ศกร.ต ำบลหนองพอก ศ ู นย ์ ส ่ งเสร ิ มกำรเร ี ยนร ้ ู อำ เภอหนองพอก สำ น ั กงำนส ่ งเสร ิ มกำรเร ี ยนร ้ ู จ ั งหว ั ดร ้ อยเอ ็ ด หลักสูตรการศึกษาต่อเนื่อง หลักสูตรการทำพวงมาลัยจากผ้าขาวม้า/ผ้าพันคอ จำนวน ๖ ชั่วโมง
คำนำ หลักสูตรการทำพวงมาลัยจากผ้าขาวม้า/ผ้าพันคอ จัดทำขึ้นตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้น พื้นฐานพุทธศักราช 2551 ซึ่งเป็นไปตามหลักการและปรัชญาการศึกษานอกโรงเรียน และพระราชบัญญัติส่งเสริม การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ.2551 เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณธรรมจริยธรรม มีสติปัญญา มีศักยภาพใน การประกอบอาชีพและสามารถดำรงชีวิต อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และการจัดกระบวนการเรียนรู้ของสถานศึกษามี ประสิทธิภาพสถานศึกษาต้องใช้หนังสือเรียน ที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับสภาพปัญหาความต้องการของผู้เรียน ชุมชน สังคม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของสถานศึกษา หลักสูตรฉบับนี้ได้ประมวลสาระความรู้ กิจกรรมเสริมทักษะ แบบวัด ประเมินผลการเรียนรู้ไว้ อย่างครบถ้วน โดยองค์ความรู้นั้นได้นำกรอบมาตรฐานการเรียนรู้ตามที่หลักสูตรกำหนดไว้นำ รายละเอียด เนื้อหาสาระมาเรียบเรียงอย่างมีมาตรฐานของการจัดทำหนังสือเรียน เพื่อให้ผู้เรียน สามารถอ่านเข้าใจง่าย และสามรถค้นคว้าด้วยตนเองได้อย่างสะดวก คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หลักสูตรการทำพวงมาลัยจากผ้าขาวม้า/ผ้าพันคอ ฉบับนี้จะเป็นหลักสูตรที่อำนวย ประโยชน์ต่อการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เพื่อให้ผู้เรียน สัมฤทธิ์ผลตามมาตรฐาน ตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในหลักสูตรทุกประการ สกร.อำเภอหนองพอก
สารบัญ เรื่อง หน้า รับรองเห็นชอบหลักสูตรคำนำ สารบัญ ความเป็นมาหนังสือ ๑ หลักการของหลักสูตร ๑ วัตถุประสงค์ ๑ กลุ่มเป้าหมาย ๑ ระยะเวลา ๑ โครงสร้างหลักสูตร ๑ สื่อการเรียนรู้ ๓ การวัดและประเมินผล ๓ เงื่อนไขการจบหลักสูตร ๓ ทำวิธีการ ๔ ประโยชน์ที่ได้รับ ๙ ใบความรู้ ๑๐ ภาคผนวก ผู้จัดทำ
หลักสูตรการทำพวงมาลัยจากผ้าขาวม้า/ผ้าพันคอ จำนวน ๖ ชั่วโมง ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอหนองพอก ความเป็นมา ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอหนองพอก ดำเนินการจัดกิจกรรมโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ประจำปี พ.ศ.2566 ด้านอาชีพเพื่อการมีงานทําที่สอดคล้องกับศักยภาพของชุมชน สนองนโยบาย และจุดเน้นสํานักงาน กศน. ประจําปีพ.ศ. 2566 ประชาชนมีการพัฒนาความรู้ความสามารถและทักษะ ในการประกอบอาชีพ ก้าวเข้าสู่อาชีพเพื่อการมีงานทําอย่าง ยั่งยืน ในกลุ่มอาชีพ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม คหกรรมและอาชีพเฉพาะทางหรืองานบริการ โดยเมื่อจบ หลักสูตรผู้เรียนสามารถต่อยอดหรือ พัฒนาทักษะ ความชํานาญสู่แรงงานฝีมือในระดับ AEC (Asean Economics Community) หลักสูตรการทำพวงมาลัยจากผ้าขาวม้า/ผ้าพันคอ จำนวน ๖ ชั่วโมง พวงมาลัยจากผ้าขาวม้าเป็นงานฝมือ ถือวาเปนสินคาที่ไดรับความนิยมเปนอยางมาก เพราะมีราคาไมแพง มีความ สวยงาม ใชงานไดนานอีกทั้งยังมีคุณภาพ โดย การประดิษฐ์พวงมาลัยจากผ้าขาวม้า/ผ้าพันคอ ที่สามารถฝกฝนใหเกิดเปนผลิตภัณฑที่สวยงามไดหลากหลายรูปแบบ และ สามารถนําไปจัดจําหนาย กอใหเกิดรายไดตอตนเองและครอบครัว ได ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอหนองพอก ได้จัดทำหลักสูตรการทำพวงมาลัยจากผ้าขาวม้า/ผ้าพันคอ จำนวน 3 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ประโยชน์และขั้นตอนการทำพวงมาลัยจากผ้าขาวม้า/ผ้าพันคอ เพื่อเป็นส่งเสริมช่องทางใน การสร้างรายได้เสริมจากอาชีพหลัก และการมีงานทำอย่างยั่งยืนของประชาชนในพื้นที่ หลักการของหลักสูตร 1. เป็นหลักสูตรเพื่อพัฒนาอาชีพ ให้ผู้เรียนจากการลงมือปฏิบัติจริง 2. เป็นหลักสูตรที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระ เวลา และการจัดการเรียนรู้ 3. เป็นหลักสูตรที่มีสามารถนำมาความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน วัตถุประสงค์ ๑. เพื่อสร้างโอกาสและทางเลือกในการประกอบอาชีพเป็นการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายในครัวเรือน ๒. เพื่อให้ผู้เข้ารับอบรมได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ทำกิจกรรมร่วมกันภายในครอบครัวได้ ๓. เพื่อเสริมสร้างให้ผู้เข้ารับอบรมมีอาชีพเสริมที่มั่นคงยิ่งขึ้นและสามารถพึ่งตนเองได้ กลุ่มเป้าหมาย ประชาชนทั่วไป ระยะเวลา หลักสูตรการทำพวงมาลัยจากผ้าขาวม้า/ผ้าพันคอ จำนวน ๖ ชั่วโมง - ทฤษฎี จำนวน 1 ชั่วโมง - ปฏิบัติ จำนวน ๕ ชั่วโมง โครงสร้างหลักสูตร 1. ประโยชน์ของผ้าขาวม้า/ผ้าพันคอ จำนวน 1 ชั่วโมง - การนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน - การนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ 2. ความหมายและความสำคัญของพวงมาลัยจากผ้าขาวม้า /ผ้าพันค - ประเภทของพวงมาลัยจากผ้าขาวม้า/ผ้าพันคอ 3. ประดิษฐ์พวงมาลัยจากผ้าขาวม้า/ผ้าพันคอ จำนวน ๕ ชั่วโมง - วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำพวงมาลัยจากผ้าขาวม้า/ผ้าพันคอ - ขั้นตอนการทำพวงมาลัยจากผ้าขาวม้า/ผ้าพันคอ ๑
โครงสร้างหลักสูตร เรื่อง จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา การจัด กระบวนการเรียนรู้ จำนวนชั่วโมง ทฤษฎี ปฏิบัติ 1.ประโยชน์ของ ผ้าขาวม้า/ผ้าพันคอ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ เกี่ยวกับประโยชน์ของ ผ้าขาวม้า/ผ้าพันคอ 1.ประโยชน์ของ ผ้าขาวม้า/ผ้าพันคอ/ ผ้าพันคอ 2.ความหมายและ ความสำคัญของพวงมาลัย จากผ้าขาวม้า/ผ้าพันคอ 3.ประเภทของพวงมาลัย จากผ้าขาวม้า/ผ้าพันคอ -บรรยายให้ความรู้ -ใบความรู้ สื่อภาพ -สื่อของจริง 1 - 2.ประดิษฐ์พวงมาลัย จากผ้าขาวม้า /ผ้าพันคอ 1.เพื่อให้ผู้เรียนอธิบาย ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ใน การทำพวงมาลัย 2.อธิบายขั้นตอน การทำพวงมาลัย จากผ้าขาวม้า/ ผ้าพันคอ 1.วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการ ทำพวงมาลัยจาก ผ้าขาวม้า/ผ้าพันคอ 2.ขั้นตอนการทำ พวงมาลัยจากผ้าขาวม้า/ ผ้าพันคอ -วิทยากรอธิบายวัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำ พวงมาลัยจากผ้าขาวม้า -สาธิตวิธีการใช้วัสดุ อุปกรณ์ในการทำ พวงมาลัยจากผ้าขาวม้า/ ผ้าพันคอ 1. ผ้าขาวม้า/ผ้าพันคอ ๒. ลวดสี 3. ริบบิ้นผ้า ๔. หลอดดูดขนาดใหญ่ -สาธิตวิธีการทำ พวงมาลัยจากผ้าขาวม้า/ ผ้าพันคอ -ผู้เรียนลงมือฝึกปฏิบัติ ทำพวงมาลัยจาก ผ้าขาวม้า/ผ้าพันคอ -อธิบายขั้นตอนการทำ พวงมาลัยจากผ้าขาวม้า/ ผ้าพันคอ -ตรวจผลงาน/ชิ้นงาน รายบุคคล - ๕ รวมจำนวน 1 ๕ รวมจำนวนทั้งสิ้น ๖ ชั่วโมง ๒
สื่อการเรียนรู้ 1. เอกสารสื่อใบความรู้ใบงาน สื่อของจริง 2. วัสดุอุปกรณ์ 2.1 ผ้าขาวม้า/ผ้าพันคอ 2.2 ด้าย 2.3 หลอดดูดขนาดใหญ่ การวัดและประเมินผล 1. สังเกตการมีส่วนร่วมในการฝึกปฏิบัติ 2. ผลงาน/ชิ้นงาน เงื่อนไขการจบหลักสูตร 1. ระยะเวลาเข้ารับการอบรมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 2. มีความรู้และผ่านการปฏิบัติการทำพวงมาลัยจากผ้าขาวม้า ๓
วิธีการทำ ๑. เตรียมอุปกรณ์ ๑.ผ้าข้าม้าหรือผ้าพันคอ ๒.หลอด ๓.ด้าย ๔.คริปหนีบและเข็มหมุด ๒.กางผ้าออกแล้วพับสลับไปสลับมา ความกว้าง 1.5 “ ๔
๓. ใช้คริปหนีบหรือเข็มหมุดกลัดผ้าไว้เพื่อไม้ให้กลีบที่พับแตกออกจากกัน ใช้มือรีดผ้าให้เรียบจัดระเบียนกลีบให้เท่าๆกัน ๕
๔. เริ่มวัดระยะจากชายผ้าเข้ามาประมาณ ๑๐ เซนติเมตร นำหลอดเป็นบล็อกในการจัดช่อกลีบแล้วพันกลีบด้วยด้าย ๕ รอบ ๖
๔. มัดด้วยด้ายพันสองกลีบเข้ากันแล้วล็อคกลีบสองดอกเข้ากันและล็อคกลีบดอกเดียว ทำซ้ำไปเรื่อยๆจนสุดชายผ้าให้เหลือเท่ากับอีกด้านแรก ๗
๖.เหลือชายผ้าเท่าๆกับและมัดรวมเข้ากันจัดทรงให้สวยงาม ๘
๗.บรรจุใส่กล่องผลิตภัณฑ์ ใช้เป็นของชำร่วย ของฝากได้ ประโยชน์ที่ได้รับ ๑.สร้างโอกาสและทางเลือกในการประกอบอาชีพเป็นการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายในครัวเรือน ๒.ผู้เข้ารับอบรมได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ทำกิจกรรมร่วมกันภายในครอบครัวได้ ๓.เสริมสร้างให้ผู้เข้ารับอบรมมีอาชีพเสริมที่มั่นคงยิ่งขึ้นและสามารถพึ่งตนเองได้ ๙
ใบความรู้ ประวัติผ้าขาวม้าไทย ผ้าขาวม้าโลก ผ้าขาวม้าไทย ผ้าขาวม้าโลก หากเอ่ยถึงเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของความเป็นไทย ‘ผ้าขาวม้า’ คือหนึ่งในความภาคภูมิใจที่อยู่กับเรามานานหลายยุคสมัย เกือบทุกท้องถิ่นต้องมีไว้ใช้ จนกลายเป็นผ้าสามัญประจำบ้าน แต่คุณอาจไม่ทราบมาก่อนว่า เบื้องหลังความธรรมดาของ ผ้าขาวม้านั้น มีที่มาไม่ธรรมดา รวมถึงมีพัฒนาการจากอดีตจนถึงปัจจุบันที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง เริ่มจากชื่อของ ผ้าขาวม้า จริงๆ แล้วไม่ใช่ภาษาไทย แต่มาจากเปอร์เซียคำว่า ‘กามาร์บันด์’ (Kamar Band) ซึ่ง ‘กามาร์’ นั้นหมายถึง เอว หรือ ท่อนล่างของร่างกาย ‘บันด์’ หมายถึง การพัน รัด หรือ คาด เมื่อนำทั้งสองคำมารวมกันจึงหมายถึง เข็มขัด ผ้าพัน หรือ คาดสะเอว มีงานวิจัยเสนอว่า ‘ผ้าขาวม้า’ เป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า ‘กามา’ (Kamar) ซึ่งเป็นภาษา อิหร่านที่ใช้กันอยู่ในประเทศสเปน เพราะในประวัติศาสตร์ ประเทศทั้งสองมีการติดต่อกันมาช้านาน ต่อมาประเทศไทย ได้รับอิทธิพลทางภาษามาด้วย แล้วคนไทยรู้จักใช้ผ้าขาวม้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ มีข้อมูลว่าตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ 16 ราวยุคสมัยเชียงแสน โดยได้รับ อิทธิพลจากชาวไทยใหญ่ที่ใช้ผ้าขาวม้า โพกศีรษะ ต่อมาผู้ชายไทยใช้ผ้าเคียนเอว (ผูกเอว) และยังประยุกต์ใช้ประโยชน์ หลากหลาย เช่น ใช้ห่อเก็บสัมภาระเดินทาง ห่ออาวุธ นุ่งเวลาอาบน้ำ เช็ดตัว ปูนอน ในยุคแรกคนไทยจะเรียกผ้าสารพัด ประโยชน์ผืนนี้ว่า ‘ผ้าเคียนเอว’ ก่อนจะเปลี่ยนเป็น ‘ผ้าขาวม้า’ ในภายหลัง นานวันก็เกิดการแพร่หลายไปทั่วประเทศ พัฒนาจนกลายเป็นอาภรณ์ผูกพันในวิถีชีวิตแบบไทยๆ โดยแต่ละภาคจะมีลายทอ สีสันเส้นใยแตกต่างกัน ส่วนใหญ่จะทอจากฝ้าย ไหม ด้ายดิบ หรือป่าน ในบางพื้นที่ ขนาดความกว้างประมาณ 3 คืบ ยาว ประมาณ 5 คืบ คุณสมบัติที่สำคัญของผ้าขาวม้าคือ เป็นผ้าทอลายทางตรงและขวางตัดกันมีขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้าพอเหมาะ ใช้งานได้หลากหลายสารพัดนึกยิ่งใช้นานยิ่งนุ่ม ซับน้ำได้ดี แห้งเร็ว ทนทานนานนับปี บางประเภทเป็นผ้าทอจากเส้นไหม ราคาสูง มักใช้เป็นผ้าพาดไหล่ จนกระทั่งมีการนำผ้าขาวม้ามาเป็นชุดไทยพระราชทานชุดคาดเอว ๑๐
ถือเป็นจุดสำคัญที่ผ้าขาวม้าได้กลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ไทย ด้วยความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย สู่การทอ ย้อมสี ประดิษฐ์ลวดลาย ‘ผ้าขาวม้า’ อันมีเอกลักษณ์ประจำแต่ละท้องถิ่น เป็นของดีประจำจังหวัด สร้างอาชีพและรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน อาทิ • ผ้าขาวม้ากาญจนบุรี บ้านหนองขาว อำเภอท่าม่วง ออกแบบการทอให้ลวดลายสะดุดตายิ่งขึ้น ด้วยการ เลือกใช้ไหมประดิษฐ์สีสดๆ สารพัดสี อนุรักษ์ลวดลายแบบโบราณ เช่น ลายตาจัก ซึ่งมีเฉพาะที่บ้านหนอง ขาว มีการทอเก็บยกลายตลอดทั้งผืน และทอได้เฉพาะผู้ที่มีความชำนาญเท่านั้น จึงเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นใน นาม ‘ผ้าขาวม้าร้อยสี’นอกจากลายตาจักแล้ว ยังมีลายอื่นๆ ได้แก่ ลายหมากรุก ลายตาคู่ ลายตาเล็ก • ผ้าขาวม้าพระนครศรีอยุธยา จุดเด่นคือลวดลายคละสลับกันเป็นตารางหมากรุกประมาณครึ่งนิ้ว และมีสอง สีสลับด้าน ด้านตามยาวของปลายทั้งสองข้าง ทำเป็นลายริ้วสลับสีกัน เช่น ขาวแดง แดงดำ ขาวน้ำเงิน • ผ้าขาวม้าชัยนาท เป็นผ้าทอด้วยไหมประดิษฐ์ โทเร และฝ้าย แต่ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะนิยมทอด้วยโทเร ทอเป็นลายสก๊อต ลายทางหรือลายสี่เหลี่ยม ผ้าขาวม้าที่โดดเด่นคือของตำบลเนินขาม อำเภอหินตา มีชื่อว่า ‘ผ้าขาวม้า 5 สี’ คือ สีแดง เหลือง ส้ม เขียว ขาว ซึ่งจะทอแบบเดียวกับผ้ามัดหมี่ คือการมัดแล้วย้อมเป็นสี ต่างๆ • ผ้าขาวม้าลพบุรี อำเภอบ้านหมี่ จัดได้ว่าเป็นแหล่งทอผ้าพื้นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ลักษณะผ้า ดั้งเดิมของอำเภอบ้านหมี่จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะชาวบ้านหมี่เป็นชาวไทยพวนที่อพยพมาจาก ประเทศลาว ผ้าขาวม้าของที่นี่จึงเป็นผ้าที่มีลวดลาย สีสันสวยงามและเป็นผ้าทอมือที่มีความประณีตมาก • ผ้าขาวม้าราชบุรี ส่วนใหญ่จะทอ 2 ลวดลาย คือ ลายหมากรุกและลายตาปลา เป็นผ้าขาวม้าที่สวยงาม ราคาถูก สีไม่ตก รู้จักกันในชื่อ ‘ผ้าทอบ้านไร่’ และในปัจจุบันมีการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัยโดยคน รุ่นใหม่ ในชื่อ ‘Pakamian’ที่ภาคอีสาน จะเรียกผ้าขาวม้าว่า ผ้าแพร ผ้าแพรอีโป้ ผ้าขาวม้า ซึ่งในอีสานจะ มีอยู่ 2 ลักษณะ คือ ผ้าแพรขาวม้า มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสคล้ายตาหมากรุกและผ้าแพรไส้ปลาไหล หรือผ้าแพรลิ้นแลนและในพจนานุกรมภาษาถิ่นอีสาน ก็จะเรียกว่าผ้าขัดด้าม ผ้าขาวด้ามหรือผ้าด้าม • ผ้าขาวม้าศรีสะเกษ ได้รับอิทธิพลมาจากลาว จะมีการทอด้วยไหมและฝ้าย ผ้าขาวม้าที่ทอด้วยผ้าไหมจะทำ ในโอกาสพิเศษหรืองานพิธีสำคัญเท่านั้น จะทอเป็นลายเส้นขัดตารางหมากรุก • ผ้าขาวม้าสุรินทร์ ปัจจุบันมีการทอมากที่กิ่งอำเภอเขวาสินรินทร์ บ้านเขวาสินรินทร์ ชาวสุรินทร์มักใช้ ผ้าขาวม้าในการแต่งกายประจำจังหวัด ในพิธีกรรมที่สำคัญตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตายจะมีผ้าขาวม้ามา เกี่ยวข้องเสมอ ลายผ้าขาวม้าของจังหวัดสุรินทร์เป็นผ้าลายตารางสีแดงดำ เขียวเข้ม และชาวสุรินทร์จะมี ผ้าขาวม้าประจำตระกูล ผู้อาวุโสมักจะมอบผ้าขาวม้าไว้เป็นมรดกแก่ลูกหลานก่อนสิ้นบุญ • ผ้าขาวม้ามหาสารคาม ที่มีชื่อเสียงคือบ้านหนองหิน ตำบลโคกก่อ อำเภอเมือง เอกลักษณ์โดดเด่น คือทอ มือสีธรรมชาติ พัฒนาลวดลายให้ทันสมัย มีคุณภาพดีจนส่งไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่นในนาม ‘ศิลาภรณ์’ และยังแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ผ้าห่ม เป็นต้น • ผ้าขาวม้าขอนแก่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความวิจิตรพิสดารตระการตา ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ เป็นลายเฉพาะของผ้าขาวม้าจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นลาย ‘หมี่กง’ อันเป็นต้นแบบและเป็นลายเก่าแก่ของ ผ้าเมืองขอนแก่น เน้นที่สีม่วง แดง เขียว ซึ่งจัดเป็นสีดั้งเดิมของผ้าขาวม้าขอนแก่น และทำการทอลักษณะ แบบ 3 ตะกอจึงทำให้ผ้าหนาเนื้อแน่นภาคเหนือ เรียกผ้าขาวม้าว่า ผ้าหัว ผ้าตะโก้งหรือตาโก้ง ซึ่งหมายถึง ผ้าลายตาราง ผ้าเตี่ยว • ผ้าขาวม้าแพร่ พบในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอสูงเม่น อำเภอสอง และอำเภอร้องกวาง การทอลักษณะแบบ ‘จก’ ที่บริเวณของผ้าขาวม้าด้วย เรียกว่า ‘ผ้าขาวม้ามีเชิง’ เชิงของผ้าขาวม้าจะมีเทคนิคการจกลวดลาย ๑๑
เพิ่มเติมเข้าไปในตัวผ้า ส่วนใหญ่จะเป็นลายหมากรุกหรือลวดลายเรขาคณิตทั่วไป ส่วนลายที่จกจะเป็นลาย สัตว์ตามคตินิยมความเชื่อและขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละกลุ่มชน เช่น ลายนก ลายช้าง ลายม้า เป็นต้น • ผ้าขาวม้าน่าน การทอผ้าของชาวน่านมีมาตั้งแต่บรรพบุรุษดังปรากฏภาพฝาผนังในวัดภูมินทร์ จะเรียกกัน ว่า ‘ผ้าตะโก้ง’ ส่วนมากมักนิยมทอด้วยฝ้าย เส้นฝ้ายนั้นทำเองตั้งแต่ปั่นฝ้าย ย้อมสีจากเปลือกไม้กลัด ไม้ ประดู่ มะเกลือ ใบสัก เป็นต้น เดิมจะนิยมทอผ้าขาวม้าเป็นสีแดงดำ ซึ่งเป็นสีดั้งเดิม แต่ปัจจุบันนิยมทอ ผ้าขาวม้าให้มีสีคลาสสิกมากยิ่งขึ้น โดยเน้นสีเขียว ฟ้า น้ำตาล เป็นสีที่กลมกลืนกับธรรมชาติบริเวณชายผ้า มักจะจกลายช้าง ลายม้า ลายเจดีย์ ลายยกดอก ลวดลายที่ทอเน้นเกี่ยวกับความเชื่อ ความเป็นสิริมงคลแก่ ผู้ใช้และแล้วก็มาถึงยุคใหม่ของผ้าขาวม้า จากผ้าธรรมดาสี่เหลี่ยมถูกนำมาใส่ไอเดีย แปลงโฉมกลายเป็นสิ่ง ต่างๆ มากมายนับไม่ถ้วนทั้งเกี่ยวกับสุขภาพ แฟชั่น ของแต่งบ้าน ไปจนถึงอุปกรณ์ไฮเทค ตัวอย่างเช่น • สงกรานต์เมษา ผ้าขาวม้ารวมไทย ‘ม่วนสงกรานต์ ล้านนา’ ปี 2556 ถือเป็นปีทองของ ‘ผ้าขาวม้า’ โดย กระทรวงวัฒนธรรม จัดงานสงกรานต์โดยนำผ้าขาวม้ามาเป็นไฮไลท์สำคัญที่กรุงเทพฯ ส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ ได้สัมผัสถึงผ้าขาวม้าซึ่งเคยคิดว่าเป็นของเชย เช่น มีขบวนมหาสงกรานต์ผ้าขาวม้ารวมไทย การประกวด แฟชั่นดีไซน์ ‘แฟชั่นจ๋า ผ้าขาวม้าสไตล์’ เดินแฟชั่นบนแคทวอล์กผ้าขาวม้ายาวที่สุดแห่งปี และชวนให้มา เต้น ‘แฟลชม็อบผ้าขาวม้า 3 ช่า’ งานนี้จุดประกายให้ผ้าขาวม้ากลายเป็นกระแสใหม่ที่ได้รับการยอมรับใน วงการแฟชั่นอย่างกว้างขวาง • ผ้าขาวม้าประยุกต์ จากความชอบในลายตารางบนผืนผ้าขาวม้า คุณฉัตรี ชุติสุนทรากุล จึงเกิดไอเดียในการ นำผ้าขาวม้ามาสู่การผลิตเป็นสินค้าให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่สามารถจับต้องผ้าขาวม้าได้และ เกิดการใช้งานอย่างภาคภูมิ ภายใต้แบรนด์ ‘nim’s’ ซึ่งสินค้าทุกชิ้นจะใช้ผ้าแคนวาสผสมกับผ้าขาวม้า ผลิตภัณฑ์มีทั้งกระเป๋าสำหรับใส่เครื่องสำอาง กระเป๋าโน้ตบุ๊ค ซอฟเคส รวมถึงไอแพดเคส สามารถใช้ได้ทั้ง ผู้ชายและผู้หญิง เป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างประเทศและกลุ่มวัยรุ่นคนไทย • ผ้าขาวม้าสู่สากล ด้วยความคิดอยากหาไอเดียทำธุรกิจ นายพรเทพ แซ่ลี้ อดีตนักข่าว เห็นเสน่ห์ของ ผ้าขาวม้าไทย ซึ่งคนต่างชาติก็มองเห็นเป็นลายสก๊อตและมีความคุ้นเคยอยู่แล้ว จึงนำมาพัฒนาจนเป็น ผลิตภัณฑ์ได้มากมายไม่รู้จบในชื่อ ‘บุษบา’ ตั้งแต่กระเป๋า ตุ๊กตา เสื้อผ้า และของแต่งบ้านที่น่าสนใจมากคือ เคสโทรศัพท์และแท็บเล็ต อนาคตยังตั้งใจคิดค้นต่อให้กลายเป็นกระเป๋าเดินทาง ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ ส่งออกอีกด้วย จากผ้าธรรมดาๆ ที่ใช้ในครัวเรือนบ้านไทย วันนี้ ‘ผ้าขาวม้า’ ผ่านกาลเวลาวัฒนธรรมมาหลายยุคสมัย ผ่านความคิด จิต วิญญาณ จนกลายเป็นเอกลักษณ์หนึ่งซึ่งแสดงความเป็นไทย และยังก้าวไกลสู่สากลได้อย่างภาคภูมิ…มาใช้ ‘ผ้าขาวม้า’ กัน นะครับถ้าเป็นแบบนี้นะทิดเป้ขอบอกคำเดียวว่าอย่างนี้ก็มีด้วยครับๆๆๆๆๆ ๑๒
คณะทำงาน ที่ปรึกษา นางปัทมา เวียงอินทร์ ผอ.สกร.อำเภอหนองพอก นางสาวธนพร สิทธิคุณ ครูชำนาญการ นางสาวฐิติยา รัดอัน ครู นางวารุณี ไชยกุฉิน ครู อาสาสมัครฯ นางรัชณีภรณ์ โชติสุวรรณ์ ครู อาสาสมัครฯ นางพรทิพย์ พลมั่น ครู อาสาสมัครฯ คณะทำงาน นางประภาศรี จุลมณี ครูศกร.ตำบลหนองพอก นายพิชาณัฐ วีระสอน ครูศกร.ตำบลหนองพอก ผู้เสนอโครงการ นางประภาศรี จุลมณี ครูศกร.ตำบลหนองพอก เรียบเรียง/รูปเล่ม/สรุป นางประภาศรี จุลมณี ครูศกร.ตำบลหนองพอก นายพิชาณัฐ วีระสอน ครูศกร.ตำบลหนองพอก