The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรื่องสั้นสำหรับเด็ก ให้ความรู้เกี่ยวกับธรรมะ ภายใต้หัวข้อ "สังฆัง สรณัง คัจฉามิ"

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sorabud, 2021-12-27 03:37:41

หลวงตาเฉย

เรื่องสั้นสำหรับเด็ก ให้ความรู้เกี่ยวกับธรรมะ ภายใต้หัวข้อ "สังฆัง สรณัง คัจฉามิ"

เรอื่ งสั้น “หลวงตาเฉย”

โดย สรบุศย์ รุ่งโรจน์สวุ รรณ

1. หลวงตาเฉย

30 พฤษภาคม 2565
(เสียงนาฬิกาปลุกดงั เวลา 6.00 น.)

แม่ : “นัท ตน่ื รึยังลูก ลา้ งหน้าล้างตาแล้วลงมาชว่ ยแมจ่ ดั ดอกไมก้ ับของใส่บาตรที”
นัท : “ขออีก 5 นาทนี ะแม”่ (เสยี งบน่ พมึ พำในใจ แลว้ นอนต่อ)
แม่ : “เด๋ียวพระท่านจะบิณฑบาตรมาถึงหน้าบา้ นแลว้ นะนัท ลกู รบี ลงมาเรว็ ๆ เดี๋ยวไม่ทัน”
นัท : “ครบั ครบั ครับ” (บดิ ข้ีเกียจเสียงดงั พร้อมกระเด้งขึ้นจากเตยี ง งัวเงียเดนิ ไปลา้ งหน้า แปรงฟันอยา่ ง
ลวกๆ)
น่ีคือภารกิจแรกในวนั ทุกวนั พระของผม ทต่ี ้องลงมาชว่ งแม่จดั ข้าวของใส่บาตร ผมชอ่ื นัท ยอ่ มาจาก
“ลูกนัท” ท่ีเป็นภาษาองั กฤษ ‘NUT’ แปลวา่ ถ่ัว นนั่ แหละ แมต่ ้ังชือ่ ผมวา่ นัทเพราะแกชอบกินถว่ั ตอนท้องผม
ตอนนผี้ มอายุ 15 ปี เรยี นอยู่ชั้น ม.3 แลว้ ผมอยู่บา้ นกบั ยายและแม่ สว่ นพ่อของผมเสียไปตงั้ แต่ผมยังจำความ
ไมไ่ ด้เลย
แม่ : “ค่อยๆ เอาดอกไมเ้ สยี บเขา้ ไปในกรวยนะลูก เบาๆ มือหนอ่ ย เดย๋ี วช้ำหมด
นทั : “ครับแม่” (เสยี งลากยาว) “ยายไปไหนอะครบั ”
แม่ : “ยายนงั่ รอทีโ่ ต๊ะใสบ่ าตรหนา้ บ้านน่ะลูก เดี๋ยวเสร็จแลว้ ยกถาดของใสบ่ าตรกบั โถข้าวไปวางทโ่ี ต๊ะ
หน้าบ้านเลยนะ”
(นัทจัดแจงของใสบ่ าตรลงบนถาดแลว้ ยกเดนิ ไปหน้าบ้าน)
นัท : “อ้าวยาย ไหงมาแอบน่ังอย่คู นเดยี ว ไมช่ ว่ ยกนั เตรยี มของใสบ่ าตรเลย” (นทั แซว)
ยาย : “ยายเตรยี มเสร็จตงั้ แต่ตีหา้ แล้ว”
นัท : “เตรียมอะไรยาย นกี่ ็เหน็ ผมกบั แมจ่ ดั กนั แคส่ องคน”
ยาย : “ก็เตรยี มตวั เตรียมใจพรอ้ มท่ีจะทำบญุ ไงล่ะ” ยายพูดพรางยกมอื ประนมข้นึ จรดหนา้ ผาก หนา้ ตา
ผอ่ งใส ดูเป็นสุข
นทั : “ยายนี่เจา้ สำนวนจริง ๆ นะ” นัทค่อนแคะ
หลงั ใส่บาตรและเกบ็ ขา้ งของเรยี บร้อยผมก็เตรยี มตัวไปโรงเรยี น ซ่งึ อยหู่ ่างจากบา้ นไปประมาณ 3
กิโลเมตร ถ้าวนั ไหนตน่ื สายแมก่ จ็ ะบ่ึงมอร์เตอร์ไซค์ไปส่ง แต่ถ้าเช้าตรแู่ บบวันนี้ก็มเี วลาให้โตเ๋ ตไ๋ ด้ ผมก็จะเดินไปคน
เดียว 20-30 นาทีถึง ระหวา่ งทางจะต้องผ่านวัดป่ารวก วดั น้ีเป็นวดั เล็กๆ บรรยากาศร่มรน่ื เต็มไปด้วยตน้ ไผ่ มี
ศาลาและกฏุ ทิ ีส่ ร้างขนึ้ แบบเรียบงา่ ย ไมต่ ่างจากบ้านชาวบ้านท่วั ๆ ไป แต่ดว้ ยความท่ีมตี ้นไผ่มากเหมอื นช่ือวดั

1

(คำวา่ “รวก” เป็นคำเมือง หรอื ภาษาไทยถิน่ เหนือ แปลว่า “ต้นไผ”่ ) และตัง้ อยบู่ นบรเิ วณที่เปน็ เนิน เวลามีลมพดั
ผ่าน กจ็ ะไปเสยี ดสตี น้ ไผ่ ทำให้เกดิ เสียงดัง เอยี๊ ด ๆ จากตน้ ไผ่ทีเ่ สยี ดสีกนั ผู้ที่ไมค่ นุ้ กบั วัดนกี้ ็จะร้สู ึกว่าเป็น
บรรยากาศท่ีวังเวง น่ากลัว และทำใหเ้ กดิ จนิ ตนาการเหมอื นไดย้ นิ เสยี งคนร้องโหยหวนประมาณนน้ั

แต่สำหรบั ผม อยูแ่ ถวนี้มาตัง้ แตเ่ กดิ จึงร้สู ึกคุ้นชินกบั ความเงียบสงบแบบน้ี วดั ปา่ รวกมี เอ๊ย เคยมีพระ
และเณรจำวดั อยู่รวม 4 รปู ที่บอกว่าเคยกเ็ พราะ เม่ือต้นปีท่ีผ่านมามีพระมรณะภาพไป 1 รปู ทา่ นชอ่ื หลวงตาเฉย
ความจริงทา่ นไมไ่ ดช้ ่ือเฉยหรอกครับ ชื่อจรงิ ๆ ของแกคอื ทองอินทร์ หรอื หลวงตาทองอินทร์ ทช่ี าวบา้ นมักเรียก
สน้ั ๆ ว่า หลวงตาทอง แต่ชือ่ หลวงตาเฉย เป็นชอ่ื ทผี่ มและพวกเพื่อนๆ ตั้งให้ สาเหตทุ ีเ่ รียกแกว่าหลวงตาเฉย ก็
เพราะวา่ แกเปน็ พระทีด่ ูเงียบ ๆ ไม่สนใจใคร วนั ๆ ไม่เห็นพูดคุยกับใคร นอกจากการทำกจิ วัตรคือ กวาดวัด และ
เดนิ กลบั ไปกลบั มา นอกจากหลวงตาเฉย เอย๊ หลวงตาทองอนิ ทร์ กย็ ังมีพระหนุ่มอกี 2 รูป ชือ่ พระใหม่และ
พระเอก และเณรอกี 1 ชอ่ื เณรจ้อย

ผมจำได้ว่าวนั นเี้ ป็นวันพระใหญ่ หรอื วันข้ึน 15 คำ่ เดือน 6 และเปน็ วันวิสาขบชู า ยาย แม่ และผมนดั กนั
วา่ เย็นนเ้ี ราจะมาเวียนเทียนท่ีวัดปา่ รวกกัน พูดถงึ วัดปา่ รวก ก็อดให้คดิ ถงึ หลวงตาเฉยไม่ได้ จะเรยี กได้วา่ แกเป็น
พระรปู แรกทีผ่ มรู้จักเม่ือครง้ั ทย่ี ายคะยน้ั คะยอใหผ้ มเข้าวดั ด้วยเม่ือ 5 ปีก่อน ตอนผมอายุ 10 ขวบ

ทีใ่ กล้ๆ กับวดั ป่ารวกมวี ัดอยู่อีกวดั หนง่ึ ชื่อ วัดใหมป่ ระชาอปุ ถัมภ์ วดั นส้ี รา้ งตอนปเี ดียวกบั ทผ่ี มเกดิ พอดิบ
พอดี ยายเล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่มีการสร้างวดั นเ้ี น่ืองจากเดิมมีพระรปู หนงึ่ ชือ่ พระอาจารยค์ ง อายุประมาณ 40 ปี
เดินทางมาจำพรรษาท่วี ัดหลวงตาเฉย อยู่ได้เพยี ง 1 ปี หลังออกพรรษาแกก็ออกมาจากวดั และเร่ิมสร้างวัดใหมฯ่
ขน้ึ ด้วยการสนับสนุนจากกำนนั พ่อค้า เถา้ แก่โรงสีผูม้ อี ันจะกนิ ภายในหมู่บ้านและพืน้ ที่ข้างเคยี ง ได้ขา่ วมากวา่ ท่ี
แกสร้างวดั ใหมเ่ พราะทะเลาะกบั หลวงตาเฉย ที่ไม่เห็นดว้ ยกับการขยายพน้ื ทว่ี ัดและบูรณะ สรา้ งศาสนสถานเพ่ิม
วัดใหม่ประชาอปุ ถมั ภ์ เตบิ โตอย่างรวดเรว็ มีอโุ บสถ ศาลาการเปรยี ญ วหิ าร กฏุ ิ เจดยี ์ โรงครวั ห้องน้ำห้องทา่ และ
ส่งิ อำนวยความสะดวกครบครัน และยังเป็นท่ีเลื่อมใสของชาวบ้านด้วยเหตผุ ลประการหนง่ึ คือ มีการสร้างและปลกุ
เสกพระเคร่ืองโดยพระอาจารย์คงเปน็ ประจำ ชาวบ้านล่ำลือกันว่าพระเคร่ืองของพระอาจารยม์ ีพทุ ธคุณเมตตามหา
นยิ ม ใครมีไว้ในครอบครองจะมีกินมีใช้ไม่ขาดมือ วดั ใหม่ฯ มกี จิ กรรมงานบญุ ทุกเทศกาลไมเ่ คยขาด

ส่วนวดั ปา่ รวก ก็ยังคงสภาพของวดั ที่อยู่ร่วมกบั ธรรมชาติ ไม่มีการก่อสร้างเพมิ่ เติม หรอื จัดงานพธิ รี ตี อง
พิเศษอะไร นอกจากการปฏบิ ัตธิ รรม ฟงั เทศน์ ในวันพระ หากมองในแง่ของการพฒั นาวัดแลว้ เรยี กวา่ สิบปีกอ่ น
เปน็ ยังไง ปจั จุบนั กย็ ังเป็นเหมือนเดิมทุกประการ ท่ีแตกต่างกันอีกอยา่ งหนึ่งก็คอื ที่วัดปา่ รวกนน้ั นอกจากพระ
หนมุ่ 2 รปู กับเณร 1 รปู แลว้ ก็แทบจะไมม่ เี ด็กวนเวยี นเขา้ ไปเลย เด็กๆ ส่วนใหญใ่ นหมบู่ ้าน ถ้าจะเข้าวดั ก็มักจะ
ไปทำบญุ กับพ่อกับแม่ท่วี ัดใหม่ฯ กันทัง้ นัน้ เห็นจะมเี ด็กไม่ก่ีคนซ่ึงหนงึ่ ในน้นั มผี มรวมอยู่ด้วย ทเี่ ป็นขาประจำของ
วดั ป่ารวก

กลบั มาเรือ่ งหลวงตาเฉยบา้ ง ช่ือกบ็ อกว่า “หลวงตา” กเ็ รียกไดว้ ่ามีอายุประมาณตายายของผมได้ เม่อื 5
ปีที่แลว้ กอ่ นทจี่ ะได้พบแกครัง้ แรก ยายเลา่ ใหฟ้ ังวา่ หลวงตาอายุ 75 ปีแลว้ แกอยู่ทวี่ ัดป่ารวกมาร่วม 45 ปี เรยี กได้

2

วา่ ตั้งแตต่ อนยงั เปน็ พระหน่มุ หลวงตาเป็นคนอีสาน บวชเรียนทว่ี ัดป่าในจงั หวัดสกลนคร ต้งั แต่ยังเปน็ เณร และ
วนเวยี นจำพรรษาเพื่อศึกษาธรรมกบั ครูบาอาจารย์ในเขตจังหวัด สกลนคร อบุ ลราชธานี อดุ รธานี และหนองคาย
ตอ่ มาได้ติดตามอาจารย์เดินธุดงค์มาที่เชยี งใหม่ และสุดทา้ ยก็มาอยู่ท่ีจงั หวัดเชยี งราย

ยายของผมนับถือหลวงตาเฉยมาก ทุกวันพระยายจะเขา้ วดั ปฏบิ ัตธิ รรม และฟงั เทศน์กับหลวงตา ยาย
บอกวา่ หลวงตาเฉยเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ครง้ั แรกที่ผมได้เจอหลวงตากค็ งเปน็ วันพระครัง้ หนึ่งเม่ือ 5 ปีทแี่ ลว้
ยายกุลกี ุจอสะพายยา่ มประจำตวั พรอ้ มท้ังจูงมือผม จริง ๆ จะเรยี กว่า “ลาก” นา่ จะเหมาะกวา่ เพ่ือพาเขา้ วดั ด้วย
เพราะวันนัน้ แม่มีธุระต้องเข้าไปในเมอื ง จงึ ไม่มใี ครอยู่บา้ นกับผม แถมเป็นวนั พระทย่ี ายจะไปปฏิบัติธรรม แกเลย
ถอื โอกาสเอาผมไปด้วย

ผมยังจำได้ชดั เจนว่า ปกตเิ คยแตซ่ อ้ นมอร์เตอร์ไซคแ์ ม่ผา่ นวดั น้ี ซึง่ ตอนแรก ๆ ไม่รูว้ ่าเปน็ วดั นกึ ว่าเป็นป่า
ไผ่เฉยๆ น่ันจึงเป็นคร้ังแรกในชวี ิตที่ผมได้ย่างเท้าเขา้ ไปในเขตพุทธาวาส แบบงงๆ วา่ ป่าน่ีหรอื ท่ียายเรียกว่า “วัด”
ยายจูงผมเข้าไปถงึ ศาลาฉัน แลว้ ใหผ้ มรออยรู่ มิ ศาลา ส่วนยายก็หายเขา้ ไปขา้ งในพักใหญ่ ในช่วงเวลาทผี่ มอยู่คน
เดียวนน้ั ความเงียบซง่ึ เป็นบรรยากาศตามปกติของวัดก็เรม่ิ แทรกเข้ามาสคู่ วามร้สู ึกของผม ผมหันมองไปรอบ ๆ
เหน็ แต่ต้นไผ่ และพนื้ ทีเ่ ต็มไปดว้ ยใบไผแ่ ห้ง ๆ

ไมน่ านนกั ผมกไ็ ด้ยินเสยี งดังมาจากท่ีไม่ไกลนัก ผมหันไปตามเสยี งน้นั และเดินออกจากศาลาไป เดินไปได้
ไมไ่ กลก็ได้พบกบั ท่ีมาของเสยี ง ผมเหน็ พระรูปหนึง่ กำลงั กวาดบริเวณวดั ทีเ่ ต็มไปด้วยใบไผ่ เสยี งกวาดเป็นจังหวะ
เสยี บ เสียบ เสียบ ความเงยี บระหว่างเสียงทก่ี วาดเว้นระยะพอเหมาะพอดี ทำให้จังหวะของการกวาดกับเสยี งหยุด
สลับเคล้ากนั ไปอย่างน่าฟัง เสียงน้ันสะกดให้ผมยนื น่ิงดูและฟังอยู่พกั ใหญ่ รูส้ ึกตวั อีกทีก็เพราะยายเดินมาสะกดิ
จากข้างหลงั

“นัทมาอยู่น่เี องหรอื ” ยายเรียกกง่ึ ถาม
ผมหันกลับไปมองหนา้ ยาย “อา้ วยาย ครับ”
ขณะท่ีผมหนั ไปมองยาย เสยี งกวาดก็หยดุ ลง พระรปู นน้ั หนั หนา้ มามองเราสองคน
“น่หี ลวงตาทอง ไหว้พระซะสิลกู ” ยายบอก
ผมยกมือขึ้นประนมจรดหนา้ ผากแล้วกม้ หวั ไหว้
“หลานชายเจา้ คะ่ พระอาจารย์ ชื่อลูกนัท” ยายแนะนำผมให้หลวงตา
“เออ ดี ๆ หัดเข้าวัดเข้าวาต้ังแต่เล็ก ๆ ดี ๆ” หลวงตาเอย่ ด้วยใบหนา้ เฉย ๆ แลว้ เร่มิ กวาดใบไผ่ต่อ
ระหวา่ งท่คี ยุ กันน้ัน ผมสังเกตุเห็นใบไผ่ยังคงร่วงลงมาที่พ้นื ที่หลวงตากวาดแล้วเปน็ วงกว้าง และเริ่มปก
คลมุ ลานเพิ่มมากขนึ้ มากขน้ึ ผมนกึ ในใจว่า หลวงตาจะกวาดไปทำไม ในเมอ่ื เดย๋ี วใบไผ่ก็ล่วงลงมาอีก เสียแรงเปลา่
ๆ และหลงั จากทผี่ มคิดเสรจ็ กไ็ ดย้ ินเสียงหลวงตาลอยตามมาติด ๆ
“เอา้ ทางนีก้ เ็ สร็จพอดี เดี๋ยวกลบั ไปที่ศาลาดว้ ยกันเลย” หลวงตาพดู

3

“จะเสร็จไดย้ งั ไงกนั ” ความคิดแยง้ คำพูดของหลวงตาดังขึน้ มาในหัวผมทันทีทแี่ กพูดจบ “ดสู ิ ตรงท่กี วาด
ไปท้งั หมดนัน้ กลบั มีแตใ่ บไผ่ร่วงลงมาเต็มไปหมด หลวงตาเบลอรึเปล่า” ผมยังคงคิดเคืองในใจและมองหน้าแก

ไมร่ ู้ว่าแกไดย้ ินที่ผมพูดรึเปลา่ แต่ทันทีท่ีผมคิดเช่นนน้ั ผมกลับมองเห็นหนา้ แกมีรอยยมิ้ และส่งสายตามอง
ตรงมาทผี่ ม ผมสะดุ้งและคิดว่า “ผมเปล่าพูดอะไรนะ” จากน้นั หลวงตา ยาย และผมก็พากนั เดินไปที่ศาลาซ่ึงมี
ชาวบ้านจำนวนหนงึ่ ประมาณ 10 คน รออยู่ พวกเราประเคนภตั ตาหารแกพ่ ระและสามเณร หลังจากที่พระและ
โยมฉนั และรับประทานอาหารเชา้ เสรจ็ หลวงตากแ็ สดงธรรมส้ัน ๆ มอี ยูต่ อนหนง่ึ แกเทศนว์ ่า

“คนเราโดยมาก เวลามีเป้าหมายว่าจะทำอะไร กจ็ ะมุ่งมัน่ ต้ังใจ ทำให้ดี ทำใหเ้ รียบรอ้ ย แตพ่ อทำจรงิ ทำ
ได้ไมด่ ี ไม่เรียบร้อย ก็จะเปน็ ทกุ ข์ ไมพ่ อใจในตัวเอง อยา่ งเชน่ วนั นีต้ ้ังใจจะเก็บกวาดบา้ นใหไ้ ดท้ งั้ หมดเพราะบ้านรก
แต่เอาเขา้ จริง ทำไดแ้ ค่หอ้ งเดียว เพราะของกองเป็นพะเนิน ก็เกิดความท้อใจว่า ยังเหลืออกี ต้งั หลายห้อง ทำให้
เกิดความไม่อยากทำต่อ ไอ้อย่างนมี้ นั กแ็ ปลวา่ ภาระหน้าท่ไี มเ่ สร็จ แลว้ มันกจ็ ะไมเ่ สรจ็ ไปเรือ่ ย ๆ เป็นทกุ ขเ์ ร่ือยไป”

“แล้วจะทำยงั ไงไมใ่ ห้ทุกขเ์ พราะงานไม่เสรจ็ ไม่เรยี บร้อยล่ะเจ้าคะ” คณุ ป้าคนนงึ ถามข้ึน
“คำว่า “เสร็จ” แปลวา่ อะไรหรอยายแม้น”
“เสรจ็ กต็ อ้ งเก็บเสร็จทงั้ บ้านสิเจ้าคะ”
“ถ้าเราเอาคำว่า “เสร็จ” ไปไว้กบั บ้าน เกบ็ แค่วนั แรกก็ทุกข์แลว้ ใชไ่ หม แตถ่ ้าเอา “เสรจ็ ” ไปไว้กับใจ เลกิ
ทำเมื่อไหรก่ ็เทา่ กบั เสร็จ”
“จะเสรจ็ ไดย้ ังไงเจา้ คะ” คุณปา้ คนเดมิ แย้ง
“กเ็ สร็จสำหรับวนั นไี้ งล่ะ ถ้าใจคดิ ว่างานของวนั นี้เสร็จแล้ว ใจกจ็ ะวางงานไว้ ไม่หยิบงานมาสรา้ งความ
ทกุ ข์ให้กบั ใจ แต่ถา้ คิดว่าเสรจ็ คอื ต้องเก็บเสร็จท้งั บ้าน คนื นี้ คนื พรงุ่ นี้ ความทุกขใ์ จกับการเก็บบา้ นก็ยงั อยู่กบั ใจ
ตลอด ไอ้อยา่ งนม้ี ันเรยี กวา่ คนโง่หรอื คนฉลาดกันรึ” หลวงตาอธิบาย
หลังสนิ้ เสยี งหลวงตา ผมนึกย้อนกลับไปถงึ ตอนท่ีหลวงตาบอกผมกับยายวา่ แกกวาดวัดเสรจ็ แล้ว ทผี่ มยัง
แอบเถยี งกับแกในใจ ผมคิดว่าผมได้คำตอบแล้วว่าทำไมหลวงตาบอกว่าแกกวาดเสร็จทั้ง ๆ ทีใ่ บไผ่ยังกองอยเู่ ต็ม
พ้ืน ผมหลดุ อุทานโพล่งออกไปกลางวงในตอนนนั้ “เฮ้ย” รบี เอามือปิดปากแทบไม่ทัน หลวงตาหนั มามองผมแล้ว
ยมิ้ มมุ ปากนิด ๆ เหมือนกับจะบอกวา่ “เข้าใจแลว้ ใช่ไหม” ผมทำหนา้ เหมือนคนตกใจที่มีคนรคู้ วามลับของตวั เอง
ยา้ ยคำวา่ “เสรจ็ ” จากงาน ไปไว้ที่ “ใจ”” นีค่ อื เคล็ดลับที่ผมได้คน้ พบในวนั แรกทไ่ี ดร้ จู้ กั กบั หลวงตาเฉย
ผมจำได้ว่าวันน้นั เป็นวนั เสาร์ ตอนเยน็ ผมนัง่ ทำการบ้านวิชาคณติ ศาสตร์ จากน้ันกเ็ ข้าสกู่ จิ กรรมหลัก ชุมชน ROV
กับเพื่อนทางออนไลน์ ตัง้ แต่ 6 โมงเย็นถึงสามทมุ่ จนแมเ่ ดินมาตาม
“นัท การบ้านเสร็จรยึ งั ลูก” แมถ่ าม
“คณติ ศาสตรเ์ สรจ็ แลว้ ครับแม”่ ผมตอบอย่างสบายใจ
แมห่ ยิบสมุดจดการบ้านผมมาดรู ะหวา่ งท่ีทีมของผมกำลังจะเข้าสลายป้อมสดุ ทา้ ยของคู่ต่อสู้ หลงั จากที่
พยายามกนั มาตลอด 2-3 ชวั่ โมง “แลว้ ภาษาไทย สงั คม วิทยาศาสตร์ ล่ะนทั ”

4

“อนั น้ันของพรงุ่ นค้ี รบั แม่ หลวงตาทองบอกว่าเสรจ็ งานเป็นวัน ๆ ไป ใจจะได้ไม่ทุกข์” ผมอ้างองิ คำพดู
ของหลวงตามาเพ่ิมน้ำหนกั ให้คำตอบของตัวเอง

“นอ้ งนทั ” แมเ่ รียกเสยี งตำ่ “แม่จะเปล่ยี นช่ือใหเ้ ป็น “ศรธี นญชัย” ซะดีไหม ลูกคนนี้ เร่ืองเลย่ี งบาลนี ีเ่ ก่ง
จริงนะ” แม่บ่น

“รู้แล้วครับแม่ พรุ่งน้จี ะจดั การการบ้านท่เี หลอื ให้เสร็จครบั ” ผมหัวเราะ
“ไปนอนไดแ้ ลว้ จ้ะ สวดมนต์ไหวพ้ ระด้วยนะ” แมเ่ ตือน
คืนนนั้ ผมเขา้ นอนอย่างอารมณด์ ี กอ่ นนอนตอนไหว้พระยงั นึกถงึ หนา้ ของหลวงตาเฉยพร้อมนึกในใจวา่
“ขอบคณุ ครบั หลวงตา”

2. สตั ว์โลกผู้รว่ มทกุ ขร์ ่วมสขุ

การได้พบหลวงตาเฉยในครง้ั แรกน้ัน ทำให้ผมเกดิ ความรู้สึกว่า ที่วดั มีอะไรพเิ ศษ ไม่น่าเบือ่ เหมือนไปเรียน
หนังสอื ท่ีวนั วนั ไม่อา่ นหนังสอื ยานคางก็ต้องกม้ หน้าก้มตาจดและทำงานตามที่ครสู งั่ จนหมดคาบ ในขณะทีค่ รู
หายไปจากห้องต้ังแตส่ บิ นาทีแรกแลว้ กลับมาอกี ทีตอนห้านาทกี ่อนหมดคาบและบอกวา่ “ครไู ปธรุ ะ” อยา่ งน้อยที่
วดั ก็ทำใหผ้ มไดร้ ้อู ะไร ๆ ที่ทำใหช้ วี ิตดงู ่ายข้นึ อยา่ งเร่ือง “เสรจ็ งาน” ของหลวงตาเฉย

ผมได้มีโอกาสกลับไปท่วี ัดอีกก็วันพระใหญข่ องเดือนถดั ไป คราวนย้ี ายใหผ้ มช่วยจดั เตรยี มขา้ วของลง
ตระกร้า และแม่กไ็ ปกบั เราดว้ ยเพราะตรงกับวนั หยุดพอดี วันพระใหญ่คนมาทำบุญทว่ี ดั มากกวา่ ปกติ กะคร่าว ๆ
ประมาณ 30 คน หลงั ถวายภัตตาหารและฟังเทศนแ์ ลว้ แม่กบั ยายไปชว่ ยลา้ งจานชามและเก็บกวาดในศาลา ส่วน
ผมออกมาวิ่งเล่นดา้ นนอก ด้วยความรม่ ร่นื และแวดล้อมไปดว้ ยธรรมชาตขิ องวัดป่าไผ่ จึงมสี ัตว์นอ้ ยใหญ่เข้ามา
พึ่งพิงอาศัยโดยเฉพาะนกและแมลงนานาชนดิ ไม่วา่ จะเปน็ นกเขา นกขนุ ทอง นกกระจอก ส่วนแมลงก็ไมพ่ ้นพวก
จ้งิ หรีด จกั จัน่ แมลงทับ เต่าทอง ผเี สอ้ื และแมลงท่ีเปน็ ท่โี ปรดปรานของผมก็คือแมลงปอ

ยามเช้าของวนั ในป่าไผท่ ี่มีแสงแดดลอดลงมาเป็นแนวเส้นตรงจรดพนื้ ดนิ มกั มีกล่มุ ผีเส้ือและแมลงปอบนิ
เลน่ วนเวยี นอยู่ท่ัวบริเวณ ถา้ เปน็ กลางวนั ของชว่ งฤดรู อ้ น ก็ไมพ่ น้ ท่จี ะได้ยินเสียงจิ้งหรีดประสานเสียงรอ้ งก้องดังไป
ทั่ว ยังไมน่ บั เสยี งของนกนานาพนั ธุ์ที่รอ้ งประสานเสยี งท้ังยามเชา้ ตรู่และชว่ งพลบคำ่ กิจกรรมสำคัญของผมนน้ั อยู่ท่ี
การจบั แมลงปอหางยาวมาเล่นตามแบบฉบบั ของเดก็ ต่างจังหวดั ถ้าอยทู่ ี่บ้านผมมกั จะใช้เส้นด้าย ใชค่ รับ ด้ายเยบ็
ผา้ น่ันแหละร้อยหางของแมลงปอแล้วมดั เปน็ ปมไว้ จากนน้ั ผมจะปลอ่ ยให้มันบนิ ออกไปโดยมเี สน้ ดา้ ยคลอ้ งอยู่ที่
ปลายหางทถ่ี ูกเจาะเปน็ รู แค่นีผ้ มก็สามารถควบคมุ ให้เจา้ แมลงปอไม่บนิ หนีจากไป และบนิ ตามมาในขณะท่ผี มวิ่ง
ไปท่ัวบรเิ วณบา้ น

ท่ีวัดก็เชน่ กนั ในขณะที่ผมออกมาเดินเล่นนอกศาลา ผมได้พบกับแมลงปอกลมุ่ หนึง่ กำลังบินวนต่ำ ๆ อยู่
บริเวณหน่อไผ่ บางตัวกเ็ กาะอยแู่ ถวนั้น ด้วยความนึกสนกุ เหมอื นเคย ผมว่ิงกลับไปท่ีศาลาและดึงด้ายท่ีมีคนวางทง้ิ
ไว้เส้นหน่งึ แลว้ วิง่ กลับมาทกี่ ลุ่มแมลงปอ ดว้ ยความชำนาญและรู้ธรรมชาติของมนั ผมจบั แมลงปอไดต้ วั หนึง่
จากนน้ั ก็สนด้ายเขา้ ไปบรเิ วณก้นของแมลงปอแล้วผูกปม เม่ือของเลน่ ชน้ิ ใหมเ่ สรจ็ เรียบรอ้ ย กถ็ ึงเวลาว่งิ เล่นกับเจ้า

5

แมลงปอไปทั่วบริเวณ ระหวา่ งนน้ั เอง ผมไดพ้ บกับเณรจ้อย ซงึ่ เป็นเณรอายุมากกวา่ ผม 1 ปี เณรจอ้ ยยนื มองผมว่งิ
อยคู่ รนู่ ึงแล้วตะโกนถามวา่ “นี่ เล่นอะไรอะ” เณรจ้อยถามพรอ้ มโน้มตัวมาขา้ งหน้าในขณะท่ีมือไขว้กันอยู่ข้างหลงั

“เล่นแมลงปอไง” ผมตอบขณะวิ่งวนอยู่หน้าเณรจ้อย
“ทำไมมเี สน้ ยาว ๆ ตดิ อยู่ตรงนนั้ ด้วย” เณรจอ้ ยสงสัย
ผมหยุดวิง่ พรอ้ มกบั รูดเสน้ ดา้ ยเข้ามาใกล้ ๆ ทำให้แมลงปอถกู ดึงเขา้ มา ในขณะทมี่ ันพยายามกระพือปกี
เพอื่ บินหนีไป แต่ก็เป็นไปไม่ไดเ้ พราะผมดงึ ดา้ ยไวอ้ ยู่
“นไ่ี ง เราเอาด้ายผกู ไว้ท่กี น้ แมลงปอ” ผมตอบ
“อยุ๊ ! แล้วมันไมเ่ จ็บหรอ” เณรจ้อยถามต่อในขณะท่ที ำหนา้ เหมือนเจบ็
“ไม่รู้สิ แต่ก็สนุกดีนะ เราบงั คับให้มนั บินไปกับเราไดด้ ้วย” ผมตอบก่ึงเชือ้ เชิญ
“ไมเ่ อาหรอก ทำรา้ ยสตั ว์ ผดิ ศลี ” เณรจอ้ ยโบกมือพร้อมสา่ ยหนา้
“ผิดศลี คอื อะไร” นี่คอื ครง้ั แรกทผ่ี มได้ยินคำนี้
“กฆ็ า่ สัตวไ์ ง เณรหา้ มทำ มันเปน็ บาป” เณรจ้อยอธบิ าย
“ไม่ได้ฆา่ นะ ดสู ิ มนั ไม่ได้ตายซกั หนอ่ ย แลว้ แล้ว ไอ้ “บาป” น่ีมนั อะไรหรอ” ผมถามต่อดว้ ยความอยากรู้
“บาปก็คือผลของการกระทำทไ่ี ม่ถูกไมต่ ้องไงไอ้หนูเอ๊ย” มีเสยี งต่ำ ๆ เนิบ ๆ ดังมาจากด้านหลงั ของผม ใช่
แล้วครบั เสียงหลวงตาเฉย “แมลงปอมนั อยู่ของมนั ดี ๆ เอ็งไปเอามนั มาทรมานทำไมนะฮ”ึ
“ผมเปล่านะครบั แค่เลน่ กนั มันกบ็ นิ เลน่ กับผมสนุกออก” ผมแยง้ หลวงตาพร้อมทำท่าจะวิ่งให้ดู
“แล้วมันบอกเอ็งตงั้ แต่เมื่อไหร่ล่ะว่ามนั ก็สนุกด้วย นีแ่ ถมเอาดา้ ยไปร้อยก้นมนั อีก” หลวงตาท้วงข้ึน
“ผมไม่ได้ทำร้ายอะไรนะครับ เด่ียวเลน่ เสร็จกจ็ ะปลอ่ ยแล้ว” ผมตอบ
หลวงตาหนั ไปหาเณรจ้อย แลว้ ส่งั ให้ไปหยบิ เชือกมามัดนงึ จากน้นั ก็ให้เณรเอาเชือกมาผูกขอ้ มือของผมไว้
ให้แน่น ส่วนอีกด้านนงึ ให้เณรถอื ไว้ แล้วใหเ้ ณรวง่ิ เป็นวงกลม ทันทีที่เณรว่งิ เชอื กที่ผูกข้อมอื ผมกต็ งึ และกระตกุ ตัว
ผม ทำให้ผมตอ้ งวิ่งตามเณรจ้อยออกไป ด้วยความทเ่ี ณรโตกว่าผมจงึ ทำใหผ้ มว่ิงไมท่ นั และเกือบลม้ ผมร้องดว้ ยท้งั
ตกใจและกลัวลม้ “โอ๊ย ๆ เณรวง่ิ ชา้ หนอ่ ย ช้า ๆ หน่อย” ข้อมือท่ถี ูกมัดอยู่เม่ือถูกเชือกกระตุกกเ็ กิดการเสยี ดสีและ
เจ็บมาก
เณรจ้อยว่งิ วนอยสู่ องสามรอบหลวงตากบ็ อกใหห้ ยดุ เมื่อผมแกะเชือกออกกป็ รากฏวา่ ขอ้ มือเปน็ รอยแดง
บางสว่ นเหมอื นห้อเลือดนิด ๆ “อูยยย หลวงตาทำไรอะครับ ผมเจบ็ นะเน่ีย ไม่สนุกเลย” ผมโอดครวญ
“เอง็ เจบ็ ใชไ่ หม ไมช่ อบใช่ไหม” หลวงตาถามแบบเยาะเยย้
“ก็ใชน่ ่ะสิครับ เอาเชือกมาผูกแลว้ ก็ว่งิ กระตุกไปใครก็เจ็บทั้งนั้นแหละ” ผมตอบแบบมนี ้ำโห และไม่เขา้ ใจ
ว่าหลวงตาจะทำไปเพ่ืออะไร

6

“แมลงปอมนั ก็ไม่ต่างกบั เอง็ ตอนนแี้ หละ ทีเ่ อง็ เอาดา้ ยไปรอ้ ยกน้ มันไว้ แล้วก็ดงึ ไปทางโน้นที ดึงมาทางนี้ที
ท่ีมันไม่ไดบ้ อกวา่ เจ็บรึเปลา่ ก็เพราะมันพูดภาษาคนไม่ไดไ้ ง จะทำอะไรใครกห็ ัดนกึ ถึงใจเขาใจเราข้างนะไอห้ นู”
หลวงตาสอน

“อมื มนั ก็จรงิ ” ผมนึกใจใน “ว่าแต่ ไอ้ใจเขาใจเรามนั คืออะไรครับ” ผมสงสยั
“กใ็ หล้ องคิดว่าถ้าเราไปเป็นเขาบ้าง แล้วถกู ทำแบบท่ีเราทำเขาเนี่ย เราจะชอบไหม ถ้าไม่ชอบ เค้าเรยี กวา่
“เบยี ดเบยี นผูอ้ ่ืน” ก็ไมค่ วรทำ เพราะฉะน้นั ก่อนจะทำหรือจะพดู อะไรก็ตอ้ งรู้จักคิดให้ดซี ะก่อน สตั ว์หรอื คนต่างก็
มีความรสู้ กึ เหมือนกบั เรานน่ั แหละ ถา้ เราไม่ชอบ เขาก็อาจไมช่ อบเหมือนกนั ถ้าละเว้นไม่ทำได้กไ็ ม่ถอื เป็นบาป”
หลวงตาขยายความ
“ท่ีเณรบอกว่าศลี น่ีใชไ่ หมครับ” ผมทวนความคิด และค่อย ๆ จดั แจงแกะดา้ ยออกจากหางแมลงปอแลว้
ปลอ่ ยมนั ไป “ขอโทษนะ ต่อไปนจ้ี ะไม่แกลง้ พวกแกอีกแลว้ ”
ช่วงสายๆ ของวันนน้ั ผมเดนิ กลับบา้ นกับแมแ่ ละยาย ระหวา่ งทางแม่ถามขน้ึ ว่า “เป็นไงบา้ งลกู แมเ่ หน็ ยืน
คุยกับหลวงตาและเณรอยตู่ ง้ั นานสองนาน” ผมไดแ้ ต่อมยิ้มและทำหน้าเขนิ อายไมก่ ลา้ ตอบวา่ ตัวเองทำอะไรผดิ
แล้วเขา้ ไปกอดแม่ไว้ “แม่ ด้วงกว่างทแี่ ม่สัญญาวา่ จะซ้อื ให้ผม ผมไม่เอาแล้วนะ”
“อ้าว! ทำไมล่ะลกู ” แม่สงสัย
“ผมวา่ มันคงอยากอยทู่ บ่ี า้ นกับพ่อกับแม่ของมัน แบบผมไง อยกู่ บั แม่กับยายดกี วา่ ไปอยู่กับคนอ่นื ” ผม
พูดแลว้ เอาหน้าไปซบเอวแม่
“เป็นอะไรน่ะลูกคนนี้” แม่ส่ายหน้า ย้ิม และทำหนา้ สงสยั

3. ไปวัดทำไม

ผมเคยถามยายวา่ ทำไมผมจึงไมเ่ คยเห็นยายไปทำบุญท่ีวัดใหมป่ ระชาอุปถมั ภเ์ ลย ในขณะทีช่ าวบ้านใน
หมู่บา้ นและหมู่บ้านใกลเ้ คียงนิยมไปที่วดั นน้ั กันมาก ในขณะท่ยี ายและกลุม่ ชาวบา้ นเพียงเล็กน้อยชอบไปทำบุญที่
วดั ป่าไผ่ ยายตอบผมสั้น ๆ “ก็วัดนัน้ ไม่เป็นวดั น่ะสิ” คำตอบของยายทำผมงงแบบไม่รู้จะถามอะไรตอ่ ดี กเ็ หน็ อยู่
ทนโธว่ ่านั่นกว็ ดั ชัด ๆ จะบอกวา่ ไม่ใช่วัดไดย้ ังไง คำตอบน้ีวนเวยี นอยูใ่ นหัวของผมจนกระทง่ั วันลอยกระทงตอนผม
อยู่ชน้ั ป.5 จำไดช้ ัดเจนว่ามีงานบญุ ที่วดั ใหม่ประชาอุปถมั ภ์ ก่อนวนั ลอยกระทง 1 สปั ดาหม์ กี ารประชาสัมพันธ์ให้
ชาวบ้านโดยรอบร้วู า่ ทางวดั จะจัดงาน โดยภายในงานนอกจากจดั ใหม้ ีการลอยกระทงแล้ว ยงั มีกิจกรรมอกี มากมาย
เช่น การทำบญุ สะเดาะเคราะห์ พธิ ีปลกุ เสกผ้ายนั ต์ พระ ตระกรดุ กิจกรรมมหรสพ การออกรา้ นขายอาหาร
เครอ่ื งดื่มและเกมสต์ ่าง ๆ ทีป่ ้ายโฆษณามภี าพบา้ นผีสิง และทน่ี ่าสนใจไปมากกว่านั้นคือมีการโชวส์ ิง่ ประหลาด ไม่
ว่าจะเปน็ ผกี ระสือ เดก็ สองหัว เมียงู นางเงอื ก

เด็ก ๆ แถวบา้ นไม่เว้นแม้แต่ผมเองต่างตื่นเตน้ และตัง้ หนา้ ตั้งตารอคอยให้ถงึ วนั ลอยกระทงไว ๆ และ
พยายามรบเร้าใหผ้ ู้ใหญ่พาไปเทยี่ ววัดใหมฯ่ กนั ท้งั น้ัน แตไ่ มว่ ่าจะคะยั้นคะคอยังไง ยายก็เอาแตส่ ่ายหน้าแล้วบน่ ว่า

7

จะไปทำให้ เปลืองเงินเปลืองทองแถมยังไม่ไดบ้ ุญอีกต่างหาก ผมจึงหันไปอ้อนแม่ด้วยการสัญญาวา่ ถ้าแม่พาไปผม
จะชว่ ยทำงานบา้ นและไม่เลน่ เกมส์คอมพวิ เตอร์และตา่ ง ๆ นานา ออ้ นอยสู่ องสามวนั แม่กใ็ จอ่อนและสญั ญาว่าวัน
ศกุ ร์หลังเลิกเรียนจะพาผมไป ทำให้ผมได้แต่คดิ วางแผนว่าจะไปดูไปเทีย่ วตรงไหนบา้ งตลอดทงั้ สปั ดาห์

และแล้ววันแหง่ ความฝนั ของผมกม็ าถึง หลังจากแมร่ บั ผมกลบั มาจากโรงเรียน พอถงึ บา้ นผมกว็ ่งิ แจ้นเขา้
ไปเปลยี่ นเส้ือผ้าแลว้ ออกมาน่ังท่ีเกา้ อม้ี ้าหินหน้าบ้านระหวา่ งรอแม่จดั แจงอาหารเยน็ ใหย้ าย เมือ่ แม่เสรจ็ ธุระเราก็
บ่งึ มอรเ์ ตอรไ์ ซค์ไปทว่ี ัดใหม่ ผมต่นื เตน้ มาก แมจ่ อดรถในวัดแล้วจูงมอื ผมเดินเขา้ ไปในงาน ภายในงานมกี ารออ
กรา้ นมากมาย ทัง้ ขายอาหาร ของใช้ ของเล่น ตระการตาไปหมด ผมตาลุกวาวเลือกแทบไมถ่ กู ว่าอยากได้อะไร (ทงั้
ๆ ทแ่ี ม่ไม่ได้บอกวา่ จะซ้ือให้ผมหรอกนะ) นอกจากร้านรวงแลว้ สิง่ ที่ทำให้ผมรูส้ ึกกระชุ่มกระชวยและดึงความสนใจ
ผมไดด้ คี ือเสียงประชาสมั พนั ธ์ทดี่ ังไปทวั่ วัด มีทัง้ เสียงของทางวดั ทเี่ ชญิ ชวนญาติโยมให้เข้ามารว่ มทำบุญและเช่า
วัตถุมงคลของทางวดั เสียงตะโกนของพอ่ คา้ แมข่ ายตามทางทเ่ี ราเดนิ และเสียงดังออกลำโพงของร้านกิจกรรม
เกมส์อยา่ ง ปากระป๋อง โยนห่วง ยงิ ปืน โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งร้านบ้านผีสงิ และรา้ นของแปลก

ผมเปน็ คนกลัวผีจนข้นึ สมอง เวลานอนตอ้ งนอนเตียงเดียวกับแมต่ ลอด และมักจะให้แมเ่ ล่านิทานก่อน
นอนให้ฟัง โดยมขี ้อตกลงกันว่า คนเล่าหา้ มนอนหลบั ก่อนคนฟัง เพราะถ้าแมน่ อนหลับแล้วกห็ มายความว่าเหลอื
ผมทย่ี ังต่ืนอยู่คนเดียว แลว้ ถ้า... ผมจะทำยงั ไง คณุ คงคดิ ว่าเป็นเรอื่ งตลกน่ะสิ แตผ่ มเชื่อว่าตอนพวกคณุ เป็นเดก็
อย่างผมก็เปน็ เหมือนกบั ผมน่ันแหละ ความกลวั ผเี ร่ิมทะเลาะกับความอยากรู้อยากเหน็ ในหัวของผม “กระสือ”
“เดก็ สองหัว” “เมียงู” “นางเงือก” เป็นยังไงนะ นีเ่ ป็นครั้งแรกท่ีผมไดย้ ินชือ่ พวกนี้ แลว้ ถา้ พน้ จากวันนี้ไปเม่ือไหร่
เราจะได้มโี อกาสได้เห็นอีกล่ะ เอาวะ ยังไงกย็ ังมแี ม่อยูก่ ับผมทง้ั คน ถ้ากลวั อยา่ งมากกห็ ลับตาหรือเอาเสอื้ แมม่ าปดิ
ไว้

ผมตัดสินใจขอใหแ้ ม่พาไปดูของแปลก ตอนแรกแม่ก็บ่ายเบี่ยง แต่กท็ นผมรบเร้าไม่ไหวจนสดุ ทา้ ยก็ไดเ้ ข้า
ไปดูด้วยกัน ทางเข้าร้านเปน็ ผ้าสดี ำมดื พอเดินเข้าไปดา้ นใน ผมเหน็ ไฟสลัว ๆ ผมเอามือปิดหนา้ แล้วใช้วิธมี อง
ลอดช่องนวิ้ เลก็ ๆ ของผม สิง่ แรกที่เราได้เหน็ ก็คือ “กระสือ” ผมเปิดมือที่ปิดหน้าออกเพราะมองอะไรแทบไมเ่ ห็น
สงิ่ ท่ีเห็นอยูต่ ่อหน้าคือม่านผ้าสีดำ มีหัวผ้หู ญิงผมยาวโผลอ่ อกมา ใต้คางของผู้หญงิ คนน้ันเป็นกระดาษวาดเปน็ รูป
หัวใจ ปอด ไส้ ผมเหลือกตาดู ไมใ่ ชด่ ้วยความกลัวนะครับ แต่เพราะประหลาดใจและไม่เช่ือสายตาตวั เองว่าน่นี ะ
เหรอ “กระสือ” แถมแอบนึกโกรธในใจวา่ ทำไมต้องหลอกกันด้วย

เราเดนิ ตอ่ ไป และไดพ้ บกบั เด็กสองหวั เมียงู และนางเงือก สรปุ ส้ัน ๆ ดกี ว่าวา่ ท้ังหมดคือคนนี่แหละครับ
ไมม่ ีอะไรแปลกหรือพเิ ศษ แต่เจา้ ของรา้ นใช้คำที่ดูตน่ื ตาตน่ื ใจมาหลอกล่อใหเ้ ราอยากเข้ามาดู เดก็ สองหวั ก็คือเด็ก
สองคนนง่ั ดูดจุกนมอยู่ ส่วนเมียงกู เ็ ป็นผหู้ ญิงคนนึงน่งั อยู่ ขา้ ง ๆ มีกรงงูเขียววางไว้ แค่นั้นจรงิ ๆ สว่ นนางเงือกก็คือ
ผู้หญงิ ผมยาวใสผ่ า้ แถบคาดอกแลว้ นงุ่ ชดุ ทีเ่ ปน็ หางนางเงือกน่ังอยู่ในอ่างน้ำสบู ลมแบบที่เดก็ ๆ แชเ่ ล่นกนั ชว่ ง
สงกรานตน์ ั่นแหละครบั และนิทานเรื่องน้ีทำให้ผมรู้ว่า มนั โกหกทงั้ เพ

8

หลงั เดนิ ออกจากร้านของแปลก เราผ่านรา้ นอาหาร เหน็ วงดนตรเี ลน่ เสียงดงั อ้ืออึง ภายในรา้ นมคี นดมื่
เหล้าเมามายตะโกนโหวกเหวกไปหมด เสยี งดังหนวกหูจนแม่เอามือปดิ หผู มไวแ้ ลว้ บอกให้รีบเดนิ ออกไปจากบริเวณ
นนั้ พวกเราเดินกลบั ออกมาท่ีจอดรถ ทิ้งเสยี งอึกทึกครึกโครมไวข้ ้างหลัง ผมมองกลับไปทที่ ี่เดนิ มา เหน็ รา้ นรวงเป็น
ฉากหน้า อุโบสถและเจดียเ์ ป็นฉากหลงั “นไี่ ง วัดใหม่ฯ” ความคดิ หน่ึงผดุ ขน้ึ ในใจ “วดั ไมใ่ ชว่ ดั วัดทไ่ี มใ่ ชว่ ัด”
คำพูดของยายดงั ก้องตามหลงั มา อย่างนีน้ ีเ่ องท่ียายต้องการบอกกบั ผม ร้านของแปลกเราได้เจอกับเร่อื งโกหก สว่ น
ทรี่ ้านอาหารเราไดเ้ จอกบั คนเมา ขาดสติ ทัง้ วดั มีแต่เสียงดงั โหวกเวก ยุง่ และวุ่นไปหมด เหมอื นงานประจำจังหวัดท่ี
จดั ท่ีสนามบินเก่าทกุ ปีเลย นี่ไงวดั ท่ไี ม่ใชว่ ัด

ณ ขณะนนั้ เอง ภาพและบรรยากาศของวัดปา่ ไผก่ ผ็ ดุ ข้ึนมาต่อหนา้ ผม สงบ เงยี บ ร่มร่ืน ธรรมชาติ อย่างนี้
สนิ ะทีเ่ ปน็ สถานทท่ี ี่เรยี กว่า “วัด” ทีแ่ ทจ้ รงิ ตัง้ แต่วันนน้ั ผมไม่คิดท่จี ะเหยียบย่างเขา้ ไปในวดั ใหม่ฯ อกี เลย แถมยงั
บอกกบั ยายดว้ ยว่า ถ้าวนั ไหนยายจะไปวดั ป่าไผแ่ ล้วเป็นวันหยุดทผ่ี มไม่ได้ไปโรงเรยี นผมขอไปดว้ ยคน

4. สมาธิไม่ใชแ่ ค่การนั่งหลบั ตา

ถ้าพดู ถึงวดั หลายคนก็จะนกึ ถึงกิจกรรมอยา่ งตกั บาตร ฟังเทศน์ ปฏิบตั ธิ รรม น่ังสมาธิ เดินจงกรม ซง่ึ เปน็
กจิ กรรมประจำทชี่ าวพุทธทำกนั ในวนั สำคญั ทางพุทธศาสนา เช่น วันพระ วันมาฆบูชา วนั วสิ าขบชู า และวัน
อาสาฬหบูชา เป็นตน้ การน่ังสมาธิเป็นกจิ กรรมหนงึ่ ทีศ่ รัทธาวดั ป่าไผจ่ ะปฏบิ ตั กิ ันทุกวนั พระที่วัด โดยมหี ลวงตา
ทองหรือหลวงตาเฉยของผมเปน็ ผู้นำการปฏบิ ัติ หลงั จากการถวายภัตตาหารและพระฉันในช่วงเช้าแล้ว หลวงตาก็
จะแสดงธรรมเทศนาประมาณคร่งึ ชั่วโมง และนำชาวบ้านที่มาในวนั นน้ั น่ังสมาธิ

การน่งั สมาธขิ องวัดปา่ ไผ่ดูเผิน ๆ กไ็ ม่ได้ตา่ งจากวัดอื่นท่วั ไป คอื การน่ังขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย เอา
มือขวาวางทับมือซา้ ยบนตักแลว้ หลบั ตา แตถ่ า้ ใครนั่งไม่ได้ก็อาจจะแค่เอาขาซ้ายวางด้านในและขาขวาวางด้านนอก
สว่ นผเู้ ฒ่าผ้แู ก่ทน่ี ่งั พ้ืนไมส่ ะดวก หลวงตากใ็ หน้ ั่งเกา้ อ้แี ทน ผมยังจำคำสอนของหลวงตาเฉยได้ไม่ลมื เมื่อคร้ังที่ไดม้ ี
โอกาสน่งั สมาธิกบั เขาครัง้ แรก หลวงตาสอนว่า

“การน่งั สมาธเิ ปน็ รปู แบบการปฏบิ ัติเพอื่ ให้จิตใจเราสงบตงั้ มน่ั การที่จะทำใหจ้ ิตสงบและตั้งมน่ั ไดน้ ้ัน ผู้ฝกึ
ตอ้ งหา “เครอื่ งอย”ู่ หรือส่ิงท่ีจะให้จติ เกาะเก่ียวไวอ้ ย่างมน่ั คงทีส่ ุดอย่างหน่งึ ทเ่ี รียกกนั ว่า “อารมณ์” อยู่กับ
อารมณ์บางอย่าง เชน่ คอยเฝ้ารูเ้ ฝา้ ดูลมหายใจเข้า ว่าขณะน้ลี มหายใจเขา้ หรือออก ลมหายใจยาวหรือสั้น ลม
หายใจหยาบคือหายใจแรง หรือละเอียดคือหายใจแผ่วเบา บางคนกน็ ึกถึงคำวา่ “พุท-โธ” หรือหายใจเขา้ นึกว่า
“พทุ ” หายใจออกนึกว่า “โธ” กไ็ ด้”

หลวงตาจะใหช้ าวบ้านไดใ้ ช้เวลานงั่ สมาธปิ ระมาณ 30 นาที แต่ในช่วงเวลานัน้ กม็ ีจำนวนไมน่ อ้ ยทนี่ ่งั ไม่ได้
เพราะปวดขาบ้าง หลบั บา้ ง หรือบางคนก็ลมื ตาและเลิกน่งั หลงั เวลาผ่านไปเพยี งเล็กน้อยเท่านั้น สำหรับผม ในครง้ั
แรกน่งั หลบั ตาได้ประมาณ 10 นาทีกม็ ีอนั ต้องออกจากสมาธิ เพราะขาเป็นเหน็บและปวดมากจนทนไม่ไหว ทำให้
จิตใจไม่อยู่กับลมหายใจเขา้ -ออก แต่กลับมาอยูท่ ขี่ าทีป่ วดแทน ระหวา่ งทข่ี าเรมิ่ ปวดนั้น กท็ ำให้คดิ ไปต่าง ๆ นานา

9

เช่น “ปวดจนขาจะหกั แล้ว” “ทนไม่ไหมแลว้ โวย้ ” “แลว้ เราจะเดินไดไ้ หมเน่ีย” “สงสยั ต้องถูกหามไปส่ง
โรงพยาบาลแน่ ๆ เลย” “แล้วตอ้ งถึงขนาดโดนตดั ขารเึ ปล่า” “แลว้ เรามานั่งทรมานตวั เองทำไมเนีย่ ” รวมถงึ นึก
โทษยายท่พี ามาวัด และโทษหลวงตาที่ให้น่งั สมาธิไปด้วย เรียกวา่ พาลเขาไปหมด

หลงั จากเสรจ็ กิจกรรมนั่งสมาธิในวนั นัน้ หลวงตาก็สอนต่ออกี ว่า “การฝกึ สมาธิต้องใจเย็น ไมค่ าดหวงั วา่
จะเกิดความสงบ ขอใหเ้ พียงแตร่ เู้ นือ้ รู้ตวั และคอยตามดูกายกบั ใจว่าเป็นอยา่ งไร หายใจเข้ากร็ ู้ว่าหายใจเข้า
หายใจออกกร็ ้วู า่ หายใจออก ปวดก็รู้ว่าตรงไหนปวด เจ็บก็ให้ร้วู ่าตรงไหนมนั เจ็บ รเู้ ฉย ๆ รูซ้ ื่อ ๆ อยา่ ไปตัดสนิ ว่า
มนั ดี มันไม่ดี อย่างนเ้ี ราชอบ อยา่ งน้เี ราไม่ชอบ ให้คอยตามดูเทา่ น้นั พอ ใจมนั คดิ ฟุ้งก็ใหร้ ู้ว่ากำลังฟุง้ อยู่ แบบน้ีถือ
วา่ ใช้ได”้

“แล้วถา้ ไม่คาดหวงั อะไรแลว้ จะน่ังสมาธิไปทำไมละ่ ” ผมคิดแย้งในใจ ขณะนั้นเองคุณปา้ คนหน่ึงกถ็ ามขึน้
วา่ “หลวงพ่อเจา้ คะ แล้วถ้าเราดลู มหายใจอยดู่ ี ๆ แลว้ มันเกิดปวดขาข้ึนมา อย่างนี้จะทำยังไงเจา้ คะ”

“ความรสู้ ึกถึงกายหรือใจตรงไหนทีม่ ันเกิดขน้ึ มากใ็ ห้เขา้ ไปดูมนั น่นั แหละ อย่างเราดลู มหายใจอยดู่ ี ๆ รูส้ กึ
ปวดขน้ึ มา มีความปวดแทรกขน้ึ มา กใ็ ห้ยา้ ยไปดูที่ความปวดน้ันแทน แบบนีก้ ็ได้ เพราะเราห้ามความปวดไมไ่ ด้ใช่
ไหม ถา้ มวั แตอ่ ยู่กบั ลมหายใจตอนที่ปวดแลว้ ละก็ ความปวดมนั ก็จะมากวนจติ ท่ีกำลงั ดลู มหายใจ คราวน้ียงุ่ กนั ไป
ใหญ่ เลอื กดูไปทีละอย่างพอแล้ว” หลวงตาอธิบายเสริม

ผมฟังแล้วเขา้ ใจบา้ งไม่เขา้ ใจบ้าง แตเ่ ท่าที่พอจบั ใจความได้ก็คือ ใหเ้ ลือกดูอะไรอยา่ งหนึ่งเพยี งอยา่ งเดยี ว
ทำให้นกึ ไปถงึ คำแรกทหี่ ลวงตาสอนว่า การฝึกสมาธิคือการสรา้ งความสงบใหจ้ ติ ใจ โดยเอาใจไปอยู่กบั อะไรซัก
อย่างเพยี งอย่างเดียว พอได้มีโอกาสนัง่ สมาธอิ ีก กม็ ักจะเริม่ จากลมหายใจเข้า-ออก พอนงั่ ไปได้ซักพัก ขาท่ีทบั กัน
อยกู่ ็จะเรมิ่ ปวด พอรสู้ กึ ปวดก็ไม่ได้นึกถึงลมหายใจแล้ว แต่กลับมาดูความปวดท่ขี าแทน แลว้ ก็มีสลบั กลับไปดลู ม
หายใจตอนปวดน้อยลง สลับไปมาแบบนีเ้ รื่อย ๆ

ระหวา่ งทเ่ี ห็นสลบั กันไปมาแบบน้ี ก็เกิดนึกขน้ึ วา่ “เฮย้ ! เมอื่ กี๊ปวดขาแทบขาด ทำไมตอนนคี้ วามปวดมัน
ลดลง บางทมี นั กห็ ายไปเองเหมอื นไมเ่ คยปวดมาก่อน แปลกมาก ๆ” ความรสู้ กึ และการรับรู้เช่นน้ีทำใหผ้ มรสู้ ึก
สงสยั แต่ในขณะเดยี วกันกย็ ิง่ ทำใหเ้ ราจริงจงั กับเร่ืองนี้ไปแบบไมร่ ู้ตัว

จากความปวด ก็ขยายไปทค่ี วามคิด คือเร่ิมเหน็ วา่ ระหว่างนัง่ สมาธินัน้ เราคดิ เร่ืองโนน้ เร่ืองน้ไี ปเรอื่ ย ๆ
แตค่ ดิ อีกมุมหนงึ่ มนั เหมือนกับว่าเรอื่ งตา่ ง ๆ ได้ผุดขึน้ มาในหวั ของผมเองอย่างไม่ได้ตั้งใจ เกดิ ขน้ึ แลว้ ก็หายไปเอง
เราบงั คบั ไม่ได้ ประหลาดดี ความคดิ และความรสู้ กึ แบบน้เี ปน็ สง่ิ ทผ่ี มเพง่ิ เคยได้เจอจากการนงั่ สมาธนิ แ่ี หละ ปกติ
ระหวา่ งวนั ที่เราไปโรงเรียน อยู่บา้ น เลน่ เกมส์ก็ไมไ่ ด้คิดได้เห็นอะไรแบบนม้ี าก่อน หรือนี่คือปาฏิหาริยจ์ ากการนัง่
สมาธกิ ันหนอ

อยา่ งทีห่ ลวงพ่อบอกกน็ ่าจะจรงิ ท่วี ่า “นั่งสมาธิ” เป็นการปฏิบัติในรปู แบบอยา่ งหน่ึงเท่านั้น เพราะผมมี
โอกาสได้คยุ กับพระและเณรท่ีวดั ซ่งึ ตา่ งกเ็ พ่ิงบวชใหม่ไดไ้ ม่นาน จำได้วา่ เราคุยกันเรอ่ื งชีวิตความเปน็ อยู่ในวัด
เพราะผมสงสัยวา่ ในขณะท่ีวัดปา่ ไผเ่ ป็นวัดทไี่ ม่เน้นการก่อสรา้ ง กฏุ ิในวดั อยใู่ นป่าไผ่ ไฟฟา้ กแ็ ทบไม่มี พอตกดกึ มี

10

เพยี งไฟกลมในกฏุ แิ ตล่ ะกฏุ เิ พียงดวงเดียว หลวงพเ่ี อกเลา่ ให้ฟังวา่ ถ้าปวดท้องเข้าห้องนำ้ ตอนกลางคนื ก็ต้องถือ
ตะเกียงดวงเล็ก ๆ ไปห้องน้ำ

“แล้วหลวงพไ่ี ม่กลัวผีหรอ” ผมถามดว้ ยความสงสยั
“ตอนแรกกลวั มาก แต่ตอนนี้ชินแลว้ สบายมาก” หลวงพเ่ี ลา่
“หลวงพ่กี ลัวก็ชวนหลวงพใ่ี หมไ่ ปด้วยกันส”ิ ผมเสนอความเหน็
“ตอนนัน้ หลวงพ่ีใหม่ยงั ไมไ่ ด้มาอย่ทู ี่นี่ ต้องไปคนเดียว แต่หลวงพีก่ ม็ ีตวั ช่วย” หลวงพีต่ อบ
“ตวั ชว่ ยอะไรครบั หลวงตาหรอ” ผมอยากรู้อยากเหน็ ขนึ้ มา
“บา้ หรอ กฏุ หิ ลวงตาอยู่ไกลกว่าเดินไปห้องนำ้ อีก ใครจะไปกล้า” หลวงพีแ่ ย้ง “หลวงพ่ีทำอยา่ งน้ี ตอน
เดินไปห้องนำ้ มดื ๆ หลวงพ่ีก็จะคิดถึงกลว้ ยไม้ท่ีเล้ยี งไว้ทโี่ รงเพาะ นกึ ไปว่าตอนนตี้ น้ ไหนออกดอกแลว้ สีอะไรบา้ ง
หรือบางทีก็นกึ วา่ พรุ่งนต้ี ้องไปเติมปยุ๋ รดน้ำตรงไหนยังไงแทน” หลวงพ่เี ล่า
“ไปหอ้ งนำ้ ทำไมต้องนึกถึงกล้วยไม้ล่ะครับ ไมเ่ ห็นเกย่ี วอะไรกนั เลย” ผมถามงง ๆ
“กน็ ึกถงึ เรื่องท่ีไม่เก่ียวกนั นั่นแหละ เราจะได้ไมไ่ ปนึกถงึ เร่ืองผไี งละ่ พอนึกถงึ กลว้ ยไม้ ความกลัวผีก็
หายไปเอง เรยี กว่าใชง้ านความคดิ ในทางอ่นื แทน ช่วยไดเ้ ยอะเลย” หลวงพี่อธิบาย
ผมลืมเล่าไปวา่ หลวงพ่เี อกแกเป็นคนชอบกล้วยไม้ แกทำเรือนปลกู กลว้ ยไมไ้ ว้ใกล้ ๆ ศาลาฉนั และเป็นคน
รบั ผิดชอบดูแลกลว้ ยไม้อย่างดี ทำใหเ้ ราไดช้ มดอกกลว้ ยไม้สวย ๆ ท่ีมชี าวบ้านนำมาถวายตลอดปีเลย
พอแกเลา่ ถึงตอนนี้ ทำให้ผมนึกยอ้ นไปตอนทห่ี ลวงตาเฉยสอนเร่ืองฝึกสมาธิ แล้วโผลง่ ออกมาว่า “ไอท้ ี่
หลวงพค่ี ิดเร่ืองกลว้ ยไม้ตอนเดินไปห้องน้ำกลางดึกเพื่อไม่ใหก้ ลวั ผนี ีก่ ็เป็นการฝกึ สมาธดิ ้วยรเึ ปลา่ ครับ”
“ใช่สินทั นเ่ี ปน็ การนำสมาธิมาใช้ในการแก้ปัญหาในชีวติ ประจำวันแบบหนึ่งเลย ปกติเวลาเราเรียนหนังสือ
อ่านหนงั สอื เราก็ต้องใช้สมาธิเหมอื นกนั นะ คนต้ังใจเรียนตั้งใจอา่ นและเขา้ ใจสิ่งท่คี รสู อนหรอื หนงั สือที่อา่ นนี่
เรียกว่า มีสมาธิสูง คอื จิตใจไปอยูก่ ับเร่ืองท่ีเรยี น ส่วนของหลวงพกี่ ใ็ ชก้ ำหนดใหจ้ ิตใจมาอยู่กบั เร่ืองท่ีคิดคือกล้วยไม้
แทนเร่อื งผีไง” หลวงพีเ่ สรมิ
“อย่างนี้นีเ่ อง แต่หลวงพ่ีกย็ งั กลวั ผอี ยู่ดีใช่ไหมครับ” ผมย้อน
“กย็ ังมีอยู่บา้ ง แต่เรียกวา่ รวู้ ิธชี ่วยลดความกลวั ในบางเวลาด้วยการนำสมาธมิ าใช”้ หลวงพี่พดู แบบเขิน ๆ
เย็นวันนั้น หลงั จากกลบั บ้านผมนั่งขลกุ อยู่กบั คอมพิวเตอร์ตลอดบ่ายจนถงึ เยน็ จนแมต่ ะโกนร้องเรยี กให้
ไปร่วมโตะ๊ กนิ ข้าว “นทั มากินขา้ วไดแ้ ล้ว ทำอะไรอยู่กับคอมพวิ เตอร์ตลอดเลยอะลกู ”
“ผมทำสมาธิกบั การเลน่ เกมส์อยคู่ รับแม่ อกี แปบ๊ นงึ ขอสิบนาทคี รับ” ผมต่อรอง
“สมาธอิ ะไรกนั ก็เล่นเกมส์อยู่เหน็ ๆ มากนิ ขา้ วไดแ้ ลว้ ก่อนทแี่ ม่จะเปลี่ยนใจให้ลกู ได้ฝึกสมาธกิ ับการล้าง
ถ้วย ลา้ งชาม ล้างหม้อ ล้างกระทะ และล้างครวั ด้วย” แม่เอด็
“ไมเ่ อาอะ! ไปเดย๋ี วนีล้ ะครับแม่” ผมปิดคอมแล้วรบี วิง่ ไปนง่ั กนิ ขา้ วแต่โดยดี

11

5. อยู่กับใจกับกาย

นอกจากเพ่ือนทโ่ี รงเรียนแลว้ หลวงพี่เอก หลวงพ่ีใหม่และเณรพ่จี อ้ ยก็นับวา่ เปน็ เพ่อื นทผ่ี มเล่นและไดม้ ี
โอกาสคยุ กนั อยูบ่ ่อยครง้ั ผมมักชอบซกั ถามหลวงพที่ ้ังสามเกีย่ วกับชีวิตของนักบวช ในฐานะท่หี ลวงพี่มีอายุไม่ไกล
จากผมมากนัก แต่ทำไมจึงเลือกทีจ่ ะบวชและใชช้ วี ติ แบบพระเณรอยูใ่ นวดั หลวงพีเ่ อกได้เคยเลา่ ให้ผมฟังเกีย่ วกบั
ชวี ิตประจำวันของพระในวดั ว่า มกี ฏระเบียบที่พระเณรต้องถอื ปฏิบตั ติ งั้ แต่ตืน่ จนหลับคือ จะต่นื ตสี ี่ หลงั จากเกบ็ ท่ี
นอนแล้วทกุ รปู จะไปรวมกันท่ีศาลาเพ่ือทำวตั รเช้าและปฏบิ ัตใิ นรปู แบบคือการเดนิ จงกรมและนั่งสมาธิ จนฟ้าสว่าง
ประมาณหกโมงกจ็ ะเตรียมตัวออกบณิ ฑบาตร โดยหลวงตาเปน็ ผ้เู ดินนำและตามด้วยหลวงพเี่ อก หลวงพใี่ หม่ และ
เณร ตามลำดับพรรษาหรือกค็ ือลำดับวา่ ใครบวชก่อนบวชหลงั พอกลับจากบิณฑบาตรกจ็ ะฉันเช้า ท่ีวัดป่าไผ่ พระ
จะฉันเฉพาะมื้อเชา้ เพยี งคร้ังเดียวเท่านน้ั ระหว่างวนั จะมเี วลาฉนั น้ำปานะในชว่ งเทยี่ งและเยน็ อีก 2 คร้งั น้ำท่ีฉนั
เปน็ นำ้ ปานะกจ็ ะเปน็ พวกน้ำชา น้ำผลไม้ ไมไ่ ด้ฉันเพอื่ ให้อิ่มทอ้ ง แตเ่ ปน็ เพียงเพ่ือดับกระหายหรอื ช่วยไม่ให้นำ้ ยอ่ ย
ทำงานกดั กระเพาะเทา่ นน้ั

“แลว้ หลวงพี่ไม่หวิ หรอครับ” ผมถามด้วยความสงสัย เพราะถ้าเปน็ ตวั เองคงทนไม่ได้แน่ถ้าไม่ได้กินขา้ ว 3
มื้อ

“แรก ๆ ก็มแี สบท้องบ้างแหละ แต่อยู่ไปซักสี่ห้าวันก็เรมิ่ ค้นุ ชนิ ความจรงิ การฉนั แค่มื้อเดียวช่วยให้
รา่ งกายโล่งโปรง่ โดยเฉพาะตอนเยน็ และคำ่ ที่เป็นช่วงปฏบิ ัตินั่งสมาธิ จะช่วยใหไ้ มง่ ่วงและจติ สงบได้ดเี ลยแหละ มี
ญาตโิ ยมมาเลา่ ให้ฟังวา่ ไดเ้ คยนง่ั สมาธหิ ลังจากกินข้าวเยน็ ปรากฏว่านอกจากจะร้สู ึกแน่นท้องนง่ั ไมส่ ะดวกและอดึ
อดั แล้ว ยังทำใหร้ สู้ ึกงว่ งอีกด้วยนะ” หลวงพี่เล่า

สำหรับเณรเลก็ ๆ อยา่ งเณรพี่จอ้ ย กเ็ คยมปี ระสบการณ์เก่ียวกับเร่ืองการฉนั ทน่ี า่ สนใจเลา่ ให้ฟงั อยู่
เหมือนกัน เณรพ่จี ้อยเล่าให้ฟังวา่ เคยมีชาวบ้านเอาไอติมมาถวาย แต่กวา่ จะได้ฉันโอตมิ ก็ละลายไปหมดต่อหนา้ ตอ่
ตา เพราะว่าหลวงตาเฉยทา่ นให้ศีลใหธ้ รรมกบั ชาวบา้ นนานถงึ 20 นาที

“นาน ๆ จะได้ฉันไอติม สดุ ท้ายกลายเปน็ น้ำหมดเลย รูไ้ หม ตอนที่เห็นไอติมละลายนม่ี นั เศรา้ แบบบอกไม่
ถกู มัวแต่คิดวา่ หลวงตาพูดเร็ว ๆ จบได้แล้ว จบได้แลว้ ครับ ฟังเทศน์ไม่รู้เร่ือง ตาหูลายไปหมด” เณรจ้อยเล่า

“อ้อ เณรพ่ีมีสมาธอิ ยู่กบั ไอติมอยา่ งเดียวเลยใช่ไหมตอนน้ัน ฮา่ ๆ ๆ” ผมหยอก
“แต่เณรกย็ ังได้กนิ ไอติมไม่ใช่หรอ” หลวงพใี่ หม่พดู ขน้ึ
“ไดก้ นิ อะไรกันล่ะหลวงพี่ ละลายหมดซะขนาดนน้ั ” เณรพูดแบบเคือง ๆ
“แลว้ ทีก่ นิ ไปไม่ใช่ไอติมรึ กแ็ คม่ าในรปู แบบนำ้ ไอติมแทนเท่าน้ัน ลองคิดดูสิ ไม่วา่ ไอติมจะเป็นก้อนหรอื
เป็นนำ้ พอเข้าปากลงท้องไปแล้วกอ็ อกมาหน้าตาเหมือนกันไม่ใช่รึ” หลวงพ่ีพยายามช่วยอธิบายใหร้ สู้ ึกดีข้ึน
“จำท่ีหลวงตาสอนหลงั จากฉันวนั นน้ั ไมไ่ ด้หรอ” หลวงพีเ่ อกเอย่ ข้นึ หลวงตาสอนวา่ “ไอติมมันอยู่ของ
มันดี ๆ แตเ่ ราดนั เอาใจของเราไปฝากไวก้ ับว่ามนั จะแข็งมันจะอ่อน มันจะเป็นก้อนหรือมันจะละลาย ไอค้ นท่ีเศรา้ ก็
เรานะไมใ่ ชไ่ อตมิ ”

12

“กจ็ ริงครบั พอกลับมาย้อนคิดไปตอนน้ัน ผมเหน็ ภาพ 2 ภาพท่เี กิดขึ้นพร้อมกันแบบที่หลวงตาวา่ เลย
ภาพนงึ คือไอตมิ กำลังละลายกลายเปน็ น้ำกะทิ สว่ นใจของเรากก็ ำลงั เศร้าวา่ จะไมไ่ ด้กินมันแล้ว จนไม่ได้ฟงั ใครพูด
อะไรทง้ั นัน้ เหมือนเสียงมนั ดังก้องหัวไปหมดว่า “อดกนิ เลย ละลายหมดแล้ว”” เณรอธิบายเสริม

“อยา่ งน้ีหลวงตาเรยี กวา่ เราปลอ่ ยใจให้หลงไปอยู่กบั สิ่งภายนอก ซง่ึ จะทำใหเ้ ราเป็นทุกข์ เช่น เสียใจ
โกรธ ผิดหวงั อย่างทเี่ ณรเปน็ ไง เพราะฉะน้นั ตอ้ งหมั่นดหู ม่นั รูค้ วามคดิ ความรสู้ กึ ของตัวเอง ตามใหท้ ัน อยา่ ง
เชื่อมโยงใจกบั สง่ิ ภายนอก จะไดไ้ ม่ทกุ ข์ อันน้ตี ้องฝกึ ทำบ่อย ๆ เด๋ียวก็จะเกง่ ขนึ้ เองนะเณร นทั ดว้ ยนะ” หลวงพ่ี
เอกสรปุ

“ครับหลวงพ่ี” เณรพ่จี ้อยและผมรับคำ
ค่ำวนั หน่งึ ท่วี ดั จัดกจิ กรรมปฏบิ ัตธิ รรมดว้ ยการฝึกนัง่ สมาธิ มีชาวบา้ นมารว่ มด้วยจำนวนหน่งึ ผม แม่
และยาย ได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ด้วย หลวงตาเฉยเป็นผ้นู ำปฏิบัติสมาธิ โดยหลวงตาเทศนน์ ำเกีย่ วกบั แนวทางปฏิบตั ิ
และใหท้ ุกคนฝกึ กำหนดร้ลู มหายใจเข้า-ออก เหมือนเคย จากน้ันกป็ ล่อยให้ทุกคนนงั่ สมาธิอยา่ งเงยี บ ๆ จนกวา่
หลวงตาจะกำกับใหล้ มื ตาออกจากสมาธเิ ม่ือถึงเวลาท่ีเหมาะสม
ในระหว่างค่ำคนื ทีเ่ งยี บสงัดของวัดท่ีอยภู่ ายใตธ้ รรมชาติอันสงบ วิเวก น่นั เอง ไม่มีแม้กระทั่งเสียงไอ
กระแอม ขยับตัว ของผู้ปฏิบัตคิ นใด อากาศนิ่งสงบจนผมไม่รู้สึกว่ามใี ครนัง่ อยใู่ นศาลาด้วย จิตเร่มิ สงบเป็นสมาธิ
รู้สกึ ถงึ ลมหายใจเข้า-ออกทแี่ ผว่ เบาละเอียด จนไม่ร้สู ึกวา่ เราเป็นผูท้ ำให้เกดิ การหายใจนั้น แต่ร่างกายกำลงั หายใจ
“ด้วยตวั ของมนั เอง” มเี ราเป็นเพยี งผสู้ งั เกตและรับรูถ้ ึงการหายใจเท่าน้นั
แล้วทันใดนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเสียงดนตรีดงั ก้องแหวกอากาศทะลเุ ข้ามาในหขู องพวกเรา เป็นเสียงดนตรรี ว่ ม
สมยั ทใ่ี ชใ้ นงานฉลองต่าง ๆ มีทัง้ เสียงรอ้ งและเครอ่ื งดนตรีประโคมแบบเรยี กวา่ จัดเตม็ กันเลยทีเดียว เสยี งนน้ั คอ่ ย
ๆ ดังขึ้น ดังขนึ้ เร่ือย ๆ
ความอึกทกึ ของเสียงนับเป็นอุปสรรคสำคญั ท่ีรบกวนการนงั่ สมาธิของพวกเรา การรับร้เู สียงของดนตรีเข้า
มาทดแทนการรับร้ลู มหายใจเข้า-ออกในทันทที ่เี สียงน้ันดงั ข้ึน เรยี กวา่ เป็นอตั โนมัตแิ ละทำใหผ้ มลมื การเฝา้ ดูลม
หายใจไปเลย เกดิ ความคดิ และคำถามขึ้นมาในใจอยา่ งต่อเน่ืองวา่ “เฮย้ ! ดึกแล้วใครมาเปดิ เพลงดงั ล่ันอยา่ งน้วี ะ”
“ทำไมต้องมีเสยี งน้ีด้วย เคา้ มีงานอะไรกันนะ วนั นว้ี นั อะไร ไมม่ ีเทศกาลอะไรไมใ่ ชห่ รอ” “ทำไมไม่เปดิ ให้มนั เบา ๆ
หนอ่ ย รบกวนชาวบา้ นเขา” “เม่อื ไหรจ่ ะเลิกซะที หนวกหู” เป็นการพูดคุยกับตวั เองในใจและวนเวียนอยูก่ บั สงิ่ นี้
ซ้ำ ๆ ในขณะท่ีความคิดพรั่งพรอู อกมาอย่างไม่ขาดสาย
ระหวา่ งทคี่ ิด ผมก็เร่ิมได้ยินเสียงชาวบ้านทีน่ ั่งสมาธอิ ยดู่ ้วยขยับตวั บางคนหายใจแรง ถอนหายใจกม็ ี และ
เริม่ มีเสยี งบ่นเบา ๆ “อะไรกันนักกนั หนานะ” สกั พัก กเ็ ร่ิมไดย้ ินเสยี งชาวบา้ นบางคนคุยกันเบา ๆ ทำให้ผมรวู้ า่
หลายคนเรมิ่ ออกจากสมาธิกันแล้วท้งั ๆ ทีห่ ลวงตายงั ไม่ได้สง่ สัญญาณหรอื บอกใหพ้ วกเขาออกจากสมาธิ
“อา้ ว! เลกิ นั่งสมาธิกนั แล้วหรือ แลว้ เราจะออกบ้างดีไหม แต่หลวงตายังไม่ได้บอกให้ออกจากสมาธเิ ลยนะ
เอาไงดี” ผมโต้เถียงกบั ตัวเองภายใน และสดุ ท้ายก็ตัดสินใจแอบลมื ตาเพื่อดูว่าในศาลาเกิดอะไรขึน้

13

เมื่อลืมตาข้ึนก็พบว่า มชี าวบ้านสามสค่ี นจับกลมุ่ นงั่ อย่ดู ้วยกันเงียบ ๆ แตไ่ ม่ไดท้ ำสมาธิ เพราะเขาคงถูก
รบกวนจากเสยี งดนตรี อีกส่วนหนงึ่ ก็นั่งนงิ่ อีกส่วนหนงึ่ ขยับตวั เป็นระยะ ส่วนหลวงตาเฉยน้ัน ยังคงนง่ั หลบั ตานง่ิ
เงยี บอยู่อยา่ งเดมิ เหมือนกำลังดำดิ่งอยู่กบั อะไรบางอย่างและไม่ขยบั ไปไหน ผมหลบั ตาและต่อสู้กับความคดิ
เก่ยี วกบั เสยี งดนตรีต่อไปอกี ประมาณ 10 นาที ก็ได้ยนิ เสียงหลวงตาเฉยดังขึ้น

“อา้ ว หายใจเข้า-ออกลกึ ๆ 3 คร้งั แลว้ ค่อย ๆ ลมื ตาได”้ หลวงตามกำกบั
หลังจากทีท่ ุกคนลืมตาขนึ้ ยายแม้นก็พูดขน้ึ แกมฟ้องหลวงตาว่า “ใครกนั นะเปดิ เพลงกวนพระกวนเจ้าดกึ
ดน่ื อย่างงี้ เด๋ยี วนรกจะได้กนิ หวั ซะน่ี”
หลวงตาเฉยไม่พดู อะไร แตก่ ลับมองมาทย่ี ายแมน้ และย้ิมมุมปากเล็กน้อยเทา่ นน้ั
“กำลังนง่ั สงบ ๆ อยู่ดี ๆ ก็เปิดเพลงซะดงั ไม่คิดถึงคนอน่ื เลยคนสมัยนี้ พวกเราเสยี สมาธิหมดเลยเจ้าคะ่
พระอาจารย”์ ยายแมน้ ฟ้องตรงไปตรงมา
“แมน้ เอ๊ย...เสยี งดนตรีน่ะมันก็อย่ขู องมันดี ๆ ไปยุ่งกบั มันทำไมเฮอะ มันก็อยู่ส่วนมนั ไอเ้ รากอ็ ยสู่ ว่ นเรา
มันกจ็ บเร่ือง” หลวงตาพดู เหมือนจะปลอบโยน
“ก็มนั ดงั จนเสยี สมาธหิ มดนี่เจ้าคะ อย่างน้เี รียกวา่ มันอยู่ของมนั ดี ๆ ไดย้ ังไงกนั รบกวนชาวบา้ นแท้ ๆ”
ยายแมน้ ตอบกลบั ทันควันแบบเคอื ง ๆ
“เสยี งมนั ไมไ่ ดร้ บกวนเราหรอกนะ แตเ่ รานัน่ แหละที่ไปรบกวนมัน ลองคิดดูสิ เรานง่ั อยู่กับลมหายใจของ
เราดี ๆ แตอ่ ยู่ ๆ กลับไปนัง่ อยูก่ บั เสยี งแทน เปลยี่ นจากย่งุ กับลมหายใจไปยงุ่ กับเสยี งแทน อย่างนใี้ ครหาเร่ืองกนั ล่ะ
ฮึ มนั เรียกวา่ เราเข้าไปยุ่งกับมันเองใช่รึเปลา่ ละ่ ” หลวงตาอธิบายและถามตบทา้ ย
“กจ็ ริงนะเจ้าคะ ตอนเสยี งดังขน้ึ โยมก็ลืมเรื่องลมหายใจไปเลยเจ้าค่ะ” ยายของผมตอบ
“อมื ใช่ไหมละ่ โยมจว๋ิ นีไ่ ง เสียงมันก็เปน็ ของมนั เอง แตอ่ ยู่ดี ๆ เราก็ไปย่งุ กับมนั อยา่ งน้ีเค้าเรียกวา่ “ส่ง
จิตออกนอก” คือออกนอกกาย ออกนอกจากการรู้ลมหายใจ และสุดท้ายก็จะทำให้เป็นทุกข์ หงุดหงิด โกรธ
ฟุ้งซ่าน หลุดจากอารมณห์ ลกั คอื ลมหายใจ” หลวงตาเสรมิ
เหตุการณ์ในวันนน้ั นับวา่ เปน็ ตัวอย่างและแบบฝึกหัดที่ดีเร่ืองหนึ่ง ทีท่ ำใหผ้ มเข้าใจคำวา่ “สมาธิ” เพิม่ ข้ึน
เวลาเราอยู่ในชวี ิตประจำวนั ต้องทำโน่นทำน่ี ก็มักจะ “สง่ จิตออกนอก” ไปในเร่อื งที่ทำมากกว่าการอยู่กบั ลม
หายใจแบบเวลานง่ั สมาธิ หลวงพอ่ ยงั สอนอีกวา่ ยงิ่ เราหม่ันเอาจิตใจมาไว้กบั ลมหายใจไดบ้ ่อยครง้ั เพียงใด เรากจ็ ะ
ไม่ทุกข์ ไมเ่ ศร้า ไมโ่ กรธ ไม่คิดมาก เพราะคิดอยู่แต่กบั ลมหายใจ และช่วยใหม้ ีสมาธิ เหมือนการเก็บสะสมเงิน
เอาไวใ้ ช้จ่าย การฝึกอยู่กบั ลมหายใจทำให้เรามีสมาธใิ นการทำงานมากข้ึน และไมเ่ ครียดอีกดว้ ย และสมาธทิ ่ีแท้จริง
ไมไ่ ด้ทำกนั เฉพาะตอนนง่ั สมาธิ แตค่ วรฝกึ ทำระหวา่ งวนั ตลอดเวลาท่ีเราหายใจ เพยี งแค่อยา่ ลืมลมหายใจเป็นพอ

14

6. ดแู ลใจไมเ่ พมิ่ ทกุ ข์

นอกจากจะเป็นคนหน้าตาไม่แสดงอารมณ์ความรสู้ ึกแลว้ อากปั กริ ิยาของหลวงตาเฉยของผมกเ็ ป็น
ลกั ษณะเดยี วกนั คือนง่ิ สงบ จนบางครงั้ ผมก็อดคดิ ไมไ่ ดว้ า่ หลวงตาใจเย็นเกินไปรึเปลา่ กบั เรอ่ื งราวหรือปญั หาต่าง
ๆ ที่เกิดขน้ึ เพราะหลวงตาแสดงทา่ ทางเฉย แบบไม่สะทกสะทา้ น ไมแ่ สดงความรสู้ ึกชอบ ไม่ชอบ โกรธ เศร้า
ออกมาให้ไดเ้ หน็ แม้แตค่ รั้งเดียว

ยายเล่าให้ฟังว่า มีอยู่คราวหน่ึงหลวงตาได้รบั นิมนต์ไปข้างนอก ซ่งึ โดยปกติจะมลี งุ เป็งเปน็ ผู้อาสาขับรถให้
รถของลงุ เปง็ เป็นรถกระบะสองประตูท่ใี ชข้ นสับปะรดไปขายในเมอื ง ลองนึกภาพดูวา่ รถกระบะสแี ดงเกา่ ๆ อายุ
ประมาณ 20 ปี แตย่ งั อยู่ในสภาพดีพอสมควรเพราะเจา้ ของดแู ลอยา่ งดี ด้านหน้าข้างคนขบั สามารถรบั ผโู้ ดยสารได้
อย่างมากก็อีก 2 คน เพราะพื้นที่คอ่ นขา้ งแคบ ส่วนดา้ นหลงั กระบะไม่เหมาะกับการนงั่ หากไม่ได้มีการปเู ส่ือหรือ
วางเกา้ อ้ี

วันน้นั หลวงตาน่ังดา้ นหนา้ ไปกับลุงเปง็ ระหว่างทางรถติดไฟแดงบนถนน 3 เลน มีรถมอรเ์ ตอรไ์ ซค์หลาย
คันขบั ซ่อกแซ่กตามชอ่ งวา่ งระหว่างรถท่ีจอดอยู่เพื่อแซงขน้ึ ไปรอดา้ นหนา้ สี่แยก มีมอร์เตอรไ์ ซคค์ ันใหญ่คันหนง่ึ ขับ
มาขา้ งรถของลุงเปง็ และเพราะเป็นมอร์เตอร์ไซค์คนั ใหญ่ ชอ่ งว่างระหวา่ งรถของลุงเปง็ กับรถขา้ ง ๆ จงึ ค่อนข้าง
แคบ แทบจะพอดีกบั ขนาดของมอร์เตอร์ไซค์เลย ระหวา่ งทีร่ ถมอร์เตอร์ไซคจ์ ะขบั ผา่ นออกไปนั้นเอง แฮนด์มอร์
เตอร์ไซคค์ ันนั้นก็กระแทกเขา้ กบั กระจกมองข้างด้านซา้ ยของรถฝ่ังท่หี ลวงตานั่งอยู่ ทำให้กระจกบิดไปขา้ งหน้า
สว่ นมอร์เตอร์ไซค์กข็ ับไปด้านหนา้ ก่อนท่ีกระจกรถจะหลดุ และตกลงพืน้

“เฮย้ ! มึงจะหนีไปไหน ชนรถคนอ่นื แลว้ ไม่รบั ผิดชอบ” ลงุ เปง็ รอ้ งขึ้นพร้อมกับเปดิ ประตูรถออกไป หมาย
จะเดินตามไปเรยี กคนขบั ท่ีตอนนน้ั จอดรถรออยู่ท่หี นา้ ไฟแดงห่างไปประมาณ 7-8 คันรถ ยังไม่ได้ทันท่ีแกจะได้เดิน
ออกไป ไฟจราจรก็เปล่ียนเป็นสเี ขียวและรถมอร์เตอรไ์ ซค์คนั นน้ั ก็พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ลุงเปง็ รบี ว่ิงไปเกบ็ กระจก
มองข้าง กลับขึ้นรถ เข้าเกียร์อย่างแรง และขับออกไปอยา่ งดุดนั

“มึงจะหนีไปไหน เดีย๋ วไดเ้ จอกบั กูแน่” ลงุ เป็นรอ้ งดว้ ยความโมโหพร้อมด่าเสียงดงั ล่ันรถไปตลอดทาง แต่
ดว้ ยความท่เี ป็นมอร์เตอร์ไซค์ขนาดใหญ่จงึ ใช้ความเรว็ ได้สงู และได้หายวับไปจากสายตา ทำใหล้ ุงแกตามไม่ทนั แต่
แกก็ยงั คงกร่นด่าไปตลอดทาง

ตลอดเวลาตง้ั แตเ่ กดิ เรื่อง หลวงตาเฉยนั่งน่งิ และไม่ได้พดู หรือร่วมวงกับลงุ เปง็ เลย แตห่ ลังจากท่นี ง่ั ฟังลุง
เปง็ ดา่ ไปหลายยกแลว้ นนั้

“เปง็ เอ็งจะบน่ จะด่าไปทำไม” เสียงหลวงตาเฉยเอ่ยขึ้น
“กม็ ันทำผดิ แล้วหนอี ะหลวงพ่อ เลวทีส่ ุด” ลงุ เปง็ ตอบอย่างฉุนเฉียว
“แล้วทเี่ อง็ ด่าน่คี ดิ วา่ มนั จะได้ยนิ กับเอ็งไหมเฮอะ คำบ่นคำด่าของเอง็ ไม่ใช่แตไ่ ม่เข้าหูมันอย่างเดียวนะ แต่
มันเขา้ เต็มสองรหู ูของขา้ เลย สรปุ วา่ ใครกำลงั โดนเอง็ ด่าอยู่กันแน่วะ” หลวงตาพูดหนา้ เฉย
ลงุ เปง็ เงียบไปครู่ใหญแ่ ล้วเอย่ ขึ้น “ขอโทษครับหลวงพอ่ ผมกำลังโกรธ เลยลืมนึกถงึ ไปครับ”

15

“เปง็ เอ๋ย เหตุท่มี ันเกดิ คือรถเขาชนรถเอ็งกระจกหลดุ ใช่ไหม เอ็งก็แค่เอากระจกไปซ่อม เหตุกระจกหลุดก็
ถูกแก้ไขเรยี บร้อย จบเหตุไป” หลวงตาอธิบาย

“แตน่ ก่ี ระจกหลดุ อยา่ งเดียวไม่พอ ยังแถมเรื่องทำใหเ้ อง็ โกรธ เปน็ ปญั หาท่ี 2 แลว้ ก็ขับรถเฟ้ียวฟา้ วเพอื่ จะ
ไปตามหาเขา สร้างความเดือดรอ้ นใหค้ นขา้ ง ๆ อีก เปน็ ปัญหาที่ 3 แลว้ กย็ งั ดุดา่ ใครก็ไมร่ ู้ทเ่ี ขาไม่ไดย้ ินให้ข้าฟงั อีก
เป็นปัญหาที่ 4 ทง้ั หมดนเ้ี กดิ จากเร่อื งรถชนกระจกหลดุ อย่างเดยี ว แตค่ ลอดลูกคลอดปัญหาเพิ่มมาอีกมากเลย เอ็ง
คิดดซู ิ อยา่ งน้ีจะให้เรยี กว่าได้กำไรเพราะไดเ้ รื่องเพมิ่ หรอื ขาดทุนดีละ่ ” หลวงพ่อสอน

“กำไร เอ๊ย ขาดทุนครบั หลวงพ่อ เพราะความโมโหของผมแท้ ๆ” ลุงเป็งสำนึกได้
“การดแู ลใจเวลาเกิดทุกขน์ ่แี หละสำคญั ทสี่ ุด เพราะหากไม่ดแู ลมนั แลว้ กจ็ ะทำให้เกดิ ความทกุ ขเ์ พิ่มข้ึนอีก
เป็นทวีคูณ สง่ิ ท่ีไมค่ วรจะทกุ ข์ก็กลายเปน็ ทุกข์เพราะไม่ได้ดจู ิตดใู จตัวเองแบบนีแ้ หละนะ แลว้ น่ี เด๋ียวส่งข้าท่งี าน
แล้วเอง็ ก็เอารถไปซ่อมซะดว้ ยละ่ ” หลวงตาสง่ั
“ครับผม” ลงุ เปง็ รบั
กลับมานง่ั นกึ เรอื่ งคำสอนหลวงตาทย่ี ายเลา่ กเ็ ป็นอย่างน้ันจริง นึกถงึ ตัวเองตอนอยู่ที่โรงเรยี น เวลาเพ่ือน
ทักวา่ “สง่ การบ้านรึยงั ” แลว้ ปรากฏว่าผมลมื ทำการบ้านเพราะใจมันมกั จะพ่งุ ตรงไปที่เกมส์ทุกครัง้ เมอ่ื กลบั มาถงึ
บา้ น เล่นจนลืมเวลา ลมื งานท่ีครสู ั่งไปเสียหมด พอถกู ทัก ก็จะตกใจทำอะไรไม่ถูก ไมเ่ ป็นอันเรียนหนงั สือ แถมยัง
ขอการบ้านเพื่อมาลอกแบบส่ง ๆ ไป เพ่ือหวงั ว่าจะส่งใหท้ นั หรือไม่ใหส้ ายไปกว่านน้ั เท่าน้ัน สรปุ ว่า ได้สง่ การบ้าน
แตผ่ ลทต่ี ามมาอีกหลายอย่างก็คือ การลอกการบา้ นวิชาหนึ่งระหวา่ งเวลาเรยี นอีกวชิ านึงกท็ ำใหเ้ ราไม่ได้ฟังสงิ่ ทีค่ รู
สอนในชั้น แถมไอ้ท่ลี อก ๆ เพอื่ นน้นั ก็ไม่ไดใ้ ส่ใจวา่ เขยี นอะไรลงไป สรปุ วา่ ไม่ได้ความรู้อะไรข้นึ มาเลย แถมยังทำให้
ฟ้งุ ซา่ นคดิ กลัวน่นั กลวั น่ี กลวั ครูดุ กลัวส่งงานไม่ทนั กลวั กลวั แล้วก็กลัว มีอย่คู รัง้ หน่ึงครจู บั ไดว้ ่าลอกการบา้ น
เพ่อื น เพราะเขยี นผิดเหมือน ๆ กัน กพ็ ลอยได้ศนู ยไ์ ปทง้ั ผมและเพื่อน เรียกวา่ ทำใหเ้ พ่ือนเดอื ดร้อนไปดว้ ย และ
ความรู้สกึ ผิดน้นั ก็อยู่ติดตวั เราเหมือนคอยมาตอกย้ำให้เรารู้สกึ แยอ่ ยเู่ รื่อย ๆ ดว้ ย
เร่อื งราวของลงุ เป็งนบั วา่ เปน็ ตัวอย่างเตือนใจท่ีดี ถึงแมว้ ่าหลงั จากนน้ั เป็นตน้ มา ผมกย็ ังคงลืมทำการบ้าน
มาส่งอีกเปน็ บางคร้ัง แต่ทนั ทีท่ีเพ่ือนทกั หรือครูทวง ผมก็จะยอมรับไปตามตรงวา่ ผมลมื และขอโทษครูพร้อม
สญั ญาว่าถ้าครูใหโ้ อกาสผมสง่ ผมก็จะทำสง่ ให้ในวันรุ่งขึน้ แต่สิ่งทเ่ี ปล่ียนไปจากการทำแบบน้กี ค็ ือ ผมจะไมร่ สู้ กึ ผดิ
ซำ้ ๆ และไมม่ คี วามรู้สกึ แย่ ๆ ระหวา่ งวัน หรือกลวั ว่าตวั เองจะเดือดร้อนหรือทำให้ใครเดือดรอ้ นหรือไม่ เรยี กว่า
เทย่ี วเลน่ ได้ทงั้ ๆ ท่ีการบา้ นยังไม่ได้ส่ง แต่ฟงั อย่างน้ีแล้วอย่าเอาอย่างผมนะ ส้ทู ำการบา้ นก่อนเล่นเกมส์จะได้ไม่
ต้องมามปี ัญหากับครูไมไ่ ดเ้ ป็นไหน ๆ แคไ่ ดเ้ ลน่ เกมส์ช้าไปอีกสกั นดิ แตไ่ ด้ส่งการบ้านและได้เล่นเกมส์ด้วย เรยี กว่า
ทำงานเสรจ็ ครบทุกอย่างด้วยความสบายใจคือสิง่ ที่ดีทีส่ ุดแล้ว

16

7. เหน็ ความสขุ เม่ือยามทกุ ข์

ตอนท่ผี มข้นึ ชัน้ ม.2 เพ่ือนหลายคนในกล่มุ เริ่มมีการเปล่ียนแปลงทางรา่ งกาย เช่น ตวั สูงขึน้ จนใสเ่ ส้ือและ
กางเกงทเ่ี พ่งิ ซื้อตอนม.1 ไม่ได้ หรอื แม้แตร่ องเท้า เรยี กว่าบางคนเปลย่ี นเทอมละ 2 คูเ่ ลยทเี ดยี ว นอกจากนั้นกม็ ี
เรอ่ื งเสียงทเี่ ปล่ยี นไป ทเ่ี ค้าเรียกวา่ เสียงแตก ผมก็เพ่ิงรู้ตอนนั้นแหละว่าไอเ้ สยี งแตกนีค่ ือเสยี งคลา้ ย ๆ ลำโพงทีม่ นั
ไม่ค่อยดี แตก ๆ หน่อย แต่ฟังดใู กล้เคียงกับเสยี งของผูใ้ หญ่ ไมส่ ูงและใสเหมือนเดิม และที่ควบคไู่ ปกับการ
เปลย่ี นแปลงทางกาย เพ่ือนบางคนก็เริ่มมีแฟนกนั สว่ นผม อย่าวา่ แต่เรื่องแฟนเลยครับ ความเปล่ยี นแปลงทาง
ร่างกายก็เรยี กว่าแทบจะไม่มี แมเ่ คยจับผมไปยนื พิงเสาบา้ นแล้วเอาปากกาขดี วดั ความสงู ไว้ตอนเข้าม.1ใหม่ ๆ พอ
วนั เปดิ เทอมวนั แรกของม.2 ก็จับมาวัดอีก ปรากฏว่าสูงเพ่ิมขน้ึ แค่ 2 เซนติเมตรเทา่ นัน้ เวลาเดินกบั เพ่ือนบางคนนี่
แทบจะเหมือนพ่อกับลูก เพราะผมสูงแค่หัวไหลข่ องเพื่อนเท่านัน้

เพ่อื นผชู้ ายมักจบั กลุ่มกันคุยเร่ืองผูห้ ญงิ ในขณะทผี่ ู้หญิงกจ็ ะจับกลมุ่ กนั คยุ เรื่องสวย ๆ งาม ๆ ความสนใจ
ของเด็กผชู้ ายกับผูห้ ญงิ น่ีมนั ช่างต่างกนั จริง ๆ เพอื่ นเคยถามผมว่า สเปกผู้หญิงทีผ่ มชอบเปน็ ยงั ไง ผมมักจะตอบ
แบบไมล่ ังเลเลยว่า ผมชอบผู้หญิงแบบแม่ ถ้าจะถามวา่ แม่ของผมสวยไหม สำหรบั ผม ผมกว็ า่ สวยนะ แมเ่ ปน็ คนตัว
ไมส่ งู แต่ก็ไมไ่ ดเ้ ตี้ยมาก รปู รา่ งไม่อว้ นแตก่ ็ไม่ผอม ผวิ ขาว ใส่แวน่ ใจดี เปน็ คนยม้ิ แย้มแจ่มใส อยูด่ ว้ ยแลว้ อบอนุ่ แม่
ของผมเป็นผ้หู ญิงท่ีออ่ นโยน สุภาพ เรียบรอ้ ย ตงั้ แต่จำความได้ ผมไมเ่ คยเห็นแม่พูดคำหยาบเลยแม้แต่ครง้ั เดียว
แถมยังเปน็ คนใจเยน็ เวลาผมมีปญั หาหรอื เกดิ ตกอกตกใจอะไรข้ึนมา แมจ่ ะไม่เคยแสดงอาการตกใจหรือ
เครง่ เครยี ดให้เห็น แต่กลบั น่งิ เฉย ยมิ้ เรยี บ ๆ แล้วค่อย ๆ พูดหรอื ซักถามและชว่ ยผมแกป้ ัญหา

มีอยู่ชว่ งหนึ่งที่หมบู่ า้ นมโี รคระบาด เจ้าหนา้ ท่ีอสม.ได้ออกเดินเทา้ มาไหบ้านชาวบ้านและขอตรวจเช็ควา่ มี
ใครตดิ เชื้อบ้างหรือไม่ เทา่ น้นั ไม่พอ สองสามวนั หลังจากน้ัน นายอำเภอได้ออกประกาศใหช้ าวบา้ นอยแู่ ตเ่ ฉพาะใน
บา้ น ไมใ่ ห้ออกไปไหน เพราะเกรงจะไปตดิ เชือ้ หรือไม่ก็ไปแพร่เช้ือให้กับคนอื่น โดยทางอำเภอจะจดั อาหารและน้ำ
มาสง่ ให้ตามบ้าน และหมบู่ ้านของผมก็เป็นหนึ่งในหมู่บา้ นท่ีถกู ประกาศห้ามออกจากบา้ นถา้ ไมจ่ ำเปน็ โดยเฉพาะ
ในยามวิกาล

จากประกาศคร้งั น้ัน ทำให้เรา 3 คน ยาย แม่ และผม ต้องอยู่แตใ่ นบา้ น ออกไปไหนไม่ได้ แม่ตอ้ งทำงานที่
บา้ นแบบ work from home ส่วนผมก็ไดร้ บั อนุญาตให้เรยี นผา่ นระบบออนไลน์ เรยี กวา่ วันทัง้ วันไมไ่ ด้ไปไหน ตนื่
นอน เรียน กินขา้ ว ดทู วี ี เลน่ เกมส์ อยแู่ ต่ในบา้ นตลอด แรก ๆ ผมดีใจมาก ท่ีไมต่ ้องไปโรงเรยี น ไม่ตอ้ งใส่ชุด
นักเรยี น และไม่ต้องนัง่ หน้าห้องต้ังใจฟังสงิ่ ท่ีครพู ูด เพราะเวลาเรยี นออนไลน์เราก็ปดิ กล้องและเล่นเกมส์กับเพื่อน
ไปดว้ ยได้ นับว่าเป็นช่วงเวลาทีม่ คี วามสุขช่วงหนึง่ แต่เอาเข้าจริง ๆ การตอ้ งทำอย่างเดมิ ซำ้ ๆ ทุกวนั ๆ ท้ังสปั ดาห์
สองสปั ดาห์ สามสปั ดาห์ ก็เริ่มเบือ่ และไมร่ วู้ ่าจะตอ้ งอยู่แบบน้ันไปอีกนานแค่ไหน

ผมเริ่มอยากออกไปวิ่งเลน่ ข้างนอก อยากไปวดั เลน่ กับเณรและหลวงพ่ี อยากไปเจอเพ่อื นและทำกจิ กรรม
อน่ื ๆ ทำอะไรก็ไดแ้ ค่ขอใหไ้ ด้ออกไปขา้ งนอกกบั เขาบา้ ง การอยู่แต่ในบ้านมันเปน็ ความอดึ อดั เหมือนถูกจับขังไว้ใน
คุก ขาดอิสระภาพ นบั วันก็ยิ่งเบอื่ เอาแต่นั่งเหม่อลอยแบบเร่มิ ส้ินหวังในชวี ติ

17

เวลาผ่านไปสามสปั ดาห์ มีประกาศเสยี งตามสายจากพ่อหลวงว่า สปั ดาห์หนา้ จะอนุญาตให้ทุกคนออกจาก
บ้านไดแ้ ลว้ ผมดใี จมาก แต่พอกลับมามองตัวเองในปัจจุบัน ก็ยังเกดิ ความทุกข์อยูด่ ีเพราะ “สัปดาหห์ นา้ ” นัน้
หมายความว่าต้องรออีก 7 วันเลยทีเดยี ว ช่วงเวลา 7 วนั มันชา่ งเหมอื นกบั 7 ปีเสียนก่ี ระไร จิตใจมันรสู้ ึกหดหู่
อย่างบอกไม่ถูก เยน็ วนั นนั้ แม่เปิดประตูห้องเขา้ มาแลว้ เรยี กผม

“นทั มากบั แมห่ น่อยลกู มีอะไรจะให้ดู” แมช่ วน
จากนั้นแม่พาผมไปนั่งหนา้ คอมพวิ เตอร์ทโี่ ตะ๊ ทำงานของแม่ ผมมองไปท่จี อคอมพวิ เตอร์เห็นเป็นหนา้ จอ
เล็ก ๆ ท่ีมีคนอยูใ่ นน้นั หลายคน บางคนผมก็รจู้ ักเพราะเป็นคนแถวบ้าน
“อะไรครบั แม”่ ผมถาม
“พอดปี ้าแดงเคา้ เป็นตัวตัง้ ตวั ตชี วนพวกเรามาฟังธรรมจากหลวงตาทองน่ะจะ้ เพราะเห็นว่าออกจากบา้ น
ไปไหนกนั ไม่ได้ กเ็ ลยนิมนตห์ ลวงตามาเทศทางออนไลน์ จริง ๆ ทำมาสองสามคร้งั แลว้ แมเ่ ห็นลูกไม่ไดท้ ำอะไรก็
เลยชวนมาน่งั ฟงั หลวงตากนั ” แม่อธบิ าย
ผมมองไปทีจ่ อเห็นคนในนั้นส่วนใหญ่ใส่ชดุ ขาวเหมอื นเวลาทไ่ี ปวดั แลว้ สกั พักกม็ ีเสียงดงั ขนึ้
“สวัสดีค่ะทุกทา่ น วันน้ีแดงนิมนตห์ ลวงพ่อทองมาแสดงธรรมใหพ้ วกเรา ในสถานการณ์ท่ีไมป่ กติท่ีทุกคน
ไม่ได้ออกไปไหน กห็ วงั ว่าจะช่วยให้เราไดผ้ อ่ นคลายแลว้ ก็ไม่เครยี ด แถมยังไดธ้ รรมะดี ๆ ไปปรบั ใช้ในยามน้กี นั ดว้ ย
นะจ๊ะ กราบนิมนตเ์ จ้าคะ่ หลวงพอ่ ” ป้าแดงทเ่ี ป็นผจู้ ัดกจิ กรรมเรม่ิ เปิดการแสดงธรรม
“เจริญพร ญาตโิ ยมทุกคน ชว่ งน้ไี ม่ไดอ้ อกไปไหนมาไหนสามสปั ดาห์ ไม่ไดใ้ ช้ชวี ิตอย่างที่เคยเปน็ อยู่
ตามปกติ ก็อาจทำให้ทุกคนเครยี ด ๆ เบอ่ื ๆ กนั อยพู่ อสมควรนะ” หลวงตาเร่ิมพดู
“หลายคนอาจรสู้ ึกว่า การไมไ่ ดอ้ อกไปไหน คือการขาดอิสระ ทำให้เปน็ ทกุ ข์ ทง้ั ทุกข์กายและทีส่ ำคัญคือ
ทกุ ข์ใจ ไม่ไดไ้ ปในท่ที ี่อยากไป ไมไ่ ด้พบคนทอ่ี ยากพบ ไม่ได้ทำอะไรท่ีอยากจะทำใช่ไหม” หลวงตาเกริ่น
“ใชค่ รับ ผมทำอะไรผดิ ถึงต้องมาอยู่ในบา้ นสามอาทติ ย์แล้วแบบน”้ี ผมตอบคำถามในใจ
“ไหนใครลองบอกอาตมาหน่อยได้ไหมวา่ ชว่ งทอี่ ยู่กบั บา้ นนไ่ี ด้ทำอะไรที่ไม่ได้ทำกนั บ้างไหม” หลวงตา
ถามข้นึ
“ผมไม่ได้ออกไปสังสรรค์กับเพือ่ นเลยครับ พอเบอ่ื ๆ ก็เลยหาอะไรทำ วัน ๆ อยู่กบั ต้นไม้ครับหลวงพ่อ ก็
มีรดนำ้ เปลี่ยนกระถาง เปล่ยี นดนิ ปลกู ใหม่ แต่จะวา่ ไปมันก็เพลินอยู่เหมอื นกนั ครบั เผลอแปบ๊ เดียวหมดไปวนั นึง
ละ ตอนนกี้ ็ดตู ้นไม้สขุ ภาพดีขึ้นกว่าก่านะครับ” น้ายงตอบ
“หนูไมม่ ีอะไรทำก็เกบ็ บ้านไปเจา้ ค่ะ ได้ลอ้ื ตู้เสื้อผ้าออกมาจัด สว่ นทไ่ี มไ่ ด้ใส่กแ็ ยกใสถ่ ุงไวว้ ่าจะไปบริจาค
พวกหนงั สือก็เหมือนกนั เจา้ ค่ะ มที ้งั จะเอาไปบริจาคแล้วกเ็ อาไปชัง่ กิโลขายค่ะหลวงพอ่ บ้านน่ีโล่งดโู ปร่งไปเลยค่ะ
แลว้ กพ็ บว่าของที่ซ้ือมาไม่ได้ใช้เยอะกว่าของที่ใชเ้ ปน็ ประจำอีกคะ่ นกี่ ว็ ่าคราวหลังจะซื้ออะไรคงต้องคดิ ดดู ี ๆ ก่อน
เสยี ดายเงินอยู่ค่ะ เศรษฐกจิ ช่วงน้ีก็ไม่ค่อยดี” พแ่ี มวเลา่ บา้ ง

18

“อิฉนั เดิมตอ้ งไปขายของที่ตลาดวันละ 3 คร้งั เช้า กลางวนั แล้วก็เย็นเจา้ ค่ะ แตช่ ่วงนี้ไม่ไดไ้ ปเลย กใ็ ช้
เวลานง่ั สมาธไิ ป ใจสงบใจสบายขึ้นเยอะเลยเจ้าค่ะ สว่ นเร่ืองขายของลูกกแ็ นะให้ใชว้ ิธีขายท่บี า้ นบ้าง แลว้ ให้เบอร์
ชาวบ้านเขาโทรมาสั่ง ส่วนเรากใ็ หพ้ วกมอร์เตอร์ไซค์ที่เคา้ เรียกวา่ อะไรนะ “แก๊บเกบ๊ิ ” อะไรนน่ั ไปส่งให้ ก็พอมี
รายไดอ้ ยบู่ ้างเจา้ ค่ะ” ยายนเี ลา่

“เอาล่ะ จากท่โี ยมเลา่ มาก็จะเห็นแลว้ ไหมละ่ วา่ ถงึ แมจ้ ะมีโรคระบาด เปน็ เร่ืองน่ากลวั น่ากงั วลใจ และทำ
ให้เราใช้ชีวติ แบบเดมิ ๆ ไม่ได้ ขาดอสิ ระในการจะออกไปไหนหรือทำอะไรไม่เหมือนแตก่ ่อน แต่ในความเครยี ด
ความทุกข์กย็ งั มีอะไรให้ทำให้มีความสุข ชื่นใจ สบายใจ หรอื สง่ ผลดีให้กบั ตวั เราไดอ้ ยู่ อย่างโยมยงก็ได้ดูแลต้นไม้
ต้นไม้ก็เติบโตเป็นรางวลั ให้กบั เราในช่วงสั้น ๆ โยมแมวกไ็ ด้บา้ นท่ีสะอาดสะอา้ นเรยี บร้อยกลบั มา นคี่ ิดดูวา่ ถ้าไม่มี
โรคระบาดบ้านกค็ งจะรกต่อไป จะได้มเี วลามาเกบ็ กวาดกนั เมื่อไร่กไ็ ม่ร”ู้ หลวงตาสอน

“ใช่ค่ะหลวงตา หนวู ่าก็คงไมไ่ ด้เก็บไปตลอดนัน่ แหละค่ะ คิด ๆ ไป ในความอดึ อดั ก็ทำให้เราได้ทำอะไรดี
ๆ อยนู่ ะคะ” น้าแมวกด็ จู ะเห็นด้วยกบั หลวงตา

“หรืออย่างทหี่ ลาย ๆ คนคดิ ว่าการปฏิบตั ธิ รรมนั้นทำได้แค่ท่ีวัด แตท่ ีจ่ รงิ จะทำที่ไหนก็ได้ผลเหมือนกนั
สำคญั ว่าคนทำจะตงั้ ใจมากน้อยแค่ไหน ดอู ย่างยายนีสิ อยู่บา้ นกไ็ ดโ้ อกาสฝึกนัง่ สมาธิ ไม่เห็นตอ้ งรอวนั พระให้มา
วัดกท็ ำได้ แถมยงั ทำได้ดีกว่ามาวดั เสยี อกี ใช่ไหม” หลวงตาถามยายนี

“จริงเจ้าค่ะพระอาจารย์ เม่อื กอ่ นโยมก็คิดอย่างนั้นว่าไปวดั จะได้นั่งสมาธิ ตอนนร้ี ู้แล้วเพราะไดป้ ฏบิ ตั ิและ
เห็นผลด้วยตวั เอง อยบู่ า้ นก็ทำได้เหมือนกันเจา้ ค่ะ” ยายนีตอบ

“ถ้าคดิ วา่ วัดคือสถานท่ีปฏิบัติธรรมแล้วละ่ ก็ ตอนนท้ี ่บี ้านก็คือวัดน่ันเอง แลว้ สรุปวา่ วัดอย่ทู ี่ไหนกันแน่ มนั
ก็อยทู่ ่ีใจของเราเองนัน่ แหละ ทไ่ี หน ๆ ก็เป็นวัดได้ทั้งน้ัน ถ้าใจของเรายอมรบั และเหน็ ประโยชน์ของการใช้โอกาส
ต่าง ๆ ให้เปน็ วัดสำหรบั ตวั เอง” หลวงตาสอน

“ความสขุ ความทุกข์ก็ไมต่ ่างกันหรอกนะ ทใ่ี ดมสี ุข ท่นี ่ันก็มีทกุ ข์ได้เทา่ กัน ขนึ้ อยู่กับว่าเราจะหลงไปหา
ความทุกข์ในความสขุ หรอื จะมปี ัญญาคิดหาความสุขในความทกุ ขก์ ันเท่านน้ั เอง บางคนมีเงินทองมากมายล้นฟ้าก็
ยังเปน็ ทุกข์ เพราะยังไมพ่ อ อยากมีอีก แต่บางคนมีเงนิ น้อยกม็ คี วามสุขได้ เพราะไม่ไดค้ าดหวงั หาเงินหาทองอยา่ ง
เดยี ว คดิ ดู ถ้าเป็นชาวบา้ นหาเชา้ กินคำ่ แล้ววันนึงไดเ้ งนิ มาซักหมน่ื นงึ ก็คิดว่ามากโข เพราะปกตหิ าได้แคว่ ันละรอ้ ย
เดียว เงนิ หม่นื กส็ รา้ งความสุขใหก้ ับเขาได้ แต่ในขณะท่ีมหาเศรษฐีมเี งินหลายพนั ลา้ น หม่ืนนึงสำหรับเขามนั แทบ
จะไม่มคี วามหมาย เหน็ เงินหมืน่ ไม่มคี วามสขุ เทา่ กับเหน็ เงินเป็นสบิ เปน็ รอ้ ยลา้ น ท้ัง ๆ ทเี่ งินหมืน่ นงึ เท่ากัน มองให้
สขุ หรอื ทุกขก์ ็ไดท้ ้ังนนั้ น่แี หละมนุษย์ล่ะ” หลวงตายกตัวอยา่ ง

“เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยากทุกข์ ก็ตอ้ งฝึกมองหาความสุขให้มาก เรื่องเลก็ ๆ นอ้ ย ๆ บางครัง้ กส็ ร้าง
ความสุขใหเ้ ราไดเ้ หมือนกนั เช่น อยูเ่ งยี บ ๆ กับธรรมชาติ บางคนน่งั มองท้องฟา้ มองทะเลก็มคี วามสขุ แล้วใช่ไหม
บางคนดูตน้ ไม้ ดอกไม้ ดูนก ก็หาความสุขกบั สิง่ รอบตัวได้ หรือบางคนนง่ั รถไปกม็ องหาความสุขจากข้างทาง เชน่
เห็นตำรวจจงู คนแก่ขา้ มถนน ก็เกิดปติ ิมคี วามสขุ ได้เหมือนกันนะทุกคน” หลวงตาสรุป

19

การฟังเทศน์วนั นั้นเปิดความคิดใหก้ ับผมมากเลยครบั หดั มองหาความสุขในทุกช่วงเวลาของชวี ิต มองหา
ความสุขจากสง่ิ เล็ก ๆ น้อย ๆ ใกล้ตัว ดีกว่าเอาความทุกขม์ าทบทวนและซ้ำเติมจิตใจของเราใหเ้ ปน็ ทกุ ข์ สำหรบั
ผมแลว้ ถึงแมจ้ ะมีแค่แม่กับยายเพยี ง 2 คน ผมก็ไมเ่ คยรู้สึกวา่ ขาดอะไรเลย แม่ทำหนา้ ทเี่ ป็นทั้งแมแ่ ละพ่อ ยายก็
คอยดแู ลเอาใจใส่และสั่งสอนใหผ้ มเปน็ คนดี แม้ครอบครวั เราจะไม่ไดร้ ำ่ รวย แตเ่ รากไ็ มข่ าดแคลนสงิ่ ที่จำเป็นอะไร
มบี ้านอยู่ มีอาหารกินครบทุกม้อื ผมไดเ้ รียนหนงั สอื และที่สำคญั ก็คือได้ร้จู ักกบั หลวงตาเฉย ทไ่ี ม่ใชแ่ คพ่ ระแก่ ๆ
รูปนึง แต่ท่านเป็นเหมือนครูที่สอนวธิ ีการสร้างความสขุ ให้กับชีวติ และสอนให้ผมรู้จักการใช้ความคิดพิจารณาเพอ่ื
สร้างประโยชน์ใหก้ บั ตัวเองและคนรอบขา้ ง แคน่ ี้ผมก็คดิ ว่าผมโชคดที สี่ ุดแล้วครับ

8. ธรรมะไมเ่ คยตาย

หลงั เลิกเรยี นวนั น้ี ผมกลบั ถึงบา้ นมาชว่ ยแมก่ ับยายเตรยี มดอกไม้ ธปู เทยี น เพ่ือจะไปเวียนเทียนทว่ี ดั ปา่
ไผ่ วันน้เี ปน็ วันวิสาขบูชา และยงั เปน็ วันครบรอบการมรณภาพของหลวงตาเฉยครบ 100 วนั ด้วย ทางวัดจดั ให้มพี ธิ ี
ทำบญุ ครบ 100 วัน และจัดกิจกรรมเวยี นเทียนในตอนเย็น

หลวงตาจากพวกเราไปอย่างสงบเนอ่ื งจากภาวะเสน้ เลือดหวั ใจอดุ ตัน เหตเุ กดิ เมื่อประมาณสามเดอื นก่อน
ทา่ นจากไปอย่างกระทันหนั ในขณะที่กำลังลุกขึน้ จากเก้าอเี้ พ่ือรับของจากโยมคนหนึง่ ทนี่ ำมาถวาย ลูกศิษยใ์ กล้ชิด
ที่อยูใ่ นเหตุการณ์เล่าให้ฟงั วา่ หลวงตาไมม่ ีอาการใด ๆ นอกจากพูดข้ึนมาลอย ๆ ว่า แน่นหน้าอกหลังลุกขน้ึ ยืน
และนั่งลงพิงเกา้ อีแ้ ล้วมรณภาพ เหมอื นคนนัง่ เก้าอี้แลว้ หลับไปเฉย ๆ ยายบอกวา่ ทา่ นมีบุญจรงิ ๆ มรณภาพอยา่ ง
สงบ ไมแ่ สดงอาการเจบ็ ปวดใด ๆ คร้ังแรกท่ีได้ยนิ เร่ืองนผี้ มตกใจมาก ทำอะไรไม่ถูก พดู อะไรไม่ออก และไม่รู้ว่า
ตอ้ งทำอย่างไร ผมนง่ิ เงียบอยู่ประมาณคร่งึ วนั จึงเร่มิ ไปถามยายว่าหลวงตาเสียไดอ้ ยา่ งไร แล้วเราตอ้ งทำอะไรตอ่
ทางวดั มีกำหนดสวดและทำบุญตัง้ แต่ครบ 7 วนั 50 วัน และ 100 วนั ในวันนี้

ตั้งแตห่ ลวงตาสนิ้ ผมไม่ได้ไปท่ีวัดอกี เลย แต่ได้ยนิ จากยายว่า มีพระย้ายมาอยู่ที่วัดป่าไผ่ใหมร่ ูปหนง่ึ เป็น
ลกู ศษิ ยท์ ีเ่ คยใกล้ชิดและดแู ลหลวงตามาก่อน อายุประมาณ 50 ปี ทา่ นยา้ ยมาเพ่ือปฏบิ ัติหน้าที่ดูแลวดั แทนหลวง
ตา ชอื่ พระสน ผมควรเรียกวา่ หลวงพ่อสน เพราะทา่ นอายุร่นุ ราวคราวเดยี วกบั แม่ และวันน้ีหลวงพอ่ สนก็จะทำ
หนา้ ทีเ่ ปน็ ประธานในพธิ ที ำบุญครบวันมรณภาพ 100 วนั ของหลวงตาเฉย และนำเวยี นเทียนปฏิบตั ธิ รรมดว้ ย

พวกเรา 3 คนเดนิ ทางไปถงึ วัดเวลาประมาณ 6 โมงคร่ึง เริ่มมีคนเข้ามาในศาลาสวดเร่ือย ๆ เรารอจนเวลา
ประมาณ 1 ทมุ่ คณะสงฆ์จึงเขา้ มาในศาลา กจิ กรรมทำบญุ อทุ ศิ สว่ นกุศลให้หลวงตาเฉยดำเนนิ ไปจนเสร็จส้ิน
จากนัน้ พวกเราร่วมกนั เวยี นเทียนรอบอุโบสถ ในช่วงท้าย หลวงพ่อสนได้แสดงธรรมเทศนา 1 กณั ฑ์ ซ่ึงมีใจความ
น่าสนใจตอนหนึง่ วา่

“หลวงปทู่ องเป็นพระสุปฏิปนั โน ปฏิบัติดีปฏิบัตชิ อบ และเปน็ ท่พี งึ่ ให้กับชาวบา้ นและคณะสงฆ์ ทา่ นมี
ความมุ่งมัน่ ตั้งใจอุทิศชวี ิตเพื่อพระพุทธศาสนา ด้วยการมุ่งม่ันปฏบิ ัตเิ พอื่ ใหร้ ู้แจ้งในตวั ท่านเอง และยังมเี มตตาต่อ

20

สรรพสัตวด์ ว้ ยการเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพอ่ื ประโยชนแ์ กพ่ ุทธศาสนิกชนได้นำไป
ประพฤติปฏิบัติ ชว่ ยลดความทกุ ข์อนั เปน็ อปุ สรรคต่อการศึกษาและบรรลธุ รรม ดังท่ญี าติโยมได้สมั ผสั ด้วยตนเอง
มาโดยตลอด อาตมาคิดว่าในขอ้ นีค้ งไม่มีใครปฏิเสธได้ วา่ หลวงปทู่ ่านไม่ไดเ้ พียงแคส่ อน แต่ยังเปน็ แบบอยา่ งในการ
ปฏบิ ัติท่ีดีอย่างสม่ำเสมอ แมว้ ่าในวนั นีห้ ลวงปทู่ า่ นจะละสังขารจากพวกเราไปแล้ว แตธ่ รรมะที่ท่านไดฝ้ ากไวก้ ับ
พวกเราทุกคนจะยังคงอยู่ในใจของพวกเรา และจะถูกนำไปใช้ให้เกดิ ประโยชน์ในการพฒั นาตนเองใหเ้ จริญด้วย
ธรรม และถา่ ยทอดเพ่ือเปน็ ประโยชน์ตอ่ ผู้อ่ืนต่อไป” หลวงพอ่ สนสรปุ

สำหรับผมแลว้ หลวงตาเฉยท่านไม่ได้จากไปไหน แม้รา่ งกายของท่านจะไม่ไดอ้ ยู่ให้พวกเราไดก้ ราบไหว้
แล้ว แตท่ า่ นกย็ ังอยใู่ นหัวใจของผมเสมอ คำสอนหลาย ๆ เร่ืองของหลวงตานน้ั ผมได้นำไปใช้เป็นส่วนหน่ึงของการ
ใชช้ ีวิต เพ่ือสรา้ งความสุขให้กับตวั เอง และบางคร้งั กแ็ บ่งปันใหเ้ พื่อน ๆ ในฐานะท่เี ราเป็นเพอ่ื นมนุษย์ทเ่ี กิดมารว่ ม
โลกเดยี วกัน การช่วยใหค้ นอ่ืนมีความสขุ หรือไม่ทกุ ข์กลับกลายมาเป็นความสุขอกี รูปแบบหน่ึงของผมเหมือนกัน
และนั่นคือเหตผุ ลหน่งึ ที่ผมตัดสนิ ใจแบง่ ปนั เรอ่ื งราวสว่ นหน่งึ ของชีวติ ท่ีได้พบกับหลวงตาเฉยกบั เพอ่ื น ๆ ผู้อา่ นทุก
ทา่ น และหากท่านคิดว่าเรือ่ งทีผ่ มเลา่ มาน้ีมปี ระโยชน์ ก็ขอให้ทา่ นได้รำลึกถงึ พระคณุ ของหลวงตาของผม หลวงตา
ผเู้ ปน็ ทพ่ี ง่ึ ทยี่ ึดเหนีย่ วของพวกเราชาววดั ป่าไผท่ ุกคน ดังคำกลา่ วทวี่ า่ “สังฆัง สรณงั คัจฉาม”ิ อย่างแท้จริง

21


Click to View FlipBook Version