ตอนท ี่21 ดาริกาและภัสสรถูกจับเหวี่ยงลงบนพื้นป่ ารกร้าง ภัสสรเอาตัวกั้นดาริกาไว้ ถ้าหากจะยิงก็ให้ยิงเธอ ไม่ใช่กับดาริกา ทหารญี่ปุ่ นกลุ่มหนึ่งก าลังท าร้ายทั้งดาริกาและภัสสร ทั้งสองสาวกอดกันราวกับว่าพรุ่งนี้จะไม่มีชีวิตอยู่กันอีกแล้ว แต่ช้ากว่ารถของผู้กองมาซาฮิโระ ที่เพิ่งแล่นมาถึง และกองกา ลงัของญ่ีปุ่ นอีกหนึ่งหยิบมือ พลโทยามากจูเิห็นท่าว่าจะไม่ดีแลว้ ดังนั้นจึงสั่งลูกน้องตนเองปล่อยดาริกาและภัสสรออกไป “อย่าให้ทางการญี่ปุ่ นกับไทยต้องผิดใจกันด้วยเรื่องแค่นี้” สิ้นเสียงของผู้กองมาซาฮิโระ พลโทยามากูจิถึงแม้ว่าจะขัดแย้งกับผู้กองมาซาฮิโระหลายๆเรื่อง แต่สุดท้ายยอมปล่อยตัวดาริกาและภัสสรไป “ปล่อยตัวผู้หญิงสองคนนั้นออกไป” มื่อทั้งคู่เป็นอิสระ ต่างคนต่างโผกอดคนรักของตน และผู้กองมาซาฮิโระเอ่ยกับพลโทยามากูจิ “ผมจะไม่รายงานซาโต้ซังก็ได้นะ ถ้ายังไม่เลิกยุ่งกับดาด้าซังล่ะก็ น่าดู!” พลโทยามากูจิโกรธจนกัดฟัน “ผมจะเอาผิดกับคนที่ก่อเรื่องนี้ให้ได้!” หลังจากความวุ่นวายได้จบลงไป ทั้งหมดสามารถช่วยดาริกาและภัสสรได้ส าเร็จ ทุกคนกลับไปยังวังหลวง ผู้กองมาซาฮิโระประกาศกร้าวในวัง ด้านอนงค์กับอุ่นเรือนรู้สึกตัวสั่น อนงค์รวบรวมสติและตอบกลับผู้กองมาซาฮิโระไปด้วยความสงบแต่แฝงความแข็งกระด้างในที “ดิฉันเองก็ถูกพวกนั้นบังคับให้ท าเช่นนั้น” ผู้กองมาซาฮิโระพยักหน้า
“ผมพอจะเข้าใจแล้ว ว่าแต่…” ผู้กองมาซาฮิโระสงสัยเรื่องเสรีไทย “พวกคุณเป็นเสรีไทยกันเหรอ?” “ไม่เลย ไม่เกี่ยวเลย” ทั้งหมดปฏิเสธพร้อมกัน ผู้กองมาซาฮิโระพยักหน้า “เออ แปลกเนอะ ใส่ร้ายคนสยามได้ทุเรศที่สุดเลย” ทุกคนเห็นด้วย ผู้กองมาซาฮิโระยืดตัวตรง และขอตัวลา “นี่ไม่ใช่รวมญาติ แต่ถ้าสงครามสงบ คงจะดีมากๆเลยนะครับ รู้สึกอบอุ่นดี” ทุกคนเห็นด้วยไปอีก และเรวัตรเอ่ยขึ้นมาว่า “ผมบอกตามตรง ผมเกลียดสงครามมากเลย” ทุกคนหันมาทางเรวัตรและเห็นด้วยกันหมดเลย ไม่เว้นผู้กองมาซาฮิโระที่พยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง “ทีนี้ผมก็กลับได้แล้วใช่มั้ย?” หลังจากที่ร ่าลาทั้งดังฟ้า เรวัตร ภาคิน รวมไปถึงผู้กองมาซาฮิโระ ดาริกาและนิรันดร์ก าลังจะเข้าเรือนอัญชัน ส่วนภัสสรก็ขอไปอยู่กับดาริกาและนิรันดร์ด้วย ยังไม่ทันจะเข้าเรือนอัญชันดี ก็พบอนงค์ยืนขวางอยู่ตรงนั้น ส่วนอุ่นเรือนก็คุมคนงานในเรือนตามค าสั่งของแม่เธอไป และไม่เกี่ยวอะไรกับเรือนอัญชันตรงนี้อยู่แล้ว เมื่ออนงค์พบกับกลุ่มของดาริกา ก็เกิดการทุ่มเถียงขนาดใหญ่ “ถอยไป!” นิรันดร์เกรี้ยวกราดเข้าข่ม อนงค์เหยียดยิ้มขึ้นมา “ฉันรู้นะว่าพวกแกเป็นพวกเสรีไทย ต้องการอะไรจากที่นี่?” และนิรันดร์ก็เหยียดเข้ามาเผชิญหน้ากับอนงค์ “ผมก็รู้ด้วยเหมือนกันว่าป้าท าธุรกิจอะไรกะพวกยุ่นนั่น และผิดกฎหมายเสียด้วย” อนงค์เถียงกลับ “ไหนเล่าหลักฐาน?” “แล้วตอนที่ป้ากล่าวหาพวกเราน่ะ ไหนเล่าหลักฐาน?” อนงค์กัดฟันจึเบาๆ ก่อนที่จะล่าถอยไป เพราะรู้ว่าตนต้องสู้ไม่ได้แน่นอน เมื่ออนงค์ลับตา นิรันดร์เอ่ยเบาๆอย่างไม่พอใจ “โธ่! นึกว่าจะแน่!” หลังจากผ่านความวุ่นวายไปอีกเดือน ทุกอย่างเงียบสงบราวกับว่าก่อนหน้านั้นไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเลย ดาริกา ภัสสร และนิรันดร์ไปเดินเล่นที่ตลาดแถวบางโพกัน หลังจากที่ดูแลท่านชายอิทธิในช่วงเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยนั่งรถของภัสสรไป หลังๆภัสสรดูสนิทกับดาริกามากขึ้น อาจด้วยเป็นเพราะมีภารกิจอีกส่วนที่ต้องดูแลดาริกากับนิรันดร์ด้วย (ตามค าสั่งของท่านชายอิทและคุณบอร์โด) ตลาดวันนี้คึกคักและกว้างขวางมาก มีของขายมากมายไม่ว่าจะเป็น เนื้อสัตว์บก เนื้อสัตว์ทะเล ผัก ผลไม้ สมุนไพร ดอกไม้ เสื้อผ้า และหลายๆอย่างด้วยกัน บริเวณแนวตึกแถวก็มีร้านขายแผ่นเสียงมากมาย แต่ส่วนมากมักจะเป็นแผ่นครั่ง เพราะแผ่นเสียงแบบไวนิลมีขายเฉพาะในกรุงเทพและหาซื้อได้ยากอีกทั้งมีราคาสูง ยากที่คนต่างจังหวัดจะเข้าถึง
ส่วนโรงภาพยนตร์นั้น ก็สถานการณ์หนักกว่าร้านขายแผ่นเสียงเสียอีก เพราะโรงภาพยนตร์ที่ต่างจังหวัดไม่ได้มีมากมายเท่าในกรุงเทพ กอปรกับยุคสงครามด้วย ยิ่งไม่มีภาพยนตร์อะไรให้ดูเยอะนัก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นภาพยนตร์เงียบ ภาพยนตร์ที่มีนโยบายส่งเสริมความเป็นชาตินิยม ซึ่งภาพยนตร์อันหลังดูจะเยอะกว่าภาพยนตร์เงียบที่มีเนื้อหาธรรมดาเสียอีก และภาพยนตร์เหล่านั้นก็ฉายให้กับชนชั้นสูงเข้ามาดูเสียมากกว่า เสียงตามสายก็ดังขึ้นมาเป็นระยะๆ ส่วนใหญ่จะโฆษณาประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับพันธกิจของรัฐบาล และการปฏิบัติตัวช่วงสงคราม อีกทั้งยังมีเรื่องจิปาถะ เช่น การแต่งตัว การพูดจา ข่าวลือในยามสงคราม ภัยร้ายในช่วงสงครามเป็นต้น ทุกตึกก็จะมีประกาศส าคัญในยามสงคราม อีกทั้งแบบเรียนภาษาไทยฉบับ จอมพลแปลก พิบูลสงครามด้วย บรยายกาศในบริเวณนั้น ไม่สุขและทุกข์จนเกินไป เรียกได้ว่า เรียบง่ายและธรรมดา ชาวบ้านที่บางโพแทบไม่ต่างอะไรจากต่างจังหวัดเลย เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เป็นพวกชาวไร่ชาวสวน น้อยนักที่จะมีคนเมืองเข้ามาเดินเล่นแถวๆนี้ การแต่งตัวของคนที่นี่ก็คือปฏิบัติตามระเบียบที่ทางการระบุออกมาอย่างเคร่งครัด แบ่งแยกชายหญิงชัดเจน วันนี้มีขนมจีนนั่งกิน ผักเครื่องเคียงต่างๆมีมากมาย ภัสสรชวนดาริกากับนิรันดร์กินขนมจีนกันที่ร้านหาบเร่ข้างท่าเรือบางโพ “ดาด้า ทางนั้นมีขนมจีนนะ เรามากินด้วยกันไหม?” ดาริกายิ้มและพยักหน้า “กินสิ เราไปนั่งคุยกันตรงนั้นดีกว่านะ” “อืม” ด้านนิรันดร์เอ่ยขึ้นมาว่า “อ้าว? แล้วฉันล่ะ?” ภัสสรหันมาแว้ดกลับ “ถ้าจะกินก็มาด้วยกันสิยะ!” นิรันดร์ท าทีล้อเลียนภัสสร ภัสสรแทบอยากจะทุบหลังด้วยความหมั่นไส้ เมื่อขนมจีนมาถึงมือทุกคนแล้ว โชคดีที่สาวๆนุ่งกางเกงขายาวกัน เลยนั่งยองๆในบริเวณนั้นได้อย่างสะดวก ต่างคนต่างหยิบผักเคียงกินกันอย่างเอร็ดอร่อย ดาริกาถามภัสสรในฐานะที่เป็นคนคุ้นเคยกัน “ต๊ะ” “ว่าอย่างไรล่ะดาด้า?” “เธอจะโกรธฉันไหม? ถ้าฉันจะถามเธอเรื่องหนึ่ง” “แล้วฉันจะโกรธเธอไปท าไม? เธอถามมาฉันก็ตอบ บางอย่างที่ถามไม่ได้ ฉันก็ไม่ตอบ” “เธอเป็นใครกันแน่? ท าไมเธอดูสนิทสนมกับคุณบอร์โดมากกว่าท่านชายอิทล่ะ?” ภัสสรเห็นว่าเรื่องนี้ควรตอบ เธอจึงตอบ “ฉันท างานราชการเป็นทหารเรือน่ะ และก็ หมี่-มี หง่าน-ง้าน หลับ-ลั้บ” สายตาของภัสสรตอนนี้ไม่ได้อยู่กับดาริกาและนิรันดร์แล้ว สายตาของเธอก าลังจ้องมองคนที่แอบดูเธออยู่
และดูเหมือนว่าสถานการณ์บางอย่างยังลูกผีลูกคนอยู่ ส่วนดาริกาเคยได้ยินภาษากบมาเหมือนกัน มันคือภาษาที่ใช้ในช่วงสงครามโลก เมื่อภัสสรส่งสัญญาณมาแบบนี้ เธอต้องสนทนากลับไปด้วยภาษากบเช่นกัน “แล่ว-แล้ว หง่าน-ง้าน หนั่น-นั้น ขื่อ-คื้อ อ่า-อ๊า ไหร่-ไร้?” “เดี่ยว-เดี๊ยว เถ่อ-เธ้อ ก่อ-ก๊อ หรู่-รู๊” “ไฉ่-ใช้ หง่าน-ง้าน ถี่-ที้ ฉั่น-ชั้น ถ ่า-ท ้า หรื่อ-รื้อ เปล่า-เปล๊า?” “บอก-บ๊อก ไหม่-ไม้ ได่-ได๊ ต่อน-ต๊อน หนี่-นี้?” ดาริกาพยักหน้าเชิงรับรู้ และคนที่สังเกตพวกเธอนั้นก็จากไป ภัสสรกับดาริกาถอนหายใจขึ้นมาพร้อมกัน ด้านนิรันดร์ก็กินขนมจีนเงียบๆไป “เบื่อ-เบื๊อ ส่ง-ซ้ง ข่าม-คร้าม” ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยในสิ่งที่นิรันดร์พูด จู่ๆมีเสียงสัญญาณเตือนภัยดังระงมทั่วแดน ท าให้ละแวกบางโพต้องรีบหนีเข้าหลุมหลบภัยอย่างจ้าละหวั่น เพราะเป้าหมายที่เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดนั้นก็คือบางซื่อ สะพานพระราม 6 และโรงงานปูนซีเมนต์ไทย อีกนัยหนึ่งคือละแวกนี้เดินทางอีกไม่กี่อึดใจก็เข้าสู่พระนครแล้ว เสียงอื้ออึงระงมร้องไห้ท าให้บรรยากาศนั้นเศร้าหดหู่กันไป ด้านภัสสรก็กอดดาริกาไว้ แต่อีกใจก็ห่วงแม่ที่บางโพมาก ล าพังสวนส้มไม่เท่าไหร่ แต่ชีวิตแม่ของเธอส าคัญกว่า รวมไปถึงน้องชายอย่างภาคินด้วย นิรันดร์ก็กังวลแทนสาวๆ เพราะเขาไม่รู้เหมือนกันว่าไอ้ระเบิดบ้านี่จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ แต่อีกไม่นาน ระเบิดที่ฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งไว้ก็ระเบิดลง แต่ยังคงเหลือซากปรักหักพัง อีกทั้งไฟที่ยังไม่มอดดับดีเอาไว้ ทหารนายหนึ่งอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยออกจากเรือนที่ก าลังถูกไฟไหม้เละเป็นจุล ร่างเด็กหญิงคนนั้นแน่นิ่งไร้ลมหายใจแล้ว เมื่อร่างเด็กหญิงสู่อ้อมอกของพ่อแม่ สร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่งยวดให้กับทุกฝ่าย ส่วนชาวบ้านที่เหลือก็ออกไปดูความเสียหายนั้น ก็ล้วนมีแต่ทุกข์ใจกลับมา ถึงแม้ว่าบางครอบครัวจะปลอดภัยมีชีวิตกันก็ตามที