1
รายงานการวิจัยในชั้นเรียน
เรื่องการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะเรื่องความเป็นเอกภาพ
ความกลมกลืนและความสมดุล ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนธิดาแม่พระ อ าเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ผู้วิจัย
นายทรงพันธ์ นุชอนงค์
โรงเรียนธิดาแม่พระ
อ าเภอเมือง จังหวัดสุราษฏร์ธานี
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564
2
ค าน า
ั
การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าและจัดท าขึ้น มีวัตถุประสงค์เพอสร้างและพฒนาแบบฝึกทักษะเรื่อง
ื่
ความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืนและความสมดุล ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนธิดาแม่พระให้มี
ิ่
ั
ประสิทธิภาพ สามารถเพมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้กับนักเรียน และพฒนาการเรียนการสอนปีการศึกษา
2564 ให้มีนวัตกรรมที่สามารถน ามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ โดยใช้
กระบวนการวิจัยในชั้นเรียนเข้ามาช่วยในการแก้ปัญหาให้แก่ผู้เรียนทั้งในด้านการเรียนและด้านคุณภาพชีวิตของ
ผู้เรียน รวมทั้งเพอส่งเสริมให้ครูในการออกแบบและพฒนาการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่าง
ั
ื่
บุคคลและพฒนาการทางสติปัญญา เพอให้สอดคล้องกับกระบวนการเรียนการสอนตามศักยภาพ เหมาะสมกับ
ั
ื่
ผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา และผู้เรียนได้รับการฝึกฝน และพัฒนา ให้บรรลุเป้าหมายของหลักสูตรต่อไป
ซึ่งผลการวิจัยและข้อเสนอแนะต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวข้องในการน าผลการวิจัยไประยุกต์ใช้
ื่
ั
ื้
เพอเป็นพนฐานในการพฒนาความรู้ความเข้าใจในการเรียนศิลปะในขั้นต่อไปตลอดจนเกิดแนวทางในการ
ปรับปรุง พัฒนางานวิจัยในรายวิชาอื่นๆด้วย
ขอขอบคุณผู้เกี่ยวข้องในการจัดท าเอกสารฉบับนี้ให้ส าเร็จสมบูรณ์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อคุณภาพการจัด
การศึกษาของโรงเรียนธิดาแม่พระ ผู้วิจัยจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการวิจัยครั้งนี้ มีประโยชน์ส าหรับผู้อ่านทุกท่าน
นายทรงพันธ์ นุชอนงค์
ผู้วิจัย
3
สารบัญ
เรื่อง หน้า
ค าน า ก
สารบัญ ข
กิตติกรรมประกาศ ค
บทคัดย่อ ง
บทที่ 1 ที่มาและความส าคัญของปัญหา 6
วัตถุประสงค์ของการวิจัย 7
ขอบเขตการวิจัย 7
นิยามศัพท์เฉพาะ 8
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 9
บทที่ 3 วิธีการด าเนินการวิจัย 16
ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง 16
เครื่องมือวิจัย/การสร้างเครื่องมือวิจัย 16
การเก็บรวบรวมขอมูล 17
้
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 18
การวิเคราะห์ข้อมูล 18
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 19
บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 21
ิ
เอกสารและสิ่งอ้างอง 21
4
กิตติกรรมประกาศ
ื่
งานวิจัยฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพอพฒนาแบบฝึกทักษะเรื่องความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืนและความ
ั
สมดุล ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6โรงเรียนธิดาแม่พระ อาเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้วิจัย
ขอขอบคุณ คุณครูคณะผู้บริหาร และที่ปรึกษาที่ได้ให้ค าแนะน า สอบถามความคืบหน้าของการท างาน รวมทั้ง
ให้ค าแนะน า ค าปรึกษาตลอดจนการตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ เป็นอย่างดี จนการศึกษาวิจัยในครั้งนี้เสร็จ
สมบูรณ์ และขอขอบใจนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนธิดาแม่พระ ทุกคนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
ผู้จัดท าขอขอบคุณอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้
ุ
ท้ายนี้ผู้เขียนขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา ที่ให้การอปการะอบรมเลี้ยงดู ตลอดจนส่งเสริม
ี
การศึกษา และให้ก าลังใจเป็นอย่างดี อกทั้งขอขอบคุณเพอน ๆ ที่ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือด้วยดีเสมอ
ื่
้
ิ
มา และขอขอบพระคุณเจ้าของเอกสารและงานวิจัยทุกท่าน ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าได้น ามาอางองในการท าวิจัย
จนกระทั่งงานวิจัยฉบับนี้ส าเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
นายทรงพันธ์ นุชอนงค์
5
ชื่อผู้วิจัย นายทรงพันธ์ นุชอนงค์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ
บทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพอให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้มีความรู้ ความสามารถ
ื่
ื่
ในวิชาศิลปะ รวมทั้งฝึกการลงมือปฏิบัติในการท าแบบทดสอบเพอทดสอบความรู้ ความเข้าใจ และประเมิน
ผลสัมฤทธิ์ทางการพัฒนาด้านการเรียนรู้วิชาศิลปะ ตามทักษะกระบวน โดยผู้วิจัยได้จัดท าการทดสอบก่อนเรียน
และหลังเรียน แบบฝึกพัฒนาทักษะ รวมทั้งท าการคิดวิเคราะห์ผลคะแนนโดยใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ยและค่าร้อยละ
จากการศึกษาปรากฏว่า จากการทดสอบวิชาศิลปะ และท าแบบฝึกหัดทุกชุดที่ก าหนดให้นั้น ท าให้
นักเรียนมีความรู้ ความจ า และสามารถท าแบบทดสอบหลังเรียนได้ดียิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จากการเปรียบเทียบ
ิ่
ผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เพมขึ้น
6
บทที่ 1
ั
ที่มาและความส าคัญของปญหา
ั
ที่มาและความส าคัญของปญหา
ศิลปะคอสัญลักษณ์แห่งความงามถ้ามนุษย์เราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่ความงดงามแล้ว จิตใจก็จะ
ื
พลอยงดงามอ่อนโยนสงบเยือกเย็น มีความสุภาพออนน้อมต่อบุคคลอื่น ท าให้สังคมเกิด ความสงบสุขไม่วุ่นวาย
่
หลักสูตรการศึกษาจึงบรรจุสาระการเรียนรู้เกี่ยวกับความงาม เพื่อขัดเกลาจิตใจของผู้เรียนให้อ่อนโยนเห็นคุณค่า
ความงามของศิลปะแขนงต่างๆ การเรียนรู้เกี่ยวกับ ศิลปะต้องปลูกฝังให้ผู้เรียนเกิดความซาบซึ้งในความเป็น
ศิลปะมาตั้งแต่เริ่มเรียน เพื่อที่ใช้ศิลปะ ผสมผสานกับการเรียนรู้ในสาระอื่นๆตลอดจนใช้กิจกรรมในวิชาศิลปะ
เพื่อพักผ่อนหย่อนคลาย ความเครียดในแต่ละวันและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพอไม่ให้เกดความล้มเหลวในการจัด
ื่
ิ
กระบวนการ เรียนการสอนในวิชานี้
กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ มีทักษะวิธีการทางศิลปะเกิดความ
ซาบซึ้งในคณค่าของศิลปะ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงออกอย่างอิสระในศิลปะแขนงต่าง ๆ มีความรู้ความ
ุ
เข้าใจองค์ประกอบศิลป์ ทัศนธาตุ สร้างและน าเสนอผลงาน ทางทัศนศิลป์จากจินตนาการโดยสามารถใช้
อุปกรณ์ที่เหมาะสม รวมทั้งสามารถใช้เทคนิค วิธีการของศิลปินในการสร้างงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิเคราะห์
วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่าของงานทัศนศิลป์ เข้าใจความ สัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม
เห็นคุณค่างานศิลปะที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล ชื่นชม ประยุกต์ใช้ใน
ชีวิตประจ าวัน (ส านักงานวิชาการและมาตรฐานการศึกษา,2551)
สีเป็นหนึ่งในทัศนธาตุของงานศิลปะและเป็นทัศนธาตุที่ส าคัญมากที่สุดในงานจิตรกรรม เพราะนอกจาก
จะมีคุณลักษณะของทัศนธาตุอื่นๆอยู่ครบถ้วนแล้วยังมีลักษณะพิเศษเพิ่มขึ้นอีกสามประการ คือ1.ความเป็นสี 2.
น้ าหนักของสี 3.ความจัดของสี ซึ่งนอกจะสามารถท าให้เกิดน้ าหนักภายในงานจิตรกรรมได้แล้ว สีมีหน้าที่พิเศษ
ที่สุด อีกประการหนึ่งคือ ให้อารมณ์ความรู้สึกด้วยตัวเองโดยตรง
จากสภาพสังคมในสภาพปัจจุบันนี้ สีมีใช้หรือขายในท้องตลาดนั้นส่วนใหญ่จะขายแบบชุด คืออย่างน้อยมี
สิบสองสี ถึงหกสิบสี่สี เด็กหรือผู้ใหญ่บางคนจึงไม่ให้ความส าคัญของการผสมสีมากนัก ท าให้ขาดความรู้ความ
เข้าใจในการใช้สีมาก ซึ่งสีบางสีที่ซื้อมาเป็นชุดไม่ได้ใช้ก็มี ท าให้เปลืองค่าใช้จ่าย ในการเรียนศิลปะก็เช่นกัน คง
ปฏิเสธการใช้สีไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานพุทธศักราช
2551 มีตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับสีโดยเฉพาะ ท าให้นักเรียนต้องเรียนรู้ในเรียงการใช้สีเป็นอย่างมาก ทั้งการผสมสี การ
ใช้สีตรงกันข้าม การใช้สีร้อน,สีเย็น รวมถึงการใช้สีต่างๆแสดงความรู้สึกที่ต้องการถ่ายทอดออกมา ซึ่งหากนัก
เรียนรู้และเข้าใจในเรื่องวงจรสีแล้ว สี่ที่นักเรียนต้องซื้อใช้ก็จะเหลือเพียงไม่กี่สีสีที่จ าเป็นคือแม่สีทั้งสามสี คือสี
แดง สีเหลือง สีน้ าเงิน และสีที่ผสมให้เกดความอ่อนแกคือสีขาว และอาจใช้สีด าด้วย ท าให้ประหยัดและเกิด
ิ
่
ั
ความช านาญในการผสมสีรวมถึงการใช้สีด้วย แต่ปัญหาที่พบส่วนใหญ่ได้แกเด็กมกจะจ าไม่ได้ว่าสีไหนคือแม่สี
่
และสีไหนผสมกันแล้วได้สีอะไร สีไหนตรงข้ามกับสีอะไร และสีไหนอยู่ในโทนร้อน และสีไหนอยู่ในโทนเย็น ซึ่ง
7
ปัญหาเหล่านี้ส่งผลเป็นอันมากในการเรียนศิลปะขั้นต่อไป จึงจ าเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้นักเรียนชั้นประถมปีที่ 6 ได้
ื่
มีพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในเรื่องวงจรสีเป็นอย่างดีเพอเป็นพื้นฐานในการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการเรียน
ศิลปะในขั้นต่อไป
ดังนั้นผู้วิจัยได้จัดกระบวนการเรียนการสอนแบบปกติและให้ท าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ พบว่านักเรียน
ไม่เข้าใจเรื่องความเป็นเอกภาพความกลมกลืนและความสมดุล ยังขาดการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมนอกเหนือจาก
ครูผู้สอนสอนแล้ว และยังขาดแนวคิดที่สร้างสรรค์ในการออกแบบและแนวทางการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าท าให้
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่ผ่านตามเกณฑ์การประเมินตามจุดประสงค์
จากปัญหาที่กล่าวมานี้ท าให้ข้าพเจ้าได้คิดท าแบบฝึกเรื่องวงจรสีโดยใช้การ์ตูนเป็นสื่อในการอธิบายเนื้อหา
ี
พร้อมทั้งมแบบฝึกหัดทั้งทางด้านทฤษฎีและปฏิบัติท้ายตอนเรียงล าดับจากง่ายไปหายากเพื่อความต่อเนื่องในการ
พัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งขาพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแบบฝึกเรียนชุดนี้ จะท าให้
้
ึ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความรู้ความเข้าใจ รวมถงการช านาญในการผสมสีการใช้สีได้เป็นอย่างดี
วัตถุประสงค์การวิจัย
1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะศิลปะเรื่องความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืนและความสมดุล ของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนธิดาแม่พระให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลงเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริม
ั
ทักษะศิลปะเรื่องความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืนและความสมดุล ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะศิลปะเรื่อง
ความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืนและความสมดุล ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ขอบเขตการวิจัย
ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1-10 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนธิดาแม่พระ
อ.เมือง จ.สุราษฏร์ธานี จ านวน 539 คน
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1-10 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนธิดาแม่พระ
อ.เมือง จ.สุราษฏร์ธานี ในภาคเรียนที่ 2 จ านวน 10 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง
เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย
แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืนและความสมดุล ตามรายวิชาศิลปะ
ึ
ระดับชั้นประถมศกษาปีที่ 6
ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น - แบบฝึกทักษะเรื่องความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืนและความสมดุล
ตัวแปรตาม - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
8
นิยามศัพท์เฉพาะ
1. แบบฝึกทักษะ หมายถึง แบบฝึกทักษะวิชาศิลปะเรื่องความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืนและความ
สมดุล ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
2. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ หมายถึง ชุดฝึกเสริมทักษะที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์
มาตรฐาน 80/80 จ าแนกเป็น
- 80 ตัวแรก หมายถึง คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งกลุ่มอย่างน้อยร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม ซึ่งได้
จากการท ากิจกรรมระหว่างเรียนแต่ละชุด
- 80 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งกลุ่มอย่างน้อยร้อยละ 80 ของคะแนนเต็มท าได้
ถูกต้องในการท าแบบทดสอบท้ายชุดฝึก
3. นักเรียน หมายถึง ผู้ที่ก าลังเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1-10 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนธิดาแม่
พระ อ.เมือง จ.สุราษฏร์ธานี สังกัดส านักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนสุราษฏร์ธานี เขต 1
4. ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกเสริม
ทักษะศิลปะ เรื่องความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืนและความสมดุล ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้แก่ ความ
พอใจ ความสนใจ ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ
ศิลปะ ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ได้มีแบบฝึกทักษะเรื่องความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืนและความสมดุล ไว้ใช้ในการฝึกทักษะให้กับ
นักเรียนต่อไป
2. นักเรียนมีความรู้รอบตัวเกี่ยวกับงานศิลป์ เรื่องความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืนและความสมดุล เพิ่ม
มากขั้น
3. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนรายวิชาศิลปะ เรื่องความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืนและ
ความสมดุล ที่สอนโดยใช้แบบฝึกทักษะวิชาศิลปะเรื่องความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืนและความสมดุล สูงขึ้น
5. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะศิลปะเรื่องความเป็นเอกภาพ
ความกลมกลืนและความสมดุล อยู่ในระดับดีขึ้นไป
9
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ความหมายของบริเวณว่างในทางทัศนศิลป์
คนเราอาศัยอยู่ในบริเวณว่างในโลกที่เป็น 3 มิติ ที่แสดงความกว้าง ความยาว และความลึก ที่ว่าง
ตามปกติจะจะเป็นบริเวณที่หาขอบเขตไม่ได้ เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น เช่นเดียวกับความเวิ้งว้างในอวกาศ แต่เมื่อมีสิ่ง
ใด สิ่งหนึ่งปรากฏขึ้น ก็จะเกิดปฏิกิริยากับที่ว่างนั้นทันที เช่นเดียวกับบริเวณว่าง บนพื้นโลก เมื่อเราอยู่บนที่สูง
มองไปรอบ ๆ ตัว เราจะเห็นบางสิ่งใกล้ตัว บางสิ่งไกลออกไป เกิดระยะ ทางใกล้ ไกล บริเวณว่างลักษณะนี้
เรียกว่า บริเวณว่างจริง (Physical Space) หรือ บริเวณว่าง 3 มิติ(Three Dimension Space)
บริเวณว่างในทางทศนศิลป์ เป็นบริเวณว่าง ที่ได้มีการควบคุมและก าหนด ขอบเขตส าหรับการสร้างสรรค์งาน
ั
ทัศนศิลป์ โดย บริเวณว่าง เป็นเหมือนสนาม หรือเวที ส าหรับจัดวางทัศนธาตุ หรือส่วนประกอบมูลฐานของ
ื่
ทัศนศิลป์ (Elements of Visual Art) ลงไปเพอแสดงบทบาท ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ งานทัศนศิลป์แต่ละ
ประเภท ก็ใช้ที่ว่างแตกต่างกันไป เช่นประติมากรรม และสถาปัตยกรรม ก็ใช้มี่ว่างแบบ 3 มิติ จิตรกรรม ก็ใช้มี่
ว่างแบบ 2 มิติ คือเป็นที่ว่างที่ก าหนดด้วยความกว้าง และความยาว เท่านั้น แต่บางครั้ง จิตรกรรมก็สามารถ
ื้
สร้างมิติที่ 3 ให้เกิดขึ้น บนพนผิวราบ 2 มีติได้ บริเวณว่างที่เกิดขึ้นลักษณะนี้ เรียกว่า
บริเวณว่างลวงตา (Illussion Space) หรือ บริเวณว่าง 2 มิติ (Two Dimension Space) บริเวณว่าง 3 มิติ
(Three Dimension Space)
บริเวณว่าง 3 มิติ คือบริเวณว่าง ที่มีทั้ง ความกว้าง ความยาว ความลึก เป็นบริเวณว่างที่มีปริมาตร
(Volume) ที่สามารถสัมผัสได้ด้วยความเป็นจริง ทางกายภาพ (Physical or Actual Space)หรือสามารถสัมผัส
ได้ทั้งทางกาย และทางการมองเห็น พร้อม ๆ กัน ในงานทัศนศิลป์ประเภทสถาปัตยกรรม บริเวณว่าง 3 มิติ ก็จะ
ประกอบด้วย บริเวณว่าง ภายนอก (Outer Space) ระหว่างตัวอาคาร กับบรรยากาศโดยรอบทั้งปวง กับบริเวณ
ว่างภายในอาคาร (Inner Space) ที่ก าหนดโดยหลังคา ผนัง พื้น มีปริมาตรภายใน ที่สามาถเข้าไปใช้สอยได้ ซึ่ง
บริเวณว่างทั้งภายนอก และภายใน ของสถาปัตยกรรม จะมีความ สัมพันธ์ กันตลอดเวลา คือเป็นความสัมพันธ์
ระหว่างมวล และปริมาตร (Mass and Volume)
บริเวณว่าง 3 มิติ ในงานทัศนศิลป์ ประเภทประติมากรรม ก็มีบริเวณว่างทางกายภาพ (Physical or
Actual Space) เช่นเดียวกับ สถาปัตยกรรม คือมีบริเวณว่างภายนอก รอบ ๆ งานประติมากรรม เป็นมิติที่
สามารถสัมผัสได้ทั้งทางกายและทางการมองเห็น กับบริเวณว่าภายใน ซึ่งอาจจะเป็นที่ว่างกลวง หรือทึบตันเป็น
มวล(Mass) แต่ประติมากรรม ไม่มุ่งประโยชน์ใช้สอยบริเวณว่างภายใน เหมือนกับสถาปัตยกรรม
การออกแบบบริเวณว่างในทางทัศนศิลป์
ลักษณะของบริเวณว่างที่เกี่ยวข้องกับงานทศนศิลป์ ซึ่ง ศิลปิน หรือนักออกแบบ สามารถน าไปใช้ในงาน
ั
ุ
ออกแบบทัศนศิลป์ ประเภทต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับ จุดม่งหมายของการสร้างสรรค์ ดังนี้
ที่ว่างบวกและที่ว่างลบ (Positive Space and Positive Space)
ดังกล่าวมาแล้วว่าบริเวณว่างในทางทัศนศิลป์ เป็นบริเวณว่าง ที่ได้มีการควบคุม และก าหนด ขอบเขต
ตามที่ศิลปินต้องการ เช่นที่ว่างของกระดาษ ผ้าใบ ในงานจิตรกรรม หรือที่ว่างส าหรับการก่อสร้างหรือติดตั้งงาน
ุ
สถาปัตยกรรม และประติมากรรม เมื่อน ารูปร่าง รูปทรง หรือเรียกโดยรวมว่ารูป (Figure) จัดวางเข้าไปในที่ว่าง
นั้น ท าให้มีที่ว่างใหม่เพิ่มขึ้น และก็จะเกิดพลัง ความเคลื่อนไหว และมีความหมาย ระหว่างที่ว่างเหล่านั้น เพื่อท า
ให้เกิดความเข้าใจและความสดวกในการศึกษาทฤษฎีนี้ จึงได้ก าหนด ที่ว่างเหล่านั้นเป็น
10
บริเวณว่างลวงตา (Illussion Space)
ั
ในทางทศนศิลป์ มีแนวทางการสร้างบริเวณว่าง 2 มิติ ให้ดูแล้ว เป็นบริเวณว่าง 3 มิติ หรือบริเวณว่างลวงตา มี
แนวทางดังต่อไปนี้
1. การก าหนดขนาดและต าแหน่งในแนวดิ่ง (Size & Vertical Location)
วัตถุต่าง ๆ ที่มองเห็นรอบตัวเรา จะมีขนาดเล็ก เมื่ออยู่ไกลออกไป ความสัมพันธ์ระหว่างขนาดและ
ต าแหน่งในกรณีนี้ ที่จะแสดงระยะ ความลึก ก็คือ ให้วัตถุ ให้มีขนาดแตกต่างกันออกไปหลายขนาด โดยวัตถุ ที่
อยู่ใกล้ ให้มีขนาดใหญ่และอยู่ในต าแหน่งต่ ากว่า โดยให้วัตถุที่อยู่ไกล มีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ และมีต าแหน่ง ใน
แนวดิ่ง สูงกว่าวัตถุขนาดใหญ่ ที่ข้างหน้า ขึ้นเรื่อย ๆ จึงจะเกิดการลวงตาว่ามีความลึก
2. การทับซ้อนกัน (Overlaping)
เมื่อมองวัตถุต่าง ๆ ทีทับซ้อนกัน โดย วัตถุที่ถูกบัง จะเห็นแต่เพียง บางส่วน โดยมีบางส่วน ใด้หายไป
เรากลับไม่รู้สึกว่าวัตถุที่ถูกบังนั้น มีความ ไม่สมบูรณ์ ตามที่มองเห็น แต่จะรู้สึกว่า วัตถุที่ถูกบัง จะอยู่ไกลกว่า มี
ต าแหน่งในพื้นที่ว่าง อยู่หลังวัตถุที่ อยู่ข้างหน้า วิธีการเหลื่อมซ้อนกัน ของวัตถุนี้ ท าให้เกิด การลวงตา ในระนาบ
2 มิติ ให้ดูมี ระยะ มีพื้นที่ว่าง มีอากาศ ล้อมรอบระหว่างวัตถุเหล่านั้น
3. การใช้ทฤษฎีทัศนียภาพเชิงเส้น (Linear Perspective)
ื้
ทัศนียภาพเชิงเส้น มาจากพนฐานที่แสดงว่าเส้นทุกเส้น จะมุ่งสู่จุด ๆ เดียว เรียกว่า จุดสุดสายตา
(Vanishing Point) จะสังเกตเส้นลักษณะนี้ ได้จากปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นจริงรอบตัว เช่น ถนน ทางรถไฟ ที่
ปลายของ เส้นคู่ขนาน ที่วิ่งไปไกลสุดสายตา จะมองเห็นค่อย ๆ เล็กตีบลง จนบรรจบเข้าหากัน เป็นจุด เดียว ทั้ง
ี่
ๆ ที่เส้นใน ความจริง ยังวิ่งคู่ขนานกันอยู่ จากผลที่เกิดขึ้น จึงกลายเป็นทฤษฎี ทางทัศนียวิทยา ก็คือ วัตถุทอยู่
ใกล้จะมี ขนาดใหญ่ และวัตถุที่อยู่ไกลออกไป จะค่อย ๆ เล็กลงเป็นสัดส่วน ตามเส้น (Linear) ที่วิ่งมาจากจุดสุด
สายตา (Vanishing Point) ซึ่งศิลปินได้ใช้ทฤษฎีนี้ในการเขยนภาพ ให้มีระยะ มีพื้นที่ (Space) ที่มีความเหมือน
ี
จริงในธรรมชาติ ทัศนียภาพเชิงเส้น เริ่มจากจากทัศนียภาพจุดเดียว (One Point Perspective) ที่เกิดขึ้นใน
ตอนต้นของศิลปะยุคฟื้นฟู (Ranaisance) ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ต่อมาได้พัฒนา มาเป็นทัศนียภาพ สองจุด
หรือหลายจุด ซึ่งจะท าให้ภาพนั้นมีมิติ และความ เหมือนจริง มีความถูกต้อง สมบูรณ์เพิ่มขึ้น
4. การสร้างรายละเอียดและบรรยากาศ (Detail & Atmosphere)
การสร้างมิติลวงตาให้มีระยะ มีพื้นที่ว่าง โดยใชีวิธีทาง ทัศนียวิทยา (Linear Perspective) ด้วยการ
สร้างขนาดใหญ่ เล็ก ไปจนสุดสายตา เพียงส่วนเดียวนั้น จะได้ความรู้สึกเพียง ค่าของความถูกต้อง ทางเทคนิค
ี่
เท่านั้น แต่จะมีความรู้สึก แข็งกระด้าง ขาดความมีชีวิตชีวา ไม่เหมือนกับทได้รับจาก ความเป็นจริงในธรรมชาติ
จึงได้มการสังเกต ศึกษาบรรยากาศ ของระยะ ความใกล้ไกลในธรรมชาติ เช่น เมื่อมองบรรยากาศ จากมุมสูง
ี
(Arial View) จะเห็นระยะ และความลึกได้ จากสีและ ค่าน้ าหนัก ที่แตกต่างและรายละเอียดอื่น ๆ โดยวัตถุ ที่
ี
อยู่ไกลออกไป จะมีรายละเอยด (Detail) และความคมชัดลดลง รวมทั้งสีและน้ าหนัก มักจะค่อย ๆ จางลง หรือ
่
ส่วนที่เป็น พื้นหลัง (Background) จะมีน้ าหนักเข้มหรือออนก็ได้ แต่จะมีรายละเอียด ไม่ชัดเจน
5. การใช้สีกับบริเวณว่าง (Color and Space)
การออกแบบงานศิลปะให้มีระยะและพื้นที่ว่าง นอกจากจะ ด าเนินการ ตามแนวทางดังกล่าวมาแล้ว สิ่ง
ที่ ควรน ามา พิจารณาประกอบก็คือ เรื่องเกี่ยวกับสี เพราะ สีมีอิทธิพลเกี่ยวกับระยะทางในพื้นที่ว่าง คือ สีใน
วรรณะร้อน (Warm Tone) เช่น วัตถุที่มี สีแดง สีส้ม สีเหลือง จะดูรู้สึกมีระยะใกล้เข้ามา ขณะที่ สีในวรรณะเย็น
11
(Cool Tone) เช่น วัตถุที่มี สีน้ าเงิน สีเขียว จะดูมีระยะไกลออกไป ในบรรยากาศธรรมชาติ วัตถุที่อยู่ ไกล ๆ จะ
ดูมีสีฟ้าออกไปทาง น้ าเงิน ห่อหุ้มอยู่ และยิ่งไกลออกไป จะยิ่งมีสีจาง ค่าน้ าหนักความออ่อน แก่ และค่าความจัด
่
ของสี (Saturation) ก็ลดลง จนแทบไมมีสีหรือกลายเป็นสีกลาง (Neutral) ต่างกับ วัตถุที่อยู่ใกล้ จะมีค่าน้ าหนัก
ิ
และค่าความสดใสของสีสูง มีการตัดกัน อย่างรุนแรง นอกจากนี้สียังมีอทธิพลเกี่ยวกับขนาดในพื้นที่ว่างด้วย
มนุษย์ต้องการพื้นที่ว่างที่เหมาะสมในการด ารงชีวิตหากอยู่ในบริเวณว่างที่จ ากัด หรือ เหมือนที่แน่นทึบ เหมือน
ี
ไม่มอากาศ ก็รู้สึกอึดอัด ท านองเดียวกัน หากอยู่ในพื้นที่ว่าง ที่กว้างมากไป ก็จะรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว ความรู้สึก
เช่นนี้ ได้ตามติดมาเวลาที่ มนุษย์สัมผัสงานออกแบบทัศนศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะ 2 มิติ หรือ 3 มิติ ย่อม
ต้องการเห็นสิ่งที่ มีความพอดี ดูแล้วมีความสบาย เหมาะสม ตามจุดมุ่งหมายของการสร้างสรรค์งานนั้น ฉนั้น
หลักส าคัญประการหนึ่ง ของการออกแบบทัศนศิลป์ คือการก าหนดความพอเหมาะ พอดีของบริเวณว่าง ทั้งส่วน
ที่เป็นเนื้อหา (Positive Space) และบริวณว่างที่ล้อมรอบเนื้อหานั้น (Negative Space) หรือส่วนที่เป็น รูป
ื่
(Figure) และ พื้น (Ground) เพอตอบสนองความ รู้สึกด้านนี้ ของมนุษย์ ซึ่งจะท าให้งานศิลปะ นั้นมีคุณค่าท ี่
สมบูรณ์ ต่อไป
ความหมายของทัศนศิลป์
อ.ชลธิดา เกษเพชร (2555: 39) กล่าวว่า ทัศนศิลป์ หมายถึง ศิลปะที่รับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทาง
ตา ศิลปะทมองเห็น เมื่อพิจารณาความหมายที่มีผู้นิยามไว้ จะพบว่าการรับรู้เรื่องราว อารมณ์ ความรู้สึกของงาน
ี่
ทัศนศิลป์นั้น จะต้องอาศัยประสาทตาเป็นส าคัญ นั่นคือตาจะรับรู้เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่น ามาประกอบเป็นงาน
ทัศนศิลป์ได้แก่ เส้น รูปร่าง รูปทรง สี แสงเงา และพื้นผิว เป็นต้น โดยศิลปะจะน าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มาสร้างสรรค์
ผลงานด้วยวิธีการเขียนภาพ ระบายสีบ้าง ปั้นและสลักบ้างหรืองานโครงสร้างเป็นต้น
ุ
การสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ให้เกิดคณค่าทางศิลปะได้นั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถ ทักษะและความคิด
ของศิลปินแต่ละคน งานทัศนศิลป์ที่ปรากฏให้เห็นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ทัศนศิลป์ 2 มิติ ได้แก่
ผลงานการเขียนภาพระบายสี ทัศนศิลป์ 3 มิติ ได้แก่ ผลงานประติมากรรม สถาปัตยกรรม
การดูงานทัศนศิลป์ให้เกิดคุณค่า
การที่จะเข้าใจในคุณค่าของผลงานทัศนศิลป์ได้ดีนั้น ควรมีคุณสมบัติดังนี้
1. เป็นผู้ที่มีจิตใจชอบงานทัศนศิลป์อย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นผู้สร้างงานหรือผู้ดูผลงาน ถ้าจะเข้าใจในคุณค่า
ได้ดี สิ่งแรกต้องเป็นผู้ที่มีใจรักงานศิลปะอย่างจริงจัง
2. ผู้สร้างและผู้ดูควรศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของทัศนศิลป์ในเรื่องต่างๆให้ถ่องแท้
3. มีประสบการณ์ในการมองเห็นเป็นอย่างดี มนุษย์เรามีประสบการณ์หลายด้านเราถูกฝึกให้เขียน อ่าน
ี
ท่องจ า แต่ยังไม่มกี่ฝึกให้ดูอย่างจริงจังเลย ดังนั้นเราควรฝึกจากสิ่งที่ง่ายไปหายาก โดยดูจากสิ่งใกล้ๆตัว
ก่อน จนเกิดความเคยชิน เวลาดูงานทัศนศิลป์จะได้มีประสบการณ์ รู้จักสังเกตในเรื่อง เส้น สี รูปทรง
แสงเงา และการถ่ายทอด เป็นต้น
4. ผู้ดูต้องหมั่นค้นคว้าหาความรู้เสมอ รู้จักถามเมื่อพบเรื่องราว และรูปแบบใหม่ๆ หากไม่เข้าใจในผลงาน
ต้องให้ผู้สร้างผลงานแสดงความรู้สึกออกมา โดยอธิบายให้เข้าใจแล้วจดบันทึกไว้
5. ผู้ดูต้องเป็นผู้รับฟังแนวคิดใหม่ๆของศิลปิน เพราะศิลปินกว่าจะสร้างผลงานได้ต้องรวบรวมแนวความคิด
สร้างสรรค์ด้วยพุฒิปัญญาและเวลากว่าจะได้ผลงานขึ้นมา
6. ผู้ดูต้องรอบรู้ในวิชาต่างๆหลายๆด้าน สามารถน าความรู้เหล่านั้นมาเชื่อมโยงกับงานทัศนศิลป์ที่ก าลังดู
อยู่ได้
ั
7. มีรสนิยมทางทศนศิลป์อย่างแท้จริง
12
หลักการสอนวิชาศิลปะ
สุจินต์ วิศวธีรานนท์ (2536 : 97-98) กล่าวถึง รูปแบบการสอนโดยทั่วไปประกอบด้วย ขั้นตอนที่
ส าคัญ 5 ขั้น คือ
1. การกาหนดวัตถุประสงค์การเรียนการสอน
2. การวิเคราะห์พฤติกรรมนักเรียนก่อนเรียน
3. การวางแผนและจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
4. การประเมินผลการเรียน
5. การปรับปรุงการเรียนการสอน
เกษม สุดหอม (2518 : 99) กล่าวถึง หลักการสอนทั่วไปว่า ควรด าเนินการดังนี้
1. สอนสิ่งที่รู้ไปหาสิ่งที่ไม่รู้
2. สอนจากสิ่งที่ง่ายไปหาสิ่งที่ยาก
3. สอนจากสิ่งที่มีตัวตน ไปหาสิ่งที่ไม่มีตัวตน
4. สอนจากสิ่งที่พบเห็น ไปหาเหตุผล
5. สอนจากสิ่งที่ง่าย ไปหาสิ่งที่สลับซับซ้อน
6. สอนให้เป็นไปตามธรรมชาติของเด็ก
7. สอนให้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า
8. สอนให้สนุกน่าสนใจ
9. สอนโดยครูบอกให้น้อยที่สุด
10. สอนให้นักเรียน เรียนโดยการกระท า
สรุปได้ว่า หลักการสอนทั่วไปประกอบด้วย การวิเคราะห์เนื้อหา วัตถุประสงค์
กิจกรรมการเรียนการสอนนักเรียน การวางแผนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน รวมทั้งการวัดผลและ
ประเมินผล เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์
ชวลิต ดาบแก้ว (2533 : 18-20) สรุปการสอนศิลปศึกษาที่ใช้ในโรงเรียนมี 3 แบบดังนี้คือ
1. การสอนแบบบอกให้โดยตรง (Direct Method) เป็นวิธีสอนแบบครูบอกให้นักเรียนท าโดยตรง ให้
นักเรียนได้ปฏิบัติตามกฎ หรือตามค าแนะน าของครู โดยมีภาพแบบของจริง ได้ผลดีส าหรับนักเรียนที่มีความ
พร้อมด้านต่าง ๆ สูง
2. การสอนแบบแสดงออกอย่างเสรี (Free Expression Method) เป็นวิธีที่ปราศจากการบังคับหรือ
ควบคุม เด็กได้เขียนตามความพอใจ ให้อิสระแก่เด็กอย่างเต็มที่ เด็กจะเลือกวาดภาพและใช้วัสดุอย่างใดก็ได้ ไม่ม ี
กฎข้อบังคับในการวาด เน้นความเพลิดเพลิน วิธีการนี้จะยึดถือกระบวนการมากกว่าผลิตภัณฑ์ที่ท าขึ้น
3. การสอนแบบมีความมุ่งหมายในการเรียน (Meaningful Art Education) เป็นวิธี
ิ
สอนที่ท าให้บุคคลมีเสรีภาพเพียงพอ ในด้านอารมณ์และความคด การสอนนี้มีหลัก 2 ประการคือ
3.1 การกระท านั้นต้องมีความมุ่งหมายเป็นส าคัญ
13
3.2 ต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล
ุ่
ในการสอนมีความมงหมายที่จะให้ศิลปะ มีความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและสังคมให้สังคมเห็นว่า ศิลปะ
มีความส าคัญต่อสังคม การสอนต้องการที่จะพัฒนาการเด็กให้มีความรู้สึกในสิ่งที่ดีงามเป็นรายบุคคล รู้คุณค่า
ของศิลปะทมีต่อสังคม ต้องการให้เด็กมีพัฒนาการในความรู้สึกของวัตถุและรูปทรง โดยให้ได้รับการสนับสนุนให้
ี่
ท างานเป็นส่วนใหญ่ และให้ผลจนส าเร็จเด็กได้รับการส่งเสริมให้รู้จักความหมายในสิ่งที่เขาเขียนภาพ มากกว่าที่
จะให้กฎเกณฑในการเขียนภาพนั้น ๆ
์
นิรมล สวัสดิบุตร และตีรณสาร สวัสดิบุตร (2534 : 108-120) ได้สรุปการสอน
ศิลปะไว้ 4 วิธี คือ
1. สอนแบบแสดงให้ดูเป็นขั้นตอน (Directed Teaching) คือ วิธีสอนที่ครูสาธิตการท างานศิลปะให้
นักเรียนดูทีละน้อย และให้นักเรียนท าตามทีละขั้นตอนสอนแบบให้ท างานโดยอิสระ (Free Expression) เป็นวิธี
สอนทีเปิดโอกาสให้นักเรียนคิด ตัดสินใจท างานตามความพอใจของตนเอง มี 4 แบบ คือ
1. ครูให้นักเรียนเลือกใช้สื่อที่จะใช้ในการแสดงออกทางศิลปะได้ โดยอิสระ
2. ครูก าหนดสื่ออย่างใดอย่างหนึ่งให้ แต่ให้นักเรียนใช้สื่อนั้นแสดงความรู้สึกนึกคิดเป็นงานศิลปะ
โดยอิสระ เช่น ให้วาดภาพด้วยสีเทียน
3. ครูก าหนดสื่อให้เช่นเดียวกับแบบที่ 2 และก าหนดหัวข้อเรื่องที่จะให้นักเรียนแสดงออกทาง
ศิลปะไว้ด้วย
4. ครูก าหนดสื่อและหัวข้อให้เช่นเดียวกับแบบที่ 3 แต่แคบกว่าใช้วิธีเจาะจงกว่าการสอนทั่ง 4
แบบ ครูควรให้แรงจูงใจและแรงกระตุ้นแก่นักเรียน เช่น การฟังเพลง การเล่านิทาน สนทนา
ถึงเรื่องที่นักเรียนสนใจ ให้ดูภาพหรือผลงานศิลปะอื่น ๆ ทายปัญหา ถกปัญหาให้นักเรียน
สังเกตสิ่งรอบตัว เป็นต้น
เลิศ อานันทนะ (2535 : 7-9) กล่าวถึง การสอนศิลปะไว้ 2 ลักษณะ คือ
1. การสอนแบบมุ่งเน้นการแสดงออกด้านความคิดอย่างอิสระ เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกตามความคิดของ
ตนเอง โดยไม่ก าหนดกฎเกณฑ์ใด ๆ โดยก าหนดหัวข้อเรื่องให้ครูเป็นเพียงแต่คอยให้ก าลังใจอยู่ห่าง ๆ วิธีสอน
แบบนี้ไมมุ่งเน้นฝีมือ แต่ส่งเสริมด้านการแสดงออกด้านความคิดการแสดงออกตามเนื้อหาเรื่องราว ครูควร
่
ค านึงถึงพื้นฐาน วัย เพศ ความรู้ และประสบการณ์ความสนใจของเด็กเป็นส าคัญ และได้สรุปหลักการสอนศิลปะ
แบบเซ็นไว้ คือ
1.1 ไม่สอนโดยตรง
2.1 ไม่บอก ชี้แนะแบบยัดเยียด
3.1 ไม่ยึดรูปแบบ กฎเกณฑ์ ข้อถูกผิด
ิ
สรุปได้ว่า หลักการสอนศิลปศึกษา ควรสอนโดยเน้นให้นักเรียนได้แสดงออกตามความคดริเริ่ม
สร้างสรรค์ของตนเอง โดยครูเป็นผู้แนะน าหรือกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้จากการน าสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว
14
ของนักเรียนมาเป็นสื่อกระตุ้น ท าให้เกิดแนวคิดในการสร้างสรรค์งานศิลปะในรูปแบบต่าง ๆ โดยวิธีสอนหลาย ๆ
วิธีให้เหมาะสม
ความส าคัญของสื่อการสอน
สื่อการสอนมีความส าคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ที่จะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เป็นอย่างมาก
ิ
์
สันทัด ภิบาลสุข และพมพใจ ภิบาลสุข (2523 : 43) กล่าวว่า สื่อการสอนมีบทบาทในกระบวนการเรียนการ
สอน ดังนี้
1. สื่อกาสอนช่วยจัดและเสริมประสบการณ์ให้แก่นักเรียนมากขึ้น
2. สื่อการสอนช่วยให้ครูจัดเนื้อหาวิชาที่มีความหมายต่อชีวิตเด็ก
3. สื่อการสอนช่วยให้ครูแนะน าและควบคุมนักเรียนให้มีความประพฤติในทางทพึงปรารถนา
ี่
4. สื่อการสอนช่วยให้ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ในรูปแบบต่าง ๆ
5. สื่อการสอนช่วยให้ครูสอนได้ตรงจุดมุ่งหมายที่ได้ก าหนดไว้
6. สื่อการสอนช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะในการแก้ปัญหาต่าง ๆ
7. สื่อการสอนช่วยให้ครูสอนได้รวดเร็ว และถูกต้องมากยิ่งขึ้น
สุรชัย สิกขาบัณฑิต และเสาวนีย์ สิกขาบัณฑิต (2538 : 3) กล่าวถึงสื่อการเรียน
การสอน ดังนี้
1. สื่อสามารถท าให้การจัดการศึกษา และการจัดการเรียนการสอนมีความหมายมากขึ้น นั่นคือ การน า
สื่อเข้ามาช่วยให้นักเรียนเรียนได้กว้างขวางยิ่งขึ้น เรียนได้เร็วขึ้น ได้เห็นหรือสัมผัสกับสิ่งที่เรียนได้อย่างเข้าใจ
และยังท าให้ครูมีเวลาให้กับนักเรียนได้มากขึ้น
2.สื่อสามารถที่จะสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ ในการน าเอาสื่อมาใช้กับการศึกษาและการเรียน
ี
การสอนนั้น นักเรียนจะมความเป็นอิสระในการเสาะแสวงหาความรู้มีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและต่อสังคม
มากขึ้น เป็นการเปิดทางให้กับนักเรียนได้เรียนตามขีดความสามารถของเขา สนองในเรื่องความสนใจ และความ
ต้องการของแต่ละบุคคลได้ดี
3.สื่อสามารถท าให้การจัดการศึกษาและการเรียนการสอนตั้งอยู่บนรากฐานของวิธีการทางวิทยาศาสตร์
ุ
เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า ในปัจจุบันวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นวิธีการหนึ่งที่สร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ทก
วงการ การน าสื่อเข้ามาใช้กับการศึกษา จะท าให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างมีระบบมากขึ้น มีการศึกษาค้นคว้า
วิจัย ทดลองเทคนิควิธีการแปลกใหม่อยู่เสมอ และมีความสนุกสนานสมเหตุสมผลตามสภาพการณ์การ
เปลี่ยนแปลงของสังคม จึงท าให้การจัดการศกษาซึ่งเป็นรากฐานของระบบสังคมเจริญก้าวหน้าไปได้อย่างไม่
ึ
หยุดยั้ง
4.สื่อช่วยให้การจัดการศึกษามีพลังมากขึ้น สื่อนับวันจะพัฒนาตัวของมันเองให้มีคุณค่า และมีความ
สะดวกต่อการใช้มากขึ้น สื่อเป็นผลิตผลอย่างหนึ่งของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ย่อมเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว
ึ
ว่าสื่อมีพลังมากเพียงใด ดังนั้นการน าสื่อมาใช้ในการศึกษาจึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า การจัดการศกษานั้นจะมี
พลังมากขึ้น
15
ื้
5.สื่อสามารถท าให้การเรียนรู้อยู่แค่เออม ในการเรียนรู้ของนักเรียนมิได้จ ากัดอยู่เฉพาะในด้านความรู้
่
เท่านั้น แต่ยังปลูกฝังทักษะและเจตคติที่ดีงามแกนักเรียน ด้วยการน าเอาสื่อมาใช้ท าให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่าง
กว้างขวางนักเรียนได้เห็นสภาพความเป็นจริงในสังคมด้วยตาของเขาเองเป็นการน าโลกภายนอกเข้ามาสู่
ห้องเรียน ท าให้ช่องว่างระหว่างโรงเรียนกับสังคมลดน้อยลง เช่นการเรียนผ่านทางโทรทัศน์ ภาพยนตร์ สไลด์
เป็นต้น
6.สื่อท าให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษา การน าสื่อมาใช้กับการศึกษา ท าให้โอกาสของทุกคนในการ
เข้ารับการศึกษามีมากขึ้น เช่น การจัดการศึกษาอย่างไม่เป็นทางการ การจัดการศกษานอกระบบโรงเรียน ท าให้
ึ
ื่
วิถีทางในการเข้าสู่การศึกษาของเขาเหล่านั้นเป็นไปอย่างอิสรเสรีและกว้างขวาง เพอความก้าวหน้าของแต่ละ
บุคคล ตามขดความสามารถความต้องการและความสนใจของเขา
ี
16
บทที่ 3
วิธีการด าเนินการวิจัย
วิธีการด าเนินการวิจัย
ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศกษาปีที่ 6/1-10 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนธิดาแม่พระ อ.
ึ
เมือง จ.สุราษฏร์ธานี สังกัดส านักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนสุราษฏร์ธานี เขต 1
ึ
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศกษาปีที่ 6/1-10 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนธิดาแม่พระ
อ.เมือง จ.สุราษฏร์ธานี สังกัดส านักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนสุราษฏร์ธานี เขต 1ในภาคเรียนที่ 2
จ านวน 10 คน จากการประเมินผลก่อนเรียนแล้วมีคะแนนสอบต่ ากว่าเกณฑ์
เครื่องมือวิจัย/การสร้างเครื่องมอวิจัย
ื
1. วางแผนการจัดกิจกรรม และระยะเวลาในการปฏิบัติงานตามวัตถุประสงค์
่
2. ทดสอบความรู้พื้นฐานของนักเรียน โดยให้นักเรียนท าแบบทดสอบกอนการฝึกทักษะ
3. จัดท าเนื้อหา ใบงาน และแบบทดสอบ เรื่องความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืนและความสมดุล
4. จัดเก็บรวบรวมข้อมูล
5. น าผลจากข้อมูลบันทึกลงในแบบบันทึกแต่ละกิจกรรมให้ได้ทราบถึงพัฒนาการของกลุ่มตัวอย่าง
6. ท า แบบทดสอบประเมินความรู้และการคิด
7. วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะเรื่องความเป็นเอกภาพ
ความกลมกลืนและความสมดุล
8. ระยะเวลาในการพัฒนาทักษะการปฏิบัติงานใช้เวลา 6 วัน
การเก็บรวบรวมข้อมูล
1. หลังเลิกเรียน วันที่ 1 ที่เริ่มท าการวิจัย
ทดสอบความรู้พื้นฐานของนักเรียน โดยให้นักเรียนท าแบบทดสอบกอนท าแบบฝึกทักษะ เป็นครั้งที่ 1
่
เพื่อทดสอบความเข้าใจ ครูตรวจความถูกต้อง ครูและนักเรียนร่วมกันพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องความเป็นเอกภาพ
ความกลมกลืนและความสมดุล
2. วันที่ 2 ที่ท าการวิจัย
ให้นักเรียนใช้แบบฝึกทักษะโดยท าใบงานที่ 1 ครูตรวจความถูกต้องหลังจากการฝึกปฏิบัติ สังเกต
พฤติกรรม และพัฒนาการของนักเรียนขณะเรียน พร้อมทั้งจดบันทึกคะแนน และให้ค าแนะน าส าหรับนักเรียนที่
มีปัญหา
17
3. วันที่ 3 ที่ท าการวิจัย
ให้นักเรียนใช้แบบฝึกทักษะโดยท าใบงานที่ 2 ครูตรวจความถูกต้องหลังจากการฝึกปฏิบัติ สังเกต
พฤติกรรม และพัฒนาการของนักเรียนขณะเรียน พร้อมทั้งจดบันทึกคะแนน และให้ค าแนะน าส าหรับนักเรียนที่
มีปัญหา
4. วันที่ 4 ที่ท าการวิจัย
ให้นักเรียนใช้แบบฝึกทักษะโดยท าใบงานที่ 3 ครูตรวจความถูกต้องหลังจากการฝึกปฏิบัติ สังเกต
พฤติกรรม และพัฒนาการของนักเรียนขณะเรียน พร้อมทั้งจดบันทึกคะแนน และให้ค าแนะน าส าหรับนักเรียนที่
มีปัญหา
5. วันที่ 5 ที่ท าการวิจัย
ให้นักเรียนใช้แบบฝึกทักษะโดยท าใบงานที่ 4ครูตรวจความถูกต้องหลังจากการฝึกปฏิบัติ สังเกต
พฤติกรรม และพัฒนาการของนักเรียนขณะเรียน พร้อมทั้งจดบันทึกคะแนน และให้ค าแนะน าส าหรับนักเรียนที่
มีปัญหา
6. วันที่ 6 ที่ท าการวิจัย
ให้นักเรียนท าแบบทดสอบเรื่องความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืนและความสมดุล ครูตรวจความ
ถูกต้องหลังจากการท าแบบฝึก สังเกตพฤติกรรม และพัฒนาการของนักเรียนขณะเรียน พร้อมทั้งจดบันทึก
คะแนน และสรุปผล
18
บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูล
ตารางเปรียบเทียบคะแนนของการใช้แบบฝึกทักษะเรื่องความเป็นเอกภาพความกลมกลืนและความ
สมดุลก่อนและหลังการท าแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6/1-10ปีการศึกษา2564จ านวน10คน
แบบทดสอบ ผลต่าง
เลขที่ ชื่อ-สกุล ชั้น 2 ความก้าวหน้า
ก่อนเรียน หลังเรียน D D
(10) (10)
1. ด.ญ.ภัสสรา วรสุนทรารมณ์ ป.6/1 4 8 4 16 +4
2. ด.ญ.พิชญนาฏ โกประพัฒน์พงศ์ ป.6/2 5 8 3 9 +3
3. ด.ญ.กชกร รุ่งช่วง ป.6/3 4 8 4 16 +4
4. ด.ญ.สุชาดา จงจิตต์ ป.6/4 4 8 4 16 +4
ด.ช.ภูมิพัฒน์ หอมเกตุ
5. ด.ช.วรากร เกื้อกูล ป.6/5 4 8 4 16 +4
6. ด.ช.ปวริศ ทิมาบุตร ป.6/6 5 8 3 9 +4
7. ด.ญ.วรปภา โกละกะ ป.6/7 5 9 4 16 +3
8. ด.ช.ธนภัทร ยังวิวัฒน์ ป.6/8 5 8 3 9 +4
9. ด.ญ.วรรณกานต์ ทองศรี ป.6/9 4 8 4 16 +3
10. ป.6/10 5 9 4 16 + 4
45 82 37 139 +37
4.50 8.20 3.70 1.39
% 45.00 82.00
จากตารางแสดงให้เห็นว่า เป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ หลังจากใช้แบบฝึกทักษะเรื่องความเป็นเอกภาพ
ความกลมกลืนและความสมดุล นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาศิลปศึกษาสูงกว่าก่อนการใช้แบบฝึก
ทักษะเรื่องความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืนและความสมดุล
19
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
1. สถิติที่ใช้เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ ค่า t-test
คะแนนสอบก่อนเรียน (Pre - test) และคะแนนสอบหลังเรียน (Post - test) จะใช้สูตรดังนี้
D
t df n 1
n D 2 D 2
1
n
เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่ใช้ในการเปรียบเทียบกับค่าวิกฤติ เพื่อทราบ
ความมีนัยส าคัญ
D แทน ค่าผลต่างระหว่างคู่คะแนน
D แทน ผลรวมค่าผลต่างระหว่างคู่คะแนน
n แทน จ านวนกลุ่มตัวอย่างหรือจ านวนคู่คะแนน
2. สถิติที่ใช้ศึกษาความพึงพอใจ คือ ค่าเฉลี่ย (x)
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
หลังจากผู้วิจัยด าเนินการต่าง ๆ ตามขั้นตอนที่ก าหนดให้แผนแล้วได้น าคะแนนทดสอบหลังเรียนมาท า
้
การเก็บข้อมูลแล้วน ามาเปรียบเทียบกับขอมูลก่อนการปรับปรุงด้วย กราฟแท่งเปรียบเทียบเพื่อตรวจสอบ
ประสิทธิผล ดังนี้
จากกราฟแท่งเปรียบเทียบพบว่าคะแนนการทดสอบหลังเรียนที่นักเรียนท าได้น้อยที่สุดคือ 4.5
ี
ึ
่
้
คะแนน แผนผัง แสดงการเปรยบเทียบคะแนนกอนและหลังใชแบบฝกทักษะ
10
8
6
4
2
นักเรยน
0 ี
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
คะแนนก่อนเรียน คะแนนหลังเรียน
คะแนน และคะแนนที่นักเรียนท าได้มากที่สุด คือ 9 คะแนน ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 8.2 คะแนน
20
ตารางคะแนนเฉลี่ยความก้าวหน้าในการใช้แบบฝึกทักษะเรื่องความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืน
และความสมดุล ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1-10 ปีการศึกษา 2564 ผลปรากฏดังนี้
ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ N คะแนนเต็ม %
ก่อนเรียน 10 10 45 4.5 45.00
หลังเรียน 10 10 82 8.20 82.00
ี
ตาราง ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะเรื่องความ
เป็นเอกภาพ ความกลมกลืนและความสมดุล
X S.D. ระดับความ
ข้อที่ รายการประเมิน
พึงพอใจ
1 แบบฝึกทักษะช่วยให้เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและง่าย 4.60 0.52 มากที่สุด
2 แบบฝึกทักษะช่วยเข้าใจเนื้อหาของบทเรียนมากขึ้น 4.60 0.52 มากที่สุด
3 แบบฝึกทักษะช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง 4.60 0.52 มากที่สุด
4 เนื้อหาของแบบฝึกทักษะชัดเจน และเข้าใจง่าย 4.90 0.32 มากที่สุด
ั
5 แบบฝึกหัดในแบบฝึกทกษะแต่ละตอนมีความเหมาะสม 5.00 0.00 มากที่สุด
6 แบบฝึกทักษะช่วยให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ 5.00 0.00 มากที่สุด
ั
7 การเรียนด้วนแบบฝึกทกษะเป็นวิธีการเรียนที่น่าสนใจ 4.80 0.42 มากที่สุด
8 แบบฝึกทักษะช่วยให้มีความสนุกสนานกับการเรียนรู้ 5.00 0.00 มากที่สุด
9 แบบฝึกทักษะเปิดโอกาสให้นักเรียนมีอิสระในการเรียนรู้ 4.30 0.48 มากที่สุด
10 แบบฝึกทักษะสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ 5.00 0.00 มากที่สุด
เฉลี่ยรวม 4.78 0.28 มากที่สุด
จากตาราง ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะเรื่องความ
เป็นเอกภาพ ความกลมกลืนและความสมดุล ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1-10 ปีการศึกษา 2564
พบว่าความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะเรื่องความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืนและความสมดุล
ึ
โดยรวมอยู่ในระดับมาก ทุกข้อมีความพงพอใจในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.78 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
0.28
21
บทที่ 5
สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
สรุปผล
จากตารางคะแนนเฉลี่ยความก้าวหน้าในการใช้แบบฝึกทกษะเรื่องความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืน
ั
และความสมดุล ผลการทดสอบ พบว่า คะแนนความสามารถในการพัฒนาแบบฝึกทักษะเรื่องความเป็นเอกภาพ
ความกลมกลืนและความสมดุล ก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 45.00 อยู่ในระดับต่ ากว่าเกณฑ์ และทดสอบหลังเรียน
คิดเป็นร้อยละ 82.00 อยู่ในระดับดีมาก ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะ
ึ
เรื่องความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืนและความสมดุล โดยรวมอยู่ในระดับมาก ทุกข้อมีความพงพอใจในระดับ
มากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.78 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.28 อยู่ในระดับดีมาก
อภิปรายผล
การใช้ค าพูดที่สุภาพเป็นกันเองกับนักเรียนท าให้นักเรียนรู้สึกเป็นมิตร กล้าคิดกล้าน าเสนอสนุกสนาน มี
ความต้องการที่จะเรียนศิลปะบ่อยๆ การพัฒนาการเรียนรู้ที่เริ่มจากง่ายไปหายาก ท าให้นักเรียนมีแรงจูงใจและมี
ก าลังใจในการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้อย่างสวยงามลงตัว การท าแบบทดสอบ และแบบฝึกปฏิบัติ
กิจกรรมซ้ าช่วยให้นักเรียน เกิดความแม่นยา ในการเรียนรู้มีความ คล่องแคล่วในการปฏิบัติกิจกรรม ผลการ
วิเคราะห์ความพึงพอใจสรุปได้ว่าความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะเรื่องความเป็นเอกภาพ ความ
กลมกลืนและความสมดุล อยู่ในระดับมาก นักเรียนได้พัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะเรื่อง
์
ความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืนและความสมดุล ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีผลสัมฤทธิทางการเรียนของ
นักเรียนหลังจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ สูงขึ้น อีกทั้งมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้
แบบฝึกทักษะเรื่องความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืนและความสมดุล อยู่ในระดับมากอนเนื่องมาจากมีการ
ั
ส่งเสริมการท ากิจกรรม โดยสร้างบรรยากาศที่ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ได้แก่การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
นอกห้องเรียนออกส ารวจในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียน แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแสงเงาใน
ธรรมชาติ พร้อมทั้งเขียนบรรยายสิ่งที่พบเห็นจากการส ารวจ วิธีการเกิดแสงเงาในธรรมชาติการเปิดโอกาสให้
นักเรียนคิดและน าเสนอแนวคิดของตนเองอย่างอิสระซึ่งกันและกันภายใต้การให้ค าปรึกษาและแนะน าจากผู้สอน
ข้อเสนอแนะ
จากขอค้นพบที่ได้จากการศกษา ผู้วิจัยเห็นว่าควรมีข้อเสนอแนะที่ เป็นนัยยะในเชิงนโยบายที่ส าคัญ ดังนี้
้
ึ
1. ควรให้นักเรียนได้ฝึกทักษะกระบวนการสร้างสรรค์การวาดและแบบฝึกปฏิบัติกิจกรรมบ่อยๆ
2. ควรจัดให้มีการทดสอบทักษะกระบวนการสร้างสรรค์การวาดภาพการ์ตูนในแบบที่นักเรียนชอบทุกบทเรียน
เพื่อให้นักเรียน เกิดการพัฒนาตนเองตลอดเวลา
ื่
3. ควรมีการทดลองใช้วิธีการเรียนรู้รูปแบบอื่น เพอพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการใช้
ทักษะ กระบวนการแก้ปัญหาเรื่องอื่นๆ ในล าดับต่อไป
22
ิ
เอกสารและสิ่งอ้างอง
์
วิรุณ ตั้งเจริญ. เด็กกับศิลปะ.(2534) กรุงเทพมหานคร: อัมรินทร์การพิมพ, 2526.
ี่
อารี พันธ์มณี. (2540).คิดอย่างสร้างสรรค์.กรุงเทพฯ.ต้นอ้อ แกรมม.
ั
มัย ตติยะ.สุนทรียภาพทางทศนศิลป์. กรุงเทพฯ : วาดศิลป์, 2547.หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ
นิรมล สวัสดิบุตร และตีรณสาร สวัสดิบุตร (2547). จิตวิทยาสถาปัตยกรรม: กรุงเทพมหานคร .
ส านักพิมพ์ศูนย์ สนับสนุนและพัฒนาการสอน มหาวิทยาลัยรังสิต.
ชวลิต ดาบแก้ว. องค์ประกอบของศิลปะ. พิมพครั้งที่6. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช ,2544
์
ิ
์
บรรจงศักดิ์ พิมพ์ทอง. วาดเส้น. พิมพ์ครั้งที่1. กรุงเทพฯ:ส านักพมพแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
2550
บุญเยี่ยม แย้มเมือง. สุนทรียทางทศันศิลป์.พิมพ์ครั้งที่1.กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์,2537 มัย ตะ
ติยะ. สุนทรียภาพทางทศันศิลป์.กรุงเทพมหานคร : วาดศิลป์,2547
www.ilovemyshopping.com/th/?mukkystore&MODULE=m_articleread&article_id=12808
83771
http://krookong.net/painting_technigue/oilpastel_technique.html
http://www.morvorclub.com/wbi/art1/05_1.html
http://www.krusiam.com/shop/prompanyo/product/detail.asp?ProductID=P0135470
(นายทรงพันธ์ นุชอนงค์)
ผู้ด าเนินการวิจัย