The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการเลี้ยงชันโรง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by rtana, 2023-07-01 09:37:32

คู่มือการเลี้ยงชันโรง

คู่มือการเลี้ยงชันโรง

คู่มือ คู่มือนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย เรื่อง ต้นแบบนวัตกรรม การจัดการฟาร์มเลี้ยงชันโรง ภายใต้แผนงานวิจัย เรื่อง การพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมการจัดการเกษตรผสมผสาน ตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อรองรับการจัดหลักสูตรการเรียนรู้คู่การทำ งาน ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยและนวัตกรรมจากสำ นักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ THIS PROJECT IS FUNDED BY NATIONAL RESEARCH COUNCIL OF THAILAND (NRCT) โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อิสมะแอ เจ๊ะหลงและคณะ แนวทางการเลี้ยงชันโรงด้วยระบบอัจฉริยะ


ก คู่มือแนวทางการเลี้ยงชันโรงด้วยระบบอัจฉริยะ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อิสมะแอ เจ๊ะหลง และคณะ คู่มือนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่อง ต้นแบบนวัตกรรม การจัดการฟาร์มเลี้ยงปลาและกบพื้นถิ่น ภายใต้แผนงานวิจัยเรื่องการพัฒนาต้นแบบ นวัตกรรมการจัดการเกษตรผสมผสานตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อรองรับการจัดหลักสูตรการเรียนรู้คู่การทำงาน ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยและนวัตกรรมจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ This project is funded by National Research Council of Thailand (NRCT)


ก คำนำ คู่มือนี้จัดทำขึ้นเพื่อประกอบการฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นด้าน นวัตกรรมการเลี้ยงชันโรง ซึ่งได้มาจากการวิจัยต้นแบบการจัดการเกษตร ผสมผสานอัจฉริยะ ฐานการเลี้ยงชันโรงที่ได้ถอดบทเรียนพัฒนามาจาก องค์ความรู้ประสบการณ์ของนักวิจัยและนายมาหามะ นิมะแช ผู้เชี่ยวชาญ และปราชญ์ชาวบ้านที่เป็นผู้ประกอบการเลี้ยงชันโรงจนเป็นผู้ที่ประสบ ความสำเร็จ ในการประกอบการที่มีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน โครงการวิจัยได้พัฒนานวัตกรรมต่อยอดองค์ความรู้และ ประสบการณ์ ดังกล่าว ด้วยการนำเอาระบบ IoT เข้ามาช่วยในระบบการจัดการฟาร์ม และ การเฝ้าระวังดูแลด้วยระบบกล้องวงจรปิดในโรงเรือน การใช้ระบบ IoT มา ใช้บริหารการจัดการฟาร์มจะเป็นการช่วยเกษตรกรลดต้นทุน ลดค่าแรง ลด ค่า การดูแลเลี้ยงดูทำให้มีความแม่นยำ มีคุณภาพมาตรฐาน เพิ่มให้มีทักษะ ขั้นสูงให้เกษตร นอกจากนี้ยังเป็นการ พัฒนากำลังคนทางด้านเกษตรแบบ ดั้งเดิม ก้าวเข้าสู่เกษตรทันสมัยหรือเกษตรอัจฉริยะหรือเป็น smart farmer ท้ายนี้ขอขอบคุณสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ให้การสนับสนุน งบประมาณ การผลักดัน สนับสนุนจากคณะอนุกรรมการบูรณาการวิชาการ อุดมศึกษามาอย่างดีรวมทั้งนักวิจัยที่ทำการพัฒนาโครงการ ฝึกอบบรม หลักสูตรระยะสั้นให้บริการวิชาการแก่เกษตรกรและชุมชน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อิสมะแอ เจ๊ะหลง และคณะ


ข สารบัญ หน้า คำนำ ก สารบัญ ข ทำไมต้องชันโรง 1 รู้จักกับชันโรง 1 ข้อแตกต่างระหว่างชันโรงและผึ้ง 5 รู้จักสายพันธุ์ผึ้งชันโรง 6 อาหารชองชันโรง 13 การสร้างรัง และโครงสร้างของรังชันโรง 16 รังเลี้ยง การวางชันโรงและการดูแลชันโรง 18 การเก็บผลผลิตจากชันโรง 24 ผลิตภัณฑ์จากชันโรง 26 การตลาดของการเลี้ยงชันโรง 28 ระบบอัจฉริยะเพื่อการควบคุมการเลี้ยงชังโรง 30 บรรณานุกรม 34


1 ทำไมต้องชันโรง ชันโรง (Stingless bees) เป็นแมลงขนาดเล็กที่มีพฤติกรรมเก็บ น้ำหวานจากดอกไม้และละอองเกสร (เรณู) มาใช้เป็นอาหารคล้ายผึ้ง ลักษณะที่สำคัญ แตกต่างกันไปจากผึ้งคือชันโรงไม่มีเหล็กใน จึงไม่สามารถต่อยได้ เป็นแมลงที่ไม่มี อันตรายกับมนุษย์ มีบทบาทด้านการผสมเกสรให้พืช ชันโรงมีความสำคัญ ต่อระบบนิเวศและการเกษตรและมีประโยชน์หลายประการ ดังนี้ • ช่วยผสมเกสรแก่พืชทำให้เกิดความหลากหลาย ป้องกัน การสูญพันธุ์ (Extinction) ของพืช • ช่วยเพิ่มปริมาณการติดผลของไม้ผล • ทนทานต่อศัตรูและเชื้อโรคสูง • ไม่ย้ายรังตามปริมาณอาหารจากดอกไม้ • เลี้ยงง่ายและไม่เป็นอันตรายต่อผู้เลี้ยง • เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco Friendly) • น้ำผึ้งชันโรงมีคุณค่าทางอาหารสูงและหลากหลายกว่าผึ้ง • น้ำผึ้งชันโรงมีมูลค่าสูง • เป็น Mother Medicine • ชัน (Propolis) ของชันโรงสามารถต้านแบคทีเรียและต้านเชื้อรา


2 รู้จักกับชันโรง ชันโรงมี 400 ชนิด พบในทวีปอเมริกามากกว่า 300 ชนิด ส่วนใหญ่ พบในทวีปอเมริกาใต้และทวีปเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใน ประเทศไทยพบกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศและพบพันธุ์ชันโรง จำนวน 32 ชนิดและนิยมเลี้ยงคือพันธุ์อิตาม่า (Heterotrigona itama) พันธุ์อิตาม่ามีลักษณะรูปร่างสีดำ มีขนาดเล็ก ปกติพันธุ์อิตาม่าจะอาศัยอยู่ใน ท่อนไม้เก่าและผุ ชันโรงมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละภาคของประเทศไทย ภาคกลางเรียกรวมๆ กันว่า “ชันโรง” ภาคเหนือเรียกชันโรงตัวเล็กว่า “ขี้ตั๋งนี” เรียกชันโรงตัวใหญ่ว่า “ขี้ย้า” ภาคตะวันออกเรียกว่า “อีโลม” ภาคตะวันตกเรียกว่า “ตุ้งติ้ง” ภาคอีสานเรียกว่า “ขี้สูด” สำหรับชันโรงที่ทำ รังใต้ดินและภาคใต้เรียก “แมลงอุง” เป็นต้น


3 ชันโรงเป็นแมลงที่อยู่รวมกันเป็นสังคม มีการสร้างรวงรัง โดย แบ่งเป็นสัดส่วนเป็นเซลล์หรือกระเปาะ ระหว่างกระเปาะเก็บเกสร กระเปาะ เก็บน้ำหวานและกระเปาะสำหรับวางไข่และเลี้ยงดูตัวอ่อน ชันโรงมีการเก็บ รักษาอาหารไว้ใช้ในยามที่ขาดแคลนอาหารตามธรรมชาติ ภายในรังชันโรง จะประกอบไปด้วยชันโรง 3 วรรณะ เช่นเดียวกันกับผึ้งคือวรรณะชันโรง นางพญา วรรณะชันโรงตัวผู้ และวรรณะชันโรงงาน แต่ละวรรณะมีลักษณะ และหน้าที่ต่างๆ กัน ดังนี้ 1. นางพญา ลักษณะทั่วไปมีขนาดใหญ่กว่าวรรณะอื่น ๆ/วางไข่ ควบคุมการปฏิบัติงานของประชากรภายใน รัง 2. ชันโรงงาน เป็นวรรณะที่มี ประชากรมากที่สุดในรัง/ตัวเล็กกว่า นางพญา จะมีหน้าที่ที่แตกต่างกันไป ชันโรงงานที่มีอายุน้อยจะทำงานอยู่ภายใน รัง /ทำความสะอาดรัง สร้างและซ่อมแซมรัง เลี้ยงตัวหนอน ป้อนอาหารแก่ นางพญา ส่วนที่มีอายุมากเก็บน้ำหวาน เกสร และยางไม้และคาบเศษขยะ ออกมาทิ้งนอกรัง 3. ชันโรงเพศผู้บทบาทที่สำคัญ คือ ทำหน้าที่ผสมพันธุ์กับชันโรง วรรณะนางพญา ไม่มีหน้าที่เก็บเกสรและน้ำหวานเข้ามาในรัง มีขนาดเล็ก กว่าชันโรงงาน และมีปริมาณน้อย


4 ชันโรงมีวงจรชีวิตเช่นเดียวกับผึ้ง คือ ไข่ หนอน ดักแด้ และตัวเต็ม วัย มีหน้าที่ในการวางไข่ และควบคุมรังเซลล์ของนางพญาจะมีขนาดใหญ่ กว่าเซลล์ของชันโรงงานจะถูกสร้างขึ้นมาเป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่มี อาหารอุดมสมบูรณ์ เช่น ฤดูดอกไม้บาน ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่วงสำหรับ การขยายพันธุ์ของชันโรง จากการศึกษายังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด นางพญา ของชันโรงผสมพันธุ์กับชันโรงตัวผู้ภายนอกรังหรือผสมพันธุ์กันภายในรัง ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ ……………………………………………………………………………………… ......................................................................................................


5 ข้อแตกต่างระหว่างชันโรงและผึ้ง ชันโรง ผึ้ง ตารางที่ 1 ความแตกต่างระหว่างชันโรงและผึ้ง ชันโรง ผึ้ง ไม่มีเหล็กใน มีเหล็กใน น้ำผึ้งมีสารอาหารที่หลากหลาย และ ราคาสูง 2 - 3 เท่าของน้ำผึ้ง น้ำผึ้งมีสารอาหารที่หลากหลายน้อย เพราะเลือกเยือนดอกบางชนิดเท่านั้น เป็นตัวช่วยผสมเกสรที่ดีและทำให้ติด ผลมากขึ้น 60 - 70% และไม่เลือก ชนิดพืช เป็นตัวช่วยผสมเกสรและทำให้ติดผล มากขึ้น 20 - 40% และเลือกพืชบาง ชนิดเท่านั้น ไม่ย้ายรังหรือที่อยู่อาศัย ย้ายรังหรือที่อยู่อาศัยตามแหล่ง อาหาร ไม่ต่อยและทำร้ายมนุษย์ ต่อยและอันตรายต่อมนุษย์ https://thematter.co/byte/in-the-mood-ofbees/54977 http://www.discoverlife.org/mp/20q?search= Geniotrigona+thoracica


6 รู้จักสายพันธุ์ผึ้งชันโรง สายพันธุ์ผึ้งชันโรงที่ทางศูนย์ได้เพาะเลี้ยงไว้มีทั้งหมด 7 ชนิด ได้แก่ พันธุ์อิตาม่า พันธุ์ขนเงิน พันธุ์ปากแตร พันธุ์ปากแตรขาว พันธุ์ปากหมู พันธุ์ปีกขาว และพันธุ์รุ่งอรุณ รายละเอียดของแต่ละพันธุ์ ดังต่อไปนี้ 1. ชันโรงพันธุ์อิทาม่า ชื่อสายพันธุ์ ชันโรงพันธุ์อิทาม่า ชื่อเรียก ชันโรงอิทาม่า ชื่อวิทยาศาสตร์ Heterotrigona itama การกระจายพันธุ์ Thailand, Malaysia รูปพรรณสัณฐานและลักษณะทั่วไป เป็นชันโรงที่ตัวใหญ่ สีดำ ไม่ดุร้าย หาเกสรและน้ำผึ้งได้ไกล 800 - 1000 เมตร ลำตัวจะมีลักษณะคล้ายตัวการ์ตูน มีความน่ารัก มี ความสามารถในการผสมเกสรได้ดีเยี่ยม สร้างรังเร็ว เก็บน้ำผึ้งแยกเป็น สัดสวนทรงกลมที่หุ้มด้วยชัดเจน จึงทำให้ผู้เลี้ยงเก็บน้ำผึ้งได้บ่อยครั้ง


7 2. ชันโรงพันธุ์ขนเงิน ชื่อสายพันธุ์ ชันโรงพันธุ์ขนเงิน ชื่อเรียก ชันโรงขนเงิน ชื่อวิทยาศาสตร์ Tetragona laeviceps การกระจายพันธุ์ Thailand, Malaysia รูปพรรณสัณฐานและลักษณะทั่วไป เป็นชันโรงที่มีขนาดเล็ก หัวและอกสีดำ ปีกและหนวดมีสีแดง จนถึงเหลืองอ่อน ส่วนปลายของหนวดหรือที่เรียกว่า แฟลกเจลลาและเพ ดีเซล (pedicel) มีสีดำ rahanng และริมฝีปากบน (labrum) มีสีแดง อ่อนหรือเหลืองอ่อน Ternula มีสีดำ บริเวณโคนขา (Coxa) และอก ปล่องแรก (protorax) สีดำอ่อน ต้นขา (Femur) ปล้องขาปล้องที่ 4 (tibia) และฝ่าเท้า (basitarsus) มีสีดำอ่อน ปลายขา (Tarsus) คู่หน้ามีสี น้ำตาลและมีขนาดเล็กว่าปลายขาคู่อื่น ๆ


8 3. ชันโรงพันธุ์ปากแตร ชื่อสายพันธุ์ ชันโรงพันธุ์ปากแตร ชื่อเรียก ชันโรงปากแตร ชื่อวิทยาศาสตร์ Heterotrigona itama การกระจายพันธุ์ Thailand, Malaysia, Indonesia, Singapore รูปพรรณสัณฐานและลักษณะทั่วไป ลักษณะสีของ sepia สีแดง ลำตัวสีดำ มีทั้งที่มีฟันและไม่มีฟัน สีขนมีสีขาวและ vertex สีดำ สเคอเตอลัม (skertelum) ไม่มีขนส่วน ท้อง (abdomen) สีดำแวววาวและปกคลุมด้วยขนส่วนอกปล้องกลาง (mesothorax) และลำตัวตอนท้ายมีลักษณะแวววาว


9 4. ชันโรงพันธุ์ปากแตรขาว ชื่อสายพันธุ์ ชันโรงพันธุ์ปากแตรขาว ชื่อเรียก ชันโรงปากแตรขาว ชื่อวิทยาศาสตร์ Lepidotrigona terminata การกระจายพันธุ์ Thailand, Malaysia รูปพรรณสัณฐานและลักษณะทั่วไป ขนาดหัวและอกใหญ่ แผ่นแข็งด้านสันหลังของอกปล้องที่สอง (Mesonotum) มีขนสีเหลืองปกคลุมสเคอเตอลัม (skertelum) สั้น มีฟันขนาดเล็ก 2 ซี่ มีขนที่ไม่มีแฉกปกคลุมที่บริเวณขาคู่หลัง ขามีสีดำ ต้นขา (Femur) คู่กลางและหลังมีสีดำ หน้าแข้ง (Tibia) คู่หน้าและกลาง และ basitarsi มีสีดำของอกปล้องที่สอง (Mesonotum) สีดำและมีขน หนาสีน้ำตาลปกคลุม


10 5. ชันโรงพันธุ์ปากหมู ชื่อสายพันธุ์ ชันโรงพันธุ์ปากหมู ชื่อเรียก ชันโรงปากหมู ชื่อวิทยาศาสตร์ Geniotrigona thoracica การกระจายพันธุ์ Thailand, Malaysia รูปพรรณสัณฐานและลักษณะทั่วไป ขามีความยาว 2 เท่าเทียบกับหนวด (antenna) สเคอเลลัมสั้น กว่าโปรโทเดียม (protodium) บริเวณลำตัวตอนกลางมีขนปกคลุมหนา กว่าส่วนหัว ส่วนของฐานกะโหลก (occipital) สูงกว่าหัวเล็กน้อย ส่วนปีก บริเวณโคนสีน้ำตาลและสียิ่งเข้มขึ้นบริเวณปลายปีก สคูตุมสีน้ำตาล และ แผ่นแข็งด้านสันหลังของอกปล้องที่สอง (Mesonotum) สีดำ และมีขน หนาสีน้ำตาลปกคลุม


11 6. ชันโรงพันธุ์ปีกขาว ชื่อสายพันธุ์ ชันโรงพันธุ์ปีกขาว ชื่อเรียก ชันโรงปีกขาว ชื่อวิทยาศาสตร์ Tetrigona binghami การกระจายพันธุ์ Thailand, Malaysia รูปพรรณสัณฐานและลักษณะทั่วไป ลำตัวจะค่อนข้างใหญ่ ปลายปีกจะมีสีขาว ตรงหัวจะเป็นสีดำ ซึ่งมี ลักษณะที่สวยงามมาก


12 7. ชันโรงพันธุ์รุ่งอรุณ ชื่อสายพันธุ์ ชันโรงพันธุ์รุ่งอรุณ ชื่อเรียก ชันโรงรุ่งอรุณ ชื่อวิทยาศาสตร์ Trigona laeviceps Smith การกระจายพันธุ์ Thailand, Malaysia, Indonesia, Singapore รูปพรรณสัณฐานและลักษณะทั่วไป มีลำตัวที่เล็กและลำตัวมีลาย เป็นชันโรงในโรงเทียมที่เกิดตาม อาคารบ้านเรือน เครื่องใช้ไม้สอย ในภาชนะเครื่องมือและสิ่งประดิษฐ์ ต่าง ๆ ที่ทิ้งไว้ในร่ม สภาพเป็นโพรง เพราะเป็นที่อยู่อาศัยกันแดดกันฝน ได้


13 อาหารของชันโรง การศึกษาเรณูวิทยากับแมลงในอดีตส่วนใหญ่จะศึกษาในผึ้ง ซึ่งอยู่ ในกลุ่มเช่นเดียวกับชันโรง อย่างไรก็ตาม ปกติผึ้งจะเก็บเรณูและจำเพาะกับ ชนิดของพรรณไม้มากกว่าชันโรง โดยอิสมะแอ เจ๊ะหลง (2558) รายงานว่า เรณูที่พบในน้ำผึ้งที่เก็บจากจังหวัดยะลามี 28 ชนิด นอกจากนี้ อิสมะแอ เจ๊ะ หลง (2548) รายงานการสำรวจพรรณไม้ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่ ออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์- เมษายน พ.ศ. 2547 และเรณูที่เก็บจากรัง ผึ้ง พบว่า พรรณไม้ที่ออกดอกมีจำนวน 32 ชนิด คือ มังตาน จิกเล โคลงเคลง กระดุมทองเลื้อย แซะ รามใหญ่ ไมยราบ ปีป กระถินณรงค์ ทองอุไร สะตอ ศรีตรัง ชมพู่ม่าเหมี่ยว บ้านเช้าสีเหลือง บาหยาเล็ก สาบเสือ ขี้อ้น มะเฟือง กระถินเทพา ก่อเขี้ยวหมู หญ้าคา หญ้าตีนนก หญ้าปากควาย หญ้ามาเลเซีย หญ้ารังนก หญ้าขจรจบดอกเหลือง หญ้าตีนกา หญ้าดอกแดง หญ้าขน หญ้านมหนอน หญ้าสอนกระจับ หญ้าเจ้าชู้ มีเรณูของพรรณไม้ในเรณูที่เก็บ จากบริเวณรังผึ้งที่สามารถตรวจสอบได้จำนวน 13 ชนิด คือ โคลงเคลง มะเฟือง กระดุมทองเลื้อย ไมยราบ กระถินณรงค์ สะตอ ชมพู่ม่าเหมี่ยว บานเช้าสีเหลือง บาหยาเล็ก สาบเสือ กระถินเทพา ขี้อ้น และก่อเขี้ยวหมู ซึ่ง ปริมาณของเรณูที่พบมากที่สุดคือ ก่อเขี้ยวหมู ทั้งนี้พืชอาหารของผึ้งที่พบใน ประเทศไทยที่ทำการสำรวจในสวนลำไย สวนเงาะ ไร่ข้าวโพด ไร่นุ่น หรือ ไร่ทานตะวัน (ลาวัลย์รักสัตย์, 2530)


14 ตารางที่2 รายชื่อพืชที่เป็นอาหารของผึ้งที่เลี้ยงในประเทศไทย ชื่อพืช ผึ้งต้องการ ช่วงออกดอก น้ำหวาน เรณู กาแฟ + + ธันวาคม - มกราคม มะม่วง + + ธันวาคม - เมษายน กล้วยน้ำหว้า + + ทั้งปี ลิ้นจี่ + + ธันวาคม - มกราคม ลำไย - + กุมภาพันธ์- มีนาคม แตงกวา แตงโม ฟักทอง + + ทั้งปี เงาะ + + กุมภาพันธ์- มีนาคม ข้าว - + ทั้งปี ข้าวโพด - + ทั้งปี งา + + มิถุนายน - สิงหาคม นุ่น + + ธันวาคม - กุมภาพันธ์ จาก + + ทั้งปี ชมพู่ต่างๆ + + ทั้งปี ทานตะวัน + + ทั้งปี มะพร้าว + + ทั้งปี มะนาว ส้ม + + ทั้งปี ไมยราบ - + มีนาคม - สิงหาคม


15 ตารางที่2 รายชื่อพืชที่เป็นอาหารของผึ้งที่เลี้ยงในประเทศไทย (ต่อ) ชื่อพืช ผึ้งต้องการ ช่วงออกดอก น้ำหวาน เรณู สาบเสือ + - ธันวาคม-มกราคม กระถิน - + ทั้งปี ดอกรักป่า + + มกราคม-กุมภาพันธ์ จะเห็นว่า การศึกษาด้านเรณูวิทยาในรังและน้ำผึ้งของชันโรงมี ความสัมพันธ์กับพืชที่เจริญในพื้นที่ สามารถระบุชนิดพืชโดยอาศัยลักษณะ ของเรณูได้ เพื่อการสนับสนุนปลูกพืชและอนุรักษ์แหล่งอาหารของชันโรง และผึ้ง การที่มีฐานข้อมูลพืชอาหารของชันโรงในรอบปีจะสามารถนํามา ประยุกต์ใช้ในการเพิ่มจํานวนประชากรของชันโรง เพื่อประโยชน์ทั้ง การอนุรักษ์ และการแยกขยายรังได้


16 การสร้างรัง และโครงสร้างของรังชันโรง ชันโรงอาศัยในโพรงไม้โพรงใต้ดิน และโพรงเทียมตามบ้านเรือน และที่เกิดจากมนุษย์ทำขึ้น หรือเกิดจากวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ ภาชนะใช้สอยแล้วตั้งทิ้งไว้ ที่มีสภาพเป็นโพรงมืด เมื่อเข้าไปอาศัยแล้ว สามารถบินเข้าออกได้ การสร้างรังของชันโรงขึ้นอยู่กับชนิดของชันโรง แต่ละชนิดเลือก สถานที่สร้างรังต่างกันสามารถแยกลักษณะของการสร้างออกได้ 4 กลุ่ม มีดังนี้ 1. กลุ่มที่สร้างอยู่รูอยู่ตามซอกหลืบต้นไม้ที่มีโพรงของต้นไม้ ขนาดใหญ่ ทั้งที่ยืนต้นมีชีวิตที่อยู่และยืนต้นตาย (Trunk nesting) เป็นกลุ่ม ใหญ่ที่สุดที่พบในบ้านเรา เช่น แมลงขี้สูด (Trigona apicalis) ขี้ย้าแดง (T. fimbriata Smith) ฯลฯ 2. กลุ่มที่สร้างรังอยู่ในโพรงใต้ดิน (Ground nesting) โดยรังจะ ถูกสร้างอยู่ใต้ดินบริเวณจอมปลวกชนิดที่พบมากในบ้านเรา คือ อุงดิน (Trigona collina) 3. กลุ่มที่สร้างรังอยู่ในโพรงตามกิ่งไม้(Branch nesting) ของ ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ 4. กลุ่มที่สร้างอยู่ตามสิ่งก่อสร้างในเมือง (Anthropophilous) ที่ปรับตัวในนิเวศเขตเมือง พบว่าอุงแมงโลม (Trigona laeviceps) สามารถ สร้างรังได้ในท่อเหล็กและท่อประปา


17 ภาพที่ 1 โครงสร้างรังของชันโรง สารที่นำมาใช้สร้างรังชันโรง คือ ซีรูเมน (cerumen) ซึ่งเกิดจาก ส่วนผสมของไขผึ้งและยางไม้ ทางเข้ารัง (entrance tube) จะมีลักษณะ เป็นช่องแคบ (Sommeijer, 1999) ซึ่งลักษณะดังกล่าวจะช่วยป้องกันการ เข้ารุกรานของศัตรู


18 รังเลี้ยง การวางชันโรงและการดูแลชันโรง รังเลี้ยงชันโรง บุญชู ดวงเดือน (2557) ทำกล่องเลี้ยงชันโรงจากกล่องไม้ ทำเป็น กล่องสี่เหลี่ยมพื้นผ้าขนาด 25 × 30 นิ้วจนถึง 40 × 60 เซนติเมตร สูง 12 เซนติเมตรเจาะด้านหน้าเท่าหลอดกาแฟ อุดม จิรเศวตกุล (2545) ทำกล่องเลี้ยงชันโรงจากไม้พาเลท ขนาด เท่ากระดาษA4 มีความกว้าง 21 เซนติเมตร ความยาว 30 เซนติเมตรและ ความสูง 10 – 15 เซนติเมตร เจาะด้านหน้ากล่องสวมด้วยปากขวดพลาสติก และทำฝาปิด - เปิด ภาพที่2 ลักษณะของรังเลี้ยงชันโรง


19 ภาพที่2 ลักษณะของรังเลี้ยงชันโรง (ต่อ)


20 กล่องเลี้ยงชันโรงแบบต่างๆ รังแบบกล่องไม้ รังแบบท่อนไม้ ภาพที่ 3 กล่องเลี้ยงชันโรงแบบต่าง ๆ ความกว้าง 17 cm


21 รังกล่องแบบพลาสติก ภาพที่ 3 กล่องเลี้ยงชันโรงแบบต่าง ๆ (ต่อ)


22 การวางรังชันโรง การวางรังชันโรงนั้นนอกจากจะต้องสำรวจดูความเหมาะสมของ สถานที่ตั้งรัง บริเวณรอบ ๆ สถานที่พืชอาหาร ความปลอดภัยจากสารเคมี ศัตรูชันโรง รวมทั้งสภาพลมแล้วการจัดการรังควรดำเนินการ ดังนี้ 1. ควรมีขาตั้งรังป้องกันมดได้โดยทาน้ำมันขี้โล้ที่ขาตั้ง หรือทำที่ แขวน เช่น ใส่ส่าเหรก 2. บริเวณที่ตั้งควรมีพืชอาหารเพียงพอ และสมดุลกันกับปริมาณ ของชันโรง 3. วางรังให้กระจายครอบคลุมพื้นที่เพื่อประสิทธิภาพในการหา อาหารและผสมเกสรในอัตราส่วน 4 รังต่อไร่ โดยรัศมีการบิน 300 เมตร จากรัง 4. ควรตรวจสภาพรังภายในรังอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อดู อัตราการเจริญเติบโต สภาพความสมบูรณ์ของอาหารและศัตรูชันโรง กรณี ถ้าอาหารไม่เพียงพอต้องเคลื่อนย้ายไปในที่ที่เหมาะสม ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ .................................................................................................. ............................................................................................


23 ภาพที่4 การวางรังชันโรง วางในที่ร่มในสวนป่า หรือมีหลังคา ป้องกันความร้อนจากแสงอาทิตย์ มีขาตั้งป้องกันมดหรือศัตรู และทาน้ำมันเครื่อง หรือวางน้ำรองขาตั้ง ปิดทางเข้าออกเมื่อจะ วางเลี้ยงในสวนหรือ เคลื่อนย้ายรัง แหล่งมีพืชอาหาร


24 การเก็บผลผลิตจากชันโรง ชั้นตอนการเก็บน้ำผึ้งชันโรง การเก็บน้ำผึ้งชันโรงจากถ้วยน้ำผึ้งขนาดใหญ่จะใช้วิธีการดูดและ กรองจึงจะได้น้ำผึ้งชันโรง โดยมีขั้นตอนดังนี้ • ใช้เครื่องดูดที่ประกอบการใช้งานกับตัวปั๊ม ดูดน้ำผึ้งจากถ้วย น้ำผึ้งโดยตรง • ดูดรวบรวมลงภาชนะที่สะอาด • นำไปฆ่าเชื้อโดยการบ่มหรืออบที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 ชั่วโมง เพื่อยืดอายุการเก็บน้ำผึ้งชันโรงให้ได้นาน ภาพที่ 3 รังชันโรงที่มีน้ำผึ้งและวิธีการดูดน้ำผึ้งจากรัง


25 ขั้นตอนการเก็บ/บีบ/คั้น/กรอง ชันโรงที่มีถ้วยน้ำผึ้งขนาดเล็กจะใช้วิธีการ บีบ คั้น และกรองจึงจะ ได้น้ำผึ้งชันโรง โดยมีขั้นตอนดังนี้ • ใช้มีดตัดถ้วยน้ำผึ้งของชันโรง แยกเอาถ้วยเกสรออกไว้ไม่ควร นำมารวมกัน • นำถ้วยน้ำผึ้งชันโรงวางบนภาชนะที่มีผ้าขาวบางหรือตะแกรง กรอง • ใช้ช้อนหรือมีดกดที่ถ้วยน้ำหวานของชันโรง • ในขั้นตอนนี้ผ้าขาวบางและตะแกรงกรองจะช่วยแยกสิ่งเจือปน และชันออกจากน้ำผึ้ง • นำไปฆ่าเชื้อโดยการบ่มหรืออบที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 ชั่วโมง เพื่อยืดอายุการเก็บน้ำผึ้งชันโรงให้ได้นาน


26 ผลิตภัณฑ์จากชันโรง ผลิตภัณฑ์จากชันโรง คือ น้ำผึ้ง ซึ่งได้จาก 2 วิธี ได้แก่ การดูด และ การบีบ/ คั้น ดังภาพที่ 5 - 6 ภาพที่ 5 ผลผลิตจากชันโรงที่ได้จากการดูด ภาพที่ 6 ผลผลิตจากชันโรงที่ได้จากการบีบ/ คั้น


27 ภาพที่ 6 ตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากชันโรง


28 การตลาดของการเลี้ยงชันโรง จากการศึกษาสามารถวิเคราะห์รายได้จากการเลี้ยงชันโรงและ เส้นทางการตลาดของชันโรง ดังภาพที่ 7 และ Supply Chain ของการเลี้ยง ชันโรง แสดงดังภาพที่ 8 ภาพที่ 7 รายได้และตลาดของการเลี้ยงชันโรง


29 ภาพที่ 8 Supply Chain ของการเลี้ยงชันโรง ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ ……………………………………………………………………………………… .................................................................................................. .................................................................................................. ......


30 ระบบอัจฉริยะเพื่อควบคุมการเลี้ยงชันโรง ระบบอัจฉริยะสำหรับการเลี้ยงชันโรง ได้ถูกออกแบบเพื่อควบคุม ปัจจัยการเลี้ยง การรับทราบข้อมูลแบบปัจจุบัน (Real time monitoring) การแจ้งเตือน และสั่งการด้วยระบบอินเทอร์เนต (Internet of Things: IoT) โดยองค์ประกอบของระบบหลักแสดงได้ดังภาพที่ 9 ภาพที่ 9 องค์ประกอบหลักของระบบ IoT สำหรับสถานีการเลี้ยงชันโรง สำหรับระบบควบคุมสั่งการด้วยระบบ IoT ที่สามารถควบคุมปัจจัย การเลี้ยงประกอบด้วย เครื่องวัดอุณหภูมิ ความชื้น และระบบสเปรย์น้ำเพื่อ เพิ่มความชื้นเมื่ออุณหภูมิสูง และระบบการเฝ้าระวังด้วยกล้องวงจรปิดแบบ CCTV ที่สามารถมองเห็นผ่าน Smart phone แบบReal time และควบคุม


31 สั่งการลดอุณภูมิเพิ่มความชื้นด้วยระบบสเปรย์น้ำผ่าน Smart phone ผ่าน การแสดงผลในในเว็บไซต์ที่ถูกออกแบบให้เกิดความทันสมัย และสามารถ สื่อสารให้เกษตรกรเข้าถึงได้ง่าย ดังตัวอย่างของสถานีเลี้ยงชันโรงในพื้นที่ โครงการ โดยใช้ชื่อเว็บไซต์คือ www.เกษตรทันสมัยเมืองแพร่.com ดังแสดงภาพของระบบ IoT ในเว็ปไซด์ดังกล่าวในภาพที่ 10 ภาพที่10เว็บไซต์ระบบอัจฉริยะสำหรับการเลี้ยงชันโรงจังหวัดแพร่


32 ภาพที่11 ระบบควบคุมปัจจัยการเลี้ยงชันโรง และควบคุมสั่งการ ด้วยระบบ IoT


33 ภาพที่11 ระบบควบคุมปัจจัยการเลี้ยงชันโรง และควบคุมสั่งการด้วย ระบบ IoT (ต่อ)


34 บรรณานุกรม เต็ม สมิตินันท์. 2544. ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2544). กรุงเทพฯ: ประชาชน. นิวัติ คชานันท์. 2548. ความหลากชนิดของพรรณพืชและการใช้ประโยชน์ ของชุมชนท้องถิ่น: กรณีศึกษาป่าชุมชนเขาสน อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี. วิทยานิพนธ์ วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา. 2559. โครงการจัดตั้งศูนย์การศึกษาวิจัยและ พัฒนาด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรและการอาหารฮา ลาล มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา.สามารถเข้าถึง : http://www.yru.ac.th/web54/news/detail/3931 [23 มิถุนายน 2559] ลาวัลย์ รักสัตย์. 2539. ละอองเรณู. กรุงเทพฯ: โอ. เอส. พริ้นติ้งเฮาส์.วันทา ทวีผล. 2542. การศึกษาละอองเรณูที่เป็นแหล่งอาหารของชันโรง (Trigona melanoleuca) Cockerell. ปัญหาพิเศษปริญญาตรี, มหาวิทยาลัยแม่โจ้. วิภาวี เดชติศักดิ์, วัลลภ อารีรบ, สุมน มาสุธน, ธวัชชัย สันติสุข และสิริวัฒน์ วงษ์สิริ. 2548. พืชอาหารของชันโรง (Trigona collina Smith) บริเวณป่าผลัดใบในเขตพื้นที่องค์การสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่. การประชุมทาง


35 วิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 43 วันที่ 1 - 4 ก.พ. 2548. กรุงเทพฯ. 762 หน้า ส่วนระบบข้อมูลแผนที่ดินและธาตุอาหารพืช พัฒนาพื้นที่พรุแฆแฆ. 2558. โครงการพัฒนาพื้นที่พรุแฆ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ. สามารถ เข้าถึง:http://www.ldd.go.th/web_kingproject/PDF/ prj_030.pdf [29 มิถุนายน 2558] สิริวัฒน์ วงษ์ศิริ .2539. ชีววิทยาของผึ้ง. กรุงเทพฯ : หาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์. อัญชลี นามวงษ์. 2542. การศึกษาละอองเรณูที่เป็นแหล่งอาหารของ ชันโรง (Trigona collina Smith). ปัญหาพิเศษปริญญาตรี, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. อิสมะแอ เจ๊ะหลง. 2548. การศึกษาเรณูของพรรณไม้บางชนิดและเรณูที่ เก็บจากรังผึ้งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน พ.ศ. 2547 ภายใน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. จ. สงขลา. อิสมะแอ เจ๊ะหลง. 2558. เรณูวิทยาของน้ำผึ้งในอำเภอเมือง จังหวัดยะลา. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา 1: 87-103. อิสมะแอ เจ๊ะหลง. 2554. Palynology of Cultivated Plant Species at Yala Rajabhat University, Thailand. KKU Sci. J.39 (3) 433- 446.


36 อัญชลี สวาสดิ์ธรรม นิรันดร์ จันทวงศ์ และเรวดี แก้วขาว. 2553. ความ หลากหลายของพืชอาหารของชันโรงในจังหวัดจันทบุรี. คณะ เทคโนโลยีการเกษตร มหาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี. อุทิศ กุฎอินทร์. 2542. นิเวศวิทยาพื้นฐานเพื่อการป่าไม้. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. Abrol, D.P. 2012. Pollination biology: Biodiversity conservation and agricultural production. Springer Dordrecht Heidelberg London, New York. Azmi, W.A., Zulqurnain, N.S. and Ghazi, R. 2015. Melissopalynology and foraging activity of stingless bees, Lepidotrigona terminata (hymenoptera: apidae) from an Apiary in Besut, Terengganu. Journal of Sustainability Science and Management 10 (1) : 27-35. Bryant, V.M. 2001. The R-Values of honey: pollen coefficients. Palynology 25: 11-28. ChambóI, E.D., GarciaII, R.C., de OliveiraII, N.T.E. and DuarteJúniorI, J.B. 2011. Honey bee visitation to sunflower: effects on pollination and plant genotype. Sci. Agric. (Piracicaba, Braz.) 68 : 647-651. De Jesusa, M.C., De Borgesb, R.L.B., De Almeida Souzac, B., Brandãoa, H.N. and De Assis Ribeiro dos Santos, F. 2014. A


37 study of pollen from light honeys produced in Piauí State, Brazil. Palynology 39: 110-124. Erdtman, G. 1969. Angiosperm (An Introduction to Palynology 1). Pollen morphology and Plant taxonomy. New York: Haafner publishing. Faegri, J. and Pijl, L.V.D. 1979. The Principles of Pollination Ecology. London: Pergamon Press. Ige, O.E. and Obasanmi, O.O. 2014. A palynological assessment of honey samples from Delta State, Nigeria. American International Journal of Biology 2 : 47-59. Jaílson Santos de Novaisab and Maria Lúcia Absyb. 2013. Palynological examination of the pollen pots of native stingless bees from the Lower Amazon region in Pará, Brazil. Journal of Palynology, 37: 218-230. Jones, G.D. and Bryant, V.M. 2014. Pollen studies of East Texas honey. Journal of Palynology 38: 242-258. Jongjitvimol, T. and Poolprasert, P. 2014. Pollen Sources of Stingless Bees (Hymenoptera: Meliponinae) in Nam Nao National Park, Thailand. NU. International Journal of Science 11 (2) : 1 – 10.


38 Jongjitvimol, T. and Wattanachaiyingcharoen, W. 2006. Pollen Food Sources of the Stingless Bees Trigona apicalis Smith, 1857, Trigona collina Smith, 1857 and Trigona fimbriata. Journal of Chulalongkorn University 6(2): 75-82. Keriga, T. and Lechterbeckb, J. 2004. Laminated sediments, human impact, and a Multivariate approach: a case study in linking palynology and archaeology (Steisslingen, Southwest Germany). Quaternary International 113: 19– 39.


39 แหล่งอุดหนุนทุน มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาได้รับทุนอุดหนุนวิจัยและนวัตกรรมจาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) แผนงานวิจัย เรื่อง การพัฒนา ต้นแบบนวัตกรรมการจัดการเกษตรผสมผสานตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อรองรับการจัดหลักสูตรการเรียนรู้คู่กับการทำงาน ปีงบประมาณ 2565 คณะผู้จัดทำคู่มือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อิสมาแอ เจ๊ะหลง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัชมาน อาแด รองศาสตราจารย์ ดร.ช่วงโชติ พันธุเวช


ได้รัด้บรัทุนทุอุดหนุนนุวิจัวิยจัและนวัตวักรรมจากสำ นักนังานคณะกรรมการวิจัวิยจัแห่งห่ชาติ This project is funded by National Research Council of Thailand (NRCT


Click to View FlipBook Version