พระราช
กรณียกิจของ
พระมหา
กษัตริย์ไทย
น า ง ส า ว ณิ ช า ภั ท ร ษ์ วิ ธู ชุ ลี ม . ๔ / ๕ เ ล ข ที่ ๓ ๐
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ [E-BOOK]
กลุ่มสาระการเรียนรู้
ประวัติศาสตร์ไทย
[ส ๓๑๑๐๔]
ป ร ะ วั ติ ค ว า ม เ ป็ น ม า แ ห่ ง
พระราช
กรณียกิจของ
พระมหา
กษัตริย์ไทย
น า ง ส า ว ณิ ช า ภั ท ร ษ์ วิ ธู ชุ ลี ม . ๔ / ๕ เ ล ข ที่ ๓ ๐
ก
คำนำ
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็น
ส่วนหนึ่งของรายวิชาประวัติศาสตร์ไทย (ส ๓๑๑๐๔) ชั้น
มัธยมศึกษาปีที่๔ เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่อง พระราช
กรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทย และได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อ
เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจ
ผู้จัดทำหวังว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book)
เล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านหรือนักเรียนที่กำลังหาข้อมูลเรื่องนี้
อยู่ หากมีข้อแนะนำหรือข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำขอน้อมรับ
ไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
นางสาวณิชาภัทรษ์ วิธูชุลี
ผู้จัดทำ
สารบัญ ข
เรื่อง หน้า
คำนำ ก
สารบัญ ข
กรุงศรีอยุธยา ๑
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ๒
๓
-พระราชประวัติ ๗
-พระราชกรณียกิจ ๑๖
กรุงรัตนโกสิ นทร์ ๑๗
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ๑๘
-พระราชประวัติ ๒๑
-พระราชกรณียกิจ ๒๕
บรรณานุกรม
๑
กรุงศรีอยุธยา
อาณาจักรอยุธยา เป็นอาณาจักรของชนชาติไทยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาใน
ช่วง พ.ศ. ๑๘๙๓ ถึง พ.ศ. ๒๓๑๐ มีกรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางอำนาจหรือ
ราชธานี ทั้งยังมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับหลายชาติ จนถือได้ว่าเป็นศูนย์กลาง
ทางการค้าในระดับนานาชาติ เช่น จีนเวียดนาม อินเดีย ญี่ปุ่น เปอร์เซีย รวม
ทั้งชาติตะวันตก เช่น โปรตุเกส สเปน เนเธอร์แลนด์ (ฮอลันดา) อังกฤษและ
ฝรั่งเศส ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งเคยสามารถขยายอาณาเขตประเทศราชถึงรัฐชานข
องพม่า อาณาจักรล้านนา มณฑลยูนนาน อาณาจักรล้านช้าง อาณาจักรขอม
และคาบสมุทรมลายูในปัจจุบัน
๒
สมเด็จพระ
นารายณ์
มหาราช
(พ.ศ.๒๑๙๙-๒๒๓๑)
๓
•สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
สมั ยก่ อนรัตนโกสิ นทร์
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เสด็จพระราชสมภพ
เมื่อวันจันทร์ เดือนยี่ ปีวอก พ.ศ. ๒๑๗๕ (นับแบบปัจจุบัน
พ.ศ. ๒๑๗๖) เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
กับพระราชเทวีไม่ปรากฎพระนาม คำให้การชาวกรุงเก่า ระบุ
ว่าพระชนนีของพระองค์ชื่อพระสุริยา ส่วนคำให้การขุนหลวง
หาวัด ระบุพระนามว่าพระอุบลเทวี และหม่อมหลวงมานิจ
ชุมสาย ระบุพระนามว่าพระนางศิริธิดา และมีพระขนิษฐาร่วม
พระมารดาคือ กรมหลวงโยธาทิพ (หรือพระราชกัลยาณี)
พระราชบิดาและพระราชมารดาเป็นเครือญาติกัน
หม่อมหลวงมานิจ ชุมสาย
ระบุว่าพระมารดาของพระนารายณ์เป็น "...พระขนิษฐาต่าง
มารดาของพระเจ้าปราสาททอง" แต่งานเขียนของนิโคลาส์
เดอ แซร์แวส ระบุว่า มารดาเป็นพระราชธิดาใน สมเด็จ
พระเจ้าทรงธรรม ส่วนพระราชบิดาคือ สมเด็จพระเจ้า
ปราสาททอง ฟาน ฟลีต ระบุว่า เป็นลูกของน้องชายพระ
ราชมารดาในสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม
พระองค์มีพระนมที่คอยอุปถัมภ์อำรุงมาแต่ยัง
ทรงพระเยาว์คือ เจ้าแม่วัดดุสิต
ซึ่งเป็นญาติห่างๆ ของพระเจ้าปราสาททองเช่นกัน
กับอีกท่านหนึ่งคือ พระนมเปรม ที่ฟร็องซัว อ็องรี ตุรแปง
(François Henry Turpin) ระบุว่าเป็นเครือญาติของ
สมเด็จพระนารายณ์
๔
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นพระอนุชาต่างพระมารดาใน
สมเด็จเจ้าฟ้าไชยและยังมีพระอนุชาต่างพระมารดาอีก ได้แก่ เจ้าฟ้าอภัยทศ
(เจ้าฟ้าง่อย) เจ้าฟ้าน้อย พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ พระองค์ทอง และพระอินทราชา
ในคำให้การขุนหลวงหาวัดระบุว่าพระองค์มีพระนามาภิไธยเดิมว่า
พระนรินทกุมาร หรือคำให้การชาวกรุงเก่า เรียกว่า พระสุรินทกุมาร เมื่อแรกเสด็จ
พระบรมราชสมภพนั้น พระญาติเห็นพระโอรสมีสี่กร พระราชบิดาจึงโปรดเกล้าฯ
พระราชทานนามว่า พระนารายณ์ หรือ พระเจ้าลูกเธอพระนารายณ์ราชกุมาร
ส่วนในคำให้การชาวกรุงเก่าและคำให้การขุนหลวงหาวัดเล่าว่าเมื่อเพลิงไหม้
พระที่นั่งมังคลาภิเษก พระโอรสเสด็จไปช่วยดับเพลิง ผู้คนเห็นเป็นสี่กรจึงพากัน
ขนานพระนามว่า พระนารายณ์ พระราชประวัติของสมเด็จพระนารายณ์นั้นเกี่ยว
กับเรื่องปาฏิหาริย์อยู่มาก แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของพราหมณ์ เมื่อเทียบกับ
กษัตริย์องค์ก่อนๆ ด้วยเหตุนี้เองพระราชประวัติของพระองค์จึงกล่าวถึง
ปาฏิหาริย์มหัศจรรย์ตามลำดับ คือ
• เมื่อพระนารายณ์มีพระชนม์ได้ ๕ พรรษา ขณะเล่นน้ำพระองค์ทรงถูก
ㆍอสนีบาต พวกพี่เลี้ยง นางนมสลบหมดสิ้นแต่พระองค์ไม่เป็นไรแม้แต่น้อย
เมื่อพระนารายณ์มีพระชนม์ได้ ๙ พรรษา พระองค์ทรงถูกอสนีบาตที่
พระราชวังบางปะอิน แต่พระองค์ก็ปลอดภัยดี
สมเด็จพระนารายณ์ทรงรับการศึกษาจากพระโหราธิบดี ซึ่งเป็นข้าราชการ
ระดับสูงในพระราชวัง และพระอาจารย์พรหม พระพิมลธรรม รวมทั้งสมเด็จ
พระพุทธโฆษาจารย์และพระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์ระดับสูงในพระนคร
๕
-การครองราชย์
สมเด็จพระนารายณ์มีส่วนสำคัญในการขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระศรีสุธรรม
ราชา โดยพระองค์ได้ร่วมมือกับสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาในการชิงราชสมบัติจากสมเด็จ
เจ้าฟ้าไชย ซึ่งเป็นพระเชษฐาของพระองค์ โดยหลังจากที่พระองค์ช่วยสมเด็จพระศรีสุธรรม
ราชาขึ้นครองราชสมบัติได้แล้วนั้น สมเด็จพระศรีสุธรรมราชาทรงแต่งตั้งให้พระองค์ดำรง
ตำแหน่งพระมหาอุปราชและให้เสด็จไปประทับที่พระราชวังบวรสถานมงคล หลังจากสมเด็จ
พระศรีสุธรรมราชาขึ้นครองราชสมบัติได้ ๒ เดือนเศษ พระองค์ทรงชิงราชสมบัติจากสมเด็จ
พระศรีสุธรรมราชา
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เมื่อเวลาสองนาฬิกา วัน
พฤหัสบดี แรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๒ จุลศักราช ๑๐๑๘ ปีวอก (ตรงกับวันที่ ๑๕
ตุลาคม พ.ศ. ๒๑๙๙) ขณะมีพระชนมายุ ๒๕ พรรษา
หลังจากประทับในกรุงศรีอยุธยาได้ ๑๐ ปี พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองลพบุรี
ขึ้นเป็นราชธานีแห่งที่ ๒ เมื่อปี พ.ศ. ๒๒๐๙ และเสด็จไปประทับที่ลพบุรีทุก ๆ ปี ครั้งละเป็นเวลา
นานหลายเดือน ด้วยเหตุผลว่า ทั้งสองรัชกาลนี้มีศัตรูมากมายรายรอบพระองค์ เนื่องจากการ
เข่นฆ่าฟันล้างบางพระราชวงศ์ด้วยกันมาหลายครั้งหลายหน รวมทั้งเรื่องของเสนาบดีใหม่
และเก่า
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช มิเคยได้เป็นพระมหากษัตริย์ "ทรงธรรม" หรือ
"ธรรมราชา" ในสายตาของทวยราษฎร์เลยแม้แต่น้อย ดังปรากฏใน คำให้การชาวกรุงเก่า ที่มี
การเปรียบเทียบพระองค์กับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ก็จะพบว่าเชลยไทยชื่นชมพระมหา
กษัตริย์พระองค์หลังเสียมากกว่า นอกจากนี้ยังปรากฏในเอกสารของชาวตะวันตกที่ยืนยัน
ความไม่เป็นที่นิยมของราษฎรอย่างชัดแจ้ง ทั้งนี้ก็เพราะตลอดรัชสมัยของพระองค์ล้วนมีการ
สงครามทั้งกับต่างประเทศและการปราบกบฏภายในประเทศ ชาวนาจึงต้องถูกเกณฑ์ไปรบหรือ
อาจทนทุกข์เพราะความแร้นแค้นของภาวะสงคราม ยังความทุกข์สู่ทวยราษฎร์และไม่มี
ประโยชน์อันใดต่อชาวนา
๖
-การเสด็จสวรรคต
สมเด็จพระนารายณ์ทรงประชวรหนักในเดือนพฤษภาคม
พ.ศ. ๒๒๓๑ ไม่สามารถว่าราชการได้ ต่อมาได้เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๑๑
กรกฎาคม พ.ศ. ๒๒๓๑ ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ พระนารายณ์ราชนิเวศน์
จังหวัดลพบุรี รวมครองราชสมบัติเป็นเวลา ๓๒ ปี มีพระชนมพรรษา
๕๖ พรรษา ภายหลังพระเพทราชาโปรดให้อัญเชิญพระบรมศพจากลพบุรี
สู่กรุงศรีอยุธยาผ่านทางเรือพระที่นั่งศรีสมรรถชัย
พระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จ ตราพระราชลัญจกร
พระนารายณ์มหาราช โดยทูตยุโรป
๗
-พระราชกรณียกิจ
•ด้านการบริหารบ้านเมืองและการต่างประเทศ
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในสมัยสมเด็จพระนารายณ์รุ่งเรือง
ขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีการติดต่อทั้งด้านการค้าและการทูตกับประเทศต่าง
ๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น อิหร่าน อังกฤษ และฮอลันดา มีชาวต่างชาติเข้ามาใน
พระราชอาณาจักรเป็นจำนวนมาก ในจำนวนนี้รวมถึงเจ้าพระยาวิชเยน
ทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ชาวกรีกที่รับราชการตำแหน่งสูงถึงที่
สมุหนายก ขณะเดียวกันยังโปรดเกล้าฯ ให้แต่งคณะทูตนำโดย เจ้าพระ
ยาโกษาธิบดี (ปาน) ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศส ในรัช
สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ถึง ๔ ครั้งด้วยกัน ผู้ที่เขียนเกี่ยวกับกรุง
ศรีอยุธยา และสยามมากที่สุดในสมัยนี้ก็คือ ซีมง เดอ ลา ลูแบร์
ราชทูตสยามนำโดยโกษาปานเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ที่ ห้องกระจก
พระราชวังแวร์ซาย ณ วันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๒๒๙ (ค.ศ. ๑๖๘๖)
๘
-พระราชกรณียกิจ
•ด้านการบริหารบ้านเมืองและการต่างประเทศ
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่เลื่องลือ
พระเกียรติยศในพระราโชบายทางคบค้าสมาคมกับชาวต่างประเทศ
รักษาเอกราชของชาติให้พ้นจากการเบียดเบียนของชาวต่างชาติและรับ
ผลประโยชน์ทั้งทางวิทยาการและเศรษฐกิจที่ชนต่างชาตินำเข้ามา
นอกจากนี้ ยังได้ทรงอุปถัมภ์บำรุงกวีและงานด้านวรรณคดีอันเป็น
ศิลปะที่รุ่งเรืองที่สุดในยุคนั้น เมื่อสมเด็จพระนารายณ์เสด็จเถลิงถวัย
ราชสมบัติ ณ ราชอาณาจักรศรีอยูธยาแล้ว ปัญหากิจการบ้านเมืองใน
รัชสมัยของพระองค์เป็นไปในทางเกี่ยวข้องกับชาวต่างประเทศเป็นส่วน
ใหญ่ ด้วยในขณะนั้น มีชาวต่างประเทศเข้ามาค้าขาย
๙
และอยู่ในราชอาณาจักรไทยมากว่าที่เคยเป็นมาในกาลก่อน ที่
สำคัญมาก คือ ชาวยุโรปซึ่งเป็นชาติใหญ่มีกำลังทรัพย์ กำลังอาวุธ
และผู้คน ตลอดจน มีความเจริญรุ่งเรืองทางวิทยาการต่าง ๆ เหนือ
กว่าชาวเอเซียมาก และชาวยุโรปเหล่านี้กำลังอยู่ในสมัยขยายการค้า
ศาสนาคริสต์ และอำนาจทางการเมืองของพวกตนมาสู่ดินแดนตะวัน
ออก
ยกตัวอย่างเช่นในปี พ.ศ. ๒๒๓๐ (ค.ศ. ๑๖๘๗) ออกญา
พระเสด็จสุเรนทราธิบดี พระยาพระคลัง และออกพระศรีพิพัทธ์รัตน
ราชโกษาได้ลงนามในสนธิสัญญาทางการค้ากับประเทศฝรั่งเศส
ในรัชสมัยของพระองค์นั้น ชาวฮอลันดาได้กีดกันการเดินเรือ
ค้าขายของไทย ครั้งหนึ่งถึงกับส่งเรือรบมาปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยา ขู่
จะระดมยิงไทย จนไทยต้องผ่อนผันยอมทำสัญญายกประโยชน์การค้า
ให้ตามที่ต้องการ แต่เพื่อป้องกันมิให้ฮอลันดาข่มเหงไทยอีก สมเด็จ
พระนารายณ์จึงทรงสร้างเมืองลพบุรีไว้เป็นเมืองหลวงสำรอง อยู่
เหนือขึ้นไปจากกรุงศรีอยุธยา และเตรียมสร้างป้อมปราการไว้คอยต่อ
ต้านข้าศึก เป็นเหตุให้บาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่มีความรู้ทางการช่าง
และต้องการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ได้เข้ามาอาสา
สมัครรับใช้ราชการจัดกิจการเหล่านี้ ข้าราชการฝรั่งที่ทำราชการมี
ความดีความชอบในการปรับปรุงขยายการค้าของไทยขณะนั้นคือ เจ้า
พระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ซึ่งกำลังมีข้อขุ่นเคืองใจ
กับบริษัทการค้าของอังกฤษที่เคยคบหาสมาคมกันมาก่อน เจ้าพระยาวิ
ชเยนทร์ จึงดำเนินการเป็นคนกลาง สนับสนุนทางไมตรีระหว่างสมเด็จ
พระนารายณ์กับทางราชการฝรั่งเศส ซึ่งเป็นรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์
ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส
๑๐
ฝ่ายสมเด็จพระนารายณ์กำลังมีพระทัยระแวงเกรงฮอลันดา
ยกมาย่ำยี และได้ทรงทราบถึงพระเดชานุภาพของพระเจ้าหลุยส์ที่
๑๔ ในยุโรปมาแล้ว จึงเต็มพระทัยเจริญทางพระราชไมตรีกับพระ
เจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ไว้ เพื่อให้ฮอลันดาเกรงขาม ด้วยเหตุนี้ในรัชกาล
สมเด็จพระนารายณ์ จึงได้มีการส่งทูตไปสู่พระราชสำนักฝรั่งเศส
และต้อนรับคณะทูตฝรั่งเศสอย่างเป็นงานใหญ่ถึงสองคราว แต่การ
คบหาสมาคมกับชาติมหาอำนาจคือฝรั่งเศสในยุคนั้นก็มิใช่ว่าจะ
ปลอดภัย ด้วยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ มีพระราโชบายที่จะให้สมเด็จพระ
นารายณ์ และประชาชนชาวไทยรับนับถือคริสต์ศาสนา ซึ่งบาทหลวง
ฝรั่งเศสนำมาเผยแผ่ โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงส่งพระราชสาสน์
มาทูลเชิญสมเด็จพระนารายณ์เข้ารับ นับถือคริสต์ศาสนาพร้อมทั้ง
เตรียมบาทหลวงมาไว้คอยถวายศีลด้วย แต่สมเด็จพระนารายณ์ได้
ทรงใช้พระปรีชาญาณตอบปฏิเสธอย่างทะนุถนอมไมตรี ทรง
ขอบพระทัยพระเจ้าหลุยส์ที่มีพระทัยรักใคร่พระองค์ถึงแสดงพระ
ปรารถนาจะให้ร่วมศาสนาด้วย แต่เนื่องด้วยพระองค์ยังไม่เกิด
ศรัทธาในพระทัย ซึ่งก็อาจเป็นเพราะพระเป็นเจ้าประสงค์ที่จะให้
นับถือศาสนาคนละแบบคนละวิธี เช่นเดียวกับที่ทรงสร้างมนุษย์ให้
ผิดแผกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ หรือทรงสร้างสัตว์ให้มีหลายชนิดหลาย
ประเภทก็ได้ หากพระเป็นเจ้ามี พระประสงค์จะให้พระองค์ท่านเข้ารับ
นับถือศาสนาตามแบบตามลัทธิที่พระเจ้าหลุยส์ทรงนับถือแล้ว
พระองค์ก็คงเกิดศรัทธาขึ้นในพระทัย และเมื่อนั้นแหละ พระองค์
ท่านก็ไม่รังเกียจที่จะทำพิธีรับศีลร่วมศาสนาเดียวกัน
๑๑
นอกจากนี้พระองค์ยังทรงรับเอาวิทยาการสมัยใหม่มาใช้
เช่น กล้องดูดาว และยุทโธปกรณ์บางประการ รวมทั้งยังมีการรับ
เทคโนโลยีการสร้างน้ำพุ จากชาวยุโรป และวางระบบท่อประปา
ภายในพระราชวังอีกด้วย
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทอดพระเนตรจันทรุปราคาร่วมกับคณะทูต นักบวช
คณะเยสุอิต และนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๒๒๘ ณ
พระที่นั่งเย็น ทะเลชุบศร เมืองลพบุรี
๑๒
-พระราชกรณียกิจ
•ด้ านการทำศึ กสงคราม
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชา
สามารถอย่างยิ่ง ทรงสร้างความรุ่งเรือง และความยิ่งใหญ่ให้แก่
กรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างมาก โดยทรงยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ และหัว
เมืองพม่าอีกหลายเมืองได้แก่ เมืองเมาะตะมะ สิเรียม ย่างกุ้ง หงสาวดี
และมีกำลังสำคัญที่ทำให้สมเด็จพระนารายณ์นั้นสามารถยึดหัวเมือง
ของพม่าได้คือ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก)
•ด้านการสร้างเมืองลพบุรีเป็ นราชธานี
เนื่องจากรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้สร้างเรือกำปั่น
โดยนำสินค้าไปขายเองกับเมืองท่าต่างๆ ในต่างประเทศขณะนั้นไปขายที่
ประเทศจีนและญี่ปุ่น ซึ่งมีชาติฮอลันดาไปทำการค้าขายด้วยทำให้
ฮอลันดาไม่พอใจ มีการยึดเรือโปรตุเกส ในขณะนั้นขนสินค้าของไทยใน
อ่าวตังเกี๋ย จึงมีข้อพิพาทกับไทย ขณะนั้นไทยทำสงครามกับพม่าอยู่
ฮอลันดาจึงยกกำลังเรือรบเข้าปิดอ่าวไทย และยึดจับ
เรือกำปั่นของไทยไปทำลายเป็นจำนวนมาก จนในที่สุดต้องยินยอมทำ
สัญญากับฮอลันดา จึงทำให้ไทยไม่ต้องเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต
ในขณะนั้น จากสาเหตุดังกล่าว ที่ฮอลันดาได้ทำกับไทยในครั้งนั้นจึง
ทำให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเกรงว่ากรุงศรีอยุธยาจักไม่ปลอดภัย
จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองลพบุรีเป็นราชธานี
๑๓
•ด้ านการเจริญสั มพันธไมตรีกั บฝรั่งเศส
ได้จัดคณะทูตไปฝรั่งเศส ในปีพุทธศักราช ๒๒๒๘ ได้ส่งเจ้าพระ
ยาโกษาธิบดี(ปาน) พร้อมคณะเดินทางไปฝรั่งเศส นำพระราชสาส์นไป
ถวายสมเด็จพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ และได้ส่งกุลบุตร ๑๒ คน ไปศึกษาวิชา
ณ ประเทศฝรั่งเศส
ภาพวาดโกษาปานขณะกำลังถวายพระราชสาส์นของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
แด่พระเจ้าหลุยส์ที่๑๔
๑๔
•ด้ านการส่ งเสริมงานวรรณกรรม
สมเด็จพระนารายณ์มิใช่เพียงทรงพระปรีชาสามารถทางด้าน
การทูตเท่านั้น หากทรงเป็นกวีและทรงอุปถัมภ์กวีในยุคของ
พระองค์อย่างมากมาย กวีลือนามแห่งรัชสมัยของพระองค์ก็ได้แก่
พระโหราธิบดีหรือพระมหาราชครู ผู้ประพันธ์หนังสือจินดามณี ซึ่ง
เป็นตำราเรียนภาษาไทยเล่มแรก และตอนหนึ่งของเรื่องสมุทรโฆษ
คำฉันท์ (อีกตอนหนึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระนารายณ์)
กวีอีกผู้หนึ่งคือ ศรีปราชญ์ ผู้เป็นปฏิภาณกวี เป็นบุตรของพระ
โหราธิบดี งานชิ้นสำคัญของศรีปราชญ์ คือ หนังสือกำศรวลศรี
ปราชญ์
และอนุรุทรคำฉันท์ด้วยพระปรีชาสามารถดังได้บรรยายมาแล้ว
สมเด็จพระนารายณ์จึงได้รับการถวายพระเกียรติเป็น
มหาราชพระองค์หนึ่ง
วรรณกรรมที่ปรากฏหลักฐานว่าแต่งขึ้นในรัชกาลสมเด็จ
พระนารายณ์ เช่น
สมุทรโฆษคำฉันท์ ส่วนตอนต้นเชื่อกันว่าพระมหาราชครูเป็นผู้
แต่งแต่ถึงแก่อนิจกรรมเสียก่อน สมเด็จพระนารายณ์จึงพระ
ราชนิพนธ์ต่อ โดยเริ่มที่ตอน พิศพระกุฎีอาศรมสถานตระกาล
กล ไปจนถึง ตนกูตายก็จะตายผู้เดียวใครจะแลดู โอ้แก้วกับ
ตนกู ฤเห็น
คำฉันท์กล่อมช้าง (ของเก่า) เป็นผลงานของขุนเทพกวี
สันนิษฐานว่าแต่งในคราวสมโภชขึ้นระวางเจ้าพระยาบรมคเชน
ทรฉัททันต์ เมื่อ พ.ศ. ๒๒๑๖ เป็นต้น
๑๕
พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ ไม่ทราบผู้แต่ง
แต่มีการระบุว่าเกิดจากการที่มีรับสั่งใน จ.ศ. ๑๐๔๒ (พ.ศ. ๒๒๒๓)
ให้คัดจดหมายเหตุต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
ทั้งยังส่งเสริมงานงานกวี ทำให้มีหนังสื่อเรื่องสำคัญๆ ในรัช
สมัยนี้เป็นจำนวนไม่น้อย เช่น โคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระ
นารายณ์มหาราช ของหลวงศรีมโหสถ หนังสือจินดามณีของพระโหรา
ธิบดี
(จัดเป็นตำราเรียนเล่มแรกของประเทศไทย) และอนิรุทธคำฉันท์ เป็นต้น
สมุทรโฆษคำฉันท์ คำฉันท์กล่อมช้าง พระราชพงศาวดารกรุงเก่า
ของเก่า (ฉบับหลวงประเสริฐ)
๑๖
๑๗
พระบาทสมเด็จพระปร
มินทรมหาจุฬาลงกรณ์
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่
หัวเป็ นพระมหากษัตริย์
สยามรัชกาล
ที่ ๕ แห่งราชวงศ์จักรี
๑๘
•พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
จุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
(รัชกาลที่ ๕)
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพ
เมื่อวันอังคาร เดือน ๑๐ แรม ๓ ค่ำ ปีฉลู เบญจศก จ.ศ. ๑๒๑๕
(ตรงกับวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๓๙๖) เพลาก่อนทุ่มหนึ่งบาตรหนึ่ง
เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่
พระนางเธอ พระองค์เจ้ารำเพยภมราภิรมย์ (ในรัชกาลที่ ๖ ได้มีการ
สถาปนาพระบรมอัฐิเป็นสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี) ครั้งนั้น
พระบรมวงศานุวงศ์เสนาบดีเข้าชื่อกันกราบบังคมทูลว่า ทุกวันนี้เจ้าฟ้าก็
ไม่มีเหมือนแต่ก่อน ขอให้ยกขึ้นเป็นเจ้าฟ้าอย่างสมัยก่อน จึงพระราชทาน
พระนามว่า เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ถึงวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๐๔ จึงได้รับ
พระราชทานสุพรรณบัฏจารึกพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้า
จุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์ วรุตมพงศ
บริพัตร สิริวัฒนราชกุมาร แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเจ้ากรมเป็นหมื่น
พิฆเนศวรสุรสังกาศ ซึ่งคำว่า "จุฬาลงกรณ์" นั้นแปลว่า เครื่องประดับ
ผม อันหมายถึง "พระเกี้ยว" ที่มีรูปเป็นส่วนยอดของพระมหามงกุฎหรือ
ยอดชฎา
๑๙
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับ
การกราบบังคมทูลเชิญขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์สืบต่อจาก
สมเด็จพระบรมราชชนกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.
๒๔๑๑ ด้วยพระชนมายุเพียง ๑๕ พรรษา ทรงประกอบพระ
ราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน
๒๔๑๑ โดยมีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้
สำเร็จราชการแทนพระองค์ จนหลังจากพระราชพิธีบรม
ราชาภิเษกครั้งที่ ๒ เมื่อพระชนมายุ ๒๐ พรรษา
ในวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๖ จึงทรงปกครองแผ่น
ดินด้วยพระองค์เองอย่างสมบูรณ์ ทรงครองราชย์อยู่เป็น
เวลายาวนานถึง ๔๒ ปี และได้ทรงพัฒนาประเทศให้เจริญ
ก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศทุกวิถีทาง
๒๐
ในบั้นปลายพระชนมชีพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวทรงมีพระพลานามัยไม่สมบูรณ์นัก หลังจากเสด็จ
ประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ แล้ว พระอาการก็ค่อยทรุดลงเป็นลำดับ
และเสด็จสวรรคตด้วยพระโรคพระวักกะพิการเมื่อเวลา ๒ ยาม
๔๕ นาที ของวันเสาร์ที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ สิริพระชนมายุ
๕๘ พรรษา ทรงครองสิริราชสมบัติ ๔๒ ปี ทรงมีพระราชโอรส
พระราชธิดารวมทั้งสิ้น ๗๗ พระองค์ ด้วยทรงมีพระ
มหากรุณาธิคุณต่อไพร่ฟ้าประชาชนอย่างหาที่สุดมิได้มาตลอด
รัชกาลอันยาวนาน ประชาชนจึงพร้อมใจกันถวายพระบรมราช
สมัญญานาม ว่า สมเด็จพระปิยมหาราช อันมีความหมายว่า
พระมหากษัติรย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน ทั้งนี้ รัฐบาลไทย
ได้จัดให้วันที่ ๒๓ ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันปิยมหาราชและเป็น
วันหยุดราชการ
๒๑
•ด้านการปกครอง
เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นไปของโลก และด้วยทรงตระหนัก
ถึงภยันตรายของลัทธิแสวงหาอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตกที่
กำลังแผ่เข้ามาในเวลานั้น จึงทรงพยายาม ปรับปรุงระบบการ
ปกครองให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการปฏิรูประเบียบวิธีการ
ปกครองให้ทันสมัยขึ้นหลายอย่าง โดยทรงเปลี่ยนแปลงรูปแบบการ
ปกครองทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้เหมาะสมกับยุคสมัยหลาย
ประการ อาทิเช่น
ทรงตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาองคมนตรีเป็นที่
ปรึกษาราชการแผ่นดินในปี พ.ศ. ๒๔๑๗
ทรงประกาศตั้งกระทรวง ๑๒ กระทรวง ในปี พ.ศ. ๒๔๓๕
ทรงยกเลิกการจัดเมืองเป็นชั้นเอก โท ตรี จัตวา เป็นการ
ปกครองแบบเทศาภิบาลคือรวมหัวเมืองเข้าเป็นมณฑล
มีการตราพระราชบัญญัติปกครองท้องที่ทีละมณฑลภายใต้การ
กำกับดูแลของข้าหลวงเทศาภิบาลที่ส่งไปจากส่วนกลาง โดยเริ่ม
ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๗
โปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกระบบไพร่ ระบบทาส เพื่อปลดปล่อย
ประชาชนพลเมืองให้พ้นจากพันธะอันรัดตัวต่าง ๆ
ทำให้ประชาชนทั้งชาติมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน
๒๒
•ด้านการศาล
ทรงปฏิรูประบบกฎหมายและการศาลให้ทันสมัย และขจัด
สิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่ไทยต้องเสียเปรียบแก่ชาวต่างชาติ โดย
ปรับปรุงระเบียบการศาลให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร
มีกระทรวงยุติธรรมรับผิดชอบอย่างแท้จริง โปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง
กรรมการตรวจชำระและร่างกฎหมาย ได้ทรงประกาศใช้กฎหมาย
ลักษณะอาญาซึ่งถือเป็นประมวลกฎหมายฉบับแรกของไทย และทรง
จัดตั้งโรงเรียนกฎหมายเพื่อผลิตนักกฎหมายให้พอแก่ความต้องการ
ทำให้การพิจารณาคดีและการลงโทษแบบเก่าหมดไป
•ด้านการทหารและตำรวจ
โปรดเกล้าฯ ให้จัดการทหารตามแบบยุโรป และวางกำหนดการ
เกณฑ์คนเข้าเป็นทหารแทนการใช้แรงงานบังคับไพร่ตามประเพณีเดิม
โดยประกาศพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ร.ศ. ๑๒๔ เป็นครั้งแรก อีก
ทั้งทรงจัดตั้งโรงเรียนการทหาร คือ โรงเรียนนายร้อยพระ
จุลจอมเกล้า กับจัดตั้งตำรวจภูธร ตำรวจนครบาลเพื่อให้ดูแลบ้าน
เมืองและปราบปรามโจรผู้ร้ายโดยทั่วถึง
๒๓
•ด้านการเลิกทาส
พระราชกรณียกิจที่สำคัญยิ่ง คือ การเลิกทาส ซึ่งทรงดำเนิน
การด้วยความสุขุมคัมภีรภาพนับแต่ปี พ.ศ. ๒๔๑๗ จนถึง พ.ศ.
๒๔๔๘ รวมเวลายาวนานกว่า ๓๐ ปี จึงสำเร็จเสร็จสิ้นโดยไม่มีความ
ขัดแย้งรุนแรงถึงลงมือรบพุ่งดังที่เกิดขึ้นในบางประเทศ ทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศ "พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณลูกทาส
ลูกไทย" เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๗ แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่
ให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ ๘ ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุ
๒๐ ปี ครั้นอายุได้ ๒๑ ปี ทาสผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ พระราชบัญญัตินี้มี
ผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๑๑ เป็นต้นไป ทั้งห้ามมิให้มีการซื้อ
ขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า ๒๐ ปีเป็นทาสอีก และโปรดเกล้าฯ ให้ออก
"พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. ๑๒๔" ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไท เมื่อวันที่
๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๘ ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย
ทรงให้ลดค่าตัวลงเดือนละ ๔ บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน
พ.ศ. ๒๔๔๘ นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทแล้วก
ลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว
ทั้งยังเตรียมการให้ผู้ที่พ้นจากความเป็นทาสได้มีความรู้ และมีเครื่อง
มือทำมาหากินเลี้ยงตัวเองได้อีกด้วย
๒๔
•ด้ านการศึ กษา
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยในการ
ศึกษารูปแบบใหม่โดยโปรดเกล้าฯ ให้มีการตั้งโรงเรียนขึ้นเพื่อให้
ประชาชนได้รับการศึกษาทั่วกัน เพราะการศึกษาสมัยนั้นส่วนใหญ่ยัง
ศึกษาอยู่ในวัด เมื่อมีการสร้างโรงเรียนและการศึกษาเจริญก้าวหน้า
ขึ้นเท่ากับเป็นการบ่งบอกถึงความเจริญทางด้านวัฒนธรรมอย่าง
หนึ่ง จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงเรียนหลวงแห่งแรกเมื่อปี พ.ศ.
๒๔๔๔ และ โปรดเกล้าฯ ให้มีการสอบไล่สามัญศึกษาขึ้นอีกด้วย เพื่อ
เป็นการทดสอบความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา นอกจากนี้พระองค์ยัง
ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างโรงเรียนหลวงขึ้นอีกหลายแห่ง
กระจัดกระจายไปตามวัดต่าง ๆ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
โรงเรียนหลวงแห่งแรกที่สร้างขึ้นในวัด คือ โรงเรียนวัดมหรรณพา
ราม โรงเรียนหลวงที่ตั้งขึ้นมานี้เพื่อให้บุตรหลานของประชาชนทั่วไป
ได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้กัน การศึกษาขยายตัวเจริญขึ้นตามลำดับ
ด้วยความสนใจของประชาชนที่ต้องการมีความรู้มากขึ้น จึงโปรด
เกล้าฯ ให้โอนโรงเรียนเหล่านี้อยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวง
ศึกษาธิการ มีการพิมพ์ตำราพระราชทาน เพื่อเป็นตำราในการเรียน
การสอนด้วย
๒๕
บรรณานุกรม
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (๒๕๖๕). อาณาจักรอยุธยา. สืบค้นเมื่อ ๒๕
กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕, จาก https://th.wikipedia.org
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (๒๕๖๕). สมเด็จพระนารายณ์มหาราช. สืบค้น
เมื่อ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕, จาก https://th.wikipedia.org
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (๒๕๖๕). อาณาจักรรัตนโกสินทร์(สมัย
สมบูรณาญาสิทธิราชย์). สืบค้นเมื่อ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕, จาก
https://th.wikipedia.org
จุฬาลงกรณ์ราชบรรณาลัย. (๒๕๖๕). พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว. สืบค้นเมื่อ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕, จาก
https://kingchulalongkorn.car.chula.ac.th