The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wuitsanpatong, 2020-06-29 04:18:19

01 บทที่ 1

3503-2103





การผลิตสุกรพันธุ์





BREEDING SWINE PRODUCTION

บทที่ 1
ความสำคัญและสถานการณ์การผลิตสุกร

เนื้อหาในหน่วยการเรียน
1. ความหมายของ “ ตลาด ”
2. การแบ่งตลาดสุกร
3. การวิเคราะห์ตลาดเชิงกลยุทธ์

4. วิธีการวิเคราะห์ตลาดสุกร
5. การสำรวจตลาด
6. ยุทธวิธีการตลาดสุกร
7. การครอบครองตลาดสุกร

8. การเข้าสู่ขบวนการผลิต
9. การวางแผนการผลิต
10. แผนสำรองความเสี่ยง
11. ความล้มเหลวของการดำเนินการด้านการตลาด


สาระสำคัญ
ตลาดสุกรของไทยประกอบด้วย ตลาดต่างประเทศและตลาดภายในประเทศการดำเนินการด้าน

การตลาดสุกร เริ่มจากการวิเคราะห์ตลาดเชิงกลยุทธ์ วิธีการวิเคราะห์ตลาดสุกร ยุทธวิธีการตลาด การ
ครอบครองตลาด การผลิตสุกร เริ่มจากการเข้าสู่ขบวนการผลิต การวางแผนการผลิตสุกร แผนสำรองความ
เสี่ยงรวมทั้งมีการศึกษาถึงสาเหตุความล้มเหลวที่อาจเกิด
กับกิจการได้
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม

1. อธิบายความหมายของคำว่า“ ตลาด ”ได้
2. บอกความแตกต่างของตลาดสุกรแต่ละประเภทได้
3. เห็นความสำคัญของตลาดภายในประเทศที่มีต่อการเลี้ยงสุกร

4. เห็นความสำคัญของการครอบครองตลาด
5. จากสถานการณ์ที่กำหนดให้ นักเรียนสามารถ วิเคราะห์ ตลาดเชิงกลยุทธ์ได้
6. จากสถานการณ์ที่กำหนดให้ นักเรียนสามารถ กำหนดวิธีการและขั้นตอนการสำรวจตลาดสุกรได้
7. วิเคราะห์ความเหมาะสมของชุมชนที่มีต่อการเลี้ยงสุกรได้


เนื้อหาสาระ
ตลาด คือ สถานที่ที่สินค้าหรือบริการ มีการซื้อขาย ให้บริการกันระหว่างผู้จำหน่ายกับ
ผู้บริโภค หรือผู้รับบริการ การศึกษาด้านการตลาดสุกรจำเป็นต้องมความรู้ด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องดังนี้

1. การแบ่งตลาดสุกร
1.1 แบ่งออกตามการเลี้ยงได้ 3 ประเภทคือ

1.1.1 ตลาดสุกรพันธุ์ เป็นการซื้อ และจำหน่ายสุกร เพื่อนำไปเลี้ยงเป็นสุกรพ่อแม่พันธุ์
สุกรประเภทนี้ประกอบด้วย สุกรพันธุ์แท้ สุกรเพศผู้ เพศเมีย และสุกรลูกผสมสองสายเลือดซึ่งมีการจำหน่าย

ื่
เฉพาะเพศเมีย ส่วนเพศผู้จะถูกตอนเพอเลี้ยงเป็นสุกรขุนและจำหน่ายเป็นสุกรชำแหละ กระบวนการจำหน่ายสุกร
พันธุ์มักมีข้อจำกัดมากกว่าการจำหน่ายสุกรประเภทอื่น ๆ เช่น มีการพิจารณารายละเอียดของลักษณะประจำตัว
อย่างพิถีพิถัน ราคาจำหน่าย ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับ รูปร่างลักษณะของสุกร และการตกลงราคาระหว่างผู้ซื้อกับผู้

จำหน่าย การผลิตมีความยุ่งยาก สุกรที่ผลิตได้ ไม่สามารถจำหน่ายเป็นสุกรพันธุ์ได้ทั้งหมด เพราะอาจมี
ข้อบกพร่องของลักษณะต่างๆ จนไม่เหมาะสมต่อการนำไปเลี้ยงเป็นสุกรพันธุ์ ทำให้ตลาดสุกรประเภทนี้ยังมีไม่
กว้างขวางมากนัก ผู้ผลิตสุกรพันธุ์เพื่อจำหน่ายโดยตรง มีน้อย ส่วนใหญ่เป็นการผลิต เพื่อใช้ทดแทนสุกรในฟาร์ม
ของตนเองส่วนที่เหลือจึงจำหน่ายให้กับผู้เลี้ยงรายอื่น
1.1.2 ตลาดสุกรขุน เป็นตลาดสุกรชำแหละ ซึ่งมีการจำหน่ายสุกรขนาด

น้ำหนักตั้งแต่ 90 – 120 กิโลกรัม ถือเป็นตลาดที่ใหญ่กว่าตลาดสุกรประเภทอื่น ๆ ราคาซื้อและจำหน่ายขึ้นอยู่
กับราคาตลาดโดยทั่ว ๆ ไป แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ แต่ไม่มากนัก เน้นเรื่องคุณภาพซากเป็นหลักสุกรขุนที่มี
คุณภาพซากดีมีแนวโน้มว่าจะจำหน่ายได้ราคาสูงกว่าสุกรที่มีคุณภาพซากไม่ดี
1.1.3 ตลาดสุกรป่วยและสุกรคัดทิ้ง เป็นตลาดสุกรที่มีขนาดเล็กเป็นการ

จำหน่ายสุกรที่ถูกคัดทิ้งจากการเลี้ยงอันเนื่องจาก แสดงอาการป่วย รักษาไม่หาย หรือไม่คุ้มการรักษา และสุกรที่
คัดทิ้งเนื่องจากการปลดระวางการใช้งาน ปริมาณจำหน่ายแต่ละครั้งไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับปริมาณการคัดทิ้ง ส่วน
ราคาจำหน่ายขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของสุกร กรณีเป็นสุกรขุนคัดทิ้ง ราคาจำหน่ายจะสูงกว่าสุกรพันธุ์

คัดทิ้ง สุขภาพสุกร สภาวะราคาสุกรขุนในท้องตลาด และการตกลงราคาระหว่างผู้ซื้อกับผู้จำหน่าย โดยทั่วไป
สุกรป่วยและสุกรพันธุ์คัดทิ้งที่มีสภาพร่างกายสมบรูณ์จะจำหน่ายได้ราคาต่ำกว่าราคาสุกรขุนประมาณ 10 – 20
บาทกรณีสุขภาพสุกรทรุดโทรมมาก ราคาจำหน่ายจะขึ้นอยู่กับการตกลงของผู้ซื้อและผู้จำหน่าย



1.2 แบ่งออกตามตลาดทั่วๆไปได้ 2 ประเภทคือ
1.2.1 ตลาดภายนอก หรือตลาดต่างประเทศ เป็นตลาดสุกรที่ผู้เลี้ยงรายใหญ่ต้องการ ส่วน
ใหญ่ เป็นประเทศในภูมิภาค เอเชียตะวันออก เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่นเวียดนาม กัมพูชา และลาว แต่

มักมีปัญหาเรื่อง โรคระบาด ภายในประเทศ ทำให้ไม่สามารถส่งออกสุกรได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสุกรมีชีวิต
การส่งออก สามารถส่งออกได้บริเวณชายแดน ไทย – กัมพูชา ลาว และพม่า ส่วนประเทศอื่น ๆ เป็นการส่งออก
ซากสุกรและซากสุกรต้มสุก ซึ่งทำให้เสียค่าใช้จ่ายมาก ปัจจุบันภาครัฐและเอกชนได้ร่วมมือกันกำหนดมาตรา
การณ์ต่าง ๆ เพื่อพัฒนาการเลี้ยงสุกรภายในประเทศ รวมทั้ง โรงฆ่าสัตว์ที่ทันสมัย โดยมีจุดประสงค์ในการ

แก้ไขปัญหาโรคระบาดในระบบการเลี้ยง และโรคติดต่อในระบบการชำแหละ ซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อ
ถือจากตลาดต่างประเทศมากขึ้น
1.2.2 ตลาดภายในประเทศ เป็นตลาดผู้บริโภคสุกรภายในภายประเทศแบ่งได้ดังนี้
1.2.2.1 ตลาดหมู่บ้าน เป็นตลาดที่มีชุมชนน้อย การบริโภคสุกรมีปริมาณน้อย

บางหมู่บ้านต้องไปรับซากสุกรชำแหละจากท้องที่อื่นเข้ามาจำหน่าย การบริโภคสุกรในตลาดหมู่บ้านจะมีมากตาม

ฤดูกาล เช่น งานบวช งานแต่ง และงานประเพณีต่าง ๆ การพัฒนาตลาดระดับหมู่บ้านให้มีการบริโภคสุกรมาก
ขึ้นมีหลายวิธีคือ

ก. จัดตั้งตลาดกลางสินค้าเกษตร เป็นการเปิดตลาดจำหน่าย ผลผลิตทาง
การเกษตรของหมู่บ้าน เกษตรกรสามารถนำผลผลิตของตนเข้าจำหน่าย โดยมีส่วนราชการประจำหมู่บ้าน อำนวย
ความสะดวก ด้านต่าง ๆ เช่น สถานที่จัดจำหน่ายสินค้า จัดระบบระเบียบการจำหน่าย เป็นต้น ซึ่งทำให้ผู้ผลิต
กับผู้บริโภคได้มีโอกาสดำเนินกิจกรรมด้านการตลาดได้สะดวกขึ้น

ข. จัดตั้งตลาดนัดประจำหมู่บ้าน เป็นตลาดที่เคลื่อนที่ไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ
มีการกำหนดวันและเวลาจำหน่ายสินค้าในแต่ละพื้นที่ ที่แน่นอน ซึ่งจะทำให้เกษตรกรที่อาศัยอยู่ห่างไกล จาก
ตลาดกลางประจำหมู่บ้าน และไม่สะดวกในการนำผลผลิตไปจำหน่ายในตลาดกลาง สามารถนำผลผลิตของตน
ออกมาจำหน่ายในตลาดท้องถิ่นได้สะดวก

ค. จัดตั้งตลาดเคลื่อนที่ เป็นตลาดแบบ กองคาราวานเคลื่อนที่ไปจำหน่าย
สินค้า ตามชุมชนต่าง ๆ โดยใช้เวลา ในการเปิดตลาดจำหน่ายสินค้า พื้นที่ละประมาณ 10 – 15 วัน ปัจจุบันมี
ผู้พัฒนาในการจัดจำหน่ายสุกรชำแหละโดยใช้จักรยานยนต์แห่งละ 4 – 5 คัน นำเนื้อสุกรจำหน่ายถึงผู้บริโภค
ภายในหมู่บ้านหรือเขตพื้นที่ใกล้เคียง ตลาดแบบนี้สามารถพัฒนาขยายตลาดได้เรื่อย ๆ เช่น พัฒนาจากการ

จำหน่ายที่เขียงจำหน่าย เป็นการบรรจุหีบห่อตามสั่ง โดยผู้บริโภค ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินทางไปซื้อที่ตลาด
ต้องการชิ้นส่วนใดของสุกรผู้ ซื้อสามารถสั่งซื้อได้ทุกวัน บางท้องที่มีการพัฒนาจากรถจักรยานยนต์
เป็นรถยนต์บรรทุกขนาดเล็กขายเร่ช่วงเช้าๆวันละ 1 – 2 ตัว

1.2.2.2 ตลาดกลางประจำตำบล พื้นที่ระดับตำบล จะมีประชาชนหนาแน่น ตลาด
จะมีขนาดใหญ่ เป็นแหล่งรวมของสินค้าและผู้บริโภคจำนวนมาก ภายใน ตลาดจะมีร้านจำหน่ายสุกรชำแหละ
หลายร้าน แต่ละร้านสามารถจำหน่ายสุกรได้วันละ1 - 20 ตัว แล้วแต่ความหนาแน่นของประชากรในตำบล
นอกจากนี้ตลาดประจำตำบลยังเป็นแหล่งกระจายสินค้าสู่ตลาดประจำหมู่บ้านด้วย เช่น พ่อค้าสุกรชำแหละ

จำหน่ายสุกรชำแหละให้พ่อค้าประจำหมู่บ้านเนื่องจากในหมู่บ้านไม่มีโรงชำแหละสุกรซึ่งถอว่าเป็นการระบายสุกรมี
ชีวิตจากผู้เลี้ยงไปสู่ผู้บริโภคที่ดีวิธีหนึ่ง
1.2.2.3 ตลาดประจำอำเภอ ทุกอำเภอ จะมีตลาดประจำอำเภอ ในเขตสุขาภิบาล
และโรงฆ่าสัตว์ประจำอำเภอ ในแต่ละวันโรงฆ่าสัตว์ของเทศบาลประจำอำเภอจะทำการชำแหละสุกรวันละ ไม่

น้อยกว่า 50 ตัว แล้วแต่ขนาดของอำเภอ ที่มีขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก ถือเป็นตลาดที่เป็นแหล่งระบายสุกรใน
ฟาร์มได้มากตลาดหนึ่ง
1.2.2.4 ตลาดประจำจังหวัด เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ และมีขนาดแตกต่างกัน
แล้วแต่ขนาดของอำเภอเมือง เช่น ตลาดจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดนครราชสีมา มีการชำแหละสุกรวันละไม่ต่ำ

กว่า 1,000 ตัว ในแต่ละเดือน อาจบริโภคสุกร 30,000 – 50,000 ตัว ตลาดอำเภอเมืองบางจังหวัด ต้อง
นำสุกรจากจังหวัดอื่นเข้าไปชำแหละซึ่งแสดงว่าตลาดสุกรในเขตจังหวัดยังมีความต้องการสุกรอีกมาก
1.2.2.5 ตลาดกรุงเทพฯ เป็นตลาดที่บริโภคเนื้อสุกรมากที่สุด เพราะ มีประชากร
จำนวนมากในแต่ละวัน ต้องใช้สุกรเพื่อบริโภควันละไม่ต่ำกว่า 5,000 ตัว สุกรที่ใช้ชำแหละได้มาจากแหล่งเลี้ยง

สุกรในจังหวัดใกล้เคียง เช่น นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี สิงห์บุรีและชลบุรี ตลาดกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับ
กลุ่มผู้เลี้ยงสุกรขนาดใหญ่ ในเขตภาคกลาง

1.2.2.6 ตลาดกลางสุกร เป็นตลาดที่รวมสุกรมีชีวิต เพื่อประมูลราคา กระจายใน

จังหวัดสำคัญ ๆ เช่น ตลาดกลางเขตหนองจอก เป็นแหล่งรวมสุกรในเขตภาคกลาง ตลาดกลางจังหวัดพิษณโลก
เป็นแหล่งรวมสุกรเพื่อส่งจำหน่ายในเขตภาคเหนือ การจัดตั้งตลาดกลาง มี ข้อดีหลายอย่าง คือ
ก. ซื้อขายกันด้วยเงินสด เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องหนี้สูญ
ข. ผู้เลี้ยงจะต้องแข่งขันพัฒนาสุกรเพื่อให้ให้จำหน่ายได้ราคาสูงสุด
ค. ผู้เลี้ยง และผู้ซื้อสุกร สามารถตกลงราคากัน ด้วยความยุติธรรม

ง. พ่อค้าได้ซื้อสุกรที่มีคุณภาพ ไม่ต้องเดินทางหาซื้อสุกรตามฟาร์มต่าง ๆ
จ. ผู้บริโภคได้บริโภคเนื้อสุกรที่มีคุณภาพดี





ตารางที่ 1 แสดงจำนวนแม่พันธุ์และสุกรขุน


ปี จำนวนแม่พันธุ์(ตัว) จำนวนสุกรขุนที่ผลิตได้(ตัว)

2540 730,000 9,900,000

2541 550,000 9,800,000

2542 610,000 7,700,000

2543 650,000 8,400,000


2544 680,000 9,100,000

2545 700,000 9,520,000

2546 710,000 9,100,000


2547 750,000 9,940,000

2548 850,000 9,830,000

2549 930,000 10,400,000

2550 1,030,000 11,625,000

2551 850,000 10,440,000


2552 800,000 10,200,000
ที่มา: สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ . 2551


2. การวิเคราะห์ตลาดสุกรเชิงกลยทธ์
การวิเคราะห์ตลาดเชิงกลยุทธ์เป็นการหาความเป็นไปได้ในการดำเนินการซึ่งมีการวิเคราะห์ดังนี้

2.1 วิเคราะห์จุดแข็ง ทางการตลาดของผู้เลี้ยง
การวิเคราะห์จุดแข็งด้านการตลาดของผู้เลี้ยงสุกรเพื่อให้ทราบว่าผู้เลี้ยงมีความได้เปรียบด้าน
ื่
การตลาดต่อผู้เลี้ยงรายอนอย่างไรบ้าง เช่น
- ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า

- คุณภาพสุกรดีกว่า
- ปริมาณการผลิตมากกว่าส่งสุกรเข้าสู่ตลาดสม่ำเสมอมากกว่า
- มีการรับประกันความเสียหาย
- มีทีมงานที่มีความรู้และความชำนาญ

- มีนโยบายพัฒนาพันธุ์อย่างต่อเนื่อง
2.2. วิเคราะห์จุดอ่อนด้านการตลาดของผู้เลี้ยง

การวิเคราะห์จุดออน ด้านการตลาดของผู้เลี้ยงสุกร เพื่อทราบข้อเสียเปรียบที่มีต่อผู้เลี้ยงราย
อื่น ๆ และหาทางแก้ไข ปรับปรุง เช่น

- แหล่งซื้อวัตถุดิบอยู่ไกล ราคาแพง
- ปริมาณการผลิตไม่สม่ำเสมอ
- ผลผลิตในฟาร์มมีน้อย

- ทางคมนาคมไม่สะดวก
- ขาดการบริการที่ดี
- สายพันธุ์สุกรไม่เป็นที่นิยมไม่ทนต่อสภาพแวดล้อม
2.3 วิเคราะห์ด้านโอกาสในการพัฒนาของผู้เลี้ยง
การวิเคราะห์ด้านโอกาสของการเลี้ยงสุกร เพื่อทราบความเป็นไปได้ ที่จะสามารถพัฒนาการ

เลี้ยงให้เกิดผลดีได้ในอนาคต เช่น
- พื้นที่ตั้งฟาร์มสามารถขยายกิจการได้
- สามารถหาแหล่งเงินทุน ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ ได้ง่าย

- มีแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือมีบ่อบาดาลที่สามารถใช้ได้อย่างเพียงพอ
- มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไป
ื้
- ไม่มีการเลี้ยงสุกรมากในพนที่ ทำให้มีความต้องการสุกรจำนวนมาก

2.4 วิเคราะห์ปัญหาและอปสรรคในด้านการตลาดของผู้เลี้ยง
เป็นการวิเคราะห์เพื่อให้ทราบถึงปัญหา และอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ซึ่งจะต้องหาทางป้องกันและแกไขให้เกิดผลดี หรือลดความรุนแรงของอุปสรรคลง เช่น

- มีฟาร์มเลี้ยงสุกรสร้างใหม่มาก
- การแข่งขันในตลาดมีมาก

- อิทธิพลในท้องถิ่น มีการผูกขาดการจำหน่าย
- มีปัญหาด้านกฎหมายที่ดินทำกิน

- วัตถุดิบอาหารสัตว์ราคาแพงและหาซื้อยาก
- ขาดระบบสาธารณูปโภค

- ปัญหาการจัดการของเสีย
เมื่อทำการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของตลาดแล้ว จึงนำข้อได้เปรียบ และข้อเสียเปรียบมา
พิจารณา เพอกำหนดนโยบายในการดำเนินการเลี้ยงให้ถูกต้อง และสอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งจะส่งผลให้การ
ื่
ผลิตสุกรประสบผลสำเร็จได้ดีกว่าการผลิตโดยไม่มีทิศทาง โดยมีวิธีวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้

1. กรณีผู้ดำเนินกิจการมีจุดแข็งมาก และมีโอกาสในการดำเนินกิจการ ควรรีบดำเนินการทันที
เช่น ผู้ดำเนินกิจการมีความรู้และประสบการณ์มาก ครอบครัวมีเงินทุนและให้การสนับสนุน กรณีเช่นนี้ควร
ดำเนินกิจการทันที
2. กรณีผู้ดำเนินกิจการมีจุดแข็งมาก แต่มีอุปสรรคในการดำเนินกิจการ ควรปรึกษาผู้รู้ และ

ศึกษาวิธีการแก้ไขอุปสรรคที่เกิดขึ้น ก่อนที่จำดำเนินกิจการ เช่น ผู้ดำเนินกิจการมีความรู้และประสบการณ์มาก
แต่ ไม่มีเวลาในการดูแลกิจการ หรือครอบครัวไม่ให้การสนับสนุน กรณีเช่นนี้ถ้าผู้ดำเนินกิจการต้องการจำดำเนิน
กิจการ ควรปรึกษาผู้รู้ หรือศึกษาหาแนวทางในการแก้ไข หรือทำความเข้าใจกับสมาชิกในครอบครัว ก่อน ที่จะ
ดำเนินกิจการ และไม่ควรเร่งรีบดำเนินกิจการ

3. กรณีผู้ดำเนินกิจการมีจุดอ่อนในการดำเนินกิจการ แต่ มีโอกาสในการดำเนินกิจการ ควร

ชะลอการดำเนินกิจการ และพัฒนาตนเองให้มีความพร้อมกอนจึงจะดำเนินการได้ เช่น ผู้ดำเนินกิจการไม่มีความรู้
และประสบการณ์ แต่ครอบครัวให้การสนับสนุน กรณีเช่นนี้ผู้ดำเนินกิจการควรพัฒนาตนเองไห้มีความพร้อมเช่น

ขอรับการฝึกอบรม ฝึกงานในฟาร์มจากสภาพจริง จนมีความรู้และประสบการณ์แล้วจึงเริ่มดำเนินกิจการ และ
กรณีไม่สามารถพัฒนาตนเองได้ ไม่ควรดำเนินกิจการ เพราะอาจเกิดความล้มเหลวได้
4. กรณีผู้ดำเนินกิจการมีจุดอ่อนในการดำเนินกิจการ และมีอุปสรรคในการดำเนินกิจการควร
ล้มเลิกโครงการเช่นผู้ดำเนินกิจการไม่มีความรู้และประสบการณ์ ในขณะเดียวกันครอบครัวไม่มีเงินทุนสนับสนุน
ทั้งสมาชิกในครอบครัวไม่ให้การสนับสนุน กรณีเช่นนี้ควรล้มเลิกโครงการ เพราะการดำเนินกิจการจะมีปัญหามาก

พร้อมที่จะประสบกับความล้มเหลวได้ง่าย

3. วิธีการวิเคราะห์ตลาดสุกร

การศึกษาตลาดสุกร
ปัจจุบันการเลี้ยงสุกรเพื่อเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม ไม่สามารถดำเนินการได้โดยง่าย
เหมือนในอดีต เนื่องจากมีการแข่งขันค่อนข้างสูง และการเลี้ยงสุกรในปัจจุบันมุ่งหวังที่จะจำหน่ายเพื่อเป็นรายได้
ไม่ได้เลี้ยงไว้ เก็บกินเศษอาหาร ที่เหลือจากครัวเรือนเหมือนสมัยก่อน การลงทุนในการเลี้ยงดู ต้องใช้เงินลงทุน

สูง จึงจำเป็นต้องมีการจำหน่าย เพื่อให้มีรายได้กลับคืนมา ดังนั้นผู้ที่จะเลี้ยงสุกรในปัจจุบันต้องเป็นผู้วางแผนที่
ดี และมีการศึกษาการตลาดสุกรไว้ล่วงหน้าให้ถ่องแท้ ก่อนการลงทุนรู้จักศึกษาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ซื้อ และความ
ต้องการของลูกค้า ซึ่งผู้เริ่มต้นดำเนินงาน จะต้องศึกษาให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลี้ยงให้มาก กว่า
ความรู้สึกที่อยากจะเลี้ยง

ข้อดีของการศึกษาตลาดสุกร

1. ทำให้ทราบขนาดและขอบเขตของพื้นที่ตลาดสุกร รวมทั้งในเขตพื้นที่เป้าหมายมียอดรวม

การจำหน่ายปริมาณเท่าไรขาดหรือเกินอยู่เท่าไร
2. ทำให้ทราบปริมาณของลูกค้าเป้าหมายเพื่อใช้วางแผนการเลี้ยงสุกรได้อย่างถูกต้อง
3. สามารถคาดหวังลูกค้าทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้

4. ทำให้ทราบการเปลี่ยนแปลงของสภาวะการณ์ต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อตลาดที่จะจำหน่าย
เพื่อหาทางป้องกันและแก้ไขล่วงหน้าได้
การศึกษาตลาด อาจทำได้หลายวิธี เช่น การทดสอบตลาด การสำรวจตลาด การวิจัย
ตลาด ซึ่งแต่ละวิธีมีขั้นตอนต่าง ๆ แตกต่างกัน วิธีการแต่ละวิธีมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ และข้อมูล

ข่าวสารที่ได้รับในขณะนั้น

4. การสำรวจตลาด
เป็นกระบวนการศึกษา เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงของตลาดสุกร เพื่อใช้ในการตัดสินใจในการลงทุนเลี้ยง

สุกร และให้สามารถวางแผนการผลิตได้อย่างถูกต้อง ซึ่งมีกระบวนการดังนี้
4.1 ขั้นตอนการสำรวจตลาด
4.1.1 กำหนดขอบเขตของตลาด หรือพื้นที่เป้าหมาย ที่จะจำหน่ายสุกรในอนาคต กรณีพื้นที่

เป้าหมายอยู่ในเขตชุมชน มีความเป็นไปได้ที่จะจูงใจลูกค้าให้มาซื้อสุกรในฟาร์มได้ง่ายซึ่งขึ้นอยู่กับความสะดวกใน
ื้

การขนส่ง ขนาดและชนิดของถนนที่เข้าถึง บริเวณที่เลี้ยง นอกจากนี้แผนการพฒนาความเจริญในพนที่เป้าหมาย
เป็นปัจจัยหนึ่ง ที่จะช่วยตัดสินใจในการเริ่มต้นเลี้ยงสุกรได้
4.1.2 ศึกษาจำนวนประชากรในพื้นที่ เพื่อให้ทราบลักษณะทั่วไป ของลูกค้าที่คาดหวัง
เช่น ความหนาแน่นของประชากร ในพื้นที่เป้าหมาย อัตราการเพิ่มของประชากร เพศ อายุ รายได้ อาชีพ

ขนาดของครอบครัว ศาสนา ระดับการศึกษา เพื่อวางเป้าหมายในการผลิตให้ได้จำนวน ปริมาณและคุณภาพ
ของสุกรให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า
4.1.3 ศึกษาอำนาจในการซื้อ ของประชากรในพื้นที่ เช่น รายได้ของประชากร อุปนิสัย

ในการบริโภค เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ ในการเลี้ยงสุกร
4.1.4 ศึกษาปริมาณจำหน่ายสุกรในพื้นที่เป้าหมาย ในปัจจุบัน โดยศึกษาจากข้อมูลเกี่ยวกับ
การบริโภคเนื้อสุกรในพื้นที่ หรือสถิติการชำแหละสุกรในพื้นที่
4.1.5 การประเมินปริมาณการจำหน่ายสุกรโดยรวมในพื้นที่ที่จะจำหน่าย เพื่อให้สามารถ

ทราบสถานการณ์โดยรวมของตลาดสุกรในพื้นที่ และเขตใกล้เคียง อันเป็นข้อมูลที่จะช่วยในการตัดสินใจ
ดำเนินการเลี้ยงสุกรต่อไป
4.1.6 การศึกษาต้นทุนในการผลิต ในการผลิตสุกรเป็นการค้านั้น สิ่งจำเป็นที่ผู้ผลิตจะต้องคำนึง
และยึดเป็นหลักในการผลิตคือ อย่างไรจึงจะสามารถลดต้นทุนในการผลิตไห้ต่ำที่สุด เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงที่สุด

การลดต้นทุนในการผลิตสุกรสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การปรับปรุงพันธุ์สุกรให้เจริญเติบโตเร็ว ใช้อาหารน้อย
การจัดการฟาร์มที่ดี การลดต้นทุนค่าอาหารโดยการผสมอาหารใช้เอง หรือการซื้ออาหารและวัตถุดิบด้วยเงินสด
แต่อย่างไรก็ตามก่อนที่ผู้เลี้ยงสุกรจะหาวิธีการลดต้นทุนการผลิตด้วยวิธีการต่างๆ ผู้เลี้ยงควรรู้ต้นทุนการผลิตสุกร
ในฟาร์มของตนเองก่อนว่าต้นทุนการผลิตสุกรในฟาร์มของตนเองมีต้นทุนอะไรบ้าง โดยมีการจดบันทึกข้อมูลใน

การลงทุนต่าง ๆ ในฟาร์มและนำมาคำนวณหาต้นทุนการผลิตสุกรในฟาร์มของตน ซึ่งจะทำให้การคำนวณต้นทุน
การผลิตสุกรในฟาร์มของถูกต้องแม่นยำมากขึ้น

ต้นทุนการผลิตสุกรแบ่งออกได้ 2 ส่วนคือ
1. ต้นทุนผันแปร เป็นค่าใช้จ่ายที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น ค่าอาหาร ค่าพันธุ์สุกร
ค่ายารักษาโรค ค่าแรงงาน ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าอุปกรณ์ และค่าซ่อมโรงเรือนเป็นต้น
2. ต้นทุนคงที่ เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น ค่าที่ดิน ค่าเสื่อมโรงเรือน และค่าเสีย

โอกาสโรงเรือนเป็นต้น
ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการเลี้ยงมีความแตกต่างกันในแต่และแหล่ง แต่มีวิธีการคำนวณที่เหมือนกันดังนี้
1. การคำนวณต้นทุนการผลิตสุกรขุน
การคำนวณต้นทุนการผลิตสุกรขุนจากน้ำหนัก 15 กิโลกรัม จนถึงมีน้ำหนักจำหน่ายที่ 100กิโลกรัม มี

วิธีการคำนวณดังนี้
1.1 ค่าตัวลูกสุกรที่ซื้อมาที่น้ำหนัก 15 กิโลกรัม ราคา 13,00 บาท
1.2 ค่าอาหารสุกรที่ใช้เลี้ยงสุกรตั้งแต่น้ำหนัก 15 กิโลกรัมจนถึงน้ำหนัก100 กิโลกรัม ซึ่งต้องใช้อาหาร
แตกต่างกัน 3 สูตรโดยคำนวณปริมาณและราคาตามตารางที่ 2 ดังนี้












ตารางที่ 2 แสดงปริมาณอาหารและราคาอาหารสุกรที่ใช้เลี้ยงแต่ละช่วงอายุ
สูตรอาหาร น้ำหนักสุกร ใช้อาหารรวม ( กก.) ราคาอาหาร จำนวนเงิน(บาท)

(กก.) (บาท/กก.)
สุกรอ่อน 15 - 25 15 20 300
สุกรเล็ก 25 – 50 60 18 1,080

สุกรขุน 50 – 100 145 13 1,885
รวม 220 3,265
1.3 ค่ายาและวัคซีน / ตัว

- ค่ายาผสมในอาหารแก่ท้องเสีย ( ระยะกินอาหาร 14 วัน กินอาหาร 1.5 กก. ค่ายา
ที่ใช้ 0.50 บาท/กก. เป็นเงิน
0.75 บาท

- ค่ายาปฏิชีวนะอื่นๆ และยาฆ่าเชื้อ เป็นเงิน 2
บาท

รวม เป็นเงิน 2.75 บาท
- ค่าวัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์สุกร 3 บาท และวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย
15 บาท/ตัว รวม เป็นเงิน 18 บาท
1.4 ค่าแรงงาน

- คนงาน 1 คนเลี้ยงสุกรขุนได้ 1000 ตัว/รุ่น ใน 1 ปีเลี้ยงได้ 2.4 รุ่น = 1,000 x 2.4 = 2,400
ใน 1 ปีเลี้ยงได้ 2,400 ตัว
เงินเดือนๆละ 5000 บาท = 5,000 x 12 =
60,000 บาท

=
60,000/2,400
คิดเป็นค่าแรงงานต่อสุกรขุน 1ตัว เป็นเงิน 25 บาท
- ผู้จัดการจัดการสุกรได้รุ่นละ 30,000 ตัวใน 1 ปีเลี้ยงได้ 2.4 รุ่น =30,000 x 2.4 = 72,000 ตัว

เงินเดือนๆละ 12,000 บาท =12,000 x 12 =
144,000 บาท
=

144,000/72,000
คิดเป็นค่าแรงงานต่อสุกรขุน 1 ตัว เป็นเงิน 2 บาท
1.5 ค่าใช้จ่ายอื่นๆ
- ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าซ่อมแซมโรงเรือน ฯลฯ เหมาจ่าย รวม เป็นเงิน 20 บาท
1.6 อัตราสูญเสีย

- สุกรสูญเสียระหว่างเลี้ยง 3% ราคาตัวละ 1,500 บาท
ดังนั้นอัตราสูญเสียคิดเป็นมูลค่า = ( 3x1,500) / 97 รวม เป็นเงิน 46.39 บาท
1.7 ค่าเสื่อมโรงเรือนและอุปกรณ์

- ค่าก่อสร้างโรงเรือนและอุปกรณ์คิด 2,000 บาท / ต.ร. ม อายุใช้งาน 15 ปี
สุกรขุน 1 ตัวใช้พื้นที่ 1.5 ต.ร.ม ดังนั้นค่าเสื่อมโรงเรือนและอุปกรณ์
= (2,000x1.5) / (2.4 x 15) รวม เป็นเงิน 83.33 บาท
รวมเงินในข้อ 1.1,1.2, 1.3, 1.4 ,1.5, 1.6, และ1.7 เป็นเงิน 4,762.47 บาท

1.8 ค่าดอกเบี้ยเงินก ู้
- ค่าดอกเบี้ยเงินกู้ระยะยาว เสียดอกเบี้ย 15% ถ้ากู้มาเลี้ยงสุกรขุน ตัวละ 1,500บาท
ถ้ากู้มา 1 ปี จะเสียเบี้ย = (1,500x15% ) / 2.4 รวม เป็นเงิน 93.75 บาท
- ค่าดอกเบี้ยเงินกู้ระยะยาวเสียดอกเบี้ย 12% เป็นเวลา 5 เดือนถ้ากู้มาเลี้ยงสุกรขุน

ตัวละ 2,000 บาท ดังนั้นเสียดอกเบี้ยในการเลี้ยง 1ตัว = (2000x12%) x 5 /12
รวม เป็นเงิน 100 บาท

สรุปค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงสุกรขุน 1 ตัว
- ค่าพันธุ์สุกร 1300 บาท

- ค่าอาหาร 3265 บาท
- ค่ายาและวัคซีน 20.75 บาท
- ค่าแรงงาน 27 บาท
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ 20 บาท

- ค่าอัตราสูญเสีย 46.39 บาท
- ค่าเสื่อมโรงเรือน 83.33 บาท
- ค่าดอกเบี้ยเงินก ู้ 193.75 บาท
รวม 4,956.22 บาท

2. การคำนวณต้นทุนในการผลิตลูกสุกรต่อตัว
วิธีการคำนวณ
1. ค่าอาหาร
- ค่าอาหารแม่พันธุ์ 1 ตัว กินอาหาร 2.5 กก. / วัน ถ้าอาหารราคา 12 บาท / กก.

ดังนั้นค่าอาหารแม่พันธุ์ 1ตัว / ปี = ( 365 x 2.5x12) รวมเป็นเงิน 10,950 บาท
ถ้าแม่สุกรให้ลูกปีละ 24 ตัว ดังนั้นค่าอาหารลูกสุกร / ตัว = (10,950 / 24 )
รวม เป็นเงิน 456.25 บาท

- ค่าอาหารลูกสุกรแรกเกิดจนถึงน้ำหนัก 15 กก. กินอาหารเฉลี่ย 13 กก.
ราคาอาหาร กก.ละ 20 บาท รวมค่าอาหารลูกสุกร 1 ตัว เป็นเงิน 260 บาท
2.ค่ายาและวัคซีน
- วัคซีนอหิวาต์สุกร แม่พันธุ์ จำนวน 2.4 ครอกๆละ 3 บาทเป็นเงิน 7.20 บาท
- วัคซีนปากและเท้าเปื่อยแม่พันธุ์ จำนวน 2.4ครอกๆละ18บาทเป็นเงิน43.2 บาท

- วัคซีนลูกสุกร 24 ตัวๆละ 21 บาท เป็นเงิน 504 บาท
ดังนั้นค่าวัคซีนลูก 1 ตัว = (7.20+43.2+504) / 24 รวมเป็นเงิน 23 บาท
- ค่ายารักษาโรค เหมาจ่ายตัวละ 4 บาท รวมเป็นเงิน 4 บาท

3. ค่าแรงงาน
- ค่าแรงงานเลี้ยงสุกร 1 คน ดูแลแม่พันธุ์ได้ 120 ตัว จ่ายเป็นเงิน 5,000 บาท
แม่สุกร 120 ตัว ให้ลูกแม่ละ 24 ตัว ดังนั้น 1 ปี ได้ลูกทั้งหมด 2,880 ตัว
ดังนั้นค่าแรงงานลูก / ตัว = (5,000x12 ) / 2,880 ) รวม เป็นเงิน 20.83 บาท

- ค่าแรงงานผู้จัดการหรือเจ้าของกิจการอัตราเดือนละ 10,000 /500 แม่
ใน 1 ปี แม่สุกรให้ลูก 24 ตัว ดังนั้นแม่สุกร 500 แม่ให้ลูก 12,000 ตัว
ใน 1 ปี จ่ายค่าแรงผู้จัดการ/ ลูกสุกร = (10000 x 12 )/ 12000
รวม เป็นเงิน 10 บาท

4. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เหมาจ่ายรวม เป็นเงิน 30 บาท
5. ค่าเสื่อมโรงเรือนและอุปกรณ์ ลงทุนก่อสร้างราคา 12000 บาท/ แม่

ใช้งาน 15 ปี แม่คลอดลูกปีละ 24 ตัว เป็นเวลา 15 ปี ได้ลูกทั้งหมด
360 ตัว คิดค่าเสื่อมโรงเรือน = ( 12000/360) รวมเป็นเงิน 33. 33 บาท

6. ค่าเสื่อมพ่อแม่พันธุ์
- แม่พันธุ์ราคา 6000 บาท ขายคัดทิ้งได้เงิน 2000 บาท ใช้งานได้ 3 ปี
ถ้าผลิตลูกได้ปีละ 24 ตัว แม่สุกร 1 แม่จะได้ลูก 72 ตัว ดังนั้น
ค่าเสื่อมแม่พันธุ์ = ( 6000- 2000) / 72 รวม เป็นเงิน 55. 55 บาท


- ค่าเสื่อมพ่อพันธุ์ กรณีซื้อพอพันธุ์ราคาตัวละ 15,000 บาท ใช้งานได้ 2 ปี
ขายคัดทิ้งได้ตัวละ 3,000 บาท อัตราใช้งานพ่อพันธุ์ 1:12 และแม่พันธุ์
ให้ลูกเฉลี่ย 24 ตัว/ ปี ดังนั้นค่าเสื่อมพ่อพันธุ์ในการผลิตลูกสุกร 1 ตัว
= (15,000-3,000 ) / (12x2x24 ) รวม เป็นเงิน 20.83 บาท

7. ค่าดอกเบี้ยในการลงทุนในการเลี้ยงสุกร 1 แม่ ต้องใช้เงินลงทุน
ตัวละ 12000 บาท ถ้ากู้แค่เพียง ครึ่งเดียวคือ 6000 บาท ดอกเบี้ย 15 %
ดังนั้นจะเสียดอกเบี้ยปีละ = (6000x15 %) / 24 รวมเป็นเงิน 37.50 บาท


สรุป ต้นทุนการผลิตสุกร 1 ตัว
- ค่าอาหารแม่ เป็นเงิน 456.25 บาท
- ค่าอาหารลูก เป็นเงิน 260 บาท

- ค่าวัคซีน เป็นเงิน 23 บาท
- ค่ายารักษาโรค เป็นเงิน 4 บาท
- ค่าจ้างแรงงาน เป็นเงิน 20.83 บาท
- ค่าจ้างเจ้าของกิจการ เป็นเงิน 10 บาท
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เป็นเงิน 30 บาท

- ค่าเสื่อมโรงเรือน เป็นเงิน 33.33 บาท
- ค่าเสื่อมแม่พันธุ์ เป็นเงิน 55.55 บาท
- ค่าเสื่อมพ่อพันธุ์ เป็นเงิน 20.83 บาท

ู้
- ค่าดอกเบี้ยเงินก เป็นเงิน 37.50 บาท
รวม 951.13 บาท
อย่างไรก็ตามการผลิตสุกรขุนและการผลิตลูกสุกรต่อหนึ่งตัว มีความแตกต่างกันในสภาพการผลิต เช่น
สภาพการผลิตที่เป็นบริษัทหรือฟาร์มขนาดใหญ่ที่เจ้าของกิจการไม่สามารถควบคุมการผลิตได้ทุกขบวนการ

จำเป็นต้องมีคาใช้จ่ายมากกว่าการผลิตสุกรในสภาพฟาร์มขนาดเล็ก ซึ่งเจ้าของกิจการดูแลกิจการได้ด้วยตนเองทำ

ให้ต้นทุนการผลิตมีความต่างกันดังตารางที่ 3

ตารางที่ 3 แสดงต้นทุนการผลิตสุกรขุนน้ำหนัก 100 กิโลกรัมในสภาพการผลิตที่แตกต่างกัน
รายการใช้จ่าย สภาพการเลี้ยง

ฟาร์มขนาดใหญ่ ฟาร์มรายย่อย ฟาร์มของรัฐ
- ค่าพันธุ์ 1300 1300 1300
- ค่าอาหาร 3265 3265 3265

- ค่าวัคซีน 18 18 18
- ค่ายารักษาโรค 2.75 2.75 2.75

- ค่าจ้างแรงงาน 25 - -
- ค่าจ้างเจ้าของฯ 2 2 -
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ 20 - -

- ค่าอัตราสูญเสีย 46.39 - -
- ค่าเสื่อมโรงเรือน 83.33 58.33 83.33

- ค่าอัตราดอกเบี้ย 193.75 135.62 -
รวม 4956.22 4791.70 4669.08

หมายเหตุ ฟาร์มรายย่อยหมายถึงฟาร์มที่เลี้ยงสุกรขุนขนาด 1-50 ตัว

การเลี้ยงสุกรในสภาพฟาร์มขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายทุกรายการ ส่วนฟาร์มขนาดเล็กซึ่งเลี้ยงสุกร
จำนวนน้อย การดูแลทั่วถึง มักไม่มีความสูญเสีย ค่าใช้จ่ายในการสร้างโรงเรือนน้อยกว่าฟาร์มขนาดใหญ่ ในที่นี้คิด
การลงทุนด้านโรงเรือนต่อการเลี้ยงสุกรขุน 1 ตัว ประมาณ 70% ของการเลี้ยงสุกรในฟาร์มขนาดใหญ่ รวมทั้ง

อัตราดอกเบี้ยซึ่งคิด 70% ของฟาร์มขนาดใหญ่ ส่วนฟาร์มของรัฐมักไม่มค่าใช้จ่ายด้านค่าแรง ค่าอัตราสูญเสีย ค่า

ไฟฟ้า ค่าอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเป็นการลงทุนจากรัฐ ซึ่งไม่ต้องกู้เงินในการลงทุน ไม่ต้องจ้างแรงงาน การสูญเสีย
ไม่มีเนื่องจากเลี้ยงจำนวนน้อย ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าการเลี้ยงสุกรในฟาร์มขนาดใหญ่

ตารางที่ 4 แสดงต้นทุนการผลิตลูกสุกร น้ำหนัก 15 กิโลกรัมในสภาพการผลิตที่แตกต่างกัน
รายการใช้จ่าย สภาพการเลี้ยง

ฟาร์มขนาดใหญ่ ฟาร์มรายย่อย ฟาร์มของรัฐ
- ค่าอาหารแม่พันธุ์ 456.25 456.25 456.25
- ค่าอาหารลูก 260 260 260

- ค่าวัคซีน 23 23 23
- ค่ายารักษาโรค 4 4 4

- ค่าจ้างแรงงาน 20.83 - -
- ค่าจ้างเจ้าของฯ 10 10 -
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ 30 30 -

- ค่าเสื่อมโรงเรือน 33.33 23.33 33.33
- ค่าเสื่อมแม่พันธุ์ 55.55 55.55 55.55

- ค่าเสื่อมพ่อพันธุ์ 20.83 20.83 20.83
37.50
26.25
-
- ค่าอัตราดอกเบี้ย
รวม 951.13 888.36 857.96


หมายเหตุ ฟาร์มรายย่อยหมายถึงฟาร์มที่เลี้ยงสุกรขุนขนาด 1-50 ตัว
การเลี้ยงสุกรในสภาพฟาร์มขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายทุกรายการ ส่วนฟาร์มขนาดเล็กซึ่งเลี้ยงสุกร

จำนวนน้อย การดูแลทั่วถึง มักไม่มีความสูญเสีย ค่าใช้จ่ายในการสร้างโรงเรือนน้อยกว่าฟาร์มขนาดใหญ่ ในที่นี้คิด
การลงทุนด้านโรงเรือนต่อการเลี้ยงสุกรขุน 1 ตัว ประมาณ 70% ของการเลี้ยงสุกรในฟาร์มขนาดใหญ่ รวมทั้ง
อัตราดอกเบี้ยซึ่งคิด 70% ของฟาร์มขนาดใหญ่ ส่วนฟาร์มของรัฐมักไม่มค่าใช้จ่ายด้านค่าแรง ค่าอัตราสูญเสีย ค่า

ไฟฟ้า ค่าอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเป็นการลงทุนจากรัฐ ซึ่งไม่ต้องกู้เงินในการลงทุน ไม่ต้องจ้างแรงงาน การสูญเสีย

ไม่มีเนื่องจากเลี้ยงจำนวนน้อย ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าการเลี้ยงสุกรในฟาร์มขนาดใหญ่
4.2 วิธีสำรวจตลาด
การสำรวจตลาด เป็นวิธีที่จะทำให้ทราบความเป็นไปของตลาดในเรื่องต่างๆ เช่นจำนวนพ่อค้า

สุกรชำแหละในตลาด ความต้องการซื้อสุกรมีชีวิตของพ่อค้าชำแหละสุกร ปริมาณการผลิตสุกรมีชีวิตในพื้นที่
ปริมาณสุกรมีชีวิตที่เข้าสู่โรงชำแหละในแต่ละวัน ขนาดและคุณภาพสุกรที่ตลาดต้องการเป็นต้น ซึ่งจะมี
ประโยชน์ในการตัดสินใจในการลงทุน วิธีการสำรวจตลาด มีวิธีการหลายวิธีดังนี้
4.2.1 สำรวจทางโทรศัพท์ เป็นการสำรวจที่ได้ประโยชน์พอสมควร เนื่องจากประหยัดเวลา
และค่าใช้จ่าย เก็บรวบรวมข้อมูลได้รวดเร็ว การสำรวจจะใช้วิธีการสุ่มสัมภาษณ์จากกลุ่มเป้าหมายเพอนำไปใช้
ื่
วิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้
4.2.2 สำรวจโดยทางไปรษณีย์ เป็นการสัมภาษณ์ ที่มีค่าใช้จ่ายสูง โดยเฉพาะการศึกษา
ตลาดที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ การตอบรับกลับ จะมากหรือน้อยไม่แน่นอน ในทางปฏิบัติ การตอบรับกลับมาประมาณ

40 % ถือว่าได้ข้อมูลที่มากพอ ที่จะนำไปใช้วิเคราะห์การตลาดได้

4.2.3 การสัมภาษณ์ส่วนตัว ต้องใช้เวลามากกว่าการสัมภาษณ์แบบอื่น ๆ และ เสียค่าใช้จ่ายสูง
แต่สามารถสัมภาษณ์ได้ข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือได้มาก

การสำรวจตลาดไม่ว่าจะเป็นการสำรวจโดยวิธีใด ผู้สำรวจควรมีแบบสำรวจที่ออกแบบให้สามารถ
ตอบสนองต่อการวางแผนการผลิตสุกรของผู้สำรวจได้ในอนาคต ดังตัวอย่าง

แบบสำรวจตลาดสุกร 1

ตอนที่ 1
ข้อมูลทั่วไป สำหรับผู้ประกอบอาชีพจำหน่ายสุกรชำแหละ
โปรดทำเครื่องหมาย  ในช่องที่ตรงกับความต้องการของท่าน
1. อายุ ( ) 15 – 25 ปี ( ) 26 – 35 ปี ( ) 36 – 45 ปี ( ) มากกว่า 45 ปี

2. เพศ ( ) หญิง ( ) ชาย
3. ที่อยู่ ( ) ในพื้นที่จำหน่าย ( ) นอกพื้นที่จำหน่าย

ข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ

1. ระยะเวลาในการประกอบอาชีพ
( ) 1 - 5 ปี ( ) 6 – 10 ปี ( ) มากกว่า 10 ปี
2. ระยะเวลาในการจำหน่ายสุกรชำแหละในแต่ละวัน

( ) 1 – 3 ชั่งโมง ( ) มากกว่า 3 ชั่วโมง
3. จำนวนสุกรที่จำหน่ายในแต่ละวัน
( ) 1 - 2 ตัว ( ) 3 - 5 ตัว ( ) 6 - 10 ตัว ( ) มากกว่า 10 ตัว
4. ขนาดสุกรที่ต้องการซื้อมากที่สุด
( ) 90 - 100 กก. ( ) 100 – 110 กก. ( ) มากกว่า 110 กก.

5. แหล่งซื้อสุกรขุนที่ต้องการ ( เรียงตามลำดับความต้องการ )
( ) ฟาร์มสุกรเกษตรกรรายย่อยในหมู่บ้าน ( ) ฟาร์มสุกรขนาดเล็กทั่วไป
( ) ฟาร์มสุกรเอกชนขนาดใหญ่ ( ) ฟาร์มสุกรของบริษัท

6. ระยะทางที่เหมาะสมในการเดินทางไปซื้อสุกรจากแหล่งจำหน่าย
( ) 1 – 5 กม. ( ) 6 – 10 กม. ( ) ไม่จำกัดระยะทาง
7. เวลาที่เหมาะสมในการเดินทางไปซื้อสุกรจากแหล่งจำหน่าย
( ) เช้า ( ) กลางวัน ( ) เย็น

8. เพศสุกรที่ต้องการ ( กรณีสามารถเลือกได้ )
( ) เพศผู้ ( ) เพศเมีย
9. ราคาที่ซื้อขึ้นอยู่กับปัจจัยใด ( ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ )
( ) ราคาประกาศกลาง ( ) ราคาท้องถิ่น ( ) คุณภาพซาก ( ) ขนาดสุกร

10. ประเภทของสุกรที่ต้องการซื้อมากที่สุด
( ) สุกรพันธุ์แท้ ( ) สุกรลูกผสมสองสายเลือด ( ) สุกรลูกผสมสามสายเลือด

ตอนที่ 2
โปรดแสดงความคิดเห็น ตามหัวข้อต่อไปนี้

1. ท่านคิดว่าผู้เลี้ยงสุกรควรปรับปรุงด้านใด เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการซื้อ
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
2. ปัญหาใดบ้างที่ท่านพบในการติดต่อซื้อสุกรจากผู้ผลิต

.................................................................................................................................................
............................................................................................................................................
...........................................................................................................................................


แบบสำรวจตลาดสุกร 2
ตอนที่ 1
ข้อมูลทั่วไป สำหรับผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงสุกรจำหน่าย
โปรดทำเครื่องหมาย  ในช่องที่ตรงกับความต้องการของท่าน

1. อายุ ( ) 15 – 25 ปี ( ) 26 – 35 ปี ( ) 36 – 45 ปี ( ) มากกว่า 45 ปี
2. เพศ ( ) หญิง ( ) ชาย
3. ที่อยู่ ( ) ในพื้นที่เลี้ยงสุกร ( ) นอกพื้นที่เลี้ยงสุกร

4. ระดับการศึกษา ( ) ปวช. หรือเทียบเท่า ( ) ปวส หรือเทียบเท่า ( ) ปริญญาตรี
ข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ
1. ระยะเวลาในการประกอบอาชีพ
( ) 1 - 5 ปี ( ) 6 – 10 ปี ( ) มากกว่า 10 ปี
2. ประเภทของสุกรที่เลี้ยง

( ) สุกรพันธุ์ ( ) สุกรขุน
3. ปริมาณการเลี้ยง
( ) 1 – 25 ตัว ( ) 25 – 50 ตัว ( ) มากกว่า 50 ตัว

4. แหล่งสุกรที่นำมาเลี้ยง
( ) ผลิตเอง ( ) ฟาร์มเอกชนทั่วไป ( ) ฟาร์มบริษัท
5. แหล่งจำหน่ายสุกรในฟาร์ม
ื้
( ) จำหน่ายในพนที่ ( ) จำหน่ายนอกพื้นที่ ( ) ไม่จำกัดผู้ซื้อ
6. น้ำหนักสุกรที่จำหน่าย
( ) ต่ำกว่า 50 กก. ( ) 50 – 100 กก. ( ) มากกว่า 100 กก.
7. ปัญหาในการผลิตสุกร
( ) หาสุกรพันธุ์ดียาก ( ) โรคระบาด ( ) อาหารสุกรแพง ( ) ราคาไม่คุ้มทุน

8. ผลตอบแทนการดำเนินกิจการ
( ) มาก ( ) ปานกลาง ( ) น้อย

9. การขยายกิจการในอนาคต
( ) มีแผนการขยายกิจการ ( ) ชะลอการขยายกิจการ ( ) ไม่มีแผนขยายกิจการ

10. แหล่งเงินทุน
( ) ใช้ทุนในครอบครัว ( ) เงินกู้ในระบบ ( ) เงินกู้นอกระบบ

ตอนที่ 2

โปรดแสดงความคิดเห็น ตามหัวข้อต่อไปนี้
1. ท่านคิดว่าผู้เลี้ยงสุกรควรปรับปรุงด้านใด เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการซื้อ
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................

2. ท่านต้องการให้รัฐมีส่วนในการช่วยเหลืออาชีพการเลี้ยงสุกรด้านใดบ้าง
.................................................................................................................................................
............................................................................................................................................
...........................................................................................................................................


4.3 แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการสำรวจตลาด
การสำรวจตลาดจำเป็นต้องทราบแหล่งข้อมูลพื้นฐานหรือแหล่งข้อมูลที่ผู้เลี้ยง

สุกรจะใช้เป็นพื้นฐานในการสำรวจข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับสุกรซึ่งมีหลายแหล่งดังนี้
4.3.1 แผนที่ เป็นแผนผังที่จะแสดงพื้นที่ที่ใช้ในการเลี้ยงสุกรในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งสามารถ
สอบถามได้จาก สำนักงานปศุสัตว์ในเขตพื้นที่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด
4.3.2 แผนที่ถนน การศึกษาถึงแผนที่ถนนสายต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกัน ในเขตพื้นที่ หรือ
เชื่อมโยงคนละเขตพื้นที่ สามารถนำไปเป็นข้อมูลในการสำรวจตลาดได้ เพราะทำให้ทราบเส้นทางการขนส่งสุกร

ไปในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งสามารถประมาณ ปริมาณสุกรที่ใช้ในตลาดได้
4.3.3 สำมะโนประชากร แสดงให้เห็นความหนาแน่น และการกระจาย ของประชากร
รวมทั้งแนวทางในการเพิ่มหรือลดปริมาณของประชากรในอนาคต ซึ่งข้อมูลนี้ มีความสำคัญมากในการสำรวจ

ตลาดสุกร
4.4.4 หนังสือพิมพ์ วารสารทางธุรกิจ หนังสือพิมพ์และสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ให้ประโยชน์เกี่ยวกับ
ข้อมูลและข่าวสารทางธุรกิจที่น่าเชื่อถือ เพราะถูกดำเนินการจากผู้มีความรู้ ความ สามารถเฉพาะด้าน สื่อ
สิ่งพิมพ์เหล่านี้อาจออกจำหน่ายเป็นระยะ เป็นรายวัน รายสัปดาห์ รายปักษ์ รายเดือนและราย 3 เดือน เป็น

ต้น

4.4.5 รายงานของชุมชน หอการค้า สมาคมธุรกิจ เป็นสื่อสิ่งพิมพ ที่ให้ข้อมูลเฉพาะเจาะจง
ในแต่ละเรื่อง และพื้นที่ ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นภาพรวมในพื้นที่ได้
4.4.6 สถาบันการศึกษา เช่น วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นแหล่งให้ความรู้ และ

แหล่งศึกษาข้อมูลที่สำคัญสำหรับผู้เริ่มดำเนินการใหม่ๆ

4.4.7 บริษัท ห้างร้าน หรือร้านค้า ทำให้ทราบปริมาณการจำหน่าย หรือผลิตสินค้าที่
เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงสุกร ในเขตพื้นที่ ซึ่งทำให้ทราบถึง ขนาดของผู้ใช้บริการสินค้าของบริษัทซึ่งสามารถใช้

วิเคราะห์ขนานของปริมาณสุกรที่มีอยู่ในพื้นที่ได้

5. ยุทธวิธีการตลาดสุกร
ยุทธวิธีการตลาดมีหลายวิธีการ ขึ้นอยู่กับนโยบายของการผลิต และสถานการณ์การผลิตในขณะนั้น

โดยทั่วไปกลยุทธ์การตลาดที่ต้องยึดเป็นหลักในการผลิต คือ ใช้ค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุดแต่ได้ผลผลิตปริมาณมาก
และดีที่สุดซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 ปัจจัย คือ
5.1 ผลผลิตหรือคุณภาพของผลผลิตสุกรในฟาร์ม ที่เป็นที่ยอมรับของผู้ซื้อและผู้บริโภค ปัจจุบันมี
การพัฒนาสายพันธุ์สุกรใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง การแข่งขันในเรื่องคุณภาพ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่จะ

สามารถจำหน่ายสุกรเข้าสู่ตลาดได้ ซึ่งผู้เลี้ยงควรจะมีการสำรวจความพึงพอใจ เกี่ยวกับคุณภาพสุกร ในฟาร์มอย่าง
ต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้
5.2 ราคา เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการปรับทิศทางการผลิตให้เข้ากับสถานการณ์ การตัดสินใจ

ิ่
เพิ่ม และลดราคาจำหน่ายที่เหมาะสมกบโอกาส จะมีผลต่อการเพม หรือลดส่วนแบ่งการตลาดได้ ราคากับ
คุณภาพของผลผลิต จึงควรพิจารณาควบคู่กันไป ผู้เลี้ยงสุกรรายใดที่สามารถผลิตสุกรได้ในราคาต่ำ แต่มี
คุณภาพดี จะทำให้สามารถจำหน่ายสุกรในราคาต่ำกว่าผู้อื่นได้ เป็นการเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายได้มาก
5.3 สถานที่ การจัดจำหน่ายเป็นกิจกรรมที่สำคัญของการผลิต การจัดจำหน่ายต้องมีสถานที่ที่

เหมาะสม สะดวกต่อการซื้อและการจำหน่าย การมีทำเลที่ตั้งสถานที่จำหน่ายที่ดี มีผลต่อการจำหน่ายเป็นอย่าง
มาก ผู้จำหน่ายส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญกับสถานที่จำหน่าย พอๆกับการให้ความสำคัญกับผู้ซื้อ
5.4 การส่งเสริมการตลาด การจัดจำหน่ายสินค้าด้านการเกษตร มักไม่มีการส่งเสริมการตลาด
เหมือนสินค้าอุตสาหกรรม แต่การส่งเสริมการตลาดยังคงมีความสำคัญต่อการจำหน่าย
สินค้าทุกชนิด เพราะจะมีผลต่อการเพิ่มปริมาณการจำหน่ายผลผลิตในฟาร์ม การส่งเสริมการตลาดโดยทั่วไปมัก

ใช้วิธีการต่าง ๆ ได้แก่
- การโฆษณาผ่านสื่อต่าง ๆ
- การสร้างภาพพจน์ ให้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับจากคนอื่น เช่น การเลี้ยง สุกรปลอดสารเคม

การเลี้ยงสุกรระบบฟาร์มอินทรีย์ เป็นต้น
- การจัดแสดงตัวอย่างผลผลิต ซึ่งนิยมดำเนินการในการผลิตสุกรขนาดใหญ่ เพอ
ื่
ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเห็นรูปลักษณ์ ของสุกรที่เลี้ยงในฟาร์ม เพื่อเป็นข้อมูลช่วยให้ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อได้
รวดเร็วขึ้น

- การสร้างความสัมพันธ์กับผู้ซื้อ ทำให้สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ง่าย และรวดเร็ว
- การบริการผู้ซื้อ เช่นมีการบริการที่รวดเร็วในการจำหน่ายมีผู้จำหน่ายประจำในหน่วย
จำหน่าย การบริการส่งสินค้าถึงมือผู้ซื้อ เป็นต้น

6. การครอบครองตลาดสุกร
ตลาดสุกรของผู้เลี้ยงสุกร คือ ตลาดภายในจังหวัดของผู้เลี้ยง ซึ่งเป็นตลาดที่ใกล้ตัวผู้เลี้ยงมากที่สุด


สามารถติดต่อได้ง่ายที่สุด และมปัญหาน้อยที่สุด แต่ผู้เลี้ยงต้องมีวิธีการที่จะครอบครองตลาดภายในพื้นที่ให้ได้ดังนี้
6.1 ความสม่ำเสมอของสินค้า คือ ควรมีสุกรจำหน่ายอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอตลอดเวลา
ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้เลี้ยงจะต้องวางแผนการผลิตให้เป็นไปตาม ความต้องการ ของตลาด
6.2 ศิลปะในการจำหน่าย ผู้ผลิตที่ดีควรรู้จักการจูงใจ ชักนำและมัดใจผู้ ซื้อ ให้เข้าไปซื้อสุกรของ

ตนเองอย่างสม่ำเสมอ
6.3 สร้างอำนาจสนับสนุนในตลาด เพื่อเป็นหลักประกันความเสี่ยง ในการเลี้ยงสุกร เมื่อมีปัญหา
ื่
โรคระบาด หรือราคาสุกรตกต่ำ ซึ่งผู้เลี้ยงสุกรควรมีการรวมตัวกัน และจัดตั้งองค์กรเพอช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
6.4 ผลิตสุกรให้มีต้นทุนต่ำเพื่อต่อสู้กับตลาดอื่น ๆ ได้ ซึ่งมีแนวปฏิบัติดังนี้

6.4.1 ลดต้นทุนการผลิตสุกรขุนให้ต่ำลง ด้วยการใช้วัตถุดิบราคาถูกในท้องถิ่นตามฤดูกาล
6.4.2 ลดต้นทุนการผลิตลูกสุกร โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลูกสุกร ให้สูงขึ้น เช่น
สามารถผลิตลูกสุกรได้มากกว่า 20 ตัว / แม่/ปี
6.4.3 ผลิตพ่อ แม่พันธุ์ใช้เอง โดยการพัฒนา และปรับปรุงสายพันธุ์ อย่างต่อเนื่อง เพื่อ

ลดการซื้อสุกรพันธุ์จากแหล่งอื่น ซึ่งมีราคาแพง
โดยปกติการผลิตสุกรมักมีรายการค่าใช้จ่ายที่ไม่แตกต่างกัน เพียงแต่ค่าใช้จ่ายแต่ละรายการใน
การผลิตในสภาพที่แตกต่างกันอาจมีความแตกต่างกันซึ่งเป็นผลทำให้ต้นทุนการผลิตไม่เท่ากันซึ่งหมายถึงการให้

ผลตอบแทนที่ต่างกัน นอกจากนี้หากผู้ผลิตมีผสมอาหารใช้เองในฟาร์มจะมีผลทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง เป็นผล
ให้ได้ผลตอบแทนสูงขึ้นดังแสดงในตารางที่
ตารางที่ 5 เปรียบเทียบต้นทุนการผลิตลูกสุกรระหว่างใช้อาหารสำเร็จรูปกับอาหารผสมเอง
รายการค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่าย ( บาท/ตัว)

ใช้อาหารสำเร็จรูป ผสมอาหารใช้เอง
- ค่าอาหารแม่พันธุ์ 456.25 380. 21

- ค่าอาหารลูก 260 195
- ค่าวัคซีน 23 23
- ค่ายารักษาโรค 4 4

- ค่าจ้างแรงงาน - -
- ค่าจ้างเจ้าของฯ 10 10
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ 30 30

- ค่าเสื่อมโรงเรือน 23.33 23.33
- ค่าเสื่อมแม่พันธุ์ 55.55 55.55
20.83
20.83
- ค่าเสื่อมพ่อพันธุ์ 26.25 26.25
- ค่าอัตราดอกเบี้ย
รวม 888.36 768.17

หมายเหตุ
1. ใช้ข้อมูลจากหัวข้อที่ 4.1.6 ตารางที่ 4

2. อาหารแม่สุกรที่ผสมใช้เองในฟาร์มราคากิโลกรัมละ 10 บาท และอาหารลูกสุกรที่ผสมใช้เองในฟาร์ม
ราคากิโลกรัมละ 15 บาท
จากตารางที่ 5 การผสมอาหารใช้เองในฟาร์มจะทำให้ต้นทุนการผลิตลูกสุกรลดลงจาก 888. 36 บาท
เป็น 768.17 บาท ลดลงจากการใช้อาหารสำเร็จรูปเป็นเงิน 120.19 บาท

6.4.4 คุณภาพสุกร ถือว่ามีความสำคัญมาก การผลิตสุกร ในปัจจุบัน การที่ผู้เลี้ยงจะ
สามารถส่งสุกรเข้าสู่ตลาดได้ อย่างต่อเนื่อง ผู้เลี้ยงจะต้องรักษาคุณภาพของสุกร ให้คงที่สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็น
เรื่องเปอร์เซ็นต์ซากและคุณภาพซาก อันเป็นกลยุทธ์หลักในการมัดใจผู้ซื้อให้ติดต่อซื้อขายกันอย่างยาวนาน
7. การเข้าสู่ขบวนการผลิต.

การเข้าสู่ขบวนการผลิต เป็นขั้นตอนหนึ่งซึ่งต่อเนื่องจาก การวิเคราะห์และการสำรวจตลาด การ
เตรียมตัวเข้าสู่การเป็นผู้เลี้ยงสุกรที่ดี จะทำให้การดำเนินการต่าง ๆ มีโอกาสประสบผลสำเร็จได้มาก อย่างไรก็ตาม
ก่อนการเข้าสู่ขบวนการผลิต ผู้ดำเนินการควรสำรวจความพร้อมของตนเองประกอบกันไปด้วย ว่าตนเองมีความ
พร้อมในการลงทุนการเลี้ยงสุกร มากน้อยเพียงใด มิฉะนั้นปัญหาต่าง ๆ อาจจะเกิดขึ้นตามมาในภายหลัง สิ่งที่

ต้องสำรวจตนเองประกอบด้วย
7.1 การประเมินตนเอง ประกอบด้วย

7.1.1 ความกระตือรือร้น ที่จะดำเนินการและมความเชื่อมั่นในตนเอง
7.1.2 ความขยันขันแข็ง อดทน ต่องานหนัก
7.1.3 การมีสุขภาพและอนามัยดี กระฉับกระเฉงว่องไว
7.1.4 การมองโลกในแง่ดี พร้อมจะยอมรับวิทยาการใหม่ ๆ เพื่อประโยชน์ของกิจการ
7.1.5 มีความริเริ่มที่ดี
7.1.6 มีความรับผิดชอบ ต่องานที่ทำ

7.1.7 เป็นผู้ที่สามารถตัดสินใจได้ โดยไม่ลังเลใจ หรือชักช้า
7.2 การเตรียมพร้อมเพื่อเป็นเจ้าของกิจการ
7.2.1 การฝึกอบรมและการศึกษา ผู้จะดำเนินกิจการควรผ่านการศึกษาหรืออบรมมาบ้าง

ตามความเหมาะสม
7.2.2 มีประสบการณ์ในการเลี้ยงสุกรมาบ้างประสบการณ์อาจเกิดขึ้นระหว่างการศึกษา
อบรมซึ่งจะช่วยให้การดำเนินกิจการสำเร็จได้ง่ายขึ้น
7.2.3 มีประสบการณ์ในการบริหารกิจการ ซึ่งสามารถหาประสบการณ์เหล่านี้ได้ระหว่าง

ศึกษา หรือการฝึกอบรม ความสามารถในการศึกษา จะช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
7.2.4 มีเวลา ที่จะดำเนินกิจการด้วยตนเอง อย่างเต็มที่
7.2.5 การศึกษาแหล่งเงินทุน และเตรียมพร้อม ด้านการเงิน
7.2.6 การมีมนุษย์สัมพันธ์ รู้จักการจูงใจลูกน้อง และลูกค้า

7.2.7 ศึกษาความเป็นไปได้ของการดำเนินการ เช่น ศึกษาด้านตลาดคู่แข่งขัน กฎหมายที่
เกี่ยวข้อง

8. การวางแผนการผลิตสุกร

การเริ่มต้นเลี้ยงสุกร จำเป็นต้องมีการวางแผนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนระยะสั้นหรือระยะ
ยาว แผนการผลิตระยะสั้นจะเน้นการใช้กำลังการผลิตที่มีอยู่อย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพ ส่วนแผนระยะยาว
เป็นการพิจารณาเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต การจัดหาเครื่องมือ และอุปกรณ์เพิ่มเติม หรือ การทดแทนของเก่า
การวางแผนการผลิตมีกระบวนการที่เกี่ยวข้อง หลายกระบวนการคือ

8.1 การเลือกทำเลที่ตั้ง
กระบวนการพิจารณาเลือกทำเลที่ตั้ง เป็นกระบวนการแรก ของการวางแผนการผลิต
เพราะการเลือกทำเลที่ตั้งที่ดี และเหมาะสมจะทำให้การดำเนินการ บรรลุเป้าหมายได้งาย ดังนั้น การตัดสินใจ

เลือกทำเลที่ตั้ง จะต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อไม่ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายที่ตั้งฟาร์มบ่อย ๆ เช่น

การเลือกที่ตั้งฟาร์มที่อยู่ใกล้ชุมชนเกินไป อาจทำให้ต้องย้ายฟาร์มได้ในอนาคต เนื่องจากมีการขยายพื้นที่อยู่อาศัย
ของประชาชน เข้าใกล้ฟาร์มมากขึ้น
8.2 การวางแผนกระบวนการการผลิต
กระบวนการผลิต จะต้องสอดคล้องกับ การวางแผนผังกระบวนการผลิต ซึ่งประกอบด้วย

แผนปฏิบัติงานและงบประมาณซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
8.2.1 แผนปฏิบัติงานประกอบด้วย
8.2.1.1 ชื่อของแผนการผลิต เช่น แผนการเลี้ยงแม่สุกร เพื่อผลิตลูกจำหน่ายหรือ

แผนการเลี้ยงสุกรขุนเป็นต้น
8.2.1.2 ระยะเวลาการดำเนินการ เป็นการกำหนด ระยะเวลาเริ่มต้นการดำเนินการ
และวันสิ้นสุดของแผนงาน กรณีเป็นแผนการผลิตอย่างต่อเนื่อง อาจไม่มีระยะเวลาสิ้นสุดของแผนการผลิตก็ได้
8.2.1.3 ทรัพยากรที่ต้องการ เช่น แหล่งเงินทุน บุคลากร เครื่องมือและอปกรณ์

ต่างๆที่จำเป็นต้องใช้ในแผนการผลิต

8.2.1.4 ผู้รับผิดชอบ แผนงานแต่ละแผนงาน ควรมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนเพื่อเพิ่ม
ประสิทธิภาพการดำเนินงาน
8.2.1.5 การประเมินผล ระบุวิธีการประเมินผล และระยะเวลาการประเมินผล

เพื่อสรุปผลการดำเนินการผลิตเป็นระยะ ๆ
8.2.2 แผนการควบคุมประกอบด้วย
8.2.2.1 การควบคุมแผนประจำปี ต้องระบุวิธีการควบคุมแผนการแต่ละปีเพื่อให้
8.2.2.2 การควบคุมกำไรเป็นการวางแผนเพื่อให้ได้กำไรและความก้าวหน้าของกิจการ

8.2.2.3 การควบคุมประสิทธิภาพให้ได้ผลผลิต ตามเป้าหมาย
8.2.2.4 การควบคุมด้านกลยุทธ์ ให้เป็นไป ตามแผนการผลิต
8.2.3 แผนงบประมาณการใช้จ่าย ประกอบด้วย
8.2.3.1 ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดเช่นค่าประชาสัมพันธ์

8.2.3.2 ค่าใช้จ่ายด้าน คน เงินเดือน ค่าจ้าง

8.3 การคาดหมายการผลิต
การวางแผนการผลิต ควรมีการคาดคะเน หรือประมาณการล่วงหน้า การคาดคะเน

ล่วงหน้า อาจมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง จึงต้องมีการตรวจสอบ เพื่อปรับค่าคาดคะเนให้นำไปใช้งานได้จริงการ
คาดคะเนที่ดี จะทำให้ สามารถนำไปเป็นแนวทางในการวางแผนการผลิตได้
8.4 การจัดตารางการผลิต
ตารางการผลิต เป็นการจัดลำดับของงาน เพื่อให้เป็นไปตามระบบ ทำให้สามารถ

ดำเนินการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตารางการผลิตสุกร อาจกำหนดเป็นรายปี โดยกำหนดเป้าหมาย
การผลิตสุกร ชนิดและประเภทต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้า และพยายามดำเนินการให้เป็นไปตามที่กำหนด
8.5 การจัดซื้อ
การจัดซื้อเป็นกิจกรรมที่สำคัญ ในระบบการผลิต การจัดซื้อมีผลต่อกำไร และการขาดทุน

ของระบบการผลิต การจัดซื้อจึงต้องมีวิธีการ และขั้นตอนต่าง ๆ ที่เหมาะสมโดยคำนึงถึง การประหยัดค่าใช้จ่าย
ประหยัดเวลา และสามารถใช้กำลังคนได้อย่างเต็มที่
8.6 การควบคุมคณภาพ

การผลิตสินค้าใด ๆ จำเป็นต้องควบคุม คุณภาพผลผลิตให้มีความเหมาะสม

และเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง การรักษาคณภาพผลผลิตของสุกร จำเป็นจะต้องมีการวางระบบการ


จัดการด้านการผลิตและการให้อาหารที่ดี รวมทั้งการวางแผนการปรับปรุงพนธุ์ไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผลผลิต
สุกรมีคุณภาพตามความต้องการของตลาดตลอดเวลา ซึ่งจะสามารถรักษาตลาดจำหน่ายไว้ได้อย่างมั่นคง

8.7 การควบคุมบำรุงเครื่องมือและอุปกรณ์
การเลี้ยงสุกรในปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในฟาร์มเป็นจำนวนมาก
เทคโนโลยีที่ทันสมัย มักเกี่ยวข้องกับเครื่องมือ และอุปกรณ์จำนวนมาก การวางแผนการบำรุงรักษาเครื่องมือ
และอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ เครื่องมือในฟาร์มมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ลดการชำรุดเสียหาย
และมีการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เครื่องมือ และอุปกรณ์บางชนิดมีผลต่อระบบการผลิตทั้งระบบ เช่น อุปกรณ์

ควบคุมอุณหภูมิในโรงเรือน อุปกรณ์สุขาภิบาล เป็นต้น การวางแผนการบำรุงรักษาที่ดี จะทำให้การผลิตไม่
หยุดชะงัก และไม่เกิดผลเสียหายต่อผลผลิต


9. แผนสำรองความเสี่ยงด้านการตลาด
แผนสำรองความเสี่ยงด้านการตลาดเป็นแผนงาน ที่กำหนดไว้ เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นในบาง
กรณี เช่น ปริมาณการผลิต จำนวนสุกรที่จำหน่ายไม่เป็นไปตามเป้าหมายการผลิตสุกร ไม่ทันกับความต้องการของ
ผู้ซื้อ หรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดหมายไว้ ซึ่งแผนดังกล่าวควรระบุวิธีแก้ไขไว้อย่างชัดเจน

10. ความล้มเหลวของการดำเนินการ
การดำเนินการผลิตใด ๆ ผู้ดำเนินการมีโอกาสที่จะประสบผลสำเร็จและประสบกับความล้มเหลวได้
ขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของการผลิตแต่สาเหตุการล้มเหลวที่สำคัญมี 3 ประการคือ

10.1 ปัญหาด้านการเงิน ความล้มเหลวของการผลิตที่เกิดจากการเงินไม่เพยงพออาจมีสาเหตุมา
จากการควบคุมด้านการจัดการที่ไม่ดีการควบคุมค่าใช้จ่ายไม่มีประสิทธิภาพ การใช้จ่ายเงินผิดวัตถุประสงค์ ใช้
เงินโดยไม่คุ้มการลงทุน หรือมีเงินไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินงาน ทำให้ไม่สามารถหาปัจจัยการผลิตที่ดีได้

10.2 ปัญหาด้านการจัดการ แม้ว่าปัญหาด้านการเงิน จะเป็นสาเหตุ ของความล้มเหลวของการ
ผลิตที่สำคัญ แต่ความล้มเหลวอาจเกิดจากการจัดที่ไม่ดีพอ ขาดประสบการณ์ในการดำเนินงาน หรือวิเคราะห์

การผลิต และการตลาดผิดพลาด
10.3 ปัญหาด้านเศรษฐกิจ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นน้อยกับการผลิต แต่เป็นสาเหตุหนึ่งที่อาจทำให้
การดำเนินงานล้มเหลวได้ เช่น อัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ยอดจำหน่ายต่ำเกิดปัญหาเงินเฟ้อ หรือการปรับ
ค่าจ้างภายในประเทศเป็นต้น

การวิเคราะห์และการวางแผนการผลิต เป็นขบวนการสำคัญ ที่ผู้ดำเนินการผลิตจำเป็น
จะต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก เพื่อเป็นหลักประกัน ให้กระบวนการผลิต สามารถดำเนินการได้อย่างมี
จุดมุ่งหมายและมีประสิทธิ์ภาพ อันจะส่งผลถึงการพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าของกิจการ นอกจากนี้การ
วิเคราะห์และการวางแผนการผลิต ยังแสดงถึงความรู้ และความสามารถของผู้ดำเนิน ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้กับ

ผู้ร่วมงานหรือผู้ร่วมกิจการได้เป็นอย่างดีในขณะเดียวกันควรมีการศึกษาสภาพการผลิต การจำหน่าย ของตลาด
สุกรของโลกและของประเทศโดยรวมเพื่อให้สามารถคาดการณ์ในการผลิตสุกรในแต่ละปีได้ถูกต้องซึ่งแสดงใน
ตารางต่าง ๆ ดังนี้


ตารางที่ 6 แสดงปริมาณการผลิตเนื้อสุกรในประเทศที่สำคัญของโลก หน่วย : พันตัน
ประเทศ 2544 2545 2546 2547 2548 2549 2550 %สัดส่วนปี 50
จีน 41,845 43,266 45,186 47,016 50,106 53,000 55,800 53.97

อียู-25 20,427 20,938 2,1150 21,192 21,102 21,450 21,500 0.80
สหรัฐฯ 8,691 8,929 9,056 9,312 9,392 9,543 9,809 9.49
บราซิล 2,230 2,565 2,560 2,600 2,800 2,745 2,875 2.78
รัสเซีย 1,560 1,630 1,710 1,725 1,735 1,800 1,910 1.85

แคนาดา 1,731 1,854 1,882 1,936 1,914 1,885 1,860 1.80
เวียดนาม - 1,209 1,257 1,408 1,602 1,713 1,832 1.77
แม็กซิโก 1,065 1,085 1,100 1,150 1,195 1,200 1,250 1.21

ฟิลิปปินส์ 1,064 1,095 1,145 1,145 1,175 1,215 1,205 1.20
ญี่ปุ่น 1,245 1,236 1,260 1,272 1,245 1,240 1,235 1.19
ไทย 659 719 688 752 744 787 879 0.85
อื่น ๆ 3,061 3,485 3,494 3,293 3,217 3,198 3,191 3.09
รวม 83,578 88,011 90,488 92,801 96,227 99,776 103,386 100.00

ที่มา:สมาคมผู้ผลิตและแปรรูสกรเพื่อการส่งออก,2550

ในปี 2549 ปริมาณการผลิตสุกรของโลกจะมีประมาณ 99776 พันตัน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อย

ละ 3.69 โดยจีนยังคงเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับหนึ่งของโลก รองลงมาได้แก่ ยุโรป สหรัฐอเมริกาและบราซิล ส่วน
บราซิล มีผลผลิตลดลงเล็กน้อยเนื่องจากมีปัญหาโรคปากและเท้าเปื่อย จากการคาดการณ์ ของ USDA สำหรับ

แนวโน้มในปี 2550 คาดว่าผลผลิตโลกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.62 เพิ่มขึ้นเกือบทุกประเทศโดยเฉพาะ จีน
ที่มีสัดส่วนถึง ร้อยละ 53.97


ตารางที่ 7 แสดงการบริโภคเนื้อสุกรของโลก หน่วย: พันตัน
ประเทศ 2545 2546 2547 2548 2549 2550 %สัดส่วนปี 50
จีน 43,193 45,054 46,648 49,652 52,536 55,324 54.04

อียู-25 19,746 20,043 19,773 19,466 20,072 20,122 19.66
สหรัฐฯ 8,685 8,816 8,817 8,671 8,657 8,874 8.67
บราซิล 2,453 2,420 2,337 2,476 2,580 2,715 2.65

รัสเซีย 2,377 2,373 2,562 2,507 2,530 2,501 2.44
แคนาดา 1,975 1,957 1,979 2,039 2,205 2,305 2.25
เวียดนาม 1,190 1,244 1,386 1,583 1,698 1,815 1.77
แม็กซิโก 1,349 1,423 1,556 1,556 1,585 1,640 1.60

ฟิลิปปินส์ 1,137 1,294 1,331 1,305 1,314 1,310 128
ญี่ปุ่น 1,072 1,167 1,169 1,198 1,240 1,272 124
ไทย 703 675 741 731 776 867 0.85
อื่นๆ 3,949 3,831 3,840 4,052 3,721 3,629 3.54

รวม 87,829 90,297 92,139 95,236 98,914 102,374 100.00
ที่มา:สมาคมผู้ผลิตและแปรรูสกรเพื่อการส่งออก,2550


ในปี 2549ประเทศที่ยังคงครองอนดับการบริโภคสูงสุดคือจีน โดยบริโภคในปริมาณ 52536 พันตัน และมี
อัตราการบริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ส่วนประเทศที่มีอัตราการบริโภคขยายตัวเพิ่มขึ้นได้แก่ รัสเซีย
บราซิล และเวียดนาม ส่วนไทยมีการบริโภคในปริมาณ 776 พันตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2548 ร้อยละ 6.15 สำหรับ
แนวโน้มในปี 2550 คาดว่าทุกประเทศทั่วโลกมีอัตราการบริโภคเพิ่มขึ้นร้อยละ 3. 50 รวมทั้งไทย คาดว่ามีอัตรา

เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.72

ตารางที่ 8 แสดงปริมาณการนำเข้าเนื้อสุกรที่สำคัญ ปี 2544 – 2550 หน่วย : พันตัน
ประเทศ 2544 2545 2546 2547 2548 2549 2550 %สัดส่วน

ปี2550
ญี่ปุ่น 1,068 1,162 1,133 1,302 1,339 1,250 1,228 29.00
รัสเซีย 528 834 725 629 765 800 825 19.48
สหรัฐฯ 431 486 538 499 464 463 467 11.03

แม็กซิโก 294 325 371 458 420 450 460 10.86
ฮ่องกง 260 275 302 332 305 310 317 7.49
โรมาเนีย 63 106 133 179 263 288 275 6.49

เกาหลีใต้ 123 155 153 220 328 254 220 5.19
แคนาดา 91 91 91 105 140 140 145 3.42
ออสเตรเลีย 38 55 67 77 99 90 99 2.34
ยูเครน 123 2 13 64 62 45 45 1.06

อื่นๆ 123 326 436 307 157 142 154 3.64
รวม 3,142 3,817 3,962 4,172 4,342 4,232 4,235 100


ที่มา:สมาคมผู้ผลิตและแปรรูสกรเพื่อการส่งออก,2550

ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้นำเข้าที่สำคัญของทั่วโลก แต่ระยะหลังมีการนำเข้าขยายตัวลดลงโดยปี 2549 นำเข้า
ชะลอตัวลงเนื่องจากญี่ปุ่นมีสต็อกในประเทศมาก ประกอบกับมีการปราบปรามการค้าแบบผิดกฎหมายซึ่งเป็น
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การนำเข้าเนื้อสุกรชะลอตัวลง ส่วนประเทศรัสเซียมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างตัวเนื่องตามภาวะ

เศรษฐกิจที่ขยายตัวดีขึ้น สำหรับแนวโน้มในปี 2550 คาดว่าจะมีการนำเข้าเล็กน้อย โดยนำเข้าเพิ่มขึ้นในรัสเซีย
แมกซิโก ฮ่องกงและแคนาดา เป็นต้น


การผลิต
ในปี 2551 การผลิตสุกรของไทยมีปริมาณ 11.70 ล้านตัว ลดลงจากปี 2550 ร้อยละ 13.60
เนื่องจากเกิดการระบาดของโรคเกี่ยวกับระบบหายใจทำให้สุกรในฟาร์มสูญเสียเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ต้นทุน
การผลิตสูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นผลให้ผู้ผลิตหลายรายประสบกับการขาดทุน บาง

รายชะลอการผลิตและบางรายต้องเลิกกิจการ จึงส่งผลทำให้ปริมาณการผลิตสุกรในปี 2551 ลดลง
แนวโน้มในปี 2552 คาดว่าการผลิตสุกรจะลดลงเล็กน้อย เนื่องจากการประสบกับภาวการณ์
ขาดทุนในปี 2551 ทำให้ผู้ผลิตไม่เพิ่มปริมาณการผลิตขึ้นจากเดิม โดยคาดว่าปริมาณการผลิตจะมีปริมาณ 11.44
ล้านตัว

การส่งออก
การส่งออกเนื้อสุกรของไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือเนื้อสุกรแช่เย็น และเนื้อสุกรแปรรูปปรุง

สุก ตลาดส่งออกที่สำคัญของคือ ฮ่องกง และญี่ปุ่น โดยเนื้อสุกรสดแช่เย็นส่งไปจำหน่ายยังตลาดฮ่องกง ส่วนเนื้อ
สุกรแปรรูปปรุงสุกส่งไปตลาดญี่ปุ่น
ิ่
สถานการณ์ส่งออกของไทยปี 2551 ส่งออกได้ 12,284 ตัน มูลค่าส่งออก 1,739 ล้านบาท เพม
จากปี 2550 โดยส่งออกเป็นเนื้อสุกรแช่เย็นได้ 3,703 ตัน มูลค่าส่งออก 342 ล้านบาท และเนื้อสุกรปรุงสุก 8,581

ตัน มูลค่า 1,396 ล้านบาท
แนวโน้มการส่งออกปี 2552 คาดว่าจะส่งออกได้มูลค่า 1,788 ล้านบาท โดยคาดว่าการส่งออก
เนื้อสุกรสดได้ประมาณ 3,500 ตัน ส่วนการส่งออกเนื้อสุกรปรุงสุกคาดว่าจะส่งออกได้ประมาณ 8,600 ตัน ส่วน
ปริมาณการนำเข้าสุกรในประเทศประกอบด้วยเครื่องในรวมและตับสดแช่แข็งดังแสดงในตารางที่ 4


ตารางที่ 9แสดงปริมาณการนำเข้าเครื่องในสุกรสดแช่แข็งและตับสดแช่แข็งจากต่างประเทศ หน่วย: ตัน
ประเทศ 2550 2551

เครื่องใน ตับ เครื่องใน ตับ
ออสเตรเลีย 2062 1786 1738 1611
เกาหลี 2346 2344 2144 2104

กลุ่มยุโรป 4670 182 7117 1374
อื่น ๆ 417 391 463 440
รวม 9495 4668 11462 5529
ที่มา:สมาคมผู้ผลิตและแปรรูสกรเพื่อการส่งออก,2550


การนำเข้าเครื่องในจากต่างประเทศ เป็นการทำลายอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรของประเทศไทย และยังมี
ความเสี่ยงในเรื่องการนำโรคเข้าสู่สุกรในประเทศ เนื่องจากเครื่องในสุกรอาจเป็นแหล่งรวมของเชื้อโรคจาก

ต่างประเทศ และยังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรและผู้ประกอบการโรงงานชำแหละสุกรของไทย ที่ไม่
สามารถแข่งขันราคากับต่างประเทศได้เนื่องจากราคาเครื่องในและตับจากต่างประเทศมีราคาต่ำกว่า
ภายในประเทศ โดยราคานำเข้าอยู่ที่ 29 บาทต่อกิโลกรัม ในปี 2551 ส่วนราคาจำหน่ายอยู่ที่ 55 – 60 บาท ต่อ
กิโลกรัม ในขณะที่ราคาตับสุกรของไทยจำหน่ายที่ราคา 90 – 120 บาทต่อกิโลกรัม อันเป็นผลทำให้ผู้บริโภคหันไป

บริโภคอวัยวะดังกล่าวจากต่างประเทศเนื่องจากราคาต่ำและไม่ได้ข้อเท็จจากจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สรุปเนื้อหาบทที่ 1
การวิเคราะห์และการวางแผนการผลิต เป็นขบวนการสำคัญ ที่ผู้ดำเนินการผลิตจำเป็นจะต้องคำนึงถึง

เป็นอันดับแรก เพื่อเป็นหลักประกัน ให้กระบวนการผลิต สามารถดำเนินการได้อย่างมีจุดมุ่งหมายและมี
ประสิทธิ์ภาพ อันจะส่งผลถึงการพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าของกิจการ นอกจากนี้การวิเคราะห์และการวาง
แผนการผลิต ยังแสดงถึงความรู้ และความสามารถของผู้ดำเนิน ซึ้งจะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ร่วมงานหรือผู้ร่วม
กิจการได้เป็นอย่างดี

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. กรมอาชีวศึกษา. 2545. เอกสารประกอบการฝึกอบรมอาจารย์ผู้สอน : การ ผลิตสุกร

เล่ม1 . กรุงเทพมหานคร: กรมอาชีวศึกษา .
คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์สภาผู้แทนราษฎร. 2537. ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจของ
สหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกร . นครปฐม. ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมการเลี้ยงสุกรแห่งชาติ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำแพงแสน .


วิชัย วัชญสิริ . 2547 . เอกสารประกอบการประชุมสัมมนา เร่งปฏิบัติการครู – อาจารย์ ผู้สอนวชาชีพเพื่อ
พิจารณาความพร้อม และทกษะการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจของนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา :

เรื่อง กลยุทธ์การตลาด รุ่นที่ 1 วันที่ 15 – 19 มีนาคม.
สำนักงานคณะกรรมการ อาชีวศึกษา: สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ.

สำนักมาตรฐาน การอาชีวศึกษา และวิชาชีพ. 2547. เอกสารประกอบชุดฝึกอบรมที่ 1 : เรื่อง ยทธวิธี

การตลาด . 15 – 19 มีนาคม . สำนักงานคณะกรรมการ อาชีวศึกษา: สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษา
และวิชาชีพ.

สำนักมาตรฐาน การอาชีวศึกษา และวิชาชีพ. 2547 . เอกสารประกอบชุดฝึกอบรมที่ 1 . เรื่องลักษณะของ
ธุรกิจขนาดย่อม . 15 – 19 มีนาคม . สำนักงานคณะกรรมการ อาชีวศึกษา:สำนักมาตรฐานการ
อาชีวศึกษาและวิชาชีพ.
สำนักมาตรฐาน การอาชีวศึกษา และวิชาชีพ. 2547 . เอกสารประกอบชุดฝึกอบรมที่ 1 . เรื่องSWOT. 15 –
19 มีนาคม . สำนักงานคณะกรรมการ อาชีวศึกษา: สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ.

สำนักมาตรฐาน การอาชีวศึกษา และวิชาชีพ. 2547 . เอกสารประกอบชุดฝึกอบรมที่ 1 . เรื่อง การตัดสินใจที่
จะ ประกอบธุรกิจขนาอย่อม . 15 – 19 มีนาคม . สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา:สำนัก
มาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ.

ปริมาณการผลิตเนื้อสุกร,(2550).สมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก . [on - line
].Avaiable: http://hypnos.cpportal.net/[2551,มีนาคม15].
ภาพรวมสถานการณ์สุกรปี 2551, ( 2551) สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ.[on - line ].Avaiable:
http://www.swine thailand. Or.th /[2551,มีนาคม15].

แบบทดสอบท้ายบทเรียนบทที่ 1


คำสั่ง จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว
1. ข้อใดเป็นสถานที่ทำกิจกรรมตลาดสุกร
ก. เขียงสุกร
ข. โรงชำแหละสุกร

ค. โรงเรือนเลี้ยงสุกร
ง. บ้านพักเจ้าของฟาร์ม
2. ข้อใดเป็นตลาดสุกรที่อยู่ใกล้ชิดผู้บริโภคในชุมชนมากที่สุด
ก. ตลาดหมู่บ้าน

ข. ตลาดประจำอำเภอ
ค. ตลาดประจำจังหวัด
ง. ตลาดกลางกรุงเทพฯ
3. ข้อใดเป็นจุดแข็งทางการตลาดของผู้ผลิตสุกร

ก. ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า
ข. พื้นที่ตั้งฟาร์มมีขนาดใหญ่
ค. ถนนเข้าสู่ฟาร์มเป็นถนนลูกรัง

ง. มีบ่อบำบัดน้ำเสียในฟาร์มอย่างถูกต้อง
4. ข้อใดเป็นวิธีการสำรวจตลาดที่ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากที่สุด
ก. สัมภาษณ์ส่วนตัว
ข. สอบถามทางโทรศัพท์
ค. ศึกษาข้อมูลจากสื่อต่างๆ

ง. ส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์
5. ข้อใดเป็นยุทธวิธีการตลาดนิยมใช้ในการจำหน่ายสินค้าทั่วๆไป
ี่
ก. การจำหน่ายสินค้าทมีคณภาพ

ข. การจำหน่ายสินค้าราคายุติธรรม
ค. มีการโฆษณาสินค้าผ่านสื่อต่าง ๆ
ง. พยายามหาพื้นที่ผลิตและจำหน่ายที่เป็นแหล่งชุมชน



6. ข้อใดมีความสำคัญต่อการครอบครองตลาดสุกร

ก. ผลิตสุกรให้มีขายอย่างต่อเนื่อง
ข. ผลิตสุกรโดยใช้อาหารที่มีคณภาพราคาแพง

ค. มีขนาดของสุกรที่ตลาดต้องการขายเป็นช่วงๆ
ง. ฉกฉวยโอกาสรีบขึ้นราคาสุกรเมื่อสุกรขาดตลาด

7. ข้อใดเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการดำเนินงานฟาร์มมากที่สุด
ก. การรวบรวมเงินทุน

ข. การเลือกทำเลที่ตั้งฟาร์ม
ค. การเขียนแผนดำเนินการ
ง. การควบคุมคุณภาพการผลิต
8. การเลี้ยงสุกรให้ประสบผลสำเร็จควรใช้ยุทธวิธีใด

ก. ผลิตสุกรให้คุณภาพ
ข. มีการส่งเสริมการตลาด
ค. ตั้งราคาขายตามสถานการณ์
ง. ใช้จ่ายน้อย ๆ ได้ผลผลิตมาก ๆ

9. แผนสำรองความเสี่ยงมีไว้เพอจุดประสงค์ใด
ื่
ก. เพื่อความเชื่อถือของกิจการ
ข. เพื่อป้องกันความล้มเหลวของกิจการ
ค. เพื่อเป็นอำนาจในการต่อรองด้านการตลาด


ง. เพื่อเป็นแนวทางในการแกไขปัญหาในอนาคต
10. ข้อใดเป็นสาเหตุสำคัญของความล้มเหลวของกิจการ
ก. ราคาผลผลิตตกต่ำ


ข. บุคลากรไม่มความรู้
ค. การผลิตไม่มีคุณภาพ
ง. มีปัญหาเรื่องการจัดการเงิน



เฉลยแบบทดสอบบทที่ 1

1. ก

2. ก
3. ก
4. ก
5. ค

6. ก
7. ข
8. ง
9. ง

10. ค


Click to View FlipBook Version