The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เป็นหนังสือภาพที่นําเสนอความสนุกของการละเล่นไทยให้กับเด็กรุ่นใหม่ได้รู้จักและเรียนรู้อย่างสนุกสนาน พร้อมภาพประกอบส่งเสริมทักษะ การสังเกต ความคิด เเละมีการประดิษฐ์ ทำให้เด็กได้มีกิจกรรมร่วมกันทำภายในครอบครัว

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by i-love_reborn, 2022-03-15 14:40:39

สนุกสนานการละเล่นไทย

เป็นหนังสือภาพที่นําเสนอความสนุกของการละเล่นไทยให้กับเด็กรุ่นใหม่ได้รู้จักและเรียนรู้อย่างสนุกสนาน พร้อมภาพประกอบส่งเสริมทักษะ การสังเกต ความคิด เเละมีการประดิษฐ์ ทำให้เด็กได้มีกิจกรรมร่วมกันทำภายในครอบครัว

Keywords: การละเล่นไทย

เรอื่ งเเละภาพ

ณัฏฐากร ผา่ นสำ�แดง

ประวัตขิ องการละเลน่ ไทย

การละเล่นไทยมีมาตั้งแตส่ มัยโบราณ ท่ไี มท่ ราบแน่ชดั เจนว่า
เมือ่ ไหร่ แต่มีการสันนฐิ านกนั ตามประวัติศาสตร์ และหลักฐาน
ทีป่ รากฏตามท่ีมีการจารึกกนั ไว้เท่านัน้

สมัยสโุ ขทยั

ประวตั ิศาสตร์ได้มีการบนั ทึกว่า คนไทยมีการละเล่นมาตัง้ แต่
สมัยสโุ ขทยั จากความในศิลาจารึกของพอ่ ขนุ รามค�ำ แหง
สมัยสุโขทัยหลกั ที่ ๑

“ ใครใคร่จักมกั เล่น เลน่
ใครจกั มักหวั หวั

ใครจักมักเล่อื น เลอ่ื น ”

หลกั ศลิ าจารึก

การละเล่นของเด็กไทยนั้นมีประวัติความเปน็ มาตัง้ แตส่ มยั ก่อน หมอ้ ขา้ วหม้อเเกง
ประวตั ศิ าสตร์แล้ว กล่าวคือ เมือ่ มนษุ ย์รจู้ ักเอาดินมาป้ันเปน็
ภาชนะ ส่ิงของเครื่องใช้ในครัง้ แรก แลว้ จึงพฒั นามาเป็นลำ�ดบั
เดก็ ๆ เห็นผใู้ หญ่ทำ�ก็เลียนแบบ น�ำ ดินมาปั้นเลน่ บ้าง
ประวัติศาสตรไ์ ดม้ ีการบันทึกว่า คนไทยมกี ารละเลน่ มาตงั้ แต่
สมัยสโุ ขทัย

การละเลน่ ลงิ ชิงหลัก สมัยกรุงศรอี ยธุ ยา

ในสมยั อยุธยาก็ได้กล่าวถึงการแสดงเร่ือง มโนห์รา ไว้ในบทละคร
ครั้งกรงุ เกา่ ซึง่ เร่อื งนกี้ ารละเลน่ ทปี่ รากฏในบทละคร คือ ลงิ ชิง
หลกั ซึง่ ประเพณีและวัฒนธรรมสมัยกอ่ น มกั สอดแทรกความ
สนุกสนานบนั เทิงควบคู่กนั ไปกบั การท�ำ งาน ทั้งในชีวติ ประจ�ำ วัน
และเทศกาลงานบุญตามระยะเวลาแหง่ ฤดกู าล

สมัยกรุงธนบุรี

พ.ศ. ๒๓๑๐ ถงึ พ.ศ.๒๓๒๔ มชี ่วงระยะเวลาสนั้ มากการเลน่ กฬี า
พนื้ เมืองไทยเป็นการเลน่ ท่ีสืบทอดมาจากสมัยกรงุ ศรอี ยธุ ยาจงึ
ไมม่ ีอะไรเปล่ียนแปลง

สมัยรตั นโกสินทร์ การเล่นเตะตะกรอ้

วรรณคดีไทยสมัยรัตนโกสนิ ทร์กป็ รากฏการละเล่นหลายอย่าง การละเล่นของเด็กปนู น้ีไม่ใชม่ ปี นื มรี ถยนต์เลก็ ๆ อยา่ งทเ่ี ด็กเลน่
เช่น ตะกรอ้ จ้องเต ข่ีมา้ สง่ เมือง กันอยูใ่ นเวลานี้ ต๊กุ ตาทมี่ ดี น่ื คอื ตกุ๊ ตาล้มลุกและตุ๊กตาพราหมณ์
นัง่ ทา้ วแขนสำ�หรบั เดก็ ผ้หู ญิง ตกุ๊ ตาเหล่านเี้ ดก็ ๆ ชาวบ้านไม่มเี ล่น
“...บา้ งตั้งวงเตะตะกรอ้ เล่น เพลาเยน็ แดดรม่ ลมสงดั เพราะต้องซ้ือจะมีแตผ่ ู้ใหญ่ท�ำ ให้ หรือไมก่ ็เด็กท�ำ กนั เองตามแบบ
ปะเตะโตค้ ู่กันเปน็ สันทดั บา้ งถนดั เข้าเตะเปน็ นา่ ดู อย่างท่สี ืบตอ่ จ�ำ มาตั้งแต่ไหนก็ไมท่ ราบ เช่น มา้ ก้านกล้วย
ทีห่ นุ่มหนมุ่ คะนองเลน่ จอ้ งเต สรวลเสเฮฮาขน้ึ ข่ีคู่ ต๊กุ ตาววั ควายทีป่ น้ั จากดนิ เหนยี ว
บา้ งรำ�อยา่ งชวามลายู เปน็ เหล่าเหล่าเลน่ อยู่บนคิรี...”

ต๊กุ ตาดินเหนยี ว
ววั เเละควาย

ความหมายการละเลน่ ไทย

การละเลน่ ของไทย หมายถงึ การเลน่ ดง้ั เดิมของเดก็ และผู้ใหญ่
เพอื่ ความบันเทงิ ใจ ทัง้ ที่เปน็ การเล่นที่มกี ติกา หรอื ไมม่ กี ตกิ า
มบี ทร้องประกอบใหจ้ ังหวะ หรือไม่มีบทร้องประกอบ
บา้ งก็มที ่าเตน้ ทา่ ร�ำ ประกอบ เพ่ือใหง้ ดงาม และสนกุ สนาน
(ไม่ครอบคลุมไปถงึ การละเล่นท่ีเปน็ การแสดงให้สามารถชมได้
โดยแยกผเู้ ลน่ และผดู้ ูออกจากกัน ด้วยการจำ�กดั เขตผดู้ ู
หรอื การสร้างเวทสี ำ�หรบั ผ้เู ลน่ เป็นตน้ )



หมากเกบ็

เร่มิ จากหมากหนงึ่ ผู้เล่นจะโยนอีตวั ข้นึ ไปบน
อากาศแลว้ โปรยลูกหมากอกี ๔ ลกู ลงบนพื้น
เเลว้ ค่อย ๆ เกบ็ ลกู หมากทีละตวั จนครบ
ต่อหมาก ๒ หมาก ๓ หมาก ๔ ด้วยวิธเี ลน่
แบบเดยี วกนั ถา้ ระหว่างเลน่ เกดิ พลาด
ต้องให้คนอื่นเลน่ ตอ่ เม่ือใครเลน่ ถึงหมาก
สดุ ทา้ ยก่อนเป็นผ้ชู นะ

การละเลน่ ไทยในรม่

เปน็ การเลน่ ทสี่ ามารถเล่นไดใ้ นพืน้ ทจ่ี �ำ กดั ใช้จำ�นวนคนไมเ่ ยอะ
เเละเลน่ ไดง้ า่ ยเล่นได้ตามบ้านเรือน อาจจะมีอปุ กรณ์ในการเลน่
หรอื ไมม่ ีกไ็ ด้ เช่น หมากเก็บ เป่ากบ จํา้ จ้ี เป็นตน้

เปา่ กบ

ผู้เลน่ แตล่ ะฝ่ายจะต้องมหี นังยางของตนเอง ใหว้ างหนังยาง
คนละเสน้ บนโตะ๊ หรอื พ้ืนราบ จากนน้ั ใหท้ ั้ง ๒ ฝ่ายเปา้ ยงิ ฉุบ
ใครชนะจะไดเ้ ปา่ กอ่ น หลักจากนนั้ ผลัดกันเป่าคนละคร้งั
ใครเป่ายางของตนเองไปทบั อกี ฝา่ ยหน่ึงได้ จะเปน็ ฝา่ ยชนะ
เเละรางวัลท่ไี ดค้ ือหนังยางของฝ่ายตรงขา้ มไปครอบครอง

จา้ํ จ้ี

ผู้เลน่ ตง้ั เเต่ ๒ คนขนึ้ ไปน่ังลอ้ มวงกัน ควํา่ มอื ทงั้ สองขา้ ง
ลงบนพน้ื คนหนง่ึ เปน็ คนจโ้ี ดยใชน้ ว้ิ ชจ้ี ม้ิ ไปทน่ี ว้ิ ของผเู้ ลน่
ไลไ่ ปทลี ะนว้ิ ใหร้ อบวง พรอ้ มรอ้ งเพลงไปดว้ ย เมอ่ื รอ้ งจบ
นวิ้ จม้ิ อยู่ท่นี ิ้วใดคนน้ันต้องพับนิ้วน้ันเขา้ ไป ผ้จู ้มิ ก็เร่ิม
เล่นใหม่ไปเรอื่ ย ๆ ใครพับนว้ิ ทัง้ หมดเป็นคนแรกแพ้

ค�ำ รอ้ งประกอบการเลน่
“ จํ้าจี้มะเขอื เปราะ กระเทาะหน้าแว่น พายเรืออกแอ่น กระแท่นตน้ ก่มุ
สาวๆ หน่มุ ๆ อาบนํา้ ท่าไหน อาบนํา้ ทา่ วัด เอาแป้งที่ไหนผดั
เอากระจกทไ่ี หนลอ่ ง เย่ยี มๆ มองๆ นกขนุ ทองรอ้ งฮู้ ”

การละเลน่ ไทยกลางเเจ้ง

เป็นการเลน่ ทอ่ี ยบู่ นพืน้ ทีโ่ ล่ง ใช้จำ�นวนคนเยอะ มกี าร
เคลื่อนไหวร่างกายอย่างเตม็ ที่ เเละสามารถเลน่ ไดง้ ่าย
อาจจะมอี ปุ กรณใ์ นการเล่นหรือไมม่ กี ็ได้ เช่น เดินกะลา
เลน่ ว่าว ข่ีมา้ กา้ นกลว้ ย กระโดดเชอ่ื คู่ กาฟกั ไข่
มอญซอ่ นผา้ รรี ีขา้ วสาร งูกินหาง เปน็ ต้น

เดินกะลา

ผูเ้ ล่นยืนบนกะลาใช้นวิ้ หัวแมเ่ ท้ากับนวิ้ ชค้ี ีบ
เชือกท่กี ะลาไว้ทงั้ ๒ เท้า เอามือดึงเชือกให้ตงึ
เมอื่ ไดส้ ัญญาณใหร้ บี เดินไปให้ถึงเสน้ ชัย ใครถึง
กอ่ นถอื วา่ เป็นผชู้ นะ ถ้าเท้าตกพนื้ ถือวา่ เเพ้

เล่นวา่ ว

ใหค้ นช่วยหนงึ่ ถอื วา่ วออกให้หา่ งตวั ผูเ้ ลน่ โดย
ต้องได้ระยะทีห่ า่ งพอสมควร เเละผเู้ ล่นต้อง
คอยเเรงลมผา่ นเมื่อมีลมผา่ นมาผู้เล่นตอ้ ง
คอยกระตกุ เชือกพร้อมกบั ปล่อยเชอื กออก
ไป สามารถบงั คบั เชอื กให้เคลือ่ นไหวได้ตาม
ตอ้ งการ เมื่อว่าวลอยสูงตดิ ลมผเู้ ลน่ ต้องคอยดู
ประคองไว้เพ่อื ไม่ใหว้ า่ วขาดหลดุ ลอยไป

ม้ากา้ นกล้วย

นำ�ก้านกล้วยทีส่ มบรู ณม์ าท�ำ เปน็ มา้ ก้านกล้วย
โดยสมบรู ณแ์ ลว้ ขึ้นข่ีบนก้านกลว้ ยแล้วออกว่ิง
จากนั้นสง่ เสยี งร้อง ฮฮ้ี ี้ ถ้ามผี ู้เล่น ๒ คนข้นึ ไป
กส็ ามารถจดั เปน็ การแข่งขนั ขนึ้ ได้ โดยฝ่ายไหน
วิ่งเร็วทีส่ ดุ กจ็ ะเป็นผชู้ นะ

กระโดดเชอื กคู่

เลือกผเู้ ล่น ๒ คนมาจบั ปลายเชือกคนละข้าง แลว้ แกวง่
ไปทศิ ทางเดียวกนั ผ้เู ลน่ ท่ีเหลือเข้าไปกระโดดข้ามเชือก
ทก่ี �ำ ลงั แกวง่ อยกู่ ระโดดทลี ะคนหรอื พรอ้ มกนั ทลี ะหลายๆ
คนก็ได้ เเตถ่ า้ หากใครกระโดดสะดดุ เชือก หรอื กระโดด
ครอ่ มเชอื กถือว่าตาย ตอ้ งไปถือเชอื กแกวง่ เเทน และให้
คนทถ่ี ือเชอื กในตาเเรกมากระโดดแทน

กาฟกั ไข่

ผเู้ ลน่ เปน็ อีกาจะเขา้ ไปอยู่ในวงกลมท่ขี ดี ไว้ สว่ นคนอน่ื ๆ
อยนู่ อกวงกลมตอ้ งแยง่ เอากอ้ นหนิ ท่สี มมุตวิ ่าเปน็ ไข่มา
อกี าจะปดั ป่ายแขนขาไปมา ถา้ โดนผใู้ ดผนู้ น้ั จะตอ้ งมา
เลน่ เปน็ อกี าแทน แต่ถ้าไข่ถกู แย่งหมดคนทีเ่ ปน็ อกี า
จะตอ้ งไปตามหาไข่ทผี่ ู้เลน่ คนอืน่ ซ่อนไว้ใหเ้ จอ
ถา้ อีกาหาใขข่ องผเู้ ล่นคนไหนเจอก่อนผู้เลน่
คนนนั้ ต้องมาเป็นอกี าเเทน

ค�ำ รอ้ งประกอบการเลน่
“ มอญซอ่ นผ้า ตุ๊กตาอย่ขู า้ งหลงั

ไวโ้ นน่ ไว้นี่ ฉันจะตกี ้นเธอ ”

มอญซ่อนผ้า

ผเู้ ลน่ ท่นี ่งั อยู่ในวงตอ้ งนั่งอยเู่ ฉยๆ หา้ มหนั หนา้ ไปมองผทู้ ีถ่ อื ผ้า
เพอื่ หลอกลอ่ ผู้ทีน่ งั่ ใหเ้ ผลอตวั เมือ่ เห็นโอกาสแล้วก็แอบหยอ่ นผา้
ลงไวข้ ้างหลัง ถ้าผ้ถู กู วางผา้ ขา้ งหลังรู้สกึ ตัวเสียก่อนผวู้ างผา้ มาถึง
ก็ต้องรบี ฉวยผ้าวง่ิ มาน่งั แทนทขี่ องตนแลว้ จึงเดนิ หาโอกาสวางผา้
ไวข้ า้ งหลงั ผหู้ นึ่งผ้ใู ดต่อไป

คำ�ร้องประกอบการเล่น
“ รีรีขา้ วสาร สองทะนานขา้ วเปลอื ก เลอื กท้อง ใบลาน
เก็บเบยี้ ใต้ถุนร้าน คดข้าวใสจ่ าน พานเอาคนข้างหลังไว้ ”

มอญซอ่ นผ้า

ผ้เู ล่น ๒ คน ยนื เอามือประสานกันเหนือศรี ษะเปน็ ประตโู ค้ง
คนอ่ืนๆ เกาะไหล่กันลอดใต้โคง้ ไปเรอ่ื ยๆ ผูเ้ ล่น ๒ คนทีเ่ ป็นประตู
จะร้องเพลงประกอบ เวลาลอดใตซ้ ุ้มหวั แถวจะตอ้ งเดินออ้ มหลัง
คนทเ่ี ปน็ ประตู เมอ่ื จบเพลงผเู้ ปน็ ประตูจะตอ้ งกระตกุ แขนลงก้นั
คนสดุ ท้ายให้อยูร่ ะหวา่ งกลางจะถกู คัดออกไป

งูกนิ หาง

แบ่งผเู้ ล่นเป็น ๒ ฝา่ ย คือฝา่ ย “พอ่ ง”ู ๑ คน เเละฝ่าย “แม่งู”
๑ คน ไว้คอยปกป้องเพอื่ นๆ คนอืน่ ที่เป็น “ลกู ง”ู จากนั้นลูกงู
จะเกาะเอวของแม่งู และตอ่ แถวกันไว้เพื่อยืนเผชิญหนา้ กับพอ่ งู
เมอ่ื จบค�ำ วา่ กินกลางตลอดตวั พ่องจู ะวง่ิ ไล่จบั ลูกงูจากปลายเเถว
ถา้ หากลกู งูถูกดึงจนหลุดออกจากเเถวไปจะต้องออกจาการเลน่

ค�ำ ร้องประกอบการเล่น
พอ่ งู : แม่งเู อย๋
แม่งู : เอ๋ย (ลกู งชู ่วยตอบ)
พ่องู : กินน�้ำ บ่อไหน
แม่งู : กินน�ำ้ บ่อโศก
ลูกงู : โยกไปกโ็ ยกมา (แม่งแู ละลูกงูโยกตัว)
พ่องู : แมง่ เู อย๋
แม่งู : เอ๋ย
พอ่ งู : กนิ น้�ำ บ่อไหน
แม่งู : กนิ นำ�้ บอ่ ทราย
ลูกงู : ยา้ ยไปกย็ ้ายมา (วิ่งทางซ้ายทีขวาที )
พอ่ งู : กินนำ�้ บ่อไหน
แม่งู : กินน�้ำ บอ่ หิน
ลกู งู : บินไปกบ็ นิ มา (ทำ�ทา่ บนิ แลว้ จับเอวตอ่ )
พ่องู : หุงขา้ วก่ีหม้อ
แม่งู : ๘ หม้อ (เทา่ กบั จ�ำ นวนลูกงกู บั เเมง่ )ู

พอ่ งู : ขอกินหมอ้ ได้ไหม
ลกู งู : ไม่ได้
พอ่ งู : ตำ�น�้ำ พรกิ กีค่ รก
เเม่งู : ๓ ครก
พอ่ งู : ขอกนิ ครกไดไ้ หม
ลกู งู : ไมไ่ ด้
พ่องู : ทอดปลาทกู ่ีตัว
แม่งู : ๔ ตัว
พ่องู : ขอกนิ ตวั ไดไ้ หม
ลกู งู : ไมไ่ ด้
พ่องู : กนิ หัวกนิ หางกินกลางตลอดตวั
แม่งู : กนิ กลางตลอดตัว

การละเลน่ ไทยเก่ยี วกบั ความเช่ือ

การละเล่นไทยบางอย่างกส็ ะท้อนใหเ้ ห็นถงึ ความเชอื่ ของชาวไทย
ในเรือ่ งไสยศาสตร์ เชน่ การละเลน่ ท่ีมีการเชิญคนทรงอย่าง
การเล่นแม่ศรี การเล่นวงิ่ ไล่จบั ใครตด

การเล่นแมศ่ รี ค�ำ รอ้ งประกอบการเลน่
“ แมศ่ รีเอย แมศ่ รีสวยสะ
คนทเี่ ปน็ แม่ศรแี ตง่ ตวั สวยงาม จะเลือกคนทรี่ ำ� ยกมือไหว้พระ ว่าจะมคี นชม
ไม่เปน็ น่งั บนครกต�ำ ข้าว ที่อยกู่ ลางวง หรอื ท่ี ขนควิ้ เจา้ ตอ่ ตน้ คอเจ้ากลม
ใดทเี่ ลอื กไว้ใหเ้ ดน่ คนเดยี ว แล้วนำ�ผา้ มาปดิ ตา ชักผ้าปดิ นม ชมแม่ศรเี อย ”
สว่ นผูเ้ ล่นที่เหลือ กจ็ ะรอ้ งเพลง เชิญแม่ศรีให้
เขา้ ผู้ท่ีเป็นแม่ศรี ร้องซา้ํ ไปซํ้ามา
จนแม่ศรีลกุ ขึน้ ร�ำ

ใครตด

บทร้องเลน่ ของเด็กไทยทมี่ มี าแต่เกา่ กอ่ นได้ใส่
ความเชอ่ื เกีย่ วกบั พระอนิ ทร์ลงไปในบทกลอน
เป็นการละเล่นประเภทวง่ิ ไล่จบั

ค�ำ รอ้ งประกอบการเลน่
“ ใครตด ก้นเน่าก้นหนอน

พระอนิ ทร์ถอื ศร
ขี่มา้ ไลฟ่ นั ดวงจนั ทร์ลั่นป้อ

ย้อปั๋งย้งั เปีย้ วเลยี้ วป๊ดู
ขพี้ รูดแดงแจ๋ ขี้แรด้ ากไหล

ขไี้ กเ่ หมน็ โฉ่ ”

การละเล่น ๔ ภาค

ยก (ภาคเหนือ)

เเบ่งผู้เลน่ ออกเป็น ๒ ฝ่ายให้เท่ากนั เเละ
เป่าย้ิงฉบุ เพ่ือหาวา่ ทมี ไหนเเพม้ าจับหนงั ยาง
ยกเเรก มกี ารเลน่ ทง้ั หมด ๑๑ ข้ัน การเล่น
เเต่ละขั้นเมือ่ จบเเล้วให้เปลย่ี นผูเ้ ลน่ อ่ืนมา
เล่นต่อ ถา้ คนในกล่มุ เล่นไม่ผ่านคนทเ่ี ลน่ ผ่าน
สามารถใช้สทิ ธิ์เลน่ เเทนได้ ถ้าทีมใดเเพ้
ใหม้ าจบั หนงั ยางเเทน

ตขี อบกระด้ง (ภาคใต)้

ผูเ้ ล่นตอ้ งใช้ไมต้ ีขอบกระด้งให้กล้ิงไปเทา่ น้ัน
ห้ามใชม้ ือประคองระหว่างเลน่ ถา้ หากมผี ูเ้ ล่น
ต้งั เเต่ ๒ คนขนึ้ ไปสามารถแขง่ ขนั ได้ ซึ่งขอบ
กระดง้ ของผเู้ ล่นคนใดล้มกอ่ นจะถอื วา่ แพ้ใน
รอบนน้ั เเละถงึ เสน้ ชยั ก่อนก็จะเปน็ ผู้ชนะ

วง่ิ เปรยี้ ว (ภาคกลาง)

แบ่งผเู้ ล่นออกเปน็ ๒ ฝ่ายให้เทา่ กัน แตล่ ะฝ่าย
ถือผ้าหรือไม้ เมอ่ื ให้สัญญาณเรม่ิ การแข่งขัน
เเลว้ ใหแ้ ต่ละฝ่ายวงิ่ ไปทางด้านขวาของตนเอง
วิ่งออ้ มหลกั ทง้ั ๒ หลักไลฝ่ า่ ยตรงขา้ ม เ มอื่ ว่งิ
ครบหน่งึ รอบ ใหส้ ง่ ผา้ หรอื ไม้ใหค้ นต่อไป
จากน้ันคนทีเ่ พ่งิ วิ่งเสร็จใหไ้ ปต่อทา้ ยแถว
และเวยี นรอบไปเรือ่ ยๆ เมอื่ ถึงระยะใหใ้ ชผ้ ้า
หรอื ไมต้ ีทีห่ ลงั คนข้างหนา้ หากทำ�ไดส้ ำ�เรจ็ ก็
เป็นฝา่ ยชนะ

ตีไกค่ น (ภาคอสี าน)

ผเู้ ลน่ นง่ั ยองๆ ภายในวงกลมเอาแขนทง้ั สองขา้ ง
สอดจบั มือกันไวท้ ใ่ี ต้ขาพบั ชนคู่ต่อสู้โดยใช้
ดา้ นข้างลำ�ตัว ฝ่ายใดล้มหรอื มอื หลดุ จากกนั
หรอื ลกุ ขึน้ ยืน หวั เข่าเกนิ ฉาก ๙๐ องศา ถือว่า
แพ้ตอ้ งออกจากการแขง่ ขนั

อุปกรณ์ท่ใี ช้ในการละเล่นไทย

ม้ากา้ นกลว้ ย หนังยาง กะลามะพร้าว
ใช้ในการละเลน่ ข่ีมา้ ก้านกลว้ ย ใช้ในการละเล่นเปา่ กบ ใช้ในการละเล่นเดนิ กะลา

วง่ิ เปร้ียว (ภาคกลาง) ยกของภาคเหนือ

แบ่งผเู้ ล่นออกเป็น ๒ ฝา่ ยใหเ้ ทา่ กนั แต่ละฝา่ ย ขอบกระด้ง มอื วา่ ว
ถอื ผา้ หรือไม้ เมอ่ื ใหส้ ญั ญาณเริม่ การแขง่ ขัน ใช้ในการละเล่นตีของกระด้ง ใช้ในการละเลน่ จ้าํ จี้ ใช้ในการละเลน่ วา่ ว
เเล้ว ใหแ้ ต่ละฝา่ ยวง่ิ ไปทางดา้ นขวาของตนเอง
วิง่ ออ้ มหลกั ท้ัง ๒ หลกั ไลฝ่ า่ ยตรงข้าม เ ม่ือว่งิ ของภาตใต้
ครบหน่งึ รอบ ให้ส่งผา้ หรอื ไมใ้ หค้ นต่อไป
จากนัน้ คนท่ีเพิ่งวิ่งเสรจ็ ให้ไปต่อทา้ ยแถว ผ้าเชด็ หนา้ เชือก ก้อนหนิ
และเวยี นรอบไปเร่อื ยๆ เมื่อถงึ ระยะให้ใชผ้ ้า ใชใ้ นการละเล่นมอญซอ่ นผ้า ใช้ในการละเล่นกระโดดเชือกคู่ ใชใ้ นการละเลน่ หมากเกบ็
หรอื ไม้ตีท่หี ลงั คนข้างหน้า หากทำ�ไดส้ �ำ เรจ็ ก็
เปน็ ฝา่ ยชนะ ว่ิงเปร้ียวภาคกลาง เเละเล่นกาฟกั ไข่

ตไี กค่ น (ภาคอีสาน)

ผเู้ ลน่ นง่ั ยองๆ ภายในวงกลมเอาแขนทง้ั สองขา้ ง
สอดจบั มอื กนั ไว้ทใ่ี ตข้ าพบั ชนคู่ตอ่ สูโ้ ดยใช้
ดา้ นขา้ งลำ�ตัว ฝา่ ยใดลม้ หรอื มือหลุดจากกัน
หรอื ลุกขึ้นยืน หัวเขา่ เกินฉาก ๙๐ องศา ถอื วา่
แพ้ต้องออกจากการแข่งขัน

ประโยชน์ของการละเลน่ ไทย

ฝกึ วนิ ัยและการเคารพตอ่ กตกิ า ฝกึ ความซอ่ื สัตย์ ฝึกความสงั เกต ไหวพริบ และเชาวน์ปัญญา การละเล่น ๔ ภ
การละเลน่ ทุกอยา่ งมีกฏในตวั ของมันเอง ซึ่งก็ ผู้เลน่ ต้องมีความซือ่ สตั ย์ เชน่ หมากเก็บ การละเลน่ หลายชนดิ ทต่ี ้องชงิ่ ไหวชิงพรบิ กนั
มาจากพวกเดก็ ๆ เปน็ คนชว่ ยกนั ก�ำ หนดตกลง ถ้ามือของผูเ้ ล่นไปแตะถูกกอ้ นหนิ ต้องยอม ระหวา่ งการเล่น เช่น การเล่นกาฟักไข่ ผขู้ โมย
ขน้ึ มาการเลน่ จงึ ด�ำ เนนิ ไปได้ หากใครไมท่ �ำ ตาม “ตาย” ให้คนอื่นเล่นตอ่ แม้ว่าคนอื่นจะ จะหลอกล่อกบั คนท่ีเปน็ อีกา ซง่ึ เป็นเจ้าของไข่
กติกาก็จะเข้ากลุ่มเลน่ กบั เพอื่ นๆ ไมไ่ ด้ ไม่เหน็ ดว้ ยกต็ าม ต้องคอยระมัดระวังไมใ่ ห้ใครมาขโมยไขไ่ ปได้

ฝกึ ความอดทน การละเล่นต้ังเต
เวลากระโดดเชือกคู่ ถ้าผูเ้ ลน่ อยากเลน่ ไดน้ านๆ หรือ การเล่นตาเขยง่
ตอ้ งมีความอดทน เเละจบั จงั หวะการเเกวง่ ของ
เชอื กในเเต่ละรอบ ฝกึ ความรับผิดชอบ
ไม่วา่ จะเป็นการละเล่นอะไรกต็ ้องปฏิบตั ิตาม
กติกา ซง่ึ ถอื ว่าเปน็ การแสดงความรบั ผดิ ชอบ
ของผเู้ ลน่ ตอ่ การละเลน่ น้นั ๆ

เรือ่ งเเละภาพ ณฏั ฐากร ผ่านสำ�แดง
อาจารย์ท่ปี รกึ ษา อาจารย์ชนศิ า ชงดั เวศ
หนงั สือเล่มนีเ้ ป็นส่วนหน่ึงของศลิ ปนิพนธ์ ภาคการศกึ ษาตอนปลาย ปีการศึกษา 2564
ภาควิชาออกเเบบนเิ ทศศลิ ป์ คณะมัณฑณศลิ ปศ์ ิลป์ มหาวิทยาลยั ศิลปากร
พิมพ์คร้ังที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2565
จ�ำ นวน 1 เลม่
พิมพท์ ี่ ปริน้ ทส์ วย (ท่ามหาราช) ศูนยก์ ารคา้ ทา่ เรอื มหาราช แขวงพระบรมมหาราชวงั
เขตพระนคร กรงุ เทพมหานคร 10200 กรุงเทพมหานคร 10200 โทร. 064-287-9148
© Silpakorn University 2022 All Rights Reserved


Click to View FlipBook Version