ผา้ มา่ นประตกู ันแสง
Light-proof door curtains
สปุ าณี แซล่ อ
โครงการนเี้ ปน็ สว่ นหนงึ่ ของการศกึ ษาตามหลกั สตู ร
ประกาศนยี บตั รวชิ าชพี ชนั้ สงู
สาขาวชิ าการโรงแรม ประเภทวชิ าอตุ สาหกรรมทอ่ งเทย่ี ว
วทิ ยาลยั อาชวี ศกึ ษาเชยี งใหม่
ปกี ารศกึ ษา 2563
ผา้ มา่ นประตกู ันแสง
Light-proof door curtains
สปุ าณี แซล่ อ
โครงการนเี้ ปน็ สว่ นหนงึ่ ของการศกึ ษาตามหลกั สตู ร
ประกาศนยี บตั รวชิ าชพี ชนั้ สงู
สาขาวชิ าการโรงแรม ประเภทวชิ าอตุ สาหกรรมทอ่ งเทย่ี ว
วทิ ยาลยั อาชวี ศกึ ษาเชยี งใหม่
ปกี ารศกึ ษา 2563
ก
ใบรบั รองโครงการ
วทิ ยาลยั อาชวี ศกึ ษาเชยี งใหม่
เรอ่ื ง ผ้าม่านประตูกันแสง
โดย นางสาวสุปาณี แซ่ลอ
ได้รับการรับรองให้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง
สาขาวิชา การโรงแรม ทวภิ าคี ประเภทวชิ าอุตสาหกรรมท่องเทยี่ ว
…………………………หัวหนา้ แผนกวชิ าการโรงแรม …………………………รองผู้อำนวยการฝ่ายวชิ าการ
(นางอปั สร คอนราด) (นายณรงค์ศกั ด์ิ ฟองสนิ ธุ)์
วันที่……..เดือน……………พ.ศ………… วนั ที…่ …..เดอื น……………พ.ศ…………
คณะกรรมการสอบโครงการ
……………………………………………………. ประธานกรรมการ
(นายทนิ กร ติบ๊ อินถา)
……………………………………………………. กรรมการ
(นางสาวนพรรณพ ดวงแกว้ กูล)
……………………………………………………. กรรมการ
(นางสาวนัชพร สาครธำรง)
ข
กติ ตกิ รรมประกาศ
โครงการผ้าม่านประตูกันแสง ของนักศึกษาแผนกวิชาการโรงแรม วิทยาลัยอาชีวศึกษา
เชยี งใหม่ ฉบบั น้สี ำเร็จลุล่วงไปดว้ ยดีเนื่องจากได้รับความกรุณา ความอนเุ คราะห์ การสนับสนุน และ
การให้คำแนะนำแนวทางในการดำเนนิ จากหลายท่าน
ขอขอบพระคุณ นายทินกร ติ๊บอินถา ครูที่ปรึกษาวิชาโครงการ ที่ให้คำปรึกษาโครงการ
แนะนำและให้ข้อคิดต่าง ๆ ในการทำโครงการ และจุประกายในการศึกษาเร่อื งน้ี ตลอดจนการช้ีแนะ
การจัดทำ ขน้ั ตอน รวมทั้งการจัดทำรปู เลม่ ตลอดจนแกไ้ ขข้อบกพรอ่ ง จนทำรายงานโครงการฉบับนี่
เสร็จสมบูรณ์
ขอขอบพระคุณ ผู้ตอบแบบสอบถามความพึงพอใจทุกคนที่สละเวลาอันมีค่าช่วยเหลือและ
อนุเคราะห์ในการตอบแบบสอบถาม จนทำให้โครงการฉบับนี่สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี รวมถึงผู้มีสว่ น
เกย่ี วขอ้ งทุกทา่ นทเ่ี ปน็ กำลงั สำคัญในการให้คำปรกึ ษา เปน็ กำลงั ใจและใหค้ วามช่วยเหลอื ตลอดมาจน
ทำรายงานเล่มนี้สำเร็จลุล่วงไปดว้ ยดี สุดท้ายนี้ผู้จัดได้คาดหวังว่า โครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่
สนใจไม่มากก็น้อย และหากโครงการชิน้ นี้มีข้อผิดพลาดประการใดทางผู้จัดทำโครงการใครข่ อน้อมรับ
และขออภัยมา ณ ท่ีน้ีดว้ ย
สุปาณี แซ่ลอ
ค
ชอื่ : นางสาวสปุ าณี แซ่ลอ
ช่อื โครงการ : ผา้ ม่านประตูกนั แสง
สาขาวิชา : การโรงแรม
ประเภทวชิ า : อตุ สาหกรรมทอ่ งเท่ยี ว
อาจารยท์ ่ีประจำวิชาโครงการ : นายทนิ กร ติ๊บอนิ ถา
อาจารยท์ ่ีปรึกษาวชิ าโครงการ : นายทินกร ติ๊บอินถา
ปกี ารศกึ ษา : 2563
บทคดั ยอ่
โครงการเรื่อง ผ้าม่านประตูกันแสง มีวัตถุประสงค์ เพื่อประดิษฐ์ผ้าม่านประตูกันแสง เพื่อ
ศกึ ษากรรมวธิ ีผ้าม่านประตูกนั แสง และเพื่อศกึ ษาความพึงพอใจของผใู้ ชง้ าน โดยมกี ลุ่มตัวอย่างแบบ
เจาะจง (Purposive sampling) เป็นการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยพจิ ารณาจากการตัดสินใจของผู้วจิ ยั
เอง ลักษณะของกลุ่มที่เลือกเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ กลุ่มผู้ทดลองใช้งาน ผ้าม่าน
ประตูกันแสง จำนวน 50 คน ระหว่างวันที่ 7 ธันวาคม ถึงวันที่ 12 มีนาคม 2564 เครื่องมือที่ใช้ใน
การศึกษาครั้งนี้ คือ แบบทดลอง แบบสอบถามความพึงพอใจของผ้าม่านประตูกันแสงผลการ
วเิ คราะห์ความพงึ พอใจของผู้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ ผา้ ม่านประตกู ันแสง พบวา่ ผลติ ภณั ฑ์ผา้ ม่านประตู
กันเเสง ช่วยลดปัญหาเเสงเเดดส่อง ผลการประเมินอยู่ในระดับมาก ( ̅ = 4.70) รองลงมาคือ ขนาด
ของผลิตภัณฑ์ผ้าม่านประตูกันเเสง เหมาะสม อยู่ในระดับมาก ( ̅ = 4.70) สีของผลิตภัณฑ์ผ้าม่าน
ประตูกนั เเสง มคี วามเหมาะสม อย่ใู นระดับมาก ( ̅ = 4.66) ผลติ ภัณฑผ์ ้ามา่ นประตูกันเเสง มีคณุ ภาพ
มคี วามคงทนมีระยะเวลาในการใชง้ านเหมาะสม อย่ใู นระดบั มาก ( ̅ = 4.64) ผลิตภณั ฑ์ผ้าม่านประตู
กนั เเสง มรี ปู ลกั ษณ์ ทีต่ รงกบั ความต้องการของผูใ้ ชง้ าน อยใู่ นระดบั มาก ( ̅ = 4.60) ความพึงพอใจใน
การใช้งานผลิตภัณฑผ์ ้าม่านประตกู ันเเสง อยู่ในระดับมาก ( ̅ = 4.58) สามารถนำผลิตภัณฑ์ผ้าม่าน
ประตูกันเเสง ไปต่อยอดได้ อยู่ในระดับมาก ( ̅ = 4.58) ผลิตภัณฑ์ผ้าม่านประตูกันเเสง สามารถ
กันเเสงได้จรงิ อยู่ในระดับมาก ( ̅ = 4.50) ความคิดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าม่านประตูกันเเสงอย่ใู น
ระดับมาก ( ̅ = 4.40)รูปแบบผลิตภัณฑ์ผ้าม่านประตูกันเเสง มีความทันสมัย อยู่ในระดับมาก ( ̅ =
4.38) ตามลำดับ
สารบญั ง
เรอ่ื ง หนา้
ใบรบั รองโครงการ ก
กติ ติกรรมประกาศ ข
บทคัดยอ่ ค
สารบัญ ง
สารบญั (ตอ่ ) จ
สารบัญรูปภาพ ฉ
สารบญั รูปภาพ (ตอ่ ) ช
สารบญั ตาราง ซ
บทท่ี 1 บทนำ
1
1.1 ความเปน็ มาและความสำคัญของโครงการ 2
1.2 วัตถุประสงคข์ องโครงการ 2
1.3 ขอบเขตโครงการ 3
1.4 ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะไดร้ ับ 3
1.5 นิยามศพั ท์
บทท่ี 2 แนวคิดทฤษฎแี ละบงานวจิ ยั ทเี่ กยี่ วขอ้ ง 4
2.1 ความรเู้ กย่ี วกบั ผา้ ม่านกันแสง 6
2.2 ความรู้เก่ยี วกบั ชนิดผ้ามา่ น 24
2.3 ความรู้เกย่ี วกับรปู แบบผา้ มา่ น 31
2.4 แนวคิดและทฤษฎีความพงึ พอใจ 33
2.5 ทฤษฎแี ละงานวจิ ยั ทเ่ี ก่ียวข้อง
บทที่ 3 วธิ กี ารดำเนนิ งานโครงการ 38
3.1 การคดั เลือกกลมุ่ ตัวอย่าง 38
3.2 เครอื่ งมอื ทีใ่ ช้ในการดำเนนิ โครงการ 40
3.3 วธิ ดี ำเนนิ โครงการ 40
3.4 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
จ
สารบญั (ตอ่ )
เรอื่ ง หนา้
บทที่ 3 วธิ กี ารดำเนนิ งานโครงการ (ตอ่ )
41
3.5 การวเิ คราะห์ขอ้ มูลและสรุปผล
บทที่ 4 ผลการศกึ ษา 43
46
สว่ นท่ี 1 สรปุ ข้ันตอนการทำผา้ ม่านประตกู ันแสง 47
สว่ นท่ี 2 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูลส่วนบุคคล 48
สว่ นท่ี 3 ผลการวิเคราะหค์ วามพงึ พอใจของผ้าม่านประตูกนั แสง
ส่วนที่ 4 ผลการวิเคราะห์สรุปจดั หาลำดบั ความพึงพอใจของผ้าม่านประตกู นั แสง 49
บทที่ 5 สรปุ ผลการดำเนนิ งานโครงการและขอ้ เสนอแนะ 50
สรุปผลการศกึ ษา 51
อภิปรายผล
ขอ้ เสนอแนะ
บรรณานกุ รม
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก แบบนำเสนอขอนุมัติโครงการวิชาชีพ
ภาคผนวก ข แบบบันทกึ ผลการทดลอง
ภาคผนวก ค แบบประเมนิ ความพึงพอใจ
ภาคผนวก ง การคำนวณค่าแบบประเมินความพงึ พอใจ
ภาคผนวก จ รูปภาพประกอบโครงการ
ภาคผนวก ฉ แบบรายงานผลการนำไปใช้ประโยชน์
ประวตั ผิ จู้ ดั ทำ
สารบญั ภาพ ฉ
ภาพที่ หนา้
2.1 ผา้ ไหม Silk 7
2.2 ผา้ กำมะหย่ี Velvet 8
2.3 ผ้าฝ้าย Cotton 9
2.4 ผา้ ซาติน Satin 10
2.5 ผา้ ลินนิ Linen 11
2.6 ผา้ ใยสงั เคราะห์ Polyester ผา้ Nylon 13
2.7 ผ้าใยผสม Polyester ผสม Cotton 14
2.8 ผา้ จากเสน้ ใยสังเคราะห์ 15
2.9 ผา้ จากเสน้ ใยสงั เคราะห์ 16
2.10 ผ้ากนั แสง Blackout 17
2.11 ผา้ โปร่ง Sheer 18
2.12 ผา้ ซบั หลัง Backing 19
2.13 ผ้าจากเส้นใยพชื 20
2.14 ผ้าจากใยสัตว์ 21
2.15 ผ้าแจ๊คการด์ (Jacquard) 21
2.16 มา่ นจบี 22
2.17 มา่ นตาไก่ 24
2.18 ม่านหูกระเชา้ 25
2.19 ม่านลอน 26
2.20 มา่ นมว้ น 27
2.21 ม่านพบั 28
2.22 มลู ่ี 29
2.23 มา่ นหลยุ ส(์ Louise curtains Design) 29
2.24 ม่านไม้ไผแ่ บบพับ 30
2.25 ม่านไม้ไผแ่ บบม้วน 31
สารบญั ภาพ (ตอ่ ) ช
ภาพท่ี หนา้
4.1 ตดั ผา้ กันแสง 44
4.2 เยบ็ เก็บด้านข้าง 44
4.3 เยบ็ เก็บปลาย 45
4.4 เยบ็ หวั ดา้ นบน 45
4.5 เย็บลกู ไม้ติด 46
ซ
สารบญั ตาราง หน้า
46
ตารางที่ 46
1 ตารางแสดงผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลสว่ นบุคคลด้านเพศ ของผ้ามา่ นประตกู ันแสง 47
2 ตารางการแสดงผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู สว่ นบคุ คลดา้ ยอายุ ของผา้ ม่านประตกู นั แสง 49
3 ผลการวเิ คราะห์ความพึงพอใจของผ้ทู ดลองใช้ผา้ ม่านประตูกนั แสง
4 ผลการวเิ คราะหก์ ารจัดลำดบั ความพงึ พอใจของผู้ทดลองใชผ้ ้ามา่ นประตูกันแสง
1
บทท่ี 1
บทนำ
1.1 ความเปน็ มาและความสำคญั ของโครงการ
ผา้ ม่าน มีประวัตคิ วามเป็นมายาวนานมากแล้ว จนในปัจจุบนั ผ้าม่านเปน็ เฟอรน์ ิเจอร์อีกชนิด
หนึ่งทีอ่ ยู่คู่กับการตกแต่งบ้านไปแล้ว ซึ่งคุณประโยชน์ของผา้ มา่ นนั้นไม่ได้มีแค่เพียงใช้ในการบังแสง
เท่านั้น วิวัฒนาการของผ้าม่านก้าวผ่านมาจนกระทั่งมีรูปแบบต่าง ๆ ของผ้าม่านมากมาย สีสันก็
หลากหลาย นอกเหนอื จากหนา้ ทีห่ ลักของมา่ นที่ชว่ ยปกป้องแสงแดด และชว่ ยให้ความเป็นส่วนตัวแก่
เราแล้ว ผ้าม่านยังช่วยสร้างบรรยากาศแบบต่าง ๆ ได้ เช่น บรรยากาศแบบอ่อนโยน แบบเคร่งขรึม
แบบสดใส แบบโมเดริ น์ ฯ ทส่ี ำคัญคือ ช่วยสร้างทศั นยี ภาพที่สวยงามให้บา้ น ผา้ ม่าน ความจำเป็นซึ่ง
ไม่สามารถปฏเิ สธได้สำหรับบ้านพกั อาศัยสำหรับการตกแตง่ บ้าน ทงั้ เพอื่ ใหค้ วามสวยงาม กันร้อนกัน
แดด กนั แสง เปน็ เครือ่ งตกแต่งท่ีชว่ ยสรา้ งบรรยากาศทำให้บา้ นดนู ุ่มนวล อ่อนช้อย สรา้ งความอบอุ่น
ใหส้ ถานท่นี า่ อยู่ย่งิ ขน้ึ ยังมคี ุณสมบัตสิ ำหรับการใชง้ านในแง่ต่าง ๆ เชน่ กันรอ้ น กนั แดด กันแสง ลด
ความร้อน กันน้ำ กันไฟ ผ้าม่านมีอยู่ด้วยกันหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น ม่านจีบ ม่านม้วน ม่านพับ ซ่ึง
ม่านแต่ละแบบก็จะมีวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกัน เนื้อผ้าที่ใช้ก็ต่างกัน ความโปร่งแสง
ความทึบแสง เพื่อให้ผ้าม่านที่เราเลือกนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการใช้งานที่ต้องการ มาทำ
ความรจู้ ักกับผา้ ม่านชนิดหนึ่งทเี่ หมาะกับสภาพอากาศรอ้ นๆ แดดจัดๆแบบบา้ นเราเอามาก ๆ นัน่ ก็คือ
“ผ้าม่านกันแสง uv” ว่าจะมคี วามแตกต่างกับผ้าม่านแบบธรรมดา ผ้ามา่ นทุกแบบสามารถกันแสงได้
หมด แต่ทั้งนีก้ ็จะมีระดับของมนั วา่ จะยอมให้แสงผ่านเข้ามามากน้อยแค่ไหน แม้แต่ผ้าม่านโปร่งแบบ
ธรรมดาก็ยงั กันแสง แต่ก็กันไดใ้ นระดับทีน่ ้อยเมื่อเทียบกับผ้าม่านแบบกันแสงโดยเฉพาะ ที่สามารถ
กันแสงได้ประมาณ 80 - 90 % และสามารถกันไดเ้ พิ่มข้ึนในผา้ ทีม่ ีสีเข้มลักษะณะของผ้ากนั แสงจะมี
เนื้อผ้าสีดำสอดไส้ไวด้ ้านใน หรือที่บางคนเรียกว่าผ้า "Dim out" ผ้าม่านเป็นวัสดุทีใ่ ช้สำหรับป้องกนั
หรือบดบังแสงหรือลมโดยมากมักหมายถึงวัสดุที่ทำจากผ้า ผ้าม่านจะแขวนเหนือประตูหรือเรียกวา่
ม่านประตู (Portiere) ม่านมักแขวนภายในอาคารเหนอื หน้าตา่ งเพื่อกันแสงหรอื ในตอนกลางคืนเพือ่
ความเปน็ ส่วนตวั ในการนอนหลับหรือป้องกันแสงภายนอกอาคาร ผา้ มา่ นมคี วามหลากหลายทง้ั รปู ร่าง
วัสดุ ขนาด สีสันและลวดลาย ผ้าม่านในการตกแต่งบา้ นเมื่อนึกถึงการกรองแสงหรือบงั แสงแดดแลว้
ผ้าม่านมักจะเปน็ สินค้าอันดับแรก นอกจากจะช่วยในเร่ืองของการกรองแสงได้แล้วยงั ช่วยทำให้บา้ น
หรือสถานทน่ี ้ันดูสวยงามอย่างมีสไตลอ์ ีกด้วย ซ่ึงในปัจจุบนั ถือเป็นองค์กอบหน่งึ ของการตกแต่งบ้านที่
สำคัญช้นิ หนึง่ ท่ที กุ บ้านหรือสถานท่ีนัน้ ต้องมีใชก้ นั ผ้ามา่ นให้ไดเ้ ลอื กชนิดทม่ี ีลวดลายและแนวสีพ้ืนเรียบ
หรู เพือ่ ให้เขา้ กบั สไตล์ความชอบ
ห้องอาหารนาฏวัฒนา อาคารปฏิบัติการโรงแรม ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่ ในห้องไม่มี
ผ้าม่านตรงประตูซึ่งส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนทำให้มีแสงส่องเข้ามา จึงทำให้เกิดการลด
ประสทิ ธิภาพในการมองเหน็ ของคนที่อยใู่ นหอ้ งอาหารและมีอณุ หภมู สิ งู ขึ้น หอ้ งอาหารจึงควรมีผ้าม่านติด
ประตแู ละพบว่าผ้ากนั ยูวีเหมาะสำหรับการนำไปประดษิ ฐ์ผา้ ม่านเพราะผา้ ยูวีสามารถชว่ ยปอ้ งกนั แสงแดด
และความร้อนไดด้ กี ว่าผา้ ธรรมดา
จากสาเหตุข้างต้นผู้ศึกษาจึงเกิดแนวคิดที่จะประดิษฐ์ผ้าม่านประตูกันแสงมาประยุกต์ใช้ใน
กระบวนการการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยลดแสงแดดที่สอดส่อง ลดอุณหภูมิและปรับ
สภาพแวดล้อมภายในอาคารให้เกิดความสบายแก่ผู้ใช้อาคาร โดยมุ่งเน้นการประดิษฐ์ใช้ภายในอาคาร
ผู้จัดทำโครงการจึงได้มีแนวทางในการทำผ้าม่านกันแสง เพื่อนำมาใช้งานได้จริงและสามารถแก้ปัญหา
แสงแดดสอ่ ง
1.2 วตั ถปุ ระสงคข์ องโครงการ
1) เพื่อประดิษฐ์ผ้าม่านประตูกนั แสง
2) เพอ่ื ศกึ ษาความพึงพอใจของผใู้ ช้ผ้าม่านประตูกนั แสง
1.3 ขอบเขตโครงการ
เป้าหมายของโครงการ
1) เชิงปริมาณ
- ผา้ ม่านประตูกนั แสง จำนวน 8 ผนื
- กลุ่มตัวอย่างในการตอบแบบสอบถาม คือ กลุ่มผู้ใช้ผ้าม่านประตูกันแสง จำนวน 50
คน
2) เชิงคณุ ภาพ
- ผลิตภัณฑผ์ ้าม่านมีคุณภาพทางดา้ นกนั แสงและมีลกั ษณะสวยงาม
3) ระยะเวลาและสถานท่ีในการดำเนินงาน
- ระยะเวลาดำเนินงาน ตั้งแต่วันท่ี 26 พฤศจกิ ายน 2563 ถงึ วนั ที่ 12 มนี าคม 2564
- สถานท่ีดำเนนิ งาน วทิ ยาลยั อาชวี ศกึ ษาเชยี งใหม่ 167 ถนนพระปกเกลา้
3
3
ตำบลศรีภมู ิ อำเภอเมอื งเชยี งใหม่ จงั หวดั เชยี งใหม่ 50200
1.4 ประโยชนท์ ่ีคาดว่าจะได้รับ
1) ผ้าม่านประตูกันแสง ช่วยสร้างความประทับใจแก่คนที่ใช้บริการผ้าม่านประตูกันแสง
ห้องอาหารนาฏวัฒนา อาคารปฏบิ ัตกิ ารโรงแรม ณ วิทยาลัยอาชีวศกึ ษาเชยี งใหม่
2) ผ้าม่านสามารถตอ่ ยอดธุรกจิ ในอนาคต
1.5 นยิ ามศัพท์
1. ผ้าม่าน คอื วสั ดทุ ีใ่ ชส้ ำหรบั สำหรับปอ้ งกันหรือบดบงั แสงหรือลมโดยมากมักหมายถงึ วัสดุที่ทำ
จากผา้ ผา้ ม่านจะแขวนเหนือประตู หรือเรียกว่ามา่ นประตู ม่านมักแขวนภายในอาคารเหนอื หน้าต่างเพ่ือ
กนั แสง หรอื ในตอนกลางคืนเพอ่ื ความเปน็ ส่วนตัวในการนอนหลับ หรอื ป้องกนั แสงออกนอกอาคาร
2. ยวู ี คอื เปน็ รังสีท่ีแผ่ออกมาจากดวงอาทิตย์ ไมใ่ ช่ความร้อนหรอื แสงแดด
บทท่ี 2
แนวคดิ ทฤษฎแี ละบงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
ในการศกึ ษาเรอ่ื ง ผา้ ม่านประตูกนั แสง ผ้ศู กึ ษาโครงการไดร้ วบรวมแนวคิดทฤษฎีและหลกั การ
ต่าง ๆ จากเอกสารงานวิจยั ทเี่ กี่ยวขอ้ งดงั น้ี
2.1 ความรู้เกยี่ วกับผ้าม่านกันแสง
2.2 ความรู้เกยี่ วกับชนดิ ผ้าม่าน
2.3 ความรเู้ กี่ยวกบั รูปแบบผา้ ม่าน
2.4 แนวคดิ และทฤษฎีความพึงพอใจ
2.5 ทฤษฎแี ละงานวจิ ัยที่เกย่ี วข้อง
2.1 ความรเู้ ก่ียวกบั ผา้ มา่ นกนั แสง
ประโยชนข์ องผ้ามา่ นซึง่ ส่วนใหญก่ ม็ ักจะนึกถงึ เรอื่ งของการบังแสงแดดบริเวณหน้าต่างหรือประตู
เป็นหลกั ๆ และผา้ ม่านอาจจะถกู มองข้ามไปไดง้ ่ายเมื่อคิดจะแตง่ บ้านหรืออาจจะอยู่ในตวั เลือกเป็นลำดับ
สุดท้าย แต่หารู้ไม่ว่าผ้าม่านก็เป็นส่วนสำคัญของบ้านเช่นกัน ผ้าม่านนั้นมีประโยชน์หลายๆอย่างที่คุณ
อาจจะยังไมท่ ราบ มาดูประโยชน์แต่ละด้านของผ้าม่านกันเม่ือนกึ ถึงองค์ประกอบของการตกแต่งภายใน
ตัวบ้านแล้ว ผา้ มา่ นถือเปน็ สว่ นสำคญั อย่างนงึ ทีท่ ำใหบ้ ้านดสู วยโดดเด่น ถึงแม้จะเปน็ สว่ นประกอบย่อยแต่
ก็มีความจำเป็น บางบ้านอาจจะไม่ติดผ้าม่านก็ไม่ผิดหลักของบ้านแต่ม่านก็ช่วยบ้านได้หลายอย่าง
ประโยชน์ของผ้ามา่ นท่ีรู้กันอยู่แลว้ คือจะเป็นเรือ่ งของการใชผ้ า้ มา่ นในการกรองแสงหรือกนั แดดที่สาดส่อง
เข้ามาภายในบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่หนั หน้าไปในทิศทีแ่ สงแดดส่องเขา้ มามาก ๆ หรือห้องที่หันไปในทศิ
ตะวันตกผ้ามา่ นก็จะชว่ ยทำใหบ้ ้านนน้ั รูส้ ึกเยน็ ลงได้ ในห้องนอนเวลาคนนอนมักไม่ตอ้ งการส่งิ รบกวนแสง
แยงตาหรือแสงอะไรต่าง ๆ โดยเฉพาะหากห้องนอนอยู่ตดิ กบั ถนนแล้วมีแสงไฟจากถนนหรือ จากรถสาด
เข้ามาอาจสง่ ผลให้นอนหลับได้ไม่สนทิ ควรท่ีจะเลือกผา้ ม่านทึบแสงมาติดที่ห้องนอนจะช่วยลดแสงที่ส่อง
เข้าช่วยทำให้ ห้องมืดลงและทำให้หลับได้สนิทมากขึ้น และยังมีประโยชน์ในตอนเช้าสำหรับคนที่ยังไม่
อยากต่นื นอนเพราะแสงแดดเนือ่ งจากอาจจะต้องทำงานดึกแล้วตอ้ งการพักผ่อนให้เพียงพอ หรอื ทำงาน
5
ในลักษณะเข้ากะ ไม่ตอ้ งการให้แสงสว่างของแดดเช้าตอ้ งปลุกน้นั ผา้ ม่านทึบแสงช่วยไดม้ ากทำให้ห้องมืด
ใกล้เคยี งกบั ตอนกลางคืน ประโยชนอ์ ีกหนง่ึ ข้อของผ้าม่านคอื ความสวยงาม การจะเลือกผ้ามา่ นแต่ละครั้ง
นั้นสีของผ้าม่านและชนิดของผ้าม่านก็เป็นส่วนสำคัญที่ต้องเลือกเช่นกัน ต้องดูว่าในการตกแต่งบ้านน้ัน
เป็นสไตล์แบบไหนเนน้ สีอะไรโทนเย็นโทนร้อน เพราะผ้าม่านหากติดไม่เข้ากับบรรยากาศของห้องกด็ ูไม่
สวยได้เหมือนกัน และหอ้ งก็สวยขึ้นไดเ้ พราะผา้ มา่ นทต่ี ิดให้เข้ากนั ไดเ้ ชน่ กัน หากหนา้ ต่างบา้ นไม่มีผ้าม่าน
ก็อาจจะดูเหมือนบ้านหลงั นั้น ๆ ยังขาดอะไรบางอย่างไป เราสามารถรู้สึกถึงความแตกต่างได้ไม่ยากเลย
ระหว่าง บ้านที่ผ่านการติดผ้าม่านแล้วกับบ้านโล่งๆที่ยังไม่มีผ้าม่าน ผ้าม่านจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญ
องค์ประกอบหน่ึงทีข่ าดไมไ่ ด้สำหรบั การตกแต่งบ้าน
ประโยชน์ในการตดิ ต้งั ผา้ มา่ นสำหรบั บ้านและสำนักงาน
1) ช่วยบังแสงแดด ประโยชน์หลักของผ้าม่านที่ทำให้หลายๆ คนเลือกที่จะติดตั้งในบ้านพักอาศัยหรือ
อาคารสำนักงานก็คือไว้สำหรับช่วยบังแสงแดดในช่วงเวลากลางวัน หรือในวันที่มีแสงแดดแรงๆ เพราะ
ประเทศไทยเปน็ ประเทศที่มีแสงแดดแรงกันเกือบทัง้ ปี แทบทุกฤดูกันเลยทเี ดียว ดังนั้นในชว่ งเวลากลาง
วันที่เราไม่ต้องการแสงแดดมาก ผ้าม่านจะสามารถช่วยกรองแสงแดดได้เป็นอย่างดี และในผ้าม่านบาง
แบบยังช่วยในการปรับแสงสวา่ งภายในหอ้ งได้ตามความต้องการของเจา้ ของหอ้ งอกี ด้วย เช่น ผ้ามา่ นแบบ
มู่ลี่ นอกจากช่วยบังแสงในช่วงเวลากลางวัน ในยามค่ำคืนก็สามารถช่วยบังแสงไฟนีออน หรือแสงสว่าง
จากภายนอกไดเ้ ปน็ อยา่ งดี ทำใหค้ ุณไดร้ ับบรรยากาศของการผักผ่อนกันอยา่ งเต็มท่ี
2) ช่วยบังสายตา อีกประโยชน์หนึ่งทีท่ ำให้เจ้าของบ้านมักเลือกติดตัง้ ผ้าม่านก็เพือ่ ช่วยบังสายตาจากคน
ภายนอก ชว่ ยเพม่ิ พืน้ ท่ีสว่ นตัวใหก้ บั คนในบา้ น หรอื คนภายในหอ้ งไดม้ ากย่งิ ขนึ้
3) ช่วยป้องกนั ฝุ่นละออง สำหรับประโยชน์ในการชว่ ยป้องกนั ฝนุ่ ละอองนั้น อาจจะไม่ใชป้ ระโยชน์ในการ
ที่หลายคนเลือกติดตั้งผ้าม่าน อาจจะเรียกว่าเป็นผลพลอยได้ แต่ถ้าบ้านของคุณอยู่ในสถานที่มีฝุ่น
ค่อนขา้ งมาก หรอื อยู่ใกล้ถนน โดยเฉพาะอาคารสำนกั งานท่ีสว่ นใหญ่แล้วจะอยู่ติดถนนกนั มากกว่า ทำให้
มีฝนุ่ ละอองค่อนข้างมาก ผ้ามา่ นจะชว่ ยปอ้ งกันฝุ่นละอองเข้ามาภายในห้องไดใ้ นระดับหนง่ึ เลยทเี ดียว
4) เพิ่มความสวยงาม นก่ี ็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งของการเลือกติดตงั้ ผ้าม่านภายในบ้าน หรือภายในสำนักงาน
เพราะผ้าม่านสามารถช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับบ้านและห้องต่าง ๆ ภายในบ้าน หรือภายในอาคาร
สำนักงานไดเ้ ปน็ อย่างดี นอกจากน้แี ลว้ ถ้าเลือกให้เข้ากับชุดของเฟอรน์ ิเจอร์ด้วยแลว้ จะให้ความรู้สึกสวย
กลมกลืนกันได้ดีเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ผ้าม่านยังสามารถช่วยให้ห้องที่คุณต้องการโชว์อย่างเช่น
หอ้ งรับแขก ดูสวยหรูข้นึ มาได้ สำหรับในหอ้ งนอน ยงั ชว่ ยเพิม่ บรรยากาศของการพกั ผอ่ นอีกด้วย ผ้าม่าน
6
ยังช่วยบ่งบอกการมีรสนิยม ของผู้เป็นเจ้าของบา้ นได้เป็นอยา่ งดี ในการเลือกใช้เลือกตกแต่งส่วนต่าง ๆ
ของบา้ นด้วยผา้ ม่าน
5) ช่วยเก็บเสียง ถึงจะเหมือนมีประโยชนใ์ นการเก็บเสียงได้ไม่มากนัก และส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เลือกติดตง้ั
ผ้ามา่ นมกั ไมไ่ ดค้ ิดถงึ เรื่องน้ีเท่าไร แต่ถ้ามา่ นก็มีประโยชน์ในการช่วยเก็บเสียงได้เช่นกนั แต่ควรเลือกให้มี
เนื้อผ้าที่ค่อนข้างหนา จะสามารถช่วยเก็บเสียงได้ดี นิยมติดตั้งในห้องทำงาน และห้องนอน ที่ต้องการ
ความเงยี บสงบ
2.2 ความรู้เกี่ยวกับชนดิ ผ้าม่าน
1.) ผา้ ไหม Silk
ใยไหมได้จากรงั ของตวั ไหม ในไทยมีการเล้ียงไหมกนั มากทางภาคอสี าน ใยไหมได้รบั สมญาว่าเป็น
ราชินีแห่งเส้นใย มีความงามหรูหรา เนื้อผ้าเป็นมันแวววาว ทำความพึงพอใจให้แก่ผู้สวมใส่ แต่ผ้าไหมมี
ราคาค่อนข้างแพง คนเรารจู้ ักใชผ้ ้าไหมกนั มานานหลายพันปีแล้ว ประเทศจีนเปน็ ประเทศแรกท่ีรู้จักเลี้ยง
ไหม และนำเสน้ ใยมาผลติ เป็นผ้าไหม
คณุ สมบัตทิ ่ัว ๆ ไปของผ้าไหม นอกจากจะมีเน้อื มนั แวววาวสวยงามมากแลว้ ยงั เหนียวมาก สวม-ใส่สบาย
ปรับให้เหมาะกบั อากาศร้อนเย็นได้ดี คือจะรู้สึกเย็นเมื่ออากาศร้อน และจะรู้สึกอุ่นเมื่ออากาศหนาว ผ้า
ไหมย้อมสีติดง่าย พิมพ์ลวดลายได้สวยงาม เวลาสวมใส่ไหมจะเสียดสีกันทำให้เกิดเสียง เราเรียกกันว่า
เสียง ส่ายไหม ผา้ ไหมนิยมนำมาตดั เปน็ เสอื้ ผ้า เครอ่ื งใช้ทใ่ี หค้ วามงามหรูหราและใชเ้ ปน็ ครงั้ คราว ไม่นิยม
ตดั เส้อื ผา้ ทต่ี ้องใสป่ ระจำวนั นกั ท้งั นี้เพราะผา้ ไหมราคาคอ่ นขา้ งแพง ซักรีดยาก ผา้ ไหมทฟ่ี อกเอาข้ีผ้ึงที่ติด
มากบั เส้นใยออกหมด น้ำหนักจะเบาและค่อนข้างยับง่าย ตอ้ งตกแตง่ ใหท้ นยับ ผ้าไหมจะเก่าเร็วถ้าซักรีด
บ่อย ๆ ไม่ทนต่อสารซกั ฟอกที่มีส่วนผสมของด่างเข้มข้นและไม่ทนต่อแสงแดด เวลาซักรดี ผ้า - ไหมจึงต้อง
ทำอยา่ งระมดั ระวงั มากกว่าการซกั ผา้ ชนดิ อ่ืน
คุณสมบตั ิของเส้นใยไหม ไหมเป็นเสน้ ใยโปรตีนธรรมชาติ มสี ารโปรตนี ท่เี รยี กวา่ Fibroin และมีโปรตีนท่ี
เรียกวา่ เซรซิ ิน (Sericen) มลี กั ษณะเหนยี วเหมือนกาว ช่วยยึดใหเ้ ส้นใยสองเสน้ ตดิ กนั โปรตีนของเส้นใย
ไหม ประกอบด้วยกรดอมิโนเกาะเข้าด้วยกัน เป็นโซ่ยาว เรียกว่า โพลิเปปไทด์ (polypeptide chain)
สาร fibroin แตกต่างจากสารเคราติน (Keratln) ซึ่งเป็นโปรตีนในขนสัตว์ คือไม่มีตัวยึดที เรียกว่า
cystine หรือ Sulphur linkage เช่นในเส้นใยขนสัตว์ โปรตีนของเส้นใยไหมประกอบด้วย กรดอามิโน
ประมาณ 15 ชนดิ ส่วนใหญเ่ ปน็ กรดอะมโิ นเด่ียว เชน่ Glycin, Alanine, Serine เป็นต้น โมเลกลุ ของเส้น
ใยไหขเรยี งตวั กนั เป็นระเบยี บดีมาก ทำให้เส้นใยมคี วามเหนยี ว
7
ลกั ษณะเดน่ ของเส้นใยไหม
- เส้นใยเหนียวมาก ดดู ความชนื้ ได้ดี ทนทาน แตด่ ูแลรักษายาก
- สวมใส่สบาย เหมาะกบั ทกุ สภาพอากาศ (อากาศไมห่ นาวมากหรือรอ้ นจนเกนิ ไป)
- ไม่ทนตอ่ กรด ทนด่าง และสารเคมีอนื่ ๆ
- เนอื้ ผ้ามีความหนาแนน่ น้อย (น้ำหนักเบา)
รูปที่ 2.1 ผา้ ไหม Silk
ทม่ี า https://sawitreesilk.wordpress.com
2.) ผ้ากำมะหยี่ Velvet
ผ้ากำมะหยี่ เป็นผ้าทอแบบเป็นกระจุกชนิดหนึ่งท่ีเย็บด้วยด้ายเยบ็ ผ้าโดยกระจายแบบเท่า ๆ กัน
ดว้ ยขนกำมะหยแ่ี บบบาง ๆ ทำให้เกิดสัมผสั ท่ีเด่นชดั ผ้ากำมะหยอี่ าจทำจากใยสังเคราะหห์ รือใยธรรมชาติ
ก็ได้
ลกั ษณะของผา้ กำมะหย่ี
- ผ้ากำมะหยี่รู้สึกออ่ นนุม่ มีความเหนียวให้เส้ือผา้ เกรดมากแม้ว่าจะลดลงเล็กน้อยผม แต่หลังจากล้างนุ่ม
ผวิ
- กำมะหย่มี คี วามเข้ากันไดด้ กี ับร่างกายมนุษย์นอกจากผวิ เรียบของร่างกายแล้วคา่ สมั ประสทิ ธ์กิ ารกระตุ้น
แรงเสียดทานยังอยู่ในระดับท่ีสองรองจากผ้าไหมดงั น้นั เม่ือผิวที่บอบบางและเน้ือเนียนละเอียดอ่อน ตาม
เสน้ โค้งของมนุษย์การดูแลที่ละเอยี ดอ่อนและปลอดภัยของนิว้ ทุกผวิ ของเรา
8
- กำมะหยี่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในเครื่องแตง่ กายผ้ามคี วามต้านทานริ้วรอยทีด่ ีมีความยืดหยุน่ และ
ความมั่นคงมิติสมรรถนะของฉนวนกันความร้อนที่ดีการใช้ในช่วงกว้างมากเหมาะกับผู้ชายและผู้หญิง
เสือ้ ผา้ ผ้ากำมะหยี่เช่นจำนวนมากท่ีดีการแรเงาแสงการระบายความรอ้ นฉนวนกันความร้อนป้องกันรังสี
อัลตราไวโอเลตไฟความชื้นและทำความสะอาดง่ายลักษณะอื่น ๆ เป็นผ้าที่ดีมากที่ใช้สำหรับการผลิต
เครอ่ื งแต่งกายเปน็ ที่นิยมในคนทนั สมัย
รูปท่ี 2.2 ผ้ากำมะหย่ี Velvet
ท่ีมา https://www.imarketthailand.com
3.) ผา้ ฝ้าย Cotton
ผ้าฝา้ ย หรอื เรยี กจากคำภาษาองั กฤษของผา้ ฝ้ายว่า ค๊อตต้อน (Cotton) เปน็ ผา้ ท่ีใช้กันมากที่สุด
ในบรรดาเสื้อผ้าเครือ่ งแต่งกาย เหมาะสมสำหรบั การสวมใสใ่ นช่วงทีม่ ีอากาศรอ้ นในฤดรู อ้ น หรือสามารถ
สวมใส่ได้ทุกวันกับประเทศที่ภมู ิอากาศร้อนชื้นทัง้ ปี เพราะในเนือ้ เส้นใยฝ้ายนั้นสามารถซึมซับเหง่ือและ
ระบายออกไดอ้ ยา่ งรวดเร็วและงา่ ยดาย ผ้าฝา้ ยทำมาจากใยฝา้ ย ซงึ่ ไดจ้ ากตน้ ฝ้ายที่สามารถปลกู ขน้ึ ได้ดีใน
แถบที่มีอากาศอุ่นชื้นและมีแดดจัด เมื่อผลฝ้ายแก่จัดแล้ว ผลจะแตกมีใยเป็นปุยขาว จึงเก็บมาแยกเอา
เปลือกและเมล็ดออก แล้วนำไปปั่นเป็นเส้นใยและเส้นด้าย จึงจะสามารถทอเป็นผืนผ้าได้แล้วจึงจะ
สามารถใช้ประโยชน์จากผ้าฝ้ายได้ โดยการนำมาตัดและเย็บเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายอย่างเช่น เสื้อยืด
9
ผา้ ฝา้ ยมีเนื้อคอ่ นขา้ งเหนยี ว ไม่ค่อยยืดหยนุ่ ยับงา่ ย หดง่าย ดูดซึมนำ้ ไดด้ ี ระบายอากาศและความร้อนได้
ดี ซกั รีดและทำความสะอาดงา่ ย ทนความรอ้ นไดด้ ี สามารถรดี ด้วยความร้อนสูงได้
คณุ สมบัติของผา้ ฝ้าย
- สวมใส่สบาย เพราะดดู ความชนื้ และระบายความรอ้ นออกไดด้ ี
- มีความทนทาน
- ทนต่อความร้อน
- เนือ้ ผ้าฝา้ ยยับงา่ ย คงรปู ทรงไดย้ าก
รปู ท่ี 2.3 ผา้ ฝ้าย Cotton
ทมี่ า https://www.google.com
4.) ผา้ ซาตนิ Satin
ซาติน (Satin) คือ ผ้าทอชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นโดยการนำเส้นยืน (warp yarn) หลายเส้นพาดทับ
เส้นพุ่ง (weft yarn) 1 เส้น และทำซ้ำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนได้เป็นผืนผ้าขึ้นมา ด้วยความเชื่อมโยงของ
เสน้ ด้ายที่ไมค่ อ่ ยสอดประสานกันมากนกั ส่งผลใหล้ ักษณะของผา้ ท่ีได้จะมีพ้นื ผวิ ที่เรียบ และมคี วามมันวาว
ดังนั้นคำว่า “ซาติน” ในที่นี้มีความหมาย คือ ลายชนิดหนึ่งของผ้านั่นเอง ผ้าซาตินเป็นผ้าที่ได้รับความ
นิยมมากอีกประเภทหนึง่ เนื่องจากเนื้อผ้าซาตินโดยเฉพาะแบบ 100% จะเป็นผ้าที่มีเนื้อละเอียดมากล่ืน
เมอื่ สมั ผัสและเยน็ สดุ ๆ หากได้รับความเยน็ จากอากาศภายนอก
10
คณุ สมบัติของผ้าซาตินผ้าซาตนิ บางคนอาจจะรู้สึกว่ามีความคลา้ ยกบั ผ้าแพรเพราะมเี นื้อผ้าล่นื ๆ จับแล้ว
วาว ๆ เหมือนกัน แต่จรงิ ๆ แลว้ มคี วามแตกต่างกนั อยู่พอสมควรซ่ึงความแตกตา่ งระหวา่ งผ้าซาตินกับผ้า
แพรมดี งั นี้
- ผ้าซาตนิ แทแ้ ม้จะมีความน่มุ และความอน่ื ท่คี ล้ายกัน แต่วาผา่ ซาตินจะให้สมั ผัสที่ละเอยี ดกว่าเราอาจจะ
ไมร่ ู้สึกถึงความแตกต่างหากสมั ผสั เฉพาะผา้ ซาตนิ แตถ่ ้ามาสมั ผัสพรอ้ มกบั ผา้ แพรแล้วสามารถรบั รู้ได้ทนั ที
- ด้านในของผ่าชาตินจะมคี วามลน่ื มากกว่าอีกดา้ นหนึง่ แต่ถา้ แพรจะมคี วามส้ินทัง้ สองด้าน
- ผา้ ซาตินจะไม่มปี ัญหาเร่ืองสตี ก แม้ว่าจะซัก ตาก หรอื ขย้ี แตผ่ า้ แพรจะสตี กไดง้ ายกวา่ ผ้า
ซาตินและยงั ยับง่ายกว่าผา้ ซาตนิ อีกด้วยอีกคุณสมบัตขิ องผ้าซาตนิ คอื ความยืดหยุ่นและความคงรูปผ้าชนิด
น้จี ะสามารถคงรูปไดด้ ีทำใหไ้ มม่ ปี ญั หาเรื่องการรีดอีกดว้ ย
รูปที่ 2.4 ผ้าซาติน Satin
ที่มา http://www.screenlai.com
5.) ผ้าลนิ ิน Linen
เสน้ ใยลินนิ ไดจ้ ากพืชท่ีเรียกว่า แฟลกซ(์ Flax) ซึ่งเป็นพชื ใชท้ ำเส้นใยผ้า นยิ มปลูกกันมากในทวีป
ยโุ รป เช่น เบลเยี่ยม ไอรแ์ ลนด์ รัสเซีย ฯลฯ เป็นเสน้ ใยสำหรบั การใช้เป็นผ้าท่ีเก่าแกแ่ ละทนทาน (ผ้าห่อ
มัมมี่ในประเทศอยี ิปต์)
11
ลนิ นิ ชอบอากาศอนุ่ ค่อนข้างช้นื ลนิ นิ ท่ปี ลกู ในทวีปยุโรปส่วนมากจะนำไปทำเป็นผืนผ้าสำเร็จรูป ก่อนจะ
ได้เส้นใยลินนิ มาผลติ เป็นผืนผ้านั้น ต้องผ่านกระบวนการหลายขัน้ ตอน โดยการนำต้นลินินที่ถอนแล้วมา
หมักให้ต้นเปื่อยนุ่ม มัดเป็นฟ่อน ๆ ตากให้แห้ง เมื่อแห้งไดท้ ีแ่ ล้วจึงใช้ลูกกลิ้งกลิง้ ขนาดใหญ่มาบดทับให้
ตน้ และกา้ นแตกแยกออกเป็นเสน้ ใยเส้นๆออกมา ต่อไปนำเสน้ ใยท่ีแตกออกมาแลว้ เข้าเครอื่ งหวี หวใี ห้เส้น
ใยเรยี บและแยกเอาเส้นใยสน้ั ๆ แลว้ จึงนำไปปน่ั เป็นเสน้ ใยและเสน้ ดา้ ย หากต้องการใหเ้ สน้ ใยขาว ก็มักจะ
นำไปฟอกขาวกอ่ นนำมาปน่ั เปน็ เส้นดา้ ยเพ่อื ความรวดเร็ว
คณุ สมบตั โิ ดยทวั่ ไปของลินิน
คุณสมบัติของผา้ ลินนิ สว่ นใหญ่จะคล้ายคลึงกบั ผ้าฝ้าย หรือเมื่อเปรยี บเทียบผ้าลินินกับผา้ ฝ้ายแลว้ จะมี
ข้อแตกต่างกันเล็กนอ้ ย คอื ผ้าลินินเหนยี วทนทานกว่าผา้ ฝ้าย แต่ยืดหดได้นอ้ ยกว่า เส้นใยหักและยับ-ง่าย
ดดู ซมึ นำ้ ได้ดีกวา่ สวมใส่สบายและให้ความรู้สึกเยน็ กวา่ เนอื้ มันกว่าผา้ ฝ้าย เน้ือผ้าลินินจะแข็งเหมือนลง
แปง้ ย่ิงซกั ย่ิงมนั และดใู หมเ่ สมอผา้ ลนิ ินมหี ลายชนิด ต้งั แต่เนอื้ ละเอยี ดบางจนถงึ เนื้อหยาบหนา เหมาะท่ี
จะนำมาใช้เป็นผ้าปูโต๊ะ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดปาก ผ้าเช็ดตัว ผ้ากันเปื้อน ผ้าตัดเสื้อหน้าร้อน
ผ้าม่าน ฯลฯ แตร่ าคาแพง
เส้นใยลินินโดยสรปุ
- เสน้ ใยเหนียวมาก ทนทานตอ่ การซกั รีด
- สวมใส่สบาย ดูดความช้นื และระบายความร้อนไดด้ ี
- ทนตอ่ กรด - ดา่ ง และสารเคมชี นดิ อนื่ ๆ
- ยบั งา่ ย และรอยยบั จะหายยากถ้าไม่ผา่ นกรรมวิธีทนยบั มาก่อน
12
รปู ท่ี 2.5 ผ้าลนิ ิน Linen
ทมี่ า https://www.unlockmen.com
6.) ผ้าใยสงั เคราะห์ Polyester ผา้ Nylon
ไนลอน กับ โพลิเอสเตอร์ ล้วนเป็นประเภทของวัสดุต้นกำเนิดผลิตภัณฑ์หลายๆอย่าง ไม่ว่าจะ
เปน็ พลาสตกิ ตา่ ง ๆ ทเ่ี ราใช้กันอย่ปู จั จบุ นั ผ้าเครื่องแต่งกาย หรอื ไปจนถงึ อปุ กรณเ์ ลก็ ๆ
ประวตั คิ วามเปน็ มา
ไนลอน เปน็ เสน้ ใยสงั เคราะห์ชนิดแรกทเ่ี กิดข้นึ บนโลก ถกู คิดคน้ ขน้ึ โดย Wallace Carothers ในปี
ค.ศ.1945 แต่ได้เป็นที่รู้จักกันทั่วไปก็ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว ซึ่งในช่วงแรกได้ถูกนำมาใช้ใน
การทหารเปน็ หลัก เช่น ในร่มชูชพี และ เตน๊ ท์
โพลเี อสเตอร์ เกดิ ข้ึนในชว่ งปี ค.ศ.1940 และเริ่มเปน็ ทน่ี ยิ มในช่วงปี ค.ศ.1950
รปู ลกั ษณแ์ ละการสัมผสั
ไนลอน ได้ถูกสรา้ งขนึ้ โดยมีแนวความคิดทจี่ ะมาทดแทนเสน้ ใยไหม และทำใหม้ คี วามนุม่ เบา และมี
ผวิ มนั เงางาม อีกทางหนง่ึ โพลีเอสเตอร์ถกู สร้างขึ้นให้กระด้างกว่าไนลอน ซึ่งจุดมุ่งหมายดง้ั เดิมคือการทำ
มาใชก้ ับเครื่องสวมใส่ภายนอก แตใ่ นยุคปัจจบุ ันในทางเทคโนโลยอี ุตสาหกรรมสามารถผลิตให้เส้นใยโพลี
เอสเตอร์นมี้ คี วามน่มุ เทียบเทา่ กบั ไนลอน หรือกระทงั่ ผ้าฝ้ายไดเ้ ลยทเี ดยี ว
ความคงทน
13
ทั้ง ไนลอน กับ โพลีเอสเตอร์ ต่างมีความแข็งแรงและมีน้ำหนักที่เบาจากส่วนประกอบทาง
โครงสรา้ งโพลเิ มอร์ แต่ความพเิ ศษคือ ไนลอน จะมีความแขง็ แกรง่ ในแง่ของ ‘ความยดื หยุน่ มากกวา่ ’ สว่ น
ในดา้ ย โพลเี อสเตอร์จะมีความแข็งแกร่งอยู่ตัวมากกว่า เมอื่ เทียบกับไนลอนองค์ประกอบการรวมตัวของ
โครงสร้างเสน้ ใย หากเมอ่ื มีการหลดุ หรือขาดพังลง เสน้ ใยโพลิเมอรจ์ ะยงั อยตู่ ัวได้มากกวา่ ไนลอน
คณุ สมบตั ติ ่อน้ำ
ถา้ พดู ถงึ เรอ่ื งความสามารถในการแห้งตวั เร็วคงต้องยกให้โพลีเอสเตอร์ แตอ่ ย่างไรกต็ ามวัสดุท้ังสอง
อย่างล้วนมีธรรมชาติที่ไม่ถูกกับน้ำ นั่นหมายความว่าทั้งคู่มีความสามารถในการขับไล่น้ำนั่นเอง ตาม
หลักการคือน้ำจะระเหยจากผิวของผวิ ผา้ ได้เรว็ นัน่ เอง ซึ่งในจุดนี้ ไนลอน จะมีการดูดน้ำมากกว่า โพลิเอ
สเตอร์ นัน่ หมายความว่า ผ้าไนลอนนัน้ แห้งชา้ กวา่ น่นั เอง
การตดิ สี
โพลเี อสเตอร์จะดดู ซับสีไดเ้ ร็วกวา่ ไนลอน ซงึ่ กเ็ ป็นทง้ั เรื่องคุณสมบตั กิ ารคายน้ำ และคุณสมบัติด้าน
อุณหภูมิ ซึ่งโพลีเอสเตอร์นี่คายน้ำได้ดกี ว่าจะทำให้สีติดได้รวดเร็วกว่าไนลอน และไนลอนนั้นยงั ต้องการ
อุณภมู ใิ นการยอ้ มมากกวา่ โพลเี อสเตอรอ์ กี ด้วย
การดแู ลรักษา
เส้นใยโพลีเอสเตอร์และไนลอนท่ที อหนา ทัง้ ค่ตู า่ งมคี ุณสมบตั ิทด่ี ูแลรักษางา่ ย สามารถเข้าเครื่องซัก
ปั่นแห้ง แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้ทนต่ออุณหูมิสูงมากนัก โพลิเอสเตอร์ด้วยความที่เนื้อสัมผัสไม่นุ่มเท่าไนลอน
อาจจะต้องมีการเสริมนำ้ ยาปรบั ผ้านมุ่ มากกวา่ ไนลอน และไนลอนควรจะแยกซกั กับผงซกั ฟอกโดยเฉพาะ
เพือ่ หลกี เล่ียงการเกิดคราบเหลอื ง ในการรดี ทง้ั คไู่ ม่ควรใชอ้ ุณหภูมิทีส่ ูงมากนกั
คุณสมบัตพิ ิเศษอ่ืนๆ
- การเผาไหม้ – ไนลอนละลายหลงั จากนัน้ จึงติดไฟทนั ที ส่วนโพลเี อสเตอรจ์ ะละลายและตดิ ไฟพร้อมกัน
- ผลกระทบต่อสิง่ แวดล้อม – ไนลอนส่วนมากเป็นผลผลิตท่ีเกิดจากการกลั่นน้ำมัน ส่วนโพลเิ อสเตอร์ แม้
จะย่อยสลายตามธรรมชาติไมไ่ ด้ แต่สามารถนำมารไี ซเคิลได้
- การกันUV – โพลเี อสเตอร์กนั ได้ดีกว่า
14
รปู ท่ี 2.6 ผา้ ใยสงั เคราะห์ Polyester ผ้า Nylon
ท่มี า https://goterrestrial.com
7.) ผา้ ใยผสม Polyester ผสม Cotton
ผา้ คอตตอน หรอื ผา้ ฝา้ ย (Cotton)เป็นผา้ ที่ทำมาจากเสน้ ใยธรรมชาติ เนอ้ื ผา้ นุ่ม ไม่กระดา้ ง ซับ
เหงอ่ื ได้ดี ระบายอากาศได้ดี
ผา้ โพลีเอสเตอร์ (Polyester)เนอื้ ผา้ จะนมุ่ และเงามนั สวย คณุ สมบตั ิเด่น ซักงา่ ย รดี งา่ ยและยับยาก
โดยส่วนผสมของ Cotton เพื่อมาช่วยเพิ่มความนุ่มให้กับ Polyester ในสัดส่วนการผสมที่ Polyester
65% กบั Cotton 35% ใยสงั เคราะห์มากกวา่ ใยฝา้ ย
ลกั ษณะเนอ้ื ผา้ :มคี วามนุ่มกวา่ ผ้า TK เพราะวา่ ประกอบไปด้วยส่วนผสมของผ้า Cotton ซง่ึ ถอื เปน็ เส้นใย
ธรรมชาตจิ ากฝ้าย ชว่ ยเพิม่ ความนุ่มให้แกเ่ น้ือผ้า แตน่ ้อยกวา่ CVC
ข้อดี : ระบายความร้อนได้ดีระดับหนึ่ง สวมใส่สบายและการดูดซับเหงื่อดีพอใช้ เมื่อเทียบกับผ้า TK
(Polyester หรอื ใยสังเคราะห์)
ขอ้ เสยี : ผ้าอาจมีความย้วยบ้างเมอื่ ผา่ นการซกั หลายๆครัง้ ราคาถกู เหมาะสำหรับใส่ในระยะเวลาสัน้ ๆ
15
รูปท่ี 2.7 ผา้ ใยผสม Polyester ผสม Cotton
ท่ีมา http://www.suretailor.in.th
8.) ผา้ จากเส้นใยสังเคราะห์
เส้นใยสังเคราะห์ (Synthetic Fiber) เป็นเส้นใยที่เกิดจากการค้นคว้าและพัฒนาโดย
นักวิทยาศาสตร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ, คุณสมบัติ และประโยชน์ใช้สอยของเส้นใยได้หลากหลายมาก
ยิ่งขึ้นจากเส้นใยปกติทั่วไปที่ไดจ้ ากพืชและขนสัตว์ โดยในระยะแรกๆที่ไดค้ ิดค้นเส้นใยสงั เคราะห์น้ัน ได้
เริ่มตน้ จากเส้นใยท่ไี ด้จากเซลลูโลสทีไ่ ด้จากพืชมาทำการสังเคราะห์
เส้นใยจากการสงั เคราะห์ข้ึนโดยมนุษย์นน้ั มี 3 ชนิดหลักๆ ได้แก่
เส้นใยเซลลูโลสสงั เคราะห์ (Synthetic Cellulose Fibers)
เรยอน เป็นเส้นใยเซลลูโลสสังเคราะห์หรือเซลลูโลสทน่ี ำมาผลิตขนึ้ ใหม่ (Regenerated cellulose) รู้จัก
กันในชื่อว่าไหมเทียม ต่อมาภายหลังเรียกว่า เรยอน และได้รับการปรับปรุงคุณภาพ ให้ดีขึ้นจนเป็นท่ี
ยอมรับของผู้ใช้ เสน้ ใยเรยอนถูกคิดประดิษฐ์ข้ึนโดย นายโรเบิร์ท ฮทุ (Robert Hooke) ซ่ึงได้บันทึกไว้ใน
หนังสอื Micrographia แสดงให้เห็นถงึ ความเชื่อม่นั ว่ายงั มีวธิ ที ี่จะคิดประดิษฐ์ เส้นใยใหเ้ หมือนใยไหมได้
เส้นใยโปรตนี สังเคราะห์ (Synthetic Protein Fibers)
ผลติ ข้ึนในประเทศสหรัฐอเมริกาเปน็ ครง้ั แรก ราว ๆ ปี ค.ศ. 1894 ในขณะนนั้ ใช้ช่อื ว่า Vandura Silk แต่
ถึงกระนั้นในคร้ังแรกๆที่ผลิตข้ันก็ยังได้เส้นใยที่มีคณุ สมบัติไมด่ ีนัก เพราะเมื่อถูกน้ำจะสามารถละลายได้
ตอ่ มาในปี ค.ศ. 1904 Todtenhaupt ได้ผลิตเสน้ ใยโปรตีนจากหางน้ำนม (Casein) แตก่ ย็ ังมีคุณสมบัติที่
16
ไม่ดีพอนั่นก็คือการที่เส้นใยนั้นไม่สามารถโค้งงอ และรวมตัวกันได้ดี จึงไม่สามารถนำมาปั่นเป็นเกลียว
เส้นด้าย เพ่ือที่จะทอเปน็ ผนื ผา้ ทด่ี ไี ด้
ในระหว่างปี ค.ศ. 1924-1935 Antonio Ferretli สามารถผลิตเส้นใยจากหางน้ำนม (Casein) ได้เป็น
ผลสำเร็จ และได้ใช้ชื่อทางการค้าเป็นครั้งแรกว่า Lanital ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การผลิตเส้นใยโปรตีน
สังเคราะห์จากหางน้ำนมก็ได้แพร่หลายไปยงั ประเทศอ่ืนๆ โดยผลิตขึ้นมาและใช้ในชื่อทางการค้าต่าง ๆ
กนั เช่น ในประเทศเยอรมนั เรยี กว่า Tiolan ประเทศฮอลแลนด์เรียกว่า Lactofil ประเทศองั กฤษเรียกว่า
Fibrolene ประเทศอิตาลีเรยี กว่า Merinova และสหรัฐอเมริกาเรยี กว่า Aralac
นอกจากการผลติ เสน้ ใยโปรตีนสังเคราะห์จากหางน้ำนมแล้ว นักวิทยาศาสตร์กไ็ ด้คน้ คว้า เพื่อผลิตเส้นใย
โปรตนี จากถัว่ เหลอื ง ถ่วั ลสิ งและข้าวโพดได้ประสบความสำเร็จ เชน่ Vicara ได้จากข้าวโพด Ardil ได้จาก
ถั่วลิสง ปัจจุบนั มีการผลิตเส้นใยโปรตนี สงั เคราะห์เพียงไมก่ ช่ี นิด ได้แก่ Merinova Enkasa และ wipolan
แต่ก็ยงั มีจำนวนนอ้ ยมาก
เสน้ ใยโพลีเมอรส์ งั เคราะห์ (Synthetic Polymer Fibers)
เส้นใยสังเคราะหจ์ ากสารเคมี (โพลิเมอร์) เปน็ เสน้ ใยทปี ระดิษฐข์ ้นึ จากสารเคมีโดยวธิ ีการทางเคมี มีหลาย
ชนิด เช่น ไนลอน โพลิเอสเตอร์ อะคริลิค โอลิฟิน เป็นต้น เส้นใยแต่ละชนิดมีส่วนประกอบทางเคมีท่ี
แตกต่างกนั แตก่ ม็ ขี ้ันตอนในการผลติ ทค่ี ล้ายคลงึ กัน
รปู ท่ี 2.8 ผ้าจากเสน้ ใยสังเคราะห์
ทีม่ า https://www.suitdd.com
17
9.) ผา้ โพลีเอสเตอร์ Polyester
สำหรับชนิดผา้ หลักๆแล้ว โดยท่วั ไปจะสามารถแบง่ ได้เป็น ผ้าที่เกิดจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น ฝ้าย
(Cotton) ไหม (Silk) ขนสัตว์ (Wool) ลินิน (Linen) และ ผ้าที่เกิดจากเส้นใยสังเคราะห์ประเภทต่าง ๆ
เส้นใยสังเคราะห์ทีไ่ ด้รับความนิยมสูงสุด คือ โพลีเอสเตอร์ (Polyester) ซึ่งเกิดจากกระบวนการทางเคมี
ของ Ethylene Glycol และ กรด Terephthalic ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว เส้นใยโพลีเอสเตอร์ ก็เป็นเส้นใยที่
เปน็ พลาสติก นนั่ เอง
ผ้าโพลีเอสเตอร์ ถูกคิดค้นขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1941 โดยนักเคมีชาวอังกฤษ John Rex Whinfield
และ James Tennant Dickson จากน้นั ผ้า Polyester ก็ไดร้ ับความนยิ มอยา่ งตอ่ เนื่อง และ แพร่หลาย
เป็นอย่างมาก โดย ผ้า Polyester นั้น ได้ถูกนำมาใช้เป็น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย รวมถึง สิ่งทอ อื่น ๆ
มากมาย
ลกั ษณะ ของผา้ Polyester
ผ้าโพลีเอสเตอร์ เป็น ผ้าที่มีความทนทานสงู กวา่ ผ้าใยธรรมชาติท่ัวไป มีความยืดหยุน่ สูง ทนทานต่อการ
ร่ยุ หรอื ฉกี ขาดได้ดีกวา่ นอกจากน้ัน สาเหตุทีผ่ ้าชนิดนีไ้ ดร้ ับ ความนยิ มเปน็ อย่างมาก ในการใช้ทำเส้ือผ้า
เครื่องแตง่ กาย คือ ผ้าชนิดนี้มีความแข็งแรง น้ำหนักเบา ดูแลรักษาง่าย สามารถซักลา้ งได้ แห้งเรว็ และ
คงรูปร่างไดเ้ ป็นอยา่ งดี นอกจากนั้น กรรมวิธใี นการยอ้ ม หรอื พิมพล์ าย สามารถทำได้งา่ ย และ สะดวก
รปู ท่ี 2.9 ผ้าจากเสน้ ใยสังเคราะห์
ที่มา https://www.suitdd.com
18
10.) ผา้ กนั แสง Blackout
ผ้าม่านแบล๊คเอาท์ คือผ้าอะไร หลายคนมีคำถามมีข้อสงสัยจริง ๆ แล้วผ้าแบล๊คเอาก็คือผ้าที่มี
เจตนาใช้ป้องกันแสง ไม่วาจะเป็นแสงแดด แสงไฟ หรือแสงอื่น ๆ บางคนเรียกผ้าว่าผ้า UV หรือบางคน
เรยี กผา้ ดรีมเอาท์ บางคนเรยี กผ้ากนั แสง หน้าทส่ี ำคัญของผ้าแบล็คเอาท์ก็คือใช้กันแสงเท่าน้ัน แต่สิ่งที่ได้
ตามมาก็คือ เม่ือแสงไมผ่ ่าน แดดไมเ่ ขา้ ก็ลดความรอ้ น หรอื อาจลดรังสี UV ได้
คำวา่ ลดความร้อน ผา้ แบล็คเอาท์ นอกจากใช้ป้องกันแสงแล้ว ยงั ชว่ ยลดความรอ้ นจากภายนอก กันความ
เย็นจากภายใน อันนี้ก็เข้าใจไม่ผิดเท่าไร แต่บางท่านถาม อันนี้ผ้า UVหรือเปล่า อาจตอบว่าใช่ แต่ไม่
ทั้งหมด เพราะ UV มีหลายอย่างหลายลักษณะ แสง ความร้อน รังสี ถ้ารังสี หรือคลื่นรังสี อาจกันไม่ได้
ทั้งหมด เพราะคลื่นดังกล่าว เราไม่สามารถมองเหน็ เปล่า บางครั้งในบางที่ แม้นไม่โดนแดด แต่อาจโดน
หรอื ได้รบั คล่นื รังสกี เ็ ปน็ ได้ ฉน้นั ผา้ แบล็คเอาท์อาจไม่รวมคำว่ากนั UV เขา้ ไป
ผ้าแบล็คเอาท์หรือผ้ากันแสง มีแบบไหนบ้าง จริง ๆ ผ้าแบล็คเอาท์ที่ได้รับความนิยมในการใช้ทำม่าน มี
ลกั ษณะ มที มี่ าและกรรมวธิ ตี า่ งกัน หลกั ๆกจ็ ะมีอยู่ 3 ลักษณะ ที่มีความแตกต่าง เชน่ ลักษณะการทอแบบ
3ชัน้ ทีส่ อดดา้ ยดำกลางเน้ือผ้า แบบคลือบโฟมหรือเคลือบซลิ โิ คนทกี นั แสงได้มากกว่า และแบบฉาบปรอท
สำหรับประกบหรอื ซบั เข้าหลงั ผ้าอกี ที
รูปที่ 2.10 ผา้ กันแสง Blackout
ท่ีมา https://medium.com
19
11.) ผ้าโปร่ง Sheer
ผ้าโปร่ง "Sheer Curtains" เนอ้ื ผ้ามา่ นโปร่งโดยทั่วไปจะเป็นผ้าใยสังเคราะหเ์ ชน่ Polyester เน้อื
ของผ้าม่านโปร่งเป็นผ้าเนื้อบางช่วยพรางสายตาและเพิ่มความเป็นส่วนตัวจากภายนอก แต่ยังคงเห็น
ทิวทศั น์จากนอกหน้าตา่ งไดอ้ ย่างไมอ่ ดึ อัดผ้าม่านโปรง่ ยงั ช่วยเพิ่มความสวยงามและทำใหบ้ รรยากาศนเฮง
ภายในห้องดูนุม่ นวลสบายตาในปัจจุบันผ้าโปร่ง "Sheer Curtains" นิยมมาทำเป็นผ้าม่านประดับในกา
รดตค่กู ับผา้ มา่ นทบึ และไดร้ ับการออกแบบใหม้ ีลวดลายที่สวยงามมากขนึ้ อีกท้ังยังมคี วามพร้ิวไหวในตัวผ้า
โปรง่ บางสวยมคี วามหนาสามารถใช้แทนผา้ ม่านปกตไิ ด้โดยทไ่ี ม่จำเปน็ ต้องใชผ้ ้าทีบแขวนร่วมจึงกลายเป็น
ทางเลอื กใหม่สำหรับผู้ทชี่ อบการตกแต่งบ้านแบบโปรง่ ๆ ให้ห้องดูสว่างแลดกู วา้ งขน้ึ และยงั ช่วยกรองแสง
ทจี่ ะเขา้ มาภายในบ้านนอกจากนี้ยังสามารถนำาผ้าโปรง่ มาตกแต่
ได้อีกหลากหลายเช่นท่าเป็นฉากหลังบนเวทีหรือแบล็คดรอปมุมถ่ายรูปสวยในงานแต่งงานประกอบกับ
การเพิ่มไฟประดับให้ดูสวยงามและปาผ้าโปร่งมาจับชั้นปาระบายใส่เลเยอร์หรือแม้แต่มัดเป็นปมแบบมี
ดีไซนก์ ก็ ลายเปน็ การตกแต่งเก๋ ๆ หรือว่าผ้าโปร่งมาประดับตกแต่งหอ้ งนอนในส่วนของเตยี งนอนหรือฉาก
หลังบรเิ วณหัวเตียงและประดับด้วยไฟสีขาวหรือสีเหลืองกเ็ พิ่มสไตล์การตกแตง่ ให้หอ้ งดสู วยงามและช่วย
สรา้ งบรรยากาศภายในห้องใหด้ ดู ีไม่ซ้ำใครได้อีกดว้ ย
รูปท่ี 2.11 ผา้ โปรง่ Sheer
ทม่ี า http://www.weloveshopping.com
20
12.) ผ้าซบั หลัง Backing
เป็นผ้าเนื้อบาง ใช้เย็บซับหลังผา้ มา่ น เพื่อเพิ่มความหนาให้กับผ้าม่านทีม่ ี เนื้อบาง หรือต้องการ
เพิ่มความทีบ กันแสง แต่จุดประสงค์หลักคอื ช่วยป้องกันเนื้อผ้าใหค้ งทน สวยงามสีไม่ซดื จาง กรณีที่โดน
แสงแดดจัดๆ
รปู ที่ 2.12 ผ้าซบั หลัง Backing
ทีม่ า http://oknation.nationtv.tv
13.) ผา้ จากเส้นใยธรรมชาติ
- ผ้าจากเส้นใยพืช เชน่ ผา้ ฝา้ ย, ผา้ ลนิ นิ , ผ้าปอปา่ น และอนื่ ๆ ผ้าชนดิ น้มี กี ารดูดซึมความชื้นท่ีดี
และความตา้ นทานความร้อนดี ชว่ ยให้บ้านเย็นสบาย ไมร่ อ้ น แต่มกั เกบ็ ฝุ่น มคี วามยดื หยุ่นดี แต่จะเกิดริ้ว
รอยได้อยา่ งงา่ ยดาย ยับง่าย
21
รปู ที่ 2.13 ผ้าจากเส้นใยพืช
ทีม่ า http://oknation.nationtv.tv
- ผ้าจากเส้นใยสัตว์อาทิ เช่นผ้าไหม, ขนสัตว์ ฯลฯ เนื้อผ้าความยืดหยุ่น แต่ทนนำ้ ไมด่ ีโดนน้ำจะ
เปน็ รอยด่าง เกบ็ ความร้อน เก็บฝนุ่
รูปที่ 2.14 ผ้าจากใยสตั ว์
ท่มี า http://oknation.nationtv.tv
22
14.) ผา้ แจค๊ การ์ด (Jacquard)
เป็นชนิดผ้าทอลายในตัว เป็นผ้าที่เหมาะมากสำหรับทำผ้าม่าน เพราะลายในตัวดูสวยชัด และ
เวลาซัก สีจะไม่ตก ลายผ้าทอลึกลงไปในผ้า ทำให้ลายผ้าทนทาน สีไม่จางลงง่ายๆ ดูสวยคงเดิมในระยะ
ยาว ผ้าลายแจ็คการ์ดจะเป็นผ้าทอลายในตัว ไม่มีการใช้ระบบพิมพ์ลายหรือ “Printing” เพราะฉะนัน้ สี
ของดีไซน์ผา้ จะไม่ซีดหรอื จางลงเหมอื นผา้ พิมพ์ลาย
รูปที่ 2.15 ผ้าแจค๊ การ์ด (Jacquard)
ทมี่ า https://atmdecor.net
ผ้าทเี่ หมาะกับการตดั ผา้ ม่าน ควรเปน็ ชนดิ ผ้าทไี่ มย่ บั งา่ ย ไม่เก็บฝุ่น ทนทาน เนื้อหนา และทง้ิ ตวั ดี
- ผ้าสำหรบั ทำผา้ ม่าน ควรมเี นอ้ื หนา น้ำหนักดี: เราจะสังเกตไดว้ ่า เวลาแขวนผา้ ม่านบนราง ผ้า
ทีม่ ีเนอ้ื เบาบางจะไมส่ ามารถรักษารูปทรงได้ดี ทำให้ผ้าม่านเย็บออกมาแลว้ ดไู ม่เขา้ รูป ไมม่ ที รง และทำให้
หน้าตาบ้านดไู ม่มเี กรด ทงั้ ๆที่ใชผ้ า้ เน้อื แพงคณุ ภาพสูง เพราะฉะนนั้ ผา้ ทีม่ เี นอ้ื เบาบางจะไมเ่ หมาะกับการ
ใชต้ ัดเย็บผ้ามา่ น ควรเลอื กเน้อื ผา้ ท่ถี ักทออยา่ งแน่นหนา มนี ้ำหนักมาก และท้ิงตัวดี
- ผา้ สำหรบั ทำผ้าม่าน ควรไม่เก็บฝ่นุ : ผา้ ทีอ่ มฝุ่นจะไมเ่ หมาะกบั การตัดเยบ็ ผา้ ม่าน เพราะผา้ ม่าน
เป็นสิ่งประดับบ้านที่ไม่ซกั บ่อยครั้ง ไม่เหมือนเสื้อผา้ ที่จะต้องซักเป็นประจำ การทำความสะอาดผ้าม่าน
จะใช้วธิ ีปัดฝุ่นเล็กน้อยเปน็ พอ เพียงแค่ปดั ผ้าม่านเป็นประจำกพ็ อท่ีจะทำให้ผ้าม่านดูสวยและใหม่ น่ันคือ
ถา้ เราเลือกผ้ามา่ นทไี่ ม่จบั ฝนุ่ อย่างเช่น ผ้าโพลเี ย็สเตอรแ์ ละซาติน แต่ถา้ เลอื กใช้ผา้ แบบอมฝุน่ อย่างเช่น
23
ผ้ากำมะหยีห่ รือผ้าฝ้าย เนื้อผ้าจะเก็บฝุน่ มาก ทำให้เวลาปัดฝุน่ แล้ว ถ้าไม่ระมดั ระวัง อาจเปื้อนผ้าได้ ทำ
ให้ผ้าม่านดูสกปรกเลอะและไม่สวยงามเหมือนตอนที่ซื้อใหม่ เพราะฉะนั้น ควรเลือกชนิดของผ้าที่ไม่เกบ็
ฝุน่ เพอ่ื ให้ผ้ามา่ นดสู วยใหมไ่ ด้ในเวลานาน และช่วยรักษาภาพลกั ษณ์และหนา้ ตาบา้ นไดใ้ นระยะยาว
- ผ้าสำหรับทำผ้าม่าน ควรมีความทนทาน สีไม่ซีด: การซื้อผ้าม่านเป็นการลงทุนในระยะยาว
เพราะฉะน้ัน เนือ้ ผา้ ท่ใี ช้ในการตัดเย็บผ้าม่านควรมีคุณสมบัติที่ทนทาน สามารถทนแสงแดดได้โดยที่สีไม่
ซีด ไม่จาง ไม่เปื่อย และมีเนื้อผ้าที่ไม่แตกหรือแยกออกเวลาถูกยืดตึง เราแนะนำผ้าม่านที่ถักทอด้วย
เส้นด้าย High Density Black Yarn ซึ่งเป็นชนิดเส้นด้ายที่มีคุณสมบัติป้องกันแสง UV ผ้าชนิดนี้จะทน
แสงแดด ความร้อน และรังสี UV ดกี ว่าผา้ ม่านปกติ
- ผ้าม่านกนั UV กนั แสงแดด ความรอ้ น และรังส:ี เพอื่ ใหไ้ ดผ้ า้ มา่ นที่ดีทส่ี ุด เราแนะนำผา้ ม่านกัน
UV ทม่ี เี กรดหนาพิเศษ เน้ือผา้ กนั UV ทด่ี ีควรมคี วามนุ่มและความฟู เพอ่ื ให้มพี ืน้ ผิว Surface Area มาก
ขึ้นสำหรับซับรังสี Ultraviolet เนื้อผ้าที่มีความหนาและฟูจะป้องกันความร้อนและแสงแดดได้ดีกว่า
ผ้ามา่ นกนั UV เน้ือบางๆ กรอบๆ อยา่ งไรก็ตาม ผา้ มา่ นท่ีถกั ทอดว้ ยเส้นด้ายที่มีคุณสมบัติปอ้ งกนั แสง UV
จะทนทานและต่อต้านแสงแดดได้ดีกว่าผ้าม่านแบบธรรมดาทั่วไป ที่ไม่ได้ถกั ทอด้วยเส้นดา้ ยป้องกนั แสง
UV
- ผ้าสำหรับทำผ้าม่าน ควรเป็นผ้าที่มีเนื้อนุ่มต่อสัมผัส: ผ้าม่านที่มีเนื้อนุ่ม จะทำให้ผ้าม่านดูภูมิ
ฐาน มีคลาส ผ้าที่มีเนื้อกรอบ จะทำให้ผ้าม่านดูขาดความนุ่มนวล เราจะสังเกตได้ว่าสถานที่แห่งความ
High Class และ Luxury อย่างเชน่ โรงแรม 5 ดาว หรือ รสี อร์ทหรูๆ จะเลือกใช้ผา้ มา่ นที่มีความนุม่ พิเศษ
เวลาได้สัมผัสผ้าม่านแล้วจะรู้สึกถึงความนุ่มฟูของเนื้อผ้า คุณสมบัติความหนานุ่มของผ้าม่าน เป็นการ
สะทอ้ นถงึ รสนยิ มและเกรดของโรงแรม ผ้าม่านกนั UV จะมีหลายเกรด หลายคณุ ภาพ มที ้ังแบบเน้อื กรอบ
บางและแบบหนานุ่ม เพื่อให้ยกระดับเกรดและความสวยงามของบ้าน เราแนะนำให้เลือกผ้าม่านกัน UV
แบบรุ่นหนานุ่มพิเศษ การเลือกผ้าม่านกัน UV ชนิดเนื้อหนานุ่มพิเศษจะได้ผลประโยชน์ในเรื่องของ
คุณภาพและความสวยงาม ทำใหบ้ ้านดูเรียบหรู มคี ลาส
- ผ้าสำหรับทำผา้ ม่าน ควรเปน็ ผา้ ทมี่ ีหน้ากว้างพิเศษ: ผ้าทีม่ หี นา้ กวา้ งอย่างน้อย 2.40 เมตร ขึ้น
ไปจะทำให้สามารถตัดเย็บผา้ ม่านแบบไร้รอยต่อ เพราะเราจะสามารถใช้หน้ากว้างของผ้าเป็นส่วนสูงของ
ผา้ ม่านได้ โดยท่ไี มจ่ ำเปน็ ตอ้ งตัดผ้ามาต่อกนั เป็นชิน้ ๆเหมือนผ้าหนา้ กว้างปกติ การวางผ้าแบบน้ี จะทำให้
การตดั เย็บง่ายและสะดวกยิง่ ข้นึ เพราะเราสามารถตัดผ้ามา่ นยาวเท่าไหร่ก็ได้ โดยทไี่ ม่ต้องต่อผ้าแต่อย่าง
ใด ในขณะเดียวกัน ผ้าม่านท่ีตดั เย็บแบบไร้รอยต่อเปน็ ทีน่ ิยมอย่างยิ่งในปัจจุบัน เพราะเปน็ การยกระดบั
24
ความสวยงาม ความหรู และเกรดของบ้าน ถ้าเลือกตัดเย็บแบบผ้าหน้ากว้างปกติ อย่างเช่น หน้า 1.20
เมตร หรือ 1.50 เมตร ช่างเยบ็ ผ้าม่านจะต้องซอ่ นรอยตอ่ ระหว่างลอนของผ้าม่าน ในกรณีเลือกใช้ผ้าม่าน
แบบมีลวดลาย ช่างเย็บผ้าม่านจะต้องต่อผ้าตามดีไซน์ผ้าให้สอดคล้องกันอย่างลงตัวด้วยเช่นกัน ทำให้
ขนั้ ตอนการตดั เย็บมากและยากขึน้ เพราะเหตุผลน้ี ผา้ ทม่ี ีหนา้ กว้างพิเศษจึงเป็นท่ีนิยมอย่างย่ิง ท้งั ๆท่เี ป็น
รุ่นมาใหม่และพึ่งนำเข้ามาค้าขายในตลาดผ้าม่านไทยในระยะ 10 ปี ที่ผ่านมา แต่ก็กลายเป็นชนิดผ้าทำ
ผ้าม่านที่นิยมมากกว่าผ้าหน้ากว้าง 1.50 เมตร (60 นิ้ว) ไปแล้ว เพราะผลประโยชน์และข้อได้เปรียบท่ี
ชัดเจนในเรอื่ งของความสวยงามและความสะดวกในการตดั เยบ็ ผ้ามา่ น
2.3 ความรเู้ กยี่ วกบั รปู แบบผา้ มา่ น
1.) มา่ นจีบ
เป็นม่านรูปแบบมาตรฐานที่ทุกบ้านนิยมเลือกใช้กันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพราะม่าน
รูปแบบนี้สามารถเข้ากันได้กับห้องทั่ว ๆ ไปได้แทบจะทุกสไตล์ ลักษณะของม่านจีบ จะมีการจับจีบที่
ผ้าม่านด้านบน เป็นจีบ 3 จีบ ทำให้ผ้าม่านมีลอนสวยงาม และสามารถติดผ้าได้ 2 ชั้นคือม่านโปร่งและ
มา่ นทบึ หากบานหน้าตา่ งหรอื ประตยู ิง่ เปน็ บานใหญ่และสงู แล้วเลอื กตดิ มา่ นจบี จะยงิ่ ทำให้ห้องนั้นดูสวย
หรู อลงั การ หรือหากตอ้ งการใหห้ อ้ งน้ันมีอารมณ์รว่ มสมยั เรียบหรู และดูเรยี บร้อย ให้ทำรางมา่ นซอ่ นบน
ฝ้าเพดานได้
รูปที่ 2.16 มา่ นจีบ
ทม่ี า https://www.bloggang.com
25
2.) มา่ นตาไก่
สำหรับคนที่เน้นความทันสมยั ไม่ตกเทรนด์ ออกแบบบ้านสไตล์โมเดริ น์ แนะนำใหเ้ ลอื กติดม่าน
ตาไก่ ลักษณะของม่านรปู แบบน้ี จะโชวร์ างมา่ นชดั เจน โดยสามารถเลือกแบบรางม่าน และหัวรางให้เข้า
กับสไตล์ของห้องได้ สว่ นผ้ามา่ นท่ีได้จากการสอดผา่ นหว่ งตาไก่ จะได้ลอนท่ีดพู รวิ้ ไหว สวยงาม เพ่ิมมิติให้
ห้องดูมเี สนห่ ม์ ากข้ึน
รูปที่ 2.17 มา่ นตาไก่
ทีม่ า http://www.p-pluscurtain.com
3.) ม่านหูกระเชา้
ม่านรปู แบบน้ีจะใหอ้ ารมณ์เก๋ ๆ สนกุ สนาน เปน็ กันเอง จึงเหมาะกับห้องนงั่ เล่นหรือหอ้ งนอน แต่
ไมเ่ หมาะท่จี ะเลือกใชก้ ับห้องหรอื สถานท่ีทเี่ ปน็ ทางการ จดุ เด่นของมา่ นหกู ระเช้า คือ หูแขวนรางม่าน จะ
ให้อารมณ์นา่ รกั และเก๋ ม่านหกู ระเช้าเป็นมา่ นรปู แบบเดียวท่ีใช้ผ้าเปน็ ตัวคลอ้ งรางแทนหว่ งม่าน เวลารูด
เปิด-ปิดผ้าม่านอาจไม่ค่อยคล่องเหมือนรางชนิดอืน่ เพราะผ้าทีเ่ ป็นหแู ขวนสัมผัสกับรางม่านโดยตรง จะ
ทำใหม้ ีความฝืด แตก่ ็ถอดซกั ได้งา่ ย
26
รปู ท่ี 2.18 มา่ นหกู ระเชา้
ทม่ี า https://www.officemate.co.th
4.) มา่ นลอน
ลกั ษณะของม่านลอน ผสมผสานระหวา่ งมา่ นตาไก่ และม่านจบี เข้าไวด้ ว้ ยกนั โดยลักษณะของผา้
จะเปน็ ลอนพับไปมา คล้ายม่านตาไก่ แต่ไม่มีการเจาะหว่ งทด่ี า้ นบนผ้าม่าน จะถกู ล็อคผ้าม่านให้เป็นลอน
คลา้ ยม่านจีบแทน มา่ นรปู แบบน้ีเหมาะกับการตกแตง่ บ้านสไตลม์ นิ มิ อล การจัดบ้านแบบเรยี บงา่ ย สบาย
ๆ แต่ยังคงเรยี บหรแู ละดดู ี ไม่เบอ่ื งา่ ย เนือ่ งจากบรเิ วณหัวผา้ ม่านจะไม่มีการจับจีบ และปล่อยหวั ผ้ามา่ น
ให้เปน็ ลอนโค้งอสิ ระไปจนสุดปลายผ้า จงึ ดูเป็นระเบียบเรียบรอ้ ย สบายตา และทำใหร้ สู้ ึกผ่อนคลาย
รูปที่ 2.19 ม่านลอน
ท่ีมา https://www.baanandbeyond.com
27
5.) มา่ นมว้ น
ด้วยความที่ม่านมว้ นมรี ูปแบบท่ีทันสมัย และลักษณะพเิ ศษของม่านคอื เป็นผา้ ผนื ใหญท่ ่สี ามารถ
ม้วนเกบ็ ไดอ้ ยา่ งมดิ ชิดเรียบร้อย ทำใหป้ ระหยดั พ้ืนท่ี อกี ทั้งยังเปน็ มา่ นท่ไี มเ่ กบ็ ฝ่นุ ทำความสะอาดได้งา่ ย
จงึ อยากแนะนำให้คนท่ตี กแต่งบ้านสไตล์โมเดิร์น ออฟฟิตสำนกั งาน หรอื ร้านคา้ ทตี่ อ้ งการความเปน็
สมยั ใหมเ่ ลอื กมา่ นชนดิ น้ีไปตดิ ตงั้ ไดค้ ่ะ ซึ่งม่านมว้ นกจ็ ะมใี หเ้ ลือกอีก 3 แบบด้วยกัน คอื แบบทบึ แสง
(Blackout) สามารถกันแสงไดถ้ ึง 90-100 % ชว่ ยสรา้ งความเป็นสว่ นตัวไดม้ าก แบบกรองแสง
(Sunscreen) แสงสามารถสอ่ งผ่านได้บ้าง และตอนกลางวนั คนทอ่ี ยูภ่ ายในจะเห็นววิ ภายนอกได้ แตค่ น
ภายนอกจะมองไม่เหน็ ภายใน ส่วนในเวลากลางคนื จะตรงกันขา้ มกนั แบบสุดท้ายแบบโปรง่ แสง
(Dimout) แสงผ่านได้ แตท่ ัง้ ภายในและภายนอกจะไม่สามารถมองเห็นกันได้
รูปที่ 2.20 ม่านม้วน
ท่ีมา https://nocnoc.com
6.) ม่านพับ
ม่านรปู แบบนี้ เหมาะกับหน้าต่างบานแคบ หรอื หนา้ ตา่ งบานเล็กท่ีติดกันหลายบาน เพราะจะได้
เลอื กบานเปิดม่านได้ ไม่ต้องเปิดท้ังหมด ม่านพับจะคล้ายกับม่านมว้ น คอื เมอ่ื ตอ้ งการเปิดมา่ น ให้ดึงรอก
ใหผ้ า้ ม่านเก็บข้นึ ไปดา้ นบน ม่านมว้ น ผ้าก็จะมว้ นขึ้นไปดา้ นบน ส่วนม่านพับ ผา้ จะพับข้นึ ไปเปน็ ช้ัน ๆ
28
เรยี งซ้อนกนั ขึ้นไป ม่านมว้ นและม่านพับจะแตกต่างกนั ท่ีสไตล์ ม่านม้วนจะออกไปทางโมเดริ ์นแบบเรยี บ
ง่าย แต่ม่านพับจะเป็นโมเดริ ์นแบบเรยี บหรู
รปู ที่ 2.21 ม่านพับ
ท่มี า https://www.infinitydesign.in.th
7.) มลู ่ี
มีทัง้ แบบทเ่ี ป็นไม้ และอลูมิเนยี ม แตใ่ น 2 แบบนี้ กจ็ ะมีชนดิ ของไม้และอลูมิเนยี มใหเ้ ลือกตาม
ความต้องการอกี ซึ่งแบบไม้จะให้ความรู้สึกอบอุน่ ส่วนแบบอลมู ิเนียมจะให้ความรู้สึกโมเดิร์นกวา่ ในเร่อื ง
ของคณุ สมบัติ มลู่ ่ีแตกต่างจากม่านแบบอ่ืน ๆ คือ สามารถปรบั แสง โดยการปรับบานเขา้ หรอื ออก เพื่อให้
ได้ทิศทางหรือขนาดช่องแสงตามตอ้ งการ นิยมใชใ้ นบรเิ วณทีไ่ ม่สามารถใชผ้ ้าม่านได้ เช่น ห้องน้ำโซนเปียก
และห้องครวั ท่ีต้องมีคราบน้ำมนั เพราะสามารถทำความสะอาดไดง้ ่าย และไม่ต้องกงั วลเรอื่ งความเปียก
ช้ืน หรือหากใครจะเลอื กมูล่ ่ีไปตกแตง่ ห้องอื่น ๆ ก็สามารถทำได้ มู่ลี่จะใหก้ ลิน่ อายความเป็นเอเชียและ
ความโมเดริ ์นผสมผสานกนั อยูอ่ ยา่ งลงตัว รับรองวา่ บ้านคณุ จะดดู ี มีสไตล์แน่นอน
29
รปู ท่ี 2.22 มลู ่ี
ทม่ี า https://productnation.co
8.) ม่านหลยุ ส์ (Louise curtains Design)
จะบ่งบอกถึงรสนิยมของเจา้ ของบ้านว่าต้องการความหรหู รา มีระดับ ซ่ึงมีรูปแบบหลากหลายให้
เลือกมีท้งั ชนิดใสช่ ายครยุ มีพู่หรือ อะครลิ คิ ทท่ี ำเป็นแบบครสิ ตัลหอ้ ยระย้า หรือสไตลเ์ รยี บๆ และใชผ้ ้า
แตง่ ทโู ทนพาดกับรางโชวส์ วย ๆ ซง่ึ มมี ากมายให้เลือก แต่ข้อเสยี ของม่านหลยุ สค์ ือดูแลรกั ษายาก และเกบ็
ฝุน่
รปู ที่ 2.23 มา่ นหลุยส์(Louise curtains Design)
ทม่ี า https://atmdecor.blogspot.com
30
9.) มา่ นไม้ไผ่
มา่ นไม้ไผ่มีสองชนดิ ไดแ้ ก่
- มา่ นไมไ้ ผแ่ บบพบั ลักษณะเดน่ ของมา่ นคือ รูปแบบจะคล้ายกับมา่ นพบั ที่ทำจากผา้ เมอ่ื ดึงเปดิ
มา่ นตวั ไม้ไผ่ จะเรยี งตวั เป็นชิ้นๆขึน้ ไป และเมอ่ื ดงึ ปิดม่าน ตวั ไมไ่ ผ่จะเป็นแผ่นเรียงตรง ท่ีแตกตา่ งกันคอื
มา่ นไมไ้ ผ่ จะมีนหน้าม้าอยู่ด้านหนา้
ของตวั มา่ น การใชง้ านก็ทำไดง้ ่าย คอื เม่อื ดงึ มา่ นขึ้น หากตอ้ งการให้ม่านหยุดทำงาน ทำไดโ้ ดยการเอียง
เชอื ก ให้หันออกทิศของตวั มา่ น และหากตอ้ งการปลดลอ็ ค ก็เองี เชือกเข้าสุ่ตัวม่าน และคอ่ ยๆผ่อนเชอื ก
ให้ตวั ม่านคอ่ ยๆไหลลงมา
- มา่ นไมไ้ ผ่แบบมว้ น เปน็ มา่ นทผี่ ลดิ จากวัสดจุ ากธรรมชาติ 90% นยิ มใช้ในสถานท่ี ทเี่ นน้ ความ
เปน็ ธรรมชาติ ม่านไมไ้ ผแ่ บบมว้ นน้ี เมื่อดงึ ตวั มา่ นขึ้นเกบ็ จะมีลกั ษณะเป็นมว้ นกลมๆอยดุ่ า้ นบน ในการใช้
งานลอ็ คและปลดล็อค
ตวั ม่านจะเหมือนม่านพับไม้ไผ่
สรุป ม่านไม้ไผ่ เป็นมา่ นท่ีผลิดจากธรรมชาติ ทำจากไม้ไผค่ ุณภาพดี มีความหนาแน่ ยือหยุ่นสงุ และใช้เทค
โนโรยีในการจำกดั ปลวก มอด แมลง มอี ายกุ ารใช้งานนาน เหมาะกับการตกแต่งบา้ น ทต่ี ้องการความเป็บ
ธรรมชาตสิ ุง
รูปที่ 2.24 ม่านไมไ้ ผ่แบบพับ
ที่มา https://www.phuketmoderncurtain.com
31
รปู ที่ 2.25 มา่ นไม้ไผ่แบบมว้ น
ท่มี า https://www.phuketmoderncurtain.com
2.4 แนวคดิ และทฤษฎคี วามพงึ พอใจ
อุทัย พรรณสุดใจ (2545) ได้กล่าวถึง ความพึงพอใจว่า เป็นความรู้สึกรักชอบยินดีเตม็ ใจ หรือมี
เจตคติที่ดีของบุคคลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความพอใจจะเกิดเมื่อได้รับตอบสนองความต้องการ ทั้ง ด้านวัตถุ
และด้านจิตใจ ความพึงพอใจเปน็ เร่อื งเก่ียวกับอารมณ์ ความรสู้ ึก และทศั นะของบุคคล อัน เนื่องมาจาก
สิ่งเรา้ และสงิ่ จงู ใจ โดยอาจเป็นไปในเชิงประเมินค่า วา่ ความรูส้ ึกหรอื ทัศนคตติ อ่ ส่งิ เหล่านัน้ เป็นไปในทาง
ลบหรือบวก
ราชบัณฑิตสถาน (2546) ไดก้ ลา่ วถงึ ความหมายของคำว่า ความพึงพอใจ ดงั นี้ คำว่า “พงึ ” เป็น
คำกรยิ าอ่ืน หมายความวา่ ยอมตาม เชน่ พงึ ใจ และคำวา่ “พอใจ” หมายถงึ สมชอบ ชอบใจ
กชกร เป้าสุวรรณ และคณะ (2550) ได้กล่าวถึง ความหมายของความพึงพอใจว่า ส่ิงที่ควรจะ
เป็นไปตามความต้องการ ความพึงพอใจเป็นผลของการแสดงออกของทัศนคติของบุคคลอีกรูปแบบหนงึ่
ซึ่งเปน็ ความรู้สึกเอนเอียงของจิตใจท่ีมีประสบการณ์ที่มนุษย์เราได้รับอาจจะมากหรือน้อยกไ็ ด้ และเปน็
ความรู้สึกที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นไปได้ทั้งทางบวกและทางลบ แต่ก็เมื่อได้สิ่งนั้นสามารถตอบสนอง
ความตอ้ งการ หรือทำใหบ้ รรลุจดุ มงุ่ หมายได้ กจ็ ะเกดิ ความรู้สึกบวก เป็นความรสู้ กึ ที่พงึ พอใจ แต่ในทาง
ตรงกันขา้ ม ถ้าส่ิงนน้ั สรา้ งความรสู้ ึกผิดหวัง ก็จะทำใหเ้ กดิ ความรู้สึกทางลบ เปน็ ความร้สู ึกไมพ่ ึงพอใจ
32
Applewhite (1965) ได้กล่าวถึง ความพึงพอใจ เป็นความรู้สึกส่วนตัวของบุคคลในการ
ปฏิบัติงาน ซึ่งรวมไปถึงความพึงพอใจเป็นความรู้สึกส่วนตัวของบุคคลในการปฏิบัติงาน ซึ่งรวมไป ถึง
ความพึงพอใจในสภาพแวดล้อมทางกายภาพด้วย การมีความสุขที่ทำงานร่วมกับคนอื่นที่เข้ากัน ได้มี
ทัศนคติทดี่ ตี ่องานดว้ ย
Good (1973) ได้กลา่ วถึง ความพึงพอใจ หมายถงึ สภาพหรือระดบั ความพงึ พอใจที่เปน็ ผลมาจาก
ความสนใจ และเจตคตขิ องบคุ คลทีม่ ตี อ่ งาน
ดิเรกฤกษห์ รา่ ย (2528) ไดก้ ลา่ วว่าความพงึ พอใจ หมายถึง ทศั นคติทางบวกของบุคคลที่มี
ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นความรูส้ ึกหรอื ทศั นคติที่ดีต่องานท่ีทำของบุคคลที่มีตอ่ งานในทางบวก ความสุขของ
บุคคลอันเกดิ จากการปฏิบัตงิ านและได้รบั ผลเป็นทีพ่ งึ พอใจ ทำให้บคุ คลเกดิ ความกระตอื รือรน้ มคี วามสุข
ความมุง่ มั่นทจ่ี ะทำงาน มีขวญั และมกี ำลงั ใจ มคี วามผกู พันกบั หน่วยงาน มีความภาคภูมิใจในความสำเร็จ
ของงานที่ทำ และสิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อประสิทธิภาพแลประสิทธิผลในการทำงาน ส่งผลต่อถึง
ความก้าวหน้าและความสำเร็จขององคก์ ารอกี ดว้ ย
สนิท เหลืองบุตรนาค(2529) ได้ให้ความหมายความพึงพอใจ หมายถึง ท่าทีความรู้สึก ความ
คิดเห็นที่มีผลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งภายหลังจากที่ได้รับประสบการณ์ในสิ่งนั้นมาแล้วในลักษณะทางบวกคือ
พอใจ นิยม ชอบ สนับสนุนหรือมีเจตคติที่ดีต่อบุคคลเมื่อได้รับตอบสนองความต้องการในทางเดียวกัน
หากไม่ไดร้ ับการตอบสนองตามความต้องการจะเกดิ ความไมพ่ อใจเกดิ ขนึ้
ชรนิ ีเดชจินดา (2535) กล่าวว่าความพงึ พอใจ หมายถงึ ความรสู้ กึ นึกคดิ หรอื ทัศนคติของบคุ คลท่ีมี
ต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ความรู้สึกพอใจจะเกิดขึ้นเมื่อความต้องการของบุคคลได้รับการ
ตอบสนองหรอื บรรลุจดุ ม่งุ หมายในระดบั หน่ึง ความรูส้ ึกดงั กลา่ วจะลดลงและไมเ่ กิดขน้ึ หากความต้องการ
หรอื จุดม่งุ หมายนนั้ ไมไ่ ดร้ บั การตอบสนอง
จารุภีชินะพงศ์ไพศาล (2550) กล่าววา่ ความพงึ พอใจ หมายถึงความรสู้ ึกหรอื ทัศนคติของบุคคลท่ี
มตี อ่ สง่ิ ใดสง่ิ หนึ่งหรอื ปจั จัยตา่ ง ๆ ทีเ่ กี่ยวขอ้ งกับความรู้สึกพงึ พอใจจะเกดิ ข้นึ เมื่อความต้องการของบุคคล
ได้รบั การตอบสนองหรอื บรรลุตามจุดมุ่งหมายในระดบั หน่งึ ความร้สู ึกดังกลา่ วจะลดลง หรือไม่เกดิ ขึ้นหาก
ความต้องการ หรือจุดหมายนั้นไม่ได้รับการตอบสนอง ทั้งนี้เมื่อผู้ประกอบได้รับการตอบสนองต่อความ
ตอ้ งการหรอื วัตถปุ ระสงค์ในการซ้ือแล้วมกั จะเกดิ ความพึงพอใจตอ่ สนิ คา้ และบริการนั้น
แนวความคดิ เก่ียวกบั ความพงึ พอใจ
33
ทฤษฏีเรื่องความพึงพอใจของลูกค้า (กฤษณารัตนพฤกษ์, 2548) ความพึงพอใจของลูกค้า
(Customer Satisfaction) คือการประเมินผลิตภัณฑ์หรือบริการว่าเป็นไปตามความต้องการและความ
คาดหวังหรือไม่หากไม่เป็นไปตามความต้องการและความคาดหวังแสดงว่าเกิ ดความไม่พอใจ
(Dissatisfaction) ในผลิตภัณฑ์และบริการนั้น ๆ และหากเป็นไปตามความต้องการและความคาดหวัง
แสดงว่าพอใจ (Satisfaction) คำว่าคุณภาพ (Quality) และความพอใจ (Satisfaction) อาจใช้แทนกันได้
แตใ่ นทางการตลาดบริการแล้วมีความแตกต่างกัน ความพึงพอใจโดยทั่วไปแล้วเป็นแนวคิดท่ีกว้างกว่าใน
ขณะที่คุณภาพของบริการเน้นเฉพาะด้านบริการ คือเป็นการประเมินการรับรู้ของลูกค้าในมิติเฉพาะด้าน
ของการบริการ ได้แก่ความเชือ่ ถือได้(Reliability) การตอบสนองลูกคา้ ทนั ท(ี Responsiveness) การทำให้
ลูกค้ามั่นใจ (Assurance) การเข้าใจลูกค้า (Empathy) และการเสนอสิ่งที่เป็นรูปธรรม (Tangibles)
ในขณะทคี่ วามพงึ พอใจของลูกค้าอาจได้รบั อิทธพิ ลจากการรับรูใ้ นคุณภาพของบริการ การรับรู้ในคุณภาพ
ของผลิตภณั ฑร์ าคา ปัจจยั สว่ นบุคคลของลูกค้า (อารมณ์ ความชอบ) และปจั จัยดา้ นสถานการณ์ (ดนิ ฟ้า
อากาศ) ดังน้ัน การรบั รู้ในคุณภาพของบรกิ ารจงึ เปน็ สว่ นหนงึ่ ของความพึงพอใจของลกู คา้
วิชัยเหลืองธรรมชาติ (2531) ได้ให้แนวความคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจว่าความพึงพอใจมีส่วน
เกยี่ วขอ้ งกับความตอ้ งการของมนษุ ยค์ อื ความพึงพอใจจะเกิดข้นึ ได้ก็ต่อเมอื่ ความต้องการของมนุษย์ได้รับ
การตอบสนอง ซ่งึ มนษุ ยไ์ มว่ ่าอยใู่ นที่ใดย่อมมีความตอ้ งการขั้นพ้นื ฐานไม่ต่างกนั
พิทักษ์ตรุษทิม (2538) กล่าวว่าความพึงพอใจเป็นเพียงปฏิกิริยาด้านความรู้สึกต่อสิ่งเร้าหรือสงิ่
กระต้นุ ทีแ่ สดงผลออกมาในลักษณะของผลลัพธ์สดุ ท้ายของกระบวนการประเมิน โดยบ่งบอกทิศทางของ
ผลการประเมนิ ว่าเป็นไปในลักษณะทิศทางบวกหรือทิศทางลบ หรือไม่มีปฏิกิรยิ าคือเฉย ๆ ต่อส่ิงเร้าหรือ
ส่งิ ท่ีมากระตุ้น
จากการศึกษาผู้วิจยั สรุปได้ว่า ความหมายของความพึงพอใจ คือความรู้สึกนึกคิด หรือ ทัศนคติ
ของบุคคลท่ีมีตอ่ สิง่ ใดส่ิงหนง่ึ สามารถเปน็ ไปในทางที่ดหี รอื ไม่ดี หรือในด้านบวกและดา้ นลบ ซึง่ จะเกิดข้ึน
ก็ตอ่ เมอ่ื ส่ิงน้ัน สามารถตอบสนองความต้องการแก่บคุ คลน้นั
2.5 ทฤษฎแี ละงานวจิ ัยทเี่ กี่ยวขอ้ ง
โครงการ ผา้ มา่ นประตูกนั แสง ผจู้ ัดทำโครงการได้ศกึ ษาคน้ คว้าบทความงานวจิ ัยที่เก่ียวขอ้ ง ดังน้ี
อิทธยิ า หอมหริ ญั หัวขอ้ “โครงการออกแบบฉากกัน้ บรรเทาความรอ้ นโดยใช้หลกั การทำงานและ
คุณสมบัติของน้ำ” อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร. จิรวัฒน์วงศ์ พันธุเศรษฐ์
34
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาการออกแบบและพัฒนาเครื่องเรือนประเภทฉากก้ัน โดยประยุกต์ใช้คุณสมบัติ
ของน้ำในการบรรเทาความร้อนภายในบ้านพักอาศยั ขนาดกลาง เปน็ การศึกษาคุณสมบัติของนำ้ ในรูปแบบ
ของการไหลท่ีแตกตา่ งกัน เพื่อหาคุณสมบัตกิ ารการแลกเปลย่ี นความร้อนที่ดีท่สี ุดน้ามาประยุกต์ใช้ในการ
ออกแบบฉากกั้นที่เหมาะสมกับบ้านพักอาศัยขนาดกลางและสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งาน จาก
การศกึ ษาวิเคราะห์ขอ้ มูลจากแหลง่ ขอ้ มูลเอกสารรูปแบบการประยกุ ต์ใช้คุณสมบตั ิของน้ำตั้งแตอ่ ดีตจนถึง
ปัจจุบันพบว่าน้ำมีคุณสมบัติในการแลกเปลี่ยนความร้อนได้ดีและมีความสอดคล้องกับสภาพอากาศใน
ประเทศไทยผลการศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการแลกเปลี่ยนความร้อนของน้ำ ในสภาวะ
ทดลองที่มีการใช้การไหลเวยี นของนำ้ ทตี่ า่ งกนั โดยใช้กลอ่ งทดลองจา้ นวน 5กลอ่ ง ผลการทดลองพบว่าน้ำ
ที่มีอุณหภูมิต่ำประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนความร้อนได้ดีที่สุด รองลงมาคือน้ำที่กระจายตัวเป็นหยด
การกระจายตัวของน้ำท้าให้เพิ่มคุณสมบัติการแลกเปลี่ยนความร้อนกับอากาศได้ดีเมื่อน้าคุณสมบัติ
ดังกล่าวมาท้าฉากกนั้ และท้าการวัดอณุ หภมู พิ บว่าอุณหภูมกิ ่อนเปดิ ระบบนำ้ กับหลังเปิดระบบน้ำอุณหภูมิ
ต่างกัน 2 องศา โดยอณุ หภูมินำ้ อยทู่ ่ี 16 องศาเซลเซยี สผวู้ ิจยั ได้พฒั นาผลงานจากการวิเคราะห์ข้อมูลจาก
การทดลองคุณสมบตั ิของนำ้ นำมาใช้
กลายเป็นเครื่องเรือนประเภทฉากกั้นที่มีลักษณะเด่นด้วยแนวคิดรูปทรงการไหลของน้ำจากการดัด
ลวดลายเพื่อสร้างสุนทรียะ คุณประโยชน์ทั้งทางด้านความสวยงามและการใช้งานในด้านการช่วยลด
อุณหภูมคิ วามร้อนภายในบ้านสรา้ งประสบการณใ์ หมใ่ นการพักผ่อน สามารถปรับเปล่ียนการจัดวางได้
มากกว่าหนง่ึ รูปแบบและปรับเปลย่ี นไดต้ ามความเหมาะสมของพ้นื ที่ใช้งาน
อภิรักษ์ งามนิวัฒนวงศ์ และ ยิ่งสวัสดิ์ ไชยะกุล หัวข้อ “การป้องกันความร้อนผ่านผนังกระจก
ของอาคาร” กระจกภายนอกอาคารเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความร้อนผ่านเข้าสู่ภายในอาคาร โดยการนำ
ความรอ้ นและการแผร่ ังสีความร้อน โดยเฉพาะเมอ่ื ไมม่ ีการปอ้ งกนั ความร้อนจากภายนอกอาคารเชน่ กัน
สาดการเลือกใชก้ ระจกทีม่ ีประสิทธิภาพ การตดิ ต้งั ฟลิ ม์ กรองแสง หรือการติดต้งั ผา้ ม่านบงั แดดชนดิ ต่าง ๆ
เป็นอีกแนวทางในการป้องกันความร้อนเข้าสู่ภายในอาคารผ่านผนังกระจกของอาคาร งานวิจัย นี้มี
วตั ถปุ ระสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการป้องกันความร้อนเข้าสูอ่ าคาร โดยศกึ ษาจากตวั แปรหลัก คอื ชนิดของ
กระจกหนา 6 มลิ ลเิ มตร ได้แก่ กระจกใส กระจกเขยี วใส กระจกชาดำ กระจกสะทอ้ นแสง และการติดต้ัง
ม่านเพ่ือป้องกันความรอ้ น ไดแ้ ก่ ผา้ ฝา้ ยทึบแสง ม่ลู ่ี PVC ม่าน UVและมา่ นกรองแสง ทำการศกึ ษาโดยใช้
กล่องทดลองขนาด0.90 x 0.90 x 0.90 เมตร จำนวน 5 กล่อง หันกระจกไปทางทิศใต้ทำการวัดค่า
อุณหภูมิผิวกระจกภายนอกกล่องทดลอง อุณหภูมิอากาศใกล้กระจกภายในกล่องทดลอง และอุณหภูมิ
35
อากาศที่กึ่งกลางกล่องทดลอง ผลการศึกษาพบว่า ในช่วงเวลากลางวัน 8:00 น. - 17:00 น. กระจก
สะทอ้ นแสงจะมปี ระสิทธภิ าพในการป้องกันความร้อนได้ดที ่ีสุด รองลงมาคือ กระจกชาดำ กระจกเขียวใส
และกระจกใส ตามลำดับ ส่วนในช่วงเวลากลางคืน 20:00 น. – 8:00 น.พบว่า กล่องกระจกทุกชนิดมี
อณุ หภูมิอากาศภายในกล่องทดลองใกล้เคียงกนั และผลการศกึ ษาเปรยี บเทียบการตดิ ต้ังม่านเพ่ือป้องกัน
ความรอ้ น ในช่วงเวลากลางวนั 8:00 น. - 17:00 น. พบวา่ ม่ลู ่ี PVC และผ้าฝา้ ยทึบแสงมีประสิทธิภาพใน
การป้องกันความรอ้ นได้ดีที่สุด รองลงมาคือ ม่าน UV และม่านกรองแสง ส่วนในช่วงเวลาเวลากลางคืน
20:00 น. – 8:00 น. พบวา่ กลอ่ งมา่ นทกุ ชนิดมอี ณุ หภมู ิอากาศภายในกล่องทดลองใกลเ้ คียงกัน
นายอภิวัฒน์ ไตรจกั ร และ นางสาวรุ่งทวิ าเกยรู หัวขอ้ “ผ้าม่านอัตโนมัต” ครง้ั นี้ มีวัตถุประสงค์
เพ่อื ศกึ ษาการทํางานของระบบ Android ใชร้ ะบบ Android ควบคมุ การเลื่อนปิดเปิดประตู และควบคุม
การปิดและเปิดในการเลื่อนผ้าม่าน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ คณะครูอาจารย์ นักเรียน
นักศึกษา ระดบั ประกาศนยี บตั รวิชาชีพและระดับประกาศนยี บัตรวชิ าชีพช้ันสงู วิทยาลัยเทคนิคสระบรุ ี ปี
การศึกษา 2558 จํานวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการดําเนินงาน คือ ผ้าม่านอัตโนมัติที่ทํางานโดย
โปรแกรม Android และแบบประเมินความพึงพอใจ มีต่อชิ้นงานและการใช้งาน ผ้าม่านอัตโนมัติด้วย
ระบบ Android วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย
พบว่าผลการทดสอบของผ้าม่านอัตโนมัติที่ควบคุมด้วยเซ็นเซอร์แสง ในภาพรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (
X=4.56, SD.=0.64) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง และส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา ผู้ตอบ
แบบสอบถามส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อการใช้ผ้าม่านอัตโนมัติเฉลี่ยในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (
X=4.50, SD. 0.43) ประกอบด้วย ผ้าม่านอัตโนมัติสามารถอํานวยความสะดวกได้ รองลงมาผ้าม่าน
อัตโนมัติสามารถเปิด-ปิด ด้วยรีโมทคอนโทรลได้สามารถนําผ้าม่านอัตโนมัติไปใช้ในชีวิตประจําวันได้
รปู ร่างของผ้าม่านอัตโนมัติมีความทนั สมัยและรปู ร่างของผ้าม่านอัตโนมัติมีความสวยงามอยู่ในระดับมาก
ตามลําดับ มีข้อเสนอแนะและแนวทางในการพัฒนาดังนี้ควรศึกษาข้อมูลก่อนนํามาใช้งานควรสร้าง
รปู แบบที่ไม่ใหญ่ จนเกินไปควรตกแต่งใหส้ วยงามและดนู ่าใช้ยิ่งข้ึน
นายสุทธิพงษ์ สิงหา นางสาวทิพเนตร พรมเวียง และนางสาวชุติกาญจน์ บัวนาค หัวข้อ “เปิด-
ปดิ ผ้ามา่ นด้วยมือถือและความเข้มของแสง” จากการศึกษาการพฒั นาการเปิด-ปิดผา้ มา่ นด้วยมือถือและ
ความเขม้ ของแสงมวี ัตถปุ ระสงค์เพือ่ ออกแบบ ประดิษฐ์ และทดสอบประสทิ ธิภาพของการเปดิ -ปิดผ้าม่าน
ดว้ ยมอื ถอื และความเข้มของแสงพบว่า จากการพัฒนาระบบเปดิ -ปดิ ผ้าม่านผ่านมือถือและความเข้มแสง
โดยใช้หลักการทำงาน คือ ถ้ากดสวิตช์ที่ 1 บอร์ด KIDBRIGHT จะประมวณผลและสง่ ค่าให้มอเตอรห์ มุน
36
เปิดผ้าม่าน ถา้ กดสวติ ช์ที่ 2 บอรด์ KIDBRIGHT จะประมวณผลและสง่ คา่ ให้มอเตอร์หมุนปิดผ้ามา่ น แตถ่ า้
กดสวิตช์ที่ 1 และสวิตช์ท่ี 2 พร้อมกันบอร์ด KIDBRIGHT จะประมวณผลโดยจะวัดค่าความเข้มของของ
แสง คอื ถ้าแสงมากกว่า 50 ลูเมน ผา้ มา่ นจะเปิด แตถ่ ้าแสงนอ้ ยกว่าหรอื เทา่ กบั 50 ลูเมน ผ้าม่านจะปิด
จากการพัฒนาระบบเปิด - ปิดผ้าม่านผ่านมือถือและความเข้มแสง จะพัฒนาโดยการใช้โปรแกรม
kidbright IDE ในการเขียนชุดคำสั่งด้วยคอมพิวเตอร์ลงบอร์ด kidbright ชุดคำสั่งแบบ block-
structured programming คือจะใช้การลากกล่องข้อความหรือบล็อกคำสั่ง มาวางต่อกัน (Drag and
Drop) จากนั้นโปรแกรมจะทำงานแปลงภาษา ที่เรียกว่าการ compile เพื่อให้ได้เปน็ โค้ดการทำงานทีใ่ ช้
กับโปรเซสเซอร์ ESP 32 ที่อยู่บนบอร์ด ซึ่งในการพัฒนาระบบเปดิ - ปิดผ้าม่านผ่านมือถือและความเข้ม
แสง จะมีลกั ษณะเดน่ คอื สามารถใช้งานได้ง่าย ไม่ซบั ซอ้ น
น.ส. รวิสรา คำคม น.ส. นันทัชพร อัศวเลิศกุล น.ส.เมธาวลัย เผื่อนละมุด น.ส. อริสา เอกสกุล
ทรัพย์ และน.ส. วรชั ยา โกกลิ ะนนั ท์ หวั ข้อ “ระบบการเปิด-ปดิ ม่านอัตโนมัติ (Automatic curtains)” นี้
มีวัตถุประสงค์คือ เพื่อสร้างม่านอัจฉริยะสามารถปิด-เปิด ได้เองอัตโนมัติตามปริมาณแสงที่กำหนด
กลมุ่ เปา้ หมาย คือ บ้านพักอาศยั ทีม่ ผี ู้สงู อายุ หรือผู้ป่วยตดิ เตยี ง
ระบบเปิด-ปดิ ม่านอัตโนมัติ (Automatic curtains) ประกอบด้วยเซนเซอรแ์ สง มอเตอรก์ ระแสตรง บอร์ด
ขับ DC มอเตอร์ และเมกเกอร์เพลย์กราวน์เบรดบอร์ด และใช้ซอฟต์แวร์เมกเกอร์เพลย์กราวน์ ในการ
เขียนโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์ หลักการทำงานคือ หากเซ็นเซอร์แสง ( Light Sensor) พบว่ามีแสงมาก
เกินไป (มีค่าระหว่าง 50% -100%) เมกเกอร์เพลย์กราวน์เบรดบอร์ดจะเปิดตัว DC มอเตอร์ เพื่อขับ
สายพานเพื่อให้ม่านปิดเข้าหากันเพื่อบังแสงได้ และหากบริเวณนั้นไม่มีแสง (มีค่าระหว่าง 0% - 49%)
ม่านก็จะสั่งให้มอเตอร์ DC หมุนในทิศทางทางตรงข้ามเพื่อเปิดม่านออก การดำเนินการสร้างระบบ
อินเตอร์เน็ต จะดำเนินการใน 4 ส่วนคือ ส่วนที่1วิเคราะหป์ ัญหาหรือความตอ้ งการและรายละเอียดของ
ปัญหา หรือความตอ้ งการโดยรู้สาเหตุทแี่ น่ชดั และเป็นเหตเุ ป็นผล ส่วนที่ 2 การศึกษาวสั ดทุ ี่นำไปสร้าง หา
ขอ้ มลู เกย่ี วกบั วสั ดุอปุ กรณ์ที่ใชใ้ ห้ครบถ้วนรวมถึงเปรียบเทยี บราคาและคุณภาพใน แต่ละร้านเพ่ือหาร้าน
ที่จำหนา่ ยในราคาทีเ่ หมาะสมคุณภาพของดีท่ีสดุ สว่ นที่ 3 การศึกษาระบบของม่าน มเิ ตอร์ และสายพาน
หาข้อมูลว่าจะสามารถนำมาตอ่ วงจรได้อยา่ งไร ให้ถูกต้องและรวดเรว็ ท่ีสุด ส่วนที่4 เป็นการต่อวงจร ซ่ึง
การดำเนนิ งานทัง้ 4 สว่ น ปฎิบัตงิ านตามกระบวนการเทคโนโลยีประกอบกบั การทำโครงงานนีม้ กี ารสร้าง
แบบจำลองผา้ มา่ นมาซง่ึ มีขนาดความกว้างเท่ากับความกว้างในระดบั หนา้ ต่างหนงึ่ บานเลก็ ตดิ ตัง้ มอเตอร์
ให้เชื่อมกับสายพานและใช้แบตเตอรี่ในการจ่ายไฟให้ระบบเริ่มทำงานได้ ผลการดำเนินานพบว่า ระบบ
37
เปิด-ปิดม่านอตั โนมัติสามารถมอบประโยชน์แก่ผูอ้ ่ืนได้ในหลายช่องทาง หลักการทำงานของอุปกรณ์ มี
การเขยี นชุดคำสงั่ เกี่ยวกับการควบคมุ เเสง โดยจะกำหนดค่าเเสงอยู่ที่ 0 - 49% จะทำการใหม้ ่านเปิด 50
- 100% ม่านจะทำการปิด เเละทำงานควบคู่ไปกับปุ่มกด 1 เเละ 2 บนโปรเเกรม Maker playground
ตอ่ จากนัน้ จะนำขอ้ มูลส่งไปยงั Base board โดยจะเชื่อมกับรีเลยข์ นาดนั้น 12V. ในชอ่ ง D4 ของตวั Base
board เเละเซนเซอรเ์ เสงในช่อง D5 โดยตวั Base board จะเชื่อมดว้ ยมอเตอรเ์ พื่อส่งั การทำงานกับม่าน
ตามคา่ ปริมาณเเสงในขณะนัน้
บทท่ี 3
วธิ กี ารดำเนนิ งานโครงการ
ในการดำเนินโครงการผ้ามา่ นประตกู ันแสง มวี ตั ถปุ ระสงค์ 1) เพอ่ื ประดษิ ฐผ์ า้ ม่านกันแสง 2) เพอื่
ศกึ ษาความพึงพอใจของผใู้ ช้ ซง่ึ ผ้จู ัดทำโครงการไดด้ ำเนินการศึกษาดงั น้ี
3.1 การคดั เลือกกลุม่ ตัวอยา่ ง
3.2 เคร่อื งมือทีใ่ ชใ้ นการดำเนินโครงการ
3.3 ขนั้ ตอนการดำเนินโครงการ
3.4 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
3.5 การวเิ คราะห์ขอ้ มูลและสรุปผล
3.1 การคัดเลอื กกลุ่มตัวอยา่ ง
โครงการเร่ือง ผา้ มา่ นประตูกนั แสง ผจู้ ดั ทำใชว้ ธิ กี าร เลอื กกลมุ่ ตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive
sampling) เป็นการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยพิจารณาจากการตัดสินใจของผู้วิจัยเอง ลักษณะของกลุ่มที่
เลอื กเป็นไปตามวตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัย คอื กลมุ่ ผูท้ ดลองใชง้ าน ผา้ มา่ นประตกู ันแสง จำนวน 50 คน
3.2 เครอื่ งมือทใ่ี ช้ในการดำเนินโครงการ
1) แบบบนั ทกึ ผลการทดลอง
2) แบบสอบถามความพงึ พอใจ
ผู้ศกึ ษาโครงการใช้แบบสำรวจความคิดเหน็ และแบบสอบถามความพงึ พอใจ เปน็ เคร่อื งมอื เพ่ือ
รวบรวมขอ้ มูลจากกลุ่มตัวอย่าง มาสอบถามความคิดเหน็ เก่ียวกับรูปทรง ขนาด สีสนั และดำเนินการแจก
แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจของผ้าม่านประตูกันแสง โดยผู้จัดทำโครงการได้แยก
แบบสำรวจความคดิ เหน็ และแบบประเมิน ดงั นี้
แบบสำรวจความคิดเหน็ ประกอบไปด้วย ข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสำรวจ, การแสดงความ
คิดเห็นเกี่ยวกับรปู ทรง ขนาด และสีสนั ข้อเสนอแนะ และความคิดเห็นเพม่ิ เตมิ
แบบสอบถามความพึงพอใจ ประกอบไปดว้ ย 3 ส่วน ดังนี้
ส่วนท่ี 1 ข้อมูลสว่ นบคุ คลของผตู้ อบแบบสอบถาม โดยสอบถามเกี่ยวกบั เพศ อายุ โดยทผ่ี ตู้ อบได้
เลือกตอบตามความเปน็ จรงิ (Check-list)
ส่วนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ทดลองใชผ้ ้ามา่ นประตูกันแสงจำนวน
50 คน โดยผู้ศกึ ษาโครงการได้ใชม้ าตราวัดแบบ Rating scale 5 ระดบั ตามาตราวดั
แบบลิเคิรท์ (Likert’Scale) อา้ งองิ จาก บุรินทร์ รุจจนพนั ธุ์ (2553) ในการวัดระดบั ความพงึ พอใจ ดงั นี้
5 หมายถงึ มากทีส่ ดุ
4 หมายถงึ มาก
3 หมายถึง ปานกลางหรอื พอใช้
2 หมายถึง น้อยหรอื ต่ำกวา่ มาตรฐาน
1 หมายถึง นอ้ ยทีส่ ุดหรอื ต้องปรับปรุงแกไ้ ข
เกณฑก์ ารประเมนิ แบบสอบถามความคดิ เห็น มี 5 ระดบั โดยผจู้ ัดทำโครงการได้เลือกวิธีการ
ของเรน็ สิส เอ ลเิ คริ ท์ ดงั น้ี (Likert, Rensis A. 2504)
4.50 – 5.00 หมายถงึ เห็นดว้ ยอยู่ระดบั มากทส่ี ุด
3.50 – 4.49 หมายถงึ เหน็ ดว้ ยอยรู่ ะดับมาก
2.50 – 3.49 หมายถงึ เห็นดว้ ยอย่รู ะดับปานกลาง
1.50 – 2.49 หมายถึง เห็นด้วยอยรู่ ะดบั น้อย
1.0 – 1.49 หมายถึง เห็นดว้ ยอยรู่ ะดับน้อยมาก
สว่ นท่ี 3 ขอ้ เสนอแนะซง่ึ เปน็ คำถามปลายเปดิ เพือ่ ใหผ้ ู้ตอบแบบสอบถามแสดงความคดิ เหน็
เพ่มิ เตมิ เกย่ี วกับผ้ามา่ นประตกู นั แสง
การสรา้ งเครอ่ื งมือในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ครั้งน้ีโดยมกี ารสรา้ งเครอื่ งมือดังน้ี
1) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เกี่ยวกับผ้าม่านกันแสงและความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์และ
ความคิดเห็นของผ้ตู อบแบบสอบถาม
2) ผู้ศึกษาโครงการได้จัดทำแบบสำรวจการออกแบบเกี่ยวกับรูปทรง ขนาด และสีสัน
ของผา้ ม่านประตูกนั แสง
3) ผศู้ ึกษาโครงการได้จดั ทำแบบสอบถามความพึงพอใจเกีย่ วกับผา้ ม่านประตกู ันแสง
4) นำแบบสอบถามที่จดั ทำข้ึนให้ครูประจำวิชา เพื่อตรวจสอบความถูกต้องตามเน้ือหา
และนำมาปรบั ปรงุ แกไ้ ขให้สมบูรณ์
40
5) นำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอต่อครูประจำวิชาอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบ
ความเทย่ี งตรงของเน้ือหาพร้อมพิจารณาความถูกตอ้ งชดั เจนของตวั อกั ษรที่ใช้
3.3 วิธีดำเนนิ โครงการ
1. การวางแผน (P)
- กำหนดช่อื เร่ืองและศึกษารวบรวมข้อมลู ปัญหา ความสำคญั ของโครงการ
- เขียนแบบนำเสนอโครงการ
- ขออนมุ ตั ิโครงการ
2. ขัน้ ตอนการดำเนินการ (D)
- ออกแบบและดำเนินการทำผา้ มา่ น ครั้งที่ 1
- ออกแบบและดำเนนิ การทำผ้ามา่ น ครง้ั ท่ี 2
- ออกแบบและดำเนินการทำผ้ามา่ น คร้งั ที่ 3
3. ขนั้ ตอนการตรวจสอบ (C)
- ประเมนิ ผลความพงึ พอใจของการใชผ้ า้ ม่านประตกู นั แสง
4. ข้ันประเมินติดตามผล (A)
- สรปุ ผลการประเมนิ ความพึงพอใจผ้าม่านประตูกนั แสง
- จัดทำเล่มโครงการ
- นำเสนอผลงาน
3.4 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
ผู้ศึกษาโครงการไดด้ ำเนินการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู การทำโครงการน้ี อย่างเปน็ ขัน้ ตอนดงั น้ี
1) ผู้ศกึ ษาโครงการทำแบบสำรวจความคดิ เหน็ และสรปุ ออกมาเปน็ รายขอ้
2) ผู้ศึกษาโครงการทำการแจกแบบสำรวจความคิดเหน็ ให้กับกลุม่ ตัวอย่างผู้ท่ีสนใจในผลิตภัณฑ์
ผา้ มา่ นประตูกันแสง ในอำเภอเมือง จงั หวดั เชยี งใหม่ โดยวิธกี ารแสกนควิ อารโ์ ค๊ช ใหผ้ ูต้ อบแบบสอบถาม
ออนไลน์ตอบแบบสำรวจความคิดเหน็ ด้วยตนเอง
3) การรวบรวมแบบสำรวจ ผ้จู ดั โครงการได้รวบรวมแบบสอบถามด้วยตนเอง
4) จดั ทำแบบสอบถามความพงึ พอใจผ้าม่านกนั แสง
5) แจกแบบสอบถามความพงึ พอใจผา้ ม่านประตูกันแสง