The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กิจกรรมเนิ้อหายุวกาชาด ม.1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by saleehah2525, 2021-08-25 09:10:27

กิจกรรมเนิ้อหายุวกาชาด ม.1

กิจกรรมเนิ้อหายุวกาชาด ม.1

ประวัติกาชาดสากล

อังรี ดูนังต์ ผจู้ ดุ ประกายกาชาด
นายอังรี ดูนังต์ (HENRY DUNANT) เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2371
ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อ พ.ศ. 2402 ขณะที่เขาเดินทางไป
ประเทศอิตาลี เขาได้พบเห็นเหตุการณ์อันน่าสลดใจ และความทารุณโหดร้ายอัน
เนือ่ งมาจากสงคราม เขาจึงชักชวนชาวบา้ นทำการชว่ ยเหลือผูบ้ าดเจ็บเป็นจำนวน
มาก ในสงครามท่ีซอลเฟรโิ น ตอ่ จานน้ั สามปี เขาไดเ้ ขยี นหนังสือขึ้นเลม่ หน่ึง มีช่ือ
วา่ ความทรงจำแห่งซอลเฟรโิ น ซึง่ บรรยายเก่ยี วกับเหตุการณท์ ี่เขาได้พบในสงคราม
ครั้งนั้น โดยเขาได้เสนอความคิดที่ว่า “จะเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะตั้งองค์กร
อาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือทหารบาดเจ็บในยามเกิดสงคราม” จากประเด็นสืบเนื่อง
ความคดิ ดงั กล่าวได้ปรากฏผลมาจนถึงทกุ วันนี้ คอื

1. การริเริ่มก่อตั้งคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ และการก่อตั้งสภากาชาด
ประจำชาติขนึ้ ใน พ.ศ. 2406 โดยมีบทบาทในการชว่ ยเหลอื บรรเทาทุกข์ เมอื่ เกิดภัย
สงครามและภัยพบิ ตั ิตา่ งๆ

2. การเผยแพร่และพัฒนากฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (Inter National
Humanitarian Law) จากการประชุมกาชาดระหว่างประเทศใน พ.ศ. 2407
ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นที่มาของอนุสัญญาเจนีวา (Geneva
Conventions) และถอื ไดว้ ่าเป็นกฎหมายมนษุ ยธรรมฉบับแรกของโลก

ผลของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศนี้ ทำให้องค์กรกาชาดระหว่าง
ประเทศและกาชาดประจำชาติ มีบทบาทในการเข้าช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อย่างดี
เยี่ยมนี้ ทำให้ นายอังรี ดนู ังต์ ได้รบั รางวลั โนเบลสาขาสนั ตภิ าพครงั้ แรกของโลกในปี
พ.ศ. 2444

เมื่ออายุ 73 ปี และต่อจากนั้นองค์กรกาชาดระหว่างประเทศได้รับรางวัล
โนเบล สาขาสันติภาพอีก 3 ครั้ง นายอังรีดูนังต์ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม
พ.ศ.2453 อายุ 82 ปี

ดังนั้น วันที่ 8 พฤษภาคมของทุกปี ประเทศทั่วโลกที่เป็นสมาชิกกาชาดได้
พร้อมใจกัน จัดกิจกรรมวันกาชาดโลก เพื่อแสดงความรำลึกถึงผู้ริเริ่มก่อตั้งกาชาด
นายอังรี ดูนังต์ ผู้ซึ่งเป็นแบบอย่างของนักมนุษยธรรมที่อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือเพ่ือน
มนุษย์ให้รอดพ้นจากความโหดร้ายของภยั สังคม

หลักการกาชาด
1. มนุษยธรรม

กาชาดเกิดขึ้นมาจากความปรารถนาที่จะนำ ความช่วยเหลือโดยมิเลือกปฏิบัติมาสู่
ผู้บาดเจ็บในสนามรบ กาชาดเพียรพยายามทั้งในฐานะทางระหว่างประเทศและใน
ระดับชาติ เพอ่ื ปอ้ งกัน และบรรเทาความทกุ ขท์ รมานของมนุษย์ไมว่ า่ จะพบไดใ้ นท่ีใด
ความมุ่งประสงค์ของกาชาดไดแ้ กก่ ารคุ้มครองชวี ิตและสุขภาพ และการประกันความ
เคารพนับถือต่อมนุษยชน กาชาดส่งเสริมความเขา้ ใจ มติ รภาพ ความรว่ มมือระหวา่ ง
กนั และสนั ติภาพยงั่ ยนื ระหวา่ งประชากรทงั้ มวล

2. ความไม่ลำเอียง

กาชาดไม่เลือกปฏิบัติในเรื่องสัญชาติ เชื้อชาติ ความเชื่อถือทางศาสนา ชั้น วรรณะ หรือความ
คิดเห็นทางการเมือง กาชาดเพียรพยายามอย่างเดียวที่จะบรรเทาความทุกข์ทรมาน โดยให้การ
ปฏบิ ัติเปน็ ลำดับแรกตอ่ กรณีความทุกขย์ ากทเี่ รง่ ดว่ นที่สดุ

3. ความเปน็ กลาง
เพื่อที่จะได้รับความไว้วางใจสืบต่อไปจาก ทุกฝ่าย กาชาดไม่อาจเข้ากับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในการ
สู้รบ หรือเกี่ยวข้องไม่ว่าในเวลาใดในการขัดแย้ง ซึ่งมีลักษณะทางการเมือง เชื้อชาติ ศาสนา
และลทั ธินิยม

4. ความเป็นอสิ ระ
กาชาดเป็นอิสระ สภากาชาดแห่งชาติแม้จะมีส่วนชว่ ยเหลือในบรกิ ารด้านมนุษยธรรมของรัฐบาล
ของตน และอยู่ในบังคับแห่งกฎหมายของประเทศตน จะต้องธำรงความเป็นอิสระ
อยู่เสมอไป เพอ่ื ท่ีจะสามารถปฏบิ ัตติ ามหลักการกาชาดไดท้ กุ เวลา

5. บริการอาสาสมัคร
กาชาดเป็นองค์การอาสาสมัครในการบรรเทาทุกข์ โดยไม่มีความปรารถนาผลประโยชน์
ในประการใด ๆ

6. ความเปน็ เอกภาพ
ในประเทศหนึ่งพึงมสี ภากาชาดไดเ้ พียงแห่ง เดียว สภากาชาดต้องเปิดให้แกค่ นท่ัวไป สภากาชาด
ต้องปฏบิ ัติงานดา้ นมนษุ ยธรรมตลอดทว่ั ดินแดนของตน

7. ความเปน็ สากล
กาชาดเป็นสถาบันสากล ซึ่งสภากาชาดทั้งมวลที่สังกัดอยู่มีฐานะเท่าเทียมกัน และมีส่วนความ
รบั ผดิ ชอบและหน้าทเ่ี ทา่ เทียมกนั ในการช่วยเหลอื ซ่ึงกนั และกัน

ประวตั ิยุวกาชาดไทย

ยุวกาชาด เกดิ ขึน้ จาก มติทีป่ ระชุมสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสยี้ ววงเดอื น
แดงระหว่างประเทศ เมือ่ ค.ศ. 1919 (พ.ศ.2462) โดยท่ปี ระชมุ ได้มีขอ้ เสนอแนะว่า
“สภากาชาดทุกชาตคิ วรจัดตั้งกาชาดสำหรบั เดก็ เพ่อื ฝกึ อบรมเยาวชนใหร้ จู้ กั การกิน
ดี อยู่ดี รักษาสุขภาพอนามัย มีความเมตตาสงสารเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าชาติ
ศาสนาใด ๆ มีศรัทธาเสียสละ และบำเพญ็ ประโยชน์แก่สังคม โดยจัดกิจกรรมและ
ดำเนินการให้สอดคล้องกับระบบการศึกษาของแต่ละประเทศ” ในเวลาต่อมา
กาชาดสำหรบั เดก็ จงึ ได้ถกู จดั ตงั้ ข้ึนในหลายประเทศ เชน่ บัลแกเรยี เชคโกสโลวาเกีย
ฮังการี นิวซีแลนด์ โปแลนด์ ยูโกสลาเวีย ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น โรมาเนีย และสวีเดน เป็น
ตน้

สำหรับประเทศไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยู่หัว ทรงมี
พระบรมราชโองการแต่งตั้ง จอมพลสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุม
พันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ให้ดำรงตำแหน่งอุปนายกสภากาชาดสยาม ใน
การนี้ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพนิ ิต ได้ทรงรับหลักการจาก
การประชุมเมื่อ พ.ศ. 2462 ที่เสนอแนะให้กาชาดประเทศต่าง ๆ จัดตั้งกาชาด
สำหรับเดก็ ขน้ึ

27 มกราคม พ.ศ. 2465 กิจการ ยุวกาชาด จึงได้รับการก่อตั้งขึ้น โดยใช้
ช่ือว่า “อนสุ ภากาชาดสยาม” รับเด็กอายุ 7 - 18 ปี เขา้ เป็นสมาชกิ ทงั้ น้ี เจ้าฟ้า
บริพัตร สุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ได้ทรงมีพระนิพนธ์เกี่ยวกับ
อนสุ ภากาชาดสยาม ดงั น้ี

“อนสุ ภากาชาดสยาม” ฝกึ สอนเด็กซง่ึ เขา้ เปน็ สมาชกิ ทง้ั ชายและหญงิ

1. ให้รู้จักรักษาอนามัยของตนเอง คือ รู้วิธีประพฤติให้เป็นทางบำรุงกำลัง
รา่ งกายให้แขง็ แรงสมบรู ณ์หลบหลีกปอ้ งกนั โรคภยั ไข้เจ็บทงั้ หลาย

2. ได้มุ่งทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นตั้งแต่ผู้อยู่ในครัวเรือนเดียวกัน ตลอดถึง
บุคคลภายนอก และ หมคู่ ณะประชาชน ใหร้ ู้วธิ กี ารว่าสิ่งใดควรทำ และพงึ ทำอย่างไร
เช่น ปรนนิบัติพยาบาล บิดามารดา ช่วยคนเจ็บปัจจุบันทันด่วนช่วยรักษาความ
สะอาด และปกป้องสิง่ ทจ่ี ะเป็นเชือ้ ให้เกดิ โรค

3. ให้รหู้ น้าทขี่ องพลเมอื ง อันจะตอ้ งชว่ ยกนั ทำการเพ่อื ประโยชนส์ ขุ แก่ชมุ นุมชน

4. ให้รู้คิด รู้จักการในอันจะรวมแรงกันในหมู่คณะ ทำประโยชน์เกื้อกูล บรรเทา
ทุกข์แก่ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก อนาถาตั้งแต่ต้น แต่ในพวกเด็กด้วยกันข้ึนไป ซึ่งย่อมจะ
เปน็ กำลังทำไดย้ ่งิ กวา่ จะทำแตล่ ำพังบคุ คล

5. เพาะเป็นนสิ ัยให้เป็นผ้มู จี ติ ใจกอปรดว้ ยเมตตากรุณาแก่เพ่ือนมนุษย์ กตัญญู รู้
สนองคณุ ทา่ นผมู้ ีบญุ คณุ มีบดิ า มารดา เป็นต้น

หลังจากได้มีการก่อตั้งกิจการอนุสภากาชาดสยามขึ้นในเดือนมกราคมแล้วนั้น
ต่อมาวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2465 ได้มีการเปิดหมู่อนุสภากาชาดสยามเป็นแห่ง
แรกขึ้น ณ โรงเรียนราชินี โดยหม่อมเจ้าหญิงพิจิตรจิราภา เทวกุล พระอาจารย์
ใหญ่ของโรงเรียนราชนิ ี ทรงดำรงตำแหนง่ นายกหมูค่ นแรก และได้ทรงนิพนธบ์ ทเรียน
เป็นบทละครเกี่ยวกับการรักษาอนามัย การละเล่นเบ็ดเตล็ดซึ่งแฝงคติธรรม ให้
สมาชิกได้แสดงในพิธีเข้าประจำหมู่และในงานกาชาด เช่น บทละครเรื่อง ยายกับ
หลาน ใครฆ่าเชื้อโรค ต้นไม้กาชาด นายพรานกับนกเขา กินนรรำ เป็นต้น
นอกจากนี้ ในวันรุ่งขึ้น 30 มีนาคม 2465 หมู่ยุวกาชาดแหง่ ที่ 2 ได้เปิดดำเนินการ

ขึ้น ณ โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเปิดทำการสอนใน
หลักสตู รฝึกหัดครู จึงนับไดว้ า่ โรงเรียนเบญจมราชาลยั เปน็ หมู่ยวุ กาชาดแห่งแรกใน
โรงเรียนสังกัดสามัญศึกษา ทั้งนี้ หมู่ยุวกาชาดทั้งสองแห่งได้ร่วมกันจัดให้มีพิธีเข้า
ประจำหม่เู ป็นคร้งั แรกของการดำเนินงานอนุสภากาชาดสยาม

การจัดตั้งหมู่อนุสภากาชาดขึ้นในครั้งนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็น
แบบอย่างแก่โรงเรียนอื่น ๆ โดยการจัดหลักสูตรและกิจกรรม เน้นการปลูกฝังเรื่อง
ความเสียสละ การรู้จักบำเพ็ญประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ รู้จักการรักษาอนามัยของ
ตนเองและส่วนรวมและในปี 2465 นั้น ได้เริ่มมีการจัดพิมพ์วารสารยุวกาชาดข้ึน
โดยเมื่อเริ่มแรกนั้นใช้ชื่อว่า “อนุสภากาชาดอุปกรณ์” ต่อมาเปลี่ยนเป็น
“หนังสือพิมพ์อนุกาชาด” “วารสารอนุกาชาด” และ “วารสารยุวกาชาด”ตั้งแต่ปี
2521 จนถงึ ปัจจุบัน

2. อาสายุวกาชาด ได้แก่ เยาวชนอายุระหว่าง 15 ปี ถึง 25 ปี หรือ
เยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายถึงระดับอุดมศึกษาหรือ
เทียบเท่า ทั้งในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา ซึ่งมีความสนใจสมัครเป็นอาสายุว
กาชาด ได้ผ่านการอบรมหลกั สตู รพืน้ ฐานยวุ กาชาด และสงั กดั ชมรมอาสายุวกาชาด

ในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2515 สภากาชาดไทยได้อนุมัติให้จัดกิจกรรม อนุกาชาด
นอกโรงเรยี น แก่เยาวชนอายุระหวา่ ง 13 - 25 ปี ทีไ่ ม่ได้ศกึ ษาอยใู่ นสถานศึกษา แต่
เนอื่ งจากขาดงบประมาณ จึงยงั ไม่ได้ดำเนนิ การใด ๆ

พ.ศ. 2521 เปลีย่ นช่อื “อนกุ าชาด” เป็น “ยุวกาชาด” และขยาย อายุสมาชิก
จาก 7 - 18 ปี เป็น 7 -25 ปี เพราะต้องการให้นักเรียน นักศึกษา ที่เรียนอยู่ใน

ระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา ทั้งในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา รวมถึง
เยาวชนทดี่ ้อยโอกาสทางการศกึ ษาไดเ้ ข้าร่วมเป็นสมาชกิ

พ.ศ. 2522

- กองยุวกาชาด ได้เริ่มดำเนนิ งานยุวกาชาดนอกโรงเรียน ซึ่งชะลอการดำเนินการ
มาตง้ั แต่ ปีพ.ศ. 2515 โดยม่งุ สนบั สนนุ ใหเ้ ยาวชนทไ่ี มม่ ีโอกาสศกึ ษาในสถานศึกษา
ได้มีโอกาสฝึกหลักการและอดุ มการณ์ของกาชาด ฝกึ ฝนวิชาชีพและวิชาการต่าง ๆที่
จะเปน็ ต่อการดำรงชวี ิต เพอ่ื ทจ่ี ะไดน้ ำความรู้ไปพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชนและ
ประเทศชาติต่อไป ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี อุป
นายกิ าผอู้ ำนวยการสภากาชาดไทย ไดท้ รงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯพระราชทานผ้าผูก
คอให้แก่ยุวกาชาดนอกโรงเรียนการดำเนินการนี้ส่งผลให้ยุวกาชาดนอกโรงเรียน
ขยายอย่างกว้างขวางออกไปสู่ ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา และกรม
ราชทณั ฑ์

- ปรบั เปลี่ยนตำแหน่ง หวั หน้ากองยวุ กาชาด เปน็ ผอู้ ำนวยการกองยุวกาชาด

พ.ศ. 2537 กรมราชทณั ฑ์ เห็นคุณค่าของกิจกรรมยุวกาชาด ที่สามารถสง่ ผล
ต่อการกล่อมเกลาจิตใจของเยาวชนในเรือนจำและทัณฑสถาน ซึ่งเป็นเยาวชน
ผู้ด้อยโอกาส ให้เขาเหล่านั้นเห็นคุณค่าของตนเองที่มีต่อสังคม มองเห็นความหวัง
ของชวี ิตท่ีจะกา้ วพน้ พนั ธนาการไปสูอ่ ิสระดว้ ยความมั่นคงทางจิตใจ และกลับส่สู งั คม
ได้อย่างเชื่อมั่นวา่ ตนเองจะสามารถเปน็ คนดีของสงั คมได้เฉกเช่นเยาวชนอื่น ๆ จึง
เกิดการอบรมยุวกาชาดนอกโรงเรียนในทัณฑสถานขึ้น เป็นครั้งแรก ณ ทัณฑสถาน
บำบัดพิเศษหญิงธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี และจากการดำเนินการอบรมในครั้งนั้น
กรมราชทัณฑ์ได้ขยายผลไปยังทัณฑสถานหญิงอีก 6 แห่งทั่วประเทศ จนกระทั่งใน

พ.ศ. 2542 กรมราชทัณฑ์จึงได้ประกาศเป็นนโยบายให้นำกิจกรรมยุวกาชาดนอก
โรงเรียนไปจัดให้กับเยาวชนชาย - หญิงในเรือนจำ และทัณฑสถานต่าง ๆ ทั่ว
ประเทศจนกระทั่งปัจจบุ นั

พ.ศ. 2539 กองยุวกาชาดได้จัดให้มีโครงการอาสายุวกาชาดอุดมศึกษาข้ึน
โดยม่งุ หวังให้ระดมพลังหน่มุ สาวในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาเขา้ ร่วมกิจกรรมเพ่ือ
สังคมในรูปแบบ“อาสสาสมคั ร”ของกองยวุ กาชาด

พ.ศ.2540 เปลี่ยนชื่อกองยุวกาชาดสภากาชาดไทยเป็นสำนักงานยุวกาชาด
สภากาชาดไทย

พ.ศ 2542

สมเด็จพระเทพรตั นราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีอุปนายกิ าผู้อำนวยการสภากาชาด
ไทยทรงพระราชทานปฎญิ ญาของสภากาชาดไทย ในการประชมุ สภากาชาดและสภา
เส้ยี ววงเดือนแดงระหวา่ งประเทศ ครงั้ ที่ 27 ซึ่งจดั ข้ึนระหว่างวันท่ี 31 ตลุ าคม - 6
พฤศจกิ ายน 2542 ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวติ เซอร์แลนด์ ซงึ่ มีสาระสำคัญตอนหน่ึง
เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของยุวกาชาด คือ “จะเผยแพร่กฎหมายมนุษยธรรม
ระหว่างประเทศสู่สถาบันการศึกษา ทั้งของพลเรือนและทหาร” และ “จะเริ่ม
โครงการในระดับรากหญ้า โดยร่วมกับยุวกาชาดในการเผชิญกับปัญหาสำคัญ ๆ ท่ี
คุกคามเยาวชนในปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหายาเสพติดและสุขภาพเจริญพันธ์ุ”
ทำให้มีการปรับหลักสตู รยวุ กาชาดเพื่อให้สอดคล้องกับปฎิญญาดังกล่าว และยึดถือ
เปน็ ส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรยี นการสอนของยวุ กาชาดจนถงึ ปัจจุบัน

พ.ศ. 2546

- รฐั บาลไดป้ ฏริ ปู ระบบราชการ มีการยบุ รวมหน่วยงานเพ่อื ให้เกิดความชัดเจนใน
ภารกิจ หน้าที่ ในการนี้ กรมพลศึกษาซึ่งดูแลกิจการยุวกาชาดมาต้ังแต่เร่ิมแรก ได้
ถกู รวมกบั กระทรวงการทอ่ งเทยี่ วและกีฬา และใหง้ านลูกเสือ ยวุ กาชาด และสารวัตร
นักเรียน ไปอยู่ในสังกัดของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และยกระดับให้เปน็
สำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน พร้อมกับย้ายที่ทำการจากสนาม
ศุภชลาศัย ไปยงั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร ส่วนสำนักงานยวุ กาชาด สภากาชาดไทย ได้
ย้ายกลบั สสู่ ภากาชาดไทยเมอ่ื เดือนกนั ยายน 2546 มีทท่ี ำการ ณ ตกึ จริ กติ ิ

- 8 ตุลาคม พ.ศ. 2546 รองศาสตราจารย์ นายแพทยพ์ นิ ิจ กลุ ละวณิชย์ ได้รับ
การแต่งตั้งเป็น ผู้อำนวยการสำนักงานยุวกาชาด สภากาชาดไทย นับเป็น
ผู้อำนวยการคนแรกของสำนกั งานยวุ กาชาดทเ่ี ป็นเจ้าหน้าท่สี งั กดั สภากาชาดไทย

ดงั นั้นจะเห็นไดว้ า่ นับแตพ่ .ศ.2546 เป็นต้นมา กิจการยวุ กาชาดอยู่ในความ
รับผดิ ชอบของ 2 หนว่ ยงานคอื สำนกั งานยวุ กาชาด สภากาชาดไทย และ สำนักการ
ลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยทั้ง
2 หนว่ ยงาน ยงั คงประสานการดำเนนิ งานในส่วนทเ่ี กีย่ วขอ้ งอย่างใกลช้ ิด

พ.ศ. 2550
สภากาชาดไทยจึงออกข้อบังคับสภากาชาดไทย แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช

2550 หมวดท่ี 9 ยวุ กาชาด มสี าระสำคัญดังนี้
“วตั ถุประสงคข์ องยุวกาชาด : เพ่อื ฝึกอบรมให้เยาวชนชายและหญิง

1. มีอดุ มคตใิ นศานติสขุ มคี วามจงรกั ภักดตี ่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.มีความรู้ความชำนาญในการรักษาอนามัยของตนเองและของผู้อื่น ตลอดจนการ
พฒั นา ตนเอง ทางรา่ งกาย จติ ใจ คณุ ธรรม และธำรงไว้ซึง่ เอกลกั ษณ์ทางวฒั นธรรม
ของชาติ
3. มีความรู้ ความเขา้ ใจในหลกั การและอดุ มการณก์ าชาด มคี ุณธรรม จริยธรรม

และมีจติ ใจเมตตา กรุณาต่อเพื่อนมนุษย์
4. บำเพ็ญตนใหเ้ ปน็ ประโยชนต์ ่อผู้อื่น ชมุ ชน สงั คม และประเทศชาติ
5. มจี ติ สำนึกในการอนุรกั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม
6. มีสมั พนั ธภาพและมติ รภาพทดี่ ตี ่อบคุ คลทั่วไป

สภากาชาดไทย

จากสภาอณุ าโลมแดง ถงึ สภากาชาดไทย
สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศลเพื่อมนุษยธรรม ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2436
(ร.ศ.112) เนื่องจากเกิดกรณีพิพาทระหว่างประเทศไทยกับฝรัง่ เศสเกี่ยวกบั เขตแดน
ริมฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและมีการสู้รบเกิดขึ้น เป็นผลให้มีทหารเสียชีวิต และบาดเจ็บ
ได้รบั ความทุกข์ทรมานจำนวนมาก แตย่ งั ไม่มอี งคก์ ารกุศลใดเข้าไปช่วยเหลอื บรรเทา
ทกุ ขใ์ หเ้ ป็นกิจลกั ษณะ

ดังนั้นกุลสตรีไทยทีส่ งู ศกั ดิ์ในเวลาน้ัน โดยการนำของท่านผู้หญงิ เปล่ียน ภาสกรวงศ์
ภริยาเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) ไดช้ ักชวนบรรดาสตรีไทยชว่ ยกนั เร่ียไรเงิน
และสิ่งของ เพื่อส่งไปช่วยเหลือทหารที่ได้รับบาดเจ็บ และมีความเห็นว่าควรจะมี
องค์การใดองค์การหนึ่งช่วยบรรเทาความทุกข์ยากของทหาร เช่นเดียวกับองค์การ
กาชาดของต่างประเทศ จึงได้นำความกราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้าสว่าง
วัฒนา พระบรมราชเทวี (สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสา
อัยยิกาเจ้า) ขอให้ทรงเป็นชนนีบำรุง คือ เป็นองค์อุปถัมภ์ในการจัดต้ังองค์การ เพ่ือ
บรรเทาทุกข์ยากของทหาร ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
จุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพอพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรง
พระราชดำริวา่ เปน็ ความคิดท่ตี ้องด้วยแบบอย่าง อารยประเทศที่ เจรญิ แล้วทงั้ หลาย
จึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระบรมราชานุญาตให้จัดตั้ง “สภา
อุณาโลมแดง” ขึ้น เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2436 ต่อมาถือเป็นวันสถาปนา
สภากาชาดไทย และทรงรบั ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีสมเดจ็ พระนางเจ้าสว่างวฒั นา
พระบรมราชเทวี ทรงเป็น “สภาชนนี” สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวร
ราชเทวี (สมเด็จพระศรพี ัชรินทราบรมราชนิ ีนาถ พระบรมราชชนนพี นั ปีหลวง) ทรง
เป็น สภานายิกา ทา่ นผหู้ ญิงเปลีย่ น ภาสกรวงศ์ เป็น เลขานกุ ารณิ ี และ พระเจา้ นอ้ ง
นางเธอ พระองคเ์ จ้าพวงสร้อยสอางค์ เป็นเหรญั ญิกา สภาอุณาโลมแดง

พระบาทสมเด็จพระมงกฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงดำรงตำแหน่งพระยุพราชเสด็จ
กลับจากการศึกษา ในประเทศองั กฤษผ่านมาทางประเทศญปี่ ุ่น ไดเ้ สด็ทอดพระเนตร
โรงพยาบาลของกาชาดญี่ปุ่น ทำให้ทรงพระดำรวิ ่า ถ้าได้จัดโรงพยาบาลของกาชาด
ขนึ้ ในเมอื งไทย ก็จะเปน็ ประโยชนแ์ ก่บา้ นเมอื ง ฉะนน้ั เมอื่ สมเดจ็ พระราชบิดา เสดจ็
สู่ สวรรคาลัย พระองคจ์ งึ ไดร้ ่วมกบั พระราชภราดาภคินี ทรงบริจาคทรพั ยร์ วมกับทุน
ของสภาอุณาโลมแดงที่มีอยู่ สร้างโรงพยาบาลขึ้นในที่ดินส่วนพระองค์ แล้วโปรด
เกล้าฯ ขนานนามตามพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทร มหา
จุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์” เพื่อเป็น
อนุสรณ์ ในพระราชบิดา ให้โรงพยาบาลน้ี เป็นของสภากาชาดสยาม เมอ่ื พ.ศ. 2457
ช่ือสภาอุณาโลมแดง และสภากาชาดนี้ เรียกปะปนกันตลอดมา แต่เมื่อ พ.ศ. 2453
ชื่อสภาอุณาโลม แดงก็สูญไป คงใช้กันแต่ สภากาชาดสยาม หรือสภากาชาดไทย
ตามช่ือประเทศ ซึ่งเปลีย่ นจาก สยามเป็นไทย มาจนบดั นี้

ในปีพ.ศ.2461 มีการออกพระราชบัญญัติว่าดว้ ยสภากาชาดสยาม มวี ัตถปุ ระสงค์เพอ่ื
ช่วยรักษาพยาบาลผู้ป่วยไข้และบาดเจ็บในสงครามและยามสงบ กับทั้งทำการ
บรรเทาทุกข์ในเหตุการณ์สาธารณภัยพินาศ โดยไม่เลือกเชื้อชาติ สัญชาติ
ลัทธิ ศาสนา หรอื ความเหน็ ในทางการเมอื งของผูป้ ระสบภัย ยึดหลักมนษุ ยธรรมเป็น
ทตี่ ั้ง และต่อมาในปพี .ศ. 2463 ไดอ้ อกพระราชบญั ญตั วิ า่ ด้วยสภากาชาดสยามแก้ไข
เพิม่ เตมิ จดั ระเบียบสภากาชาดสยามเป็นสมาคมอิสระ ยงั ผลให้คณะกรรมการกาชาด
ระหว่างประเทศรับรองสภากาชาดสยาม เมื่อวันท่ี 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2463 และ
สันนิบาตสภากาชาดมีมติรับสภากาชาดสยามเป็นสมาชิกเมื่อปีพ.ศ. 2464 ต่อมา
สภากาชาดสยามเปลี่ยนช่ือเปน็ สภากาชาดไทย เมอ่ื ปพี .ศ. 2482

นอกจากพระราชบัญญัติสภากาชาดไทย 2 ฉบับดังกล่าวแล้ว ได้มีพระราชบัญญัติ
สภากาชาดไทย ฉบับท่ี 3 วันท่ี 1 สิงหาคม พ.ศ.2499 เกี่ยวกับเรื่องเครื่องหมาย

กาชาด เพื่ออนุวัตติ ามบทแห่งอนุสัญญาเจนีวา ปีพ.ศ.2492 พระราชบัญญตั ิฉบบั
ที่ 4 วนั ที่13 มนี าคม พ.ศ.2550 วา่ ด้วยเหรยี ญกาชาด และพระราชบญั ญัติ ฉบับที่ 5
วันท่ี 12 สิงหาคม พ.ศ.2550 เพิ่มข้อความในพระราชบัญญัติปีพ.ศ.2461 ว่า
“ให้สภากาชาดไทย มีฐานะเป็นนิติบุคคล ดำเนินการอันเป็นสาธารณกุศลเพ่ือ
มนุษยธรรม ตามหลักการกาชาดสากล และพึงได้รับการสนับสนุนการดำเนินงาน
จากรัฐ”

คำปฏิญาณตน

1. ข้า ฯ จะจงรกั ภกั ดตี ่อชาติ ศาสนา พระมหากษตั ริย์
2. ข้า ฯ จะเป็นมติ รกับคนทว่ั ไป และบำเพ็ญตนให้เปน็ ประโยชนแ์ กส่ ่วนรวม
3. ข้า ฯ จะรักษาอนามัยของตนเองและสง่ เสรมิ อนามยั ของผู้อ่ืน


Click to View FlipBook Version