The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sunny Strong, 2022-09-17 05:00:46

พื้นฐานชีวิต 20

พื้นฐานชีวิต 20

แต่ไม่ไดใ้ ส่ในชีวติ ประจาวนั ทว่ั ไป

• ซง่ึ น่นั ทาใหช้ าวตา่ งชาติท่ีเขา้ มาในไทย
สมยั พระนารายณม์ หาราช
เม่ือ 300 ปีกอ่ น
อยา่ งนิโกลาส์ แชรแ์ วส
แสดงความคิดเห็นวา่
“อาชพี ทอี่ ตั คดั ทสี่ ดุ ในราชอาณาจกั รสยาม
กค็ อื อาชพี ชา่ งตดั เสอื้
เพราะพลเมอื งสามญั เขาไม่สวมเสอื้ กนั ”

https://m.facebook.com/HistoryKrungsriAyutthaya/posts/1067573646649905

รัตนโกสินทร์ : รัชกาลท่ี 1 – รัชกาลท่ี 3

สมยั รตั นโกสนิ ทร์
ในช่วงตน้ ยคุ ตงั้ แตร่ ชั กาลท่ี 1 ถงึ รชั กาลท่ี 3
เอนก นาวกิ มลู
บรรยายวา่ การแตง่ กายยงั เป็นแบบสมยั กรุงศรอี ยธุ ยาตอนปลาย
• ผชู้ ายเปลือยท่อนบน หรอื พาดผา้ บา้ ง

• สวมเสอื้ บา้ งตามโอกาส
• แตเ่ ช่ือวา่ สว่ นหน่งึ นา่ จะขนึ้ กบั สภาพอากาศและกาลเทศะ

สาหรับชนช้นั เจา้ นาย
กม็ กั พบเห็นภาพถ่าย
ไม่สวมท่อนบนอยหู่ ลายรูป

• แตใ่ นชว่ งฤดหู นาว ก็จะมีการแตง่ กายอีกลกั ษณะ
• ดงั ท่ีเหน็ จากเนือ้ ความในพระราชพงศาวดารรชั กาลท่ี 3

ฉบบั เจ้าพระยาทพิ ากรวงศ์ (ขา บุนนาค)
มีใจความตอนหน่งึ วา่
“…ถา้ ฤดหู นาว เจา้ ทรงเสอื้ สชี นั้ เดยี ว คาดสา่ นบา้ ง แพรสบี า้ ง ขนุ นางสวมเสอื้
เขม้ ขาบอตั ลดั แพรสี 2 ชนั้ ทไี่ ดพ้ ระราชทาน เสนาบดคี าดสา่ น
ถา้ วนั ไหนทไี่ ม่หนาว หรือฤดรู ้อน ผู้ใดสวมเสือ้ เข้ามากไ็ ม่โปรด…”

พระบรมรูป
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ประดิษฐาน ณ ปราสาทพระเทพบิดร

รัชกาลที่ 4

• ครนั้ สมยั รชั กาลท่ี 4
การแตง่ กายจงึ เรม่ิ เปล่ยี นแปลงไปตามแบบตะวนั ตก

• หลงั จากติดตอ่ กบั ยโุ รปมากขนึ้
• รชั กาลท่ี 4 ทรงโปรดใหส้ วมเสอื้ เขา้ เฝา้ ฯ

สืบเน่ืองจากช่วงกอ่ นหนา้ พระราชพธิ ีบรมราชาภิเษก
มีขา้ ราชการมาเขา้ เฝา้ สมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั ท่ีพลบั พลาท่ีประทบั ช่วั คราว
ทรงพบวา่ ขา้ ราชการท่ีเขา้ เฝา้ ไมส่ วมเสอื้

พระองคท์ รงเห็นวา่ ขา้ ราชการในประเทศมหาอานาจ
สวมเส้ือกนั หมด
มีเพียงแต่ชาวป่ าท่ียงั เปลือยท่อนบน

ดงั พระราชพงศาวดารรชั กาลท่ี 4
ตอนหน่งึ วา่
“ครัง้ นัน้ ยังไม่มีธรรมเนียมทจี่ ะสวมเสือ้ เข้าเฝ้า
จงึ ดารัสว่า ดคู นทีไ่ ม่ได้สวมเสือ้ เหมือนเปลือยกาย
ร่างกายจะเป็ นกลากเกลือ้ นกด็ ี
หรือเหงือ่ ออกมากด็ ี
โสโครกนัก…”

หลงั จากน้นั จึงเร่ิมมีธรรมเนียม
ขา้ ราชการสวมเส้ือมาเขา้ เฝ้า

• แตช่ ว่ งแรกยงั ไมเ่ ป็นแบบแผนท่ีชดั เจน
• ภายหลงั จงึ เรม่ิ เป็นเสอื้ กระบอกแบบเสือ้ บา้ บา๋

(เสอื้ ของบตุ รชาวจีนท่ีเมืองปัตตาเวีย)
• ซง่ึ กลายเป็นตน้ แบบของเสอื้ ขา้ ราชการในราชสานกั ในภายหลงั

กอ่ นท่ีรูปแบบตะวนั ตก
จะแพรห่ ลาย
ในชว่ งการปกครองแบบประชาธิปไตย

รัชกาลท่ี 5

• การเปล่ยี นแปลงเร่อื งเครอ่ื งแตง่ กาย
มาเรม่ิ แบบจรงิ จงั ในสมยั รชั กาลท่ี 5 เรม่ิ เกิดเสอื้ ราชปะแตน

• อีกทงั้ ทรงผมผชู้ ายกเ็ ลกิ ไวท้ รงมหาดไทย
• หลงั จากท่ีรชั กาลท่ี 5

ทรงเสด็จไปตา่ งประเทศครงั้ แรก
เม่ือ พ.ศ. 2413
ทรงทอดพระเนตรความเจรญิ ของบา้ นเมืองใกลเ้ คียง
อยา่ งสิงคโปรแ์ ละชวา
โปรดฯ ใหผ้ ตู้ ามเสดจ็ ไวผ้ มยาว
ตงั้ แตก่ ่อนออกเดินทาง



จากน้นั พระองคท์ รงเปล่ียนแบบพระเกศาดว้ ย

• ขา้ ราชการทงั้ หลาย
กเ็ ปล่ยี นตามพระราชนิยม
ทาใหท้ รงมหาดไทย
เรม่ิ เส่อื มความนิยม

• เม่ือรชั กาลท่ี 5 ทรงขนึ้ ครองราชยส์ มบตั ิ
มีพระราชดารจิ ะเสด็จประพาสตา่ งประเทศ พ.ศ. 2413-14
จงึ เสด็จฯ เมืองสงิ คโปรข์ ององั กฤษ
และเมืองบะเตเวีย เมืองสมารงั ของฮอลนั ดา

• https://www.silpa-mag.com/history/article_66120

เหตุผลของการมาสิงคโปร์
ปรากฏอยใู่ นพระราชดารัสรัชกาลท่ี 5
ตอบพวกพอ่ คา้ ชาวสิงคโปร์ในงานเล้ียงรับรองวา่

“เปนความยนิ ดขี องเราอยา่ งหน่งึ
เมอื่ เรามาเยยี่ มเยอื นเมอื งตา่ งประเทศ ภายนอกพระราชอาณาจกั ร
ไดม้ าถงึ เมอื งสงิ คโปรก์ อ่ น
เพราะนอกจากทเี่ ปนเมอื งคา้ ขายใหญ่โต
ยงั เปนเมอื งซ่ึงไดม้ ไี มตรชี อบพอคา้ ขายกนั
กบั กรุงสยาม
อยูเ่ ปนอนั มาก”



สาหรับเส้ือราชปะแตนน้นั
เกิดข้ึนเมื่อ พ.ศ. 2415

เรม่ิ ตน้ จากท่ีรชั กาลท่ี 5
ทรงเหน็ วา่ เสอื้ นอกแบบฝร่งั ใสแ่ ลว้ รอ้ นอบอา้ ว
เพราะตอ้ งมีเสอื้ ใน ผา้ ผกู คอ
• จงึ ทรงคดิ ฉลองพระองคค์ อปิด กระดมุ 5 เมด็

ไมต่ อ้ งสวมเสอื้ ชนั้ ใน
เรยี กกนั วา่ “ราชปะแตน”
เพราะมาจาก “ราช” กบั “Pattern” (รูปแบบ)

ช่วงการเปลี่ยนทรงผม

เอนก นาวิกมลู
บรรยายวา่
• ขนุ นางผใู้ หญ่บางราย

ยกั ยา้ ยตดั ผมขา้ งลา่ งสนั้ ขา้ งบนยาว
เรยี กกนั วา่ “ผมรองทรง” (ครง่ึ ไทยครง่ึ ฝร่งั )

• จงึ ถือวา่ ผมแบบรองทรง
เรม่ิ เกิดมาตงั้ แตส่ มยั นนั้

ขณะท่ีผหู้ ญิง
กม็ ีเปลี่ยนแปลงทรงผมเช่นกนั

เปล่ยี นจากผมปีกแบบเก่ามาไวผ้ มยาว
• เรม่ิ เพ่มิ เสอื้ แขนยาวแลว้ จงึ หม่ สไบทบั

• ในช่วง พ.ศ. 2416
โดยโปรดฯ ใหผ้ หู้ ญิงในราชสานกั ใสเ่ สอื้ แขนยาว
ชายเสอื้ เพียงบนั้ เอว และหม่ แพร สไบเฉียงบา่ นอกเสอื้
และใหส้ วมเกือกบ๊ตู กบั ถงุ เทา้ ตลอดน่อง

• และยงั เกิดเสอื้ ลายลูกไม้และเสอื้ แขนพองแบบหมูแฮม

สมเดจ็ พระปิ ตจุ ฉาเจ้า เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบรุ ีราชสิรินธร
ไว้พระเกศายาว หวเี สยด้านหน้า ฉลองพระองค์แบบตะวนั ตก ฉลองพระองค์แขนหมแู ฮม
ทรงถงุ พระบาท และฉลองพระบาทหนังหุ้มส้น (ภาพจากหนังสือ ราชพัสตราภรณ์)

จากซ้าย: สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร
(ขานพระนามว่า ทูลกระหม่อมหญิง), พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกลุ ินี,
เจ้าคุณจอมมารดาสาลี และสมเดจ็ พระปิ ตจุ ฉาเจ้า สุขมุ าลมารศรี พระอัครราชเทวี

รัชกาลท่ี 8 – รัชกาลท่ี 9 : รัฐนิยม ถงึ ชุดประจาชาติ

• ในสมยั รชั กาลท่ี 8
นโยบายของจอมพล ป. พบิ ลู สงคราม
กเ็ ขา้ มาปรบั เปล่ยี นการแตง่ กายอีกครงั้

• หลงั จากเขา้ มาดารงตาแหน่ง
พ.ศ. 2481 ใหช้ ายและหญิงสวมหมวก
เสอื้ มีแขน (ชาย) และรองเทา้

• ผหู้ ญิงตอ้ งสวมเสอื้ คลมุ ไหล่ และชกั ชวนใหส้ วมผา้ ถงุ แทนโจงกระเบน

เมื่อมาถึงสมยั รัชกาลท่ี 9

• ในช่วงก่อนพ.ศ. 2500
การแตง่ กายใกลเ้ คียงกบั สมยั รชั กาลท่ี 8
มีรายละเอียดเปล่ยี นแปลงบา้ งเลก็ นอ้ ยตามสมยั นิยม

• อาทิ กระโปรงนิวลุคของฝ่ายหญิง
(กระโปรงบาน น่งั กบั พืน้ แลว้ จะเหน็ เป็นวงกลม)
กบั กระโปรงสุ่มไก่

หลงั พ.ศ. 2500

จงึ เรม่ิ มี “ชุดแตง่ กายประจาชาต”ิ ทงั้ หญิงและชาย
• โดยเกิดในฝ่ายหญิงก่อนในพ.ศ. 2503

สบื เน่ืองมาจากพระราชดาริ
ในสมเดจ็ พระนางเจ้า พระบรมราชนิ ีนาถในรัชกาลที่ 9
• เม่ือครงั้ เสดจ็ ฯ เยือนยโุ รปและอเมรกิ า 14 ประเทศ
ทรงโปรดฯ ใหค้ ิดชดุ ประจาชาติรวม 8 แบบ
เพ่ือสวมในโอกาสตา่ งๆ
ดงั เรยี กกนั วา่ “ชุดไทยพระราชนิยม”

อีกดา้ นหน่ึงช่วงพ.ศ. 2511 กเ็ ริ่มเป็นยคุ
ของ “แฟช่ัน” สมยั นิยม

ซง่ึ เปล่ยี นแปลงกนั ตามกระแส
ตงั้ แต่ กระโปรงสนั้ กระโปรงมดิ ี้ (ครง่ึ นอ่ ง)
กระโปรงแมก็ ซ่ี (ใสไ่ ปงานราตร)ี
• เม่ือพ.ศ. 2513

มีกระแสฮิปปี้ (เสรชี นตะวนั ตก)
กเ็ รม่ิ มีไวผ้ มยาว มาถงึ กางเกงขายาว
ท่ีมีศพั ทเ์ รยี กกนั วา่ กางเกงเด๊ฟ (ลีบทงั้ ขา)
กางเกงม้อด (ลีบเฉพาะหวั เขา่ )
กางเกงเซลเลอร์ (หลวมตงั้ แตเ่ อวถงึ กรอมรองเทา้ )
และกลายเป็นกางเกงแบบสภุ าพท่ีดเู รยี บแตส่ ภุ าพ สวมใสส่ บายในปัจจุบนั

https://www.silpa-mag.com/culture/article_35511




Click to View FlipBook Version