พระพุพุ พุ ท พุ ทธเจ้จ้ จ้ า จ้ าออกบวช
ประวตัพิระพุทธเจ้าออกบวช พระบิดาไม่ต้องการให้เจ้าชายสิทธั ตถะเป็นศาสดาเอกของโลกจึง พยายามหาความสุขมาให้โดยสร้าง ปราสาท3ฤดูให้อยู่ประทับ เพื่อ เตรียมราชาภเิษก (แต่งงาน) เมื่อ พระชนมายุ16 พรรษา(16ปี) ทรง อภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา หรือยโสธราพระธิดา ของเจ่ากรุงเทวทหะซึ่งเป็นพระญาติ ฝ่ายพระมารดาเจ้าชายสิทธัตถะ อายุ29พรรษาพระนางพมิพาได้ประ สูตพิระราชโอรส มีพระนามว่า “ราหุ ล ” หมายถึง “ บ่วง ” หนึ่งพระพุทธเจ้า ทรงเบื่อความจา เจในปราสาท และ เห็นคนแก่เจ็บ คนป่วย คนตายและ นักบวช โดยเทวทูต(เทวดา) ได้ แปลงกายมา
เหตุการณ์การออกผนวชจากหลัก ฐานชั้นอรรถกถากล่าวว่า เมื่อเจ้า ชายสิทธัตถะเจริญวัยจนมีพระ ชนมายุได้ 29 พรรษาแล้ว ทรงเสพ สุขอยู่บนปราสาท 3 ฤดู มีความสุข ทางโลกบริบูรณ์ จนวันหนึ่งได้เสด็จ ประพาสอุทยาน ครั้งนั้นเทวดาได้ เนรมิตเทวทูต 4 อันได้แก่ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช เมื่อ เจ้าชายสิทธัตถะได้ทอดพระเนตร เห็นเทวทูตทั้ง 4 ก็ทรงบังเกิดความ สังเวชในพระทัย และใคร่เสด็จออก ผนวชเป็นสมณะวันที่เ ที่ จ้าชายราหุล ประสูตินั้น เป็นวันที่เจ้าชายสิทธัต ถะเสด็จออกบรรพชา ด้วยทรงเบื่อ ในเพศฆราวาสอันเต็มไปด้วยกิเลส จึงทรงเห็นว่าเพศบรรพชิตเท่านั้นที่ ประเสริฐ
เมื่อทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คน ตาย และสมณตามลำ ดับ จึงทรงคิดว่าชีวิต ของทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ จึงเกิดแนวความคิด ว่าธรรมดาในโลกนี้มีของคู่กันอยู่ เช่น มี ร้อนก็ต้องมีเย็น , มีทุกข์คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ต้องมีที่สุดทุกข์ คือ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ทรงเห็นความสุขทางโลกเป็น เพียงมายา ความสุขในกามคุณ เป็นความสุขจอมปลอม เป็น เพียงภาพมายาที่ ชวนให้หลง ว่าเป็นความสุขเท่านั้น ใน ความจริงแล้วไม่มีความสุข ไม่มี ความเพลิดเพลินใดที่ไม่มี ความทุกข์เจือปน วิถีทางที่จะพ้นจากความทุกข์ ของชีวิตเช่นนี้ได้ หนทางหลุด พ้นจากวัฏสงสาร จะต้องสละ เพศผู้ครองเรือนเป็นสมณะ
สมาชิกในกลุ่ม นายอภิเดช กุ่มประสิทธิ์ เลขที่9 ม.6/13 นายอมรเทพ เชียวกลาง เลขที่10 น.ส.เขมจิรา วานสิน เลขที่24 น.ส.ปิยฉัตร อยู่ประเสริฐ เลขที่30 นายธันวรัตน์ ไชยณรงค์ เลขที่3 น.ส.อรดี ธันญาณนท์ เลขที่36