ความผิดฐานยักยอก
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 352-356
จัดทำโดย
นางสาวเพรียงชนก บุญชู
รหัสนิสิต 631081213 คณะนิติศาสตร์
เสนอ
อาจารย์วีณา สุวรรณโณ
วิชากฎหมายอาญา 2 ภาคความผิด
รหัสวิชา 0801221
ภาคเรียนที่ 1 หลักสูตร 4 ปี (ภาคปกติ)
มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา
คำนำ
รายงานเล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิชากฎหมายอาญา 2 ภาคความผิด เพื่อให้ได้
ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการรับผิดในทางอาญา ของมาตรา 352 ถึงมาตรา 356
เรื่อง ความผิดฐานยักยอก โดยได้ศึกษาหาความรู้ผ่านหนังสือ ตำรา และแหล่ง
ความรู้จากเว็บไซต์ต่างๆ โดยรายงานเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับโครงสร้างการรับผิด
ทางอาญา คำอธิบาย ตัวอย่าง และคำพิพากษาศาลฎีกา
ผู้จัดทำคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดทำรายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้
อ่าน หรือนักเรียน นักศึกษา ที่กำลังหาศึกษาเรื่องโครงสร้างการรับผิดทางอาญา
มาตรา 352 ถึงมาตรา 356 เรื่องความผิดฐานยักยอกเป็นอย่างดี หากมีข้อแนะนำ
หรือข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
จัดทำโดย
นางสาวเพรียงชนก บุญชู รหัสนิสิต 631081213
สารบัญ
เรื่อง หน้า
ความผิดฐานยักยอก(มาตรา 352-356) 4
ความผิดฐานยักยอก (มาตรา 352 วรรคแรก)
5
องค์ประกอบความผิด 6
การครอบครองทรัพย์ 8
ทรัพย์ของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย 9
การเบียดบัง
มาตรา 352 วรรคสอง 10
องค์ประกอบความผิด 11
ตัวอย่าง 15
คำพิพากษาฎีกา 17
ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ที่ตนมีหน้าที่ดูแล มาตรา 353 19
ตัวอย่าง 20
คำพิพากษาฎีกา
ยักยอกทรัพย์ที่ทำให้ผู้กระทำต้องถูกรับโทษหนักขึ้น มาตรา 354 21
องค์ประกอบความผิด 22
เหตุเพิ่มโทษ (มาตรา 354) 23
ตัวอย่าง 24
คำพิพากษาฎีกา
ยักยอกทรัพย์สินอันมีค่าที่ซ่อนหรือฝังไว้ (มาตรา 355) 26
องค์ประกอบความผิด 28
คำพิพากษาฎีกา 29
ความผิดตามมาตรานี้เป็นความผิดอันยอมความได้ (มาตรา 356) 30
ตัวอย่าง 31
คำพิพากษาฎีกา 33
บรรณานุกรม
ความผิดฐานยักยอก
(มาตรา 352-356)
การกระทำอันเป็นการยักยอกทรัพย์เป็นความผิดที่
คุ้มครองกรรมสิทธิ์ ได้แก่ การที่ผู้ครอบครองทรัพย์ของ
ผู้อื่นอยู่ เกิดเจตนาทุจริตเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของ
ตนหรือบุคคลที่ 3 ไม่ว่าทรัพย์ของผู้อื่นนั้นจะตกมาอยู่
ในความครอบครองโดยการมอบหมายของตัวเจ้าทรัพย์
เองผู้แทนของเจ้าทรัพย์หรือได้มาโดยผลของกฎหมาย
หรือโดยสัญญาก็ตาม ความผิดเกี่ยวกับการยักยอก
ทรัพย์มีด้วยกัน 4 ฐานความผิด คือ (1) ความผิดฐาน
ยักยอก (2) ยักยอกทรัพย์ที่ผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญ
ผิด หรือเป็นทรัพย์สินหาย (3) ยักยอกทรัพย์ที่ตน
มีหน้าที่ดูแล และ(4) ยักยอกทรัพย์สินที่มีค่าที่ซ่อนหรือ
ฝังไว้
ความผิดฐานยักยอก
มาตรา 352 บัญญัติว่า “ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้
อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์
นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความ
ผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับ
ไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำ
ความผิด เพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วยประการ
ใด หรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้ ผู้
กระทำต้องระวางโทษแต่เพียงกึ่งหนึ่ง”
มาตรา 352 วรรคแรก
1. ความผิดฐานยักยอก
องค์ประกอบภายนอก
(1) ครอบครอง
(2) ทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของ
รวมอยู่ด้วย
(3) เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สาม
องค์ประกอบภายใน
(1) เจตนาธรรมดา
(2) มูลเหตุชักจูงใจ โดยทุจริต
ความผิดนี้ ได้แก่ การที่ผู้กระทำความผิดครอบครองทรัพย์ซึ่ง
เป็นของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย แล้วเบียด
บังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่ 3 โดยเจตนาและ
มี“มูลเหตุชักจูงใจ” ทุจริต
การครอบครอง
ทรัพย์
คำว่า “ครอบครอง” ความถึง อำนาจในการควบคุม
ทรัพย์โดยมีการครอบครองทรัพย์อยู่ก่อนแล้ว ภายหลังเกิด
เปลี่ยนใจเบียดบังเอาทรัพย์นั้นไปเป็นของตนหรือบุคคลที่สาม
โดยทุจริต เช่น เช่ารถจักรยานยนต์แล้วภายหลังเบียดบังเอา
ไปเป็นของตน
การครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นนี้ จะต้องได้มาอย่าง
แท้จริงไม่ใช่เพียงการยึดถือไว้ชั่วคราวการครอบครองต้อง
พิจารณาตามข้อเท็จจริงแล้วดูต่อไปว่าใครครอบครอง เช่น
เจ้าของทรัพย์มอบทรัพย์ไว้เพื่อจะไปเข้าห้องน้ำในเรือที่
โดยสารมาด้วยกัน แสดงว่ามิได้สละการครอบครองให้ผู้รับ
ฝากเอาทรัพย์ไป การครอบครองที่แท้จริงยังอยู่ที่เจ้าของ
ทรัพย์ผู้รับฝากเอาไปจึงเป็นลักทรัพย์ไม่ใช่ยักยอก ลูกจ้าง
ของโรงแรมมีหน้าที่ขายสุรา สุรายังอยู่ในความครอบครอง
ของโรงแรม ลูกจ้างเป็นเพียงผู้ยึดถือเท่านั้น ลูกจ้างเอาสุรา
ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวเสีย เป็นลักทรัพย์ของโรงแรมมิใช่
ยักยอกลูกจ้างนำเรือออกไปจับปลาตามคำสั่งของนายจ้าง 2
วันแล้วกลับมา เรืออยู่ในความครอบครองของนายจ้าง ถ้า
ลูกจ้างร่วมกันเอาเรือไปขาย เป็นลักทรัพย์ไม่ใช่ยักยอก คน
ขับรถยนต์ของร.ส.พ. ไม่ใช่ผู้รักษาทรัพย์ที่บรรทุกมาในรถ
โดยมีเจ้าหน้าที่ศุลกากรนับใส่กุญแจและเจ้าหน้าที่ร.ส.พ.คุม
มาด้วย คนขับเอาของไปเป็นลักทรัพย์ไม่ใช่ยักยอกทรัพย์ผู้
เสียหายไม่ทราบว่าเครื่อคอมพิวเตอร์ของตนอยู่ท้ายรถจึง
มอบรถให้จำเลยไปใช้ ผู้เสียหายไม่ได้สละ (หรือส่งมอบ) การ
ครอบครอง จำเลยรู้ว่าผู้เสียหายจะต้องติดตามเอาคืน แต่
จำเลยกลับให้ผู้อื่นนำไปใช้จึงเป็นลักทรัพย์ไม่ใช่ยักยอก
แต่ถ้าได้ทรัพย์มาอยู่ในความครอบครองอย่างแท้จริงแล้ว
เช่น ผู้ที่รับราชการอยู่ต่างจังหวัดอยู่ไกล จึงมอบให้จำเลยเก็บ
รักษากระบือ 2 ตัว รถจักรยาน 1 คัน จำเลยให้ทรัพย์นั้นแก่
คนอื่นไปเป็นยักยอก ผู้จัดการมรดกเป็นผู้ครอบครองทรัพย์
มรดกตามคำสั่งศาล ถ้าเบียดบังเอาทรัพย์นั้นโดยทุจริตเป็น
ยักยอกได้ จำเลยรับจ้างซ่อมรถไถ รถอยู่ที่อู่ จำเลยครอบ
ครองรถได้เปลี่ยนเสื้อสูบของรถโจทก์เอาของเก่าใส่แทน เป็น
ยักยอก การที่ผู้เสียหายให้จำเลยเช่าบ้านและบอกให้ช่วย
ดูแลทรัพย์สินในบ้าน ถือเป็นการมอบหมายให้จำเลยครอบ
ครองทรัพย์ที่อยู่ในบ้านแทนผู้เสียหายแล้ว เมื่อจำเลยเอา
ทรัพย์ในบ้าน เช่น ผ้าห่ม เสื่อ เตาไฟฟ้า โต๊ะ เก้าอี้ หลอด
ไฟฟ้าไปเป็นยักยอก” ยืมรถจักรยานเขาไปเลย ไม่นำมาคืน
หรือมอบเงิน 250,000 บาท ให้จำเลยไปฝากเข้าบัญชีของผู้
เสียหาย จำเลยไม่นำเข้าให้และผัดผ่อนเรื่อยมาเป็นยักยอก
หรือทำสัญญาเช่าซื้อและชำระเงินล่วงหน้าเพื่อให้ได้รถยนต์ไป
ไว้ในครอบครองโดยมิได้มีเจตนาชำระราคาอีก พฤติการณ์ดัง
กล่าวเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของบริษัทของผู้ขายรถที่อยู่
ในความครอบครองของจำเลยไป เป็นความผิดฐานยักยอก
มิใช่เป็นเพียงการผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น
ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างยักยอกกับลักทรัพย์ ก็ต้องดู
ว่าผู้ใดมีการครอบครองทรัพย์นั้นอยู่ หากการครอบครองอยู่ที่
ผู้อื่นไม่ใช่ผู้กระทำความผิดก็เป็นความผิดฐานลักทรัพย์เมื่อมี
การแย่งการครอบครองโดยมีเจตนา ทุจริตตั้งแต่แรกกระทำ
แต่ถ้าผู้กระทำความผิดได้การครอบครองมาโดยมิได้มีการ
แย่งการครอบครอง แล้วเกิดเจตนาทุจริตเบียดบังเอาเป็น
ของตนในภายหลัง จึงเป็นยักยอกไม่ใช่ลักทรัพย์
ทรัพย์ของผู้อื่นหรือซึ่งผู้
อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
ทรัพย์ของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
ปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ต้องพิจารณาตามหลัก
กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น
การซื้อขายตามปกติกรรมสิทธิ์ยอมโอนไปยังผู้ซื้อขณะ
ทำสัญญาแม้ยังชำระราคาไม่หมดก็ตาม ถ้าผู้ซื้อรับ
ทรัพย์แล้วเอาไปขายต่อไม่เป็นยักยอก ส่วนผู้ขายถ้ายัง
ไม่ได้ส่งมอบทรัพย์นั้นไปกลับเอาไปขายให้แก่ผู้อื่นเสีย
มีความผิดฐานยักยอกเพราะกรรมสิทธิ์ไม่ได้เป็นของตน
อีกต่อไปแล้ว แต่ถ้าเป็นการเช่าซื้อกรรมสิทธิ์ยังไม่โอน
ไปยังผู้เช่าซื้อ ถ้าผู้เช่าซื้อเอาทรัพย์นั้นไปขายต่อเป็น
ยักยอกเบียดบังเงินเอาไว้ทุกๆวัน วันละเล็กละน้อย
เป็นการยักยอกต่างกรรมเป็นกระทงๆ ไป
ถ้าเป็นการยืมใช้สิ้นเปลือง เช่น ยืมเงิน ฟิล์มถ่าย
รูปหรือน้ำมันไป เป็นการยืมใช้สิ้นเปลืองกรรมสิทธิ์เป็น
ของผู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 650 ผู้ยืมเอาเงิน ฟิล์มหรือน้ำมันนั้นไปใช้หรือ
จำหน่ายเสียไม่เป็นยักยอก
ส่วนการยักยอกทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
ก็เช่น ร่วมกันซื้อช้างมาผลัดกันหาประโยชน์ คนหนึ่ง
เอาไปหาประโยชน์แต่ผู้เดียวไม่มอบให้อีกคนหนึ่งเป็น
ยักยอก
การเบียดบัง
การเบียดบัง หมายความว่า แสดงตนอย่างเป็น
เจ้าของ มีการกระทำที่มีลักษณะตัดกรรมสิทธิ์ของ
เจ้าของเดิม ได้แก่ บริโภคทรัพย์นั้น แปรสภาพทรัพย์
นั้น เช่น เขาฝากไก่ไว้ก็เอาไก่มาแกงกินเสีย จำหน่าย
หรือเสนอจำหน่ายทรัพย์นั้น เอาไปให้ผู้อื่นซ่อนเร้น
หรือปฏิเสธกรรมสิทธิ์ของเจ้าของเดิม ตลอดจนจำนำ
ทรัพย์นั้นโดยไม่คิดจะไถ่คืน ตัวอย่างเช่นรับฝาก
ทรัพย์ไว้แล้วปฏิเสธว่าไม่ได้รับฝาก แต่ถ้าลักทรัพย์
เขามาแล้วเบียดบังเป็นของตนโดยเอาไปบริโภคหรือ
จำหน่ายเสีย ย่อมไม่เป็นความผิดฐานยักยอกอีก
ผู้กระทำต้องมีเจตนา คือ รู้ข้อเท็จจริงว่าทรัพย์ที่ตน
ครอบครองเป็นของผู้อื่นและประสงค์จะเบียดบังไว้
โดยมี “มูลเหตุชักจูงใจ” เพื่อแสวงหาประโยชน์มิควร
ได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
ความผิดฐานนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ (มาตรา 356)
มาตรา 352 วรรคสอง
ยักยอกทรัพย์ที่ผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิด
หรือเป็นทรัพย์สินหาย
องค์ประกอบภายนอก
(1) ทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้
กระทำความผิดเพราะ
(ก) ผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วยประการใด
หรือ
(ข) เป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้
(2) เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของบุคคลที่
สาม
องค์ประกอบภายใน
(1) เจตนาธรรมดา
(2) มูลเหตุชักจูงใจ โดยทุจริต
ความผิดฐานยักยอกตาม มาตรา 352 วรรคสอง เป็นกรณีที่
ทรัพย์หลุดไปจากความครอบครองของผู้เสียหายและตกมาอยู่ใน
ความครอบครองของผู้กระทำเพราะได้มีการส่งมอบทรัพย์นั้นให้
แก่ผู้กระทำโดยสำคัญผิดหรือเป็นกรณีทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำ
เก็บได้โดยปกติเมื่อได้ทรัพย์ในลักษณะเช่นนี้มาอยู่ในความครอบ
ครองผู้ครอบครองมีหน้าที่ต้องส่งทรัพย์นั้นคืนแก่ผู้มีสิทธิในฐานะ
ลาภมิควรได้หรือดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายถ้าหากผู้
ครอบครองมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแต่
กลับเบียดบังเอาทรัพย์นั้นไปเป็นของตนเองหรือบุคคล ที่สามโดย
ทุจริตผู้กระทำก็ย่อมมีความผิดฐานยักยอกอย่างไรก็ดีลักษณะ
ของการกระทำตามมาตรานี้คือการเบียดบังโดยละเว้นไม่ส่งมอบ
ทรัพย์สินคืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายความร้ายแรงของการก
ระทำย่อมมีน้อยกว่าการเบียดบังทรัพย์สินตามมาตรา 352 วรรค
แรก กฎหมายจึงระวางโทษไว้แต่ เพียงกึ่งหนึ่งของระวางโทษ
ตามมาตรา 352 วรรคแรก
เมื่อความผิดตามมาตรา 352 วรรคสองเป็นการเบียดบัง ทรัพย์
ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมไปโดยทุจริตเช่นเดียวกับวรรค
แรกการกระทำในวรรคสองจึงต้อง เป็นไปตามองค์ประกอบความ
ผิดตามวรรคแรกด้วยกล่าวคือจะต้อง (1) ได้ครอบครองทรัพย์ของ
ผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย (2) แล้วเบียดบังเอาทรัพย์
นั้นไปเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามเพียง 2 ประการเท่านั้นได้แก่
(1) ทรัพย์ที่ตกมาอยู่ในความครอบครองของ ผู้ กระทำความผิด
เพราะผู้อื่นส่งมอบโดยสำคัญผิดและ (2) ทรัพย์ที่ตกมาอยู่ในความ
ครอบครองของผู้กระทำความผิดเพราะ เป็น ทรัพย์สินหายซึ่งผู้
กระทำความผิดเก็บได้กรณีนอกเหนือจากทรัพย์ทั้ง 2 ประเภทดัง
กล่าวผู้กระทำมีความผิดฐานยักยอกตามที่บัญญัติไว้ในวรรคแรก
วรรคสองนี้เป็นเหตุลดโทษ
การกระทำ ได้แก่ การที่ผู้กระทำความผิดได้การครอบครอง
ทรัพย์โดยผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดหรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้
กระทำความผิดเก็บได้ แสดงว่าผู้กระทำมิได้รับมอบการครอบ
ครองนั้นมาเหมือนอย่างวรรคแรก
การส่งมอบให้โดยสำคัญผิดแม้ผู้กระทำความผิดเบียดบังเอาไว้
เป็นของตนหรือบุคคลที่ 3เช่น ซื้อของราคา 5 บาท ส่งธนบัตรใบ
ละ 10 บาทให้ผู้ขาย ผู้ขายทอนให้ 15 บาท เพราะเข้าใจว่าส่ง
ธนบัตรใบละ 20 บาทให้ ผู้ซื้อทราบดีแต่ก็รับเงินทอนไว้เป็นของ
ตนหรือเขียนเช็ค 10,000 บาทแต่เขียนเป็น 100,00 บาท
ธนาคารจึงส่งมอบเงินให้ 100,000 บาทโดยสำคัญผิด ผู้รับเงินไป
ไม่ยอมคืนเป็นยักยอกตามข้อนี้ พนักงานของโจทก์ร่วมส่งมอบ
เงินให้แก่จำเลยที่นำเช็คมาเบิกเงินเกินจำนวนไปเนื่องจากมิได้ดู
จำนวนเงินในเช็คให้รอบคอบถือว่าเป็นการส่งมอบให้โดยสำคัญ
ผิดไป เมื่อจำเลยเบียดบังเอาเป็นของตน จึงเป็นความผิดฐาน
ยักยอก จำเลยที่ 1 ขอสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก็ไปตรวจกับ
ผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จำเลยที่ 2 จดไว้แล้วไม่
คืนให้โจทก์กลับนำไปมอบให้ธนาคารขอรับเงินรางวัลแทนและนำ
เงินมาเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และ ท. ซึ่งเป็นภริยาของ
จำเลยที่ 2 และมารดาจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารดังกล่าว อันเป็นการ
เบียดบังเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลฉบับพิพาทและเงินรางวัลที่ได้
รับมาเป็นของตนและของบุคคลอื่นโดยทุจริต การกระทำของ
จำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานยักยอก เจ้าหน้าที่ของธนาคาร
ผู้เสียหายได้นำเงินฝากจำนวน60,000 บาท ของลูกค้ารายอื่นเข้า
บัญชีของจำเลยโดยผิดพลาด ปรากฏว่าจำเลยประกอบกิจการดัด
เย็บเสื้อผ้าซึ่งเป็นกิจการเล็กๆ มีเงินทุนหมุนเวียนเข้าออกบัญชี
จำนวนเล็กน้อย สามารถตรวจสอบและรู้ถึงการนำเงินเข้าออก
บัญชีได้โดยง่าย จึงฟังได้ว่าจำเลยรู้ว่ามีการนำเงินของผู้อื่นเข้า
บัญชีของจำเลยโดยผิดพลาด การที่จำเลยออกเช็คสั่งจ่ายเงินดัง
กล่าวออกไปจากบัญชีของจำเลย เป็นการเบียดบังเอาเงินนั้นไป
โดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมาย
อาญามาตรา352 วรรคสอง”
ส่วนทรัพย์สินหาย ได้แก่ ทรัพย์สินหลุดพ้นไป
จากการยึดถือของผู้เป็นเจ้าของ โดยมิได้สมัครใจมิใช่
สละการครอบครอง ทรัพย์สินนั้นจึงกลายเป็นทรัพย์ที่
ไม่มีใครครอบครอง ทำสร้อยตกบนศาลามคนเก็บไป สัก
ครู่หนึ่งเจ้าของเดินกลับมาถามหาไม่ใช่ทรัพย์สินหาย ผู้
ที่เอาไปผิดลักทรัพย์ โคหายไปจากที่เลี้ยงไปอยู่โดย
อิสระ ณ ที่อื่นห่าง 4 กิโลเมตร วันต่อมาจำเลยมาพบ
เข้าจึงพาเอาไป ดังนี้ ไม่ใช่ลักทรัพย์แต่อาจเป็นยักยอก
เก็บของตกหาย กระเป๋าหล่นจากเอวเจ้าทรัพย์ขณะดู
ภาพยนตร์ จำเลยเอาไปเสียเป็นลักทรัพย์ไม่ใช่เก็บของ
ตกหายเพราะเจ้าทรัพย์ยังอยู่ใกล้กับทรัพย์ถือว่ายังอยู่
ในความยึดถือของเจ้าทรัพย์อยู่” หรือถ้ารู้ว่าเจ้าของ
กำลังตามหา เช่น ทหารทำปืนตกลงน้ำ ช่วยกันงมหาอยู่
นานแล้วไม่พบ จึงเลิกค้นและไปแจ้งความ จำเลยไปงม
เอาปืนนั้นเสียแสดงว่าจำเลยรู้เรื่องดี ปืนจึงไม่ใช่
ทรัพย์สินหาย การกระทำของจำเลยเป็นลักทรัพย์ดังนี้
ถ้าผู้กระทำเอาทรัพย์ไปโดยไม่มีเหตุอันควรรู้ว่าเจ้าของ
เขากำลังติดตามเอาคืนอยู่เช่น ไม่รู้ว่าของใครลืมไว้เมื่อ
ใดเป็นยักยอกทรัพย์สินหาย3ความผิดฐานนี้ผู้กระทำได้
รับโทษน้อยกว่าความผิดที่ 1 กึ่งหนึ่งและเป็นความผิด
อันยอมความได้
ตัวอย่าง
ตัวอย่างที่ 1
นายแดงฝากสุกรไว้กับนายดำ ต่อมานายดำได้ฆ่าสุกร
นำเอาเนื้อสุกรมาบริโภค เช่นนี้ นายดำมีเจตนาเบียดบัง
ท รั พ ย์ ข อ ง น า ย แ ด ง โ ด ย ทุ จ ริ ต ก่ อ น จ ะ ทำ ล า ย สุ ก ร ตั ว นั้ น
นายดำมีความผิดฐานยักยอก โดยไม่มีความผิดฐานทำให้
เสียทรัพย์อีก ถ้ากรณีเปลี่ยนเป็นว่าหลังจากฝากสุกรเอา
ไว้แล้ว นายแดงกับนายดำทะเลาะกัน นายดำเกิดโทสะ
ฆ่ า สุ ก ร เ สี ย ใ น เ ว ล า นั้ น ซึ่ ง ข ณ ะ ก ร ะ ทำ น า ย ดำ ไ ม่ มี เ จ ต น า
เบียดบังทรัพย์ของนายแดงไปโดยทุจริตเลย การกระทำ
ของนายดำไม่เป็นความผิดฐานยักยอก แต่เป็นความผิด
ฐานทำให้เสียทรัพย์ อย่างไรก็ดี หากต่อมานายดำนำเอา
เ นื้ อ สุ ก ร ซึ่ ง ยั ง ค ง เ ป็ น ก ร ร ม สิ ท ธิ์ ข อ ง น า ย แ ด ง ใ น ค ว า ม
ค ร อ บ ค ร อ ง ข อ ง ต น ม า บ ริ โ ภ ค น า ย ดำ มี ค ว า ม ผิ ด ฐ า น ยั ก ย อ ก
อี ก ก ร ะ ท ง ห นึ่ ง
ตัวอย่างที่ 2
ผู้ รั บ ข น ส่ ง ท รั พ ย์ ไ ด้ ส่ ง ท รั พ ย์ ต า ม ที่ อ ยู่ ที่ ผ ลึ ก อ ยู่ กั บ ก ล่ อ ง
บรรจุทรัพย์โดยถูกต้อง แต่ปรากฎว่ามีพนักงานคนอื่นติด
ป้ายชื่อหน้ากล่องผิดไป ถ้าผู้กระทำรับเอาไว้แล้วต่อมาท
ราบว่าไม่ใช่ทรัพย์ที่จำนงส่งมาให้แก่ตน ผู้กระทำย่อมมี
ค ว า ม ผิ ด ฐ า น ยั ก ย อ ก ท รั พ ย์ โ ด ย ผู้ อื่ น ส่ ง ม อ บ ใ ห้ โ ด ย สำ คั ญ
ผิด ตามมาตรา 352 วรรคสอง
คำพิพากษาฎีกา
คำพิพากษาฎีกาที่ 526/2552
โจทก์มอบหมายให้จำเลยเป็นผู้ดูแลการเงินของร้าน
ทรงสมัยพิษณุโลก สาขาของโจทก์ เงินรายได้ของร้าน
ที่จำเลยรับไว้โดยผู้จัดการสาขาดังกล่าวนำฝากเข้า
บัญชีของจำเลยเพื่อให้จำเลยนำส่งไปที่สำนักงานใหญ่
ของโจทก์จึงตกเป็นของโจทก์ จำเลยมีหน้าที่ต้องนำส่ง
เงินรายได้ดังกล่าวให้แก่โจทก์แต่ไม่นำส่ง กลับเบียด
บังเอาเงินนั้นเป็นของตนโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิด
ฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก
คำพิพากษาฎีกาที่ 8644/2561
จำเลยขอยืมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจาก ช.
ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามสัญญาเช่าซื้อ ช. อนุญาต
ให้จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปส่ง ส. เป็นการส่งมอบ
การครอบครองรถจักรยานยนต์ให้จำเลยชั่วคราวจำเลย
มีหน้าที่ต้องนำรถจักรยานยนต์ที่ขอยืมไปมาคืน ช. เมื่อ
จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจำนำแก่
บุคคลภายนอก ดังนี้เป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้
เสียหายเป็นของบุคคลอื่นโดยทุจริตขณะที่จำเลยครอบ
ครองทรัพย์นั้น เป็นความผิดฐาน ยักยอกทรัพย์ ตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352วรรคแรก
คำพิพากษาฎีกาที่ 159/2512
ผู้เสียหายจับกระบือไม่ได้เพราะติดอยู่ในฝูงอื่นซึ่งอยู่
บนเขาและเป็นทำเลเลี้ยงมิใช่เพริดไปจนพ้นการติดตาม
ดังนี้ ตามกฎหมายต้องถือว่าผู้เสียหายยังครอบครอง
กระบือตัวนั้นอยู่เพราะผู้เสียหายยังไม่ได้สละการครอบ
ครองกระบือตัวนั้นการที่จำเลยยิงกระบือของผู้เสียหาย
ตายและชำแหละเอาเนื้อกระบือไปโดยไม่ได้รับอนุญาต
จากผู้เสียหายเป็น การเอาไปโดยทุจริต เป็นการกระทำ
ผิดฐานลักทรัพย์ส่วนการที่จำเลยชำแหละเนื้อกระบือ
เอาไป ก็เป็นการครอบครอง เพราะยึดถือเพื่อตนแต่เป็น
ผลภายหลังการที่จำเลยลักกระบือนั้นแล้วไม่เป็นความ
ผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 352 วรรคสอง
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอกทรัพย์ตาม
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 วรรคสอง เมื่อศาลเห็น
ว่าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทาง
พิจารณาจึงไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษศาลจะลงโทษ
จำเลยไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 192 วรรคสาม
คำพกิพาราทีก่ถษุงากฎรีะกดาาทีษ่ ใ2ส่3เ5งิน4แ/2ล5ะท18รัพย์มีค่าของผู้เสียหายตก
อยู่บนทางในเวลากลางวันขณะผู้เสียหายขับรถ
จักรยานยนต์จะกลับบ้าน โดยผู้เสียหายไม่ทราบว่าตกตรง
ไหน แต่คาดหมายได้ว่าตกในระหว่างทางที่ผ่านมาซึ่งเป็น
ระยะทางประมาณ 3 เส้น ทันทีที่ผู้เสียหายรู้ตัวก็กลับรถ
ไปตามหา และตามไปจนพบจุดที่ถุงกระดาษตก แต่ปรากฏ
ว่าจำเลยเก็บไปเสียก่อนแล้วนั้น จำเลยย่อมรู้หรือควรรู้ว่า
อยู่ในระหว่างเวลาที่เจ้าทรัพย์ติดตามหา การที่จำเลยเก็บ
เอาไปจึงเป็นการฉวยโอกาสเอาทรัพย์ไปจากการครอบ
ครองของเจ้าทรัพย์ ก่อนที่เจ้าทรัพย์จะติดตามมาทัน เมื่อผู้
เสียหายตามไปพบและขอคืน จำเลยก็ไม่ยอมคืน เป็นการ
แสดงเจตนาทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด
ฐานลักทรัพย์ไม่ใช่ยักยอกทรัพย์สินหาย
ความผิดฐานยักยอกทรัพย์
ที่ตนมีหน้าที่ดูแล
มาตรา 353 บัญญัติว่า “ผู้ใดได้รับมอบหมายให้จัดการ
ทรัพย์สินของผู้อื่น หรือทรัพย์สินซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่
ด้วย กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริต
จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่
เป็นทรัพย์สินของผู้นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี
หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
องค์ประกอบภายนอก
(1) ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น หรือ
ทรัพย์สินซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
(2) กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใดๆ
(3)จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ใน
ลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้นั้น
องค์ประกอบภายใน
(1) เจตนาธรรมดา
(2) มูลเหตุชักจูงใจ โดยทุจริต
ความผิดนี้ได้แก่ การกระทำผิดหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในการ
จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยโดย
ทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่
เป็นทรัพย์สินของผู้นั้น ความผิดฐานจัดการทรัพย์สินของผู้อื่นผิด
หน้าที่ตามมาตรา 353 นี้เป็นกรณีที่ผู้จัดการทรัพย์สินทำลาย
ความ ไว้เนื้อเชื่อใจของผู้อื่นด้วยการกระทำซึ่งไม่เป็นไปตาม
หน้าที่โดยทุจริตทำให้เกิดผลเสียหายต่อประโยชน์ใน ลักษณะที่
เป็นทรัพย์สินของผู้อื่นนั้นโดยทุจริตซึ่งแตกต่างจากมาตรา 352
ที่พิจารณาถึงการเบียดบังทรัพย์ที่อยู่ในครอบครองไปเป็นของตน
หรือบุคคลที่สามโดยทุจริตเป็นสำคัญ
1 ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นหรือทรัพย์สินซึ่งผู้
อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยคำว่า “ได้รับมอบหมายให้จัดการ
ทรัพย์สิน” หมายถึงเข้าผูกพันตนในฐานะ
เป็นผู้จัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินภายในขอบเขตที่กำหนดกล่าว
คือผู้กระทำมีอำนาจในการบริหารจัดการทรัพย์สินเท่าที่ได้รับมอบ
หมายซึ่งมิใช่หน้าที่เก็บรักษาทรัพย์แต่อย่างเดียวเช่นมีหน้าที่
จัดการทรัพย์สินแทนผู้เยาว์มีหน้าที่จัดการการเงินของธนาคารดัง
นั้นการกระทำการแทนโดยไม่ได้รับมอบหมายหรือการมอบหมาย
ที่ไม่เกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินไม่เข้าองค์ประกอบตามข้อ 1
ตัวอย่าง
ตัวอย่างที่ 1
จำเลยเป็นผู้จัดการของโจทย์ร่วมได้นำปลายข้าวหักของโจทก์ร่วม
ไปขายให้แก่ ค. ในนามของโจทก์ร่วม ดังนั้น เงินที่ ค. ส่งมาชำระ
ค่าสินค้าโดยผ่านเข้าบัญชีของจำเลยจึงเป็นของโจทก์ร่วม จำเลยใน
ฐานะผู้จัดการของโจทก์ร่วมจึงมีหน้าที่ควบคุมดูแลรักษาเงินนั้นไว้
ไม่ให้สูญหาย แต่จำเลยกลับถอนเงินจำนวนนั้นไปเสีย ไม่ส่งคืนให้
โจทก์ร่วมตามหน้าที่ จึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์
ข้อสังเกต กรณีนี้จำเลยมีความผิดทั้งมาตรา 352 และมาตรา
353เนื่องจากทรัพย์อยู่ในการครอบครองของจำเลย และจำเลยได้
เบียดบังเอาเงินดังกล่าวไปโดยทุจริต อันเป็นความผิดตามมาตรา
352 รวมทั้งจำเลยยังเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์ซึ่งได้
กระทำผิดหน้าที่ อันเป็นความผิดมาตรา 353 ด้วย
ตัวอย่างที่ 2
จำเลยได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการสมาคม มีหน้าที่รับเงิน
และออกใบรับเงินต่างๆ จำเลยได้รับเงินค่าสมัครเป็นสมาชิก
สมาคมแล้วยักยอกเงินนั้นบางส่วน เป็นความผิดฐานยักยอก
ทรัพย์ตามมาตรา 352 ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 353 เพราะ
แม้จำเลยจะเป็นผู้เก็บรักษาเงิน แต่จำเลยไม่มีอำนาจจัดการกับ
เ งิ น นั้ น
คำพิพากษาฎีกา
คำพิพากษาฎีกาที่ 2975/2529
จำเลยเป็นผู้จัดการฝ่ายส่งออกของโจทก์ได้เบิกเงินค่าใช้สอยล่วง
หน้าเป็นค่าเดินทางไปติดต่อธุรกิจต่างประเทศจากโจทก์รวม 56
ครั้ง เงินที่เบิกไปนี้จำเลยมีสิทธิครอบครองใช้จ่ายได้ด้วยตนเองโดย
ไม่ต้องขออนุมัติจากโจทก์ทั้งโจทก์มิได้กำหนดการจ่ายไว้เป็นที่
แน่นอนสุดแล้วแต่จำเลยจะเห็นสมควรใช้จ่ายอย่างใดแล้วนำหลัก
ฐานมาหักหนี้ในทางบัญชีกับโจทก์ในภายหลังกรรมสิทธิ์ในเงินดัง
กล่าวจึงตกเป็นของจำเลยตั้งแต่ขณะที่ได้รับไปจากโจทก์หาใช่
จำเลยครอบครองเงินดังกล่าวไว้แทนโจทก์ไม่ดังนั้นแม้ต่อมาจำเลย
ออกจากบริษัทโจทก์และส่งหลักฐานการใช้จ่ายเบิกเงินล่วงหน้าได้
เพียงบางส่วนเงินที่เหลือไม่มีหลักฐานมาแสดงก็ตามโจทก์ก็ชอบที่
จะเรียกร้องทางแพ่งเอาแก่จำเลยกรณีไม่มีมูลความผิดทางอาญา
ฐานยักยอก
คำพิพากษาฎีกาที่ 1552/2517
เรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย
แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คู่ความอาจ
ยกขึ้นอ้างได้ในชั้นฎีกา จำเลยทำงานอยู่กับโจทก์ร่วม โดยโจทก์
ร่วมให้จำเลยเป็นผู้ติดต่อและเก็บเงินจากลูกค้า จำเลยรับเช็คของ
ลูกค้าโจทก์ร่วมมาในฐานะเป็นผู้รับชำระหนี้แทนโจทก์ร่วม มิใช่ใน
หน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากฝ่ายลูกค้า จำเลยจึงเป็นผู้ครอบครอง
เช็คของโจทก์ร่วมในฐานะตัวแทน มีหน้าที่ต้องนำเช็คหรือเงินตาม
เช็คนั้นส่งให้แก่โจทก์ร่วม เมื่อจำเลยนำเช็คไปเบิกเงินจากธนาคาร
และเบียดบังเอาไว้โดยทุจริตโจทก์ร่วมย่อมเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจ
ร้องทุกข์และฟ้องจำเลยได้ และการกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อม
เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 กรณีไม่ต้อง
ด้วยมาตรา 353เพราะจำเลยมิได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สิน
ของโจทก์ร่วม
ยักยอกทรัพย์ที่ทำให้ผู้กระทำ
ต้องถูกรับโทษหนักขึ้น
มาตรา 354 บัญญัติว่า “ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 352
หรือมาตรา 353 ได้กระทำในฐานที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้
จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งของศาล หรือตามพินัยกรรม
หรือในฐานเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจ อันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของ
ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่
เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
องค์ประกอบความผิด
องค์ประกอบภายนอก
(1)การกระทำความผิดตามมาตรา 352 หรือมาตรา 353
(2)ได้กระทำ
(2.1) ในฐานะที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น
ตามคำสั่งของศาลหรือตามพินัยกรรม
(2.2) ในฐานเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของ
ประชาชน
องค์ประกอบภายใน
(1)เจตนาธรรมดา
(2)เจตนาพิเศษ-โดยทุจริต
เหตุเพิ่มโทษ (มาตรา 354)
เหตุเพิ่มโทษ (มาตรา 354)
สำหรับความผิดที่1,2 และ 3 คือ ถ้าผู้กระทำความผิด ได้กระทำ
ความผิดในฐานะที่
(1) เป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งของศาลหรือตาม
พินัยกรรม
(2) เป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน
ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นอาชีพอันเป็นที่ไว้วางใจของ
ประชาชนก็เช่นผู้จัดการธนาคารหรือโรงรับจำนำ เป็นต้นแต่ผู้
จัดการสหกรณ์ไม่ใช่ผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันเป็นที่ไว้วางใจของ
ประชาชนตามมาตรา 3545 อาชีพช่างซ่อมเครื่องยนต์ผู้จัดการ
สมาคมยักยอกเงินค่าสมาชิกไม่เข้ามาตรานี้เป็นข้าราชการทหาร
ไม่เป็นอาชีพที่ไว้วางใจของประชาชนตามมาตรา 354 นี้
การกระทำความผิดตามมาตรา 352 หรือ 353
มาตรา 354 เป็นเหตุฉกรรจ์ของความผิดฐานยักยอกตามมาตรา
352 และมาตรา 353 โดนระบุคุณสมบัติของผู้กระทำให้เฉพาะ
เจาะจงยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงเกิดผล 2 ประการ
(1)เฉพาะผู้กระทำที่มีคุณสมบัติดั่งระบุไว้ในมาตรา 354
เท่านั้นจึงจะเป็นผู้กระทำความผิดได้ ผู้อื่นแม้จะร่วมกระทำความ
ผิด ก็ไม่อาจเป็นตัวการ คงลงโทษได้แต่ฐานผู้สนับสนุนเท่านั้น
(2)การกระทำจะเป็นความผิดมาตรา 354 ได้ต้องเข้าองค์
ประกอบความผิดตามมาตรา 352 หรือมาตรา 353 มาก่อน มิ
ฉะนั้นการกระทำไม่เป็นความผิดตามมาตรานี้
ตัวอย่าง
ศาลตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของ ย. ต่อ
ม า จำ เ ล ย จำ เ ล ย ไ ด้ จ ด ท ะ เ บี ย น ข า ย ที่ ดิ น ท รั พ ย์
มรดกแก่ ว. โดยไม่ได้แบ่งเงินให้แก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่ง
เป็นทายาทของผู้ตาย ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ขาย
ที่ดินไปโดยไม่ทุจริต หรือมีเจตนาที่จะเบียดบัง
เ งิ น นั้ น ไ ว้ โ ด ย ทุ จ ริ ต อ ย่ า ง ไ ร ก า ร ที่ จำ เ ล ย ข า ย ที่ ดิ น
นั้นไป จึงเป็นวิธีเกี่ยวกับการจัดการ และแบ่งปัน
ม ร ด ก ต า ม ก ฎ ห ม า ย แ พ่ ง ไ ม่ มี ค ว า ม ผิ ด ฐ า น ยั ก ย อ ก
คำพิพากษาฎีกา
คำพิพากษาฎีกาที่ 3711-3712/2538
ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบ
ครองเพียงผู้เดียวผู้อื่นก็อาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครอง
ในการยักยอกทรัพย์ได้หากได้ร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอก
กับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์การครอบครองทรัพย์
เป็นเพียงองค์ประกอบความผิดในการกระทำความผิดฐานยักยอก
ทรัพย์อย่างหนึ่งเท่านั้น จำเลยที่1ครอบครองดูแลจัดการทรัพย์สิน
ของโจทก์ที่2สาขาบางกะปิ เป็นผู้จัดการธนาคารอันเป็นกิจการที่
ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในเรื่องเกี่ยวกับการเงินจำเลย
ที่1จึงเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน
การกระทำของจำเลยที่1ดังกล่าวจึงเป็นความผิดตามประมวล
กฎหมายอาญามาตรา354ประกอบด้วยมาตรา353และ
มาตรา352วรรคหนึ่งส่วนการที่จำเลยที่2ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้
ร่วมกับจำเลยที่1ซึ่งเป็นผู้จัดการสาขาบางกะปิของโจทก์
ที่2ยักยอกทรัพย์ของจำเลยที่2เมื่อจำเลยที่2มิใช่เป็นผู้มีอาชีพหรือ
ธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนจำเลยที่2ย่อมมีความ
ผิดฐานเป็นตัวการยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา352วรรคหนึ่งประกอบด้วยมาตรา83 จำเลยทั้งสองได้ร่วม
กันทำหลักฐานเท็จในการที่จำเลยที่2ขอกู้เบิกเงินเกินบัญชีจาก
โจทก์ที่2ครั้งแรกในวงเงิน1,000,000บาทโดยจำเลยทั้งสอง
ประสงค์ที่จะเบียดบังเอาเงินของโจทก์ที่2ไปเป็นของจำเลยทั้ง
สองโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอกแล้วเมื่อต่อมาจำเลย
ที่2ได้ร่วมกันทำหลักฐานเท็จในการที่จำเลยที่1ขอกู้เงินเกินบัญชี
เพิ่มเติมอีก3ครั้งในวงเงิน500,000บาท400,000บาท
และ800,000บาทตามลำดับจากโจทก์ที่2การกระทำของจำเลยทั้ง
สองแต่ละครั้งนั้นจึงเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมกันจำเลย
ทั้งสองจึงร่วมกันกระทำความผิดฐานยักยอกรวม4กรรม
คำพิพากษาฎีกา
คำพิพากษาฎีกาที่ 987/2554
จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมตึกแถว
พิพาท แต่เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล ได้รับ
มอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น กระทำผิดหน้าที่ของตนโดย
ทุจริต โดยจดทะเบียนโอนทรัพย์สินนั้นเป็นของตน เป็นเหตุให้เกิด
ความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้อื่น เป็น
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 353 ประกอบด้วยมาตรา 354 ซึ่งเป็น
บทเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องปรับบทลงโทษตามมาตรา 352 ซึ่งเป็น
บททั่วไปอีก
แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนทรัพย์มรดกจากจำเลยที่ 1 โดยไม่
สุจริตอันเป็นการสมคบกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดด้วยก็ตาม
แต่ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานเป็นตัวการร่วมกับ
จำเลยที่ 1 ได้ เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้กระทำในฐานเป็นผู้
จัดการมรดกของผู้อื่นตามคำสั่งศาล คงลงโทษได้เพียงผู้สนับสนุน
การกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 353,354 ประกอบด้วย
มาตรา 86
ยักยอกทรัพย์สินอันมีค่า
ที่ซ่อนหรือฝังไว้
ยักยอกทรัพย์สินอันมีค่าที่ซ่อนหรือฝังไว้
มาตรา 355 บัญญัติว่า “ผู้ใดเก็บได้ซึ่งสังหาริมทรัพย์อันมีค่า อันซ่อนหรือฝัง
ไว้โดยพฤติการณ์ซึ่งไม่มีผู้ใดอ้างว่าเป็นเจ้าของได้ แล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้น
เป็นของตนหรือของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน
สองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
องค์ประกอบภายนอก
(1) เก็บได้
(2) ซึ่งสังหาริมทรัพย์อันมีค่า
(3) อันซ่อนหรือฝังไว้
(4) โดยพฤติการณ์ซึ่งไม่มีผู้ใดอ้างว่าเป็นเจ้าของได้
(5) แล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่น
องค์ประกอบภายใน
เจตนาธรรมดา
การกระทำความผิดฐานนี้ได้แก่การเบียดบังเอาสังหาริมทรัพย์
ซึ่งตนเก็บได้ดัง เช่น ความผิดที่ 2 แต่ตามมาตรานี้เป็น
สังหาริมทรัพย์อันมีค่าอันซ่อนหรือฝังไว้ โดยพฤติการณ์ซึ่งไม่มีผู้
ใดอ้างว่าเป็นเจ้าของได้ ความตามมาตรานี้เทียบได้กับประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1328 ซึ่งกำหนดว่าทรัพย์สิน
ดังกล่าวนั้นกรรมสิทธิ์ตกเป็นของแผ่นดิน ผู้เก็บได้ต้องมอบ
ทรัพย์นั้นให้แก่เจ้าพนักงานแล้วมีสิทธิได้รับรางวัล ดังนั้นผู้ที่เก็บ
เอาสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวแล้วเบียดบังเอาไป จึงเป็นการ
ยักยอกทรัพย์ของแผ่นดินนั้น อย่างไรก็ตาม สังหาริมทรัพย์อันมี
ค่าหมายถึง “ค่าควรเมือง”หรือประมาณค่ามิได้ (priceless)
ควรแก่การที่จะเป็นของรัฐ เช่น พระแสงดาบคาบค่าย โครง
กระดูกมนุษย์โบราณหรือซากไดโนเสาร์ดึกดำบรรพ์อันจะเป็น
ประโยชน์ในการศึกษาทางประวัติศาสตร์หรือโบราณคดีอัน
สำคัญ เป็นต้น ดังนั้นสร้อยคอทองคำหรือของโบราณอันเป็น
เครื่องประดับส่วนบุคคลก็ดี เทวรูปหินอ่อนโบราณ รูปนารายณ์สี่
กร อันเป็นโบราณวัตถุธรรมดาก็ดี ย่อมไม่ใช่สังหาริมทรัพย์มี
ค่าที่ผู้เก็บได้จะมีความผิดมาตรานี้
สังหาริมทรัพย์อันมีค่านั้น ศาสตราจารย์ประมูล สุวรรณศรให้
ความหมายไว้ว่า “มีค่ามากควรแก่การที่จะเป็นของรัฐหรือที่
เรียกว่ามีค่าควรเมือง”ทั้งนี้ เนื่องจากมาตรานี้มีความสัมพันธ์กับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๒๘ ซึ่งบัญญัติให้
กรรมสิทธิ์ตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อผู้ใดเบียดเบียนไปจึงมีความ
ผิดทางอาญา
คำว่า “เก็บได้” มีความหมายอย่างกว้าง รวมถึงการขุดเจาะ
รื้อ หรือค้นด้วย
คำพิพากษาฎีกา
คำพิพากษาฎีกาที่ 705/2489 (ป)
เทวรูปหินอ่อนโบราณรูปนารายณ์สี่กร เป็นของโบราณราคา
แพงฝังอยู่ใต้บริเวณปราสาทหินโบราณ เป็นโบราณวัตถุและ
ศิลปะวัตถุ จำเลยขุดได้และเบียดบังเอาเสีย จึงผิดตามพระราช
บัญญัติโบราณสถานฯ พ.ศ.2504 มาตรา 31 แต่เทวรูปนั้นไม่มี
คุณค่าเป็นพิเศษ ไม่ใช่สังหาริมทรัพย์อันมีค่าตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 355
คำพิพากษาฎีกาที่ 1012/2526
ลูกกระสุนปืนที่จมอยู่ในน้าช้านานไม่ปรากฏว่าเป็นของใคร
ถ้าผู้ใดงมได้และเอาไปขายเสียหามีความผิดไม่ เพราะไม่ใช่ของ
พิเศษที่เข้าอยู่ในประเภททรัพย์แผ่นดิน
ความผิดตามมาตรานี้เป็น
ความผิดอันยอมความได้
ความผิดตามมาตรานี้เป็นความผิดอันยอมความ ได้ (มาตรา 356)
มาตรา 356 บัญญัติว่า “ความผิดในหมวดนี้เป็นความผิดอัน
ยอมความได้”
ความผิดทุกความผิดในหมวดนี้ยอมความกันได้ แต่ในส่วนของ
ทรัพย์สินที่เป็นของแผ่นดิน หน่วยงานที่เป็นนิติบุคคลที่รับผิด
ชอบเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ เช่น
กรมศิลปากรในกรณีพบโครงกระดูกของบรรพบุรุษโบราณ
เป็นต้น
ตัวอย่าง
ข. ตรวจสอบบัญชีและแจ้งให้ประธานกรรมการโจทก์ร่วม
ทราบตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2546 ว่ามีการทุจริต จะถือว่า
โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวกระทำความผิดยังไม่ได้
เนื่องจากเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นแต่ยัง
ไม่รู้แน่ชัดว่าผู้กระทำเป็นใคร ต่อมาโจทก์ร่วมได้ตั้งคณะ
กรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และพบว่าความเสียหายที่เกิด
ขึ้นในช่วงจำเลยเป็นผู้จัดการ จึงมอบอำนาจให อ.ไปร้องทุกข์
ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ประธานกรรมการขของโจทก์ร่วมน่าจะ
ทราบเรื่องในวันที่ 15 เมษายน 2547 อันเป็นวันที่โจทก์ร่วม
รู้ตัวผู้กระทำความผิดแน่นอน ผู้มอบอำนาจโจทก์ร่วมไปร้อง
ทุกข์เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2547 จึงเป็นการร้องทุกข์ภายใน
อายุความ 3 เดือน
คำพิพากษาฎีกา
คำพิพากษาที่ 675/2556
จำเลยเบิกยืมอุปกรณ์การแพทย์จากโจทก์ร่วม 5 รายการโดย
ระบุระยะเวลาที่นำไปใช้ 15 วัน แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้
ดำเนินการใดๆ แก่จำเลยเมื่อไม่นำอุปกรณ์มาคืน แสดงว่าโจทก์
ร่วมมิได้ถือระยะเวลาในการคืนอุปกรณ์ตามที่ระบุไว้เป็นสำคัญ
ต่อมา ส. ซึ่งมีหน้าที่อนุมัติเบิกจ่ายและรับคืนสินค้าของโจทก์
ร่วมระบุให้จำเลยนำอุปกรณ์ที่ยืมไปมาคืนภายใน 7 โดยลงนาม
โดย ส. และประทับตราสำคัญของโจทก์ร่วม แสดงว่าโจทก์ร่วม
ยอมรับในการกระทำของ ส. และเชิดให้ ส. เป็นตัวแทนในการ
บอกกล่าวทวงถาม จำเลยได้รับหนังสือฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่
27 กันยายน 2551 แต่จำเลยเพิกเฉย จึงถือได้ว่าโจทก์ร่วม
ทราบว่าจำเลยมีเจตนาเบียดบังเอาทรัพย์สินทั้ง 5 รายการไป
ในวันที่ 4 ตุลาคม 2551 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดในหนังสือ
ทวงถามเมื่อผู้ได้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์
ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานยักยอกซึ่งเป็นความผิด
อันยอมความได้ในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 จึงเป็นการร้องทุกข์
ภายในระยะเวลา 3 เดือน ตามมาตรา 96 แล้ว
คำพิพากษาฎีกา
คำพิพากษาฎีกาที่ 426/2557
ข้อบังคับของโจทก์ร่วมกำหนดให้คณะกรรมการดำเนินการ
สหกรณ์มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการทั้งปวงของสหกรณ์ รวม
ทั้งฟ้องต่อสู้หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับกิจการของสหกรณ์ เมื่อคณะ
กรรมการดำเนินการสหกรณ์ โจทก์ร่วมได้ทราบถึงเรื่องที่บริษัท
ฮ. ชำระค่าลำไยอบแห้งเป็นตั๋วเงินให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว จำเลย
ซึ่งเป็นประธานกรรมการของโจทก์ร่วม นำตั๋วเงินไปใช้คำ
ประกันแก่บริษัท ข. โดยไม่ได้นำเงินเข้าบัญชีเป็นรายได้ของ
โจทก์ร่วม ถือว่าโจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำ
ความผิดตั้งแต่วันดังกล่าว เมื่อ ว. ไปร้องทุกข์ต่อพนักงาน
สอบสวนแทนโจทก์ร่วมเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิด
ตามมาตรา 352 และมาตรา 353 ซึ่งมาตรา 356 บัญญัติว่า
เป็นความผิดอันยอมความได้เกินกว่า 3 เดือน นับแต่วันที่รู้
เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์จึงขาดอายุ
ความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับ
บรรณานุกรม
ศาสตราจารย์ ดร.คณพล จันทน์หอม.(2564).คำอธิบายกฎหมายอาญาภาคความผิด
เล่ม 3(พิมพ์ครั้งที่ 6).กรุงเทพฯ:วิญญูชน
ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ.(2564).คำอธิบายกฎหมายอาญาภาคความผิดและลหุโทษ.
(พิมพ์ครั้งที่ 1).กรุงเทพฯ:วิญญูชน
wichianlaw.(2559).คำอธิบายความผิดฐานยักยอก.สืบค้น 25 กันยายน 2564,
จากhttps://wichianlaw.blogspot.com/2016/08/blog-post_4.html
สถาบันนิติธรรมาลัย.(2564).หมวด ๕ ความผิดฐานยักยอก(มาตรา ๓๕๒ - ๓๕๖).
สืบค้น 25 กันยายน 2564,จาก.https://www.drthawip.com/criminalcode/1-55
ทนายความ คอมพิวเตอร์.(2562).ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ความผิดฐาน-
ยักยอก.สืบค้นเมื่อ25 กันยายน 2564,จาก
:https://www.keybookme.com/law/criminal-352-misapplied/