ิ
วชาภาษาไทย พท31001 จำนวน 5 หนวยกต
ิ
ใบความรูเรื่องคุณคาของวรรณคดี หรือวรรณกรรม
ื
คุณคาของวรรณคดี หรือวรรณกรรม นิยมพิจารณากวางๆ ใน 4 ประเด็น คอ
1. คุณคาดานวรรณศิลป คือ ความสละสลวยของภาษากวี ซึ่งสงผลตออารมณของผูอาน หรือกลาวไดวา ทำให
ผูอานเกิดความสะเทือนอารมณ เพราะตัวอักษรไดเกาะกินใจผูอาน จนเกิดจินตนาการตามบทประพันธ และม ี
ความรูสึกรวมในที่สุด
กลวิธีทางภาษาที่กวีใชบอยๆ ไดแก
- การเลนเสียง โดยนำคำพองเสียง หรือพองรูป มาเรียงตอกัน
ื่
- การเลนคำซ้ำ คอ การซ้ำคำเดิม เพอเนนความหมายของคำใหชัดเจน และหนักแนน
ื
- การใชภาพพจน คอ การใชคำที่ไมตรงไปตรงมา แตเปนการอุปมาเพื่อเปรียบเทียบใหเห็นภาพ
ื
็
้
2. คุณคาทางเนือหา คือ สาระที่ผูอานไดรับ จะเปนความรู หรือขอคิดกได
3. คุณคาดานสังคม เพราะวรรณวรรณกรรมตางๆ เปนเครื่องสะทอนความเปนไปทางสังคม วรรณกรรมที่ดี จึง
ตองชวยจรรโลงสังคมได โดยสรางความเขาใจอันดีระหวางผูคนในสังคมเดียวกัน เพอใหเกิดความสงบสุข
ื่
ี
ั
4. การนำไปปรับใชชวตประจำวน คือ ผูอานสามารถนำความรู แนวคิด หรือบทสอนตางๆ จากวรรณกรรม ไป
ิ
ปรับใชในการดำเนินชีวิตไดจริง
ใบความรูเรื่องศิลปะการประพันธ
ศิลปะการประพันธในวรรณคดีไทย
1. การเลนเสียง คอการสรรคำใหมีเสียงสัมผัสกัน เชน การสัมผัสสระ พยัญชนะ และวรรณยุกต ยกตัวอยางเชน
ื
โคลงอักษรสามหมู ของพระศรีมโหสถ ดังนี้
จิบจับเจาเจาเจา รังมา จอกจาบจันจรรจา จาจา
่
เคาคอยคอยคอยหา เห็นโทษ ซอนซอนซอนสริ้วหนา นิ่งเราเอาขวัญ
สัมผัสสระ
- สัมผัสใน เจา-เจา-เจา,จั่น-จรร,จา-จา,คอย-คอย-คอย,ซอน-ซอน-ซอน,เรา-เอา
- สัมผัสนอก มา-จา-หา,จา-หนา
สัมผัสอักษร
- สัมผัสใน เจา-เจา-เจา,จั่น-จรร,จา-จา,คอย-คอย-คอย,ซอน-ซอน-ซอน
สัมผัสวรรณยุกต
- สัมผัสใน เจา-เจา-เจา,จั่น-จรร,จา-จา,คอย-คอย-คอย,ซอน-ซอน-ซอน
2. การเลนคำ คอ การใชคำพองรูปพองเสียง การซ้ำคำ การใชคำถามเชิงวาทศิลปเพอใหเกิดความหมายพิเศษและ
ื่
ื
แปลกออกไป
การเลนคำพอง
“ถึงบางพูดพูดดีเปนศรีศักดิ์ มีคนรักรถถอยอรอยจิต” (เลนคำวา “พูด”)
“จากพรากจับจากจำนรรจา เหมือนจากนางสการะวาตี” (เลนคำวา “จาก”)
้
การซำคำ
“คุณ แมหนาหนักเพี้ยง พสุธา คุณ บิดรดุจอา กาศกวาง
ี่
คุณ พพางศิขรา เมรุมาศ คุณ พระอาจารยอาง อาจสูสาคร ” (ซ้ำคำวา “คุณ”)
ื
ิ
การใชคำถามเชงวาทศิลป คอ คำถามทไมตองการคำตอบ เพราะทราบคำตอบดีอยูแลว เชน
ี่
“ กระนี้หรือพระบิดามินาหนี ทั้งทวงทไมสุภาพทำหยาบหยาม”
ี
ิ
ู
“ยักขณีผีสางหรืออยางไร มาพาไปไมเกรงขมเหงก”
3. การใชภาพพจน คือ การใชถอยคำเพื่อสรางภาพในใจ (จินตภาพ) แกผูอานโดยการใชโวหารกลาวอยางไม
ตรงไปตรงมา
ื
• อุปมา คอ การเปรียบเทียบสองสิ่งที่ตางกัน แตมีลักษณะเดนเหมือนกัน โดยมักใชคำเชื่อม เชน ดุจ ดัง ดั่ง
เหมือน ราวกับ คลาย เฉก เชน เพี้ยง ฯลฯ
“สัตวในน้ำจำแพแกผีเสื้อ เปรียบเหมือนเนื้อเห็นพยัคฆใหชักหลัง”
“สามสิบสามเศียรโสภา เศียรหนึ่งเจ็ดงา ดั่งเพชรรัตนรูจี”
• อุปลักษณ คอ การเปรียบเทียบสองสิ่งที่ตางกัน แตมีคุณสมบัติบางประการรวมกัน โดยเปรียบเทียบวาสิ่ง
ื
หนึ่งเปนสิ่งหนึ่งโดยตรง หรือเปรียบโดยใชคำวา “คือ” “เปน”
“ขอลาแกวแววตาไปธานี อยาราคีขุนของใหหมองมัว”
“ความรูคูเปรียบดวย กำลัง กายแฮ (อุปมา)
สุจริตคือเกราะบัง ศาสตรพอง (อุปลักษณ)
ปญญาประดุจดัง อาวุธ (อุปมา)
สติตางโลปอง อาจแกลวกลางสนาม” (อุปมา)
• บุคคลวัต หรือ บุคลาธิษฐาน คือการกลาวถึงสิ่งที่มิใชมนุษยราวกับเปนมนุษย โดยการใชคำที่แสดงกิริยา
อาการ การกระทำ ความรูสึกนึกคิดแบบมนุษย
“โทสะอาจจะโดดโลดขารั้ว ไมเกรงกลัวบัญญัติเลย”
“สัตภัณฑบรรพตทั้งหลาย ออนเอียงเพียงปลาย
ประนอมประนมชมชัย” ( ภูเขาสัตภัณฑนอมไหว)
“กระตายตัวหนึ่งยิ้มเยาะเตาวา เทาสั้น เดินก็ชา”
• สัทพจน คือ การใชคำเลียนเสียงธรรมชาติ เชน โครมๆ เปรี้ยงๆ แปรนๆ โฮกๆ ฯลฯ
ู
“ดูงูขฟูดฟู พรูพรู”
“ถวยชามกลิ้งฉงฉางเสียงกรางโกรง นาวาโคลงโคลนเลอะตลอดแคม”
ิ่
ู
“บางกงคอคูคกุกกูไป ฝูงเขาไฟฟุบแฝงที่แฝกฟาง”
• อธิพจน คือ การกลาวที่เกินความจริง เชน
“เสียงพลโหรองเอาชัย เลื่อนลั่นสนั่นใน
พิภพเพียงทำลาย”
“เรียมร่ำน้ำเนตรถวม ถึงพรหม
พาเทพเจาจอมจม ชีพมวย
พระสุเมรุเปอยเปนตม ทบทาว ลงนา
ี่
หากอกนิฏฐพรหมฉวย พไวจึงคง”
“อายุยืนหมื่นเทาเสาศิลา อยูคูฟาดินไดดังใจปอง”
ศิลปะการประพันธในวรรณคดีไทย
1. อุปมา Simile
ี
ื
- การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเหมอนอกสิ่งหนึ่ง โดยมีคำเชื่อมคอ เหมือน คลาย ละมาย เชน เทียม แมน
ื
ครุวณา เสมอ เพี้ยง ตัวอยางเชน ครูสวยเหมือนนางฟา
2. อุปลักษณ Metaphor
- การเปรียบสิ่งหนึ่งเปนอกสิ่งหนึ่ง โดยมีคำเชื่อมเชน เปน คือ ตัวอยางเชน ครูเปนแมพมของชาติ
ิ
ี
3. ปฏิพากย ปรพากย Paradox
- การใชถอยคำที่มความหมายตรงกันขามหรือการเปรียบเทียบเชิงขัดแยง
ี
ตัวอยางเชน มะลิซอนดูดำไปหมดสิ้น
4. อติพจน อธิพจน Hyperbole
- การใชโวหารที่กลาวเกินจริงเพื่อเนนความรูสึกมากขึ้น โวหารชนิดนี้นิยมใชมากในการพูด
ตัวอยางเชน คอแหงเปนผง
5. อวพจน
-การใชโวหารที่กลาวเกินจริงเพื่อเนนความรูสึกนอยลง
ตัวอยางเชน เรื่องขี้ผง
6. บุคคลวัต บุคลาธิษฐาน Personification
ี
- การกลาวถึงสิ่งไมมีชีวิตไมมความคิด ไมมีวิญญาณ หรือสิ่งที่มีชีวิตแตไมใชมนุษยมาแสดงกริยาอาการแบบมนุษย
ตัวอยางเชน ทะเลไมเคยหลับใหล
7. สัญลักษณ Symbol
- การเรียกชื่อสิ่งหนึ่งโดยใชคำอื่นมาแทนสวนใหญคำที่นำมาแทนจะเปนคำที่เกิดจากการเปรียบเทียบและตีความท ี่
ใชมานานและรูจักกันทั่วไป
ตัวอยางเชน สีดำแทนความตาย
8. นามนัย Metonymy
- การใชคำหรือวลีซึ่งบงบอกลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งใดสิ่งหนึ่งแทนอกสิ่งแทนอกสิ่งหนึ่งคลายๆสัญลักษณแต
ี
ี
นามนัยนำลักษณะบางสวนของสิ่งหนึ่งมากลาวใหหมายถึงทั้งสวน
ตัวอยางเชน เมืองโอง = ราชบุรี
9. สัทพจน
- การเลียนเสียงธรรมชาติ
ตัวอยางเชน เสียงฝนหยดติ๋งๆ
10. นาฏการ
- การแสดงความเคลื่อนไหวอยางชัดเจน
ตัวอยางเชน เรือไชยไววองวิ่งรวดเร็วจริงยิ่งยางลม
ั
***********คำอพภาส**************
การกรอนเสียงพยางคหนาคำซ้ำเปนเสียง อะ
เชน เรื่อยเรื่อย=ระเรื่อย
ใบความรูเรื่องรสวรรณคดีไทย
รสวรรณคดีไทย หมายถึง รสของความไพเราะในการใชถอยคำใหเกิดความงดงามและเกดอารมณแบงเปน 4 รสคือ
ิ
1. เสาวรสจนี เปนลักษณะของรสวรรณคดีแตละประเภทเปนรสความไพเราะเกี่ยวกับการชม ความงาม
อาจเปนความงามของตัวละคร สถานที่ หรือธรรมชาติ เชน
ตาเหมือนตามฤคมาศ พิศคิ้วพระลอราช
ประดุจแกวเกาทัณฑ กงนา
ิ
พศกรรณงามเพริศแพรว กลกลิมบงกชแกว
่
อกแกมปรางทอง เปรียบนา
ี
(ลิลิตพระลอ)
2. นารีปราโมทย เปนรสที่แสดงความรักใคร หรือพูดจาโอโลมใหอีกฝายเกิดความปฏิพัทธ เชน
เจางามปลอดยอดรักของพลายแกวไดมาแลวแมอยาขับใหกลับหนี
ี่
พี่สูตายไมเสียดายแกชีวี แกวพอยาไดพร่ำรำพันความ
พี่ผิดพี่ก็มาลุแกโทษ จงคลายโกรธแมอยาถือวาหยาบหยาม
พี่ชมโฉมโลมลูบดวยใจงาม ทราบสวาทดิ้นไปไมไยดี
(ขุนชางขุนแผน)
ิ
ั
3. พโรธวาทง เปนบทแสดงความโกรธ ตัดพอ เหน็บแนม เสียดสี หรือแสดงความเคียดแคน เชน
ฮึดฮัดขัดแคนแนนใจ ตาแดงดั่งแสงไฟฟา
เปนชายดูดูมาหมิ่นชาย มิตายก็จะไดเห็นหนา
(รามเกียรติ์ตอนนารายณปราบนนทก)
4. .สัลลาปงคพิสัย เปนรสทแสดงการคร่ำครวญ โศกเศรา เชน
ี่
สีดาเอยถึงจะตาย จะวอดวายพระชนมา
จงเอื้อนโอษฐออกเจรจา จะจากแลวจงสั่งกัน
เจาชายเนตรดูพี่บาง ใหพี่สรางซึ่งโศกศัลย
เราจะรวมพระเพลิงกัน ในเขตขัณฑพระคงคา
(บทพากยรามเกียรติ์ ตอนกาพยนางลอย)
แหลงอางอิง http://donphutwitthaya.com/cai/doungta/P2.htm
วชาภาษาไทย พท31001 จำนวน 5 หนวยกต
ิ
ิ
้
ั
ชื่อ-นามสกล ........................................... ระดับชน........................
ุ
ิ
ใบงาน เรื่องแผนผังความคิดสรุปเนื้อหาสำคัญรายวชาภาษาไทย
ใหผูเรียนสรุปเนื้อหารายวิชาภาษาไทย พท31001 ในรูปแบบ mind mapping
ใบงาน
เรื่องวรรณคด วรรณกรรม
ี
ใหผูเรียนตอบคำถามตอไปนี้
1. ใหนักศึกษาวิเคราะหโคลงสี่สุภาพตอไปนี้วามีคุณคาดานใดบาง อธิบายพอเขาใจ
ความรูดูยิ่งล้ำ สนทรัพย
ื
คิดคาควรเมองนับ ยิ่งไซร
เพราะเหตุจักอยูกับ กายอาต มานา
โจรจักเบียนบได เรงรูเรียนเอา
คุณคาดาน
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. ใหนักศึกษาอานหนังสือวรรณคดีทกำหนดใหศึกษาแลวพิจารณาวรรณคดีแตละเรื่องในดาน
ี่
ิ
วรรณศิลปและดานสังคม แตละเรื่องใหสาระขอคดในการดำเนินชีวิตอยางไรบาง ไดแกเรื่อง
(เลือกทำ 1 เรื่อง)
1.1 สามกก
1.2 ราชาธิราช
1.3 กลอนเสภาขุนชางขุนแผน
ี
ิ
์
่
1.4 กลอนบทละครเรืองรามเกยรต
คุณคาที่ไดรับจากเรื่อง
ดานวรรณศิลป
1. การสรรคำ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. การเลนซ้ำคำ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. การหลากคำ หรือคำไวพจน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ดานสังคม
1. วัฒนธรรมและประเพณ
ี
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. การแสดงสภาพชีวิตความเปนอยูและคานิยมของบรรพบุรุษ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. การเขาใจธรรมชาติของมนุษย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. เปนหลักฐานทางประวัติศาสตร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5. การสอดแทรกมมมองของกวี
ุ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………