น้ำ แร่(ร่อังกฤษ: Mineral Water) คือ น้ำ ชนิดหนึ่งที่มีแมีร่ธาตุผสมในอัตราสูงกว่าน้ำ ปกติ ได้จากแหล่งน้ำ ธรรมชาติ เป็นน้ำ ที่ ผู้คนนำ มาใช้ดื่มและอาบ โดยที่ผู้คนเชื่อว่าการดื่มน้ำ แร่นั้นจะช่วยบำ รุงสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันได้มีผู้ผลิตลิน้ำ ดื่ม ดื่ หลายรายที่นำ น้ำ แร่ ธรรมชาติมาบรรจุขวดเป็นป็สินค้าขาย และการอาบน้ำ แร่่นั้นเช่ืื่อว่าเป็นการช่่วยในการบำ รุงผิวพรรณ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ อื่นๆ ที่มีน้ำ แร่เป็นส่วนประกอบ เช่น สเปรย์น์้าแร่ใช้ฉีดที่ผิวหน้ำ ซึ่งว่ากันว่ามีสรรพคุณในการทำ ให้หน้ำ สดชื่นและผ่อนคลาย ความตึงเครียด โซดา (อังกฤษ: Soda) เป็็นเคร่ืื่องด่ืื่มที่มีีความซ่่าทำ จากน้ำ ซ่ึ ึ่ งซ่ึจะถููกอัดด้วยก๊าซคาร์บร์อนได-ออกไซด์บางคนนิิยมด่ืื่ม แทนน้ำ บางคนนิิยมผสมเคร่ืื่องด่ืื่มอ่ืื่นๆ เช่่นช่่น้ำ หวาน เหล้า เป็นต้น ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำ แร่ โซดา
น้ำ อัดลม เป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ มีสีสันแตกต่างกันไป มีคนนิยมดื่มมากและสามารถหาซื้อ ได้ทั่วไปในร้านที่ขายเครื่องดื่ม นิยมบรรจุในรูปแบบกระป๋อง ขวดแก้ว ขวดพลาสติก เป็นต้น น้ำ อัดลมมีส่วนประกอบที่สาคัญ 4 ส่วน คือ น้ำ (น้ำ นี้จะต้องเป็นน้ำ สะอาด สามารถใช้น้ำ ประปา แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมาจากน้ำ บาดาลที่ผ่านการกรองและฆ่าเชื้อ โรคด้วยคลอรีน), น้ำ ตาล, สารปรุงแต่งที่เรียกว่าหัวน้ำ เชื้อ ซึ่งเป็นส่วนผสมของสารที่ให้กลิ่นและสี, และกรดคาร์บอนิกซึ่งถูก อัดเข้าในภาชนะบรรจุ บางครั้งมีส่วนผสมของน้ำ ผลไม้เล็กน้อย น้ำ อัดลมแต่ละยี่ห้อก็มีส่วนผสมลับเฉพาะของตนเอง น้ำ อัดลม แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ตามลักษณะเฉพาะของกลิ่นรสและสีของผลิตภัณฑ์ ดังนี้ 1 น้ำ อัดลมรสโคล่า น้ำ อัดลมประเภทนี้ปรุงแต่งด้วยหัวน้ำ สกัดจากผลโคล่าซึ่งมีกาแฟอีนอยู่ด้วย ปริมาณของคาเฟอีนใน น้ำ อัดลมชนิดโคล่าก็จะแตกต่างกันไปตามยี่ห้อ สำ หรับสีน้ำ ตาลเข้มที่เป็นที่มาของสีน้ำ ดำ นั้นมาจากสีผสมอาหารที่เป็นสีของ น้ำ ตาลเคี่ยวไหม้ 2 น้ำ อัดลมที่ไม่ใช่โคล่า น้ำ อัดลมประเภทนี้ ได้แก่ น้ำ อัดลมใสไม่มีสีที่ปรุงแต่งด้วยหัวน้ำ เชื้อเลมอนไลม์ และน้ำ อัดลมที่ปรุง แต่งกลิ่นรสเลียนแบบน้ำ ผลไม้ เช่น ส้ม องุ่น มะนาว ลิ้นจี่ น้ำ หวานอัดลม พวกน้ำ เขียว น้ำ แดง และรูทเบียร์ เป็นต้น น้ำ อัดลมเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีคาเฟอีน เนื่องจากไม่ได้ปรุงแต่ด้วยหัวน้ำ เชื้อชนิดโคล่า อย่างไรก็ตามอาจมีการเติมคาเฟอีน สกัดเล็กน้อยในส่วนผสม เพื่อให้ได้ฤทธิ์กระตุ้นของคาเฟอีน ทาให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า น้ำ อัดลม Page 2
น้ำ ผัก และน้ำ ผลไม้ (Vegetable and Fruit Juices) น้ำ ผัก คือ เครื่องดื่มโดยพื้นฐานทำ ขึ้นจากการปั่นผสมกันของผัก บ่อยครั้งที่น้ำ ผักจะถูกปั่นผสมกับผลไม้บางชนิด เช่น องุ่นและมะเขือเทศ เพื่อปรับปรุงรสชาติให้ดีขึ้น น้ำ ผักบ่อยครั้งที่ถูกโฆษณาในทางการค้าว่าเป็นทางเลือกใหม่ของผู้ บริโภคเครื่องดื่มประเภทน้ำ ตาลต่ำ แม้ว่าในกระบวนการผลิตผู้ประกอบการยังคงใส่ส่วนผสมที่เป็นโซเดียมลงไปจำ นวน มาก น้ำ ผลไม้ คือ ของเหลวที่อยู่ในเนื้อเยื่อของผลไม้ตามธรรมชาติ อาจรวมถึงของเหลวจากผลของผักบางชนิดด้วย เช่น ส้ม น้ำ ผลไม้ได้มาจากการคั้นหรือการปั่นผลไม้เหล่านั้นโดยไม่ต้องใช้ความร้อนหรือตัวทำ ละลาย ตัวอย่างเช่น น้ำ ส้ม ก็คือ ของเหลวที่สกัดจากผลส้ม น้ำ มะนาว ก็คือของเหลวที่สกัดจากผลมะนาวน้ำ ผลไม้สาเร็จที่วางขายในท้องตลาดหลายยี่ห้อ ถูกกรองเอาเส้นใย เนื้อ หรือกากออก แต่น้ำ ผลไม้ที่มีเนื้อก็ยังคงเป็นเครื่องดื่มที่นิยม น้ำ ผลไม้อาจขายในรูปแบบเข้มข้น ซึ่งจาเป็นจะต้องเติมน้ำ เพื่อลดความเข้มข้นจนกระทั่งอยู่ในสถานะปกติ อย่างไรก็ตาม น้ำ ผลไม้แบบเข้มข้นมักจะมีรสชาติ ที่ผิดแปลกไปจากน้ำ ผลไม้คั้นสดอย่างชัดเจน น้ำ ผลไม้บางชนิดอาจมีการแปรรูปเพื่อการถนอมอาหารก่อนวางจำ หน่าย อาทิ พาสเจอร์ไรซ์ การแช่แข็ง การระเหย หรือการอบให้เป็นผงแห้ง เป็นต้น 4.5 นม และเครื่องดื่มจากนม (Milk and Milk Drinks) นม (Milk) ถือเป็นเครื่องดื่มประเภทไม่มีแอลกอฮอล์ที่สาคัญยิ่งในสถานบริการอาหารและเครื่องดื่ม ปกติแล้วจะเป็นนมที่ ได้มาจากวัว ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะสาหรับเด็กๆ นมที่นาออกมาบริการจะเป็นประเภทพาสเจอร์ไรซ์ (Pasteurized Milk) คือ ผ่านกรรมวิธีการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนแล้ว นม สามารถนามาผสมกับเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ ที่เรียกว่า Mixed Milk drink ซึ่งสามารถดื่มได้ตลอดเวลา ส่วนผสมที่ นิยมนามาผสมกับนม ได้แก่ ผงช็อกโกแลต น้าผลไม้ น้าเชื่อมจากผลไม้ เป็นต้น (ชลธิชา สุขเกษม, 2557: 27) ชา และกาแฟ (Tea and Coffee) ชา (Tea) มีต้นกาเนิดในแถบเอเชียตะวันออก คือ จีน และอินเดีย แต่ในปัจจุบันมีปลูกกันทั่วไปในหลายประเทศ สำ หรับประเทศไทยมีปลูกมากในจังหวัดเชียงใหม่ ชาจะเจริญงอกงามได้ดีในที่สูงตามภูเขาซึ่งมีดินอุดมสมบูรณ์และฝนตก ชุก ใบชาเมื่อเก็บมาจากต้นแล้วจะต้องรีบทำ ให้แห้งโดยเร็วโดยนำ มาให้ความร้อนเพื่อทำ ลายเอนไซม์ในใบชาให้หมดไป ทำ ให้ไม่เกิดการเสีย ในใบชาจะประกอบด้วย กรด แกลโลแทนนิด (Gallo tannic acid) 15% ซึ่งจะให้สารแทนนินออก มา โดยทั่วไปนิยมชงใบชากับน้ำ ดื่มเพื่อกระตุ้นให้ไม่ง่วงนอน และนอกจากนี้ยังรักษาโรคท้องร่วงได้ คนไทยในภาคเหนือ นิยมเคี้ยว และอม แทนการกินหมาก ชา ถูกจัดประเภทตามกระบวนการแปรรูปหลังจากการเก็บเกี่ยว ใบของต้นชาจะถูกทิ้งให้สลด และ"บ่ม" โดย ทำ ให้ เอนไซม์ในใบชาเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกับออกซิเจนในอากาศ ใบชาจะมีสีเข้มขึ้นคลอโรฟิลล์ในใบชาจะแตกตัวกลายเป็น สารแทนนินที่ให้รสฝาด ต่อจากนั้นต้องหยุดการทำ งานของเอนไซม์โดยใช้ความร้อนเพื่อให้หยุดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น โดย ในชาดำ กระบวนการนี้จะดำ เนินคู่กันไปกับการทำ ให้แห้ง หากไม่ระมัดระวังในการควบคุมความชื้นและอุณหภูมิระหว่าง กระบวนการผลิต ใบชาอาจขึ้นรา เกิดปฏิกิริยาสร้างสารพิษที่อาจเป็นสารก่อมะเร็งขึ้นได้ ทาให้รสชาติเสียไป และอันตราย ต่อการบริโภค ชา สามารถจัดประเภทตามกระบวนการแปรรูปต่างๆ ได้ดังนี้ต่อไปนี้
1) ชาขาว: ตูมชาและยอดอ่อนชาที่ถูกทิ้งให้สลด แต่ไม่ได้บ่ม เมื่อชงชาแล้วจะได้เครื่องดื่มที่มีสีเหลืองอ่อน 2) ชาเหลือง: ใบชาที่ไม่ได้ถูกทิ้งให้สลด และไม่ได้บ่ม แต่ทิ้งใบชาให้เป็นสีเหลือง 3) ชาเขียว: ใบชาที่ไม่ได้ถูกทิ้งให้สลดและไม่ได้บ่ม เมื่อชงจะได้เครื่องดื่มสีเขียวอ่อน 4) ชาแดง: ใบของชาเขียวที่ผ่านกระบวนการออกซิเดชั่นหรือการหมัก จนได้เป็นใบชาสีเข้ม เมื่อชงจะได้เครื่องดื่มสีน้ำ ตาลแดง 5) ชาอูหลง: ใบชาที่ทิ้งให้สลด นวด และบ่มเล็กน้อย เรียกได้ว่าเป็นชาประเภทกึ่งหมักหรือชาที่ผ่านการหมักเพียงบางส่วน ทาให้มี สี กลิ่นหอม และ รสชาติ อยู่ระหว่าง ชาเขียว และ ชาดำ 6) ชาดา: ใบชาที่ทิ้งให้สลด (อาจมีการนวดอย่างแรง) และผ่านการบ่มเต็มกระบวนการ เครื่องดื่มที่ได้มีสีแดงเข้มจนถึงสีดำ 7) ชาหมัก: ชาเขียวที่ผ่านกระบวนการหมักนานนับปี สารประกอบของใบชา ที่ทาให้เกิดกลิ่น และรสชาติ เป็นสารประกอบที่มีความ ซับซ้อน ซึ่งยังไม่เป็นที่เข้าใจนัก โดยหลักๆ แล้วจะประกอบด้วยสาร ดังต่อไปนี้ (ทรงสมร กิตติวฒิเวช, 2558: 31 – 32) 1) สารที่มีฤทธิ์กระตุ้นใบชา ได้แก่ สารเทอิน (Theine) เป็นสารคล้ายกับคาเฟอีน (Caffeine) ประมาณร้อยละ 3.3 ในใบชาดำ สารนี้จะถูกสกัดออกมาในช่วง 3 นาทีแรกขณะที่ต้มหรือชงชา 2) แทนนิน (Tannin) เป็นสารที่ทาให้ชามีรสฝาด และมีส่วนผสมที่ซับซ้อนของสารมากกว่า 20 ชนิด ซึ่งบางส่วนจะถูกทาลาย ขณะที่หมัก หรือตากแห้ง แต่ถ้าต้มชานานมาก สารนี้ก็จะทาให้ชามีรสฝาดมาก 3) วิตามิน (Vitamin) ใบชามีวิตามินหลายชนิดในปริมาณเล็กน้อย ใบชาเขียวที่ยังสด มีวิตามินซีสูง แต่เมื่อผ่านกระบวนการ หมัก และตากแห้งแล้วจะสูญเสียไป ใบชาดาที่ตากแห้งแล้วจะมีน้าเหลือประมาณ 8% โปรตีน 26% ไขมันชา (Tea Oil) 5.1% คาร์โบไฮเดรต 55.4% และแร่ธาตุอื่นๆ กับฟลูออไรต์ 5.6% ประโยชน์ของชา นักวิทยาศาสตร์ชาวสิงคโปร์พบว่า การดื่มน้าชา ช่วยให้ สมองสดชื่น ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ นอกจากนั้น ชาบางชนิด เช่น ชาอัญชัน ชาใบหม่อน เจี่ยวกู้หลาน และชาหญ้าหวาน ยังมีประโยชน์ ที่จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ และลดคอเลสเตอรอลภายในร่างกาย ช่วยยับยั้งโรคมะเร็ง และโรคเบาหวานอีกด้วย กาแฟ (Coffee) กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ทำ จากเมล็ด ซึ่งได้จากต้นกาแฟ หรือมักเรียกว่า เมล็ดกาแฟคั่ว มีการปลูกต้นกาแฟในมากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก กาแฟเขียว (กาแฟซึ่งยังไม่ผ่านการคั่ว) เป็นหนึ่งในสินค้าทางการเกษตรซึ่งมีการซื้อขายกันมากที่สุดในโลก กาแฟมี ส่วนประกอบของคาเฟอีน ทำ ให้มีสรรพคุณชูกาลังในมนุษย์ ปัจจุบันกาแฟเป็นเครื่องดื่มซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก เป็นที่เชื่อกันว่าสรรพคุณชูกำ ลังจากเมล็ดของต้นกาแฟนั้นถูกพบเป็นครั้งแรกในเยเมนแถบอาระเบีย และทางตะวันออกเฉียงเหนือ ของเอธิโอเปียและการปลูกต้นกาแฟในสมัยแรกได้แพร่ขยายในโลกอำ หรับ หลักฐานบันทึกว่าการดื่มกาแฟได้ปรากฏขึ้นราวกลางคริสต์ ศตวรรษที่ 15 อันเป็นหลักฐานซึ่งเชื่อถือได้และเก่าแก่ที่สุดถูกพบในวิหารซูฟีในเยเมนแถบอาระเบียจากโลกมุสลิม กาแฟได้แพร่ขยายไป ยังทวีปยุโรป อินโดนีเซีย และทวีปอเมริกา ในระหว่างที่กาแฟเริ่มเดินทางจากทวีปอเมริกาเหนือและตะวันออกกลางสู่ทวีปยุโรป กาแฟ ได้ถูกส่งผ่านไปยังซิซิลี และอิตาลีในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 จากนั้นผ่านตุรกีไปยังกรีซ ฮังการี และออสเตรียในตอนปลายคริสต์ ศตวรรษที่ 17 จากอิตาลีและออสเตรีย กาแฟได้แพร่ขยายไปยังส่วนที่เหลือของทวีปยุโรป กาแฟได้เข้ามามีบทบาทสาคัญในสังคมหลาย แห่งตลอดประวัติศาสตร์ ในแอฟริกา และเยเมน มันถูกใช้ร่วมกับพิธีกรรมทางศาสนา ผลที่ตามมา คือ ศาสนจักรเอธิโอเปียได้สั่งห้าม การบริโภคกาแฟตลอดกาล จนกระทั่งถึงรัชสมัยของจักรพรรดิเมเนลิกที่ 2 มันยังได้ถูกห้ามในจักรวรรดิออตโตมันระหว่างคริสต์ ศตวรรษที่ 17 เนื่องจากสาเหตุทางการเมืองและมีส่วนเกี่ยวพันกับกิจกรรมทางการเมืองหัวรุนแรงในทวีปยุโรป
ผลกาแฟ ซึ่งบรรจุเมล็ดกาแฟ เป็นผลผลิตจากไม้พุ่มไม่ผลัดใบขนาดเล็กในจีนัส Coffee หลายสปีชีส์ โดยสายพันธุ์ที่มีการปลูกโดยทั่วไป มากที่สุด ได้แก่ Coffee Arabica และกาแฟ "โรบัสต้า" ที่ได้จากชนิด Coffee canephora ซึ่งมีรสเข้มกว่า สายพันธุ์ดังกล่าวมีความทนทาน ต่อรา สนิม ใบกาแฟ (Hemileia vastatrix) ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง สายพันธุ์กาแฟทั้งคู่มีการปลูกในละตินอเมริกา เอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ และทวีปแอฟริกา เมื่อสุกแล้ว ผลดังกล่าวจะถูกเก็บรวบรวม นำ ไปผ่านกรรมวิธีและทำ ให้แห้ง หลังจากนั้น เมล็ดจะถูกคั่วใน อุณหภูมิที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับรสชาติที่ต้องการ และจะถูกบดและบ่มเพื่อผลิตกาแฟ กาแฟสามารถตระเตรียมและนำ เสนอได้ในหลายวิธี กาแฟเป็นสินค้าส่งออกที่สำ คัญของโลก โดยในปี คริสต์ศักราช 2004 กาแฟเป็นสินค้าการเกษตรส่งออกที่ทำ รายได้เป็นอันดับหนึ่งใน จำ นวน 12 ประเทศ และเป็นพืชที่มีการส่งออกอย่างถูกต้องตามกฎหมายซึ่งมีมูลค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 7 ของโลก ในปี คริสต์ศักราช 2005 กาแฟได้รับการโต้เถียงบางส่วนในด้านการเพาะปลูกต้นกาแฟ และผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและมีการศึกษาจำ นวนมากที่ระบุถึงความสัมพันธ์ ระหว่างการบริโภคกาแฟกับข้อจำ กัดทางยาอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่ากาแฟให้คุณหรือให้โทษกันแน่ ประเภทและรสชาติของกาแฟที่ได้รับความนิยม กาแฟที่นิยมดื่มกันในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันหลายสายพันธุ์ ซึ่งต่างก็ได้รับการคัด สรรและนำ มาผลิตเป็นเครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์หลายชนิดจนกลายมาเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจของโลก แต่กาแฟที่ได้รับความนิยมดื่มกัน อยู่ทั่วโลกในปัจจุบัน สามารถแบ่งออกได้เป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 3 ประเภท ซึ่งมีลักษณะภายนอกของเมล็ด กลิ่น และรสชาติที่แตกต่าง กันดังต่อไปนี้ 1) กาแฟโรบัสต้า (Robusta Coffee) เป็นกาแฟที่สามารถปลูกได้ง่าย ดูแลไม่ยากนัก มีความทนทานต่อโรคสูง กลิ่นของโรบัสต้า จะไม่ค่อยหอมมากนัก แต่มีรสชาติขมและเข้ม มีปริมาณคาเฟอีนอยู่ระหว่าง 2 - 4.5% ส่วนใหญ่แล้วเมล็ดกาแฟโรบัสต้ามักนาไปทาเป็น กาแฟสาเร็จรูป และ Blend Coffee หรือการนาไปผสมกับเมล็ดกาแฟชนิดอื่นเพื่อให้ได้รสชาติและกลิ่นที่แปลกใหม่ แตกต่างออกไปจาก เดิม 2) กาแฟอาราบิก้า (Arabica Coffee) เป็นกาแฟที่ต้องให้ความใส่ใจในการปลูกและการดูแลรักษาค่อนข้างมาก เพราะความ ทนทานต่อโรคและศัตรูพืชค่อนข้างต่ำ พื้นที่ที่ปลูกจะต้องมีความสูงอย่างน้อยหนึ่งพันเมตรเหนือระดับน้ำ ทะเล มีอุณหภูมิ และความชื้น ในอากาศที่พอเหมาะ อาราบิก้า เป็นกาแฟที่มีกลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อม ส่วนใหญ่จะนิยมนำ มาทำ กาแฟสด เพราะให้กลิ่น และรสชาติ ของกาแฟที่ดีเยี่ยม แม้ว่าความขม และเข้มจะสู้โรบัสต้าไม่ได้ก็ตาม แต่ก็มีข้อดี คือ ดื่มง่าย มีปริมาณคาเฟอีนประมาณ 1%
3) กาแฟไลเบริก้า (Liberica Coffee) เป็นกาแฟที่สามารถปลูก และดูแลได้ง่ายเหมือนกับโรบัสต้า มีต้นกำ เนิดของพันธุ์มาจากแอฟริกา เป็นพันธุ์กาแฟพื้นเมืองของแองโกล่า ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีการนำ ไลเบริก้าเพียงอย่างเดียวมาทำ เป็นกาแฟสำ หรับดื่ม เพราะคุณภาพของกาแฟไม่ดี นักจึงมักจะถูกนำ ไปผสมกับเมล็ดกาแฟชนิดอื่นเพื่อให้ได้กลิ่น และรสชาติที่มีความแตกต่างออกไป กาแฟมีการนำ มาชงเป็นได้หลายแบบ นอกจาก จะเป็นกาแฟที่กลั่นออกมาจากเมล็ดกาแฟเข้มข้นแล้ว ยังมีการเพิ่มเติมรสชาติด้วยนม น้ำ เชื่อมต่างๆ ช็อกโกแล็ต และโกโก้ เป็นต้น ซึ่งแต่ละแบบ ก็ให้รสชาติที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสามารถแบ่งได้ตามประเภทของกาแฟที่นิยมดื่มในปัจจุบัน ดังนี้ 1) เอสเพรสโซ่ (Espresso) มีรสชาติที่เข้มข้น ด้วยรสชาติของกาแฟที่แก่ และขม แต่มีกลิ่นหอม เอสเพรสโซ่ที่ดีจะมี Crema หรือฟอง ครีมละเอียดสีทองลอยอยู่ด้านบนของกาแฟ ที่เป็นสิ่งที่แสดงว่าเอสเพรสโซ่ถ้วยนั้นมีรสชาติที่ดีมาก 2) คาปูชิโน (Cappuccino) เป็นกาแฟที่ใส่ฟองนมลอยหน้าอยู่ด้านบนกาแฟ รสชาติกาแฟคาปูชิโนจะอ่อนกว่าเอสเพรสโซ่เล็กน้อย แต่ เข้มข้นกว่าลาเต้และหอมกลิ่นนม 3) ลาเต้ (Latte) เป็นกาแฟที่ผสมนมลงไปด้วย ทำ ให้รสชาติของกาแฟอ่อนกว่าเอสเพรสโซและคาปูชิโน มีกลิ่นหอมของนม 4) มอคค่า (Mocha) เป็นกาแฟผสมนมและช็อกโกแล็ต ทำ ให้รสชาติของกาแฟไม่เข้มข้นนัก เพราะถูกเจือด้วยนมแต่ก็มีความหอมหวานมันของ ช็อกโกแล็ต
5) คาราเมล มัคคิอาโต้ (Caramel Macchiato) เป็นกาแฟที่ผสมนมและน้ำ เชื่อมคาราเมล ให้รสชาติที่หอมหวานของคาราเมล และสามารถดื่ม ได้ง่าย มีรสชาติของกาแฟที่นุ่มนวล สารประกอบของเมล็ดกาแฟ ที่ทำ ให้เกิดกลิ่น รส และคุณสมบัติเฉพาะ ได้แก่ 1) กาแฟอีน เป็นสารประกอบทางเคมีของกาแฟที่มีผลต่อร่างกายมนุษย์ ช่วยกระตุ้นประสาท 2) กรดครอโรจินิค สามารถป้องกันโรคมะเร็งได้ 3) ไนอาซิน เป็นวิตามินที่ช่วยในการขยายเมตาบอลิซึมของกระเพาะอาหาร 4) กรดลินดิก ช่วยทาให้เลือดหยุด และลดการคั่งของเลือดได้