The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by siwakorn063668, 2022-08-18 10:08:23

ผ้าตามจังหวัดในภาคเหนือ

๑. จังหวดั เชยี งใหม่

ซิ่นตนี จกแมแ่ จ่ม
เป็นอำเภอหนึง่ ในจังหวดั เชียงใหม่ ต้ังอยใู่ นหบุ เขำซึ่งมีเทือกเขำถนนธงชยั และ ดอยอินทนนท์ล้อมรอบ สภำพพื้นที่

ส่วนใหญ่เป็นภเู ขำและป่ำไม้ ซึง่ ถือเป็นแหล่งต้นน้ำ ที่สำคัญของภำคเหนือ นับเป็นหนึ่งในชุมชนไม่กี่แห่งของไทยที่ยังคง
รักษำและสืบทอดมรดกพื้นเมืองซิน่ ตีนจก และ ผ้ำทอหลำยประเภท อันเป็นศิลปหัตถกรรมที่มีคุณค่ำท้ังควำมงดงำม
และควำมหมำย วิถีชีวิตของ คนแม่แจ่ม ยังคงมีเอกลักษณ์เฉพำะตนของกลุ่มชำติพันธ์ุไทยวน ไม่ว่ำจะเป็นประเพณี
วัฒนธรรม ควำมเชื่อ ที่อยู่อำศัย อำหำรกำรกิน และเสื้อผ้ำเครื่องนุ่งห่ม สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชำติ
สิ่งแวดล้อมและศรัทธำต่อศำสนำ

จก เป็นเทคนิคกำรทำลวดลำยบนผืนผ้ำบนเส้นพุ่ง ด้วยวิธีกำรสอดด้ำย
เส้นพุ่งพิเศษเข้ำไปเป็นช่วงๆ โดยใช้ขนแม่นหรือเหล็กแหลมช่วยในกำรจก
หรือควักเส้นด้ำยขึ้นมำบนเนื้อผ้ำทีท่ ออยู่ กำรจกเป็นกำรสร้ำงลวดลำยที่
สำมำรถใช้ฝ้ำยได้หลำกหลำยสีในลวดลำยต่ำงๆ ที่ทำขึ้น ผ้ำแม่แจ่มจะใช้
เทคนิคนี้เป็นส่วนใหญ่ โดยคว่ำหน้ำผ้ำลงกับกี่ที่ทอ ซึ่งทำให้สำมำรถเก็บ
เงื่อนหรือปมฝ้ำยได้เป็นระเบียบเรียบร้อยไม่หลุดง่ำย รวมท้ังลวดลำยที่
เกิดขึ้นด้ำนหลังของลำยซึ่งอยู่ด้ำนบนของกี่นี้มีควำมสวยงำมไม่แพ้
ด้ำนหน้ำซิ่นแม่แจ่มจึงสำมำรถนุ่งได้ 2 ด้ำน ดังจะเห็นคนเฒ่ำคนแก่มัก
นิยมนุ่งซิ่นด้ำนในออกนอกเสมอ ท้ังนีเ้ พือ่ ไมใ่ ห้เก่ำเร็วเกินไปด้วย

ผ้ำจกแม่แจม่ มีลักษณะเด่นในกำรสร้ำงผลงำนของช่ำงผู้ทอ ขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งลำย
ดั้งเดิม ซึ่งสำมำรถจัดแบ่งผ้ำจกตำมลักษณะลวดลำยได้ดงั นี้

1. ลวดลายอุดมคติ เป็นลวดลำยที่สะท้อนควำมเชื่อในศำสนำออกมำเป็นรูป
สัญลักษณ์อันเก่ียวเนื่องกับศำสนำ พบลวดลำยลักษณะนี้ในซิ่นตีนจกเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ รูป
โคม ขนั น้ำต้น นำค หงส์สะเปำ ที่ประกอบขึน้ เปน็ ซิน่ ตีนจก นอกจำกน้ียงั ปรำกฏ รูปขันดอก รูป
หงส์ในผ้ำป้ำด (ผ้ำพำดบ่ำ) หรือลำยนำคในหน้ำหมอน เปน็ ต้น

2. ลวดลายคนและสัตว์ ส่วนใหญ่พบในผ้ำหลบสะลี (ผ้ำปูทีน่ อน) ผ้ำป้ำด ได้แก่ รูปม้ำ
ช้ำง ไก่ ลำ ลำยเข้ียวหมำ ลำยงูเตวตำง ลำยฟันปลำ และลำยคน ในหน้ำ หมอนได้แก่ รูปปู กบ
เปน็ ต้น

3. ลวดลายพรรณพฤกษา พบในหน้ำหมอนเปน็ ส่วนใหญ่ ได้แก่ ลำยดอกจนั ทร์ กดุ ผกั แว่น เป็นต้น
4. ลวดลายเปรียบเทียบสิ่งของใกล้ตัว เช่น ลำยกุดตำแสง กุดพ่อเฮือนเมำ กุดกระแจ กุดขอเบ็ด กุดสำมเสำ
พบลวดลำยเหล่ำนีใ้ นหน้ำหมอน

ซิน่ ตนี จกแม่แจ่มแบบโบราณ นิยมนงุ่ ซิน่ ให้ยำวกรอมเท้ำปิดตำตุ่ม ลักษณะของผำ้ ซิ่นตีนจกแม่แจม่ ประกอบด้วย
1. ส่วนเอวซิ่น คือส่วนบนสุดของซิ่น มีควำมกว้ำงประมำณ 1 คืบ ในส่วนนี้ยังแยกเป็นส่วนย่อยได้อีก 2 ส่วนคือ
ส่วนบนสุดบ้ำงเรียก หัวซิ่น ใช้ผ้ำฝ้ำยสีขำว ซึ่งมีควำมนุ่มนวลและแน่นไม่หลุดง่ำยเวลำนุ่ง ส่วนถัดลงมำเป็นแถบเล็กสี
แดงกว้ำงประมำณ 5-6 เซนติเมตร นิยมย้อมด้วยสีเปลือกมะนมวัว สมอ หรือมะเกลือ ซึง่ สีเปลือกไม้เหล่ำนี้มีส่วนช่วย
ในกำรดูดกลิน่ และรกั ษำผิวหนังทีอ่ ่อนบำงบริเวณเอวด้วย
2. ส่วนตัวซิ่น คือส่วนที่อยู่ตรงกลำงระหว่ำงเอวซิ่นกับตีนซิ่น มีควำมกว้ำงประมำณ 50 เซนติเมตร มีอยู่ด้วยกัน
หลำยแบบ ทั้งแบบเป็นลำยริ้วขวำงลำต้น มีสีต่ำงๆ เรียกซิ่นตำ หรือซิ่นต๋ำ นิยมเรียกตำมสีของซิ่น คือ ซิ่นตำเหลือง ซิ่น
ตำขำว ซิ่นตำแดงมุด หรือถ้ำมีเทคนิคกำรป่ันไกเขำ้ ประกอบใน ตัวซิ่น เรียกว่ำ ซิน่ แอ้ม (กำรปั่นไก คือวิธีกำรนำด้ำยหรือ
เส้นฝ้ำย 2 เส้น 2 สีมำป่ันหรือพันเกลียวเข้ำ ด้วยกัน)
3. ส่วนตีนซิ่น คือส่วนที่อยู่ล่ำงสุดของซิน่ ทอด้วยฟืมหน้ำแคบ มีควำมกว้ำงประมำณสองคืบและจกลวดลำยลงบน
ผ้ำพื้นด้วยปลำยขนเม่น ปลำยไม้หรือนิ้วมือ เพื่อสอดเส้นพุ่ง พิเศษที่เตรียมไว้ต่ำงหำกด้วยสีสันต่ำงๆกันไป กำรจกจะทำ
ด้ำนหลังของผืนผ้ำเผือ่ สะดวกในกำรต่อด้ำย หรือยกด้ำยขำ้ มกันไปมำได้สะดวก ลำยกจ็ ะไปปรำกฏอยู่ด้ำนหน้ำของผืนผ้ำ

๒. จังหวดั เชียงราย

ซิน่ ไทลื้อเชยี งของ
เชียงรำย เป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของประเทศไทย มีควำมหลำกหลำย

ทำงด้ำนชำติพันธ์ุ เช่น ชำวเขำเผ่ำมูเซอ เย้ำ อำข่ำ ม้ง กลุ่มชนไทลื้อ เป็นต้น
โดยเฉพำะหำกจะกล่ำวถึงกลุ่มไทลื้อ ที่ต้ังถ่ินฐำนอยู่ ในจังหวัดเชียงรำยนั้น ไทลื้อที่
อำเภอเชียงของ นับว่ำเป็นกลุ่มที่มีวัฒนธรรมกำรทอผ้ำไทลื้อที่มีควำมโดดเด่น ด้วย
สีสัน ลวดลำยจนกลำยเปน็ ผ้ำทอที่สร้ำงชื่อเสียงให้จังหวัดเชียงรำย มำจวบจนปัจจุบ
บันนี้ ไทลื้อ เป็นกลุ่มชำติพันธุ์ที่สำคญั มำกกลุ่มหนง่ึ มถี น่ิ ที่อยู่อำศยั ด้ังเดินในเขตสิบ
สองปันนำ มณฑลยูน นำน ทำงตอนใต้ของประเทศจีน และสองฟำกฝ่ังของแม่น้ำโขงตอนบน ท้ังฝั่งซ้ำยและฝ่ังขวำ ใน
ประเทศไทย ชำวไทลื้อได้อพยพเข้ำมำตั้งถ่ินฐำนหลักอยู่ตำมหัวเมืองต่ำงๆ ในภำคเหนือตอนบน เช่น เชียงรำย พะเยำ
เชียงใหม่ ลำพูน แพร่ น่ำน และลำปำง ศิลปะและอัตลักษณ์อันโดดเด่นที่เป็นภูมิปัญญำซึง่ แสดงถึงวัฒนธรรม กำรทอผ้ำที่
สืบทอดกันมำช้ำนำนและอยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทลื้อมำโดยตลอด คือ ผ้ำทอ ซึง่ สตรีชำวไทลื้อจะต้อง ทอผ้ำเป็นทุกคนเพื่อทอ
ไว้สำหรับใช้เองในครัวเรือน ไทลื้อจะมวี ฒั นธรรมกำรแต่งกำยทีม่ ีเอกลกั ษณ์โดดเด่น เฉพำะตวั สืบทอดจำกบรรพบุรุษมำช้ำ
นำน และบ่งบอกถึงควำมเป็นชำติพันธุ์ไทลื้อได้อย่ำงชัดเจน โดยเฉพำะ ผ้ำซิ่นไทลื้อ
ผ้ำซิ่นไทลื้อ นิยมทอด้วยฝ้ำย มีเอกลักษณ์เฉพำะตัวที่มีลวดลำยและใช้เทคนิคกำร
ทอตำมที่สืบทอด ต่อกันมำตำมแต่ละพื้นที่ต่ำงๆ ถูกใช้เป็นอัตลักษณ์เพื่อบอกควำม
เป็นไทลื้อในแต่ละพื้นถิน่ ผ้ำซน่ิ ไทลื้อ จะมี ลวดลำยเป็นเอกลักษณ์เฉพำะตัว คือจะมี
ลวดลำยขนำดกว้ำงอยู่ในส่วนช่วงกลำงของผืนผ้ำ ในแต่ละท้องที่อำจ มีกำรตกแต่ง
ลวดลำยด้วยเทคนิคที่แตกต่ำงกัน ทั้งขิด จก เกำะหรือล้วง ดังเช่น กลุ่มไทลื้อที่มีถิ่น
ฐำนอยู่ใน จังหวัดเชียงรำย มีควำมโดดเด่นด้วยลวดลำยและสีสันจนกลำยเป็น
เอกลักษณ์ที่สะดุดตำของผ้ำทอไทลื้อใน แถบอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงรำย ดัง
ตัวอย่ำงผ้ำซิ่นไทลื้อ ของกลุ่มไทลื้อบ้ำนศรีดอนไชย นิยมใช้เทคนิค เกำะหรือล้วงเป็น
ลวดลำยเรขำคณิต (หรือที่เป็นที่รู้จักกันว่ำลำยน้ำไหล) มีลวดลำยขนำดกว้ำงอยู่ตรง
กลำงตัว ซิ่น หรือกลุ่มไทลื้อที่บ้ำนหำดบ้ำย ใช้กำรตกแต่งลวดลำยด้วยเทคนิคจก
เปน็ ลวดลำยหลำกสีเกือบเต็มผืน เปน็ ต้น ลวดลำยของผำ้ ซิน่ ไทลื้อ นิยมเป็นรปู สัตว์
ในวรรณคดีทีส่ ืบเนื่องมำจำกจินตนำกำรและคติควำมเชื่อด้ังเดิม ลำยพรรณพฤกษำ และลำยเรขำคณิตเป็นหลัก ผ้ำทอแต่
ละผืนจะมีลวดลำยทีแ่ ทบจะไม่เหมือนกนั เลย ถือได้ วำ่ เปน็ ควำมสำมำรถเชิงฝีมือและกำรสร้ำงสรรค์ของผู้ทอแต่ละคน

เป็นกำรสร้ำงเอกลักษณ์ที่มีควำมโดดเด่น เกิดเป็นลวดลำยและสีสันที่งดงำม
แปลกตำ และเป็นอัตลักษณ์อันโดดเด่นเฉพำะของกลุ่มชนไทลื้อ และด้วย
กำลเวลำที่ล่วงผ่ำนมำ ประกอบกับกำรเปลี่ยนแปลงเชิงพำณิชย์ผ้ำทอของชำว
ไทยลื้อแต่ ละแห่งจึงอำจมีกำรเปลี่ยนแปลงไปจำกรูปแบบด้ังเดิมอยู่บ้ำงในบำง
พื้นที่ มีกำรพัฒนำ ประยุกต์รูปแบบ ลวดลำย สีสันให้มีควำมหลำกหลำย ตำม
ควำมต้องกำร และควำมนิยมของผู้ซื้อมำกขึ้น แต่ผ้ำทอของชำว ไทลื้อ อำเภอ
เชียงของ จังหวัดเชียงรำยก็ยังคงมีเอกลักษณ์ที่แสดงถึงลวดลำยและสีสัน
งดงำม เป็นที่นยิ มชื่น ชอบอยู่ในปัจจบุ นั

๓. จงั หวัดพะเยา

ซิ่นไทลือ้ เชยี งคา
ลื้อ หรือ ไทลื้อ เป็นคำเรียกขำนชนชำติที่พูดภำษำ ตระกูลไทกลุ่มใหญ่กลุ่ม

หนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันอำศัยอยู่กระจำย ท่ัวไปเป็นบริเวณกว้ำง ท้ังในเขตมณฑลยูนนำน
ตอนใต้ของ ประเทศสำธำรณรับประชำชนจีน ทำงภำคตะวันออกเฉียง เหนือของรัฐ
ฉำนในประเทศสหภำพพม่ำ ทำงภำคเหนือตอน บนของประเทศไทย ทำงตะวันตก
เฉียงเหนือของประเทศ สำธำรณรัฐประชำธิปไตยประชำชนลำว และทำงตอนเหนือ
ของประเทศเวียดนำม จังหวัดพะเยำ เป็นจังหวัดในภำคเหนือที่มีกลุ่มชำวไทลื้อ ได้
เข้ำมำต้ังถ่ินฐำน อยู่อำศัยจำนวนมำกที่อำเภอเชียงคำ อำเภอเชียงม่วน และอำเภอ
ปง ที่อำเภอเชียงคำโดยเฉพำะที่ ตำบลหย่วน มีชำวไทลื้อ ได้เข้ำมำตั้งถิ่นฐำนมำก
ที่สุด ได้มีกำร ถ่ำยโอนศิลป์วัฒนธรรม ประเพณีและควำมเชื่อต่ำง ๆ อันเคย ปฏิบัติ
สืบเนื่องกันมำ ดังเช่น วัฒนธรรมควำมเชื่อเก่ียวกับภพ ภูมิโลกหน้ำ ซึ่งก่อให้เกิด
ประเพณีกำรตำน หรืออทุ ิศปรำสำท มณฑป สิ่งของเครื่องใช้ อำหำรไปไว้ภำยภำค

หน้ำทั้งเพื่อตนเอง และผู้ล่วงลับ งำนช่ำงศิลป์หัตถกรรมและภูมิปัญญำแขนงต่ำง ๆ หมู่บ้ำนไทลื้อ จังหวัดพะเยำ รวมท้ัง
วิถีชวี ิตควำมเปน็ อยู่ เครือ่ งแต่งกำย ภำษำ เป็นต้น

แม้ว่ำคนไทลื้อจะผ่ำนกำรเดินทำงมำยำวนำนกว่ำ 2 ศตวรรษ และต้องมำอำศัยอยู่ร่วมกันกับกลุ่มชนที่มี
วฒั นธรรม ต่ำงกันก็ตำม แต่ชำวไทลื้อก็ยงั สำมำรถรกั ษำวัฒนธรรมของ ตนเองเอำไว้ได้จวบจนทุกวันนี้ ไม่ว่ำจะเป็น กำร
ใช้ภำษำไทลื้อ วัฒนธรรมทำงด้ำนกำรแต่งกำย ศิลปะ และประเพณีต่ำง ๆ โดยเฉพำะกำรทอผ้ำ เพรำะผ้ำทอไทลื้อจัดได้
ว่ำเป็นผ้ำทอ ประเภททีค่ งรักษำควำมเป็นเอกลักษณ์อนั โดดเด่นผ่ำนกำล เวลำมำได้เป็นร้อยปี ผู้หญิงไทลื้อทุกคนจะต้อง
ทอผ้ำเป็น โดยเฉพำะใน ยุคสมยั ที่ยงั ไม่มีผำ้ ขำยจำกโรงงำน ไม่มีเสื้อสำเรจ็ รูปให้ซื้อหำ จำกตลำด ลูกสำวบ้ำนใดทอผ้ำไม่
เป็นจะยังออกเรือนไม่ได้ หรือแม้แต่เวลำบ่ำว (ผู้ชำย) อยำกจีบสำวบ้ำนใด ก็ไม่สำมำรถ ชักชวนกันไปคุยในที่ลับหูลับตำ
ผู้ใหญ่

กรรมวิธีการทอผ้าแบบไทลื้อ กำรทอ “เกำะ” หรือ “ล้วง” เป็นกำรทอผ้ำลำยขัดให้ เกิด
ลวดลำย โดยใช้เส้นด้ำยพุ่งธรรมดำหลำยสีพุ่งย้อนกลับไป มำเป็นช่วงๆ แต่มีกำรเกำะเก่ียว
และผูกเป็นห่วงรอบด้ำยเส้น ยืนเพื่อยึดเส้นพุ่งแต่ละช่วงไว้ ชำวไทลื้อส่วนใหญ่เรียกกำรทอ
ชนิดนี้ว่ำ “เกำะ” แต่มีชำวไทลื้อบำงแห่งที่เรียกต่ำงออกไป เช่น เรียกว่ำ “คล้องหรือ “ก๊อง”
“ค้อน” หรือ “ก๊อน” หรือ “ล้วง” อำจกล่ำวได้ว่ำกำรทอผ้ำด้วยวิธีกำรเช่นนี้เป็นอัต ลักษณ์
ของผหู้ ญิงไทลื้อ เป็นที่นยิ มในกำรทอลวดลำยผ้ำซิน่ ของชำวไทลื้อในแถบลุ่มแมน่ ้ำโขงตอนบน
ของประเทศ สปป.ลำว ได้แก่ แขวงหลวงนำทำ บ่อแก้ว อุดมไชย และไชยะบุรี สำหรับ ใน
ประเทศไทยพบในกลุ่มไทลื้อในจังหวัดน่ำน เชียงรำย และ พะเยำ กำรทอผ้ำโดยใช้ด้ำยพุ่ง
หลำยสีพุ่งกลับไปกลับมำ “ขิด” เป็นกำรสร้ำงลวดลำยบนผืนผ้ำด้วยวิธีกำรเพิ่ม เส้นด้ำยพุ่ง
พิเศษเข้ำไป โดยพุ่งด้ำยจำกริมผ้ำด้ำนหนึ่งสู่ริมผ้ำ อีกด้ำนหนึ่ง ทำให้เกิดลวดลำยตลอดหน้ำ
กวำ้ งของผืนผ้ำ ส่วน กำร “จก” เป็นกำรทอผ้ำให้เกิดลวดลำยโดยกำรเสริมเส้นด้ำย พุ่งพิเศษ
เข้ำไปเฉพำะจดุ หรือเปน็ ช่วงๆทำให้เกดิ ลวดลำย เฉพำะจุดหรือเปน็ ช่วงๆ และทำให้สำมำรถ
กรรมวิธีการทอผ้าแบบไทลื้อ กำรทอ “เกำะ” หรือ “ล้วง” เป็นกำรทอผ้ำลำยขัดให้ เกิดลวดลำย โดยใช้เส้นด้ำยพุ่ง
ธรรมดำหลำยสีพุ่งย้อนกลับไป มำเป็นช่วงๆ แต่มีกำรเกำะเก่ียวและผูกเป็นห่วงรอบด้ำยเส้น ยืนเพื่อยึดเส้นพุ่งแต่ละช่วง
ไว้ ชำวไทลื้อส่วนใหญ่เรียกกำรทอ ชนิดนี้ว่ำ “เกำะ” แต่มีชำวไทลื้อบำงแห่งที่เรียกต่ำงออกไป เช่น เรียกว่ำ “คล้องหรือ
“กอ๊ ง” “ค้อน” หรือ “กอ๊ น” หรือ “ล้วง” อำจกล่ำวได้วำ่ กำรทอผ้ำด้วยวิธีกำรเช่นนี้เป็นอตั ลักษณ์ของผู้หญิงไทลื้อ เป็นที่
นิยมในกำรทอลวดลำยผ้ำซิ่น ของชำวไทลื้อในแถบลุ่มแม่น้ำโขงตอนบนของประเทศ สปป.ลำว ได้แก่ แขวงหลวงนำทำ
บ่อแกว้ อดุ มไชย และไชยะบรุ ี สำหรบั ในประเทศไทยพบในกลุ่มไทลือ้ ในจงั หวัดนำ่ น เชียงรำย และ พะเยำ กำรทอผ้ำโดย
ใช้ด้ำยพุ่งหลำยสีพงุ่ กลบั ไปกลบั มำ “ขิด” เปน็ กำรสร้ำงลวดลำยบนผืนผ้ำด้วยวิธีกำรเพิม่ เส้นด้ำยพุ่งพิเศษเข้ำไป โดยพุ่ง
ด้ำยจำกริมผ้ำด้ำนหนึง่ สู่ริมผ้ำ อีกด้ำนหนึ่ง ทำให้เกิดลวดลำยตลอดหน้ำกว้ำงของผืนผ้ำ ส่วน กำร “จก” เป็นกำรทอผ้ำ
ให้เกิดลวดลำยโดยกำรเสริมเส้นด้ำย พุ่งพิเศษเข้ำไปเฉพำะจุดหรือเป็นช่วงๆทำให้เกิดลวดลำย เฉพำะจุดหรือเป็นช่วงๆ
และทำให้สำมำรถ

๔. จังหวัดน่าน

ซิ่นมา่ น
นันทบุรีศรีนครน่ำนหรือเมืองน่ำนเมืองงำมแห่งล้ำนนำตะวันออก เป็นเมือง

ประวัติศำสตร์เมืองหนึ่งซึ่งในอดีตเป็นนครรัฐขนำดเล็กริมแม่น้ำน่ำน ถูกโอบล้อมไว้
ด้วยขุนเขำผีปันน้ำและขุนเขำหลวงพระบำงคนเมืองน่ำนเล่ำเรื่องรำวในอดีตของ
ตนเองผ่ำนตำนำนพื้นบ้ำนและคัมภีร์ใบลำนด้วยอักษรธรรมล้ำนนำน่ำนมีอำยุเก่ำแก่
พอกับกรุงสุโขทัย สันนิษฐำนว่ำสร้ำงรำวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ “พญำภูคำ” ได้สร้ำง
ขึ้นในบริเวณที่รำบทำงตอนบนเขตตำบลศิลำเพชร หรืออำเภอปัวในปัจจุบัน จำก
หลักฐำนทำงโบรำณคดี น่ำนเคยเป็นชุมชนโบรำณที่มีอำยุเก่ำแก่เนื่องจำกมีกำรขุด
พบเครื่องมือหินกรวดขนำดใหญ่ที่เสำดินนำน้อย ซึ่งจัดเป็นเครื่องมือหินเก่ำใช้
เทคโนโลยีแบบดั้งเดิมที่สุด รวมทั้งยังเป็นศูนย์กลำงกำรค้ำมำแต่อดีต เพรำะมี
ทรัพยำกรทีส่ ำคญั คือ เกลือ และกำรหลกั ฐำนทำงด้ำนสถำปัตยกรรม
จิตรกรรม ศิลปวฒั นธรรมขนบธรรมเนียม วธิ ีชีวติ ของชำวน่ำนได้สะท้อนให้เห็นกำรผสมผสำนทั้งกรุงสุโขทัย ล้ำนนำ ล้ำน
ช้ำง (หลวงพระบำง) สิบสองปนั นำ พุกำมอยำ่ งกลมกลืน
กลุ่มชนที่อำศัยอยู่ในจังหวดั น่ำนมที ้ังชนชำติไท ชำวไทยภูเขำ ที่อำศยั อยู่เดิมและได้อพยพมำจำกล้ำนช้ำง สิบสองปัน
นำ สำธำรณรัฐประชำธิปไตยประชำชนลำว ได้แก่ ไทยวนหรือไทยโยนก ไทลื้อ ถ่ิน(ลัวะ) ขมุ ม้ง(แม้ว) เย้ำ (เม่ียน) และม
ลำบรี (ผีตองเหลือง) จึงทำให้ผำ้ ทอเมืองน่ำนมีที่มำหลำยแห่งด้วยกนั
ผ้ำทอเมืองน่ำนเป็นผ้ำที่ทอจำกฝ้ำย ในอดีตนั้นจะใช้ฝ้ำยที่มีในท้องถ่ิน โดยเริ่มจำกกำรปลูกฝ้ำย และเข้ำสู่
ขบวนกำรผลิตเป็นเส้นด้ำย โดยภูมิปัญญำของท้องถ่ินท้ังหมด รวมท้ังกรรมวิธีย้อมสีธรรมชำติ เช่น สีดำจำกผลมะเกลือ
สีแดงจำกครัง่ สีเหลืองจำกขม้นิ แกน่ ขนุนและสีน้ำตำลได้จำกเปลือกต้นสุน เป็นต้น
ลวดลำยผ้ำเมืองน่ำนจะเลียนแบบจำกธรรมชำติ และลำยเรขำคณิต ซึ่งลักษณะกำรทอจะมี 3 ประเภท

1) ลำยล้วง หมำยถึง ผ้ำลำยในเนื้อเกิดจำกกำรใช้มือจับเส้นด้ำย
หรือไหมต่ำงสีสอด (ล้วง) ให้เกิดลำยที่ต้องกำรขณะที่ทอ มีชื่อลำย
เรียกต่ำงกันออกไป เช่น ลำยใบมีด ลำยน้ำไหล ลำยดอกไม้ ลำยธำตุ
ลำยปู และลำยจรวดทีพ่ ัฒนำข้ึนในระยะหลัง เปน็ ต้น

2) ลำยเก็บมกุ มีวิธีทอที่สลับซับซ้อนกว่ำลำยธรรมดำ คล้ำยวิธี
ที่ทำลำยขิดภำคอิสำน ช่ำงทอจะเก็บลำยที่ต้องกำรไว้ก่อนด้วยไม้ต่ำง
ขนำด คล้ำยกับกำรสำนเสื่อ เมื่อถึงเวลำทอจึงใช้เส้นด้ำยพุ่งไปแทนที่
ไม้เกบ็ มกุ ที่เกบ็ ลำยไว้ ลวดลำยมีหลำยชนิดด้วยกัน คือ

3) ลำยคำดก่ำน วิธีทำคล้ำยกับ "มดั หม่ีอิสำน" คือ มัดย้อมลำย
ที่ต้องกำรอย่ำงง่ำยๆ ด้วยเชือกกล้วยลวดลำยที่สำคัญได้แก่ ลำยก่ำน
แบบดั้งเดิม คำดกำ่ นน้ำไหล และคำดกำ่ นชนิดลำยประดิษฐ์ ฯลฯ
กำรค้นหัวหม่ี ของผ้ำมัดก่ำน โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่ำก้ำงว้นก่ำน
(ภำษำเมืองน่ำน) กำ้ งขินก่ำน (ภำษำไทลื้อ)
กำรมัดหม่ี โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่ำก้ำง เช่นเดียวกับกำรค้นหัวหม่ี
โดยลำยที่มัดส่วนใหญ่เป็นลำยเครือชุม เครือจ้ำย ลำยหับ หรือใช้
เชือกฟำงมัดในปัจจบุ นั เนือ่ งจำกสะดวกและหำง่ำย
การทอผ้า อุปกรณ์ที่ใช้เป็นก่ีไม้แบบด้ังเดิม กระสวยไม้ ฟืมไม้ เก็บ
ตะกอแบบแนวต้ัง กำรทอผ้ำมัดก่ำน นิยมเก็บมุกค่ัน เพิ่มควำม
สวยงำมบนผืนผ้ำ บำงครั้งอำจทอลำยมดั กำ่ นท้ังผืน

๕. จังหวัดแพร่

ซิน่ ตนี จกเมอื งลอง
เมืองลอง เป็นชุมชนโบรำณ เป็นเมืองหน้ำด่ำนสำคัญเมืองหนึ่ง ทำงทิศใต้ของ

อำณำจกั รล้ำนนำ ในยุคน้ันมีชื่อเรียกวำ่ เมืองเชียงชื่น ภำยหลังอำณำจักรล้ำนนำตก
เป็นประเทศรำชของอยุธยำ ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนำถกษัตริย์อยุธยำ ใน
สมัยพระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัว เมืองลอง ขึ้นอยู่กับนครลำปำง
จนกระทั่งปีพทุ ธศกั รำช 2474 จึงได้โอนเปน็ อำเภอหนึง่ ในจงั หวดั แพร่

เมืองลองในอดีตเป็นเมืองของชำวไทยยวนหรือชำวไทยโยนก ที่มีวัฒนธรรม
ต่ำงๆ รวมท้ังด้ำนกำรแต่งกำยเป็นแบบเดียวกับชำวโยนกเมืองอืน่ ในอำณำจักร

ล้ำนนำโดยท่ัวไป ชำวล้ำนนำเป็นพวกไทยยวนซึ่งมีเทคนิคและศิลปะในกำรทอผ้ำในรูปแบบของตนเอง ผู้หญิงไทยวนนิยม
แต่งกำยด้วยผ้ำซิ่นทอชนิดต่ำงๆ และผ้ำซิ่นตีนจกเป็นผ้ำซิน่ ที่ทอขึ้นเพื่อใช้ในโอกำสพิเศษ โดยวัสดุที่ใช้ในกำรทอมีทั้งที่เป็น
ฝ้ำยไหม ดนิ้ เงิน ดิน้ ทอง ทอเป็นผ้ำลวดลำยสวยงำม

กำรทอผ้ำตีนจกของชำวเมืองลอง เริ่มขึ้นมำนำนเพียงใดไม่ปรำกฏหลักฐำน แต่สันนิษฐำนว่ำควำมรุ่งเรืองของเมือง
ลองมมี ำมำนำนกว่ำ 200 ปี จำกหลกั ฐำนภำพถ่ำยเจ้ำนำยฝ่ำยหญิงของเมืองแพร่ในสมยั ก่อนพ.ศ. 2445 พบว่ำ ผ้ำซิน่ ที่
ใช้สวมใส่จะมเี ชิงซิน่ เป็นตีนจก สันนิษฐำนว่ำนำ่ จะเปน็ ซิ่นตีนจกที่ทอข้ึนโดยช่ำงทอผ้ำชำวเมืองลอง นอกจำกน้ีหลักฐำนกำร
ใช้ผำ้ ทอตีนจกเมืองลอง ในกำรแต่งกำยของชำวเมืองลองยังปรำกฏมำนำนนับร้อยปี หลักฐำนนี้คือภำพจิตรกรรมฝำผนังที่
วัดเวียงต้ำ ตำบลเวียงต้ำ อำเภอลอง ฝีมือช่ำงพื้นบ้ำนที่มีควำมงำมไม่ด้อยไปกว่ำภำพจิตรกรรมฝำผนังในวิหำรที่วัด
ภมู ินทร์ จงั หวัดน่ำนจิตรกรรมเวยี งต้ำ เปน็ ภำพวิถชึ ีวติ ควำมเชือ่ กำรแต่งกำยของชำวบ้ำนเวียงต้ำ ซึง่ เปน็ คนเมืองลองในยุค
น้ัน จำกภำพจะเห็นผ้ำถงุ ทีผ่ หู้ ญิงในภำพใช้สวมใส่เปน็ ซิน่ ตีนจก
พฒั นำวิธีกำรทอโดยกำรยกเขำเพื่อให้เกิดลวดลำย
ลวดลำยผ้ำจกเมืองลอง

กำรกำหนดลวดลำยได้ถูกจัดไว้ 2 กลุ่ม ใหญ่ ได้แก่ ลำยหลัก และลำยประกอบ ดังนี้ (ไมตรี, 2540; มหำวิทยำลัย
ศิลปำกร, 2542; ศูนย์วฒั นธรรมจังหวัดแพร่, 2542
1) ลำยหลัก
1.1) ลกั ษณะลำยดอก

ลำยดอกของผ้ำจกเมืองลองน้ันจะมีลำยที่เป็นลวดลำยโบรำณอยู่ 12 ลำย คือ ลำยนกคู่กินน้ำ ร่วมต้น ลำยสำเภำ
ลอยน้ำ ลำยนกแยงเงำ (นกส่องกระจก) ลำยขำมดแดง ลำยขำกำปุ้งลำยขอไล่ ลำยหม่ำขนัด (สับปะรด) ลำยจันแปดกลีบ
ลำยดอกจัน ลำยขอดำว ลำยขอผักกดู และลำยดอกขอ
1.2) ลกั ษณะลวดลำยหลักที่เปน็ ลำยต่อเนือ่ ง

ลำยต่อเนือ่ งของผ้ำจกเมืองลองน้ัน มีลำยที่เป็นลำยโบรำณอยู่ 7 ลำย คือ ลำยใบผักแว่น ลำยแมงโป้งเล็น ลำยโคม
และช่อนอ้ ยตงุ ชัย ลำยขอน้ำคุ จนั แปดกลีบ ลำยเครือกำบหมวก ลำยโกง้ เก้งซอ้ นนก และลำยพุ่มดอกนกกนิ น้ำร่วมตน้
2) ลำยประกอบ
ลวดลำยประกอบเปน็ ลำยขนำดเลก็ ๆ หรือลำยย่อยอืน่ ๆ ซง่ึ ถือว่ำเป็นองค์ประกอบสำคญั ทีท่ ำให้ผ้ำตีนจกมีควำมสมบรู ณ์
มอี ยู่หลำยลำย ซึง่ สำมำรถจำแนกตำมลักษณะของลวดลำย ได้ 6 ประเภท คือ

- ลักษณะลวดลำยประกอบที่ได้รบั แนวคิดเกีย่ วกับรปู แบบจำกพืช
- ลกั ษณะลวดลำยประกอบที่ได้รับแนวคิดเกีย่ วกบั รูปแบบจำกสัตว์
- ลกั ษณะลวดลำยประกอบทีไ่ ด้รบั แนวคิดเกี่ยวกับรปู แบบจำกรูปทรงเรขำคณิต
- ลกั ษณะลวดลำยประกอบทีไ่ ด้รบั แนวคิดเกีย่ วกบั รปู แบบจำกกำรประยุกต์
- ลักษณะลวดลำยประกอบที่ได้รับแนวคิดเกี่ยวกบั รปู แบบจำกสตั ว์ผสมรปู แบบจำกรูปทรงเรขำคณิต
- ลักษณะลวดลำยประกอบทีไ่ ด้รับแนวคิดเกี่ยวกบั รูปแบบจำกสตั ว์ผสมรูปแบบจำกกำรประยกุ ต์
โดยลำยประกอบท้ัง 6 ประเภทนี้ มอี ยู่มำกมำย เพรำะได้ถกู ดดั แปลงและประดิษฐ์ขึน้ มำใหม่อยู่เรือ่ ย ๆ เช่น ลำยกำบ
หมำก ลำยหำงสะเปำต้นสน ลำยสร้อยพร้ำว ลำยเม็ดแมงลัก ลำยบัวคว่ำ บัวหงำย ลำยดอกพิกุลจัน ลำยหำงสะเปำนก
ลำยนกคุ้ม ลำยขำมด ลำยต่อมเครือลำยหำงสะเปำดอกต่อม ลำยฟันปลำ ลำยขอไล่ ลำยเครือขอ ลำยมะลิเลื้อย ลำยเถำ
ไม้เลื้อย ลำยผีเสื้อ เป็นต้น

๖. จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ซิ่นไทใหญ่
ผ้ำไทใหญ่ เป็นผ้ำที่ได้รับอิทธิพลตำม

แฟช่ันของกำรใช้ผ้ำทอนำเข้ำท้ังจำกพม่ำและ
จำกจีนสะท้อนถึงควำมเจริญทำงกำรค้ำใน
พม่ำที่ทำให้มีสินค้ำจำกต่ำงประเทศเป็น
จำนวนมำกหลั่งไหลเข้ำมำ เช่นเดียวกันกับ
ผู้หญิงพม่ำทว่ั ไปผู้หญิงชำวไทใหญ่ก็นิยมใช้ผ้ำ
ทอที่ผลิตในประเทศมำตัดเย็บนุ่งห่ม เช่น ลุนต
ยำอะเชะ จำกมัณฑะเลย์ ผ้ำทอยกจำกรัฐยะ
ไข่ ผ้ำมดั หมี่จำกแถบทะเลสำบอินเลในรัฐฉำน
และในช่วงยุคอำณำนิคมผ้ำถุงของผู้หญิงไท
ใหญ่ก็นิยมตัดเย็บจำกผ้ำต่ำงประเทศ ไม่ว่ำจะ
เป็นผ้ำลูกไม้ชั้นดีจำกยุโรป ผ้ำไหมยกดอก
ลวดลำยอย่ำงตะวันตก ผ้ำพิมพ์ลำยแบบต่ำง
ๆ หรือผ้ำแพรปงั ลิ้นจำกฮ่องกง ผ้หู ญิงไทใหญ่
นิยมสวมเสื้อคอกลมเข้ำรูป สำบหน้ำป้ำยข้ำงติดกระดุม 5 เม็ด แขนยำวหรือ
แขนสำมส่วนตัดเย็บจำกผ้ำทอหรือผ้ำโรงงำนสีอ่อน นุ่งผ้ำซิ่นยำวกรอมเท้ำ
ลักษณะผ้ำซิ่นมีโครงสร้ำงต่อหวั ซิน่ ตวั ซิ่น และตีนซิน่ แบบคนไทกลุ่มอื่น ปัจจุบัน
ไทใหญ่ส่วนมำกอำศัยอยู่ทำงด้ำนตะวันตกของแม่น้ำสำละวิน มีชุมชนกระจำย
จำกบริเวณด้ำนตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลยูนนำน ประเทศจีน เรื่อยมำจนถึง
บริเวณรัฐฉำนของประเทศพม่ำและชำวไทใหญ่บำงส่วนอำศัยถิ่นฐำนอยู่ใน
รฐั อสั สมั ประเทศอินเดีย นอกจำกน้ีชำวไทใหญ่ยงั ต้ังถิ่นฐำนอยู่ในภำคเหนือของ
ประเทศไทยหลำยจังหวัด เช่น แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงรำย แพร่ พะเยำ และ
ลำปำง

๗. จงั หวดั ลาพูน

ผา้ ไหมยกดอกลาพูน

ลำพนู เปน็ จังหวัดทีเ่ กำ่ แก่ที่สุดในภำคเหนือ เดิมมชี ือ่ ว่ำ นครหริภญุ ชยั เปน็ จังหวดั ทีม่ ีกลุ่มคนชำติพนั ธ์ุทีห่ ลำกหลำย

ที่สุดในภำคเหนือ อำทิ ยวน โยนก ไทใหญ่ ยำงแดง เขิน ลื้อ ล้ัวะ และ มอญ คนลำพูนมีกำรทอผ้ำใช้เองมำแต่อดีตอัน
ยำวนำน โดยเฉำะกำรทอผ้ำที่เปน็ เอกลกั ษณ์ของชนชำวยอง (ไทลื้อทีอ่ พยพมำจำกเมืองยองซึ่งเปน็ ส่วนหนึง่ ของเมืองเชียง
ตุง ในประเทศพม่ำ) ในกลุ่มชนช้ันสูงที่วัตถุดิบเป็นเส้นไหมมำกกว่ำที่จะเป็นเส้นฝ้ำยที่ใช้กันในชนช้ันล่ำงลงไป กำลเวลำ
ล่วงเลยผ่ำนมำนับร้อยปี กำรทอผ้ำไหมและผ้ำฝ้ำยยังมกี ำรประยุกต์ใช้กนั อยแู่ ต่เปน็ กำรทอเปน็ ลวดลำยไม่วจิ ิตรนัก

จวบจนกระท่ังพระรำชชำยำเจ้ำดำรำรัศมีพระธิดำในพระเจ้ำอินทรวิชยำนนท์ ผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๗ พระ
รำชชำยำในพระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัว รัชกำลที่ ๕ หลังจำกที่พระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัว
เสด็จสวรรคต พระรำชชำยำเจ้ำดำรำรัศมีได้พระรำชทำนทูลขอพระบำทสมเด็จพระมงกุฎเกล้ำเจ้ำอยู่หัว ในรัชกำรที่ ๖
เสด็จกลับเชียงใหม่ ทรงได้นำควำมรู้ที่เรียนรู้มำจำกรำชสำนักส่วนกลำงขณะประทับ ณ วังหลวงในกรุงเทพฯ มำ
ประยุกต์ใช้ในกำรประดิษฐ์ลวดลำย และได้ฝึกหัดคนในคุ้มเชียงใหม่ให้ทอผ้ำยกโดยเพิ่มลวดลำยลงในผืนผ้ำไหมให้พิเศษ
ขนึ้ คือเพิ่มด้ำยเส้นพุ่งพิเศษเปน็ ดิ้นเงิน ดิ้นทอง กำรเกบ็ ลำยจึงต้องใช้ตะกอเพื่อให้สำมำรถทอลวดลำยทีส่ ลับซับซ้อน
ประณีต งดงำมได้ เทคนิคกำรทอนี้ว่ำ ยกดอกถวำยเจ้ำนำยช้ันผู้ใหญ่ในภำคกลำงและ
ทรงใช้ส่วนพระองค์ เนื่องด้วยทรงเป็นพระญำติกับเจ้ำเมืองลำพูนจึงทรงถ่ำยทอดควำมรู้
เรื่องกำรทอผ้ำยก ที่มีลวดลำยสวยงำมแปลกตำและวิจิตรบรรจงให้แก่เจ้ำหญิงส่วนบุญ
พระรำชชำยำของเจ้ำจักรคำขจรศักดิ์(เจ้ำผู้ครองนครลำพูนองค์สุดท้ำย)และ เจ้ำหญิง
ลำเจียก(พระธิดำเจ้ำจักรคำ ขจรศกั ดิ์) ทั้งสองพระองคจ์ ึงได้นำควำมรู้กำรทอผ้ำยกมำฝึก
คนในคุ้มหลวงลำพูน และชำวบ้ำนได้เรียนรู้กำรทอผ้ำยกจำกคนในคุ้มจนมีควำมชำนำญ
และมีกำรเผยแพร่ทั่วไปในชุมชนต่ำงๆ โดยได้มีกำรฝึกหัดชำวบ้ำนในบริเวณใกล้เคียงจนมี
ควำมรู้เรื่องกำรทอผ้ำไหมยกดอกเป็นอย่ำงดี ทรงฟื้นฟูผ้ำไหมยกดอกลำพูน โดยทรง
ดัดแปลงให้ผ้ำไหมมีควำมวิจิตรสวยงำมยิ่งขึ้น โดยทรงใช้เทคนิคภำคกลำงมำประยุกต์
และทอกันมำกในตำบลเวียงยอง และบริเวณใกล้เคียงทีเ่ ปน็ ชุมชนของเจำ้ นำยยองในอดีต
ผ้ำไหมยกดอก มคี วำมหมำยเดียวกบั ผ้ำยก ต่ำงกนั ทีก่ ำรใช้ไหมพงุ่ อำจจะใช้เส้นไหมสีต่ำงๆ แทนเส้นดิน้ ในกำรทอผ้ำ

คำว่ำ ยกดอก น้ันเพื่อบ่งบอกถึงเทคนิคที่ใช้ทอผ้ำและบ่งบอกถึงลวดลำยที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดลำพูนที่เป็น
ลวดลำยดอกไม้ เช่น ลำยดอกพิกลุ ดงั น้ันจึงเรียกวำ่ "ผ้ำไหมยกดอก" หรือ "ผ้ำไหมยกดอก ลำพูน"

กำรประดิษฐ์ลวดลำยนั้น ผ้ำยกลำพูนนับว่ำเป็นศิลปะกำรทอผ้ำที่มีลวดลำยงดงำมมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง มี
รูปแบบลวดลำยที่ออ่ นช้อยงดงำมของธรรมชำติ เปน็ เรื่องรำวของดอกไม้ ใบไม้ เช่น ลำยดอกพิกุล ลำยกลีบลำดวน ลำย
ใบเทศ ลำยเม็ดมะยม และลำยพุ่มข้ำวบิณฑ์ เป็นต้น นอกจำกนี้ยังนำลวดลำยธรรมชำติเหล่ำนี้ประยุกต์เข้ำกับลำยไทย
ต่ำงๆ ตำมจนิ ตนำกำรของผู้ออกแบบ สำหรับลวดลำยที่เป็นลำยโบรำณดั้งเดิมและยังได้รับควำมนิยมในปัจจุบันคือ ลำย
ดอกพิกุลหรือดอกแก้ว ซึ่งเริ่มแรกในสมัยโบรำณไม่มีกำรบันทึกลวดลำยเป็นลำยลักษณ์อักษร ต้องจดจำลวดลำยไว้ใน
หัวสมอง ถ้ำควำมจำลบเลือนหรือเสียชีวิตไป ลวดลำยที่จดจำไว้นั้นก็สูญหำยไปด้วย ทำให้ลำยผ้ำโบรำณหำยไปมำก
เพรำะไมไ่ ด้ลอกลำยไว้ ตอ่ มำ เจ้ำพงศ์แกว้ ณ ลำพนู (สมรสกับโอรสเจ้ำผู้ครองนครลำพูน) ได้รับกำรถ่ำยทอดวิชำทอผ้ำ
ด้วยก่ีพื้นบ้ำน และมีควำมสำมำรถในกำรเรียนรู้ลำยผ้ำยกโบรำณที่สวยงำมของคุ้มลำพูน จึงได้เริ่มเก็บลวดลำยไว้โดย
บนั ทึกไว้ในกระดำษกรำฟ เพือ่ เป็นต้นแบบและป้องกันกำรสญู หำย
รปู แบบการทอผ้ายกลาพูน
รูปแบบกำรทอผ้ำยกลำพูนน้ันมีรูปแบบกำรทอโดยใช้ก่ีพื้นเมือง (ก่ีกระทบหรือก่ีมือ) ซึ่งมีท้ังก่ีพื้นเมืองโบรำณและก่ี
พื้นเมืองประยุกต์ ดังนี้

1. กำรทอผ้ำด้วยก่พี ื้นเมืองโบรำณ กำรทอผ้ำยกลำพูนด้วยกีท่ อผ้ำพื้นเมืองโบรำณนั้นเรียกอีกว่ำกำรทอผ้ำโดยกำร
เกล้ำจุก คือ กำรทอผ้ำโดยไม่มีหัวม้วนเข้ำมำช่วยในกำรดึงเส้นไหมยืน ผู้ที่ใช้ก่ีทอชนิดนี้ส่วนมำกเป็นผู้สูงอำยุที่ทอผ้ำมำ
แต่โบรำณ ซึ่งจะมีควำมชำนำญในกำรทอและกำรแก้ปัญหำกำรพันกันของเส้นไหมหรือแม้แต่กำรต่อเส้นไหมที่ขำด
ตลอดจนกำรร้อยไหมให้ถกู ตะกอ(เขำ)

2. กำรทอผ้ำด้วยก่ีพื้นเมืองประยุกต์ กำรทอผ้ำยกลำพูนในปัจจุบันนิยมใช้ก่ีทอที่ประยุกต์จำกก่ีพื้นเมืองโบรำณ
โดยกำรเพิม่ อุปกรณ์อื่นๆ เข้ำมำประกอบในตัวก่ี เพื่อเพิ่มควำมสะดวก และแก้ปัญหำกำรหย่อนของเส้นไหมยืน รวมถึง
ป้องกันกำรพันกันของเส้นไหม อุปกรณ์ที่ประกอบเพิ่มได้แก่ หัวม้วนไหมเส้นยืน ไม้ค้ำดันหัวม้วน ฟืม(ฟันหวี) คำนรับ
ตะกอดอก ไม้ม้วนผ้ำทอ ดังนั้นเมือ่ ประกอบอปุ กรณ์เหล่ำนี้เขำ้ ไปจึงทำให้ผู้ทอสะดวกมำกข้ึน และทำให้เกิดกำรผิดพลำด
น้อยลงในกำรต่อเส้นไหมที่ขำด เนื่องจำกเห็นเส้นไหมเรียงเส้นชดั เจนขึน้

๘. จงั หวัดลาปาง

ซิ่นตนี จกลาปางเชียงแสน
“ไหล่หนิ ” เป็นเพียงชมุ ชนเล็กๆแห่งหน่งึ ที่ต้ังอยทู่ ำงทิศตะวันตกของพระธำตุลำปำงหลวง อยู่ในอำเภอเกำะคำ เรียบ

ขนำบแมน่ ้ำยำว ที่ไหลหล่อเลี้ยง ชุมชนมำแต่กำลก่อน อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญำหำร มีขนบธรรมเนียมประเพณี
ทีม่ เี อกลกั ษณ์ ควำมงำมเชิงประจกั ษ์ทีข่ ้นึ ชือ่ ของไหล่หนิ คือ “วัดไหล่หิน หลวง” ซึง่ รกั ษำไว้ซง่ึ สถำปตั ยกรรมที่งดงำม และ
“ซิน่ ตีนจกไหล่หิน” ที่กำลังจะถูกลืมเลือนไป แมแ้ ต่คนไหล่หนิ เองแทบจะไม่ทรำบข้อมูลด้วยซ้ำไป วัดไหล่หินหลวง วัดไหล่
หินหลวงแก้วช้ำงยืน หรือ วัดเสลำรัตนปัพพตำรำม ท้ัง ๓ ชื่อคือชื่อวัดเดียวกัน ซึ่งคือประจักษ์พยำนอย่ำงหนึ่งที่แสดงถึง
ควำมรุ่งเรืองแต่โบรำณ รูปแบบกำรสร้ำงสถำปัตยกรรมเป็นแบบล้ำนนำสกุลช่ำงลำำง ตำมหลักฐำนกำรจำรึกกล่ำวถึง
กำรสร้ำงวิหำร บนขื่อไม้ของวิหำรภำยใน วัด ถอดควำมได้ว่ำ “จ.ศ.๑๐๔๕ (พ.ศ.๒๒๒๖) ตัวปีก๋ำ... เดือน ๔ เพ็ญเม็ง ๔
ไตเต่ำสะง้ำ (มะเมีย) พระมหำเกสระปัญโญเจ้ำ เป็นประธำนกับทั้งศิษยำนุศิษย์ท้ัง หลำย ได้อัญเชิญพระสงฆ์เจ้ำได้ ปก
แปงเสลำรตั นปัพพตำรำมหลงั นี้แล ศรัทธำ นักบญุ ทั้งหลำยมวลชุคน จุ่งอนุโมทนำเต๊อะ”๑
โดยที่วัดไหล่หินหลวง มีเขต พุทธำวำสประกอบด้วย วิหำร เจดีย์ ศำลำบำตร และลำน
ทรำย เปรียบเทียบ ตำมหลักคติภูมิจักรวำล คือ กำแพง สี่เหลี่ยมเปรียบเสมือนกำแพง
จักรวำล ปรำสำทเฟ้องบนสันหลังคำของพระ วิหำร เปรียบเสมือนเขำสัตตบริภัณฑ์ เจ็ด
ชั้น พื้นทรำย เปรียบเสมือนทะเลสีทัน ดร ซุ้มประตูโขงคือทำงเข้ำของป่ำหิมพำนต์ วิหำร
เปรียบเสมือนชมพูทวีป เจดีย์เปรียบ เหมือนเขำพระสุเมรุ ล้วนเกิดจำกควำมเชื่อ และ
ควำมศรัทธำในพระพุทธศำสนำท้ังสิ้น๒ ลักษณะทำงสถำปัตยกรรมของวัดไหล่หิน นี้ เกิด
จำกสกุลช่ำงชำวลำปำงโดยแท้ คือมี ควำมอ่อนช้อยน้อยกว่ำสกุลช่ำงเชียงใหม่ ซึ่งเป็น
เอกลักษณ์เฉพำะตัว อีกอย่ำง หนึ่งซุ้มประตูโขงของวัดไหล่หินมีคล้ำยคลึงวัดพระธำตุ
ลำปำงหลวงเปน็ อย่ำง มำก มีกำรประดับลำยพรรณพฤกษำ ตกแต่งด้วยปูนปั้นและดินเผำ
รปู สตั ว์ป่ำ หิมพำนต์ คือ กินนร หงส์ มกร นี่คือควำมงำมอยำ่ งหนึง่ ทีป่ รำกฏให้เห็นเด่นชดั
อีกประกำรหนึ่งที่ชำวไหล่หินได้หลงลืมไปว่ำ ตนเองเคยได้ ปฏิบัติเคยได้กระทำกันสืบมำ แต่แค่เพียงช่วง ๕๐ ปีที่ผ่ำนมำ
ชำวไหล่หิน กลับไม่มีใครรู้จักและได้สัมผัสมัน คือ “ซิ่นตีนจกไหล่หิน” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ เฉพำะท้องถ่ินที่บ่งชี้ทำง
ภูมิศำสตร์ถึงควำมเปน็ ลำปำงควำมเปน็ ไหล่หนิ ได้ เป็นอย่ำงดี “ซิ่น” หรือ “ผ้ำซิน่ ” คือเครื่องนุ่งห่มของสตรีชำวล้ำนนำ ที่
ใช้นงุ่ สวมใส่ในชีวิตประจำวนั ในอดีต ภำคกลำงเรียกวำ่ “ผ้ำถงุ ” โดยเย็บกันเปน็ ถงุ ขนำดส้ันยำวตำมลักษณะของผู้ส่วนใส่
มที ้ังของเดก็ และผู้ใหญ่ ตำมกำรเจริญ เติบโตของบคุ คล ส่วนด้ำนบนของร่ำงกำย จะเอำผ้ำพำดบ่ำ หรือห่มเฉียงแบบสไบ
เรียกว่ำ “ห่มผ้ำสะหว้ำยแล่ง”เพื่อปกปิด ร่ำงกำย “ซิ่นตีนจกไหล่หิน” คือประจักษ์ พยำนที่เด่นชัดว่ำ ชำวไหล่หินน้ันเป็นผู้
มีอำรยธรรม มีตัวตนทำงประวัติศำสตร์ โดยมีผ้ำเป็นหลักฐำนชิ้นสำคัญ บ่งบอกถึง ควำมอ่อนช้อย อ่อนหวำน
ควำมสำมำรถ พิเศษที่ประดิษฐ์คิดค้นลวดลำย สีสัน ของ ผ้ำออกมำได้อย่ำงงดงำม ลักษณะผ้ำซิ่นตีนจกไหล่หินจะ
ประกอบ ด้วย ๑. หวั ซิ่น คือ ส่วนด้ำนบนของผ้ำถุงมีขนำดควำมกว้ำงโดยประมำณ ๑ คืบ ส่วนมำกนิยมใช้สีแดงหรือสีดำ
แล้วต่อด้วยผ้ำขำวอีกประมำณ ๑ คืบ นิยมใช้ผ้ำฝ้ำยทอเพื่อเวลำนุ่งจะได้ไม่หลุดง่ำย โดยสีผ้ำจะเป็นสีพื้นท้ังส่วน ไม่มี
ลวดลำย ๒. ตัวซิ่น คือ ส่วนกลำงของตวั ซิ่นจะเป็นลำยขวำงแบ่งกันเป็นช่วงๆ อย่ำงละเท่ำกัน เรียกว่ำ “ซิน่ ต๋ำ” บำงคร้ังมี
กำรเพิม่ ลำยโดยวิธีปั่นไก คือ กำรนำฝ้ำย ๒ เส้นพันเข้ำหำกันเป็นเกลียวแล้วนำมำเป็นเส้นพุ่งในกำรทอ หรือมีกำรจกเป็น
ช่วงๆในกำรทอ ๓. ตีนซิ่น คือ ส่วนเชิงของซิ่นที่มีลำยหรือไม่มีลำยก็ได้ “ตีน” คือ เชิงซิน่ ส่วน ด้ำนล่ำง “จก” คือ เทคนิค
กำรนำฝ้ำยเส้นพุ่งสลับขึ้นลงตำมลวดลำย ลำยซิ่นล้วนเกิดจำกจิตนำกำรของผู้ทอนำลวดลำยจำกธรรมชำติ พืช สัตว์
แม้แต่สิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มำตกแต่งบนผืนผ้ำของตน ตีนจกของ ไหล่หินประกอบด้วย ลำยหลัก ลำยประกอบ
และหำงสะเปำ แต่ลักษณะพิเศษที่แตกต่ำงจำกที่อื่นคือ ลูกเล่นกำรป่ันไกฝ้ำยสอดสลับเส้นยืนของ ตีนจกด้วย เป็น
เอกลักษณ์เฉพำะไหล่หินเท่ำน้ัน

๙. จังหวดั อตุ รดิตถ์

ซิน่ ลับแล
ซิน่ ลับแล เมืองลับแล เป็นอำเภอหนึง่ ในจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นเมืองล้ำนนำโบรำณมีมำตั้งแต่สมัยก่อนกรุงสุโขทัยชำว

ลับแล เป็นเชื้อชำติไทยวนอพยพมำจำกเมืองเชียงแสนในสมัยอยุธยำตอนปลำยแบ่งเป็น 2 พวก คือพวกแรกเข้ำมำตั้ง
หลกั ครั้งแรกทีห่ มบู่ ้ำนเชียงแสน ตำบลฝำยหลวง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ อีกกลุ่มหนึ่งไปตั้งหลักแหล่งอยู่ที่หมู่บ้ำน
น้ำอำ่ ง อำเภอตรอน จงั หวัดอตุ รดิตถ์ ดังนั้นชำวลับแลจึงมีขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมเป็นแบบล้ำนนำดั้งเดิม
ทั้งนี้จำกคำบอกเล่ำของผู้สูงอำยุได้กล่ำวว่ำ ผ้ำซิ่นตีนจกเป็นของคู่กันกับคนไทยวน ไม่ว่ำจะเป็นที่ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัด
เชียงใหม่ อำเภอคูบัว จังหวัดรำชบุรี อำเภอเสำไห้จังหวัดสระบุรี ซึ่งก็มีผ้ำตีนจกท้ังสิ้น แต่ว่ำจะมีควำมแตกต่ำงกันเรื่อง
ของสีและกำรให้ลำยทีจ่ ะมลี กั ษณะต่ำงกัน
กำรทอผ้ำยกมุก เป็นศิลปะกำรทอผ้ำแบบหนึ่งของกลุ่มวัฒนธรรมไทยวน และกลุ่ม
วัฒนธรรมไทพวน นิยมทอกันในภำคเหนือ เพื่อทำตัวซิ่น เรียกว่ำ ผ้ำซิ่นมุก ซึ่งมีส่วน
ตีนซิ่นเป็นตีนจก ซิ่นมุกจะทอลวดลำยเป็นวงกลมเล็กๆ เรียงกันเป็นแถวคล้ำยกับ
สร้อยไข่มุก ชำวไทยที่ทอผ้ำยกมุก ได้แก่ไทยวนในจังหวัดแพร่ จังหวัดอุตรดิตถ์ และ
จังหวัดสระบุรี เป็นต้น ส่วนไทยวนในจังหวัดเชียงใหม่ไม่นิยมทอผ้ำยกมุก กลุ่มไทยวน
จงั หวัดรำชบรุ ีมีกำรทอลำยมกุ แต่ทอด้วยเทคนิคขดิ

ลักษณะผ้ำซิ่นของลบั แลจะเป็นกำรต่อตัวซิ่นเป็นท่อนๆ คนสมยั ก่อนไม่นุ่งผ้ำผืน
เดียว ด้วยควำมชื่อที่ว่ำ ผ้ำผืนเดียวเป็นผ้ำของคนตำย เป็นผ้ำนุ่งผี ทำให้ผ้ำที่ใช้มีกำร
ต่อตัวต่อเอว เป็นผ้ำนุ่งของคน นิยมใช้สีขำว สีแดง ซึ่งเชื่อกันว่ำจะให้ควำมเป็นสิริ
มงคลกับผู้สวมใส่ กันสิ่งอัปมงคลได้ เอวจะนิยมต่อกบั ผ้ำชิ้นเล็กๆ เข้ำไปอกี เชือ่ ว่ำกำร
ต่อเอวซ่นิ เปน็ กำรต่ออำยใุ ห้กับผู้สวมใส่

การทอผ้ายกมกุ เป็นศิลปะกำรทอผ้ำแบบหนึ่งของกลุ่มวัฒนธรรมไทยวน และกลุ่มวัฒนธรรมไทพวน นิยมทอกัน
ในภำคเหนือเพื่อทำตัวซิน่ เรียกว่ำ ซิ่นมกุ นอกจำกนี้ยังมีกำรทอผ้ำด้วยเทคนิคยกมุกของกลุ่มวัฒนธรรมภูไท หรือผู้ไทย
ในภำคอีสำนด้วยเช่นกนั

ผ้ายกมุก ของไทยวนนั้นเดิมทอเพื่อทำเป็น ผ้ำซิ่นมุก ซึ่งเป็นส่วนตัวซิ่นของ
ผ้ำซิน่ ตีนจก ทอลวดลำยเป็นวงกลมเล็กๆ เรียงกันเป็นแถวคล้ำยกับสร้อยไข่มุก
ชำวไทยที่ทอผ้ำยกมุก ได้แก่ไทยวนในจังหวัดแพร่ จังหวัดอุตรดิตถ์ และจังหวัด
สระบุรี เป็นต้น ส่วนไทยวนในจังหวัดเชียงใหม่ไม่นิยมทอผ้ำยกมุก กลุ่มไทยวน
จังหวัดรำชบุรีมีกำรทอลำยมุก แต่ทอด้วยเทคนิคขิด เรื่องกำรใช้สอยนอกจำก
จะเย็บต่อกับตัวซิ่นเป็นผ้ำซิ่นแล้วกลุ่มไทยวนจังหวัดสระบุรียังนิยมเย็บเป็นย่ำม
เรียกว่ำ ย่ำมมกุ

ผ้ำยกมกุ คือผ้ำที่มลี วดลำยเอกลกั ษณ์ทีไ่ ด้จำกกำรเพิ่มเส้นด้ำยยืนพิเศษด้วยเทคนิคกำรทอ โดยใช้เส้นด้ำยยืน 2 ชุด ชุด
แรกใช้เส้นด้ำยยืนสีเดียวหรือสีอื่นทอเป็นพื้นลำยขัดธรรมดำเป็นช้ันด้ำยยืนที่เป็นพื้น ชุดที่สองใช้เส้นด้ำยยืนที่เพิ่มจำก
เส้นด้ำยยืนธรรมดำเป็นช้ันด้ำยยืนที่เก็บลวดลำยมุก เวลำทอจะใช้วิธีกำรเหยียบไม้ เพื่อสลับด้ำยยืนทั้งสองชั้น จะได้
ลวดลำยออกมำเต็มหน้ำผ้ำ กำรเกิดลวดลำยเกิดจำกำรใช้ตะกอลำยยกด้ำยยืนพิเศษ และเส้นยืนพิเศษน ีจ้ ะถูกจัดไว้
ตอนบนของเส้นยืนธรรมดำที่ขึงไว้ ในกำรทอผ้ำยกมกุ เส้นยืนพิเศษถูกดึงลงมำเสริมลงไปในเส้นยืนธรรมดำ และเกิดเป็น
ลวดลำยตำมแบบที่เก็บตะกอไว้ ลักษณะลวดลำยผ้ำยกมุกเป็นรูปลำยซ้ำยำวติดต่อกันเป็นเส้นริ้วหรือแถวตำมทิศทำง
ของเส้นด้ำยยืน
วิธีการทอผ้ามกุ

เทคนิคกำรทอผ้ำลำยมุกแตกตำ่ งจำกเทคนิคกำรทอผ้ำอืน่ ๆ ทีน่ ิยมทำกัน กำรสร้ำงลำยมุกสร้ำงจำกเขำหูกพิเศษที่
ร้อยด้ำยเส้นยืนต่ำงสีจำกด้ำยเส้นยืนสีพื้นที่ร้อยกับเขำหูกธรรมดำ เมื่อทำกำรทอจะมีกำรยกเขำหูกพิเศษ ทำให้เกิดลำย
นูนบนผืนผ้ำในทำงยืน ต่ำงจำกผ้ำขดิ ผ้ำจก ที่เกดิ ลำยทำงขวำงจำกเส้นพงุ่ และที่ต่ำงมำกก็คือไม่สำมำรถทอผ้ำพื้นเรียบ
ในกีผ่ ้ำลำยมุก ขณะที่ผำ้ ขิดผ้ำจก (ผ้ำแพรวำ) ทีท่ ำผ้ำพื้นเรียบคู่กบั ผ้ำทีม่ ลี ำยได้ในกี่เดียวกันได้


Click to View FlipBook Version