วัฒนธรรม เวียดนาม Culture vietnam บานาฮิลล์-ดานัง พระราชวังทังลอง
ประเทศเวียดนาม สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็นประเทศใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ทาง ด้านตะวันออกสุดของ คาบสมุทรอินโดจีน ดินแดนของเวียดนามเป็นที่อยู่อาศัยของ มนุษย์ตั้งแต่ ยุคหินเก่า ผู้คนเข้ามาตั้งรกรากและรวมตัวกันเป็นรัฐต่าง ๆ บริเวณ ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ แดง เป็นที่ตั้งของภูมิภาคทางเหนือของเวียดนามใน ปัจจุบัน ดินแดนส่วนใหญ่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ จักรวรรดิจีน เมืองหลวง ของเวียดนาม คือ กรุงฮานอย (Ha Noi) เป็นเมืองหลวงอยู่ทางภาคเหนือ มีพื้นที่ประมาณ 3,345 ตาราง กิโลเมตร (หลังรวมจังหวัดใกล้เคียงเข้าเป็นกรุงฮานอยใหม่ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2551) ประชากรประมาณ 7 ล้านคนและมีจํานวนแรงงานประมาณ 3.2 ล้านคน ตั้งอยู่ บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ แดง โดยมีแม่น้ําหลาย สายไหลผ่านฮานอยยังเป็น ศูนย์กลางการบริหารประเทศและเป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้าทางภาคเหนือโดยมีท่า อากาศยานนานาชาติ Noi Bai และเป็นเมืองที่มีสํานักงานตัวแทนต่างชาติตั้งอยู่ ประมาณ 1600 สํานักงาน มี นิคมอุตสาหกรรมทั้งหมด 19 แห่ง และมีผู้ประกอบการ ด้านการผลิตอุตสาหกรรมประมาณ 16000 ราย ที่มาและประวัติของชื่อ เวียดนาม คำ ว่า "เวียด" เป็นมาจากภาษาจีน แปลว่า ไกลออกไกล หรือ เดินทาง ผ่านไป คำ ว่าเวียดหมายถึงประเทศหนึ่งที่อยู่ห่างไกลจากจีนและฝ่าฟันอุปสรรค ต่างๆ ส่วน "นาม" แปลว่า ทิศใต้ ดังนั้นชื่อเวียดนามชื่อว่าดินแดนทางตอนใต้ของ ชาวเวียด หรือ ดินแดนที่ชาวเวียดนามอาศัยอยู่ เวียดนามต้องเผชิญกับสงครามที่ยืดเยื้อในช่วง คริสต์ศตวรรษที่ 20 ภายหลัง สงครามโลกครั้งที่สอง ฝรั่งเศสกลับมาเถลิงอำ นาจอีกครั้งใน สงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง ซึ่งจบลงด้วยชัยของเวียดนามในปี 2497 กระนั้น สงครามเวียดนาม ได้ปะทุขึ้นไม่นานหลังจากนั้น โดยประเทศเวียดนามถูกแยกเป็นสองส่วน คือ เวียดนามเหนือ (สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สหภาพโซเวียต และ จีน และ เวียดนามใต้ (สาธารณรัฐเวียดนาม) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สหรัฐ การยึดกรุงไซ่ง่อน โดย เวียดนามเหนือนำ ไปสู่การสิ้นสุดของสงคราม [11] กรุงไซ่ง่อนได้รับการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นโฮจิมินห์ ใน ขณะที่ฮานอยซึ่งเป็นเมืองหลวงของเวียดนามเหนือ ได้กลายเป็นเมืองหลวงของเวียดนามหลังจากการรวม ประเทศในปี 2519 ซึ่งดินแดนทั้งหมดได้รวมกันกลายเป็นรัฐ
ฤดูกาลใน เวียดนาม ฤดูใบไม้ผลิเวียดนาม (มีนาคม – พฤษภาคม) ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่อากาศเย็นสบายแต่ก็อาจจะมีฝนตกเล็กน้อยทำ ให้อากาศค่อนข้างที่ชื้นทำ ให้บาง ท่านถึงกับส่ายหน้าเลยทีเดียวแต่ถ้าใครอินกับธรรมชาติเว่อร์ๆในช่วงนี้ต้นไม้ใบหญ้าจะมีสีเขียวสดใสมอง แล้วสบายตาชื่นที่ใจอีกครั้งเป็นอีกช่วงหนึ่งที่เหมาะกับการเที่ยวเวียดนามในโซนทางเหนือเป็นอย่างมาก ฤดูร้อนเวียดนาม (มิถุนายน – สิงหาคม) ฤดูร้อนของเวียดนามคือช่วงที่จะมีฝนตกบ่อยและเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนที่สุดด้วยโดยอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ ที่ 27-34 องศาแม้จะมีฝนบ่อยแต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับการท่องเที่ยวเท่าไหร่เช็คอากาศก่อนตัดสินใจซื้อ ทัวร์ด้วยนะคะ ฤดูใบไม้ร่วงเวียดนาม (กันยายน – พฤศจิกายน) ฤดูใบไม้ร่วงนี้เป็นช่วงที่มีอากาศเย็นสบายและน่าเที่ยวมากที่สุดเลยค่ะสำ ใครยังไม่เคยไปเวียดนามจอง ทัวร์จองตั๋วตั๋เครื่องบินกับทางเราเลยมีอุณหภูมิเฉลี่ย 24-27 องศา และก็อาจมีฝนตกแต่ก็น้อยกว่าฤดูใบไม้ ผลินะคะ ท้องฟ้าปลอดโปร่งจึงเหมาะกับการเดินทางท่องเที่ยวที่สุดเลย ฤดูหนาวเวียดนาม (ธันวาคม – กุมภาพันธ์) เป็นฤดูที่มีอากาศเย็นที่สุดในรอบปีโปีดยเฉพาะใครจะเดินทางไปยังโซนทางเหนิอโดยมีอุณหภูมิเฉลี่ย 8-20 องศาตามแต่สภาพพื้นที่ ทั้งนี้พื้นที่สูงทางเหนือสุดของเวียดนามอาจมีหิมะตกให้เห็นด้วยถ้าเกิดโชค ดีอาจจะเห็นก็ได้นะคะโดยเดือนที่หนาวเย็นชื่นหน้าชื่นตาที่สุดคือช่วงเดือนมกราคมเป็นช่วงที่คนซื้อทัวร์พา ครอบครัวและบริษัทไปพักผ่อนเยอะที่สุดเลยค่ะ ฤดูฝนเวียดนาม (พฤษภาคม – ตุลาคม) ฤดูที่เฉอะแฉะที่สุดของเวียดนามแต่ก็เป็นช่วงที่ดีที่สุดในการไปดูสิ่งที่มหัศจรรย์ของความเขียวชอุ่มของไร่ นาขั้นบันไดจุดเด่นของเวียดนามเหนือ ฤฤดูแล้งเวียดนาม (พฤศจิกายน – เมษายน) ฤดูแล้งของเวียดนามกลางและใต้นั้นถือเป็นช่วงที่ดีที่สุดในการเที่ยว 2 โซนนี้เพราะไม่ค่อยมีฝนตกลง มากวนใจในการท่องเที่ยว โดยฤดูนี้จะมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 21-25 องศา ใครวางแผนอยากไปเวียดนาม แบบชิลๆแนะนำ เป็นช่วงนี้เลยค่ะ
ประเพณีของเวียดนาม ตรุษเวียดนาม หรือ เต๊ดเวียนด๋าน แปลว่าเทศกาลวันต้นปีใปีหม่ โดยนับจากจันทรคติ ชาวเวียดนามเรียกสั้นๆว่า เต๊ด เป็นประเพณีเฉลิมฉลองที่สำ คัญและยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ ปี วันเต๊ดอยุ่ในช่วงปลายเดือนมกราคมถึงต้นกุมภาพันธ์ พิธีกรรมและประเพณีต่างๆ ที่ กระทำ กันในวันเต๊ดนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานการติดต่อสื่อสารและเชื่อมความสัมพันธ์ทั้ง ระหว่างญาติมิตรระหว่างคนกับวิญญาณของบรรพบุรุษ และคนกับเทพเจ้าประจำ บ้าน ช่วงเต๊ดยังถือเป็นช่วงต่อของเวลาที่สำ คัญ เป็นโอกาสที่จะสร้างความหวังที่ดีงามให้แก่ ตนเองจะได้รับการอวยพรจากผู้ใหญ่ เรียกว่า หมึ่งต่วย แปลว่า อวยพรอายุ เป็นการส่ง ความปรารถนาดีให้ประสบความสำ เร็จอีกปี และก็รับการแจกเงินใส่ซองสีแดง สื่อความ หมายว่าเงินทุนก้อนเล็กๆหรือขวัญถุง เต๊ดจุงเวียน เต๊ดจุงเวียน (Tet Trung Nguyen) เป็นงานคล้ายกับงานสารทจีน เรียกอีกอย่างว่า สา โตยวองเญิน หรือเทศกาลโปรดผีเร่ร่อน จัดขึ้นในวันที่ 15 เดือน 7 ตามจันทรคติ เชื่อว่า วันที่วิญญาณร้ายขึ้นมาบนโลก จึงมีการทำ ทานให้วิญญาณเร่ร่อนโดยนำ ข้าวต้ม ถั่วคั่ว หรือกระดาษเงินกระดาษทอง นำ ไปวางไว้ในวัดหรือโคนต้นไทร หลังจากเสร็จพิธีจะมอบ อาหารที่ใช้ไหว้ผีให้เด็กๆ หรือคนยากจน ส่วนกระดาษเงินกระดาษทองจะเผาเพื่อส่งให้ วิญญาณเร่ร่อนในอีกโลก เต๊ดห่านทึ้ก เต็ดห่านทึ้ก (Tet Han Thuc) เป็นอีกประเพณีหนึ่งที่เวียดนามได้รับมาจากจีน ทางภาคเหนือ ของเวียดนามโดยเฉพาะรอบๆเมืองฮานอย จะเฉลิมฉลองประเพณีนี้พร้อมกันในวันที่ 3 เดือน3 ตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ เดิมทีมีกฎว่าในวันนี้ห้ามจุดไฟเพื่อ หุงอาหาร แต่ปัจจุบันชาวเวียดนามจะถือโอกาสไปเยี่ยมเยียนและทำ ความสะอาดสุสาน ประจำ ตระกูล โดยจะทำ แบ๋ญโจย ขนมทำ จากข้าวเหนียวสอดไส้น้ำ ตาลแดงนำ ไปต้มสุก และ แบ๋ญไจ ขนมทำ จากแป้งป้ข้าวเหนียวสอดไส้ถั่วบด แช่ในน้ำ เชื่อม โรยงา คล้ายบัวลอยไทย เป็น ของไหว้บรรพบุรุษ เต๊ดดวานเหงาะ เต๊ดดวานเหงาะ (Tet Doan Ngo) เป็นประเพณีที่จัดขึ้นกลางปี ของทุกครอบครัวเพื่อขับไล่ วิญญาณร้าย และปกป้อป้งคนในครอบครัวจากโรคภัยไข้เจ็บ มีขึ้นในวันที่ 5 เดือน5ตาม จันทรคติ ที่ต้องจัดขึ้นในช่วงนี้เนื่องมาจากเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนจากฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูร้อน ซึ่งมีผู้คนจะเจ็บป่วป่ยได้ง่าย เทศกาลนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าเต๊ดเซิวเบาะ (Tet Sao Bo) เซิวเบาะ แปลว่า หนอน หรือแมลง เนื่องจากเป็นวันที่ชาวไร่ชาวนาจะกำ จัดแมลงเพื่อเริ่มปลูกพืชใน ฤดูกาลใหม่นั่นเอง ในวันนี้ชาวนาทุกคนตื่นแต่เช้า กินผลไม้ และข้าวเหนียวหมัก รวมถึงมีพิธี บวงสรวงในตอนเที่ยงที่ถือว่าเป็นเวลาของม้า(Ngo)ด้วย
ประเพณีของเวียดนาม ประเพณีชนควาย เป็นประเพณีท้องถิ่นของเมืองโด่เซิน (Do son) ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศริมทะเลไม่ไกลจากกรุงฮานอย มีตำ นานว่าผู้ อาวุโสที่สุดในหมู่บ้านฝันเห็นควายสองตัวต่อสู้กันจนเกิดคลื่นสูงในท้องทะเล เป็นนิมิตแสดงให้เห็นว่าปีนั้ปีนั้จะทำ ประมง ได้ผลดี จากนั้นจึงมีการแข่งขันชนควายเรื่อยมาทุกปีเปีพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนถึงวันแข่งขัน ชาวบ้านจะเลือกเฟ้น ควายที่มีลักษณะดีร่างกายกำ ยำ แข็งแรงมาฝึกฝนอย่างเข้มงวด และมีการแข่งคัดเลือกหลายรอบก่อนจะเหลือ 16 ตัว สุดท้ายเข้าแข่งขันในวันเทศกาล ก่อนเริ่มการแข่งขันจะมีการแสดงระบำ ธงของหนุ่มสาวในท้องที่ จากนั้นจึงจะเป็นการ แข่งชนควายที่ดุเด็ดเผ็ดมัน ควายตัวใดหันหลังแล้ววิ่งหนีไปก่อนจะถือว่าแพ้ ส่วนตัวที่ชนะเลิศ เจ้าของควายจะได้รับ รางวัลมากมาย ก่อนที่ควายจะถูกเชือดเพื่อใช้เป็นเครื่องบูชาเทพเจ้าแห่งน้ำ และนำ เนื้อควายมาลี้ยงฉลอง ประเพณีบูชาจูด่งตื่อ เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นช่วงปลายเดือนเมษายน โดยมีศูนย์กลางที่วัดชุมชนดาฮว่า ใกล้กรุงฮานอย มีจุดประสงค์เพื่อบูชาจู ด่งตื่อ (Chu Dong Tu) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการเพาะปลูกของเวียดนาม วันงานชาวเวียดนามจะใส่เสื้อผ้าสีสันสดใส มี ขบวนการแห่เชิดมังกรตัวใหญ่ที่ต้องใช้คนนับสิบช่วยกันเชิด มีการร้องรำ ทำ เพลงทั้งตามถนนและบนเรือในแม่น้ำ แดง ชาวเวียดนามจะตักน้ำ จากในแม่น้ำ นั้นเพื่อนำ ไปชะล้างทำ ความสะอาดรูปเคารพในวัดอีกด้วย งานแข่งช้าง เป็นเทศกาลสำ คัญในแถบที่ราบสูงตอนกลางของเวียดนามจัดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อ ระลึกถึงประวัติศาสตร์การสู้รบกับชนกลุ่มน้อยในพื้นที่นี้ ในช่วงงานจะมีการให้ช้างพักงานปกติ เพื่อเตรียมตัวเข้าแข่งขันในสนามแข่งใกล้หมู่บ้าน บวนโดน (Buon Don) สนามแข่งกว้างขวาง พอให้ช้าง 10เชือก เดินเรียงกันได้ และมีความยาวเวียดนามในท้องถิ่นจะสวมเสื้อผ้าสีสันสดใส มาร่วมชมการแข่งขัน และมีการฉลองยิ่งใหญ่ให้แก่ทั้งคนและช้างผู้ชนะ เทศกาลโก่ลวา จัดขึ้นทุกปีใปีนช่วงหลังเทศกาลเต๊ดเวียนด๋าน (Tet Nguyen Dan) โดยมีจุดประสงค์เป็นการบูชา อานเซืองเวือง กษัตริย์ในตำ นานของเวียดนาม ผู้พ่ายแพ้ในการศึกเพราะถูกพระธิดาทรยศ ใน เทศกาลนี้ยังจะมีการแห่รูปปั้นของกษัตริย์อานเซืองเวีองพระธิดา มีการตกแต่งวัดโก่ลวา ในกรุง ฮานอยด้วยธงหลากสีที่เป็นสัญลักษณ์ของธาตุทั้ง5 ชนิดตามความเชื่อโบราณ (เหล็ก ไม้ น้ำ ไฟ และดิน) มีการแสดงดนตรี งิ้ว และแต่งองค์ทรงเครื่องม้าที่ใช้ในพิธีด้วยอานที่ตกแต่งอย่าง งดงาม
สิ่งที่ควรทำ ไม่ควรทำ 1. คนเวียดนามจะกล่าวคําว่า "ซิน จ่าว" ซึ่ง หมายถึง สวัสดี เมื่อพบปะ กัน 2. การนัดหมายคนเวียดนามควร นัดล่วงหน้าและ ต้องตรงต่อเวลา เพราะคนเวียดนามเป็นคนที่ตรงต่อ เวลา นัดหมาย 3. ควรพูดจาด้วยความสุภาพนุ่ม นวล เพราะคน เวียดนามถือว่าการ พูดจาเสียงดังหรือห้วนเป็นมาร ยาทท่ี หยาบคาย 4. การข้ามถนนในเวียดนามให้เดิน ตรงไปข้างหน้า ห้ามหยุดเด็ดขาดเพ ราะรถท่ีผ่านไปมาจะรู้จังหวะและจะ หยุด ให้เอง 5. การถามเรื่องส่วนตัว ถือว่าเป็น วิธีผูกมิตร แบบหนึ่งของคน เวียดนาม 6. เมื่อไปเย่ียมเยียนบ้านคน เวียดนามควรมีของ ฝากหรือของที่ ระลึกไปให้เจ้าของบ้านด้วย 7. ควรใช้กระดาษสีสันสดใสห่อของ ขวัญให้กับคน เวียดนาม 8. คนเวียดนามจะนับถือและให้ ความเคารพต่อ ผู้อาวุโสกว่า 9. การรับประทานอาหารของคน เวียดนาม ควรใช้ สองมือประคอง จานเม่ือมีการรับหรือส่งอาหาร 10. การเจรจาควรพูดให้ตรง ประเด็นไม่อ้อมค้อม หากคน เวียดนามพยักหน้าในระหว่างท่ีดํา เนินการเจรจาไม่ได้ หมายความว่า จะยอมรับ 1. ไม่ควรไปเยี่ยมบ้านคนเวียดนาม โดยไม่แจ้ง ล่วงหน้าเพราะคนเวียดนาม จะรู้สึกเสียหน้าท่ีไม่ได้เตรียมตัว หรือ จัดอาหารต้อนรับแขก 2. ไม่ควรปฏิเสธเคร่ืองดื่มหรืออาหาร ว่างท่ีคน เวียดนามจัดไว้ต้อนรับเพราะ ถือว่าเป็นการหยาบคายและ ไม่สุภาพ 3. ไม่ควรรับประทานอาหารว่างและ เครื่องดื่มระหว่าง การประชุม เพราะ ถือว่าเสียมารยาทเป็นอย่างมาก ควร รอให้ การประชุมเสร็จสิ้นก่อน 4. ไม่ควรใช้ตะเกียบชี้บุคคลและ สิ่งของ ในขณะ รับประทานอาหาร 5. ไม่ควรยืนเท้าเอว หรือกอดอก ขณะ พูดคุยเจรจา กับบุคคลอ่ืนเพราะถือ เป็นการไม่สุภาพ 6. ไม่ควรสนทนาเรื่องศาสนาความ เชื่อ การเมือง หรือสงครามเวียดนาม 7. ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพอาคารสถา นท่ีต่างๆ ของ รัฐบาลในเวียดนาม 8. ไม่ควรมอบของขวัญท่ีมีสีดํา หรือ ดอกไม้สีขาว เช่น ดอกเบญจมาศ เพราะเป็นสัญลักษณ์ของความ โศก เศร้าหรืองานศพ 9. ไม่ควรมอบส่ิงของมีคมต่าง ๆ เช่น มีดหรือ กรรไกร เพราะคนเวียดนาม ถือว่าเป็นการตัดความสัมพันธ์ อันดี แก่กัน 10. ไม่ควรยื่นสิ่งของหรือสนทนาข้าม ศีรษะบุคคล อื่น ถือว่าเป็นการเสีย มารยาท สิ่งควรทำ ไม่ควรทำ
ชุดประจำ ชาติของเวียดนาม National Costume of Vietnam อ่าวหญ่าย (Ao dai) เป็นชุดประจำ ชาติขติองประเทศ เวียดนาม ที่ประกอบไป ด้วยชุดผ้าไหมที่พอดีตัวสวมทับกางเกงขายาวซึ่งเป็นชุดที่มักสวมใส่ในงาน แต่งงานและพิธีการสำ คัญของประเทศ มีลักษณะคล้ายชุดกี่เพ้าของจีน ใน ปัจจุบันเป็นชุดที่ได้รับความนิยมจากผู้หญิงเวียดนาม ส่วนผู้ชายเวียดนามจะ สวมใส่ชุดอ่าวหญ่ายในพิธีแต่งงาน หรือพิธีศพ "อ่าว หญ่าย" แปลว่า "ชุด ยาว" ซึ่งสำ เนียงนี้เป็นสำ เนียงของภาคเหนือ ส่วนภาคใต้จะออกเสียงสั้น ๆ ว่า "อ่าว ซ่าย" ซึ่งส่วนมากแล้วในอดีตคนในภาค เหนือของประเทศเวียดนามจะนิยมใส่มากกว่าภาคใต้ แต่หลังจากสิ้นสุด สงครามเวียดนามในปี 1975 แล้ว ชุดนี้ก็เป็นที่นิยม สามารถพบเห็นได้แทบจะ ทุกภาคของประเทศ และได้รับความนิยมมาก หมวกชาวเวียดนาม อาจจะเคยเห็นสาว ๆ ใส่เสื้อผ้าสวยๆ ตามแฟชั่นสมัยนิยม ใส่หมวกที่มีราคา แพงๆ สีสันสวยงาม น่ามอง เช่นเดียวกับสาวเวียดนาม ที่มีเสน่ห์จากหมวกเช่น เดียวกัน แต่หมวกของเธอเหล่านั้นมีเอกลักษณ์ ไม่เหมือนชนชาติอื่นๆ แถมยังใช้ ประโยชน์ได้มากมายอีกด้วย เป็นหมวกใบจาก ที่มีไม่เหมือนใคร เรียกว่า Non la ( น๊อน ล้า) แต่ทางภาคอีสานบางพื้นที่จะเรียกว่า กุบ ที่อื่น ๆ อาจจะเรียกแตกต่างกัน ก็ได้ผมไม่รู้ แต่เป็นหมวกนี้เองที่ทำ ให้สาว ๆ เวียดนาม มีเสน่ห์ไม่แพ้ประเทศอื่นใดใน โลก หมวกนี้ทำ จากใบจากที่สามารถหาได้ทั่วไปเวลาจะทำ ต้องนำ ใบจากนั้นมาตาก แดดให้แห้ง แล้วนำ มารีดให้เรียบ เป็นแผ่น ๆ ซึ่งปกติแล้ว หมวกใบหนึ่งจะประกอบ ด้วย ใบจากประมาณ 16-18 ใบ และใช้มือเย็บอย่างปราณีต ซึ่งจะทำ ให้หมวกนี้ ละเอียด ทนแดด ทนฝน เมื่อสาวเวียดนามใส่หมวกใบนี้แล้ว จะมีเสน่ห์ก็ตรงที่จะเผยให้เห็นใบหน้าบาง ส่วนเท่านั้น ตรงนี้เองที่ทำ ให้มีเสน่ห์น่าค้นหา หมวกนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมสร้าง เสน่ห์ให้สาวเวียดนามเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของชนชาติเวียดนามอีกด้วย หากท่านมาทัวร์เวียดนาม พลาดไม่ได้กับชุดอ๋าวหญ่าย ที่จะทำ ให้สาวๆ ดูสวยผิดหู ผิดตาขึ้นมาทันทีี
อาหาร เวียดนาม จานนี้ชาวไทยน่าจะคุ้นชื่อกันมาบ้างแล้ว เฝอ (Pho) นั้นคล้ายกับ ก๋วยเตี๋ยตี๋วบ้านเรานี่แหละ ต่างกันที่ขนาดของเส้นที่จะใหญ่กว่าเส้นเล็ก นิดหนึ่ง น้ำ ซุปรสออกเค็มเล็กน้อย ใส่เครื่องเทศ เช่น อบเชย ดอกจัน กานพลู ผักชีฝรั่ง ต้นหอม ฯลฯ ก่อนกินก็จะมีเครื่องปรุงสี่อย่างให้ใส่ ตามความชอบ คือ มะนาว โหระพา ถั่วงอก และพริกหยวก เฝอที่นิยม รับประทานกันจะเป็นเฝอเนื้อ และไก่ ใครที่เคยไปเวียดนามมาจะรู้เลย ว่าเฝอนั้นเป็นอาหารข้างทางที่หาได้ง่ายแทบจะทั่วทุกหัวมุมถนนเลย โซย (Xoi) อาหารท้องถิ่นแท้ๆ ของเวียดนาม เป็นข้าวเหนียวหน้า ต่างๆ แล้วแต่ชอบ มีทั้งไก่ หมู ไข่ปิ้งปิ้ฯลฯ ตบท้ายด้วยหอมเจียว กรอบๆ โรยหน้า ชื่อ บั๋ญบั๋แส่ว (Banh xeo) หลายคนคงไม่คุ้นหู แต่ถ้าเรียก ขนมเบื้องญวน คงร้องอ๋อกันทันที บั๊ญแส่ว เป็นแป้งป้ขนมเบื้องกรอบๆ ทำ จากข้าวเจ้า และ ผงขมิ้น ยัดไส้ข้างในที่มีหมู กุ้ง ถั่วงอก และสมุนไพรแล้วแต่สูตรของแต่ละ ร้าน และถ้าจะกินให้เหมือนชาวเวียดนามล่ะก็ ต้องตัดให้เป็นชิ้นพอดีคำ ห่อ ด้วยผักกาดก่อนแล้วค่อยราดน้ำ จิ้ม ก๋อย ก้วน หรือปอเปี๊ยปี๊ะสดนั้น นับเป็นหนึ่งในอาหารท้องถิ่นแท้ๆ ของ เวียดนามที่ถูกใจนักชิมสายสุขภาพมาก ด้วยใส้ข้างในที่อุดมด้วยผักสด สมุนไพร และเนื้อกุ้ง หรือถ้าใครชอบแบบกรุบกรอบก็กินแบบปอเปี๊ยปี๊ะทอด ก็ได้ (แต่ไม่เพื่อสุขภาพแล้วนะ)
อาหาร เวียดนาม ก๋วยเตี๋ยตี๋วเส้นหมี่ ราดด้วยเนื้อผัดซอสน้ำ ขลุกขลิก โรยด้วยถั่วลิสง และ ถั่วงอก ปรุงรสด้วยน้ำ ปลา และซอสพริก หากินได้ง่ายในฮานอย เพราะ เป็นอาหารยอดนิยม บุ๋นจ่า (Bun cha) ชาวเวียดนามนิยมรับประทานเป็นมื้อกลางวัน วิธี สังเกตง่ายๆ คือสัก 11 โมง เราจะเริ่มเห็นร้านที่นำ เนื้อหมูมาย่างจนควัน โขมง นั่นแหละเขากำ ลังเตรียมบุ๋นจ่าอยู่ โดยมีทั้งเนื้อหมูหมักปั้นก้อน และหมูสามชั้น ย่างถ่านจนเกรียมได้ที่ รับประทานพร้อมน้ำ แกงใส เส้น ขนมจีน และผักสดชามใหญ่ๆ ในชุดของบุ๋นจ่ามักมีปอเปี๊ยปี๊ะทอดไส้ปู (nem cua be) เสิร์ฟมาพร้อมกันด้วย เกาเหลา (อ่านอย่างนี้จริงๆ) อาหารถิ่นยอดนิยมอีกหนึ่งอย่างของ เวียดนาม เปิดปิขายกันทั่วบ้านทั่วเมือง ถ้าเป็นในไทยเราเข้าใจว่าเป็น ก๋วยเตี๋ยตี๋วไม่ใส่เส้น แต่ของที่นี่จะมีเส้นก๋วยเตี๋ยตี๋วหนาๆ หน่อย คล้ายเส้น อุด้งใส่ไปด้วย ส่วนผสมอย่างอื่นก็มีแป้งป้เกี๊ยวกรอบ เนื้อหมู ถั่วงอก ถั่ว ลิสง บั๋นบั๋หมี่ (Banh mi) แซนด์วิชเวียดนามแท้ๆ แฝงด้วยอิทธิพลจาก ฝรั่งเศส เป็นการนำ เอาขนมปังฝรั่งเศส หรือบาแกตต์ (ที่ประยุกต์สูตร แล้ว แป้งป้ขนมปังจะอ่อนนุ่มกว่าบาแกตต์ที่ทั้งแห้ง และแข็ง) มายัด สารพัดไส้จนแน่น ในเวียดนามมีหลายสูตรมากต่างกันไปแล้วแต่ ภูมิภาค ถ้าทางเหนือนิยมรับประทานแบบง่ายๆ มีแค่ขนมปัง มาร์การีน และปาเต (pâté เนื้อบดละเอียดหรือส่วนผสมของเนื้อและตับบดหยาบ ๆ เป็นอาหารยุโรปประเภทหนึ่ง) แต่ถ้าลงมาทางใต้ก็จะครบเครื่อง มีทั้ง หมูยอ หมูย่าง ชีส ไส้กรอก ไข่ดาว ผักชี ผักสด ซอสพริก ฯลฯ เป็น อาหารเช้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศเวียดนาม ที่นี่สวยงามราวกับอยู่บนหุบเขาแห่งสวรรค์ วิธีเดียวที่จะเข้าไปได้ คือการขึ้นกระเช้าลอยฟ้าที่ยาวและสูงที่สุดในโลก ด้วยระยะทาง กว่า 5,800 เมตร แต่ไม่ต้องกลัวเพราะธรรมชาติและความ สวยงามของหุบเขาจะทำ ให้คุณยิ้มเพลินจนลืมความหวาดเสียว ของการนั่งกระเช้าไปเลย ภายในบานาฮิลล์ยังมีสวนสนุกสุด มันส์ หมู่บ้านฝรั่งเศส และไฮไลท์สำ คัญอย่างสะพานลอยฟ้า หรือ Golden Bridge สะพานขนาดใหญ่ถูกประคองโดยสองมือ ยักษ์ที่ไม่ว่ายังไงต้องมาเช็กอินให้ได้สักครั้ง ฮาลองเบย์ หรืออีกชื่อคือ อ่าวฮาลอง เป็นส่วนหนึ่งของอ่าวตังเกี๋ยกี๋อยู่ทาง ตอนเหนือไม่ไกลจากกรุงฮานอย ที่นี่เต็มไปด้วยธรรมชาติที่อุดม สมบูรณ์ และทิวทัศน์อันน่ามหัศจรรย์ใจ มีชายฝั่งทอดยาวกว่า 120 กิโลเมตร เต็มไปด้วยเกาะหินปูนน้อยใหญ่ขึ้นอยู่ตามอ่าว กว่า 1,900 เกาะ อะเมซิ่งและน่าค้นหาจนยูเนสโกขึ้นทะเบียนไว้ ให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ เที่ยวเวียดนามทั้งทีไม่ไปฮาลอง เบย์ถือว่าพลาด บานาฮิลล์-ดานัง น้ำ ตกบ่านซก เที่ยวเวียดนามมาแล้ว 6 ที่ 6 สไตล์ ขอแนะนำ พิกัดที่ 7 ที่ไม่ ควรพลาดอย่างยิ่งคือ น้ำ ตกบ่านซก น้ำ ตกสีเขียวมรกตยิ่ง ใหญ่ตระการตา ลดหลั่นสลับชั้นสมเป็นสุดยอดน้ำ ตก ชายแดนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ตั้งอยู่บนเส้นชายแดนระหว่าง จีนและเวียดนาม มีกิจกรรมสุดฮิตเป็นบริการล่องแพพานัก ท่องเที่ยวไปใกล้ชิดกับน้ำ ตกแบบฟินๆ เที่ยวได้ทั้งปี การเดิน ทางมาที่นี่อาจกินเวลาสักหน่อยเพราะผ่านเทือกเขาหลายชั้น แต่บรรยากาศที่ได้มาคุ้มค่ากับการไปเยือนแน่นอน
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศเวียดนาม ปราสาทหมีเซิน โบราณสถานที่เวียดนาม ที่เต็มไปด้วยมนต์ขลัง ในรูป แบบสถาปัตยกรรมจากการก่อสร้างโดยใช้อิฐแบบ โบราณ ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าภัทรวรมันที่ 1 ในศตวรรษ ที่ 4 สมบูรณ์แบบและเก่าแก่ที่สุดในแถบอินโดจีน อดีต เคยเป็นนครศักดิ์สิดิ์สิทธิ์แธิ์ละศูนย์รวมความศรัทธาแห่ง อาณาจักรจามปา ตั้งอยู่บริเวณหุบเขาสูง สะท้อนความ รุ่งโรจน์ในอดีตของเวียดนามได้ชัดเจน เชื่อว่าถูกใจนัก ท่องเที่ยวที่หลงใหลศิลปะวัฒนธรรมอย่างแน่นอน พระราชวังเว้ อีกย่านที่โดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่ได้รับอิทธิพลอันแกร่งกล้าสืบต่อมา จากจีนเต็มขั้น ทั้งสิ่งปลูกสร้าง การใช้สี สัญลักษณ์ ไปจนถึงรูปแบบอักษรจีนที่ออก เสียงต่างออกไปอีกแบบ ตัวพระราชวังถูกออกแบบให้เป็นอาณาจักรของกษัตริย์ ภายในป้อป้มปราการแน่นหนาถึง 3 ชั้น ในอดีต เว้ เคยเป็นเมืองหลวงของประเทศ เวียดนามอยู่นานราว 400 ปี ที่นี่จึงเต็มไปด้วยร่องรอยความรุ่งเรืองของระบอบ กษัตริย์ มากด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไว้ ตั้งแต่ปี 2536 เที่ยวเวียดนามหนนี้ยังไงก็ต้องไป! ถ้ำ ซันดอง ไฮไลท์ที่ 3 ของการเที่ยวเวียดนามไม่ควรลังเลที่จะปักหมุดถ้ำ ซันดอง ถ้ำ โบราณที่เกิด จากกระแสน้ำ กัดเซาะชั้นหินปูนที่อยู่ใต้ภูเขาสูง กลายเป็นสภาพแวดล้อมที่ธรรมชาติ สรรค์สร้างได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ยืนหนึ่งเรื่องความสวยงามจนต้องเดินทางมาชม ให้ได้สักครั้งในชีวิต แม้เร้นตัวอยู่ในหุบเขามานานกว่า 2-5 ล้านปี กลับถูกสำ รวจไป เพียง 30% และยังรอคอยการค้นหาจากเหล่านักผจญภัย ถึงอย่างนั้นที่นี่เปิดปิ ให้เข้า ชมในช่วงเดือน มกราคม-สิงหาคม เพียงปีลปีะ 500 คน ต้องวางแผนให้ดีเพราะงาน นี้มีจองข้ามปีแปีน่นอน
อ้างอิง http://picec.ac.th/aec/vietnam.html https://www.edcbooking.com/article.php?q=282 https://supanidablog.wordpress.com https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/str ategy_th/0d2c82f981f33450836a18c3292ad187.pd f https://www.angelstartravel.com https://food.trueid.net https://www.cigna.co.th/tip/travel-Vietnam-byyourself
จัด จั ทำ โดย นางสาว ณภัทรสวี บุษบา รหัสนักศึกษา 16322022 สาขารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษศาสตร์และสังคมศาสตร์ วิชาวิถีโลกกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา