เอกสารประกอบโครงงานภาษาไทย จัดทำ โดย E book
คำ นำ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ E-book นี้เป็นสื่อประกอบโครงงานภาษาไทย เรียรีงร้อยถ้อยประพันธ์ สร้างสรรค์ฉันทลักษณ์ ยลประจักษ์รักษ์ภูเก็ต เป็นการศึกษาเนื้อหาเกี่ยวกับลักษณะของคำ ประพันธ์และฉันทลักษณ์ ประเภท โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน และร่าย แล้วนำ มาแต่งคำ ประพันธ์ โดยการแต่งคำ ประพันธ์เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดวัภูเก็ตที่สำ คัญ แล้วนำ เสนอความรู้ผ่านสื่อคำ ประพันธ์ พร้อมทั้งฉันทลักษณ์ เพื่อสร้าง ความเพลิดเพลินในการจัดกิจกรรมการเรียรีนการสอนในรายวิชวิาภาษาไทย ซึ่งผู้จัดทำ สามารถแต่งคำ ประพันธ์ได้ ๑๓ เรื่อรื่ง ตามคำ ประพันธ์ที่ศึกษา ๑๓ ชนิด ได้แก่ โคลงสองสุภาพ เรื่อรื่งวัดวัพระทองเรือรืงรองผ่องวิจิวิจิตร โคลงสี่สุภาพ เรื่อรื่ง สะพานหิน ถิ่นวิไวิล วิชวิชุมมาลาฉันท์ ๘ เรื่อรื่ง ราไวย์ ชลธิศสาลินีฉันท์ ๑๑ เรื่อรื่ง กะตะ กะรน โสภณตระการตา อินทรวิเวิชียร ฉันท์ ๑๑ เรื่อรื่ง ไตรทศาลัย ระบือไกลเขารัง วสันตดิลกฉันท์ ๑๔ เรื่อรื่ง สุริยริาลาแหลมพรหมเทพ กาพย์ยานี ๑๑ เรื่อรื่ง ย่านเมืองเก่า ณ ภูเก็ต กาพย์ฉบัง ๑๖ เรื่อรื่ง สะพานสารสิน ถวิลวิถิ่นรัก กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ เรื่อรื่ง สองวีรวีสตรี คู่บารมี เมืองถลาง กลอนสุภาพ เรื่อรื่ง วัดวัฉลอง ก้องชื่อระบือไกล กลอนเพลงยาว เรื่อรื่ง เขานาคเกิด เลิศวิศิวิศิษฏ์ และ ร่าย สุภาพ เรื่อรื่ง กมลาสุราลัย
สารบัญ เรื่อ รื่ ง หน้า -โคลงสองสุภาพ เรื่อรื่ง วัดพระทองเรือรืงรองผ่องวิจิวิจิตร -โคลงสี่สุภาพ เรื่อรื่ง สะพานหิน ถิ่นวิไวิล -วิชวิชุมมาลาฉันท์๘ เรื่อรื่ง ทิพย์สลิล ถิ่นป่าตอง -มาณวกฉันท์๘ เรื่อรื่ง ราไวย์ชลธิศ -สาลินีฉันท์๑๑ เรื่อรื่ง กะตะ กะรน โสภณตระการตา -อินทรวิเวิชียรฉันท์๑๑ เรื่อรื่ง ไตรทศาลัย ระบือไกลเขารัง วสันตดิลกฉันท์๑๔ เรื่อรื่ง สุริยริาลาแหลมพรหมเทพ -กาพย์ยานี๑๑ เรื่อรื่ง ย่านเมืองเก่า ณ ภูเก็ต -กาพย์ฉบัง๑๖ เรื่อรื่ง สะพานสารสิน ถวิลวิถิ่นรัก -กาพย์สุรางคนางค์๒๘ เรื่อรื่ง สองวีรวีสตรี คู่บารมี เมืองถลาง -กลอนสุภาพ เรื่อรื่ง วัดฉลองก้องชื่อระบือไกล -กลอนเพลงยาว เรื่อรื่ง เขานาคเกิด เลิศวิศิวิศิษฏ์ -ร่ายสุภาพ เรื่อรื่ง กมลาสุราลัย ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓
กกาารรแแต่ต่ ต่ งต่ งคํคํ คํ าคํ าปปรระะพัพั พั นพั นธ์ธ์ ธ์ปธ์ปรระะ เเภภทท การแต่งคําประพันธ์ประเภท โโโคคคลลล งงงสสส อออ งงงสุสุสุ สุ ภ สุ ภ สุ ภ าาาพพพ
โคลงสองสุภาพบทหนึ่งจะมี ๓ วรรค วรรคหนึ่งและวรรคสอง จะมีจํานวนคำ วรรคละ ๕ คำ ในวรรคสาม จะมีจำ นวนคำ ๔ คำ ซึ่งรวมทั้งหมด ๓ วรรคจะมีจำ นวน คำ รวมทั้งสิ้น ๑๔ คำ และในวรรคสุดท้ายสามารถที่จะใส่คำ สร้อยได้เพิ่มขึ้นอีก ๒ คำ เพื่อเพิ่มความไพเราะให้กับบทกลอน จำ นวนพยางค์ต้องมีตามแบบแผนผัง ถ้าหาก เป็นพยางค์ลักษณะของลหุอาจจะมีได้มากเกินกว่าว่ที่แผนผังได้กำ หนดไว้ก็ว้ ก็ได้ แต่จะต้อง ไม่ยาวจนมีความรู้สึกว่าว่เยิ่นเย้อจนทําให้อ่านให้ถูก ทํานองและจังหวะไม่ได้การสัมผัส ของบทกลอน คำ ที่ ๕ วรรคหนึ่ง จะต้องสัมผัสกับคำ ที่ ๕ วรรคสอง หากเป็นการแต่ง เพื่อเข้าลิลิต จะต้องให้คำ สุดท้ายของบทสัมผัสกับคำ ที่ ๑ คำ ที่ ๒ หรือรืคำ ที่ ๓ ของ บทต่อๆ ไปในทุกบท โคลงสองสุภาพ
ตำ นานขานเล่าอ้าง วัดวัพระทองเทพสร้าง แจ่มแจ้งเกริกริบวร นิมิตพรเปี่ยมฟ้า เหล่าศิษย์ชนหาญกล้า ทั่วหล้ามากราบไหว้ ดินแดนไกลกล่าวก้อง มาเที่ยวกับเพื่อนพ้อง พี่น้องทั่วเขตคาม พระทองงามผ่องฟ้า ชนศรัทธาทั่วหล้า ก่อสร้างค่างานศิลป์ สถานโสภิณเอกอ้าง ของเก่าโบราณสร้าง แหล่งหล้าล้ำ พิสมัย ประจักษ์ให้เกริกริก้อง ถิ่นงดงามถลางพ้อง ทั่วแคว้นว้ดินแดนไทย โคลงสองสุภาพ เรื่อรื่ง วัดพระทองเรือรืงรองผ่องวิตวิร ( ณิชาภัทร สุขใส ) ๑
กกกาาารรรแแแต่ต่ต่ต่ ง ต่ ง ต่ งคํคํคํคํ า คํ า คํ าปปปรรระ ะ ะพัพัพัพั น พั น พั นธ์ธ์ธ์ธ์ป ธ์ป ธ์ปรรระ ะ ะ เ เ เภภภททท โ โ โคคคลลลงงงสี่สี่สี่สี่สี่สี่ สุ ภสุ ภสุ ภาาาพพพ
บทหนึ่งมี ๔ บาท บาทที่ ๑ , ๒ , ๓ มีบาทละ ๒ วรรค และมีจำ นวนคำ เท่ากัน คือ วรรคหน้า มี ๕ คำ ส่วนวรรคหลังมี ๒ คำ บาทที่ ๔ มี ๒ วรรค เช่นกัน แต่เพิ่มจำ นวนคำ ใน วรรคหลังอีก ๒ คำ ฉะนั้นนั้วรรคหน้าของโคลงบาทที่ ๔ จึงมี ๕ คำ ส่วนวรรคหลังมี ๔ คำ สัมผัสตามแผนผัง คำ เอกคำ โท กำ หนด ในตำ แหน่งที่พิมพ์ด้วยเครื่อรื่งหมาย เอก โท ใน แผนผัง รวมมีคำ เอก ๗ แห่ง และคำ โท ๔ แห่ง นอกนั้นนั้เป็นป็คำ สุภาพธรรมดา ไม่จำ เป็นป็ต้อง เป็นป็เอกโทจะเป็นป็เสียงวรรณยุกต์อะไรก็ได้ โคลงสี่สุภาพ
นครินริทร์เทพสร้าง ธาตรี นี้นา ภูเก็ตโบราณมี เหตุก้อง หยุมณีสี ร้อนเร่า ส่องมา เสียงปักษาร่ำ ร้อง โยกย้ายเวหา น้ำ จดฟ้าทั่วหล้า โสภณ ชนต่างชาติปราชญ์ล้น แก่กล้า นำ เรือรืขุดแร่ตน ดีบุก นอเฮย เข้าสู่ถิ่นระย้า มากล้ำ กล่าวขาน จดจำ นานมากด้วย ความนัย หลักหกสิบปีให้ กู่ก้อง พร้อมประจักตร์พักตร์ไว้ เป็นแน่ แลนา หลานลูกเราจึ่งต้อง แซ่ซ้องทุกสมัย เกี่ยวข้องไซร้เทพเจ้า บังอร เยือนถิ่นท่องขอพร ท่านได้ รูปปั้นเลิศบวร ศักดิ์สิทธิ์ มากมาย น้อมสักการะไหว้ ปกป้องล้นหลาม แลมองตามถิ่นนี้ สะพานหินแฮ ตรองจากสิ่งกล่าวการ พรั่งซ้อง ไพศาลเรื่อรื่งสำ ราญ ประวัติวั ติเป็นมา เสริมริส่งความรู้น้อง พี่น้าแลสหาย พฤกษาลายเด่นด้าว เปี่ยมฟ้า เพลินพิศสบายตา สุขซ้อง ถิ่นภูเก็ตเพชรล้ำ ค่า จึงรักษ์ นานเนิ่น เสาวภาคย์จนเกริกริก้อง เลิศล้วนเชยชม โคลงสี่สุภาพ เรื่อ รื่ ง สะพานหิน ถิ่นวิไวิล ( วรรณกานต์ รุ่มจิตร ) ๒
กกกาาารรรแแแต่ต่ต่ต่ ง ต่ ง ต่ งคํคํคํคํ า คํ า คํ าปปปรรระ ะ ะพัพัพัพั น พั น พั นธ์ธ์ธ์ธ์ป ธ์ป ธ์ปรรระ ะ ะ เ เ เภภภททท วิวิวิวิชวิชวิช ชุ มชุ มชุ มมมมาาาลลลาาาฉัฉัฉัฉั น ฉั น ฉั นท์ท์ท์ท์ท์ท์ ๘๘๘
วิช วิ ชุมมาลาฉันท์ ๘ ๑. คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๑ ส่งสัมผัสกับคำ ที่ ๒ ของวรรคที่ ๒ ๒. คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๒ ส่งสัมผัสกับคำ สุดท้าย ของวรรคที่ ๓ ๓. คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๔ ส่งสัมผัสกับคำ สุดท้าย ของวรรคที่ ๖ ๔. คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๕ ส่งสัมผัสกับคำ ที่ ๒ ของวรรคที่ ๖ และ ๕. คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๖ ส่งสัมผัสกับคำ สุดท้าย ของวรรคที่ ๗ สัมผัสระหว่างบท พบว่าว่คำ สุดท้ายของบท ส่งสัมผัสกับคำ สุดท้ายของวรรค วรรคที่ ๔ ในบทต่อไป คำ ครุ ลหุ วิชวิชุมมาลาฉันท์ ๑ บท มีคำ ครุทั้งทั้หมด ๓๒ คำ ปราศจากการใช้คำ ลหุ วิชวิชุมมาลาฉันท์ ๑ บท ประกอบด้วยคณะและพยางค์ ดังนี้ มี ๔ บาท บาทละ ๒ วรรค วรรคละ ๔ คำ ๑ บาท นับจำ นวนคำ ได้ ๘ คำ /พยางค์ ดังนั้นนั้จึงเขียนเลข ๘ หลังชื่อ วิชวิชุมมาลาฉันท์นี่เอง ทั้งทั้บทมีจำ นวนคำ ทั้งทั้สิ้น ๓๒ คำ สัมผัสวิชวิชุมมาลาฉันท์ มี สัมผัสนอก (ที่เป็นสัมผัสภายในบท) บท จำ นวน ๕ แห่ง ได้แก่
แหล่งเที่ยวทั่วไทย ถิ่นใต้มากเหลือ ชายหาดลงเรือรื ป่าตองควรมา หาดใหญ่ดุจดั่ง เวียวีงวังวัธารา เฉิดฉายพารา ชุ่มชื่นดวงใจ ปักษ์ใต้ไทยนี้ ของดีมากล้น ดินแดนโสภณ แห่งหนทั่วไทย แมกไม้งดงาม ลือนามเกรียรีงไกร ชนล้นน้ำ ใจ ช่วยเหลือทุกครา รื่นรื่รมย์เสกสรร เพลินพลันจำ รูญ บุปผาเพิ่มพูน สมบูรณ์ธารา คลื่นซัดพัดมา เวหาเพลินตา เหล่าชนทั่วหล้า พากันสุขสม ชายหาดสีขาว นุ่มนวล ดุจเทวาเสก ฝูงฝูปลาพลันจม แพรวพราวเวหา พัดพาแรงลม แหล่งหล้าเชยชม ยลโฉมหาดนี้ น้ำ ใสธารา ต้องตาทั่วยาม ทิวทัศน์งดงาม แดดส่องผ่องศรี ธาตรีไรีพศาล เบิกบานเปรมปรีดิ์รีดิ์ ภูเก็ตธานี เกรียรีงไกรทั่วหล้า บรรยากาศพา หวนหาความหลัง หาดงามเวียวีงวังวั ไพศาลธารา มากมายพฤกษา คงคาเพลินตา ป่าตองแหล่งหล้า วารีไรีหลรินริ วิชวิชุมมาลาฉันท์ เรื่อ รื่ ง ทิพย์สลิล ถิ่นป่าตอง ๓ ( ภีรพร อัคฮาด )
กกกาาารรรแแแต่ต่ต่ต่ ง ต่ ง ต่ งคํคํคํคํ า คํ า คํ าปปปรรระ ะ ะพัพัพัพั น พั น พั นธ์ธ์ธ์ธ์ป ธ์ป ธ์ปรรระ ะ ะ เ เ เภภภททท มมมาาาณณณวววกกกฉัฉัฉัฉั น ฉั น ฉั นท์ท์ท์ท์ท์ท์ ๘๘๘
หนึ่งบท มี 4 บาท วรรคหน้ามีจำ นวน ๔ คำ /พยางค์ และวรรคหลังมีจำ นวน ๔ คำ พยางค์ เช่นเดียวกับวรรคหน้า ๑ บาท นับจำ นวนคำ ได้ ๘ คำ /พยางค์ ในแต่ละบาทจะปรากฏ คำ ครุ- คำ ลหุ ดังนี้ วรรคหน้าเป็นป็ครุในคำ ที่ ๑ และ คำ ที่ ๔ เป็นลหุในคำ ที่ ๒ และ คำ ที่ ๓ วรรคหลังเป็นป็ครุในคำ ที่ ๑ และ คำ ที่ ๔ เป็นป็ลหุในคำ ที่ ๒ และ คำ ที่ ๓ เช่นเดียวกันกับวรรค หน้า มาณวกฉันท์ ๑ บทมีจำ นวนทั้งทั้สิ้น ๓๒ คำ /พยางค์ สัมผัสภายในบทสามารถดูได้ตามแผนผัง สัมผัสระหว่างบท พบว่า คำ สุดท้ายของบท ส่งสัมผัสกับคำ สุดท้ายของวรรคหลังในบาทที่ ๒ ของบทต่อไป คำ ครุ ลหุ มาณวกฉันท์ ๑ บท มีคำ ครุทั้งทั้หมด ๑๖ คำ /พยางค์ และมีคำ ลหุทั้งทั้หมด ๑๖ คำ /พยางค์ ให้นักเรียรีนสังเกตสัมผัส บังคับ (สัมผัสนอก) และบังคับครุ-ลหุ มาณวกฉันท์ ๘ ตามผังภาพ มาณวกฉันท์ ๘
จักภณเมือง เรือรืงชุติศรี พรั่งนคจี เลิศภคมา เทพนิรมิต พิศพสุธา นามกิระรา ไวย์ชะละทิศ เนตระชม้าย ปรายนยะ มอง แลโสภณครอง เวหาพิสิฐ มีเกาะยุทั่ว ครัวดรุอิษฐ์ จึงรติคิด ถิ่นรุหะงาม ต่างอจลา มาแวะติชม นางอดิลม อัมพุชะตาม ชนอนิยม รมย์ริลุริลุน้ำ ด้วยวรราม ล้ำ รุจิราน หากยุแวะชม สมอุรานร ได้อนุสร รู้อภิบาล อีกชระงม สมกิรขาน คงฐิตินาน ได้ชรลัย เสียงปะดรงค์ หลงมธุรส ยิ่งมหะจด ก้องรวไกล ชลวิลวิวัณวัย์ พลันพิศมัย ชื่นหฤทัย เมื่อพิศดู เมืองวิษุวิษุวัตวัชัดรวิแวิข สุขสิริแริด รักษ์มหิชู เหมือนสุรสร้าง ร่างบุระสู นามกวะภู เก็ต ณ บุริ นทร์ มาณวกฉันท์ ๘ เรื่อ รื่ ง ราไวย์ชลธิศ ๔ ( ณิชาภัทร สุขใส )
กกกาาารรรแแแต่ต่ต่ต่ ง ต่ ง ต่ งคํคํคํคํ า คํ า คํ าปปปรรระ ะ ะพัพัพัพั น พั น พั นธ์ธ์ธ์ธ์ป ธ์ป ธ์ปรรระ ะ ะ เ เ เภภภททท สสสาาาลิลิลิลิ ณี ลิ ณี ลิ ณีณี ฉั ณี ฉั ณี ฉัฉั น ฉั น ฉั นท์ท์ท์ท์ท์ท์ ๑๑๑๑๑๑
มี ๒ บาท วรรคหน้ามีจำ นวน ๕ คำ / และวรรคหลังมีจำ นวน ๖ คำ /พยางค์ เช่นเดียวกัน ๑ บาท นับจำ นวนคำ ได้ ๑๑ คำ /พยางค์ (แต่ต้องสังเกตที่ครุ-ลหุ ใน ๑ บาท จะปรากฏคำ ลหุเพียง ๒ แห่ง คือคำ ที่ ๑ และคำ ที่ ๔ ในวรรคหลัง) ทั้งทั้บท มีจำ นวนคำ ทั้งทั้สิ้น ๒๒ คำ /พยางค์ สาลีนีฉันท์ มีสัมผัสนอก (ที่เป็นสัมผัสภายในบท) จำ นวน ๒ แห่ง ได้แก่ ๑. คำ สุดท้ายของวรรคหน้าในบาทที่ ๑ ส่งสัมผัสกับคำ ที่ ๓ ของ วรรคหลังในบาท เดียวกัน ๒. คำ สุดท้ายของวรรคหลังในบาทที่ ๑ ส่งสัมผัสกับ สาลินีฉันท์ ๑๑
สาลินีฉันท์ ๑๑ กะตะ กะรน โสภณตระการตา หาดทรายขาวพราวใส มิห่างไกลจะไปถึง ได้ยลยินครั้งหนึ่ง คะนึงคิดพินิจฝัน ธาราพาสดชื่น ระลอกคลื่นพิสุทธิ์สันต์ อาภากรส่องพลัน รุจีจันทร์ชลาลัย สาดแสงค่อยเคลื่อนคลา พิไลตาชลาศัย งดงามเม็ดทรายใส กะรนดั่งสุราลัย เสียงคลื่นเข้าซัดมา ทะเลพาถวิลวิใจ มัจฉาค่อยเคลื่อนไป จะงมใต้สลิลหลง หาดทรายของเมืองนี้ ตะวันวัลี้จะเลื่อนลง เสียงชนก็ยังคง มิยิ่งยนจะตราตรึงรึ เมื่อยามอาภาลับ ริชรินกลับบุหลันถึง หาดทรายเงียบอัมอึง โพยมคงดรค์คลาย ( วรรณกานต์ รุ่มจิตร ) ๕
กกกาาารรรแแแต่ต่ต่ต่ ง ต่ ง ต่ งคํคํคํคํ า คํ า คํ าปปปรรระ ะ ะพัพัพัพั น พั น พั นธ์ธ์ธ์ธ์ป ธ์ป ธ์ปรรระ ะ ะ เ เ เภภภททท อิอิอิอิ น อิ น อิ นทททรรรวิวิวิวิ เ วิ เ วิ เชีชีชีชี ย ชี ย ชี ยรรรฉัฉัฉัฉั น ฉั น ฉั นท์ท์ท์ท์ท์ท์ ๑๑๑๑๑๑
อินทรวิเ วิ ชียรฉันท์ ๑๑ อินทรวิเวิชียรฉันท์ จำ นวน ๑ บท มี ๒ บาท ๑ บาท มี ๒ วรรค ได้แก่ วรรคหน้าหรือรืวรรคต้นมี ๕ คำ (พยางค์) ส่วนวรรคหลังหรือรืวรรคท้ายมี ๖ คำ (พยางค์) อินทรวิเวิชียรฉันท์ ๑ บาท มีจำ นวนคำ (พยางค์) ๑๑ คำ (พยางค์) ดังนั้นนั้จึงกำ หนดเลข ๑๑ ไว้ท้ว้ ท้ายชื่อฉันท์ โดยยึดตามบาทของฉันทีนี่เอง สัมผัส สังเกตสัมผัสบังคับ (สัมผัสนอก) และบังคับครุ-ลหุ ตามผังภาพ
อินทรวิเวิชียรฉันท์ ๑๑ เรื่อ รื่ ง ไตรทศาลัยระบือไกลเขารัง เขารังประดับศิลป์ ศิขรินริตระการตา มากล้นกบิลพา ชระงมอุดมถิ่น เมฆขาวนภาลัย สุริย์ริย์ใสสว่าว่งสิ้น วาโยสะบัดรินริชุติพรระบือไกล เมื่อยามรวีลัวีลับ ปะทะกับพนมไพร ปักษาถลาไกล ชรอุ่นนภายาม ดวงเดือนละเลื่อนมา วยุตราถลาตาม เชิญชมสกาวงาม ศิริไริลนิมิตกาล สัมผัสดรงค์ลม ก็ชโลมฤทัยบาน ทิวทัศน์ประดับงาน หฤจิตถวิลวิไว้ ภูเก็ตวลัยลักษณ์ สถิย์ศักดิ์ประจักษ์ให้ ทั่วหล้าสุราลัย ฐิติไซร้ ณ ธานินทร์ ๖ ( ภีรพร อัคฮาด )
กกกาาารรรแแแต่ต่ต่ต่ ง ต่ ง ต่ งคํคํคํคํ า คํ า คํ าปปปรรระ ะ ะพัพัพัพั น พั น พั นธ์ธ์ธ์ธ์ป ธ์ป ธ์ปรรระ ะ ะ เ เ เภภภททท วววสัสัสัสั น สั น สั นตตตดิดิดิดิ ล ดิ ล ดิ ลกกกฉัฉัฉัฉั น ฉั น ฉั นท์ท์ท์ท์ท์ท์ ๑๑๑๔๔๔
วสันตดิลกฉันท์ ๑ บท มี ๒ บาท บาทละ ๒ วรรค วรรคหน้า (วรรคที่ ๑ และวรรคที่ ๓ มี ๘ คำ /พยางค์) ส่วนวรรคหลังที่ ๒ และวรรคที่ ๔ มี ๖ คำ ) มี สัมผัสนอก (ที่เป็นสัมผัสภายในบท) บท จำ นวน ๒ แห่ง ได้แก่ คำ สุดท้ายของ วรรค ๑ ส่งสัมผัสกับคำ ที่ ๓ ของ วรรคที่ ๒ และ คำ สุดท้ายของวรรคหลังในที่ ๒ ส่งสัมผัสกับคำ สุดท้ายของที่ ๓ สัมผัสระหว่าว่งบท พบว่าว่คำ สุดท้ายของบท สัมผัสกับคำ สุดท้ายของวรรคที่ ๒ ของบทต่อไป คำ ครุ ลหุ วสันตดิลกฉันท์ ๑ บท มีคำ ครุทั้งทั้หมด ๑๔ คำ คำ ลหุ ๑๔ คำ ให้สังเกตสัมผัสบังคับ (สัมผัสนอก) และบังคับครุ-ลหุ ตามผังภาพ วสันตดิลกฉันท์ ๑๔
แหวกม่านนภาจะบุระทิศ และวิศิวิศิษฎ์กระสินธุ์สาร มีนาชโลงกวตระการ ดนุเห็นสนุกนา โสภณปะปนทั่วสุขุมาล อภิบาลพิสุทธิ์สา เสียงของดรงค์ระวะธรา นิรมิตพะงางาย เย็นย่ำ นิลาศยุฐิติฟ้า สุริยริาก็เคลื่อนคล้าย พรหมเทพมหันต์รตนะพราย ปรวาณจะคุ้มครอง ราตรีบุรีบุรี บ่ รุจิรา ผลพาบุหลันผ่อง ร่ำ ลือไผทนิวะ บ่ รอง ภณดุจสุราลัย ต้นตาลปะเรียรีงประจุพระพาย จะริรริายพนาไพร ไพศาลขจางรพิสมัย ชะละธิศสบายดี ธารโอบอรัญรุจิเรข สุรเสกบุรินริทร์นี้ ภูเก็ตลุล้ำ มหะรดี รมณีย ณ ธาตรี วสันตดิลกฉันท์ ๑๔ เรื่อ รื่ ง สุริยริาลาแหลมพรหมเทพ ( ณิชาภัทร สุขใส ) ๗
กกกาาารรรแแแต่ต่ต่ต่ ง ต่ ง ต่ งคํคํคํคํ า คํ า คํ าปปปรรระ ะ ะพัพัพัพั น พั น พั นธ์ธ์ธ์ธ์ป ธ์ป ธ์ปรรระ ะ ะ เ เ เภภภททท กกกาาาพพพย์ย์ย์ย์ ย ย์ ย ย์ ยาาานีนีนีนีนีนี ๑๑๑๑๑๑
กาพย์ยานี ได้ชื่อว่าว่ยานี ๑๑ เพราะ จำ นวนพยางค์ใน ๒ วรรค หรือรื๑ บรรทัด รวมได้ ๑๑ พยางค์ ๑ บสม มี ๔ วรรค วรรคหน้า ๕ พยางค์ วรรค หลัง ๖พยางค์ สัมผัสระหว่าว่งวรรค สัมผัสระหว่าว่งวรรค ใน ๑ บท มีสัมผัส ๒ คู่ สังเกตจากแผนผัง และ ตัวอย่างสัมผัสระหว่าว่งบท พยางค์สุดท้ายของบทต้น สัมผัสกับพยางค์ สุดท้ายของวรรคที่ ๒ของบทถัดไป กาพย์ยานี ๑๑
ภูเก็ตเมืองบวร อนุสรณ์หวนความหลัง ลูกหลานท่านได้ฟัง ประจักษ์ค่าน่าเชิดชู แต่ก่อนทำ การค้า ต่างชาติมาอาศัยอยู่ แลกเปลี่ยนและเรียรีนรู้ จนเฟื่องฟูคู่ ฟู คู่ธานินทร์ ชนเราผสมผสาน รูปแบบงานวิจิวิจิตรศิลป์ รวบรี้เรี้หล่าชีวินวิศิลปินเสกสรรงาน สถาปัตยกรรม วัฒวันธรรมน่าสืบสาน ไทยจีนยุโรปกาล ก่อเกิดย่านเมืองเก่ามา ชิโนโปรตุกีส ศิลป์ประณีตขีดเสน่หา ความงามตระการตา ผู้คนมาเที่ยวชมเมือง สมบัติของบุรี ภูเก็ตนี้ศรีรุ่รีรุ่ งเรือรืง ผู้คนต่างลือเลื่อง เรื่อรื่งคุณค่าให้ตราตรึงรึ กาพย์ยานี ๑๑ เรื่อ รื่ ง ย่านเมืองเก่า ณ ภูเก็ต ๘ ( วรรณกานต์ รุ่มจิตร )
กกกาาารรรแแแต่ต่ต่ต่ ง ต่ ง ต่ งคํคํคํคํ า คํ า คํ าปปปรรระ ะ ะพัพัพัพั น พั น พั นธ์ธ์ธ์ธ์ป ธ์ป ธ์ปรรระ ะ ะ เ เ เภภภททท กกกาาาพพพย์ย์ย์ย์ ฉ ย์ ฉ ย์ ฉบับับับั ง บั ง บั ง ๑๑๑๖๖๖
บท บทหนึ่งมี ๓ วรรค คือ -วรรคแรก (วรรคสดับ) มี ๖ คำ -วรรคที่ สอง (วรรครับ) มี ๔ คำ -วรรคที่ ๓ (วรรคส่ง) มี ๖ คำ รวมทั้งทั้หมด ๑๖ คำ จึงเรียรีกฉบัง ๑๖สัมผัสนอก หรือรืสัมผัสระหว่าว่งวรรค เป็นสัมผัสบังคับ คือ คำ สุดท้ายของวรรคแรก(วรรคสดับ) สัมผัสกับคำ สุดท้ายของวรรคสอง (วรรครับ) สัมผัสระหว่าว่งบท คือ คำ สุดท้ายของวรรคสาม (วรรคส่ง) สัมผัส กับคำ สุดท้ายของวรรคหนึ่ง (วรรคสดับ) ของบทต่อไปบท บทหนึ่งมี ๓ วรรค คือ -วรรคแรก (วรรคสดับ) มี ๖ คำ -วรรคที่สอง (วรรครับ) มี ๔ คำ -วรรคที่ ๓ (วรรคส่ง) มี ๖ คำ กาพย์ฉบัง ๑๖
กาพย์ฉบัง ๑๖ เรื่อ รื่ ง สะพานสารสิน ถวิลวิถิ่นรัก ตำ นานสะพานสานใจ บันทึกเก็บไว้ ตรึงรึใจหญิงชายได้ฟัง ร่ำ ลือเล่าขานความหลัง ด้วยความเกลียดชัง อุปสรรคความรักโศกศัลย์ พ่อแม่หญิงสาวกีดกัน เพราะฝ่ายชายนั้น เป็นคนขับรถต่ำ ต้อย นารีด้รีด้วยรักเฝ้าคอย ไม่เคยท้อถอย สองคนมั่นรักนิรันดร์ แต่ด้วยปัญหาขวางกั้น จึงคิดอาสัญ ด้วยกันที่สารสิน ผ้าผูกเอวน้ำ ตารินริชีวีจวีบสิ้น คู่รักนิรันดร์ตำ นาน ( ภีรพร อัคฮาด ) ๙
กกกาาารรรแแแต่ต่ต่ต่ ง ต่ ง ต่ งคํคํคํคํ า คํ า คํ าปปปรรระ ะ ะพัพัพัพั น พั น พั นธ์ธ์ธ์ธ์ป ธ์ป ธ์ปรรระ ะ ะ เ เ เภภภททท กกกาาาพพพย์ย์ย์ย์สุย์สุย์สุ สุ รสุ รสุ ราาางงงคคคนนนาาางงงค์ค์ค์ค์ค์ค์๒๒๒๘๘๘
บทหนึ่งมี ๗ วรรคขึ้นต้นด้วยวรรครับ ต่อด้วยวรรครอง และวรรคส่ง แล้วขึ้นต้น ด้วยวรรคสดับ – รับ – รอง – ส่ง ตามลำ ดับ รวม ๗ วรรค เป็นป็๑ บท แต่ละวรรค มี ๔ คำ ๑ บทมี ๗ วรรค คำ สุดท้ายของ วรรคต้น (วรรครับ) สัมผัสกับคำ สุดท้ายของวรรคถัดไป คือวรรครอง คำ สุดท้ายของวรรคที่สามคือวรรคส่งสัมผัสกับคำ สุดท้ายของวรรคที่ห้า (วรรค รับ) คำ สุดท้ายของวรรคที่สี่ (วรรคสดับ) สัมผัสกับคำ ที่หนึ่งหรือรืสองของ วรรคที่ห้า (วรรครับ) และคำ สุดท้ายของว รรคที่ห้า (วรรครับ) ส่งสัมผัสกับ คำ สุดท้ายของวรรคที่หก (วรรครอง) สัมผัสระหว่างบท ของกาพย์ สุรางคนางค์ คือ คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๗ (วรรคส่ง) เป็นป็คำ ส่งสัมผัส บังคับให้บทต่อไป ต้อง กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘
สงครามเก้าทัพ ใต้หล้าอาภัพ เหตุเพราะพม่า รี้พรี้ลโจมตี สองสตรีผู้รีผู้กล้า รวบรวมชนมา รบสู้กลางไพร ชนะสำ เร็จ จึ่งมีภูเก็ต ดุจเจ็ดสุราลัย ท้าวเทพกษัตรี สมีปรลัย เศร้าทรวงดวงหทัย ฮีกเหิมเติมหาญ กานดานักปราชญ์ เก่งกาจชาญฉลาด พี่น้องของท่าน ท้าวศรีสุรีสุนทร บวรเชี่ยวชาญ ป้องผู้รุกราน ข้าศึกบุกมา จบศึกครานี้ กษัตริย์ริย์ทรงมี โปรดเกล้ากรุณา สองมารศรี บารมีคู่หล้า ลือเลื่องเมธา ให้เป็นกษัตริย์ริย์ แลสร้างศักดิ์ศรี มีอนุสาวรีย์รีย์คู่เมืองถลาง ลูกหลานชมเชย มิเคยเลือนลาง ขจัดขัดขวาง อยู่สุขพ้นภัย นี่คือเหตุการณ์ สองสตรีอรีาจหาญ ปกป้องแดนไทย ประจักษ์รักษ์ว่าว่ท่านกล้าอย่างไร รำ ลึกนึกไว้ ฤทัยนานเทอญ กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ เรื่อรื่ง สองวีรวีสตรี คู่บารมี เมืองถลาง ๑๐ ( ณิชาภัทร สุขใส )
กกกาาารรรแแแต่ต่ต่ต่ ง ต่ ง ต่ งคํคํคํคํ า คํ า คํ าปปปรรระ ะ ะพัพัพัพั น พั น พั นธ์ธ์ธ์ธ์ป ธ์ป ธ์ปรรระ ะ ะ เ เ เภภภททท กกกลลลอออนนนสุสุสุ สุ ภสุ ภสุ ภาาาพพพ
กลอนสุภาพ กลอนสุภาพ เป็นกลอนที่ใช้ถ้อยคำ และทำ นองเรียรีบๆ ซึ่งเป็นกลอนหลัก ของกลอนทุกชนิด กลอนสุภาพ เรียรีกอีกอย่างหนึ่งว่าว่กลอนแปด หรือรืกลอน ตลาด กลอนสุภาพ ๑วรรค มี ๘พยางค์ (อาจมี ๗หรือรื๙พยางค์ก็ได้) กลอน ๔วรรค นับเป็น ๑บท กลอน ๒บาท นับเป็น ๑บท การสัมผัส : พยางค์สุดท้ายของวรรรคที่ ๑ให้สัมผัสกับพยางค์ที่ ๓ของ วรรคที่ พยางค์สุดท้ายของวรรคที่ ๒ให้สัมผัส
สกาวจรัสรุ่งโรจน์แลโชติช่วง อารามสรวงวัดวัฉลองครองพิสมัย จิตรกรรมล้ำ ค่าตราวิไวิล ธำ รงไว้ไว้ด้รักษ์ประจักษ์งาม ขอเท้าความตามแจ้งแถลงไข หวนกลับไปรำ ลึกนึกสยาม เกิดการปล้นค้นทรัพย์ทั่วเขตคาม คนวู่ววู่ ามวุ่นวุ่ วายหายหนีไป ด้วยศรัทธาบารมีหลวงพ่อแช่ม ท่านแต่งแต้มฮึกเหิมเติมไฉน เป็นที่พึ่งชาวบ้านวางหทัย ร่วมขับไล่ต่อสู่หมู่ไพรี ชนกล่าวขานชื่อเสียงเรื่อรื่งรักษา ท่านปรุงยาสมุนไพรให้เป็นศรี ต้องโศกามรณาลาชีวี แต่ความดีของท่าน บ่ วายตาม จึงสถาปัตย์ท่านขึ้นในวิหวิาร ชนกราบกรานทั่วแคว้นว้แดนสยาม พระมหาเจดีย์ศรีงรีดงาม ให้ลูกถามหลานรู้คู่ธาตรี วัดวัฉลองสีมาศวาดวิจิวิจิตร เลิศวิศิวิศิษฏ์ลือเลื่องเฟื่องสุขี ชนต่างชาติเข้าชมต่างเปรมปรีดิ์รีดิ์ณ บุรีมีรีมีถิ่นนี้ภูเก็ตงาม กลอนสุภาพ เรื่อ รื่ ง วัดฉลองก้องชื่อระบือไกล ๑๑ ( วรรณกานต์ รุ่มจิตร )
กกกาาารรรแแแต่ต่ต่ต่ ง ต่ ง ต่ งคํคํคํคํ า คํ า คํ าปปปรรระ ะ ะพัพัพัพั น พั น พั นธ์ธ์ธ์ธ์ป ธ์ป ธ์ปรรระ ะ ะ เ เ เภภภททท กกกลลลอออนนนเ เ เพพพลลลงงงยยยาาาววว
กลอนเพลงยาวเป็นกลอนที่บังคับบทขึ้นต้น เพียง ๓ วรรค จัดเป็นกลอนขึ้นต้น ไม่เต็มบท ขึ้นต้นด้วยวรรครับในบทแรก ส่วนบทต่อๆไป คงมี ๔ วรรคตลอด สัมผัส เป็นแบบกลอนสุภาพ ไม่จำ กัดความยาวในการแต่ง แต่นิยมจบ ด้วยบาทคู่ และต้อง ลงด้วยคำ ว่าว่เอย จำ นวนคำ ในวรรคอยู่ระหว่าว่ง ๗-๙ คํา กลอนเพลงยาว
ระบือไกลพระใหญ่บนภูผา เยือนภูเก็ตยินยลตระการตา เมื่อได้มาสักการะช่างวิไวิล พุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี คู่ธาตรีถิ่รีถิ่นใต้ได้พิสมัย ชนต่างชาติทั่วเขตคามประทับใจ ต่างหลงใหลเที่ยวชมสมอุรา พระพุทธรูปเปรียรีบพระทศฐาณ ประดิษฐานเขานาคเกิดเพริศริหนักหนา ปุถุปุ ถุชนกราบไหว้น้ว้ น้อมบูชา ด้วยศรัทธาบารมีเลื่องลือจริงริ อีกชมวิววิทิวทัศน์แลสุริยริน มีผู้คนมากมายพร้อมชายหญิง เก็บภาพงามความทรงจำ สวยเพริศริพริ้งริ้อยากประวิงวิหยุดยั้งวันวัเวลา ตะวันวัลับดับแสงสว่าว่งสิ้น นกไผบินคือถิ่นถวิลวิหา ยามค่ำ คืนแสงดาวดื่นชื่นนภา ถึงเวลาเตือนกลับบับยั้งใจ จากยอดเขานาคเกิดที่กล่าวถึง คิดคำ นึงซึ่งจิตวิศิวิศิษฏ์ไศล อยากเชิญชวนทุกชยชาติได้ขึ้นไป งามวิไวิลล้นค่าตราตรึงรึเอย กลอนเพลงยาว เรื่อ รื่ ง เขานาคเกิด เลิศวิศิวิศิษฏ์ ๑๒ ( ภีรพร อัคฮาด )
กกกาาารรรแแแต่ต่ต่ต่ ง ต่ ง ต่ งคํคํคํคํ า คํ า คํ าปปปรรระ ะ ะพัพัพัพั น พั น พั นธ์ธ์ธ์ธ์ป ธ์ป ธ์ปรรระ ะ ะ เ เ เภภภททท ร่ร่ร่ร่ า ร่ า ร่ ายยยสุสุสุ สุ ภสุ ภสุ ภาาาพพพ
ร่ายสุภาพบทหนึ่งมีตั้งตั้แต่ ๕ วรรคขึ้นไป แต่ละวรรคกำ หนดให้มี ๕ คำ แต่ไม่ กำ หนดว่าว่จะต้องมี กี่บทหรือรืกี่บาท จะแต่งให้ยาวเท่าไรก็ได้จนกว่าว่จะจบเนื้อความ สัมผัสบังคับของร่ายสุภาพ กำ หนดให้คำ สุดท้ายของวรรคหน้าส่งสัมผัสไปยังคำ ที่ ๑ หรือรืที่ ๒ หรือรืที่ ๓ เพียงดำ ใดคำ หนึ่งในวรรคถัดไป ร่ายสุภาพ มีข้อกำ หนดที่สำ คัญ ๒ ประการคือ ๑. คำ สุภาพ (คำ ที่ไม่มีรูปวรรณยุกต์) ถ้าคำ สัมผัสเป็นป็คำ สุภาพก็ต้องส่งสัมผัส กับคำ สุภาพด้วยกันแต่ถ้าคำ สัมผัสเป็นป็คำ ที่มีรูปวรรณยุกต์ก็ต้องส่งสัมผัสกับ วรรณยุกต์เดียวกันเท่านั้นนั้ ๒. ร่ายสุภาพ จะต้องจบด้วย โคลงสองสุภาพ เสมอ ร่ายสุภาพ
ร่ายสุภาพ เรื่อ รื่ ง กมลาสุราลัย กมลาสุราลัย สุรีย์รีย์ใสสาดส่อง ริ้วริ้ละล่องไคลคลา มัจฉาวนหวั่น วั่ ว่าว่ย แรงพระพายโบกพลิ้ว สะบัดปลิวละออง ผ่องพะงาหาดทราย มากมายพันธุ์แมกไม้ ฝูงบุหรงคงบิน ถวิลวิจิตรังมัน จนตะวันวัลับฟ้า เดือนเลื่อนมาเฉิดฉาย เปล่งประกายหมู่ดาว พรั่งสกาวบนเวหา ตระการตาโสภณ ปุถุปุ ถุชนหวนคืน คลื่นยักษ์พิบัติภัย ปรลัยทั่วแหล่งหล้า โศกโศกาดวงหทัย จึ่งร่วมใคร่ร่วมก่อ บ่ มินานฤๅนา ประติมากรรมลือ คือแท่นอนุสรณ์ บวรจิตคิดถวิลวิ ถิ่นโศวินวิจึ่งต้อง รู้คิดรู้ไป่ป้อง ทั่วหล้าพาประจักษ์(เนอแฮ) ( ณิชาภัทร สุขใส ) ๑๓
ขอขอบคุณ