คำนำ หนังสือเรียนวิชา เครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น รหัสวิชา 20204-2005 จัดท าขึ้นตามหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 เป็นหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพหลังมัธยมศึกษา ตอนต้นหรือเทียบเท่าด้านวิชาชีพที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการศึกษา แห่งชาติ เป็นไปตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มาตรฐานการศึกษาของชาติและกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษา แห่งชาติ ตลอดจนยึดโยงกับมาตรฐานอาชีพ โดยเน้นการเรียนรู้สู่การปฏิบัติเพื่อผลิตและพัฒนาก าลังคน ระดับฝีมือให้มีสมรรถนะ มีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพและกิจนิสัยที่เหมาะสมในการท างาน ให้สามารถประกอบอาชีพได้ตรงตามความต้องการก าลังคนของตลาดแรงงาน ชุมชน สังคม และสามารถ ประกอบอาชีพอิสระได้โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกระบบและวิธีการเรียนได้อย่างเหมาะสมตามศักยภาพ ตามความสนใจและโอกาสของตน ส่งเสริมให้มีการประสานความร่วมมือเพื่อจัดการศึกษาและพัฒนา หลักสูตรร่วมกันระหว่างสถาบัน สถานศึกษาหน่วยงาน สถานประกอบการ และองค์กรต่างๆ ทั้งในระดับ ชุมชน ระดับท้องถิ่น และระดับชาติ หนังสือเรียนวิชา เครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น รหัสวิชา 20204-2005 เล่มนี้ได้จัดท าขึ้นโดยผ่าน การวิเคราะห์ความสอดคล้องของเนื้อหาให้ตรงตามจุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชา และค าอธิบาย รายวิชาที่ก าหนดไว้ในหลักสูตรฯ แต่ละหน่วยการเรียนรู้ มีเนื้อหาสาระ กิจกรรมตรวจสอบความเข้าใจ กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้และใบงาน เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้และฝึกทักษะที่เหมาะสมโดยมุ่งหวังให้ ผู้เรียนเกิดสมรรถนะเฉพาะด้านด้วยการปฏิบัติจริง สามารถเลือกวิธีการเรียนตามศักยภาพและโอกาสของ ผู้เรียน และเกิดการเรียนรู้สูงสุด ผู้แต่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระของวิชา สามารถพัฒนากระบวนการเรียนรู้และความคิด รวมทั้งสามารถน าความรู้และสมรรถนะที่เกิดขึ้นไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันได้สมดังเจตนารมณ์ของหลักสูตรฯ และการปฏิรูปการศึกษาอย่างครบถ้วน ทุก ประการ
คำอธิบายรายวิชา รหัสรายวิชา 20204-2005 ชื่อวิชา เครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น 2-2-3 (lntroduction to computer Networks) จุดประสงค์รายวิชา (เพื่อให้) 1. เข้าใจเกี่ยวกับหลักการทำงานและองค์ประกอบของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 2. สามารถเลือกใช้อุปกรณ์และเชื่อมต่อระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น 3. สามารถใช้งานเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในองค์การ 4. มีเจตคติและจิตนิสัยที่ดีในการปฏิบัติงานคอมพิวเตอร์ด้วยความละเอียด รอบคอบ และถูกต้อง สมรรณรายวิชา 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับหลักการทำงานและกระบวนการของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 2. ใช้อุปกรณ์และเชื่อมต่อระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้นในการปฏิบัติงาน 3. ประยุกต์ใช้ในงานเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในการปฏิบัติงานขององค์กร คำอธิบายรายวิชา ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับหลักการทำงานและองค์ประกอบของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ตัวกลางการเชื่อมต่อเครือข่าย คอมพิวเตอร์ โปรโตคอล รูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การติดตั้งระบบปฏิบัติการเครือข่าย คอมพิวเตอร์ ใช้โปรแกรมประยุกต์และโปรแกรมยูทิลิตี้บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์
สารบัญ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 หน้า พื้นฐานระบบเครือข่าย 1 1. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับระบบเครือข่าย 3 2. มาตรฐานการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย 8 3. เลขที่อยู่ไอพี 11 4. ประโยชน์ของระบบเครือข่าย 13 กิจกรรมตรวจสอบความเข้าใจ 14 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 2 1. ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งตามลักษณะภูมิศาสตร์ 15 2. ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งตามลักษณะความเป็นเจ้าของ 16 3. ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งตามลักษณะการทำงาน 18 กิจกรรมตรวจสอบความเข้าใจ 21
หน้า หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 3 1. การ์ดเลน 22 2. โมเด็ม 23 3. อุปกรณ์รวมสัญญาณ 24 4. เครืองทวงสัญญาณ 26 กิจกรรมตรวจสอบความเข้าใจ 27 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ตัวกลางการเชื่อมต่อเครือข่ายและโพรโทคอล 4 1. ตัวกลางการเชื่อมต่อ 28 2. โพรโทคอล 28 กิจกรรมตรวจสอบความเข้าใจ 31
พื้นฐานระบบเครือข่าย สาระสำคัญ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (computer network system) คือการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปมาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน โดยอาศัยช่องทางการสื่อสารข้อมูลทั้งแบบมีสายและแบบไร้สาย เพื่อให้ คอมพิวเตอร์สามารถรับ-ส่งข้อมูลระหว่างกันได้ มีการประมวลผล เก็บรักษาและสื่อสารข้อมูลร่วมกัน แต่ทั้งนี้ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ในเครือข่ายมีหลากหลายชนิด ดังนั้นในการเชื่อมต่อเครือข่ายนั้นจึงจำเป็นต้อง มีข้อกำหนดหรือข้อตกลงที่เป็นมาตรฐานในการสื่อสารเพื่อให้สามารถสื่อสารกันได้อย่างถูกต้อง มี ประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์หลายประการเช่น การใช้ข้อมูลหรืออุปกรณ์ร่วมกันช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังช่วยให้สามารถทำงานได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น สาระการเรียนรู้ 1. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับระบบเครือข่าย 2. มาตรฐานการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย 3. เลขที่อยู่ไอพี 4. ประโยชน์ของระบบเครือข่าย 1
สมรรถนะะประจำหน่วย 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับพื้นฐานระบบเครือข่าย 2. ประยุกต์ความรู้เกี่ยวกับพื้นฐานระบบเครือข่ายมาใช้ในชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. บอกองค์ประกอบพื้นฐานของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้ 2. บอกมาตรฐานการเชื่อมต่อของระบบเครือข่ายได้ 3. บอกเลขที่อยู่ไอพีได้ 4. บอกประโยชน์ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้
1. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับระบบเครือข่าย 3 1.1 ความหมายของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (computer network) หมายถึงการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้น ไปมาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน โดยอาศัยช่องทางการสื่อสารข้อมูลไม่ว่าจะเป็นแบบมีสายหรือแบบไร้สาย เพื่อให้ คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการใช้อุปกรณ์ทรัพยากรต่างๆ ใน เครือข่ายร่วมกันได้ เช่น เครื่องพิมพ์ (printer) เครื่องกราดภาพหรือสแกนเนอร์ (scanner) ซึ่งเครือข่าย คอมพิวเตอร์มีหลายขนาดตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ โดยมีการเชื่อมโยงกัน ทั่วโลกหรือที่เรียกว่า เครือข่ายอินเทอร์เน็ต 1.2 ความเป็นมาของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์เกิดจากความต้องการที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ก่อนที่จะมีเครือข่าย คอมพิวเตอร์นั้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันจะใช้การส่งเอกสารที่เป็นกระดาษหรือการบันทึก ข้อมูลลงในอุปกรณ์เก็บข้อมูล เช่น แผ่นบันทึกหรือฟล็อปปี้ดิสก์ (oppy disk) แผ่นซีดี (Compact Disc; CD) แล้วนำอุปกรณ์เก็บข้อมูลดังกล่าวส่งให้กับผู้รับ ซึ่งหากเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ที่อยู่ไกลกัน เช่น อยู่ คนละจังหวัดหรือคนละประเทศ ก็จะส่งผลทำให้การทำงานล่าช้าออกไป ด้วยเหตุนี้จึงนำเทคโนโลยีทางด้าน คอมพิวเตอร์และการสื่อสารโทรคมนาคมผสมผสานเข้าด้วยกันทำให้เกิดการใช้งานในลักษณะที่เรียกว่า ระบบ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (computer network system)เพื่ออำนวยความสะดวก ทำให้สามารถแลกเปลี่ยน ข้อมูลกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จุดกำเนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์เริ่มจากในปี พ.ศ. 2505 ลีโอนาร์ด ไคลน์รอก (Leonard Kleinrock) ได้คิดค้นรูปแบบการส่งข้อมูลที่เรียกว่า การสลับกลุ่มข้อมูลหรือแพ็กเก็ตสวิตชิง (packet switching) เป็นการแบ่งข้อมูลออกเป็นชิ้นเล็กๆ เรียกว่า กลุ่มหรือแพ็กเก็ต (packet) แล้วทำการส่งแพ็กเก็ต แต่ละชิ้นไปตามเส้นทางที่สะดวกหลายๆ เส้นทาง เมื่อถึงปลายทางก็จะรวมแพ็กเก็ตเข้าเป็นข้อมูล ชิ้นเดิม และ ในช่วงปีเดียวกันนั้นเอง เจ ซี อาร์ ลิกไลเดอร์ (J. C. R. Licklider) กับเวลเดน อี คลาร์ก (Welden E. Clark) ได้นำเสนอหลักการเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งจากแนวคิดและทฤษฎีดังกล่าวในช่วงปี พ.ศ. 2508 ได้มีการ ทดลองนำเครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง มาเชื่อมโยงและสื่อสารกัน ด้วยระบบแพ็กเก็ต จึงถือว่าเป็นการ เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเครือข่าย คอมพิวเตอร์
1.3 องค์ประกอบของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 4 การแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือการส่งผ่านข้อมูล (transmission) หรือการสื่อสารข้อมูล (data communications) ภายในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระหว่างต้นทางกับปลายทาง โดยใช้อุปกรณ์ทาง อิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยมีองค์ประกอบดังนี้ ภาพ 1.1 องค์ประกอบของเครือข่าย 13.1 คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการรับ-ส่ง แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในเครือข่าย โดยมี คอมพิวเตอร์ในเครือข่ายอย่างน้อย 2 เครื่อง เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้รับ-ผู้ส่งข้อมูลหากจำแนกตามลักษณะการย ทำงานจะแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1) คอมพิวเตอร์แม่ข่ายหรือเซิร์ฟเวอร์ (server) เป็นคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการทรัพยากร ต่างๆ เช่น ซอฟต์แวร์ ข้อมูล 2) คอมพิวเตอร์ลูกข่ายหรือไคลเอนต์ (client) เป็นอุปกรณ์หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่เป็นสถานีปลายทางหรือสถานีที่รับบริการจากเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย 1.3.2 อุปกรณ์เชื่อมโยง เป็นอุปกรณ์สำหรับเชื่อมโยงเครือข่ายเข้าด้วยกัน เพื่อรับ-ส่งข้อมูล ข่าวสาร เช่น แผ่นวงจรต่อประสานเครือข่าย (Network Interface Card; NIC) ฮับ (hub) อุปกรณ์จัดเส้นทางหรือเรา เตอร์ (router) โมเด็ม (Modulator-demodulator; Modem) 1.3.3 ช่องทางการสื่อสาร เป็นสื่อกลางหรือเส้นทางแบบมีสายและแบบไร้สาย เพื่อใช้เป็น สื่อกลางใน การรับ-ส่งข้อมูลระหว่างผู้รับและผู้ส่งข้อมูล เช่น สายตีเกลียวคู่ (Twisted Pair; TP) ไมโครเวฟ (microwave) อินฟราเรด (infrared) 1.3.4 ข้อมูลข่าวสาร เป็นข้อมูลข่าวสารในการรับ-ส่งหรือแลกเปลี่ยนในเครือข่าย ซึ่งข้อมูล ที่ส่งผ่าน ระบบเครือข่ายอาจอยู่ในรูปแบบต่างๆ เช่น ข้อความอยู่ในรูปของเอกสารหรืออักขระที่มีรูปแบบไม่แน่นอน รูปภาพอยู่ในรูปของภาพกราฟิก หรือเสียงอยู่ในรูปของเสียงพูด เสียงดนตรี
5 1.3.5 ซอฟต์แวร์เครือข่าย เป็นสื่อกลางเพื่อให้คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายสามารถ ติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ซอฟต์แวร์เครือข่ายแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1) ซอฟต์แวร์เครือข่ายหรือโปรแกรมประยุกต์เครือข่าย เป็นโปรแกรมที่มีความสามารถ จัดการกับงานเฉพาะด้านโดยแต่ละโปรแกรมจะเหมาะสมและใช้งานได้ดีกับงานเฉพาะ ตัวอย่างโปรแกรม ประยุกต์สำหรับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เช่น Internet Explorer, Google Chrome, Firefox, Safari, Opera 2) ระบบปฏิบัติการเครือข่าย เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่จัดการระบบเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ รวมทั้งทำหน้าที่จัดการด้านการรักษาความปลอดภัยภายในระบบเครือข่าย เช่นระบบปฏิบัติการ Windows, Linux, Solaris, Unix, NetWare 1.3.6 โพรโทคอล (Protocol) เป็นข้อกำหนดหรือข้อตกลงในการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ เนื่องจากการใช้งานในระบบเครือข่ายมีการเชื่อมต่อหลายๆเครือข่าย เข้าด้วยกัน แต่ละเครือข่ายมีกระบวนการและการทำงานที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงต้องมีกฎระเบียบเป็นตัวกลาง ในการสื่อสารเพื่อให้ผู้รับและผู้ส่งเข้าใจกันได้ 1.4 ชนิดของสัญญาณข้อมูล 1.4.1 สัญญาณแอนะล็อก (analog signal) เป็นสัญญาณมีการเปลี่ยนแปลงของระดับ สัญญาณอย่างต่อเนื่อง ถูกรบกวนได้ง่าย ดังนั้นการแปลความหมายของสัญญาณก็เกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย เช่นกัน สัญญาณแอนะล็อกใช้เป็นสัญญาณพื้นฐานในการสื่อสาร เช่น สัญญาณโทรศัพท์ โดยช่องทางการ สื่อสารที่ใช้กับสัญญาณแอนะล็อก เรียกว่า แถบความถี่กว้างหรือบรอดแบนด์ (broadband) ซึ่งสามารถ ส่ง สัญญาณได้หลายความถีในเวลาเดียวกัน และสามารถส่งสัญญาณได้ในระยะไกลหน่วยวัดที่ใช้ในการวัดความถี่ ของสัญญาณแอนะล็อก คือเฮิรตซ์ (Hertz; Hz)โดยวิธีการวัดความถี่จะนับจากจำนวนรอบของสัญญาณที่ เกิดขึ้นภายใน 1 วินาที เช่น 40 Hz หมายถึง มีความถี่ของสัญญาณอยู่ที่ 40 รอบ ต่อ 1 วินาทีและความ น่าเชื่อถือสูง อย่างไรก็ตามสัญญาณดิจิทัลไม่เหมาะสำหรับการส่งระยะไกลเพราะอาจทำให้สัญญาณผิดเพี้ยน ได้สำหรับอัตราความเร็วในการส่งข้อมูลแบบดิจิทัลจะวัดจากจำนวนข้อมูลที่สามารถส่งได้ในระยะเวลา 1 วินาที หรือบิตต่อวินาที (bit per second; bps) ซึ่งเรียกว่า อัตราบิต (bit rate)เช่น 256 bps หมายถึงมี\
6 รูปภาพ 1.1-1.2 ภาพที่1.1 สัญญาณแบบแอนะล็อก 1.4.2 สัญญาณดิจิทัล (digital signal) เป็นสัญญาณที่มีการเปลี่ยนแปลงของระดับสัญญาณ เพียงสองระดับ คือ 0 กับ 1 เท่านั้น โดยสัญญาณดิจิทัลเป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการประมวลผล ช่อง ทางการสื่อสารที่ใช้กับสัญญาณดิจิทัลเรียกว่า แถบความถี่ฐานหรือเบสแบนด์ (baseband) ซึ่งสามารถ ส่ง สัญญาณได้เร็วกว่าสัญญาณแอนะล็อก โดยไม่มีปัญหาเรื่องสัญญาณรบกวน อีกทั้งยังมีความแม่นยำ ภาพที่1.2 สัญญาณแบบดิจิตอล การรับ-ส่งหรือเคลื่อนย้ายข้อมูลในระบบเครือข่าย โดยข้อมูลปกติที่ใช้งานอยู่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่ สามารถส่งผ่านไปยังเครือข่ายได้โดยตรง เช่น ข้อมูลที่เป็นรูปภาพจะไม่สามารถนำรูปภาพเหล่านั้นส่งไปยัง ตัวกลางส่งข้อมูลเพื่อส่งผ่านไปยังเครือข่ายได้ในทันที แต่ข้อมูลจะได้รับการจัดเก็บให้อยู่ในรูปแบบของ แฟ้มข้อมูลฐานสองหรือไบนารีไฟล์ (binary file) หรือดิจิทัล จากนั้นจึงนำข้อมูลดิจิทัลมาเข้ารหัสให้อยู่ใน รูปแบบของสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อส่งผ่านไปยังตัวกลางส่งข้อมูลต่อไป ภาพที่ 1.1 สัญญาณแบบแอนะล็อก 1.5 ช่องทางการสื่อสารผ่านสื่อกลาง 1.5.1 แบบบรอดแบนด์ (broadband) เป็นการสื่อสารข้อมูลที่ใช้ตัวกลางในการ ส่งผ่านสัญญาณ สามารถส่งสัญญาณได้พร้อมกันหลายช่อง โดยใช้วิธีแบ่งช่องความถี่ออกจากกันทำให้อุปกรณ์ต่างๆ สามารถ สื่อสารกันโดยใช้ช่องความถี่ของตนเองผ่านตัวกลางเดียว เช่น ระบบเครือข่ายเคเบิลทีวี (cable TV) ซึ่ง
7 สามารถส่งสัญญาณมาพร้อมกันหลายๆ ช่อง บนสายสื่อสารเส้นเดียวและผู้รับก็สามารถเลือกช่อง ความถี่ที่ต้องการรับชมได้ 1.5.2 แบบเบสแบนด์ (baseband) เป็นการสื่อสารข้อมูลที่สายสัญญาณหรือตัวกลางในการ ส่งผ่านสัญญาณสามารถส่งได้เพียงหนึ่งสัญญาณในเวลาขณะใดขณะหนึ่งเท่านั้น กล่าวคืออุปกรณ์ที่ใช้งาน สายสัญญาณในขณะนั้นจะครอบครองช่องสัญญาณทั้งหมด โดยอุปกรณ์อื่นจะไม่สามารถใช้งาน ร่วมกันได้ เช่น ระบบโทรศัพท์ ซึ่งการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะเป็นการสื่อสารแบบเบสแบนด์ 1.6 การส่งสัญญาณข้อมูล เป็นการส่งข้อมูลหรือข่าวสารต่างๆ จากอุปกรณ์สำหรับส่งผ่านทางตัวกลางหรือสื่อกลางไปยัง อุปกรณ์รับ ซึ่ง ข้อมูลหรือข่าวสารที่ส่งไปอาจจะอยู่ในรูปของสัญญาณเสียง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือแสง 1.6.1 ชนิดของสื่อกลางหรือตัวกลางของสัญญาณ แบ่งเป็น 2 ชนิด ดังนี้ 1) ชนิดที่สามารถกำหนดเส้นทางสัญญาณได้เช่น สายตีเกลียวคู่ สายโทรศัพท์ สายโคแอ็กซ์ (coaxial cable) เคเบิลเส้นใยนำแสง (fber optic cable) 2) ชนิดที่ไม่สามารถกำหนดเส้นทางของสัญญาณได้เช่น ชั้นบรรยากาศ กล่าวคือ เป็นการส่งข้อมูลแบบไร้สาย 1.6.2 รูปแบบของการส่งสัญญาณข้อมูล สามารถแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบ ดังนี้ 1) การส่งสัญญาณทางเดียว (one-way transmission) มักจะเรียกการส่งสัญญาณ ลักษณะนี้ว่า สื่อสารทางเดียวหรือชิมเพล็กซ์ (simplex) หมายถึงในช่วงเวลาเดียวกันจะส่งได้เพียงทางเดียว ถึงแม้ว่าตัวส่งจะมีสัญญาณหลายช่องทางก็ตาม ผู้ส่งสัญญาณจะส่งได้ทางเดียว โดยที่ผู้รับจะไม่สามารถโต้ตอบ ได้ กล่าวคือมีอุปกรณ์เพียงตัวเดียวเท่านั้นที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูล อุปกรณ์ตัวอื่นๆจะทำหน้าที่รับข้อมูลเพียงอย่าง เดียว เช่น การส่งสัญญาณวิทยุกระจายเสียง การแพร่ภาพโทรทัศน์ 2) การส่งสัญญาณกึ่งทางคู่ (either way transmission) การส่งสัญญาณแบบนี้ เมื่อผู้ส่งได้ทำการส่งสัญญาณไปแล้ว ผู้รับก็จะรับสัญญาณ หลังจากนั้นผู้รับจึงจะเป็นผู้ส่งสัญญาณได้ในขณะที่ผู้ ส่งเดิมก็ปรับมาเป็นผู้รับ แต่ภายในเวลาเดียวกันไม่สามารถรับ-ส่งสัญญาณพร้อมกันได้จึงเรียกการส่งสัญญาณ ลักษณะนี้ว่า สื่อสารสองทางครึ่งอัตราหรือฮาล์ฟดูเพล็กซ์ (half duplex) เช่น วิทยุสื่อสารแบบผลัดกันพูด การ ส่งข้อความแต (chat) ผ่านแพลตฟอร์ม (platforn) ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือแอปพลิเคชัน LINE ใน โทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ตโฟนหรือในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เวลาพูดคุยต้องผลัดกันพิมพ์ข้อความรับ-ส่งผ่าน ระบบเครือข่าย
8 3) การส่งสัญญาณทางคู่ (both way transmission) การส่งสัญญาณลักษณะนี้ถส่ง ข้อมูลได้พร้อมกันทั้งสองทางในเวลาเดียวกัน เช่น การโทรศัพท์หรือการวิดีโอคอล ผู้ใช้สามารถอบพร้อมๆกัน ได้ทันที ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่า สื่อสารสองทางเต็มอัตราหรือฟูลดูเพล็กซ์ (full duplex) 2. มาตรฐานการเชื่อต่อระบบเครือข่าย 2.1 องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดมาตรฐานระบบเครือข่าย 2.1.1 สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาหรือแอนซี (American National Standard Institute; ANSI) เป็นองค์กรอาสาสมัครที่ไม่มีผลกำไรจากการดำเนินงาน ประกอบด้วยกลุ่ม นักธุรกิจและกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2461 มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นิวยอร์ก แอนซีทำหน้าที่พัฒนามาตรฐานต่างๆ ของอเมริกาให้เหมาะสม จากนั้นจะรับรองขึ้นไปเป็นมาตรฐานสากล แอนซียังเป็นตัวแทนของอเมริกาในองค์กรมาตรฐานสากลคือไอโซ (International Organization for Standardization; ISO) และคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานสาขาอิเล็กทรอนิกส์ (International Electrotechnical Commission; TEC) แอนซีเป็นที่รู้จักในการเสนอภาษาการเขียน โปรแกรม ได้แก่ ANSI C และยังกำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีระบบเครือข่ายอีกหลายแบบเช่น ระบบเครือข่าย ความเร็วสูงที่ใช้เคเบิลเส้นใยนำแสง โครงข่ายเชิงแสงประสานเวลาหรือโซเน็ต (Synchronous Optical NETwork; SONET) 2.1.2 สถาบันวิชาชีพวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Institute of Electrical and Electronics Engineers; IBEE) เป็นสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2427 ตั้งอยู่ใน ประเทศสหรัฐอเมริกา มีสมาชิกจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 175 ประเทศ IEEE มุ่งสนใจทางด้านไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ วิศวกรรม และวิทยาการคอมพิวเตอร์ มีชื่อเสียงในด้านการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของระบบ เครือข่าย เกณฑ์การจัดตั้งเครือข่ายต่างๆ กำหนดเป็นกลุ่มย่อยของคุณลักษณะเฉพาะมาตรฐาน 802 ตัวอย่าง ที่รู้จักกันดี เช่น IBEE 802.3 กำหนดคุณลักษณะเฉพาะของระบบเครือข่ายอีเทอร์เน็ต (Ethernet) IBBE 802.4 กำหนดคุณลักษณะเฉพาะของระบบเครือข่ายแบบโทเค็นบัส (token bus) IBEE 802.5 กำหนดคุณลักษณะเฉพาะของระบบเครือข่ายแบบวงแหวนโทเค็น (token ring) 2.1.3 องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานหรือไอโซ (International Organization for Standardization; ISO) เป็นองค์กรที่รวบรวมองค์กรมาตรฐานจากประเทศต่างๆ กว่า 130 ประเทศคำว่า ISO มาจากภาษากรีก หมายถึงความเท่าเทียมกันหรือความเป็นมาตรฐาน (Standardization)ไอโซไม่ใช่องค์กรของรัฐ มีจุดมุ่งหมายในการส่งเสริมให้มีมาตรฐานสากลซึ่งไม่เพียงแต่ใน เรื่องที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและการสื่อสารแต่ยังรวมไปถึงการค้า การพาณิชย์และผลิตภัณฑ์อื่นๆ สำหรับในส่วน
9 ของระบบเครือข่ายนั้น ไอโซได้กำหนดมาตรฐานสากลสำหรับการติดต่อสื่อสารในระบบเครือข่ายระหว่าง คอมพิวเตอร์และประกาศใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 โดยมีชื่อว่า Open System Interconnection reference model หรือแบบจำลองโอเอสไอ (OSI reference model) จุดประสงค์หลักของโอเอสไอ (OSI) เพื่ออนุญาต ให้ระบบ ที่มีสถาปัตยกรรมแตกต่างกันให้สามารถสื่อสารกันได้โดยปราศจากข้อจำกัด และสามารถนำมา ประยุกต์ใช้ในระบบการสื่อสารระดับสากลภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั่วโลกได้ 2.2 รูปแบบของมาตรฐานการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย 2.2.1 มาตรฐานโอเอสไอ (Open System Interconnection; OSI) มีการแบ่งรูปแบบ การสื่อสารออกเป็นชั้นการสื่อสาร (layers) ทั้งหมด 7 ชั้น โดยชั้นบนสุดที่เชื่อมต่อโดยตรงกับคอมพิวเตอร์ เรียกว่า การเชื่อมต่อทางตรรกะ (logical connection) ส่วนชั้นที่มีการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ กล่าวคือ ทำให้คอมพิวเตอร์logical connection ทั้งสองฝั่งระหว่างผู้รับกับผู้ส่งสามารถติดต่อ สื่อสารกันได้ ซึ่งเรียกว่า การเชื่อมต่อทางกายภาพ (physical connection) มรูปแบบการสื่อสารดังภาพที่ 1.8 ซึ่งการสื่อสารแต่ละชั้น มีหน้าที่และหลักการทำงาน 1 ชั้นการประยุกต์ (agplcaton lager) ทำหน้าที่ติดต่อกับผู้ใช้โดยตรง การทำงานในชั้นนี้ เกี่ยวข้องกันแปลิดชันเปนการมทีใช้งาน เนการสไฟล์เข้ามูลไปรแกรมต้นอหรือเบราว์เซอร์ (browser) นอกจากนี้ยังทำหน้าที่กำหนดแบบมาตรฐานของเครื่องปลายทางหรือเทอร์มินัล (terminal) เพื่อให้เอ) นอกจากนี้ยังทำหน้าที่กำหนดแบบมาตรฐานของเครื่องปลายทางหรือเทอร์มินัล (erine)เพื่อให้เครื่องปลายทาง ทุกชนิดแสดงผลตรงกัน เช่น ขนาดของการแสดงผล การแสดงอักษรณ จุดต่างๆ บนจอภาพ 2) ชั้นนำเสนอ (presentation layer) ทำหน้าที่แปลงรหัสหรือแปลงรูปแบบของข้อมูลให้เป็น รูปแบบการสื่อสารและทำหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูล เช่น แปลงข้อมูล ด้วย รหัสมาตรฐานของสหรัฐอเมริกาเพื่อการสับเปลี่ยนสารสนเทศหรือแอสกี (American Standard Code for Information Interchange; ASCII) หรือยูนิโคด (Unicode) 3) ชั้นกำหนดหน้าต่างการสื่อสาร (session layer) ทำหน้าที่ควบคุมการเชื่อมต่อระหว่าง ผู้รับ-ผู้ส่งข้อมูลตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดการสื่อสาร ดูแลเกี่ยวกับวิธีการส่งข้อมูลว่าเป็นรูปแบบไดเช่น การส่ง ข้อมูลแบบทางเดียว (simples) หรือส่งแบบผลัดกันส่งข้อมูล (half duplex) นอกจากนี้ยังทำหน้าที่แก้ปัญหา ที่อาจเกิดขึ้นในการส่งข้อมูล เมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้นจะทำการตรวจสอบค้นหา จุดผิดพลาดแล้วแจ้งให้ผู้ส่ง ดำเนินส่งข้อมูลใหม่เฉพาะจุดที่ผิดพลาดโดยไม่ต้องเสียเวลาส่งใหม่ทั้งหมด 4) ชั้นการนำส่งข้อมูล (transport layer) ทำหน้าที่แบ่งข้อมูลออกเป็นกลุ่มย่อย เรียกว่า แพ็กเก็ต (packet) โดยแบ่งออกเป็นหลายแพ็กเก็ตและให้บริการตรวจสอบแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดข้อผิดพลาด ระหว่างการส่ง (error recovery) พร้อมตรวจสอบว่าข้อมูลส่งไปถึงเครื่องปลายทางหรือไม่ ส่วนผู้รับในชั้นนี้จะ
10 เป็นผู้รวบรวมและประกอบชิ้นส่วนย่อยให้กลับเข้ามารวมกันเป็นข้อมูลชุดเดิมพร้อมยืนยันว่าได้รับข้อมูล ถูกต้องเรียบร้อยเเล้ว 5) ชั้นเครือข่าย (network layer) ทำหน้าที่กำหนดเส้นทางการเดินทางของข้อมูล ทั้งรับ-ส่ง ระหว่างต้นทางและปลายทาง โดยเลือกเส้นทางที่ใช้เวลาน้อยและใช้ระยะทางที่สั้นที่สุดการส่งข้อมูลในชั้นนี้จะ ใช้หลักการที่เรียกว่า hop by hop โดยจะส่งข้อมูลจากจุดๆ หนึ่งไปยังจุดต่อไป (next hop) โดยอาศัยจาก ตารางการจัดเส้นทาง (routing table) ของอุปกรณ์จัดเส้นทางหรือเราเตอร์ (router) ซึ่งอาจจะต้องส่งผ่าน หลายจุดกว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทางได้ 6) ชั้นเชื่อมโยงข้อมูล (data link layer) ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของข้อมูลตรวจสอบความ ผิดพลาดของข้อมูลระหว่างการรับ-ส่ง ซึ่งภายในชั้นี้จะมีตัวควบคุมการทำงาน 2 ระดับ คือ Logical Link Control (LLC) ควบคุมการเข้าใช้สื่อกลางหรือสายสัญญาณในการรับ-ส่งข้อมูลและ Media Access Control (MAC) รับผิดชอบในการรับ-ส่งข้อมูลให้สำเร็จและถูกต้อง โดยจะแบ่งหน้าที่ออกเป็น 2 ส่วน คือการส่งข้อมูล และการรับข้อมูล MAC จะทำหน้าที่ห่อหุ้มข้อมูลที่ส่งผ่านจากชั้น LLC และทำให้อยู่ในรูปแบบเฟรมข้อมูล ซึ่ง เฟรมข้อมูลนี้จะประกอบด้วยที่อยู่ (address) และ ข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการส่งข้อมูลให้ถึงปลายทาง และ MAC ยังรับผิดชอบในการสร้างกลไกสำหรับตรวจสอบข้อผิดพลาดของข้อมูลในเฟรมนั้นๆ ในระหว่างการ รับ-ส่งเฟรมอีกด้วย หากตรวจพบข้อผิดพลาดระบบจะทำการส่งซ้ำ 7) ชั้นกายภาพ (physical layer) ทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลเกี่ยวกับรายละเอียดการส่งข้อมูลใน ลักษณะสัญญาณทางไฟฟ้าและทางกายภาพของการเชื่อมต่อ เช่น ซับ สายดีเกลียวคู่แบบไม่ป้องกันสัญญาณ รบกวนหรือยูที่พี (Unshielded Twisted Pair; UTP) สวิตซ์ (switch)ชั้นการสื่อสารทั้ง 7 ชั้นของโอเอสไอมี หน้าที่ต่างกัน โดยแต่ละชั้นการสื่อสารจะมีโพรโทคอลทำหน้าที่ควบคุมการทำงานและอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อ เครือข่ายแตกต่างกัน ตารางที่ 1.1 แสดงการทำงานและอุปกรณ์เชื่อมต่อในแต่ละชั้นการสื่อสาร
11 หมายเหตุ รายละเอียดของอุปกรณ์การเชื่อต่อเครือข่ายจะนำเสนอในหน่วยการเรียนรผุ้ที่ 3 และหน้าที่การทำงานของโพรโทคอลแต่ละชนิดจะกล่าวถึงในหน่วยการเรียนรู้ที่ 4 3. เลขอยู่ไอพี การติดต่อสื่อสารไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดจำเป็นต้องมีชื่อหรือหมายเลขประจำตัว เช่น หากต้องการ ติดต่อเพื่อนด้วยโทรศัพท์ก็จำเป็นต้องมีหมายเลขโทรศัพท์ หรือติดต่อด้วยการส่งจดหมายผ่านทางไปรษณีย์ก็ ต้องมีเลขที่บ้านและที่อยู่ของผู้รับปลายทาง ดังนั้นการติดต่อสื่อสารในระบบเครือข่ายจึงจำเป็น ต้องมี หมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่บนเครือข่าย ซึ่งหมายเลขประจำเครื่องเรียกว่า เลขที่อยู่ ไอพีหรือไอพีแอดเดรส (IP address) ควบคุมโดย InterNIC (Inter Network Information Center) เป็นหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานเลขที่อยู่ไอพี และจัดสรรเลขที่อยู่ไอพีให้กับผู้ใช้ทั่วโลก 3.1 ความแตกต่างของ IPv4 กับ IPv6 ปัจจุบันเลขที่อยู่ไอพีที่ใช้งานเป็นเวอร์ชัน 6 (IPV6) แต่เดิมใช้เป็นเวอร์ชัน 4 (IPv4) เนื่องจากการ ขยายตัวของระบบเครือข่ายในช่วงที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้จำนวนเลขที่อยู่ไอพี เวอร์ชัน 4 ไม่เพียงพอกับการใช้งานในอนาคต เพราะมีการใช้ระบบเครือข่ายในการทำงานหรือการดำเนินชีวิต มากขึ้น เช่น การให้บริการเครือข่ายผ่านสมาร์ตโฟน การใช้แอปพลิเคชันแบบการสื่อสารระดับเดียวกัน (peer to peer communications) จึงทำให้เลขที่อยู่ไอพีเวอร์ชัน 4 ไม่เพียงพอสำหรับกรใช้งาน จึงจำเป็นต้องใช้ เวอร์ชัน 6 เพื่อรองรับการทำงานดังกล่าว อย่างไรก็ตามเลขที่อยู่ไอพีเวอร์ชัน 4ม 6 ยังคงสามารถใช้งานร่วมกัน 3.2 ประเภทของเลขที่อยู่ไอพี เลขที่อยู่ไอพีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้ 3.2.1 เลขทที่อยู่ไอพีที่ใช้บนอินเคอร์เน็ต .2.1 เลขที่อยู่ไอพีที่ใช้บนอินเทอร์เน็ต (public IP address) ซึ่งเป็นเลขที่อยู่ไอพีที่ใช้กันอยู่บน อินเทอร์เน็ตจริง เลขที่อยู่ไอพีนี้จะไม่ซ้ำกัน ซึ่งไอพีเหล่านี้จะได้มาจากผู้ให้บริการเครือข่าย ที่ทำการเชื่อมต่อ เข้ากับระบบอินเทอร์เน็ต 3.2.2 เลขที่อยู่ไอพีที่ใช้เฉพาะเครือข่ายภายในองค์กร (private IP address) เป็นเลขที่ อยู่ไอพีภายในองค์กร (Local Area Network; LAN) หรือไอพีปลอมซึ่งภายในกลุ่มเครือข่ายเดียวกันไม่ สามารถใช้ซ้ำกันได้ แต่หากอยู่คนละกลุ่มเครือข่าย (คนละวงแลน) สามารถเหมือนกันได้ แต่จะไม่สามารถ เรียกดูผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ เนื่องจากเป็นไอพีที่ใช้เฉพาะภายในกลุ่มเท่านั้น
3.3 การกำหนดเลขที่อยู่ไอพี 12 การกำหนดเลขที่อยู่ไอพีให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ในกลุ่มเครือข่ายสามารถแบ่งได้ 2 แบบ ดังนี้ 3.3.1 แบบ Dynamic เป็นวิธีการขอรับเลขที่อยู่อพีจากคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่แจกจ่ายเลขที่อยู่ ไอพี (DHCP server) หากไม่ได้รับไอพีระบบปฏิบัติการจะสุ่มเลขที่อยู่ไอพีขึ้นมาให้เองเรียกว่า automatic private IP addressing 3.3.2 แบบ Static เป็นวิธีการกำหนดเลขที่อยู่ไอพีแบบคงที่ตามความต้องการของผู้ใช้ โดยจะต้องกำหนดให้สอดคล้องกับระบบเครือข่าย เพราะถ้ากำหนดผิดจะไม่สามารถเข้าสู่ระบบครือ ข่ายได้ ซึ่งการกำหนดเลขที่อยู่ไอพีด้วยตนเองนี้เหมาะกับเครือข่ายขนาดเล็กและขนาดกลางดยแต่ละคลาส (class) จะมีช่วงเลขที่อยู่ไอพีที่แตกต่างกัน ดังแสดงในตารางที่ 1.4 ตารางที่ 1.4 แสดงช่วงเลขที่อยู่ไอพีของแต่ละคลาส จากตารางแสดงช่วงเลขที่อยู่ไอพีของแต่ละคลาส ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 5 คลาส โดยแต่ละคลาสจะแบ่ง ตามขนาดของเครือข่าย ซึ่งที่ใช้งานโดยทั่วไปจะมีเพียง 3 คลาส คือคลาส A คลาส B และคลาส C แต่ทั้งนี้เลข ชุด 127.0.0.0 ถึง 127.255.255.255 ในคลาส A เป็นชุดเลขที่อยู่ไอพีพิเศษ ที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้ในการทดสอบ ระบบภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่ติดต่อกับเครือข่ายหรือ เครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ เช่น ตรวจสอบการ ทำงานของแผ่นวงจรต่อประสานเครือข่าย หรือการ์ดแลนหรือทดสอบการทำงานของเว็บเชิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้งบน เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งาน โดยเลขที่อยู่ไอพีพิเศษนี้เรียกว่า ลูปแบ็กแอดเดรส (loop back address) เลขที่ อยู่ไอพีที่ใช้ คือ 127.0.0.1 ดังนั้นชุดเลขที่อยู่ไอพี 127 จัดอยู่ในคลาส A จะไม่นำมากำหนดให้กับเครื่อง คอมพิวเตอร์ใดในเครือข่าย นอกจากนี้ในแต่ละช่วงของเลขที่อยู่ไอพีของแต่ละคลาส จะมีหมายเลขพิเศษอีก 2 ค่าเป็นเลขที่อยู่ไอ พีสำหรับเครือข่าย (network address) และสำหรับบรอดคาสต์แอดเดรส (broadcast address) โดยไอพีทั้ง สองค่าดังกล่าวห้ามนำไปใช้กำหนดให้กับคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ใดในเครือข่ายเลขที่อยู่ไอพีสำหรับเครือข่าย คือเลขที่อยู่ไอพีตัวแรกสุดของช่วงชุดไอพีที่ใช้ในเครือข่ายเป็นไอพีที่ใช้สำหรับการอ้างอิงเครือข่ายเลขที่อยู่ไอพี
4. ประโยชน์ของเครือข่าย 13 1. ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้โดยสะดวกรวดเร็ว 2. ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องใช้อุปกรณ์หรือทรัพยากรคอมพิวเตอร์ร่วมกันได้ เช่น เครื่องพิมพ์ การใช้แหล่งเก็บข้อมูลร่วมกัน ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย. 3. เพิ่มขัดความสามารถในการทำงานเป็นกลุ่มของหน่วยงานหรือขององค์กร 4. เพิ่มความสามารถในด้านการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ เช่น การนำเอาไมโครคอมพิวเตอร์ ธรรมดามาเชื่อมต่อเพื่อเพิ่มความ สามารถประมวลผลในระดับซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น สรุป เครือข่ายคอมพิวเตอร์มีองค์ประกอบสำคัญ 6 ส่วน ประกอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ เป็นแม่ข่าย-ลูกข่าย อุปกรณ์เชื่อมโยง ช่องทางการสื่อสาร ข้อมูลข่าวสาร ซอฟต์แวร์เครือข่าย และโพรโท คอล ที่เป็นข้อกำหนดในการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์เพื่อให้สามารถสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ โดยการ สื่อสารข้อมูลและระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีชนิดสัญญาณข้อมูล 2 ชนิด คือสัญญาณแอนะล็อกซึ่งใช้ ช่องทางการสื่อสาร ที่เรียกว่า บรอดแบนด์ มีหน่วยวัดเป็นเฮิรตซ์ และสัญญาณดิจิทัลซึ่งใช้ช่องทางการ สื่อสารที่เรียกว่า เบสแบนด์หน่วยวัดเป็น bps ผ่านสือกลาง 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดที่สามารถกำหนดเส้นทาง สัญญาณได้ เช่น สายตีเกลียวคู่สายโทรศัพท์ สายโคแอ็กซ์ เคเบิลเส้นใยนำแสง และชนิดที่ไม่สามารถ กำหนดเส้นทางของสัญญาณได้ เช่น ชั้นบรรยากาศ โดยใช้การส่งสัญญาณข้อมูลใน 3 รูปแบบ คือการส่ง สัญญาณทางเดียว การส่งสัญญาณกึ่งทางคู่และการส่งสัญญาณทางคู่ ทั้งนี้การเชื่อมต่อของเครือข่าย จำเป็นต้องมีข้อกำหนดที่เป็นมาตรฐานในการสื่อสารเพื่อให้สามารถสื่อสารกันได้อย่างถูกต้องและมี ประสิทธิภาพ โดยใช้ TCP/IP เป็นมาตรฐานในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งการติดต่อสื่อสารในระบบเครือข่าย จำเป็นต้องมีเลขที่อยู่ไอพีหรือไอพีแอดเดรส (IP address) ซึ่งจากเดิมเป็นเวอร์ชัน 4 (IPv4) เพื่อเป็นการ รองรับการเติบโตของระบบเครือข่ายและอุปกรณ์ที่หลากหลายจึงพัฒนาเป็นเวอร์ชั่น 6 (IPv6) ปัจจุบัน ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงช่วยอำนวยความสะดวก ในการติดต่อสื่อสารและยังช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย เช่น การแชร์ข้อมูลการใช้ทรัพยากรอุปกรณ์ ร่วมกัน
14 กิจกรรมตรวจสอบความเข้าใจ คำชี้แจง กิจกรรมตรวจสอบความเข้าใจเป็นกิจกรรมฝึกทักษะเฉพาะด้านความรู้ความจำเพื่อใช้ในการ ตรวจสอบความเข้าใจตามจุดประสงค์การเรียนรู้ คำสั่ง จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1. จงอธิบายความหมายของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์การเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นได้ อย่างไร 2. องค์ประกอบของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีอะไรบ้าง 3. ชั้นการสื่อสารระหว่างมาตรฐาน OSI กับมาตรฐาน TCP/IP แตกต่างกันอย่างไรเพราะเหตุใดเลขที่ อยู่ไอพีเวอร์ชัน 4 จึงปรับเปลี่ยนมาเป็นเลขที่อยู่ไอพีเวอร์ชัน 6 4. จงยกตัวอย่างประโยชน์ที่ผู้เรียนได้รับจากการใช้งานระบบเครือข่าย
\ ประเภทเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สาระสำคัญ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีหลายชนิดหลายลักษณะ โดยมีเกณฑ์ในการพิจารณาการแบ่งประเภท ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่ แบ่งตามลักษณะภูมิศาสตร์ แบ่งตามลักษณะความเป็นเจ้าของ แบ่ง ตามลักษณะการทำงาน และแบ่งตามลักษณะเทคโนโลยีการประมวลผล สาระการเรียนรู้ 1. ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งตามลักษณะภูมิศาสตร์ 2. ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งตามลักษณะความเป็นเจ้าของ 3. ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งตามลักษณะการทำงาน 4. ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งตามลักษณะเทคโนโลยีการประมวล สมรรณนะประจำหน่วย 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ประยุกต์ความรู้เกี่ยวกับ 2. ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้ในชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพ
สรรถนะประจำหน่วย 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ธุรกิจ 2. ประยุกต์ความรู้เกี่ยวกับประเภทของเครือข่ายมาใข้ใน ชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพ จุดประสงค์ 1. บอกความหมายของประเภทของเครือข่ายต่ละประเภทได้ 2. จำแนกหน้าที่และลักษะของเครือข่ายคอมพิวเตอร์แต่ละประเภทได้ 3. ใช้งานเครือข่ายประเภทต่างๆได้อย่างเหมาะสม
15 1. ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งตามลักษณะภูมิศาสตร์ เมื่อแบ่งประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ตามลักษณะภูมิศาสตร์ (geographic span ที่ที่ที่ครอบคลุม โดย คำนึงถึงระยะทางหรือปริมาณของพื้นที่ที่ให้บริการว่ามากน้อยหรือกว้างไกลแค่ไปซึ่งสามารถแบ่งได้ 3 ระดับ ดังนี้ 1.1 เครือข่ายระดับท้องถิ่น เครือข่ายระดับท้องถิ่น' หรือแลน (Local Area Network; LAN) คือเครือข่ายคอมพิวเต ที่เชื่อมโยง คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารภายในบริเวณเดียวกันเข้าด้วยกัน การเชื่อมต่อมักอยู่ในอาจสำนักงาน ภายใน องค์กร เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปภายในห้องเดียวกัน ตลอดเชื่อมโยงระหว่างห้อง ระหว่างตึก หรืออาคาร โดยมีระยะทางการเชื่อมต่อไม่เกิน 10 กิโลเมตร ทั้งนี้หาระยะทางการเชื่อมต่อเกินกว่า 10 กิโลเมตร ควรใช้รีพีตเตอร์เพื่อทวนสัญญาณ อย่างไรก็ตามควรคำ ถึงระยะทางสูงสุดในการเชื่อมต่อ รวมทั้ง จำนวนของรีพีตเตอร์ที่สามารถนำมาใช้งานในเครือข่ายด้วย 1.1.1 เครือข่ายแลนแบบมีสายสัญญาณหรืออีเทอร์เน็ต (Ethernet) ซึ่งเป็นมาตรฐาน ที่ เข้ามาช่วยในการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ โดยอีเทอร์เน็ตมีวัตถุประสงค์เพื่อระบุสายสัญญาณที่ใช้ในการเชื่อมต่อ ว่าสายชนิดใดเชื่อมต่ออย่างไร แล้วข้อมูลนั้นจะเคลื่อนที่ผ่านสายสัญญาณได้อย่างไรอีเทอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยี สำหรับเครือข่ายแบบแลนที่คิดค้นโดยบริษัท ซีร็อกซ์ (Kerox)ตามมาตรฐาน IBEE 802.3 การเชื่อมเครือข่าย แลนแบบอีเทอร์เน็ตสามารถใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อได้ทั้งสายโคแอ็กซ์และสายยูทีพีโดยทุกเครื่องจะใช้ สายสัญญาณชุดเดียวกันในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันระบบการส่งข้อมูลแบบอีเทอร์เน็ต (Ethernet) จะใช้ ระบบการส่งด้วยวิธีการเข้าถึงหลายทางแบบตรวจรู้พาหะและตรวจหาการชนหรือซีเอสเอ็มเอ/ซีดี (Carrier Sense Multiple Access with Colision Detection; CSMA/CD) ซึ่งกลไกในการจัดการการส่งข้อมูลบน สายในช่วงเวลาหนึ่งจะมีข้อมูลเพียงชุดเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งผ่านสายสัญญาณได้เพื่อป้องกันการชนกันของ ข้อมูล (collision detection) หลักการทำงานของซีเอสเอ็มเอ/ซีดี (CSMA/CD)
16 2. ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งตามลักษณะความเป็นเจ้าของ เกณฑ์การพิจารณามื่อแบ่งประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ตามลักษณะความเป็นเจ้าของ (ownership) ของระบบเครือข่าย หมายถึงระบบเครือข่ายนั้นมีใครเป็นผู้ให้บริการและมีใครที่สามารถเรียกใช้ ข้อมูลได้ สามารถแบ่งได้ 3 แบบ ดังนี้ 2.1 เครือข่ายอินเทอร์เน็ต เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (internet) หรือเครือข่ายสาธารณะ (public network) เป็นเครือข่ายที่ ครอบคลุมทั่วโลกเกิดจากเครือข่ายขนาดเล็กมากมายรวมเป็นเครือข่ายเดียวโดยเชื่อมต่อผ่านผู้ให้บริการ อินเทอร์เน็ตหรือไอเอสพี (nternet Service Provider; ISP) ทั้งนี้คอมพิวเตอร์ที่จะเชื่อมต่อกับเครือข่าย อินเทอร์เน็ตจะต้องใช้มาตรฐานของรูปแบบในการสื่อสารหรือโพรโทคอล (protocol) ที่เรียกว่า TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol) สำหรับการส่งผ่านข้อมูลในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทั้งหมด 2.1.1 จุดเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ต อินเทอร์เน็ต (Internet) มาจากคำว่า interconnection network หมายถึงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกันทั่วโลก โดยมีมาตรฐานการรับ-ส่ง ข้อมูล ระหว่างกันเป็นแบบเดียวกัน ซึ่งคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายแต่ละเครื่องสามารถรับและส่งข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ได้หลายรูปแบบ เช่น ตัวอักษร ภาพกราฟิก เสียงอินเทอร์เน็ตถือกำเนิดขึ้นในยุคสงคราม เมื่อปี พ.ศ. 2512 โดยอาร์พา (AdvancedResearch Projects Agency; ARPA) ซึ่งเป็นหน่วยงานในกระทรวงกลาโหมของ ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ให้การสนับสนุนงานวิจัยแก่หน่วยงานต่างๆ เพื่อทำการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในช่วงแรกจะรู้จักกันในนามของเครือข่ายสำนักงานโครงการวิจัยชั้นสูงหรือ อาร์พาเน็ต (ARPANET) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายหลักคือเพื่อให้คอมพิวเตอร์จากหน่วยหนึ่งสามารถเชื่อมต่อ กับอีก หน่วยหนึ่งได้ โดยข้อมูลที่รับ-ส่งระหว่างกันสามารถส่งไปยังปลายทางได้มากกว่าหนึ่งเส้นทางและระบบ เครือข่ายยังสามารถทำงานได้ ถึงแม้ว่าคอมพิวเตอร์ของบางหน่วยจะได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายไป 2.1.2 อินเทอร์เน็ตเข้าสู่ประเทศไทย เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2529 โดยสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asean Institute of Technology: AIT)สร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ขึ้น ต่อมาได้เปลี่ยนไปใช้บริการไทยแพค (THAIPAK) ของการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.)* และเริ่มใช้ บริการรับ-ส่งอีเมลระหว่างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) กับมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น (University of Melbourne) หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2531 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียได้ร่วมกันจัดโครงการ The International Development Plan (IDP) เพื่อ พัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนและช่วยเหลือจากรัฐบาลออสเตรเลีย และ ต่อมาในปี พ.ศ. 2538 รัฐบาลไทยได้เปิดบริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ขึ้นจากการร่วมมือกันระหว่าง
17 องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย"การสื่อสารแห่งประเทศไทย และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)โดยตั้งเป็นบริษัท อินเทอร์เน็ตแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือไอเน็ต (INET) 2.1.3 อินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน เครือข่ายอินเทอร์เน็ตจัดได้ว่าเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาด ใหญ่ที่สุด มีการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ย่อยๆ และเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตั้งกระจายอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ทั่วโลกเข้าด้วยกัน ทำให้ผู้ใช้งานสามารถติดต่อสื่อสารหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็ว อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่าย ถูกกว่าการติดต่อสื่อสารในรูปแบบอื่น จะเห็นได้ว่าอินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายที่มีผู้ใช้งานทั่วโลก สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารได้อย่างอิสระ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตจึงไม่มีใครเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง และไม่มีใครเป็นผู้ควบคุมดูแล อินเทอร์เน็ตโดยตรง ด้วยเหตุนี้อินเทอร์เน็ตจึงจัดเป็นเครือข่ายสาธารณะ'ปัจจุบันได้แปลงสภาพจากการสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็น บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อ 14 สิงหาคมพ.ศ. 2546 ตาม พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542'ปัจจุบันได้แปลงสภาพจากการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เป็นบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เมื่อ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2545
18 2.3 เครือข่ายเอกซ์ทราเน็ต เครือข่ายอินทราเน็ต (Intranet) หรือเครือข่ายส่วนบุคคล (private network) คือระบบเครือข่ายที่ให้บริการ ข้อมูลข่าวสารและมีลักษณะการเชื่อมต่อคอมหิวเตอร์เฉพาะสมาชิกในองค์กรเท่านั้น บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าร่วมได้ เช่น การติดต่อสื่อสารการเชื่อมโยงเครือข่ายเพื่อใช้งานภายในธนาคารหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง 3. ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งตามลักษณะการทำงาน เมื่อพิจารณาแบ่งประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ตามลักษณะการทำงานของระบบเครือข่ายสามารถแบ่งได้ เป็น 2 ประเภท ดังนี้ 3.1 เครือข่ายแบบเพียร์ทูเพียร์ เครือข่ายแบบเพียร์ทูเพียร์ (peer to peer) หรือเรียกว่า กลุ่มร่วมงานหรือเวิร์กกรุ๊ป (workgroup) เป็น เครือข่ายที่ไม่มีเชิร์ฟเวอร์ (server) เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องมีความเท่าเทียมกันโดยสามารถเป็นได้ทั้งแม่ ข่ายและลูกข่ายในเวลาเดียวกัน ลักษณะการเชื่อมต่อมีจำนวนไม่เกิน 10 เครื่องเหมาะสำหรับกลุ่มผู้ใช้ขนาด เล็ก ทั้งนี้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะเป็นผู้กำหนดเองว่าจะแชร์ข้อมูลหรือทรัพยากรใดให้คอมพิวเตอร์ เครื่องใดบ้างเนื่องจากเครือข่ายแบบเพียร์ทูเพียร์ไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ดังนั้นผู้ใช้แต่ละ เครื่องควรจะมีการกำหนดรหัสผ่านในการเข้าใช้เพื่อรักษาความปลอดภัย ดังนั้นหากต้องการความปลอดภัยใน ระบบจึงไม่ควรเชื่อมต่อแบบเพียร์ทูเพียร์ 4. ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งตามลักษณะเทคโนโลยีการประมวลผล เมื่อพิจารณาแบ่งประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ตามลักษณะเทคโนโลยีการประมวลผลของระบบเครือข่าย แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้ 4.1 การประมวลผลแบบกริด การประมวลผลแบบกริดหรือกริดคอมพิวติง (grid computing) คือการนำคอมพิวเตอร์ที่มี ความสามารถในการประมวลผลสูงหลายเครื่องมาเชื่อมต่อกันผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต กล่าวคือเป็นการแชร์ ทรัพยากรระหว่างองค์กรหรือหน่วยงานเข้าด้วยกันเพื่อช่วยทำงานร่วมกันภายในเวลาเดียวกันโดยทรัพยากร การประมวลผลด้านคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ เชื่อมโยงถึงกันเพื่อคำนวณหรือ ประมวลผลข้อมูลพร้อมกันภายในเวลาเดียวกัน โอนถ่ายข้อมูลระหว่างกัน โดยไม่จำกัดว่าทรัพยากรที่ใช้นันจะ เป็นรุ่นเดียวกันหรือแตกต่างกัน เวลาการเปิด-ปิดเครื่องในการทำงานจะเป็นเวลาเดียวกันหรือต่างกัน รวมทั้ง ระยะทางใกล้หรือไกล ระบบก็สามารถทำการประมวลผลร่วมกันได้ เนื่องจาก มีซอฟต์แวร์กลางช่วยดูและ
19 ตรวจสอบสถานะของระบบเครือข่ายแบบกริดทำการคำนวณตลอดเวลา ซึ่งเรียกว่า มิดเดิลแวร์ (middleware)ตัวอย่างการเชื่อมต่อเพื่อการประมวลผลแบบกริด เช่น หจก. คุณธรรมกับบริษัท พอเพียง จำกัดแชร์คอมพิวเตอร์ส่วนหนึ่งเพื่อประมวลผลโปรแกรมหรือระบบงานเดียวกัน โดยมีรูปแบบคล้ายกับ ไคลเอนต์เซิร์ฟเวอร์ แต่แตกต่างกันที่เซิร์ฟเวอร์ไม่ได้จำกัดลักษณะรูปแบบของกริด (grid) เพื่อคำนวณหรือ ประมวลผลข้อมูลพร้อมกันในเวลาเดียวกัน โอนถ่ายข้อมูลระหว่างกัน ไม่ว่าทรัพยากรดังกล่าวจะมีลักษณะ แตกต่างกัน รุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ ไม่ได้ใช้งานบางช่วงเวลาหรือไม่ถูกใช้งาน จะอยู่ในกลุ่ม (cluster) เดียวกันหรือ อยู่คนละกลุ่ม อยู่คนละสถานที่หรือห่างไกลกันเพียงใดก็สามารถจะทำการประมวลผลร่วมกันได้ โดยระบบ เครือข่ายขนาดใหญ่ระบบเดียวดังกล่าวนี้ จะทำงานเสมือนเป็น ซูเปอร์คอมพิวเตอร์(supercomputer) ขนาด ใหญ่เครื่องเดียว ที่มีราคาต้นทุนต ่า การประมวลผลข้อมูลแบบกริดคือการประมวลผลแบบขนาน (parallel processing) เพื่อให้ท างานพร้อมกัน หากส่วนใดในระบบขัดข้องหรือไม่ท างานระบบก็ยังท างานต่อไปได้ เพราะมีซอฟต์แวร์กลางพิเศษ ช่วยจัดการดูแลตรวจสอบสถานะของระบบกริดตลอดเวลา 4.1.1 ประเภทของของการประมวลผลแบบกริด แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1) computational grid เป็นการเพิ่มสมรรถนะของการค านวณ โดยรวบรวม การใช้ทรัพยากรทั้งในและนอกองค์กรได้ ท าให้สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งงานส่วนใหญ่ เกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนา เช่น ด้านเคมี พันธุกรรม และการจ าลองเหตุการณ์จริง 2) data grid เป็นการเพิ่มขนาดและความเร็วด้านการเก็บข้อมูลที่มีความจุสูง ช่วยในการวิจัยในหลายๆ ด้าน ที่ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลปริมาณมากเนื่องจากการวิจัยดังกล่าวจะมีข้อมูล
20 สรุป ประเภทเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งตามลักษณะภูมิศาสตร์จะเป็นการพิจารณาจากพื้นที่หรือระยะทาง ในการเชื่อมต่อเพื่อใช้งาน ประกอบด้วยเครือข่ายแลน ครอบคลุมระยะทางไม่เกิน 10 กิโลเมตร เครือข่ายแมน ครอบคลุมระยะทางไม่เกิน 100 กิโลเมตร และเครือข่ายแบบแวน ครอบคลุมระยะทางไม่เกิน 1,000 กิโลเมตร ประเภทเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งตามลักษณะความเป็นเจ้าของจะพิจารณาจากผู้ให้บริการและผู้สามารถ เรียกใช้ข้อมูลได้ ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายอินเทอร์เน็ตซึ่งไม่มีใครเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงจัดเป็นเครือข่าย สาธารณะ เครือข่ายอินทราเน็ตจะให้บริการข้อมูลข่าวสารเฉพาะสมาชิกในองค์กรเท่านั้น จึงจัดเป็นเครือข่าย ส่วนบุคคล และเครือข่ายเอกซ์ทราเน็ตเป็นระบบเครือข่ายที่เชื่อมระหว่างเครือข่ายอินทราเน็ตเข้าด้วยกันโดย เป็นการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่าง 2 จุด หรือการเชื่อมต่อแบบเครือข่ายเสมือนระหว่างเครือข่าย อินทราเน็ต หลายๆ เครือข่าย ดังนั้นจึงมีบางส่วนของเครือข่ายที่เป็นเจ้าของร่วมกันระหว่างองค์กรหรือบริษัทจัดเป็น เครือข่ายภายนอกองค์กรประเภทเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งตามลักษณะการทำงาน ประกอบด้วยเครือข่าย แบบเพียร์ทูเพียร์ซึ่งเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ได้ไม่เกิน 10 เครื่อง โดยทุกเครื่องมีหน้าที่เท่ากันเป็นทั้งผู้ใช้และผู้ ให้บริการเครือข่ายแบบไคลเอนต์เซิร์ฟเวอร์หรือผู้รับบริการกับผู้ให้บริการเป็นรูปแบบเครือข่ายที่ต้องมีเครื่อง หลักในการให้บริการ ควบคุม ดูแล สามารถให้บริการกับผู้ใช้ได้หลายๆ คนในเวลาเดียวกันได้ เหมาะสำหรับ เครือข่ายขนาดใหญ่ประเภทเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งตามเทคโนโลยีการประมวลผล
21 กิจกรรมตรวจสอบความเข้าใจ กิจกรรมส่งเสริมการเรียนกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ประกอบด้วยกิจกรรมที่ฝึกทักษะทุก ด้าน ตาม จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมเพื่อให้เกิดสมรรถนะในการเรียนรู้สามารถปฏิบัติกิจกรรมทั้งในและนอกสถานที่ตาม ความเหมาะสมกับผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมของสถานศึกษา 1. ให้ผู้เรียนแบ่งเป็น 4 กลุ่มร่วมกันศึกษาค้นคว้าตามหัวข้อที่กำหนดจากแหล่งการเรียนรู้ต่างๆเช่น อินเทอร์เน็ตหนังสือวารสาร ฯลฯ และจัดทำสรุปผลการเรียนรู้พร้อมส่งตัวแทนกลุ่มนำเสนอหน้าชั้นเรียนกลุ่ม ละ 5-10 นาที กลุ่มที่ 1 ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งตามลักษณะภูมิศาสตร์ กลุ่มที่ 2 ประเภทของเครือข่ายคอิมพิวเตอร์แบ่งตามลักษณะความเป็นเจ้าของ CEO กลุ่มที่ 3 ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งตามลักษณะการทำงาน กลุ่มที่ 4 ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งตามลักษณะเทคโนโลยีการประมวลผล
อุปกรณ์เครือข่าย สาระสำคัญ อุปกรณ์ครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ในการจัดการรับ-ส่งข้อมูล แปลงสัญญาณข้อมูลรวมสายสัญญาณใน เครือข่าย หรืออุปกรณ์ใช้สำหรับทวนสัญญาณเพื่อให้สามารถส่งข้อมูลได้ไกลขึ้น อีกทั้ง อุปกรณ์สำหรับช่วย รักษาความปลอดภัยให้กับเครือข่าย อุปกรณ์แต่ละประเภทต่างมีคุณสมบัติและหน้าที่ในการนำไปใช้แตกต่าง กัน ดังนั้นจึงควรศึกษารายละเอียดพื้นฐานของอุปกรณ์เครือข่ายเพื่อให้สามารถนำไปใช้งานได้อย่างถูกต้องและ เหมาะสม สาระการเรียนรู้ 1. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับระบบเครือข่าย 2. มาตรฐานการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย 3. เลขที่อยู่ไอพี 4. ประโยชน์ของระบบเครือข่าย 3
สมรรถนะประจำหน่วย 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับพื้นฐานระบบเครือข่าย 2. ประยุกต์ความรู้เกี่ยวกับพื้นฐานระบบเครือข่ายมาใช้ในชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. บอกองค์ประกอบพื้นฐานของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้ 2. บอกมาตรฐานการเชื่อมต่อของระบบเครือข่ายได้ 3. บอกเลขที่อยู่ไอพีได้ 4. บอกประโยชน์ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้
22 1. การ์ดแลน 1.1 ความหมายของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (computer network) หมายถึงการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้น ไปมาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน โดยอาศัยช่องทางการสื่อสารข้อมูลไม่ว่าจะเป็นแบบมีสายหรือแบบไร้สาย เพื่อให้ คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการใช้อุปกรณ์ทรัพยากรต่างๆ ใน เครือข่ายร่วมกันได้ เช่น เครื่องพิมพ์ (printer) เครื่องกราดภาพหรือสแกนเนอร์ (scanner) ซึ่งเครือข่าย คอมพิวเตอร์มีหลายขนาดตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ โดยมีการเชื่อมโยงกัน ทั่วโลกหรือที่เรียกว่า เครือข่ายอินเทอร์เน็ต 1.2 ชนิดของการ์ดแลน เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (computer network) หมายถึงการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้น ไปมาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน โดยอาศัยช่องทางการสื่อสารข้อมูลไม่ว่าจะเป็นแบบมีสายหรือแบบไร้สาย เพื่อให้ คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการใช้อุปกรณ์ทรัพยากรต่างๆ ใน เครือข่ายร่วมกันได้ เช่น เครื่องพิมพ์ (printer) เครื่องกราดภาพหรือสแกนเนอร์ (scanner) ซึ่งเครือข่าย คอมพิวเตอร์มีหลายขนาดตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ โดยมีการเชื่อมโยงกัน ทั่วโลกหรือที่เรียกว่า เครือข่ายอินเทอร์เน็ต 1.2.1 การ์ดแลนแบบมีสาย การ์ดแลน (LAN Card) หรือแผ่นวงจรต่อประสานเครือข่าย (Network Interface Card, NIC)เป็นอุปกรณ์ สำหรับเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับระบบเครือข่าย ทำหน้าที่แปลงข้อมูลเป็นสัญญาณให้สามารถส่งไปตาม สายสัญญาณหรือคลื่นสัญญาณได้ 1.2 ชนิดของการ์ดแลน 1.2.1 การ์ดแลนแบบมีสาย (Wired LAN card) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อเครือข่ายกับ คอมพิวเตอร์ด้วยสายสัญญาณ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือพีซี (Personal Computer PC) หรือเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาหรือคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก (notebook Computer) 1) แบบติดตั้ง ภายในแลนแบบติดตั้งภายในที่ใช้สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือพีซี แบ่งตามลักษณะของช่องทางหรือพอร์ต (port) สำหรับเชี่ยมต่อกับสายสัญญามีทั้งหมด 3 แบบดังนี้
23 โมเด็ม 2.1 ลักษณะของโมเด็ม โมเด็ม (Modulator-demodullater; Modem) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณแอนะล็อก เป็นสัญญาณดิจิทัล ใช้สำหรับเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านสายโทรศัพท์ โดยโมเด็มจะทำหน้าที่หมุนเบอร์โทรศัพท์ ไปยังแม่ข่ายหรือเซิร์ฟเวอร์ (server) ของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ซึ่งในปัจจุบันไม่มีใช้แล้ว 2.2 ชนิดของโมเด็ม 2.2.1 แบบภายใน (internal) เป็นโมเด็มที่มีลักษณะเป็นการ์ดเสียบกับช่องเสียบ (slot) ขอ เครื่องคอมพิวเตอร์ มีข้อดีคือราคาไม่แพง แต่มีข้อเสียคือติดตั้งยุ่งยาก และไม่สามารถใช้งานกับคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊กได้ 2.2.2 แบบภายนอก (external) เป็นโมเด็มที่ติดตั้งภายนอก ข้อดีคือติดตั้งได้ง่าย เคลื่อนย้าย สะดวกสามารถเชื่อต่อกับช่องทาง (port) ทั้งแบบช่องทางข้อมูลอนุกรม (serial port) แบบช่องทางข้อมูล ขนาน (oartllel port) และแบบยูเอสบี (USB) แต่มีข้อเสียคือราคาสูง แอร์การ์ด (air card) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านสัญญาณโทรศัพท์มือถือแทนการต่อ ผ่านสายโทรศัพท์โดยผ่านบริการ 3G หรือ 4G ของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือด้วยการใส่ซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือ ไว้ในแอร์การ์ด 2.2 อุปกรณ์รวมสายสัญญาณ 2.2.1 ฮับ ฮับ (hub) เป็นอุปกรณ์สำหรับเครือรวมสายสัญญาณเพื่อการเชื่อมโยงเครือข่ายและทำหน้าที่กระจาย สัญญาณในเครือข่าย โดยรับสายสัญญาณชนิดยูทีพี (Unshieldeb Twisted Pair; UTP) ทั้วนี้มีช่องรับ สายสัญญาณ เรียกว่า ช่องทางหรือพอร์ต (port) 1) แบบติดตั้งภายใน การ์ดแลนแบบติดตั้งภายในที่ใช้สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือพีซี แบ่งตามลักษณะของช่องทางหรือพอร์ต (port) สำหรับเชี่ยมต่อกับสายสัญญามีทั้งหมด 3 แบบดังนี้
24 3. อุปกรณ์รวมสายสัญญาณ 3.1 อับ เครือข่าย เป็นอุปกรณ์สำหรับรวมสายสัญญาณเพื่อการเชื่อมโยงเครือข่ายและทำหน้าที่กระจาย สัญญาณในเครือข่าย โดยรับสายสัญญาณชนิดยูทีพี (Unshielded Twisted Patr, UTP) ทั้งนี้มีช่องรับ สายสัญญาณเรียกว่า ช่องทางหรือพอร์ต (port) ปัจจุบันมีหลายขนาดให้เลือกด้วยกัน เช่น ขนาด 5พอร์ต.8 พอร์ต, 16 พอร์ต, 24 พอร์ต, 32 พอร์ต และ 48 พอร์ต และมีความเร็วเริ่มต้นที่ 10 Mbps หลักการทำงาน ของฮับ คือสามารถรับหรือส่งข้อมูลระหว่างเครื่องได้ แต่ไม่สามารถทำ ทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ อีกทั้งการส่ง ข้อมูลในแต่ละครั้ง ฮับจะส่งข้อมูลกระจายไปยังทุกเครื่อง ที่เชื่อมต่อ โดยเครื่องปลายทางจะทำหน้าที่ ตรวจสอบว่าใช่ของตนเองหรือไม่ ถ้าใช่ก็รับข้อมูล ถ้าไม่ใช่ก็จะไม่รับข้อมูล ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ไม่สามารถรับ-ส่ง ข้อมูลภายในเวลาเดียวกันได้ อีกทั้งยังเกิดปัญหาการชนกันของข้อมูล (collision) ส่งผลให้ความเร็วของ เครือข่ายลดลง ฮับจึงมีการทำงานที่ช้า แต่มีข้อดีคือราคาถูก นอกจากนี้ฮับยังเป็นอุปกรณ์ทวนสัญญาณด้วยในตัวช่วยขยายสัญญาณให้แรงขึ้น โดยการนำฮับมาเชื่อมต่อกัน ในระยะทางไม่เกิน 100 เมตร และสามารถใช้ฮับพ่วงต่อกันได้ไม่เกิน 4 ตัว 3.2 สวิตช์ สวิตช์ (switch) ทำหน้าที่แบบเดียวกันกับฮับ และมีลักษณะรูปร่างคล้ายกันกับฮับแต่มี ประสิทธิภาพมากกว่าฮับ กล่าวคือสามารถรับ-ส่งข้อมูลได้ภายในเวลาเดียวกัน มีความเร็วในการ รับ-ส่งสูงกว่า รองรับการรับ-ส่งข้อมูลในปริมาณมาก และในการส่งข้อมูลนั้นสามารถระบุ ปลายทางได้ดังนั้นจึงลดปัญหาการชนกันของข้อมูลที่เกิดขึ้นเมื่อใช้
25 3.3 บริดจ์ บริตจ์ (bridge) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อเครือข่าย 2 เครือข่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกันแต่ต้องดูแล ห้อยู่ ภายใต้เครือข่ายเดียวกัน โดยรูปแบบการเชื่อมต่อของเครือข่ายนั้นต้องเป็นประเภทเดียวกันน เชื่อมต่อระหว่าง เครือข่ายอีเทอร์เน็ต (Ethernet) 2 เครือข่ายเข้าด้วยกัน หรือเชื่อมต่อเครือข่ายแหวนโทเด็น (token ring network) 2 เครือข่ายเข้าด้วยกัน ซึ่งบริดจ์ทำหน้าที่คล้ายกับเป็นพานเชื่อมทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน โดยสามารถ ตรวจสอบข้อมูลก่อนส่งได้ว่าผู้รับข้อมูลอยู่ที่ใด ช่วยลด คับคั่งของข้อมูลบนเครือข่ายได้ ซึ่งอุปกรณ์มีทั้งแบบมี สายและแบบไร้สาย 4. อุปกรณ์รวมส่งสัญญาณ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ตัวเลือกข้อมูล (Data Selector) ซึ่งเป็นตัวที่ทำหน้าที่เลือกช่องสัญญาณที่มี ข้อมูลช่องหนึ่งจากหลาย ๆ ช่องสัญญาณมาเป็นอินพุตและต่อช่องสัญญาณที่มีข้อมูลนั้นเข้าเป็นสัญญาณ เอาต์พุตเพียงเอาต์พุตเดียว 1. การมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งเวลา (Time Division Multiplexer หรือ TDM) เป็นวิธีที่เพิ่ง จะได้รับการพัฒนาขึ้นมาได้ไม่นานนักการมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งเวลาจะใช้เส้นทางเพียงเส้นทาง เดียวและคลื่นพาห์ความถี่เดียวเท่านั้นแต่ ผู้ใช้แต่ละคนนั้นจะได้รับการจัดสรรเวลาในการเข้าใช้ ช่องสัญญาณที่ต้องการนั้นเพื่อส่งข้อมูลไปยังปลายทางที่ตนต้องการ 2. การมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งความถี่ (Frequency Division Multiplexer หรือ FDM) เป็น วิธีที่ใช้กันทั้งระบบที่มีสายและระบบคลื่นวิทยุ ซึ่งหลักการของการมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งความถี่นี้ คือ การนำสัญญาณจากแหล่งต่าง ๆ มารวมกัน ให้อยู่ในคลื่นพาห์เดียวกันที่ความถี่ต่างๆ
26 3. การมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งความยาวคลื่น (Wave Division Multiplexer หรือ WDM) ใช้ งานกับสายไฟเบอร์ออปติก ซึ่งมีแบนด์วิดธ์ที่กว้างมากและมีอัตราการส่งข้อมูลที่สูง จะใช้แสงเป็น ตัวนำส่งสัญญาณ โดยแต่ละ Channel จะถูกแบ่งออกตามความยาวคลื่นแสง 5. อุปกรณ์ทวนสัญญาณ (Repeater อุปกรณ์ทวนสัญญาณ ทำงานใน Layer ที่ 1 OSI Model เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับสัญญาณดิจิตอล เข้ามา แล้วสร้างใหม่ (Regenerate) ให้เป็นเหมือนสัญญาณ (ข้อมูล) เดิมที่ส่งมาจากต้นทาง จากนั้นค่อยส่งต่อ ออกไปยังอุปกรณ์ตัวอื่น เหตุที่ต้องใช้ Repeater เนื่องจากว่าการส่งสัญญาณไปในตัวกลางที่เป็นสายสัญญาณ นั้น เมื่อระยะทางมากขึ้นแรงดันของสัญญาณจะลดลงเรื่อย ๆ จึงไม่สามารถส่งสัญญาณ ในระยะทางไกล ๆ ได้ ดังนั้นการใช้ Repeater จะทำให้สามารถส่งสัญญาณไปได้ไกลขึ้น โดยที่สัญญาณไม่สูญหาย สรุป อุปกรณ์การเชื่อมต่อต่างๆ เมื่อรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากภายนอกเข้ามา คือโมเด็ม ทำหน้าที่แปลง สัญญาณอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นสัญญาณแอนะล็อกให้กลายเป็นสัญญาณดิจิทัลเพื่อให้อุปกรณ์ภายในเครือข่าย สามารถสื่อสารได้ ทั้งนี้อาจมีการติดตั้งไฟร์วอลล์เพื่อความปลอดภัยป้องกันการบุกรุกหรือโจมตีจากภายนอก เครือข่าย หากภายในเครือข่ายการเชื่อมต่อหากมีอุปกรณ์จำนวนมากจะใช้อุปกรณ์รวมสาย สัญญาณ เช่น ฮับ สวิตช์ เราเตอร์ บริดจ์ เกตเวย์ หรือหากต้องการเชื่อมต่อแบบไร้สายจะใช้แอกเซสพอยต์อย่างไรก็ตามในการ รับ-ส่งสัญญาณข้อมูลในระยะทางไกล ประสิทธิภาพของสัญญาณอาจลดลง ดังนั้นต้องใช้เครื่องทวนสัญญาณ หรือรีพีตเตอร์ เพื่อช่วยให้การรับ-ส่งข้อมูลในระยะทางไกลมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ที่ ใช้เชื่อมต่อสัญญาณเครือข่ายผ่านสายไฟฟ้าหรือเพาเวอร์ไลน์ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อโดยไม่ ต้องเดินสายสัญญาณใหม่ และสิ่งสำคัญในการเชื่อมต่อสัญญาณ อินเทอร์เน็ตกับเครื่องคอมพิวเตอร์ คือการ์ด แลน ซึ่งจะมีทั้งแบบติดตั้งภายในและภายนอก แบบมีสายหรือไร้สาย เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการ สื่อสาร จากอุปกรณ์ในเครือข่ายทั้งหมดนี้แต่ละชนิดมีหน้าที่ลักษณะการทำงาน รวมถึงข้อดีและข้อเสียแตกต่าง กัน ผู้ใช้จึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับการใช้งาน
27 กิจกรรมตรวจสอบความเข้าใจ กิจกรรมตรวจสอบความเข้าใจเป็นกิจกรรมฝึกทักษะเฉพาะด้านความรู้ ความจำเพื่อใช้ในการ ตรวจสอบความเข้าใจตามจุดประสงค์การเรียนรู้ คำสั่ง จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1. จงอธิบายหน้าที่การทำงานของโมเด็ม 2. จงอธิบายความแตกต่างในการรับ-ส่งข้อมูลระหว่างฮับกับสวิตซ์ 3. จงอธิบายความแตกต่างระหว่าง witeless bridge กับ Wtreless Access Point 5. หากผู้เรียนต้องการเชื่อมต่อเครือข่ายภายในบ้านของตนเองจะเลือกใช้อุปกรณ์ใดบ้างในการ เชื่อมต่อและเลือกใช้อุปกรณ์ดังกล่าวเพราะเหตุใด จงอธิบาย
ตัวกลางการเชื่อมต่อเครือข่าย และโพรโทคอล สาระสำคัญ นอกจากการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ด้วยอุปกรณ์ตัวกลางไม่ว่าจะเป็นแบบมีสายหรือแบบไร้ สาย ยังต้องมีโพรโทคอลซึ่งเป็นกฎระเบียบ ข้อตกลง ซึ่งถือว่าเป็นตัวกลางสำหรับการสื่อสารด้วยเช่นกัน เพื่อให้สามารถสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ สาระการเรียนรู้ 1. ตัวกลางการเชื่อม 2. โพรโทคอล 4
สมรรถนะประจำหน่วย 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับตัวกลางการเชื่อมต่อเครือข่ายและโพรโทคอล 2. ประยุกต์ความรู้เกี่ยวกับตัวกลางการเชื่อมต่อและโพรโทคอลมาใช้ในชีวิตประจำวันและการ ประกอบอาชีพ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. จำแนกหน้าที่และลักษณะของตัวกลางในการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบมีสายได้ 2. จำแนกหน้าที่และลักษณะของตัวกลางในการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบไร้สายได้ 3. บอกความหมายของโพรโทคอลแต่ละประเภทได้
28 1. ตัวกลางการเชื่อมต่อ ตัวกลางในการเชื่อมต่อเครือข่ายที่ทำหน้าที่เป็นช่องทางการสื่ยสารทั้งแบบมีสาย (guad แบบใช้สาย (ungrided medis) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1.1 ตัวกลางในการส่งข้อมูลแบบมีสาย ตัวกลางในการส่งข้อมูลแบบมีสาย (guiried media) ประกอบด้วยสายสัญญาณชนิดต่างๆเช่นสายดี เกลียวคู่สายโดแอ็กซ์ และเคเบิลเส้นไยน้ำแสงซึ่งสายสัญญาณทั้ง 3 ชนิดใช้สำหรับติดตั้งภายในอาการ หรือผังได้ดิน โดยแต่ละชนิดมีคุณสมบัติการใช้งานที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ข้อควรพิจารณาในการเลือกาน จะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ลักษณะการเชื่อมโยงเครือข่าย และระยะทางที่จะใช้สายสัญญาณงจาก ความยาวของสายสัญญาณมีผลต่อกำลังในการส่งข้อมูลข่าวสารด้วยเช่นกัน 1.1.1 สายดีเกลียวคู่ (Twisted Pair; TP) เป็นสายสัญญาณที่มีการปิดไขว้สาย ตัวนำเปิดไขว้กันเป็นจำนวนรอบที่แน่นอนเพื่อลดผลกระทบจากการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า lectricel interterence) และสัญญาณรบกวนจากคู่สายสัญญาณแส้นอื่น (crosstale) โดยการบิด ไขว้ยในสายสัญญาณจำนวน 4 คู่ รวมเป็น 8 เส้น การนำสายดีเกลียวดู่ (TP) มาใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ เครือข่ายจะใช้ตัวเชื่อมต่อแบบ RJ-45 ซึ่งเป็นสายที่ออกแบบมาเพื่อใช้เฉพาะภายในอาคารเท่านั้น ทั้งนี้สายดีเกลียวคู่แบ่งออกเป็น 3 แบบ ดังนี้ 1) สายดีเกลียวคู่แบบไม่ป้องกันสัญญาณรบกวนหรือสายยูทีพี (Unshielded Twisted Pair; UTP) เป็นสายที่ไม่มีฉนวนหุ้ม นิยมใช้ในระบบเครือข่ายแลนขนาดเล็กเนื่องจาก ติดตั้งสะดวกและมีราคาถูก โดยความยาวของสายที่ใช้ในการเชื่อมโยงสามารถยาวได้สูงสุดประมาณ 100 เมตร ภายในสายจะไม่มีฉนวน (shielded) หุ้ม มีเพียงสายพลาสติกหุ้ม จึงทำให้ถูกสัญญาณ รบกวนได้ง่าย
29 2. โพรโทคอล อข้อกำหนดซึ่งประกอบด้วยกฎต่าง ๆ สำหรับรูปแบบการสื่อสารเฉพาะรูปแบบใดรูปแบบ หนึ่ง เพื่อจะให้การติดต่อสื่อสารในระบบเครือข่าย ทำงานได้ด้วยกันทั้งระบบ คล้ายกับมนุษย์สามารถ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสารถึงกันได้ ชุดโพรโทคอลต่อไปนี้ คือชุดโพรโทคอลสำคัญ ซึ่งเป็นใช้เป็นต้นแบบ ในการใช้งานต่างๆ แบ่งได้เป็น 2 มาตรฐานดังนี้ คือ: มาตรฐานเปิด Internet protocol suite Open Systems Interconnection (OSI) มาตรฐานปิด AppleTalk DECnet IPX/SPX SMB Systems Network Architecture (SNA) Distributed Systems Architecture (DSA) โพรโทคอลที่สำคัญ HTTP (Hyper Text Transfer Protocol) POP3 (Post Office Protocol 3). SMTP (Simple Mail Transfer Protocol). FTP (File Transfer Protocol). IP (Internet Protocol). DHCP (Dynamic Host Configuration Protocol). IMAP (Internet Message Access Protocol).
30 สรุป อุปกรณ์การเชื่อมต่อต่างๆ เมื่อรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากภายนอกเข้ามา คือโมเด็ม ทำ หน้าที่แปลง สัญญาณอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นสัญญาณแอนะล็อกให้กลายเป็นสัญญาณดิจิทัลเพื่อให้ อุปกรณ์ภายในเครือข่ายสามารถสื่อสารได้ ทั้งนี้อาจมีการติดตั้งไฟร์วอลล์เพื่อความปลอดภัยป้องกัน การบุกรุกหรือโจมตีจากภายนอกเครือข่าย หากภายในเครือข่ายการเชื่อมต่อหากมีอุปกรณ์จำนวน มากจะใช้อุปกรณ์รวมสาย สัญญาณ เช่น ฮับ สวิตซ์ เราเตอร์ บริดจ์ เกตเวย์ หรือหากต้องการเชื่อมต่อ แบบไร้สายจะใช้แอกเซสพอยต์อย่างไรก็ตามในการรับ-ส่งสัญญาณข้อมูลในระยะทางไกล ประสิทธิภาพของสัญญาณอาจลดลง ดังนั้นต้องใช้เครื่องทวนสัญญาณหรือรีพีตเตอร์ เพื่อช่วยให้การ รับ-ส่งข้อมูลในระยะทางไกลมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อสัญญาณ เครือข่ายผ่านสายไฟฟ้าหรือเพาเวอร์ไลน์ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อโดยไม่ต้องเดิน สายสัญญาณใหม่ และสิ่งสำคัญในการเชื่อมต่อสัญญาณ อินเทอร์เน็ตกับเครื่องคอมพิวเตอร์ คือการ์ด แลน ซึ่งจะมีทั้งแบบติดตั้งภายในและภายนอก แบบมีสายหรือไว้สาย เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกใน การสื่อสาร จากอุปกรณ์ในเครือข่ายทั้งหมดนี้แต่ละชนิดมีหน้าที่ลักษณะการทำงาน รวมถึงข้อดีและ ข้อเสียแตกต่างกัน ผู้ใช้จึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับการใช้งาน
31 กิจกรรมตรวจสอบความเข้าใจ คำสั่ง จงตอบคำถามต่อไปนี้ จงอธิบายหน้าที่การทำงานของโมเด็มจงอธิบายความแตกต่างในการรับ-ส่งข้อมูลระหว่างฮับ กับสวิตช์จงอธิบายความแตกต่างระหว่าง wireless bridge กับ Wireless Access Point หากผู้เรียน ต้องการเชื่อมต่อเครือข่ายภายในบ้านของตนเองจะเลือกใช้อุปกรณ์ใดบ้างในการเชื่อมต่อและเลือกใช้ อุปกรณ์ดังกล่าวเพราะเหตุใด จงอธิบาย
บรรณานุกรม จตุชัย แพจันทร์ และอนุโชค วุฒิพรพงษ์ เจาระบบ Network 3rd Edition. นนทบุรี ไอดีชีพพรีเมียร์. 2556 ฉัตรชัย สุมามาลย์, การสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่าย. กรุงเทพๆไทยเจริญการพิมพ์. 2540เซล ลีการี บี. การสื่อสารข้อมูลระดับพื้นฐานแปลงเรื่อง shame in commoditization โดย ลัลยุทธ์ สว่างวรรณ กรุงเทพฯ ทอมสัน, 2544 เดชานุชิต กตัญญทวีทิตย์การสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์และเครือข่ายคอมพิวเตอร์-Computer networking : a tog-dows approach in network design. กรุงเทพๆไทยเจริญการพิมพ์. 2540ทองสุข รวยสูงเนิน เอกสาร ชุดพัฒนาทักษะการคิดโครงการวิจัยและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อ พัฒนาทักษะการคิดสำหรับ นักเรียนระดับการศึกษาชั้นพื้นฐานเล่ม 1 โครงสร้างทักษะการคิด, สุรินทร์ส.พันธุ์เพ็ญ, 2551 เนบาม, แอนดรูว์. เครือข่ายคอมพิวเตอร์ แปลจากเรื่อง Computer network โดย สัลยุทธ์ สว่างวรรณ กรุงเทพๆ ซีเอ็ดยูเคชั่น พนิดา พงษ์ไพบูลย์และคณะ (2548 พฤษภาคม-กรกฎาคม) คุณพร้อมหรือยังสำหรับดินเทอร์เน็ตยุคหน้า วารสาร(Nectec), (12) 64,หน้า 6-16 พรศักดิ์ รัชชนะธรรม, ศาสตร์และศิลป์ในการติดตั้งระบบเคนจ่ายชั้นเรียนม 6 กรุงเทพฯ ซีเอ็ดยูเคชั่น,2556 พิศาล พิทยาธุ รวิวัฒน์ ติดตั้งระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ Intranet/Internet ฉบับผู้เริ่มต้น.กรุงเทพฯ ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2551. วิวัฒน์ มีสุวรรณ์ (2559, กรกฎาคม-ธันวาคม), อินเทอร์เน็ตเพื่อสรรพสิ่ง (Internet of Things) กับการศึกษา วาสารวิชาการนวัตกรรมสื่อสารสังคม. (4) 2, หน้า 83-92 ศุภาศิลป์ กุลจิตต์เจือวงศ์ (2555, กันยายน-ตุลาคม) 2022 วิวัฒนาการการสื่อสารแห่งอนาคต. วารสาร Veridian E-Jourrnal.(5) 2, หน้า 59-70 อาณัติ รัตนถิรกุล ก้าวสู่อาชีพผู้ดูแลระบบเครือข่าย คอมพิวเตอร์ในองค์กร (ภาคปฏิบัติ), กรุงเทพฯ ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2558 Atzori, L, Lera, A, and Morabito, G (2010, Octobe). The intrnent of things: A survey. Computer