ ‘โธ... แมโทรมาทําไมตอนนี้เนี่ยะ... กําลังเขาดายเขาเข็มเลย’ ผมไมสลับสายผม ผมยังคงคุยกับสุดท่รีักของผมตอไป เพราะผมรูวาสิ่งที่แมจะคุยกับผมก็คงเปนประโยคเดิมๆ ‘และนั่นก็เปนโอกาสสุดทาย ที่ผมจะมีโอกาสฟงเสียงของแม’ หลังจากนั้นไมนานทางญาติของผมโทรมาแจงผมวา เมื่อคืนนี้บานของผมถูกขโมยเขา และแมของผมขัดขืน และไดตอสูกับโจร จึงถูกโจรใชมีดแทงเขาที่ทอง แมเสียชีวิตเพราะทนพิษบาดแผลไมไหว ญาติของผมเลาอีกวาตอนไปพบศพแมนั้น ในมือของแมกําโทรศัพทไวแนน
สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก 39 และเบอรโทรออกลาสุดของเธอ... ไมใชโทรแจงตํารวจ หรือเรียกรถพยาบาล... แตแมเลือกที่จะโทรหา ‘ผม’ สิ่งสุดทายในชีวิตที่แมผมเลือกที่จะทําคือ ...โทรศัพทหาผมเพื่อฟงเสียงของผม... วินาทีนั้น นํ้าตาของผมไหลอาบแกม ผมพูดอะไรไมออก... มือและตัวของผมสั่น..... วันนั้นผมเลือกที่จะคุยกับแฟนผม ดีกวาที่จะคุยกับแมของผม ผูหญิงคนเดียวในโลก !!! ที่คุยกับผมเปนคนแรกในชีวิต ผูหญิงคนเดียวที่ผม !!! สามารถที่จะคุยกับเธอไดทุกเวลา โดยที่ผมไมตองเตรียมบทพูดใดๆ ไมตองกังวลวา... เธอจะประทับใจหรือไม... ไมตองมีมุข... ไมตองมีคําหวานใดๆ คนเดียวในโลก !!! ที่โทรมาหาผมเพียงแคฟงผมพูดประโยคเดิมๆ คนเดียวในโลก !!! ที่ไมวาโทรศัพทเธอจะโปรโมชั่นแพงแคไหน ก็ยังโทรหาผม ‘และคนเดียวในโลก !!! ที่เลือกคุยกับผมในวินาทีสุดทายในชีวิต’ ในบางครั้งประโยคที่วา ‘ไมมีคําวาสาย... หากเราคิดที่จะแกตัว’ มันก็ไมเปนความจริง... เพราะบางปรากฏการณในโลก เกิดขึ้นไดแคครั้งเดียว อาจเปนเพราะเวรกรรมของผม หลังจากนั้นไมนาน... แฟนผมที่ผมใชเวลาคุยกับเธอวันหลายๆ ชั่วโมง ก็เลิกกันไป...
40 สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก วันนี้... ผมเริ่มเขาใจชีวิตมากขึ้น หลายๆ อยางที่คนสวนใหญทํา... มิไดหมายถึงสิ่งที่ถูกตองเสมอไป เพราะตัวเราเทานั้นที่เปนผูตองรับผลการกระทําของเราเอง เราจะรูวาสิ่งใดสําคัญ ก็ตอเมื่อเราตองเสียมันไป.... ทุกวันนี้ผมนั่งมองโทรศัพท รอที่จะตอบคําถามเดิมๆ ใหผูหญิงคนหนึ่งฟง... แต !! คงไมมีผูหญิงคนนั้นอีกแลว..... เมื่อลมกลิ้ง ใครหนอวิ่ง เขามาชวย และปลอบดวย นิทาน กลอมขวัญให ทั้งจูบที่เจ็บชะมัด ปดเปาไป ผูนั้นไซรที่แทแมฉันเอง ยามมีกิจ หวังใหเจา เฝารับใช ยามปวยไขหวังใหเจา เฝารักษา เมื่อถึงครา ลวงลับ ดับชีวา หวังใหเจา ปดตา เวลาตาย. ...ผูหญิงคนนั้น คือ ‘แม’ ฉันเอง...
สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก 41 เพิ่มเติมสิ่งดีๆ จาก forward mail เรื่อง : ลกจ ู า ... อยาสงแม ไปบ านพ กคนชราเลยั ! ลูกสะใภพูดวา “ทําจืดแมก็วาไมมีรสชาติตอนนี้ทําเค็มนิดหนึ่ง แมก็วากิน ไมไดแลวจะเอายังไง !” เมื่อแมเห็นลูกชายกลับมา ไมกลาพูดอะไร ไดแต กลืนขาวเขาปาก ลูกสะใภมองตามดวยความโกรธ เมื่อลูกชายลองชิมอาหารที่แมกําลังกิน ก็พูดกับภรรยาวา “ผมบอกคุณแลวไมใชเหรอ วาโรคของแมกินเค็มมากไมได ?” “เอาละ! ในเมื่อเปนแมของคุณ วันหลังคณกุ็ทําเองก็แลวกัน” ลูกสะใภกลาวดวยความโมโห... แลวก็สะบัดหนาเดินเขาหองไป ลูกชายเรียกตามดวยความจนใจ จากนั้นก็หันมาพูดกับแมวา “แมครับ ไมตองกินหรอก เดี๋ยวผมตมบะหมี่ใหแมกินนะครับ” “ลูกมีอะไรจะพูดกับแมไหม ? ถามีก็บอกแมเถอะ อยาเก็บไวเลย” แมเห็นอาการกังวลของลูกชาย “แมครับ เดือนหนาผมไดเลื่อนตําแหนง เกรงวาจะตองมีงานที่ตอง รับผิดชอบมากขึ้น เมียผมก็อยากออกไปทํางาน คือวา...” แมรูทันทีวาลูกชายจะพูดอะไรตอ... “อยาสงแมไปอยูบานพักคนชรานะลูก...” แมพูดออกมาอยางออนวอนลูกชายนิ่งคิดไปนาน แตก็พยายามหาทางออกที่ดีกวานี้ “แมครับ อยูบานพักคนชราก็ดีนะแมจะไดไมเหงา ที่นั่นมีคนดูแล ดีกวา
42 สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก อยูที่บานนะครับ หากเมียผมไปทํางาน เธอจะไมมีเวลาดูแลแมเลยนะครับ” หลงจากทัเขาอาบน่ีาเสร้ํจ็กออกมาทานบะหม็ ่ีจากนนก้ัเข็ าไปท ห่ีองหนงสัอื เขายนนืงอย่ิทูหน่ีาตาง ในใจเกดความสิบสนขัดแยัง ไมรจะตูดสั นใจอย ิ างไรด !ี แมของเขาเป นหมายตงแต้ัยงสาวั ... กลากล้ํนทนทืกขุเลยงเขามาจนเต้ี บใหญ ิ ... อีกทั้งสงเสียใหเรียนยังตางประเทศ แตแมไมไดอางสิ่งที่ทําไปเปนเบี้ยตอรอง ใหเขาตองเลี้ยงดู กลับกัน... ภรรยาผูมาทีหลังกลับเรียกรองใหเขาตองรับผิดชอบ... นี่เขาตองสงแมไปอยูบานพักคนชราจริงหรือ ? “คนที่จะอยูกับแกในชวงบั้นปลายชีวิตคือเมียนะโวย ไมใชแม !” เพื่อนๆ มัก จะเตือนเขาอยางนี้ “แมของเธอแกแลวนะ หากโชคดีก็อยูกับแกไดอีกหลายปทําไมไมอาศัยเวลา ที่เหลือของแมแลวก็กตัญูปรนนิบัติทานละ... อยารอใหแกอยาก ‘กตัญู’ แตแมไมอยูแลว แลวแกจะเสียใจ !” ญาติๆ มักจะเตือนเขาวา อยางนี้เขาไมกลาคิดอะไรตอ... กลัววาตนเองจะ เปลี่ยนแปลงความตั้งใจ เย็นแลว... พระอาทิตยกําลังจะลับขอบฟา เขานั่งเงียบๆ คนเดียว... ดวย จิตใจที่หดหู ณ บานพักคนชรา.... ที่แสนจะหรูหรานอกชานเมือง เขาใชเงินจํานวนมาก เพื่อทดแทนความรูสึกผิดตอแมของเขา.... อยางนอย.... ที่นี่ก็สะดวกสบาย เมื่อเขาพยุงแมเขาสูตัวอาคาร ทีวีจอยักษกําลังฉายภาพยนตรตลกอยูแตไมมี เสียงหัวเราะจากผูชมแมแตคนเดียว... คนชราจํานวนหนึ่งที่สวมใสเสื้อผา
สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก 43 เหมือนกัน นั่งอยูบนโซฟา นั่งมองประตูทางเขา... ดวยสายตาอันเหมอลอย หญิงชราคนหนึ่งกําลังกมตัวลงไปเก็บขนมที่ตกอยูที่พื้น... ขึ้นมาใสปาก เขารวูาแมชอบหองทสว่ี างโล ง ... จงเลึอกหืองทแสงพระอาท่ีตยิสามารถสาดสอง เขามาได... เมื่อมองออกไปนอกหนาตาง ใบไมกําลังรวงลงสูพื้นหญาเปน จํานวนมาก นางพยาบาลหลายคนกําลังเข็นรถเข็นที่มีคนชรานั่งอยู ออกไป ชมพระอาทิตยตกดิน รอบตัวเงียบสงัด ทําใหเขาสะทานวาบในจิตใจ แมแสง พระอาทตยิยามล บขอบฟ ัาจะงดงามสกเพั ยงใด ีนนก่ัหมายความว็า ... ความมดื ยามคํ่าคืนกําลังจะยางกรายเขามาแทนที่เขาถอนหายใจเบาๆ “แมครับ... ผมตองไปแลวนะ” ผูเปนแมทําไดเพียงแคพยักหนา ตอนที่เขาเดินจากมา แมยังคงโบกมือลา ดวยสีหนาอันเศราสรอย อาปากพูดโดยไมมีเสียงอยูตลอดเวลา... เมื่อเขา หันมามอง จึงเห็นผมสีดอกเลาของแมเขานึกในใจ “แมแกแลวจริงๆ” อยูๆ ภาพในครั้งอดีต... ก็ผุดขึ้นในหวงแหงความคิด ปนั้นเขาอายุไดเพียงแค ๖ ขวบ... แมมีธุระตองไปตางจังหวัด จึงตองพาเขาไปฝากไวที่บานคุณลุง ตอนทแม่ีจะออกจากบ านไป เขารสูกกลึวมากัเอาแตกอดขาแม ไม ยอมให แม ไป “แมจา... อยาทิ้งหนูไป แมจาอยาทิ้งหนูนะ!” สุดทาย แมก็ไมกลาทิ้งเขาไปตางจังหวัด เขารีบกาวเทาเดินออกจากที่นี่ใหเร็วที่สุด... เมื่อปดประตูแลวก็ไมกลาหันไป มองแมอีก เมื่อกลับถึงบาน... เขาเห็นภรรยาและแมยาย กําลังเกบเอาข็ าวของของแม โยนออกมานอกหอง ถวยรางวัลรูปคนยืนสูงประมาณ ๓ ฟุต ที่เขาชนะเลิศ ประกวดเรียงความ “แมของฉัน” พจนานุกรมอังกฤษจีนที่แมซื้อใหเขาใน วันเกิด... ซึ่งเปนของขวัญชิ้นแรกที่เขาไดรับจากแมยังมียาหมองนํ้าที่แม ตองทาขากอนนอนทุกวันๆ
44 สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก “หยุดเดี๋ยวนี้นะ! พวกคุณโยนของๆ แมผมออกมาทําไม ?” เขาถามออกไปดวยความโมโหสุดขีด “ขยะทั้งนั้น... ถาไมทิ้ง แลวฉันจะเอาของๆ ฉันวางไวตรงไหน?” แมยายพูดอยางไมสบอารมณ “ใชแลว คุณรีบเอาเตียงเนาๆ ของแมคุณไปทิ้งไดแลว พรุงนี้ฉันจะซื้อ เตียงใหมใหแมฉัน !” รูปเกาๆ สมัยเขายังเด็กกองอยูกับพื้น มันเปนรูปที่แมพาเขาไปเที่ยวสวนสัตว และสวนสนุก “นั่นมันเปนสมบัตของแมิ ผม ใครก็เอาไปทิ้งไมได !” “มันจะมากเกินไปแลวนะ มาทําเสียงดังกับแมฉันไดยังไง ขอโทษแมฉัน เดี๋ยวนี้ !” “ผมเลือกคุณก็ตองรักแมคุณดวย แตคุณแตงงานเขามาอยูบานผม ทําไมคุณ รักแมผมไมได ?” ทองฟาอันมืดมิดหลังฝนตก หนาวสะทานเขาไปถึงหัวใจ ทองถนนที่วางเปลา ไรรถรา บีเอ็มดับบลิวคันหนึ่ง.... พุงไปขางหนา ราวกับอยูในสนามแขง... พรอมกบเสัยงสะอี นไห้ืของชายคนหนง่ึซงม่ึ งไปทางบ ุานพกคนชรานอกเมัองื จอดรถเสร็จ เขารีบวิ่งขึ้นไปที่หองพักของแมเมื่อเปดประตูเขาไป เขายืน มองแมดวยความรูสึกที่ไมนาใหอภัยตัวเอง แมของเขากมหนาใชมือนวดที่ขา ของตัวเอง เมื่อแมของเขาเงยหนาขึ้นมองไปที่ประตูกเห็ ็นลูกชายของตัวเอง ยืนอยูและในมือถือยาหมองนํ้าอยู และก็พูดออกมาดวยเสียงออนโยนวา “แมลืมเอามาดวย ดีนะที่ลูกเอามาให...” เขาเดินไปหาแมและคุกเขาลงไป “ดกแลึวลกูแมทาเองได พรงนุล้ีกตูองไปท างานแตํเชากลบไปเถอะ ั !”
สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก 45 เขานิ่งไปครูหนึ่ง สุดทายก็กลั้นนํ้าตาไวไมได “แมครับ ผมขอโทษ แมยกโทษใหผมนะ กลับบานเราเถอะ !” ล ู กรัก... ตอนที่เจายังเด็ก แมใชเวลาทั้งหมดคอยๆ สอนใหเจาใชชอน ใชตะเกียบคีบอาหาร สอนเจาใสรองเทา สอนเจากลัดกระดุม สอนเจาใส เสื้อผา อาบนํ้าใหเจา เช็ดอุจจาระปสสาวะใหเจา สิ่งเหลานี้แมไมเคยลืม หากวันหนึ่ง แมจําไมไดหรือเริ่มพูดชาลง ขอเวลาใหแมสักหนอย รอแม ไดไหม ใหแมไดคิด... บางครั้ง สิ่งที่แมอยากจะพูดกับเจา แมอาจจะพูด กับเจาไมไดอีกแลว ลูกรัก ลูกจําไดไหม แมตองสอนเจากี่รอยครั้งใหเจาพูดคําวาแมได ! แมดีใจมากแคไหนที่เจาเริ่มพูดเปนประโยคได ? แมตองตอบคําถามของเจากี่รอยครั้ง กวาเจาจะเขาใจในสิ่งที่เจาสงสัย ! ดังนั้น... หากวันหนึ่ง แมถามเจาซํ้าแลวซํ้าอีกกับเรื่องเดิมๆ ขอใหเจาอยารําคาญจะไดไหม ? ตอนนี้แมอาจกลัดกระดุมเสื้อไมได ยามกินขาวอาจหกเลอะเสื้อผา เจาอยาเอ็ดแมไดไหม ? ขอใหเจาอดทนและออนโยนกับแม ขอเพียงเจาอยูขางๆ แม ...แมก็รูสึกอุนใจ ลูกรัก วันนี้ขาของแมเริ่มออนแรง ยืนไดไมคอยนาน เดินเหินลําบาก ขอให ลูกจับมือและพยุงแมไวเดินเปนเพื่อนแมจนวันที่แมสิ้นใจ เหมอนวื ันที่เจา คลอดมา แมก็พยุงเจาเดินอยางนี้เหมือนกัน !!!
46 สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก หนึ่งวัน... ที่เราโตขึ้น เทากับ หนึ่งวัน... ที่แมชราลง หนึ่งวัน... ที่เราแข็งแรง เทากับ หนึ่งวัน... ที่แมหมดแรงลง ถึงปที่เรามั่นคง “แมอาจลมลง... ไมทันยินดี...” รักแมดูแลแมกอนที่แม... จะไมมี ! ใครจะรูวาความรักของแมยิ่งใหญแคไหนนั้น... เราจะรูซึ้ง ก็ตอเมื่อวันหนึ่ง ที่เราไดมามีโอกาสเปนแมคน เหมือนที่แมเราเคยเปนมา... เคยไดยินประโยคหนึ่งที่แมมักพูดเสมอๆ ตอนที่เราเปนเด็ก... แมบอกวา “แมนะ รักลูกเหมือนนํ้าไหลลง... แตลูก จะรักแมเหมือนนํ้าไหลขึ้น” และแม ก็ยังถามตอไปวา “นํ้าไหลขึ้น มันไมคอยมีใชไหม ?” โลกยุคใหมเปนโลกที่หลายคนไมเลือกที่จะเปน “แม” อยางที่แมเราเปน บางครั้งเราก็ยุงวุนวายกับชีวิต กับการงาน กับการทํามาหากิน จนลืมใสใจ ในความละเอียดลึกซึ้ง ของคนเปนแม... และซํ้ารายกวานั้น บางครั้งเรายัง รูสึกรําคาญดวยใชไหม ? หลวงตาสุนทร ทานอาพาธดวยหลายโรครุมเรา หนึ่งในนั้นคือ ปวดตามขอ มากมายโดยเฉพาะในชวงอากาศหนาว... หลวงตาเลาวาในชวงที่อาพาธหนัก มีทุกขเวทนาอยางแสนสาหัสนั้น มีความคิดวาอยากจะละสังขารเชนกัน แตในที่สุดก็ผานพน กาวขามวิกฤตแหงชีวิตไปได หลวงตาไดขอธรรมมากมาย จากการอาพาธในครั้งนั้น... หนึ่งในขอธรรมที่ได ประสบดวยตนเองคือ ธรรมะของผูที่กําลังอยูในภาวะ “เจ็บปวย” หรือผูที่ อยูในสภาวะที่เรียกวา “คนชรา”
สิ่งดีดี... ที่เก็บมาฝาก 47 หลวงตาบอกวา... สิ่งที่จะมาเยือนเราแนๆ มีอยู ๔ อยางดวยกัน คือ โกรธงาย ใจนอย หงุดหงิดจูจี้ขี้บน และขอสุดทายคือ มักจะคิดมาก... นี่คือธรรมชาติของสิ่งที่จะเกิดขึ้นมาเอง... ไมวาจะชอบหรือไมชอบ... ก็มา ไมวาจะยากจนหรือรํ่ารวยแคไหน... ก็มา ทุกคนตองประสบพบเจอแนๆ ไมวันใดก็วันหนึ่งในอนาคตขางหนานี้แนนอน ดังนั้นขอใหเราทุกคน รูเทาทัน ในส่งทิ ี่จะตองเกิดขึ้น และเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมความพรอมเอาไว... เมื่อไรที่เรารูสึกวาเราโกรธงาย แถมมี อาการคิดมาก ใจนอยอีกตางหาก อีกทั้งยังชอบหงุดหงิด จูจี้ขี้บน ขอให พวกเรารูเลยวา... นี่เปนธรรมชาติของคนปวยหรือไมก็คนชรา... ดังนั้นขอใหเราเขาใจ อภัยและเมตตา ตอพอและแมของเราเถิด... ทานเหนื่อยแลว ชราภาพแลว และอาการตามธรรมชาติก็มาแลว... “มันเปนอยางนั้นแหละ... วันหนึ่งเราก็จะเปนเหมือนกัน” และใหเข าใจไว วาสงท่ิเรากระท่ีาตํอพอแม ของเราในว นนั้ีผลของการกระทาํ เหลานน้ั จะไปปรากฏในอนาคต ในวนใดว ันหนัง่ึ ในรปแบบใดูรปแบบหนูง่ึ... อยางแนนอนดวยความเที่ยงธรรม เลี้ยงพอแม... เมื่อทานมีชีวิต ดีกวาอุทิศ... เมื่อตอนทานตาย ขออนุโมทนาบุญกับลูกกตัญูทุกๆ คน... สาธุ
หลวงตาฝากในตอนทายวา... เป นพอใหแท เป นแมใหถูก เป นลูกใหดี เปนสามีตองใหสเนหา เป นภรรยาตองแมศรีเรือน เป นเพื่อนตองกัลยาณมิตร เปนศิษยตองวิชาการ ถาเป นอาจารยตองนาบูชา... และควรจะพากันมาภาวนา... อานาปานสติ ดูลมหายใจเขาออก หรือ ภาวนามรณานุสติ... นะ