วิจัยในชนั้ เรยี น
เรือ่ ง
ความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน
โดยใช้ดว้ ยเครื่องมือการสอนคิด (Thinking Tools)
ของนกั เรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 ห้อง 2 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563
นางสาวอภลิ ดา ขันคำ
ตำแหนง่ ครู
โรงเรยี นบ้านแซววิทยาคม
อำเภอเชยี งแสน จังหวดั เชยี งราย
สำนักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 36
สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน
เร่อื
ประกาศคณุ ูปการ
การศึกษางานวิจัยในคร้ังนี้ สำเร็จได้ด้วยความกรุณาจากที่ปรึกษา คือ นายปรีชา คำแสน ตำแหน่ง
ครูชำนาญการพิเศษ ท่ีได้ให้ความช่วยเหลือ ให้ความรู้ ความคิด คำแนะนำ คำปรึกษาตลอดจนการตรวจแก้ไข
ข้อบกพร่องตา่ งๆ เป็นอยา่ งดี จนการศกึ ษาวิจัยในคร้ังนี้เสร็จสมบรู ณ์ ผู้วิจัยขอขอบคุณเป็นอย่างสงู ไว้ ณ ทน่ี ี้
ขอขอบพระคุณท่านผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแซววิทยาคม คือ นายกุศล มีปัญญา ท่ีกรุณาให้ความ
อนุเคราะห์ ให้คำแนะนำ ให้ความรู้ ความคิดที่มีประโยชน์ และอำนวยความสะดวกในการศึกษาวิจัยในคร้ังนี้
เป็นอย่างดี และขอขอบใจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 ของโรงเรียนบ้านแซววิทยาคมทุกคนท่ีให้ความ
ร่วมมือเป็นอย่างดีในการวิจัยและเก็บข้อมูลท่ีใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ จนกระทั่งการศึกษาวิจัยครั้งนี้เสร็จ
สมบูรณ์
นางสาวอภิลดา ขันคำ
ผวู้ จิ ัย
สารบัญ
บทท่ี 1 บทนำ หนา้
1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของการวิจัย
บทท่ี 2 1.2 วัตถุประสงค์การวจิ ยั 1
บทท่ี 3 1.3 ขอบเขตของการวิจยั 1
1.4 นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ 1
บทที่ 4 1.5 ประโยชนท์ ค่ี าดวา่ จะได้รับ 1
บทที่ 5 เอกสารและงานวิจัยทเี่ กย่ี วข้อง 1
ภาคผนวก 1. แนวคดิ ทฤษฎที เี่ ก่ียวข้องกบั ความพึงพอใจ 2
2. แนวคดิ ทฤษฎที ีเ่ กีย่ วขอ้ งกับการจัดการเรยี นการสอน 3
3
โดยใช้เครอื่ งมอื การสอนคดิ (Thinking Tools)
วิธดี ำเนนิ การวจิ ยั 5
1. ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง 12
2. เครอื่ งมือท่ใี ชใ้ นการวิจยั 12
3. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล 12
4. การวิเคราะหข์ ้อมูลและสถิติท่ีใชใ้ นการวิจัย 13
ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู 13
สรุปการวิจยั และข้อเสนอแนะ 14
5.1 สรปุ ผลการวจิ ยั 16
5.2 ข้อเสนอแนะในการวิจยั 16
17
รปู ภาพประกอบการทำวิจัย 18
19
ช่ืองานวิจัย ความพึงพอใจในการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนโดยใช้ด้วยเครื่องมือการ
สอนคดิ (Thinking Tools) ของนกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 หอ้ ง 2
ชือ่ ผู้วจิ ยั ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ นางสาวอภลิ ดา ขนั คำ
การงานอาชพี
บทคดั ย่อ
การศกึ ษาวจิ ัยคร้ังนี้ มีวัตถุประสงคเ์ พ่ือพฒั นาความสามารถในการเรียนวชิ าการงานอาชีพ และเพอ่ื
แกป้ ัญหานักเรียนไม่ตั้งใจเรยี น โดยใช้เครอ่ื งมือการสอนคิด (Thinking Tools) สำหรับนกั เรยี นระดับช้นั
มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1/2 โรงเรียนบ้านแซววิทยาคม ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563 กลมุ่ ทดลองเปน็ นักเรียน
ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1/2 จำนวน 26 คน โดยให้นักเรยี นใช้เครอื่ งมือการสอนคดิ (Thinking Tools)
ผลการศกึ ษาปรากฏว่าการจดั กิจกรรมในห้องเรยี นหากใชเ้ ครืองมือสอนคิด(Thinking Tools) ควบคู่ไปด้วยจะ
ทำให้นักเรยี นเกดิ กระบวนการเรียนรู้ทมี่ ีประสทิ ธิภาพมากขน้ึ
การจัดการเรียนการสอนโดยใช้เคร่ืองมือการสอนคิด (Thinking Tools) ทำให้นักเรียนเกิดการ
กระตุ้นพัฒนาการทางความคิดของผู้เรียนให้เกิดการแลกเปล่ียนเรียนรู้ระหว่างครูและผู้เรียนหรือผู้เรียนด้วย
กันเองให้สามารถคิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์และสังเคราะห์ ซ่ึงทำให้เด็กมีความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ในทุกสาระ
การเรียนรทู้ ดแทนรปู แบบการเรยี นการสอนแบบเดมิ ๆ ทีค่ รูเป็นเพยี งผบู้ รรยายใหเ้ ด็กฟัง
1
บทที่ 1 บทนำ
1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของการวิจัย
ในภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563 ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัตหิ นา้ ทใี่ นการจัดกิจกรรมการ เรียนการ
สอนในรายวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ 2 รหัสวิชา ง21102 ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านแซว
วิทยาคม ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เครื่องมือการ
สอนคิด (Thinking Tools) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาการ จัดการเรียนการสอนให้เกิดผลดี
แก่ผเู้ รยี นและทำให้ผเู้ รียนมคี วามพงึ พอใจมากทีส่ ดุ
1.2 วัตถปุ ระสงค์การวจิ ัย
เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน โดยใช้เครื่องมือการสอนคิด
(Thinking Tools) ของครูผู้สอนในรายวิชาการงานพ้ืนฐานอาชีพ 2 รหัสวิชา ง21102 ระดับช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียนบา้ นแซววิทยาคม ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2563
1.3 ขอบเขตของการวิจัย
1.3.1 ขอบเขตด้านประชากร ในการวิจยั ครั้งน้กี ำหนดประชากรเป็นนักเรียนระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่
1/2 ท่ีเรียนวชิ าการงานพื้นฐานอาชพี 2 รหัสวชิ า ง21102 จำนวน 26 คน
1.3.2 ขอบเขตด้านตัวแปรที่จะศึกษา ตัวแปรท่ีจะศึกษา ได้แก่ ความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อการ
จัดการเรียนการสอนในรายวิชาการงานพ้ืนฐานอาชีพ 2 รหัสวิชา ง21102 โดยใช้เครื่องมือการสอนคิด
(Thinking Tools)
1.4 นยิ ามศัพท์เฉพาะ
นักเรียน หมายถึง บุคคลท่ีเข้ารับการศึกษาและกำลังศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1/2 ใน
โรงเรียนบา้ นแซววิทยาคม ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563
ความพงึ พอใจ หมายถงึ ความรสู้ ึกหรือทศั นคติของนักเรียนทีม่ ีต่อการจัดการเรียนการสอน ในวิชาการ
งานพืน้ ฐานอาชีพ 2 รหสั วิชา ง21102 โดยใช้เครอื่ งมอื การสอนคิด (Thinking Tools)
วิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน หมายถงึ กระบวนการในการจัดการเรียนการ สอนในชั้น
เรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญด้วยวิธีการสอนท่ีหลากหลาย ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ได้อภิปราย ซักถาม
แสดงความคิดเห็น ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความรู้และทักษะในการนำไปปฏิบัติได้จริง ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการ
เรยี นรคู้ น้ ควา้ สืบค้นขอ้ มูลและแสวงหาความรดู้ ้วยตนเอง
การวัดและประเมินผลการเรียนการสอน หมายถึง กระบวนการที่จะได้มาซึ่งข้อมูลทาง การศึกษา
ตาม จุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน โดยอาศัยเคร่ืองมือ เทคนิค วิธีการท่ีหลากหลาย แล้วนำมาตัดสิน
คณุ ค่า อยา่ ง สอดคล้องกับกจิ กรรมการเรยี นรู้ทจี่ ดั ให้ผู้เรยี น และอิงพัฒนาการของ ผ้เู รยี น
ปัจจัยสนับสนุนการเรียนการสอน หมายถึง ห้องเรียน ส่ือ และส่ิงอำนวยความสะดวก ในห้องเรียน
หนังสอื ตำรางานวิจยั วิทยานิพนธส์ ำหรับการศึกษาค้นคว้ารวมไปถึงเครื่องคอมพวิ เตอร์ และระบบอินเตอร์เน็ต
การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง เป็นการประเมินการแสดงออกของ ผู้เรียนรอบด้านตลอดเวลา ใช้ข้อมูล
และวธิ กี ารหลากหลาย ดว้ ยวธิ กี ารและเคร่อื งมอื ดังน้ี
2
1. ศึกษาวัตถุประสงค์ของการประเมิน เป็นการประเมนิ เพ่ือพัฒนาผู้เรียนรอบด้าน ดงั นั้น จึงใช้วิธีการ
ท่ี หลากหลาย ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์เช่น การสังเกต สัมภาษณ์ การตรวจผลงาน การทดสอบ บันทึกจาก
ผเู้ กี่ยวข้องการรายงานตนเองของผเู้ รยี น แฟม้ สะสมงาน เป็นต้น
2.กำหนดเคร่ืองมือในการประเมิน เมื่อกำหนดวัตถุประสงค์ของการประเมิน ให้เป็นการประเมิน
พัฒนาการของผู้เรียนรอบด้านตามสภาพจริงแล้ว ในการกำหนดเครื่องมือจึงเป็นเคร่ืองมือ ที่หลากหลาย การ
ใช้สื่อและเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมในการสอนเพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรยี นอยา่ งเหมาะสม เป็นการใชว้ ธิ ี
ระบบในการปรับปรุงและคิดค้นพัฒนาวิธีสอนแบบ ใหม่ๆ ที่สามารถตอบสนองการเรียนรายบุคคล การสอน
แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การเรียนแบบมี ส่วนร่วม การเรียนรู้แบบแก้ปัญหา การ พัฒนาวิธีสอนจ าเป็นต้อง
อาศัยวิธีการและเทคโนโลยีใหม่ๆ เขา้ มาจัดการและสนับสนุนการเรียนการสอน ตัวอย่าง นวัตกรรมท่ีใช้ในการ
เรียนการสอน ได้แก่ การสอนแบบศนู ย์การเรียน การใชก้ ระบวนการกลุ่มสัมพนั ธ์ การสอน แบบเรยี นรู้ร่วมกัน
และการ เรยี นผา่ นเครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอร์และอนิ เทอรเ์ นต็ การวิจัยในชั้นเรียน ฯลฯ
1.5 ประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะได้รบั
ผูว้ ิจัยได้ข้อมูลที่นา่ เชือ่ ถือในการนำไปเปน็ แนวทางในการปรับปรงุ และพฒั นาการจัดการเรยี นการสอน
และการจัดการเรยี นรู้ได้สอดคล้องกบั ความต้องการของผเู้ รียน
3
บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยท่เี ก่ียวขอ้ ง
การศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนในวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ 2 รหัสวิชา ง
21102 โดยใช้เคร่ืองมือการสอนคิด (Thinking Tools) ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1/2 โรงเรียนบ้านแซว
วทิ ยาคม ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563 ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้องตาม
ประเด็นสำคัญในการวิจยั ดงั นี้
1. แนวคดิ ทฤษฎีทเี่ กี่ยวข้องกับความพึงพอใจ
2. แนวคิดทฤษฎีที่เก่ียวข้องกับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เคร่ืองมือการสอนคิด (Thinking
Tools)
3. งานวิจยั ทเี่ กย่ี วข้อง
1. แนวคิดทฤษฎีทีเ่ ก่ียวขอ้ งกับความพึงพอใจ
1.1 ความหมายของความพึงพอใจ
ชริณี เดชจินดา (2535, หน้า 6) ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึก
นึกคิดหรือทัศนคติของบุคคลท่ีมีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือปัจจัยท่ีเกี่ยวข้องความรู้สึกพอใจ จะเกิดข้ึนเม่ือความ
ต้องการของบุคคลได้รับการตอบสนองหรือบรรลุจุดมุ่งหมายในระดับหน่ึง ความรู้สึกดังกล่าวจะลดลงและไม่
เกิดขึ้นหากความตอ้ งการหรอื จดุ มงุ่ หมายนน้ั ไม่ได้รับการ ตอบสนอง
สง่า ภู่ณรงค์(2540, หน้า 9) ได้กล่าวว่าความพึงพอใจหมายถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้น เม่ือได้รับ
ความสำเร็จตามความมุ่งหมาย หรือเป็นความรู้สกึ ขน้ั สุดทา้ ยที่ได้รับผลสำเร็จตามวตั ถุประสงค์
ปริญญา จเรรัชต์และคณะ(2546, หน้า 3) กล่าวไว้ว่าความพึงพอใจ หมายถึงท่าทีความรู้สึก หรือ
ทัศนคตใิ นทางทดี่ ีของบุคคลท่ีมตี ่อสิ่งท่ีปฏิบัติร่วมปฏิบัตหิ รอื ได้รบั มอบหมายให้ปฏิบัติโดย ผลตอบแทนทไี่ ดร้ ับ
รวมทัง้ สภาพแวดล้อมตา่ งๆ ทเี่ ก่ียวขอ้ งเป็นปัจจัยทำใหเ้ กดิ ความพงึ พอใจ หรอื ไม่พึงพอใจ
จากความหมายของความพึงพอใจดังกล่าวพอสรุปความได้ว่าความพึงพอใจเป็นทัศนคติอย่างหนึ่งที่
เป็นนามธรรมเป็นความรู้สึกส่วนตัวทั้งทางด้านบวกและลบข้ึนอยู่กับการได้รับการตอบสนองเป็นส่ิงที่กำหนด
พฤตกิ รรม ในการแสดงออกของบุคคลที่มีผลต่อการเลือกท่ีจะปฏิบัติสง่ิ ใดส่ิงหนึ่ง
1.2 แนวความคดิ และทฤษฎีท่ีเกี่ยวกับความพงึ พอใจ
วิชัย เหลืองธรรมชาติ(2531, หน้า 9) ได้ให้แนวความคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจว่า ความพึงพอใจมี
ส่วนเก่ียวข้องกับความต้องการของมนุษย์ คือพึงพอใจจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความต้องการของมนุษย์ได้รับการ
ตอบสนองซ่งึ มนษุ ย์ไม่วา่ อยู่ในท่ีใดย่อมมคี วามต้องการขั้นพนื้ ฐานไม่ตา่ งกนั
สุเทพ พานิชพันธ์ุ(2541, หน้า 5) ได้สรุปถึงส่ิงจูงใจที่ใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นให้บุคคลเกิดความพึง
พอใจไว้ดังน้ี
1. สงิ่ จงู ใจท่เี ปน็ วตั ถไุ ดแ้ กเ่ งนิ สิง่ ของเป็นตน้
2. สภาพทางกายทีป่ รารถนาคอื ส่ิงแวดล้อมในการประกอบกจิ กรรมต่างๆซึง่ เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึง่ อัน
กอ่ ใหเ้ กดิ ความสุขทางกาย
3. ผลประโยชน์ทางอดุ มคติหมายถึงสิง่ ต่างๆทสี่ นองความตอ้ งการของบุคคล
4. ผลประโยชน์ทางสังคม คือความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับผู้ร่วมกิจกรรมอันจะทำให้เกิด ความผูกพัน
ความพึงพอใจและสภาพการอยู่ร่วมกันอันเป็นความพึงพอใจของบุคคลในด้านสังคม หรือความม่ันคงในสังคม
ซง่ึ จะทำให้รู้สึกมีหลักประกันและมีความมั่นคงในการประกอบกิจกรรม ความพึงพอใจเป็นความรสู้ ึกท่ีดีที่ชอบ
4
ที่พอใจหรือที่ประทับใจของบุคคลต่อส่ิงใดส่ิงหน่ึง ท่ีได้รับโดยส่ิงนั้นสามารถตอบสนองความต้องการทั้งด้าน
รา่ งกายและจิตใจบุคคลทุกคนมีความต้องการหลายส่ิงหลายอย่างและมีความต้องการหลายระดับซ่ึงหากได้รับ
การตอบสนองกจ็ ะก่อใหเ้ กิดความพงึ พอใจ การจดั การเรียนรู้ใดๆ ทจี่ ะทำใหผ้ ู้เรียนเกิดความพงึ พอใจการเรียนรู้
นั้น จะต้องสนองความต้องการของผเู้ รียนทฤษฏีเกีย่ วกับความตอ้ งการท่ีส่งผลตอ่ ความพึงพอใจทส่ี ำคัญ สรุปได้
ดังนี้ทฤษฏีลำดับชั้นของความต้องการ Maslow (Needs-Herarchy Theory) เป็นทฤษฏีหน่ึงท่ี ได้รับการ
ยอมรบั อย่างกวา้ งขวางโดยต้ังอย่บู นสมมตฐิ านเก่ียวกบั พฤตกิ รรมของมนุษยด์ ังนี้
1. ลกั ษณะความต้องการของมนุษย์ไดแ้ ก่
1.1 ความต้องการของมนุษย์เป็นไปตามลำดับชั้นความสำคัญโดยเร่ิมระดับความต้องการข้ัน
สูงสุด
1.2 มนุษย์มีความต้องการอยู่เสมอเมื่อความต้องการอย่างหน่ึงได้รับการตอบสนอง แล้วก็มี
ความตอ้ งการส่ิงใหมเ่ ข้ามาแทนท่ี
1.3 เม่ือความต้องการในระดับหน่ึงได้รับการตอบสนองแล้วจะไม่จูงให้เกิดพฤติกรรมต่อสิ่ง
น้ันแตจ่ ะมีความตอ้ งการในระดบั สงู เข้ามาแทนและเป็นแรงจงู ใจใหเ้ กดิ พฤติกรรมนัน้
1.4 ความต้องการที่เกดิ ขึน้ อาศัยซึ่งกนั และกันมีลกั ษณะควบคู่คือเมอ่ื ความต้องการอย่างหนึ่ง
ยงั ไม่หมดสิ้นไปก็จะมคี วามตอ้ งการอกี อย่างหนึง่ เกดิ ขึ้นมา
2. ลำดับข้ันความต้องการของมนษุ ย์มี 5 ระดบั ไดแ้ ก่
2.1 ความต้องการพื้นฐานทางด้านร่างกาย (Physiological Needs) เป็นความต้องการ
เบ้ืองต้นเพื่อความอยู่รอดของชีวิตเช่นความต้องการอาหาร น้ำอากาศ เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย
และความต้องการทางเพศ ความต้องการทางด้านร่างกายจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนก็ต่อเมื่อความ
ต้องการท้ังหมดของคนยังไม่ไดร้ บั การตอบสนอง
2.2 ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย (Security Needs) เป็นความรู้สึกท่ีต้องการความ
ม่ันคงปลอดภยั ในปจั จบุ นั และอนาคตซ่ึงรวมถึงความก้าวหน้าและความอบอนุ่ ใจ
2.3 ความต้องการทางสังคม (Social or Belonging Needs) ได้แก่ความต้องการท่ีจะเข้า
ร่วมและได้รบั การยอมรับในสังคมความเป็นมิตรและความรกั จากเพ่ือน
2.4 ความต้องการท่ีจะได้รับการยกย่องหรือมีชื่อเสียง (Esteem Needs) เป็นความต้องการ
ระดับสูง ได้แก่ความต้องการอยากเด่นในสังคม รวมถึงความสำเร็จ ความรู้ความสามารถ ความเป็นอิสรภาพ
และเสรีและการเปน็ ท่ยี อมรบั นับถือของคนท้ังหลาย
2.5 ความต้องการท่ีจะได้รับความสำเร็จในชีวิต (Self Actualization Needs) เป็นความ
ต้องการระดับสูงของมนุษย์ส่วนมากจะเป็นการนึกอยากจะเป็นอยากจะได้ตามความคิดเห็นของตัวเอง แต่ไม่
สามารถแสวงหาได้(Maslow.1970: 69-80)
1.3 การวดั ความพงึ พอใจ
ปริญญา จเรรัชต์และคณะ (2546, หน้า 5) กล่าวว่ามาตรวัดความพึงพอใจสามารถ กระทำได้หลาย
วธิ ไี ด้แก่
1. การใช้แบบสอบถามโดยผู้สอบถามจะออกแบบสอบถามเพื่อต้องการทราบ ความคิดเห็น
ซึ่งสามารถทำได้ในลักษณะที่กำหนดคำตอบให้เลือก หรือตอบคำถามอิสระ คำถามดังกล่าวอาจถามความพึง
พอใจในด้านตา่ งๆ เช่นการบริการการบรหิ ารและเงอ่ื นไขต่างๆ เป็นตน้
2. การสัมภาษณ์เป็นวิธีวัดความพึงพอใจทางตรงทางหนึ่งซึ่งตอ้ งอาศัยเทคนิค และวิธีการที่ดี
ที่จะทำใหไ้ ด้ข้อมลู ทเ่ี ป็นจริงได้
5
3. การสังเกตเป็นวิธีการวัดความพึงพอใจโดยสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเป้าหมาย ไม่ว่าจะ
แสดงออกจากการพูดกิริยาท่าทางวิธีน้ีจะต้องอาศัยการกระทำอย่างจริงจังและการสังเกต อย่างมีระเบียบแบบ
แผน
2. แนวคิดทฤษฎีทเี่ กี่ยวข้องกับการจัดการเรยี นการสอนโดยใช้เครื่องมอื การสอนคดิ (Thinking Tools)
2.1 Thinking School คือนวัตกรรมทางการศึกษาล่าสุดและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลโดย
ครูผู้สอนมีหน้าท่ีเข้าไปกระตุ้นพัฒนาการทางความคิดของผู้เรียนให้เกิดการแลกเปล่ียนเรียนรู้ระหว่างครูและ
ผู้เรียนหรือผู้เรียนด้วยกันเองให้สามารถคิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์และสังเคราะห์ ซึ่งทำให้เด็กมีความเข้าใจได้
อย่างถ่องแท้ในทุกสาระการเรียนรู้ทดแทนรูปแบบการเรียนการสอนแบบเดิมๆ ท่ีครูเป็นเพียงผู้บรรยายให้เด็ก
ฟงั
2.2 รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวทางThinking School ประกอบด้วย หลักการ
วัตถุประสงค์กระบวนการเรียนการสอน หลักการตอบสนอง ระบบสังคม สิ่งสนับสนุน สาระ ความรู้และส่ิง
ส่งเสรมิ การเรียนรู้ท้งั นก้ี ระบวนการเรยี นการสอน มี 4 ขั้นตอนประกอบด้วย
ขน้ั ท่ี 1 Do Now (D) เตรยี มความพรอ้ มในเรอ่ื งที่จะเรยี นกอ่ นเรยี น
ข้ันที่ 2 Purpose (P) แจ้งจดุ ประสงค์ สร้างความกระจ่างท้ังต่อครูและนักเรียนในเรื่องท่ีจะ
เรียนรู้ทศิ ทางการเลอื กข้อมลู เนอื้ หา
ขั้นท่ี 3 Work Mode (W) ปฏิบตั ิกิจกรรมนำเข้าสู่เนื้อหาในหลักสูตรด้วยเคร่ืองมือการสอน
คดิ (Thinking Tools) ดังนี้
1.เครื่องมือ Mind Map คือ เครอื่ งมือในการช่วยคิดและจดบันทึก ใช้เพื่อถ่ายทอดความคิด
ออกมาเป็นแผนภาพ (Visual Tools) แบบเป็นรัศมี โดยมีหัวข้อหลักหรือเร่ืองที่สนใจเป็นจุดศูนย์กลาง แล้ว
แตกประเด็นเป็นหัวข้อย่อยออกไปรอบๆ โดยใช้เทคนิคการเช่ือมโยงด้วย ภาพ สี และเส้น เป็นโครงสร้าง
ตามลำดับชนั้ ออกไปเรือ่ ยๆ อยา่ งสอดคล้องกนั
2. เคร่ืองมือ PMI – เคร่ืองช่วยตัดสินใจ เป็นกิจกรรมท่ีขบคิดถึงข้อดี-ข้อเด่นและจุดที่
นา่ สนใจ ข้อเสนอ มองภาพแบบองค์รวม(Holistic) จัดว่าเปน็ เครอ่ื งช่วยให้การตัดสินใจมีความชัดเจนข้ึน เกิด
การพิจารณาเป็นระบบ ไม่ตัดสนิ ใจเพียงแวบเดียว เป็นเครอ่ื งช่วยอย่างง่ายๆ และสามารถที่จะนำไปใช้ได้ทุกๆ
สถานการณ์
3. เคร่ืองมือ Six Thinking Hats หรือการคิดแบบหมวกหกใบ เป็นวิธีคิดที่มีมุมมอง
แบบ "รอบด้าน" คือเน้นการคิดท่ีครอบคลุมเพื่อไม่ให้เกิดการตกหล่นในเร่ืองใดเร่ืองหน่ึง เป็นการจัดระเบียบ
การคิด ทำให้การคิดมีประสทิ ธิภาพมากข้ึน โดยใช้หมวก 6 ใบเป็นตัวนำเสนอทางเลือกท่ีเป็นไปได้ตามมุมมอง
ต่างๆ ของปัญหา โดยหมวกแต่ละใบจะแทนพลังของการคิดจะมุ่งเน้นไปในทิศทางใดทิศทางหน่ึงเป็นการ
เฉพาะ ซึ่งจะทำให้ความเห็นและความคิดสามารถแสดงออกได้อย่างอิสระ มีความครอบคลุม ลดความขัดแย้ง
ทไ่ี มจ่ ำเป็น และยังสามารถดึงเอาศกั ยภาพของแตล่ ะคนมาใช้ได้อยา่ งเหมาะสมอีกด้วย
4. เคร่อื งมือ K-W-L ประกอบด้วย 3 ขน้ั ตอน ดงั น้ี
1. ขัน้ รู้ = K (Know) ผู้สอนจะตอ้ งตั้งประเด็นผู้สอนจะต้ังประเด็น (หรอื หัวข้อ
บทเรยี น) ให้ผ้เู รยี นทกุ คนทราบ หลงั จากนั้นจงึ ปล่อยให้ผู้เรียนแต่ละคนไดค้ ิด และใหผ้ ู้เรียนแต่ละคน (หรือแต่
ละกล่มุ )ได้เขียนสาระตา่ ง ๆ ทผี่ เู้ รยี นมีความรู้อย่แู ล้วเกยี่ วกับประเด็นทผี่ ู้สอนตงั้ ไวใ้ นกระดาษทีผ่ ูส้ อนแจกให้
2. ข้ันต้องการเรียน = W (Want) หลังจากที่ผู้เรียนบันทึกสาระต่าง ๆ ที่ตนเองมี
ความรู้อยู่แล้วเกี่ยวกับประเด็น(หรือหัวข้อบทเรียน) ท่ีผู้สอนต้ังไว้แล้ว ผู้สอนจะให้ผู้เรียนบันทึกถึงความ
ต้องการท่ีเกี่ยวกับสาระหรือข้อมูลต่าง ๆ ท่ีผู้เรียนต้องการจะเรียนรู้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจจะบันทึกเป็นหัวข้อ
6
ย่อย ๆ ก็ได้ ถ้าเป็นกิจกรรมกลุ่ม สามารถให้กลุ่มช่วยกันคิดว่า ต้องการเรียนรู้ส่ิงใดเพ่ิมเติมในหัวข้อท่ีผู้สอน
กำหนดไว้หลังจากน้ันจะมีการจัดการเรียนรู้ตามปกติซ่ึงอาจให้ผู้สอนเป็นผู้นำชั้นเรียน หรือปล่อยให้ผู้เรียน
ศึกษาบทเรียนแต่เพียงลำพังจากส่ือ ต่าง ๆ ที่ผู้สอนจัดไว้ให้ หรืออาจจะให้ผู้เรียนออกไปค้นคว้าหาความรู้
เกยี่ วกบั หวั ข้อย่อย ๆ ทีผ่ ู้เรียนบันทกึ ไว้ในกระดาษชอ่ ง W
3. ขั้นเรียนรู้แล้ว = L (Learned) ในข้ันสุดท้ายน้ี จะให้ผู้เรียนบันทึกข้อมูลต่าง ๆ
ท่ี ผู้ เรี ย น ได้ เรี ย น รู้ แ ล้ ว จ า ก ขั้ น ต อ น ท่ี ผ่ า น ม า ล ง ใน ก ร ะ ด า ษ ช่ อ ง ท า ง ข ว า มื อ ท่ี เห ลื อ
และให้ผูเ้ รยี นช่วยกันสรุปวา่ สง่ิ ท่ีผู้เรียนรู้แล้ว (K) ส่ิงที่ผ้เู รียนต้องการเรียน (W) และส่ิงทผ่ี ูเ้ รียนเรียนร้แู ลว้ (L)
มีความสัมพันธ์กันหรือไม่ อย่างไร และสรุปผลความรู้ที่ได้ นอกจากนี้ แนวคิดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่าน
โมเดล K-W-L ยังเตรียมความพร้อมและส่งเสริมผู้เรียนในเร่ืองการเรียนรู้เป็นรายบุคคล รวมทั้งการส่งเสริม
แนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิ (Lifelong Learning) อีกด้วย โมเดล K-W-L เอ้ือประโยชน์หลายอย่างต่อผู้เรียน
เชน่
- เป็นเคร่อื งมือนำทางทเ่ี ปน็ รูปธรรมในการคน้ คว้าหาความรู้ของผู้เรียน
- ชว่ ยระบแุ หลง่ ทมี่ าของข้อมูล หรือแหลง่ เรยี นรู้ทชี่ ัดเจน
- สามารถทำการตรวจสอบความนา่ เชื่อถือและความถูกต้องของข้อมลู ไดง้ ่ายหลงั จากเมื่อ
ทราบแหล่งข้อมูล
- ส่งเสริมการมสี ่วนรว่ มในกระบวนการสรา้ งองค์ความรดู้ ้วยตนเอง
- ช่วยพัฒนาทักษะกระบวนการเรยี นรู้ให้พร้อมในระดับท่สี ูงขึน้
2.3 ผูส้ อน
2.3.1 ความหมายของผสู้ อน
คำว่าผู้สอน ห รือครูได้มีผู้ให้ความหมายไว้หลาก หลายดั งน้ีพ จนานุกรม ฉบั บ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 (2531, หน้า 170) อธิบายว่าครูคือผู้สั่งสอนศิษย์ผู้ถ่ายทอดให้แก่ศิษย์ ใน
ปัจจุบัน คำว่าครูจึงค่อนข้างจะหมายถึง อาชีพประการหน่ึงในสังคมมากกว่าจะหมายถึง บุคคล พระบรม
ราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สรุปได้ว่าความเป็นครู หมายถึงผู้ท่ีมีความรู้มีคุณ
ความดีเอื้อเฟ้ือเผื่อแผ่ปรารถนาท่ีจะถ่ายทอดความรู้มีศรัทธามีความหวังดี อย่างบริสุทธ์ิใจ(อ้างในอรุณีอ่อน
สวสั ด์แิ ละบุหงาวชริ ะศักดิม์ งคล, 2548,หนา้ 18)
2.3.2 บทบาทหนา้ ท่ีของครู
ธีรศักด์ิ อัครบวร (2545, หน้า 18) กล่าวว่าครูมีบทบาทและความสำคัญต่อสังคมต้ังแต่
เยาวชนซ่ึงเป็นสมาชิกใหม่ของสังคมจนถึงประเทศชาติโดยรวมในสังคมยุคปัจจุบันมีความซับซ้อน และสับสน
ปัญหาต่างๆก็เกิดข้ึนเช่นปัญหาส่ิงเสพติดชนิดใหม่ๆ ปัญหาการแสดงออกทางเพศของผู้ มีพฤติกรรมเบ่ียงเบน
ทางเพศปัญหาส่ิงแวดล้อมเส่ือมโทรมเป็นตน้ ครูต้องเป็นผู้เยียวยาสังคม เปน็ ผู้ มีบทบาทและความสำคญั ในการ
รว่ มแก้ไขปัญหาสังคมสนทุกระดับ และนอกจากนั้นครูยังมี บทบาท และความสำคัญมากท่ีสุดอีกประการหน่ึง
คอื การป้องกันความเสื่อมโทรมของสังคมและประเทศชาติ
2.3.3 ลักษณะการสอนทด่ี ีของครู
อาภรณ์ใจเที่ยง(2540 หน้า 11 -12) การสอนลักษณะที่ดีท่ีทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี
จัดเปน็ การสอนทีด่ ที งั้ สิน้ การสอนทดี่ มี ลี กั ษณะดังน้ี
7
1. เป็นการสอนทีม่ ีการเตรียมการสอนเปน็ อย่างดีครบองค์ประกอบของการสอนอันไดแ้ ก่การ
ต้งั จุดประสงค์การสอนการจัดเนื้อหาสาระ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนการใช้ส่ือการสอน และการวัดผล
และประเมนิ ผล
2. เป็นการสอนที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาทั้งทางด้านความรู้ความคิดด้านเจตคติและด้าน
ทกั ษะท าใหผ้ เู้ รียนเกดิ ความรแู้ จ้งคิดชอบ และปฏิบตั ิดีเกดิ การเจริญเติบโตทุกด้านอย่างชนื่ บานและแจม่ ใส
3. เป็นการสอนท่ีผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้สอดคล้องกับจุดประสงค์กับเน้ือหา
และกบั ผู้เรียนโดยใช้กจิ กรรมในรูปแบบตา่ งๆท่เี หมาะสม
4. เปน็ การสอนท่ีผ้เู รียนได้ลงมือกระทำกิจกรรมดว้ ยตนเอง หรือได้มีส่วนร่วมในกจิ กรรม การ
เรียนการสอนทำให้ผู้เรยี นเกดิ การเรียนรไู้ ด้ดีและเกดิ ความกระตือรอื ร้นในการเรยี น
5. เป็นการสอนที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของหลักสูตร เช่นหลักสูตรเน้นการพัฒนาผู้เรียน
ใหผ้ ู้เรียนคิดเป็นทำเป็นแกป้ ัญหาเป็นเนน้ การคดิ วิเคราะห์วิจารณ์ และการแสวงหาความรู้ อย่างมีกระบวนการ
ผสู้ อนกต็ อ้ งจดั การเรียนการสอนใหผ้ ้เู รียนเกิดคณุ สมบตั ิดังทห่ี ลักสูตรกำหนดไว้
6. เป็นการสอนท่ีคำนึงถึงประโยชน์ท่ีผู้เรียนจะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และตลอดไป เช่น
การสอนโดยให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์วิจารณ์ได้รู้จักวิธีแสวงหาความรู้ได้ฝึกคิดแก้ปัญหาย่อม ดีกว่าวิธีสอนโดย
บอกความรู้ให้หรือกระทำให้ดูแต่เพียงอย่างเดียวการให้ผู้เรียนได้นำประสบการณ์ ทั้งความรู้ความคิดไปใช้ใน
ชวี ิตประจำวนั ปัจจบุ ันและอนาคตไดย้ ่อมเปน็ การสอนท่มี ีคุณค่าแก่ผ้เู รยี น
7. เป็นการสอนท่ีเรา้ ความสนใจผู้เรียนทำให้ผ้เู รียนสนใจเรยี น ตลอดจนจบกระบวนการ สอน
เช่นผสู้ อนใชส้ อ่ื การสอนทน่ี ่าสนใจใช้คำถามกระตุ้นใหค้ ิดใชว้ ธิ ีการสอนหลายรูปแบบที่เหมาะสม ให้ผเู้ รียนไดล้ ง
มอื กระทำได้ทดลองไดค้ ดิ คน้ ควา้ ฯลฯย่อมทำใหผ้ เู้ รียนเรยี นด้วยความสนใจ
8. เป็นการสอนที่มีบรรยากาศส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งบรรยากาศด้านวัตถุ และด้านจิตใจ
บรรยากาศด้านวัตถุหมายถึงการมสี ภาพห้องเรียนอุปกรณก์ ารเรียน และสิ่งแวดล้อมที่ดีเออื้ อำนวย ใหเ้ กิดความ
สบายตาสบายใจในการเรียนส่วนด้านจิตใจ หมายถึงการท่ีครูมีปฏิสัมพันธ์กับนกั เรียนด้วยดีให้ความเป็นกันเอง
ใหค้ วามเมตตาความรกั ความอบอ่นุ แกน่ ักเรยี นทำให้นักเรียนเรยี นด้วยความสขุ มชี วี ิตชีวาและไมต่ ึงเครียด
9. เป็นการสอนท่ีผู้สอนรู้จักใช้จิตวิทยาการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม เช่นการให้รางวัลและ
การลงโทษท่ีพอดีการให้คำชมการจูงใจเร้าใจให้ผู้เรียนเกิดแรงกระตุ้นภายในการให้ผู้เรียนได้รับ ทราบผลงาน
ของตนโดยทันทีการให้ผู้เรียนเกิดความภูมใจในความสำเร็จของตนการคำนึงถึงความ แตกต่างระหว่างบุคคล
การใหเ้ รียนจากส่ิงทีง่ ่ายไปยาก ฯลฯ เหล่านี้เป็นปัจจยั ช่วยสง่ เสรมิ การเรียนรู้ได้ดี
10. เป็นการสอนที่ส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยเช่นให้ผู้เรียนมีอิสระในการ
แสดงความคดิ เปน็ ผู้เรียนไดฝ้ กึ การทำงานกลมุ่ รว่ มกันได้ฝกึ การเป็นผนู้ ำผูต้ ามฝึกการทำตามขอ้ กำหนดของกลุ่ม
และฝึกระเบียบวนิ ัยในตนเองสงิ่ เหล่านีจ้ ะเปน็ การปูพ้นื ฐานการเปน็ สมาชิกท่ดี ีของสังคม และการเป็นพลเมืองที่
ดีของประเทศชาตติ ่อไป
11. เป็นการสอนท่ีมีกระบวนการ หมายถึงมีลำดับข้ันตอนการสอนท่ีไม่สับสนในการสอน
จำเป็นต้องมีการเตรียมการสอนเตรียมจัดลำการสอน ให้สอดคล้องต่อเนื่องกันอย่างเหมาะสม ต้ังแต่ขั้นนำข้ัน
สอนและข้ันสรุปกระบวนการสอนจะมีขั้นตอนแตกต่างกันไปตามลักษณะของวิธีสอนท่ี นำมาใช้ เช่นวิธีสอน
แบบสาธติ ยอ่ มมีข้นั ตอนการสอน แตกต่างจากวิธีสอนแบบทดลองผ้สู อนตอ้ ง วางแผนจดั ลำดับข้ันตอนการสอน
ให้ถูกตอ้ ง
12. เป็นการสอนที่มีการวัดผลประเมินผลทั้งก่อนเรียนระหว่างเรียน และหลักการเรียนโดย
อาจใช้วิธีต่างๆเช่นการสังเกตการซักถาม การทดสอบการค้นคว้ารายงาน การทำแบบฝึกหัดฯลฯ การวัดผล
ประเมนิ ผลจะช่วยวดั ผลสัมฤทธข์ิ องผู้เรียน และวัดผลสำเร็จของผู้สอนผูส้ อนจะนำผลการประเมินมาเป็นข้อมูล
8
ยอ้ นกลบั พิจารณาการสอนของตนว่ามีข้อบกพร่องท่ีองคป์ ระกอบการสอนข้อใด ทำให้แก้ไขได้ตรงจุดเพอ่ื ความ
สมบูรณ์ของการสอนครง้ั ต่อไป
13. เป็นการสอนที่ผู้สอนสอนด้วยวิญญาณความเป็นครูสอนด้วยความกระตือรือร้น สอน
ดว้ ยความตงั้ ใจความเต็มใจ และความมั่นใจบุคลกิ ภาพท่าทีการแสดงออกของผู้สอนจะสะท้อนให้ ผู้เรียนเข้าใจ
ความรู้สึกของผู้สอนได้ดีถ้าผู้สอนมีความรู้สึกที่ดีท้ังต่อผู้เรียน และต่ออาชีพผู้เรียนส่วนใหญ่จะเรียนด้วยความ
ศรัทธาด้วยความสุขด้วยความตงั้ ใจและด้วยความเต็มใจเช่นกันจากทก่ี ล่าวมา ทั้งหมดนนั้ สรุปได้ว่าลักษณะการ
สอนท่ีดีของครูผู้สอนน้ันเป็นการสอนที่พัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทางสร้างสรรค์ และ
ร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยความสุขกล่าวได้ว่าผู้สอนจะต้องเป็นผู้สอนที่สามารถถ่ายทอดความรู้และ
ประสบการณ์จริงให้แก่นักเรียนได้เป็นอย่างดีและนำความรทู้ ี่ได้รับไปบูรณาการสามารถถ่ายทอดให้กับผู้อื่นได้
อย่าง ถูกต้องและแม่นยำครูเป็นผู้ที่ต้องรับภาระหนักเป็นผู้ท่ีมีความรู้คู่คุณงามความดีน่าเคารพยกย่องมี
ความสำคัญย่ิงต่อการคงอย่ขู องประเทศชาตเิ พราะครคู ือผู้ช้ีนำสิ่งท่ีดีงามและเป็นประโยชน์ต่อศิษย์ เพื่อให้ศิษย์
ไปสรา้ งสิ่งทดี่ งี ามย่งิ ขน้ึ ให้กบั สังคมต่อไป
2.4 วธิ กี ารสอนและกจิ กรรมการเรียนการสอน
2.4.1 ความหมายของวธิ กี ารสอน
กาญจนา เกียรติประวัต(ิ 2534, หน้า 134) ให้ความหมายไว้ว่าวิธีการสอนหมายถึงวิธีการท่ี
ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรวมทั้งการใช้เทคนิคการสอนเนื้อหาวิชาและสื่อการสอนเพื่อให้ บรรลุถึง
จุดประสงค์ของการสอนหน่วยศึกษานิเทศก์กรมสามัญศึกษา (2513, หน้า 28) กล่าวไว้ว่าวิธีการสอนเป็น
กระบวนการท่ีทำให้จุดประสงค์หรือความมุ่งหมายของการศึกษาปรากฏผลข้ึนได้ ฉะน้ันวิธีการสอนจึง
เปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมโยงวัตถุประสงคก์ ับผลให้ต่อเนอ่ื งกันจากความหมายดังกล่าวสรปุ ได้วา่ วธิ ีการสอน
เป็นกระบวนการต่างๆ ที่ผู้สอนใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพ่ือให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตาม
จดุ ประสงค์ทกี่ ำหนดไว้
2.4.2 ประเภทของวิธกี ารสอน
วิธีการสอนมีหลายวิธีแต่ละวิธีมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไป แต่เม่ือได้พิจารณาด้าน
บทบาทของผ้สู อนและผ้เู รียนแลว้ สามารถแบง่ ได้เป็น 2 ประเภทคอื (อาภรณ์ใจเทีย่ ง, 2540, หน้า 96)
1. วิธีสอนแบบครูเป็นศูนย์กลาง (Teacher-centered Method) เป็นวิธีท่ีครูเป็นผู้
จัด และดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นส่วนใหญ่ เชน่ เป็นผ้วู างแผนดำเนนิ การและปฏบิ ัติกิจกรรม ต่างๆ
นักเรียนมีบทบาทน้อยในการร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนจึงมีลักษณะเป็นการสื่อสารทางเดียว โดยมีผู้สอน
เป็นศูนย์กลางของการเรยี นการสอนตวั อย่างของวธิ ีการสอนแบบนี้ เช่นวธิ กี ารสอนแบบบรรยายแบบสาธติ แบบ
ใชค้ ำถามแบบใช้หนังสอื เรียน เป็นต้น
2. วิธีการสอนแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง (Pupil-centered Method) เป็นวิธีการ
สอนท่ีเนน้ นักเรียนเป็นผู้ปฏิบัติกจิ กรรมด าเนนิ การค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นผู้ประสานงานให้
ข้อเสนอแนะส่งเสริมให้กำลังใจ และช่วยเหลือเม่ือมีปัญหาวิธีการสอนแบบนี้ช่วยให้นักเรียนได้เกิด การเรียนรู้
ด้วยตนเอง เพราะเป็นการเรียนจากการกระทำ และเป็นการส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของผู้เรียนเช่นวิธีการ
สอนแบบแบ่งกลมุ่ ทำกิจกรรมแบบบทบาทสมมุติแบบวิทยาศาสตร์แบบทดลอง เปน็ ต้น
2.4.3 ความหมายของกจิ กรรมการเรียนการสอน
ทัศนีย์ ศุภเมธี(2533, หน้า 189-190) ให้ความหมายของกิจกรรมการเรียนการสอนไว้ว่า
กิจกรรมการเรียนการสอนหมายถึงทุกส่ิงทุกอย่างท่ีกระทำขึ้น เพ่ือให้การเรียนการสอนในครั้งนั้นๆ ได้ผลดี
หมายถงึ การสอนของครเู ปน็ ไปอย่างมีความหมายนักเรยี นได้ทงั้ ความรแู้ ละความสนกุ สนาน เพลดิ เพลิน
9
วไลพร คุโณทัย(2530, หน้า 19) ให้ความหมายไว้ว่ากิจกรรมการเรียนการสอน หมายถึง
สภาพการณ์ของการจัดประสบการณ์และการกระทำทุกส่ิงทุกอย่างท่ีจุดข้ึน จากความร่วมมือ ระหว่างผู้สอน
และผู้เรียนเพ่ือให้การเรียนการสอนดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพน่าสนใจและ ผู้เรียนเกิดการเปล่ียนแปลง
พฤติกรรมตามจดุ มงุ่ หมายทก่ี ำหนดไว้
กรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ(2521, หน้า 2) ให้ความหมายของกิจกรรมการเรียนการ
สอนว่าหมายถงึ การดำเนนิ การตา่ งๆ ในโรงเรยี นท้ังโดยครูและนักเรยี นเช่นการสอนให้นกั เรียนค้นควา้ อภิปราย
การบรรยาย การอบรม การสาธติ การปฏบิ ัติงาน การจัดนิทรรศการ และการศึกษานอกสถานที่ ฯลฯ
จากความหมายดังกล่าวสรุปได้ว่ากิจการรมการเรียนการสอน หมายถึงการปฏิบัติต่างๆที่
เกี่ยวกับการเรียนการสอนเพื่อให้การสอนดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และการเรียนรู้ของผู้เรียนบรรลุ
จุดประสงคก์ ารสอนทีก่ ำหนดไว้
2.4.4 รปู แบบการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอน
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยทั่วไปแบ่งได้ 2 รูปแบบได้แก่(อาภรณ์ใจเท่ียง, 2540,
หนา้ 75-76)
1. กิจกรรมการเรียนการสอนท่ียึดครูเป็นศูนย์กลางเป็นกิจกรรมที่ครูเป็นศูนย์กลาง
ของการปฏิบัติกิจกรรมครูเป็นผู้มีบทบาทในการเรียนการสอนมากกว่านักเรียนโดยเริ่มจากเป็นผู้วางแผนการ
เรียนการสอนเป็นผู้นำในขณะปฏิบัติกิจกรรมเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้การเรียนการสอนในชั้น เรียนจึงมีลักษณะ
เป็นการสื่อสารทางเดยี วนกั เรยี นเป็นผูร้ ับความรกู้ จิ กรรมทคี่ รใู ช้เชน่ การบรรยาย การสาธติ การถามตอบอยา่ งไร
กต็ ามแม้ว่าครจู ะเป็นแกนกลางของการจัดกจิ กรรมแต่นักเรียนกย็ ังมี โอกาสร่วมกจิ กรรมบ้างภายใต้การนำของ
ครู
2. กิจกรรมการเรียนการสอนที่ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง เป็นกิจกรรมที่ครูเปิด
โอกาสให้ นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนอย่างแท้จริงคือเป็นผู้ปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเองส่วนครูเป็นผู้
ประสานให้คำแนะนำชว่ ยแก้ปัญหาเม่ือนักเรียนต้องการกระตุ้นใหน้ ักเรียนทำกิจกรรม และเป็นผู้ สรุปประเด็น
สำคัญการเรียนการสอนดำเนินไปโดยการปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียน เช่นการ อภิปรายการทำกิจกรรมกลุ่ม
การทดลองการประดิษฐ์การแสดงบทบาทสมมุตเิ ป็นต้น
2.5 การวัดและประเมินผลการเรยี นการสอน
2.5.1 ความหมายของการวัดและการประเมินผล
บญั ชา แสนทว(ี 2542, หน้า2) กลา่ วว่าการวัดเปน็ กระบวนการกำหนดตัวเลขใหแ้ กส่ ิ่งตา่ ง ๆ
ตามกฎเกณฑ์การวดั จะเกิดขนึ้ ได้ต้องอาศัยองค์ประกอบท่ีสำคัญ 3 ส่วน สว่ นแรกได้แก่จดุ มุง่ หมาย ของการวัด
ที่มคี วามชดั เจนสว่ นทส่ี อง ได้แกเ่ คร่อื งมือที่ใช้วัดทีต่ อ้ งมีหน่วยท่ีใชใ้ นการวัดมาตราเปรยี บเทยี บระหว่างหนว่ ยที่
ได้จากการวัดและส่วนท่ีสามได้แก่การแปลผลและนำผลไปใช้ส่วนการประเมินเป็นกระบวนการตัดสินคุณค่า
ของสิ่งต่างๆ ตามเกณฑ์มาตรฐานโดยปกติการประเมินต้องอาศัยข้อมูลจากการวัดที่เป็นปรนัยแต่บางครั้งการ
ประเมินต้องอาศัยการสังเคราะห์ขอ้ มูลจากแหล่ง ต่างๆ เพ่ือตัดสนิ คุณค่าของสิ่งน้ันการประเมินมีองค์ประกอบ
ท่ีสำคัญ 3 ส่วน ส่วนแรกได้แก่ข้อมูลจากการวัดส่วนท่ีสอง ได้แก่การตีความหมาย และส่วนท่ีสามได้แก่การ
กำหนดคณุ คา่ ตามเกณฑม์ าตรฐาน และการวัดและการประเมนิ ผลท่มี ีประสิทธิภาพควรมลี ักษณะดงั น้ี
1) ต้องระบุส่ิงท่ีมุ่งประเมินให้ชัดเจน ผู้ประเมินต้องทราบวา่ ผลการเรียนรู้ท่ีต้องการ
ประเมิน ประกอบด้วยคณุ ลักษณะท่ีสำคญั อะไรบ้างเพ่ือทจ่ี ะเลอื กใชเ้ ครื่องมือและวิธกี ารท่ีเหมาะสม
2) เลือกเทคนิคการวัดใหเ้ หมาะสม ผู้ประเมินต้องเลือกเคร่ืองมือรปู แบบคำถามที่ใช้
ให้ สอดคล้องกับคุณลักษณะหรือสมรรถภาพของผู้เรียนโดยเคร่ืองมือน้ันต้องให้ผลที่ถูกต้องมีความเป็นปรนัย
และสะดวกต่อการนำไปใช้
10
3) ควรใช้วิธีการวัดหลายอย่างประกอบกันเน่ืองจากเครื่องมือแต่ละชนิด มีข้อดี/
ข้อเสียท่ี แตกต่างกันผู้ประเมินจึงควรเลือกใช้วิธีการวัดหลายอย่างให้ครอบคลุมผลสัมฤทธิ์และพัฒนาการด้าน
ต่างๆ ของผเู้ รียนและต้องทำการวัดหลายๆครง้ั
4) ควบคุมความคลาดเคลื่อนจากการวัดให้เกิดข้ึนน้อยที่สุด การวัดคุณลักษณะใดก็
ตามจะมีความคลาดเคล่ือนเกิดข้ึนได้เสมอผู้ประเมินควรศึกษาถึงแหล่งของความคลาดเคล่ือน และพยายาม
ขจดั ใหเ้ หลือน้อยที่สดุ
5) ใช้สารสนเทศจากการประเมินสำหรับการตัดสินใจ การประเมินเป็นกระบวนการ
ของ การปรับปรุงและพัฒนาสู่สิ่งท่ีดีข้ึนการประเมินมิได้สิ้นสุดเม่ือทราบผลการประเมิน แต่การประเมิน มี
ความสำคัญอยู่ท่ีการนำผลไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการตัดสินใจท่ีดีในการจัดการศึกษาและ พัฒนา
ประสิทธิภาพของการเรยี นการสอน
ส.วาสนา ประวาลพฤกษ์(2544, หน้า 15-16) ให้ความหมายของการวัดและประเมินผล
ทางการศึกษาไว้ดังน้ีการวัดผลการศึกษา หมายถึงกระบวนการท่ีจะกำหนดปริมาณของสิ่งที่ต้องการวัดออกมา
เป็นจำนวนหรือตัวเลข ซึ่งแทนคำอธิบายคุณลักษณะท่ีกำลังวัดโดยจะอธิบายลักษณะของ บุคคลให้อยู่ในรูป
ของระดับของคุณลักษณะน้ันแบบต่อเนื่อง เช่นแทนที่จะบอกว่าคนนี้สูงคนนี้ ฉลาดคนน้ีน้ำหนักน้อยเราก็
กำหนดเครื่องมือ และมาตราวัดให้แทนคุณลักษณะนั้น ในลักษณะ ตัวเลขที่มีหน่วยวัดเท่ากันในลักษณะ
ต่อเนื่องโดยวัดว่าคนน้ีสูง 167 เซนติเมตรคนนี้มีระดับไอคิว 135 หรือคนน้ีหนัก 35 กิโลกรัมเป็นต้นการ
ประเมินผลทางการศึกษาเป็นกระบวนการที่มีระบบแบบแผน เพื่อที่จะตัดสินใจเก่ียวกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน
ว่าเป็นไปตามจุดมุ่งหมายเพียงใดการประเมินผลจะบอกท้ังปริมาณ และคุณภาพของผู้เรียนร่วมด้วยการ
ตัดสนิ ใจทางคุณค่าของพฤติกรรมต่างๆ
2.5.2 ลกั ษณะของการวัดและการประเมินผล
ส.วาสนา ประวาลพฤกษ์ (2544, หน้า 87) กลา่ วว่าเพ่ือใหก้ ารวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้
ตอบสนองต่อเป้าประสงค์ของหลักสูตรในขณะเดียวกันช้ีแนะข้อบกพร่องของหลักสูตร และ สอดคล้องกับ
สภาพความเป็นอยขู่ องสังคมการวัดและประเมนิ ผลควรมี 3 ลักษณะคือ
1. การประเมินโดยเน้นหลักสูตร คือการประเมินสอดคล้องกับหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง
ตลอดเวลาอปุ มาดังผนื ผ้าของการศึกษาที่ประกอบด้วยเส้นยืน (การจัดการศกึ ษาหรือการเรยี นรู้) และเส้นนอน
(การวัดและประเมินผล)
2. การประเมินนำการสอนในกรณีที่ต้องการปรับปรุงแก้ไขการเรียนการสอนจำเป็นจะต้อง
ประเมนิ ในสง่ิ ที่ควรประเมนิ ทม่ี ิได้เน้นในการเรยี นการสอนเพื่อพฒั นาการเรยี นการสอนให้ กา้ วหน้าตอ่ ไป
3. การประเมินบริบทท้ังทางปริมาณและคุณภาพโดยเน้นพัฒนาการของผู้เรียนท้ังระดับ
ความสามารถและคุณภาพในสภาพแวดลอ้ มทีเ่ ป็นอยู่
2.4 ปจั จยั สนบั สนุนการเรยี นการสอน
อัญชลี พร้ิมพรายและคณะ (2548, หน้า 7) กล่าวไว้ว่าส่ือการเรียนการสอนเป็นปัจจัยสนับสนุนที่
สำคัญในการประกอบกิจกรรมการเรียนการสอน มีจุดประสงค์เพ่ือให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เกิดทักษะ และ
ความร้สู ึกนึกคดิ ตา่ งๆ และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทสี่ ุด การสอนท่ีดีจงึ ตอ้ งมีการใช้ส่ือประกอบการเรียนการ
สอนส่ือการเรยี นการสอนจงึ หมายถึงวัตถุสิง่ ของเครอื่ งมือเครอื่ งใชภ้ าพสถาบันสถานท่แี ละกิจกรรมต่างๆที่ครูใช้
ประกอบการสอนเพ่อื ช่วยใหก้ ารเรียนของนักเรยี นประสบผลดีทสี่ ดุ
พันธ์ดี ทับทิมและคณะ (2549, หน้า 1) กล่าวว่าการศึกษาระดับอุดมศึกษา เป็นการศึกษาที่มุ่ง
ส่งเสรมิ ให้ผ้เู รียนได้พัฒนาความรู้และทกั ษะในสาขาวิชาการมุ่งสร้างสรรค์ความกา้ วหน้า และความเป็นเลิศทาง
วชิ าการซึ่งจำเป็นต้องใช้เทคนิควิธีการจัดหาวัสดุทางการศึกษา และเทคโนโลยีใหม่มาเป็นส่ิงประกอบการสอน
11
การจัดการเรียนการสอนไม่จำเปน็ จะตอ้ งเรียนรู้เฉพาะในห้องเรยี น เทา่ นั้น หากต้องอาศัยการเรยี นรดู้ ้วยตนเอง
ดังน้ันแหล่งเรียนรู้ทางการศึกษานับเป็นปัจจัยที่สำคัญ ต่อการจัดระบบการเรียนรู้ของผู้เรียนกล่าวคือเป็น
เคร่ืองมือช่วยสอนของครูในการจัดการเรียนการสอน เพ่ือให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ในการเรียนรู้มากข้ึนมี
ความสนใจและเข้าใจในส่ิงท่ีสลับซบั ซ้อนไดง้ ่ายขนึ้ เกิดการรับรู้ชว่ ยใหผ้ ู้สอนและผู้เรยี นได้บรรลุผลสัมฤทธท์ิ าง
การศึกษาอยา่ ง ตรงตามเปา้ หมายและวัตถุประสงค์
12
บทที่ 3 วิธีดำเนนิ การวจิ ยั
การวิจัยน้ีเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) และเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative
Research) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนท่มี ีตอ่ การจัดการเรยี นการสอนในวิชาการงานพืน้ ฐานอาชพี 2
รหัสวิชา ง21102 โดยใช้เครื่องมือการสอนคิด (Thinking Tools) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1/2 โรงเรียน
บา้ นแซววทิ ยาคม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2563 โดยได้ดำเนินตามลำดบั ดงั นี้
3.1 ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
3.2 เครื่องมอื ทีใ่ ชใ้ นการวิจัย
3.3 การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
3.4 การวิเคราะหข์ อ้ มลู
1. ประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง
1.1 ประชากร (Population) ประชากรในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปี
ที่ 1/2 โรงเรยี นบา้ นแซววิทยาคม ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563 จำนวน 26 คน
2.2 กลุ่มตัวอย่าง (Sampling) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลจาก
แหล่งข้อมูลทงั้ หมดหรอื ประชากร เรียกว่าการทำสำมะโนประชากร เปน็ จำนวนทง้ั หมด 26 คน
2. เครื่องมอื ท่ีใชใ้ นการวิจัย
2.1ลักษณะของเคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม
(Questionnaire) เพื่อสำรวจความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีตอ่ การจดั การเรียนการสอนในวิชาการงานพ้ืนฐาน
อาชีพ 2 รหัสวิชา ง21102 โดยใช้เครื่องมือการสอนคิด (Thinking Tools) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2
โรงเรียนบ้านแซววิทยาคม ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 โดยแบ่งแบบสอบถาม ออกเป็น 3 ตอน คือ
ครูผู้สอน กิจกรรมการเรียนรู้ และนักเรียนเป็นแบบสอบถามความพึงพอใจของเรียนท่ีมีตอ่ การจัดการเรยี นการ
สอนในรายวิชาการงานอาชีพ 2 รหัสวิชา ง21102 โดยใช้เครื่องมือการสอนคิด (Thinking Tools)
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนบ้านแซววิทยาคม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 เป็น
แบบสอบถามแบบมาตราสว่ นประมาณคา่ (RatingScale) ตามวธิ ีของลเิ คิร์ท (Likert) ประกอบด้วย ข้อคำถาม
จำนวน 20 ข้อ ดังน้ี
1. ด้านครูผู้สอน จำนวน 5 ขอ้
2. ดา้ นกิจกรรมการเรยี นรจู้ ำนวน 11 ข้อ
3. ด้านนักเรียน จำนวน 4 ข้อ
เกณฑก์ ารให้คะแนนแบบสอบถาม ดังนี้
มคี วามพงึ พอใจมากท่สี ดุ มรี ะดบั คะแนนเทา่ กบั 5
มคี วามพงึ พอใจมาก มีระดับคะแนนเทา่ กบั 4
มคี วามพึงพอใจปานกลาง มรี ะดับคะแนนเท่ากับ 3
มีความพงึ พอใจนอ้ ย มรี ะดับคะแนนเท่ากบั 2
มีความพึงพอใจน้อยท่ีสดุ มีระดบั คะแนนเทา่ กับ 1
2.2 การสรา้ งเคร่อื งมอื และตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจยั
ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างเครื่องมือและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย
กอ่ น นำไปเก็บรวบรวมข้อมูล ดังตอ่ ไปน้ี
1. ศึกษาเอกสารแนวคดิ ทฤษฎแี ละงานวิจยั ทเ่ี กี่ยวข้อง
13
2. กำหนดขอบเขตและโครงสร้างของแบบสอบถามเพื่อให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์
ของการวิจยั
3. จัดพิมพ์แบบสอบถามฉบับสมบูรณ์และนำปเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการ
วิจัยครง้ั นี้
3. การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
การเก็บรวบรวมข้อมูลได้ดำเนินการเกบ็ ขอ้ มูลด้วยตนเองจำนวน 26 ฉบับ และได้รับกลับคืน
มาจำนวน 26 ฉบบั คิดเปน็ รอ้ ยละ100
4. การวเิ คราะห์ขอ้ มูลและสถิติที่ใช้ในการวิจัย
4.1 การวิเคราะห์ข้อมูล นำข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มาทำการวิเคราะห์ตามลำดับ ดังน้ี
วเิ คราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มผี ลต่อการจัดการเรยี นการสอนในรายวิชาการงานพืน้ ฐานอาชีพ 2 รหัส
วิชา ง21102 โดยใช้เครื่องมือการสอนคิด (Thinking Tools) ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1/2 โรงเรียนบ้าน
แซววิทยาคม ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 ด้วยค่าความถี่และร้อยละค่าเฉล่ียจำแนก ตามรายการ
ประเมนิ และนำค่ามาเทียบกับเกณฑ์ดงั น(ี้ รตั นา พรมภาพ)
4.50 -5.00 หมายถึงระดับความพงึ พอใจ มากทสี่ ุด
3.50 -4.49 หมายถงึ ระดบั ความพึงพอใจ มาก
2.50 -3.49 หมายถงึ ระดับความพึงพอใจ ปานกลาง
1.50 -2.49 หมายถึงระดบั ความพงึ พอใจ น้อย
1.00 -1.49 หมายถึงระดบั ความพึงพอใจ น้อยท่ีสุด
4.2 สถิตทิ ใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั
1. สถิตพิ ืน้ ฐาน ได้แก่
1.1 ค่าความถี่
1.2 คา่ ร้อยละ
2. สูตรทใี่ ชใ้ นการวิเคราะห์ การหาคา่ ร้อยละ (Percentage)
14
บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู
การวิจัยเร่ือง “ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาการงานพ้ืนฐาน
อาชีพ 2 รหัสวิชา ง21102 โดยใช้เครื่องมือการสอนคิด (Thinking Tools) ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1/2
โรงเรียนบ้านแซววทิ ยาคม ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ผวู้ จิ ัยไดท้ ำการวิเคราะห์ ดงั นี้
ตารางที่ 4.1 จำนวนและร้อยละของความพึงพอใจของนักเรยี นท่ีมีต่อการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาการ
งานพื้นฐานอาชีพ 2 รหสั วิชา ง21102 โดยใช้เครื่องมือการสอนคิด (Thinking Tools) ระดับช้นั มัธยมศึกษา
ปที ี่ 1/2 โรงเรียนบา้ นแซววทิ ยาคม ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563
รายการประเมิน ระดับความพงึ พอใจ
นอ้ ยท่ีสุด นอ้ ย ปานกลาง มาก มากทสี่ ุด
จำนวน รอ้ ยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน รอ้ ยละ จำนวน รอ้ ยละ
1. ครูมีการเตรียมการสอน
(พิจารณาจากส่ืออุปกรณ์ 0 0 0 0 2 7.69 6 23.1 18 69.2
ตา่ ง ๆ มีความพร้อม)
2. การจัดสภาพห้องเรียน 0 0 0 0 5 19.2 9 34.6 12 46.1
เหมาะสมกบั การเรยี นรู้
3. ครูให้โอกาสนักเรียน 0 0 0 0 10 38.5 8 30.8 8 30.7
ซกั ถามปัญหา
4. ครูยอมรับความคิดเห็น
ของ นักเรียนท่ีต่างไปจาก 0 0 0 0 0 0 12 46.2 14 53.8
ครูผสู้ อน
5. ค รูให้ ความ ส น ใจแก่
นักเรียนอย่าง ทั่วถึงขณะ 0 0 0 0 0 0 10 38.5 16 61.5
สอน
6. เนื้อหาที่สอนสอดคล้อง 0 0 0 0 2 7.69 8 30.8 16 61.5
กบั ชวี ติ และทันสมยั
7. มีส่ือ ใบงาน ใบกิจกรรม 0 0 0 0 0 0 5 19.2 21 80.7
ที่ หลากหลาย
8. กิจกรรมการเรียนสนุก 0 0 0 0 3 11.5 9 34.6 14 53.8
และ น่าสนใจ
9. ส่ ง เส ริ ม ให้ นั ก เรี ย น
ค้ น ค ว้ าห า ค ว าม รู้ จ า ก 0 0 0 0 8 30.8 11 42.3 7 26.9
หอ้ งสมดุ หรอื แหล่งอ่นื ๆ
10. ค รู จั ด กิ จ ก ร ร ม ให้
เรียนรู้จากแหล่ง เรียนรู้ 0 0 0 0 0 0 10 38.5 16 61.5
ภายนอกห้องเรียน
15
รายการประเมนิ ระดับความพึงพอใจ
นอ้ ยท่สี ุด นอ้ ย ปานกลาง มาก มากที่สุด
จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ
11. ครูส่งเสริมให้นักเรียนำ 0 0 0 0 2 7.69 11 42.3 13 50.0
งาน ร่วมกนั เปน็ กล่มุ /ทีม
12. ครสู ง่ เสริมใหน้ กั เรยี นมี
ความ คิ ด ริเร่ิมแล ะรู้จั ก 0 0 0 0 5 19.2 15 57.7 6 23.0
วิพากษ์วิจารณ์
13. ครูสามารถประยุกต์สิ่ง
ที่สอนเข้า กับสภาพสังคม 0 0 0 0 0 0 11 42.3 15 57.6
และส่ิงแวดลอ้ ม
14. ครูใช้วิธีการสอนหลาย
วิธี (เช่น การทำงานกลุ่ม 0 0 0 0 0 0 9 34.6 17 65.3
โครงงาน จับคู่ ใบงาน ใบ
กิจกรรม ฯลฯ)
15. ครูประเมินผลอย่าง 0 0 0 0 0 0 7 26.9 19 73.0
ยุตธิ รรม
16. ครูส่งเสริมให้ทดลอง/
ทำงานใน ห้องปฏิบัติการ 0 0 0 0 2 7.69 20 76.9 4 15.3
หรือนอกชัน้ เรียนบอ่ ย
17. นั ก เ รี ย น ท ร า บ
จุด ป ระสงค์ การ เรียน รู้ 0 0 0 0 0 0 10 38.5 16 61.5
ชัดเจน
18. นักเรียนทราบเกณฑ์ก 0 0 0 0 0 0 10 38.5 16 61.5
ประเมนิ ผล ล่วงหนา้
19. นักเรียนมีส่วนร่วมใน 0 0 0 0 0 0 18 69.2 8 30.7
การ ประเมินผลการเรียน
20. นักเรียนมีความสุขท่ีได้ 0 0 0 0 0 0 8 30.8 18 69.2
เรยี นวิชานี้
รวม/เฉลย่ี ร้อยละ 0 0 0 0 39 7.5 207 39.8 274 52.6
16
บทท่ี 5 สรุปการวจิ ยั และข้อเสนอแนะ
การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน ในรายวิชาการ
งานพืน้ ฐานอาชีพ 2 รหัสวชิ า ง21102 โดยใช้เคร่ืองมือการสอนคดิ (Thinking Tools) ระดบั ชัน้ มัธยมศึกษา
ปีที่ 1/2 โรงเรียนบ้านแซววิทยาคม ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563 โดยการเก็บข้อมูลตัวตนเอง การศกึ ษา
ในครง้ั น้ใี ชแ้ บบสอบถามเป็นเคร่ืองมือในการเก็บข้อมลู และใชโ้ ปรแกรมสำเร็จรปู Microsoft Excel 2007 ใน
การประมวลขอ้ มลู ผลการวจิ ัยสรุปไดด้ ังต่อไปน้ี
5.1 สรุปผลการวจิ ยั
ผลการศึกษาความพงึ พอใจเกยี่ วกับด้านการเรียนการสอนในรายวชิ าการงานพ้ืนฐานอาชีพ 2 รหัสวชิ า
ง21102 โดยใช้เครื่องมือการสอนคิด (Thinking Tools) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนบ้านแซว
วิทยาคม ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 เมือ่ พิจารณาในแต่ละประเด็นรายการสอบถาม ในประเด็นของครู
มกี ารเตรียมการสอน (พิจารณาจากส่ืออุปกรณ์ต่าง ๆ มีความพร้อม) พบวา่ นักเรยี น มีความพงึ พอใจระดับมาก
สุด จำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 69.20 การจัดสภาพห้องเรียน เหมาะสมกับการเรียนรู้พบว่านักเรียนมี
ความพงึ พอใจระดับมากสุด จำนวน 12 คน คิดเป็น รอ้ ยละ 46.10 ครูให้โอกาสนักเรียนซักถามปญั หา พบว่า
นักเรียนมีความพึงพอใจระดับปานกลาง จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 38.50 ครูยอมรับความคิดเห็นของ
นักเรียนที่ต่างไปจากครูผู้สอน พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด จำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ
53.80 ครใู หค้ วามสนใจ แก่นักเรียนอย่างทั่วถงึ ขณะสอน พบว่านักเรยี นมีความพึงพอใจระดับมากสุด จำนวน
16 คน คิด เป็นร้อยละ 61.50 เน้ือหาที่สอนสอดคล้องกับชีวิตและทันสมัย พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจ
ระดับมากสุด จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 61.50 มีสื่อ ใบงาน ใบกิจกรรมท่ีหลากหลาย พบว่านักเรียนมี
ความพงึ พอใจระดับมากสดุ จำนวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 80.70 กิจกรรมการเรยี นสนุกและน่าสนใจ พบว่า
นักเรียนมีความพึงพอใจระดับมากสุด จำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 53.80 ส่งเสริมให้นักเรียนค้นคว้าหา
ความรู้จากห้องสมุดหรือแหล่งอ่ืน ๆ พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจ ระดับมาก จำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ
42.30 ครูจัดกิจกรรมให้เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ ภายนอกห้องเรียน พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจระดับมาก
สุด จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 61.50 ครูสง่ เสริมให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุม่ /ทีม พบว่านักเรียนมี
ความพึงพอใจระดับมากที่สุด จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 50.00 ครูส่งเสริมให้นักเรียนมีความคิดริเริ่ม
และรู้จักวิพากษ์วิจารณ์พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจระดับมาก จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 57.70 ครู
สามารถประยุกต์ส่ิงท่ีสอนเข้ากับสภาพสังคมและส่ิงแวดล้อมพบว่านักเรียนมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด
จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 57.60 ครูใช้วิธีการสอนหลายวิธี (เช่น การทำงานกลุ่ม โครงงาน จับคู่ ใบงาน
ใบกิจกรรม ฯลฯ) พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด จำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 65.30 ครู
ประเมินผลอย่างยตุ ิธรรมพบว่านกั เรียนมีความพงึ พอใจระดับมากทสี่ ุด จำนวน 19 คน คิดเปน็ ร้อยละ 73.00
ครูส่งเสริมให้ทดลอง/ทำงานในห้องปฏิบัติการหรือนอกช้ันเรียนบ่อย ๆ พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจระดับ
มาก จำนวน 20คน คิดเป็นรอ้ ยละ 76.90 นักเรยี นทราบจดุ ประสงค์การเรียนรู้ชัดเจน พบว่านักเรยี นมีความ
พึงพอใจระดับมากที่สุด จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 61.50 นักเรียนทราบเกณฑ์การประเมินผลล่วงหน้า
พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจระดับมากสุด จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 61.50 นักเรียนมีส่วนร่วมในการ
ประเมินผลการเรียนพบว่านักเรียนมีความพึงพอใจระดับปานกลาง จำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 69.20
และ นักเรียนมีความสุขที่ได้เรียนวิชาน้ีพบว่านักเรียนมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด จำนวน 18 คน คิด เป็น
รอ้ ยละ 69.20 ภาพรวมความพงึ พอใจอย่รู ะดับมากท่สี ดุ
17
5.2 ข้อเสนอแนะในการวจิ ัย
จากการวิจัยพบว่าความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อการจัดการเรียนการสอน ในรายวิชาการงาน
พน้ื ฐานอาชีพ 2 รหสั วิชา ง21102 โดยใช้เครื่องมือการสอนคิด (Thinking Tools) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่
1/2 โรงเรียนบ้านแซววิทยาคม ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 ในการจัดการเรียนการสอนครูควรนำ
นักเรียนทำกิจกรรมนอกสถานที่ให้มากขึน้ รวมถึงสอบถามส่ิงที่นักเรียนต้องการปฏิบัติในเน้ือหาท่ีเกี่ยวกับการ
เรียนการสอน
ข้อเสนอแนะในการวิจยั ครง้ั ต่อไป
แบบสอบถามสามารถใช้ในระบบออนไลน์เพ่ืออำนวยความสะดวกในการจัดเก็บ ข้อมูล และประหยัด
กระดาษในการตอบแบบสอบถาม
18
ภาคผนวก
19
รปู ภาพประกอบการทำวิจยั
20
21
22
23
24
25
บรรณานกุ รม
สุพรรณี อึง้ ปัญสัตวงศ์.(2554). รูปแบบประเมนิ การจัดการศึกษาของคณะวิทยาศาสตร์ : ภาควชิ าสถติ ิวารสาร
วิจัยคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแกน่ .
กาญจนา เกยี รติประวตั ิ.(2534).วธิ สี อนท่วั ไปและทักษะการสอน.วฒั นาพานชิ :กรุงเทพมหานคร. คณะ
ศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลยั นเรศวร).2550).รายงานประจ าปี2550.พษิ ณุโลก: โรงพมิ พด์ วงดีการ
พิมพจ์ งั หวัดพจิ ิตร.
ธรี ะศกั ดิ์ อคั รบวร.(2545). ความเป็นครูไทยพิมพ์คร้งั ที่)2).กรุงเทพฯ.พลพิมพ.์ ก : นฤมาน นายะสุนทรกุล).
2545). ความพงึ พอใจต่อการจัดการเรียนการสอนสาขาเลขานุการของ นกั ศึกษาระดับ
ประกาศนียบตั รวิชาชพี ชน้ั สูง วทิ ยาลัยเทคนิคราชบุรี.ม.สารนิพนธ์กศ., มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ.
กรุงเทพมหานคร.