The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศาลปกคลอง สรุปคำวินิจฉัย 50

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by surapol_nak, 2023-02-08 08:34:10

ศาลปกคลอง สรุปคำวินิจฉัย 50

ศาลปกคลอง สรุปคำวินิจฉัย 50

สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง ๔๕ ผูฟองคดีไดไปสมัครสอบคัดเลือกเขารับราชการตําแหนงนิติกร ๓ แตเจาหนาท ี่ไมรับใบสมัครโดยใหเหตุผลวาการรับสมัครสอบคร ั้ งน ี้เปนการรับสมัครจากผูไดรับ ปริญญาเกียรตินิยมทางกฎหมายตามมติคณะกรรมการขาราชการพลเรือน (มติก.พ.) เม ื่ อผูฟองคดี ไมไดรับปริญญาเกียรตินิยมจึงมีคุณสมบัติไมครบ ผูฟองคดีเห็นวาการกระทําดังกลาวมีลักษณะ เลือกปฏิบัติโดยไมเปนธรรม จึงย ื่นฟอง ก.พ. ขอใหศาลเพิกถอนมติท ี่ เก ี่ ยวของกับเร ื่ องดังกลาว ผูถูกฟองคดีใหการตอสูวา การสรรหาเพ ื่ อบรรจุบุคคลเขาร ับราชการสามารถกระทําได๒ วิธีคือ การสอบแขงขันและการคัดเลือก โดยการคัดเลือกไดมีการบัญญัติไวในมาตรา ๕๐ แหงพระราชบัญญัติ ระเบียบขาราชการพลเรือนพ.ศ. ๒๕๓๕ ซ ึ่ งบัญญัติใหผูถูกฟองคดีมีอํานาจกําหนดหลักเกณฑและวิธีการ ในรายละเอียด อีกท ั้ งผูถูกฟองคดีเห็นวาเง ื่อนไขการใหปริญญาตรีเกียรตินิยมของสถานศึกษาตางๆ มีความเขมงวด กลาวคือ ตองไดคะแนนเฉล ี่ ยสะสม ๓.๒๕ หรือ ๓.๕ ข ึ้นไป ตองไมสอบตกวิชาใดๆ และตองสําเร็จการศึกษาภายในระยะเวลาที่ กําหนด ผูถูกฟองคดีจึงกําหนดใหผูสําเร็จการศึกษา ปริญญาเกียรตินิยมทุกสาขาสามารถเขารับราชการโดยวิธีการคัดเลือกไดเพ ื่ อจูงใจใหคนเกง มารับราชการ อีกท ั้ งการสรรหาบุคคลเขารับราชการของสวนราชการตางๆ ก็ใชท ั้ ง ๒ วิธีควบคูกัน จึงมิไดเปนการจํากัดสทธิ ิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพของผูท ี่ไมไดรับปริญญาเกียรตินิยม แตอยางใด ศาลปกครองชั้ นตนพิพากษาวา การกําหนดใหผูไดรับปริญญาเกียรตินิยมทุกสาขาวิชา เขารับการคัดเลือกเพื่อบรรจุเขารับราชการ เปนการตัดโอกาสผูสําเร็จการศึกษาปริญญา ในสาขาวิชาตางๆ ซ ึ่ งมีเปนจํานวนมากท ี่ไมไดรับเกียรตินิยม ท ั้ งๆ ท ี่ คุณสมบัติเฉพาะสําหรับ ตําแหนงระบุไวแคปริญญาตรีเทาน ั้ น การกําหนดหลักเกณฑดังกลาวจึงเปนกรณีท ี่ เกินความจําเปน อีกท ั้งการไดเกียรตินยมกิ ็เปนเพียงการสะทอนถึงผลการศึกษาจากสถานศึกษาตางๆ ท ี่ มีการจัด เน ื้ อหา หลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน และการประเมินผลการศึกษาไมเหมือนกัน จึงไมอาจ ยืนยันไดวาผูไดรับเกียรตินิยมจะมีความสามารถหรือศักยภาพในการปฏิบัติราชการดีกวา ผูไมไดรับเกียรตินิยม นอกจากนี้สวนราชการตางๆ ไดนําหลักเกณฑดังกลาวไปคัดเลือก ผูไดรับปริญญาเกียรตินิยมเขารับราชการอยางกวางขวางเชนเดียวกับการสอบแขงขัน จึงเปน การเลือกปฏิบัติโดยไมเปนธรรมแกผูไมไดรับปริญญาเกียรตินิยมเพราะเหตุความแตกตาง ในเรื่ องการศึกษาอบรม มติของผูถูกฟองคดีจึงไมชอบดวยกฎหมาย การท ี่ ผูถูกฟองคดีอุทธรณ วามีผลการวิจัยระบุวาผูไดรับปริญญาเกียรตินิยมมีผลการปฏิบัติงานดานตางๆ ไดแกการส ื่ อสาร ความละเอียดรอบคอบ การประสานสัมพันธการแกปญหา ความรับผิดชอบ การมุงผลสําเร็จ การบริการท ี่ ดีและความคิดสรางสรรคสูงกวากลุมท ี่ไมไดรับปริญญาเกียรตินิยม ซ ึ่ งแมผูถูกฟองคดี จะเคยอางในศาลปกครองชั้ นตนวา ผูไดรับเกียรตินิยมมีความรูความสามารถมากกวาผูท ี่ไมไดรับ เกียรตินิยม แตก็ไมเคยอางผลการวิจัยดังกลาว ดังน ั้ น การท ี่ ผูถูกฟองคดีเพ ิ่ งอางผลการวิจัย


สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง ๔๖ ดังกลาวในชั้นศาลปกครองสูงสุด จึงเปนขอเท็จจริงที่ไมไดยกขึ้นวากลาวกันมาแลวโดยชอบ ในศาลปกครองชั้ นตน (คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท ี่ อ.๑๕๘/๒๕๕๐) เจาทาตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในนานน ้ําไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ ไดยื่นฟองวาผูถูกฟองคดีปลูกสรางอาคารบานพักอาศัยและโรงเรือนบนชายหาด สาธารณประโยชนและหรือทะเลภายในนานน ้ําไทยโดยไมไดรับอนุญาตจากผูฟองคดีขอใหศาล มีคําพิพากษาหรือคําส ั่งใหผูถูกฟองคดีรื้ อถอนส ิ่งปลูกสรางดังกลาว ผูถูกฟองคดีไมไดทําคําใหการ ศาลปกครองชั้ นตนพิจารณาแลวมีคําพิพากษาใหผูถูกฟองคดีร ื้ อถอนอาคารดังกลาวออกจากท ี่ พิพาท ผูถูกฟองคดีย ื่ นอุทธรณวาบริเวณท ี่ปลูกสรางโรงเรือนอยูหางจากชายหาดและปลูกอยูบนผืนแผนดิน มิใชชายหาดสาธารณประโยชนและผูถูกฟองคดีสรางอาคารบานพักและอยูอาศยดั วยความยินยอม ของเจาของที่ดินซ ึ่ งถึงแกกรรมไปหลายปแลวเปนเวลากวา ๒๐ ปโดยไมมีผูใดคัดคานหรือโตแยง ศาลปกครองสูงสุดเห็นวาเม ื่ อผูถูกฟองคดีไมไดย ื่ นคําใหการแกคําฟองของผูฟองคดีจึงเปนกรณี ที่ถือไดวาผูถูกฟองคดียอมรับขอเท็จจริงตามขอหาของผูฟองคดีและมีผลทําใหขอเท็จจริง ที่ผูถูกฟองคดียกข ึ้ นอางในคําอุทธรณนั้น เปนขอเท็จจริงที่มิไดมีการยกข ึ้ นวากันมาแลวโดยชอบ ในศาลปกครองชั้ นตนตามขอ ๔๖ และขอ ๑๐๑ วรรคสองแหงระเบียบฯวาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ จึงเปนคําอุทธรณท ี่ ตองหามตามขอ ๑๐๘ วรรคหน ึ่ งแหงระเบียบดังกลาว(คําพิพากษาศาลปกครอง สูงสุดท ี่ อ.๑๙๙/๒๕๕๐, ท ี่ อ.๒๐๐/๒๕๕๐ และท ี่ ๒๐๑/๒๕๕๐) ผูฟองคดียื่นฟองผูบัญชาการตํารวจภูธรภาค ๕ ขอใหศาล มีคําพิพากษาหรือคําส ั่ งเพิกถอนคําส ั่งไลผูฟองคดีออกจากราชการอันเปนผลมาจากการท ี่ ผูฟองคดี ตองคดีอาญาฐานยิงปนซ ึ่งใชดินระเบิดโดยใชเหตุในเมืองเน ื่ องจากการกระทําของผูฟองคดีไมถือเปน การกระทําผิดวินัยอยางรายแรงเพราะพนักงานอัยการมีคําส ั่ งเด็ดขาดไมฟองผูฟองคดีแลว การกระทํา ผิดวินัยตามท ี่ กลาวหาจึงยังไมเกิด อีกท ั้ งผูถูกฟองคดีมีอํานาจไลขาราชการตํารวจช ั้ นพลตํารวจ หรือสิบตํารวจเทาน ั้ น แตผูฟองคดีมียศจาสิบตํารวจ การออกคําส ั่ งดังกลาวจึงไมชอบดวยกฎหมาย ผูถูกฟองคดียื่นคําใหการวา แมพนักงานอัยการจะมีคําสั่งเด็ดขาดไมฟองผูฟองคดีแตการท ี่ ผูฟองคดีเสพสุราจนมึนเมาในที่ชุมชนและใชปนยิงจนเกิดเร ื่ องเสียหาย ถือไดวาเปนการประพฤติชั่ว อยางรายแรง และผูถูกฟองคดีไดรับมอบหมายจากผูบัญชาการตํารวจแหงชาติใหลงโทษ ขาราชการตํารวจในบังคับบัญชาไดศาลปกครองชั้ นตนมีคําพิพากษาวาพฤติกรรมของผูฟองคดี เขาลักษณะกระทําผิดวินัยอยางรายแรงและผูถูกฟองคดีมีอํานาจลงโทษไลผูฟองคดีออกจาก ราชการ ซ ึ่ งแมวาคําส ั่ งแตงต ั้ งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยจะไมไดระบุพฤติการณของผูฟองคดี เก ี่ ยวกบการเมาสัุราแลวยิงปนดวยความคึกคะนอง แตคณะกรรมการสอบสวนไดแจงและอธิบาย ขอกลาวหา รวมท ั้ งมีการแจงสรุปพยานหลักฐานสนับสนุนขอกลาวหาใหผูฟองคดีรับทราบแลว ซ ึ่ งผูฟองคดีไดใหปากคําถึงพฤติการณและการกระทําที่ถูกกลาวหาไดอยางครบถวน โดยผูฟองคดี


สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง ๔๗ ไดแนบสําเนาใบรับรองแพทยที่แสดงใหเห็นถึงความผิดปกติของรางกายซึ่งมีผลทําให ไมสามารถควบคุมสติไดแมเพียงเสพสุราเขาไปในปริมาณไมมาก ยอมแสดงใหเห็นวาผูฟองคดี ไดรับทราบและเขาใจขอกลาวหาที่เกี่ยวของกับพฤติการณการดื่มสุรามึนเมาในที่ชุมชน ไดเปนอยางดีจึงไมทําใหผูฟองคดีหลงตอสูในประเด็นท ี่ ถูกกลาวหาอันจะทําใหกระบวนการ สอบสวนเสียความเปนธรรมไป ผูฟองคดียื่นอุทธรณวาคณะกรรมการสอบสวนไมเคยแจง ขอกลาวหาตอผูฟองคดีวาเมาสุรายิงปนดวยความคึกคะนอง คงแจงขอหาวาตองคดีอาญา ฐานยิงปนซ ึ่งใชดินระเบิดโดยใชเหตุในเมืองเทาน ั้ น ผูฟองคดีจึงไมมีโอกาสที่จะไดทราบ ขอเท็จจริงในขอกลาวหาอยางเพียงพอและไมมีโอกาสไดโตแยงและแสดงพยานหลักฐานของตน ศาลปกครองสูงสุดเห็นวา คําอุทธรณของผูฟองคดีมิใชขอเท็จจริงหรือขอกฎหมายท ี่ไดยกข ึ้ น วากันมาแลวโดยชอบในศาลปกครองชั้นตน อีกทั้งมิใชปญหาเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอย ของประชาชนหรือปญหาเกี่ยวกับประโยชนสาธารณะแตอยางใด จึงเปนอุทธรณตองหาม ตามขอ ๑๐๑ วรรคสอง แหงระเบียบฯ วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ (คําสั่งศาลปกครอง สูงสุดท ี่ อ.๒๐๔/๒๕๕๐) ผูฟองคดีไดถูกสงตัวไปรับราชการยังสํานักงานพัฒนาชุมชน จังหวัดนาน โดยผูฟองคดีจะตองไปรายงานตัวต ั้ งแตวันท ี่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ แตผูฟองคดี ไมไดไปรายงานตัวและลงช ื่อในบัญชีลงเวลาการปฏิบัติราชการเพ ื่อปฏิบัติราชการจนกระท ั่ ง วันท ี่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ผูฟองคดีไดย ื่ นหนังสือขอลาออกจากราชการในวันท ี่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ และผูฟองคดีไดมารายงานตัวและลงช ื่อในบัญชีลงเวลาการปฏิบัติราชการ ในวันท ี่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ แตหลังจากน ั้ นผูฟองคดีก็ไมไดมาปฏิบัติราชการอีกเลย ตอมา จังหวัดนานไดมีคําส ั่ งลงวันท ี่ ๕ มกราคม ๒๕๔๓ อนุญาตใหผูฟองลาออกจากราชการต ั้ งแต วันท ี่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๒ เปนตนไป ตอมาเม ื่ อวันท ี่ ๒๐ เมษายน ๒๕๔๓ อ.ก.พ. จังหวัดนาน มีมติไลผูฟองคดีออกจากราชการกรณีขาดราชการติดตอกันเกินกวา ๑๕ วันโดยไมมีเหตุอันควร ผูวาราชการจังหวัดนาน (ผูถูกฟองคดี) จึงมีคําส ั่ งลงวันท ี่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ไลผูฟองคดี ออกจากราชการต ั้ งแตวันท ี่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ อันเปนวันท ี่ เร ิ่ มขาดราชการติดตอกัน เกิน ๑๕ วัน ผูฟองคดีเห็นวาคําส ั่ งท้ังสองดังกลาวเปนคําส ั่ งท ี่ไมชอบดวยกฎหมายจึงนําคดีมาฟอง ขอใหเพิกถอนคําส ั่ งท ั้ งสองคําส ั่งและใหรับผูฟองคดีกลับเขารับราชการตามเดิม ศาลปกครอง ช ั้ นตนพิพากษาวา ผูฟองคดียื่ นหนังสือขอลาออกจากราชการลวงหนาเปนเวลานอยกวา ๓๐ วัน จึงตองถือเอาวันครบกําหนด ๓๐ วันนับแตวันย ื่ นหนังสือเปนวันขอลาออกจากราชการตามขอ ๓ ขอ ๔ ขอ ๕ และขอ ๖ ของระเบียบ ก.พ. วาดวยการลาออกจากราชการของขาราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๖ ดังน ั้ น คําส ั่ งอนุญาตใหผูฟองลาออกจากราชการจึงชอบดวยกฎหมาย แตเม ื่ อการ ดําเนินการตางๆ อันเก ี่ ยวกับการกลาวหาวาผูฟองคดีกระทําผิดวินัยอยางรายแรง ลวนแตได


สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง ๔๘ กระทําภายหลังจากท ี่ มีคําส ั่ งอนุญาตใหผูฟองคดีลาออกไปแลว มิไดมีการกลาวหาผูฟองคดีไว กอนท ี่ ผูฟองคดีจะออกจากราชการ แตการท ี่ ผูถูกฟองคดีพิจารณาดําเนินการทางวินัยผูฟองคดี ตามมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๔ มาตรา ๘๕ และมาตรา ๘๘แหงพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการ พลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยมิใชเปนการดําเนินการตามมาตรา ๙๒ ๑๘ แหงพระราชบัญญัติเดียวกัน การดําเนินการทางวินัยจึงไมชอบดวยมาตรา ๑๐๖ แหงพระราชบัญญัติดังกลาว ดังน ั้ น คําส ั่ ง ลงโทษทางวินัยจึงไมชอบดวยกฎหมาย ผูฟองคดีย ื่ นอุทธรณคัดคานคําพิพากษาของศาลปกครอง ช ั้ นตนและขอใหศาลมีคําพิพากษาเพิกถอนคําส ั่ งอนุญาตใหผูฟองคดีลาออกจากราชการและใหรับ ผูฟองคดีกลับเขารับราชการตามเดิม รวมท ั้งขอใหผูถูกฟองคดีจายเงินชดเชยความเสียหาย อันเน ื่ องมาจากคําส ั่งลงโทษทางวินัย ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวา ผูฟองคดีฟองขอใหศาลปกครอง ช ั้ นตนเพิกถอนคําส่ังของผูถูกฟองคดีท ี่ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ โดยมิไดฟองขอใหชดใช คาเสียหายเปนคดีพิพาทเก ี่ ยวกับการกระทําละเมิดตามมาตรา ๙ วรรคหน ึ่ ง (๓) แหงพระราชบัญญัติ จัดต ั้งศาลปกครองฯ ไวดวย ดังน ี้ เม ื่อศาลปกครองชั้ นตนมีคําพิพากษาใหเพิกถอนคําส ั่งลงโทษ ไลผูฟองคดีออกจากราชการตามคําขอ ผูฟองคดีจะขอใหผูถูกฟองคดีชดใชคาเสียหายในชั้ น อุทธรณไมไดเพราะมิไดฟองและยกขอเท็จจริงดังกลาวข ึ้ นวากันมาแลวโดยชอบในศาลปกครอง ๑๘พระราชบัญญัติระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๘๓ ขาราชการพลเรือนสามัญตองตั้งใจปฏิบัติหนาที่ราชการใหเกิดผลดีหรือความกาวหนาแกราชการ มาตรา ๘๔ ขาราชการพลเรือนสามัญตองปฏิบัติหนาที่ราชการดวยความอุตสาหะ เอาใจใสระมัดระวังรักษา ประโยชนของทางราชการ และตองไมประมาทเลินเลอในหนาที่ราชการ การประมาทเลินเลอในหนาที่ราชการ อันเปนเหตุใหเสียหายแกราชการอยางรายแรง เปนความผิดวินัยอยางรายแรง มาตรา ๘๕ ขาราชการพลเรือนสามัญตองปฏิบัติหนาที่ราชการใหเปนไปตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติ คณะรัฐมนตรีและนโยบายของรัฐบาลโดยไมใหเสียหายแกราชการ การปฏิบัติหนาที่ราชการโดยจงใจไมปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของ รัฐบาล อันเปนเหตุใหเสียหายแกราชการอยางรายแรง เปนความผิดวินัยอยางรายแรง มาตรา ๘๘ ขาราชการพลเรือนสามัญตองปฏิบัติตามคําสั่งของผูบังคับบัญชาซึ่งสั่งในหนาที่ราชการโดยชอบดวย กฎหมายและระเบียบของทางราชการ โดยไมขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง แตถาเห็นวาการปฏิบัติตามคําสั่งนั้นจะทําใหเสียหายแก ราชการ หรือจะเปนการไมรักษาประโยชนของทางราชการ จะเสนอความเห็นเปนหนังสือทันทีเพื่อใหผูบังคับบัญชาทบทวน คําสั่งนั้นก็ไดและเมื่อไดเสนอความเห็นแลว ถาผูบังคับบัญชายืนยันใหปฏิบัติตามคําสั่งเดิม ผูอยูใตบังคับบัญชาตองปฏิบัติตาม การขัดคําสั่งหรือหลีกเลี่ยงไมปฏิบัติตามคําสั่งของผูบังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหนาที่ราชการโดยชอบดวยกฎหมายและ ระเบียบของทางราชการ อันเปนเหตุใหเสียหายแกราชการอยางรายแรง เปนความผิดวินัยอยางรายแรง มาตรา ๙๒ ขาราชการพลเรือนสามัญตองอุทิศเวลาของตนใหแกราชการจะละท ิ้ งหรือทอดท ิ้ งหนาที่ราชการมิได การละท ิ้ งหรือทอดท ิ้ งหนาที่ราชการโดยไมมีเหตุผลอันสมควรเปนเหตุใหเสียหายแกราชการอยางรายแรง หรือละท ิ้ ง หนาที่ราชการติดตอในคราวเดียวกันเปนเวลาเกินกวาสิบหาวันโดยไมมีเหตุผลอันสมควร หรือโดยมีพฤติการณอันแสดงถึง ความจงใจไมปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ เปนความผิดวินัยอยางรายแรง


สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง ๔๙ ช ั้ นตนตามขอ ๑๐๑ วรรคสอง แหงระเบียบฯ วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ จึงไมอาจรับคําขอน ี้ ไวพิจารณา (คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๓๔๒/๒๕๕๐) ๒.๒) ขอเท็จจริงหรือขอกฎหมายอันเก ี่ ยวดวยความสงบเรียบรอย ของประชาชนหรือปญหาเก ี่ ยวกับประโยชนสาธารณะ สามารถยกขึ้ นตอสูในชั้ นอุทธรณได ตามท ี่ไดกลาวแลววาขอเท็จจริงหรือขอกฎหมายท ี่ จะยกข ึ้ นอาง ในศาลปกครองสูงสุด จะตองเปนขอที่ไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลปกครองชั้นตน แตหากเปนปญหาท ี่ เก ี่ ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชนหรือเก ี่ ยวกับประโยชนสาธารณะ ผูอุทธรณสามารถยกขึ้นกลาวในคําอุทธรณหรือในชั้นอุทธรณไดตามขอ ๑๐๑ วรรคสอง แหง ระเบียบฯ วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ แมวาจะมิไดเปนขอท ี่ไดวากลาวกันมาแลวโดยชอบ ในศาลปกครองชั้ นตนก็ตาม (๑) กรณีท ี่ ถือวาเปนปญหาอันเก ี่ ยวดวยความสงบเรียบรอย ของประชาชน ไดแก ปญหาเกี่ยวกับระยะเวลาการฟองคดีแมผูอุทธรณจะมิได ใหการตอสูไวในศาลปกครองชั้ นตน ก็ยอมมีสิทธิยกอางในคําอุทธรณไดเน ื่องจากเปนปญหา อันเกี่ ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน ตามขอ ๑๐๑ วรรคสอง แหงระเบียบฯ วาดวยวิธี พิจารณาคดีปกครองฯ (คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท ี่ อ.๑๔/๒๕๕๐) (๒) กรณีที่ถือวามิใชเปนปญหาอันเก ี่ ยวดวยความสงบเรียบรอย ของประชาชน ไดแก แมวาตามพระราชบัญญัติสงเสริมและรักษาคุณภาพส ิ่ งแวดลอม แหงชาติพ.ศ. ๒๕๓๕ จะกําหนดใหตองจัดทํารายงานการวิเคราะหผลกระทบส ิ่ งแวดลอมกอนท ี่ จะมีการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน แตหากเจาหนาท ี่ ซ ึ่ งมีอํานาจตามกฎหมาย ส ั่ งอนุญาตไปกอนโดยยังมิไดมีการจัดทํารายงานดังกลาวหรือจัดทําแลวแตยังไมไดรับความเห็นชอบ ก็ไมมีผลโดยเด็ดขาดวาการส ั่ งอนุญาตน ั้นจะไมชอบทุกกรณีเพราะหากภายหลังไดมีการจัดทํา รายงานดังกลาวและไดรับความเห็นชอบก็ยอมไมเปนเหตุใหการส ั่ งอนุญาตน ั้นไมสมบูรณ ตามมาตรา ๔๑ วรรคหนึ่ง (๑) แหง พระราชบัญญัติวิธีปฏบิัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ดังนี้ การอุทธรณวาโรงงานไมไดจัดทํารายงานการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอม จึงมิใช ปญหาเก ี่ ยวกับความสงบเรียบรอยของประชาชนหรือปญหาเก ี่ ยวกับประโยชนสาธารณะ (คําส ั่ ง ศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๑๕๙/๒๕๕๐)


สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง ๕๐ การที่ผูฟองคดีอุทธรณวา คณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ไมไดแจงขอกลาวหาใหครบถวนท ั้ งหมด ทําใหผูฟองคดีไมมีโอกาสที่จะไดรับทราบขอเท็จจริง ในขอกลาวหาและไมมีโอกาสไดโตแยงและแสดงพยานหลักฐานของตน ซ ึ่ งนอกจากมิใช ขอเท็จจริงหรือขอกฎหมายที่ไดยกข ึ้ นวากันมาแลวโดยชอบในศาลปกครองชั้ นตน ยังมิใชปญหา เก ี่ ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชนหรือปญหาเก ี่ ยวกับประโยชนสาธารณะแตอยางใด จึงเปนอุทธรณตองหามตามขอ ๑๐๑ วรรคสอง แหงระเบียบฯ วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ (คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ อ.๒๐๔/๒๕๕๐) ๓) คําอุทธรณตองใชถอยคําสุภาพ นอกจากคําอุทธรณจะตองมีรูปแบบตามที่ กําหนดไวในขอ ๑๐๑ แหง ระเบียบฯ วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ แลว คําอุทธรณจะตองอยูในบังคับของมาตรา ๔๕ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ คําอุทธรณที่ใชถอยคําไมสุภาพนั้น ไมใช คําอุทธรณที่ไมสมบูรณครบถวนซึ่งศาลปกครองอาจมีคําสั่งใหแกไขใหถูกตองไดแตเปน คําอุทธรณท ี่ ตองหามตามกฎหมายซ ึ่งศาลปกครองตองมีคําส ั่งไมรับไวพิจารณา (คําส ั่ งศาล ปกครองสูงสุดท ี่ ๔๐๕/๒๕๕๐) ๑๙ ศาลปกครองสูงสุดไดมีคําวินิจฉัยเก ี่ ยวกับขอความในคําอุทธรณท ี่ใช ถอยคําไมสุภาพ ดังน ี้ ขอความในคําอุทธรณท ี่ วา “จากคําพิพากษาขางตนแสดงใหเห็นวา ศาลไมเขาใจ...” หรือ “ดังนั้น การพิพากษาวาหัวหนาภาควิชาเปนตําแหนงผูบริหารระดับปฏิบัติ จึงถือวาผิด...” หรือ “การท ี่ ศาลกลาวอางพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พ.ศ. ๒๕๓๘ ท ี่ แกไขเพิ่ มเติมแลว เปนการกลาวอางที่ผิดและบิดเบือนประเด็น สรางความสับสน...” หรือ “จาก คําพิพากษากรณีน ี้ ผูฟองคดีขออนุญาตประทานกราบเรียนดวยความเคารพวาเปนการพิพากษา สองมาตรฐาน...” หรือ “จึงถือวาการตัดสินของศาลเปนการพิพากษาสองมาตรฐานเพราะใช วิธีการเบ ี่ ยงเบนสรางความสับสน...” มีลักษณะเปนการเสียดสีศาลปกครองชั้ นตนท ี่ พิจารณา พิพากษาคดีถือไดวาเปนคําอุทธรณท ี่ใชถอยคําไมสุภาพและตองหามตามกฎหมาย (คําส ั่ ง ศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๔๐๕/๒๕๕๐) ๑๙วินิจฉัยทํานองเดียวกับคําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่๒๘๖/๒๕๔๙


สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง ๕๑ ๔) คําอุทธรณตองมีสาระอันควรไดรับการวินิจฉัย อุทธรณจะตองมีขอเท็จจริงหรือขอกฎหมายท ี่เปนสาระอันควรไดรับ การวินิจฉัยตามมาตรา ๗๓ วรรคสาม แหงพระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครองฯ ท ี่ บัญญัติวา ในกรณี ท ี่ศาลปกครองสูงสุดเห็นวาคําอุทธรณมีขอเท็จจริงหรือขอกฎหมายท ี่ไมเปนสาระสําคัญ อันควรไดรับการวินิจฉัย ศาลปกครองสูงสุดจะส ั่งไมรับคําอุทธรณน ั้นไวพิจารณาก็ไดประกอบกับ ขอ ๑๐๘ วรรคสอง แหงระเบียบฯ วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ ท ี่ กําหนดวา ในกรณีท ี่ ตุลาการ เจาของสํานวนเห็นวาอุทธรณน ั้ นมีขอเท ็จจริงหรือขอกฎหมายท ี่ไมเปนสาระอันควรไดรับการวินิจฉัย ใหเสนอองคคณะเพ ื่ อมีคําส ั่งไมรับอุทธรณและส ั่ งจําหนายคดีออกจากสารบบความ ศาลปกครองสูงสุดมีคําวินิจฉัยในกรณีดังตอไปนี้ วาเปนการอุทธรณท ี่ มี ขอเท็จจริงหรือขอกฎหมายที่ไมเปนสาระอันควรไดรับการวินิจฉัย ไดแก การท ี่ ผูฟองคดีอุทธรณวา ศาลปกครองชั้ นตนไมหยิบยกเหตุการณ และพฤติกรรมของคณะกรรมการสืบสวนขอเท็จจริงและคณะกรรมการสอบสวนท ี่ มีพฤติการณ จงใจทําลายเอกสาร ถอยคําพยานท ี่เปนประโยชนแกผูฟองคดีมาวินิจฉัยคดีศาลปกครองชั้ นตน วินิจฉัยตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวน โดยมิไดพิเคราะหรายละเอียดวาผูฟองคดี กระทําผิดตามท ี่ ถูกกลาวหาอยางไร เพียงแตวินิจฉัยวามีพยานหลักฐานจํานวนมากและผูฟองคดี ไมมีพยานหลักฐานเพียงพอท ี่ จะหักลางขอกลาวหาไดถือวาขอเท็จจริงและขอกฎหมายที่ผูฟองคดี ยกข ึ้ นอางในคําอุทธรณไมมีทางทําใหผลของคําพิพากษาของศาลปกครองชั้ นตนเปลี่ยนแปลงไป และไมทําใหศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยคดีแตกตางไปจากที่ศาลปกครองชั้ นตนไดวินิจฉัยมา แตอยางใด จึงเปนคําอุทธรณท ี่ มีขอเท็จจริงหรือขอกฎหมายท ี่ไมเปนสาระอันควรไดรับการวินิจฉัย ตามมาตรา ๗๓ วรรคสาม แหงพระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครองฯ ซ ึ่ งขอ ๑๐๘ วรรคสอง แหง ระเบียบฯ วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ กําหนดใหศาลปกครองสูงสุดมีคําส ั่งไมรับอุทธรณ และมีคําส ั่ งจําหนายคดีออกจากสารบบความได(คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท ี่ อ.๗๘/๒๕๕๐) กรณีท ี่ ผูอุทธรณย ื่ นคํารองอุทธรณอันมีเน ื้ อความกลาวถึงพฤติกรรม ของบุคคลอ ื่ นซ ึ่งไมเก ี่ ยวกับคดีและมิไดเปนขอท ี่ไดยกข ึ้ นมาวากันโดยชอบในศาลปกครองชั้ นตน โดยมิไดโตแยงคัดคานคําพิพากษาของศาลปกครองชั้ นตนในขอเท็จจริงและขอกฎหมายอยางไร ถือเปนคําอุทธรณท ี่ มีขอเท็จจริงและขอกฎหมายท ี่ไมเปนสาระอันควรไดรับการวินิจฉัย ตามขอ ๑๐๘ วรรคสอง แหงระเบียบฯ วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ (คําส ั่งศาลปกครอง สูงสุดท ี่ ๔๑๑/๒๕๕๐) เม ื่ อผูฟองคดีทราบคําส ั่งของศาลปกครองชั้ นตนท ี่ใหจําหนายคดี เพราะเหตุแหงการฟองคดีหมดส ิ้นไปแลว ผูฟองไดย ื่ นคํารองอุทธรณคําส ั่งของศาลปกครอง


สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง ๕๒ ช ั้ นตนโดยไมปรากฏขอคัดคานวาผูฟองคดีไมเห็นดวยกับคําส ั่งของศาลปกครองชั้ นตนอยางไร บาง คํารองอุทธรณคําส ั่ งของผูฟองคดีจึงไมมีสาระอันควรไดรับการวินิจฉัยตามมาตรา ๗๓ วรรคสาม แหงพระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครองฯ ประกอบกบขั อ ๑๐๘ วรรคสอง แหงระเบียบฯ วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ (คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๔๘๓/๒๕๕๐) ๒.๗ อํานาจของศาลปกครองสูงสุดในการพิจารณาอุทธรณ ขอ ๑๑๒ แหงระเบียบของท ี่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด วาดวย วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๓ กําหนดวา อํานาจในการพิจารณาอุทธรณคําพิพากษาหรือ คําส ั่งของศาลปกครองชั้ นตน โดยศาลปกครองสูงสุดใหรวมถึง (๑) เม ื่ อคดีปรากฏเหตุท ี่ มิไดปฏิบัติตามบทบัญญัติแหงกฎหมายหรือ ระเบียบน ี้ในสวนท ี่ วาดวยการทําคําพิพากษาและคําส ั่งและศาลปกครองสูงสุดเห็นวามีเหตุ อันสมควร ใหมีอํานาจส ั่ งยกคําพิพากษาหรือคําส ั่งของศาลปกครองชั้ นตน แลวสงสํานวนคืนไป ยังศาลปกครองชั้นตน เพื่อใหพิพากษาหรือมีคําสั่งใหม ในกรณีเชนนี้ศาลปกครองชั้นตน อาจประกอบดวยตุลาการศาลปกครองอื่ นนอกจากท ี่ไดพิพากษาหรือมีคําส ั่ งมาแลวและคําพิพากษา หรือคําส ั่งใหมนี้ อาจวินิจฉัยชี้ ขาดคดีเปนอยางอ ื่ นนอกจากคําพิพากษาหรือคําส ั่ งที่ถูกยกได (๒) เม ื่ อคดีปรากฏเหตุท ี่ มิไดปฏิบัติตามบทบัญญัติแหงกฎหมายหรือ ระเบียบน ี้ในสวนท ี่ วาดวยการแสวงหาขอเท็จจริง หรือมีเหตุท ี่ศาลไดปฏิเสธการไตสวนพยาน ตามที่ผูอุทธรณมีคําขอ และศาลปกครองสูงสุดเห็นวามีเหตุอันสมควร ใหมีอํานาจสั่งยก คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลปกครองชั้นตนนั้น แลวกําหนดใหศาลปกครองชั้นตน ซ ึ่งประกอบดวยตุลาการศาลปกครององคคณะเดิมหรือตุลาการศาลปกครองอื่ น หรือศาลปกครอง ช ั้ นตนอ ื่นใดตามที่ เห็นสมควร พิจารณาคดีนั้นใหมทั้ งหมดหรือบางสวน และพิพากษาหรือมีคําส ั่งใหม (๓) เม ื่ อคดีปรากฏเหตุวาขอเท็จจริงท ี่ศาลปกครองชั้ นตนฟงมาไมพอ แกการวินิจฉัยช ี้ ขาดคดีและศาลปกครองสูงสุดเห็นวามีเหตุอันสมควร ใหมีอํานาจส ั่ งยก คําพิพากษาหรือคําส ั่งของศาลปกครองชั้ นตนน ั้ น แลวกําหนดใหศาลปกครองชั้ นตน ซ ึ่งประกอบดวยตุลาการศาลปกครอง องคคณะเดิมหรือตุลาการศาลปกครองอื่ นพิจารณาคดีน ั้ น ใหมท ั้ งหมดหรือบางสวนโดยดําเนินการตามคําช ี้ขาดของศาลปกครองสูงสดุแลวพิพากษาหรือ มีคําส ั่งไปตามรูปคดี ในคดีท ั้งปวงที่ศาลปกครองชั้ นตนไดพิพากษาหรือมีคําส ั่งใหมตามขอน ี้ ใหอุทธรณคําพิพากษาหรือคําส ั่งใหมเชนวาน ั้นได


สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง ๕๓ ๑) กรณีคดีปรากฏเหตุท ี่ มิไดปฏิบัติตามบทบัญญัติแหงกฎหมายหรือ ระเบียบในสวนที่วาดวยการทําคําพิพากษาและคําสั่ง ตามขอ ๑๑๒ วรรคหนึ่ง (๑) จากการศึกษาคําวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด พบวามีกรณีตางๆ ดังน ี้ ๑.๑) ผูถูกฟองคดีไดฟองแยงเรียกคาเสียหายจากผูฟองคดีโดยขอยกเวน คาธรรมเนียมศาล แตศาลปกครองชั้ นตนเห็นวาไมมีเหตุนาเช ื่ อวาผูถูกฟองคดีเปนผูไมมีทรัพยสิน เพียงพอจะเสียคาธรรมเนียมศาล จึงมีคําส ั่ งยกคําขอและใหผูถูกฟองคดีชําระคาธรรมเนียมศาล ภายใน ๑๐ วันนับแตวันที่ไดรับคําส ั่ งศาล หลังจากน ั้ นผูถูกฟองคดียื่ นคําขอขยายระยะเวลาชําระ คาธรรมเนียมศาลเพ ื่อจะขอใชสิทธิย ื่ นคําขอใหพิจารณาคําขอใหมโดยขออนุญาตนําพยานหลักฐาน มาแสดงเพิ่มเติมวาไมมีทรัพยสินเพียงพอจะเสียคาธรรมเนียมศาล ศาลปกครองชั้นตนมีคําสั่ง ไมอนุญาตใหผูถูกฟองคดีนําพยานหลักฐานมาแสดงเพ ิ่ มเติมวาไมมีทรัพยสินเพียงพอท ี่ จะ เสียคาธรรมเนียมศาล กรณีเชนน ี้ศาลปกครองสูงสุดเห็นวาเปนการส ั่ งเกินกวาคําขอในคํารอง ของผูถูกฟองคดีและเม ื่ อผูถูกฟองคดีย ื่ นคํารองขอใหพิจารณาคําขอใหยกเวนคาธรรมเนียมศาลใหม เพ ื่ ออนุญาตใหนําพยานหลักฐานมาแสดงเพ ิ่ มเติมวาไมมีทรัพยสินเพียงพอท่ีจะเสียคาธรรมเนียมศาล ศาลปกครองชั้ นตนชอบท ี่ จะตองพิจารณาคําขอของผูถูกฟองคดีใหมตามขอ ๔๑/๔ วรรคหน ึ่ ง (๑) แหงระเบียบฯ วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ โดยไตสวนคูกรณีฟงคูกรณีทุกฝาย พรอมกับสง สําเนาคํารองขอใหพิจารณาคําขอน ั้นใหมและสําเนาพยานหลักฐานเพ ิ่ มเติมใหคูกรณีอีกฝายหน ึ่ ง ทราบกอนท ี่ ศาลจะมีคําส ั่งเปนประการใด การท ี่ศาลปกครองชั้ นตนเห็นวาไดเคยมีคําส ั่งไมอนุญาต ใหผูถูกฟองคดีนําพยานหลักฐานมาแสดงเพ ิ่ มเติมวาไมมีทรัพยสินเพียงพอท ี่ จะเสียคาธรรมเนียมศาล คร ั้ งหน ึ่ งแลวจึงมีคําส ั่ งยกคํารองจึงถือไดวาเปนกรณีท ี่ศาลปกครองชั้ นตนมิไดปฏิบัติตามบทบัญญัติ วาดวยการทําคําพิพากษาและคําส ั่ งตามขอ ๑๑๒ วรรคหนึ่ง (๑)แหงระเบียบฯ วาดวยวิธีพิจารณา คดีปกครองฯ ดังน ั้ น คําส ั่งของศาลปกครองชั้ นตนจึงไมเปนท ี่ สุดตามขอ ๔๑/๔ วรรคหน ึ่ ง (๑) แหง ระเบียบดังกลาว ชอบท ี่ศาลปกครองชั้ นตนจะไดดําเนินการพิจารณาคํารองขอใหพิจารณาคําขอ ยกเวนคาธรรมเนียมศาลใหมและดําเนินกระบวนพิจารณาตอไป (คําสั่งศาลปกครองสูงสุด ท ี่ ๓๓๘/๒๕๕๐) ๑.๒) เม ื่ อผูฟองคดีย ื่ นคําฟองเพ ิ่ มเติม ศาลมีหนาท ี่ ตองพิจารณาวารับได หรือไมพรอมท ั้งใหเหตุผลประกอบ การท ี่ ตุลาการเจาของสํานวนเสนอความเห็นไปยังหัวหนาคณะ และหัวหนาคณะไดแจงใหสํานักงานศาลปกครองกลางมีหนังสือช ี้ แจงผูฟองคดีตามท ี่ ตุลาการ เจาของสํานวนเสนอ ซ ึ่ งบันทึกดังกลาวมิใชเปนการพิจารณาจัดทําคําส ั่งโดยองคคณะพิจารณา พิพากษาตามมาตรา ๕๔ วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครองฯ การดําเนินการของ ศาลปกครองชั้ นตนจึงมิอาจถือไดวามีการพิจารณาหรือมีคําส ั่ งจากองคคณะแลวและถือวาศาลปกครอง


สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง ๕๔ ช ั้ นตนมิไดปฏิบัติตามบทบัญญัติแหงกฎหมายในการจัดทําคําส ั่ งตามขอ ๑๑๒ วรรคหน ึ่ ง (๑) แหงระเบียบฯ วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ จึงเปนเหตุอันสมควรท ี่ศาลปกครองชั้ นตนจะไป ดําเนินการจัดทําคําส ั่งใหมใหถูกตองตอไป (คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๒๑๙/๒๕๕๐) ๑.๓) ผูฟองคดีฟองวานายกองคการบริหารสวนตําบลมีคําส ั่ งยายผูฟองคดี โดยไมถูกตอง และขอใหจายเงินพรอมดอกเบ ี้ ยท ี่ ผูฟองคดีมีสิทธิไดรับในชวงเวลาท ี่ ยายไปนั้ น ซึ่งศาลปกครองชั้นตนมีคําสั่งไมรับคําฟองไวพิจารณา เนื่องจากขณะที่ผูฟองคดียื่นฟองคดี ตอศาลนั้น ยังไมครบกําหนดระยะเวลาเกาสิบวันสําหรับการพิจารณาวินิจฉัยเร ื่ องรองทุกขของผูฟองคดี และยังมิไดมีการวินิจฉัยสั่ งการเก ี่ ยวกับเร ื่ องรองทุกขดังกลาว แตศาลปกครองชั้ นตนมิไดวินิจฉัย คําขอของผูฟองคดีท ี่ขอใหมีการจายเงินท ี่ ผูฟองคดีมีสิทธิไดรับ ซ ึ่งเปนคําขอท ี่ สามารถแยก ประเด็นออกจากประเด็นตามคําฟองท ี่ศาลปกครองชั้ นตนมีคําส ั่งไมรับคําฟองไวพิจารณาได อันเปนกรณีที่มิไดปฏิบัติตามบทบัญญัติแหงกฎหมายหรือระเบียบฯ วาดวยวิธีพิจารณา คดีปกครองฯในสวนที่วาดวยการทําคําพิพากษาและคําส ั่ งตามขอ ๑๑๒ วรรคหน ึ่ ง (๑)แหงระเบียบ ดังกลาว (คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๒๓๓/๒๕๕๐) ๑.๔) เม ื่ อเหตุแหงการฟองคดีเปนคดีพิพาทโตเถียงกันวาท ี่ ดินพิพาท เปนท ี่ ดินของผูฟองคดีหรือเปนของบุคคลอ ื่ น หรือเปนท ี่สาธารณประโยชนการท ี่ ศาลจะพิจารณา พิพากษาวา เจาพนักงานท ี่ ดินละเลยตอหนาท ี่ในการออกหนังสือรับรองการทําประโยชนใหแก ผูฟองคดีหรือปฏิบัติหนาท ี่ ดังกลาวลาชาเกินสมควรหรือไมศาลจําตองพิจารณาใหไดความ เสียกอนวาท ี่ ดินพิพาทเปนของใครเปนสําคัญ จึงเปนกรณีพิพาทเก ี่ ยวกับสิทธิในที่ ดินระหวาง คูกรณีอันเปนคดีท ี่ อยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม การท ี่ศาลปกครองชั้ นตน ฟงขอเท็จจริงในสํานวนคดีและนําประเด็นแหงคดีข ึ้ นพิจารณาพิพากษาตามรูปคดีโดยมิได ปฏิบัติตามมาตรา ๑๐ แหงพระราชบัญญัติวาดวยการวินิจฉัยช ี้ ขาดอํานาจหนาท ี่ ระหวางศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ดวยการรอการพิจารณาคดีไวชั่ วคราว พรอมท ั้ งจัดทําความเห็นในเรื่ องเขตอํานาจ สงไปใหศาลยุติธรรมพิจารณาจึงเปนการทําคําพิพากษาไปโดยมิไดปฏิบัติตามขอ ๑๑๒ วรรคหน ึ่ ง (๑) แหงระเบียบฯวาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ(คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท ี่ อ.๗/๒๕๕๐) ๒๐ ๑.๕) การท ี่ศาลปกครองชั้ นตนรับคําฟองคดีท ี่ ผูฟองคดีฟองเรียกรอง คาเสียหายจากการท ี่ พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการดําเนินการสอบสวนและส ั่งฟอง ผูตองหาลาชาซ ึ่งเปนขอพิพาทอันเน ื่ องมาจากการท ี่ หนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาท ี่ ของรัฐ ละเลยตอหนาท ี่ในการดําเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามท ี่ประมวลกฎหมาย ๒๐คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่อ .๑๒ /๒๕๕๐, ที่อ .๑๕ /๒๕๕๐, ที่อ .๘๑ /๒๕๕๐ , ที่อ .๑๑๙ /๒๕๕๐, ที่ อ .๑๒๖ /๒๕๕๐, และที่อ.๑๘๔/๒๕๕๐ วินิจฉัยในแนวเดียวกัน


สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง ๕๕ วิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอ ื่ นท ี่ กําหนดหลักเกณฑและวิธีการในการนําผูกระทําผิด ทางอาญามาลงโทษ กําหนดใหตองปฏิบัติหรือปฏิบัติหนาท ี่ ดังกลาวลาชาเกินสมควร ซ ึ่ งอยูใน อํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และดําเนินกระบวนพิจารณาเร ื่ อยมาจนมีคําพิพากษา ยกฟองโดยมิไดปฏิบัติตามมาตรา ๑๐ แหงพระราชบัญญัติวาดวยการวินิจฉัยชี้ ขาดอํานาจหนาท ี่ ระหวางศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ดวยการรอพิจารณาไวช ั่ วคราวและจัดทําความเห็นวาคดีน ี้ อยูในเขต อํานาจของศาลยุติธรรมสงไปใหศาลยุติธรรมพิจารณาวาจะเห็นพองดวยหรือไมอยางไร ท ั้ งท ี่ คณะกรรมการวินิจฉัยช ี้ ขาดอํานาจหนาท ี่ ระหวางศาลไดมีคําวินิจฉัยมากอนท ี่ศาลปกครอง ช ั้ นตนจะมีคําพิพากษาแลววาคดีขอพิพาทอันเน ื่ องมาจากการท ี่ หนวยงานทางปกครองหรือ เจาหนาท ี่ ของรัฐละเลยตอหนาท ี่ในการดําเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามท ี่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอ ื่ นท ี่ กําหนดหลักเกณฑและวิธีการ ในการนําผูกระทําผิดทางอาญามาลงโทษกําหนดใหตองปฏิบัติหรือปฏิบัติหนาท ี่ ดังกลาวลาชา เกินสมควร ไมอยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แตอยูในอํานาจพิจารณาพิพากษา ของศาลยุติธรรม กรณีจึงเปนการทําคําพิพากษาโดยมิไดปฏิบัติตามบทบัญญัติแหงกฎหมาย ตามขอ ๑๑๒ วรรคหน ึ่ ง (๑) แหงระเบียบฯ วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ (คําพิพากษาศาล ปกครองสูงสุดท ี่ อ.๑๒๙/๒๕๕๐) ๒) กรณีท ี่ศาลปกครองชั้ นตนฟงขอเท ็ จจริงยังไมพอแกการวินิจฉัย ชี้ ขาดคดีตามขอ ๑๑๒ วรรคหนึ่ง (๓) กรณีท ี่ศาลปกครองชั้ นตนวินิจฉัยวาวันท ี่ ผูฟองคดีรูหรือควรรูถึงเหตุ แหงการฟองคดีคืออยางชาไมเกินหน ึ่ งเดือนนับแตวันท ี่ สํานักงานเทศบาลมีหนังสือแจงผล การตรวจสอบของคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัด (ก.ท.จ.) น ั้ น เม ื่ อหนังสือดังกลาวเปนเพียง การแจงวาการดําเนินการสอบแขงขันเพ ื่ อบรรจุและแตงต ั้งเปนพนักงานเทศบาลสามัญของเทศบาล เปนไปตามหลักเกณฑและเง ื่อนไขของ ก.ท.จ. ซ ึ่ งทําใหเขาใจไดวาบัญชีผูสอบแขงขันได ของเทศบาลน ั้ น ยังคงใชไดตามปกติ อีกท ั้ งเทศบาลก็มิไดแจงกรณีท ี่ องคกรปกครองสวนทองถ ิ่ น อ ื่นไมอาจนําบัญชีผูสอบแขงขันไดของเทศบาล ไปบรรจุและแตงตั้ง จึงเห็นไดวาผูฟองคดีไมอาจ รูหรือควรรูวาคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาลไดมีมติหามใชบัญชีผูสอบแขงขันได ขามเทศบาลหรือขามจังหวัดอันเปนเหตุแหงการฟองคดีน ี้ จากหนังสือดังกลาว ขอเท็จจริง ท ี่ศาลปกครองชั้ นตนฟงมายังไมพอแกการวินิจฉัย สมควรท ี่ จะยกคําส ั่งของศาลปกครองชั้ นตน ตามขอ ๑๑๒ วรรคหนึ่ง (๓) แหงระเบียบของที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ .ศ. ๒๕๔๓ เพ ื่ อท ี่ศาลปกครองชั้ นตนจะไดแสวงหาขอเท็จจริง


สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง ๕๖ เก ี่ ยวกับวันท ี่ ผูฟองคดีรูหรือควรรูถึงเหตุแหงการฟองคดีใหชัดเจน แลวพิจารณาและมีคําส ั่ ง ตอไป (คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๔๒๙/๒๕๕๐) ๓) ศาลสามารถยกขอกฎหมายอันเก ี่ ยวดวยความสงบเรียบรอยของ ประชาชนขึ้ นวินิจฉัยไดเอง ในการพิพากษาหรือมีคําส ั่ งช ี้ ขาดคดีของศาลปกครองนั้ น ศาลมีอํานาจ ยกขอกฎหมายอันเก ี่ ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชนขึ้ นวินิจฉัยไดแมวาคูกรณีจะมิได ยกข ึ้ นตอสูก็ตาม ท ั้ งน ี้เปนไปตามท ี่ กําหนดไวในขอ ๙๒ แหงระเบียบของท ี่ประชุมใหญตลาการุ ในศาลปกครองสูงสุด วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ .ศ . ๒๕๔๓ วา “ในการพิพากษาหรือมี คําส ั่ งช ี้ ขาดคดีศาลจะยกขอกฎหมายอันเก ี่ ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชนขึ้ นวินิจฉัย แลวพิพากษาหรือมีคําส ั่งไปก็ได” ซ ึ่ งแมวาขอน ี้ จะกําหนดไวในภาค ๒ ของระเบียบดังกลาว ซ ึ่ งวาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครองในศาลปกครองชั้ นตนก็ตาม แตโดยที่ขอ ๑๑๖ ซ ึ่ งอยูในภาค ๓ วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครองในศาลปกครองสูงสุดกําหนดวา “นอกจากวิธีพิจารณาคดี ปกครองในศาลปกครองสูงสุดท ี่ กําหนดไวโดยเฉพาะในภาคนี้ใหนําวิธีพิจารณาคดีปกครอง ในศาลปกครองชั้ นตนมาใชบังคับโดยอนุโลม” สําหรับการพิจารณาวาปญหาใดเปนปญหาขอกฎหมายอันเก ี่ ยวดวย ความสงบเรียบรอยของประชาชน มีตัวอยางคําวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ดังน ี้ การท ี่ศาลปกครองชั้ นตนมีคําพิพากษาใหเพิกถอนคําส ั่ งของคณะรัฐศาสตร ท ี่ ส ั่งลงโทษใหผูฟองคดีไดรับสัญลักษณ F ในรายวิชา ๕๕๐๐๒๒๓ EAP I และพักการศึกษา ๑ ภาคการศึกษา โดยไมไดใหลบประวัติการลงโทษในประวัติการศึกษาและหลักฐานการศึกษา โดยเฉพาะใบแสดงผลการศึกษา (Transcrip) ถือเปนกรณีท่ีศาลปกครองชั้ นตนมิไดกําหนด คําบังคับหรือเง ื่อนไขใหผูถูกฟองคดีเพิกถอนหรือลบลางการกระทําท ี่เปนผลสืบเน ื่ องมาจาก การปฏิบัติตามคําส ั่ งที่ไมชอบดวยกฎหมายดังกลาว อันจะเปนปญหาการปฏิบัติตามคําพิพากษา ของศาล ซ ึ่งเปนปญหาขอกฎหมายอันเก ี่ ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน ศาลปกครอง สูงสุดจึงยกข ึ้ นวินิจฉัยแลวพิพากษาได (คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท ี่ อ.๕๑/๒๕๕๐) ปญหาเก ี่ ยวกับระยะเวลาการฟองคดีเปนปญหาขอกฎหมายอันเก ี่ ยว ดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน แมไมมีคูกรณีฝายใดยกขึ้ นวากลาวในชั้ นอุทธรณศาล ปกครองสูงสุดก็มีอํานาจยกปญหาดังกลาวข ึ้ นวินิจฉัยแลวพิพากษาหรือมีคําส ั่งไดตามขอ ๙๒ แหง ระเบียบฯวาดวยวิธีพจารณาคดิ ีปกครองฯ (คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท ี่ อ.๖๐/๒๕๕๐ และ ท ี่ อ.๘๐/๒๕๕๐)


สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง ๕๗ ประเด็นท ี่ วาผูฟองคดีเปนผูมีสิทธิฟองคดีตอศาลหรือไม เปนปญหา อันเกี่ ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน แมคูกรณีจะมิไดยกข ึ้นเปนขอตอสูในชั้ นอุทธรณ แตศาลปกครองสูงสุดมีอํานาจยกข ึ้ นวินิจฉัยแลวพิพากษาคดีไดตามขอ ๙๒ ประกอบขอ ๑๑๖ แหงระเบียบของท ี่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ (คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท ี่ อ.๑๖๙/๒๕๕๐) ประเด็นเก ี่ ยวกับการพิจารณาวาขอพิพาทท ี่ เกิดข ึ้ นนั้น เปนขอพิพาทท ี่ อยู ในอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครองหรือไม เปนปญหาเก ี่ ยวดวยความสงบเรียบรอยของ ประชาชน ศาลปกครองสูงสุดยกข ึ้ นวินิจฉัยไดเองตามขอ ๙๒ ประกอบขอ ๑๑๖ แหงระเบียบ ของท ี่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ (คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท ี่ อ.๑๘๐/๒๕๕๐) การท ี่ ตุลาการเจาของสํานวนศาลปกครองชั้ นตนนายเดียวมีคําส ั่ ง ใหยกคํารองอุทธรณคําส ั่ งจําหนายคดีออกจากสารบบความท ี่ ผูฟองคดีเขาใจคลาดเคลื่ อน วาเปนคํารองขอใหพิจารณาคดีใหมซึ่งถือเปนการดําเนินการที่ไมชอบดวยมาตรา ๖๑ วรรคหนึ่ง (๑) ถึง (๕) แหงพระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครองฯเปนปญหาขอกฎหมายอันเก ี่ ยวดวย ความสงบเรียบรอยของประชาชน และศาลปกครองสูงสุดมีอํานาจยกข ึ้ นวินิจฉัยแลวมีคําส ั่งได ตามขอ ๙๒ ประกอบกับขอ ๑๑๖ แหงระเบียบฯ วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ (คําส ั่ งศาล ปกครองสูงสุดท ี่ ๒๒๙/๒๕๕๐) ๓. การขอพิจารณาคดีใหม คดีปกครองที่ศาลปกครองมีคําพิพากษาหรือคําส ั่ งช ี้ ขาดคดีเสร็จเด็ดขาด แลว คูกรณีหรือบุคคลภายนอกผูมีสวนไดเสียหรืออาจถูกกระทบจากผลแหงคดีน ั้ นอาจมีคํา ขอใหศาลปกครองพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคําส ั่ งช ี้ ขาดคดีปกครองนั้นใหมไดโดยมีขอพิจารณา ดังน ี้ ๓.๑ หลักเกณฑการขอพิจารณาคดีใหม หลักเกณฑการขอพิจารณาคดีใหมบัญญัติไวในมาตรา ๗๕ แหงพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองฯ วา “ในกรณีที่ศาลปกครองไดมีคําพิพากษาหรือคําสั่งชี้ขาดคดีปกครอง เสร็จเด็ดขาดแลว คูกรณีหรือบุคคลภายนอกผูมีสวนไดเสียหรืออาจถูกกระทบจากผลแหงคดีน ั้ น อาจมีคําขอใหศาลปกครองพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคําส ั่ งช ี้ ขาดคดีปกครองนั้นใหมไดในกรณี ดังตอไปนี้


สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง ๕๘ (๑) ศาลปกครองฟงขอเท็จจริงผิดพลาดหรือมีพยานหลักฐานใหมอันอาจทําให ขอเท็จจริงที่ฟงเปนยุติแลวน ั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสําคัญ (๒) คูกรณีที่ แทจริงหรือบุคคลภายนอกน ั้ นมิไดเขามาในการดําเนินกระบวน พิจารณาคดีหรือไดเขามาแลวแตถูกตัดโอกาสโดยไมเปนธรรมในการมีสวนรวมในการดําเนิน กระบวนพิจารณา (๓) มีขอบกพรองสําคัญในกระบวนพิจารณาพิพากษาท ี่ ทําใหผลของคดี ไมมีความยุติธรรม (๔) คําพิพากษาหรือคําส ั่ งน ั้นไดทําข ึ้นโดยอาศัยขอเท็จจริงหรือขอกฎหมายใด และตอมาขอเท็จจริงหรือขอกฎหมายน ั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสําคัญซ ึ่ งทําใหผลแหงคาพํพากษาิ หรือคําส ั่ งขัดกับกฎหมายท ี่ใชบังคับอยูในขณะนั้น” ๑) กรณีท ี่จะขอใหพิจารณาคดีใหมไดตองเปนกรณีท ี่ศาลปกครองได มีคําพิพากษาหรือคําส ั่ งชี้ ขาดคดีนั้ นเสร ็ จเด ็ ดขาดแลว สําหรับหลักเกณฑขอน ี้ มีประเด็นขอกฎหมายท ี่ ตองพิจารณาวา “คําพิพากษา หรือคําสั่งชี้ขาดคดีเสร็จเด็ดขาด” คืออะไร ซึ่งศาลปกครองสูงสุดโดยที่ประชุมใหญพิจารณา แลวเห็นวา การส ั่งไมรับคําฟองไวพิจารณาและใหจําหนายคดีออกจากสารบบความ เปนกรณีท ี่ ยังมิไดมีการวินิจฉัยช ี้ขาดในประเด็นเน ื้ อหาแหงคดี ดังน ั้ น คําส ั่งของศาลปกครองชั้ นตนท ี่ไมรับ คําฟองไวพิจารณาและใหจําหนายคดีออกจากสารบบความ และคําสั่งของศาลปกครองสูงสุด ที่สั่งยืนตามคําสั่งของศาลปกครองชั้นตนนั้น จึงมิใชเปนคําสั่งชี้ขาดคดีปกครองเสร็จเด็ดขาด ผูฟองคดีไมมีสิทธิย ื่ นคําขอใหพิจารณาพิพากษาหรือมีคําส ั่ งช ี้ขาดใหม ๒๑ และจากความเห็นของ ท ี่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดดังกลาว จึงสรุปความหมายของคําพิพากษาหรือ คําส ั่ งช ี้ ขาดคดีเสร็จเด็ดขาดไดวา หมายถึงกรณีท ี่ศาลปกครองไดมีการดําเนินกระบวนพิจารณา คดีจนกระท ั่ งมีการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นเนื้ อหาแหงคดีแลว ๒๒ สําหรับตัวอยางคําวินิจฉัยในประเด็นน ี้ มีดังน ี้ การท ี่ คูกรณีหรือผูมีสวนไดเสียในคดีจะขอใหศาลปกครองพิจารณาคดีใหม ไดน ั้ น จะตองเปนกรณีท ี่ศาลปกครองไดมีคําพิพากษาหรือคําส ั่ งช ี้ ขาดคดีเสร็จเด็ดขาดในประเด็น ๒๑คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่๒๗๔/๒๕๔๗ (ประชุมใหญครั้งที่ ๑๕/๒๕๔๖ เรื่อง คําสั่งของศาลปกครองที่ไมรับคําฟอง ไวพิจารณา จะถือวาเปนคําสั่งช ี้ ขาดคดีปกครองเสร็จเด็ดขาดหรือไม) ๒๒โปรดดูคําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่๗/๒๕๕๐, ที่๒๖๓/๒๕๕๐, ที่ ๓๔๕/๒๕๕๐, ที่๓๗๙/๒๕๕๐, ที่๔๓๑/๒๕๕๐, ที่๖๐๘/๒๕๕๐, ที่๘๐๒/๒๕๕๐ – ๘๐๗/๒๕๕๐, ที่๘๑๐/๒๕๕๐ – ๘๑๔/๒๕๕๐, ที่๘๔๐/๒๕๕๐ – ๘๔๓/๒๕๕๐, ที่ ๘๕๕/๒๕๕๐ – ๘๖๐/๒๕๕๐ และที่ ๘๙๕/๒๕๕๐


สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง ๕๙ เน ื้ อหาแหงคดีแลวเทาน ั้ น ซ ึ่ งรวมถึงกรณีท ี่ศาลปกครองชั้ นตนมีคําพิพากษา แตเม ื่ อคูกรณี ไดอุทธรณและศาลปกครองสูงสุดมีคําพิพากษาเปนยกฟองโดยอาศัยเง ื่อนไขการโอนคดีของคดี ท ี่โอนมาจากเรื่ องรองทุกขตามมาตรา ๑๐๓ วรรคสาม แหงพระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครองฯ ซ ึ่ งมีผลทําใหคําพิพากษาของศาลปกครองชั้ นตนท ี่ไดวินิจฉัยในประเด็นเน ื้ อหาแหงคดีไปแลว ถูกกลับโดยคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดตามมาตรา ๗๐ วรรคหน ึ่ ง แหงพระราชบัญญัติ เดียวกัน จึงไมอาจถือไดวาเปนคดีที่ศาลปกครองมีคําพิพากษาหรือคําสั่งชี้ขาดคดีปกครอง เสร็จเด็ดขาด ผูฟองคดีจึงไมมีสิทธิขอใหศาลปกครองพิจารณาคดีใหม (คําส ั่งศาลปกครองสูงสุด ท ี่ ๕๒๒/๒๕๕๐) ๒๓ การท ี่ คูกรณีหรือบุคคลภายนอกผูมีสวนไดเสียหรืออาจถูกกระทบจากผล แหงคดีจะมีคําขอใหพิจารณาคดีใหมไดตองเปนกรณีท ี่ศาลปกครองไดมีคําพิพากษาหรือคําส ั่ ง ช ี้ ขาดคดีปกครองเสร็จเด็ดขาดแลว ซ ึ่ งหมายถึงมีการดําเนินกระบวนพิจารณาและวินิจฉัยช ี้ ขาด ในประเด็นเน ื้ อหาแหงคดีแลว การท ี่ศาลปกครองมีคําส ั่ งอนุญาตใหผูฟองคดีถอนคําฟองและให จําหนายคดีออกจากสารบบความ จึงไมใชเปนกรณีที่ศาลปกครองมีคําพิพากษาหรือคําส ั่ งช ี้ ขาดคดี เสร็จเด็ดขาดแลว ดังนั้น ผูฟองคดีจึงไมอาจมีคําขอใหพิจารณาคดีใหม (คําส ั่งศาลปกครองสูงสุด ท ี่ ๕๖๕/๒๕๕๐) การท ี่ศาลปกครองชั้ นตนมีคําส ั่งไมรับคําฟองของผูฟองคดีไวพิจารณา เน ื่ องจากคดีไมอยูในอํานาจของศาลปกครอง และศาลปกครองสูงสุดมีคําส ั่ งยืนตามคําส ั่ งของศาล ปกครองชั้ นตน มิใชเปนการท ี่ ศาลมีคําวินิจฉัยช ี้ขาดในประเด็นเน ื้ อหาแหงคดีแตเปนเพียงการ วินิจฉัยในประเด็นเง ื่อนไขการฟองคดีเทาน ั้ น จึงไมใชคําพิพากษาหรือคําส ั่ งช ี้ ขาดคดีเสร็จเด็ดขาด ผูฟองคดีจึงไมมีสิทธิย่นคื ําขอใหพิจารณาคดีใหม (คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๖๗๗/๒๕๕๐) ๒) เหตุผลในการขอพิจารณาคดีใหม เหตุผลในการขอพิจารณาคดีใหมตองเปนไปตามที่ กําหนดไวใน มาตรา ๗๕ (๑) ถึง (๔) ดังกลาวขางตน ซึ่งจากการศึกษาคําวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ปพ.ศ. ๒๕๕๐ พบวามีคําขอพิจารณาคดีใหมโดยอางสาเหตุตามกฎหมาย ๒ กรณีดวยกัน ดังน ี้ ๒๓วินิจฉัยทํานองเดียวกับคําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่๑๖๔/๒๕๕๐, ที่ ๑๖๕/๒๕๕๐, ที่๑๖๖/๒๕๕๐ และที่๔๓๑/๒๕๕๐


สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง ๖๐ ๒.๑) การอางวาศาลปกครองฟงขอเท ็ จจริงผิดพลาดหรือมี พยานหลักฐานใหมอันอาจทําใหขอเท ็ จจริงท ี่ฟงเปนยุติแลวน ั้นเปลี่ยนแปลงไป ในสาระสําคัญ จากการศึกษาคําวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดในปพ.ศ. ๒๕๕๐ ไมพบวามีคดีใดที่ศาลปกครองฟงขอเท็จจริงผิดพลาดหรือมีพยานหลักฐานใหมอันอาจทําให ขอเท็จจริงที่ฟงเปนยุติแลวน ั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสําคัญ ซ ึ่ งมีตัวอยางคําวินิจฉัยดังน ี้ คดีเดิมศาลปกครองชั้ นตนมีคําพิพากษายกฟองคดีท ี่ ผูฟองคดี ฟองขอใหนายอําเภอมีคําส ั่งใหบุคคลเปนผูขาดคุณสมบัติการเปนสมาชิกสภาองคการบริหาร สวนตําบล เน ื่ องจากผูฟองคดีเห็นวาบุคคลน ั้ นมีภูมิลําเนาในเขตเทศบาล อันมีลักษณะตองหาม ในการสมัครรับเลือกต ั้งเปนสมาชิกสภาองคการบริหารสวนตําบล ซ ึ่งศาลปกครองชั้ นตน พิจารณาหลักฐานแผนท ี่ เทศบาลแลว เห็นวาบุคคลดังกลาวมีภูมิลําเนานอกเขตเทศบาลจึงไมขาด คุณสมบัติการเปนสมาชิกสภาองคการบริหารสวนตําบล ศาลปกครองชั้ นตนจึงพิพากษายกฟอง และศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน ตอมาผูฟองคดีย ื่ นคํารองขอใหพิจารณาคดีใหม โดยอาง คําพิพากษาของศาลยุติธรรมเปนพยานหลักฐานใหมวาตามคําพิพากษาดังกลาวศาลยุติธรรมเห็นวา เทศบาลตําบลท ี่เปลี่ ยนฐานะมาจากสุขาภิบาลเขตเทศบาลจะตองเปนไปตามเขตสุขาภิบาลแตเม ื่ อ ยังไมอาจกําหนดเขตเทศบาลใหชัดเจนไดจึงใหผูท ี่เคยใชสิทธิเลือกต ั้ งสมาชิกสุขาภิบาลเปนผูมี สิทธิเลือกต ั้ งสมาชิกสภาเทศบาล ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแลวเห็นวา กรณีมิใชเปนการวินิจฉัย เก ี่ ยวกับแนวเขตเทศบาลซ ึ่งเปนประเด็นในการพิจารณาคดีของศาลปกครอง นอกจากน ี้ การท ี่ ผูฟองคดีอางวาเทศบาลไดกําหนดแนวเขตผานกลางหมูบาน โดยไมใชแนวถนน ตรอกหรือซอย คลองหรือแมน ้ํ า ตามมาตรา ๑๔ แหงพระราชบัญญัติการเลือกต ั้ งสมาชิกสภาทองถ ิ่ นหรือผูบริหาร ทองถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ บทบัญญัติดังกลาวก็เปนเพียงหลักเกณฑในการกําหนดเขตเลือกต ั้งภายใน เทศบาล มิใชเปนการกําหนดแนวเขตเทศบาล สวนท ี่ ผูฟองคดีอางวา เทศบาลไดกอสรางถนน ในบริเวณที่มปีญหาวาเปนบริเวณท ี่ อยูในเขตเทศบาลหรือไมก็ไมมีผลใหเขตเทศบาลเปลี่ยนแปลง แตอยางใด ขออางของผูฟองคดีจึงมิใชพยานหลักฐานใหมอันจะทําใหขอเท็จจริงท ี่ฟงเปนยุติ แลวน ั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสําคัญ (คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๑๕๘/๒๕๕๐) คดีเดิมศาลปกครองสูงสุดมีคําพิพากษาใหยกฟองของผูฟองคดี เน ื่องจากเปนกรณีท ี่ ตองพิจารณาเก ี่ ยวกับสิทธิในที่ ดินอันอยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลยุติธรรม ตอมาผูฟองคดีย ื่ นคํารองขอใหพิจารณาพิพากษาคดีใหมโดยอางหลักฐานวาท ี่ ดิน พิพาทเคยมีการตรวจสอบแลววาเปนท ี่ สาธารณะริมทะเล ศาลปกครองสูงสุดเห็นวากรณีเชนน ี้ ยังไมถือวาเปนพยานหลักฐานใหมอันอาจทําใหขอเท็จจริงท ี่ฟงเปนยุติแลวน ั้นเปลี่ยนแปลงไป


สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง ๖๑ ในสาระสําคัญ เน ื่ องจากยังคงมีการโตแยงสิทธิครอบครองในที่ ดินจากฝายผูถูกฟองคดีอยูซึ่ง จะตองมีการพิสูจนใหไดความจากคูกรณีทั้งสองฝายกอนวา ที่ดินพิพาทเปนท ี่สาธารณประโยชน ท ี่ อยูในความดูแลของผูฟองคดีหรือเปนท ี่ ดินของผูถูกฟองคดีเปนสําคัญ อันเปนคดีพิพาท เก ี่ ยวกับสิทธิในที่ ดินท ี่ อยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ผูฟองคดีจึงไมมีสิทธิย ื่ น คําขอใหพิจารณาพิพากษาคดีใหม (คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๑๖๔/๒๕๕๐, ท ี่ ๑๖๕/๒๕๕๐ และท ี่ ๑๖๖/๒๕๕๐) เดิมผูฟองคดีฟองขอใหเพิกถอนคําส ั่งปลดผูฟองคดีออกจาก ราชการเน ื่ องจากคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยดําเนินการสอบสวนโดยไมรอผลของคดีอาญา ซ ึ่งศาลปกครองชั้ นตนมีคําพิพากษายกฟองและศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน ตอมาผูฟองคดีย ื่ น คําขอใหพิจารณาคดีใหมโดยอางวา ผูฟองคดีไมไดกระทําความผิดอาญาโดยศาลอุทธรณไดมี คําพิพากษายกฟองผูฟองคดีแลว และการท ี่ ผูฟองคดีถูกลงโทษทางวินัยเปนการถูกกล ั่ นแกลง และเปนการเลือกปฏิบัติถือเปนกรณีท ี่ ขอกลาวอางและขอเท็จจริงตามคํารองไมตองดวยหลักเกณฑ และเง ื่อนไขที่จะขอใหพิจารณาคดีใหมไดตามมาตรา ๗๕ แหงพระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครองฯ (คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๔๗๐/๒๕๕๐) เดิมผูฟองคดีฟองขอใหเพิกถอนคําส ั่งไลผูฟองคดีออกจากราชการ เน ื่ องจากเห็นวาพยานหลักฐานของคณะกรรมการสอบสวนไมตรงกับของพนักงานสอบสวน โดยในสวนของคดีอาญานั้น พนักงานอัยการไดมีคําส ั่ งเด็ดขาดไมฟองผูฟองคดีแลว พยานหลกฐานั ของคณะกรรมการสอบสวนจึงไมนาเช ื่ อถือ ศาลปกครองชั้ นตนเห็นวาการแตงต ั้ งคณะกรรมการ สอบสวนและกระบวนการดําเนินการทางวินัยไดดําเนินการตามข ั้ นตอนและวิธีการท ี่ กฎหมาย กําหนดและเปนไปโดยชอบดวยกฎหมายแลว พฤติการณของผูฟองคดีเหมาะสมกับโทษที่ไดรับ คําส ั่งลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการจึงชอบดวยกฎหมาย ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน ผูฟองคดีย ื่ นคําขอใหพิจารณาพิพากษาคดีใหมโดยอางวาพยานหลักฐานของผูฟองคดีเปน พยานหลักฐานท ี่ตรวจสอบไดแตของผูถูกฟองคดีตรวจสอบไมไดคําใหการของพยานฝายผูถูกฟองคดี ขัดแยงกับขอเท็จจริง ศาลปกครองชั้ นตนไมไดพิจารณาประเด็นท ี่ ผูฟองคดียกข ึ้ นอางหลายประเด็น ศาลปกครองสูงสุดเห็นวาขอเท็จจริงท ี่ ผูฟองคดีอางในการขอใหพิจารณาคดีใหม เปนขอเท็จจริง ท ี่ศาลไดรับฟงเปนท ี่ ยุติแลววาการดําเนินการเพ ื่ อมีคําส ั่งลงโทษทางวินัยแกผูฟองคดีน้ัน ไดดําเนินการตามข ั้ นตอนและวิธีการท ี่ กฎหมายกําหนดและเช ื่อไดวาผูฟองคดีเปนผูประพฤติช ั่ ว อยางรายแรง อันเปนกรณีท ี่ศาลไดใชดุลพินิจในการพิจารณาขอเท็จจริงแลว มิใชกรณีท ี่ ศาล รับฟงขอเท็จจริงผิดพลาดอันอาจทําใหขอเท็จจริงท่ฟี งเปนที่ยุติแลวน ั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสําคัญ อีกท ั้ งคําขอของผูฟองคดีก็ไมปรากฏวามีพยานหลักฐานใหมอันอาจทําใหขอเท็จจริงท ี่ฟงเปนท ี่ ยุติ


สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง ๖๒ แลวน ั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสําคัญ คําขอของผูฟองคดีจึงไมตองดวยมาตรา ๗๕ วรรคหน ึ่ ง (๑) แหงพระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครองฯ (คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๕๑๕/๒๕๕๐) ๒๔ เดิมผูฟองคดีย ื่นฟองขอใหมีการแกไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ ดินใหมี เน ื้ อที่ดินถูกตองตามหลักฐานเดิม ศาลปกครองชั้ นตนพิพากษายกฟองเน ื่ องจากเห็นวาผูฟองคดี เปนผูประสงคใหเจาพนักงานท ี่ ดินแบงหักท ี่ ดินซ ึ่งเปนหนองน ้ําใหเปนท ี่สาธารณประโยชน การแกไขรูปแผนที่ และเน ื้ อท ี่ ดินในโฉนดที่ ดินจึงถูกตอง และศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน โดยเห็นวาเจาพนักงานท ี่ ดินไมไดรังวัดสํารวจในพื้ นท ี่ จริงแตไดใชรูปแผนที่ของโฉนดที่ ดิน ในการคํานวณเน ื้ อท ี่ ตามวิธีมาตราสวน ผลการรังวัดไดรูปแผนที่ และเน ื้ อท ี่ ตางจากเดิมซ ึ่ งผูฟองคดี ไดใหถอยคํายินยอมแกไขรูปแผนที่ และเน ื้ อท ี่ ตามผลการรังวัด เจาพนักงานท ี่ ดินจึงมีอํานาจ แกไขรูปแผนที่ และเน ื้ อท ี่ ดินใหตรงกับความจริงไดตอมาผูฟองคดีย ื่ นคําขอใหพิจารณาคดีใหม โดยอางวาศาลฟงขอเท็จจริงคลาดเคล ื่ อน เน ื่องจากไมมีการรังวัดสํารวจในพื้ นท ี่ จริงทําใหไมทราบ อาณาเขตและเนื้อที่ดินที่แทจริงของที่ดินที่ไดแบงหักใหเปนที่สาธารณประโยชนจึงเห็นไดวา เม ื่ อขอเท็จจริงดังกลาวเปนขอเท็จจริงที่ปรากฏในสํานวนคดีและซ ึ่งศาลปกครองชั้ นตนและ ศาลปกครองสูงสุดไดตรวจพิเคราะหเปนที่ยุติแลว มิใชกรณีที่ศาลรับฟงขอเท็จจริงผิดพลาด แตอยางใด สวนการท ี่ สํานักงานเทศบาลมีคํารองขอใหศาลเรงรัดการพิจารณาคดีของผูฟองคดี ก็มิใชความบกพรองสําคัญในกระบวนพิจารณาคดีท ี่ ทําใหผลของคดีไมมีความยุติธรรม อีกท ั้ งการ อางวามีการขัดขวางมิใหผูฟองคดีสํารวจเขตท ี่ ดินของตน ก็ไมมีผลทําใหขอเท็จจริงท ี่ฟงเปนยุติ แลวนั้น เปลี่ยนแปลงไปในสาระสําคัญ (คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๕๕๒/๒๕๕๐) การย่ืนคําขอใหพิจารณาคดีใหมโดยอางวาศาลรับฟงขอเท็จจริง ผิดพลาด เพราะผูถูกฟองคดีนําเสนอพยานหลักฐานไมครบถวนและไมถูกตองตามความเปนจริง น ั้ น ถือเปนการโตแยงดุลพินิจในการรับฟงพยานหลักฐานของศาล ซ ึ่ งศาลมีดุลพินิจท ี่ จะรับฟง พยานหลักฐานที่ไดมาตามกระบวนพิจารณาคดีเม ื่ อศาลรับฟงขอเท็จจริงเปนท ี่ ยุติวาพฤติการณ และการกระทําของผูฟองคดีเปนการกระทําอันไดช ื่ อวาเปนผูประพฤติช ั่ วอยางรายแรง อันเปน ความผิดวินัยอยางรายแรงตามมาตรา ๙๘ วรรคสองแหงพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ และการดําเนินการสอบสวนและออกคําส ั่งลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ เปน การกระทําท ี่ ถูกตองตามรูปแบบขั้ นตอน หรือวิธีการอันเปนสาระสําคัญตามท ี่ กฎหมายกําหนด ไวแลว คําส ั่งไลผูฟองคดีออกจากราชการจึงชอบดวยกฎหมาย อันเปนการปรับขอเท็จจริงเขา กับบทบัญญัติของกฎหมายเพ ื่ อนํามาสูผลการวินิจฉัย จึงถือไมไดวาศาลฟงขอเท็จจริงผิดพลาด ๒๔วินิจฉัยทํานองเดียวกับคําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๓๕/๒๕๕๐


สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง ๖๓ หรือมีพยานหลักฐานใหมอันอาจทําใหขอเท็จจริงท ี่ฟงเปนยุติแลวน ั้นเปลี่ยนแปลงไปใน สาระสําคัญ (คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๖๕๓/๒๕๕๐) ๒.๒) การอางวามีขอบกพรองสําคัญในกระบวนพิจารณาพิพากษา ที่ทําใหผลของคดีไมมีความยุติธรรม ผูฟองคดีขอใหพิจารณาคดีใหมโดยอางวาศาลรับฟงพยานหลักฐาน ไมถูกตอง ผูฟองคดีไมไดกระทําผิดตามฟองอันเปนขอเท็จจริงท ี่ปรากฏในสํานวนคดีซ ึ่งศาลปกครอง ช ั้ นตนและศาลปกครองสูงสุดไดใชในการพิจารณาและรับฟงเปนที่ยุติวาการดําเนินการของผูถูกฟองคดี เพ ื่ อมีคําส ั่งลงโทษทางวินัยแกผูฟองคดีน ั้ น ไดดําเนินการตามข ั้ นตอนและวิธีการท ี่ กฎหมาย กําหนด และเช ื่อไดวาผูฟองคดีไดกระทําผิดวินัยจริง โดยการลงโทษตัดเงินเดือนเปนการใช ดุลพินิจท ี่ เหมาะสมแลว กรณีจึงเปนเร ื่ องท ี่ศาลไดใชดลพุินิจในการพิจารณาขอเท็จจริงและขอกฎหมาย ครบถวนแลว มิใชกรณีมีขอบกพรองสําคัญในกระบวนพิจารณาพิพากษาท ี่ ทําใหผลของคดีไมมี ความยุติธรรม (คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๖๓๕/๒๕๕๐) ๓.๒ ผูมีสิทธิยื่ นคําขอ มาตรา ๗๕ วรรคหน ึ่ ง แหงพระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครองและวิธี พิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ กําหนดใหผูมีสิทธิย ื่ นคําขอใหศาลพิจารณาพิพากษาคดีหรือมี คําส ั่ งช ี้ ขาดคดีปกครองใหมตองเปนคูกรณีหรือบุคคลภายนอกผูมีสวนไดเสียหรืออาจถูกกระทบ จากผลแหงคดีน ั้ น ซ ึ่ งจากการศึกษาคําวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ปพ.ศ. ๒๕๕๐ พบวาผูท ี่ ยื่นคําขอใหพิจารณาคดีใหมทั้งหมดไดแกผูฟองคดีโดยมีคําวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ที่นาสนใจ ดังน ี้ เดิมผูรองท ี่ ๒ (ผูฟองคดี) ซ ึ่งเปนบุตรและเปนผูจัดการมรดกของเจาของที่ดิน ไดฟองผูอํานวยการเขตยานนาวา (ผูถูกฟองคดีท ี่ ๑) และผูวาราชการกรุงเทพมหานคร (ผูถูกฟองคดี ท ี่ ๒) ขอใหเพิกถอนหนังสืออนุญาตใหเจาของท ี่ ดินขางเคียงปลูกสรางอาคาร เน ื่องจากปลูกสราง อาคารโดยไมเวนระยะหางจากแนวเขตท ี่ ดนตามทิ ี่ กฎหมายกําหนด ศาลปกครองชั้ นตนพิพากษา ใหเพิกถอนหนังสือดังกลาว แตศาลปกครองสูงสุดพิพากษากลับเปนใหยกฟอง โดยเห็นวาท ี่ ดิน ของเจามรดกดังกลาวไดถูกเวนคืนเพ ื่ อกอสรางถนนนราธิวาสราชนครินทรไปทั้ งหมดแลว และ เจาของท ี่ ดินขางเคียงไดกอสรางอาคารมีระยะรนแนวอาคารดานหนาอาคารหางจากแนวถนน ไมนอยกวา ๒ เมตรอันเปนการชอบดวยขอบัญญัติกรุงเทพมหานคร คดีถึงท ี่ สุด ผูรองท ี่ ๑ ซ ึ่งเปน บุตรและเปนผูจัดการมรดกคนกอนซ ึ่ งจดทะเบียนรับโอนที่ ดินดังกลาว และผูรองท ี่ ๒ ไดย ื่ นคํารอง ขอใหศาลพิจารณาพิพากษาหรือมีคําส ั่ งช ี้ ขาดคดีใหม ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวา เม ื่อศาลปกครอง


สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง ๖๔ สูงสุดมีคําพิพากษาใหยกฟอง ผลแหงคดียอมผูกพันผูรองท ี่ ๑ ซ ึ่งเปนทายาท ผูรองท ี่ ๑ จึงมิใช บุคคลภายนอกผูถูกกระทบจากผลแหงคดีแตอยางใด แตโดยที่ ผูรองท ี่ ๒ เปนคูกรณีในฐานะผูฟองคดี ซ ึ่ งกระทําการในฐานะผูจดการมรดกัจึงอาจย ื่ นคําขอใหศาลพิจารณาพิพากษาคดีใหมตามมาตรา ๗๕ แหงพระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครองฯ และถือวาเปนกรณีดําเนินการแทนผูรองท ี่ ๑ ดวยแลว (คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๘๗๘/๒๕๕๐) ๓.๓ ระยะเวลาในการยื่ นคําขอ มาตรา ๗๕ วรรคสาม แหงพระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ บัญญัติวา การยื่นคําขอใหพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคําสั่งใหม ตองกระทําภายในเกาสิบวันนับแตวันที่ผูนั้นไดรูหรือควรรูถึงเหตุซ ึ่งอาจขอใหพิจารณาพิพากษา หรือมีคําส ั่งใหมไดแตไมเกินหาปนับแตศาลปกครองไดมีคําพิพากษาหรือคําส ั่ งช ี้ ขาด ผูฟองคดีไดรับแจงคําพิพากษายกฟองของศาลปกครองชั้ นตนเม ื่ อวันท ี่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๙ และย ื่ นคําขอในวันเดียวกันน ั้ น ขอใหศาลกําหนดวันน ั่ งพิจารณาคดีคร ั้ งแรกและ นัดฟงคําพิพากษาใหมแตศาลไมรับคาขอดํ ังกลาว ผูฟองคดีจึงย ื่ นคําขอใหพิจารณาคดีใหมโดย อางวาศาลตัดสิทธิไมใหเขารวมดําเนินกระบวนพิจารณาในวันน ั่ งพิจารณาคดีคร ั้ งแรกและวันนัด ฟงคําพิพากษา ถือเปนขอบกพรองในกระบวนพิจารณาคดีทําใหคําพิพากษายกฟองไมเปนธรรม กรณีน้ีตองถือวาวันท ี่ ผูฟองคดีไดรับแจงคําพิพากษาเปนวันท ี่ไดรูหรือควรรูถึงเหตุซ ึ่งอาจขอให พิจารณาพิพากษาคดีใหม (คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๕๕๑/๒๕๕๐)


คณะผูจัดทํา ท ี่ปรึกษา นางสาวพรทพยิ  ทองดีเลขาธิการสํานักงานศาลปกครอง นายสุชาติ เวโรจนรองเลขาธิการสํานักงานศาลปกครอง* คณะผูจัดทํา นางสมฤดี ธัญญสิริผูอํานวยการสํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง นางวาสนา จันทราภรณพนักงานคดีปกครอง ๘ รักษาการในตําแหนง ผูเช ี่ ยวชาญดานพ ัฒนาระบบงานคดีปกครอง** นายสมชัย จารุจินดา พนักงานคดีปกครอง ๘ นายมนูญ พิบูลรตนากัุล พนักงานคดีปกครอง ๗ ว นายปะการัง บําเพ็ญอยู พนักงานคดีปกครอง ๕ นายปริญญา สวัสดิ์ ดวง พนักงานคดีปกครอง ๔ นางสาวสิรินาถ วิสุทธวิัชรกุล พนักงานคดีปกครอง ๔ นางสาวณภัทรพร สิงหประเสริฐ พนักงานคดีปกครอง ๓ ผูเรียบเรียงและจัดพิมพ  นายมนูญ พิบูลรตนากัุล พนักงานคดีปกครอง ๗ ว * เปนตําแหนงในขณะที่จัดทําเอกสารน ี้ ปจจุบันดํารงตําแหนงเลขาธิการสํานักงานศาลปกครอง ** ปจจุบันดํารงตําแหนงตุลาการศาลปกครองชั้นตน


Click to View FlipBook Version