The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับภูมิสารสนเทศ
ความสามารถและข้อจำกัดของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ การจำแนกประเภทองค์ประกอบของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ได้ และการวิเคราะห์ความสำคัญขององค์ประกอบของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ได้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2023-03-15 05:02:48

บทที่ 4_ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับภูมิสารสนเทศ
ความสามารถและข้อจำกัดของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ การจำแนกประเภทองค์ประกอบของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ได้ และการวิเคราะห์ความสำคัญขององค์ประกอบของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ได้

Keywords: ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

บทที่ 4 ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์


2 แผนการสอน หัวข้อ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ผู้สอน อาจารย์ ดร.ศศิธร โคสุวรรณ เวลา 3 ชั่วโมง วัตถุประสงค์ เพื่อให้นิสิต 1. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับภูมิสารสนเทศ 2. มีความเข้าใจ และสามารถระบุความสามารถและข้อจำกัดของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ 3. อธิบายและจำแนกประเภทองค์ประกอบของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ได้ 4. วิเคราะห์ความสำคัญขององค์ประกอบของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ได้ เนื้อหา 1. ความหมายของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ 2. ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง 3. องค์ประกอบของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ 4. ความสำคัญองค์ประกอบของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์แต่ละประเภท การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 1. ชี้แจงวัตถุประสงค์และเนื้อหา 10 นาที 2. ตัวอย่างเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ 10 นาที 3. สอนบรรยายเนื้อหาหัวข้อต่างๆ และทำกิจกรรม 200 นาที 4. นิสิตซักถาม และมอบหมายงาน 10 นาที สื่อการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน 2. เอกสารประกอบการบรรยายในรูปแบบ Microsoft Power Point 3. เว็บไซต์ ข่าว การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ในงานด้านต่างๆ การประเมินผล 1.ทดสอบกลางภาค (ข้อสอบอัตนัย) 2.ทดสอบย่อยในชั้นเรียน (ข้อสอบอัตนัย) 3.การนำเสนองานและอภิปรายหน้าชั้นเรียน หนังสืออ้างอิง โครงการตำราวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มูลนิธิ สอวน. (2557). ภูมิศาสตร์เทคนิค.กรุงเทพฯ:ศูนย์ หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


3 ภาติยะ พัฒนาศักดิ์. (2560). พื้นฐานระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์. ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะ ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง. สรรค์ใจ กลิ่นดาว. (2555). แนวคิดและวิธีการจัดการข้อมูลเชิงพื้นที่.กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. สุเพชร จิรขจรกุล. (2552). เรียนรู้ระบบภูมิสารสนเทศด้วยโปรแกรม ArcGIS Desktop 9.3.1. กรุงเทพฯ : คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. Petchsawang, A. (2015). ความหมายของเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ. Retrieved from http://www.gistda.or.th/main/th/node/815


4 ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ในปัจจุบันนี้กิจกรรมของมนุษย์ส่วนใหญ่จำกัดขอบเขตเฉพาะบนพื้นโลก หรือใกล้พื้นผิวโลก ไม่ว่าจะ เป็นกิจกรรมด้านการเกษตร อุตสาหกรรม หรือการค้า และการบริการ ต่างก็เกิดขึ้นบนพื้นโลก แต่มีกิจกรรม บางประการโดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นใต้พื้นผิวโลก เช่น การขุดเจาะน้ำมัน การทำเหมือนแร่ เป็น ต้น หรือเหนือพื้นผิวโลกเล็กน้อย เช่น ธุรกิจการบิน กิจกรรมต่างๆ เหล่านั้นเราจำเป็นต้องทราบว่าเป็น กิจกรรมประเภทใด เกิดขึ้นที่ใด ซึ่งล้วนสัมพันธ์กับตำแหน่งบนพื้นผิวโลกทั้งสิ้น เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งเป็นเรื่องสำคัญและมักเป็นประเด็นในหลายๆ ปัญหาที่ต้องได้รับการพิจารณา ปัญหาที่เกี่ยวพันธ์กับที่ตั้ง ทั้งในเรื่องของข้อสนเทศที่ใช้ในการแก้ปัญหาและวิธีการแก้ปัญหา เรียกว่า ปัญหา ทางภูมิศาสตร์ (Geographic problems) เช่น การตัดสินใจเลือกทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมในการสร้างสถานี อนามัยแห่งใหม่ในอำเภอหนึ่งๆ ของกระทรวงสาธารณสุข การพิจารณาเลือกเส้นทางที่เหมาะสมเพื่อนำส่งพัสดุ ภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าด้วยความรวดเร็วของบริษัทจัดส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ การพิจารณาเลือกเส้นทางที่จะ ก่อสร้างทางด่วนสายใหญ่ของการทางพิเศษ จะเห็นได้ว่าปัญหาทางภูมิศาสตร์ดังกล่าวข้างต้น ประกอบด้วย ข้อมูลทั้งเชิงพื้นที่และข้อมูลเชิงคุณลักษณะที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีในการจัดการกับข้อมูลเชิง พื้นที่และข้อมูลเชิงคุณลักษณะเหล่านั้น ที่เรียกว่า เทคโนโลยีภูมิเชิงพื้นที่ (Geospatial technology) หรือ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System) ความหมายของระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ เฮย์วูด (Heywood, I.et al. 2002) ได้กล่าวว่า มีผู้ให้ความหมายหรือคำจำกัดความของ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ไว้มากมายและเป็นเรื่องยากที่จะเลือกคำจำกัดความใดๆเป็นตัวแทน แมกกราย (Maguire, D.J.et al.:1991) ได้รวบรวมคำจำกัดความของ GIS ที่นักภูมิสารสนเทศได้ให้ไว้ ดังเช่น พิกเคิล (Pickles, J. : 1995) ได้เสนอแนะว่า คำจำกัดความของ GIS จะเป็นเช่นใด ขึ้นอยู่กับใครเป็น ผู้ให้คำจำกัดความ บุคคลเหล่านั้นมีภูมิหลังทางวิทยาการและมุมมองอย่างไร พิกเคิลยังพิจารณาต่อไปอีกว่า คำจำกัดความของ GIS เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการประยุกต์ที่ พัฒนาขึ้นมาเป็นลำดับ บางคำจำกัดความซึ่งสั้นแต่ก็ให้กรอบแนวคิดของระบบ GIS ได้เป็นอย่างดี ไรน์ (Rhind,D. : 1989) ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า GIS เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถจัดเก็บและใช้ ข้อมูลในการอธิบายสถานที่ต่างๆ บนพื้นผิวโลก เบอร์ราฟ (Burrough,P.A.:1986) กล่าวว่า GIS เป็นชุดของเครื่องมือสำหรับรวมรวม จัดเก็บและค้น คืนข้อมูลเชิงพื้นที่ตามที่ต้องการ รวมทั้งสามารถเปลี่ยนรูปและแสดงผลข้อมูลเชิงพื้นที่ดังกล่าวเพื่อ วัตถุประสงค์เฉพาะทาง


5 กรมสิ่งแวดล้อม (Department of environment : 1987) กล่าวว่า GIS เป็นระบบที่รวบรวม จัดเก็บ ตรวจสอบและบูรณาการตลอดจนดำเนินการ (Manipulating) วิเคราะห์และแสดงผลข้อมูลซึ่งอ้างอิงกับ ตำแหน่งบนพื้นโลก ถ้าพิจารณาอย่างกว้างๆ คำจำกัดความของ GIS ครอบคลุมองค์ประกอบหลัก 3 ประการ ที่แสดงให้ เห็นว่า GIS เป็น 1) ระบบสมองกลซึ่งมีความหมายครอบคลุมมากกว่าการเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (Desktop computer) 2) ระบบที่ต้องการอุปกรณ์ต่อพ่วง ทั้งซอฟต์แวร์ เครื่องพิมพ์ เครื่องวาด 3) มีกระบวนการและ ลำดับขั้นตอนการดำเนินการ อีกทั้งยังมีความหมายว่า GIS ใช้ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ กล่าวคือ ข้อมูลที่อ้างอิง ตำแหน่งบนพื้นผิวโลก รวมทั้งยังดำเนินการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลพร้อมทั้งการนำเข้าและแสดงผล กรมสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (1987) ระบุว่า GIS ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดี ควรมี ความสามารถดังต่อไปนี้ 1.เข้าถึงข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว 2.เลือกรายละเอียดของข้อมูลตามหัวเรื่อง (Theme) ได้ตามต้องการ 3.เชื่อมโยงหรือรวมชุดข้อมูลหนึ่งกับอีกชุดข้อมูลหนึ่งได้ 4.วิเคราะห์ลักษณะเชิงพื้นที่ของข้อมูลได้ 5.สามารถปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยได้อย่างรวดเร็วโดยไม่สิ้นเปลืองงบประมาณมาก 6.สามารถสร้างแบบจำลองข้อมูลและประเมินทางเลือกได้ 7.สามารถแสดงผลทั้งในรูปของแผนที่ กราฟ กล่าวโดยสรุปได้ว่า GIS สามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มค่าให้กับข้อมูลเชิงพื้นที่โดยดำเนินการจัดการข้อมูล อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการบูรณาการกับข้อมูลอื่นๆ หรือวิเคราะห์และสร้างข้อมูลใหม่ที่สามารถนำไปใช้ ปฏิบัติได้ ดังนั้น จึงถือว่า GIS ได้สร้างข้อสนเทศที่มีประโยชน์เพื่อช่วยในกระบวนการตัดสินใจ แมกกราย (Maguire, D.J.et al.:1991) เน้นว่าข้อมูลเป็นส่วนที่สำคัญมากของ GIS แต่ในทางปฏิบัติ ไม่มีองค์ประกอบหลักใด ไม่ว่าคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่อพ่วง หรือข้อมูลเชิงพื้นที่ที่สามารถดำเนินงานได้โดย ลำพัง ดังนั้นทั้ง 3 องค์ประกอบจึงมีความสำคัญเท่าเทียมกัน GIS เสมือนการเชื่อมข้อมูลเชิงพื้นที่และแอตริบิวต์ มีผู้กล่าวว่า ศาสตร์ที่ดีต้องเริ่มต้นด้วยคำจำกัด ความที่ชัดเจน อย่างไรก็ดีในกรณีของระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ เป็นเรื่องยากที่จะให้คำจำกัดความที่ ตายตัวไม่ยืดหยุ่น อย่างไรก็ตาม ในคำจำกัดความเหล่านั้นต้องมีคำว่า ข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial data) ที่มีลักษณะเฉพาะ (Unique) เพราะสามารถเชื่อมโยงกับแผนที่ทางภูมิศาสตร์ได้ คำว่า เชิงพื้นที่ (Spatial) หมายถึง ต้องสัมพันธ์ กับปริภูมิโดยรอบตัว ที่ซึ่งเราอาศัยอยู่และมีกิจกรรม ดังนั้น เราสามารถเริ่มต้นให้คำอธิบายง่ายๆ ของ ส่วนประกอบ 3 ส่วนของ GIS นั้นคือ ฐานข้อมูล (Database) ข้อมูลเชิงพื้นที่ หรือแผนที่ และวิธีการที่เชื่อม สองส่วนแรกเข้าด้วยกัน


6 ลักษณะข้อมูลเวกเตอร์ รูป 1ลักษณะข้อมูลเวกเตอร์ (Vector Format) ที่มา : https://www.slideshare.net/chingchaih/geoinformatics-for-teacher-46279726 แนวคิดเกี่ยวกับระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เป็นระบบสารสนเทศที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อใช้รวบรวม จัดเก็บ วิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูลเชิงพื้นที่ ควบคู่ไปกับข้อมูลเชิงคุณลักษณะ ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอื่นๆ ได้แก่ ระบบกำหนดตำแหน่งบนพื้นโลกด้วยดาวเทียม การสำรวจระยะไกลด้วยดาวเทียม การสำรวจด้วยภาพถ่าย และเทคโนโลยีการทำแผนที่ องค์ประกอบของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ 1.อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 2.ซอฟต์แวร์ 3.วิธีการ 4.ข้อมูล และ 5.บุคลากร การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ทำได้หลายด้าน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลที่ซับซ้อนเชิงแผนที่ ในการวางแผนหรือแก้ปัญหาได้ ซึ่งจะมีการประยุกต์ใช้ในด้าน เศรษฐกิจ ด้านคมนาคมขนส่ง ด้านอุตุนิยมวิทยา ด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ด้านสาธารณสุข ด้านการบริการ ชุมชน ด้านการบังคับใช้กฎหมายและป้องกันอาชญากรรม ด้านการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน ด้านการ จัดเก็บภาษี ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการจัดการภาวะฉุกเฉินและภัยพิบัติ ข้อมูลในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ข้อมูลเชิงพื้นที่และข้อมูล เชิงคุณลักษณะ แต่ละประเภทจะมีลักษณะรายละเอียดของข้อมูลแตกต่างกัน กระบวนการทำงาน ในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ มี 5 กระบวนการ คือ การกำหนดวัตถุประสงค์ การนำเข้าข้อมูล การจัดการข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการแสดงผล


7 ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เป็นระบบสารสนเทศที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อใช้รวบรวม จัดเก็บ วิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูลเชิงพื้นที่ ควบคู่ไปกับข้อมูลคุณลักษณะ โดยมีเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ระบบกำหนดตำแหน่งบนพื้นโลกด้วยดาวเทียม มีส่วนประกอบ 3 ส่วน 1) ส่วนอวกาศ (space segment) ประกอบด้วยเครือข่ายดาวเทียม 2) ส่วนควบคุม (control segment) เป็นการควบคุมสถานะ ต่างๆ ของดาวเทียม 3) ส่วนผู้ใช้ (users segment) ที่มีเครื่องรับสัญญาณจีพีเอส เครื่องรับนี้จะทำการแปลง สัญญาณต่างๆ ที่ได้รับจากดาวเทียมแล้ว คำนวณมาเป็นค่าพิกัดให้ผู้ใช้ การสำรวจระยะไกลด้วยดาวเทียม โดยใช้เทคโนโลยีการรับรู้ระยะไกล (remote sensing) เป็น วิทยาศาสตร์และศิลป์ที่ทำให้ได้ข้อมูลเชิงพื้นที่ หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้นๆ โดยปราศจากการเข้า ไปสัมผัสกับวัตถุเป้าหมาย สำรวจด้วยภาพถ่าย หรือโฟโตแกรมเมทรี (photogrammetry) เป็นวิทยาการที่ประกอบด้วยศาสตร์ ต่างๆ ทางด้านศิลปะ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อได้มาซึ่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ โดยผ่านกระบวนการบันทึก การวัด แลการแปลความหมายจากภาพตลอดจนการแปลความหมายและการวิเคราะห์รูปแบบของพลังงาน แม่เหล็กไฟฟ้าที่บันทึกได้ เทคโนโลยีการทำแผนที่ในปัจจุบัน ใช้ความสามารถของเครื่องคอมพิวเตอร์ ประสิทธิภาพสูงที่มีความรวดเร็วในการประมวลผลและการแสดงผลข้อมูล รวมไปถึงความสามารถของ ซอฟต์แวร์ทางภูมิสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ความสามารถของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ GIS เป็นระบบสารสนเทศที่รวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่ (spatial data) และข้อมูลอธิบายต่างๆ (attribute data) ดังนั้น จึงมีประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ และตอบคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ด้านพื้นที่ ได้หลายประการ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภท คือ 1. Location What is at …? มีอะไรอยู่ที่ไหน คำถามแรกที่ GIS สามารถตอบได้ คือ มีอะไรอยู่ที่ ไหน หากผู้ถามรู้ตำแหน่งที่แน่นอน เช่น ทราบชื่อหมู่บ้าน ตำบล หรืออำเภอ แต่ต้องการรู้ว่าที่ตำแหน่งนั้นๆ ที่รายละเอียดข้อมูลอะไรบ้าง 2. Condition Where is it? สิ่งที่อยากทราบอยู่ที่ไหน คำถามที่จะตรงกันข้ามกับคำถามแรก และ ต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูล ยกตัวอย่าง เช่น เราต้องการทราบว่าบริเวณใดมีที่ดินที่เหมาะสมต่อการปลูกพืชอยู่ ใกล้แหล่งน้ำ และไม่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ เป็นต้น 3. Trends What has changed since…? ในช่วงระยะที่ผ่านมามีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง คำถามที่ สามเป็นการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในระยะช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งคำถามนี้จะเกี่ยวข้องกับคำถามที่หนึ่ง และคำถามที่สอง ว่าต้องการทราบการเปลี่ยนแปลงของอะไร และสิ่งที่ได้เปลี่ยนแปลงอยู่ที่ไหน มีขนาดเท่าไร เป็นต้น


8 4. Patterns What spatial patterns exist? ความสัมพันธ์ด้านพื้นที่เป็นอย่างไร คำถามนี้ค่อนข้าง จะซับซ้อนกว่าคำถามที่ 1-3 ตัวอย่างของคำถามนี้ เช่น เราอยากทราบว่าปัจจัยอะไร เป็นสาเหตุของการเกิด โรคท้องร่วงของคนที่อาศัยอยู่เชิงเขา หรือเชื้อโรคมาจากแหล่งใด การตอบคำถามดังกล่าว จำเป็นต้องแสดง ที่ตั้งแหล่งมลพิษต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียง หรืออยู่เหนือลำธาร ซึ่งลักษณะการกระจาย และตำแหน่งที่ตั้งของ สถานที่ดังกล่าว ทำให้เราทราบถึงความสัมพันธ์ของปัญหาดังกล่าว 5. Modeling What if…? จะมีอะไรเกิดขึ้นหาก คำถามนี้จะเกี่ยวข้องกับการคาดการณ์ว่าจะมีอะไร เกิดขึ้นหากปัจจัยอิสระ (independence factor) ซึ่งเป็นตัวกำหนดการเปลี่ยนแปลงไป ยกตัวอย่างเช่น จะ เกิดอะไรขึ้น หากมีการตัดถนนเข้าไปในพื้นที่ป่าสมบูรณ์ การตอบคำถามเหล่านี้บางครั้งต้องการข้อมูลอื่น เพิ่มเติม หรือใช้วิธีการทางสถิติในการวิเคราะห์ เป็นต้น ข้อจำกัดของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ GIS เป็นเพียงเครื่องมือ (tool) ที่ช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ สามารถทำได้รวดเร็ว และมี ประสิทธิภาพแต่อย่างไรก็ตาม GIS ไม่สามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง เช่น 1. GIS ไม่สามารถปรับปรุงคุณภาพของข้อมูลดิบ (raw data) ให้มีความถูกต้อง หรือแม่นยำขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น ได้นำข้อมูลแผนที่ดิน มาตราส่วน 1:100,000 ถึงแม้ว่า GIS สามารถพิมพ์แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 แต่ความแม่นยำของข้อมูลยังคงเดิม 2. GIS ไม่สามารถระบุความผิดพลาดของข้อมูลได้ ยกตัวอย่างเช่น เจ้าหน้าที่ GIS ได้นำเข้าข้อมูลดิน ทราย แต่ได้กำหนดข้อมูลดังกล่าวผิดพลาด เป็นดินร่วนปนทราย GIS ไม่สามารถบอกได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวให้ รายละเอียดข้อมูลผิด 3. GIS ไม่สามารถเปรียบเทียบคุณภาพของข้อมูล แต่ละชั้นข้อมูล หรือข้อมูลแต่ละแหล่งว่าข้อมูลชุด ใด หรือหน่วยงานใดผลิตข้อมูลที่มีคุณภาพมากน้อยกว่ากัน 4. GIS ไม่สามารถระบุได้ว่า แบบจำลองในการวิเคราะห์ หรือเงื่อนไขต่างๆ ที่นักวิเคราะห์ GIS หรือผู้ มีอำนาจตัดสินใจได้เลือกไปนั้น ถูกต้องหรือไม่ เพราะ GIS เป็นเพียงเครื่องมือที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เท่านั้น 5. GIS ไม่ทราบมาตรฐาน หรือรูปแบบแผนที่ที่เป็นสากล ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูล GIS ชุดเดียวกัน แต่ ถ้ า นักวิเคราะห์GIS 2 ท่าน มาจัดทำแผนที่จะได้แผนที่ไม่เหมือนกัน ความสวยงามแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ ประสบการณ์และความรู้ของผู้ผลิตแผนที่เป็นหลัก 6. GIS ไม่สามารถทดแทนความรู้ ความสามารถ ของผู้เชี่ยวชาญได้ ยกตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์หา พื้นที่ที่เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ที่ดิน ยังมีความจำเป็นจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องดิน และการวางแผนใช้ ที่ดิน เป็นผู้กำหนดปัจจัยหรือเงื่อนไขต่างๆ นักวิเคราะห์ GIS ถึงแม้ว่าจะมีประสบการ์ในการใช้โปรแกรม หรือ


9 มีข้อมูลเชิงพื้นที่และข้อมูลอธิบายครบถ้วน ไม่สามารถดำเนินการวิเคราะห์ดังกล่าว ให้ได้ผลที่เป็นที่ถูกต้อง ตามหลักวิชาการได้ เพราะไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนั้นๆ การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ในปัจจุบันมีการประยุกต์ใช้ในงานด้านต่างๆ ดังนี้ ด้านเศรษฐกิจ เพื่อช่วยเหลือในการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ เช่น การวางแผนการใช้ทรัพยากรใน การผลิต การวิเคราะห์ความพร้อมของวัตถุดิบและแรงงาน รวมถึงความต้องการของประชากรในแต่ละพื้นที่ จากข้อมูลพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่ง GIS สามารถใช้ในการเพิ่มประสิทธิผลทางด้านการคมนาคมขนส่ง เช่น การ วางแผนเส้นทางการเดินรถประจำทาง การวางแผนการสร้างเส้นทางคมนาคม ทางรถไฟ ทางด่วน ทางเดินเรือ และเส้นทางการบิน ฯลฯ ได้เป็นอย่างดี ด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน การจัดสาธารณูปโภคพื้นฐานไปยังพื้นที่ต่างๆ ตามความต้องการของ ประชาชนนั้น GIS ได้เข้ามามีบทบาทอันสำคัญในการวางแผนในการสร้างถนน การเดินสายไฟฟ้า ท่อประปา รวมถึงการวางแผนในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคพื้นฐานเหล่านี้ ด้านการสาธารณสุข การประยุกต์ใช้ GIS ในการบริหารจัดการภาครัฐกับงานทางด้านสาธารณสุข มี ใช้กันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ เช่น การระบุตำแหน่งของผู้ป่วยโรคต่างๆ การวิเคราะห์การแพร่ของโรค ระบาด หรือแนวโน้มการระบาดของโรค ซึ่งการประยุกต์ใช้ GIS จะช่วยให้ผู้บริหารสามารถวางแผนในการ ป้องกันและแก้ไขปัญหาทางด้านสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น ด้านการบริการชุมชน จะเกี่ยวข้องในส่วนของการให้บริการของรัฐกับประชาชนโดยทั่วๆ ไป ซึ่ง ประชาชนในแต่ละพื้นที่ จะมีความต้องการบริการจากภาครัฐแตกต่างกันไป การใช้ GIS จะช่วยให้ผู้บริหาร ทราบถึงความต้องการของประชาชนโดยการให้บริการสาธารณะได้อย่างเป็นพลวัตร ด้านการบังคับใช้กฎหมายและการป้องกันอาชญากรรม มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น การ กำหนดจุดเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมเพื่อตั้งป้อมตำรวจ การวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรม โดยการบันทึกจุดที่เกิดอาชญากรรมไว้ แล้วนำมาวิเคราะห์หาพื้นที่เสี่ยง ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายสามารถ วางแผนให้ความสำคัญกับบางพื้นที่ที่ต้องทำการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อลดปัญหาอาชญากรรมได้ ด้านการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน การประยุกต์ใช้ GIS เพื่อช่วยในการวางแผนการใช้ประโยชน์ ที่ดิน เป็นหนึ่งในกิจกรรมการประยุกต์ใช้ GIS ที่แพร่หลายที่สุด เพราะความสามารถในการวิเคราะห์ ประเมินผล และนำเสนอข้อมูลต่างๆ ในเชิงพื้นที่ที่จำเป็นต่อการวางผังเมือง และการจัดการเมืองสามารถ กระทำได้อย่างสะดวก ทั้งการวิเคราะห์และประเมินศักยภาพในการใช้ประโยชน์ของแต่ละพื้นที่ ด้านการจัดเก็บภาษีการประยุกต์ใช้ GIS เพื่อช่วยในการจัดเก็บภาษี โดยอาศัยข้อมูลแผนที่มาตรา ส่วนขนาดใหญ่ เช่น 1:1,000 ซึ่งสามารถมองเห็นขอบเขตของอาคาร เพื่อใช้ในการนำเข้าข้อมูลการชำระภาษี อากร ซึ่งภาครัฐสามารถทำการติดตาม ตรวจสอบผลการจัดเก็บภาษีได้โดยสะดวก เพราะข้อมูลของสถาน


10 ประกอบการ บ้านเรือน ฯลฯ ที่ชำระค่าภาษีอากรต่างๆ แล้วจะสามารถแสดงให้เห็นความแตกต่างได้โดยเฉดสี บนแผนที่ ทำให้สามารถค้นหา หรือติดตามการชำระภาษีอากรได้สะดวก และทำให้การจัดเก็บภาษีมี ประสิทธิภาพมากขึ้น ด้านสิ่งแวดล้อม การประยุกต์ใช้ GIS เพื่อทดลองสร้างแบบจำลองทางด้านสิ่งแวดล้อม มีใช้กันอย่าง แพร่หลายในต่างประเทศ เช่น การสร้างแบบจำลองสามมิติแสดงการถล่มของภูเขา ซึ่งการสร้างแบบจำลองใน GIS จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถทำความเข้าใจกับลักษณะของพื้นที่ได้โดยง่าย และเป็นการเพิ่มการรับรู้แบบเสมือน จริงในรูปแบบของแบบจำลองสามมิติ ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดในการตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น ส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างยิ่ง ด้านการจัดการภาวะฉุกเฉินและภัยพิบัติสิ่งที่จำเป็นมากที่สุดในการจัดการในสภาวะฉุกเฉิน คือ การรับรู้ข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องให้มากที่สุด เพื่อทำการตัดสินใจให้เร็วที่สุดผิดพลาดน้อยที่สุด และมีประสิทธิผล มากที่สุด GIS ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลในเชิงพื้นที่ได้อย่างทั่วถึงในเวลาอันรวดเร็ว รวมถึงรายละเอียด ต่างๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจำเป็นต่อมาตรการในการป้องกันแก้ไข นอกจากนี้ยังใช้ GIS วิเคราะห์ถึงผลกระทบต่างๆที่ อาจเกิดขึ้นอยู่ในรัศมีของการได้รับผลกระทบ เป็นต้น รวมทั้งวิเคราะห์ทิศทางวางแผนอพยพผู้คน เส้นทางใน การเคลื่อนย้าย การขนส่ง และเพื่อกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ในการป้องกัน การวางแผนการช่วยเหลือ ทำ การวิเคราะห์หรือสร้างภาพจำลองของเหตุการณ์เพื่อหาสาเหตุได้ทันที ตามสภาพของข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไป ในแต่ละช่วงเวลา องค์ประกอบของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ 5 ส่วน ซึ่งแต่ละส่วนมีความสำคัญต่อการ ทำงาน ได้แก่ 1) องค์ประกอบด้านฮาร์ดแวร์ ซึ่งจะต้องมีส่วนประกอบที่สนับสนุน ได้แก่ หน่วยนำเข้าข้อมูล หน่วยประมวลผลข้อมูล หน่วยความจำหลัก หน่วยความจำสำรอง หน่วยแสดงผลข้อมูล และหน่วย ติดต่อสื่อสาร 2) องค์ประกอบด้านซอฟต์แวร์ เป็นส่วนที่ใช้ในการประมวลผล วิเคราะห์และแสดงโดยติดตั้งลง บนฮาร์ดแวร์ ซึ่งซอฟต์แวร์ที่ใช้ในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มีหลากหลาย ทั้งเป็นรูปแบบเชิงพาณิชย์และ ซอฟต์แวร์รหัสเปิด 3) องค์ประกอบด้านบุคลากร เป็นบุคคลที่ทำงานด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ 4) องค์ประกอบด้านวิธีดำเนินงานเป็นเทคนิควิธีการที่ใช้ในการวิเคราะห์ด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ และ ส่วนสุดท้ายได้แก่ 5) องค์ประกอบทางด้านข้อมูลของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ โดยเป็นข้อมูลเชิงพื้นที่ ที่ แสดงด้วยภาพ และข้อมูลลักษณะประจำ ซึ่งองค์ประกอบทั้งหมดจะสัมพันธ์กัน และแสดงผลออกมาในรูปของ แผนที่ หรือตามที่ผู้ใช้ต้องการ ซึ่งสามารถอธิบายในแต่ละหัวข้อได้ดังต่อไปนี้


11 รูป 2องค์ประกอบของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ 1) องค์ประกอบด้านฮาร์ดแวร์ ฮาร์ดแวร์เป็นส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มองเห็นและสัมผัสได้ เช่น ตัวเครื่อง คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบภายใน จอคอมพิวเตอร์ เมาส์ คีย์บอร์ด ดิจิไทเซอร์ เป็นต้น ซึ่งองค์ประกอบ ด้านฮาร์ดแวร์ที่ใช้ในงานระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์จะจำแนกตามหน้าที่ ได้แก่ - หน่วยนำเข้าข้อมูล (Input Unit) - หน่วยประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit : CPU) - หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit) - หน่วยความจำสำรอง (Secondary Memory Unit) - หน่วยแสดงผลข้อมูล (Output Unit) - หน่วยติดต่อสื่อสาร (Communication Units) ในแต่ละส่วนสามารถอธิบายได้ดังนี้ หน่วยนำเข้าข้อมูล (Input Unit) หน่วยนำเข้าข้อมูล คือ อุปกรณ์ซึ่งทำหน้าที่รับข้อมูลจากผู้ใช้ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ได้แก่ - คีย์บอร์ด ทำหน้าที่รับข้อมูล ประเภทชุดคำสั่งหรือตัวอักษร ตัวเลข และใช้ในการสั่งงาน - เมาส์ ทำหน้าที่นำเข้าข้อมูล โดยผู้ใช้เป็นผู้เลือกเมนูหรือชุดคำสั่งผ่านหน้าจอ - ดิจิไทเซอร์ เป็นอุปกรณ์สำหรับนำเข้าข้อมูลประเภทรายละเอียดของเส้นในระบบสารสนเทศ ภูมิศาสตร์ เช่น ถนน แม่น้ำ ขอบเขตการปกครอง เป็นต้น โดยการนำเข้าข้อมูลจาก ดิจิไทเซอร์จะต้องใส่ค่า พิกัด - เครื่องกราดภาพ (Scanner) เป็นการนำเข้าข้อมูลประเภทรูปปิด ซึ่งเครื่องกราดภาพมีหลายแบบ แต่การนำเข้าข้อมูลภาพ จะมีความบิดเบี้ยวของภาพสูง โดยเฉพาะบริเวณขอบภาพ ซึ่งเครื่องกราดภาพที่มี


12 ความบิดเบี้ยวต่ำจะมีราคาสูงมาก ดังเช่น กรมแผนที่ทหารใช้เครื่องกราดภาพในการผลิตแผนที่ภูมิประเทศจาก ภาพถ่ายทางอากาศ - เครื่องกำหนดตำแหน่งบนโลก (Global Positioning System : GPS) เป็นอุปกรณ์นำเข้าพิกัด ภูมิศาสตร์ หรือพิกัดในระบบแผนที่ มีขนาดเล็ก สามารถนำทางได้ มีวิธีการได้ตำแหน่งจากค่าดาวเทียมที่อยู่ บนวงโคจรเหนือพื้นผิวโลก โดยปกติ GPS ขนาดเล็กจะมีความผิดพลาดในการบอกตำแหน่ง จึงควรใช้ GPS รับ สัญญาณจากดาวเทียมได้หลายดวงและอ่านค่าความผิดพลาดให้น้อยที่สุดก่อนจะนำค่าที่ได้ไปใช้งาน หน่วยประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit : CPU) หน่วยประมวลผลข้อมูล หรือ ซีพียู หรือ ที่เรียกว่า โปรเซสเซอร์ (Processor) หรือ ชิป (Chip) เป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญมากของฮาร์ดแวร์ เพราะมีหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลที่ผู้ใช้สั่ง หน่วยประมวลผลกลางทำหน้าที่เป็นสมองของคอมพิวเตอร์ ซึ่ง ในงานด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์นั้น จำเป็นต้องมีหน่วยประมวลผลกลาง ที่สามารถประมวลผลได้ รวดเร็ว ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์สูงขึ้นตามไปด้วย หน่วยความจำสำรอง (Secondary Memory Unit) หน่วยความจำสำรอง เป็นอุปกรณ์ซึ่งทำ หน้าที่เก็บบันทึกข้อมูลไว้เพื่อใช้ในการประมวลผลครั้งต่อไป ในการเลือกอุปกรณ์สำรองข้อมูล ในปัจจุบันมี หลายชนิด ซึ่งผู้ใช้ต้องคำนึงให้เหมาะสมกับงานด้านภูมิสารสนเทศ ซึ่งอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ - ฮาร์ดดิสก์ (Hard disk) เป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่มีความเร็วและมีความจุสูงมาก และยังเป็นที่พัก ข้อมูลชั่วคราว ระหว่างการทำงานของโปรแกรมหรือระบบปฏิบัติการด้วย ภายในฮาร์ดดิสก็จะมีแผ่นจาน แม่เหล็กซึ่งอาจมีแผ่นเดียว หรือหลายแผ่น ที่บันทึกข้อมูลได้เพียงด้านเดียว หรือสองด้านของแผ่น โดยหมุน ด้วยความเร็วรอบหลายพันรอบต่อนาที (ppm) และมีหัวอ่าน/เขียน คอยวิ่งไปอ่านหรือบันทึกข้อมูลบน ตำแหน่งต่างๆ ของแผ่นจานแม่เหล็ก ตามคำสั่งที่ได้รับจากซีพียู ปัจจุบันฮาร์ดดิสจะมีอินเตอร์เฟส (Interface) แบบ Serial ATA หรือ SATA ฮาร์ดดิสก์ในท้องตลอดมีความจุตั้งแต่ 500 Gigabyte ถึง 10 Terabyte ซึ่งในงานด้านภูมิ สารสนเทศจะต้องใช้ฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุสูง เพราะซอฟต์แวร์ต้องการพื้นที่ในการติดตั้งมาก รวมถึงขนาดของ ภาพถ่ายทางอากาศ หรือภาพถ่ายจากดาวเทียม มีไฟล์ขนาดใหญ่มากต้องการพื้นที่ในการจัดเก็บมาก เช่นเดียวกัน ฮาร์ดดิสก์แบบเชื่อมต่อภายนอก External Harddisk ปัจจุบันการใช้งานผ่าน USB สามารถใช้ ความเร็วได้สูง จะมีการใช้ Harddisk แบบเชื่อมต่อ โดยมีรูปแบบของกล่องใส่ฮาร์ดดิสก์ที่ใช้เป็นแบบภายในกัน อยู่ พร้อมอินเตอร์เฟสที่ช่วยให้พกพาไปได้ง่าย หรือเป็นสายพร้อมที่จ่ายไฟ หรือเป็นชุดที่ขายสำเร็จรูป ในยี่ห้อ ฮาร์ดดิสก์นั้นเอง แฟลชไดรฟ์ (Flash drive) เป็นอุปกรณ์สำหรับการเก็บข้อมูลขนาดเล็ก พกพาสะดวก สามารถ ต่อกับPort USB ของคอมพิวเตอร์ได้ทันทีภายในเป็นหน่วยความจำชนิด Flash ที่เก็บข้อมูลได้โดยไม่ต้องมี ไฟเลี้ยง


13 CD-R,RW, DVD เป็นอุปกรณ์เพื่อใช้ในการสำรองข้อมูลโดยใช้ CD ROM ,DVD ROM ในการ บันทึกข้อมูล แผ่นซีดีมีความจุ 650 - 750 MB ส่วน DVD มีความจุ4.7-9.4 MB หน่วยแสดงผล (Output unit ) คือ อุปกรณ์ซึ่งทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ที่เกิดจากการประมวลผล ออกมา อาจจะจัดแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ในรูปแบบเชิงเลข หรือ ดิจิตอล (Digital) โดยอาศัยการแสดงผลทาง จอภาพและในรูปแบบพิมพ์(Hard copy) โดยอาศัยการแสดงผล ผ่านเครื่องวาดรูปพอตเตอร์(Plotter) และ เครื่องพิมพ์(Printer) สำหรับแสดงผลโดยพิมพ์ข้อมูลที่เป็นลายเส้นและข้อความ หน่วยติดต่อสื่อสาร (Communication Unit) หน่วยติดต่อสื่อสาร คือ อุปกรณ์ซึ่งทำหน้าที่ สื่อสารข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังเครื่องอื่นในการถ่ายโอนข้อมูลระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ที่มี ขนาดใหญ่ ผ่านระบบเครือข่าย จำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์ติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่าย เช่น Network card และ modem 2) องค์ประกอบด้านซอฟต์แวร์ (Software) ซอฟต์แวร์หรือ โปรแกรม (Program) คือ ชุดคำสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานตามขั้นตอนที่กำหนด ไว้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ต้องการ ซอฟต์แวร์จะทำหน้าที่จัดการ ควบคุมการประมวลผล ของคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เปิดเครื่องจนกระทั่งปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องมีโปรแกรมเป็นตัวควบคุมการทำงานจึงสามารถทำงานได้อย่าง มีประสิทธิภาพ โปรแกรมเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนในการสั่งงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยทั่วไป แล้วมักพบเห็นโปรแกรมที่วางขายกันอยู่ในลักษณะสำเร็จรูป สามารถแบ่งซอฟต์แวร์ได้เป็นสองประเภท คือ โปรแกรมระบบ (System software) และโปรแกรมประยุกต์ (Application software) โปรแกรมระบบ (System software) เป็นโปรแกรมควบคุมระบบเครื่องคอมพิวเตอร์ มีความสำคัญ ที่สุด และจำเป็นที่เครื่องคอมพิวเตอร์ต้องเรียกมาใช้งานก่อนโปรแกรมประเภทอื่น เพราะทำหน้าที่ควบคุม ระบบการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่ติดต่ออยู่ด้วย โดยระบบปฏิบัติการจะเป็นตัว สั่งการหน่วยควบคุม (CPU) และประสานการทำงานของส่วนต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ยังทำ หน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงการทำงานกับโปรแกรมประยุกต์อีกด้วย โดยทั่วไปประกอบไปด้วยระบบปฏิบัติการ และตัวแปลภาษา ระบบปฏิบัติการ หรือที่เรียกย่อว่า โอเอส (Oparating System : OS) เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการดูแล ระบบคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง จะต้องมีโปรแกรมระบบปฏิบัติการนี้ ระบบปฏิบัติการที่นิยม ใช้กันมากในปัจจุบัน ได้แก่ วินโดวส์ (Windows) แมคโอเอส (Mac OS) ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่อง คอมพิวเตอร์แมคอินทอช (Macintosh) ตัวแปลภาษา หรือโปรแกรมแปลภาษา (Language Translator Programs) โปรแกรมแปลภาษาใช้ สำหรับแปลคำสั่งต่างๆ ในโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาด้วยภาษาต่างๆ เช่น Pascal,COBPL,C เพื่อให้เครื่อง คอมพิวเตอร์เข้าใจและนำไปประมวลผลได้


14 โปรแกรมประยุกต์ (Application Software) คือ โปรแกรมซึ่งจัดทำขึ้นตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้เช่น Pascal,COBPL,C, Visual Basic โดยทั่วไปโปรแกรมประยุกต์สามารถแบ่งได้ดังต่อไปนี้ โปรแกรมสำเร็จรูป (Software Package) คือ โปรแกรมที่ผู้ผลิตเขียน หรือทำสำหรับผู้ใช้โดยไม่ต้องมี การเขียนหรือพัฒนาโปรแกรมเพิ่มเติม โปรแกรมสำเร็จรูปมีกลุ่มใหญ่ ได้แก่ ซอฟต์แวร์ประมวลคำ (Word Processing Software) ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน (Spread Sheet Software) ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล (Database Management Software) ซอฟต์แวร์นำเสนอ (Presentation Software) และซอฟต์แวร์สื่อสาร ข้อมูล (Data Communication Software) ซึ่งแต่ละประเภทสามารอธิบายได้ดังต่อไปนี้ โปรแกรมประมวลคำ เป็นซอฟต์แวร์ประยุกต์ใช้สำหรับงานพิมพ์เอกสาร สามารถแก้ไข เพิ่ม แทรก ลบ และจัดรูปแบบเอกสาร เช่น Microsoft Word สำหรับระบบปฏิบัติการ Window หรือ โปรแกรมในกลุ่ม iwork สำหรับการทำงานในแมคโอเอส ได้แก่ Pages โปรแกรมตารางคำนวณ ใช้กับงานทางด้านการเงิน งานบัญชีที่ต้องมีการคำนวณตัวเลข โดยโปรแกรม จะจำลองหน้าจอคอมพิวเตอร์ในรูปแบบของเซลส์ เพื่อใช้ในการกรอกตัวเลข เรียกว่า “Spread Sheet” สามารถใส่สูตรการคำนวณของข้อมูล และให้แสดงผลลัพธ์ที่ต้องการได้ และยังใช้ในการวิเคราะห์และคำนวณ ตัวเลขของวิศวกร ด้วยการสร้างเป็นรูปแบบจำลองในลักษณะของสูตรคำนวณ และสมการทางคณิตศาสตร์เช่น Microsoft Excel หรือโปรแกรมในกลุ่ม iwork สำหรับการทำงานในแมคโอเอส ได้แก่ Numbers โปรแกรมนำเสนอ ใช้กับงานทางด้านการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบของข้อความรูปภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว เช่น Microsoft Powerpoint หรือโปรแกรมในกลุ่ม iwoek สำหรับการทำงานในแมคโอเอส ได้แก่ Keynote โปรแกรมจัดการฐานข้อมูล ใช้เก็บบันทึกข้อมูลในรูปแบบของฐานข้อมูล และมีคำสั่งงานสำหรับเรียก ข้อมูลไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซอฟต์แวร์ที่จัดอยู่ในประเภทนี้ เช่น MS-Access,Oracle,SQL เป็นต้น โปรแกรมสื่อสารข้อมูล เป็นซอฟต์แวรที่จะช่วยให้ไมโครคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง สามารถติดต่อสื่อสาร กับเครื่องอื่นๆ ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทำให้สามารถใช้บริการอื่นๆ เพิ่มเติมได้ สามารถใช้รับส่งไปรษณีย์ อิเล็กทรอนิกส์ รับข่าวจากเบราเซอร์ต่างๆ ทั้งในระบบปฏิบัติการ Windows หรือ Mac OS นอกจากนี้ยังใช้ ในการเชื่อมโยงเข้าหามินิคอมพิวเตอร์หรือเมนเฟรม เพื่อเรียกใช้งานจากเครื่องเหล่านั้นได้ ซอฟต์แวร์สื่อสาร ข้อมูล เช่น โปรคอมครอสทอล์ค เทลิก เป็นต้น โปรแกรมใช้งานเฉพาะ การประยุกต์ใช้งานด้านซอฟต์แวร์สำเร็จมักจะเน้นใช้งานทั่วไป แต่ไม่สามารถ นำมาใช้ในงานธุรกิจบางประเภท เช่น ด้านบัญชี ด้านการขนส่ง ด้านการขนส่งสินค้าต่างๆ จำเป็นต้องมีการ พัฒนาหรือเขียนโปรแกรม เพื่อตอบสนองงานดังกล่าว เช่น ระบบงานทางด้านบัญชี ระบบงานจัดจำหน่าย ร ะ บ บ ง า น ใ น โ ร ง ง า น อ ุ ต ส า ห ก ร ร ม บ ร ิ ห า ร ก า ร เ ง ิ น แ ล ะ ก า ร เ ช ่ า ซื้ อ เช่oFormula,Winspeed,Forma,MyAccount,EasyWin (ดัดแปลงจากสุเพชร จิรขจรกุล,2555) โปรแกรมทางด้านระบบภูมิสารสนเทศ โปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ในระบบภูมิสารสนเทศ ประกอบด้วย ส่วนที่สำคัญ 5 ประการ เพื่อใช้งานในระบบอย่างสมบูรณ์ คือ


15 - การป้อนข้อมูลและการตรวจสอบข้อมูล (Data Input and Vertification) เป็นการเปลี่ยน ข้อมูลจากแผนที่ต้นฉบับ ข้อมูลดาวเทียม ภาพถ่ายทางอากาศให้อยู่ในรูปของดิจิทัล โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการ นี้ เช่น เครื่องอ่านพิกัด หรือ ดิจิไทเซอร์ เครื่องกราดภาพ เป็นต้น ซึ่งขณะนำเข้าข้อมูลทั้งข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Data) และข้อมูลเชิงคุณลักษณะ (Non-Spatial Data) นั้น จะมีระบบการตรวจสอบความถูกต้อง ของข้อมูลเพื่อลดความผิดพลาดของการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เช่น มีคำสั่งในการป้องกันนำเข้าข้อมูล ลายเส้นที่ซ้ำซ้อนกัน ป้องกันการนำเข้าข้อมูลเชิงคุณลักษณะที่ผิดประเภทของข้อมูล - การจัดเก็บข้อมูลทางภูมิศาสตร์เกี่ยวกับ จุด เส้น หรือพื้นที่ (Position Topology,Attribute) ให้มีโครงสร้างที่สามารถจัดเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ และผู้ใช้สามารถเรียกมาใช้ได้สะดวก ซึ่งจะมีโครงสร้างหรือ รูปแบบในการจัดเก็บข้อมูลต่างกัน ในแต่ละโปรแกรมตามคุณลักษณะของโปรแกรม - การคำนวณและการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Manipulation and Analysis) การคำนวณและ การวิเคราะห์ข้อมูลหลายรูปแบบ และจะปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสม ซึ่งเรียก วิธีการนี้ว่า Data Transformation เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดของข้อมูลนั้นๆ โปรแกรมสามารถนำข้อมูลเชิงพื้นที่ และข้อมูลเชิงคุณลักษณะ มาใช้ในการวิเคราะห์โดยตัวเอง หรืออาจจะใช้ในการวิเคราะห์ร่วมกันได้อย่างเป็น ระบบ เพื่อให้ได้คำตอบที่ผู้ใช้งานต้องการ - การรายงานผลข้อมูล (Data Output and Presentation) เป็นวิธีการแสดงผลของข้อมูลที่ได้ จากการวิเคราะห์ โดยผลที่ได้จะอยู่ในรูปของแผนที่ ตาราง กราฟ ฯลฯ และจะพิมพ์รายงานผลโดยแสดงผล ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือพลอตเตอร์ หรือเครื่องพิมพ์ หรืออาจจะเชื่อมโยงกับโปรแกรมอื่น ๆ ในการ รายงานผลได้อย่างสมบูรณ์ - ความสัมพันธ์กับผู้ใช้ (Interaction with the user) ซอฟต์แวร์ระบบภูมิสารสนเทศที่ดีนั้น จะต้องสามารถอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้เป็นอย่างดี โดยมีการสร้างรายการชุดคำสั่ง (Menu) ต่างๆ ที่ไม่ ยุ่งยาก เข้าใจได้ง่าย และมีขั้นตอนที่ต่อเนื่องสมบูรณ์ หรืออนุญาตให้ผู้ใช้งานโปรแกรมสามารถสร้างหน้าต่าง เองหรือดัดแปลงให้เหมาะสมกับประเทศของตนเองได้ และสามารถนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันซอฟต์แวร์ด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ แบบมีลิขสิทธิ์และซอฟต์แวร์รหัสเปิดนั้นมี มากมาย ซึ่งจะยกตัวอย่างซอฟต์แวร์ดังต่อไปนี้ 1. ArcGIS Desktop : โปรแกรม ArcGIS Desktop มี 3 ระดับ คือ ArcMap, ArcEditor,และ ArcInfo ซึ่ง ArcGIS พัฒนาจนถึง version 10.4 ในปัจจุบันซึ่งสามารถทำงานในระบบปฏิบัติการ window xp,window7, window8.1, และ window10 ซึ่งตัวโปรแกรมมีคุณสมบัติทั้งการทำงานในการนำเข้าข้อมูล การสืบค้นข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การแสดงผลข้อมูล และการโต้ตอบกับผู้ใช้ ปัจจุบัน ArcGIS สามารถทำงานได้ในหลายรูปแบบ (ArcGIS Platform) ทั้งในส่วนของ คอมพิวเตอร์สำนักงาน ทำงานบน Tablet หรือโทรศัพท์มือถือ โดนผ่านการสื่อสารจากอินเทอร์เน็ต ทำให้มี หลากหลายช่องทางในการทำงานด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพิ่มมากขึ้น


16 ซอฟต์แวร์ สามารถที่จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านพื้นที่ (Spatial analysis) การทำแผนที่ และแสดงผล (Mapping and Visualization) แผนที่และชั้นข้อมูล (ArcGIS content) ระบบสารสนเทศ ภูมิศาสตร์แบบเวลาจริง (Real Time GIS) และการจัดทำภาพ 3 มิติ (3D) 2. โปรแกรม Intergraph : Intergraph เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรม Geomedia objects, GeoMedia Viewer, Geomedia Professional, Geomedia Webmap, Geomedia Webmap Professional และโปรแกรมเสริมต่างๆ ได้แก่ Photogrammetry Geomedia เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาโดย บริษัท Intergraph Corporation’s ที่ผลิตงานด้าน GIS โปรแกรมที่พัฒนาในระบบเครื่องลูกข่าย (Client) หรือเครื่องแม่ข่าย (Server) สามารถทำงานได้บนระบบ Windows ซอฟต์แวร์สามารถทำการวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงพื้นที่ ได้แก่ Digital image analysis ,Network analysis,Surface analysis,Map analysis function,Generate buffer และ Polygon operation 3. โปรแกรมอื่นๆ ที่ใช้งานในประเทศไทย ได้แก่ MapInfo Professional, Idris และ ilwis ซึ่งมี ความสามารถที่หลากหลายและแสดงผลข้อมูลได้เป็นอย่างดี 4. ซอฟต์แวร์รหัสเปิดหรือโอเพนซอร์ส ซอฟต์แวร์ (Open Source Software) ซอฟต์แวร์ที่ได้กล่าว มาข้างต้น เป็นซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ ซึ่งในปัจจุบันการทำงานด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ สามารถใช้ ซอฟต์แวร์ที่สามารถใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งไม่ใช่ซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ เรียกว่า ซอฟต์แวร์รหัสเปิด หรือ โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ โดยมีพื้นฐาน 4 ประการ ดังต่อไปนี้ - มีอิสระในการเปิดโปรแกรม สำหรับในแต่ละวัตถุประสงค์ - มีอิสระในการศึกษาเกี่ยวกับการทำงานของโปรแกรม และปรับได้ตามความต้องการ - มีอิสระในการคัดลอก สามารถแจกจ่ายให้กับผู้อื่นได้โดยเสรี - มีอิสระในการพัฒนาโปรแกรม และสามารถนำเสนอต่อสาธารณะได้โดยเสรี (ดัดแปลงจากสรรเพชร เชื้อนิธิไพศาล,2554) ในการใช้งานซอฟต์แวร์รหัสเปิดนั้น มีข้อดีมากมาย แต่ก็มีข้อจำกัดได้เช่นเดียวกัน ได้แก่ - ตัวโปรแกรมเป็นเพียงการใช้งานขั้นพื้นฐาน หากต้องการใช้งานที่ประยุกต์อาจต้องมีค่าใช้จ่ายหรือ ใช้โปรแกรมตัวอื่นๆ - ตัวโปรแกรมอาจไม่มีเสถียรภาพเพียงพอ ซอฟต์แวร์รหัสเปิด มีดังต่อไปนี้ Geospatial Libraries ได้แก่ GDA/OGR,GeoTools Database ได้แก่ PostGreSQL, MySQL Desktop GIS ได้ก่ MapWindow, Quantum GIS,UDIG WMS ได้แก่ GeoServer,MapServer Javascript API ได้แก่ Openlayers Metadata Catalog ได้แก่ GeoNetwork 3DViewer ได้แก่ NASA World Wind,World Wind Java


17 3) บุคลากร (People) ปัจจุบันงานด้านระบบภูมิสารสนเทศ ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในหน่วยงานราชการและเอกชน ดังนั้นบุคลากรด้านระบบภูมิสารสนเทศจึงมีงานหลากหลายขึ้นกว่าเดิมมาก ดังมีงานในส่วนต่างๆ ดังที่ อุเทน ทองทิพย์ (2555) ได้กล่าวไว้ ดังต่อไปนี้ - ผู้อำนวยการหรือหัวหน้างาน บุคคลที่ทำงานในตำแหน่งนี้ควรมีความรู้กว้างๆ เกี่ยวกับการ ประยุกต์ภูมิสารสนเทศ ตลอดจนขีดความสามารถและข้อจำกัดของฐานข้อมูลในหน่วยงานของตน - นักวิเคราะห์ระบบภูมิสารสนเทศ (System Analysis) เป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับระบบภูมิ สารสนเทศเป็นอย่างดี สามารถออกแบบข้อมูลพร้อมด้วยวิธีการใช้ และมีความสามารถในการถ่ายทอดความ ต้องการของผู้ใช้เป็นอย่างดี - ผู้จัดการฐานข้อมูล (Database Management) เป็นผู้ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับฐานข้อมูลในรูปของ ข้อมูลเชิงพื้นที่และข้อมูลคุณลักษณะ - ผู้ปฏิบัติงานอาวุโส เป็นผู้ปฏิบัติงานตามแผนของผู้วิเคราะห์ระบบภูมิสารสนเทศ สามารถใช้ระบบ ภูมิสารสนเทศ ให้ได้ผลตามวัตถุประสงค์ - ผู้ทำแผนที่ (Computer cartographer) เป็นผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญในงานแผนที่ เป็นผู้ที่ให้ การสนับสนุนต่อการใช้ระบบภูมิสารสนเทศในด้านการป้อนข้อมูล ได้แก่ การเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เช่น ภาพดาวเทียม ภาพถ่ายทางอากาศ การแสดงผลทางแผนที่ องค์ประกอบของแผนที่ - ผู้ป้อนข้อมูล (Data Entry) เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทั่วไปเกี่ยวกับการใช้และการทำงานของระบบ ภูมิสารสนเทศในแง่การป้อนข้อมูลในลักษณะต่างๆ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของข้อมูลเชิงพื้นที่และข้อมูล คุณลักษณะประจำ - ผู้บำรุงรักษา (Attendant) เป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในการบำรุงรักษาระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งหมด รวมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เป็นผู้ที่ทำให้ระบบงานดำเนินไปด้วยความปกติ - โปรแกรมเมอร์ (Programmer) เป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับการทำงานของระบบภูมิสารสนเทศ สามารถเขียนโปรแกรมต่างๆ ได้ เช่น Avenue Script, Visual Basic,Pascal เป็นต้น - ผู้ใช้ (User) เป็นผู้ที่ใช้งานด้านระบบภูมิสารสนเทศ ผู้ใช้ต้องการทราบขีดจำกัดในงานของตนเอง เพื่อสามารถนำข้อมูลสารสนเทศที่เหมาะสมกับงานของตนไปปฏิบัติอย่างเหมาะสม 4) ข้อมูล (Data) ข้อมูลในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ มี 2 รูปแบบ ได้แก่ ข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial data) และข้อมูล คุณลักษณะ (Attribute data) ข้อมูลทั้งสองส่วนจะมีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกัน ในแต่ละส่วนสามารถ อธิบายได้ดังต่อไปนี้ ข้อมูลเชิงพื้นที่ แสดงด้วยสัญลักษณ์ อาจใช้จากข้อมูลภาพที่สามารถบอกถึงตำแหน่งของที่ตั้ง ขนาด ของความยาว ขนาดของพื้นที่ เป็นต้น ข้อมูลเชิงพื้นที่จะมี 3 รูปแบบ ได้แก่


18 - จุด (Point) เป็นข้อมูลเชิงพื้นที่ ที่แสดงเป็นสัญลักษณ์ด้วยจุด สามารถแสดงตำแหน่ง เช่น ที่ตั้งของหมู่บ้าน ที่ตั้งวัด ที่ตั้งโรงเรียน แสดงข้อมูลได้เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ในการแสดงข้อมูลเชิง ปริมาณ เช่น การแสดงจำนวนประชากรในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำแนกตามเขต โดย 1 จุดแทน จำนวน ประชากร 1 พันคน เป็นต้น - เส้น (Line) เป็นข้อมูลเชิงพื้นที่ ที่แสดงเป็นสัญลักษณ์ด้วยเส้น เช่น แม่น้ำ ขอบเขตการ ปกครองระดับอำเภอ และจังหวัด ในแผนที่ภูมิประเทศ แสดงลักษณะของถนน เส้นชั้นความสูง เป็นต้น - พื้นที่รูปปิด (Polygon) เป็นข้อมูลเชิงพื้นที่ ที่แสดงเป็นสัญลักษณ์ด้วยพื้นที่ เช่น พื้นที่ของ อำเภอ พื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดิน เช่น ป่าไม้ ทุ่งนา แสดงเป็นรูปปิด หรืออาจจะให้สัญลักษณ์ในรูปแบบต่างๆ ข้อมูลคุณลักษณะ ข้อมูลเชิงคุณลักษณะเป็นข้อมูลที่แสดงด้วยตาราง มีความเชื่อมโยงกับข้อมูลเชิง พื้นที่ ในตาราง จะมีข้อมูลที่เรียงกันอยู่อย่างเป็นระบบ สามารถนำเข้า ค้นคืน วิเคราะห์ และแสดงผลของ ข้อมูลในตารางนั้นได้ สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ - ข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นข้อมูลที่ใช้แทนมาตรวัดแบบนามบัญญัติ เช่น การจำแนกประชากร ตามเพศให้ตัวแทน 1 คือ เพศชาย 2 คือ เพศหญิง เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นข้อมูลที่มีลักษณะไม่ ต่อเนื่อง (Discrete data) - ข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นข้อมูลที่ใช้แทนมาตรวัดแบบอัตราส่วน เช่น ข้อมูลความสูงของเส้น ชั้นความสูง ข้อมูลผลผลิตข้าวของเกษตรกรในจังหวัดชัยนาท เป็นต้น ข้อมูลเชิงปริมาณเป็นข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuous data) 5) ขั้นตอนการดำเนินงาน (Methodology) ในการดำเนินงานทางด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์นั้น เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องมีองค์ประกอบทั้งทางด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ บุคลากร และข้อมูล ซึ่งในการทำงานนั้นสามารถ ทำงานแยกส่วนของข้อมูลเชิงพื้นที่ กับข้อมูลเชิงคุณลักษณะก็ได้ หรือสามารถทำงานร่วมกันก็ได้ ดังเช่น การ เริ่มการนำเข้าข้อมูล บุคลากรต้องมีข้อมูลและเครื่องมือที่เหมาะสม เช่น การนำแผนที่ฐาน (Base map) ที่มี รายละเอียดครบถ้วน หรือจะนำข้อมูลภาพดาวเทียมที่มีรายละเอียดปานกลาง ถึงรายละเอียดสูงมาใช้งาน โดย มีการกำหนดตำแหน่งให้ตรงกับพื้นดิน โดยการใช้พิกัดที่กำหนดจากจีพีเอส จากนั้นกำหนดรูปแบบแผนที่ ให้มี มาตราส่วนและระบบพิกัดให้ถูกต้อง ในส่วนของข้อมูลเชิงคุณลักษณะ ผู้ใช้งานจะต้องสามารถสร้างความเชื่อมโยง ออกแบบตาราง ให้ สามารถเชื่อมโยงกับตารางอื่นๆ ได้ ข้อมูลที่นำเข้านั้นจะต้องมีโครงสร้างที่ถูกต้อง เช่น ชนิดของป่า ต้องเป็น ข้อมูลเชิงคุณลักษณะ ส่วนปริมาณผลผลิตต้องเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ เมื่อข้อมูลทั้งหมดได้นำเข้าสู่โปรแกรมระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์แล้ว ผู้ใช้งานจะสามารถสร้าง เงื่อนไขในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ฟังก์ชันที่เหมาะสมของซอฟต์แวร์ดังที่ได้กล่าวไว้ในหัวข้อซอฟต์แวร์ เช่น


19 การวิเคราะห์พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการสร้างที่อยู่อาศัย ในเขตกรุงเทพมหานคร หรือการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง ต่อการเกิดอัคคีภัยในเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เป็นต้น สรุป องค์ประกอบของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ประกอบไปด้วยองค์ประกอบทางด้าน ฮาร์ดแวร์ ซึ่ง ฮาร์ดแวร์ในปัจจุบันมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก ผู้ใช้จำเป็นต้องติดตามความเคลื่อนไหว เพื่อสามารถ ทราบการเปลี่ยนแปลงของฮาร์ดแวร์ เพื่อตอบสนองต่องานด้านระบบภูมิสารสนเทศ ฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์และองค์ประกอบทางด้านซอฟต์แวร์ หรือโปรแกรมชุดคำสั่ง เป็นชุดคำสั่งที่ให้ คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ผู้ใช้ต้องการ ผู้ใช้ควรจะเลือกซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมตั้งแต่ ระบบปฏิบัติการ ตัว แปลภาษา โปรแกรมประยุกต์ และโปรแกรมทางด้านระบบภูมิสารสนเทศ ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแต่ ซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์แต่เพียงอย่างเดียว ยังมีโอเพนส์ซอร์สซอฟต์แวร์รหัสเปิด ที่สามารถใช้งานได้โดยไม่มี ค่าใช้จ่าย แต่ยังมีข้อจำกัดและต้องมีการพัฒนาต่อไปอีกมาก บุคลากรด้านระบบภูมิสารสนเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มคน ที่เข้าไปทำงานด้านระบบภูมิสารสนเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้งาน ที่จะประยุกต์การวิเคราะห์ระบบสารสนเทศ ในด้านต่างๆ องค์ประกอบทางด้านข้อมูล จำแนกเป็นข้อมูลเชิงพื้นที่ ซึ่งประกอบไปด้วย จุด เส้น และพื้นที่ ซึ่ง แสดงได้ด้วยภาพ หรืออาจแทนสัญลักษณ์ ส่วนข้อมูลเชิงคุณลักษณะ เป็นข้อมูลตาราง ที่จัดเก็บในรูปแบบ ฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลทั้งสองส่วนจะมีความสัมพันธ์กัน และส่วนสุดท้าย ได้แก่ ขั้นตอนการดำเนินงาน ซึ่งเป็น ส่วนสำคัญในการวิเคราะห์สามารถแสดงผลลัพธ์ตามที่ผู้ใช้กำหนด ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้สามารถนำไปเป็นส่วนในการ ประกอบการตัดสินใจได้เป็นอย่างดีองค์ประกอบทั้งห้าด้านจัดว่ามีความสำคัญต่องานด้านระบบภูมิสารสนเทศ เป็นอย่างมาก ทั้งสองส่วนมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งงานด้านระบบภูมิสารสนเทศต้องอาศัยองค์ประกอบ ดังกล่าวในการพัฒนาในอนาคต


20 กิจกรรมท้ายบท นิสิตอ่านบทความและร่วมกันวิเคราะห์ถึงความสามารถของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์กับการใช้งาน ทางด้านโรคระบาด 5 แนวคิดใช้แผนที่…รับมือโควิด-19 รูป 3แนวคิดใช้แผนที่รับมือโควิด-19 ในยามนี้ที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับการระบาดของโรคอุบัติใหม่“โควิด-19” นอกจากเราจะได้รับ ข้อมูลจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นทุกวันซึ่งฟังแล้วก็หดหู่ใจทุกครั้ง ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำความคุ้นเคยทุกวัน เช่นกัน นั่นก็คือ ชื่อเมืองหรือประเทศใหม่ๆ ที่เกิดการระบาดขึ้นเกือบทุกวัน เรียกได้ว่าตอนนี้แทบจะจำไม่ ครบถ้วนแล้วเพราะปัจจุบันมีมากกว่า 100 ประเทศที่ยืนยันถึงการติดเชื้อแล้ว ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าการ ระบาดของเชื้อไวรัสในครั้งนี้มีความสัมพันธ์เชิงพื้นที่อะไรบางอย่าง หากเราใช้แผนที่ทำความเข้าใจกับปัญหา แน่ไม่แน่ว่าเราอาจจะพบมุมมองใหม่ในการจัดการ ว่าแต่ภูมิสารสนเทศ หรือแผนที่จะสามารถให้ข้อมูลอะไรกับ เราได้บ้างในวิกฤติโรคระบาดครั้งนี้ 1. ศึกษาการกระจายตัวของผู้ติดเชื้อ : เชื่อว่าข้อนี้ทุกคนนึกภาพออก เพราะปัจจุบันมีหลาย หน่วยงานที่พัฒนาและเผยแพร่แผนที่เมืองและประเทศที่ตรวจพบผู้ติดเชื้อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเป็นการ ประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือ GIS หนึ่งในเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ ผสมผสานกับข้อมูลสถิติ และข้อมูลตำแหน่งของเมืองที่พบผู้ติดเชื้อจากหลากหลายแหล่ง นำเสนอในรูปแบบแผนที่ออนไลน์ มาพร้อม การออกแบบที่ทันสมัยและยังสามารถตอบสนองกับผู้ใช้ได้ทันที ทำให้ข้อมูลในรูปแบบตารางเดิมๆที่สร้างความ งงงวยให้เรามานานแสนนาน กลายเป็นข้อมูลที่น่าสนใจและมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจขึ้นมาทัน ตา หากใครยังไม่เคยเปิดแผนที่เมืองที่ได้รับผลกระทบ สามารถคลิกเข้าไปชมกันได้ที่ http://bit.ly/2xjRczg


21 รูป 4จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19ในแต่ละเมืองทั่วโลก ที่มา : https://qap.ecdc.europa.eu/public/extensions/COVID-19/COVID-19.html รูป 1กราฟแสดงจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19ในแต่ละวัน นอกจากตำแหน่งเมืองที่มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อแสดงบนแผนที่ด้วยสัญลักษณ์ตามแต่นักพัฒนาจะ ออกแบบ แต่สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็น คือความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ในการกระจายตัวของผู้ติดเชื้อ จากจุดเริ่มต้นเริ่ม กระจายสู่เมือง และประเทศ โดยรอบตามลำดับและรวดเร็วหลังจากที่ได้เข้าไปสำรวจทุกเว็บไซต์ ก็อดชื่นชม


22 ผู้พัฒนาเว็บไซต์เหล่านี้ไม่ได้ที่ทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย ข้อมูลที่มากมายสรุปย่อเหลือแค่เพียงไม่กี่หน้า ยิ่งนำเสนอผ่านแผนที่ยิ่งทำให้ตระหนักถึงความรุนแรง นำมาสู่ความเข้าใจต่อสถานการณ์ เกิดการเตรียมความ พร้อมรับมือ ป้องกันและหลีกเลี่ยงอย่างเป็นรูปธรรม 2. ให้ข้อมูลสถานที่ที่เกี่ยวข้อง : ข้อมูลสถานที่ในที่นี้หมายถึง ตำแหน่งสถานพยาบาลที่รับตรวจหาเชื้อ พร้อมข้อมูลราคาและลำดับคิวจอง ตำแหน่งร้านค้าที่จำหน่ายอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการป้องกันและรักษา พร้อมทั้งข้อมูลราคา และจำนวนของที่เหลือ รวมถึงตำแหน่งสถานที่ที่ผู้ป่วยติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้ว เดินทางไปในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้าที่ผ่านมา เป็นต้น หากมีการเผยแพร่ผ่านแผนที่บนแอพพลิเคชั่นออนไลน์ที่ ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ผ่านสมาร์ทโฟน แน่นอนว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมาก นำมาสู่การป้องกันที่ทั่วถึงและ ลดจำนวนผู้ได้รับผลกระทบได้ แต่เบื้องหลังนั้นไม่ง่าย เพราะจำเป็นต้องมีการเตรียมการออกแบบวิธีเก็บและ อัพเดทข้อมูลให้เกิดความแม่นยำอันจะนำไปสู่ความน่าเชื่อถือของระบบ มีตัวอย่างความสำเร็จเกี่ยวกับเรื่องนี้ เกิดขึ้นแล้วที่ประเทศไต้หวัน ที่ปัจจุบันมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพียง 47 คน ทั้งที่อยู่ใกล้กับประเทศจีน บริเวณที่เกิด การระบาดอย่างหนัก (ข้อมูล ณ วันที่ 11 มี.ค. 63) โดยเผยแพร่ข้อมูลแหล่งจำหน่ายหน้ากากอนามัย พร้อมทั้ง ข้อมูลจำนวนที่เหลือในคลังสินค้าแบบอัพเดทเรียลไทม์ บนแผนที่ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ นอกจากนั้นยัง นำเสนอข้อมูลสถานที่ทุกแห่งในไต้หวัน ที่ผู้โดยสารของเรือสำราญไดมอนด์ปรินเซส เคยเดินทางไปบนแผนที่ เพื่อเตือนให้ชาวไต้หวันและนักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าว สามารถเข้าถึงระบบได้ ที่http://bit.ly/336UqCd 3. แจ้งเตือน! เมื่อเราเข้าใกล้แหล่งที่มีโอกาสติดเชื้อ : แนวคิดนี้เป็นจริงขึ้นมาแล้วในต่างประเทศเช่น เคย ซึ่งเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีนั่นก็คือ ประเทศเกาหลีใต้ แม้ว่าจะเป็นประเทศที่มีการติด เชื้อมากเป็นอันดับต้นๆ แต่ปัจจุบันจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันก็ลดลงมาก ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการเข้าถึงข้อมูล แหล่งที่มีความเสี่ยงติดเชื้อผ่านแอพลิเคชั่น Corona100m ซึ่งพัฒนาโดยเอกชนรายหนึ่ง แอพลิเคชั่น ดังกล่าว ทำการรวบรวมข้อมูลจากข้อมูลสาธารณะของรัฐบาล รวมถึงศูนย์ควบคุมโรคเกาหลีเพื่อแสดงข้อมูลที่ผู้ป่วยติด เชื้อ COVID-19 อาทิเช่น วันที่ตรวจพบ สัญชาติ อายุ เพศ และที่สำคัญที่สุด คือ สถานที่ที่พวกเขาไปในเเต่ละ ที่ พร้อมกับวันที่ เป็นต้น ซึ่งข้อมูลสถานที่ดังกล่าวจัดแสดงในรูปแบบแผนที่ให้เห็นการกระจายตัวของพื้นที่ เสี่ยงทั้งหลาย ข้อดีสำหรับผู้ที่ใช้งานแอพลิเคชั่นดังกล่าวคือ หากกำลังเดินทางเข้าใกล้พื้นที่เสี่ยงติดเชื้อในรัศมี 100 เมตร ที่มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บมาข้างต้น ก็จะได้รับการแจ้งเตือนจากแอพลิเคชั่น เป็นลักษณะข้อความแจ้ง เตือนบนหน้าจอ 4.แบ่งปันตำแหน่งแก่กันและกัน : เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการป้องกันคู่ขนานไปกับการเสริมสร้างความ มั่นใจให้กับทั้งตัวเราเองและคนที่เรารัก ในกรณีที่เราหรือคนในครอบครัวต้องเดินทางไปต่างถิ่น สามารถแชร์


23 ตำแหน่งของกันและกันให้ทราบแบบเรียลไทม์ได้ทันทีบนมือถือ ส่วนปลายทางก็จะเห็นตำแหน่งของเราเช่นกัน เพื่อความสบายใจของคนในครอบครัวในช่วงเวลาวิกฤติแบบนี้หากมองในเรื่องของความปลอดภัยทั้งสองฝ่าย สามารถช่วยกันตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงติดเชื้อ หรือเสี่ยงจากภัยอื่นๆได้ โดยเปรียบเทียบตำแหน่งปัจจุบันกับพื้นที่ ที่เกิดเหตุตามข่าว หรือแอพพลิเคชั่นอื่นๆ โดยเฉพาะในประเทศที่มีการระบาด ซึ่งบางเว็บไซต์ตามข้อ 1 ให้ ข้อมูลละเอียดถึงระดับจังหวัด ที่การยืนยันว่าพบผู้ติดเชื้อ ซึ่งนี่ก็จะเป็นข้อมูลสำคัญที่เราสามารถไว้ใช้แจ้งเตือน กันและกันได้ ปัจจุบันมีหลายแอพลิเคชั่นรองรับฟังก์ชันดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น Google Maps, Life 360 เป็น ต้น 5. บันทึกเส้นทางการเดินทางของเรา : ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อสังคมล้วนๆ ไม่ใช่ แค่เพียงการกักตัวหากมีความเสี่ยงติดเชื้อ แต่ยังหมายถึงการเผยแพร่ข้อมูลการเดินทางของเราในอดีตแบบ ละเอียดกรณีที่เรากลายเป็นผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวทุกคนทราบว่าสำคัญต่อการติดตามและเฝ้า ระวังในพื้นที่ดังกล่าวไม่ให้เชื้อลุกลาม แอพลิเคชั่นแผนที่ออนไลน์หรือแม้กระทั้งสังคมออนไลน์มีฟังก์ชันบันทึก เส้นทางการเดินทางของเราอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทั้งในรูปแบบเช็คอิน หรือตั้งค่าให้ตลอดเส้นทางก็ยังได้ก็นับว่า เป็นอีกหนึ่งความสามารถของเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ ที่ปัจจุบันทุกคนเข้าถึงได้ง่าย และมีประโยชน์ต่อการ จัดการข้อมูลเชิงพื้นที่โดยเฉพาะกับวิกฤติโรคระบาดแบบนี้ จากแนวคิดทั้งหมดที่ได้กล่าวไปเบื้องต้น จะเห็นว่าข้อมูลนั้นมีความสำคัญต่อการตั้งรับมากเพียงใด ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของศักยภาพจริงของเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศในปัจจุบัน แต่ปัญหาก็ยังมีอยู่ คือ แนวคิดทั้งหมด ปัจจุบันยังกระจัดกระจายอยู่คนละแอพลิเคชั่น หากจะใช้งานให้ครบก็ต้องติดตั้งกันหลายตัว หน่อย และการเตรียมการระบบต้องใช้เวลาสักระยะ ซึ่งประเทศไทยยังพอมีเวลาให้เตรียมตัวที่จะวางแผนกับ ระบบดังกล่าวถึงเวลาแล้ว ที่ประเทศไทยเราจำเป็นต้องเตรียมตัวตั้งรับให้มากกว่านี้ ไม่เพียงแต่การรักษา สุขอนามัยและความสะอาด แต่ยังรวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการ และเผยแพร่ข้อมูลเชิงพื้นที่ โดยเฉพาะข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ให้มีถูกต้อง แม่นยำและทันสมัย เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและพี่น้องประชาชนเพื่อการป้องกันที่ถูกจุด ลดความสูญเสียที่กำลังเกิดขึ้นที่ ต่างประเทศ ไม่ให้มาเกิดที่บ้านของเรา และเราจะไม่เสียหายไปมากกว่านี้แล้ว ถ้าเราหันมาเริ่มต้น “ร่วมมือกัน ..แบ่งปันข้อมูล” อ้างอิง - WorldOmeter (11 Mar 2020), COVID-19 CORONAVIRUS OUTBREAK, accessed on 11 Mar 2020, WorldOdmeter websiteCenter for Infectious Disease Research and Policy, COVID-19 Maps & visuals, accessed on 10 Mar 2020, CIDRIP website - Keoni Everington (07 Feb 2020), Taiwan platform includes over 100 apps showing mask availability in stores, accessed on 11 Mar 2020, Taiwannews website


24 - Techsauce Team (5 มี.ค. 2563), เกาหลีใต้สร้างแอปฯ ช่วยให้คนหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีคนติดเชื้อ COVID-19, เข้าถึงเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2563, เว็บไซต์ Techsauce.co #จิสด้าก้าวสู่ปีที่20 #จิสด้า #GISTDA 1. จงอธิบายองค์ประกอบด้านฮาร์ดแวร์ที่เหมาะสมกับงานด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ในปัจจุบัน โดยละเอียด 2. จงยกตัวอย่างซอฟต์แวร์ด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ที่น่าสนใจและมีความสามารถในการทำงานที่ หลากหลาย พร้อมอธิบายความสามารถซอฟต์แวร์ดังกล่าวโดยละเอียด 3. ให้นักศึกษาอธิบายลักษณะซอฟต์แวร์รหัสเปิด และความสามารถในการทำงานด้านระบบสารสนเทศ ภูมิศาสตร์ 4. บุคลากรด้านระบบภูมิสารสนเทศ ประกอบไปด้วยงานในส่วนต่างๆ ด้านใดบ้างและนักศึกษาเห็นว่าตัว นักศึกษาเองสามารถทำงานในส่วนใดได้ เพราะเหตุใด จงอธิบาย 5. ข้อมูลและวิธีการดำเนินงาน เป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญต่อระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์อย่างไร เอกสารอ้างอิง บริษัทอีเอสอาร์ไอ ประเทศไทย จำกัด. (2559) . ArcGIS Platform. วารสารเทคโนโลยี อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัย สรรเพชร เชื้อนิธิไพศาล. (2554). เอกสารประกอบการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร ชุดคำสั่งประยุกต์ด้านการจัดทำลัพัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์รหัสเปิด.ภาควิชา วิศวกรรมสำรวจ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุเพชร จิรขจรกุล. (2555). เรียนรู้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ด้วยโปรแกรม ArcGIS Desktop 10.1.นนทบุรี:บริษัท เอส.อาร์ พริ้นติ้ง แมสโปรดักส์ จำกัด.


Click to View FlipBook Version