The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทที่ 8 การเปรียบเทียบภาษาไทยถิ่น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chutima241119, 2022-11-22 10:21:02

บทที่ 8 การเปรียบเทียบภาษาไทยถิ่น

บทที่ 8 การเปรียบเทียบภาษาไทยถิ่น

บทที่ 8
การเปรยี บเทียบภาษาไทยถน่ิ

ภาษาไทยถ่ินที่พูดอยู่ตามท้องถ่ินของประเทศไทยต่างก็เป็นภาษาถ่ินของตระกูลไทด้ังเดิม
(Proto-Tai) ที่แตกต่างกันไป ถ้าหากถ่ินใดมีลักษณะทั่วไปทางเสียง คำ และความหมายเหมือนกัน
หรือคล้ายคลึงกันก็จดั อยู่ในภาษาถิ่นน้ัน ๆ ในประเทศไทยสามารถแบ่งภาษาถิ่นออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่
ได้แก่ ภาษาไทยถ่ินกลาง หรอื ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาไทยถิ่นใต้ ภาษาไทยถิ่นอสี าน และภาษาไทย
ถิ่นเหนือ เม่ือศึกษาภาษาถิ่นดังกล่าวแล้วจะทำให้มีความเข้าใจ และมองเห็นความคล้ายคลึงหรือข้อ
แตกต่างระหวา่ งภาษาถิ่นกับภาษาไทยมาตรฐาน หรือระหว่างภาษาถ่ินด้วยกันอย่างชดั เจนมากย่ิงขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน่วยเสียง ลักษณะคำศัพท์ และความหมาย ซึ่งในบทท่ี 8 จะเปรียบเทียบให้เห็น
ภาพที่ชัดเจนอย่างเป็นระบบ โดยมีรายละเอียดประกอบด้วย ความแตกต่างระหว่างภาษาไทยถ่ิน
การเปรียบเทียบภาษาไทยถิ่นใต้กับภาษาไทยมาตรฐาน การเปรียบเทียบภาษาไทยถิ่นอีสานกับ
ภาษาไทยมาตรฐาน และการเปรยี บเทยี บภาษาไทยถ่ินเหนอื กบั ภาษาไทยมาตรฐาน

ความแตกต่างระหวา่ งภาษาไทยถนิ่

ภาษาถ่ินตระกูลไทถ่ินต่าง ๆ เป็นท่ียอมรับกันโดยท่ัวไปว่าภาษามีสําเนียงการพูด หรือ
ลักษณะการพูดแตกต่างกันไปตามภูมิศาสตร์ของท้องถ่ินน้ัน ๆ จากภาคหนึ่งไปยังอีกภาคหนึ่ง หรือ
จากจังหวัดหนึ่งไปยังอีกจังหวัดหน่ึง หรือแม้กระทั่งจากอำเภอหน่ึงไปยังอีกอำเภอหน่ึง ตามกลุ่มหรือ
ท้องถิ่นของภาษาไทยถ่ินน้ัน ความแตกต่างของแต่ละถ่ินน้ันจากการศึกษาคำศัพท์ของภาษาไทยถ่ิน
ต่าง ๆ จะพบว่ามีลักษณะของความแตกต่างกัน สรุปได้ 4 ลักษณะ ดังนี้ (เรืองเดช ปันเขื่อนขัติย์.
2531: 101-110)

1. ระบบเสยี งตา่ งกนั (Phonological Difference)
2. ระบบคำต่างกัน (Morphological Difference)
3. ระบบการเรียงคาํ ตา่ งกัน (Syntactic Difference)
4. ระบบความหมายต่างกนั (Semantic Difference)

134

1. ระบบเสยี งต่างกัน (Phonological Difference)

การศึกษาความแตกต่างระหว่างภาษาถ่ินตระกูลไทดว้ ยกัน เราจะพบความแตกต่าง
ในด้านระบบเสียงมากที่สุด จึงมีภาษิตไทยโบราณที่บอกว่า “สำเนียงบอกภาษา” กล่าวคือ เราจะรู้วา่
คนนี้ไม่ใช่เป็นคนถ่ินเดียวกันก็อาศัยสำเนียงการพดู ของเขาเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เราทราบได้ภาษาต่างกัน
ทำให้สำเนียงการพูดต่างกันไปด้วย ระบบเสียงที่วา่ น้ี ได้แก่ เสียงสำคัญท่ีใช้พูดในภาษาน้ัน ๆ ที่เรียก
กนั ในหมู่นักภาษาวา่ หน่วยเสยี ง (phoneme) น่ันเอง เชน่ หน่วยเสยี งพยญั ชนะ (consonants) สระ

(vowels) วรรณยุกต์ (tone) และเสียงกวบกล้ำ (clusters) ที่ใช้พูดในภาษาถิ่นนั้น ๆ ซ่ึงเสียงสำคัญ
ดังกล่าวนี้แต่ละถ่ินจะมีจำนวนไม่เท่ากัน เช่น ภาษาไทยถ่ินกรุงเทพฯ มีหน่วยเสียงพยัญชนะ 21
หน่วยเสียงสระ 21 หน่วยเสียง วรรณยุกต์ 5 หน่วยเสียง ส่วนภาษาไทยถิ่นอ่ืน ๆ จะมีมากกว่า หรือ
นอ้ ยกว่าแลว้ แตร่ ะบบเสยี งของภาษาถน่ิ นั้น ๆ

2. ระบบคำต่างกัน (Morphological Difference)

ภาษาไทยถ่ินต่าง ๆ ที่พูดอยู่ท้ังในประเทศและต่างประเทศท่ีจัดอยู่ในตระกูลภาษา
ไทนั้นก็เพราะพบคำศัพท์ต่าง ๆ ที่ใช้เรียกสิ่งเดียวกันเหมือน หรือคล้ายคลึงกัน แม้จะมีพยัญชนะต้น
หรือตัวสะกดเปล่ียนไป หรือแม้สระตัวกลางจะต่างกันไปบ้างแต่ก็พอทราบได้ว่าคำนั้นเป็นคำมาจาก
ภาษาไทด้ังเดิม (Proto-Tai) เดียวกัน และถือเป็นคำศัพท์ร่วมตระกูล (Cognate) กันได้ เช่น คึด
(อีสาน) กึ๊ด (เหนือ) คิด (กรุงเทพฯ) เป็นต้น อย่างไรก็ตามคำศัพท์เหล่านี้จะเหมือนกันหรือคล้ายกัน
ทุกศัพทท์ ุกคำหามิได้ เพราะยงั มีคำศพั ท์อกี เป็นจำนวนมากทใี่ ชเ้ รยี กสงิ่ เดยี วกันตา่ งกันไป

3. ระบบการเรียงคำตา่ งกัน (Syntactic Difference)

ภาษาถ่ินตระกูลไท ไม่ว่าภาษาไทยถิ่นใดจะมีโครงสร้างประโยคคล้ายคลึงกันเป็น
ส่วนใหญ่ จะมีที่แตกต่างกันไปบ้างในบางถ่ินก็เป็นเพียงส่วนน้อย เช่น คำคุณศัพท์โดยท่ัวไปจะอยู่
ตามหลังคำนามท่ีขยายเสมอ แตถ่ ้าพบคำใคกต็ ามที่มีคณุ ศพั ทอ์ ยหู่ นา้ ก็แสดงวา่ ภาษาไทยถิ่นน้นั ไดร้ ับ
อิทธิพลจากรากภาษาอ่ืน จากระบบ ประธาน + กริยา+กรรม เป็น ประธาน+กรรม+กริยา อีกอย่าง
หนึ่งภาษาไทยถ่ินต่าง ๆ โดยปกติถ้ามีคำขยายคำวิเศษณ์คำที่มาขยายน้ันมักจะตามหลังเสมอ แต่มี
บางคำท่ีบางภาษาถิ่นนำเอาคำวิเศษณ์มาวางไว้หน้าคำท่ีถูกขยาย เช่นคำว่า “จ้าด” หรือ “ชาติ”
ความหมายว่า “มาก” ในภาษาไทยถิ่นเหนือและไทยถิ่นใต้ จะวางไว้หน้าคำที่ถูกขยายเสมอ เช่น ดี
มาก-จ้าดด,ี เยอะมาก-จา้ ดหลาย, เขาอยากได้เหลอื เกิน-เปนิ้ จา้ ดใคร่ได้ เป็นตน้

135

4. ระบบความหมายต่างกัน (Semantic difference)

ภาษาถ่ินใดท่ียังมีคนพูดใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ถือวา่ เป็นภาษาที่ยังมีชีวติ อยู่ ดังน้ัน
คำศัพท์ท่ีใชใ้ นภาษาจะตอ้ งมีการเปล่ียนแปลงอยู่เสมอ ภาษาจะไม่มีการเปล่ียนแปลงก็ต่อเมื่อไม่มีคน
ใช้ ภาษานอกจากจะมีการเปลี่ยนแปลงทางดา้ นระบบเสียงระบบคำแล้ว ยังมีการเปลี่ยนแปรทางด้าน
ความหมายอีกด้วย การเปลี่ยนแปลงทางความหมายไม่ได้เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา และเห็นได้
ชัดเจนเหมือนกับการเปล่ียนแปลงทางด้านระบบเสียง การเปล่ียนแปลงความหมายจะเกิดข้ึนเฉพาะ
กับภาษาตระกูลเดียวกันแต่ต่างถ่ินกันเท่าน้ัน การท่ีเราจะสามารถทราบได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลง
ความหมายเกิดขึ้นก็ต่อเม่ือเรานำคำศัพท์ภาษาไทยถิ่นหน่ึงไปเปรียบเทียบกับอีกถิ่นหนึ่ง จึงทราบได้
ว่ามีการเปล่ียนแปลงความหมายในลักษณะ 3 ประการ คือ มีความหมายกว้างขึ้น หรือลดลง หรือ
ยา้ ยท่ี กลา่ วคือ ถ้าคำศัพท์นัน้ มีความหมายกวา้ งขน้ึ จะเรียกวา่ มีความหมายกวา้ งขึ้น ถ้ามีความหมาย
ลดลง เรียกว่า มีความหมายแคบลง หรือถ้ามีความหมายย้ายที่ไปเรียกอีกสิ่งหนึ่ง เราเรียกว่า มี
ความหมายย้ายท่ี ลักษณะการเปล่ียนแปลงความหมายท้ังสามประการดังกล่าวมักจะพบอยู่เสมอ
ระหว่างภาษาถ่ินตระกูลไทด้วยกัน จึงเห็นว่าภาษาถิ่นตระกูลไทยนั้นมีความแตกต่างทางด้าน
ความหมายอยู่พอสมควร แม้จะไมม่ ากเท่ากบั ด้านระบบเสียงระบบคำก็ตาม

ความแตกต่างระหว่างภาษาไทยถิ่นต่าง ๆ ดังกล่าวมาท้ังหมดเป็นความแตกต่างท่ีพบเห็น
โดยทั่วไปเสมอ เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างภาษาถิ่นหนึ่งกับอีกถ่ินหน่ึง แต่ความแตกต่างที่นักภาษา
ถือว่าเป็นความแตกตา่ งที่สมควรจดั เปน็ ภาษาถ่นิ หนง่ึ ได้น้นั ขึ้นอย่กู ับความแตกตา่ ง 2 ประการ คอื

1. ความแตกต่างทางด้านระบบเสียง หรือสำเนียงการพูด ซ่ึงมีลักษณะที่แตกต่างจากอีกถ่ิน
หนึ่งอย่างเห็นได้ชัดเจน เช่น ภาษาไทยถิ่นสุพรรณบุรี มีสำเนียงการพูดแตกต่างจากภาษาไทย
กรงุ เทพฯ ก็ถือว่าเป็นภาษาถนิ่ ย่อยของภาษาไทยกลาง เป็นตน้

2. ความแตกต่างทางด้านระบบคำ หรือทางด้านคำศัพท์ ภาษาถ่ินแต่ละถิ่นจะมีคำศัพท์
เฉพาะถิ่นใช้ในภาษาถ่ินของตนอยู่พอสมควร เช่น คำลงท้าย (particle) ดำสรรพนาม และคำเรียก
สิง่ ของต่าง ๆ แตกตา่ งจากถิ่นหนึ่ง เป็นต้น คำศัพท์เหล่าน้ีจะมีความแตกต่างกันจำนวนมาก หรือน้อย
ขึ้นอยู่กับกลุ่มของภาษาถิ่น และความใกล้ไกลทางด้านภูมิศาสตร์ที่ภาษาถ่ินน้ันพูดอยู่ กล่าวโดยสรุป
ภาษาถิ่นใดเมื่อมีความแตกต่างท้ังสองประการดังกล่าวเกิดขึ้น สมควรจัดภาษาถิ่นน้ันเป็นภาษาถ่ิน
ยอ่ ยของภาษาถน่ิ ที่มลี ักษณะทัว่ ๆ ไป เหมอื นกนั หรอื คลา้ ยกนั มากท่ีสดุ

136

นอกจากนี้ วิไลศักดิ์ ก่ิงคำ (2547: 67) ได้กล่าวว่า การศึกษาภาษาถ่ินจะทำให้เข้าใจและ
ทราบซึ้งในตวั ภาษามากย่งิ ขนึ้ โดยมเี กณฑ์การแบ่งวิธกี ารเพ่ือทำให้เหน็ ข้อแตกตา่ ง 3 วธิ ี ดงั นี้

1. คำท่ีมีหน่วยเสียงคล้ายกันทุกอย่าง คือ มีหน่วยเสยี งคล้ายคลึงกนั ท้ังหน่วยเสียงพยญั ชนะ
หน่วยเสียงสระ หรอื หนว่ ยเสยี งวรรณยุกต์ และความหมายคล้ายกนั

2. คำท่ีมีหน่วยเสียงคล้ายกันบางอย่าง คือ เป็นคำศัพท์ภาษาถ่ินท่ีมีหน่วยเสียงแตกต่างกัน
บ้าง ท้ังหน่วยเสียงเสียงพยัญชนะ หน่วยเสียงสระ หรือหน่วยเสียงวรรณยุกต์ แต่ความหมาย
เหมอื นกนั

3. คำท่ีแตกต่างกัน คือ เป็นคำศัพท์ภาษาถ่ินที่มีหน่วยเสียงแตกต่างกันทุกอย่าง ทั้งหน่วย
เสียงเสียงพยญั ชนะ หน่วยเสียงสระ หรือหน่วยเสียงวรรณยุกต์ แต่ความหมายเหมอื นกนั

แม้ว่านักวิชาการจะมีเกณฑ์การแบ่งเพ่ือให้ให้เห็นความคล้ายคลึงหรือข้อแตกต่างท่ีไม่
เหมือนกันทั้งหมด แต่เม่ือพิจารณาตามเกณฑ์แล้ว การเปรียบเทียบก็เป็นไปในทิศทางทางเดียวกัน
เม่ือศึกษาภาษาถ่ินแต่ละถิ่น สามารถแสดงความคล้ายคลึงหรือแตกต่างได้ชัดเจน โดยจะกล่าวถึงใน
หวั ขอ้ ต่อไป

การเปรียบเทียบภาษาไทยถิ่นใต้กับภาษาไทยมาตรฐาน

ภาษาไทยถน่ิ ใต้กับภาษาไทยมาตรฐาน มีความแตกต่างกนั ในเร่ืองเสยี ง และคำศพั ท์ ดังน้ี
1. หน่วยเสียงพยัญชนะ

หน่วยเสียงพยัญชนะที่แตกต่างกันระหว่างภาษาไทยถ่ินใต้กับภาษาไทยมาตรฐาน
ดงั นี้

1.1 ภาษาถน่ิ ใต้มีท้ังเสียง /n /͂ ญ และ /y/ ย แต่ในภาษาไทยมาตรฐานมเี พยี งเสียง
/y/ ย

1.2 ภาษาถิ่นใต้ไม่มีเสียง /ŋ/ ง คำในภาษาไทยมาตรฐานท่ีเป็นเสียง ง ในภาษาถ่ิน
ใตจ้ ะเปลีย่ นเปน็ เสียง /h/ ห ฮ

137

1.3 ภาษาถิ่นใต้ไม่มีเสียง /r/ ร เสียง /r/ ร ในภาษาไทยมาตรฐานจะเป็นเสียง /l/
ล ในภาษาไทยถนิ่ ใต้

1.4 ภาษาถิ่นใต้มีเสียงพยัญชนะต้นแตกต่างจากภาษาไทยมาตรฐาน แต่ไม่ปรากฏ

คำมากนกั

1.5 พยัญชนะต้นควบกล้ำในภาษาถ่ินใต้มีมากกว่าภาษาถ่ินอื่น แต่มีความแตกต่าง
จากภาษาไทยมาตรฐาน คือ คำในภาษาไทยมาตรฐานท่ีเป็นคำ 2 พยางค์ ท่ีพยางค์หน้าเป็นเสียง อำ
และพยางค์หลังมีพยัญชนะต้น ร ล ภาษาถ่ินใต้จะตดั ออก เหลือไว้เพียงตัวสะกด /m/ มารวมกับ /l/
ที่อยูใ่ นพยางค์ต่อมา ทำให้กลายเปน็ เสยี งควบกลำ้ /ml/ เช่น (พจนี ศริ อิ กั ษรสาสน์. 2554: 184)

ภาษาถิ่นใตอ้ อกเสยี ง ความหมาย

ไมล้ กำไร กำไล

มลึง ตำลึง

1.6 คำท่ีมีเสียง /f/ ในภาษาไทยมาตรฐาน จะเปลี่ยนเป็นเสียง /khw /
ในภาษาถน่ิ ใต้ และเสียง /khw/ ในภาษาไทยมาตรฐาน ส่วนมากจะเป็นเสียง /f/

1.7 คำท่มี ีเสียงควบกล้ำในภาษาไทยมาตรฐานบางคำ เมื่อเป็นภาษาถนิ่ ใต้อาจถกู ละ
เสียงควบ หรอื เปล่ียนเสยี งพยญั ชนะ

1.8 เสียงพยัญชนะท้ายในภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถ่ินใตส้ ่วนใหญ่จะออกเสียง
ตรงกัน

2. หน่วยเสยี งสระ
หน่วยเสียงสระในภาษาถ่ินใตม้ ีท้ังหมด 21 หน่วยเสียง แบ่งเป็นสระเดย่ี ว 18 หน่วย

เสียง สระประสม 3 หน่วยเสียง (วไิ ลศักดิ์ กิ่งคำ. 2547: 28) ข้อสังเกตท่ีน่าสนใจเก่ียวกับหน่วยเสียง
สระ มีดงั นี้ (พจนี ศิรอิ กั ษรสาสน์. 2552: 170)

2.1 สระเสียงส้ันในแม่ ก กา ใน สงขลาไม่ออกเสียงสั้นเหมือนในกรุงเทพ แต่
ออกเป็นเสียงครึ่งส้ันคร่ึงยาว คือเป็นเสียงอยู่ระหว่างสระส้ันและยาว เช่น เสียง อะ ในกรุงเทพฯ ใน
สงขลาจะออกเป็นเสยี งยาวกว่า อะ ใน กรุงเทพฯ แต่จะส้ันกว่า อา ในกรุงเทพ

138

2.2 สระประสมถิ่นใต้มีเฉพาะสระประสมเสียงยาว ส่วนสระประสมเสียงส้ันไม่มีคำ
ใช้ หรอื ถ้าพบกม็ นี อ้ ยมาก

3. หนว่ ยเสียงวรรณยุกต์
หน่วยเสียงวรรณยุกตใ์ นภาษาไทยถ่ินใต้ ซ่ึงได้แบง่ หน่วยเสียงวรรณยุกต์ออก เป็น 7

หน่วยเสียง ดงั นี้ (วิไลศกั ดิ์ ก่ิงคำ. 2547: 31)
3.1 หน่วยเสียงวรรณยุกต์ที่เป็นปฏิภาค หน่วยเสียงวรรณยุกต์ภาษาถ่ินใต้ท่ีเป็น

ปฏภิ าคกบั หน่วยเสียงวรรณยุกต์ในภาษาไทยมาตรฐาน ไดแ้ ก่ /˜/ ปฏิภาคกับ กลางระดบั / ̄ / ปฏภิ าค
กับ /ˋ/ /ˆ/ ปฏิภาคกับ กลางระดับ /ˇ/ ปฏิภาคกับ /ˇ/ /ˋ/ปฏิภาคกับ /ˊ/ / /̄ ปฏิภาคกับ /ˆ/
/ˆ/ ปฏิภาคกับ กลางระดับ และกลางระดับ ปฏิภาคกับ /ˋ/

3.2 ข้อสังเกตภาษาไทยถิ่นใต้ พบว่ามีหน่วยเสียงวรรณยุกต์ที่เหมือนกับภาษาไทย
ถน่ิ เหนือ คือ หน่วยเสียงสูง-ระดบั จำนวนหน่วยเสียงวรรณยุกต์ของภาษาไทยถน่ิ ใต้ มจี ำนวนมากกว่า
ภาษาไทยถ่ินอ่ืน ๆ (กลาง อีสาน เหนือ) มีหน่วยเสียงวรรณยุกต์กลางเพ้ียน (กลาง-ข้ึน) ตรงกับ
ภาษาไทยถ่ินอสี าน

4. การเปรียบเทียบคำศัพท์ภาษาไทยถิ่นใต้กับภาษาไทยมาตรฐาน
คำศัพท์ภาษาถ่ินใต้มีทั้งที่ใช้ตรงกัน และใช้แตกต่างกันกับภาษาไทยมาตรฐาน

แตกต่างกันส่วนหนึ่งเป็นคําท่ีภาษาถิ่นใต้ยืมคํามาจากภาษาอ่ืน เช่น ยืมมลายู ยืมเขมร จีน
นอกจากนั้นยังมีการใช้คําที่มีความหมายใกล้เคียงกัน แต่ภาคกลางและภาคใต้เลือกศัพท์ต่างกัน การ
ตัดเสียง การเปลี่ยนแปลงเสียงในคำศัพท์บางคำก็ทำให้คําในภาษาถิ่นใต้แตกต่างจากภาษาไทย
มาตรฐาน โดยแบง่ ออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ (พจนี ศิริอักษรสาสน์. 2554: 196)

4.1 คำศัพทท์ ภี่ าษาถิน่ ใตใ้ ช้แตกต่างจากภาษาไทยมาตรฐาน
4.2 คำศัพท์ที่ภาษาถิ่นใตแ้ ละภาษาไทยมาตรฐานในความหมายเดียวกัน ใช้คำศัพท์
คนละคำ แตเ่ ปน็ คาํ ท่ีมคี วามหมายคลา้ ยคลงึ กัน
4.3 คำศัพท์เดยี วกันภาษาถน่ิ ใต้ใชใ้ นความหมายกว้างกว่า
4.4 คำศัพท์ที่ภาษาถ่ินใต้มีการตัดคําและเพ่ิมคําในภาษาไทยมาตรฐาน ทำให้คํามี
รูปร่างตา่ งกัน

139

การเปรยี บเทยี บภาษาไทยถ่ินอีสานกับภาษาไทยมาตรฐาน

ภาษาไทยถน่ิ อสี านกบั ภาษาไทยมาตรฐาน มคี วามแตกตา่ งเรอ่ื งเสียง และคำศพั ท์แตกต่างกัน
บา้ ง โดยมรี ายละเอยี ด ดังน้ี (ธนานนั ท์ ตรงด.ี 2542: 112)

1. หนว่ ยเสยี งพยญั ชนะ
1.1 ภาษาไทยมาตรฐานจะไม่มีหน่วยเสียง /ch/ และ /r/ แต่ภาษาถิ่นอีสานใช้

หนว่ ยเสยี ง /s/ และ /l/ และมีบางคำทเ่ี สียง /ch/ เป็นเสยี ง /c/ ในภาษาถน่ิ อสี าน
1.2 ภาษาถ่ินอีสานมีเสียง /n /͂ ญ และ /y/ ย แต่ในภาษาไทยมาตรฐานมีเพียง

เสยี ง /y/ ย
1.3 มีบางคำที่เสียงพยัญชนะต้นแตกต่างกัน แต่เป็นคำศัพท์ที่ใช้กันไม่มาก เช่น

(ดอกไม)้ จมู่ -ตมู , พ-่ี ท่ี
1.4 มีเสียงปฏิภาค แบบการสับเสียงพยัญชนะย้ายท่ี เช่น กะต้อ-ตระกร้อ กะต๊า-

ตะกรา้
1.5 พยัญชนะควบกล้ำ กว คว ในภาษาไทยมาตรฐาน เม่ือเป็นภาษาถิ่นอีสานจะ

เปลี่ยนเป็นสระอัว หรือพยัญชนะที่ผสม ร ในภาษาไทยมาตรฐาน เมื่อเป็นภาษาถิ่นอีสาน จะเปล่ียน
เสยี งไปเปน็ พยัญชนะเสยี งอืน่

1.6 เสียงพยัญชนะท้ายท่ีมีความแตกต่างกันพบน้อยมาก ไม่สามารถนำมาตั้งเป็น
เกณฑไ์ ด้ สว่ นใหญ่เสียงตรงกบั ภาษาไทยมาตรฐาน

2. หนว่ ยเสยี งสระ
ภาษาถิ่นอีสานมีหน่วยเสียงสระทั้งหมด 21 หน่วยเสียง แบ่งเป็นหน่วยเสียงสระ

เดี่ยว 18 หน่วยเสียง และหน่วยเสียงสระประสม 3 หน่วยเสียง และมีความแตกต่างจากภาษาไทย
มาตรฐาน ดังนี้

2.1 เสยี งสระ /ɯa/ ในภาษาไทยมาตรฐานจะกลายเป็นเสยี ง /ia/ ในภาษาถ่นิ อีสาน
2.2 มีเสยี งสระสัน้ -ยาว ต่างกนั เช่น ญงู่ -ยุง ปี้น-ปล้นิ
2.3 ในบางคำมเี สยี งสระทีอ่ ยูฐ่ านเดยี วกนั ต่างกัน เช่น แอว-เอว คึด-คิด

140

3. หนว่ ยเสยี งวรรณยุกต์
วรรณยุกต์ในภาษาไทยถ่ินอีสานมีจำนวนระหว่าง 4-7 หน่วยเสียง โดยลักษณะเด่น

ของการแยกเสียงวรรณยุกต์ในภาษาไทยถ่ินอีสาน เม่ือดูตามพัฒนาการวรรณยุกต์ตามแนวคิดของ
วิลเล่ียม เจ เก็ดนีย์ (1972) โดยข้อมูลที่ใช้ในเอกสารฉบับน้ียึดตามเกณฑ์ข้อมูล อำเภอเมือง จังหวัด
อุบลราชธานี ซึ่งมีหน่วยเสียงวรรณยุกต์ท้ังหมด 6 หน่วยเสียง และมีความแตกต่างจากหน่วยเสียง
วรรณยุกตใ์ นภาษาไทยมาตรฐาน ดงั น้ี (วไิ ลศักด์ิ กิ่งคำ. 2547: 45)

3.1 หน่วยเสียงวรรณยุกต์ท่ีเป็นปฏิภาค ในภาษาถ่ินอีสานมีหน่วยเสียงวรรณยุกต์ที่
เปน็ เสียงปฏภิ าคกับภาษาไทยมาตรฐาน และมีความคลา้ ยคลงึ กบั ภาษาถ่นิ ใต้

4. การเปรยี บเทยี บคำศัพท์ภาษาไทยถิน่ อีสานกบั ภาษาไทยมาตรฐาน
คำศพั ท์ในภาษาถ่ินอีสานจะมีท้ังคำศัพทท์ ่ีใช้เหมือนกันและแตกตา่ งกนั กับภาษาไทย

มาตรฐาน คำศัพท์ที่ภาษาถิ่นอีสานใช้แตกต่างกับภาษาไทยมาตรฐานแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ดังน้ี
(พจนี ศิริอักษรสาสน.์ 2554: 156)

4.1 คำศัพท์ที่ภาษาถ่ินอีสานใช้แตกต่างจากภาษาไทยถ่ินกลาง โดยเฉพาะคำท่ีใช้
เรียกชื่อ พืช สตั ว์ สิ่งของเครอ่ื งใช้

4.2 คําในความหมายเดียวกัน ภาษาไทยถิ่นอีสานกับไทยมาตรฐานใช้คำศัพท์คนละ
คำทม่ี คี วามหมายคล้ายกัน เชน่ ทะเลาะกนั -ผิดกัน, เหมือนกนั -คอื กัน

4.3 คำภาษาถ่ินอีสานมีความหมายกว้างกว่าคําภาษาไทยมาตรฐาน อาจเป็นว่าคำ
ในภาษาถ่ินอีสานมีความหมายเพ่ิมข้ึนจริง ๆ หรืออาจเป็นเพราะคําในภาษาอีสานมีการเปลี่ยนแปลง
เสียงไปทำให้คำศัพท์กลายมามีรูปร่างเหมือนกัน เกิดการพ้องคําขึ้น จึงดูเหมือนคํามีความหมาย
เพิ่มขึ้น เช่น “นำ” ภาษาไทยมาตรฐาน หมายถึง ไปข้างหน้า ในขณะที่ภาษาถ่ินอีสาน หมายถึง ไป
ขา้ งหลัง หรอื ติดตาม เชน่ ยางนำกัน เปน็ ต้น

การเปรยี บเทยี บภาษาไทยถ่นิ เหนือกับภาษาไทยมาตรฐาน

ภาษาไทยถิ่นเหนือกับภาษาไทยมาตรฐาน มีความแตกต่างกันในเรื่องเสียง และคำศัพท์ โดย
มรี ายละเอียด ดังนี้

141

1. หนว่ ยเสียงพยญั ชนะ
หน่วยเสียงพยัญชนะในภาษาไทยถิ่นเหนือมี 20 หน่วยเสียง หน่วยเสียงพยัญชนะ

ทั้งหมดเป็นมีหน่วยเสียงพยัญชนะต้น 20 หน่วยเสียง พยัญชนะต้นควบกล้ำ 11 หน่วยเสียง และ
พยัญชนะท้าย 9 หน่วยเสียง โดยมีความแตกต่างจากภาษาไทยมาตรฐานดังนี้ (กรรณิการ์ วิมลเกษม.
2555: 45)

1.1 หน่วยเสียงพยัญชนะท่ีเป็นปฏิภาค หน่วยเสียงพยัญชนะของภาษาไทยถิ่นเหนือ
ท่ีเป็นปฏิภาคกับหน่วยเสียงพยัญชนะในภาษาไทยมาตรฐาน ประกอบด้วย /t/ ปฏิภาค /th/
/c/ป ฏิ ภ าค /ch/ /h/ป ฏิ ภ าค /r/ /l/ป ฏิ ภ าค /r/ /s/ป ฏิ ภ าค /ch/ /p/ป ฏิ ภ าค /ph/
/k/ปฏภิ าค/kh/

1.2 พบว่ามีหน่วยเสียงท่ีควบกล้ำเพียงหน่วยเสียงเดียวคือ /w/ แต่คำศัพท์ไม่ได้มี
จำนวนมากเมือ่ เทียบกับภาษาไทยมาตรฐาน

1.3 จำนวนคำศัพท์ทเี่ กดิ กบั พยญั ชนะควบกล้ำมีจำนวนน้อยมาก
1.4 หน่วยเสยี งพยญั ชนะควบกล้ำเกิดเฉพาะต้นคำเทา่ น้ัน
1.5 เรืองเดช ปันเขื่อนขัติย์ ให้รายละเอียดว่า พยัญชนะท้ายมี 10 หน่วยเสียง คือ
เพมิ่ หนว่ ยเสียงพยญั ชนะ /h/
2. หน่วยเสยี งสระ
ภาษาถนิ่ เหนือมีหน่วยเสยี งสระทงั้ หมด 21 หน่วยเสยี ง แบ่งเปน็ หน่วยเสียงสระเดย่ี ว
18 หน่วยเสียง และหน่วยเสียงสระประสม 3 หน่วยเสียง โดยมคี วามแตกต่างจากภาษาไทยมาตรฐาน
ดังน้ี (พจนี ศิรอิ ักษรสาสน.์ 2554: 93)

2.4.1 บางจังหวัดมคี นพดู ภาษาไทยถ่ินเหนอื ใช้หนว่ ยเสียงประสมเพียง 2 หนว่ ย
เสียง คือ หน่วยเสียง /ia/ กับ /ua/ โดยเฉพาะจังหวัดแพร่ น่าน ลำปาง และพะเยา ซ่ึงหน่วยเสียง
สระประสม /ia/ เป็นปฏภิ าค กับหน่วยเสยี งสระประสม /ɯa/

2.4.4 มีหน่วยเสียงสระบางหน่วยเสียงท่ีมีหน่วยเสียงต่างจากภาษาไทย
มาตรฐาน แตม่ จี ำนวนศัพทไ์ มม่ ากจงึ ไมส่ ามารถสร้างกฎได้ เช่น /ɯ/ (เหนือ) กบั /u/ (ไทย) เป็นตน้

142

2.3 หน่วยเสียงสระปฏิภาค ภาษาถิ่นเหนือมีหน่วยเสียงสระที่เป็นปฏิภาคกับ
ภาษาไทย 6 หน่วยเสียง ประกอบด้วย ə ปฏิภาค/ɯ/ /o/ปฏิภาค/u/ /u/ปฏิภาค/o/
/o/ปฏภิ าค/u/ /e:/ปฏิภาค /ia/ /o/ปฏภิ าค/u/ /ə:/ปฏิภาค/ ɯa/

3. หน่วยเสียงวรรณยกุ ต์
วรรณยุกต์ในภาษาไทยถิ่นเหนือมีจำนวนมากกว่าภาษาไทยมาตรฐาน โดยมีท้ังหมด

6 หน่วยเสยี ง และมีความแตกตา่ งจากภาษาไทยมาตรฐาน ดงั น้ี (วไิ ลศักดิ์ ก่ิงคำ. 2547: 60)
3.1 หนว่ ยเสยี งวรรณยุกต์ท่เี ป็นปฏภิ าค ในภาษาถนิ่ เหนือมีหนว่ ยเสยี งวรรณยุกต์ท่ี

เปน็ เสยี งปฏภิ าคกบั ภาษาไทยมาตรฐาน 4 หนว่ ยเสยี ง ดังน้ี /-/ ปฏภิ าค / ˊ/ /-/ ปฏภิ าค / ˆ/
/ ˇ/ ปฏิภาค กลางระดบั /ˇ/ ปฏภิ าค /ˋ/

3.2 การออกเสียงวรรณยุกต์ในภาษาไทยถ่ินเหนือแต่ละจังหวัดก็มักจะมีความ
คลาดเคล่ือนกันไปเล็กน้อย ตามความแตกต่างของกลุ่มคน หรอื ธรรมเนียมในการออกเสียงประจำถ่ิน
(อุดม รุ่งเรอื งศร.ี 2546)

3.3 มีหน่วยเสียง สูง-ตก คล้ายกับหน่วยเสียงกลาง-ขึ้น ในภาษาถ่ินอีสาน มีหน่วย
เสียงต่ำขึ้นท่ีมีความพิเศษมากกว่าภาษาไทยมาตรฐาน คือ สามารถเกิดได้ท้ังคำพยางค์ปิด และ
พยางคเ์ ปิด คำเปน็ และคำตาย (วิไลศักด์ิ กิ่งคำ. 2547: 64)

4. การเปรียบเทียบคำศพั ท์ภาษาไทยถิน่ เหนือกับภาษาไทยมาตรฐาน

ภาษาไทยถิ่นเหนือจะมีคำศัพท์เฉพาะท่ีเม่ือได้ยินก็จะทราบว่าเป็นภาษาถ่ินเหนือ
เม่ือนำคำศัพท์ภาษาไทยมาตรฐานกับภาษาถ่ินเหนือมาเปรียบเทียบกันจะพบว่าส่วนใหญ่คำศัพท์จะ
เหมือนกัน เน่ืองจากต่างก็เป็นภาษาถ่ินไทยด้วยกัน แต่ก็มีคำศัพท์บางคําที่แตกต่างกันไป เม่ือ
เปรียบเทียบพบว่ามกี ารใชค้ าํ 3 แบบ ดังน้ี (พจนี ศิริอกั ษรสาสน์. 2554: 118)

4.1 คำศัพท์ร่วมกัน คือ มีคำศัพท์ซ่ึงเป็นคำศัพท์ในตระกูลไทท่ีเรียกว่า คําร่วมเช้ือ
สาย (cognate) ใช้ร่วมกัน เช่น คําว่า แขน ขา หัว นา น้อง คำศัพท์ร่วมเช้ือสายอาจจะมีเสียงในคํา
เหมือนกัน หรือแตกต่างกันได้ ถ้าเป็นเสียงท่ีแตกต่างกันอย่างเป็นระบบที่เรียกว่าเสียง ปฏิภาค เช่น
เสียง พ ท ค ในภาษาไทยกลางเป็น ป ต ก ในภาษาถ่ินเหนือ หรืออาจจะมีเสียงแตกต่างกันในคําบาง
คาํ แต่กค็ ือคำศัพท์เดียวกนั

143

4.2 คำศัพท์ต่างกัน คือ แตล่ ะถิ่นจะมีคำศัพท์เฉพาะถิ่นท่ีต่างจากถ่ินอืน่ อาจจะเป็น
คำศัพท์คนละคําท่ีต่างกันโดยส้ินเชิง คำศัพท์น้ีอาจเป็นคําโบราณท่ีถิ่นนี้ยังรักษาไว้ ขณะที่ถ่ินอ่ืน ๆ
เลิกใชไ้ ปแล้วหรือเป็นคำศัพท์ท่ีถ่ินน้ันสร้างข้ึนมาเองหรอื เปน็ คํายืมเข้ามา นอกจากนั้นคําที่ใช้เรียกช่ือ
พืช สัตว์ สิ่งของ จะพบว่าใช้คำศัพท์ต่างกันอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ภาษาถ่ินเหนือ เรียกกระชายว่า
หัวละแอน เรยี กใบกะเพราว่า ก้อมก้อดำ เป็นต้น

4.3 คำศัพท์มีความหมายกว้างกว่าภาษาไทยมาตรฐาน โดยเป็นคำพ้องเสียง
พยญั ชนะ สระ และวรรณยกุ ต์ แตเ่ ปน็ คนละคำจงึ ทำให้ความหมายแตกตา่ งกนั หรอื ความหมายกว้าง
ข้ึน เชน่ ซาว บวก (กรรณิการ์ วมิ ลเกษม. 2534: 50)

จะเห็นได้ว่าการเปรียบเทียบภาษาไทยถ่ิน ทั้งภาษาไทยถิ่นกลาง ภาษาไทยถ่ินใต้ ภาษาไทย
ถิ่นอสี าน และภาษาไทยถิ่นเหนอื มคี วามเหมือนและแตกต่างกนั อยา่ งท้งั เป็นระบบ และเพียงบางสว่ น
ซง่ึ ประเด็นในการนำมาเปรยี บเทียบยึดระบบเสียง ประกอบด้วย หน่วยเสยี งพยัญชนะ หน่วยเสยี งสระ
และหน่วยเสียงวรรณยุกต์ รวมถึงการเปรียบเทียบคำศัพท์ ทำให้สามารถเข้าใจภาษาถ่ินในประเทศ
ไทยได้เปน็ อยา่ งดี พรอ้ มเป็นพน้ื ฐานการเรยี นรใู้ นระดบั ทีส่ ูงขน้ึ ไป

สรปุ

การเปรียบเทียบภาษาไทยถ่ิน เป็นการเปรียบเทียบเพื่อดูความแตกต่างระหวา่ งภาษาไทยถ่ิน
กลาง หรือภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาไทยถนิ่ ใต้ ภาษาไทยถ่ินอีสาน และภาษาไทยถ่นิ เหนอื โดยความ
แตกต่างของแต่ละถ่ินนั้นจากการศึกษาคำศัพท์ของภาษาไทยถ่ินต่าง ๆ จะพบว่ามีลักษณะของความ
แตกต่างกัน แบ่งได้ 4 ลักษณะ คือ ระบบเสียงต่างกัน ระบบคำต่างกัน ระบบการเรียงคําต่างกัน
ระบบความหมายตา่ งกัน รวมถึงการศึกษาความตา่ งต้องยึดคำท่ีมีหน่วยเสียงคล้ายกันทุกอย่าง คำที่มี
หน่วยเสียงคล้ายกันบางอย่าง และคำท่ีแตกต่างกัน เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา การเปรียบเทียบ
ภาษาไทยถิ่นท้ัง 4 ถ่ิน ยึด 2 หลักในการเปรียบ ได้แก่ ระบบเสียง ประกอบดว้ ย หน่วยเสยี งพยัญชนะ
หนว่ ยเสียงสระ และหน่วยเสียงวรรณยุกต์ และการเปรยี บเทยี บคำศัพท์ ทำให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า
ภาษาแต่ละถนิ่ มคี วามเหมอื น หรอื แตกต่างกันอยา่ งไร ในฐานะของครูภาษาไทย จำเป็นอย่างยิ่งทต่ี ้อง
เรียนรู้ภาษาถ่ินตา่ ง ๆ เพ่ือความเขา้ ใจท้องท่ี หรอื บคุ คล และเป็นพื้นฐานที่ดใี นการประกอบวิชาชีพ

144

คำถามทบทวน

1. จงอธบิ าย ความแตกต่างระหว่างภาษาไทยถนิ่
2. เกณฑใ์ นการพิจารณาความแตกต่างระหวา่ งภาษาไทยถ่นิ ประกอบด้วยอะไรบา้ ง
3. จงอธบิ ายการเปรียบเทียบภาษาไทยถิ่นใต้กับภาษาไทยมาตรฐาน มาพอสงั เขป
4. จงอธบิ ายการเปรียบเทยี บภาษาไทยถ่ินอีสานกบั ภาษาไทยมาตรฐาน มาพอสังเขป
5. จงอธบิ ายการเปรียบเทียบภาษาไทยถ่ินเหนอื กับภาษาไทยมาตรฐาน มาพอสังเขป
6. เหตใุ ดจงึ มกี ารเปรยี บเทยี บภาษาถ่ินกับภาษาไทยมาตรฐาน และภาษาไทยถนิ่ อ่ืน
7. นักศึกษาคิดว่าการเปรยี บภาษาไทยถิน่ มปี ระโยชน์หรอื ไม่ อย่างไร จงอธบิ าย
8. นักศึกษาคิดว่าการศึกษาภาษาไทยถิ่นต่าง ๆ มีประโยชน์ต่อการประกอบวิชาชีพครูหรือไม่

อย่างไร จงอธิบาย พร้อมยกเหตผุ ลประกอบ

เอกสารอา้ งองิ

กรรณกิ าร์ วิมลเกษม. (2555). ภาษาไทยถ่นิ เหนอื . กรงุ เทพฯ: ภาควชิ าภาษาตะวันออก
คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร.

ธนานนั ท์ ตรงดี. (2542). ลกั ษณะภาษาอสี านในภูมปิ ญั ญาภาษาลาว-ภาษาไทยอีสานในชุมชน
สองฝงั่ โขง. อบุ ลราชธาน:ี ศริ ิธรรมออฟเซ็ท.

พจนี ศริ ิอักษรสาสน.์ (2554). ภาษาถน่ิ ของไทย. พมิ พค์ ร้งั ที่ 3. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์
มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

เรอื งเดช ปันเขอื่ นขตั ิย.์ (2531). ภาษาถน่ิ ตระกูลไทย (พรอ้ มทงั้ ภาษาตระกลู ต่างๆ ในประเทศ
ไทย). พิมพ์ครั้งที่ 2. นครปฐม: สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท
มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล.

วิไลศักด์ิ กงิ่ คำ. (2547). ภาษาไทยถน่ิ . พมิ พค์ ร้งั ท่ี 2. กรุงเทพฯ: สำนักพมิ พ์
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์

อุดม รุง่ เรืองศรี. (2546). วรรณกรรมล้านนา. พิมพค์ ร้ังท่ี 2. กรุงเทพฯ: สำนกั งานกองทุน
สนบั สนนุ การวจิ ยั .


Click to View FlipBook Version