วิจัยในชั้นเรียน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกวิชาทัศนศิลป์ โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบ Active Learning ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องสีสันในงานศิลป์ จัดทำโดย นางสาวจุฑารัตน์ ช่วยเรือง ตำแหน่ง ครู โรงเรียนวัดช่องเปี่ยมราฎร์ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1
วิจัยในชั้นเรียน ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกวิชาทัศนศิลป์โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบ Active Learning ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องสีสันในงานศิลป์ ชื่อผู้วิจัย จุฑารัตน์ ช่วยเรือง รายวิชา ทัศนศิลป์พื้นฐาน ปีการศึกษา 2565 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา Active Learning เป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างหนึ่ง ที่แปลตามตัวก็คือ เป็นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติหรือ การลงมือทำ “ความรู้” ที่เกิดขึ้นก็เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ กระบวนการในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียน ต้องได้มีโอกาสลงมือกระทำมากกว่าการฟังเพียงอย่างเดียว ต้องจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้การเรียนรู้โดยการอ่าน การ เขียน การโต้ตอบ และการแก้ปัญหา อีกทั้งให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการคิดขึ้นสูง ได้แก่ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า (พลภัทร ชาญวนา, 2558) การสอนเชิงรุกเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย โดยการร่วมมือระหว่างผู้เรียน ด้วยกัน ในการนี้ ครูต้องลดบทบาทในการสอน และการให้ข้อความรู้แก่ผู้เรียนโดยตรง แต่ไปเพิ่มกระบวนการและ กิจกรรมที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้นในการจะทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น และอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยการพูด การเขียน การอภิปรายกับเพื่อนๆ การสอนแบบ Active Learning คือ กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการลงมือกระทำ และใช้กระบวนการคิด โดยผู้เรียนจะเปลี่ยน บทบาทจากผู้รับความรู้ (Receivers) ไปสู่การมีส่วนรวมในการสร้างความรู้ (Co - creators) ในศตวรรษที่ 21 เป็นยุคของข้อมูลข่าวสารและการเปลี่ยนแปลงด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี สารสนเทศ ทำให้การสื่อสารไร้พรมแดน การเข้าถึงแหล่งข้อมูลสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ผลกระทบจากยุคโลกาภิวัตน์นี้ส่งผลให้ ผู้เรียนจำเป็นจะต้องมีความสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องและเป็นผู้แสวงหา ความรู้อยู่ตลอดเวลา ประกอบกับปัจจุบันมีองค์ความรู้ใหม่เกิดขึ้นมากมายทุกวินาทีทำให้เนื้อหาวิชามีมากเกิน กว่าที่จะเรียนรู้จากใน ห้องเรียนได้หมด ซึ่งการสอนแบบเดิมด้วยการ “พูด บอก เล่า” ไม่สามารถจะพัฒนาให้ ผู้เรียนให้นำความรู้ที่ได้จาก การเรียนในชั้นเรียนไปปฏิบัติได้ดี ดังนั้น ครูจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับการ
เปลี่ยนแปลงของสังคม เทคโนโลยีและการเรียนรู้ของผู้เรียน จากผู้สอนคือผู้ถ่ายทอด ปรับเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ชี้แนะ วิธีการค้นคว้าหาความรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้สามารถแสวงหาความรู้ และประยุกต์ใช้ทักษะต่างๆ สร้างความเข้าใจด้วย ตนเอง จนเกิดเป็นการเรียนรู้อย่างมีความหมาย (สิทธิพร บุญประสม, 2560) Active Learning จึงเป็นการจัดการเรียนรู้แบบเน้นพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ส่งเสริมให้ผู้เรียนประยุกต์ใช้ ทักษะและเชื่อมโยงองค์ความรู้นำไปปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาหรือประกอบอาชีพในอนาคตหลักการ จัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นการนำเอาวิธีการสอน เทคนิคการสอนที่หลากหลายมาใช้ออกแบบแผนการสอนและกิจกรรม กระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน และผู้เรียนกับผู้สอน Active Learning จึงถือเป็นการจัดการเรียนรู้ประเภทหนึ่งที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมี คุณลักษณะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงใน ยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังช่วยส่งเสริม student engagement, enhance relevance, and improve motivation ของ ผู้เรียนได้อีกทางหนึ่ง การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนในรายวิชาทัศนศิลป์เรื่องสีสันในงานศิลป์ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยปัญหาการสอนดังกล่าวครูจึงใช้กิจกรรมการสอนแบบ Active Learning มาการ ออกแบบการเรียนรู้ และการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นให้ผู้เรียนปฏิบัติจริง สร้างองค์ความรู้ผ่านการคิดขั้นสูง ( HigherOrder Thinking) การได้ปฏิบัติงาน สร้างสรรค์งานและนำเสนองานด้วยตัวเอง วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้แบบ Active Learning ในวิชาทัศนศิลป์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องสีสันในงานศิลป์ 2) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์ของนักเรียนให้สูงขึ้น สมมติฐานการศึกษา 1. นักเรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบ Active Learning เบื้องต้นจากการใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบเชิง รุกในเนื้อหาตามจุดประสงค์การเรียนรู้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์ของนักเรียนหลังเรียนด้วยรูปแบบการสอนโดยใช้รูปแบบการเรียน การสอนแบบ Active Learning สูงกว่าก่อนเรียน ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์ที่สูงขึ้น และมีแนวทางในการเรียนที่ดีเพื่อนำมาปรับใช้กับการ เรียนของตัวเองได้และมีทักษะทางการเรียนที่ดี ขอบเขตการวิจัย ประชากร นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวน 120 คน กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 20 คน การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified sampling)
ระยะเวลาการวิจัย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 รวมระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1-31 ธันวาคม 2565 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนาผลสัมฤทธิ์ที่เน้นการวิจัยแบบมีส่วนร่วมและใช้กระบวนการขั้นตอนของ การจัดการความรู้ ดังต่อไปนี้ 1. การวางแผนเตรียมการวิจัย 1.1 มีการประชาสัมพันธ์โครงการวิจัยให้กับครู บุคลากรในโรงเรียน ผู้บริหารที่มีความสมัครใจและ ดำเนินการคัดเลือกเพื่อเป็นกลุ่มตัวอย่าง 1.2 ประชุมสร้างความเข้าใจและปรับกระบวนทัศน์กับผู้เกี่ยวข้องโดยจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2. การจัดหาความรู้ โดยการสำรวจความสนใจ และศักยภาพของครูเพื่อจัดกลุ่มใช้กิจกรรมสนทนากลุ่ม (focus group) เพื่อดำเนินกิจกรรม ดังนี้ 2.1 การสำรวจความสนใจและศักยภาพ 2.2 การจัดอบรมระยะสั้นเพื่อทำความเข้าใจหลักการทำวิจัย 2.3 การสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ในการทำวิจัย 3. การสร้างองค์ความรู้ โดยให้ครูออกแบบและพัฒนาวิจัยนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดในแต่ละ เทคนิควิธี เพื่อนำลงสู่การปฏิบัติจริง 4. การนิเทศติดตามผลการดำเนินงาน โดยใช้กิจกรรมสนทนากลุ่ม (focus group) และแบบนิเทศติดตาม 5. การจัดเก็บและค้นคืนความรู้ เป็นการจัดระบบโดยการเขียนรายงานผลการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรม แลกเปลี่ยนความรู้ของครูและการรวบรวมความรู้ในรูปสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อมาสร้างงานวิจัย เช่น E– book , website , facebook , google apps 6. การถ่ายทอดความรู้วิจัยชั้นเรียนและการใช้ประโยชน์ เป็นการนำความรู้ที่จัดเก็บมาเผยแพร่ ทางเอกสาร ระบบอินเตอร์เน็ต จัดนิทรรศการและจัดเวทีผลงานวิชาการ 7. การสร้างความรู้ใหม่ นำข้อมูลจากการสร้างความรู้ของครูทุกคนมาสัมมนาจัดเวทีวิพากษ์และสังเคราะห์ ข้อมูลสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่จากกระบวนการพัฒนางานวิจัยชั้นเรียน วิธีดำเนินการวิจัย ตัวแปรที่ศึกษา - ตัวแปรต้น ได้แก่ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบ Active Learning - ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่มีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่องสีสันในงานศิลป์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยจำแนกตามลักษณะการใช้ดังนี้ 1. รูปแบบการเรียนการสอนแบบ Active Learning เรื่องสีสันในงานศิลป์ 2. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 3. ใบงานและแบบฝึกในบทเรียน
ขั้นตอนดำเนินการวิจัย 1. จัดเตรียมเอกสารต่างๆ ในการทำวิจัยสร้างแบบฝึก แบบทดสอบ และชุดต้นแบบการสอน 2. ใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบ Active Learning เรื่องสีสันในงานศิลป์ 3. ตรวจสอบความก้าวหน้าของนักเรียนจากแบบทดสอบ 4. รวบรวมและสรุปผลการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล ครูผู้สอนได้จัดทำรูปแบบการเรียนการสอนเชิงรุกแบบ Active Learning ไปทดลองกับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 20 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ก่อนที่ผู้จัดทำจะนำรูปแบบการเรียนการสอนแบบ Active Learning ไปใช้นั้น ได้ชี้แจงให้นักเรียน ทราบขั้นตอนให้เข้าใจตรงกันเสียก่อนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและข้อบกพร่องมีรายละเอียดดังนี้ 1. ชี้แจงวัตถุประสงค์รูปแบบการเรียนการสอนแบบ Active Learning แก่นักเรียนให้เข้าใจขั้นตอนก่อน 2. ขั้นประกอบกิจกรรม โดยให้นักเรียนมีบทบาทในการปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงจุดประสงค์ที่วางไว้ 3. ขั้นสรุป เป็นการสรุปความเข้าใจของนักเรียนในเรื่องนั้น 4. ขั้นทำแบบฝึกหัดและใบงาน 5. ทำแบบทดสอบท้ายบท 6. สรุปผลการวิจัยและสร้างตารางเปรียบเทียบผล การวิเคราะห์ข้อมูล/สถิติที่ใช้ในการวิจัย นำข้อมูลที่ได้จากการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียนมาสร้างตารางเปรียบเทียบ คะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนเป็นรายบุคคลมาวิเคราะห์ค่าทางสถิติเพื่อดูพัฒนาการของ นักเรียนและจุดบกพร่อง ตลอดจนหาผลต่างและหาค่าร้อยละของความก้าวหน้าทางการเรียนรู้ต่อไป สรุปและอภิปรายผล จากการศึกษาและวิเคราะห์การประเมินผลการเรียนรู้ในการทำแบบทดสอบส่งเสริมทักษะสำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 แสดงให้เห็นว่า โดยรวมอยู่ในระดับดีถึงดีมาก โดยระดับค่าคะแนนเฉลี่ยก่อนการวิจัย (̅) ได้4.87 คะแนน และหลังจากการใช้แบบฝึกทักษะมาช่วยในการสอนทำให้ระดับคะแนนเฉลี่ยหลังการวิจัย (̅) ได้8.21 คะแนน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 3.34 คะแนน คิดเป็นคะแนนที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 68.58% พบว่าการสอนแบบ Active Learning เรื่องสีสันในงานศิลป์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้จัดทำ ได้ทำขึ้นนี้สามารถช่วยพัฒนาการเรียนรู้ให้นักเรียนได้รับประโยชน์สนุกสนานเพลิดเพลิน นักเรียนจับหลักการใน เนื้อหาการเรียนที่ครูสอนได้และสามารถสรุปความรู้รวมถึงทำแบบฝึกหัดต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ รวมทั้งยังนำความรู้ที่ได้ จากการทำแบบฝึกทักษะไปประยุกต์ใช้กับตัวนักเรียน โดยดูได้จากผลการประเมินความคิดเห็นของนักเรียนในการ จัดหารูปแบบการเรียนการสอนแบบ Active Learning สอดคล้องกับจุดประสงค์และวิธีการประเมินผล สนับสนุน การมีส่วน ร่วมและปฏิบัติด้วยความกระตือรือร้น ในกิจกรรมการเรียน รู้ของผู้เรียน มีลำดับขั้นตอนของกระบวนการ
เรียนรู้สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งความร่วมมือใน การปฏิบัติงานกลุ่มจะนำไปสู่ ความสำเร็จในภาพรวม เป็นกิจกรรมเน้นการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน และปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียนด้วยกัน เทคนิคการสอนแบบเน้นฝึกปฏิบัติ ผู้สอนวางแผนและออกแบบกิจกรรมที่เน้นการฝึกทักษะ เช่น การฝึกทักษะทาง วิชาการ โดยจัดกิจกรรมที่กระตุ้นให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะช้าๆ อาจเป็นในลักษณะใช้ โปรแกรมช่วยสอน สำหรับการฝึก โดยผู้สอนมีบทบาทให้คำแนะนำอำนวยความสะดวก กระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ข้อเสนอแนะ 1. ในการออกแบบรูปแบบการเรียนการสอนแบบ Active Learning อาจส่งเสริมให้ผู้เรียนทุ่มเทในการเรียน จูงใจในการเรียน และทำให้ผู้เรียนแสดงออกถึงความรู้ความสามารถ เมื่อผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรม อย่างกระตือรือร้นในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย 2. ครูควรจัดการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้สูงสุด 3. ผู้สอนทักษะการพูดควรเป็นผู้ที่เป็นแบบอย่างที่ดีในด้านการเรียนรู้จัดให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้และจัด กระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง เอกสารอ้างอิง กรมวิชาการ. (2559). คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ทัศนศิลป์. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การ รับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ กระทรวงศึกษาธิการ. (2559). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช. สุมาลี สนธิรัตนพงษ์. (2560) “การพัฒนาคู่มือการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยเน้นการพัฒนาด้านวิชาการ (Active Learning).” วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการ นิเทศ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. บวรทัต ทรัพย์เจริญ. (2561). นวัตกรรมการศึกษาและการสอนเชิงรุก. กรุงเทพมหานคร: เจริญวิทย์การพิมพ์. ธีเดช ชาญประทีป. (2561) “การพัฒนาชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองเพื่อเสริมความรู้เกี่ยวกับการสอนทักษะ การ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ ของครูประถมศึกษาปีที่ 6.” วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชา การเรียนการสอน บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ทรงชอบ วัฒนจินดา. (2562). “การประเมินผลแนวใหม่.” เอกสารประกอบการอบรมเชิงปฏิบัติการ. คณะ ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. Woolfolk. Anita E. (2018). Educational Psychology to Study. 4th ed. Englewood Cliffs. New Jersey : Prentice Hall Widdowson, H.G. (2019). Aspect of Active Learning Teaching. London: Oxford University. Longney, B; & M. Calhoun E. (2021). Model of Teaching. 15th ed. Pearson Education, Inc.
ภาคผนวก
ตารางเปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ที่ ชื่อ-สกุล คะแนนก่อนเรียน คะแนนหลังเรียน 1 เด็กชายกิตติภัฎ เรืองอิน 4 7 2 เด็กชายณัฐนนท์ จงทอง 5 7 3 เด็กชายกรวิช มีพอเห็น 5 8 4 เด็กหญิงศุภกานต์ ชูทิพย์ 4 8 5 เด็กชายอภิเดช ชัยรัตน์ 4 9 6 เด็กหญิงนันธชา เอมระดี 6 9 7 เด็กหญิงรัตติกาล เกื้อรอด 6 7 8 เด็กหญิงอริสา คงแก้ว 4 9 9 เด็กหญิงพรปวีณ์ รัตนตรัง 4 10 10 เด็กหญิงสุชาดา เฉียบแหลม 5 7 11 เด็กหญิงอรไท ขาวหนูนา 6 10 12 เด็กชายอติธีร์ ทองโอ 4 8 13 เด็กชายธนวัฒน์ บุญกิจ 5 8 14 เด็กชายศุภกร แก้วเพ็ง 6 8 15 เด็กชายฐาปกรณ์ บุญเจริญ 5 9 16 เด็กหญิงพรกนก สาราวงค์ 5 8 17 เด็กชายณัฐกิตติ์ ขาวหนูนา 7 9 ค่าเฉลี่ยคะแนน 5.00 8.29 ผลต่างคะแนนที่เพิ่มขึ้น +3.34 ร้อยละที่เพิ่มขึ้น +68.58%
บัตรภาพ วงสีธรรมชาติทั้ง 12 สี สีขั้นที่ 1 คือ แม่สีทั้ง 3 สี ได้แก่ สีเหลือง สีแดง และสีน้ำเงิน ซึ่งทั้ง 3 สีนี้ไม่มีสีใดนำมาผสมกันแล้วเกิดเป็นสีเหล่านี้ได้ สีขั้นที่ 2 คือ สีที่เกิดจากการนำสีขั้นที่ 1 อย่างละ 1 สี มาผสมกันเป็นคู่ๆ ในอัตราส่วนที่เท่ากัน ทำให้เกิดสีใหม่ 3 สี ได้แก่ สีเขียว สีส้ม และสีม่วง หมายเหตุ : เลข ๑ ใช้แทนสีขั้นที่ 1 เลข ๒ ใช้แทนสีขั้นที่ 2
สีขั้นที่ 3 คือ สีที่เกิดจากการผสมกันของแม่สีกับสีขั้นที่ 2 อย่างละ 1 สี มาผสมกันเป็นคู่ๆ ทำให้เกิดสีใหม่ ขึ้นมาอีก 6 สี ได้แก่ สีส้มเหลือง สีส้มแดง สีม่วงแดง สีม่วงน้ำเงิน สีเขียวน้ำเงิน และสีเขียวเหลือง หมายเหตุ : เลข ๑ ใช้แทนสีขั้นที่ 1 เลข ๒ ใช้แทนสีขั้นที่ 2 เลข ๓ ใช้แทนสีขั้นที่ 3
บัตรภาพ ภาพวงสีธรรมชาติ ที่มา: องอาจ มากสิน. [ม.ป.ป.]. หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ทศันศิลป์ป.6. พิมพ์ครั้งที่ 6.
ใบงานที่ 1 วงสีธรรมชาติ ชื่อ ชั้น เลขที่ คำชี้แจง ให้นักเรียนระบายสีในวงสีธรรมชาติให้ครบทั้ง 12 สี พร้อมระบุสีในแต่ละขั้น สีขั้นที่ 1 ได้แก่ สีขั้นที่ 2 ได้แก่ สีขั้นที่ 3 ได้แก่
เฉลย ใบงานที่ 1 วงสีธรรมชาติ ชื่อ ชั้น เลขที่ คำชี้แจง ให้นักเรียนระบายสีในวงสีธรรมชาติให้ครบทั้ง 12 สี พร้อมระบุสีในแต่ละขั้น สีขั้นที่ 1 ได้แก่ สีเหลือง สีแดง และสีน้ำเงิน สีขั้นที่ 2 ได้แก่ สีเขียว สีส้ม และสีม่วง สีขั้นที่ 3 ได้แก่ สีส้มเหลือง สีส้มแดง สีม่วงแดง สีม่วงน้ำเงิน สีเขียวน้ำเงิน และสีเขียวเหลือง
ใบงานที่ 2 การใช้สีแบบลดความเข้มของสีคู่ตรงข้ามลง ชื่อ ชั้น เลขที่ คำชี้แจง ให้นักเรียนสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์โดยใช้สีแบบลดความเข้มของสีคู่ตรงข้ามลง แล้วบันทึกข้อมูล (ติดผลงาน) แนวคิดในการทำ
เฉลย ใบงานที่ 2 การใช้สีแบบลดความเข้มของสีคู่ตรงข้ามลง ชื่อ ชั้น เลขที่ ภาพวาดระบายสี ภาพวงจรสี แนวคิดในการทำ มีแนวคิดมาจากการผสมแสงสีหลัก 3 สีเข้าด้วยกัน คือ แดง (RED) เขียว (GREEN) และน้ำเงิน (BLUE) ซึ่งเมื่อผสมกันจะทำให้เกิดสีจำนวนมากและเมื่อนำมารวมกันที่ความเข้มสูงสุดจะได้สีขาว ส่วนใหญ่การใช้สี ลักษณะนี้จะใช้ในอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับแสง เช่นจอภาพ กล้องดิจิตอล เป็นต้น สีต่างๆนั้นมีอยู่มากมายแหล่งกำเนิดของสี และวิธีการผสมของสีตลอดจนรู้สึกที่มีต่อสีของมนุษย์แต่ละกลุ่มย่อมไม่เหมือนกัน สีต่างๆที่ปรากฎนั้นย่อมเกิดขึ้นจาก แม่สีในลักษณะที่แตกต่างกันตามชนิดและประเภทของสีนั้น
แบบทดสอบ ชื่อ ชั้น เลขที่ คำชี้แจง : ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1. สีในข้อใดไม่ใช่แม่สี ก. สีแดง ข. สีเขียว ค. สีน้ำเงิน ง. สีเหลือง 2. ข้อใดเป็นสีคู่ตรงข้าม ก. สีม่วง - สีเขียว ข. สีส้ม - สีน้ำเงิน ค. สีแดง - สีเหลือง ง. สีเหลือง - สีน้ำเงิน 3. สีม่วง เกิดจากการผสมกันระหว่างสีใด ก. สีแดง + สีส้ม ข. สีเหลือง + สีแดง ค. สีแดง + สีน้ำเงิน ง. สีน้ำเงิน + สีเขียว 4. สีใดเป็นสีคู่ตรงข้ามกับสีม่วงแดง ก. สีส้ม ข. สีส้มแดง ค. สีเขียวเหลือง ง. สีเขียวน้ำเงิน 5. จากภาพ การใช้สีคู่ตรงข้าม ในภาพสื่ออารมณ์อย่างไร ก. หดหู่ ข. ร่าเริง ค. น่าเบื่อ ง. เศร้าหมอง 6. จากภาพ เป็นวิธีการใช้สีแบบใด ก. ลดพื้นที่สีลง ข. นำสีเข้มมาตัดเส้น ค. ทำให้สีหม่นสีเดียว ง. ทำให้สีหม่นทั้งสองสี 7. ถ้าต้องการเน้นภาพให้เด่นชัดมากขึ้น ควรทำอย่างไร ก. ลดพื้นที่สีลง ข. นำสีเข้มมาตัดเส้น ค. ทำให้สีหม่นทั้งสองสี ง. ลดความเข้มของสีคู่ตรงข้ามลง 8. ถ้าไม่ต้องการให้ภาพแน่นมากควรใช้สีแบบใด ก. ลดพื้นที่สีลง ข. ทำให้สีหม่นสีเดียว ค. ทำให้สีหม่นทั้งสองสี ง. ลดหรือเพิ่มความเข้มของสี 9. การใช้สีเข้มมาตัดเส้น ทำให้สีของภาพเปลี่ยนแปลง อย่างไร ก. สดใสขึ้น ข. เจือจางลง ค. เข้มข้นขึ้น ง. หม่นหมอง 10. การใช้สีมาทำเป็นจุดเล็กๆ ทำให้ภาพที่ออกมา เป็นอย่างไร ก. หนาแน่น ข. เข้มข้นขึ้น ค. เบาบางลง ง. ดูแปลกตา เฉลย 1. ข 2. ข 3. ค 4. ค 5. ข 6. ง 7. ข 8. ค 9. ค 10. ง