The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

๒.เรื่องนางหมากป้าว ๑๖ ก.ค.๖๒ มี ๑๒ ผูก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by skulskul296, 2021-06-11 22:24:34

๒.เรื่องนางหมากป้าว ๑๖ ก.ค.๖๒ มี ๑๒ ผูก

๒.เรื่องนางหมากป้าว ๑๖ ก.ค.๖๒ มี ๑๒ ผูก

สรปุ ย่อนางหมากปา๊ ว

พระมหาสกุล มหาวีโร, ดร.
เจา้ อาวาสวดั ผ้าขาว อำเภอเมืองเชยี งใหม่
ผอู้ ำนวยการสำนักงานวิทยาเขตลา้ นนา (รก.)
มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวิทยาลัย วดั เจดยี ์หลวง

โทร.๐๘๑-๐๒๑๐๒๔๑

ต้นฉบบั นางหมากปา๊ ว
พระธรรมเทศนาพื้นเมืองเหนือ ๑๒ ผูกจบ

พิมพเ์ ผยแพร่โดยธาราทองการพมิ พ์
เผยแพร่วนั ท่ี ๑๖ ก.ค.๒๕๖๒ (วันเข้าพรรษา)



ผูกที่ ๑
ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ในวัดพระเชตวันซึ่งนาย

อนาถปิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย ได้ปรารภซ่ึงพระเทวทัตผู้มีจิต
พยาบาทปองรา้ ยอยเู่ นอื ง ๆ เป็นเหตแุ ห่งพระธรรมเทศนา

วันหน่ึงเหล่าภิกษุได้ประชุมสนทนากันในโรงธรรมสภา
กลา่ วถงึ พระเทวทัตซ่ึงได้มจี ิตปองร้ายในพระพุทธเจ้ามาโดยตลอด
เป็นเวลาเดียวกับท่ีพระพุทธเจ้าประทับอย่ใู นคันธกุฎีไดส้ ดับเร่ืองที่
ภิกษุทั้งหลายสนทนาธรรมกัน จึงได้เสด็จมาท่ีธรรมศาลา เหล่า
ภกิ ษุยังสนทนากันยังไม่เสร็จ พากันเงยี บสนิทไม่พูดจา พระองค์จึง
ตรัสถามวา่ “ภิกษุท้ังหลายพวกเธอไดส้ นทนากนั ดว้ ยเรื่องใด?”

ขณะน้ันภิกษุผู้ฉลาดด้วยโวหารจึงกราบทูลว่า “เหล่าข้า
พระองค์สนทนาว่าด้วยเรื่องพระเทวทัตที่คิดปองร้ายพระพุทธ
องค์”

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่พระ
เทวทัตได้มีจิตคิดปองร้ายต่อเราตถาคต มิใช่มีแต่ในกาลบัดนี้ ใน
อดีตกาลทุกภพทุกชาติเมื่อคร้ังเราเกิดเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นลูก



ชายคนเดียวของคนบาป ซึ่งทำแต่กรรมช่ัว ทำให้ได้รับความทุกข์
ทรมานมาก” เมือ่ ตรัสแล้วจึงดุษฎนี ิ่งไม่ตรสั สิ่งใด

ขณะนั้นภิกษุผู้ฉลาดผู้มีโวหารดี จึงทูลอาราธนาพระพุทธเจ้า
“ขอพระพุทธองค์โปรดทรงแสดงอดีตชาติให้เหล่าข้าพระพุทธเจ้า
ทงั้ หลายไดท้ ราบโดยกระจา่ งดว้ ยเถดิ ”

พระพุทธองค์จึงทรงนำเอาเรื่องอดีตชาติปางหลัง เม่ือคร้ัง
ปฐมกัปป์ล้านโกฏปี มีหมู่บ้านพรานปลา ทุกคนทำบาป หยาบช้า
ประกอบอาชพี หาปลา หมบู่ า้ นนี้อยใู่ กล้เมืองพาราณสี

ในเวลาน้ันพระโพธิสัตว์เจ้าได้ถือกำเนิด ครอบครัวนายพราน
ปลาเม่อื ครบ ๑๐ เดอื นจึงคลอด มีกายขาวผ่อง น่ารักน่าชัง พ่อแม่
ตง้ั ชื่อวา่ “สุทัสสนะะกุมาร”

เมื่อเขาเจริญวัยข้ึนมา ๑๔ ปี เห็นพ่อแม่ทำกรรม ทำบาปฆ่า
สัตว์ทุกวัน คิดว่าพ่อแม่จะได้ไปอบายเกิดความทุกข์ยาวนาน ควร
ทำความดีรักษาศีลเพ่ือให้เป็นท่ีพ่ึง คร้ันคิดได้ดังน้ันจึงกล่าวกับพ่อ
แม่ “พ่อแม่จ๋า ลูกเห็นพ่อแม่ทำบาปทุกวันหาปูหาปลา มากินมา
ขาย มันเป็นการทำบาป สัตว์ท้ังหลายเขาก็กลัวความตายเหมือน
เรานะ เวลาพ่อแม่จะจับสัตว์ มันยังหนีเอาชีวิตรอด ไม่ควรเอา



เนื้อสัตว์มากิน เพื่อทำให้อยู่ได้ สัตว์ทุกข์ เราสุขไม่ดีนะ ลูกขออย่า
ใหพ้ ่อแมต่ ้องอย่าทำบาปอกี เลย”

พ่อแม่ ได้ฟังดังน้ันโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ “ไอ้ลูกเวร อย่ามา
กล่าวอย่างน้ีนะ ไม่รู้หรือท่ีโตมาทุกวันนี้ก็เพราะได้กินปลา กินสัตว์
ยังมาอวดดีอีก เราฆ่าสัตว์บาปไม่เกิดหรอก เรื่องอบายท้ัง ๔ อย่า
มาพดู มันไมม่ ีหรอก หากตายไปแลว้ มีใครเคยเห็นบ้าง ถ้าไม่พอใจ
กไ็ มต่ อ้ งอยู่ หนีไปเลย”

สุทัสสนะ “พ่อแม่อย่าโกรธลูกเลยนะ ลูกคิดได้กลัวพ่อแม่มี
ความทุกข์ในอเวจนี รก จงึ ขอร้องอยา่ ทำผิดศีลอกี ”

พ่อแม่ได้ฟังย่ิงโกรธเขาประดุจถ่านไฟจ้ีจมูก “ลูกโง่ บ้าใบ้ ข้า
เลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก ยังมาอวดดีอีกหรือ เสียดายท่ีเลี้ยงมา หมดปลา
ไม่รู้ไปสักเท่าไร ไปเลย อย่าอยู่เลยบ้านน้ี อย่ามาให้เห็นหน้าอีก
นะ” ไม่ด่าอย่างเดียว ยังเอาท่อนไม้ไล่ทุบสุทัสสนะกุมารอีก เขา
หลบไม่ทันล้มลงสลบไปชั่วครู่ จึงฟื้นคืนมาและรีบลุกหนีไป โดยไม่
มเี สือ้ ผ้าชนิ้ ติดตวั เลย



เขาออกเดินทางไปไกลไม่รู้ว่าจุดหมายไปไหน ขอทานไปได้
ข้าวบ้าง ผลไม้บ้าง โดนด่าไล่บ้างว่ายังหนุ่มอยู่ไม่รู้จักทำงาน มา
เปน็ ขอทานทำไม

เขาจึงคิดว่า คนเราน้ียามมีเงินทอง ญาติมาก ยามตกยาก
ญาตหิ ายหมด ควรหาความรู้ ความดีใสต่ วั บ้างจึงเดินทางต่อไปเพื่อ
ได้พบพระฤาษีท่ีรูศ้ าสตร์ศลิ ป์บา้ ง

เขาจึงเดินทางเข้าส่ปู า่ ไม้ ออ้ นวอนเทวดาฟา้ ดิน ว่าขอใหท้ า่ น
ท้ังหลายมาช่วยเป็นสักขีพยาน ถ้าหากว่า ข้าพเจ้าได้เคยสร้าง
บารมี ๑๐ ประการมา ขอให้ข้าพเจ้าอย่าได้ตกทุกข์ได้ยาก ขอให้
รักษาตวั ข้าพเจา้ ได้อยู่รอดปลอดภัยด้วยเทอญ

ขณะนั้นท้าวสักกเทวราช เห็นด้วยตาทิพย์ว่าพระโพธิสัตว์ตก
ทุกข์ได้ยาก จึงบันดาลท่อนยาวิเศษให้ตกลงกลางป่า ต่อหน้าสุทัส
สนะกุมาร เขาเห็นเป็นอัศจรรย์อย่างน้ันแล้วจึงเก็บเอาไว้ รู้สึก
แปลกว่าเป็นของพระฤาษีหรือของวิเศษของเทวดากันแน่ เขาจึง
เก็บเอาไว้เผื่อสักวันหนึ่งสัตว์ในป่า ช้าง แรด เสือ หมี อาจมี
อันตรายต่อตนเองแล้วพ่ายหนีไปด้วยอำนาจแห่งท่อนไม้ยาวิเศษก็
ได้



ผูกท่ี ๒
เมื่อสุทัสสนะกุมารเดินทางไปในป่าไม่รู้ว่าอยู่ท่ีไหน ขณะนั้น

มีลิงใหญ่ตัวหน่ึงเห็นเขาเดินมา จึงเกิดอาการกลัว ห้อยตัวจากก่ิง
หน่ึงไปหากง่ิ หน่ึง จับกง่ิ ไมพ้ ลาดตกลงมาตาย

เขาเห็นลิงใหญ่ตายมีเลือดไหลออกจากปาก จมูก คิดได้ว่า มี
ยาวิเศษ จึงเอาออกมารักษาลิง ยาได้ผลเกินคาดลิงรู้สึกตัว รู้ตัวว่า
ได้ตายไป เห็นสุทัสสนะกุมารท่ีได้ช่วยเหลือบอกกับเขาว่า ไม่มี
สมบัติอะไรตอบแทน จึงขอติดตามเป็นผู้รับใช้ตลอกชีวิต เขาก็ไม่
ขดั ขนื

ท้ังสองจึงเดินทางไปด้วยกัน เม่ือเห็น ผลไม้ ดอกไม้ สุทัส
สนะะอยากได้อะไรลิงก็ตามเก็บลงมาให้ สวนหมาก ผ่านน้ำตก
ทระทั่งถึงสวนผักนานาชนิดและดอยสูง จึงพากันเดินทางไป มี
ต้นไม้นานาชนิด มีสระโบกขรณีกว้างใหญ่ พบพระฤาษีกำลัง
บำเพ็ญญาณอยู่ที่น่ัน เขาถามข่าวคราวสารทุกข์สุกดิบกันแล้ว จึง
ขออยูร่ บั ใชฤ้ าษี ปฏิบัติอุปฏั ฐากดว้ ย



ครั้นอยู่ได้ปีกว่าจึงขอลาพระฤาษี แม้พระฤาษีทัดทานเขาก็ไม่
ฟัง ส่วนพระฤาษีก็ขอลิงไว้เพื่อรับใช้ เขาจึงไปบอกลิง ๆ แม้จะ
เสียใจท่ีไม่ได้ไปด้วย แต่ไม่ฝืนใจจึงอยู่กับฤาษี และยังบอกว่าถ้า
หากท่านมีอันตรายขอให้เรียกเขา ๆ เขาจะไปช่วยทันที จากนั้น
เขาจึงมากราบลาพระฤาษี ๆ ก็ให้พรแกเ่ ขาใหโ้ ชคดี

ผกู ท่ี ๓
สุทัสสนะกุมารลาพระฤาษีด้วยใจอาลัย แต่เมื่อได้เห็น

ต้นไม้ใบหญ้าและสัตว์ก็ผ่อนคลาย เขาเห็นต้นมะพร้าวใหญ่มีลูก
เป็นสที องจงึ อยากได้ไมไ่ ปไหน

แท้จริงลูกมะพร้าวน้ันมีเทพธิดามาปฏิสนธิ์ นางเคยอยู่สวรรค์
แล้วลงมาเกิดเที่ยวป่าหิมพานต์มีความสุขมาก ตายไปเกิดใน
สวรรคแ์ ละมาปฏิสนธ์ิในมะพร้าวอีกครั้งหน่งึ เหตุได้เคยรว่ มทำบุญ
กับสุทัสสนะกุมารมากอ่ น สทุ ัสสนะกุมารได้แต่น่ังมองลูกมะพร้าว
เพราะตน้ สูงมาก ความอยากได้จงึ นกึ ถงึ ลงิ ใหญ่ เรียกรอ้ งกอ้ งปา่ ๓
ครั้ง ลิงได้ยินเสียงของสุทัสสนะะ อดไม่ได้จึงรีบลาพระฤาษีมาหา
เจ้าสุทัสสนะ เขาให้ลิงไปเก็บมะพร้าวทองลงมาให้ และขอบใจลิง



ๆ ก็ลาจากไป เขาจึงเดินทางต่อไป พบน้ำตกใหญ่ สายน้ำกว้าง
ข้ามไปไม่ได้ ได้มีเงือกใหญ่พาลอวดอหังการจะกินเจ้าสุทัสสนะ
กุมาร เพียงแค่อ้าปาก สุทัสสนะนึกถึงเดชศีลและบารมีเป็นไฟลาม
ปากทั่วตัวเผาไหม้เงือก จนเงือกขอยอมแพ้ และขอรับใช้ตลอดไป
เขาขอให้เงือกมีศีล มีธรรม เอาลำตัวเป็นสะพานข้ามแม่น้ำ เกล็ด
เงือกแข็งและคมบาดเท้าสุทัสสนะะ เลือดออก เจ็บปวด เงือกเมื่อ
ทำตัวเป็นสะพานแล้วกลับสู่ท่ีอยู่ ส่วนสุทัสสนะถูกพิษเกล็ดเงือก
จนอ่อนเพลีย ตามืด หมดแรง ตายตรงหาดทรายท่ีนน้ั

ขณะน้ันหินปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์พระอินทร์แข็งกระด้าง จึง
เล็งดูด้วยทิพยเนตร เห็นสุทัสสนะะนอนตาย ถ้าหากไม่มาช่วยคง
ไม่ได้ จึงเอาน้ำคนโท รองเท้าทิพย์ ธนูวิเศษลงมา ใช้น้ำต้นคนโท
หดหล่อ สุทัสสนะฟ้ืนคืนมา จึงเห็นพระอินทร์ถามข่าวคราวท่าน
เป็นใคร พระอินทร์จึงบอกความจริง มอบรองเท้าทิพย์ ใส่แล้ว
เหาะเหินเดินอากาศได้ ธนูวิเศษยิงศัตรูให้พ่ายแพ้ไป พระอินทร์
กำชับเขาว่า อย่าผ่ามะพร้าวกลางป่าจะมีอันตราย ถึงในเมืองค่อย
ผ่าออกมา เขาเดินทางต่อไปพบต้นไม้นิโครธร่มใหญ่จึงเข้าไปนอน
พักเฝ้ามะพร้าวทอง ขณะน้ันมีเทวดา 2 องค์ปรารถนาให้เขาเห็น



เทพธิดานั้น จึงแปลงร่างเป็นนกมาถามปัญหากันว่าในมะพร้าวมี
อะไร นกตอบว่ามีนางเทพธิดา ถามตอบแล้วก็จากไป เขาจึงอด
ไม่ได้ อยากดูลืมคำส่ังพระอินทร์หมดสิ้น ผ่ามะพร้าวออก เป็น
เทพธดิ าออกมาส่องหน้าสทุ ัสสนะ นางตกใจกำลังจะหนี เขาจึงควา้
แขนไวท้ นั ถามกนั ไปมาใหห้ ายสงสยั กลางป่าไม้ ณ ทีน่ ั้น

ผกู ที่ ๔
ทั้งสองจึงชวนกันออกจากท่ีน้ันเดินทางต่อไป ถึงต้นโพธิ์ต้น

ใหญ่เข้าไปพักผ่อนจึงเผลอหลับไป ขณะนั้นมียักษ์พาลจากเมืองเว
ปุลละปัพพะตาได้ออกหากินสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ มาเห็นทั้งสองนอน
เหมอื นสลบน้นั พจิ ารณาผิวพรรณนางดูงามเหมือนเทพธดิ า จึงเป่า
มนต์ให้ท้ังสองสลบเหมือนเดิม อุ้มหอบนางเหาะเหินกลางอากาศ
เมื่อลมแดดต้องกายนางสะดุ้งต่ืน ในอ้อมกอดยักษ์จึงต่อว่ายักษ์
ลักพาตัวนางมา ชั่วช้ายิ่งนัก สามีนางต้องตามมาฆ่ายักษ์แน่นอน
เม่ือตายไปต้องไปตกนรกเป็นแสนปี ยักษ์บอกว่าถ้าได้นางเป็นเมีย
แม้ตกนรกแสนปีก็ยอม ส่วนนางหมากป๊าวทุกขร์ ้อนใจเปน็ อยา่ งย่ิง

๑๐

ถูกยักษ์นำไปไว้ในปราสาท นางจึงอ้อนวอนขอเทวดา ปกปักรักษา
นางขอให้ช่วยไปดูแลสามีของนางกลางป่าด้วยเถิด

ส่วนยักษ์บาปนั้น มีใจรักนางหมากป๊าว ปรารถนาอยากได้
เป็นเมีย แต่เมื่อเข้าใกล้นางเขาเหมือนถูกไฟเผาลน จนต้องถอย
ออกมาเป็นพันครั้ง แต่ใจก็ยังรักนางอยู่จึงไปสร้างปราสาทคำแดง
ประดบั สวยงาม พร้อมเหล่าบรวิ ารดูแลนาง ครนั้ หน่อโพธสิ ัตว์สทุ สั
สนะตื่นมา ไม่เห็นนางหมากป๊าวแล้ว หาจนท่ัวไม่เห็นหน้านางได้
แต่เรียกหาแต่ก็ไม่พบสักที ขณะน้ันมีเทวดาตนหน่ึงรู้ว่าหน่อพระ
โพธิสัตว์มีทุกข์ตามหาเมีย จึงแปลงร่างเป็นชายชราพร้อมม้าวิเศษ
ดาบศรีกัญชัยลงมาหา แม้สุทัสสนะก็สังเกตว่าในป่าใหญ่มีคนขี่ม้า
มาในป่าจึงรู้ว่าอาจเป็นเทวดาแปลงกายมา เม่ือสนทนากันแล้ว
ชายชราจึงมอบม้า ดาบศรีกัญชัย ให้สุทัสสนะกุมาร และสอนมนต์
วิเศษให้เสกใบไม้ ทราย หิน ให้เป็นคนแล้วลาจากไป ส่วนสุทัส
สนะกุมารไม่รู้ว่านางหมากป๊าวอยู่ท่ีไหน จึงบอกแก่ม้าวิเศษว่า นาง
หมากปา๊ วอยู่ที่ใดก็ตามขอใหไ้ ปตามหานางท่ีนัน่ เถิด ม้าพาเขามาท่ี
เมืองยักษ์ เห็นเหล่ายักษ์อารักษ์รักษา เหน็ ปราสาทหลายหลงั จึงรู้
แน่ว่ายักษ์ลักพาตัวนางมาที่น่ีจึงให้ม้าวิเศษลงสู่ดิน แล้วบอกม้าให้

๑๑

ไปท่ีไหนก็ได้ ถ้าต้องการจะเรียกหา สุทัสสนะกุมารจึงเขียนสาสน์
ถึงพญายักษ์ว่า ถ้าหากลักพาตัวนางหมากปา๊ วซ่ึงเปน็ เมียตนเองมา
ก็ขอให้ส่งคืน มิเช่นนั้นจะทำสงครามกันต่อไป เขาจึงเสกหินขึ้นมา
ให้เป็นผู้ส่งสาสน์ ด้านเวปุลละยักษ์รับข่าวแล้วโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
ไม่ยอม จึงประกาศให้ยักษ์ทั่วพระนครเตรียมรบ พลกองทัพพร้อม
เวปุลละยักษจ์ ึงพร้อมกองทพั

ผกู ที่ ๕
เม่ือสุทัสสนะเห็นกองทัพมามืดมัวดินเช่นน้ัน ก็เป่ามนต์ใบไม้

หินทราย เป็นกองทัพเข้าสู้รบ มีปืนไฟยิงใส่ หอกดาบ ยักษ์ไม่ยอม
เข้ามาฆ่าฟันแทงกัน หมายจับมนุษย์กินเป็นอาหาร พอจับกิน
กลายเป็นหิน ใบไม้ไปหมด เหล่ายักษ์ฆ่ามนุษย์ตายลงเป็นใบไม้
ฝ่ายยักษ์คิดว่าชนะแล้ว สักครู่เจ้าสุทัสสนะ เสกใบไม้ หิน ดิน
ทราย เป็นกองทัพมากกว่าเดิม ยักษ์แปลกใจมาก ครั้นสู้รบต่อไป
ต้องพ่ายแพ้แน่เพราะรู้ว่าเจ้าสุทัสสนะมีมนต์วิเศษ จึงพากองทัพ
กลับเข้าเมือง กองทัพเจ้าสุทัสสนะจึงตามเข้าไปฆ่าถึงในเมือง เว
ปุลละยักษ์โกรธเสนาทหารของเขา จึงแปลงร่างยักษ์ใหญ่สูงเท่าลำ

๑๒

ตาล เจ้าสุทัสสนะสู้รบเพ่ือชิงนางหมากป๊าว ยักษ์ฟาดฟันเจ้าสุทัส
สนะไม่ทัน หลบหลีกได้ทุกครั้ง เม่ือยักษ์พลาดถูกดาบศรีกัญชัย
ฟันขาดสองท่อนตายไป

เหล่าเสนาทหารคร้ันเห็นเจ้าเมืองตาย จึงกลัวตายพากันพ่าย
หนไี ป สับสนทว่ั เมือง สว่ นทหารที่หนไี มท่ นั คร้นั เหน็ เจา้ สุทัสสนะ
เข้าไปในวัง กลัวมากจึงอาราธนาให้เจ้าสุทัสสนะครองเมืองต่อไป
เจ้าสุทัสสนะ กล่าวกับเสนาทหารว่าไม่ประสงค์จะฆ่าใคร แต่
เพ ร า ะ เว ปุ ล ล ะ ยั ก ษ์ ไม่ ย อ ม คื น น า งห ม า ก ป๊ า ว ม า ให้ จึ งสู้ ร บ กั น
จากนน้ั จงึ ประกาศใหห้ มู่ยักษ์ทีห่ นีไปให้กลับบ้านเมอื ง เขาให้พาไป
หานางหมากป๊าว นางก็ไม่ถือโทษโกรธชาวเมือง ชาวเมืองจึงยอยก
เจ้าสทุ ัสสนะครองราชย์พรอ้ มอภิเษกนางหมากป๊าวเป็นเทวี

ผกู ที่ ๖
เวปุลละยักษ์ตายแล้ว เขามีธิดาคนใหญ่ “จันต๊ะมุขี” และ

นอ้ งชายอกี คน ชาวเมืองอยากใหเ้ จ้าสุทสั สนะเกี่ยวดองจึงขอยอยก
จันต๊ะมุขีเป็นเทวีอีกองค์ เทวีหมากป๊าวก็ยินดี ครองรักกันอย่างดี

๑๓

ต่อมาเจ้าสุทัสสนะปรารถนาจะออกท่องเท่ียว เทวีท้ังสองก็ตามไป
ด้วย และเจ้าสุทัสสนะกลัวว่าถ้าไปนานชาวเมืองจะไม่มีหลักใจ จึง
อสุ สาภิเษกน้องชายนางจันต๊ะมุขี เป็นผปู้ กครองตอ่ ไป

เจ้าสุทัสสนะจึงเรียกม้าแก้วมา ทั้งสามองค์จึงขี่ม้าวิเศษลอย
กลางอากาศต่อหน้าชาวเมือง ม้าแก้ววิเศษเหาะสูงมาก อากาศ
หนาวเย็น สองเทวีหนาวเย็นใจจะขาด เจา้ สุทัสสนะจึงใหม้ า้ จอดลง
กลางดงข้างแม่น้ำ เสกกองไฟหิงอุ่น กลางคืนนอน เดินทางกลาง
ป่า ข้ึนดอย ลงห้วย ส่วนม้าแก้ววิเศษ เจ้าสุทัสสนะให้ไปพักตาม
อัธยาศัย จนกระทั่งลุถึงสวนดอกไม้ ทั้งสามเด็ดดอกไม้มาดม ดอก
แลว้ ดอกเล่าโดยไม่รู้ว่าเป็นสวนดอกไมข้ องมารยกั ษ์ใหญป่ ลูกไว้

ผูกท่ี ๗
ขณะที่สามองค์กำลังเพลิดเพลินกับสวนดอกไม้ เสียงร้องของ

สัตว์ทำให้อ่อนเพลียม่อยหลับไปนั้น ขณะน้ันเหล่ายักษ์กลับจาก
การหาอาหาร มาเห็นสวนดอกไม้ถูกทำลายจึงโกรธเป็นอย่างมาก
ก็มาพบกับสามองค์นอนหลับ เป่ามนต์ แล้วอุ้มเอาท้ังสามไปถวาย
เจ้าเมืองยักษ์นามวัสสะวโร แต่เจ้าเมืองเป็นยักษ์มีปัญญารู้ว่าท้ัง

๑๔

สามเป็นผู้มีบุญ จึงคลายมนต์แล้วถามว่า มาทำลายสวนดอกไม้มี
มนต์วิเศษฉันใด สุทัสสนะจึงกล่าวว่า ไม่รู้ว่าเป็นสวนของท่าน
จากนั้นจึงแสดงฤทธ์ยิงธนูกัญชัยจนดอยผาแตกสน่ันหว่ันไหว ยิง
ธนูข้ึนฟ้าเป็นลมเป็นฝน จนยักษ์ท่ัวนครกลัวจนตัวส่ัน วัสสะวะโร
จึงขอร้องให้หยุดแสดงฤทธิ์ และถวายเมืองให้เจ้าสุทัสสนะ ตอน
แรกไมร่ ับ แตก่ ็รบั ในเวลาต่อมา และยกธดิ า “ปภาวด”ี ให้เป็นเทวี
อีกองค์หนงึ่ ทั้ง ๓ เทวีและเจ้าสุทัสสนะอยอู่ ย่างมีความสุขตลอดปี
กว่า เจ้าสุทัสสนะคิดถึงป่าอยากท่องเที่ยว ให้สามเทวีอยู่เฝ้าเมือง
แต่ท้ัง๓ ไม่ยอมอยากไปด้วย แม้ว่าวัสสะวโรจะทัดทานเจ้าสุทัส
สนะก็ไม่ยอมจึงได้แต่อวยพรให้โชคดี ท้ัง๔ พระองค์ไปลาเสนา
อำมาตย์ ประชาชน สุทัสสนะให้ “ปภาวดี” กับ “จันต๊ะมุขี” ข่ีม้า
วิเศษ ส่วนสุทัสสนะใส่รองเท้าทิพย์อุ้มนางหมากป๊าว ห้อยสะพาย
ดาบศรีกญั ชัย
ผูกที่ ๘

ในขณะที่เจ้าสุทัสสนะอุ้มนางหมากป๊าวน้ัน นางหนาวเย็น
เหมือนจะขาดใจตาย จึงพากันลงกลางป่า พักผ่อนทั้ง ๔ พระองค์
ขณะน้ันมียักษ์ใจบาปมาเห็นท้ัง ๔ พระองค์ได้ยินปภาวดีจ้อย

๑๕

กะโลงธรรม นึกแปลกใจว่า สุทัสสนะและเทวี คงไม่ใช่คนธรรมดา
เป็นแน่ ใจจริงก็อยากจะกินท้ัง ๔ พระองค์ แต่กลัวพลาดจึงนำ
เรื่องไปกราบทูลพญายักษ์แทน พญายักษ์จึงพาเสนาทหารยักษ์
เป็นกองทัพ นางหมากป๊าวได้ยินเสียงกึกก้องรู้ว่าจักมีภัยอันตราย
ขออาสาสุทัสสนะต่อสู้กับข้าศึก นางจึงอธิษฐานจิตขอให้เทวดา
บารมีอดีตของตนมาช่วย เหล่าเทวดาจึงบันดาลฝนเป็นมะพร้าว
ตกใส่กองทัพยักษ์ จนพวกเขายอมแพ้ ยกเจ้าสุทัสสนะเป็นผู้ครอง
เมอื ง แต่กอ็ ยู่ครองเมืองไมน่ านเพราะทนกบั ความหยาบชา้ กนิ ของ
ดบิ ส่งกลิ่นเหม็นไมไ่ ด้ จะเรียกมาสอนก็ฟงั เฉพาะหนา้ กลบั ไปบา้ น
ก็ดุร้ายเหมือนเดิม เรียกพญายักษ์องค์เดิมมาเป็นพญาครั้งที่ ๒
จากนั้นทั้ง ๔ พระองค์จึงออกเดินทางไปหลายวันจนถึงเมือง
พาราณสี และในเมืองนั้น ท้าวพญามีธิดางามนามว่า "สุวรรณปิม
ปา" เป็นทีห่ มายปองของเหลา่ เจ้าชาย แตท่ ้าวเธอกลวั สงครามที่จะ
แย่งชิงธิดา จึงขอผัดผ่อนไปก่อนโดยให้เหตุผลว่าธิดายังเด็กนัก
ขณะนั้นมรี าชบตุ รแหง่ เมอื งพันธุมติ มศี าสตร์ศิลปม์ าก เป็นหมอยา
ได้ฟังว่าธิดาเจ้าเมืองพาราณสีงดงาม จึงปรารถนา จึงขอให้ราช
ธิดา จัดเคร่ืองบรรณาการไปสขู่ อธิดาเมืองพาราณสี

๑๖

ผกู ที่ ๙

เจ้าเมืองพาราณสี เกรงกลัวฤทธเดชราชบุตรแห่งเมืองพันธุ
มติ จึงจัดท่ีอยู่รับรองในปราสาทอย่างดี ท้าวเธอพักได้ ๓ วันจึงนำ
เครื่องบรรณาการไปสู่ขอพระธิดา เจ้าเมืองพาราณสีจึงรับเคร่ือง
บรรณการ และให้เหตุผลด้วยปิยวาจาว่า ราชธิดาเหมาะสมกับ
เจ้าชาย เพียงแต่ว่านางยังเด็กนัก ขอเวลาอบรมให้นางรู้การงาน
หน้าที่ของลูกผู้หญิง แล้วค่อยมาพานางไปเป็นชายา เจ้าชายพันธุ
มติจึงยอมถอยกลับไป แต่พอกลับไปบ้านเมืองของตนเองแล้ว
เจ้าชายมีพระทัยว้าวุ่นคิดถึงแต่ธิดาเท่าน้ัน ส่วนเจ้าเมืองพาราณสี
ให้ช่างสร้างปราสาทเสาเดียว ให้บุตรธิดาสุวรรณปิมปาและนาง
สนมไปอยู่หอปราสาท ๗ วัน ก็ให้ลงมาข้างล่าง เพ่ืออาบน้ำชำระ
กายในแม่น้ำ วันนั้นพระธิดากลับจากสนานกายจึงมาพบกับเจ้า
สุทัสสนะและเทวี ๓ องค์เล่นน้ำ จึงไปถามข่าวคราวเพราะอยากรู้
พระธิดาตกหลุมรักเจ้าสุทัสสนะ จึงไม่อยากออกจากแม่น้ำ ใจหน่ึง
กลัวนางทาสีไปทูลเสด็จพ่อ จึงเสด็จกลับปราสาท จากนั้นพระธิดา
ได้แต่นอนคิดถงึ เจา้ สุทัสสนะ แม้แม่ครวั นำโภชนาหารมาถวายก็ไม่
สนใจเสวย นางสนมเห็นเหตุการณ์จึงเล่าว่า พระธิดาเมื่อวานไป

๑๗

เล่นน้ำชำระกายยังไม่เป็นไร แต่พอไปเห็นเจ้าสุทัสสนะเท่าน้ัน
พระธิดาคงหลงรักแน่นอน นางสนมกลัวมีโทษจึงไปทูลพระราช
มารดา ๆ ทูลต่อสามี ท้าวเธอโกรธมากคิดว่า พระธิดามีจิตใจต่ำ
ทราม ไปหลงรักใครไม่รู้ เจา้ ชายตา่ งเมอื งมมี ากกไ็ มช่ อบ จงึ มรี ับสั่ง
ให้ตามไปจับชายหนุ่มน้ันมา พวกทหารยกกองทัพไป ครั้นเมื่อเห็น
เจา้ สุทัสสนะแลว้ ไมม่ ใี ครกลา้ กล่าวคำใด ได้แต่กล่าวเชญิ ท้าวเจา้ ไป
พบพญาเจา้ เมือง เจ้าสุทัสสนะจึงกล่าวว่าจะไม่ไปพบใครทั้งน้ัน ถ้า
เจ้าพญาอยากพบก็มาหาด้วยพระองค์เอง ทหารจึงกลับมาทูลเจ้า
เมือง พระองค์กร้ิวมาก จึงมีรับส่ังให้ทหารแปดนายไปจับตัวเจ้า
สุทัสสนะมา ถ้าไม่มาก็ให้ฆ่าทิ้ง เหล่าทหารครั้นไปพบเจ้าสุทัสสนะ
อีกก็ได้รับคำตอบอย่างเดิมคือ ถ้าท้าวพญาอยากเห็นตนเองให้มา
กราบไหว้ตัวเรา จากนัน้ ทหารจงึ ไปทูลทา้ วพญา

ผกู ท่๑ี ๐

เจ้าเมืองพาราณสีได้ฟังคำทูลแล้วโกรธมากและรู้สึกแปลกใจ
ว่า ชายผู้นี้อาจเป็นคนวิเศษหรือคนพาล ถ้ามีกำลังคนน้อยอาจจะ
พา่ ยแพ้แน่นอน จงึ ประกาศให้เหล่าทหารทว่ั นคร เตรยี มตัวออกรบ

๑๘

และอีกประการหน่ึงคือท้าวเธอกลัวเจ้าชายพันธุมติโกรธแค้นท่ีทำ
ให้ธิดาเป็นคนบ้าคลั่ง ส่วนสุวรรณปิมปาเห็นกองทัพท้าวพญาจะ
ออกรบไปฆ่าท้าวสุทัสสนะอย่างนั้น จึงเขียนสาสน์ส่งไปว่า ท้าว
พญาจะยกทัพไปฆ่าท่าน ให้รีบหนีไปหรือถ้าท่านพ่ายแพ้ คร้ันจะ
หนไี ป ขอให้พานางไปดว้ ย ใหร้ อท่ีท่าน้ำเจา้ สุทัสสนะดีใจทนี่ างมใี จ
ให้บอกไปว่า ไม่ต้องห่วงเร่ืองข้าศึกเพราะว่า ผ่านอันตรายมามาก
แล้ว ถ้าแพ้จริง ๆ จะไปรอที่ท่าน้ำ ส่วนกองทัพของเจ้าเมือง
พาราณสีไปกันมากเสียงโห่ร้อง เจ้าสุทัสสนะจึงบอกให้พระเทวี
ท้ังหมดหลบไปก่อน จากน้ันพระองค์จึงเสกมนต์ใบไม้ หิน ทราย
เป็นคนเข้าต่อสู้กัน คนฝ่ายสุทัสสนะครั้นตายกลายเป็นหินทราย
พระองค์ก็เสกให้ฟื้นคืนมาใหม่ กระทั่งพลทหารเจ้าเมืองพาราณสี
เหลือน้อยจึงหนีตายกันไป เจ้าเมืองพาราณสียิ่งกริ้วโกรธที่เสนา
ทหารพ่ายแพ้ ขู่ว่าถ้าหนีจะฆ่าทั้งตระกูล เหล่าทหารก็สู้กันอีก แต่
บางคนเห็นข้าศึกตายต่อหน้า ไม่นานกลับเป็นคน จึงรู้ว่าเป็นมนต์
วิเศษ จึงพากันหนีตายกันไป เจ้าเมืองพาราณสีถอยทัพเข้าเมือง
สั่งทหารมาสู้รบอีก จนทหารตายไปหมด นางปภาวดีเห็นเจ้าเมือง
พาราณสีใจเหี้ยมโหดกลัวว่า ประชาชนจะไม่อยู่ด้วยจึงอาสาสู้รบ

๑๙

ใส่รองเท้าทิพย์เหาะกลางอากาศ กล่าวคาถาถึงเจ้าวัสสะวโรผู้เป็น
บิดา บิดาท่านทราบแล้วก็ยกทัพย์ยักษ์มาทางอากาศ เหล่าทหาร
กลัวยักษ์ฆ่าจึงพ่ายแพ้หนีไป วัสสะวโรยักษ์จึงไปจับตัวท้าวพาราณ
สีเหวี่ยงไปในอากาศ ตกลงมาตาย เมื่อกำจัดศัตรูได้แล้ว กองทัพ
ยกั ษ์โดยมวี ัสสะวโรกม็ าลาเจ้าสทุ ัสสนะ ทหารของเจา้ สทุ ัสสนะเม่ือ
เหล่ายักษ์กลับไปก็กลายเป็นหินทราย เจ้าสุทัสสนะจึงพาเทวีเข้า
เมือง เหล่าเสนาอำมาตย์จึงอาราธนาให้เป็นพญาเจ้าเมือง ตลอด
ถงึ อภิเษกสุวรรณปิมปาเป็นมเหสี อยู่ครองเมืองได้อีกปีกว่า จึงใคร่
จะออกไปท่องเที่ยวต่างแดน จึงบอกแก่พระเทวีทุกองค์ว่าจะไป
ด้วยกันหรือจักอยู่พระนครก็ตามใจ สุดท้ายพระเทวีขอตามไปด้วย
ทุกพระองค์

ผูกที่ ๑๑

ก่อนออกเดินทางพระธิดาสุวรรณปิมปา จึงไปลาพระมารดา ๆ ก็
ไม่อาจห้ามได้ จึงสอนธิดาให้ปฏิบัติดีต่อสามี นางก็ขอขมามารดา
เพื่อไม่ให้เป็นบาปกรรม และกลับปราสาท เจ้าสุทัสสนะจึงปลง
บ้านเมืองให้มารดาเป็นผู้ดูแล ตลอดถึงได้ลาประชาชนและเตรียม

๒๐

ตัวออกเดินทางเจ้าสุทัสสนะให้จันต๊ะมุขี ปภาวดี สุวรรณปิมปาขี่
ม้าวิเศษ ส่วนท้าวเธออุ้มนางหมากป๊าวใส่รองเท้าทิพย์เหาะเหินไป
ในอากาศ เดินทางผ่านไปหลายประเทศ จนถึงกลางป่าหิมพานต์
ม้าวิเศษก็พาท้ังหมดลงสู่ป่า เจ้าสุทัสสนะจึงให้ม้าวิเศษไปพักผ่อน
ตามอัธยาศัย ทุกพระองค์จึงเดินเล่นในป่า ค่ำไหนก็นอนท่ีน่ัน ณ
กลางป่ามีสระโบกขรณีน้ำใส ดอกไม้น้ำ สัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์
ท้ังหมดจึงพากันเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน ครั้นออกจากสระก็น่ังชม
ดอกไมข้ า้ งสระกันตอ่ อีก

ขณะนั้นมีนางมโนราห์กับพ่ีน้องรวม ๗ นาง บินมาจากเมือง
มาลงใกล้ๆ สระโบกขรณี เจ้าสุทัสสนะพร้อมกับเทวี กลัวว่าเหล่า
นางมโนราห์จะเห็นจึงแอบซ่อนมองดู เหล่านางมโนราห์ฟ้อนรำ
ขั บ ก ล่ อ ม แ ล้ ว ถ อ ด เค รื่ อ งป ร ะ ดั บ ว า งล ง แ ล ะ ล งเล่ น น้ ำ ใน ส ร ะ
โบกขรณี ในอดีตเจ้าสุทัสสนะกับนางมโนราห์เคยครองคู่กันมา
ก่อน พอสุทัสสนะเห็นนางมโนราห์ก็เกิดความรักขึ้นทันที ออกจาก
ท่ีอยู่มาเฝ้าเคร่ืองประดับของเหล่านางมโนราห์ นางมโนราห์เห็น
เจ้าสุทัสสนะผู้มีรูปงามดุจเทวดาก็พึงพอใจ แต่อีกใจหน่ึงก็เหนียม
อาย ร้องขอว่า ขอเคร่ืองประดับจะกลับบ้านเมืองกลัวบิดาจะว่า

๒๑

กล่าวเอาได้ เจ้าสุทัสสนะกล่าวว่า พวกท่านมาเล่นน้ำในสระซ่ึงเรา
เฝ้าอยู่เราจะไม่ให้เคร่ืองประดับท่าน แต่ถ้าหากอยากได้ อยาก
กลับบ้านเมืองเราจะจับมโนราห์คนหนึ่งไว้ นางมโนราห์พี่ใหญ่จึง
อาสาจะอยู่เฝ้า นอ้ งรองลงไปก็อาสาจนคนสุดท้าย ตา่ งแย่งกนั เป็น
ตัวประกัน สุดท้ายมโนราห์พ่ีใหญ่จึงกล่าวกับสุทัสสนะว่าถ้าหยิบ
ชุดประดับใครไว้ ก็ให้ผู้นั้นอยู่เป็นตัวประกัน เจ้าสุทัสสนะ หยิบได้
สายสร้อยมกุ ดามโนราห์นอ้ งสดุ ท้อง มโนราห์ ๖ นางจึงลาน้องดว้ ย
ความอาลัยไปบอกบิดามารดา พระราชบิดาผู้มีปัญญารู้ได้ว่าเจ้า
สุทัสสนะ ไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ส่วนเจ้าสุทัสสนะคร้ันออกจากป่า
แล้ว คิดจะสร้างเมืองใหม่ขึ้นมา ปภาวดีและจันต๊ะมุขขีจึงส่งสาสน์
ไปขอกำลังเหล่ายักษ์มาช่วยสร้างเมือง หมู่ยักษ์ช่วยกันสร้าง
ปราสาทจนสวยงาม สร้างสวนให้รื่นรมย์ สร้างบ้านเรือนจนเสร็จ
แล้ว พากันกลับเมือง ประชาชนต่างเมืองพากันมาอยู่บ้านเมือง
ใหม่จนเต็มเมือง ส่วนเจ้าชายพันธุมติทราบว่า พระธิดาสุวรรณปิม
ปาถูกเจ้าสุทัสสนะแย่งชิงไป และไปตั้งเมืองใหม่ จึงพากองทัพไป
เพื่อไปชิงเอานางสุวรรณปิมปา เม่ือกองทัพไปถึงจึงส่งสาสน์ไปหา
เจ้าสุทัสสนะ จึงถามนางสุวรรณปิมปานางจะอยู่กับเจ้าสุทัสสนะ

๒๒

หรือจะไปกับตนเอง คร้ันเจ้าชายพันธุมติรู้ว่านางจะอยู่กับเจ้าสุทัส
สนะ พระองค์จึงยกทัพไปตีเมืองใหม่ ทหารสองเมืองสู้รบกันอย่าง
ฮึกเหิม ฝ่ายเจ้าชายพันธุมติมีหมอยาวิเศษช่วยชุบชีวิตทหารท่ีตาย
แล้วกลับมาต่อสู้ได้อีก เจ้าสุทัสสนะก็เสกหิน ดิน ทรายและใบไม้
เป็นทหารสู้กัน นางจันต๊ะมุขีเห็นว่าการสงครามทำไมยืดเยื้อ จึง
อาสาใส่รองเท้าทิพย์ไปดูกองทัพ เห็นหมอยาวิเศษชุบชีวิตคนให้
ฟ้ืนคืนมา จึงใช้ให้ยักษ์ไปจับตัวหมอยามากินเสีย เหล่าทหารเห็น
หมอยาวิเศษตายไปต่อหน้าต่อตาจึงเกิดความกลัวตายและหนีไป
เปน็ จำนวนมาก

ผกู ที่ ๑๒
เมื่อเหล่าทหารพากันหนีตาย กองทัพก็ล่าถอยไปถึงเมืองพันธุ

มติ ท้าวเธอกลัวอำนาจเจ้าสุทัสสนะและยักษ์ตามมาฆ่าถล่มเมือง
จึงนำเครื่องสักการะบรรณาการมีค่าท้ังปวงมาถวายเจ้าสุทัสสนะ
ท้าวเธอก็รับเอาเครื่องบรรณาการและให้ตอบแทนไปมากกว่าเดิม
ส่วนเมืองต่าง ๆ ก็น้อมนำเครื่องบรรณาการมาถวาย ท้าวเธอก็
มอบของเปน็ ทานตลอดทุกวนั ฝา่ ยพ่อแม่เจา้ สทุ สั สนะ หลังจากขับ

๒๓

ไล่ลูกออกจากบ้านแล้ว ญาติพ่ีน้องก็หมางเมิน ทุกข์ยากลงจน
กลายเป็นขอทาน วันหนึ่งเจ้าสุทัสสนะได้ลงมาแจกทานท่ีศาลา
กว๊านทานด้วยพระองค์เอง กระท่ังสิ่งของใกลห้ มดแล้วเห็นขอทาน
สองคนสุดท้าย ท้าวเธอมองขอทานน้ันต้ังแต่หัวจรดเท้าก็จำได้ว่า
คือ พ่อแม่ผู้บังเกิดเกล้า พระองค์เสียใจอย่างท่ีสุดท่ีเห็นพ่อแม่
บังเกิดเกล้าตกทุกข์ได้ยากขนาดนจ้ี ึงนำท้ังสองขึน้ สูป่ ราสาทเพื่อให้
ได้รับประทานอาหารอย่างดี ครั้นสาวใช้นำอาหารนานาชนิดมา
วางไว้ตรงหน้าแล้ว ด้วยความหิวท้ังสองจึงลงมือกิน ครั้นหยิบ
อาหารข้ึนมา อาหารกลายเป็นดินเป็นทรายกินไม่ได้จึงคายออกมา
ท้าวเธอจึงมีรับสั่งให้นำอาหารสำรับใหม่มาอีก แต่อาหารทั้งหมด
เมื่อขอทานหยิบกินก็กลายเป็นดินเป็นทรายอีก ทำให้สองสามี
ภรรยากินอะไรไม่ได้เลย ได้แต่น้ำลายไหลย้อย ท้าวเธอเห็น
เหตุการณ์ดังนั้นก็อดสงสารไม่ได้ จึงกล่าวกับพ่อแม่ว่าให้อดทนไว้
อีกไม่นานผลกรรมก็จะหายไป ขอพ่อแม่อย่าไปไหนอีกเลยขอให้
อยู่กับลูกตลอดไป แต่พ่อแม่ทั้งสองกลับมีหัวใจไหวหว่ันกลัวพระ
ราชอาชญาจึงกล่าวกับท้าวเธอว่าเราสองคนไม่มีลูกหญิงชายเลย

๒๔

ทั้งไม่ใช่เป็นพรานปลาอะไรทั้งน้ัน ขออย่าได้กล่าวว่า เราเป็นพ่อ
แมเ่ ลย

ท้าวเธอก็ยังยืนยันเช่นเดิมว่าท่านทั้งสองเป็นพ่อแม่ กล่าว
เช่นน้ีถึงสามครั้ง แต่ขอทานสองคนก็กล่าวยืนยันว่าไม่ใช่ ถึงกับ
สาบานวา่ ถ้าโกหกก็ขอให้ฟ้าผ่าตาย แผ่นดินสบู ตกน้ำตาย ตกนรก
อเวจี พอกล่าวเสร็จก็หนีออกไปจากศาลานั้นออกจากพระนครไป
ด้วยหัวใจเศร้าหมองยิ่งนัก คร้ันพอเดินออกจากพระนครไม่ไกล
แผ่นดนิ กส็ ูบขอทานทงั้ สองไฟจากอเวจีนรกก็มาแผดเผาเขาทัง้ สอง
ให้ได้รบั ทุกข์ทรมานเปน็ อย่างยงิ่

ต้ังแต่น้ันเป็นต้นมา เจ้าสุทัสสนะจึงตรัสสอนประชาชนให้เว้น
การทำบาป ต้ังใจทำความดี สร้างบารมี ๑๐ ประการให้เจริญ
กล่าวคือ การให้ทาน รักษาศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ
สัจจะ อธิษฐาน เมตตาและอุเบกขา ทำให้ชาวบ้านชาวเมืองอยู่
ร่มเย็นเปน็ สขุ ด้วยอำนาจแห่งธรรมบารมขี องพระองคท์ ่าน

พระโพธิสัตว์เจ้าสุทัสสนะครองราชย์จนตลอดอายุขัย ครั้น
สวรรคตแล้วก็ได้ไปเกิดในภพดุสิต ส่วนชายาท้ังหมด เสนา
อำมาตย์ผ้มู ธี รรมท้งั หลายกไ็ ปเกดิ ในสวรรคช์ น้ั ฟา้ เชน่ กนั

๒๕

คร้ันพระพุทธเจ้านำพระธรรมเทศนามาแสดงแก่เหล่าภิกษุจึง
ได้ตรัสธรรมสโมธานว่า ท้าวพาราณสีพระบิดานางสุวรรณปิมปา
บัดน้ีได้แก่สุปปะพุทธะ ส่วนพรานปลาสองสามีภรรยาท่ีได้ไล่เจ้า
สุทัสสนะออกจากบ้านได้แก่พระเทวทัตและนางจิญจามาณวิกา
ส่วนพญาลิงเฒ่าได้แก่ฉันนะอามาตย์ พระฤาษีผู้บำเพ็ญเพียรได้มา
เป็นพระสารีบุตร เทวดาผู้ให้ม้าวิเศษและมนต์วิเศษได้มาเป็นพระ
มหาโมคคัลลานะ ม้าแก้ววเิ ศษไดก้ ลบั มาเปน็ มา้ กณั ฐกะในบดั นี้

ส่วนพระอินทร์ได้กลับชาติมาเกิดเป็นพระอนุรุทธะเถระ นาง
มโนราห์ได้กลับชาติมาเกิดเป็นนางสามาวดี นางจันต๊ะมุขีได้
กลับมาเป็นอุบลวรรณาเถรี นางสุวรรณปิมปาได้กลับมาเป็นนางสุ
ปาวาสา นางปภาวดีได้กลับมาเป็นนางวิสาขา ส่วนนางหมากป๊าว
ไดก้ ลบั มาเกดิ เปน็ นางยโสธรา

ส่วนสุทัสสนะได้กลับมาเป็นตถาคตในกาลบัดนี้ ส่วนเสนา
อำมาตย์ ข้าทาสบริวารท้ังหลายได้กลับมาเกิดเป็นพุทธบริษัท
ท้ังหลายในกาลบัดนี้

๒๖


Click to View FlipBook Version