The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

๑.เรื่องสุวัตตกุมารเขียวสองมอน มี ๑๐ ผูก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by skulskul296, 2021-06-11 22:14:30

๑.เรื่องสุวัตตกุมารเขียวสองมอน มี ๑๐ ผูก

๑.เรื่องสุวัตตกุมารเขียวสองมอน มี ๑๐ ผูก

สรุปยอ่ สวุ ัตตกมุ ารเขียวสองมอน

พระมหาสกลุ มหาวโี ร, ผศ.ดร.
เจา้ อาวาสวดั ผา้ ขาว อำเภอเมอื งเชยี งใหม่
ผู้อำนวยการสำนกั งานวิทยาเขตล้านนา(รก.)
มหาวทิ ยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลยั วดั เจดยี ์หลวง

โทร.๐๘๑-๐๒๑๐๒๔๑

ต้นฉบบั สวุ ัตตกมุ ารเขยี วสองมอน
พระธรรมเทศนาพื้นเมืองเหนอื ๑๐ ผูกจบ

พิมพเ์ ผยแพรโ่ ดยธาราทองการพมิ พ์ ม.ิ ย.๒๕๖๒



สวุ ตั ตกุมารเขยี วสองมอนผกู ที่ ๑

ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ในวัดพระเชตวันซ่ึงนาย
อนาถปิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย ได้ปรารภซึ่งพระเทวทัตผู้มีจิต
พยาบาทปองรา้ ยอยเู่ นือง ๆ เปน็ เหตุแห่งพระธรรมเทศนา

วันหนึ่งเหล่าภิกษุได้ประชุมสนทนากันในโรงธรรมสภา
กลา่ วถึง พระเทวทัตซ่ึงไดม้ จี ติ ปองร้ายในพระพทุ ธเจ้ามาโดยตลอด
เปน็ เวลาเดียวกับท่ีพระพุทธเจา้ ประทับอย่ใู นคันธกุฎีได้สดบั เรื่องที่
ภิกษุท้ังหลายสนทนาธรรมกัน จึงได้เสด็จมาท่ีธรรมศาลา เหล่า
ภิกษุยังสนทนากันำไม่เสร็จ พากันเงียบสนิทไม่พูดจา พระองค์จึง
ตรสั ถามวา่ “ภิกษุทัง้ หลายพวกเธอได้สนทนากนั ด้วยเรอื่ งใด?”

ขณะน้ันภิกษุผู้ฉลาดด้วยโวหารจึงกราบทูลว่า “เหล่าข้า
พระองค์สนทนาว่าด้วยเร่ืองพระเทวทัตท่ีคิดปองร้ายพระพุทธ
องค์”

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุท้ังหลาย การที่พระ
เทวทัตได้มีจิตคิดปองร้ายต่อเราตถาคต มิใช่มีแต่ในกาลบัดน้ี ใน
อดีตกาลทุกภพทุกชาติเมื่อครั้งเราเกิดเป็นพระโพธิสัตว์ พระ



เทวทัตก็มีจิตปองร้ายเรามาโดยตลอด” เมื่อตรัสแล้วจึงดุษฎีนิ่งไม่
ตรสั สง่ิ ใด

ขณะนั้นภิกษุผู้ฉลาดผู้มีโวหารดี จึงทูลอาราธนาพระพุทธเจ้า
“ขอพระพุทธองค์โปรดทรงแสดงอดีตชาติให้เหล่าข้าพระพุทธเจ้า
ท้ังหลายได้ทราบโดยกระจ่างด้วยเถดิ ”

พระพุทธองค์จงึ ทรงนำเอาเร่ืองอดตี ชาติปางหลัง เม่อื ครง้ั เกิด
เป็น สุวัตตกุมาร ซ่ึงเกิดมาได้รับความทุกข์ยากเป็นอย่างยิ่งจนหา
ใครมาเปรียบปานมิได้ ประดุจหนึ่งว่าไฟไหม้อยู่ตราบนานเท่านาน
นำมาแสดงแก่ภกิ ษุทั้งหลาย

ในอดีตกาลมีพระนครใหญ่นครหนึ่งเป็นพระนครท่ีมีความ
อุดมสมบูรณ์ด้วยน้ำ พฤกษาลดาวัลย์ สัตว์บกสัตว์น้ำ ประชาชน
อยู่ดีกินดี มีการค้าขายอุดมสมบูรณ์ท้ังสองฟากฝ่ังแม่น้ำ เหตุ
เพราะว่ามีพระเจ้าแผ่นดินปกครองไพร่ฟ้าด้วยทศพิธราชธรรม
นั้นเอง

ครั้งน้ันมีกันตะเศรษฐีและภรรยาได้อาศัยอยู่ในพระนครน้ัน
อยู่กันอย่างมีความสุขเพราะมีสมบัติมาก ใช้จ่ายอย่างไรก็ไม่กลัว
ยากจน ต่อมาไม่นานภรรยากันตะเศรษฐีได้ตั้งครรภ์ ครบสิบเดือน



จึงคลอด หมู่ญาติพ่ีน้องชื่นชมยินดี ท่านเศรษฐีก็หาแม่นมมาเลี้ยง
และไดต้ ้ังช่อื ลูกว่า “สวุ ตั ตกุมาร”

ต่อมาไม่นานสุวัตตกุมารเติบใหญ่พอเดินได้แล้ว ภรรยา
เศรษฐีก็ได้ต้ังครรภ์อีกครบสิบเดือนจึงคลอด ต้ังช่ือว่า “รัตนกุ
มาร” แต่ชะตากรรมของภรรยาเศรษฐีได้หมดลง ได้ตายไป ท้ิงให้
ลูกสองคนเป็นลูกกำพร้าอยู่กับพ่อกันตะเศรษฐีเล้ียงคนเดียว พ่อ
เศรษฐจี ึงเป็นทั้งพ่อและแม่ประดุจว่าแม่ยงั อยู่ พ่อเศรษฐีกลวั วา่ ลูก
จะหงอยเหงาพยายามเล้ียงลูกให้ดีที่สุด บางเวลาลูกมักจะถามพ่อ
ว่า “แม่ไปไหน?” คำถามของลูกยิ่งทำให้เศรษฐีเจ็บปวดใจเป็น
อย่างย่ิง ยากท่ีจะตอบลูกให้เข้าใจ ว่าแม่ของลูกได้ตายไปแล้ว ถึง
กระนัน้ ด้วยความไร้เดยี งสา ลกู ยงั พร่ำวอนหาแมอ่ ย่รู ่ำไป

กันตะเศรษฐีจึงเรียกลูกท้ังสองมาโอบกอบพร้อมพร่ำบอกว่า
พ่อจักหาแม่มารดามาให้ลูกท้ังสอง ให้แม่รักลูกย่ิงกว่าเดิม ขอลูก
อย่าได้เรียกร้องหาแม่อีกเลย คร้ังลูกได้ฟังพ่อปลอบใจอย่างนั้นจึง
คลายทุกข์ลงได้บ้าง จากนั้นจึงได้เสาะแสวงหาภรรยาใหม่เพื่อให้
มาเปน็ แม่ของลูกอีกครงั้



ในเวลาน้นั กนั ตะเศรษฐไี ดอ้ อกหาภรรยาใหม่โดยมีเคร่ืองเปา่
คือปี่เป็นเคร่ืองเล่นเดินไปตามบ้านต่าง ๆ พบสาวน้อย สาวใหญ่
แต่ก็ไม่มีใครยินดีมาเป็นภรรยา กระท่ังได้มาพบแม่ร้างห่างผัวคน
หนึ่ง ซ่ึงมีลักษณะสองหูยาน หน้าตาเหมือนลิง เหมือนผี พ่อ
แม่ตายหมดแล้ว ช่ือว่า “จันต๊ะก๋าณี” แต่แปลกมาก กันตะเศรษฐี
กลับมีใจสิเนหาอยากได้แม่ร้างเป็นเมีย จึงเป่าป่ีและบอกกล่าวถึง
ความปรารถนาอยากไดน้ างเป็นเมีย

นางจันต๊ะก๋าณี กล่าวว่า “ท่านมาถึงเรือนนี้มีความประสงค์
ส่ิงใดหรอื ?”

กันตะเศรษฐี “พี่มาแสวงหาภรรยาเมียม่ิง ขอน้องจันต๊ะก๋าณี
ไปเป็นภริยาเมียม่ิงของพี่เถิด ภรรยาพี่ตายไปปีกว่าแล้ว ต้ังแต่พี่
เดินทางมายงั ไม่มใี ครสวยงามเปรียบปานน้องจนั ต๊ะกา๋ ณีได้เลย”

นางจันต๊ะก๋าณี “พ่ีเศรษฐีจ๋า ถึงแม้น้องจะเคยแต่งงานมา
หลายครั้ง แต่ไม่เคยมีลกู เป็นแมน่ ้าคงไม่ได้หรอก”

กันตะเศรษฐีในเวลาน้ันมีโมหะครอบงำใจ ตามคำโบราณว่า
“เปิ้นว่าเสือ ตั๋วว่าพระเจ้า” ก็คงเป็นลักษณะนั้น จึงเอ่ยปากบอก
นางว่า “ไม่เป็นไรหรอกน้อง ขอน้องอย่าอยู่ที่น่ีเลย ไปกับพี่เถิด”



เพียงแค่เศรษฐีจับมือนางจันต๊ะก๋าณี ใจนางก็เตลิดเปิดเปิงไปบ้าน
เศรษฐีแลว้

กันต๊ะเศรษฐีและจันต๊ะก๋าณีพากับมาถึงท่ีบ้าน สองกุมารซึ่ง
ต้ังหน้าตั้งตารอคอย เห็นพ่อมาดังนั้นก็ดีใจเป็นอย่างมาก ร้อง
ออกมา “พ่อกลับมาแล้ว ๆ มากับแม่ของเราด้วย” ส่วนว่านาง
จนั ต๊ะก๋าณี คร้ังเหน็ สองกุมารแลว้ กลับมใี จร้อนผ่าว เหมือนมไี ฟมา
สุมอยู่ในหัวใจนาง คิดอยู่ในใจว่า “ระวังเถิดเด็กน้อยหากว่าพวก
เจ้าซกุ ซน กูจะเฆ่ียนให้ตายเลย” ไวเท่าความคิดนางจงึ ปรไ่ี ปเอาไม้
ไม้เรียวมาและฟาดกมุ ารสองคนต่อหนา้ พ่อกันตะเศรษฐี สองกุมาร
จึงร่ำร้องด้วยความเจ็บปวด กระทั่งทนพิษการเฆี่ยนตีไม่ไหวเป็น
ลมล้มพับไปต่อหน้าพ่อกันต๊ะเศรษฐีซ่ึงได้แต่ยืนมอง ไม่ช่วยเหลือ
ใด ๆ เลย.
สุวตั ตกมุ ารเขียวสองมอนผกู ท่ี ๒

ขณะท่ีนางจันต๊ะก๋าณีแม่น้าเฆ่ียนตีสองกุมารน้ัน สุวัตตกุมาร
ผู้พ่ีจึงได้แต่ปลอบโยนน้องชายว่า ให้คิดเสียว่าเป็นวิบากกรรมของ
เราแต่อดีตชาติมาสนองแก่เราสองพ่ีน้อง แม้ว่าลูกทั้งสองได้รับ
ความทุกข์ปานนั้น กันต๊ะเศรษฐีก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลย



ยิ่งพ่อสอนให้อดทน นางย่ิงตีแรงไปอีก ทั้งที่สองกุมารไม่มีโทษเลย
แผลที่ถูกเฆี่ยนตี มีเลือดไหลออกมา แม่น้าก็ไม่สนใจ พ่อก็ไม่พูด
ทำให้สองกุมารพร่ำพรรณนาว่า ในโลกน้ีคงไม่มีใครเหมือนแม่ของ
เราจริง ๆ ยามหิวแม่หาข้าวมาป้อน ยามนอนแม่ก็กล่อมด้วยเสียง
อ่อนหวาน แต่เสียดายแม่ของเราตายไปแล้ว แม่จ๋าอยู่ไหนนะ มา
ช่วยลูกด้วย ลูกท้ังสองคิดถึงแม่เหลือเกิน แม่น้าใจร้ายมาก ไม่
สงสารลกู เลย

นอกจากนางเฆี่ยนตีกุมารท้ังสองไม่พอ ยังแกล้งส่อเสียด
กันต๊ะเศรษฐีด้วย ยุยงให้เอาสองกุมารไปปล่อยเสียให้ไกล เอาไป
ปล่อยในป่าให้แรดช้างเสือหมีได้กินเป็นอาหาร แล้วค่อยกลับมา
ถา้ ไมน่ ำลูกทั้งสองออกจากบ้าน นางขู่ว่าจะไมอ่ ยูก่ บั เศรษฐีอกี แลว้

กันต๊ะเศรษฐีซึ่งยังรักลูกอยู่ คิดว่า นางคงโกรธลูกไม่นาน คง
หายโกรธ คอยผลัดวันประกันพรุ่ง จึงเงียบไป ไม่พูดอะไร รอให้
สถานการณ์ปกติ แต่ไม่เป็นไปตามท่ีคิดนานวันไป นางย่ิงกร้ิวโกรธ
กันต๊ะเศรษฐีมากขึ้น และขู่ว่า จะไม่อยู่กับเศรษฐีจริง ๆ แล้ว
เพราะว่าเศรษฐีไมร่ กั นางจรงิ



เวลาน้ันความลุ่มหลงครอบงำจิตใจกันต๊ะเศรษฐีหมดสิ้น เชื่อ
ฟังคำยุยงของนาง เศรษฐีจึงลวงลูกทั้งสองว่า “ลูกรักพ่อจะพาลูก
ไปท่องเที่ยวในป่า ไปดูช้าง สิงห์สาราสัตว์ ไปเก็บผักหักไม้ให้
สนกุ สนานนะลกู รัก”

ลูกทั้งสองได้ฟังดังน้ันดีใจกระโดดเข้าหาพ่อ หัวเราะกันทั้ง
สองพี่น้อง พ่อจึงพาลูกท้ังสองเดินทางไกล กระท่ังดวงตะวันเริ่ม
อ่อนแสง ลูกท้ังสองก็หิวข้าว ชวนพ่อกินข้าวจนอ่ิมแล้ว สุวัตต
กุมารผู้พ่ีก็ไปหักก่ิงไม้มาปูพ้ืนใต้ร่มไม้ใหญ่แล้วนอนลงไป ด้วย
ความออ่ นล้าอ่อนแรงท้ังสองพูดเสยี งออ้ แอ้กบั พอ่ แลว้ มอ่ ยหลบั ไป

เมื่อพ่อเห็นลูกท้ังสองหลับไปแล้ว จึงถือโอกาสหนีลูกทั้งสอง
กลับบ้านไป ครั้นใกล้ถึงบ้าน กันต๊ะเศรษฐีกลับหวนคิดถึงลูกท้ัง
สองท่ีถูกทิ้ง คิดถึงตอนลูกยังเล็กแม่เขายังอุ้มหอบ ปลอบขวัญเป็น
อย่างดี บัดน้ีแมแ่ ท้ ๆ ตายไปแลว้ ไมม่ ีแม่ปล่อยให้ลูกอยอู่ ยา่ งทุกข์
ทรมาน ตนเองยังมาปล่อยลูกให้อยู่กลางป่าอย่างไร้ความเย่ือใย
ต่อไปนี้เราจะไม่เห็นลูกท้ังสองแล้ว ครั้นคิดมาถึงตอนน้ีกันต๊ะ
เศรษฐีจึงรีบเดินทางไปลูกท้ังสองอีกคร้ัง ลืมคำขู่ของนางจันต๊ะ
กา๋ ณีเสียสน้ิ พอไปถึงกย็ ังเหน็ ลูกท้ังสองนอนหลบั อยู่ แตก่ ลบั คดิ ถึง



นางจันต๊ะก๋าณีกลัวว่านางจะหนีจากตนเองไป ทำให้ตนเองอยู่
เดยี วดาย เขากลวั อยา่ งสดุ หัวใจจงึ หนีละลกู ท้งั สองมาอีกครั้งพร้อม
กับความสงสารในใจ มีน้ำตาอาบหน้ากลับบ้าน เขาเป็นอย่างน้ีถึง
สามครั้ง สุดท้ายความลุ่มหลงมัวเมาก็ชนะความรักลูก เขาจึงกลับ
บา้ นมาอยกู่ บั นางจันตะ๊ ก๋าณี

สว่ นนางจันต๊ะก๋าณีเห็นกันตะเศรษฐีกลับบ้านอย่างน้ัน นางดี
ใจพร่ำบอกกับสามีว่าจะอยู่กับเศรษฐีตลอดไปไม่หนีไปไหน นาง
รูส้ ึกว่าเปน็ ผูช้ นะท่ีสามารถนำเอากุมารท้ังสองออกจากบา้ นได้

ส่วนสองกุมารเมื่อต่ืนขึ้นมาแล้ว ไม่เห็นพ่อของตนจึงร้อง
เรียกหาแต่พ่อ รัตนกุมารผู้น้องก็พร่ำแต่ถามสุวัตตกุมารว่าพ่อไป
ไหน ไปป่า ไปท่านำ้ ไปหาลูกไมม้ าใหเ้ ราทง้ั สองใช่ไหม ทำไมพอ่ ไป
นานมาก

สุวัตตกุมารจึงพูดปลอบประโลมน้องว่า “น้องจ๋า พ่อไปครู่
เดียวนะ เด๋ียวพ่อก็กลับมา พ่อไปหาลูกไม้หัวมัน ถ้าหาได้แล้ว พ่อ
จะกลับมาหาเราทั้งสอง” คำปลอบโยนนี้ทำให้รัตนกุมารหาย
โศกเศร้าไปได้นิดหนึ่ง ไม่เพียงแค่น้ันทั้งสองก็ออกตามหาพ่อ
เช่นกัน ปากก็พร่ำพูด พ่อจ๋าอยู่ไหน? พ่อเป็นอะไรหรือเปล่า มีเสือ

๑๐

มากัดพ่อไหมหรือว่ามีนกหัสดีลิงค์มาคาบพ่อไป หรือว่าพ่อหมดรัก
ลูกท้ังสองแล้วหนีไป พ่อไม่รักลูกท้ังสองแล้วใช่ไหม? พ่อจ๋าหากว่า
ลูกท้ังสองยังไม่ตาย จะต้องอุปการะพ่อตลอดชีวิตอย่างแน่นอน
หากว่าลกู ท้ังสองต้องดับจิตตายไปในปา่ นี้ ขอพ่อไดโ้ ปรดยกโทษให้
ลูกทั้งสองด้วยเถิด ลูกท้ังสองยังคิดถึงพ่ออยู่ทุกลมหายใจ พ่อ
อาบน้ำ ป้อนข้าว ป้อนยา ลูบหลังเมื่อร้องไห้ แต่ว่าตอนน้ีพ่ออยู่
ไหนนะ? ลูกทั้งสองหาพ่อท่ัวป่า กลับไปมาท่ีเดิมสามรอบก็ไม่พบ
แมเ้ งาของพ่อ ได้แตห่ าผลไม้กนิ ประทังชีวิตไปพลาง ๆ

ครั้งน้ัน เจ้าสุวัตตกุมารกล่าวกับน้องว่า เราต้องมาตกทุกข์ได้
ยากเพราะพ่อได้หนีไป น้องต้องอดทนไว้นะ เขายังปลอบน้อง แม้
ใจน้ันจะเศร้าหมองแค่ไหนก็ตาม

บพุ พกรรมของสองกมุ ารที่ต้องถกู พ่อนำมาปลอ่ ยในปา่ เพราะ
ในอดีตนั้น เม่ือคร้ังเกิดเป็นลูกนายพราน สองเจ้ากุมารกินข้าวแล้ว
มีแมวตัวหน่ึงได้กลิ่นปลา จึงเข้ามาหา สองเจ้ากุมารคิดว่า แมวดำ
น้ันนิสัยไม่ดี จึงไล่ทุบตีและนำไปปล่อยในป่า ด้วยกรรมน้ันจึงมา
ออกผลในชาติน้ี

๑๑

ในขณะที่สองกุมารกำลังตามหาพ่อ มีนางยักษ์เฒ่าตนหนึ่งได้
ออกหาอาหารในป่า เห็นสองกุมารเรียกร้องหาพ่อและเสียงร้องไห้
นางจึงคิดว่า มีอาหารกินแล้ว นางจึงแปลงเพศเป็นหญิงชราเดิน
เข้าไปหาสองกุมารจึงถามว่า “หนูน้อย ทำไมมาอยู่ในป่าน้ีได้ พ่อ
แม่ของเจ้าไปไหน? หรือว่าเจ้าทงั้ สองถกู ลงโทษ บอกมาเถดิ ”

สุวัตตกุมาร “แม่เฒ่าจ๋าเราทั้งสองเป็นพ่ีน้องกัน พ่อของพวก
เราฟังคำยุยงของแม่น้าจึงนำเอาเรามาปล่อยในป่า เราทั้งสองจึง
เดินหลงป่าอยู่นะ พวกเรามีความทุกข์มากเพราะไม่เคยเดิน
ทางไกล”

นางยักษ์เฒ่าแปลงกายก็มีใจยินดี บอกกบั สองกุมารว่า “อย่า
ทุกข์ใจไปเลย ไปกับย่านะ ย่าจะเล้ียงหลานทั้งสองเอง ย่าจะพา
หลานทัง้ สองออกจากปา่ เอง”

ครั้นพูดจบนางยักษ์แปลงจึงอุ้มรัตนกุมาร ส่วนสุวัตตกุมาร
เดินตามกลับไปท่ีอยู่ของนาง สองกุมารก็อยู่กับนางยักษ์แปลงโดย
ไม่รู้วา่ นางเป็นยักษ์ เพราะนางเลี้ยงดูสองกุมารเป็นอย่างดี ของกิน
มีอย่างอุดมสมบูรณ์ เหตุเพราะว่านางเป็นยักษ์หม้าย ไม่มีลูก นาง
เลีย้ งสองกมุ ารอยา่ งลูกของตนเอง จนเติบใหญ่เป็นหนุม่ รปู งาม

๑๒

สุวตั ตกมุ ารเขียวสองมอนผกู ที่ ๓

ค ร้ั น สุ วั ต ต กุ ม ารกั บ น้ อ งอ ยู่ กั บ น างยั ก ษ์ จ น โต เป็ น ห นุ่ ม มี
พละกำลังแรงประมาณเท่าช้างพันเชือก นางยักษ์ยิ่งเพิ่มความรัก
ให้กับลูกเลี้ยงทั้งสอง และท่ีสำคัญนางกลัวเขาหนีไปจากนาง เม่ือ
จะออกไปหากนิ ขา้ งนอกจงึ เอาหินปิดประตถู ำ้ ไว้ไม่ให้มีช่องสำหรับ
คนลอดหนีไปได้ พร้อมส่ังห้ามลูกทั้งสองว่าอย่าเล่นซุกซน อย่าไป
ขึ้นเหนือล่องใต้ แม่จะไปหาลูกไม้หัวมันมาให้กินอย่างอ่ิมหนำ
สำราญเอง

ส่วนสองกุมารยังไม่รู้ว่านางเป็นยักษ์ ปลงใจเชื่อว่านางคือคน
แปลกใจว่า ทำไม แม่ไม่ให้ออกไปเท่ียว แม่มีความลับอะไรหรือ
เปล่านะ?

วันหน่ึงสุวัตตกุมาร คิดว่า ทั้งสองมาอยู่ในถ้ำนานมากแล้ว
แม่ก็ส่ังห้ามทุกวัน เมื่อจะออกจากถ้ำ ไม่ให้เราไปไหนในทิศทั้งส่ี
อย่าไปเท่ียวเล่นบนผา ในป่าใหญ่ เพราะกลัวสัตว์ร้าย วันน้ีเราควร
ออกไปสำรวจบริเวณพ้ืนท่ี ฝืนคำส่ังแม่สักวันจะเป็นไรไป ท้ังสอง
ออกสำรวจ จึงพบ กองกระดูก กวาง ฟาน หมูและสัตว์ต่าง ๆ จึง

๑๓

ทำให้ทั้งสองหวาดกลัวว่า แม่ของเราเป็นยักษ์หรือเปล่า เมื่อคิด
ดังน้ีท้ังสองจึงพร่ำบ่นว่า ทำไมนะชะตากรรมของเราท้ังสองได้พบ
กับแม่น้าใจร้ายยังไม่พอ ยังมีพ่อท่ีใจร้ายนำเอาเรามาปล่อยในป่า
ใหญ่ บัดน้ีเราท้ังสองได้มาอยู่กับยักษ์ใจร้าย สักวันเราทั้งสองต้อง
ถกู ยักษ์กินแน่ ๆ เลย พวกเรากำลังเปน็ หนุ่มจะต้องมาตายแล้วหรอื ?

ท้ังสองกุมารไม่ย่อมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา ย่ิงกลัวย่ิงมีแรงขึ้น
ไปบนภูผาเผ่ือว่าจะพบทางออกบ้าง ทันใดนั้นสุวัตตกุมารเหลือบ
เห็นขะอูบใหญ่อยู่ทางทิศเหนือ มีฝาครอบไว้ จึงอดไม่ได้ท่ีจะเปิด
ออกดู เขาเห็น มีเส้นด้ายไหมทองคำสองเส้นส่องแสงประกายแวว
วาว แท้จริงเป็นเส้นด้ายทองคำมนต์วิเศษของนางยักษ์ แม้เพียง
เอามาคล้องที่คอก็สามารถจะกลับกลายเป็นร่างเป็นนกแลเขียวได้
ในพรบิ ตา

รตั นกมุ ารผู้น้องกลา่ วกับพ่ีชายวา่ “พี่จา๋ มีด้ายทองคำสองเส้น
พอดี เอะมันจะเป็นด้ายไหมยังไงนะ น้องขอลองเอาสวมคอหน่อย
นะ” พูดไม่ทันขาดคำ รตั นกมุ ารจงึ เอาดา้ ยทองคำสวมใส่คอ ทันใด
นั้นเขากลายเป็นนกแลเขียว สุวัตตกุมารผู้พี่ก็ได้แต่อัศจรรย์ใจจึง

๑๔

รีบดึงเส้นด้ายทองคำออกจากคอของน้องรกั น้องจึงกลับกลายเป็น
คนดงั เดมิ

ส่วนสุวัตตกุมารอยากลองดูบ้างจึงเอาด้ายทองคำสวมใส่คอก็
กลับกลายเป็นนกแลเขียว รัตนกุมารจึงดึงเอาด้ายออกจากคอ
พี่ชาย จากนั้นรัตนกุมารจึงชวนพ่ีชายว่า “พ่ีจ๋าพวกเราอย่าอยู่ท่ีนี่
เลยน้องกลัว เพราะเมื่อแม่จะออกไปป่าทุกคร้ัง ต้องส่ังห้ามทุกวัน
นอ้ งกลัวแม่เป็นยักษ์ หากวา่ แมร่ ู้ความจริงว่า เราร้คู วามลับของแม่
แลว้ แมจ่ ะจบั เรากนิ อย่างแน่นอน น้องกลวั จรงิ ๆ

ขณะที่น้องรัตนกุมารชวนพี่ชายหนีไป จึงไปเห็นบ่อทองคำ
ด้วยความสงสัยว่าเป็นบ่ออะไร จึงเอานิ้วมือจุ่มลงไป น้ิวมือ
กลายเปน็ ทองคำตดิ มือแน่น เช็ดลา้ งกไ็ ม่ออก ส่วนสุวัตตกุมารผูพ้ ก่ี ็
ร้อนใจว่าจะเช็ดทองคำออกจากน้ิวของน้องได้อย่างไร เพราะกลัว
ว่าแม่จะกลับมาเห็นแล้ว ความลับจะแตกและกลัวว่า แม่ยักษ์จะ
ฆ่าน้องและตนเอง เจ้าสุวัตตจึงเอาผ้าขาวมาพันนิ้วของน้องไว้เพื่อ
ไมใ่ ห้แมย่ ักษ์เห็น

๑๕

คราวน้ันนางยักษก์ ลบั มา ท้ังสองอย่ใู นอาการสงบ แมว้ ่าใจจะ
รอ้ นรุ่มกลุ่มใจก็ตาม นางยักษ์จึงกล่าวเหมือนทุกคร้ัง “ลูกรักมาหา
แม่นะ จึงอุ้มเอารัตนกุมารมาน่ังตัก นางสังเกตเห็นนิ้วมือของรัตน
กมุ ารมีผ้าพนั ไว้ กล่าววา่ “นว้ิ มอื ของลูกเป็นอะไรไป จึงพนั ผ้าไว้?”

สุวัตตกุมารร้อนใจ กลัวว่าแม่ยักษ์จะจับได้ และล่วงรู้
ความลับของนาง จากน้ันจึงระลึกถึงอธิษฐานธรรม หากว่า
“อดีตชาติท่ีผ่านมาได้สร้างบารมีไว้มาก ต่อไปจั กได้เป็น
พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หน่ึงไซร้ ก็ขอให้ทองคำจากนิ้วของน้องได้
หายไปด้วยเถิด” สุวัตตกุมารจึงรีบอมน้ิวมือของน้องโดยไม่ให้แม่
ยักษเ์ หน็ ทองคำจากนิว้ จงึ หายไป

ส่วนนางยักษ์ยังเป็นห่วงรัตนกุมาร จึงขอเปิดดูนิ้วมือท่ีผ้าพัน
ไว้ เอาผ้าออกแล้ว ไม่เห็นมีแผลเลย นางจึงเข้าใจว่าลูกน้อยแกล้ง
เล่นเฉย ๆ จากน้ันจงึ ให้ลกู ท้ังสองไดก้ ินผลไม้ต่าง ๆ ท่ีนางนำมาให้
จากนัน้ นางจึงกล่อมลูกท้ังสองให้นอนหลับ แต่กุมารทั้งสองก็แกล้ง
หลบั ไป แต่ในใจคดิ ว่า วันพรุง่ น้ีจะหนีจากนางยกั ษ์ไปอยา่ งแนน่ อน

พอรุ่งเช้า นางยักษ์จะออกไปหากินตามปกติ จึงส่ังสองกุมาร
อย่างเดิมทุกประการ แล้วออกไปหากิน พอลับตาแล้วสองกุมารพ่ี

๑๖

น้องจึงรีบไปท่ีภูผา เอาด้ายทองคำสวมใส่คอของตน ท้ังสองจึง
กลายร่างเป็นนกแลเขียวบินหนีไปอยู่กลางป่ากระท่ังค่ำได้พบกับ
เหล่านกสกุณาตา่ ง ๆ บินกลบั รงั ร้องเสยี งระงมท่ัวปา่

ส่วนนางยักษ์ก็กลับมาท่ีอยู่ตน แต่ไม่เห็นสองกุมาร ที่อยู่ของ
นางเงียบสงัดมาก จึงออกตามหากุมารท้ังสองคน พร่ำพรรณนาว่า
“ลูกรักของแม่ แม่ไม่เห็นเจ้าท้ังสองแล้ว ลูกแม่ไปไหน แม่ไปหา
ผลไม้มาให้ มากินให้อ่ิมนะลูกรัก ลูกไม่รักแม่แล้วหรือ แม่ยังรักลูก
เสมอนะ” นางยักษ์จึงรีบไปดูท่ีขะอูปใส่ด้ายทองคำ นางเปิดดูไม่
เห็นด้ายแล้ว รู้ว่าลูกทั้งสองหนีไปอย่างแน่นอน นางจึงออกตามหา
ลูกทั้งสองตามหุบเขา ดงดอย ท้ังทุกข์ใจ ไม่เห็นหน้าลูกทั้งสอง ทั้ง
พรำ่ พรรณนาหาลูกทั้งสอง กระท่ังไปพบลูกท้ังสองซ่ึงเป็นนกจับกิ่ง
ไม้เรียงกนั นางเห็นแลว้ กล่าววา่

“ลูกรักทั้งสอง ทำไมปล่อยให้แม่อยู่เดียวดายเล่า ลูกไม่รู้หรือ
แม่รักลูกทั้งสองมาก แม่หาผลไม้ ของกินมาให้ เลี้ยงลูกท้ังสอง ลูก
อยู่กบั แม่ปลอดภัย มาเถดิ ลกู ไปอยกู่ ับแมน่ ะลูก”

สวุ ัตตกมุ ารจึงกล่าวปลอบขวญั แมว่ า่ “แม่จ๋า อย่าโศกเศร้าไป
เลย ลูกท้ังสองขอลาแม่ไปก่อนนะ ขอแม่ได้อยู่ในถ้ำคูหาของแม่

๑๗

แม่อย่าโกรธลูกท้ังสองเลย ลูกจะกลับบ้านเมืองของลูก ลูกขอ
กราบลาแม่ตรงนี้ ขอแม่ได้โปรดยกโทษให้ลูกท้ังสองด้วย ลูกจะ
จดจำบุญคุณของแม่ท่ีได้เล้ียงดูลูกท้ังสองมาจนเติบใหญ่ หากไม่มี
แม่ลูกท้ังสองคงตายอยู่กลางป่าไม้อย่างแน่นอน ชาติหน้ามีฉันใด
ขอให้ลูกทั้งสองได้กลับมาเกิดเป็นลูกของแม่นะ ลูกท้ังสองจากไป
คราวน้ี จะไมก่ ลบั มาหาแมอ่ กี แลว้ ”
สวุ ตั ตกุมารเขยี วสองมอนผกู ที่ ๔

นางยักษ์ได้ฟังลูกส่ังอำลาเช่นนั้น ก็เสียใจร้องไห้ขอร้องสอง
กุมารลงมา “ดูก่อนลูกรัก ขอลงมาหาแม่เถิด แม้ว่าแม่เป็นยักษ์ ก็
ไม่มีจิตคิดโทษต่อลูกเลย ถ้าแม่ไม่รักลูกทั้งสอง คงไม่ออกตามหา
ขนาดน้ีเลยนะลูกรัก หากว่าไม่มีลูกท้ังสองอยู่กับแม่แล้ว แม่อยู่
ไม่ได้อย่างแน่นอน แม่ยังไม่ได้ส่ังสอน ถ่ายทอดสัพพะวิชาอาคม
ให้แก่ลูกเลย ลูกยังเด็กนักต้องได้เรียนรู้อีกมาก” แม้ว่านางจะพร่ำ
พรรณนานารักลูกแค่ไหนสองกุมารก็ไม่ลงมาหา กระทั่งนาง
ตรอมใจตายอยตู่ รงนั้น

เม่ือสองกุมารเหน็ แมย่ ักษ์แน่น่ิงไป ใจคอไม่ดี จึงถอดด้ายไหม
ทองคำออกจากคอ กลายร่างเป็นคน เสียใจน้ำตาไหล กล่าว

๑๘

พรรณนาถึงแม่ ทำไมแม่ไม่พูดจา แน่น่ิงไปทำไม เมื่อรู้แก่ใจว่า
แม่ตายไปจรงิ ๆ จงึ หาไม้ฟืนมาสมุ เผาศพแม่ยกั ษ์ในกลางป่านัน่ เอง
พร้อมกับขอขมาแม่ยักษ์ท่ีได้ล่วงเกินด้วยกายกรรม วจีกรรมและ
มโนกรรม ขอให้แม่ยกโทษให้ อธิษฐานจิตให้แม่ยักษ์ได้ไปเกิดใน
สวรรค์ชั้นฟ้า พอเสร็จเผาศพแล้ว ก็นำเอากระดูกแม่ยักษ์ไปไว้ใต้
พื้นหนิ ผาซงึ่ มคี วามชุ่มเย็นดี

จากนั้นทั้งสองจึงเอาด้ายไหมทองคำสวมใส่คออีกคร้ัง
กลายเป็นนกแลเขียวบินไปในป่ากว้าง ซ่ึงอุดมสมบูรณ์ด้วยผล
หมากรากไม้

มีพระนครใหญ่นามว่า นครจัมปา ซ่ึงมีพระเจ้ามุนีกันโต
ปกครองด้วยทศพิธราชธรรม มีพระเทวีโฉมงาม พระนามว่า
กรรณวติ เป็นคู่บุญบารมี ไพร่ฟ้าประชาชนอยู่กันอย่างมีความสุข
ต่อมาไม่นาน ได้ประสูติพระธิดาพระนามว่า จันตา เป็นท่ีรักของ
พระบิดาและพระมารดายิ่งนัก พระเจ้ามุนีกันโตได้สร้างปราสาท
เสาเดียวให้พระธิดาอยู่กับนางสนม ความสวยงามของพระธิดา
เล่ืองลือไปเมืองน้อยใหญ่ มีพระราชโอรสต่างเมืองมาสู่ขออยู่เนือง

๑๙

ๆ เครื่องบรรณาการมาสู่นครจัมปาไม่ขาดสาย จึงทำให้นครจัมปา
ครกึ ครื้นทุกวนั

เมื่อมีผู้มาสู่ขอพระธิดามากมาย พระเจ้ามุนีกันโต จึงสร้าง
เง่ือนไขว่า ถ้าหากใครก็ตามที่สามารถยกหินหลวงสูงแปดศอก
กว้างส่ีสบิ วา ข้นึ มาได้แลว้ โยนไปในกลางอากาศได้กจ็ ะยกพระธิดา
ใหไ้ ปครอบครอง

ข่าวการหาคู่ครองพระธิดาจันตาก็แพร่สะพัดไปท่ัวพระนคร
ตลอดถงึ ต่างเมือง โดยทพ่ี ระเจา้ มุนกี ันโต จะตงั้ หินไว้ตลอด ๑ ปี ๗
เดือน ถ้าหากว่าใครยกหินได้จะยกพระธิดาให้ตลอดถึงการครอง
นครจัมปาดว้ ย

แม้เจ้าชายต่างเมืองที่ต้องการมาประลองกำลัง เม่ือทำไม่ได้ก็
เลยสร้างบ้านเรือนอยู่ใกล้ ๆ คอยดูว่า ใครคือผู้มีบุญท่ีจะมายกหิน
น้ันแต่ในใจนนั้ ปรารถนาพระธดิ าจนั ตามาครอบครองดว้ ยกันทัง้ นั้น

ในกาลน้ันสองกุมารซึ่งกลายร่างเป็นนกแลเขียวแล้วบินมาถึง
ในป่าเขตนครจัมปา ซ่ึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยผลไม้ สุวัตตกุมารได้
กล่าวกับน้องรัตนกุมารว่า จะไปนครจัมปาเพราะได้ยินข่าวจากฝูง

๒๐

นกท้ังหลายวา่ เมืองน้ันอุดมสมบรู ณ์ดีมาก ขอให้น้องอยู่ในป่าก่อน
ออกหากนิ กับฝงู นกดว้ ยกัน ระวงั อนั ตรายจากรุง้ จากกาดว้ ยนะ

นอ้ งรัตนกุมารก็บอกกล่าวกับพ่ีว่า ไม่ตอ้ งห่วงเพราะรู้จักท่ีหา
กินเป็นอย่างดี แต่ไม่วายสุวัตตกุมารยังกล่าวว่า พี่จะไปนครจัมปา
ไปดกู ับตาว่าอุดมสมบูรณ์จริงไหม ถา้ พบแล้วจะกลับมาบอก

จากนั้นสุวัตตกุมารจึงบินไปตัวเดียวปล่อยให้น้องรัตนกุมาร
นกแลเขียวผนู้ ้องอยู่กับฝูงนกในปา่ กระทั่งบินไปถึงนครจมั ปา เห็น
มณฑปปราสาทนครจัมปาสวยงาม มีผลไม้มากมาย โดยเฉพาะใน
สวนอุทยานจึงเรง่ รีบเขา้ ไปกินอย่างอร่อย

ขณะน้ันจ่าสวนผู้ดูแลอุทยานก็เห็นนกแลเขียวกินผลไม้ท่ี
ตนเองปลูกไว้ ก็โมโหเป็นอย่างมากจึงได้ทำเชือกคล้องเพื่อจักดัก
นกในทางเขา้ ออกใหไ้ ด้

สวุ ัตตกุมารเขยี วสองมอนผกู ที่ ๕
ปู่จ่าสวนได้สร้างกับดักจับนกแลเขียวทุกทิศทุกทาง เพราะ

อยากได้นกแลเขียวเป็นอย่างมาก ส่วนนกแลสวุ ตั ตกุมารก็ไมร่ ู้วา่ ใน
สวนน้นั มีอันตรายบว่ งคอยดกั อยู่ ก็กนิ ผลไมอ้ ย่างชะล่าใจ หลังจาก

๒๑

กินผลไม้บนต้นไม้ยังไม่พอ ก็บินลงกินกลางสวนกระท่ังเท้าไปถูก
บ่วงนายพรานปู่จ่าสวน ย่ิงดิ้นเชือกย่ิงรัดแน่นไม่หลุด ปู่จ่าสวนจึง
นำนกแลเขียวกลับบ้าน คิดว่าจะเอาไปฆ่าและแกงกินก็ไม่ควร
เพราะเป็นนกโลภมาก จึงคิดจะเอาไปถวายเจ้าเมืองเพื่อเป็น
อาหารเสวยในวันรงุ่ เชา้

พอไปถงึ บ้าน ภรรยาเขาเห็นนกแลเขียวซ่ึงมีขนสวยงาม แตป่ ู่
จา่ สวนบอกกบั ภรรยาวา่ จะเอานกแลเขียวไปถวายเจ้าเมือง เขาจึง
รีบนำเอานกแลเขียวไปถวายเจ้าเมือง เดินทางผ่านมณเฑียรน้อย
ใหญ่ พอดีเดินผ่านปราสาทเสาเดียวของพระธิดาจันตา พระนาง
ทอดพระเนตรเห็นปู่จ่าสวนพอดี ตรัสถามว่า “ท่านประสงค์ส่ิงใด
จึงมาถงึ ท่นี ี่?”

ปู่จ่าสวน “ข้าพระพุทธเจ้าได้นกแลเขียวมาตัวหนึ่ง เห็น
สวยงามแปลกตาจึงนำมาถวายพระธิดา พะยะค่ะ”

พระธิดาจันตา ก็อุ้มนกแลเขียวมาไว้เหนือตัก ชื่นชมว่าเป็น
นกที่สวยงามดี จากนั้นจึงให้รางวัลปู่จ่าสวนด้วยเงินสองร้อย
จากน้ันจึงเอาไปเล้ียงไว้ในห้องบรรทม ให้น้ำ ให้ผลไม้นกแลเขียว
กิน เอานกมาเล่นวางไว้บนไหล่ บนอก บนขา หอมแก้ม ซึ่ง

๒๒

พระธิดาไม่รู้สักนิดว่า แท้จริงแล้วเป็นคน ส่วนนกแลเขียวก็เล่นกับ
พระธิดาอย่างดี ไม่มีเบื่อ แม้ว่านกแลจะเกาะจะขย้ำบ้างจนเป็น
รอย นางก็ไมถ่ ือสาอะไรเลย

ขณะท่ีเล่นอยู่น้ันพระธิดาพึ่งสังเกตเห็นเส้นด้ายไหมทองคำท่ี
ติดอยู่ในคอนกแลเขียว นางจึงลองถอดไหมทองคำออกจากคอนก
แลเขียว ทันใดนั้นนกแลกลายเป็นสุวัตตกุมารรูปงาม ยังไม่ทันจะ
พูดอะไร พระธิดาตกพระทัยเป็นอย่างมากรีบนำด้ายไหมทองคำ
สวมคำไว้อย่างเดิม มิใชเ่ พยี งแค่นน้ั นางเกบ็ ความสงสยั ไวต้ ลอดทัง้
วัน ว่าบุรุษหนุ่มรูปงามเป็นใครกันนะ จึงรอให้พระอาทิตย์ตกดิน
ด้วยความกระวนกระวาย

กระทั่งพระอาทิตย์ตกดินแล้ว ทุกคนหลับแล้ว นางก็นำนก
แลเขียวมาเล่นและถอดเอาด้ายไหมทองคำออกจากคอ กลับ
กลายเป็นสวุ ตั ตกมุ ารหน่มุ รปู งาม นางได้แต่พรำ่ พรรณนาวา่ “ท่าน
เป็นใคร เปน็ พระอินทร์ เปน็ นาค เป็นยกั ษ์แปลงรา่ งมาหรอื ไร หรอื
ว่าเป็นนกแลเขียวมาตั้งแต่เกิด หรือว่าเป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์เมือง
ใด ทำไมหล่อรูปงามบาดใจข้าพเจ้าเป็นอย่างย่ิง ขอได้โปรดบอก
ด้วยเถดิ ข้าพเจ้าไมเ่ คยเห็นเรอื่ งแบบนม้ี ากอ่ น”

๒๓

สุวัตตกมุ าร “นอ้ งหญิง คงเป็นบุพพกรรมของสองเราท่มี าพบ
กัน พ่ีไม่ใช่นกแลเขียวมาแต่กำเนิด ไม่ใช่ยักษ์ ไม่ใช่พระอินทร์
ไม่ใช่สัตว์ร้ายใด ๆ พ่ีเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง แต่ว่าด้วยอำนาจ
เดชมนต์แห่งด้ายไหมทองคำจึงกลายเป็นนกแลเขียวบินมาหาน้อง
จันตานี้

น้องรักพ่ีมาอยู่ท่ีน้ีเพราะถูกปู่จ่าสวนจับได้ มาอยู่ใกล้น้อง
หญงิ ก็จริง แต่เสียดายมีคนมากมายหวงั ปองนอ้ งหญิงและน้องหญงิ
ก็มใี ครสกั คนอยูใ่ นใจแลว้ พม่ี าอยู่ใกลก้ ็เปลา่ ประโยชน”์

จันตา “ไม่ใช่อย่างนั้นเจ้าพี่ น้องไม่มีคู่ใด ๆ เลย มีแต่พี่ได้มา
อยู่ชิดใกล้ร่วมเรียงเคียงหมอนอยู่คนเดียวเท่านั้น แต่ว่าเสียดายนะ
อีกไม่นานพ่ีก็จะกลายร่างเป็นนกแลเขียวบินหนีห่างหายไปจากตัว
น้อง ห่างไกลกนั ตลอดชวี ิต ไมม่ ีโอกาสไดพ้ บกนั อกี แล้ว”

สุวัตตกุมาร “น้องรัก พี่ถูกศรรักปักอกเสียแล้วจะไปท่ีไหนได้
หากว่าพี่ไมไ่ ด้อยรู่ ว่ มเปน็ คูเ่ คียงกบั นอ้ ง พค่ี งตอ้ งตายเปน็ แน”่

ยามนั้นพระธิดาจันตาจึงได้เกาะเก่ียวแขนสุวัตตกุมาร และ
ท้ังสองก็ได้เชยชมซ่ึงกนั และกนั อย่างมีความสขุ ตลอดท้งั คนื

๒๔

รุ่งเช้านางจันตาจึงเอาด้ายไหมทองคำมาสวมใส่คอสุวัตต
กุมารกลายเป็นนกแลเขียวดังเดิม ไม่มีใครรู้เห็นเร่ืองนี้เลย จากนั้น
พระธิดาจันตาก็รับส่ังให้นางสนมจดั อาหารไว้สำหรับคนสองคนทุก
วัน พอยามคำ่ คนื ก็คืนรา่ งนกแลเขียวเปน็ สุวตั ตกมุ าร ช่นื เชยชมกนั
และกนั อย่างมีความสขุ

ส่วนนางสนมก็คอยสังเกตว่า พระธิดาจันตาอยู่องค์เดียว
ทำไมต้องจัดสำรับอาหารไว้สำหรับคนสองคน หรือว่ามีใครอยู่ใน
หอ้ งหรอื เปลา่ นางสนมมไิ ด้เก็บความอึดอัดไวค้ นเดียว จึงรีบไปทูล
แด่พระเจ้ามนุ ีกนั โตเพอ่ื ไมใ่ ห้เป็นทกุ ข์โทษแก่นางภายหลัง

“ข้าแต่พ่อพระยา หม่อมฉันไม่สบายใจ พระธิดาให้หม่อมฉัน
จัดอาหารไว้สองสำรับทุกวัน ท้ังท่ีในห้องของพระธิดาอยู่เพียง
พระองค์เดียวและนกแลเขียวเท่าน้ัน เพคะ หรือว่าพระธิดาซุก
ซ่อนใครอยู่ในห้องบรรทม”

สวุ ตั ตกุมารเขยี วสองมอนผกู ที่ ๖
พระเจ้ามุนีกันโต๋ เจ้านครจัมปาได้ฟังคำทูลของนางสนม จึง

ทรงกริ้วมาก ทำไมนะจันตาลูกของเราต้องนำสัตว์เดรัจฉานมา

๒๕

เลี้ยงไว้ใกล้ชิด มันเป็นเร่ืองช่างน่าอับอายเหลือเกิน ประชาชนท่ีรู้
ขา่ วคงตฉิ ินนินทา ว่าท้าวพระยามีลกู เขยเปน็ สตั ว์เดรัจฉาน ตรสั ให้
นางสนมไปเชิญพระธดิ ามาพรอ้ มด้วยนกแลเขียว

จากนั้นนางสนมจึงไปทูลพระธิดาให้มาเข้าเฝ้าพระเจ้ามุนี
กันโต๋พร้อมด้วยนกแลเขียว พระธิดาจึงทูลพระบิดาว่า “เสด็จพ่อ
ใหน้ างสนมไปตามหมอ่ มฉันมา ด้วยทรงกร้ิวเรอื่ งใด เหมือนหน่ึงว่า
จะมีสงครามเพคะ”

พระเจ้ามุนีกันโต๋ ยังทรงเก็บพระอาการไว้ ตรัสว่า “ลูกรัก
ทำไมลูกนำนกแลเขียวมาเลี้ยงไว้ ประหน่ึงว่าเป็นคู่ครอง ลูกรู้ไหม
ว่ามันเป็นเร่ืองน่าอับอายเป็นที่สุด นับว่าลูกไม่เคารพคำส่ังสอน
ของพ่อแม่ เป็นเร่ืองบาปหยาบช้า พ่อรับไม่ได้ ต่อไปน้ีลูกไม่ต้อง
เลย้ี งนกแลเขยี วแลว้ พอ่ จะฆ่ามันใหต้ าย จะไดไ้ มต่ ้องเดือนร้อนกนั อีก”

พระธิดาจันตาทรงเห็นพระบิดากริ้วโกรธอย่างนั้น พระทัย
ร้อนวูบวาบ กลัวว่าพ่อจะฆ่านกแลเขียวจริง ๆ จึงรีบดึงด้ายไหม
ทองคำออกจากคอนกแลเขยี ว

ทันใดน้ันความอัศจรรย์ก็บังเกิดข้ึนในท้องพระโรง นกแล
เขียวค่อย ๆ กลายร่างเป็นสุวตั ตกมุ าร หนุ่มรูปงาม มีผิวพรรณผ่อง

๒๖

ใสประดุจเทวดาลงเดินดิน คนท้ังหลายตลอดถึงพระเจ้ามุนีกันโต๋ก็
อยู่ในพระอาการตกตะลึง แต่ก็ยังทรงกริ้วอยู่ จึงตรัสว่า “ดูก่อน
บุรุษหนุม่ แมว้ า่ เจา้ ดเู หมอื นไม่ใช่คนธรรมดา แตเ่ จา้ ก็ทำเรือ่ งทำให้
เราอับอายขายหน้า คิดว่าจะเป็นคู่กับธิดาของเราแล้วละก็ ต้อง
พิสจู นใ์ ห้คนทง้ั หลายเห็น”

สุวัตตกุมาร “ทำอย่างไร?หรือพระเจ้าข้า”
พระเจ้ามุนีกันโต๋ “หากว่าเจ้าสามารถยกหินหลวงสูงแปด
ศอก กว้างสี่สิบวา ข้ึนมาได้แล้วโยนไปในกลางอากาศได้ก็จะยก
พระธิดาให้ไปครอบครอง”
สุวตั ตกมุ าร ม่ันใจในพละกำลังของตนเพราะถกู นางยักษเ์ ลย้ี ง
ม า ซ่ึ ง มี พ ล ะ ก ำ ลั ง ดุ จ ช้ า ง ส า ร พั น เชื อ ก จึ ง รั บ ป า ก ว่ า
“ขา้ พระพุทธเจา้ จะแสดงให้พระองค์ได้เห็น พะยะคะ่ ”
จากนั้นพระเจ้ามุนีกันโต๋ พระธิดา สุวัตตกุมาร พร้อมด้วย
เหล่าบริวาร ต่างพากันไปท่ีพระลานหลวงเพื่อดูการพิสูจน์ การยก
หินหลวงคร้ังน้ี พร้อมกับเจ้าชายต่างบ้านเมืองซึ่งบัดน้ีได้สร้างบ้าน
รอคอยความหวังว่าจะได้ครอบครองพระธิดาวันใดวันหนึ่ง ต้ังหน้า
ต้ังตารอคอยวา่ จะมีผู้มบี ญุ คนใดมายกหนิ หลวงได้

๒๗

ยามน้ันสุวัตตกุมารอยู่หน้าคนเรือนแสนซึ่งต้องการดูการ
พิสูจน์คร้ังน้ี เขาไม่ร้ังรอยกหินหลวงก้อนนั้นขึ้นมาแล้วโยนไปใน
อากาศอย่างง่ายดาย คนท้ังหลาย ลืมตาอ้าปากค้างถึงความ
อัศจรรย์นั้น และกลัวหินผาน้ันจะหล่นใส่ตน จึงวิ่งแตกกระเจิงกัน
ไปคนละทิศละทาง เสียงร้องดังระงมไปท่ัวพระลานหลวง แต่ก็ทำ
ความดีใจให้แก่พระธิดาเป็นอย่างยิ่งท่ีสุวัตตกุมารได้พิสูจน์ให้พระ
บดิ าเหน็ เชน่ น้นั

แม้เจ้าชายต่างบ้านต่างเมืองซ่ึงหมดหวังในพระธิดาแล้ว ต่าง
ก็พากนั กลับบา้ นเมืองของตนเอง

จากนน้ั พระเจ้ามุนกี นั โตท๋ รงเหน็ วา่ เจ้าสุวัตตกุมารผู้มีกำลัง มี
บญุ ญาธิการมากเพียงนั้น จึงกระทำการราชาภิเษกให้ครองนครจัม
ปาสืบต่อจากพระองค์ เพียงแต่พระองค์ขอเก็บด้ายไหมทองคำไว้
เพราะกลัวว่าสุวัตตกุมารจะกลายร่างเป็นนกแลเขียวบินหนีไปจาก
พระธดิ าของพระองคเ์ ทา่ นั้น

วันหน่ึงพระเจ้าสุวัตต รำลึกถึงน้องรัตนกุมารซึ่งเป็นนกแล
เขียวอยู่กลางป่าพร้อมด้วยหมู่นก ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ไม่เป็นอัน
หลับนอน หนา้ ตาหมน่ หมอง ผิดสงั เกต พระเทวีจันตาจึงตรัสวา่

๒๘

“พ่ีจ๋า พักน้ีดูเจ้าพ่ีหน้าตาหม่นหมอง คิดถึงใครหรือว่าเป็น
อะไรไปหรอื เปล่า?”

พระเจ้าสุวัตต “น้องรักพี่ไม่เป็นอะไร ไม่เจ็บไม่ป่วย เพียงแต่
พ่ีคิดถึงน้องรักของพ่ีซ่ึงเป็นนกแลเขียวอยู่กลางป่า พ่ีอยากไปหา
น้องของพ่ี ขอน้องรักช่วยไปขอด้ายไหมทองคำจากเสด็จพ่อของ
น้องไดไ้ หม?”

พระเทวีจันตา แท้จริงก็กลัวว่าพระเจ้าสุวัตตจะหนีท้ิงนางไป
แต่ก็เห็นใจพระองค์จึงไปขอด้ายไหมทองคำกับเสด็จพ่อ จากนั้น
พระเจ้าสุวัตตจึงให้สัญญากับพระเทวีว่าจะไปไม่นาน พบน้อง
รัตนกุมารแลว้ กจ็ ะกลบั มาพระเทวีอย่างแนน่ อน

จากนั้นพระเจ้าสุวัตตจึงนำด้ายไหมทองคำมาสวมใส่คอ
กลายเป็นนกแลเขียวบินไปในป่ากว้าง ส่วนพระเทวีมองดูนกแล
เขียวบินหายไปลับกับสายตาพรอ้ มดว้ ยหทัยท่ีปวดร้าว นกแลเขียว
สวุ ัตตกบ็ ินถลาไปในอากาศกระท่งั พบน้องรัตนกุมารจงึ ถามว่า

“พี่ไปไหนมานานมากแล้วไมไ่ ด้พบกนั หรอื ว่าพล่ี ืมน้องไปแล้ว”
นกสุวัตตพูดภาษานก ตอบว่า “พี่บินไปนครจัมปาซ่ึงมีผลไม้
อุดมสมบูรณ์ดี มีทุกส่ิงทุกอย่าง แต่มีปู่จ่าสวนใจร้ายจับพ่ีไปและพ่ี

๒๙

ก็ได้พระธิดาจันตาเป็นเมียอีกดว้ ย ได้ครองเมือง และพี่ก็คิดถึงน้อง
รตั นกุมารจงึ บนิ มาหาอีกครั้ง

ครั้นตะวันตกดินทั้งสองยังพักผ่อนในป่าน้ัน รุ่งเช้า นกแล
เขียวสองพ่ีน้องจึงบินกลับมานครจัมปา ถึงปราสาทท่ีอยู่พระเทวี
จันตา พระนางเห็นนกแลเขียวมาสองตัว นางยังไม่รู้ว่านกตัวใด
เป็นพระเจ้าสุวัตต นกตัวใดเป็นรัตนกุมาร จึงถอดด้ายไหมทองคำ
ออกมา ปรากฏว่า สองพี่น้องเหมือนกันไม่มีผดิ จนนางแยกไมอ่ อก
วา่ ใครเปน็ ใคร

ข่าวการกลับมาของพระเจ้าสุวัตตและรัตนกุมารสร้างความ
ต่ืนเต้นให้กับชาวเมืองและต้องการเห็นพระองค์ท้ั งสองซ่ึง
เหมือนกันมาก จงึ พากันมาดูไมข่ าดสาย

ส่วนพระเจ้ามุนีกันโต๋ ก็มีพระทัยเมตตารัตนกุมาร จึงกระทำ
ราชาภิเษกให้กับรัตนกุมารให้เสวยเมืองร่วมกับพระเจ้าสุวัตตผู้พ่ี
อยูก่ นั อยา่ งมีความสขุ เรือ่ ยมา

มีเมืองใหญ่อีกแห่งหน่ึงช่ือเมือง โกลิยา ซึ่งมีพระเจ้าโกลิยา
ครองเมือง มีพระมเหสีพระนามว่า จันต๊ะเทวี แต่ว่าพระองค์ทั้ง
สองไม่บตุ รหรือธดิ าสืบสกุลไว้เลย

๓๐

มีอีกเมืองหน่ึงอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง
โกลิยา ช่ือว่า กรุงจ๋มกรุงฟู เมืองน้ันล้อมรอบด้วยอาณาจักรน้ำ
ประชาชนต้องอาศัยน้ำ หาปลาเล้ียงชีพ นำมาขายในตลาด ยังมี
พรานหนุ่มคนหน่ึงอาชีพหาปลามาขายเช่นเดียวกัน ทำอย่างน้ีทุก
วนั เป็นอาจณิ
สุวตั ตกมุ ารเขยี วสองมอน ผูกท่ี ๗

ในขณะที่ชาวบ้านกำลังจับปลากันอยู่น้ัน ในสายน้ำเต็มไป
ด้วยดอกชมพู่ และมะม่วงซ่ึงต้นอยู่ริมน้ำตกใส่น้ำลอยมา ทั้ง
นายพรานปลาหนุ่มออกหาปลาก็เห็นเหตุการณ์ตลอด ดอกชมพู่สี
แดงเร่ือเหลือบเหลืองคล้ายทองคำ ลอยไปในสายน้ำส่งกลิ่นหอม
คละคลุ้งไปท่ัวสายน้ำ สร้างความอัศจรรย์ให้กับชาวบ้านเป็นอย่าง
ยิ่งตลอดถึงนายพรานปลาหนุ่ม อดไม่ได้ที่จะติดตามดอกไม้ท่ี
ล่องลอยไปตามสายน้ำไปจนถึงเมืองโกลิยา แท้จริงดอกไม้น้ันมี
เทพธิดามาปฏิสนธ์ิอยู่ในดอกชมพู่นน้ั เอง

นายพรานปลาหนุ่มจึงนำเอาดอกชมพู่งามไปถวายเจ้าเมือง
โกลิยา พระองค์จึงตรัสถามที่ไปท่ีมาของดอกชมพู่ นายพรานจึง

๓๑

เล่าเหตุอัศจรรย์แด่พระองค์ให้ทราบ พระองค์จึงพระราชทานดอก
ชมพู่วเิ ศษ ให้พระเทวี

พระเทวีชอบใจดอกชมพู่มากเพราะมีความหอมวิเศษ นำมา
ปักเกล้าเกศา กลิ่นหอมของดอกไม้ ทำให้พระเทวีปวดเนื้อปวดตัว
ตลอดถึงดวงวิญญาณของเทพธิดาซึ่งสถิตอยู่ในดอกไม้ได้เคล่ือน
มาปฏิสนธ์ิในครรภ์ของพระเทวีทันที ครั้นพอครบ ๑๐ เดือนจึง
ประสูติออกมาเป็นธดิ า ซ่งึ มผี ิวพรรณงดงามมาก

ขณะนั้นเจ้าเมืองโกลิยา จึงให้หมอหลวงตั้งชื่อพระธิดาว่า
“จุมปู” เพราะเหตุว่านายพรานปลานำเอาดอกชมพู่มาถวาย
พระองค์ท่านและพระเทวีก็ตั้งครรภ์พอดี

ครั้นพระธิดาเจริญวัยอายุได้ ๑๖ ปี มีพระสิริโฉมงดงาม
เหมือนฟ้ามาอยู่บนโลกนี้ พระเจา้ โกลิยา สรา้ งปราสาท ๗ ยอด ให้
เป็นท่ีอยู่อาศัยมีเคร่ืองประดับตกแต่งสวยงาม มีสวนดอกไม้พร้อม
เพ ร า ะ อ า นิ ส งส์ ใน อ ดี ต พ ร ะ ธิ ด า ได้ ถ ว า ย ท า น ก ร ะ ถ า งป ร ะ ที ป
๑,๐๐๐ ดวง ความงดงามของพระธดิ าทำใหเ้ จ้าชายต่างเมืองหมาย
ปองอยากได้เป็นคู่ครอง แม้กระทั่งเหล่านายพ รานปลา
เชน่ เดียวกัน

๓๒

ในกาลนั้นกล่าวถึงนายพรานปลาและคณะประมาณ ๕๐๐
กว่าคน สนทนากันเรื่องพระธิดาจุมปู มีความปรารถนาอยากได้
พระธิดาจุมปู ตลอดถึงคิดถึงบ้านเมืองของตนเอง คนท้ังหมดจึง
หาทางจะพาพระธิดากลับบ้านเมืองของตนเอง มีชายหนุ่มผู้ฉลาด
คนหน่ึง จึงเสนอความคิดในท่ีประชมุ ให้สร้างเรือใหญ่เขียนรูปภเู ขา
ดอกไม้ สัตว์ต่าง ๆ ให้สวยงาม ไว้ในเรือจัดห้องต่าง ๆ ไว้ เพื่อให้
คนทง้ั หลายมาดู รวมทั้งพระธดิ าด้วย

ความอัศจรรยข์ องเรือใหญ่งดงาม ทำให้ชาวบา้ นตา่ งอยากพา
ลูกพาหลานไปชมกันทุกคน ตลอดถึงพระธิดาจุมปูปรารถนา
อยากจะเข้ามาชมเรอื เชน่ เดียวกัน จงึ ชวนเหลา่ ทาสมี าชมเรือ

แผนการของเหล่านายพรานปลาเป็นไปตามท่ีวางแผน พวก
นายพรานกันคนออกให้เหลือแต่พระธิดา บอกว่าทางเข้าเรือแคบ
ใหพ้ ระธดิ า เข้าไปพระองค์เดยี ว ไปดูทีละคนแล้วคอ่ ยกลับมา

ประชาชนท่ีจะมาชมเรือใหญ่งดงาม ก็ยังชื่นชมพระธิดาอีก
ด้วย เหล่านายพรานปลาจัดให้พระธิดาเข้าไปดูเรือพระองค์เดียว
เทา่ น้นั พอพระธิดาเข้าไปอยู่ในกลางเรอื พระองคเ์ ดียวเท่านั้น นาย

๓๓

เรือก็ตัดสายเรือให้ขาด ปล่อยเรือล่องลอยไปตามสายน้ำอย่าง
รวดเร็ว ยากที่เหลา่ นางสนมและบรวิ ารจะตามไปได้

ส่วนพระธิดาองค์เดียวอยู่ในเรือพระองค์เดียว พอรู้ว่าเรือ
เคลื่อนออกจากฝ่ัง ไม่มีใครติดตามก็ทุกข์พระทัยมาก กรรแสง ถึง
พระบิดา พระมารดา น้อยใจในวาสนาของตนท่ีต้องมาพรากจาก
เมอื งโดยไมไ่ ดล้ าพ่อแมน่ ั่นเอง

สุวัตตกมุ ารเขยี วสองมอนผูกที่ ๘
นายพรานจึงไปกราบทูลพระธิดาว่าไม่ได้ประสงค์ให้พระธิดา

มาเป็นคู่ครอง เพียงแต่หวังเอามาถวายพญาเจ้าเมืองของ
นายพรานเท่าน้ัน แต่ถึงกระน้ันพระราชธิดาได้แต่คร่ำครวญ อยาก
กลบั ไปหาพระบิดา พระมารดา

เหล่านางทาสีจึงเข้าไปกราบทูลเจ้าเมืองโกลิยาว่าเหล่า
นายพรานปลา ได้วางแผนแอบลักพาตัวเอาพระธิดาไป โดยเรือ
ใหญ่และตัดสายเรือออกไปจากเมืองโกลิยา เจ้าเมืองจึงมีคำส่ังให้
กองทัพไปตามนางกลับมา เหล่าเสนาอำมาตย์จำต้องไปตามรับส่ัง
เตรียมทัพเพ่ือไปแย่งชิงพระราชิดากลับมาให้ได้ ขบวนกองทัพ

๓๔

เมืองโกลิยามีท้ังปืนใหญ่ กองทัพช้าง ม้า เสียงดังประหน่ึงว่าเมือง
จักแตกแยกออกจากกัน

คร้ันเดินทางไปถึงเมืองกรุงจ๋มกรุงฟูน้ัน กองทัพต้องเดินทาง
เลียบแม่น้ำไป ครั้นข้ามน้ำมีปลาใหญ่และงูเผือกมาแผลงฤทธิ์
ขัดขวางเรือของเหล่าทหารหาญ แม้กระทั่งปืนใหญ่ก็ยิงไม่ตาย
กระทั่งเหล่าทหารจึงกลับไปทูลเจ้าพญาว่า ไม่สามารถเข้าไป
ประชิดเมืองน้ันได้เน่ืองจากอยู่กลางแม่น้ำ และมีสัตว์ร้ายปกป้อง
คุ้มครองอยู่

ความพลัดพรากในคราวนี้ทำให้พระเจ้าโกลิยาและพระเทวี
เสียพระทัยเป็นอย่างย่ิง จึงทำให้พระเจ้าโกลิยา ดำริว่า พวก
นายพรานปลาเขามาหลอกล่อธิดาไป ด้วยรูปเกสรดอกไม้ รูป
สวยงามในเรือ สว่ นเราก็จะให้คนดมี ีฝีมอื เขียนรูปท่หี ินหลวงใหเ้ กิด
เป็นอัศจรรย์บ้าง ต่อแต่น้ันจึงประกาศหาคนดีมีฝีมือที่สามารถ
เขียนรปู และให้เกดิ เปน็ ปาฏิหารยิ ์ได้

มีนักเขียนรูปท่ัวแผ่นดินต่างก็มาแสดงฝีมือของตน ก็ยังไม่
เป็นที่พอพระทัยของพระองค์ ต่อมามีชายหนุ่มผู้หน่ึงซึ่งม่ันใจใน
ฝีมือการเขียนรูปของตน เขาจึงไปเขียนรูปพระธิดาจุมปูไว้ท่ีหิน

๓๕

หลวงอย่างงาม รูปนั้นงดงามเป็นอัศจรรย์อย่างยิ่ง กล่าวคือ รูปมี
ความเหมอื นพระธดิ าเป็นอย่างมากเหมอื นมมี นต์สะกด ย่งิ ชายใดดู
รูปแล้วเกดิ สิเนห่าในพระธดิ าแล้วกจ็ ะกลายเป็นหินไปในพรบิ ตา

แม้เหตุการณ์เป็นดังน้ัน บุรุษท่ัวพระนครก็อยากมาชมความ
งาม แม้ภรรยาท่ีบ้านจะทัดทานอย่างไรก็ไม่ฟัง เมื่อมาดูรูปแล้วก็
กลายเป็นหิน ไม่สามารถกลับบ้านของตนเองได้ บริเวณหินหลวง
ซึ่งมีรูปเขียนพระธิดาจึงมีหินต้องมนต์เป็นจำนวนมาก แทนความ
อศั จรรย์กลายเป็นความหวาดกลัวสำหรับชาวบ้านแทน

ข่าวนี้แพร่กระจายไปท่ัวพระนครตลอดถึงต่างเมือง แม้เจ้า
รัตนกุมาร ๆ ก็ทราบข่าวเช่นเดียวกันจึงปรารถนาอย่างแรงกล้าที่
อยากจะมาเห็นรูปเขยี นอัศจรรย์ จงึ เข้าไปลาพ่ีชายพระเจา้ สวุ ัตต

สวุ ัตตกมุ ารเขยี วสองมอนผกู ท่ี ๙
เจ้าสุวัตตรักเจ้ารัตนมากจึงห้ามมิให้น้องไป บอกว่าไม่มี

ประโยชน์อันใด เดี๋ยวจะต้องมนตว์ เิ ศษกลายเปน็ หนิ ไปเสยี เปลา่
ส่วนเจ้ารัตนก็วิงวอนพ่ีชาย หากว่าไม่ได้ไปคงจะอกแตกตาย

เป็นแน่ เจ้าสุวัตตจึงอนุญาตให้น้องไป และอวยพรให้โชคดี

๓๖

จากนั้นเจ้ารัตนจึงเดินทางไปโดยใช้ม้าประดับประดา ใช้เวลาถึง
สองเดอื นจึงถึงเมอื งโกลยิ า

ด้วยใจจดใจจ่อกับการปรารถนาไปเห็นรูปเขียนพระราชธิดา
จึงเข้าไปชมรูปนั้น มีใจสิเนหาปรารถนาใคร่อยู่ใกล้ชิดจึงต้องมนต์
รูปเขยี นกลบั กลายเปน็ หินไปในทนั ที

การกลับกลายเป็นหินนั้น อดีตกรรมของเจ้ารัตนนั้นท่านเคย
ดูถูกพระอรหันต์ ดูถูกคนทั้งหลายท่ีมากราบไหว้เจดีย์ ว่ามากราบ
หินกราบปนู ไมม่ ีของวเิ ศษอะไรเลย

เหล่าหมู่เสนาที่ติดตามเจ้ารัตนมา เห็นเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น
จึงกลับไปทลู บอกกลา่ วกับเจ้าสุวัตต

เม่ือเจ้าสุวัตตได้รับทราบถึงเหตุการณ์เช่นนั้น แม้ไม่อยากให้
เกิดข้ึนกับน้อง แต่ก็เกิดไปแล้ว ได้แต่เพียงรำพึงถึงความหลัง
ต้ังแต่แม่น้าให้พ่อนำมาปล่อยในป่า กระทั่งชะตาชีวิตทำให้เจ้า
รตั นกมุ ารกลายเปน็ หินไป พระองค์ไมอ่ ยากให้ชะตากรรมเป็นแบบ
นี้จึงตรัสกับมเหสีให้นำเอาด้ายไหมทองคำมาให้ จะไปตามหาน้อง
ส่วนมเหสีร้องไห้ทั้งน้ำตาไม่อยากให้เจ้าสุวัตตไปไหน แต่สุดท้ายก็

๓๗

ไม่สามารถทัดทานได้ ต่อจากน้ันจึงไปลาพ่อแม่ เจ้าสุวัตตจึงใช้
อำนาจด้ายทองคำกลายเปน็ นกแลบนิ ไป ๗ วนั จึงถงึ เมอื งโกลยิ า

ครั้นไปถึงแล้วจึงทูลพระเจ้าโกลิยา “ว่าจะทำอย่างไรจะให้
น้องชายกลบั มาเปน็ คน”
พระเจ้าโกลิยา : ท่านต้องไปนำราชธิดาเรามาก่อน นางถูกลักพา
ตวั ไปอยูเ่ มอื งกรุงจ๋มกรุงฟู ชอื่ นาง จุมปู
เจ้าสุวัตต : ได้พะยะค่ะ ขอพระองค์เตรียมเครื่องประดับนางให้
ดว้ ยเพ่อื เป็นสัญลกั ษณ์
พระเจ้าโกลิยา : ถ้าท่านประสงค์คนเป็นกองทัพให้ติดตาม เรา
สามารถจดั ให้ได้
เจ้าสุวัตต : ขา้ พระองค์ขอไปองค์เดียว จงึ แปลงรา่ งเป็นนกแลเขียว
บนิ ไปถงึ กรงุ จม๋ กรงุ ฟู พบพระฤาษี
เจา้ สุวตั ต : ท่านอยู่ในปา่ สบายดีไหม?
ฤาษี : สบายดี ท่านมจี ุดประสงค์สิ่งใด? จึงมาทนี่ ี่
เจ้าสวุ ัตต : มาตามหาพระธิดาจมุ ปู ซง่ึ ถูกนายพรานปลาลกั มา
ฤาษี : มานพ แม่น้ำกว้างใหญ่ ภัยสัตว์มาก ยากที่จะได้นางมา จึง
สอนคาถาวิเศษให้ ถ้าหากพบสัตว์ร้ายให้เสกว่า “สพฺเพ สตฺตา

๓๘

ปลายนฺติ” หากเจอแม่น้ำใหญ่ขัดขวางไว้เป่าน้ำให้แหวกเป็นทาง
ด้วยบทว่า “สพฺเพ คงคา ปลายนฺติ” จากนั้นบินไปกรุงจ๋มกรุงฟู
พบกับนกมากมายพูดภาษานกด้วยกัน บินไปถึงช่องผาใหญ่ซึ่งมี
น้ำตกหินผาเต็มไปด้วยน้ำมองไม่เห็นทางเข้าไปข้างใน จึงเป่าคาถา
วิเศษน้ำแยกออกเป็นทาง จึงเข้าไปหาพระธิดาจุมปูซึ่งอยู่ใน
ปราสาท

เจ้าสุวัตตก็ไม่ใจร้อน รอจนกว่าจะค่ำมืดจึงเข้าไปหาพระธิดา
โดยเอาด้ายไหมทองคำออกเป็นกลบั กลายเปน็ คน จึงเรยี กพระธดิ า
จมุ ปูให้มาหา สว่ นพระธิดาก็แปลกพระทัยจึงตอบไปว่ามีประโยชน์
อะไรท่ีจะพบกบั คนแปลกหน้ายามคำ่ คืน

สุวัตตกุมารเขียวสองมอนผกู ท่ี ๑๐
พระธิดาจุมปูจึงถามว่า “ท่านมาหาด้วยเหตุใด หรือพ่อแม่ให้

มาหา ?”
เจ้าสวุ ัตต : พ่ีมาจากเมืองโกลิยา แต่พ่อของนอ้ งใชใ้ หม้ าหา
พระธิดายังแปลกใจสงสัย ว่าจริงหรือไม่ เจ้าสุวัตตจึงแสดง

แหวนให้ดู พระธิดาจึงเช่ือว่าเจ้าสุวัตตคือคนท่ีพระบิดาให้

๓๙

มาตามหา แต่ถึงอย่างนั้น พระธิดาก็ตรัสต่อไปว่า “น้องคงเดินทาง
ไปลำบากเพราะบ้านเมอื งนเ้ี ปน็ เมืองนำ้ หนีออกไปลำบากมาก

เจ้าสุวัตตจึงปลอบใจนางให้สบายใจ โดยวางแผนให้หมู่
นายพรานสู้รบกันเพื่อแย่งชิงพระธิดาจุมปู ขณะท่เี หล่านายพรานสู้
รบกันนั้น จึงเอาด้ายไหมทองคำใส่คอตนเองและพระธิดา
กลายเป็นนกแลเขียว บินไปถึงท่ีอยู่พระฤาษี ขอพัก ๑ คืน และบิน
กลบั ถงึ เมืองโกลยิ า

พระเจา้ โกลิยา บอกเร่อื งราวของนางใหท้ ราบว่า พ่อให้คนมา
เขียนรูปนางไว้ท่ีหินหลวง ชายหนุ่มท้ังหลายมาดูแล้วต้องมนต์
กลายเปน็ หนิ ไปทุกคน

พระธิดาจุมปูต้องการแก้อาถรรพ์ให้คนเหล่าน้ันโดยการไหว้
วอนเทวดา เอาท่ีคาดผมโยนกลางอากาศ ครั้นที่คาดผมตกถึงดิน
คนหินทง้ั หลายจงึ กลายร่างเป็นคนดังเดิม พระธิดาครั้นเห็นเจา้ รัต
นจึงเกดิ ความสิเนหา่ บา้ ง จึงพากนั กลบั วงั

หลังจากนั้นไม่นาน พระเจ้าโกลิยา จึงอภิเษกลูกกับเจ้ารัตน
มกี ารฉลองย่งิ ใหญ่ มฝี นรัตนชาติตกลงมา เจา้ รตั นทำบญุ ให้ทานมา
โดยตลอด

๔๐

ต่อมา เจ้าสุวัตตก็ลาน้องกลับเมือง โดยแปลงเพศเป็นนกแล
เขียว ได้จัดโรงทานวันละหกแสนคำ วันนั้นกันตะเศรษฐีผู้เป็นพ่อ
ขณะนั้นได้ตกทุกข์ได้ยากก็มาขอทานกับพระเจ้าสุวัตต แต่พระเจ้า
สวุ ัตตจำพ่อไม่ได้แล้ว และขา้ วน้ำท่ีขอทานมาได้กลายเป็นอาจมไป
หมดส้ิน ไม่ว่าจะมาขอกี่ทีก็เป็นอาจมกินอะไรไม่ได้เลย ท้ังน้ีเพราะ
ผลกรรมที่นำเอาลูกสองไปปล่อยท้ิงในป่าทำให้ได้รับทุกข์มาก
สว่ นเจ้าสวุ ตั ตได้ครองราชย์ในนครจมั ปา ถงึ แกเ่ ฒ่าชรา ๑๒๐ ปี

ครั้นพระพุทธเจ้าตรัสเรื่องสุวัตตกุมารแล้ว จึงได้ตรัสธรรม
สโมธานจากในอดีตชาติและในชาติปัจจบุ นั ดงั น้ี

กันตะเศรษฐี ผู้เป็นพ่อถูกเมียคือนางจันต๊ะก๋าณียุยงให้นำเอา
ลกู ทั้งสองไปปลอ่ ยทง้ิ ในปา่ กลบั ชาติมาเป็นพระเทวทัตในปัจจุบนั

จันตะก๋าณี (แม่น้า)ผู้ใจร้ายเกลียดชังสุวัตตกุมารและรัตน
กุมารกลับชาตมิ าเกดิ เปน็ นางจิญจามาณวกิ า

แม่ของสุวัตตกุมารและรัตนกุมารผู้มีบุญน้อยได้ตายไปก่อนที่
รัตนกุมารจะเตบิ ใหญ่ กลบั ชาติมาเกิดเป็นนางสริ ิมหามายา

๔๑

นางยักษ์ผู้นำสองกุมารมาชุบเล้ียงรักเหมือนลูกตนเอง แต่
ต้องอกแตกตายเพราะสองกุมารกลัวนางจับกิน กลับชาติมาเกิด
เปน็ พระนางประชาบดีโคตมี

บดิ านางจันตากลับชาติมาเกิดเปน็ พระเจา้ ศรสี ทุ โทธนะ
พระฤาษีผู้ให้มนต์วิเศษแก่เจ้าสุวัตตกลับชาติมาเกิดเป็นพระ
สารบี ตุ ร
รัตนกุมารผู้เป็นน้อง จักได้เกิดเป็นพระศรีอริยเมตไตรใน
อนาคตภายภาคหนา้
สุวัตตกุมารผู้เป็นพ่ีชายได้คอยปลอบโยนน้อง ตามหาน้องให้
รอดพ้นภยั ไดน้ ัน้ ไดแ้ กอ่ งค์พระตถาคตผู้เปน็ ทีพ่ ึง่ แห่งโลกทง้ั สาม

สวุ ัตตกมุ ารเขียวสองมอนจบบริบูรณ์


Click to View FlipBook Version