คาํ นํา
หนังสืออิเล็กทรอนกิ ส์ (e-Book) จดั ทำขึ้นเพ่ือเปน็ ส่วนหนงึ่ ของการเรียนการสอนวชิ า
(Innovation and Technology for Learning) นวตั กรรมและเทคโนโลยเี พ่ือการเรียนรู
รหัสวชิ า 100103 นักศึกษาสาขาพลศึกษา ชั้นปท่ี 1 กลุม P3 เพ่ือใหสามารถสรน้ วัตกรรม
การศกึ ษา สอื่ การสอนทท่ี ันสมยั ได้ โดยในหนังสอื อเิ ลก็ ทรอนิกส์ (e-Book) จะนาํ เสนอเก่ยี วกับ
ประวตั ิความเปน็ มา กฎกตกิ า ประเภท ทกั ษะตา่ ง ๆ และประโยชน์ของกีฬากรีฑา
ผูจ้ ัดทำหวงั เปน็ อย่างยง่ิ งว่าหนังสืออิเลก็ นิกส์ ( e-book ) เล่มนีจ้ ะเป็นประโยชนก์ บั ผอู้ า่ น
หรือ นกั เรียน นักศึกษาท่ีกำลังหาขอ้ มลู เก่ียวกับกีฬากรีฑา หากมขี อ้ ผิดพลาดประการใด ผู้จดั ทำ
ขอน้อมรับไว้และอภัยมา ณ ที่นีด้ ว้ ย
ผู้จัดทำ
นางสาว ระวิวรรณ ประติเก
และคณะ
สารบญั
หน้า
ประวัติความเปน็ มากีฬากรีฑาในต่างประเทศและในประเทศไทย………………………………............1
กฎและกตกิ า………………………………………………………………………………………………………………2-4
ประเภทการแข่งขัน……………………………………………………………………………………………………..5-10
ทักษะพื้นฐานของกฬี ากรีฑา...................................................................................................11-17
ประโยชน์ของกีฬากรีฑา..........................................................................................................18-19
ผจู้ ดั ทำ…………………………………………………………………………………………………………………………..20
อ้างอิง...........................................................................................................................................21
หน้า |1
ประวตั คิ วามเปน็ มาของกรีฑาในตา่ งประเทศ
กรฑี า (Athletics) เปน็ กีฬาอย่างหนง่ึ มีมานานแล้วตั้งแตส่ มัยโบราณ ประกอบดว้ ยกจิ กรรม
ประเภท การวิง่ การกระโดด การพุง่ การทุ่ม การขวา้ ง ซ่ึงเปน็ กิจกรรมท่สี ำคัญในการดำเนินชวี ติ ของ
มนุษย์ มนุษยจ์ ะตอ้ งดิน้ รนต่อสู้เพ่ือความอยรู่ อดของชวี ติ เชน่ การว่ิงหนี้สตั ว์ร้าย หรอื ภัยธรรมชาตติ ่าง ๆ
การแสวงหาอาหารต้องใช้หอกหรือแหลนพงุ่ ขว้างหรือปา ผู้ทม่ี คี วามสามารถจึงจะมชี ีวติ อยูอ่ ยา่ งเป็นสุข
ปราศจากภัยอันตรายตา่ ง ๆ
การแขง่ ขนั กรีฑาคร้งั แรกของโลกได้ดำเนนิ ขึ้น โดยชาวกรีกสมยั โบราณได้จัดให้มกี ารแขง่ ขนั กีฬา
โอลิมปกิ ข้นึ ทเ่ี ชิงเขาของโอลมิ เปยี เม่อื ประมาณ 776 ปีก่อนคริสตก์ าล โดยมจี ุดประสงค์ในการแขง่ ขันเพ่ือ
เปน็ การบวงสรวงเทพเจ้าซอี ุส (Zeus) และให้ประชาชนมีสุขภาพสมบรู ณแ์ ขง็ แรงพร้อมทจี่ ะเป็นทหารรับใช้
ชาติ การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกจะมีการแข่งขันกรีฑาเปน็ หลัก ส่วนกีฬาอื่นกม็ ี การชกมวย มวยปลำ้ การ
แข่งรถ ผทู้ ชี่ นะเลิศจะได้มงกุฎทท่ี ำดว้ ยใบมะกอกปา่ การแขง่ ขนั กีฬาโอลิมปิกจะมี 4 ปีต่อครั้ง ได้มีการ
แข่งขันติดจ่อกันเรื่อยมาประมาณ 1,000 ปี จนปี ค.ศ.393 ยุคโรมันเรืองอำนาจ จกั รพรรดิทโิ อดอร์ซีอสุ ไดส้ งั่
ใหย้ กเลกิ การแข่งขนั กีฬาโอลิมปิกท่เี ชงิ เขาโอลมิ เปียและทำลายสถานท่แี ข่งขันรวมท้ังเทวรปู ซีอุส เนอ่ื งจากมี
หลักฐานแนช่ ดั ว่ามกี ารวา่ จ้าง ซื้อตัวผู้เล่นทีม่ ีความสามารถสงู เข้าแข่งขันในนามประเทศของตน
การแขง่ ขันกีฬาโอลมิ ปิกไดล้ ม้ เลิกไปนานประมาณ 15 ศตวรรษ จนกระท่ังต่อมา "บารอนเดอร์
กูเบอรแ์ ตง” ชาวฝรงั่ เศส ได้รเิ รม่ิ และฟื้นฟูการแข่งขนั กีฬาโอลิมปกิ ขน้ึ ในปี ค.ศ. 1896 เปน็ ครัง้ แรกที่กรงุ
เอเธนส์ ประเทศกรซี และได้จัดให้มกี ารแขง่ ขนั 4 ปตี ่อ 1 คร้งั โดยใหห้ มนุ เวียนผลดั เปล่ยี นกนั จดั การ
แขง่ ขนั ในระหวา่ งประเทศสมาชกิ ตราบจนถงึ ปัจจุบนั นไ้ี ด้มกี ารแข่งขนั ไปแล้ว 22 ครง้ั
ประวัตขิ องกรีฑาในประเทศไทย
ประเทศไทยได้จัดให้มกี ารแขง่ ขันกรีฑานักเรียนขนึ้ เปน็ ครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2440 โดยจดั ขน้ึ ที่
ทอ้ งสนามหลวง พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว และสมเด็จพระบรมราชนิ นี าถ ได้เสดจ็ มาเป็น
องคป์ ระธานเปดิ การแข่งขันและทอดพระเนตรการแขง่ ขนั การแข่งขันในครั้งนีป้ ระสบความสำเรจ็ ไดร้ ับความ
สนใจจากนักเรยี นและประชาชนโดยท่ัวไป จึงไดจ้ ดั ใหม้ ีการแข่งขันเปน็ ประจำทุกปีตลอดมา ปี พ.ศ. 2476
กระทรวงธรรมการ ได้ตงั้ กรมพลศึกษาขึน้ ซ่ึงมีหนา้ ที่ สง่ เสรมิ และรับผิดชอบเก่ียวกับกีฬาและกรีฑาและจัดให้
มกี ารแขง่ ขนั ในระดบั ตา่ ง ๆ ขึ้น การแข่งขนั กรีฑานกั เรียนในครั้งแรกไดแ้ ข่งขันทสี่ นามหลวง และต่อมาไดย้ า้ ย
ไปแขง่ ขนั ท่สี นามโรงเล้ียงเดก็ และใหม้ ีการแสดงผลงานทางด้านการฝมี ือของนกั เรียนโดยทั่วไป จากน้นั ได้
ยา้ ยไปแข่งขันท่ีสนามโรงเรยี นมธั ยมราชบรู ณะ หรือโรงเรียนสวนกุหลาบวทิ ยาลยั ในปจั จบุ นั และมกี ารเพ่ิม
กจิ กรรมการแขง่ ขันอีกมากมายเช่นการแสดงกายบรหิ าร ชักเย่อ วิง่ วิบาก ปิดตาหาหาง ฯลฯ จนในปี
พ.ศ. 2484 ไดย้ ้ายสถานท่ีมาแขง่ ขนั ทีบ่ ริเวณ สนามกรีฑาแหง่ ชาตขิ อง กรมพลศึกษาสืบมาจนทกุ วนั นี้
หน้า |2
กฎและกตกิ า กรีฑา
กติกาการแขง่ ขันว่ิงผลดั
1. เขตรบั สง่ ไมค้ ทามรี ะยะทาง 20ม. โดยถือไม้คทาเป็นเกณฑ์ไมเ่ ก่ียวกับขา แขน ลำตวั ของนกั กฬี า
2. การแข่งขันว่ิงผลดั 4x200ม. นกั กีฬาคนท่ี 1และ2 จะต้องวง่ิ ชอ่ งวงิ่ ของตนเองเทา่ นน้ั คนที่ 3 จะวิ่ง
ในช่องวง่ิ ของตนเองจนกระทั่งถงึ เส้นตดั (เสน้ โคง้ แรกประมาณ 120 ม.)
3. การแขง่ ขันว่งิ ผลดั 4x400 ม. คนที่ 1 ว่งิ ในช่องว่ิงของตนเองเทา่ นนั้ คนที่ 2 วิง่ ในช่องวง่ิ ของตน เอง
จนระท่ังถึงเส้นตดั ซ่งึ อยใู่ นแนวเส้นชยั คนท่ี 3 และ 4 จะยืนคอยรบั ในเขตรับระยะรวมเท่านัน้ เม่อื นักกีฬาทีม
ใดวิ่งมาถึงจุด 200 ม.ก่อน ทีมน้ันจะสามารถยนื คอยรับคทาจากด้านในของลู่วง่ิ เรียงตามลำดบั ออกมา
4. ถือไมค้ ทาด้วยมือตลอดการแข่งขันหลังส่งไม้คทาแลว้ ควรอยูใ่ นชอ่ งวิ่งของตนเองหรอื ภายในเขต
รบั ส่งจนกว่าทางวง่ิ จะไม่มนี ักกีฬา
5. สามารถเปลี่ยนนกั กีฬาได้ 2 คนจะต้องมรี ายช่อื ในการแขง่ ขนั ครั้งนัน้
6. กรณกี ารแข่งขนั ว่ิงผลัด 4x100 ม.,4x400 ถ้ามีทีมแข่งขันไม่เกิน 5 ทีมใหไ้ ม้แรกวิ่งโคง้ เดยี ว แล้วตดั
เขา้ ชอ่ งในได้
กติกาการแข่งขนั ว่ิงขา้ มร้วั
นักกฬี าจะตอ้ งว่งิ ขา้ มร้ัวท้งั หมด 10 รัง้ ตลอดระยะทางการแข่งขัน ส่ิงต้องห้าม - วงิ่ ข้ามร้วั เพียงขาข้าง
เดยี ว และหา้ มใช้มือผลกั ดนั รั้วหรือใชข้ าเจตนาถีบรัว้ ให้ลม้
กตกิ าการแขง่ ขันกระโดดไกล
การแขง่ ขัน นกั กีฬากระโดดในข้ันท่ดี ีที่สุดของแตล่ ะคน จะถอื เปน็ สถติ ิ รวมทัง้ ตดั สินเสมอ
กันของอันดับที่ 1 ดว้ ย นกั กีฬากระโดดลงในบ่อทรายแลว้ ตอ้ งออกไปข้างหนา้ หรือดา้ นขา้ งเท่านั้น
กติกาการแขง่ ขันเขย่งก้าวกระโดด
ประกอบด้วยเขย่ง การก้าว และการกระโดด การเขย่งจะต้องใชเ้ ท้าเดียวกบั ท่เี หยยี บกระดานลงสพู่ ืน้
กตกิ าการกระโดดสงู
จะตอ้ งกระโดดดว้ ยเทา้ ข้างเดียว สามารถกระโดดได้ไมเ่ กิน 3 ครัง้ จะหมดสิทธิ์ในการแขง่ ขันความสงู ต่อไป
นักกฬี าทชี่ นะเลิศสามารถเลือกความสูงได้ตามต้องการ
หน้า |3
กตกิ าการแข่งกระโดดคำ้ ถอ่
หากกระโดดไมผ่ ่าน 3 คร้ังถือว่าหมดสทิ ธิ์ หา้ มใชผ้ ้ายางพันมือหรือนว้ิ มือ ยกเวน้ บาดเจ็บการแขง่ ขันในข้ันทด่ี ี
ทสี่ ดุ ถอื วา่ เป็นสถิติ
กตกิ าการแข่งขันทุ่มนำ้ หนัก
นกั กฬี าเข้าแขง่ ขันมากกว่า 8 คน การแข่งขันคนละ 3 ครั้ง ผ้ทู ำสถิตดิ ีที่สุดทำการแขง่ ขันรอบสดุ ท้ายถ้าไม่เกนิ
8 คน คนละ 6 คร้ังทำการฝกึ ซ้อมได้ไม่เกิน 2 คร้ังตอ้ งทุ่มภายในบรเิ วณวงกลมลูกนำ้ หนักต้องทมุ่ ออกไปจาก
ไหลด่ ว้ ยมอื ข้างเดียว โดยลกู น้ำหนักต้องสัมผัสหรืออยู่ชิดคางและมือต้องไม่ลดต่ำกวา่ ไหล่เลยไปดา้ นหลัง ขณะ
จะทุ่มลูกน้ำหนักออกไป
การฟาล์ว เมื่อเขา้ ไปในวงกลมเพื่อทำการทุ่มแล้วสัมผัสภายนอกวงกลมหรือขอบบนของไม้ขวาง หรือขอบบน
ไม้ขวางหรือขอบบนของวงกลมจะต้องวางอุปกรณ์ไวด้ า้ นนอกหรือภายในวงกลมแล้วเดินออกด้านหลงั
ห้ามใช้ผา้ ยางพนั นวิ้ มือ 2 น้วิ หรอื มากกว่าเขา้ ด้วยกันยกเว้นบาดเจ็บ หา้ มสวมถุงมือและสามารถใชส้ ารทามือ
ไดส้ ามารถคาดสายเข็มขดั หนังหรืออุปกรณ์อ่นื ทีจ่ ำเป็นวา่ เหมาะสม เพ่ือป้องกนั การบาดเจบ็ ของกระดูกได้หา้ ม
ฉดี สเปรยห์ รือสารบางอย่างในวงกลมหรือรองเท้าลูกน้ำหนักตอ้ งอย่ภู ายในเส้นรศั มี และตอ้ งไมอ่ อกจากวงกลม
จนกว่าลกู ทุ่มน้ำหนักจะตกถึงพื้น
กตกิ าการขว้างจกั ร
จักรจะต้องตกภายในเส้นรศั มีหา้ มออกนอกวงกลมจนกว่าจักรจะตกถงึ พืน้ ครงั้ แรกสมบรู ณ์แล้วตอ้ งไมฉ่ ดี
สเปรยห์ รอื สารบางอย่างในวงกลมหรอื รองเท้าหา้ มใชผ้ า้ ยางพันนิ้ว มอื 2 นิ้วหรือมากกว่าเขา้ ด้วยกันยกเวน้
บาดเจบ็ สามารถคาดสายเข็มขัดหนังหรืออปุ กรณอ์ ่ืนทจ่ี ำเป็นวา่ เหมาะสม เพื่อป้องกนั การบาดเจ็บของกระดกู
ไดจ้ กั รที่ขว้างออกไปแล้ว หา้ มขวา้ งกลับมาใหถ้ ือกลบั มาที่วงกลม หา้ มออกนอกวงกลมจนกว่าจกั รถึงเสน้
กติกาการขวา้ งฆ้อน
ฝึกซ้อมได้ไม่เกนิ 2คร้งั การขว้างเริม่ จากในวงกลมเมื่อเหวยี่ งสัมผัสพน้ื ดนิ หรอื ขอบของวงกลมจะไม่ถือว่าฟาลว์
แต่ถา้ หลงั จากสัมผสั พน้ื ดนิ หรือขอบเหล็กแล้วเขาหยุดการหมนุ จะถือว่าฟาลว์ เม่ือเข้าไปในวงกลม หา้ มสมั ผสั
พ้นื ดนิ นอกหรอื ขอบวงกลมจะถือวา่ ฟาล์วถ้าเกิดหลุดหรือขาดกลางอากาศไม่ถือว่าฟาล์ว และถ้าเสียหลักจน
เกิดการฟาล์วการประลองคร้ังนน้ั ไมน่ บั เชน่ กนั ตวั ฆ้อนต้องตกภายในรัศมีหา้ มออกนอกวงกลมจนกว่าฆ้อนจะ
ตกถงึ พนื้ อปุ กรณ์ท่ีขว้างไปแล้วห้ามขว้างกลบั ใหถ้ ือกลับมา
หน้า |4
กติการพุ่งแหลน
ตอ้ งจบั ตรงที่จับ การพงุ่ จะต้องพุ่งออกไปเหนือไหลห่ รือเหนือแขนท่อนบน ห้ามใชว้ ธิ ีเหว่ียงหรือขว้าง หรอื มุ่ง
ดว้ ยทา่ พลกิ แพลงอ่นื ๆการที่หวั แหลนทเี่ ป็นโลหะไม่ได้ถูกพน้ื ก่อนส่วนอืน่ ๆของแหลนถือว่าการแขง่ ขันไมม่ ผี ล
ถ้าหากสว่ นใดส่วนหนงึ่ ของร่างกาย หรือแขนขา ถูกไม้โคง้ หรอื เสน้ ท่ลี ากต่อจากปลายของส่วนโคง้ ถอื วา่ การ
แข่งขนั ไม่ได้ผลหากแหลนหกั ในระหว่างพุ่งให้ทำการแข่งขันใหม่แหลนพุ่งแลว้ ห้ามพงุ่ กลับ
กติกาการแข่งขันเดนิ
ลักษณะการเดินท่ีถูกตอ้ ง ก่อนยกเทา้ หลงั จากพื้นเท้าหน้านำ ต้องสัมผสั พ้นื ก่อนดว้ ยส้นเทา้ เม่ือเท้าหนา้ นำ
สัมผัสพ้ืนแล้วตอ้ งตึงชวั่ ขณะจนกวา่ จะอยู่แนวตงั้ ฉากกบั ลำตัว
หน้า |5
ประเภทของกรีฑา
ประเภทของการแขง่ ขนั กรีฑา
กรฑี าถือเป็นกีฬาพน้ื ฐานในการสรา้ งสมรรถภาพทางด้านร่างกาย และเป็นกีฬาหลกั ทน่ี ยิ มเลน่ และแขง่ ขันทั้ง
ในและระหวา่ งประเทศ จากรายละเอียดกติกากรีฑาของสหพันธ์กรฑี าสมัครเล่นนานาชาติ สามารถแบง่
ประเภทของกรีฑา ได้เป็น 5 ประเภท ดังน้ี
กรฑี าประเภทลู่ (Track Events)
กรีฑาประเภทลาน (Field Events)
กรฑี าประเภทเดนิ (Walking Events)
กรฑี าประเภทถนน (Road Races)
กรฑี าประเภทวง่ิ ขา้ มท่งุ (Cross Country Races)
1. กรีฑาประเภทลู่ (Track Events)
กรีฑาประเภทลู่ ประกอบด้วยการวิ่งในลู่ว่ิง ซึ่งการว่ิงระยะส้ัน การวง่ิ ผลดั และการวิ่งขา้ มรัว้ แตล่ ะรายการมี
จดุ เดน่ ทีแ่ ตกตา่ งกนั ออกไป โดยการว่ิงระยะสัน้ ใหค้ วามตนื่ เต้น สนกุ สนาน การวง่ิ ผลัดแสดงใหเ้ หน็ ถงึ การ
ประสานงานกนั เป็นทมี การว่ิงข้ามรัว้ เป็นความสัมพนั ธ์ระหวา่ งการวิง่ และการกระโดดแต่การที่บคุ คลหนง่ึ จะ
ทำการแข่งขัน กรฑี าประเภทลู่ได้ จำเป็นต้องมีทักษะเฉพาะตัวเบ้อื งตน้ ต้องใชค้ วามอดทนในการฝกึ ซอ้ มทีถ่ ูก
วิธี และส่ิงสำคัญตอ้ งมีใจรกั ในการวิ่งด้วย
หน้า |6
กรีฑาประเภทลสู่ ามารถแบ่งการแข่งขนั ได้ ดงั นี้
1.1 การวง่ิ ระยะสน้ั ประกอบดว้ ยการวงิ่ ระยะทาง 60, 80, 100, 200 และ 400 เมตร
1.2 การวิ่งระยะกลาง ประกอบดว้ ยการว่ิงระยะทาง 800 เมตร 1,500 เมตรและ 3,000 เมตร
1.3 การว่ิงระยะไกล ประกอบดว้ ยการว่ิงระยะทางตั้งแต่ 5,000 เมตร ข้ึนไป
1.4 การวิ่งผลดั ประกอบด้วยการวงิ่ ผลดั 4 x 100 เมตร วง่ิ ผลดั 4 x 400 เมตร
1.5 การวิ่งขา้ มร้ัว ประเภทหญงิ ระยะทาง 100 เมตร 400 เมตร ประเภทชายระยะทาง 110 เมตร 400 เมตร
2. กรฑี าประเภทลาน (Field Events)
กรีฑาประเภทลาน ประกอบดว้ ยการวง่ิ กระโดดไกล การวิ่งกระโดดสงู การทุม่ นำ้ หนัก การขว้างจักร และการ
พุง่ แหลน แตล่ ะประเภทต้องอาศยั ทักษะที่แตกต่างกัน โดยการว่งิ กระโดดไกล ระบบการทำงานของรา่ งกาย
ระหวา่ งประสาทและกลา้ มเนื้อตอ้ งมคี วามสัมพันธ์กัน จะชว่ ยใหส้ ามารถบังคับสว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกายได้อย่าง
น่ิมนวลและถกู ตอ้ งตามจงั หวะทตี่ ้องการ การว่งิ กระโดดสงู ต้องรู้จกั จังหวะการกระโดด การสปรงิ ตัวข้นึ การ
ลอยตวั ในอากาศ และการลงส่พู นื้ ได้อยา่ งปลอดภัย การทุ่มลกู น้ำหนกั ต้องรูจ้ ักการทรงตัว การกระโดดไดอ้ ย่าง
คลอ่ งแคล่ววอ่ งไว และการใช้แรงส่งลกู น้ำหนักให้ไปไกลที่สุด การขวา้ งจักรต้องอาศยั การเหวีย่ งตวั และจังหวะ
ทด่ี ใี นการเหวยี่ งจักร รวมทงั้ ต้องมีความรวดเร็ววอ่ งไว ประสาทและทักษะในการเคลอ่ื นไหวดี การพงุ่ ปล่อย
แหลนออกไปในท่าท่ีถูกต้องรู้จกั จังหวะการวง่ิ การบงั คบั แหลนควรเรียนรูท้ ำความเข้าใจ และฝกึ ปฏบิ ัตอิ ย่าง
สมำ่ เสมอ
หน้า |7
กรีฑาประเภทลานสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ประเภทละ 4 รายการ ดังน้ี
2.1 ประเภทกระโดด (Jumping Events)
2.1.1 กระโดดสงู (High Jump)
2.1.2 กระโดดไกล (Long Jump)
2.1.3 เขยง่ กา้ วกระโดด (Triple Jump)
2.1.4 กระโดดค้ำ (Pole Vault)
2.2 ประเภทขวา้ ง (Throwing Events)
2.2.1 ทุ่มลูกนำ้ หนัก (Putting The Shot)
2.2.2 ขวา้ งจกั ร (Discus)
2.2.3 พ่งุ แหลน (Javelin)
2.2.4 ขวา้ งคอ้ น (Hammer)
3. กรีฑาประเภทเดิน (Walking Events)
หน้า |8
กรฑี าประเภทเดนิ เปน็ การแข่งขนั ทตี่ ้องใชท้ ักษะการเดิน ซ่ึงสามารถจดั การแข่งขนั ไดท้ ้งั ภายในสนามและบน
ถนน ประกอบดว้ ยการแขง่ ขันเดนิ ภายในสนาม ระยะทาง 10,000 เมตร และ 20,000 เมตร ส่วนการแขง่ ขัน
เดินบนถนน ระยะทาง 20 กโิ ลเมตร และ 50 กิโลเมตร
4. กรฑี าประเภทถนน (Road Races)
เป็นการแข่งขันว่งิ บนถนน เส้นเร่มิ และเส้นชยั อาจอยใู่ นสนามกรีฑาก็ได้ มีระยะทาง มาตรฐานในการจัดการ
แขง่ ขันสำหรบั ชายและหญิง ดังนี้
4.1 วิง่ 15 กิโลเมตร
4.2 วิง่ 20 กโิ ลเมตร
4.3 วิ่งครึ่งมาราธอน (Half Marathon) 25 กิโลเมตรและ 30 กิโลเมตร
4.4 วง่ิ มาราธอน (Marathon) 42.195 กโิ ลเมตรและ 100 กิโลเมตร
หน้า |9
5. กรีฑาประเภทวิ่งขา้ มทุ่ง (Cross Country Races)
กรฑี าประเภทวิง่ ขา้ มทุ่ง เปน็ การวงิ่ ทีม่ ักจัดข้ึนในสวนสาธารณะขนาดใหญ่ หรือ นอกเมอื ง เส้นทางว่งิ จะเปน็
สนามหญ้า เนินเขา ทางเดนิ หรือทงุ่ นาที่ไถแล้ว นกั ว่งิ อาจจะพบส่งิ กีดขวางต่างๆ ในธรรมชาติ ซ่งึ ในระดับ
นานาชาติมกี ารจดั การแข่งขนั ดังนี้
5.1 ประเภททมี แบ่งรายการแข่งขนั เป็น ชาย ระยะทาง 12 กิโลเมตร เยาวชนชาย ระยะทาง 8 กโิ ลเมตร
หญิง ระยะทาง 6 กิโลเมตร เยาวชนหญิง ระยะทาง 4 กิโลเมตร
5.2 การวง่ิ ข้นึ เขาเป็นสว่ นใหญ่ ท่ัวไปชาย ระยะทาง 12 กิโลเมตร ระดบั ความสงู 1,200 เมตร ทวั่ ไปหญงิ
ระยะทาง 7 กิโลเมตร ระดับความสงู 550 เมตร เยาวชนชาย ระยะทาง 7 กโิ ลเมตร ระดับความสูง 550 เมตร
ถ้าจดุ ปล่อยตัวและเสน้ ชยั อยู่ในระดับเดยี วกัน ทัว่ ไปชาย ระยะทาง 12 กโิ ลเมตร ระดับความสงู 700 เมตร
ทวั่ ไปหญิง ระยะทาง 7 กิโลเมตร ระดบั ความสูง 400 เมตร เยาวชนชาย ระยะทาง 7 กิโลเมตร ระดับความสูง
400 เมตร นอกจากการแข่งขันประเภทลแู่ ละลานแล้ว ยังมีการแขง่ ขนั ประเภทรวมชายและรวมหญงิ ซง่ึ ผเู้ ลน่
คนหน่งึ ๆ ตอ้ งแขง่ ขนั ทง้ั ประเภทลแู่ ละลาน มกี ารแข่งขนั ดังตอ่ ไปน้ี
ทศกรีฑา เป็นการแข่งขนั ประเภทรวมชาย ประกอบดว้ ยการแขง่ ขนั 10 ประเภท ซงึ่ ต้องทำการแข่งขัน 2 วัน
ติดต่อกันเรยี งตามลำดับ ดังน้ี
ห น ้ า | 10
วันแรก
– วิง่ 100 เมตร
– กระโดดไกล
– ทุ่มลกู น้ำหนัก
– กระโดดสูง
– ว่งิ 400 เมตร
วนั ทสี่ อง
– วิ่งข้ามรั้ว 110 เมตร
– ขว้างจกั ร
– กระโดดค้ำ
– พงุ่ แหลน
– วง่ิ 1,500 เมตร
สัตตกรีฑา เปน็ การแข่งขันประเภทรวมหญงิ มีการแข่งขนั ท้ังหมด 7 ประเภท แขง่ ขนั 2 วัน ติดตอ่ กนั
ตามลำดับดังน้ี
วันแรก
– วงิ่ ขา้ มรวั้ 100 เมตร
– กระโดดสูง
– ทุม่ ลกู น้ำหนัก
– วิ่ง 200 เมตร
วนั ทสี่ อง
– กระโดดไกล
– พุ่งแหลน
– วิ่ง 800 เมตร
ห น ้ า | 11
ทักษะของกรฑี า
การวิ่งระยะสั้น
การวิง่ ระยะส้ัน หมายถงึ การวิ่งในทางวง่ิ หรอื ลู่ว่ิงที่เรียบ ซึ่งระยะทางวงิ่ ไม่เกนิ 400 เมตร จากจุดเร่มิ ต้น
จนถึงเส้นชัยสำหรับการแขง่ ขันกรฑี านักเรยี นในประเทศไทย อาจมกี ารเพิม่ รายการว่งิ ระยะทาง 60 เมตร และ
80 เมตรเขา้ ไปด้วย เพื่อใหน้ ักกรีฑาในรุน่ เล็กได้มีโอกาสรว่ มแขง่ ขนั เน่ืองจากการแข่งขันว่ิงระยะสั้นทุก
ประเภทมีความสำคญั และให้ความต่นื เต้นสนกุ สนานนอกจากนกั กรีฑาจะต้องมคี วามเร็วตามธรรมชาติเปน็
ทนุ เดิมแล้ว การปฏบิ ตั ิให้ถูกต้องตามเทคนิคก็มีส่วนช่วยใหบ้ รรลผุ ลตามความมงุ่ หมายย่ิงขึ้น
เทคนิคในการวงิ่ ระยะสั้น ความมงุ่ หมายของการวิ่งระยะส้ัน คือว่งิ ให้เรว็ ทส่ี ดุ เพื่อให้ถงึ เส้นชัยกอ่ น
จึงได้มีการศึกษาค้นความว่าทำอยา่ งไรจงึ จะวงิ่ ไดเ้ ร็วท่ีสดุ ดังนั้นทกั ษะและเทคนิคจึงเปน็ กุญแจไขปญั หาให้พบ
คำตอบทถี่ ูกต้อง และเช่ือวา่ มีสว่ นทำให้พบความสำเร็จได้ตามความสามารถของนักกรฑี าแตล่ ะคน เทคนคิ ใน
การวง่ิ ระยะสัน้ มีดงั น้ี
1.1) ท่าตงั้ ต้นกอ่ นออกว่ิง การวิ่งระยะสน้ั ทุกประเภท การตง้ั ตน้ ก่อนออกวง่ิ สำคัญท่สี ดุ เพราะการแพห้ รอื ชนะ
อยทู่ กี่ ารเรม่ิ ออกวิง่ ว่าดหี รือไม่ ท่าตัง้ ต้นกอ่ นออกวง่ิ ท่ดี ี คือ ทา่ ที่สามารถชว่ ยให้ออกวิง่ ไดเ้ ร็วที่สดุ มแี รงส่งตวั
ไปขา้ งหน้ามากทีส่ ุดและเสียเวลาน้อยท่สี ุด ท่าตัง้ ตน้ ก่อนออกวิ่งทั้งนักกรีฑาและผเู้ ช่ยี วชาญได้คิดคน้ ทดลองใช้
กนั มหี ลายแบบหลายวธิ ีปรากฎว่าวิธตี งั้ ตน้ ด้วยการยอ่ ตวั ลงน่ังให้มอื ทง้ั สองยนั พน้ื เปน็ วิธที ดี่ ที ีส่ ุด
เพื่อใหก้ ารออกวง่ิ กา้ วแรกมคี วามรวดเรว็ ย่ิงข้ึน ในขณะท่ถี ีบตวั ออก เท้าไม่เล่ือนถอยหลัง เพราะฉะนน้ั ควรมีท่ี
ยนั เท้า
ท่ียันเท้าเรมิ่ วง่ิ (Starting block) ใช้สำหรับการแขง่ ขนั ว่ิงทุกประเภท ในระยะทางไม่เกิน
400 เมตร ( รวมท้ังวงิ่ ผลัดไม้แรก 4 x 400 เมตร ) แต่ต้องไม่ใช้กับการแขง่ ขนั วงิ่ ประเภทอนื่ เมื่ออยู่ในลูว่ ง่ิ
สว่ นหน่ึงส่วนใดของท่ยี ันเท้าต้องไมล่ ำ้ เขา้ ไปในเส้นเริม่ หรือยืน่ เข้าไปใน ช่องวิง่ อื่น ทย่ี ันเทา้ ตอ้ งมีคุณสมบัติ
ดงั น้ี
ทำดว้ ยวสั ดุทแ่ี ข็งแรง และไม่ก่อให้เกดิ การได้เปรียบนักกรีฑาคนอ่นื
ตอ้ งยึดกบั ลูว่ ิ่งด้วยหมุดหรือตะปู ทีก่ ่อใหเ้ กดิ ความเสยี หายแกล่ วู่ งิ่ นอ้ ยทีส่ ุด
รวมท้งั ตอ้ งง่ายในการติดตงั้ และรวดเร็วต่อการเคลื่อนยา้ ย หรือถอดออก
ห น ้ า | 12
ปัจจบุ นั ทีย่ นั เทา้ สำเรจ็ รูป เป็นอุปกรณ์ประจำตัวของนักกรีฑาวิง่ ระยะสั้นทน่ี ยิ มใช้กนั มาก ท่ยี ันเทา้ น้เี ร่มิ ใช้มา
ตง้ั แต่ พ. ศ. 2470 เพราะมีผลดตี ่อการวิ่งมาก อีกท้งั สามารถปรับระยะหรอื ตำแหนง่ ของเทา้ ทั้งสองไดต้ าม
ความต้องการและรวดเร็ว ไม่ทำใหล้ วู่ ิ่งเป็นหลมุ เสยี หาย ใช้ได้ทกุ สภาพของสนาม
วธิ ีตดิ ตัง้ ที่ยนั เท้ากับพ้นื สนาม ทำไดโ้ ดยวางทยี่ ันเท้าหา่ งจากเสน้ เริ่มเขา้ มา 2 ฝา่ เท้า ระยะหา่ งระหวา่ งทีย่ ันเทา้
ด้านหนา้ และด้านหลังประมาณ 1 ฝา่ เท้า โดยท่ียนั เท้าดา้ นหน้าจะเอนมากกว่าทีย่ ันเท้าด้านหลงั เสมอ
1.2) เทคนิคในการออกตวั เม่ือได้ยินคำสั่ง "เข้าท"่ี จากผู้ปลอ่ ยตัวนกั กรีฑาตอ้ งเดินไปยังบรเิ วณท่ีต้งั ตน้ ออกว่ิง
ใกลเ้ ส้นเริม่ แลว้ วางมอื ทงั้ สองลงบนทางว่งิ มือท้ังสองห่างกนั ประมาณ 1 ชว่ งไหล่ หรือกว้างกวา่ ชว่ งไหล่
เล็กนอ้ ย กางนว้ิ หวั แมม่ ือและนวิ้ ชอ้ี อกนิ้วอื่น ๆ ชดิ กบั นิ้วช้ี นิ้วหัวแม่มอื และน้วิ ท้งั ส่ียนั พื้นรบั นำ้ หนักตัว และ
วางอยู่ในระดับเดียวกนั หลงั เส้นเริม่ เกือบจรดเส้นเร่ิม นว้ิ มือเกร็งขึน้ แขนท้ังสองเหยียดตึงไม่งอข้อศอก วางเข่า
ของเทา้ หลงั ท่ีพ้นื
เมอ่ื ไดย้ นิ คำส่ังวา่ "ระวงั " ให้ยกกน้ สูงกวา่ ไหล่เลก็ น้อย โดยเฉลีย่ น้ำหนกั ตัวให้ลงสแู่ ขนแนวไหล่จะเลยมอื ไป
ข้างหนา้ เลก็ น้อย หรอื แขนตงั้ ฉากกับพืน้ ยกศีรษะข้ึนเลก็ น้อยในลักษณะสบาย สายตามองไปข้างหน้าไม่ไกล
จากตัวมากนักประมาณ 1 - 3 เมตร สูดหายใจเขา้ และกลน้ั ไว้ ขณะยกก้นข้นึ ตงั้ สมาธิให้แนว่ แนแ่ ละนง่ิ หูคอย
ฟงั เสยี งปืน
1.3) เทคนคิ ในการเร่ิม ออกว่ิง เมือ่ เสียงปืนดงั "ปัง" ให้ถีบเทา้ ส่งไปข้างหนา้ ดว้ ยเทา้ หนา้ พร้อมกบั ยกมอื ทัง้ สอง
ข้ึนจากพนื้ ยกมือข้างตรงขา้ มกบั เทา้ หลงั ในลักษณะงอศอก นิ้วมืออยู่ระดบั หน้าผากกำมือหลวม ๆ ส่วนมือตรง
ขา้ มกระตกุ อยา่ งแรงไปขา้ งหลงั ใหเ้ ลยสะโพกข้นึ ไปเล็กน้อยคล้ายตศี อกหลังลำตวั เอนพุง่ ไปข้างหนา้ ดว้ ยแรงถบี
สง่ ของเท้า พร้อมกบั ก้าวเทา้ หลังไปข้างหนา้ อยา่ งรวดเรว็ ทั้งเข่าและสะโพกเหยียดตึงในจงั หวะสดุ ท้ายของการ
ถบี ส่งเท้า
1.4) ทา่ ทางการเร่มิ ออกวงิ่
ถีบเทา้ สง่ ไปข้างหน้าด้วยเท้าหนา้ พร้อมกบั ยกมอื ทงั้ สองข้ึน
กา้ วเท้าหลังไปข้างหน้าอยา่ งรวดเร็ว
ท้ังเข่าและสะโพกเหยียดตงึ ในจงั หวะสุดท้ายของการถีบเท้าสง่
ถีบเท้าส่งจากพนื้ อย่างรวดเร็วและเตม็ พลงั
โนม้ ตวั ไปขา้ งหน้า
ลำตัวต้ังขนึ้ อยา่ งช้า
ห น ้ า | 13
ขณะทีเ่ รง่ ความเร็วข้ึน มุมของการว่ิงจะสูงขึ้นทลี ะน้อย ลำตวั จะเอนไปข้างหนา้ ทำมุมกบั พ้นื ประมาณ 75-80
องศา การก้าวขาตอ้ งยกเข่าสูง ขาทอ่ นบนเกือบขนานกับพื้น วง่ิ ด้วยปลายเท้าเสน้ ตรงขนานไปข้างหน้า ไม่แบะ
เข่า แขนงอเปน็ มุมฉาก กำมือหลวม ๆ แกวง่ มือลงต่ำสดุ ท่รี ะดับสะโพกศรีษะไม่สา่ ยไปมาหรอื เงยหนา้ ข้นึ บน
วิง่ ให้เป็นเสน้ ตรง ขณะก้าวขาต้องกระตุกเข่าไปขา้ งหน้า และไม่เหวยี่ งส้นเทา้ ข้นึ ข้างหลังจนเกินไป
วงิ่ ระยะกลางระยะกลาง
การว่งิ ระยะกลาง หมายถงึ การวิง่ ในระยะทาง 800 เมตร และ 1,500 เมตร การวิง่ ระยะกลาง มวี ัตถปุ ระสงค์
เพือ่ ใหน้ กั เรยี นมีพ้ืนฐานรถู้ ึงวิธกี ารว่งิ ท่ีถูกต้องและมีทกั ษะในการวิ่งระยะกลางที่เหมาะสมกับสภาพทางดา้ น
ร่างกาย เพศ และวยั
1) เทคนิคในการว่ิงระยะกลาง มีดงั น้ี
1.1) ทา่ ต้ังต้นกอ่ นออกวงิ่ ท่าตง้ั ต้นก่อนออกว่ิง ( สมมติวา่ ผู้วิง่ ถนดั เท้าขวา) โดยท่ัวไปนิยมยืนอยู่ในท่า
เตรยี มพร้อม คือ ยนื ใหป้ ลายเทา้ ซา้ ยจรดหลังเสน้ เรมิ่ เท้าขวาอยอู่ ยขู่ ้างหลัง ห่างจากเทา้ หน้าพอถนดั โน้ม
ลำตวั ไปข้างหน้า ยกมือขวาขึ้นระดบั หน้าผาก มือซ้ายยกข้ึนระดับเอว งอศอกขน้ึ ข้างหลังเล็กน้อย ทา่ ตง้ั ต้น
กอ่ นออกว่ิงอีกแบบหนึ่งอาจใช้ทา่ ตง้ั ต้นแบบว่ิงระยะส้ันก็ได้ แตไ่ มจ่ ำเป็นตอ้ งใชท้ ีย่ ันเทา้ จดุ มงุ่ หมายของการ
ต้ังตน้ ก่อนออกว่ิงแบบนีเ้ พ่ือต้องการเร่งฝีเทา้ ทำสถติ แิ ละเพ่ือชิงว่ิงชิดขอบใน ขณะวงิ่ เข้าลู่ทางโคง้ ไม่เสียเปรียบ
เรอ่ื งระยะทาง
1.2) ท่าทางในการวง่ิ มลี ักษณะดังน้ี
1) มุมของลำตัว ลำตวั จะโน้มไปข้างหน้าเพยี งเล็กน้อยประมาณ 85 องศาหรือเกือบต้ังตรง ศรษี ะและคอเป็น
เสน้ ตรงเดียวกับลำตวั ขณะวงิ่ ไม่ควรเกร็งสว่ นใดของรา่ งกายเพียงแตป่ ระคองตัวใหน้ ่งิ ไหลสา่ ยเล็กนอ้ ยไปตาม
แรงเหวี่ยง ของแขน จะสงั เกตว่าลำตวั ทำมุมกับพนื้ มากกวา่ การวง่ิ ระยะสั้น
2) การก้าวเทา้ ขณะก้าวเทา้ ไปขา้ งหนา้ ไมต่ ้องยกเขา่ สงู มาก ก้าวให้สม่ำเสมอปลายเทา้ และเขา่ ท้ังคูข่ นานกนั
ไปข้างหน้า ก้าวด้วยการเหวยี่ งเท้าในลักษณะสืบเทา้ ไปขา้ งหน้า ขาหลังเมื่อยกขนึ้ จากพน้ื แลว้ จะเหว่ียงขนึ้ ข้าง
หลงั ตามสบาย เพ่ือผ่อนคลา้ ยกล้ามเนอื้
การวิง่ ระยะกลางน้ี จังหวะความเรว็ ของการกา้ วเทา้ จะชา้ กวา่ การว่งิ ระยะสั้นความยาวของช่วงกา้ วกส็ น้ั กวา่
การว่งิ ระยะสั้น ความสูงของเขา่ ท่ยี กขนึ้ จากพ้นื จะน้อยกวา่ การวงิ่ ระยะสน้ั การออกแรงถีบเท้าสปริงขึ้นจากพ้นื
ออกแรงน้อยกว่าการวงิ่ ระยะส้นั การวางเท้าลงสูพ่ นื้ ลงดว้ ยอุ้งเท้าสว่ นการว่งิ ระยะส้ันจะลงสู้พ้ืนด้วยปลายเท้า
ห น ้ า | 14
3) การแกวง่ แขน แขนงอประมาณเกือบมุมฉาก กำมือหลวม ๆ แหวง่ ข้นึ ลงระหวา่ งระดับล้นิ ปี่กับสะโพก ขณะ
แกว่งแขนขนึ้ ข้างหน้าใหต้ ัดเฉียงเขา้ หาลำตัวเล็กน้อย ไม่เกร็งสว่ นใดของร่างกาย การแกว่งแขนของการว่ิง
ระยะกลางจะแกวง่ เบาและแกว่งตำ่ กว่าการวิ่งระยะสน้ั
4) การหายใจ การหายใจเข้าทางจมูกและออกทัง้ ทางจมูกและปาก ซึ่งแตกตา่ งกบั การว่ิงระยะสนั้ ซ่ึงอาจกลั้น
หายใจตลอดระยะทางท่ีวิ่งหรือหายใจเปน็ ช่วง ๆ
1.3) การวิ่งทางโค้ง การวงิ่ ทางโค้งให้ปฏบิ ัตเิ ชน่ เดยี วกบั การว่ิง 200 เมตร หรอื 400 เมตร แตค่ วามเร็วในการ
วิ่งระยะกลางนีจ้ ะน้อยกว่า จึงทำให้แรงเหว่ียงออกน้อยกว่า การเอนตัวเข้าหาขอบในของชอ่ งวิ่งจึงมนี อ้ ยกวา่
ทำใหก้ ารแกวง่ แขนใชแ้ รงน้อยลงกว่าการว่งิ ระยะสัน้ ดว้ ย
การวงิ่ ระยะไกล
การวง่ิ ทางไกล หรือ การวง่ิ ทน เป็นการวิ่งอยา่ งต่อเนื่องเป็นระยะทางอย่างน้อย 5 กิโลเมตร (3.1 ไมล์) ตาม
สรรี วิทยาแลว้ นับวา่ เป็นการออกกำลงั แบบแอโรบกิ ตามธรรมชาติและต้องใชค้ วามอดทน[1]
ในหมสู่ ัตว์เลีย้ งลกู ด้วยนำ้ นม มนษุ ย์ รวมถึงสัตว์ในอันดบั วานร สามารถปรับตัวเพ่ือว่งิ ระยะทางไกลได้ดี
สมมตุ ิฐานการวิง่ ทนเสนอไว้ว่าสัตวส์ กุล โฮโม ว่งิ ทนเพราะการเดินทางข้ามพน้ื ท่ีกว้างใหญ่เพิ่มโอกาสในการไล่
ล่า และยังสามารถล่าต่อเนื่องไดอ้ ีกด้วย[2] การวง่ิ ทนยังพบในสัตว์กบี ทกี่ ำลังอพยพ และสตั ว์กินเนอื้ ท่ีอาศัยบน
พื้นดนิ บางประเภท เชน่ หมา หมาปา่ และไฮยนี ่า[3]
ในสังคมมนุษย์รุ่นใหม่ มนุษย์มีหลายเหตผุ ลทจ่ี ะวงิ่ ทางไกล อาจทำไปเพื่อการออกกำลัง นันทนาการ การ
เดินทาง เหตผุ ลทางเศรษฐกจิ หรอื เหตผุ ลทางวฒั นธรรม การว่ิงทางไกลสามารถชว่ ยปรับสขุ ภาพหวั ใจและ
หลอดเลอื ดให้ดีข้ึน[4] และยังช่วยทำใหส้ มรรถภาพรา่ งกายแบบแอโรบิกดีขนึ้ โดยเปน็ การเพม่ิ กิจกรรมให้
เอนไซม์และฮอร์โมน ซ่งึ จะไปทำการกระตนุ้ การทำงานของกล้ามเนอื้ และหัวใจใหม้ ีประสิทธภิ าพมากขึ้น[5]
บ่อยครั้ง ทั้งปจั จบุ ันและในอดีต ที่การวิ่งทางไกลจะถูกมาใชเ้ ป็นสว่ นหน่ึงของการผกึ ทหาร การวง่ิ เปน็ อาชพี
พบมากที่สุดในสว่ นของการกีฬา ถึงแม้วา่ ในสมัยก่อนยุคอุตสาหกรรม ผูส้ ่งสาสน์ เดินเทา้ ก็ว่งิ เพ่อื สง่ ข้อมูลไปยัง
สถานท่ีทหี่ ่างไกลเชน่ เดียวกัน การวงิ่ ทางไกลยังเปน็ รูปแบบของประเพณหี รอื พธิ ขี องชนเผา่ ตา่ ง ๆ เชน่ ชนเผ่า
Hopi และ Tarahumara[6][7]
ในกรฑี า ไดม้ ีการกำหนดให้การแข่งขนั วิง่ ทางไกลตอ้ งว่ิงเป็นระยะ 3 กิโลเมตร (1.86 ไมล)์ ข้ึนไป ปกตจิ ะมีการ
วิ่งอยู่ 3 ประเภท คือ ล่แู ละลาน การว่งิ บนถนน และการวิ่งวบิ าก ซ่ึงแตกต่างตามลักษณะภูมิประเทศ ได้แก่ ลู่
วงิ่ ราดยาง ถนน และสภาพตามธรรมชาติ ตามลำดับ โดยปกตกิ ารว่งิ แข่งบนลู่จะมรี ะยะทางต้ังแต่ 3,000 เมตร
ถงึ 10,000 เมตร (6.2 ไมล์) สว่ นการวงิ่ วิบากจะแข่งในระยะทางต้ังแต่ 5 ถึง 12 กิโลเมตร (3 ถงึ 7.5 ไมล์)
ในขณะทกี่ ารวิ่งแข่งบนถนนอาจมรี ะยะทางได้ยาวขึ้นถงึ 100 กโิ ลเมตร (60 ไมล)์ หรอื มากกว่า การว่งิ วบิ ากใน
ห น ้ า | 15
มหาวิทยาลัยทีส่ หรัฐอเมริกา ผู้ชายมจี ะวงิ่ เปน็ ระยะทาง 8000 เมตร ส่วนผหู้ ญิงจะว่งิ เป็นระยะทาง 6000
เมตร รายการว่งิ ในโอลมิ ปิกฤดรู อ้ นมีระยะทาง 5,000 เมตร 10,000 เมตร และยังมีประเภทมาราธอน
(42.195 กโิ ลเมตร หรือ 26 ไมล์ 385 หลา)
การวิ่งผลดั
การว่ิงผลดั หมายถึง การว่ิงแขง่ ขันตามระยะทางที่กำหนดเป็นช่วง ๆ โดยมีผเู้ ข้าแข่งขันเปน็ ชดุ ๆ แต่ละชดุ มี
จำนวนผเู้ ข้าแขง่ ขนั เทา่ ๆ กันตง้ั แต่ 2 คนขน้ึ ไป การวิง่ แตล่ ะชว่ งจะมกี ารับสง่ สิ่งของหรือคฑา (Batkon)
ต่อเนอ่ื งกันไปจนหมดระยะทางทก่ี ำหนดไว้
1)เทคนิคในการวง่ิ ผลัด การวง่ิ ผลดั เรม่ิ ต้นจาก วิธถี ือคฑาตั้งต้นออกวิ่ง การออกวิง่ วิธถี ือคฑาในขณะวงิ่ วิธสี ่ง
และรบั คฑา ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นทน่ี กั เรยี นต้องเรียนรู้หมน่ั ฝกึ ฝนใหเ้ กดิ ความชำนาญทุกขั้นตอน โดย
ตอ้ งประสานสอดคล้องกับเพื่อนรว่ มทมี เปน็ อนั หนึ่งอันเดยี วกัน
1.1) วิธถี อื คฑา ในชว่ งตั้งตน้ ก่อนออกวิ่งการถือคฑาของผูต้ ั้งต้นในการออกว่งิ คนแรกนน้ั ท่าต้ังตน้ และการออก
ว่ิงปฏบิ ตั ิ เชน่ เดยี วกับทา่ ตัง้ ต้นวง่ิ ระยะส้ันทุกประการแต่ที่เพ่มิ ข้ึนมาก็คอื ต้องถือคฑาไว้ด้วย การถอื คฑามี
หลายแบบ แลว้ แตจ่ ะเลอื กตามความถนัดของผู้เขา้ แข่งขันแตม่ ีหลกั ทคี่ วรพิจารณาคือคนทอ่ี อกว่ิงดว้ ยเทา้ ขวา
มักจะถือคฑาด้วยมอื ซ้ายหรือมอื ที่เหวี่ยงไปข้างหน้าในขณะทีเ่ รมิ่ ว่ิงกา้ วแรกไม่ควรถือคฑาดว้ ยมือท่เี หวีย่ งไป
ข้างหลังในก้าวแรก เพราะคฑาอาจจะหลุดจากมือได้ง่ายเน่ืองจากมือท่ีเหวี่ยงไปข้างหลงั มีความแรงมากกว่า
หรอื คฑาอาจจะเหว่ยี งไปถกู สะโพกทำให้คฑาหลุดจากมอื ไดเ้ ช่นกัน ดงั นน้ั การถือคฑาด้วยมือซา้ ยหรือมือท่ี
เหวย่ี งไปข้างหน้าเม่อื ใช้เท้าขวายันพน้ื ข้างหลงั จงึ ได้เปรยี บดว้ ยประการทงั้ ปวง โดยทั่วไปมีวธิ ีถอื คฑา 5 วิธี
ดงั น้ี
1.2) เทคนิคในการออกตัว ทา่ ตั้งตน้ และการออกวงิ่ ของผู้ถอื คฑาไม้แรกน้ัน ให้ปฏิบัตเิ ชน่ เดยี วกบั ทา่ ต้ังต้น
และการออกวงิ่ ระยะสัน้ ทวั่ ไป เพยี งแตเ่ พิ่มการถือคฑาและระวงั ไม่ใหค้ ฑาที่ถืออยู่หลุดจากมือเทา่ นน้ั
1.3) วิธีถือคฑาในขณะว่งิ และวธิ เี ปล่ยี นมอื ถือคฑา ขณะท่วี ิ่งและมือถือคฑาอยู่นนั้ การแกว่งแขนก็เหมือนกับ
การแกว่งแขน ว่ิงระยะสนั้ ทวั่ ไป แต่พยายามให้ปลายคฑาชต้ี รงไปขา้ งหน้าตามทางวิง่ เพื่อป้องกันไมใ่ ห้คฑาถูก
ร่างกายและหลดุ จากมือสำหรับการเปลีย่ นมือถือคทาขณะวิ่งนน้ั โดยปกติแลว้ ผสู้ ่งคฑาดว้ ยมือซ้าย และผรู้ ับ
จะรับคฑาดว้ ยมอื ขวา เพราะถา้ ผสู้ ่งคฑาดว้ ยมอื ขวาและผู้รับรับคฑาดว้ ยมือขวาเชน่ กนั นอกจากทำให้การ
รับสง่ คฑาไม่ถนดั แล้ว อาจจะทำใหผ้ ู้รับและผสู้ ่งชนกนั เองอีกดว้ ย นกั กรฑี าวิง่ ผลดั จงึ นิยมสง่ คฑาด้วยมือซา้ ย
รับดว้ ยมอื ขวา หรือถา้ สง่ คฑาดว้ ยมือขวาต้องรบั ด้วยมือซ้าย ด้วยเหตนุ ้จี ึงมกี ารเปล่ียนมือถือคฑาในขณะทว่ี ิง่
การเปล่ยี นมอื ถอื คฑานี้จะทำในช่วงขณะที่
ห น ้ า | 16
เหวย่ี งแขนสลับกันพอดี การเปล่ียนมือถือคทาจากมอื ขวามาถือด้วยมือซา้ ยจงึ กระทำในช่วงขณะที่เหว่ียง
แขนขวาขนึ้ ไปข้างหนา้ แล้วกำลงั จะเหวี่ยงแขนขวากลบั มาขา้ งหลงั ซงึ่ ในช่วงนีแ้ ขนซา้ ยกำลังเหว่ยี งขึ้นไป
ข้างหนา้ สลับกันกับแขนขวา มอื ขวาก็จะสง่ คฑาให้มือซา้ ยจับกำไว้ทนั ที โดยไมใ่ หเ้ สียจังหวะการว่ิงอน่ึง การส่ง
และการรบั คฑาสำหรับวิง่ ผลัดระยะส้นั ผ้รู ับอาจไมต่ ้องเปลีย่ นมอื หลังจากรบั แล้วก็ได้ เช่น เมอื่ รบั คฑาด้วยมือ
ขวา กถ็ ือคฑาดว้ ยมอื ขวาไปตลอดทาง แล้วส่งใหม้ ือซา้ ยของผูร้ บั คนหน้าตอ่ ไป สลับกันไปจนถึงคนสดุ ทา้ ย แต่
พึงเขา้ ใจว่านักกรีฑาถนัดไมเ่ หมอื นกันหมดทุกคน จึงต้องฝกึ ซอ้ มและเลอื กแบบทถ่ี นดั ที่สุด และมีความสัมพันธ์
กันอยา่ งดี
1.4) เทคนคิ ในการถอื คฑาเพื่อส่งแล้วรับ วิธถี อื คฑาเพ่ือสง่ ให้ผ้รู บั เริม่ จากผตู้ ้ังตน้ ออกวงิ่ ถอื คฑาด้วยมือขวา วง่ิ
ไปส่งใหผ้ ู้รบั คนท่ี 2 ซึ่งยืนชดิ ชอบของชอ่ งว่ิง และรับคฑาด้วยมือซ้ายว่ิงไปส่งให้คนที่ 3 ซ่ึงยืนชดิ ขอบซ้ายของ
ช่องว่ิง และรบั ไมค้ ฑาดว้ ยมือขวา ว่งิ ไปสง่ ให้คนสุดท้าย ซ่ึงจะยืนชดิ ขอบขวาของชอ่ งว่งิ และรับไม้คฑาดว้ ยมือ
ซ้ายวง่ิ ไปตลอดระยะทาง
วธิ ีการรับ - ส่งคฑาแบบนน้ี ิยมใชก้ นั ในการแข่งขันวิง่ ผลดั 4 x 100 เมตร ทั้งน้เี พราะผู้รับไม่ต้องเปลีย่ นมือเมื่อ
รบั คฑาไดแ้ ล้ว จึงไม่ต้องกังวลเรื่องไมค้ ฑาจะหลุดจามมอื ในขณะที่เปล่ียนมือคฑา และทำให้ไม่เสียความเรว็ ใน
การวงิ่ ในชว่ งของการเปลย่ี นมือถือคฑา อีกประการหนึง่ ผู้สง่ คนท่ี 1 สามารถว่ิงชดิ ขอบในของชอ่ งว่ิงไดต้ ลอด
ระยะทาง ส่วนคนท่ี 2 และคนท่ี 4 ก็สามารถว่งิ ชิดขอบนอกได้โดยไม่เสียระยะทางเพราะเป็นทางว่ิงตรง และ
ผรู้ บั คนท่ี 3 ซ่ึงว่งิ ทางโค้งกส็ ามารถว่งิ ชดิ ขอบในของชอ่ งวิง่ ไดต้ ลอดระยะทาง สำหรบั การว่งิ ผลดั ประเภทอื่นก็
สามารถปรับปรงุ หรอื ดัดแปลงให้เหมาะสมและสอดคล้องกับการวงิ่ ผลดั ประเภทนัน้ ๆ ได้ตามความเหมาะสม
เช่นกนั
ก. เขตสง่ และรับคฑา ตามกติกาการวิง่ ผลัดระยะส้นั จะมเี ขตกำหนดการสง่ และการรับคฑาไว้ ผูส้ ่งและผรู้ ับจะ
ทำการเปลี่ยนการถือคฑากนั มอื ต่อมือได้ จะตอ้ งอยู่ภายในเขต 20 เมตรเทา่ นัน้ เขตนนี้ ับจากระยะทางเต็มขน้ึ
ไปข้างหน้า 10 เมตร และถอยหลงั ลงมา 10 เมตร จึงรวมกันเป็น 20 เมตร แต่อนญุ าตให้ผุ้รับถอยไปตำ่ กว่า
เขตรบั ส่งได้จริงอกี 10 เมตร แต่ระยะ 10 เมตรที่กลา่ วนี้ผรู้ บั จะแตะคฑาไม่ได้ นอกจากมีไว้เพือ่ ใหผ้ ้รู ับคฑาใช้
สำหรบั วิง่ เพ่ือให้เกดิ ความสัมพนั ธ์กับผู้ที่จะส่งให้เท่านั้น เขตหลงั น้ผี ู้รบั จะไม่ใช้ก็ได้ผสู้ ง่ เม่อื ว่ิงมาถึง ชว่ งระยะท่ี
จะสง่ คฑาได้ ให้เหยียดแขนท่ีถอื คฑาซงึ่ เป็นจงั หวะที่แกวง่ แขนไปข้างหนา้ แลว้ ตีคทาลงบนฝา่ มอื ของผ้รู บั แล้ว
วง่ิ ตอ่ ไปโดยชะลอฝีเท้าลงเรื่อย ๆ เมือ่ ผู้ส่งตีคทาลงบนฝ่ามือแลว้ ผู้รับรีบกำคฑาว่งิ ตอ่ ไปทนั ที
ข. วธิ สี ่งและรบั คฑาแบบงอแขนคว่ำมือ
ลกั ษณะท่าทางการยืนและสายตาการมองของผ้รู บั คทาแบบคว่ำมอื ใหป้ ฏบิ ตั ิเชน่ เดยี วกับการยนื รับคทาแบบ
หงายมือ แต่มือขวาท่ใี ชร้ บั คฑาใหย้ กมือข้ึนระดับเอว ปลายนวิ้ หวั แม่มอื แตะเอว หรือหา่ งเอวเล็กนอ้ ย นิ้วทัง้ สี่
เรียงชิดตดิ กันและกางออกจากนิ้วหวั แมม่ ือมาก ๆ บดิ ขอ้ มือหันฝา่ มอื ไปข้างหลัง ปลายน้ิวทงั้ หมดช้ีลงสพู่ ้นื
ห น ้ า | 17
เฉียงไปข้างหลงั เลก็ น้อย ผู้รบั คทาใชส้ ายตามองอยู่ทห่ี มายหรอื ตำแหนง่ ท่ีกำหนดไว้ เมือ่ เทา้ ของผสู้ ง่ คฑาวง่ิ มา
เหยยี บทห่ี มาย ผู้รับจะหันหน้าตรงออกวงิ่ อยา่ งเร็วโดยไม่มองผู้สง่ อีก ขณะวิ่งแขนซา้ ยจะแกว่งไปมาตามปกติ
มือขวาจะไมแ่ กว่งไปมา เพราะจะทำใหผ้ ู้ส่งส่งคฑาได้ยาก ผูส้ ่งเมอ่ื วง่ิ มาถงึ ชว่ งระยะทีจ่ ะส่งคทาไดใ้ หเ้ หยยี ด
แขนทถ่ี ือคฑา ซง่ึ เป็นจังหวะทีแ่ กวง่ แขนไปข้างหนา้ แลว้ ตีคฑาข้ึนไป ให้คฑาเขา้ ไประหวา่ งน้ิวหวั แมม่ อื กบั น้ิวช้ี
ของมือผ้รู บั แล้ววง่ิ ต่อไปโดยชะลอฝเี ทา้ ลงเรื่อย ๆ ผูร้ บั เมื่อคฑาถกู มือแล้วให้รบี กำและดึงคฑาว่ิงต่อไป
ห น ้ า | 18
ประโยชนข์ องการเล่นกรีฑา
1. ชว่ ยทำให้กล้ามเน้อื สมบรู ณแ์ ข็งแรง
2. ช่วยใหร้ า่ งกายมีรปู ร่างไดส้ ดั สว่ น มีบุคลิกภาพดี
3. ชว่ ยให้ร่างกายแข็งแรงมีความตา้ นทานโรคได้
4. ชว่ ยทำใหร้ า่ งกายมคี วามอดทนต่อการทำงาน เหน่อื ยชา้ และหายใจเร็วข้นึ
5. ช่วยให้ระบบประสาทดีขนึ้ ทำใหน้ อนหลับสบาย
6. ช่วยใหร้ ะบบการหายใจดีข้นึ ทรวงอกมีขนาดใหญ่ขึ้น
7. ช่วยทำให้ระบบการย่อยและระบบขบั ถ่ายทำงานได้ดีข้ึน
8. ชว่ ยใหเ้ สน้ โลหติ ขยายโตขน้ึ สง่ ผลให้การไหลเวยี นของโลหติ ดี ทำใหร้ ่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้นด้วย
9. ช่วยทำให้มอี ารมณ์ร่าเรงิ แจม่ ใส สนกุ สนานเพลิดเพลนิ
ประโยชนท์ างดา้ นร่างกาย
1. ช่วยเสรมิ สรา้ งสมรรถภาพทางดา้ นร่างกาย ทำให้กล้ามเนอื้ แข็งแรง สมบรู ณ์ มีความคลอ่ งแคล่ววอ่ งไวมี
ความทรหดอดทน
2. ช่วยเสรมิ บคุ ลิกภาพใหเ้ ปน็ ผูส้ ง่างามสมส่วน สงา่ ผ่าเผย การทรงตวั ดี
3. ช่วยใหอ้ วยั วะและระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพดี
ยง่ิ ขน้ึ เช่น ระบบการหมุนเวยี นโลหิต ระบบหายใจ ระบบย่อยอาหาร
4. ช่วยให้ร่างกายมคี วามอดทน ทำงานได้นาน เหนื่อยช้าและหายเหนื่อยเร็ว
5. ช่วยระบายพลงั งานสว่ นเกินออกไปในทางท่กี ่อให้เกิดประโยชน์ยงิ่ ข้นึ
6. ช่วยให้ร่างกายมีความต้านทานโรคได้ดี
ประโยชนท์ างด้านจติ ใจและอารมณ์
1. ชว่ ยให้มคี วามเช่ือมั่นในตนเอง มีความกล้าในการตดั สนิ ใจไดอ้ ย่างรวดเร็วสามารถแก้ไขปญั หาเฉพาะหน้าได้
2. ชว่ ยทำให้เกิดความสนกุ สนานเพลดิ เพลิน เร้าใจและต่นื เตน้
3. ช่วยใหม้ ีอารมณ์และจติ ใจแจม่ ใส ร่าเรงิ
ห น ้ า | 19
4. ชว่ ยระบายความตงึ เครยี ด หลังจากที่ตรากตรำจากการทำงาน
5. ช่วยให้มีน้ำใจเปน็ นกั กีฬา รู้แพร้ ู้ชนะและรูอ้ ภัย
ประโยชนท์ างด้านสังคม
1. ช่วยใหเ้ ป็นผ้มู ีระเบียบวินัย ปฏบิ ตั ติ ามกฎระเบียบ กตกิ าอย่างเคร่งครดั
2. ช่วยแกป้ ัญหาของสังคม โดยการใชเ้ วลาว่างให้เป็นประโยชน์
3. ชว่ ยใหส้ ามารถปรบั ตัวเขา้ กับสังคมได้ดี
4. ช่วยก่อให้เกดิ สัมพนั ธไมตรี และความสามัคครี ะหวา่ งผูเ้ ลน่ ทง้ั สองฝา่ ย
5. ช่วยก่อให้เกิดสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศโดยใชก้ ารแข่งขนั กรฑี าเปน็ สือ่ ทา่ ทางการวิ่ง
ห น ้ า | 20
จดั ทำโดย
1. นางสาว นรศิ ราพร เนินวิไล รหสั นกั ศึกษา 6340106104
2. นางสาว ภทั รวดี พูลสวสั ด์ิ รหัสนกั ศึกษา 6340106107
3. นางสาว ระววิ รรณ ประติเก รหัสนักศึกษา 6340106108
4. นาย ปยิ ะราช ธนาวฒุ ิ รหสั นกั ศึกษา 6340106121
5. นาย ณฐปกรณ์ กณั นอก รหัสนักศึกษา 6340106133
พลศึกษาชัน้ ปีท่ี 1 หมเู่ รียนท1ี่ กลมุ่ P3
ห น ้ า | 21
อา้ งองิ
https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%91%E0%B8%B2?fbclid=IwAR1skHA
3w4-yN1Cdx9WWzfLu-yEcypNql1buTl554Qzvo3iQ74S_6yzqZ3Y
https://sites.google.com/site/phanthuki/kritha
https://www.siamsporttalk.com/th/entertainment/sport/115-athletics/rules-sports-athletics/116-
athletics-rules.html?fbclid=IwAR2REKUeP9WTyO9zIBUbk3Ijz6jWY-9sfscUzEM_wGfJeJDiRIg6HmCNXg4
https://sites.google.com/site/pinpak123456/3-ktika-laea-kar-khaengkhan-kritha-prapheth-
lu?fbclid=IwAR0BdRLkrkkkEvXRbQJ3FUt99mTaYl5MTlcbaC8Ikx_cUDZj1FlAyHTCZnQ
https://sites.google.com/site/33770paranut/home/prayochn-khxng-
kritha?fbclid=IwAR2tYYtMMEBSozX1PaPkDYBVZQw7m-UO9GLoXZfsBsCqvq6FlTLnor0iUCQ