โรงเรียนเทพศริ นิ ทร์ นนทบุรี
แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ ๑๓ อิเหนา ตอนศกึ กระหมงั กหุ นิง กลมุ่ สาระการเรียนรูภ้ าษาไทย
ชือ่ เร่ือง/หนว่ ย ทอ่ งจาบทอาขยาน ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๒
วชิ าภาษาไทย ๗ รหัสวชิ า ท ๓๑๑๐๑ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๔ จานวน ๕ คาบเรียน
ผสู้ อน นางสาวจริยา พว่ งจนี
.....................................................................................................................................................................
๑. สาระ/ มาตรฐาน/ ตวั ชวี้ ดั
สาระท่ี ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
ท ๕.๑ ม.๔/๓ วเิ คราะห์และประเมนิ คณุ คา่ ดา้ นวรรณศิลป์ ของวรรณคดีและวรรณกรรม
๒. สาระสาคญั
อเิ หนา เป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั รชั กาลท่ี 2 เป็นบท
ละครราทีพ่ ร้อมเพรียงทง้ั เนื้อหา ความไพเราะ กระบวนการเลน่ ละคร และยงั สะทอ้ นถงึ ประเพณไี ทยในอดีต
โดยแมบ้ ทละครราเร่ือง อิเหนา จะมพี ืน้ เพมาจากชวา แตพ่ ระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั กท็ รง
ปรบั แกใ้ หเ้ ขา้ กบั ธรรมเนียมของบา้ นเมอื ง และรสนิยมของคนไทย
๓. จุดประสงค์การเรยี นรู้
๑. อธิบายความเป็นมาของบทประพนั ธ์
๒. จาแนกคณุ คา่ วรรณศลิ ป์ ที่ปรากฏในบทประพนั ธ์และแปลความไดไ้ ด้
๓. ตระหนักถงึ คณุ คา่ ของวรรณคดีไทยและประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั
๔. สาระการเรียนรู้
วรรณศิลป์ ในบทประพนั ธ์มี ดงั น้ี
-เนื้อเรื่องยอ่
-นิสยั ของตวั ละคร
-ลกั ษณะคาประพนั ธ์
-ถอดคาประพนั ธ์
-รสในวรรณคดี
-คาศพั ท์ยากและสานวนโวหาร
-คณุ คา่ ดา้ นวรรณศลิ ป์
๕. สมรรถนะสาคัญของผ้เู รียน
๕.๑ความสามารถในการส่ื อสาร
๕.๒ ความสามารถในการคิด
๖. คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
๖.๑ ใฝ่เรียนรู้
๖.๒ มคี วามมงุ่ มน่ั ในการทางาน
๖.๓ รกั ความเป็นไทย
๗. ภาระงาน/ชิน้ งาน
ภาระงาน - ปฏิบตั กิ จิ กรรม
- ทาแบบฝึกหัด
-นาเสนอผลงานดว้ ยสื่อ Powerpoint
ชน้ิ งาน - ผลงานวรรณศิลป์ ในบทประพนั ธ์
-ผลงานการนาเสนอบทวเิ คราะห์
๘. การวดั ผลและประเมนิ ผล
รายการวดั และประเมนิ ผล วธิ ีการ เครื่องมอื เกณฑ์การประเมนิ
รอ้ ยละ ๖๐ ผา่ น
๑. ตรวจแบบฝึกหัด ตรวจ แบบฝึกหัด,ใบงาน เกณฑ์
ระดบั คณุ ภาพ ดี
แบบฝึกหัด ที่ ๑
รอ้ ยละ ๖๐ ผา่ น
๒. ประเมนิ การนาเสนองาน สังเกต,ประเมนิ แบบประเมนิ ผล เกณฑ์
การปฏิบตั ิงาน
๓. ตรวจแบบทดสอบหลงั เรียน ทดสอบ แบบทดสอบหลงั
เรียน
๙. บรู ณาการ
-วชิ าสงั คมศึกษา , ภาษาชวา
๑๐. กระบวนการจดั การเรยี นรู้
ชวั่ โมงท่ี ๑
ข้นั นาเข้าสู่บทเรียน
๑. นักเรียนฟังเพลงบษุ ษาอธิษฐานจากแถบบนั ทกึ เสียง
๒. ครูสนทนากบั นกั เรียนถงึ ความรูท้ ัว่ ไปเกยี่ วกบั เรื่อง อิเหนาตามทนี่ ักเรียนรูแ้ ละมพี ้นื ฐานมาเพื่อ
นาเขา้ สูก่ ารวจิ กั ษ์วรรณคดีเร่ือง อิเหนา
ข้นั กิจกรรมการเรยี นรู้
๓. นักเรียนสืบคน้ ขอ้ มลู เกยี่ วกบั ประวตั ิความเป็นมาเรื่อง อิเหนา จากแหลง่ ขอ้ มลู สารสนเทศ ดงั น้ี
- ประวตั ิผแู้ ตง่
- ประวตั คิ วามเป็นมา
- เนื้อเร่ืองยอ่
๔. นกั เรียนและครูรว่ มกนั สนทนาถงึ ขอ้ มลู ท่นี ักเรียนไปศึกษาคน้ ควา้ มา รว่ มกนั สรุปสาระสาคญั
และจดบนั ทึกลงสมดุ
๕. นกั เรียนศกึ ษาบทวเิ คราะห์เร่ือง อิเหนา จากหนงั สือเรียนวรรณคดีวจิ กั ษเ์ พื่อเป็นการทบทวนให้
เขา้ ใจยิง่ ข้นึ
ข้นั สรปุ
๖. นักเรียนทาแบบฝึกหัดจากเอกสารประกอบการเรียนการสอนวชิ าภาษาไทยฯและนาสง่ ครูเพือ่
ตรวจประเมนิ
ชั่วโมงท่ี ๒-๓
ข้นั นาเข้าสู้บทเรยี น
๑. ครูยกตวั อยา่ งบทประพนั ธ์วรรคทองของวรรณคดี “วา่ พลางทางชมคณานก.....” โดยเขยี นบน
กระดานใหน้ ักเรียนพจิ ารณาแลว้ ซกั ถามตามหลกั การวจิ กั ษ์วรรณคดีตามหวั ขอ้ ตอ่ ไปน้ี
- การแปลความหมายของบทประพนั ธ์ (วเิ คราะห์คาศพั ทท์ ่ีปรากฏในบทประพนั ธ์)
- ลกั ษณะนิสัยของตวั ละคร
-คณุ คา่ ทางดา้ นเนื้อหา
- คณุ คา่ ทางดา้ นวรรณศลิ ป์
- คณุ คา่ ทางดา้ นสงั คม
- ขอ้ คดิ ทไ่ี ด้
ข้นั กจิ กรรมการเรยี นรู้
๒. นักเรียนรว่ มกนั สรุปความรู้ทไ่ี ดจ้ ากการศกึ ษาเกยี่ วกบั ความหมาย และหลกั การวจิ กั ษ์วรรณคดี
๓. ครูซกั ถามและอธิบายความรูเ้ พ่ิมเติมจนนักเรียนเขา้ ใจตรงกนั จากเกร็ดความรู้
๔. นักเรียนศึกษาวรรณคดีเร่ือง อิเหนา ตอนศกึ กะหมงั กหุ นิง แลว้ รว่ มกนั วจิ กั ษ์วรรณคดีตามหัวขอ้
ดงั น้ี
- แปลความหมายของบทประพนั ธ์
- ความหมายของคาศพั ท์ยาก
- ลกั ษณะนิสยั ของตวั ละคร
- คณุ คา่ ทางดา้ นวรรณศลิ ป์ ท่ีปรากฏ
- คณุ คา่ ทางดา้ นสังคม
- ขอ้ คิดทไ่ี ด้
๕. นักเรียนแบง่ กลมุ่ เป็น ๕ กลมุ่ แตล่ ะกลมุ่ เลือกประธานและเลขานุการกลุม่ ครูแบง่ เน้ือหา
วรรณคดเี ร่ืองอเิ หนา เป็น ๕ ตอนมอบหมายให้นกั เรียนแตล่ ะกลุม่ ศึกษา กลมุ่ ละ ๑ ตอน วจิ กั ษ์วรรณคดี
ตามทไี่ ดศ้ กึ ษา
ข้นั สรปุ
๖. นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ นาผลการปฏิบตั งิ านให้ครูตรวจประเมนิ เพอ่ื นาเสนอในชว่ั โมงตอ่ ไป
ชัว่ โมงท่ี ๔-๕
ข้นั นาเข้าสู่บทเรียน
๑. ครูถามนกั เรียนวา่ เคยไดย้ ินสานวนที่วา่ “วา่ แตเ่ขาอเิ หนาเป็นเอง” หรือไมแ่ ละทราบหรือไมว่ า่ มี
ทมี่ าอยา่ งไร
๒. นกั เรียนดูวดี ิทศั น์ ทมี่ าของสานวน “วา่ แตเ่ขาอเิ หนาเป็นเอง”
ข้นั กจิ กรรมการเรยี นรู้
๓. รว่ มกนั ทบทวนเนื้อหาของเรื่องอิเหนา ตอ่ จากน้ันตวั แทนกลมุ่ แตล่ ะกลุม่ นาเสนอผลการ
ปฏิบตั งิ าน
๔. ครูเปิดโอกาสให้นกั เรียนกลมุ่ ทฟี่ ังการนาเสนอผลงานของเพ่อื นไดซ้ กั ถามปัญหา ครูติชมการ
ทางานของนักเรียนและประเมนิ การนาเสนอผลงานของนกั เรียนทุกกลุม่
ข้นั สรุป
๕. นักเรียนรว่ มกนั สรุปสาระสาคัญทไี่ ดจ้ ากการฟังการนาเสนอผลงานของนักเรียนทุ กกลุม่
๖. นักเรียนทุกคนรบั ใบงานที่ ๑ ไปปฏบิ ตั เิ ป็นการบา้ นสง่ ครู
ชั่วโมงท่ี ๖
ข้นั นาเข้าสู่บทเรยี น
๑. ครูถามนกั เรียนวา่ รู้จกั ตวั ละครที่ชื่อ บุษษาหรือไม ่ เป็นหญิงหรือชาย ใหช้ ว่ ยกนั บอกลกั ษณะของ
ตวั ละคร และทราบหรือไมช่ อ่ื น้ีมีที่มาอยา่ งไรและให้นักเรียนดูวดี ีทศั น์เรื่อง “บษุ ษา ธิดากระยาหงนั ”
ข้นั กจิ กรรมการเรียนรู้
๒. ครูใหค้ าแนะนา เพิ่มเติมใหน้ กั เรียนเห็นขอ้ ควรปรับปรุงในการทาใบงานท่ี ๑ ในสว่ นของ
แผนภาพความคิด
๓. นักเรียนเลน่ เกมทายปัญหาเพ่ือเป็นการทบทวนบทเรียน โดยแบง่ กลมุ่ นักเรียนออกเป็น ๕ กลมุ่
ใหแ้ ตล่ ะกลมุ่ เลือกคาถาม กลมุ่ ละ ๑ คาถาม แลว้ ใหน้ ักเรียนทกุ กลมุ่ เขียนคาตอบท่ีคิดวา่ ถูกตอ้ งสง่ ให้ครู
กลมุ่ ใดท่ตี อบคาถามไดถ้ ูกตอ้ งจะไดเ้ ลอื กเปิดแผน่ ป้ ายเพอ่ื สะสมคะแนน จานวนคาถามตามความเหมาะสม
กลมุ่ ทีไ่ ดค้ ะแนนสูงทสี่ ุดเป็นผชู้ นะ
ข้นั สรปุ
๔. นักเรียนทาแบบทดสอบหลงั เรียนและรว่ มกนั ตรวจเฉลย
๑๑. สื่อการเรียนการสอน
ส่ือ - แถบบนั ทกึ เสียงเพลงบษุ ษาอธิษฐาน
- วดี ที ศั น์สีสันวรรณกรรม เรื่อง วา่ แตเ่ขาอิเหนาเป็นเอง และ บษุ ษา ธิดา
กระยาหงนั
- ใบงานท่ี ๑
- หนงั สือเรียนวรรณคดวี จิ กั ษ์ ชน้ั ม.๔
- เอกสารประกอบการเรียนวชิ าภาษาไทย
๑๒. แหล่งการเรยี นรู้
แหลง่ เรียนรู้ - ห้องสมดุ ห้องเรียนภาษาไทย
- แหง่ สารสนเทศทางเวบ็ ไซต์
๑๓. ความเหน็ ของผ้บู รหิ าร/กลุ่มบรหิ ารวชิ าการ/หวั หน้ากลุ่มสาระฯ
…………………………………………………………………………………………………………...... . . ..
......................................…….………………………………………………………………………………
…………………………................................................…….………………………………………………
ลงช่อื ..............................................
(นางสาวสมหวงั เสืองามเอยี่ ม)
๑๔. บนั ทกึ หลังผลการสอน
๑๔.๑ ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………...... . . ..
......................................…….………………………………………………………………………………
…………………………................................................…….………………………………………………
๑๔.๒ ปัญหาการสอน
…………………………………………………………………………………………………………...... . . ..
......................................…….………………………………………………………………………………
…………………………................................................…….………………………………………………
๑๔.๓วธิ ีการแกป้ ัญหา
…………………………………………………………………………………………………………...... . . ..
......................................…….………………………………………………………………………………
…………………………................................................…….………………………………………………
ลงช่อื ..............................................
(นางสาวจริยา พว่ งจีน)
แบบประเมนิ คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
คาช้แี จง : ใหผ้ สู้ อน สังเกตพฤตกิ รรมของนักเรียนในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรียน แลว้ ขดี / ลงในชอ่ งท่ี
ตรงกบั ระดบั คะแนน
คณุ ลักษณะ รายการประเมนิ ระดับคะแนน
อนั พงึ ประสงค์ ๓๒๑๐
๑. มวี ินัย ๑.๑ เขา้ เรียนตรงเวลา
๑.๒ แตง่ กายเรียบรอ้ ยเหมาะสมกบั กาลเทศะ
๒. ใฝ่ หาความรู้ ๑.๓ ปฏบิ ตั ติ ามกฎระเบียบของห้อง
๒.๑ แสวงหาขอ้ มลู จากแหลง่ เรียนรู้ตา่ งๆ
๓. ม่งุ มนั่ ในการ ๒.๒ มกี ารจดบนั ทกึ ความรู้อยา่ งเป็นระบบ
ทางาน ๒.๓สรุปความรู้ไดอ้ ยา่ งมเี หตุผล
๓.๑มคี วามต้งั ใจ และพยายามในการทางานทไ่ี ดร้ ับมอบหมาย
๓.๒มคี วามอดทนและไมท่ อ้ แทต้ อ่ อุปสรรคเพือ่ ให้งานสาเร็จ
ลงชื่อ......................................................................ผูป้ ระเมนิ
(.....................................................................)
........... /................................/.......................
เกณฑ์การให้คะแนน
- พฤติกรรมท่ปี ฏบิ ัตชิ ดั เจนและสมา่ เสมอ ให้ ๓ คะแนน
- พฤตกิ รรมทป่ี ฏิบตั ิชดั เจนและบอ่ ยคร้ัง ให้ ๒ คะแนน
- พฤตกิ รรมทป่ี ฏิบัติบางคร้ัง ให้ ๑ คะแนน
- พฤตกิ รรมท่ีไมไ่ ดป้ ฏบิ ตั ิ ให้ ๐ คะแนน
แบบประเมนิ สมรรถนะผู้เรียน
คาช้แี จง :ใหผ้ สู้ อนสงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรียนในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรียน แลว้ ขดี / ลงในชอ่ งท่ี
ตรงกบั ระดบั คะแนน
สมรรถนะทปี่ ระเมนิ ระดบั คะแนน
๓๒๑๐
๑. ความสามารถในการสื่อสาร
๑.๑ มคี วามสามารถในการรับ – สง่ สาร
๑.๒ มคี วามสามารถในการถา่ ยทอดความรู้ ความคดิ ความเขา้ ใจของ
ตนเองโดยใชภ้ าษาอยา่ งเหมาะสม
๑.๓ ใชว้ ธิ ีการสื่อสารทเ่ี หมาะสม
๒. ความสามารถในการคิด
๒.๑ มคี วามสามารถในการคิดวเิ คราะห์เพ่อื การสร้างองค์ความรู้
๒.๒ มคี วามสามารถในการคิดเป็นระบบเพอื่ การสรา้ งองค์ความรู้
ลงชอ่ื ......................................................................ผู้ประเมนิ
(.....................................................................)
........... /................................/.......................
เกณฑ์การให้คะแนน ให้ ๓ คะแนน
- พฤติกรรมท่ปี ฏิบัตชิ ดั เจนและสมา่ เสมอ ให้ ๒ คะแนน
ให้ ๑ คะแนน
- พฤตกิ รรมทป่ี ฏิบตั ิชดั เจนและบอ่ ยคร้งั ให้ ๐ คะแนน
- พฤตกิ รรมทป่ี ฏิบัตบิ างคร้งั
- พฤตกิ รรมท่ไี มไ่ ด้ปฏบิ ัติ
ใบความร้ทู ่ี ๑
เร่ือง อเิ หนา ตอนศกึ กะหมงั กหุ นิง
ผ้แู ต่ง พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั
รปู แบบ กลอนบทละคร
ทมี่ าของเร่ือง อิเหนาเป็นบทประพนั ธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา้ นภาลยั เร่ืองน้ีไดเ้ คา้ เรื่อง มา
จากชวา ไทยรับเขา้ มาในสมยั พระเจา้ อยหู่ ัวบรมโกศ ซ่งึ พระธิดาคอื เจา้ ฟ้ าหญงิ กณุ ฑลไดท้ รงนิพนธ์เร่ือง ดา
หลงั (อเิ หนาใหญ)่ สว่ นเจา้ ฟ้ าหญงิ มงกฏุ ทรงนิพนธ์เร่ืองอเิ หนาเล็ก แตต่ อ่ มาไดส้ ู ญหายไป บทละครเร่ือง
อเิ หนาไดร้ บั ความนิยมแพรห่ ลายมากกวา่ ดาหลงั ชือ่ ตวั ละครกจ็ ะคนุ้ หูกวา่ ดาหลงั
ในสมยั พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั ทรงพระราชนิพนธ์เร่ือง อเิ หนา ซ่งึ ได้รับ
การยกยอ่ งจากวรรณคดีสโมสรวา่ เป็ นยอดแห่งกลอนบทละคร คือดีท้งั ความ ดีท้ังกระบวนกลอน ดีท้งั
กระบวนสาหรับเลน่ ละคร
เน้อื เรือ่ ง
อิเหนาตอนทนี่ าเป็นบทเรียน มเี น้ือเร่ืองย่อดงั ต่อไปนี้
ตง้ั แตว่ หิ ยาสะกาไดช้ มรูปภาพของนางบุษบาก็หลงรักนาง และอยากไดน้ างมาเป็น มเห สี
ทา้ วกะหมงั กหุ นิงกต็ ามใจลูกสง่ ทตู ไปขอนางบษุ บากบั ทา้ วดาหา และเตรียมกองทพั ไวถ้ า้ ทา้ วดาหาปฏิเสธก็
จะยกทพั ไปตีเมอื งดาหา ทา้ วกะหมงั กหุ นิงไดเ้ ลา่ เรื่องราวและขอความชว่ ยเหลือจากน้องชาย คือ ระตูปาหยงั
และทา้ วประหมนั ซ่งึ ระตทู ้งั สองกท็ ลู ทัดทาน ขอให้ตรึกตรองดใู ห้ดี เพราะทา้ วดาหาเป็นวงศ์อสัญแดห วา
ซ่ึงมกี าลงั ทหารมากมาย ทง้ั ไพรพ่ ลกช็ านาญในการสงคราม ทา้ วกะหมงั กหุ นิงกบ็ า่ ยเบ่ียงเลี่ยงตอบวา่ การทา
สงครามคร้งั น้ีเป็นการชว่ งชงิ นางบษุ บาจากจรกา แมพ้ ระอนุชาจะอา้ งเหตุผลอยา่ งไรกต็ าม ทา้ วกะหมงั กุห
นิงกย็ ืนยนั ความต้งั ใจเดิม ไมเ่ปลี่ยนใจจะทาเพื่อลกู
ฝ่ายทา้ วดาหาเมอื่ ปฏิเสธไมย่ อมยกนางบุษบาใหแ้ ลว้ กม็ หี นงั สือไปขอความชว่ ยเหลือไปหา
ทา้ วกเุ รปัน พระเชษฐา ทา้ วกาหลงั และทา้ วสิงหดั สา่ หรี พระอนุชาท้งั สอง ทา้ วสิงหัดสา่ หรีเมอื่ ทราบขา่ วก็
สง่ ทหารไปบอกทา้ วดาหาวา่ ไมต่ อ้ งวติ ก จะสง่ สุหรานากงไปชว่ ย ฝ่ายเมอื งกเุ รปันทา้ วกเุ รปันได้มหี นังสือ ๒
ฉบบั ใหด้ ะหมงั นาไปให้อิเหนา ๑ ฉบบั และใหร้ ะตูหมนั หยา ๑ ฉบบั แลว้ ใหก้ ะหรดั ตะปาตี ยกทพั ไป
สมทบกบั อิเหนา ชว่ ยทา้ วดาหาทาศึก กะหรัดตะปาตกี ย็ กทพั ไปคอยอิเหนาทชี่ ายเมืองหมนั หยา สว่ นทา้ ว กา
หลงั กใ็ ห้ ตามะหงงกบั ดะหมงั คมุ พลยกออกจากเมืองกาหลงั มาพบสุหรานากงทีย่ กทพั มาจากเมอื งสิง
หดั สา่ หรี สองทพั กส็ มทบกนั ยกไปเมอื งดาหา
เมอ่ื ทา้ วดาหาปฏเิ สธไมย่ อมยกนางบุษบาให้ ทา้ วกะหมงั กหุ นิงกเ็ ตรียมจดั ทพั ยกไปตีเ มือง
ดาหา ใหว้ หิ ยาสะกาเป็นกองหน้า พระอนุชาท้งั สองเป็นกองหลงั ทา้ วกะหมงั กหุ นิงเป็นจอมทัพ ทา้ วกะห
มงั กหุ นิงไดใ้ หโ้ หรโหรตรวจดดู วงชะตาวา่ รา้ ยดีประกาใด โหรทานายวา่ ดวงชะตาของทา้ วกะหมงั กหุ นิง
และวหิ ยาสะกาน้ันถงึ ฆาต ถา้ ยกทพั ไปในวนั พรุง่ น้ีจะพา่ ยแพแ้ กศ่ ตั รูแนน่ อน ให้เวน้ ไปซกั ๗ วนั แลว้ จงึ จะ
พน้ เคราะห์ไปทาศกึ ได้ แตท่ า้ วกะหมงั กหุ นิงกม็ ไิ ดเ้ ปลี่ยนความตง้ั ใจ ยกทพั ไปตามกาหนดที่ต้งั ใจไว้
เมอ่ื ทา้ วดาหาทราบขา่ วศึกกใ็ ห้ตง้ั คา่ ยรอบกรุงดาหาไว้ ทพั เมอื งกะหมงั กหุ นิงกไ็ ดย้ กทัพ มา
ประชิดเมอื งดาหา ทา้ วดาหาเมอื่ เห็นศกึ มาประชดิ เชน่ น้นั กร็ ูส้ ึกน้อยใจอิเหนาวา่ ศกึ คร้ังน้ีเกดิ ข้ึนเพราะอเิ หนา
เป็นตน้ เหตุ สุหรานากงและเสนาเมอื งกาหลงั เมอ่ื มาถึงกเ็ ขา้ เฝ้ าท้าวดาหา สุหรานากงแจง้ ใหท้ า้ วดาหาทราบ
วา่ ทา้ วกเุ รปันสง่ กะหรัดตะปาตีให้สมทบกบั ทพั อิเหนามาชว่ ยทา้ วดาหากเ็ ช่ือวา่ กะหรัดตะปาตนี ้นั คงมา แต่
ไมเ่ชือ่ วา่ อเิ หนาจะจากหมนั หยามาได้ ทา้ วดาหาเสนอแนะการทาศึกแกส่ ุหรานากงวา่ ไมค่ วรออกไปสู้รบ
นอกเมอื ง เพราะกองทพั ศตั รูกลา้ ยกมา คร้ังน้ีกย็ อ่ มมคี วามสามารถมีกาลงั ควรตง้ั มน่ั ไวใ้ นเมอื งกอ่ น ถา้ ทพั
ตา่ งๆ ยกมาชว่ ยแลว้ คอ่ ยตกี ระหนาบ ศึกกจ็ ะลา่ เลิกไป
อิเหนาเมอ่ื ไดร้ ับหนังสือจากท้าวกเุ รปันใหย้ กทพั ไปชว่ ยทา้ วดาหา ถา้ ไมย่ กไปชว่ ยก็ขาดจาก
ความเป็นพอ่ ลกู กนั แมต้ ายกไ็ มต่ อ้ งไปเผา อิเหนาอา่ นจบแลว้ กน็ ึกวา่ นางบุษบาจะงามแคไ่ หน ใครตอ่ ใคร
จึงมาหลงรกั ถา้ งามเหมอื นจนิ ตะหราก็สมควรทจ่ี ะหลงรัก อเิ หนาคิดวา่ อกี ๗ วนั จงึ จะยกทพั ไปแตด่ ะห มงั
ทลู เตือนวา่ อาจไปชว่ ยไมท่ ัน อเิ หนาจึงจาใจยกทพั ไปวนั รุง่ ข้นึ อิเหนาไดเ้ ขา้ เฝ้ าทา้ วหมนั หยาซ่งึ ก็ได้รับ
หนังสือจากทา้ วกเุ รปันมใี จความตาหนิพระธิดาและทา้ วหมนั หยา ถา้ ทา้ วหมนั หยายงั เห็นดเี ห็นงามไมใ่ ห้
อิเหนายกทพั ไปชว่ ยศกึ ดาหา กจ็ ะตดั ญาติขาดมิตรกนั ทา้ วหมนั หยาจึงเรง่ ใหอ้ ิเหนายกทพั ไปและให้ระเดน่
ดาหยนคมุ ทพั จากหมนั หยาไปสมทบอเิ หนาดว้ ย
อเิ หนาจึงมาลาจนิ ตะหรา สการะวาตี และมาหยารัศมี ทง้ั ที่ใจไมอ่ ยากจากไป อิเหนาสญั ญากบั
จินตะหราวา่ เสร็จศกึ จะรีบกลบั มาทนั ที อเิ หนายกทพั จากเมอื งหมนั หยาไปดว้ ยความโศกเศรา้ และคดิ ถึงสาม
นางมาตามทางทผี่ า่ นไป อิเหนายกทพั สมทบกบั กะหรดั ตะปาตีทค่ี อยทา่ อยแู่ ลว้ พากนั ยกไปเมอื งดาหา เมอื่
ถึงแดนดาหาอเิ หนากห็ ยุดต้งั คา่ ย ให้ตามะหงงไปทลู ทา้ วดาหาวา่ จะทาศึกให้เสร็จส้ินกอ่ นแลว้ จงึ จะมาเข้าเฝ้ า
ทา้ วดาหากย็ นิ ดเี มอ่ื รู้วา่ อเิ หนายกทพั มาแลว้ เพราะรูว้ า่ อิเหนาเกง่ กลา้ สามารถ ยอ่ มชนะศึกแนน่ อน สว่ นสุ
หรานากงกย็ กทพั ออกไปสมทบกบั อิเหนา แลว้ เลา่ เรื่องที่ทา้ วดาหากลา่ วถงึ อเิ หนาให้ฟัง
ฝ่ายทา้ วกะหมงั กหุ นิงแมร้ ู้ขา่ ววา่ มที พั ยกมาชว่ ยทา้ วดาหาแตก่ ย็ งั ไมเ่ปลี่ยนใจไดเ้ ตรียมทาศึก
เตม็ ท่ี เมอ่ื ทพั กะหมงั กหุ นิงประจนั ทพั กบั ทพั ของอเิ หนา ทา้ วกะหมงั กหุ นิงไมร่ ูว้ า่ เป็นทพั ของอิเหนาจึงถาม
วา่ ผใู้ ดคอื จรกา อเิ หนาจึงตอบวา่ จรกามไิ ดม้ าดว้ ย เรายกมาแตก่ เุ รปันเพ่ือมาชว่ ยนอ้ ง ทา้ วกะหมงั กหุ นิงเมื่อรู้
วา่ เป็นอเิ หนากร็ ู้สึกหวาดหวน่ั แตก่ ็มีมานะเจรจาตอบ ในท่ีสุด สังคามาระตากอ็ อกตอ่ สู้กบั วิหยาสะกา และ
ไดฆ้ า่ วหิ ยาสะกาตาย ทา้ วกะหมงั กหุ นิงจงึ เขา้ ตอ่ สู้กบั สงั คามาระตะ อเิ หนาเขา้ รับไวแ้ ละฆา่ ทา้ วกะห มังกุห
นิงสาเร็จ ระตปู าหยงั และทา้ วประหมนั เห็นเหตกุ ารณเ์ ป็นดงั น้ันจึงยอมแพแ้ กอ่ เิ หนา และจะยอมเป็นเมอื งข้ึน
จะสง่ เครื่องบรรณาการมาถวายตามประเพณี อิเหนากไ็ ดอ้ ณญุ าตใหน้ าศพทา้ วกะหมงั กหุ นิงและวหิ ยาสะกา
กลบั ไปท่ีเมอื งเพ่อื จดั พธิ ีศพตามประเพณีตอ่ ไป
ว่าด้วยเรื่องบทอาขยาน โผนผกจบั ไมอ้ งึ มี่
วา่ พลางทางชมคณานก เหมอื นวนั พ่ไี กลสามสุดามา
เหมอื นพแ่ี นบนวลสมรจนิ ตะหรา
เบญจวรรณจบั วลั ย์ชาลี เหมอื นจากนางสการะวาตี
นางนวลจบั นางนวลนอน เหมอื นรา้ งหอ้ งมาหยารัศมี
จากพรากจบั จากจานรรจา เหมอื นแกว้ พที่ ้งั สามสั่งความมา
แขกเตา้ จบั เตา่ รา้ งร้อง เหมอื นเวรใดใหน้ ิราศเสนห่ า
นกแกว้ จบั แกว้ พาที เหมอื นพ่ีนับโมงมาเมอื่ ไกลนาง
ตระเวนไพรรอ่ นร้องตระเวนไพร เหมอื นเปลา่ เปลีย่ วคบั ใจในไพรกวา้ ง
เคา้ โมงจบั โมงอยเู่อกา คะนึงนางพลางรีบโยธี
คบั แคจบั แคสนั โดษเด่ยี ว
ชมวหิ คนกไมไ้ ปตามทาง
ในบทน้ีจดั เป็นบทนิราศ มกี ารเลน่ คาและพรรณนาถงึ สถานท่ีตา่ งๆ มกี ารกลา่ วถึงนกและชื่อตน้ ไม้
ดงั น้ี นกเบญจวรรณกบั ไมว้ ลั ย์ นกนางนวลกบั ตน้ นางนวล นกจากพรากกบั ตน้ จาก
นกแขกเตา้ กบั ตน้ เตา้ ร้าง นกแกว้ กบั ตน้ แกว้ นกเคา้ โมงกบั ตน้ โมง นกคบั แคกบั ตน้ แค
คุณค่าของเร่อื ง
๑. ใหค้ วามสนุกเพลิดเพลิน
๒. ใหค้ วามรูเ้ กย่ี วกบั กลอนบทละคร และความรู้เกยี่ วกบั วรรณคดีมรดกของไทย
๓. ใหค้ ติขอ้ คดิ ตา่ งๆเชน่
- การตอ่ สู้กนั ตอ้ งใชไ้ หวพริบและความสามารถในการรบ
- สงครามนามาซ่งึ ความหายนะ
- แสดงให้เห็นถงึ ความรกั อนั ยง่ิ ใหญข่ องพอ่ แมท่ ่ีมีตอ่ ลูก
ความร้เู พม่ิ เติมในเรอ่ื งอิเหนา
อิเหนาเป็น วรรคดีเกา่ แกเ่รื่องหน่ึงของไทย เป็นทร่ี ู้จกั กนั มานาน เขา้ ใจวา่ นา่ จะเป็นชว่ งปลายสมยั
กรุงศรีอยุธยา โดยไดผ้ า่ นการบอกเลา่ จากหญงิ เชลยปัตตานี ช่ือ ยะโว หรือยอโว (เป็นคนมาลาย)ู ที่เป็น
ขา้ หลวงรับใชพ้ ระราชธิดาของพระเจา้ อยหู่ ัวบรมโกศ (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๒๗๕ – ๒๓๐๑) หลงั จากน้ัน
เจา้ ฟ้ ากณุ ฑล และเจา้ ฟ้ ามงกฎุ ไดท้ รงแตง่ เร่ืองข้นึ มา องค์ละเรื่อง เรียกวา่ อเิ หนาใหญ่
(ดาหลงั ) และ อเิ หนาเลก็ (อเิ หนา)
ประวตั ดิ งั กลา่ วมีบนั ทึกไวใ้ นพระราชนิพนธ์อิเหนา ในพระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั
ดงั น้ี
อนั อิเหนาเอามาทาเป็นคารอ้ ง สาหรับงานการฉลองกองกศุ ล
คร้ังกรุงเกา่ เจา้ สตรีเธอนิพนธ์ แตเ่ร่ืองตน้ ตกหายพรดั พรายไปฯ
หากพระองค์ทรงพิภพปรารภเลน่ ให้ราเตน้ เลน่ ละครคิดกลอนใหม ่
เตมิ แตม้ ตอ่ ติดประดิษฐ์ไว้ บารุงใจไพรฟ่ ้ าขา้ แผน่ ดนิ
นอกจากน้ียงั มบี รรยายไวใ้ นปุณโณวาทคาฉันท์ ของพระมหานาค วดั ทา่ ทราย ระบุถึงการ
นมสั การพระพทุ ธบาทสระบุรี ในสมยั พระเจา้ อยหู่ ัวบรมโกศเชน่ กนั โดยเลา่ วา่ มงี านมหรสพทีเ่ ลน่ เ ร่ือง
อิเหนา ดงั น้ี
รอ้ งเร่ืองระเดน่ โดย บษุ บาตุนาหงัน
พกั พาคหู าบรรณ พตรว่ มฤดโี ลมฯ
เรื่องอิเหนาหรือทเ่ี รียกกนั วา่ นิทานปันหยีน้นั เป็นนิทานท่ีเลา่ แพรห่ ลายกนั มากในชวา และมี
ดว้ ยกนั หลายสานวน ของชวาน้ัน พระเอกช่ือปันหยี เชื่อกนั วา่ เป็นนิยายองิ ประวตั ศิ าสตร์ของชวา ในสมยั
พทุ ธศตวรรษที ๑๖ สว่ นเร่ืองอเิ หนาน้ัน นา่ จะแตง่ ข้นึ ในราวพทุ ธศตรวรรษที่ ๒๐ – ๒๑ หรือในยคุ เส่ือม
ของราชวงศอ์ เิ หนาแหง่ อาณาจกั รมชั ปาหิต และอสิ ลามเริ่มเขา้ มาครอบครอง
นิทานปันหยีของชวาน้ันมดี ว้ ยกนั หลายฉบบั แตฉ่ บบั ท่ีตรงกบั อเิ หนาของเราน้นั คือ ฉบบั มาลดั
ใชภ้ าษากวขี องชวาโบราณ มาจากเกาะบาหลี
ว่าด้วยเรอื่ งของบทละคร
ละคร หมายถึง การแสดงประเภทหน่ึง ซ่งึ แสดงเร่ืองราวความเป็นไปของชีวติ ทป่ี รากฏ ใน
วรรณกรรม มศี ลิ ปะการแสดง และดนตรีเป็นส่ือสาคญั
ละคร ตามความหมายน้ี หมายถึง ละครรา เพราะเป็นการแสดงออกทางความคิด โดยมงุ่ เน้นถึง
ลกั ษณะทา่ ทาง อิริยาบท ในขณะเคลอ่ื นไหวตวั ในระหวา่ งการรา แบบอยา่ งทีส่ าคญั ของละครไทย มี ๓ แบบ
ไดแ้ ก ่ ละครชาตรี ละครนอก ละครใน ถงึ แมจ้ ะมลี กั ษณะการราคลา้ ยกนั แตม่ บี างอยา่ งท่แี ตกตา่ งกนั อยูบ่ ้าง
ละครชาตรี เป็นรูปแบบละครรา ทเี่ กา่ แกข่ องไทย ท่ไี ดร้ บั การฟ้ืนฟู มาจนถึงทุกวนั น้ี เร่ืองของชาตรี
มกี าเนิดมาจากเร่ือง มโนห์รา การแสดงโนรา เป็นทีน่ ิยมอยทู่ างภาคใต้ สว่ นละครชาตรี มคี วามนิยมทางภาค
กลางซ่งึ จะหาดูไดใ้ นงานแกบ้ นแบบแผนการแสดง โนราชาตรี คลา้ ยคลงึ กบั ละครของมลายู ท่เี รียกวา่ มะโยง่
ตา่ งกนั ท่ภี าษาและทานองดนตรี ละครโนราชาตรี อาจจะมผี ูน้ ามาแสดง ในภาคกลาง ต้งั แตส่ มยั กรุงศรี
อยธุ ยา แตท่ ี่มหี ลกั ฐานแนช่ ดั คือ ในสมยั ที่ สมเด็จพระเจา้ กรุงธนบุรี ยกทพั ไปปราบกก๊ เจา้ นคร คร้งั หน่ึง และ
ตอ่ มาในสมยั กรุงรัตนโกสินทร์อีก ๒ คร้ัง ในคร้งั หลงั พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัว โปรดให้ชาวภาคใต้ ท่ี
อพยพเขา้ มาในกรุงเทพฯ ต้งั ถ่ินฐานอยทู่ ีต่ าบลสนามกระบือไดจ้ ัดต้งั คณะละครแสดงกนั แพรห่ ลาย ละคร
ชาตรี แตเ่ดมิ ผแู้ สดงเป็นชายลว้ น มเี พียง ๒ คนเทา่ น้ัน ไดแ้ ก ่นายโรง ซ่งึ แสดงเป็นตวั พระ อีก ๒ คน คอื ตวั
นาง และตวั จาอวด ซ่งึ แสดงตลก และเป็นตวั เบ็ดเตล็ดตา่ งๆ เชน่ ฤษี พราน สตั ว์ อีกคนหน่ึง แตเ่ดมิ นิยมแสดง
ไมก่ เี่ ร่ือง เชน่ เรื่อง มโนราห์ นายโรง จะแสดงเป็นตวั พระสุธน ตวั นาง เป็นนางมโนห์รา และ ตวั จาอวด เป็น
พรานบุญ และอกี เรื่องทนี่ ิยมคอื เรื่อง พระรถเสน นายโรงเป็น ตวั รถเสน ตวั นาง เป็นเมรี และตวั จาอวดเป็ น
มา้ พระรถเสน ในสมยั หลงั ละครชาตรีเพ่มิ ผูแ้ สดงให้มากข้นึ และใชผ้ ูห้ ญิงรว่ มแสดงดว้ ย
ละครนอก มกี ารดาเนินทอ้ งเร่ือง ท่รี วดเร็ว กระชบั สนุก การแสดงมชี ีวติ ชวี า สว่ นมากใชผ้ ชู้ าย
แสดง และมมี าต้งั แต่ สมยั กรุงศรีอยธุ ยาเขา้ ใจวา่ ละครนอก มวี วิ ฒั นาการมาจาก ละครชาตรีเพราะมงุ่ ท่ีจะให้
คนดู เกดิ ความขบขนั ผแู้ สดงละครนอก แตเ่ดิมมผี แู้ สดงอยเู่พียง ๒-๓ คน เชน่ เดียวกบั ละครชาตรี ละครนอก
ไมค่ านึงถึงขนบประเพณี เกยี่ วกบั ยศศกั ด์แิ ละฐานะ ของตวั ละครแตอ่ ยา่ งใด ตวั ละคร ท่ีเป็นทา้ วพระยามหา
กษตั ริย์ กส็ ามารถโตต้ อบตลก กบั เสนากานัลหรือไพรพ่ ลได้ ละครนอก ท่ีนิยมเลน่ ไดแ้ กเ่รื่อง สงั ขท์ อง ไกร
ทอง สุวรรณหงส์ พระอภยั มณี เป็นตน้
ละครใน จากรูปแบบของละครนอก ทไ่ี ดร้ บั การพฒั นาข้นึ มา เป็นละคร ในวงั ผแู้ สดง เป็นหญิงลว้ น
แบบอยา่ ง ละครใน น้ีไดส้ งวนไวเ้ฉพาะในวงั หลวงเทา่ น้นั เพราะผชู้ ายน้นั จะถกู ห้ามเขา้ ไปใน พระราชฐาน
ชน้ั ใน บริเวณตาหนกั ของ พระมหากษตั ริย์ ซ่งึ จะประกอบไปดว้ ย ดนตรีทีม่ เี สียงไพเราะออ่ นหวาน ใชบ้ ท
รอ้ ยกรอง ไดอ้ ยา่ งวจิ ิตรบรรจง ทง้ั ดนตรีท่นี ามาผสมผสาน อยา่ งไพเราะ รวมท้งั จะมที า่ ทาง สงา่ งามไมม่ กี าร
สอดแทรก หยาบโลน หรือตลก และอนุรักษว์ ฒั นธรรม และคณุ ลกั ษณะท่เี ป็นประเพณีสืบทอดกนั มา เร่ืองที่
ใชแ้ สดงละครใน มอี ยู่ 4 เร่ือง ไดแ้ ก ่ รามเกยี รต์ิ อณุ รุท อิเหนา และดาหลงั เขา้ ใจกนั วา่ ละครใน สมยั เร่ิมแรก
เลน่ กนั แตเ่ร่ือง รามเกยี รต์ิ และอณุ รุทเทา่ น้นั เพราะถือวา่ เป็นเรื่อง เกย่ี วกบั นารายณ์อวตาร ใชส้ าหรับเฉลิม
พระเกยี รติ พระมหากษตั ริย์ ผอู้ ่นื จึงไมส่ ามารถนาไปเลน่ ได้ ตอ่ มา ละครใน ไมค่ อ่ ยไดเ้ ลน่ ๒ เรื่องน้ี เหลือแต่
โขน และหนงั ใหญ่ทเ่ี ลน่ เรื่อง รามเกยี รต์ิ สว่ นเรื่องดาหลงั ไมค่ อ่ ยนิยมแสดงนัก เพราะชอื่ ตวั ละครเรียกยาก
จายาก เนื้อเรื่องกส็ บั สนไมส่ นุกสนานเทา่ เร่ือง อิเหนา ตอ่ มาพวก ละครนอกและลิเกจึงนาไปแสดงบ้าง
ดงั น้นั ในสมยั รัตนโกสินทร์ นับต้งั แต่ พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั ทรงพระราชนิพนธ์ บทละคร
เรื่องอเิ หนา ข้ึนใหม ่ละครใน จึงนิยมแสดงอยเู่พยี งเรื่องเดยี ว นานๆ จงึ จะมผี จู้ ดั แสดงเรื่องรามเกยี รต์แิ ละอุณ
รุทสักคร้ังหน่ึง บทละครใน เป็นกลอนบทละคร ทีผ่ แู้ ตง่ ใชค้ วามประณีตบรรจง ในการเลอื กเฟ้ นถอ้ ยคา มา
ร้อยกรองอยา่ งไพเราะ และมคี วามหมายดี เพอ่ื อวดฝีมอื ในการแตง่ ดว้ ย ทง้ั น้ีเน่ืองจาก ละครใน เลน่ กนั อยู่
ไมก่ ตี่ อน คนดูมกั รูเ้ รื่องดอี ยแู่ ลว้ ผแู้ ตง่ จึงมงุ่ พรรณนาเนื้อความ ในรายละเอียดอยา่ งถ่ถี ว้ น ดงั จะเห็นไดจ้ าก
บทชมธรรมชาติ ชมพาหนะ ชมเคร่ืองแตง่ ตวั บทพรรณนาความรู้สึก ซ่งึ ปรากฎอยตู่ ลอดเร่ือง บท
ละครใน ทแ่ี ตง่ ไดด้ เี ย่ยี มไดแ้ ก ่ เร่ืองรามเกยี รต์แิ ละอเิ หนาซ่งึ เป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระ
พทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั การแสดง ละครใน มงุ่ ทีค่ วามประณีตสวยงามเป็นหลกั ท้งั ศิลปะการรา ท่มี ลี ีลาทา่ ทาง
งดงาม นุม่ นวล เคร่ืองแตง่ กายที่สวยงาม ประณีต ดนตรี และเพลงท่ีไพเราะ ผชู้ มละครใน ไมม่ งุ่ ความ
สนุกสนานต่นื เตน้ เหมอื นดลู ะครนอก แตจ่ ะมงุ่ ดศู ลิ ปะการรา่ ยรา ลีลาทา่ ทาง ทีป่ ระณตี งดงาม และเพลงที่
ไพเราะมากกวา่ ละครใน ทน่ี ิยมกนั มากท่ีสุด คอื อิเหนา และอิเหนาจงึ ไดร้ บั การยกยอ่ งเป็น “ยอดบทละคร
รา”
............................................................................................................................. ...
ใบความร้ทู ่ี ๑
เรือ่ ง การพจิ ารณาคณุ ค่างานประพนั ธ์ เรอ่ื ง อิเหนา ตอนศกึ กะหมงั กหุ นงิ
------------------------------------------------------------------------------------
คณุ ค่าของงานประพนั ธ์
งานประพนั ธ์ หมายถงึ งานท่ีมนุษย์สร้างข้ึนโดยใชภ้ าษาท่ีสละสลวยถา่ ยทอดให้เป็นเรื่องราว มที ้งั
รอ้ ยแกว้ และ รอ้ ยกรองการรูจ้ กั เลือกอา่ นงานประพนั ธ์ท่ีมคี ณุ คา่ และรู้จกั อา่ นอยา่ งพนิ ิจพเิ คราะห์จะชว่ ย
เพิม่ พนู ประโยชน์ ทง้ั ยงั จะไดค้ วามรู้ความคดิ ทีไ่ ดจ้ ากเร่ืองท่ีอา่ น นามาพฒั นาตนเองใหม้ บี ุคลิกภาพท่ดี ไี ด้
การพจิ ารณาคณุ ค่างานประพนั ธ์แยกพจิ ารณาได้ดงั น้ี
๑. คณุ ค่าด้านวรรณศิลป์
วรรณศลิ ป์ มคี วามหมาย ตามพจนานุกรรมฉบบั บณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒วา่ “ศิลปะในการแตง่
หนังสือ,ศลิ ปะทางวรรณกรรม,วรรณกรรมท่ีถงึ ข้นั วรรณคดี , หนังสือท่ไี ดร้ ับการยกยอ่ งวา่ แตง่ ดี
การพิจารณาคณุ คา่ ดา้ นวรรณศิลป์ พจิ ารณาดงั น้ี
ลีลาในการแต่งคาประพนั ธ์
กวมี ลี ลี าในการถา่ ยทอดอารมณค์ วามรูส้ ึกตา่ ง ๆ เชน่ อารมณร์ กั อารมณโ์ ศก อารมณย์ ินดีมายงั
ผอู้ า่ นเพื่อสร้างอารมณร์ ว่ มไปกบั คาประพนั ธ์น้ัน ๆ ลีลาทีก่ วใี ชเ้ พอื่ ใหผ้ ูอ้ า่ นเกดิ อารมณ์น้ัน ๆ มี ๔ แบบ คอื
๑. เสาวรจนี หรือชมโฉม เป็นลีลาทก่ี วใี ชถ้ อ้ ยคาชมความงามของตัวละคร ชมความงามของส่ิงตา่ ง
ๆ สถานท่ี เชน่ ตอนกวกี ลา่ วชมความงามการแตง่ กายของกะหรดั ตะปาตี ดงั คาประพนั ธ์ที่วา่
รดชาระมลทนิ อนิ ทรีย์ มรุธาวารีภิเษกสรง
ลบู ไลเ้ สาวคนธ์ธารทรง บรรจงสอดซบั สนบั เพลา
ภูษายกพน้ื ดาอาไพ สอดใสฉลององค์ทรงวนั เสาร์
เจียระบาดคาดรดั หนว่ งเนา ป้ันเหนง่ เพชรเพริศเพราพรรณราย
ตาบทิศทบั ทรวงหว่ งห้อย สวมสรอ้ ยสังวาลประสานสาย
ทองกรแกว้ กง่ิ พร้ิงพราย ธามรงคเ์ รืองรายพลอยเพชร
ชฎามาลยั ดอกไมท้ ดั กรรเจียกจรจารสั ตรสั เตร็จ
เหน็บพระแสงกน้ั หยน่ั กลั เมด็ แลว้ เสดจ็ ข้นึ เฝ้ าพระบดิ า
๒. นารปี ราโมทย์ หรือบทโอ้โลม เป็นลลี ากวที ใ่ี ชถ้ อ้ ยคาแสดงความรกั ใคร่ เกย้ี วพาราสีกนั หรือพดู
ใหเ้ พลดิ เพลนิ เชน่ ตอนทอ่ี เิ หนาโลมนางจินตะหรา เมอ่ื จะลาไปทาศกึ ทเ่ี มอื งดาหา ดงั คา
ประพนั ธ์ที่วา่
อนั ลอื ขา่ ววา่ บษุ บาน้นั งามนัก จะดีกวา่ นอ้ งรกั น้ันหาไม ่
นี่จาเป็ นจึงจาจากไป เพราะกลวั ภยั พระราชบดิ า
แมน้ เสียดาหากเ็ สียวงศ์ อปั ยศถึงองคอ์ สญั หยา
เจา้ กบั พกี่ จ็ ะมแี ตน่ ินทา แกว้ ตาจงดาริตริตรอง
ถึงไปกไ็ มอ่ ยนู่ าน เยาวมาลย์อยา่ โศกเศร้าหมอง
พระจมุ พติ ชดิ เชยปรางทอง กรประคองนฤมลข้นึ บนเพลา
๓. พโิ รธวาทงั หรอื บรภิ าษ เป็นลีลากวที ใ่ี ชถ้ อ้ ยคาท่แี สดงความโกรธขนุ่ เคือง เยาะเยย้ ตดั พอ้ ตอ่ วา่
เหน็บแนมซ่งึ กนั และกนั ของตวั ละคร เชน่ ตอนที่ทา้ วกะหมงั กหุ นิงแสดงอารมณ์โกรธ เมอื่
ทราบวา่ ทา้ วดาหาไมย่ อมยกนางบุษบาให้ วหิ ยาสะกา ดงั คาประพนั ธ์ท่วี า่
เมอื่ น้นั ทา้ วกหุ มงั กหุ นิงแขง็ ขนั
ไดฟ้ ังกริ้วโกรธดงั เพลงิ กลั ป์ จึงกระชน้ั สีหนาทประภาษไป
ถงึ วา่ กษตั ริยท์ ้งั สี่กรุง จะมาชว่ ยรบพงุ่ เป็นศกึ ใหญ่
กกู ไ็ มค่ ร่นั คร้ามขามใคร จะหกั ให้เป็นภสั มธ์ ุลีลง
วา่ พลางทางมพี จนารถ สง่ั อามาตย์ดะหมงั ตามะหงง
เรง่ เกณฑ์พวกพลรณรงค์ ไมส่ ามารถอาจองในสงคราม
๔. สัลลาปังคพสิ ัย หรอื บทคร่าครวญ เป็นลีลาที่กวใี ชถ้ อ้ ยคาหรือแสดงความโศกเศรา้ หวนไห้
อาลยั อาวรณ์ พร่าเพอ้ เชน่ ตอนทีร่ ะตปู าหยงั และระตูปะหมนั มอี ารมณโ์ ศกเศรา้ เมอ่ื ไปดศู พ
พระเชษฐา คือทา้ วกะหมงั กหุ นิง ดงั คาประพนั ธ์ท่วี า่
เมอื่ น้ัน สองระตวู โิ ยคโศกศลั ย์
กอดศพเชษฐาเขา้ จาบลั ย์ พไิ รร่าราพนั โศกา
โอว้ า่ พระองคผ์ ทู้ รงยศ พระเกยี รติปรากฏในแหลง่ หลา้
สงครามทกุ คร้งั แตห่ ลงั มา ไมเ่คยอปั ราแกไ่ พรี
คร้ังน้ีควรหรือมาพินาศ เบาจิตคิดประมาทไมพ่ อท่ี
เพราะรกั บุตรสุดสวาทแสนทวี จะทดั ทานภูมไี มเ่ชอื่ ฟัง
อนิจจาวหิ ยาสะกาเอ๋ย เวรส่ิงใดเลยแตห่ นหลงั
เสียแรงเรืองฤทธีมกี าลงั มาวอดวายชีวงั แตย่ งั เยาว์
ต้งั แตน่ ้ีไปไมเ่ห็นหน้า กลบั คนื พาราจะเงียบเหงา
สองกษตั ริยก์ าสรดซบเซา ใหล้ ะหอ้ ยสรอ้ ยเศรา้ วญิ ญาณ์
เสียงเสนาะในการแต่งคาประพนั ธ์
กวนี ิยมใชเ้ สียงเสนาะในการแตง่ คาประพนั ธ์ ไดแ้ ก ่การใชส้ มั ผสั สระ สมั ผสั อกั ษร เลน่ เสียง
วรรณยุกต์ การเลน่ คาพอ้ งเสียง เป็นตน้
ในวรรณคดีเรื่องอิเหนา ตอนศึกกะหมงั กหุ นิง ปรากฏเสียงเสนาะ ดงั น้ี
๑. สัมผสั สระ ตวั อยา่ งเชน่
ความกลวั ความรักสลักทรวง ใหเ้ ป็นหว่ งหลงั กงั วลหน้า
แตเ่ รรวนหวนนึกตรึกตรา พระราชาสะทอ้ นถอนใจ
จงึ ดารสั ตรสั สัง่ ตามะหงง เรง่ เตรียมจตรุ งค์ทพั ใหญ่
มา้ รถคชสารชาญชยั รีบรัดจดั ไวใ้ หค้ รบครับ
๒. สัมผสั อักษร ตวั อยา่ งเชน่
แวว่ เสียงสาเนียงบหุ รงร้อง วา่ เสียงสามนิ่มน้องเสนห่ า
พระแยม้ เย่ยี มมา่ นทองทศั นา เห็นแตป่ ่าพมุ่ ไมใ้ บบงั
เอนองค์ลงพิงเขนย กรเกยกา่ ยพกั ตร์ถวลิ หวงั
รสรักร้อนรนพน้ กาลงั ชลนยั น์ไหลหลงั่ ลงพรัง่ พราย
๓. การเล่นคาพอ้ งเสียง ตวั อยา่ งเชน่
วา่ พลางทางชมคณานก โผนผกจบั ไมอ้ งึ ม่ี
เบญจวรรณจบั วลั ยช์ าลี เหมอื นวนั ทไี่ กลสามสุดามา
นางนวลจบั นางนวลนอน เหมอื นพแ่ี นบนวลสมรจินตะหรา
จากพรากจบั จากจานรรจา เหมอื นจากนางสะการะวาตี
แขกเตา้ จบั เตา่ รา้ งรอ้ ง เหมอื นร้างห้องมาหยารัศมี
นกแกว้ จบั แกว้ พาที เหมอื นแกว้ พท่ี ้งั สามสั่งความมา
การเลือกสรรถ้อยคา
มกี ารใชถ้ อ้ ยคาท่เี หมาะสมกบั เน้ือเร่ืองและฐานะของบคุ คลในเร่ือง ดงั น้ี
๑. การใชค้ าศพั ท์เหมาะกบั ตวั ละคร เชน่ พระองคท์ รงพิภพดาหา องคศ์ รีปัตหราเป็นใหญ่ พระผู้
ผา่ นไอศรู ยส์ ูงสง่ พระป่ินปักนคั เรศสูงสง่ พระป่ินภพกเุ รปันกรุงศรี พระโฉมยงพงศ์
อสญั แดหวา ระเดน่ มนตรีชาญสนาม
๒. การใชค้ าศพั ท์ชวา บทละครราเร่ืองอิเหนาไดร้ ับอทิ ธิพลจากชวา จึงปรากฏคาศพั ทจ์ ากชวาดงั น้ี
ตนุ าหงนั อะหนะ ระตู ดะหมงั ประเสบนั กดิ าหยนั ฯลฯ
๓. การใชค้ าไวพจน์ คอื คาท่เี ขยี นตา่ งกนั แตม่ คี วามหมายเหมอื นกนั ใกลเ้ คยี งกนั หรือทานอง
เดยี วกนั ไดแ้ ก ่
กษตั ริย์ ผเู้ ป็นใหญ่ ผคู้ รองเมอื ง ภูมี ภูวไนย ผา่ นเกลา้ พระทรงฤทธ์ิ พระทรงเดช พระทรงยศ พระทรง
ภพ พระผูผ้ า่ นนคเรศ พระผวู้ งศเ์ ทวญั พระผผู้ า่ นไอศนู ย์ องค์ศรีปัตหรา พระปิ่นภพ พระสุริวงศ์
พระราชา พระผูผ้ า่ นเวยี งชยั ไอศวรรย์ พระป่ินเกลา้ พระสุริวงศเ์ ทวญั อสญั หยา
การใช้กวีโวหารหรอื กวภี าพพจน์
วรรณคดีรอ้ ยกรอง กวมี กั ใชศ้ ลิ ปะในการนาถอ้ ยคากวีโวหารมาประกอบ ทาให้ผอู้ า่ นเกดิ จินตภาพ
และมอี ารมณร์ ว่ มหรือคลอ้ ยตามไปดว้ ย กวจี ะเลือกคามาเปรียบเทียบดว้ ยลกั ษณะตา่ ง ๆ ซ่งึ ปรากฏในเร่ือง
อิเหนาตอนทเี่ รียนไดแ้ ก ่
๑. อุปมา กวใี ชก้ ารเปรียบเทยี บส่ิงหน่ึงกบั สิ่งหน่ึง โดยมคี าเช่ือมโยง โดยใชค้ าวา่ ดุจ ดง่ั เหมอื น
ปาน ราว ราวกบั ประหน่ึง เฉก ฯลฯ เชน่
- ตอนที่ระตูปาหยงั และระตปู ระหมนั กลา่ วกบั ทา้ วกะหมงั กหุ นิงวา่ เมอื งของตนเองเปรียบ
เหมอื นแสงห่ิงห้อย เมอื งดาหาเปรียบเหมอื นแสงอาทิตย์ไมอ่ าจเทยี บกนั ได้
“กรุงกษตั ริยข์ อข้นึ กน็ บั ร้อย เราเป็นเมอื งนอ้ ยกะจิหริด
ดงั ห่ิงหอ้ ยจะแขง่ แสงอาทติ ย์ เห็นผดิ ระบอบบรุ าณมา
- ตอนทจ่ี ินตะหรากลา่ วตดั พอ้ อเิ หนา และเปรียบเทยี บความรักเหมอื นสายน้าไมม่ ีวนั ไหลกลบั
“แลว้ วา่ อนิจจาความรกั พ่ึงประจกั ษด์ งั สายน้าไหล
ตง้ั แตจ่ ะเช่ยี วเป็นเกลียวไป ทีไ่ หนเลยจะไหลคนื มา”
๒. อปุ ลักษณ์ เป็นโวหารเปรียบเทียบทน่ี าเอาลกั ษณะหรือคุณสมบตั เิ ดน่ ของส่ิงหน่ึงมากลา่ วแทน
เพอื่ แสดงภาพลกั ษณข์ องอกี สิ่งหน่ึงที่มงุ่ จะส่ือใหผ้ อู้ า่ นเขา้ ใจ โดยไมต่ อ้ งมคี าเช่อื ม หรืออาจใช้
คาวา่ เป็น เทา่ คอื เป็นคาเชือ่ มกไ็ ด้ เชน่
ตอนท่ีทา้ วกะหมงั กหุ นิงใหร้ าชทตู ไปสูข่ อนางบุษบา
“หวงั เป็นเกอื กทองรองบาทา พระผวู้ งศเ์ ทวาอนั ปรากฏ
จะขอพระบุตรีมยี ศ ใหโ้ อรสขา้ นอ้ ยดงั จนิ ดา
๓. อตพิ จน์ คือโวหารภาพพจน์เปรียบเทยี บท่ีใชค้ ากลา่ วเกนิ จริง เพ่ือเน้นความรู้สึกและอธิบาย
ความทีเ่ ดน่ ชดั เพ่ือเนน้ ขอ้ ความให้มนี ้าหนักมากข้ึน โดยใชถ้ อ้ ยคาสะดุดใจ มคี วามหมายลกึ ซ้งึ
และสะเทือนอารมณ์ เชน่
ตอนที่ทา้ วกะหมงั กหุ นิงโกรธทา้ วที่ดาหาไมย่ อมยกนางบุษบาใหว้ หิ ยาสะกา
“เมอื่ น้ัน ทา้ วกะหมงั กหุ นิงแข็งขนั
ไดฟ้ ังกริ้วโกรธดงั เพลงิ กลั ป์ จงึ กระชน้ั สีหนาทประภาษไป
ตอนท่จี นิ ตะหรากลา่ วตดั พอ้ อเิ หนาด้วยความนอ้ ยใจท่ีอิเหนาจะไปเมอื งดาหา
“สตรีใดในพภิ พจบแดน ไมม่ ใี ครไดแ้ คน้ เหมอื นอกขา้
ดว้ ยใฝ่รักใหเ้ กนิ พกั ตรา จะมแี ตเ่วทนาเป็นเนืองนิตย์”
๒. คณุ ค่าด้านสังคม
วรรณดเี ร่ืองอิเหนา สะทอ้ นคณุ คา่ ดา้ นดา้ นสังคมดงั น้ี
๑. เร่ืองฤกษย์ าม ปรากฏอยใู่ นเร่ืองอิเหนาตอนท่ีเรียน เชน่
ตอนทท่ี า้ วกะหมงั กหุ นิงให้ราชทตู ไปสูข่ อนางบุษบา , โหรทานายดวงชะตาและดฤู กษย์ ามให้
ทา้ วกะหมงั กหุ นิง
และวหิ ยาสะกา
๒. เร่ืองบุญกรรม ปรากฏอยใู่ นเร่ืองอิเหนาตอนที่เรียน เชน่
ตอนท่ีทา้ วกะหมงั กหุ นิงกลา่ ววา่ จะยกทพั ไปรบที่เมอื งดาหา สุดแตบ่ ุญกรรม ไมฟ่ ังคาทดั ทานข
องโหร ,ระตูปาหยงั และระตปู ะหมนั ราพึงขา้ งพระศพยองวหิ ยาสะกาวา่ เป็นเวรกรรมมาแตช่ าติ
ปางกอ่ นถงึ ตอ้ งมาตายต้งั แตอ่ ายุยงั น้อย ,อิเหนาลานางจินตะหราเพ่ือไปชว่ ยรบเมอื งดาหา
๓. การแตง่ ตวั ตามวนั และวนั ที่เป็นมงคลแกผ่ สู้ วมใส่ ปรากฏอยใู่ นเร่ืองอิเหนาตอนทีเ่ รียน เชน่
ตอนท่กี ะหรัดตะปาตีแตง่ ตวั กอ่ นยกทพั ไปทาศึก
๔. เร่ืองบุพเพสนั นิวาสและเทพอมุ้ สม ปรากฏอยใู่ นเร่ืองอเิ หนาตอนทเี่ รียน เชน่
ตอนที่ทา้ วกะหมงั กหุ นิงสง่ ราชทตู ไปสูข่ อนางบุษบาวา่ เป็นเพราะบพุ เพสนั นิวาสและเทพอุม้
สม
๕. พธิ ีกรรม ปรากฏอยใู่ นเร่ืองอิเหนาตอนทเ่ี รียน เชน่
- พิธีเบกิ โขนทวาร
- พิธีฟันไมข้ ม่ นาม
ค่านิยม ท่ีปรากฏในเรื่อง เชน่
๑. คา่ นิยมในการเลอื กคคู่ รองของตัวละคร และการสมรสในวงศเ์ ดยี วกนั เชน่ ตอนทอ่ี เิ หนา
ทอดพระเนตรศพวหิ ยาสะกาไดเ้ ปรียบเทียบความงามระหวา่ ง วหิ ยาสะกากบั จรกา
๒. การทาศกึ ชงิ นาง ถือวา่ ไมผ่ ดิ ประเพณีเพราะไกป้ ฏิบัติมาต้งั แตโ่ บราณ ถา้ หญงิ น้นั ยงั ไมไ่ ดแ้ ตง่ งาน
๓. การเล้ยี งดูลูกสาวตอ้ งมคี วามเป็นกลุ สตรี
๔. การเคารพและให้เกยี รติผใู้ หญ่
๕. การมเี มตตาธรรมของกษตั ริย์ กษตั ริย์เปรียบดงั สมมตเิ ทพ ทรงต้งั อยูใ่ นทศพศิ ราชธรรม มคี วาม
เมตตากรุณาแมว้ า่ จะเป็นฝ่ายศตั รูกต็ าม เชน่ ตอนท่รี ะตปู าหยงั และระตปู ะหมนั ยอมแพ้ และขอเป็น
เมอื งข้นึ ตอ่ อเิ หนา
วถิ ีและวฒั นธรรม
๑. สภาพชวี ติ ของชาวเมอื งเมอื่ เกดิ ศึกสงคราม มกั จะนาทรัพยส์ มบัติของมีคา่ ไปฝังดิน
๒. วฒั นธรรมการกนิ หมาก จากการพรรณนาศพของวหิ ยาสะกา
๓. การตอ้ นรบั แขกเมอื ง เมอ่ื ทูตตา่ งเมอื งมาถงึ เมอื งหน้าดา่ น นายดา่ นจะแจง้ ใหข้ นุ นางในเมอื งหลวง
ทราบ แลว้ ขนุ นางจงึ ไปกราบทลู ให้พระเจา้ แผน่ ดินทรงทราบ พระเจา้ แผน่ ดินกจ็ ะมพี ระราชดารสั
ใหข้ นุ นางไปรับแขกเมอื งตามประเพณี มกี ารเตรียมแตรสงั ข์ กลองชนะ เคร่ืองชมุ สาย เพือ่ แหพ่ ระ
ราชสารเขา้ เมอื งแลว้ เล้ียงดูราชทูตอยา่ งดี คร้นั ถงึ เวลาท่ีราชทูตตา่ งเมอื งจะเขา้ เฝ้ าจะต้องมพี นกั งาน
ทลู เบกิ ตวั เขา้ เฝ้ า พระราชสารน้ีพระเจา้ แผน่ ดินจะรับเองหรือใหข้ นุ นางเป็นผรู้ บั กไ็ ด้ เมอ่ื ทรงฟัง
พระราชสารและหลงั จากทรงมปี ฏสิ ันถารกบั ราชทูตเสร็จแลว้ เสดจ็ เขา้ ประสาทกม็ พี นกั งานไขมา่ น
และปิดมา่ นพรอ้ มกบั มกี ารประโคมแตรสงั ข์
๔. การสูข่ อ ลกั ษณะการสูข่ อในเรื่องอิเหนา สะทอ้ นสภาพสังคมในยคุ น้ัน คอื การสูข่ อเป็นธุระของ
ญาตผิ ูใ้ หญฝ่ ่ายชาย อกี ทง้ั ไดม้ กี ารทาบทามสู่ขอจากบิดามารดาจดั ให้เทา่ น้ัน แตก่ ารสูข่ อทเ่ี กดิ จาก
ความตอ้ งการของฝ่ายชาย เชน่ ทา้ วกะหมงั กหุ นิงสูข่ อนางบุษบาเนื่องจากวหิ ยาสะกาเห็นรูป
วาดของนางบุษบาแลว้ หลงรัก แมท้ ราบวา่ นางมคี หู่ มน้ั แลว้ กต็ าม
................................................................................................................