The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

- ลักษณะของสังคมชมพูทวีปและคติความเชื่อทางศาสนาสมัยก่อนพระพุทธเจ้า
- พระพุทธศาสนามีทฤษฎีและวิธีการที่เป็นสากลและมีข้อปฏิบัติที่ยึดทางสายกลาง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ingduck009, 2021-05-23 21:41:07

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ประวัติและความสำคัญของพระพุทธศาสนา

- ลักษณะของสังคมชมพูทวีปและคติความเชื่อทางศาสนาสมัยก่อนพระพุทธเจ้า
- พระพุทธศาสนามีทฤษฎีและวิธีการที่เป็นสากลและมีข้อปฏิบัติที่ยึดทางสายกลาง

พระพทุ ธศาสนา

ชันมัธยมศึ กษาปที ๔-๖

กล่มุ สาระการเรยี นรูส้ งั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม

ประวตั แิ ละ
ความสํ าคัญ
ของพระพทุ ธ

ศาสนา

ลกั ษณะของชมพทู วปี และคตคิ วามเชือทางศาสนาสมยั
กอ่ นพระพทุ ธเจา้

ชมพูทวีปสมัยก่อนพุทธกาล แบ่งตามลักษณะทางภมู ศิ าสตร์ ได้เปน ๒ ส่วน

มชั ฌมิ ประเทศ ปจจนั ตประเทศ

เปนดินแดนตอนกลางของชมพู เปนดินแดนอันเปนทตี ังของแคว้น
ทวีป ประกอบด้วยแคว้นใหญ่ ๑๖ เล็ก ซงึ มีอย่ดู ้วยกัน ๕ แคว้นคือ
แคว้น คือ แคว้นอังคะ มคธ กาสี แคว้นสักกะ โกลิยะ ภัคคะ วิเทหะ
โกศล วัชชี มัลละ เจตี วังสะ กรุ ุ และอังคุตตราปะ แคว้นเล็กเหล่านี
ปญจาละ มัจฉะ สุรเสนะ อัสสกะ แม้จะแยกปกครองตนเอง แต่ก็ยัง
อวันตี คันธาระ และกัมโพชะ ต้องขึนกับแคว้นทใี หญ่กว่าคล้ายกับ
เปนเมืองขึนหรอื เมืองประเทศราช

คตคิ วามเชือของชาวชมพูทวีปในสมัยกอ่ นพทุ ธกาล

คตคิ วามเชือทเี กดิ จาก คตคิ วามเชือทเี กดิ จากคํา คตคิ วามเชือทเี กดิ จากคําสอนและ
ธรรมชาติ สอนและพิธกี รรมของพวก ปรชั ญาของศาสนาตา่ งๆ

เปนความเชอื วา่ พราหมณ์ ในสภาพสังคมทมี คี วาม
ปรากฏการณ์ ทาง ทกุ ขท์ าํ ให้มนษุ ยต์ า่ ง
ธรรมชาติ ฝนตก ฟารอ้ ง ทาํ ให้เกดิ ความเชอื เรอื ง
พายพุ ัด แผน่ ดนิ ไหว มี วรรณะ และเชอื วา่ ค้นหาคําตอบให้กบั ชวี ติ
เทพเจา้ หรอื วญิ ญาณ เปนผู้ จงึ ทาํ ให้เกดิ คตคิ วามเชอื
บนั ดาลให้เกดิ จงึ มกี ารตงั วรรณะพราหมณ์ เปน ตา่ งๆ จากพวกทไี มย่ อมรบั
ชอื เทพเจา้ มกี ารบชู า ผนู้ ํ าคําสอนจากเทพเจา้
บวงสรวง และเซน่ ไหว้ เพือ มาประกาศ โดยมคี ัมภรี ์ คําสอนของศาสนา
ความสงบสขุ ของคนใน พราหมณ์
พระเวทเปนหลกั
สั งคม

พระพทุ ธศาสนามที ฤษฎแี ละวธิ กี ารทเี ปนสากลและมขี ้อปฏบิ ตั ทิ ยี ดึ ทางสายกลาง

พระพทุ ธศาสนามที ฤษฎที เี ปนสากล

อรยิ สัจ ๔ เปนทฤษฎที พี ระพทุ ธศาสนาเน้ นอยเู่ สมอ

สอนวา่ ชีวติ และโลกมปี ญหา

ปญหาการดินรนเลียงชวี ิต ปญหาการมีชวี ิตอย่รู อด ปญหาสากลอย่างเกิด แก่ เจบ็ ตาย

สอนวา่ ปญหามสี าเหตุ 2

สรรพสิงเกิดจากเหตุ สรรพสิงจะดับหรอื หมดไป ก็เพราะดับเหตุ เมือรูว้ ่าปญหาทกุ อยา่ งมี
สาเหตุ การแก้ปญหาจึงต้อง แก้ทสี าเหตุ

สอนวา่ มนษุ ยส์ ามารถแกป้ ญหาไดด้ ว้ ยตนเอง

เมือรูส้ าเหตุทแี ทจ้ รงิ ของปญหาแล้ว ย่อมสามารถแก้ปญหาอันเกิดจากสาเหตทุ แี ทจ้ รงิ ของปญหานั นได้

สอนวา่ การแกป้ ญหาตอ้ งใช้ปญญาและความพากเพียร

การแก้ปญหาให้สําเรจ็ ตามความมุ่งหมายได้ จะต้องใชป้ ญญากับความพากเพียรควบคู่กนั ไปในการแกป้ ญหา

พระพุทธศาสนามีข้อปฏิบัตทิ ียึดทางสายกลาง “มชั ฌมิ าปฏปิ ทา”

1.สัมมาทฏิ ฐิ (เห็นชอบ) มคี วามเห็นถกู ตอ้ งตามทาํ นองคลอง (อริยมรรค มีองค์ ๘)
ธรรม
2.สัมมาสังกปั ปะ (ดํารชิ อบ) ไมล่ มุ่ หลงกบั ความสขุ ทางกาย ไม่
พยาบาท
3.สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) ไมพ่ ดู เทจ็ ไมพ่ ดู ส่อเสียด ไมพ่ ดู
หยาบคาย
4.สัมมากมั มนั ตะ (กระทาํ ชอบ) ไมท่ าํ ลายชวี ติ ไมล่ กั ขโมย
5.สัมมาอาชีวะ (เลยี งชพี ชอบ) หากนิ ดว้ ยอาชพี ทสี จุ รติ ไม่
คดโกง
6.สัมมาวายามะ (พยายามชอบ) พยายามละเวน้ จากความชวั
ตา่ งๆ
7.สัมมาสติ (ระลกึ ชอบ) มสี ตริ อบคอบในการคิด ทาํ พดู
8.สัมมาสมาธิ (ตงั จติ มนั ชอบ) มจี ติ ตงั มนั อยา่ งถกู ตอ้ งแน่ วแน่
ในการประพฤตธิ รรม

พระพทุ ธศาสนาเน้นการพัฒนาศรทั ธาและปญญาทถี ูกตอ้ ง

การพัฒนาศรทั ธา ศรทั ธา หมายถงึ ความเชอื มนั ในสิงดงี ามทปี ระกอบดว้ ยเหตผุ ลศรทั ธาทจี ะนํ าไปส่กู ารพัฒนา ๓ ประการ

เชอื มนั ในความดี เชอื มนั ในกฎแห่ง เชอื มนั วา่ มนษุ ยต์ อ้ งรบั ผดิ
งามของมนษุ ย์ การกระทาํ และผล ชอบตอ่ การกระทาํ และผล

ของการกระทาํ ของการกระทาํ นั น

การพัฒนาปญญา พระพทุ ธเจา้ สอนให้มนษุ ยร์ ูจ้ กั ใชป้ ญญาในการ

พิจารณาค้นหาเหตผุ ล โดยอาศัยการฝกจติ เปนการทาํ จติ ให้แน่ วแน่

มนั คงเปนสมาธิ ตวั อยา่ ง

หลกั คําสอนของพระพทุ ธเจา้ ในพละ ๕ (ธรรมอนั เปนกําลงั ๕ ประการ)
*ศรทั ธา

ถา้ ทรงสอนเรอื งศรทั ธาในทใี ดกจ็ ะทรงสอน *วริ ยิ ะ
เรอื งปญญาในทนี ั นดว้ ย *สติ
*สมาธิ

ปญญาในเวสารชั ชกรณธรรม (ธรรมนํ า

ความกลา้ หาญ)

*ศรทั ธา

*ศีล

*พาหุสั จจะ

*วริ ยิ ารมั ภะ

*ปญญา

ลักษณะประชาธิปไตยในพระพุทธศาสนา

พระพทุ ธศาสนาให้สิทธิ เสรภี าพ และความเสมอภาคแกพ่ ระภกิ ษุสงฆท์ กุ หมู่
เหลา่ ภายใตพ้ ระธรรมวนิ ัย

มกี จิ กรรมทพี ระภกิ ษุสงฆท์ กุ รูปจะตอ้ งถือเปนเรอื งสําคัญ
การประชมุ อุโบสถสังฆกรรม ภกิ ษุทกุ รูปตอ้ งเขา้ ประชมุ โดยพรอ้ มเพรยี งกนั

การลงมตใิ นทปี ระชุมสงฆ์ พระภกิ ษุสงฆจ์ ะตอ้ งเห็นพ้องตอ้ งกนั เปน
เอกฉันท์ จงึ จะสามารถปฏบิ ตั กิ จิ กรรมนันได้

พิธรี บั กฐนิ พระสงฆท์ ไี ดร้ บั เลอื กจะรบั ผา้ กฐนิ ไดพ้ ระภกิ ษุสงฆท์ กุ
รูปจะตอ้ งลงมตเิ ปนเอกฉันท์

การตดั สินปญหาทมี คี วามคิดแตกแยกเปนสองฝาย ตดั สินโดยถอื เอา
เสียงขา้ งมากเปนขอ้ ยตุ ิ เรยี กวา่ เยภยุ ยสิกา

สิทธแิ ละเสรภี าพของภกิ ษุในเรอื งการประชุม พระภกิ ษุสงฆท์ กุ รูปมสี ิทธเิ ขา้
รว่ มประชมุ และแสดงความคิดเห็นทงั ทเี ห็นดว้ ยหรอื คัดค้าน

หลกั การของพระพทุ ธศาสนากับหลกั วิทยาศาสตร์

1 2 3

ดา้ นความเชือ ดา้ นความรู้ ดา้ นความแตก
ตา่ ง

ดา้ นความเชือ

หลกั การวทิ ยาศาสตรน์ ันจะเชือในเรอื งใดจะตอ้ งมกี ารพิสจู น์ความจรงิ โดยใช้การทดลอง และ
ทกุ อยา่ งจะตอ้ งดาํ เนินไปอยา่ งมกี ฎเกณฑแ์ ละมเี หตผุ ลเปนตวั ตดั สินโดยอาศั ยปญญาในการ
พิจารณา พระพทุ ธศาสนากม็ หี ลกั การดา้ นความเชือเช่นเดยี วกบั วทิ ยาศาสตร์ ดงั หลกั คําสอนที
ปรากฏอยใู่ น “กาลามสตู ร”

กาลามสตู ร ๑๐ ประการ ๑. อยา่ เพิงปลงใจเชือ เพียงเพราะไดย้ นิ ไดฟ้ งตามๆ กนั มา
๒. อยา่ เพิงปลงใจเชือ เพียงเพราะยดึ ถือสืบๆ กนั มา
๓. อยา่ เพิงปลงใจเชือ เพียงเพราะข่าวเลา่ ลอื
๔. อยา่ เพิงปลงใจเชือ เพียงเพราะอา้ งตาํ รา
๕. อยา่ เพิงปลงใจเชือ เพียงเพราะเดาเอาเอง
๖. อยา่ เพิงปลงใจเชือ เพียงเพราะคาดคะเน
๗. อยา่ เพิงปลงใจเชือ เพียงเพราะตรกึ ตามอาการ
๘. อยา่ เพิงปลงใจเชือ เพียงเพราะชอบใจวา่ ตรงกบั ความเห็นของตน
๙. อยา่ เพิงปลงใจเชือ เพียงเพราะเชือวา่ ผพู้ ดู สมควรจะเชือถือได้
๑๐. อยา่ เพิงปลงใจเชือ เพียงเพราะนับถือวา่ สมณะผนู้ ันเปนครูของตน

ดา้ นความรู้

ทงั วทิ ยาศาสตรแ์ ละพระพทุ ธศาสนาตา่ งยอมรบั ความรูจ้ ากประสบการณ์ซึงมกี าร
พิสจู น์โดยผา่ นตา หู จมกู ลนิ กาย และใจ พระพทุ ธเจา้ ทรงเรมิ คิดจาก
ประสบการณ์ทไี ดเ้ ห็น คือ ความเจบ็ ความแก่ และความตาย ซึงลว้ นเปนความทกุ ข์
พระองค์ทรงทดลองโดยอาศั ยประสบการณ์ของพระองค์ จนในทสี ดุ กท็ รงสามารถ
ค้นพบหลกั ความจรงิ อนั เปนหนทางทจี ะหลดุ พ้นจากความทกุ ข์

ดา้ นความแตกตา่ ง

วทิ ยาศาสตรม์ งุ่ แสวงหาความจรงิ ภายนอกดา้ นวตั ถุเปนสําคัญ ส่วน
พระพทุ ธศาสนาเน้นการแสวงหาความจรงิ ภายใน คือ ความจรงิ ดา้ นจติ ใจ
ทมี งุ่ ให้มนษุ ยส์ ามารถพัฒนาจติ ใจของตนให้หลดุ พ้นจากกเิ ลสไดอ้ ยา่ งสิน

เชิง

การคิดตามนัยแห่งพระพทุ ธศาสนาและการคิดแบบวทิ ยาศาสตร์
การคิดตามนัยแห่งพระพทุ ธศาสนา เรยี กวา่ “วธิ คี ิดแบบโยนิโสมนสิการ”

1.วธิ คี ิดแบบสืบสาวเหตปุ จจยั 6.วธิ คี ิดแบบคุณโทษและทางออก
7.วธิ คี ิดแบบคุณค่าแทค้ ุณค่าเทยี ม
2.วธิ คี ิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ
(วธิ คี ิดแบบกระจายเนื อหา) 8.วธิ คี ิดแบบอุบายปลกุ เรา้ คุณธรรม
(วธิ คี ิดแบบปลกุ เรา้ กศุ ล)
3.วธิ คี ิดแบบสามญั ลกั ษณะ
(วธิ คี ิดแบบรูเ้ ทา่ ทนั ธรรมดา)

4.วธิ คี ิดแบบอรยิ สัจ 9.วธิ คี ิดแบบเปนอยใู่ นขณะปจจบุ นั
(วธิ คี ิดแบบแกป้ ญหา)

5.วธิ คี ิดแบบตามหลกั การและความมงุ่ หมาย 10.วธิ คี ิดแบบวภิ ชั ชวาท
(วธิ คี ิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ)์

การคิดแบบวทิ ยาศาสตร์ แยกไดเ้ ปน ๕ ขันตอน

ทดลองและ ตงั สมมตฐิ าน กาํ หนดปญหา
เกบ็ ข้อมลู

วเิ คราะห์ข้อมลู สรุ ปผล

พระพทุ ธศาสนาเน้นการฝกหัดอบรมตนเอง การพึงตนเอง และการมงุ่ อสิ รภาพ

การทบี คุ คลจะทาํ อะไรไดด้ แี ละทาํ เปนนันขึนอยกู่ บั การฝกหัดอบรม ซึงกระทาํ ได้ ๒ ทาง

การฝกหัดอบรมตนและการพึงตนเอง พระพทุ ธศาสนามงุ่ ส่อู สิ รภาพ

เรยี กวา่ สิกขา มี ๓ ขันตอน เปาหมายของการฝกหัดอบรมตนเองตามหลกั
อธศิ ี ลสิกขา คือ การฝกอบรมหรอื การควบคุมตน พระพทุ ธศาสนาคือ วมิ ตุ ติ หรอื ความหลดุ พ้น หมาย

ในเรอื งศีล ถงึ ความหลดุ พ้นจากการครอบงาํ ของความโลภ
อธจิ ติ ตสิกขา คือ ฝกอบรมในเรอื งจติ เรยี กงา่ ยๆ ความโกรธ และความหลง ซงึ จดั ไดว้ า่ เปนอสิ รภาพ
วา่ สมาธิ เปนการฝกฝนพัฒนาจติ ให้ดงี ามยงิ ๆ ขนึ
อยา่ งหนึ ง
ไปในดา้ นตา่ งๆ
อธปิ ญญาสิกขา เปนการฝกอบรมในเรอื งปญญา

ให้เกดิ ความรู้ ความเขา้ ใจ ทงั ความรูใ้ นทาง
วชิ าการซงึ เปนประโยชน์ ตอ่ การดําเนิ นชวี ติ

พระพุทธศาสนาเปนศาสตรแ์ ห่งการศึกษา

ศาสตรแ์ ห่งการศึ กษาในพระพทุ ธศาสนา พระพทุ ธศาสนากบั การศึ กษาทสี มบรู ณ์

ศี ลสิกขา พฤตกิ รรม
จติ ตสิกขา จติ ใจ
ปญญาสิ กขา ปญญา

พระพทุ ธศาสนาเน้นความสัมพันธข์ องเหตปุ จจยั และวธิ กี ารแกป้ ญหา

หลกั คําสอนทเี น้นเหตุ ปรากฏอยใู่ นหลกั อรยิ สัจ ๔ ซึงเปนศาสตรแ์ ห่งเหตแุ ละผลสามารถแยกเปนคู่ได้

ทุกข์ เปน ผล นิโรธ เปน ผล สรุปไดว้ า่
สมทุ ยั -มรรค เปนเหตุ
(เปนตวั ปญหา เปน (เปนภาวะสิ นปญหา
สถานการณ์ทไี ม่ เปนจดุ หมายทตี อ้ งการ ทกุ ข์-นิโรธ เปนผล
ตอ้ งการ)
จะเข้าถึง)

สมุทัย เปน เหตุ มรรค เปน เหตุ

(เปนทมี าของปญหา (เปนข้อปฏบิ ตั ทิ ตี อ้ ง
เปนจดุ ทตี อ้ งกาํ จดั หรอื กระทาํ ในการแกไ้ ข
ปญหาเพือบรรลจุ ดุ
แกไ้ ข จงึ จะพ้นจาก หมาย คือ ภาวะสิน
ปญหาได)้ ปญหา หรอื ความทกุ ข์)

พระพทุ ธศาสนาฝกคนไม่ให้ประมาท

ความไมป่ ระมาท

ความเปนอย่อู ย่างมีสติรอบคอบหรอื ระมัดระวังทจี ะไม่ทําเหตุแห่งความผดิ พลาดเสียหาย

แนวทางในการปฏิบัติตนไม่ให้ประมาทนั น จะต้องเรมิ ต้นจากการตังสติ รูส้ ึก
ตัวอย่เู สมอว่าตนจะทําอะไร กําลังทําอะไร

หลักธรรมในเรอื งความไม่ประมาท มี ๔ ประการ ได้แก่ ไม่ประมาทในการละกายทจุ รติ
(ประพฤติกายสุจรติ )ไม่ประมาทในการละวจีทจุ รติ (ประพฤติวจีสุจรติ ) ไม่ประมาทใน
การละมโนทจุ รติ (ประพฤติมโนสุจรติ ) และไม่ประมาทในการละความเห็นผดิ (ทําความ
เห็นให้ถูก)

พระพุทธศาสนามุ่งประโยชน์สุขและสันตภิ าพแก่บคุ คล สังคม และโลก

1.พระพทุ ธศาสนามงุ่ ประโยชน์สขุ และสันตภิ าพแก่
บคุ คลและสังคม
หลกั ธรรมทกี อ่ ให้เกดิ การชว่ ยเหลอื เกอื กลู กนั ระหวา่ ง
สมาชกิ ในสมาชกิ คือ สังคหวตั ถุ ๔ ดงั นี

ทาน
ปยวาจา
อตั ถจรยิ า
สมานั ตตตา

2.พระพทุ ธศาสนามงุ่ ประโยชน์สขุ และสันตภิ าพแกช่ าวโลก
หลกั คําสอนทใี ห้ละเวน้ จากการเบยี ดเบยี นชวี ติ ผอู้ นื
หลกั คําสอนทใี ห้ละความโลภ ความเห็นแกต่ วั
หลกั คําสอนทใี ห้ละจากความโกรธ
หลกั คําสอนทใี ห้ละจากความหลงผดิ
หลกั คําสอนในเรอื งความอดทน
หลกั คําสอนของพระพทุ ธศาสนาซงึ อยใู่ นลกั ษณะของพทุ ธศาสนสภุ าษิต

พระพทุ ธศาสนากบั เศรษฐกิจพอเพียง

พทุ ธศาสนิกชน
สามารถนํ าหลกั คําสอนในพระพทุ ธศาสนามาเปนแนวทางในการปฏบิ ตั ติ นให้สอดคลอ้ งกบั หลกั การ

เศรษฐกจิ พอเพียงได้ โดยปฏบิ ตั ติ นตามทางสายกลาง คือ

อรยิ มรรคมอี งค์ ๘

สัปปรุ สิ ธรรม ๗

บญุ กริ ยิ าวตั ถุ ๑๐

อบุ าสกธรรม ๗


Click to View FlipBook Version