ขุนช้างขุนแผน เสนอ ครูปิลันทธ์ แซ่หลี จัดทำ ในรายวิชาการพินิจวรรณคดี
คำ นำ สไลด์นี้จัดทำ ขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ วิชาการพินิจวรรณคดี เพื่อให้ได้ศึกษา ความรู้ในเรื่องราวของขุนช้างขุนแผน โดยศึกษาผ่านแหล่งเว็บไซต์ต่างๆ ผู้จัดทำ คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัด สไลด์นี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจเป็น อย่างดี คณะผู้ทำ
ต า ม ป ร ะ วั ติ ก ล่ า วว่ า นั ก ขั บ เ ส ภ า ค รั้ ง ก รุ ง ศ รี อ ยุ ธ ย า เ ป็ น ผู้ แ ต่ ง ( เ ส ภ า คื อ ห นั ง สื อ ก ล อ น โ บ ร าณ ที่ นำ เ อ า นิ ท า น ม า แ ต่ ง เ ป็ น ก ล อ น สำ ห รั บ ขั บ ลำ นำ ) แ ต่ เ ห ลื อ ม า ถึ ง ก รุ ง รั ต น โ ก สิ น ท ร์ บ า ง ต อ น พ ระบ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ท ธ เ ลิ ศ ล้ า น ภ า ลั ย รั ช ก า ล ที่ 2 จึ ง โ ป ร ด ใ ห้ เ ห ล่ า ก วี ใ น พ ร ะ ร า ช สำ นั ก แ ต่ ง ขึ้ น ใ ห ม่ ร ว ม ทั้ ง พ ระอง ค์ ท่ า น เ อ ง ท ร ง พ ร ะ ร า ช นิ พ น ธ์ ต อ น " พ ล า ย แ ก้ ว เ ป็ น ชู้ กั บ น า ง พิ ม " ต อ น " ขุ น แ ผ น ขึ้ น เ รื อ น ขุ น ช้ า ง " แ ละต อ น " เ ข้ า ห้ อ ง แ ก้ ว กิ ริยา แ ล ะ พ า วั น ท อ ง ห นี " รั ช ก า ล ที่ 3 ท ร ง พ ระร า ช นิ พ น ธ์ ต อ น " ขุ น ช้ า ง ต า ม วั น ท อ ง " บ ร ม ค รู สุ น ท ร ภู่ แ ต่ ง ต อ น " กำ เ นิ ด พ ล า ย ง า ม " ต่ อ ม า ค รู แ จ้ ง ใ น รั ช ก า ล ที่ 4 แ ต่ ง ต อ น " กำ เ นิ ด กุ ม า ร ท อ ง " ต อ น " ขุ น แ ผ น พ ล า ย ง า ม แ ก้ พ ร ะ ท้ า ย น้ำ " แ ละต อ น " ขุ น แ ผ น พ ล า ย ง า ม สะก ด เ จ้ า เ มื อ ง เ ชี ย ง ใ ห ม่ " บทนำ
"ขุนช้างขุนแผน” เป็นวรรณคดีที่มีเค้าจากเรื่องจริงในสมัย อยุธยา ได้พัฒนาจากนิทานประกอบกลอนเป็นตอนๆ มา เป็นนิทานคำ กลอนที่ใช้ขับร้อง และพัฒนาจากนิทานพื้น บ้านมาเป็นวรรณคดีราชสำ นักตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๒ แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ มีการพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในสมัย รัชกาลที่ ๕ โดยโรงพิมพ์หมอสมิท ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๖๐ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำ รงราชานุภาพ ทรงชำ ระวรรณคดีเรื่องนี้ โดยมีการตัด เติม และแต่งใหม่ บางส่วน และจัดพิมพ์รวม ๔๓ ตอน เรียกว่าเป็นเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ ซึ่งเป็นฉบับ แบบแผนมาจนทุกวันนี้ ที่มา
หนังสือเรื่องขุนช้างขุนแผนนี้ พระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้โปรดเกล้าฯ ให้กวีในรัช สมัยของพระองค์ ตลอดจนพระองค์เองร่วมกันแต่ง และทรงพระราชนิพนธ์ขี้นเป็นวรรณคดีที่มีค่าทั้งใน ด้านความไพเราะและในลีลาการแต่ง ตลอดจน เค้าโครงเรื่อง ได้รับการยกย่องตามพระราชบัญญัติ วรรณคดีสโมสรในรัชกาลพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าเป็นยอดของหนังสือ ประเภทกลอนเสภา และได้รับประทับราชลัญจกรรูป พระคเณศร์ไว้เป็นเครื่องหมายของการยกย่องนั้น ด้วย หนังสือเรื่องขุนช้างขุนแผนนี้ ไม่เพียงแต่เป็น วรรณคดีสำ หรับอ่านกันเล่น เพื่อได้รับรสวรรณคดี เป็นเครื่องบันเทิงใจเท่านั้น ประวัติของผู้แต่ง
เรื่องย่อ ขุนช้างขุนแผน เป็น ป็ เรื่องราวการชิงรักหักสวาทของหนุ่มสาวสองรุ่น รุ่นพ่อและรุ่นลูก โครงเรื่องรุ่นพ่อเป็น ป็ เรื่องของชายสองแย่งหญิงหนึ่ง คือเรื่องชิงรักหักสวาทของ ขุนแผน ขุนช้างและนางพิมพิลาไลย ชาวบ้านสุพรรณบุรี ส่วนโครงเรื่องรุ่นลูกของ ขุนแผน เป็น ป็ เรื่องของหญิงสองแย่งชายหนึ่ง คือ เรื่องหึงหวงระหว่างเมียทั้งสอง ของพระไวยวรนาถ ขุนนางหนุ่มชาวกรุงศรีอยุธยา จนถึงขั้นเมียที่ชื่อนางสร้อยฟ้า ฟ้ ทำ เสน่ห์เพื่อให้สามีรักตนเพียงคนเดียว โครงเรื่องของนิทานเรื่องนี้ มีลักษณะเด่นคือ มี ความคล้ายคลึงกับเพลงพื้นบ้านประเภทเพลงโต้ตอบของหนุ่มสาวโครงเรื่องแบบชาย สองแย่งหญิงหนึ่งตรงกับกลอนตับชิงชู้ และโครงเรื่องแบบเมียน้อยเมียหลวงตรง กับ กลอนตับตีหมากผัวของเพลงพื้นบ้าน
เรื่องย่อ(ต่อ) โครงเรื่องดังกล่าวเป็นแบบที่ชาวบ้านนิยมมาก ดังพบในละครชาว บ้านหลายเรื่อง นอกจากนี้ นิทานเรื่องนี้ยังมีครบทุกรสชาติ ทั้งรัก รบ ตลก เศร้าโศก บุคลิกของตัวละครหลายตัวในเรื่องมีความโดด เด่น ขุนแผนเป็นผู้ชายในฝันของสาวไทย คือเป็นชายชาตรี รูปงาม วาจาอ่อนหวาน เก่งทั้งวิชาอาวุธและวิชาไสยศาสตร์ และเป็นแบบ อย่างของนักรบผู้ภักดีต่อเจ้านาย ขุนช้าง เป็นแบบของชายที่ สังคมไม่ชื่นชอบ นอกจากจะมีรูปอัปลักษณ์หัวล้าน อกขน ยังมี กิริยามารยาททราม ใจคอโหดเหี้ยมและเป็นตัวแทนของเพื่อนที่ ทรยศเพื่อน นางวันทอง หรือพิมพิลาไลยเป็นแบบของหญิงไทยที่ ไม่สามารถกำ หนดชะตาชีวิตด้วยตัวเอง การตัดสินใจขึ้นอยู่กับผู้อื่น
ตัวละคร
ฉาก "ขุนช้างขุนแผน" เป็นวรรณคดีกลอนเสภามุขปาฐะที่มีตัวละคร ฉากและ บรรยากาศตรงกับในสมัยกรุงศรีอยุธยา และเชื่อกันว่าเป็นเรื่องจริงใน ครั้งกรุงเก่า ซึ่งมีเหตุการณ์บางช่วงตอนเหมือนในพระราชพงศาวดาร คำ ให้การชาวกรุงเก่า ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ซึ่ง เหตุการณ์ทั้งหมดได้เกิดขึ้นในช่วงระหว่าง พ.ศ. ๒๐๓๔-๒๐๗๒ และนัก วิชาการวรรณคดีบางท่านกล่าวว่าได้แต่งกลอนเสภาเรื่องนี้ขึ้นในช่วง แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทว่า ต้นฉบับได้สูญหายไปหมดสิ้น
ผลการศึกษา พบว่า เสภาขุนช้างขุนแผนมีคุณค่าซึ่ง จำ แนกได้ ดังนี้ 1. ทางด้านวรรณศิลป์ ได้แก่ การใช้ภาษา คำ เจรจา การใช้ภาษาที่ทำ ให้เกิดภาพพจน์ การใช้คำ ให้เกิด จินตภาพ การใช้ภาษาที่รวบรัดของกวี คุณค่าด้าน วรรณศิลป์
2. คุณค่าทางด้านวัฒนธรรม ควรแก่การอนุรักษ์ไว้ ในฐานะเป็นตำ ราไทยคดีศึกษา เพราะประกอบด้วย ความรู้ในทางอักษรศาสตร์ ประวัติศาสตร์และ สังคมศาสตร์ ทั้งยังคงความเป็นเอกลักษณ์และ วัฒนธรรมคู่กับชาติตลอดไป ส่วนองค์ความรู้ใหม่มี ดังนี้ ประการแรก การเป็นศาสตร์และศิลป์ของ บรรพชน ประการที่สอง การบูรณาการความเชื่อ ด้านศาสนาและวัฒนธรรมอย่างลงตัว และประการที่ สาม ความร่วมสมัยของเนื้อหา คุณค่าทางด้านวัฒนธรรม
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง ๑. ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี เราจึงควรมี ความกตัญญูต่อบิดามารดาผู้ที่ให้ กำ เนิดเรามา ๒. การศึกษาเป็นสิ่งสำ คัญสมัยก่อนเด็กผู้ชายจะเรียน หนังสือที่วัด ๓. วัดเป็นสถานที่ผูกพันกับชีวิตของคนไทยตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน ๔. ในสมัยก่อนจะมีการมัดจุกโกนจุกและนุ่งโจงกระเบน ผูกขวัญรับขวัญ ๕. ผู้ชายมีการถวายตัวเข้ารับราชการ ๖. สมัยก่อนจะใช้สมุนไพรรักษาแผล และมีความเชื่อใน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ๗. สมัยก่อนเดินทางโดยเท้า และการขี่ม้า ๘. พ่อแม่ทุกคนรักลูกและ ยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อลูกได้
สมาชิก จุฬา ดำ แก้ว เลขที่ 21 ณธิดา สังวรจิตร เลขที่ 24 นพรัตน์ บัวแก้ว เลขที่ 30 อภิสรา ทองอ่อน เลขที่ 38