ทนุ นิยมในศตวรรษท่ี 21
(Capital in the Twenty-First Century)
เขียน : โทมสั พเิ ก็ตตี
แปล : นรินทร องคอนิ ทรี
พิมพค ร้งั ที่ 1 โพสตบ ุก ส กรกฎาคม พ.ศ. 2560
พิมพค รั้งที่ 2 โพสตบ กุ ส ตุลาคม พ.ศ. 2560
พมิ พค รงั้ ท่ี 3 สาํ นักพมิ พแ สงดาว พ.ศ. 2565
ขอ มลู ทางบรรณานุกรมของสาํ นักหอสมดุ แหง ชาติ
National Library of Thailand Cataloging in Publication Data
พิเก็ตตี, โทมัส.
ทุนนยิ มในศตวรรษท่ี 21 = Capital in the Twenty-First Century -- กรงุ เทพฯ :
แสงดาว, 2565.
824 หนา .
1. ทนุ นิยม. I. นรินทร องคอ ินทร,ี ผแู ปล. II. ชอื่ เร่ือง.
330.122
ISBN 978-616-388-574-6
บรรณาธิการอาํ นวยการ : จรญั หอมเทยี นทอง
บรรณาธิการ : ภานี ลอยเกตุ
บรรณาธกิ ารพเิ ศษ : พณั ณิดา ภมู วิ ัฒน
ผูชว ยบรรณาธกิ าร : เพชรภี ปนแกว
พสิ ูจนอกั ษร : ณรงค พง่ึ บญุ พา
ออกแบบปก : wrongdesign
รูปเลม : สริ ิกาญจน รตั นเกตุ
ประสานงานการผลติ อรอุมา รุงศรรี ตั น
จากเร่อื ง Le Capital au XXLe siècle (Capital in the Twenty-First Century)
Copyright © Éditions du Seuil, 2013
Thai translation arranged with ÉDITIONS DU SEUIL, S.A.
Thai edition published in 2022 by Saengdoa Publishing Company Limited.
ลขิ สิทธ์ภิ าษาไทย 2565 : แสงดาว
เลขมาตรฐานสากลประจาํ หนงั สอื ISBN 978-616-388-574-6
จัดพิมพและจดั จําหนาย
บรษิ ัท สํานักพมิ พแสงดาว จํากดั
2 ซอยงามวงศวาน 47 แยก 2-5-2 ถนนงามวงศวาน
แขวงทุงสองหอง เขตหลักส่ี กรงุ เทพฯ 10210
โทรศัพท 0-2954-9841-3 โทรสาร 0-2954-9844
Email: [email protected]
© สงวนลิขสิทธ์ติ ามพระราชบัญญัติลิขสทิ ธ์ิ (ฉบบั เพม่ิ เติม) พ.ศ. 2558
พมิ พท ่ี : บริษทั ภาพพมิ พ จาํ กดั โทรศัพท 0-2879-9154-6
ปกออ น :ราคา 900 บาท
ปกแข็ง : ราคา 1,200 บาท
CAPITAL
in the Twenty-First Century
ทนุ นิยมในศตวรรษท่ี 21
Thomas Piketty : เขยี น
นรินทร์ องค์อินทรี : แปล
สารบัญ 7
9
ค�ำน�ำส�ำนักพิมพ์ 13
ค�ำนิยม โดย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล 16
ค�ำนิยม โดย ดร.บัณฑิต นิจถาวร 17
ค�ำน�ำผู้แปล 19
กิตติกรรมประกาศ 65
บทน�ำ 66
ภาคท่ีหน่ึง : รายได้และทุน 106
151
1. รายได้และผลผลิต 152
2. การเติบโต : ภาพมายาและความจริง 184
ภาคที่สอง : พลวัตอัตราส่วนทุน/รายได้ 212
3. การแปลงโฉมของทุน 252
4. จากยุโรปเก่าสู่โลกใหม่ 295
5. อัตราส่วนทุน/รายได้ในระยะยาว 296
6. สัดส่วนทุน-แรงงานในศตวรรษท่ี 21 336
ภาคที่สาม : โครงสร้างของความเหลื่อมล�้ำ 375
7. ความเหล่ือมล้�ำกับการกระจุกตัว : ลักษณะเบื้องต้น 413
8. สองโลก 460
9. ความเหลื่อมล�้ำในแง่รายได้จากแรงงาน 520
10. ความเหลื่อมล้�ำในแง่กรรมสิทธ์ิทุน
11. เมื่อความสามารถปะทะกับมรดกในระยะยาว
12. ความเหล่ือมล้�ำด้านความม่ังค่ังระดับโลกในศตวรรษท่ี 21
ภาคที่สี่ : การจัดระเบียบทุนในศตวรรษท่ี 21 567
13. รัฐสวัสดิการในศตวรรษที่ 21 568
14. ทบทวนภาษีเงินได้อัตราก้าวหน้า 595
15. การเก็บภาษีทุนในระดับโลก 622
16. ประเด็นเร่ืองหนี้สาธารณะ 652
689
บทสรุป 698
เชิงอรรถ 816
ตารางและแผนภาพ 821
เก่ียวกับผู้เขียน 822
เก่ียวกับผู้แปล
6 v CAPITAL IN THE TWENTY-FIRST CENTURY
ค�ำนำ� ส�ำนักพิมพ์
ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คือโทมัส พิเก็ตตี เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวฝร่ังเศส เม่ือยังหนุ่ม
เคยเปน็ อาจารยท์ ี่ Massachusetts Institute of Technology (MIT)
อยา่ งไรกต็ าม เจา้ ตวั กลบั พดู เองวา่ ยง่ิ สอนไป ยงิ่ ทำ� วจิ ยั ไป กย็ ง่ิ รสู้ กึ วา่ ตวั เอง “เทา้ ไมต่ ดิ พน้ื ”
มากขน้ึ เร่ือยๆ อยูแ่ ตใ่ นโลกของทฤษฎแี ละสตู ร ซ่งึ พอคิดให้ลึกๆ แล้วก็ “ใชไ้ มไ่ ดจ้ ริง” และ
“ไม่สัมพนั ธก์ ับโลกท่ีเราทุกคนอยกู่ นั จรงิ ๆ”
เมื่อเกิดความหงุดหงิดเช่นนั้นข้ึนมาเสียแล้ว พิเก็ตตีจึงพยายามแสวงหาหนทางใหม่
หลังจากอยู่ท่ี MIT หลายปี เขาก็เดินทางกลับมาเป็นอาจารย์ท่ีฝร่ังเศส และเร่ิมต้นงาน
ช่ัวชีวิตที่เขาเห็นว่าเป็นหัวใจส�ำคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์อย่างแท้จริง เป็นส่ิงท่ีท�ำให้วิชานี้
มคี วามหมายจรงิ ๆ และเปน็ สง่ิ ทส่ี ำ� คญั ตอ่ ทกุ คนอยา่ งเสมอหนา้ ดงั นน้ั จงึ นา่ จะเปน็ ประโยชนจ์ รงิ ๆ
คือพิเก็ตตีศึกษาว่าเพราะอะไรคนเราจึงมีทุนไม่เท่ากัน หรือพูดง่ายๆ คือท�ำไมคนเรา
จงึ มีเงินไมเ่ ท่ากัน ทำ� ไมคนรวยจงึ รวย ท�ำไมคนจนจึงจน (ซ่งึ เขาพบว่าไมใ่ ช่เร่ืองพ้ืนๆ ตัดสนิ
ไดแ้ บบขาวดำ� แคว่ า่ เพราะใครขยนั กวา่ ใคร หรอื เพราะใครเอาเปรยี บใคร) และเงนิ จะกระจกุ ตวั
อยใู่ นมอื กลมุ่ นอ้ ยลงทกุ ทไี ปไดถ้ งึ ขนาดไหน ทำ� ไมจงึ เปน็ อยา่ งนน้ั มนั ควรจะเปน็ อยา่ งนนั้
หรือเปล่า เราจะแกไ้ ขอะไรไดไ้ หม ทำ� ใหส้ งั คมนด้ี ขี ้ึน เปน็ ธรรมขึ้น ให้ทุกคนมสี ิทธมิ ีโอกาส
อยา่ งเทา่ เทยี มขนึ้ ในระดบั หนงึ่ ไดไ้ หม
พิเก็ตตีแสดงจดุ ยืนไว้ต้ังแต่แรกวา่ เขาไม่ใชค่ อมมิวนสิ ต์ เขามองโลกตามความเป็นจริง
ว่าความเหลื่อมล้�ำน้ันเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ และไม่อาจแก้ปัญหาด้วยการให้ทุกคน
“ม”ี เทา่ ๆ กนั หรือเหมือนๆ กันได้ อย่างไรก็ตาม เขาก็มองว่าสังคมควรมีคุณธรรมพ้ืนฐาน
บางประการ ดงั นนั้ ความไมเ่ ทา่ กนั จงึ ควรจะดำ� รงอยไู่ ดก้ ต็ อ่ เมอื่ มนั “มปี ระโยชนต์ อ่ สว่ นรวม”
เท่าน้ัน เขาเช่ือว่าถ้าคนรวยรวยมากข้ึนเรื่อยๆ และคนท่ีเหลือจนลงทุกที (หรือภาษาของ
ขบวนการ Occupy Wall Street ก็คอื มแี ตค่ น 1% ทีเ่ ป็นเจา้ ของทกุ อยา่ ง สว่ นคนท่เี หลือ
อีก 99% ไมม่ อี ะไรเลย) นีก่ ็ไมใ่ ช่เรื่องดเี ชน่ เดียวกัน
เจตนาของพิเก็ตตีในการเขียนหนังสือเล่มนี้ คือเพ่ือให้ “ข้อมูล” ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
กันแน่ ท�ำไมทุกอย่างจึงกลายเป็นอย่างนี้ กลไกอะไรหรือท่ีท�ำให้คนรวยรวยขึ้นทุกที เขา
เชอื่ วา่ ถา้ หากคนหมมู่ ากมขี อ้ มลู ทถี่ กู ตอ้ ง เหน็ ภาพกวา้ ง เหน็ ความเปน็ มาเปน็ ไปของสงิ่ ตา่ งๆ
อย่างชัดเจน ก็จะเกิดการถกอภิปรายสาธารณะข้ึน ซ่ึงอาจจะมีส่วนผลักดันให้อะไรๆ
ทนุ นยิ มในศตวรรษท่ี 21 v 7
เหปลลำ่ียนคไนปทบี่ผ้ำมงไดเข้มำีสเิทช่ือธิพว่ำิเศนษ่ีคใือนหกนำ้ำรทร่วขี มองำวนิชำดเ้วศยรตษลฐอศดำชส่วตงรส์ ิบห้ำปีท่ีผ่ำนมำ นอกเหนือจำก
ผลงำนพทิเก่ีพ็ตวตกีไเขมำ่ไดท้ทำ� โ�ำดสย่ิงตเหรงลใ่ำนนก้ีดำ้วรยวิจกยัำซรตึง่ เ้ังปส็นูตฐรำหนรขืออทงฤหษนฎงั สี ือแเตล่ใมชน้ว้แีิธลีร้วบครวำมมขก้อรมะูลตรอื ่วรมือกรับน้
ทแลีมะงำพนลนังขกั อวชิงพำกวำกรเขเปำน็ยเังวไลดำ้เตสิมบเหชำ้ือปไฟี หแนกัง่บสรอื รเยลำ่มกนำี้เศปแ็นหผ่งลคผวลำิตมขตอื่นงเกตำ้นรทเกำ็บงปขัญอ้ มญูลำอซัน่ึงยบำ่มวเนพำนะ
แใหบง้ บำนลพงไฒั ปนขำลขกุ นึ้ กดนั ว้ ถยึงโลดกู ยถเจงึ ำคะนจจงรแิงลๆว้ ผดมงั กำ�ลลำ่ งัวนกึขถอ้ งึ มฟลู ำทคี่รนั วโดบรอวลัมวมำำเรมโทีด,ง้ั ขโลอ้ รมอลู งภตำ์ บษำี คเ,งนิอเงั ดตือวน
รโบำยซไโิ อด,ป้ เรคะลชมำอ็ ชงำตต์ ิกคำวรำบ์ มอมงงั่นคิเย่ัง่รผ,ฺ ลฟตำอเบบยี แงทเนดรลำ,ยกปำีขบอรงแิ ทอนุ ล ฯแลฟฯก็ ,ทนัง้ โิ หคมลดัสคเรฟอรบโมค,ลลุมซู เวี กลำเสดำนม,
ศจูเตลวียรนรษเก(ศรเตนวต็ ร,รษเอทล่ี ิส18อ-ุยตเน้ ลศอตรวี,รครำษมทีล่ี 2แ1ล)นแเลดะสม, ำอจวิ ำำกนกำวำ่มำ2ร0เิ นปสรคะ,ูเทเอศโลเมดอื่ี โหมำรขิวอ้ ำมลลู, เแหนลนำ่ นซ้ี
ไเฉดียแ้ นล,ว้ โดจโึงรไดเต้ท�ำรกเู ซำตรส์, งั สเคเตรฟำะำนหี์ สคแน้ ตหนำเแชบวำบ,แจผเู นลยที นำงำปลรอะนวัตโดศิ โำนสตเวรเ์ ลหซำ, ภกำโี พยมรวแมซทงแี่ ตท-์ ฌ้จรำิงกวสำ่ ,์
“คมรสินั ตเกอิดฟอชะงิไครข,์ อ้ึนอกเนั รแลนี โ่”ซทแรู ลำะ, ม“ตั ถตำ้ เิมยันอยวงั ลัเปเด็นออแยนำ่ รง์ นแ้ตีลอ่ะกไปำเบอรนยี ำลคตซจกั ะแเมปน็นอโดยยำ่ เงฉไพร”ำะอยำ่ งยง่ิ
หำกไมไม่ ่เปี ครยะมสีนทิ ักธเภิ ศำรพษฐคศวำมสเตครร์คง่ นคใรดั ทแ�ำลอะะทไรกั ใษนะรคะวดำับมทส่ีใำหมญำร่ขถนขำอดงนฟี้ำใคชัน้ขโ้อดมอูลัลมวำำกเรขโนดำแดลนว้ ้ี
แย่ลอะมทจะมุ่ ไเมท่มเวีฐลำำนอขย้อำ่ มงนูลม้ีรำยกไอ่ ดน้สเูงลรยะดับโลก ซึ่งผมใช้อ้ำงอิงอยู่บ่อยคร้ังในหนังสือเล่มน้ี หำก
ปรำศจสำ� กหครวับำผมลกลรัพะตธือ์ทร่ีพือิเรก้น็ตแตลีไะดค้จวำำกมกพำยรำลยงำไมปไขมล่ลุกดจลระิงขๆองนค้ันำมีลเปแ็นลสนิ่งเทดี่ลสะโเคอรียงดกแำรลเะรจ่ือะง
ก“กินำครวปำฏมวิเกตั นิภเำนษ้ือ”ี ท่ใี ทนเี่คร�ำรนว่ �ำมนกไ้ี นัปทอำ� ยกำ่ค็ งงไจระกไ็ตมำม่ มกี ำสรำ�เขนยีกั นพขมิ น้ึ พอ์ หยำำกกไเมรม่ยี คีนวผำอู้ มำ่ ในสวใ่ จ่ำอหยนำ่ งังรสออื บเลค่มอบนี้
เใปน็นรำเรย่ือลงะสเอ�ำยีคดัญแลถะงึ แสมจ้ระรใถชภข้ ำอ้ พมใลูนฝกง่ั ำตระทว�ำนั งตำกนเอปนั น็ นห่ำลทกั ่ึงข(เอพงรกำะำเมบขี รอ้ ียมลลู ซสมักบแมรู ณนแก์ วลำ่้ว) ผแมตพ่ก็คเิ กงต็ ไมตี่
กสค็ำมน้ พำรบถเรทอื่ �ำงเบนำ้ืองหอำยสำ่ ง่วทน่ีเวปิว็นัฒสนำกำลกจำริงขๆองแอลัตะรปำรสะ่วยนุกทตุน์ใช/ร้ไดำย้ทไั่วดไ้ปดังปอรีกำปกรฏะใกนำปรหระนวึ่งัติศพำิเกส็ตตรี์
มขอเี จงตปนรำะรเมทณศมจ์ ่ังะคเขง่ั ยี ซน่ึงหมนบี งั ทสบอื ำเลทม่ สน�ำใี้คหัญเ้ ขใำ้นใหจงนำ่ ังยสือเำ่ ลนม่ งนำ่ ยี้ ใหค้ นทไี่ มม่ พี น้ื ฐำนทำงเศรษฐศำสตร์
เลยก็อผ่ำมนขไอดแ้ เสขดำถงคือวำ่ มคนขอทบไ่ี มคม่ ุณคี เวชำ่นมกรันู้คอืตก่อลสมุ่ถเำปบำ้ ันหตม่ำำงยๆดว้ ทยี่ทซ�ำ้ ใหเพ้โรคำระงเกขำำรเชนือ่ี้เกวิดำ่ กขำึ้นรไทดี่ท้ เำ� ชให่น้
คÉcนoไมleร่ ูไ้ dดe้รไู้sดHเ้ หa็นutคesอื หÉนtuทdำeงไsปeสnกู่ ำSรถciกeอnภceิปsรำSยoอcยia่ำleงsมีขซ้องึ่ ผมมูลไทด่ีถท้ ูกำ� ตงำ้อนงในซค่ึงณเปะ็นมรำำตกงั้ แฐตำป่นี
ข20อ0งป0รระวชมำถธิปงึ ไÉตcยoleกำรNอo่ำrนmหaนleังสSือuเลp่มéนri้ีนeuอrกeจำแกลจะะสชถ่วำยบใันหอ้เรืน่ ำๆเข้ำทใี่มจสีเร่วื่อนงทคำ� วใำหม้เเกหิดลื่อPมaลri้�ำs
แScลh้วoยoังlเปo็นf กEำcรoเปmิดicโsลกทให่ีผมท่ เ�ำหงมำืนอนเปพ็นำอเรำำจไำปรดยู์โมลำกตทั้งแี่เรตำ่ชอ่วยงู่ใกน่อมตุมั้งสูงแขล้ึนะรใับหห้เรนำ้ำเทข่ีเ้ำปใ็นจ
เผรู้อ่ื �ำงนเงวนิ ยเรกอื่ ำงรทผอู้รง่วแมลกะ่อคตวั้งำรมะเปหน็วไ่ำปงใปนี โล2ก0น05ม้ี -ำ2ก0ข0น้ึ 7พดู ้อวยกี กอำยรำ่ ยงกินค็ ดอื ีทพี่จเิ ะกรต็ ่วตมปี งรำะนสกบันคแวำลมะสกำ�ลเำรยจ็
ใเปนน็กหำรนุ้ ทส�ำว่ นใหย้เอ่ ศยรๆษฐใศนำโสคตรงรก์ไำมร่ใซชงึ่ ่เอพยียเู่ งหเนรอื่ ขงอทบฤขษำ่ ฎยีชคั้นวำสมูงสเขน้ำใใจจขยอำงกสถำแบตนั่เปเอ็นงเสรถื่อำงบปนั ำเกหทลำ้่อนง้ี
รกอ็ไดบ้มตีสวั ่วเรนำสจร้ำิงงๆคุณูปกำรเล็กๆ ขึ้นแก่สำธำรณะ ซ่ึงผมหวังว่ำส่ิงนั้นจะยังคงส่งผลดีต่อกำร
พัฒนำสสเ�ำศำ�นรนษักักฐพพศิมิมำพสพ์โต์แพรสก์สงำตดร์บเามุ๊กวอื สรงู้ส์รแู้กึสบึกเบปเหปน็ ล็นเำกเกกียขียรว้ั รตใตนิอิอศยยต่า่ำวงงรยยริง่ ษิ่งททีไ่ ่ีได2ด้จ1้จดั ัดตพพอ่ ิมไิมปพพห์ ์หนนงั ังสสือือสสำ��ำคญั ซง่ึ สง่ ผล
กระทสบุดเปท็น้ำยวงกขวอ้ำขงอไบปคทุณ่ัวโจลูเกลเียลต่ม,นเ้ี ดแโลบะรหำหวัง์ อแยล่ำะงเยอิ่งเลวน่ำหลนูกังสือำวขสอำงมเรคำนจทะ่ีนมีส่ำร่วักนขรอ่วงมผในม
กส�ำรหสรนับับคสวำนมุนรคักวแำลมะรกู้ค�ำวลำังมใเจขท้ำั้งใจหลตำยลทอด่ีพจวนกเปธอ็นมปีใรหะ้ โแยลชะนข์ตอ่อขสอ่วบนครุณวมจขูเลอียงสผังคู้ร่วมมไทชียวิตสแมลดะัง
เผจู้อต่ำนนำทรม่ีดณีท่ีส์ขุดอขงผอู้เงขผียมนเอชิน่ทเธดิพยี ลวแกลันะกำรสนับสนุนของเธอในทุกช่วงตอนกำรเขียนหนังสือ
เล่มน้ีเป็นสิ่งส�ำคัญมำโดยตลอด หำกปรำศจำกส่ิงเหล่ำน้ี ผมก็คงไม่มีพลังพอท่ีจะท�ำ
โพสต์บุก๊ ส์
โครงกำรใหล้ ลุ ว่ งได้เปน็ แน่
818vvCCAAPPITIATALLININTHTHEETWTWENENTYT-YF-IFRIRSSTTCCENENTUTURRYY
ค�ำนิยม
หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือท่ีทรงคุณค่ายิ่ง ท่ีเมื่อได้อ่านแล้ว จะเกิดมุมมองใหม่ เกิด
แรงบันดาลใจ ในการต่อสู้แก้ไขหน่ึงในปัญหาเศรษฐกิจท่ีส�ำคัญท่ีสุด ซ่ึงทุกประเทศท่ัวโลก
รวมถึงไทยก�ำลังเผชิญอยู่ ก็คือ “ปัญหาของความเหลื่อมล้�ำ” ทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ
รวมถึงท�ำให้เกิดความเข้าใจใหม่ในบทบาทของ “ทุน” ในระบบเศรษฐกิจยุคศตวรรษที่ 21
ท่ีจ�ำเป็นต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ ก็เพราะปัญหาความเหลื่อมล้�ำ ได้ค่อยๆ ทวีความ
รุนแรงขึ้นอย่างเงียบๆ ค่อยๆ รุกคืบ คอยกัดกร่อน บ่ันทอนความก้าวหน้า ความส�ำเร็จใน
การพัฒนาของทุกๆ ประเทศ โดย “ทุน” มีบทบาทส�ำคัญ เป็นหัวใจในกลไกที่ท�ำให้ความ
ไม่เท่าเทียมกันในสังคมถ่างกว้างขึ้น กลายเป็นชนวนที่น�ำมาซึ่งความขัดแย้งเผชิญหน้า
ระหว่างชนชั้น ความไม่พอใจระหว่างคนจน คนรวย ระหว่างคนชนบท คนเมือง ระหว่าง
ลูกจ้าง นายจ้าง ซึ่งท้ายสุดอาจจะน�ำมาซึ่งความล้มเหลวของระบบทุนนิยม และหาก
ไม่ระวังก็จะสามารถปะทุลุกลามกระทบต่อประชาธิปไตยและระบอบการปกครองใน
วงกว้างได้
มุมมองใหม่ แรงบันดาลใจใหม่ ที่จะได้รับจากหนังสือเล่มนี้ มีอยู่อย่างน้อย 3 ด้าน
ด้านแรก ศาสตราจารย์พิเก็ตตีได้ทุ่มเทเวลาในการวิเคราะห์แนวโน้มของปัญหา
ความเหล่ือมล้�ำในประเทศต่างๆ จนกระท่ังท�ำให้ทุกคนเกิดความเข้าใจอย่างท่ีไม่เคยมี
มาก่อนว่า สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อกันอยู่เสมอมาว่า “เมื่อพัฒนาไปแล้ว ทุกคน
จะเท่าเทียมกัน ความเหล่ือมล้�ำจะลดลง” นั้นไม่เป็นความจริง โดยประเทศท่ีพัฒนาแล้ว
เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝร่ังเศส ซ่ึงเป็นผู้น�ำทางเศรษฐกิจของโลก ต้องประสบปัญหา
ความเหล่ือมล้�ำที่ทวีความรุนแรงเพ่ิมข้ึนอย่างต่อเน่ืองในช่วง 40 ปีท่ีผ่านมา จนท�ำให้
ระดับความเหล่ือมล�้ำในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 80 ปี
ที่น่าสนใจที่สุด พิเก็ตตีสรุปว่า ท่ีเป็นเช่นน้ีไม่ได้เกิดจากความแตกต่างระหว่างคนจน
ท่ีกระเสือกกระสนอยู่ด้านล่างของพีระมิดรายได้กับคนท่ีมีการศึกษาทั่วไปท่ีมีโอกาส
หยิบฉวยในชีวิตมากกว่า แต่มาจากความแตกต่างของคนโดยรวมกับกลุ่มคนท่ีรวยมากๆ
ซึ่งพบว่า ส่วนแบ่งของรายได้ในสหรัฐอเมริกาในแต่ละปีท่ีตกอยู่กับคนรวยสุด 1% และ
10% แรกนั้น ได้เพ่ิมขึ้นอย่างรวดเร็วและน่ากังวลใจระหว่างปี พ.ศ. 2513-2558 โดย
ทนุ นิยมในศตวรรษท่ี 21 v 9
เพ่ิมจาก 8% และ 31% ข้ึนเป็น 23% และ 51% ตามล�ำดับ (พูดง่ายๆ คนแค่ 10% มีส่วน
แบ่งรายได้คร่ึงหนึ่งของประเทศ ซึ่งนับเป็นเร่ืองที่ประชาชนยอมรับได้ยาก)
ประเด็นนี้ จึงท�ำให้ทุกคนเริ่มมองปัญหาความเหล่ือมล้�ำด้วยมุมมองท่ีต่างไปจากเดิม
ท�ำให้จุดเน้นของการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล�้ำเปล่ียนไป มามุ่งอยู่ท่ีกลุ่มคนรวย 1%
และ 10% แรก รวมทั้งการท่ีรัฐจะเข้าไปแทรกแซงกลไก เพื่อไม่ให้ “ทุน” กระจุกตัวจน
เกนิ ไป และไมใ่ หส้ ว่ นแบง่ ของรายไดข้ องคนรวยเพม่ิ จนมากเกนิ ไป พรอ้ มกนั นน้ั สง่ิ ทพี่ เิ กต็ ตี
สรุปยังได้กลายเป็นหลักฐานเชิงวิชาการช้ินส�ำคัญให้กับกลุ่ม “We are the 99%” และ
“Occupy Movement” ท่ีได้ออกมารวมตัวกันเคล่ือนไหว เพ่ือเรียกร้องหาความยุติธรรม
ความเท่าเทียม ความเสมอภาคทางสังคมและเศรษฐกิจ และน�ำไปสู่การถกเถียงในวงกว้าง
ในระดับต่างๆ ในประเทศต่างๆ อย่างไม่เคยมีมาก่อน
ด้านท่ีสอง “ทุน” และ “ความม่ังคั่ง” มีบทบาทส�ำคัญในระบบเศรษฐกิจ โดยเป็น
กลไกหลักที่ท�ำให้ความเหล่ือมล�้ำเพ่ิมข้ึน ซ่ึงปกติแล้ว กลุ่มคนรวยมักจะมีส่วนแบ่งของ
“ความมั่งคั่ง” มากกว่าคนทั่วไป เช่นในประเทศสหรัฐอเมริกา คนรวยสุด 10% ถือครอง
สินทรัพย์มากกว่า 70% ซ่ึงพิเก็ตตีช้ีให้ทุกคนเห็นว่า ช่วงที่ผลตอบแทนของ “ทุน” สูงกว่า
อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (ดังแสดงในสมการ r > g) รายได้ของ “ทุน” ก็จะเพิ่มข้ึน
เร็วกว่ารายได้ของแรงงาน ท�ำให้คนรวยสามารถสะสมทุน ความม่ังค่ังได้เพิ่มเท่าทวีคูณ
ส่วนแบ่งรายได้ของคนรวยจึงปรับข้ึนต่อเนื่อง ทั้งน้ีนอกจากผลตอบแทนของ “ทุน” แล้ว
“ความสัมพันธ์ท่ีใกล้ชิดกับทุน” น่าจะเป็นอีกปัจจัยท่ีช่วยเอื้อให้ค่าจ้างของกลุ่มผู้บริหาร
ระดับสูงในสหรัฐอเมริกาสามารถถีบตัวพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับลูกจ้างโดยทั่วไป
ช่วยซ้�ำเติมปัญหาช่องว่างของคนจนคนรวยให้ทรุดลงไป
ศาสตราจารย์พิเก็ตตีค�ำนวณว่า ภาวะท่ีผลตอบแทนของ “ทุน” สูงกว่าอัตราการ
ขยายตัวของเศรษฐกิจได้เริ่มข้ึนนับแต่ปี พ.ศ. 2513 เป็นต้นมา ในจังหวะเดียวกับที่ระดับ
ความเหล่ือมล�้ำเร่ิมปรับตัวเพ่ิมข้ึนในประเทศต่างๆ และท่ีน่ากังวลใจที่สุด เขาได้คาดการณ์
ต่อไปว่า ภาวะเช่นน้ีจะคงอยู่ต่อไปจนถึงปลายศตวรรษท่ี 21 ซ่ึงหากไม่มีอะไรเปล่ียนแปลง
จะทำ� ให้ปญั หาความเหลือ่ มล�้ำทวีความรุนแรงมากข้นึ ระบบเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศ
อาจตกอยู่ภายใต้อ�ำนาจของครอบครัวคนรวยไม่ก่ีครอบครัว คนไม่กี่คน กลายเป็น
ปัญหาชนชั้น และความแตกแยกทางสังคมต่อไป
10 v CAPITAL IN THE TWENTY-FIRST CENTURY
ด้านที่สาม พิเก็ตตีเสนอนโยบายที่จะช่วยแก้ไขดูแลไม่ให้ปัญหาความเหลื่อมล้�ำ
ทวีความรุนแรงยิ่งไปกว่านี้ โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีผลตอบแทนจากทุน (ท่ีเขาต้องการ
ให้ทุกประเทศประกาศพร้อมๆ กัน) และการจัดเก็บภาษีมรดก โดยนโยบายทั้งสองนี้จะ
ช่วยหยุดวัฏจักรความเหล่ือมล�้ำ และช่วยลดบทบาทของ “ทุน” และ “ความมั่งคั่ง” ใน
การเพิ่มช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนทั่วไป ซ่ึงในประเด็นนี้ ประเทศต่างๆ มี
ทางเลือกเชิงนโยบายไม่มากนัก เพราะหาก “ทุน” มีบทบาทส�ำคัญกับการเพิ่มความ
เหลื่อมล�้ำ มาตรการภาครัฐท่ีจะช่วยแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด เป็นยาที่จะตรงกับโรค จ�ำเป็น
ต้องเร่ิมพิจารณาจากมาตรการท่ีมุ่งจัดการดูแลลดบทบาทของ “ทุน” เป็นส�ำคัญ
มุมมองใหม่ทั้งสามด้านของพิเก็ตตีนี้ นับเป็นการปฏิวัติเปล่ียนกรอบแนวคิดคร้ังใหญ่
ของนักเศรษฐศาสตร์ต่อปัญหาความเหลื่อมล�้ำ ซึ่งท�ำให้ทุกคนเร่ิมเข้าใจถึงข้อจ�ำกัดของ
มาตรการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้�ำแบบเดิมๆ ท่ีมักมุ่งเน้นอยู่ท่ีการช่วยคนจนท่ีฐานของ
พีระมิดรายได้ให้สามารถก้าวออกจากกับดักความยากจนเป็นส�ำคัญ ตลอดจนช้ีถึง
ความจำ� เปน็ ท่รี ฐั บาลจะต้องตระหนัก ให้ความส�ำคญั กบั “ทุน” และพลวัตความเชือ่ มโยง
ระหว่างปัญหาเศรษฐกิจ ชนชั้น และการเมือง ท่ีแยกออกจากกันไม่ได้ ในการน�ำพาสังคม
ไปสู่ความเสมอภาค อยู่ร่วมกันอย่างสันติในระยะยาว
ท้ายที่สุด เม่ือได้อ่านหนังสือเล่มน้ีแล้ว อดย้อนกลับมาดูตัวเราเองไม่ได้ จากการ
ศึกษาท่ีผมเคยได้ท�ำไว้ “ปัญหาการกระจายรายได้ในไทยและทางออก” พบว่า ไทยมี
ปัญหาความเหล่ือมล้�ำในระดับสูง มีการกระจุกตัวของทุนและความมั่งคั่ง ช่องว่างระหว่าง
คนจนกับคนรวยใน 30 ปีที่ผ่านมาเพ่ิมขึ้นต่อเน่ือง คนจนสุด 5% ติดอยู่ในกับดักของ
ความจน เด็กท่ีโชคร้ายเกิดมาในครอบครัวยากจน ยากที่จะได้รับการศึกษาท่ีดี และท่ี
ส�ำคัญที่สุด เช่นเดียวกับท่ีพิเก็ตตีพบในประเทศอ่ืนๆ กลุ่มคนรวยสุด 1% ของไทย ซึ่งเป็น
เจ้าของ “ทุน” มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก้าวขึ้นเป็นเจ้าของที่ดินและทรัพย์สิน
ส่วนใหญ่ของประเทศ ท้ังยังใกล้ชิดกับการเมืองอย่างย่ิง อันเป็นสาเหตุท่ีจะท�ำให้ช่องว่าง
ระหว่างคนรวยกับคนจนเพ่ิมขึ้น ซึ่งประเด็นเรื่อง “ปัญหาของความเหลื่อมล้�ำ” น้ีจะเป็น
หน่ึงในค�ำถามเชิงนโยบายที่ท้าทายท่ีสุดของรัฐบาลในช่วงต่อไป ท่ีเราจะต้องหากรอบ
นโยบายที่เหมาะสมมาดูแล “ทุน” และดูแลไม่ให้ความเหลื่อมล้�ำทวีความรุนแรงขึ้น
ดังเช่นในประเทศอื่นๆ ซ่ึงหากประเทศไทยของเราหาค�ำตอบในเรื่องนี้ได้ ก็จะเป็นกรอบ
ทุนนยิ มในศตวรรษท่ี 21 v 11
คำ� นยิ ม
เศรษฐศาสตรเ์ ปน็ วชิ าวา่ ดว้ ยการใชป้ ระโยชนท์ รพั ยากรทม่ี จี ำ� กดั ซงึ่ ครอบคลมุ สามประเดน็
คือ การผลิต การกระจาย และการใชจ้ ่าย ทผี่ ่านมาการผลติ และการใช้จ่ายมกี ารศึกษาวจิ ัย
และน�ำมาประยุกต์ใช้เชิงนโยบายมากท่ีสุด เช่น ทฤษฎีว่าด้วยการเติบโตของเศรษฐกิจ
(Economic Growth) และการบรหิ ารจดั การการใชจ้ า่ ย (Demand Management) แตก่ ารศกึ ษา
วจิ ยั ด้านการกระจายมีน้อย และไม่ค่อยจะมีการพูดถึงในแง่นโยบายเศรษฐกิจ ส่วนหนึ่ง
เป็นเพราะการกระจายเป็นประเด็นเก่ียวกับแนวคดิ ยงั ไม่มกี รอบทฤษฎีทไ่ี ดร้ ับการยอมรับ
มารองรบั ขอ้ มลู มนี อ้ ย กระจดั กระจาย ทำ� ใหไ้ มค่ อ่ ยมกี ารศกึ ษาวจิ ยั จรงิ จงั ทสี่ ำ� คญั ประเดน็
การกระจายคอ่ นข้างละเอยี ดอ่อน เพราะมักถกู นำ� ไปโยงกบั แนวคดิ ทางการเมือง ท�ำใหก้ าร
กระจายหรือ distribution เป็นประเด็นที่มกี ารศกึ ษาน้อย แมจ้ ะส�ำคญั
ด้วยเหตนุ ี้ หนังสือ Capital in the 21st Century ผลงานศกึ ษาวิจัยของศาสตราจารย์
โทมัส พิเก็ตตี (Thomas Piketty) แหง่ มหาวทิ ยาลยั กรุงปารสี จงึ ไดร้ ับการตอบรับมาก เมื่อ
ตีพิมพ์ครงั้ แรกในปี 2013 เปน็ เอกสารวิจยั ที่นักเศรษฐศาสตร์และผทู้ ่สี นใจตอ้ งอ่าน เพราะ
เป็นงานศึกษาที่ใช้เวลาค้นคว้าวิจัยกว่า 15 ปี โดยทีมงานที่ศึกษาพลวัตเชิงประวัติศาสตร์
ของการเปลย่ี นแปลงดา้ นการกระจายรายไดแ้ ละความมง่ั คงั่ ในหลายประเทศ ศกึ ษาวเิ คราะห์
สถิติที่ย้อนกลับไปในอดีตเป็นร้อยปีท่ีไม่มีใครท�ำมาก่อน และผลการวิเคราะห์ก็สามารถใช้
อธบิ ายปญั หาความเหลอื่ มลำ้� ทมี่ อี ยใู่ นเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันได้ เป็นหนังสือที่ให้ความรู้
ท่ีพยายามอธิบายการเปลี่ยนแปลงด้านความเหลื่อมล�้ำที่เศรษฐกิจโลกมีอยู่ น่ีคือความ
สำ� คัญของหนงั สือเลม่ นี้
บทสรปุ สำ� คญั ของหนังสอื ก็คือ ความเหลื่อมล้ำ� ของทรพั ยห์ รอื ความมัง่ คง่ั (Wealth)
เป็นผลสะสมของการเติบโตของระบบทุนนิยม ท่ีผู้ที่มีทุนหรือทรัพย์สินอยู่ในมือ จะ
สามารถขยายความมง่ั ค่ังใหเ้ ติบโตไปพร้อมกับการเตบิ โตของเศรษฐกจิ และจากข้อเทจ็ จริง
ทอี่ ตั ราการเตบิ โตจากผลตอบแทนของทนุ ( r ) จะสงู กวา่ อตั ราการเตบิ โตของเศรษฐกจิ ( g )
ความแตกต่างนี้ ทำ� ใหค้ วามเหล่ือมล�้ำในระบบเศรษฐกิจโลกเพิ่มมากข้ึนโดยปริยาย ดังนั้น
ต้ังแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมชว่ งศตวรรษที่ 19 แม้การพัฒนาอตุ สาหกรรมและการเตบิ โต
ของเศรษฐกิจที่สูงข้ึนจะท�ำให้สัดส่วนค่าจ้างแรงงานในระบบเศรษฐกิจมีมากข้ึน รวมถึงมี
เหตกุ ารณต์ า่ งๆ ท่ีกระทบเศรษฐกิจโลกและกระทบปรมิ าณทนุ เช่น สงครามและการพฒั นา
ทนุ นยิ มในศตวรรษท่ี 21 v 13
เทคโนโลยี แตส่ ิ่งเหลา่ น้กี ็ไมส่ ามารถทัดทานการเติบโตของทนุ ได้ ท�ำใหค้ วามเหล่ือมลำ�้ ใน
ระบบทุนนิยมโลกมีมากขน้ึ
ในแงน่ โยบายเศรษฐกจิ ขอ้ สรุปดังกลา่ วชีป้ ระเด็นส�ำคัญสามประเด็น
หนึ่ง ระบบทุนนยิ มมแี นวโนม้ ที่จะสร้างความเหลื่อมล้ำ� ให้เกิดข้นึ ดว้ ยตัวเอง และถ้าไม่
แก้ไข ความเหล่ือมลำ้� อาจมมี ากจนท�ำลายระบบทนุ นิยมได้
ประเด็น สอง การศึกษาของ Piketty ท้าทายความเชื่อเดิมว่าความเหลื่อมล้�ำใน
ระบบเศรษฐกิจจะลดลง เมื่อประเทศเข้าสู่การพัฒนาในระดับที่สูงขึ้น ซ่ึงเป็นแนวคิดของ
ศาสตราจารย์ Simon Kuznets ยคุ 1950s และ 1960s ท่ีชว้ี า่ ความเหล่อื มล้�ำจะมีมากขึ้น
ในช่วงแรกที่เศรษฐกิจมีการพัฒนา เพราะแรงงานจะได้ผลตอบแทนต่�ำจากการเติบโตของ
เศรษฐกิจ (และน้อยกว่าเจ้าของทนุ ) แตเ่ มอื่ เศรษฐกิจมีพฒั นาการท่สี งู ขึ้น ค่าจา้ งแรงงาน
กจ็ ะเพม่ิ สงู ขน้ึ พรอ้ มกบั แรงงานจะมรี ะดบั การศกึ ษาสงู ขนึ้ มกี ารพฒั นาดา้ นเทคโนโลยี ทงั้ หมด
จะเพม่ิ ความสามารถในการหารายได้ ท�ำให้ผลตอบแทนจากการเติบโตของเศรษฐกิจท่ีตก
ไปสกู่ ลมุ่ แรงงานจะมมี ากกวา่ เดมิ รวมถงึ ชนชนั้ กลางทเี่ ปน็ ผบู้ รหิ าร ซงึ่ จะลดความเหลอ่ื มลำ�้
ในการกระจายรายได้ลง นี่คือแนวคิดเร่ืองการกระจายผลจากการเติบโตของเศรษฐกิจจาก
บนสู่ล่างหรือ Trickle down effect
แต่การศึกษาของ Piketty ไม่ได้ให้ข้อมูลสรุปท่ีสนับสนุนแนวคิดน้ี เพราะในภาวะท่ี
เศรษฐกจิ เตบิ โตในอตั ราทสี่ งู แมส้ ดั สว่ นของคา่ จา้ งแรงงานในรายไดป้ ระชาชาตจิ ะเพมิ่ สงู ขนึ้
แตค่ วามสามารถของทนุ ทจี่ ะหาผลตอบแทนกจ็ ะมมี ากขน้ึ ตามไปดว้ ย และในภาวะทเี่ ศรษฐกจิ
ขยายตัวต่�ำ อัตราผลตอบแทนของทนุ กจ็ ะสูงกว่าการเพ่มิ ขน้ึ ของคา่ จา้ งแรงงาน เพราะทุนมี
ทม่ี าของรายไดจ้ ากหลายทาง ทำ� ใหร้ ะบบเศรษฐกจิ จะไมม่ กี ลไกภายในทจ่ี ะลดความเหลอ่ื มลำ�้
สาม การลดความเหล่ือมล�้ำถ้าจะให้เกิดขึ้น ต้องมาจากการแทรกแซงจากภายนอก
ซ่ึงก็คือต้องมาจากมาตรการภาครัฐ ผ่านเคร่ืองมือด้านการคลัง เช่น ภาษี เป็นกลไก
ลดความเหล่อื มล�ำ้ ในหนงั สอื Piketty พดู ถึงการใช้ระบบภาษีทเ่ี กบ็ จากฐานความม่งั คงั่ ใน
ระดับสากล (global tax on wealth) เปน็ เครอ่ื งมือพร้อมมาตรการอน่ื ๆ
นอกจากข้อเท็จจริงและความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ท่ีหนังสือเล่มนี้ให้กับผู้อ่านแล้ว
อกี สาเหตหุ นง่ึ ทท่ี ำ� ใหห้ นงั สอื เลม่ นข้ี ายดี กเ็ พราะออกมาตรงเวลากบั ความรสู้ กึ ของคนทว่ั ไปท่ี
อดึ อดั กบั เศรษฐกจิ โลกทม่ี ปี ญั หาและไมข่ ยายตวั ทำ� ใหก้ ารเตบิ โตของรายไดข้ องคนสว่ นใหญ่
มขี อ้ จ�ำกัด ขณะที่กลุ่มคนทร่ี �ำ่ รวยท่ีไดป้ ระโยชน์จากทนุ กย็ งิ่ ร�ำ่ รวยมากขน้ึ คนสว่ นใหญ่จงึ
14 v CAPITAL IN THE TWENTY-FIRST CENTURY
ขออยำงเกขรำู้วอ่ำยปู่ทัญ่ีพหัฒำเนปำ็นกอำยร่ำรงะไยระยแำยว่แขคอ่ไงหรนำคแำลทะี่ดติน้อแงลกะำคร่ำมเีคชว่ำำทมี่ รเชู้ว่ำนจเดะียแกวก้อับย่ำมงำไลรธัสหนรังิคสำือรจ์โดึง
ขเอำงยกด็ไีมม่ ีสถติ ทิ ่ถี ูกต้องมำรบั รองแนวคิดอยำ่ งชดั เจน อย่ำงไรกต็ ำม เขำไดส้ ัมผัสคนุ้ เคยและ
มคี วำมผรมเู้ ดรอ่ืใี จงทนุหี่ นยิงั สมือในเลยม่คุ นสม้ี ยักี ขำรอแงตปนลเปน็ อภยำำ่ษงำดไี ทรยคิ ใหำรผ้ โ์ ้อูดำ่เกนดิ ชใำนวคไทรอยบไดค้เรขวั ำ้ นถกั งึ กเำพรรเงำนิะชปำัญวหยวิำ
กเชำ้ือรสกำรยะโจปำรยตใเุ กนสบ้ำซนึ่งเทรำ� ใกห็ไเ้ มข่แำดตจู กะตม่ำีองคจตำดิกำ้ปนัญกหำรำเใมนือรงะนดอ้ ับยสกำวก่ำมลำลทธ่ีรสั ะบยบังทหุนรนอื ิยสมบิธว(กอกดับม
กสมำรธิ ฉA้อdรaำษmฎSรm์บังitหhล)วเงขหำรไดือร้คบั ออรทิ์รัธปพิชลันจไดำก้สแรน้ำงวควดิ ำขมอเงหมลำ่ือลมธสลั ้�ำแในตไ่รดะข้บยบำเยศกรำษรฐอกภิจปิ ใรหำ้มยีมอำอกกขไป้ึน
แมำตก่กกำวร่ำใหส้ิ่งคทว่ีรำิคมำสร�ำ์โดคใัญหต้คว่อำกมำสรนกใจรเะหจนำือยอใ่ืนนใแดงค่นือตโยรรบกำะยทเี่ยศ้อรนษแฐยก้งิจตท่อ่ีไจปะนแ้ี ก: ้ไเมขื่อหใรดือทล่ีทดั้ง
จค�ำวนำมวเนหปลรื่อะมชลำ้�ำกแรทแบลจะะผไลมผ่มลีใิตคเรรพิ่มูดเพถ่ิมึงขก้ึน็หอวยงั ่วำง่ำตผู้อ่ ำ่เนื่อจงะไดทป้ ี่ดรินะกโย็มชีแนน์จวำโกนห้มนวงั่ำสจอืะเหลำ่มยนำี้ กแขล้ึนะ
ทต้อกุ งทขี อ(โบดคยุณเปรคยี ุณบเนทรยี ินบทกรบั ์ สอินงคอ์้ำินอน่ืทๆรี) ทแี่แลปะลกห็จะนเังปสน็ อื ไเปลตม่ ำนมี้อกยฎำ่ งอตปุ งั้ สใงจค์แเกลบ็ ะรอำปุ ยทลำะนเอกยี ลดำ่ตว่ำคงๆือ
รไดำด้คีำทท่ดี ำ� นิใหยส้อ่ ำมรจะะตพ่ำุง่ ขๆ้ึนออยย่คู ำ่ รงบตอ่ ชเน่วยือ่ ผงอู้ รำ่ วนมใถหึงเ้ คขำ่้ เใชจ่ำปทรี่ดะินเดอ็นนั ตเจ่ำงำ้ ๆขอไงดทง้ ีพ่ำยึงขจ้นึะไดร้ บั ด้วย เพรำะ
ฉะนน้ั เจำ้ ของทด่ี นิ ยอ่ มจะไดส้ ว่ นแบง่ เพมิ่ ขน้ึ ในรำยไดป้ ระชำชำติ ในขณะทปี่ ระชำกรทเี่ หลอื
ได้รับส่วนแบง่ นอ้ ยลง และดงั นจ้ี งึ ไปก่อกวนควำมสมดลุ ในสงั คม สำ� หดรรบั .รบคิบณั ำณั รฑ์โฑดติ ิตทนนำจิงิจอถอากวทร่ี
ยอมรบั ไดใ้ นเชิงตรรกะและปกรำะรเธมาอื นงมูล(นขอิธินงปโยญั บหาำยดสังกาธลา่ำรวณ) ะคเพอื ก่ือำสรงั กบครังมรคมแบั กลเกำะร็บธผภรอู้รำ�ำมษนาีผวภ้ใู ยหิบก้เาชำลรำ่
ที่ดนิ ในอตั รำเพ่ิมข้นึ เรือ่ ยๆ อสดมีตำรคอมงสผงู่้วเ่าสกราิมรสธถนำาบคันากรรแรหมง่กปำรบะรเทิษศทั ไทย
ค�ำท�ำนำยที่มืดมนนี้ปรำกฏแล้วว่ำผิดแลกะลอ่ำดวีตครืองผคู้ว่ำำ่เชกำ่ รทธี่ดนินำยคังำครแงสหูง่ อปยระู่ตเ่อทมศำไทอีกย
ยำวนำนก็จริง แต่ท้ำยท่ีสุดมูลค่ำของท่ีดินกำรเกษตรกลับลดลงอย่ำงไม่หยุดหย่อน เมื่อ
เปรยี บเทยี บกบั สนิ ทรพั ยร์ ปู แบบอนื่ ๆ ทงั้ นเ้ี นอ่ื งจำกสดั สว่ นของภำคเกษตรในรำยไดป้ ระชำชำติ
นน้ั ลดลง ในเมื่อริคำร์โดเขยี นหนังสอื เลม่ นใ้ี นช่วงทศวรรษ 1800 เขำจงึ ไมม่ ีทำงคำดได้ว่ำ
อีกหลำยปีตอ่ มำ ควำมกำ้ วหนำ้ ทำงเทคโนโลยี ตลอดจนกำรขยำยตวั ทำงอตุ สำหกรรมนั้น
จะมีควำมส�ำคญั ขึน้ มำอย่ำงไร เชน่ เดียวกบั มำลธสั และยงั เขำไมอ่ ำจจินตนำกำรได้เลยว่ำ
วนั หน่งึ มนุษยชำติจะสำมำรถเปน็ อิสระโดยส้นิ เชิงจำกควำมจำ� เปน็ ทตี่ ้องผลิตอำหำร
อย่ำงไรกต็ ำม ควำมเขำ้ ใจของเขำเก่ียวกับรำคำทดี่ ินกย็ ังคงนำ่ สนใจไม่น้อย “หลกั
แหง่ ควำมขำดแคลน (scarcity principle)” ทเ่ี ขำยึดถอื นนั้ มีใจควำมวำ่ เมอื่ ผ่ำนไปหลำย
ทศวรรษ สนิ ค้ำบำงอย่ำงกอ็ ำจมีรำคำท่พี ่งุ ขนึ้ ไปจนสูงมำกได้ และเร่อื งน้เี พยี งเร่ืองเดียวก็
อำจมำกพอจะส่ันคลอนสงั คมทงั้ สงั คมไดแ้ ลว้ เพรำะระบบรำคำนัน้ มีบทบำทส�ำคัญในกำร
เชอื่ มโยงกิจกรรมของคนนับล้ำน และทจี่ รงิ ส�ำหรับเศรษฐกจิ โลกยคุ ใหมใ่ นทกุ วันน้ี อำจต้อง
นับถงึ เปน็ พันล้ำน ปัญหำอยทู่ ่วี ำ่ ระบบรำคำยอ่ มไม่รู้จกั ทั้งข้อจำ� กัดและศีลธรรม
ถ้ำอยำกจะเข้ำใจกำรกระจำยควำมมั่งคั่งของยุคศตวรรษท่ี 21 เรำก็ไม่ควรละเลย
ควำมส�ำคัญของหลักแห่งควำมขำดแคลน เรำสำมำรถยืนยันควำมจริงน้ีได้ เพียงด้วยกำร
ทุนนยิ มในศตวรรษท่ี 21 vv 215
คา� น�าผูแ้ ปล
จท�ำุนไนด้ติยอมนในทศ่ีทตรวำรบรวษ่ำทจะ่ี 2ได1้แหปรลอืหนCังaสpือiเtลa่มl นinี้ ผ2ม1รsู้สt ึกCดeีใnจtมuำrกy เฉพบรับำะนผีท้ มอเดอรงเะปย็นะคหน่าทงี่
สจนากใจฉปบรบั ะพเดมิ ็นพเ์คร่ือรงั้ คแวรำกมรเาทว่ำเ5ทียปมี หในาสกังเรคามพมิจำาโดรณยตาลกอนั ดครสา่ มวัยๆเรถีย้านจมะหสำรวปุ ิทกยันำลพัยอเกล็ทาๆ�ำคว่ำ่าย
อชำอ่ สงำวพา่ งัฒทนาำงชเศนรบษทฐอกยจิ หู่ ขลอำงยผคคู้ รน้ัง ในไโดลไ้ กปยสังมคผงัสแคทวำบมจยะำคกงไเรดข้ ิมองหชรำือวอนาำจถแา่ ลงะกคววา้ ำงมขเน้ึ หอลีกอ่ื บมาลง�้ำ
ทระำดงสบั ังคกมไ็ มอย่นำ่ ่างจชะดั หแลจุดง้ จเามก่ือคว3ามปจีกร่อิงนไมผม่ไกเอลงเทกัา่บไภรรนรักยำก็ได้ริเริ่มกลุ่มอ้ำซ่ำ จิตอำสำช่วย
เ พือ่ นมโดนยษุ สย่ว์ น(hตtวัtpผsม:/ย/ังwเชw่ือwแ.บfaบceเดbิมoวoา่ k.บcoางmท/ที AาSงAอ4อPกEขOอPงLเEร/อ่ื ?งfนreี้อf=าจtsไ)มขไ่ ด้นึ ม้ เาพจอ่ืารกวรบะรบวบม
นห้�ำรใอื จกจรำะกบเพวนื่อกนาๆรทหาลงำเกศหรษลำฐยกกจิ ลมุ่มากในเทกา่ำกรจบั ดั รหะำบเบครหอื่ รงอื มกอื รปะรบะวกนอกบาอรำทชาพี งแจกติ ผ่ สยู้ �ำ ำนกกึไรศใ้ นลี ชธมุรรชมน
บแลำ้ นะลจะรมิยำธรหรลมงั เวสดั ียโบมสาถก์กปวทา่ มุ ธำนี รวมทง้ั ไดร้ ะดมทนุ สรำ้ งบำ้ นแบบพอเพยี งแกผ่ หู้ ญงิ คนหนงึ่
ท ่ีปลูกแเพนิงน่ ผอ้ำนใบวอา่ ยใน่ภู ฐำยานในะวสดั ว่ ดน้วหยนึ่งของสงั คม เราทุกคนควรมงุ่ แสวงหาทางออกร่วมกนั
ในทกุ ดๆังทนา้ันงผเพมอ่ืจึกงแระปชลบั หชนอ่ ังงสวือา่ เงลท่มานงเ้ีดศ้วรยษจฐิตกวิจิญอยญา่ ำงณเต็มแทล่ี หะหากัวเจริตาทหักุวใคจนขทอุ่มงเคทนคทวี่เาขม้ำคใดิ จ
ปควระามเดร็นิเรเรมิ่ ื่อสงรค้าวงำสมรไรมค่เ์ทแ่ำรเงทกียามยภแำรยงใจนตโลากมทบุนทนบิยามทขหอนงา้เรทำี่ขแอลงะตไนดเ้แอตง่หอยวัง่าวง่ำดผที ู้อสี่ ่ำุดนจภะาไรมก่ไิจด้
เทพี่หยี นงแักคหข่ นอ้ มาสลู าหควัสำซมึ่งรกเู้ ชดงิ ทวชิับำบก่าำรขออนั งลโละเกอมยี าดเแนลิ่นะลนกึาซนง้ึ หไปลเาทยำ่ ศนตนั้ วแรรตษจ่ ะนเก้ียดิ่อคมวจำะมผต่อระนหคนลกั าถยงึ
ปเบญั าหบำาองนัไดใหบ้ ญา้ งย่ เงิ่ ปน็นขี้ อยงส่างั คนมอ้ โยลกเรำ (รวมถงึ สงั คมบำ้ นเรำ) ซง่ึ อำจนำ� ไปสกู่ ำรขยบั ขบั เคลอ่ื น
ต ำมกล�ำลอังงทจรนิ ัพตยน์ าสกตาิปรัญกันญสำักแนละิดตว้นา่ ทหุนานก�้ำเจราิตทนกุ�้ำใคจนขทอ�ำงสแง่ิตท่ล้งัะหคมนดแนล้นั ะดผว้ ลยสหุดัวทจ้ำติ ยหเรัวำใอจำทจร่ี ไักด้
โเพลกอื่ ทนเ่ีมทนำ่ เษุ ทยียอ์ มยเา่ ปงีย่จมรดงิ จ้วงัยคแวลำะมมเองุ่ ห้ือวองัำทจ่ีรตะ่อเหกน็ ันเอพยอ่ื ำ่ นงทๆท่ี รุกว่ คมนตฝรันอใกนวรันว่ มหชนมุง่ึ ชน รว่ มหมบู่ า้ น
รว่ มเมสอื ุดงทร้ำว่ยมผชมาขตอิฝไำดกร้ บั ทคกวลามอนสขุสอขงนั้ บพทนื้ ทฐีผ่ ามนแทตที่ ง่ กุไวคเ้ มนื่อพนงึ ำมนพี แงึ ลได้วด้ โงั ดนยี้ ไมต่ อ้ งลดคา่ ศกั ดศ์ิ รี
ของตนเองเพอื่ แลกมา และหากใครตอ้ งประสบความยากล�ำ บากบา้ งกเ็ พยี งชวั่ ครง้ั คราว
ตามธรรมดโาลโกลหกาไใมช่ทถงึแี่ กขบัง่ เพอา่ ตยัวพรบั อดบั สญู ราวสิ่งช�ำ รใดุ คขรอสงดุ สยังอคดมรอดไปสบายบร๋ือ
บางทแี สต่ิงสนนีเ้าอมงแอบา่งจปเปนั สน็ ่งิ ใ“นคม�ำ อืต อบ” ทโี่ ลกเฝ้ารไอมมย่ าดึ อยยอื้ ่าถงอืยกาา�วบน�าาเนรอตน
และ
รว่ มแบง่ ปันสดุขแว้ ลยะรทกั ใุกนขเ์ พ่อื นมนุษย์
โลกท้งั ผองพน่ี ้องกนั หรือแบกทกุ ขเ์ พียนงรลิน�าทพรัง์ องค์อนิ ทรี
ใชเ่ กดิ มาเพื่อตุนสุข
Line : tongtisto
[email protected]
ดว้ ยศรทั ธำในเพ่อื นมนุษย์
นรินทร์ องค์อนิ ทรี
16 v CAPITAL IN THE TWENTY-FIRST CENTURY
กติ ตกิ รรมประกาศ
หนังสอื เลม่ นี้เขยี นข้นึ จากงานวจิ ัยซ่งึ ท�ำกันเป็นเวลาสิบห้าปี (1998-2013) โดยอทุ ิศ
เนื้อหาให้กับการท�ำความเข้าใจว่าพลวัตของความม่ังคั่งและรายได้ในประวัติศาสตร์นั้นมี
ความเป็นมาอยา่ งไรบ้างสว่ นใหญ่ของงานวจิ ัยน้ีได้ท�ำร่วมกับนกั วิชาการท่านอน่ื ๆ
นบั เป็นโชคดอี ย่างยิง่ ท่ผี ลงานชน้ิ กอ่ นน้ขี องผม คือ Les hauts revens en France
au 20e siècle (2001) ซ่ึงเป็นเรอื่ งเกยี่ วกบั ผูม้ รี ายไดส้ งู ในฝรั่งเศสนัน้ ไดร้ บั การสนับสนุน
อย่างกระตือรือร้นจากแอนโทนี แอตคินสัน และเอมมานูเอล ซาเอซ แน่นอนว่าหาก
ปราศจากพวกเขาแล้ว โครงการเล็กๆ ซ่ึงเน้นเรื่องฝรั่งเศสของผมคงไม่อาจขยายขึ้นจนถึง
ระดบั สากลไดด้ งั ทเี่ ปน็ อยใู่ นปจั จบุ นั โทนี ซง่ึ นบั เปน็ ตน้ แบบคนหนง่ึ ของผมเมอื่ สมยั ยงั เรยี น
มหาวิทยาลัยนั้น คือผู้อ่านคนแรกที่ได้อ่านผลงานว่าด้วยประวัติศาสตร์ความเหล่ือมล้�ำ
ในฝร่ังเศสของผม และช่วยศึกษากรณีของอังกฤษ ตลอดจนอีกหลายประเทศต่อในทันที
ผมกับเขาได้ร่วมกันตรวจทานและแก้ไขหนังสือเล่มหนาสองเล่มที่ออกมาในปี 2007 และ
2010 ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลมุ ยีส่ บิ ประเทศ และสร้างฐานขอ้ มูลทก่ี ว้างขวางท่ีสุดเท่าที่มีอยู่
ในด้านวิวัฒนาการของความเหล่ือมล�้ำในแง่รายได้ในประวัติศาสตร์ เอมมานูเอลกับผม
รว่ มกนั ศกึ ษากรณขี องอเมรกิ า เราพบวา่ รายไดข้ องผมู้ รี ายไดส้ งู สดุ 1% นนั้ พงุ่ ขน้ึ อยา่ งสงู ลวิ่
มาตั้งแตท่ ศวรรษ 1970-1980 และผลงานของเรากม็ ีอทิ ธิพลต่อการอภปิ รายทางการเมอื ง
ในอเมริกาพอสมควร เรายังได้ร่วมกันศึกษางานวิจัยเชิงทฤษฎีจ�ำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับ
การจัดเก็บภาษีทุนและภาษีเงินได้แบบท่ีจะเอ้ือผลดีสูงสุด หนังสือเล่มนี้เป็นหน้ีอย่างย่ิงต่อ
ความรว่ มมอื เหลา่ นี้
หนังสือเล่มนี้ยังได้รับอิทธิพลอย่างลึกซ้ึงจากผลงานประวัติศาสตร์เรื่องบันทึกมรดก
ของปารีสตั้งแต่ยุคปฏิวัติฝร่ังเศสจนถึงปัจจุบัน ซ่ึงผมท�ำร่วมกับฌิลลฺ ปอสเตล-วิเนย์ และ
ฌอง-โลรองต์ โรซองตาล ผลงานดังกล่าวช่วยให้ผมเข้าใจอย่างชัดเจนและลึกซ้ึงมากข้ึน
ว่าความมั่งค่ังและทุนมีความส�ำคัญอย่างไร ตลอดจนเข้าใจปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ
การวัดค่าสิ่งเหล่าน้ี เหนืออื่นใด ฌิลลฺและฌอง-โลรองต์ได้สอนให้ผมเข้าใจเป็นอย่างดีว่า
สว่ นประกอบของทรพั ยส์ นิ ในชว่ ง 1900-1910 กบั สว่ นประกอบของทรพั ยส์ นิ ในปจั จบุ นั นนั้
มคี วามคลา้ ยคลงึ และความแตกตา่ งกนั อยา่ งไรบ้าง
ผลงานทงั้ หมดนเี้ ปน็ หนอี้ ยา่ งลำ�้ ลกึ ตอ่ นกั ศกึ ษาปรญิ ญาเอกและนกั วชิ าการรนุ่ หนมุ่ สาว
ทนุ นยิ มในศตวรรษท่ี 21 v 17
หลายคนที่ผมได้มีสิทธิพิเศษในการร่วมงานด้วยตลอดช่วงสิบห้าปีที่ผ่านมา นอกเหนือจาก
ผลงานท่พี วกเขาท�ำโดยตรงในการวจิ ยั ซึ่งเป็นฐานของหนังสอื เลม่ นี้แลว้ ความกระตือรือร้น
และพลังของพวกเขายังได้เติมเช้ือไฟแก่บรรยากาศแห่งความต่ืนเต้นทางปัญญาซ่ึงบ่มเพาะ
ใหง้ านพฒั นาขนึ้ ดว้ ย โดยเจาะจงแลว้ ผมกำ� ลงั นกึ ถงึ ฟาคนั โด อลั วาเรโด, โลรองต์ บาค, องั ตวน
โบซโิ อ, เคลมอ็ งต์ การบ์ องนิเย่รฺ, ฟาเบยี ง เดล, กาบริแอล แฟก็ , นิโคลสั เฟรโม, ลูซี กาเดน,
จูเลยี น เกรเนต็ , เอลสิ อุยเลอร,ี คามลี แลนเดส, อวิ านา มารเิ นสค,ู เอโลดี โมริวาล, แนนซี
เฉียน, โดโรเต รเู ซต์, สเตฟานี สแตนเชวา, จเู ลยี นา ลอนโดโน เวเลซ, กโี ยม แซงต-์ ฌากส,์
ครสิ ตอฟ ชงิ ค,์ ออเรลี โซทรู า, มตั ตเิ ยอ วลั เดอแนร์ และกาเบรยี ล ซกั แมน โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่
หากไม่มปี ระสิทธภิ าพ ความเครง่ ครัด และทกั ษะความสามารถของฟาคันโด อลั วาเรโดแล้ว
ย่อมจะไม่มีฐานข้อมูลรายได้สูงระดับโลก ซึ่งผมใช้อ้างอิงอยู่บ่อยครั้งในหนังสือเล่มน้ี หาก
ปราศจากความกระตือรือร้นและความพยายามไม่ลดละของคามีล แลนเดส โครงการเรื่อง
“การปฏวิ ตั ภิ าษ”ี ทเ่ี รารว่ มกนั ทำ� กค็ งจะไมม่ กี ารเขยี นขน้ึ หากไมม่ คี วามใสใ่ จอยา่ งรอบคอบ
ในรายละเอยี ดและสมรรถภาพในการท�ำงานอนั นา่ ทึง่ ของกาเบรยี ล ซักแมนแล้ว ผมก็คงไม่
สามารถท�ำเน้ือหาส่วนวิวัฒนาการของอัตราส่วนทุน/รายได้ดังปรากฏในประวัติศาสตร์
ของประเทศมงั่ คง่ั ซ่ึงมีบทบาทสำ� คัญในหนังสือเลม่ นี้
ผมขอแสดงความขอบคุณเช่นกันต่อสถาบันต่างๆ ที่ท�ำให้โครงการน้ีเกิดขึ้นได้ เช่น
École des Hautes Études en Sciences Sociales ซง่ึ ผมไดท้ �ำงานในคณะมาต้ังแตป่ ี
2000 รวมถงึ École Normale Supérieure และสถาบันอ่ืนๆ ท่ีมสี ่วนทำ� ใหเ้ กิด Paris
School of Ecomics ท่ีผมท�ำงานเป็นอาจารย์มาต้ังแต่ช่วงก่อต้ัง และรับหน้าท่ีเป็น
ผู้อ�ำนวยการผู้ร่วมก่อต้ังระหว่างปี 2005-2007 ด้วยการยินดีที่จะร่วมงานกันและกลาย
เปน็ หนุ้ สว่ นยอ่ ยๆ ในโครงการซง่ึ อยเู่ หนอื ขอบขา่ ยความสนใจของสถาบนั เองสถาบนั เหลา่ นี้
ก็ได้มีส่วนสร้างคุณูปการเล็กๆ ขึ้นแก่สาธารณะ ซ่ึงผมหวังว่าสิ่งนั้นจะยังคงส่งผลดีต่อการ
พัฒนาเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบหลากขัว้ ในศตวรรษที่ 21 ต่อไป
สุดท้าย ขอขอบคุณจูเลียต, เดโบราห์ และเอเลน ลูกสาวสามคนท่ีน่ารักของผม
ส�ำหรับความรักและก�ำลังใจท้ังหลายที่พวกเธอมีให้ และขอขอบคุณจูเลีย ผู้ร่วมชีวิตและ
ผู้อ่านที่ดีที่สุดของผม อิทธิพลและการสนับสนุนของเธอในทุกช่วงตอนการเขียนหนังสือ
เล่มน้ีเป็นส่ิงส�ำคัญมาโดยตลอด หากปราศจากส่ิงเหล่าน้ี ผมก็คงไม่มีพลังพอท่ีจะท�ำ
โครงการให้ลุลว่ งได้เปน็ แน่
18 v CAPITAL IN THE TWENTY-FIRST CENTURY
บทนำ�
“ความเหลื่อมลำ้� ในสังคมจะเปน็ ทยี่ อมรับได้ ก็ตอ่ เมือ่ มันเกิดขึ้น
เพื่อประโยชนข์ องส่วนรวมเทา่ นั้น”
- ประกาศสทิ ธิมนษุ ยชนและพลเมือง มาตรา 1 ปี ค.ศ. 1789
การกระจายความมั่งค่ังเป็นหน่ึงในประเด็นอภิปรายที่มีการถกเถียงกันอย่าง
กว้างขวางที่สุดในปัจจุบัน ทว่าเรารู้เรื่องวิวัฒนาการอันยาวนานของหัวข้อดังกล่าวอย่าง
ถ่องแท้แค่ไหน พลวัตของการสะสมทุนเอกชนจะท�ำให้ความม่ังคั่งกระจุกตัวอยู่ในมือคน
จำ� นวนนอ้ ยลงทกุ ทอี ยา่ งเลย่ี งไมไ่ ด้ ดงั ทคี่ ารล์ มารก์ ซ์ (Karl Marx) เชอ่ื ในศตวรรษท่ี 19 ใชไ่ หม
หรือพลังอันสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การแข่งขัน และความก้าวหน้าทาง
เทคโนโลยีจะช่วยลดความเหล่ือมล้ำ� และน�ำไปสู่ความกลมกลนื ทางชนชน้ั ได้ในช่วงทา้ ยของ
การพัฒนา ดังที่ไซมอน คุซเน็ตส์ (Simon Kuznets) คิดในช่วงศตวรรษที่ 20 เรารู้อะไร
จริงๆ บา้ งเก่ียวกับววิ ฒั นาการของความม่งั ค่ังและรายได้นับตงั้ แตศ่ ตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา
และมีบทเรียนใดบา้ งท่ีเราจะได้จากความรู้นั้น เพอื่ ศตวรรษทีก่ �ำลังด�ำเนินอยนู่ ้ี
เหล่านี้คือค�ำถามท่ีผมพยายามตอบในหนังสือเล่มน้ี ผมขอบอกเสียตอนนี้เลยว่า
ค�ำตอบนั้นคงไม่อาจนับได้ว่าสมบูรณ์และครบถ้วน ทว่ามันก็เขียนขึ้นโดยมีข้อมูลท้ังเชิง
ประวัติศาสตร์และเชิงเปรียบเทียบมากกว่านักวิจัยคนอื่นๆ ท่ีผ่านมา อันหมายถึงข้อมูลที่
ครอบคลุมช่วงเวลาสามศตวรรษและมาจากกว่ายี่สิบประเทศ อีกทั้งยังอิงกรอบคิดเชิง
ทฤษฎีแบบใหม่ ซ่ึงช่วยให้เข้าใจกลไกส�ำคัญทอ่ี ยู่เบ้อื งหลงั ไดล้ ึกซึง้ ขึน้
การเติบโตของเศรษฐกิจยุคใหม่ รวมถึงการกระจายความรู้น้ัน อาจช่วยให้เราเล่ียง
ความหายนะดังท่ีพวกมาร์กซิสม์ท�ำนายไว้ ทว่ามันก็ไม่ได้ช่วยปรับเปล่ียนโครงสร้างลึกๆ
ของทนุ ตลอดจนความเหลอ่ื มลำ้� แตอ่ ยา่ งใด หรอื แมป้ รบั เปลยี่ นได้ อยา่ งไรเสยี กค็ งไมเ่ ทา่ กบั
ที่ผู้คนเคยหวังกันไว้ในช่วงหลายทศวรรษแห่งความหวังหลังสงครามโลกครั้งท่ี 2 เม่ือใด
ก็ตามทอี่ ตั ราผลตอบแทนต่อทุนสงู กวา่ อตั ราการเติบโตของผลผลิตและรายได้ ดังเชน่ ทเี่ กิด
ในช่วงศตวรรษท่ี 19 และมีเคา้ วา่ จะเกดิ ข้นึ อีกในศตวรรษที่ 21 ทุนนิยมกจ็ ะน�ำไปสคู่ วาม
เหล่ือมล้�ำอันไร้กฎเกณฑ์และไม่ย่ังยืนโดยอัตโนมัติ และความเหล่ือมล้�ำในระดับดังกล่าว
ทุนนยิ มในศตวรรษท่ี 21 v 19
ย่อมจะท�ำลายค่านิยมทีเ่ ชอื่ ในคุณคา่ และความสามารถของบุคคล (merit) อันเปน็ รากฐาน
ส�ำคัญของสังคมประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ประชาธิปไตยก็ยังมีวิธีอันหลากหลายที่จะ
ควบคมุ ทนุ นยิ มเอาไว้ โดยทำ� ใหม้ นั่ ใจไดว้ า่ ประโยชนส์ ว่ นรวมจะมากอ่ นประโยชนส์ ว่ นบคุ คล
และขณะเดียวกันก็รักษาสภาพเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ ตลอดจนหลีกเล่ียงปฏิกิริยาตอบโต้
อย่างการกีดกนั ทางการค้า (protectionist reaction) หรอื แบบชาตนิ ิยม
ขอ้ แนะนำ� เชงิ นโยบายทผี่ มเสนอในหนงั สอื เลม่ นกี้ โ็ นม้ ไปทางสนบั สนนุ ประชาธปิ ไตย
เช่นกัน ข้อแนะน�ำเหล่าน้ีตั้งอยู่บนฐานของบทเรียนจากประวัติศาสตร์ ซ่ึงผมจะขอล�ำดับ
ความอธบิ ายไว้ดงั ต่อไปน้ี
การถกอภิปรายโดยไร้ขอ้ มลู ?
ตลอดเวลายาวนานทผ่ี า่ นมา การโตแ้ ยง้ เชงิ วชิ าการและการเมอื งเกย่ี วกบั การกระจาย
ความมง่ั คง่ั นน้ั ล้วนอิงอยบู่ นฐานของอคตอิ ันมหาศาล และข้อเท็จจริงอนั น้อยนดิ
แน่ละ การประเมินสิ่งที่ผู้คนรับรู้ได้เองโดยสัญชาตญาณไว้ต่�ำเกินไปก็ย่อมเป็นเร่ือง
ผิดพลาด เพราะพวกเรามกั บอกไดถ้ ูกว่ายคุ ของตนมีระดบั ชัน้ ความม่ังค่งั ตลอดจนระดบั ชน้ั
รายไดอ้ ยา่ งไรบา้ ง ทง้ั ทไี่ มม่ กี รอบคดิ เชงิ ทฤษฎหี รอื การวเิ คราะหเ์ ชงิ สถติ ใิ ดๆ เลย ภาพยนตร์
และวรรณกรรม โดยเฉพาะวรรณกรรมในช่วงศตวรรษท่ี 19 นั้นก็ล้วนเต็มไปด้วยข้อมูล
รายละเอียดเร่ืองระดับความม่ังค่ังและมาตรฐานการด�ำรงชีวิตอันลดหล่ันกันไปในกลุ่ม
สงั คมตา่ งๆ โดยเฉพาะขอ้ มลู ทเี่ กย่ี วกบั โครงสรา้ งลกึ ๆ ของความเหลอื่ มลำ�้ การใหเ้ หตผุ ลวา่
ท�ำไมความเหลื่อมล�้ำจึงด�ำรงอยู่ได้ ตลอดจนผลกระทบของมันต่อชีวิตของปัจเจก ที่จริง
นวนิยายของเจน ออสเตน (Jean Austen) และออนอเร เดอ บัลซคั (Honoré de Balzac)
ได้วาดภาพการกระจายความม่ังค่ังในอังกฤษและฝร่ังเศสระหว่างปี 1790-1830 ไว้อย่าง
แจม่ แจง้ ทเี ดยี ว นกั ประพนั ธท์ ง้ั สองตา่ งคนุ้ เคยใกลช้ ดิ กบั ระดบั ชนั้ ความมงั่ คง่ั ในสงั คมของตน
เปน็ อยา่ งดี พวกเขา ตลอดจนนกั ประพนั ธค์ นอนื่ ๆ ตา่ งทำ� ใหเ้ ราเหน็ ภาพวา่ ความเหลอื่ มลำ�้ นนั้
ส่งผลอย่างไรบ้าง ด้วยการเขียนถึงเค้าโครงของระดับชั้นความมั่งค่ังซ่ึงแฝงอยู่ในสังคม
ตลอดจนผลของมันที่กระทบต่อชีวิตของตัวละครทั้งชายหญิงอย่างเล่ียงไม่ได้ เช่น เป็นตัว
กำ� หนดกลวธิ ใี นการหาคคู่ รอง ความหวงั และความผดิ หวงั สว่ นตวั ของคนเหลา่ นน้ั การเขยี น
ของพวกเขามีพลังท่ีเช้ือชวนให้เชื่อและคล้อยตาม ชนิดที่ไม่มีสถิติหรือการวิเคราะห์เชิง
20 v CAPITAL IN THE TWENTY-FIRST CENTURY
ทฤษฎใี ดจะเทยี บได้
ทจี่ รงิ แลว้ การกระจายความมงั่ คง่ั กเ็ ปน็ เรอื่ งสำ� คญั เกนิ กวา่ จะโยนใหน้ กั เศรษฐศาสตร์
นกั สงั คมวทิ ยา นักประวตั ศิ าสตร์ ตลอดจนนกั ปรชั ญาพิจารณาเท่านั้น น่คี อื เรือ่ งท่ีทกุ คน
ควรสนใจ...ซง่ึ นน่ั กเ็ ปน็ สงิ่ ทีด่ ี ความจรงิ อนั ปรากฏออกมาเปน็ รปู ธรรมจบั ต้องไดข้ องความ
เหลื่อมล้�ำน้ันเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และย่อมบันดาลให้เกิดการพิพากษาตัดสิน
โดยมีนัยการเมืองแบบต่างๆ ซึ่งล้วนแหลมคมรุนแรงทว่ากลับขัดแย้งกันเองโดยธรรมชาติ
ไพร่กับอ�ำมาตย์ คนงานกับเจ้าของโรงงาน บริกรกับนายธนาคาร แต่ละคนต่างมีมุมมอง
เฉพาะของตัวเอง และมีวิธีจ�ำเพาะในการมองว่าหลักๆ แล้วคนกลุ่มอ่ืนมีวิถีชีวิตอย่างไร
ตลอดจนว่าอ�ำนาจมีความสัมพันธ์อย่างไรกับการท่ีกลุ่มสังคมต่างๆ ครอบง�ำกันและกัน
ข้อสังเกตเหล่าน้ีเองท่ีเป็นตัวปรับแต่งการตัดสินของแต่ละคนว่าอะไรที่เป็นธรรมและไม่เป็น
ธรรม และดว้ ยเหตุนี้ ความเหล่ือมลำ้� จงึ มีมติ ิของความเห็นส่วนตวั และเรอ่ื งจิตวิทยาเป็นพน้ื
อยูเ่ สมอ ซง่ึ ย่อมเลย่ี งไมไ่ ดท้ ่ีจะก่อให้เกิดความขัดแยง้ ทางการเมือง อันไม่มีการวิเคราะหท์ ่ี
อวดอ้างว่าเป็นวิทยาศาสตร์ใดๆ จะสามารถบรรเทาได้ แม้จะมีผู้เช่ียวชาญเต็มประเทศ ก็
ไมไ่ ดแ้ ปลวา่ จะเข้าแทนประชาธิปไตยจริงๆ ได้ และน่ันก็ถอื เป็นเรื่องดมี ากเชน่ กนั
ถงึ กระน้นั ก็ตาม ปัญหาเรือ่ งการกระจาย (ความมั่งคัง่ และรายได)้ ก็ยังควรได้รบั การ
ศึกษาอย่างเป็นระบบและมีแบบแผน เพราะหากปราศจากแหล่งข้อมูล แบบแผน และ
แนวคดิ ทชี่ ดั เจนแล้ว ก็เปน็ ไปได้ว่าเราจะเหน็ ทกุ อยา่ งคลุมเครือไปหมด บางคนเชอื่ วา่ ความ
เหลอื่ มลำ้� จะเพิ่มขน้ึ เสมอ และโลกโดยแท้จรงิ นัน้ ย่อมไรค้ วามยุติธรรมย่งิ ขึ้นไปเร่อื ยๆ ส่วน
บางคนก็เช่ือว่าความเหลื่อมล�้ำก�ำลังลดลงเองตามธรรมชาติ หรือไม่ความกลมกลืน (ทาง
ชนชั้น) ก็จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ จึงไม่ควรเส่ียงไปท�ำอะไรที่อาจก่อกวนดุลยภาพอัน
สงบสขุ น้ี ในสภาวะทตี่ า่ งฝา่ ยตา่ งไมฟ่ งั กนั ประเภททแ่ี ตล่ ะคา่ ยตา่ งกส็ นบั สนนุ ความเกยี จครา้ น
ทางปัญญาของตัวเองด้วยการชี้น้ิวต�ำหนิความเกียจคร้านของอีกฝ่าย การวิจัยจึงเข้ามามี
บทบาทในจุดนี้ได้ แม้จะไม่เป็นไปตามหลักการวิทยาศาสตร์อย่างเต็มที่ อย่างน้อยก็ยังมี
ความเป็นระบบและแบบแผนอยู่บ้าง แน่ละ การวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญจะไม่มีทางยุติ
ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง ซึง่ เป็นผลอนั เล่ียงไม่ไดข้ องความเหล่อื มล้ำ� และงานวจิ ยั
สายสังคมศาสตร์ก็ย่อมมีความไม่สมบูรณ์ไม่แน่นอนอยู่เป็นธรรมดา มันไม่ได้อวดอ้างว่าจะ
เปลี่ยนเศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา และประวัติศาสตร์ให้เป็นวิทยาศาสตร์ไปได้ อย่างไร
ก็ตาม ถ้าเราท�ำวิจัยด้วยการแสวงความจริงและมองหาแบบแผน (ของสิ่งท่ีเกิดข้ึน) อย่าง
ทุนนิยมในศตวรรษท่ี 21 v 21
อดทน ตลอดจนการวิเคราะห์อย่างสุขุมเพื่อให้เข้าใจกลไกเชิงเศรษฐศาสตร์ สังคม และ
การเมืองซ่งึ อาจเป็นค�ำอธบิ ายของส่งิ ที่เกดิ ข้นึ การวจิ ยั ก็ยอ่ มสามารถใหข้ ้อมูลซึ่งจะน�ำไปสู่
การถกกนั อยา่ งเป็นประชาธปิ ไตย พรอ้ มทงั้ ชว่ ยใหผ้ ้คู นพงุ่ ความสนใจไปยังคำ� ถามท่ีถูกตอ้ ง
มันจะช่วยให้นิยามใหม่แก่การอภิปราย ช่วยเปิดเผยว่ามีความเชื่อหรือความคิดใดบ้างท่ี
เคลอื บแฝงอคติหรือทีฉ่ อ้ ฉล พร้อมท้งั คอยพจิ ารณาทกุ ๆ ฝา่ ยในเชิงวพิ ากษอ์ ยา่ งเสมอหน้า
ตามความเหน็ ของผม นค่ี อื บทบาทซง่ึ นกั วชิ าการ รวมทง้ั นกั สงั คมศาสตรค์ วรเขา้ มามสี ว่ นรว่ ม
ในฐานะทเ่ี ป็นพลเมอื งเหมอื นคนอื่นๆ แต่ด้วยขอ้ ไดเ้ ปรียบตรงที่มเี วลามากกว่าในการทมุ่ เท
ศึกษา (รวมถึงอาจจะได้ค่าตอบแทนด้วย อันนบั เปน็ สิทธิพิเศษเอาเรื่อง)
อย่างไรกต็ าม เราไมอ่ าจหลบหนีขอ้ เท็จจรงิ ทว่ี ่า ตลอดมาอยา่ งยาวนานนี้ การวจิ ยั
เชิงสังคมศาสตร์ว่าด้วยการกระจายความม่ังคั่งนั้นล้วนท�ำกันแบบมีข้อเท็จจริงอันพิสูจน์
แลว้ แตน่ อ้ ย ทวา่ กลบั มคี วามเหน็ เชงิ ทฤษฎลี ว้ นๆ ทย่ี งั ไมไ่ ดพ้ สิ จู นอ์ ยมู่ าก อนง่ึ กอ่ นจะลงลกึ
ในเรื่องรายละเอียดของแหล่งข้อมูลที่ผมพยายามรวบรวมมาเพ่ือเขียนหนังสือเล่มน้ี ผม
อยากจะให้ภาพรวมคร่าวๆ ว่าแนวคิดเร่ืองการกระจายความมั่งคั่งน้ันมีพัฒนาการเป็นมา
อยา่ งไรเสยี ก่อน
มาลธสั , ยงั และการปฏิวตั ิฝร่งั เศส
เมื่อเศรษฐศาสตร์การเมืองสายคลาสสิกถือก�ำเนิดขึ้นในอังกฤษและฝร่ังเศสเม่ือช่วง
ปลายศตวรรษท่ี 18 ต่อต้นศตวรรษที่ 19 นั้น ประเด็นเรื่องการกระจายความมั่งค่ังก็
เปน็ หนง่ึ ในคำ� ถามทสี่ ำ� คญั แลว้ ทกุ คนตา่ งรแู้ นช่ ดั วา่ การเปลยี่ นแปลงทร่ี นุ แรงกำ� ลงั จะมาเยอื น
ความเปลยี่ นแปลงนถ้ี กู เรง่ ขน้ึ โดยปรมิ าณประชากรทเี่ พม่ิ อยา่ งตอ่ เนอื่ ง ซงึ่ เปน็ ปรากฏการณ์
ทีไ่ มเ่ คยมใี ครพบเห็นมาก่อน บวกรวมกับการที่คนชนบทต่างอพยพเข้าสู่เมอื งใหญ่กนั เป็น
จ�ำนวนมหาศาล และการปะทขุ ้นึ ของการปฏิวตั อิ ุตสาหกรรม ความโกลาหลเหล่านสี้ ่งผลต่อ
การกระจายความมงั่ คงั่ โครงสรา้ งสงั คม และดลุ ยภาพทางการเมอื งของสงั คมยโุ รปอยา่ งไรบา้ ง
ส�ำหรับโธมัส มาลธัส (Thomas Malthus) ซึ่งตีพิมพ์ บทความว่าด้วยหลักแห่ง
ประชากร (Essay on the Principle of Population) เมื่อปี ค.ศ. 1798 น้ัน ไมต่ อ้ งสงสยั
เลยว่าเรื่องน่าวิตกอันดับหน่ึงคือจ�ำนวนประชากรที่ล้นเกิน1 แม้แหล่งข้อมูลอ้างอิงของเขา
จะเบาบางเต็มที เขาก็พยายามใช้มันมาอธิบายความคิดเห็นของตนอย่างดีท่ีสุด สิ่งที่มี
22 v CAPITAL IN THE TWENTY-FIRST CENTURY
อิทธิพลส�ำคัญเป็นพิเศษต่องานเขียนเล่มน้ีประการหน่ึง คือบันทึกการเดินทางที่เขียนโดย
อารเ์ ธอร์ ยัง (Arthur Young) นกั ปฐพวี ิทยาชาวองั กฤษผู้ทอ่ งเท่ียวไปท่วั ฝรง่ั เศสในระหว่าง
ปี 1787-1788 ไมน่ านกอ่ นจะเกิดการปฏวิ ตั ฝิ รัง่ เศส เขาเดินทางต้ังแต่คาเลสถ์ งึ พเิ รนีส และ
ตัง้ แตเ่ บรอตาญจนถึงฟรองซ์-กงเต คนนีย้ งั ไดเ้ ขียนถงึ ความยากจนในเขตชนบทของฝร่งั เศส
เอาไวใ้ นบนั ทกึ ของเขาดว้ ย
บทความที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาของเขาน้ันก็ใช่จะผิดไปเสียทีเดียว ในเวลาดังกล่าว
ฝรงั่ เศสเปน็ ประเทศทม่ี ปี ระชากรมากทสี่ ดุ ในยโุ รป ดงั นน้ั มนั จงึ เปน็ แหลง่ ทนี่ า่ ศกึ ษาทส่ี ดุ ดว้ ย
ฝรงั่ เศสเมื่อปี 1700 นา่ จะมปี ระชากรมากถงึ 20 ลา้ นคนแล้ว เทยี บกับสหราชอาณาจกั รทีม่ ี
เพียง 8 ลา้ นคน (และ 5 ล้านคนเฉพาะในองั กฤษ) จ�ำนวนประชากรของฝร่งั เศสยังเพ่มิ ข้นึ
อย่างต่อเน่ืองตลอดศตวรรษท่ี 18 ต้ังแต่ปลายรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จนถึงเม่ือ
พระเจา้ หลยุ สท์ ่ี 16 สน้ิ พระชนม์ ครน้ั ถงึ ปี 1780 จำ� นวนประชากรกพ็ งุ่ ขนึ้ ไปถงึ 30 ลา้ นคน
ข้อเท็จจริงทุกอย่างล้วนช้ีว่า การท่ีประชากรเพิ่มพรวดพราดแบบไม่เคยมีมาก่อนนี้เอง คือ
สาเหตทุ ท่ี ำ� ใหอ้ ตั ราคา่ แรงในภาคเกษตรชะงกั งนั และขณะเดยี วกนั กท็ ำ� ใหค้ า่ เชา่ ทด่ี นิ พงุ่ สงู ขน้ึ
ตลอดหลายทศวรรษกอ่ นการปฏวิ ัตใิ หญ่ในปี 1789 ถึงแม้การเปล่ียนแปลงเชงิ ประชากรน้ี
จะไม่ใช่สาเหตุเดียวของการปฏิวัติฝรั่งเศส แต่ก็ชัดเจนว่ามันมีส่วนไปทวีความไม่พอใจต่อ
ชนชั้นนำ� ตลอดจนระบอบการเมอื งที่มอี ยู่ในขณะน้นั
อย่างไรก็ตาม บันทึกของยัง ซ่ึงเผยแพร่ในปี 1792 ก็ปรากฏเค้าของอคติแบบ
ชาตินิยมและมีการเปรียบเทียบที่ชวนให้เข้าใจผิดด้วยเช่นกัน นักปฐพีวิทยาผู้เด่นดังคนนี้
พบว่าโรงแรมท่ีเขาพักนั้นไม่น่าพึงใจเสียเลย ทั้งยังไม่ปลื้มกิริยามารยาทของหญิงท่ีมาคอย
ใหบ้ รกิ ารเขาอีกดว้ ย ถงึ แม้ขอ้ สงั เกตของเขาหลายข้อจะค่อนขา้ งพื้นๆ และเป็นเพียงเกรด็ ที่
ได้ฟังมา เขากลับเชื่อว่าจะสามารถน�ำมันไปสรุปเป็นผลอันสากลได้ โดยหลักๆ แล้ว เขา
กังวลว่าความยากจนของปวงชนมหาศาลที่ได้พบเห็นน้ันจะน�ำไปสู่ความไม่สงบทาง
การเมืองครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันยังท�ำให้เขาเช่ือมั่นว่า มีแต่ระบบการเมืองแบบ
องั กฤษ ซึ่งมสี ภาผู้แทนราษฎรแยกออกมาเป็นสภาสงู (ชนช้นั สงู ) และสภาลา่ ง (สามัญชน)
รวมทง้ั มีการใหอ้ ำ� นาจยับยง้ั แกช่ นช้นั สงู เท่านั้น จงึ จะท�ำให้เกดิ การพัฒนาทีก่ ลมเกลียวและ
สุขสงบโดยการน�ำของประชาชนผู้มีความรับผิดชอบได้ เขาเชื่ออย่างมากว่าฝรั่งเศสก�ำลัง
เดินลงเหว เม่ือได้ตัดสินใจอนุญาตให้ท้ังสมาชิกสภาล่างและสมาชิกสภาสูงนั่งรวมกันใน
รฐั สภาเดยี วในปี 1789-1790 คงไมเ่ กนิ จรงิ ไปถา้ จะบอกวา่ ความคดิ ทง้ั หมดของยงั นน้ั เกดิ ขน้ึ
ทนุ นยิ มในศตวรรษท่ี 21 v 23
จากความกลวั การปฏิวตั ิในฝรัง่ เศสจนขึ้นสมอง เมอื่ ใดก็ตามทมี่ คี นพูดถึงการกระจายความ
มั่งคั่ง การเมืองก็มักจะตามมาติดๆ และเป็นเรื่องยากท่ีผู้คนจะหนีพ้นจากอคติ ตลอดจน
ผลประโยชน์ทางชนชั้นในยุคสมัยของตนได้
เมือ่ สาธุคณุ มาลธสั ตพี มิ พ์บทความอนั โดง่ ดงั ของเขาในปี 1798 นั้น เขาไดใ้ ห้ข้อสรุป
ท่ีสุดขั้วเสียยิ่งกว่ายัง มาลธัสเองก็ไม่ต่างจากยังผู้เป็นเพื่อนร่วมชาติ คือหวาดกลัวแนวคิด
ทางการเมืองแบบใหม่ที่แพร่มาจากฝรั่งเศสเป็นอันมาก และเพ่ือให้ตัวเองรู้สึกม่ันใจว่า
องั กฤษจะไมเ่ กดิ ความไมส่ งบแบบเดยี วกนั เขาจงึ เสนอขอ้ อภปิ รายวา่ สวสั ดกิ ารเพอ่ื ชว่ ยเหลอื
คนยากจนจะตอ้ งถกู ระงบั ทันที และจะต้องมีการพิจารณาอยา่ งจริงจงั เรือ่ ง (ควบคมุ ) การมี
ลกู หลานของคนยากจนดว้ ย ทงั้ นเี้ พราะเขาเกรงวา่ หากโลกตกอยใู่ นสภาพประชากรลน้ เกนิ
เสยี แล้ว กจ็ ะนำ� ไปสู่ความโกลาหลและทุกข์เข็ญ ถา้ เราไมต่ ระหนกั วา่ ชนชัน้ สูงยโุ รปจำ� นวน
มากในยุคทศวรรษ 1790 นั้นหวาดกลวั กนั ขนาดไหน เราจะไมม่ ีทางเขา้ ใจค�ำทำ� นายอนั
หดหเู่ กนิ จรงิ ของมาลธัสไดเ้ ลย
รคิ าร์โด : หลกั แห่งความขาดแคลน
เมื่อนึกย้อนกลับไป ก็เป็นเรื่องง่ายท่ีจะมองค�ำท�ำนายอันหดหู่เหล่านั้นว่าน่าขัน
อยา่ งไรก็ตาม เราจำ� เป็นตอ้ งตระหนักว่าการเปลย่ี นแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมชว่ งปลาย
ศตวรรษที่ 18 ตอ่ ตน้ ศตวรรษที่ 19 นั้น หากมองตามจรงิ แล้วกค็ อ่ นข้างน่าตกใจส�ำหรับผูท้ ี่
ได้พบพาน ท้งั ไม่ต้องพดู ถึงเลยว่าจะชวนอกส่ันขวญั แขวนสกั เพียงใด ทีจ่ ริง ไมใ่ ชแ่ ต่เพียง
มาลธัสและยังเท่านั้น แม้ผู้สังเกตการณ์ร่วมสมัยของเขาส่วนใหญ่ต่างก็มีทัศนะร่วม
อันมืดมนและกระท่ังเป็นเชิงหายนะต่อความเป็นไปในระยะยาวของการกระจายความ
มั่งคั่งและโครงสร้างชนชั้นของสังคม เร่ืองนี้เป็นจริงโดยเฉพาะกับเดวิด ริคาร์โด (David
Ricardo) และคารล์ มารก์ ซ์ ซ่ึงแนน่ อนวา่ ท้ังคู่เปน็ นกั เศรษฐศาสตรผ์ ู้ทรงอทิ ธพิ ลสูงสดุ แหง่
ศตวรรษที่ 19 และต่างเชอื่ ว่ากลมุ่ สังคมขนาดเลก็ เชน่ เจา้ ของท่ีดินส�ำหรับรคิ าร์โด และ
นายทนุ อตุ สาหกรรมสำ� หรับมารก์ ซ์ ยอ่ มจะไดส้ ว่ นแบง่ ผลผลติ และรายได้เพม่ิ ขึ้นไปเรื่อยๆ
อยา่ งตอ่ เนื่องและเลย่ี งไม่ได2้
ส�ำหรับริคาร์โด เจ้าของผลงานหนังสือ หลักแห่งเศรษฐศาสตร์การเมืองและการ
เกบ็ ภาษี (Principles of Political Economy and Taxation) ตพี มิ พเ์ มอ่ื ปี 1817 ขอ้ กงั วลหลกั
24 v CAPITAL IN THE TWENTY-FIRST CENTURY
ของเขาอยู่ท่ีพัฒนาการระยะยาวของราคาท่ีดินและค่าเช่าท่ี เช่นเดียวกับมาลธัส ริคาร์โด
เองก็ไมม่ สี ถิตทิ ี่ถูกต้องมารับรองแนวคดิ อย่างชดั เจน อย่างไรก็ตาม เขาได้สัมผสั คุน้ เคยและ
มคี วามรเู้ รอื่ งทนุ นยิ มในยคุ สมยั ของตนเปน็ อยา่ งดี รคิ ารโ์ ดเกดิ ในครอบครวั นกั การเงนิ ชาวยวิ
เชอ้ื สายโปรตุเกส ซงึ่ ท�ำให้เขาดูจะมีอคติดา้ นการเมืองนอ้ ยกวา่ มาลธสั ยัง หรอื สมธิ (อดัม
สมธิ Adam Smith) เขาไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากแนวคดิ ของมาลธสั แตไ่ ดข้ ยายการอภปิ รายออกไป
มากกว่า สิ่งที่ริคาร์โดให้ความสนใจเหนืออ่ืนใดคือตรรกะที่ย้อนแย้งต่อไปน้ี : เมื่อใดท่ีทั้ง
จ�ำนวนประชากรและผลผลิตเริ่มเพ่ิมขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่ดินก็มีแนวโน้มว่าจะหายากขึ้น
ทุกที (โดยเปรียบเทียบกับสินคา้ อ่นื ๆ) และก็จะเป็นไปตามกฎอปุ สงคแ์ ละอปุ ทาน กลา่ วคอื
ราคาที่ดนิ ยอ่ มจะพุ่งขน้ึ อย่างตอ่ เน่อื ง รวมถงึ ค่าเช่าท่ดี นิ อันเจา้ ของทีพ่ ึงจะไดร้ ับดว้ ย เพราะ
ฉะนน้ั เจา้ ของทด่ี นิ ยอ่ มจะไดส้ ว่ นแบง่ เพมิ่ ขน้ึ ในรายไดป้ ระชาชาติ ในขณะทป่ี ระชากรทเี่ หลอื
ไดร้ ับส่วนแบง่ น้อยลง และดงั นจี้ ึงไปก่อกวนความสมดลุ ในสังคม ส�ำหรับริคาร์โด ทางออกท่ี
ยอมรบั ได้ในเชิงตรรกะและการเมือง (ของปญั หาดงั กลา่ ว) คือการบงั คบั เกบ็ ภาษีผู้ให้เช่า
ท่ีดนิ ในอตั ราเพิม่ ข้นึ เรอื่ ยๆ
ค�ำท�ำนายที่มืดมนน้ีปรากฏแล้วว่าผิด กล่าวคือ ค่าเช่าท่ีดินยังคงสูงอยู่ต่อมาอีก
ยาวนานก็จริง แต่ท้ายท่ีสุดมูลค่าของท่ีดินการเกษตรกลับลดลงอย่างไม่หยุดหย่อน เม่ือ
เปรยี บเทยี บกบั สนิ ทรพั ยร์ ปู แบบอน่ื ๆ ทง้ั นเี้ นอื่ งจากสดั สว่ นของภาคเกษตรในรายไดป้ ระชาชาติ
นน้ั ลดลง ในเมื่อริคารโ์ ดเขียนหนังสือเล่มน้ใี นช่วงทศวรรษ 1800 เขาจงึ ไมม่ ที างคาดไดว้ า่
อีกหลายปีตอ่ มา ความก้าวหนา้ ทางเทคโนโลยี ตลอดจนการขยายตัวทางอตุ สาหกรรมนัน้
จะมคี วามสำ� คญั ขน้ึ มาอยา่ งไร เช่นเดยี วกบั มาลธสั และยัง เขาไมอ่ าจจินตนาการไดเ้ ลยวา่
วันหนึง่ มนษุ ยชาตจิ ะสามารถเปน็ อสิ ระโดยสน้ิ เชิงจากความจำ� เป็นท่ีต้องผลติ อาหาร
อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจของเขาเก่ยี วกบั ราคาท่ดี ินกย็ งั คงนา่ สนใจไม่นอ้ ย “หลัก
แห่งความขาดแคลน (scarcity principle)” ทเี่ ขายดึ ถือนั้นมใี จความว่า เม่ือผา่ นไปหลาย
ทศวรรษ สนิ ค้าบางอย่างกอ็ าจมรี าคาทพี่ ุ่งขึน้ ไปจนสงู มากได้ และเรื่องน้ีเพยี งเรอื่ งเดียวก็
อาจมากพอจะสน่ั คลอนสังคมทั้งสังคมไดแ้ ล้ว เพราะระบบราคาน้นั มบี ทบาทส�ำคัญในการ
เชอ่ื มโยงกิจกรรมของคนนบั ลา้ น และที่จริงส�ำหรับเศรษฐกิจโลกยคุ ใหม่ในทกุ วันนี้ อาจตอ้ ง
นับถึงเปน็ พันลา้ น ปญั หาอย่ทู ีว่ า่ ระบบราคาย่อมไม่รู้จักทัง้ ขอ้ จำ� กัดและศลี ธรรม
ถ้าอยากจะเข้าใจการกระจายความมั่งคั่งของยุคศตวรรษท่ี 21 เราก็ไม่ควรละเลย
ความส�ำคัญของหลักแห่งความขาดแคลน เราสามารถยืนยันความจริงน้ีได้ เพียงด้วยการ
ทนุ นยิ มในศตวรรษท่ี 21 v 25
เอาราคาอสังหาริมทรัพย์ย่านกลางกรุงในเมืองหลวงหลักๆ ของโลก มาใส่แทนราคาท่ีดิน
การเกษตรในแนวคดิ ของรคิ าร์โด หรือไมอ่ าจจะแทนดว้ ยราคาน้�ำมนั กไ็ ด้ ในทง้ั สองกรณี ถา้
อสังหาริมทรพั ย์กลางกรงุ หรอื น้�ำมันยงั คงมแี นวโน้มอัตราราคาเหมอื นๆ ในช่วงปี 1970-
2010 ตอ่ ไปจนถงึ ปี 2010-2050 หรือปี 2010-2100 แลว้ ละก็ ผลลัพธย์ ่อมหนไี ม่พน้ การ
เสยี สมดุลทางเศรษฐกจิ สังคม และการเมืองระดับมโหฬาร ไม่เพยี งเฉพาะระหวา่ งประเทศ
เท่านนั้ หากแต่ยงั ภายในแตล่ ะประเทศอีกด้วย ซึ่งนั่นจะเปน็ การเสยี สมดลุ ระดบั ที่ชวนให้
นกึ ถงึ คำ� พยากรณอ์ ันนา่ สะพรงึ ของริคารโ์ ดทีเดียว
แนล่ ะ โดยหลักการแลว้ กย็ ังมีกลไกทางเศรษฐกจิ ง่ายๆ อยา่ งหนึ่งซงึ่ นา่ จะชว่ ยฟนื้ ฟู
ดุลยภาพให้กลับคืนสู่กระบวนการได้ นั่นคือกลไกของอุปสงค์และอุปทาน ถ้าสินค้าใดมี
อปุ ทานไม่เพียงพอ และมรี าคาสูงเกนิ ไป อปุ สงค์ของสินค้าน้ันยอ่ มลดลง ซึ่งน่าจะไปท�ำให้
ราคาของสินค้านนั้ ลดลงด้วย อีกนัยหนึง่ หากราคาอสังหาริมทรัพยแ์ ละน�ำ้ มนั พ่งุ ขนึ้ ผคู้ นก็
นา่ จะย้ายไปอยใู่ นชนบท หรอื เดนิ ทางดว้ ยรถจกั รยาน (หรอื ทง้ั สองอยา่ ง) ปญั หาคอื อยา่ ว่า
แต่การปรับตัวเหล่าน้อี าจไม่น่ารน่ื รมย์หรอื ยงุ่ ยากซบั ซอ้ นเลย มนั ยังอาจกนิ เวลาหลายสบิ ปี
อีกด้วย โดยท่ีระหว่างน้ันเหล่าเจ้าของท่ีดินและเจ้าของบ่อน�้ำมันก็อาจพากันสะสมความ
ม่ังคั่งและรายได้จนมีสัดส่วนเหนือประชากรที่เหลือไปมาก...มากเสียจนพวกเขายึดครอง
ทุกอย่างที่เปิดให้อ้างกรรมสิทธ์ิได้ไปแล้วอย่างง่ายดายและเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซ่ึงก็รวมถึง
อสงั หารมิ ทรพั ยใ์ นชนบทและจกั รยานดว้ ย3 อยา่ งไรกต็ าม เรอื่ งกอ็ าจเปน็ ดงั ทมี่ นั เปน็ มาตลอด
คือเรื่องเลวร้ายที่สุดน้ันมักไม่แน่ว่าจะเกิดข้ึนจริงๆ จึงยังเร็วเกินไปที่ผมจะเตือนผู้อ่านว่า
ในปี 2050 ทุกคนอาจตอ้ งจ่ายเงินคา่ เช่าใหเ้ จ้าผคู้ รองรฐั กาตาร์ (ซึง่ มีน้�ำมนั ) ผมจะพูดถงึ
เรื่องนี้ในเวลาท่ีเหมาะสมอีกคร้ัง และค�ำตอบของผมจะต่างจากนั้นบ้าง แม้มันจะช่วยให้
ผ้อู า่ นใจช้นื ขน้ึ ได้เพียงเล็กน้อยกต็ าม แต่สำ� หรบั ตอนนี้ เราจ�ำเป็นตอ้ งเขา้ ใจว่าปฏิสัมพนั ธ์
ระหว่างอปุ สงค์กบั อปุ ทานนัน้ ไมอ่ าจลบลา้ งความนา่ จะเป็นดงั กลา่ วน้ี กลา่ วคือ เม่อื ราคา
สินคา้ บางชนิดเปลี่ยนไปอย่างรนุ แรง ช่องว่างของการกระจายความม่ังคัง่ ก็อาจถ่างออกได้
กว้างมาก และสภาพดังกล่าวก็อาจคงอยู่อย่างถาวร น่ีคือนัยส�ำคัญของหลักแห่งความ
ขาดแคลนของริคารโ์ ด แตก่ ไ็ ม่มอี ะไรทท่ี ำ� ให้เราตอ้ งเส่ยี งเช่อื ไปตามน้นั เตม็ ตวั จรงิ ๆ
26 v CAPITAL IN THE TWENTY-FIRST CENTURY
มารก์ ซ์ : หลักแหง่ การสะสมไม่สิ้นสุด
ตอนทมี่ ารก์ ซต์ พี มิ พห์ นงั สอื ชอื่ ทนุ (Capital) เลม่ แรกเมอื่ ปี 1867 ซงึ่ เปน็ เวลา 150 ปี
พอดีหลังการตีพิมพ์หนังสือว่าด้วยหลักแห่งความขาดแคลนของริคาร์โดนั้น ความจริงทาง
เศรษฐกิจและสังคมได้เปล่ียนแปลงไปอย่างถึงรากถึงโคนแล้ว กล่าวคือ ปัญหาไม่ใช่ว่า
เกษตรกรจะเลีย้ งดปู ระชากรซ่งึ เพิ่มขึน้ ไดห้ รือไม่ หรอื ราคาท่ดี นิ จะพุ่งกระฉดู ไหมอกี ต่อไป
แตเ่ ปน็ เรอ่ื งทว่ี า่ เราจะเขา้ ใจพลวตั ของทนุ นยิ มอตุ สาหกรรมทก่ี ำ� ลงั เบง่ บานเตม็ ทกี่ นั อยา่ งไร
ขอ้ เทจ็ จรงิ ทชี่ วนตนื่ ตะลงึ ทส่ี ดุ ในยคุ นน้ั คอื สภาพความทกุ ขเ์ ขญ็ ของชนชน้ั กรรมาชพี
ในระบบอุตสาหกรรม ทั้งๆ ทเี่ ศรษฐกจิ ขยายตัว เหลา่ คนงานกลับตอ้ งพากันมาแออดั อย่ใู น
สลัมเมือง ตอ้ งพบกับช่ัวโมงท�ำงานอันแสนยาวนาน ทวา่ ค่าแรงต�ำ่ เหลือทน หรอื ไมบ่ างทคี ง
เพราะเศรษฐกิจขยายตัวนน่ั เอง ผสานกับจ�ำนวนประชากรทเี่ พม่ิ ข้นึ และความสามารถท่จี ะ
เพ่ิมผลผลิตทางเกษตรให้มากขึ้น จึงส่งผลให้คนชนบทต้องแห่กันอพยพเข้าเมืองจนเกิด
สถานการณ์เช่นนั้น และด้วยประการฉะน้ี ความทุกข์ยากแบบใหม่ของชุมชนเมืองก็ได้ถือ
ก�ำเนิดขนึ้ เหน็ ได้ชัดขนึ้ นา่ ตกตะลึงยิ่งขึน้ อกี ท้ังในบางแง่มมุ ก็สดุ โต่งเสยี ยิ่งกวา่ ทกุ ข์เขญ็
ของคนชนบทในวรรณกรรมยคุ ระบอบเก่าเสยี อกี * นวนยิ ายอย่างเร่ือง Germinal, Oliver
Twist และ Les Misérable ไม่ได้ผดุ ข้ึนจากจินตนาการของผ้ปู ระพันธแ์ ต่เพยี งล�ำพัง หาก
แตม่ ีเคา้ ความจริงมากพอๆ กับกฎหมายแรงงานที่วา่ ด้วยการห้ามใช้แรงงานเดก็ อายุตำ่� กวา่
8 ปีในโรงงาน (ในฝร่ังเศส เมื่อปี 1841) หรือต่�ำกว่า 10 ขวบในเหมืองแร่ (ในสหราช
อาณาจกั ร เมอื่ ปี 1842) หนงั สอื ชอ่ื Tableau de l’état physique et moral des ouvriers
employés dans les manufactures ของ ดร.วิลเลรเฺ ม่ (Dr. Villermé) ซงึ่ ตีพิมพ์ใน
ฝร่ังเศสเมอื่ ปี 1840 (และน�ำไปสกู่ ารผา่ นกฎหมายแรงงานเด็กฉบบั ใหม่ ปี 1841 ซงึ่ บัญญตั ิ
ออกมาแบบกล้าๆ กลัวๆ) บรรยายความจริงอันเลวรา้ ยอย่างเดียวกนั กบั ท่ีปรากฏในหนังสอื
ชื่อ สภาพของชนช้ันกรรมกรในอังกฤษ (The Condition of the Working Class in
England) ทฟ่ี รีดิช เองเกลส์ (Friedrich Engels) ตีพมิ พ์ในปี 18454
ทจ่ี รงิ ขอ้ มลู ทางประวตั ศิ าสตรท์ งั้ หมดทเี่ รามใี นทกุ วนั นลี้ ว้ นชวี้ า่ จวบจนกระทงั่ ครง่ึ หลงั
หรอื ไมก่ ส็ ามสบิ กวา่ ปหี ลงั ของศตวรรษที่ 19 นนั่ เอง ทชี่ นชนั้ แรงงานคอ่ ยมอี ำ� นาจซอื้ เพม่ิ ขนึ้
* Old Regime หรือ Ancient Régime คอื ยุคราชาธิปไตยหรอื อภชิ นาธิปไตยในฝรง่ั เศส
ระหวา่ งครสิ ต์ศตวรรษที่ 15-18 – ผ้แู ปล
ทุนนยิ มในศตวรรษท่ี 21 v 27
บา้ งอยา่ งมนี ัยสำ� คญั ส่วนในระหวา่ งทศวรรษแรกจนถึงทศวรรษที่หกของศตวรรษท่ี 19 น้ัน
ค่าแรงของคนงานชะงกั อยู่ในอัตราตำ�่ มาก ซึง่ ใกลเ้ คยี งหรืออาจจะนอ้ ยเสียย่งิ กว่าคา่ แรงใน
ชว่ งศตวรรษท่ี 18 และศตวรรษก่อนหนา้ นน้ั เสียอีก ระยะเวลาอันยาวนานทีอ่ ตั ราค่าแรง
ชะงกั อยู่กับที่ ซ่ึงเราพบในสหราชอาณาจกั รและฝร่งั เศสน้ยี ่งิ เห็นได้เดน่ ชัดข้ึนจากความจรงิ
ที่ว่า เศรษฐกิจในช่วงน้ันก�ำลังขยายตัวอย่างพุ่งพรวด โดยเท่าท่ีพอประเมินได้จากแหล่ง
ขอ้ มลู ท่ีเรามี ซงึ่ ยังไม่สมบรู ณน์ ัก จะเหน็ ไดว้ า่ ในรายได้ประชาชาติท้ังหมดนน้ั สดั ส่วนทเ่ี ปน็
รายไดจ้ ากทนุ เชน่ ผลกำ� ไรในอตุ สาหกรรม คา่ เชา่ ทด่ี นิ และคา่ เชา่ อาคาร เปน็ ตน้ ไดเ้ พมิ่ ขนึ้
อย่างมากในท้ังสองประเทศในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 195 และค่อยๆ ลดลงในช่วง
ทศวรรษท้ายๆ ของศตวรรษ เมื่ออัตราค่าแรงบางส่วนค่อยขยับขึ้นตามการขยายตัว แต่
ถึงกระน้ัน ข้อมลู ทเ่ี รารวบรวมมากไ็ ม่ได้แสดงใหเ้ หน็ เลยว่า ความเหลื่อมล้�ำเชิงโครงสร้างจะ
ลดลงแตป่ ระการใดในช่วงก่อนเริม่ สงครามโลกคร้ังที่ 1 เทา่ ท่เี ราเหน็ ในชว่ งปี 1870-1914
นน้ั อย่างดีสภาพความเหลอื่ มล้�ำอันรนุ แรงกเ็ พียงคงตัวอยู่ในระดบั เดมิ ๆ ซง่ึ สงู มาก และใน
บางแงก่ จ็ ะเป็นวงจรท่ีเพ่มิ ขึ้นอยา่ งไมส่ น้ิ สุดของความเหล่ือมล้ำ� ซง่ึ เห็นได้ชัดเจนเปน็ พิเศษ
จากการทค่ี วามมง่ั คง่ั กระจกุ ตวั แนน่ ขน้ึ เรอื่ ยๆ ถา้ ไมม่ แี รงสะเทอื นทางเศรษฐกจิ และการเมอื ง
จากสงครามโลกแลว้ ละก็ เราคงบอกไมถ่ กู เลยวา่ ความเหลอื่ มลำ�้ ดงั กลา่ วจะนำ� ไปสอู่ ะไรบา้ ง
ปัจจุบันนี้ การวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์และการเห็นภาพรวมเพ่ิมข้ึนเล็กน้อยช่วยให้เรา
เห็นแล้ววา่ แรงสะเทือนจากสงครามนนั้ คือพลงั หนง่ึ เดยี ว (นบั ตงั้ แตก่ ารปฏิวัตอิ ตุ สาหกรรม)
ทีท่ รงอ�ำนาจมากพอจะลดความเหลื่อมล�้ำลงได้
ไมว่ ่าอยา่ งไร ทุนกร็ ุง่ เรืองขน้ึ ในช่วงทศวรรษ 1840 และผลกำ� ไรด้านอุตสาหกรรม
กง็ อกงาม ในขณะทอ่ี ตั รารายไดข้ องกรรมกรกลบั หยดุ นงิ่ ทกุ คนลว้ นเหน็ เรอื่ งนก้ี นั ไดอ้ ยา่ งชดั เจน
แม้ว่าตอนนั้นจะยังไม่มีการรวบรวมข้อมูลสถิติในระดับชาติก็ตาม ขบวนการคอมมิวนิสต์
และสังคมนิยมรุ่นแรกๆ ก็พัฒนาข้ึนในบริบทเช่นน้ีเอง ข้ออภิปรายหลักของพวกเขาน้ัน
เรียบง่าย กล่าวคือ การพัฒนาอุตสาหกรรมจะดีได้อย่างไร นวัตกรรมด้านเทคโนโลยี
การทุ่มเทแรงงาน ตลอดจนการเคล่ือนย้ายประชากรจะดีได้อย่างไร ในเมื่อหลังจาก
อุตสาหกรรมขยายตวั ได้ครง่ึ ศตวรรษแลว้ มวลชนกลบั ยงั ทุกขย์ ากเหมือนเดมิ และท้งั หมดท่ี
ผอู้ อกกฎหมายทำ� ได้กเ็ พยี งแคห่ ้ามโรงงานใช้แรงงานเด็กอายตุ ่ำ� กวา่ 8 ปเี ทา่ นน้ั มีเค้าลาง
อยา่ งชดั เจนว่าระบบเศรษฐกจิ และการเมืองดังทเ่ี ป็นอยู่น้นั ก�ำลงั ใกล้จะลม่ สลาย ด้วยเหตุนี้
ผู้คนจึงพากันสงสัยว่าในระยะยาวมันจะวิวัฒน์ไปสู่อะไร แล้วใครล่ะจะเป็นคนบอกได้
28 v CAPITAL IN THE TWENTY-FIRST CENTURY
นี่คือภารกิจท่ีมาร์กซ์ก�ำหนดให้กับตัวเอง ในปี 1848 ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ “ฤดู
ใบไม้ผลขิ องประชาชาต”ิ (Spring of Nations – การปฏิวัติท่ีเกดิ ขึน้ ทว่ั ยุโรปในฤดูใบไม้ผลิ
ปนี นั้ ) เขาไดต้ พี มิ พห์ นงั สอื ชอื่ คำ� ประกาศเจตนาคอมมวิ นสิ ต์ (The Communist Manifesto)
ซึ่งเป็นต�ำราสั้นๆ ท่ีมีเนื้อหาแรงเต็มที โดยมีบทแรกเริ่มต้นด้วยค�ำกล่าวอันเล่ืองช่ือ
“วญิ ญาณตนหนง่ึ ก�ำลงั หลอกหลอนยุโรป (มนั คอื ) วญิ ญาณแห่งคอมมิวนิสต์”6 และหนังสือ
ก็ปิดท้ายลงด้วยค�ำท�ำนายอันเลื่องช่ือพอๆ กันซ่ึงว่าด้วยการปฏิวัติ “ดังน้ีเอง การพัฒนา
ของอุตสาหกรรมสมัยใหม่จึงได้ท�ำลายรากฐานไปเสียจากใต้เท้าของมันเอง น่ันคือรากฐาน
ที่ชนชั้นกลางใช้ในการผลิตและจดั สรรผลผลติ และดว้ ยเหตนุ ัน้ สิง่ ทช่ี นช้นั กลางผลติ ข้นึ มา
จริงๆ ยงิ่ กวา่ อนื่ ใด จงึ ได้แกห่ ายนะของตัวเอง การลม่ สลายของชนชั้นกลางและชยั ชนะของ
ชนชัน้ กรรมาชีพนัน้ ล้วนคอื สิ่งทห่ี ลกี เล่ียงไม่ไดพ้ อๆ กนั ”
ตลอดสองทศวรรษต่อมา มารก์ ซไ์ ด้ทมุ่ เทเขยี นความเรียงอันยดื ยาวเพ่อื จะมาพสิ จู น์
บทสรุปน้ี ตลอดจนเพื่อน�ำเสนอบทวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์บทแรกท่ีว่าด้วยทุนนิยมและ
การลม่ สลายของมัน งานนี้ยังคงท�ำไม่เสร็จ กล่าวคอื หนงั สอื เร่ือง ทนุ เล่มแรกตพี มิ พ์เมื่อ
ปี 1867 ทว่ามาร์กซ์เสียชีวิตลงในปี 1883 โดยยังเขียนหนังสืออีกสองเล่มในชุดไม่ส�ำเร็จ
เองเกลส์ผู้เป็นเพ่ือนของเขาได้ตีพิมพ์หนังสือสองเล่มนั้นออกมาภายหลังการตายของ
มาร์กซ์ โดยรวบรวมปะตดิ ปะต่อขึน้ จากชน้ิ สว่ นต่างๆ ของร่างต้นฉบับท่มี ารก์ ซเ์ หลือท้ิงไว้
ซึ่งบางชน้ิ ก็มีเนอ้ื หาทไี่ ม่ชัดเจน
เช่นเดียวกับริคาร์โด มาร์กซ์เขียนงานของเขาในรูปบทวิเคราะห์ว่าด้วยความขัดแย้ง
เชงิ ตรรกะซง่ึ ปรากฏอยใู่ นระบบทนุ นยิ ม ดว้ ยเหตนุ ี้ เขาจงึ พยายามหาวธิ แี ยกตวั เองออกจาก
เหล่านักเศรษฐศาสตร์ชนชั้นกลาง (ผมู้ องวา่ ตลาดคอื ระบบทค่ี วบคมุ ตัวเองได้ อนั หมายถงึ
ตลาดมีระบบที่จะท�ำให้ตัวเองบรรลุดุลยภาพได้เสมอ โดยคนนอกไม่ต้องเข้าไปช่วยปรับ
มากนัก แนวคิดน้สี อดคล้องกบั ภาพ “มือท่ีมองไมเ่ ห็น [the invisible hand]” ของอดัม
สมิธ และ “กฎ [law]” ของฌอง-แบพติสต์ เซ [Jean-Baptise Say] ที่กลา่ วว่าการผลิตจะ
สร้างอุปสงค์ของมันขึ้นมาเอง) นอกจากนั้น มาร์กซ์ยังพยายามแยกตัวจากนักสังคมนิยม
แบบอุดมคติ และพวกท่ียดึ แนวคดิ ของปรูดง (Pierre Joseph Proudhon นกั สังคมนิยม
ชาวฝร่งั เศส) ซ่ึงมารก์ ซม์ องวา่ พวกเขาพอใจอยู่แตก่ บั การประณามเร่อื งความทกุ ขย์ ากของ
ชนชั้นกรรมกร โดยไม่เสนอบทวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์แท้ๆ เกี่ยวกับกระบวนการทาง
เศรษฐกิจทีเ่ ปน็ ตน้ ตอของมนั เลย7 โดยสรุปแลว้ มารก์ ซไ์ ดน้ �ำแนวคิดเรื่องราคาของทุนและ
ทนุ นิยมในศตวรรษท่ี 21 v 29
หลักแห่งความขาดแคลนของริคาร์โดมาเป็นฐานเพื่อการวิเคราะห์ที่ละเอียดยิ่งขึ้น ว่าด้วย
เรื่องพลวัตของทุนนิยมในโลกซ่ึงทุนน้ันหลักๆ แล้วหมายถึงทุนอุตสาหกรรม (เครื่องจักร
โรงงาน ฯลฯ) มากกว่าจะหมายถึงทนุ ท่ดี ิน และเม่ือมันเป็นทนุ อตุ สาหกรรม ตามหลักแล้ว
(นายทนุ ) จึงสามารถสะสมมันได้อย่างไมม่ ีทีส่ ิ้นสุด ทจี่ รงิ ข้อสรปุ หลักของมาร์กซ์กค็ อื ส่งิ ท่ี
เราอาจเรียกได้ว่า “หลักแห่งการสะสมไม่ส้ินสุด (principle of infinite accumulation)”
อันหมายถึง ทนุ มีแนวโน้มอันยากหยุดยงั้ ได้ทีจ่ ะถูกสะสมและกระจุกตัวอยูใ่ นมือคนจำ� นวน
น้อยลงเรอ่ื ยๆ อีกทัง้ การสะสมและการกระจกุ ดังกลา่ วกไ็ มม่ ขี ีดจ�ำกดั ตามธรรมชาติอกี ดว้ ย
นี่คือพนื้ ฐานของคำ� ท�ำนายท่มี าร์กซว์ ่าไว้เกย่ี วกบั ฉากการลม่ สลายของทุนนิยม กล่าวคือ ถ้า
ทุนถกู สะสมไปเร่ือยๆ อย่างน้นั กจ็ ะมผี ลสุดท้ายได้สองอยา่ ง คอื ในทีส่ ุดอัตราผลตอบแทน
ต่อทุนก็จะลดลงอย่างต่อเน่ือง (ซ่ึงจะท�ำลายกลไกการสะสม และท�ำให้เหล่านายทุนเกิด
ขัดแย้งกันเองอย่างรุนแรง) หรือไม่สัดส่วนของทุนในรายได้ประชาชาติก็จะพุ่งข้ึนไปเร่ือยๆ
ไร้ท่ีส้ินสุด (ซึ่งไม่ช้าก็เร็วย่อมท�ำให้กรรมกรไม่พอใจจนรวมตัวกันปฏิวัติ) ไม่ว่าจะออกมา
หน้าใด สมดลุ ทางเศรษฐกิจสงั คมหรอื การเมืองกไ็ ม่มีทางจะตงั้ อยอู่ ยา่ งม่นั คงไดเ้ ลย
ค�ำท�ำนายอันมืดมนของมาร์กซ์น้ันไม่ได้เฉียดเข้าใกล้ความจริงพอๆ กับทฤษฎีของ
ริคารโ์ ดนั่นเอง คร้นั ถงึ ชว่ งสามสิบกว่าปสี ดุ ท้ายของศตวรรษที่ 19 อตั ราค่าแรงกเ็ ร่ิมเพิ่มข้นึ
ในท่ีสุด ซ่ึงท�ำให้อ�ำนาจซ้ือของกรรมกรค่อยดีขึ้นในทุกหนแห่ง และนั่นก็เปล่ียนแปลง
สถานการณไ์ ปอยา่ งสดุ ข้วั ทเี ดยี ว แม้จะยังมีความเหลื่อมลำ้� อยู่ และในบางแง่มนั กย็ ังเพ่มิ ข้นึ
อยา่ งตอ่ เนอื่ งไปจนถงึ ชว่ งกอ่ นเรม่ิ สงครามโลกครง้ั ที่ 1 กต็ าม มกี ารปฏวิ ตั คิ อมมวิ นสิ ตเ์ กดิ ขนึ้
จริงๆ ทว่าก็เกิดในประเทศที่ล้าหลังที่สุดในยุโรป คือรัสเซีย อันเป็นท่ีซึ่งการปฏิวัติ
อุตสาหกรรมยังแทบไม่ทันได้เริ่มด้วยซ้�ำ ในขณะที่เหล่าประเทศที่ล้�ำหน้าที่สุดในยุโรปได้
เลอื กจะส�ำรวจหาหนทางแห่งสังคมประชาธปิ ไตยแบบอืน่ ๆ ซึง่ นับเปน็ โชคดีของประชาชน
ในประเทศเหล่านั้น มาร์กซ์ก็เหมือนนักเศรษฐศาสตร์คนก่อนๆ หน้าเขา คือแทบละเลย
ความเปน็ ไปไดท้ ่ีว่า อาจจะเกิดความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยบี างอยา่ ง ซงึ่ ส่งผลในระยะยาว
และทำ� ใหผ้ ลผลติ เพมิ่ ขนึ้ อยา่ งตอ่ เนอื่ ง เมอื่ มคี วามกา้ วหนา้ เชน่ นน้ั เกดิ ขนึ้ มนั กจ็ ะกลายเปน็
พลังที่สามารถถ่วงดุลกระบวนการสะสมและการกระจุกตัวของทุนเอกชนได้ในระดับหนึ่ง
อน่ึง มาร์กซ์ยังน่าจะขาดข้อมูลเชิงสถิติอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะข้อมูลท่ีจ�ำเป็นต่อการ
ขดั เกลาให้คำ� ท�ำนายออกมาแมน่ ย�ำ นอกจากน้นั ยงั เปน็ ไปได้ว่ามาร์กซ์ตอ้ งรบั เคราะห์จาก
การด่วนสรุปเอาไว้เสยี ตั้งแต่ปี 1848 ทงั้ ทยี่ ังไมไ่ ดเ้ ริม่ ทำ� วิจยั มารองรับขอ้ สรปุ ดังกลา่ ว เห็น
30 v CAPITAL IN THE TWENTY-FIRST CENTURY