The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 และมาตรา 60

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by khodchapol2547, 2024-02-22 14:06:50

มาตรา 59 และมาตรา 60

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 และมาตรา 60

ตรา 59 มาตรา 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 และ มาตรา 60


คำ นำ หนังนัสือสืเล่มนี้จั นี้ ดจัทำ ขึ้นขึ้เพื่อพื่เป็นส่วส่นหนึ่งนึ่ของวิชวิา อาญาภาคทั่วทั่ ไป ระดับดั ปริญริญาตรีชั้รีนชั้ ปีที่1 โดยเป็นการรวบรวมเนื้อนื้หาที่ได้ศึด้ ศึกษาและ ค้นคว้าว้เรื่อรื่งโครงสร้าร้งความรับรัผิดผิ ในทางอาญา มาตรา59 และ มาตรา60 เพื่อพื่เป็นประโยชน์กัน์ กับการเรียรีนในทางกฎหมายเบื้อบื้งต้น ผู้จัผู้ ดจัทำ หวังวัว่าว่หนังนัเล่มนี้จ นี้ ะเป็นประโยชน์กัน์ กับผู้อ่ผู้ อ่าน หรือรืนักนัเรียรีน นักนัศึกษา ที่กำ ลังหาข้อข้มูลเรื่อรื่งนี้อ นี้ ยู่ หากมีข้มีอข้แนะนำ หรือรืผิดผิพลาดประการใดต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้ นี้ วด้ย คณะผู้จัผู้ ดจัทำ 4 กุมกุภาพันพัธ์ 2567 ก


สารบัญ เรื่อรื่ง หน้า ข คำ นำ สารบัญ โครงสร้างความผิดในทางอาญา มาตรา 59 วรรคหนึ่ง มาตรา 59 วรรคสอง มาตรา 59 วรรคสาม มาตรา 59 วรรคสี่ มาตรา 59 วรรคห้า มาตรา 60 บรรณานุกรรม ก ข 1-2 3 4-6 7-9 10 11-12 13-18 19


ในความหมายอย่าย่งกว้าว้งความรับรัผิดในทางอาญา หมายถึง ความรับรัผิดผิชอบของบุคคลจากการกระทำ ที่เป็นภยันยัตรายต่อ ประโยชน์ส่วส่นบุคคลหรือรืสาธารณะ ซึ่งซึ่จะถูกถูลงโทษหรือรืถูกถูห้าห้มเนื่องจาก กระทำ ไปโดยไม่มีม่อำมี อำนาจและไม่ไม่ด้รับรัการยกเว้นว้ โทษ ส่วส่นในความหมายอย่าย่ง แคบหมายถึง ความผิดผิซึ่งซึ่พิจพิารณาเฉพาะสภาวะทางจิตจิ ใจหรือรืความรู้ผิรู้ดผิ ชอบขณะกระทำ ความผิดผิเป็นสำ คัญ โดยโดยที่ความผิดผินี้เป็นเพียพีงองค์ ประกอบส่วส่นหนึ่งของความหมายอย่าย่งกว้าว้งเท่านั้นนั้ โครงสร้าร้งความรับรัผิดในทางอาญา หมายถึง องค์ประกอบในการที่บุคคลจะต้องรับรัผิดผิ ในทางอาญาตาม ความหมายอย่าย่งกว้าว้ง โดยแต่ละประเทศมีโมีครงสร้าร้งความรับรัผิดผิ ในทาง อาญาแตกต่างกันออกไป ขึ้นขึ้อยู่กัยู่ กับระบบและบริบริททางกฎหมายของ ประเทศนั้นนั้ โดยในประเทศไทยนั้นนั้ โครงสร้าร้งความรับรัผิดผิ ในทางอาญา ที่พัฒพันาขึ้นขึ้ โดยศาสตราจารย์พิย์เพิศษ ดร. เกียรติขจร วัจวันะสวัสวัดิ์ มีอมีงค์ประกอบเรียรีงลำ ดับดังนี้ 1.การกระทำ ครบองค์ประกอบที่กฎหมายบัญบัญัติ 1.1 การกระทำ 1.2 การกระทำ ครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดผิ ในเรื่อรื่งนั้นนั้ๆ 1.3 การกระทำ ครบองค์ประกอบภายในของความผิดผิ ในเรื่อรื่งนั้นนั้ๆ 1.4 ผลของการกระทำ สัมสัพันพัธ์กัธ์ กับการกระทำ ตามหลักในเรื่อรื่งของความ สัมสัพันพัธ์รธ์ะหว่าว่งการกระทำ กับผล 2.การกระทำ ไม่มีม่กมีฎหมายยกเว้นว้ความผิด(กฎหมายยกเว้นว้ความผิดผิ ให้ให้น กรณีป้อป้งกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือรืความยินยิยอม) 3.การกระทำ ไม่มีม่กมีฎหมายยกเว้นว้ โทษ(กฎหมายยกเว้นว้ โทษให้ให้นหลาย กรณีเป็นเป็นต้นว่าว่การกระทำ โดยจำ เป็น การกระทำ ของผู้มีผู้ อมีายุน้อยหรือรื บุคคลวิกวิลจริตริ ) โครงสร้างความรับผิดในทางอาญา 1


การกระทำ หรือรืไม่กม่ระทำ เป็นป็ความผิดผิทางอาญาเป็นป็องค์ประกอบย่อย่ยประการ แรกของ โครงสร้าร้งรับรัผิดผิ ในทางอาญา คือ การกระทำ ครบองค์ประกอบที่กฎหมาย บัญบัญัติญั ติได้แด้ก่ 1. การกระทำ โดยเคลื่อนไหวร่าร่งกาย หมายถึงการเคลื่อนไหวร่าร่งกายสืบสืเนื่อนื่งจากการรู้สำรู้สำนึกนึ ในการกระทำ ตามมาตรา 59 วรรคแรกและวรรคสอง การเคลื่อนไหวร่าร่งกายโดยไม่รู้ม่สำรู้สำนึกนึ ในการที่กระทำ ไม่ถืม่ ถือเป็นป็การกระทำ - การไม่สม่ามารถควบคุมคุการเคลื่อนไหวของร่าร่งกายได้เด้ช่นช่การถูกถูบังบัคับโดยเด็ดด็ ขาด แรงปฏิกิริยริาโดยแท้จริงริการเป็นป็ โรคลมชักชัลมบ้าบ้หมู หรือรืกล้ามเนื้อนื้กระตุกตุ การถูกถูสะกดจิตจิเป็นป็ต้น - ขาดความบกพร่อร่งของการรู้สำรู้สำนึกนึ ได้แด้ก่ การละเมอ เมาจนไม่มีม่สมีติ ความ ปัญญาอ่อนถึงขั้นขั้ ไม่รู้ม่สำรู้สำนึกนึ ในการที่กระทำ 2. การกระทำ โดยไม่เม่คลื่อนไหวร่าร่งกาย หรือรืที่เรียรีกว่าว่การกระทำ โดยงดเว้นว้เป็นป็การกระทำ โดยไม่เม่คลื่อนไหวร่าร่งกาย เกิดจากการที่บุคคลไม่กม่ระทำ ตามหน้าน้ที่ที่ต้องกระทำ เพื่อพื่ป้อป้งกันผลตามมาตรา 59 วรรคท้าย 3. การละเว้นว้ เป็นป็การไม่กม่ระทำ ที่เป็นป็ความผิดผิทางอาญา เป็นป็ความผิดผิที่กฎหมายบังบัคับให้ บุคคลกระทำ เป็นป็หน้าน้ที่โดยทั่วทั่ ไป เช่นช่การช่วช่ยเหลือคนที่ตกอยู่ใยู่นภยันยัตรายได้แด้ต่ ไม่ยม่อมช่วช่ย 2


“บุคคลจะต้องรับรัผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อมื่ ได้กระทำ ..." (มาตรา 59 วรรคหนึ่ง) การกระทำ จึงจึเป็นองค์ประกอบสำ คัญที่สุดสุของกฎหมายอาญา เพราะ ความผิดผิทุกทุอย่าย่ง ต้องเริ่มริ่จากการกระทำ ถ้าขาดการกระทำ ความรับรัผิดผิก็ เริ่มริ่ ไม่ไม่ด้ เพราะหากปราศจากการกระทำ ที่ปรากฏออกมาภายนอก ก็คง เป็นแต่เพียพีงความคิดเท่านั้นนั้กฎหมายก็ไม่อม่าจลงโทษได้' ตัวอย่าย่งเช่นช่ กรณีผู้กผู้ ระทำ ความผิดผิหลายคน เช่นช่ตัวการ 2 คนตกลงกันจะไปกระทำ ความผิดผิแล้วแต่ยังยัไม่มีม่ ใมีครกระทำ ตามที่ตกลงกัน หรือรืการพยายามกระทำ ความผิดผิมีกมีารคิด ตกลงใจแต่ยังยัไม่มีม่กมีาร "ลงมือมืกระทำ " ออกมา ก็ยังยั ไม่มีม่คมีวามผิดผิตามกฎหมายอาญาอย่าย่งไรก็ตาม หากร่วร่มกันคิดที่จะกระทำ ผิดผิร้าร้ยแรงหลายคน (5 คนขึ้นขึ้ ไป) ก็อาจเป็น "การกระทำ " ที่กระทบต่อ ความสงบสุขสุที่แสดงออกมาจนสามารถกำ หนดเป็นความผิดผิ ได้แล้วการก ระทำ อาจมีไมีด้หลายลักษณะทั้งทั้เคลื่อนไหวและไม่เม่คลื่อนไหวร่าร่งกาย การกระทำ โดยตรง การกระทำ โดยอ้อม เป็นต้น ตัวอย่าย่งคำ พิพพิากษาฎีกาที่ : 1472/2536 จำ เลยไม่รู้ม่รู้ว่รู้าว่ที่ดินที่เกิดเหตุซึ่ตุซึ่งซึ่จำ เลยอาศัยอยู่เยู่ ป็นป่าป่สงวนการกระทำ ของจำ เลยจึงจึขาดเจตนาอันเป็นองค์ประกอบของความผิดผิฐานยึดยึถือ ครอบครอง แผ้วผ้ถางป่าป่สงวนแห่งห่ชาติโดยไม่ไม่ด้รับรัอนุญาตตามฟ้อฟ้ง คำ ขอของโจทก์ที่ขอให้ศห้าลสั่งสั่จำ เลยกับบริวริารออกไปจากที่ดินที่จำ เลย ยึดยึถือครอบครองเป็นคำ ขอในวิธีวิกธีารอุปกรณ์ของโทษตามพระราช บัญบัญัติป่าป่สงวนแห่งห่ชาติ พ.ศ.2507มาตรา 31 วรรคท้าย เมื่อมื่ศาลมิไมิด้ พิพพิากษาชี้ข ชี้ าดว่าว่จำ เลยกระทำ ผิดผิตามมาตราดังกล่าว ศาลจึงจึไม่มีม่อำมี อำนาจ สั่งสั่ให้ตห้ามที่โจทก์ขอได้ การที่ศาลอุทธรณ์สั่งสั่ให้จำห้จำเลยและบริวริารออกไปจาก เขตป่าป่สงวนแห่งห่ชาติเป็นการไม่ชม่อบเป็นปัญหาข้อข้กฎหมายอันเกี่ยวด้วย ความสงบเรียรีบร้อร้ยของประชาชนแม้จำม้จำเลยมิไมิด้ฎีกาขึ้นขึ้มา ศาลฎีกาก็มี อำ นาจยกขึ้นขึ้วินิวิ นิจฉัยเองได้ • ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 วรรคหนึ่ง • พระราชบัญบัญัติป่าป่สงวนแห่งห่ชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 1, 14, 31 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง 3


‘ การกระทำ โดยเจตนา ได้เเก่กระทำ โดยรู้สำรู้สำนึกนึ ในการที่กระทำ เเละ ในขณะเดียวกันผู้กผู้ ระทำ ประสงค์ต่อผล หรือรืย่อย่มเล็งเห็นผลของ การกระทำ นั้นนั้ ’ จากประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 วรรคสองข้าข้งต้นนั้นนั้การกระ ทำ โดยเจตนาตามมาตรานี้ ประกอบด้วด้ย (1) การกระทำ โดยรู้สำรู้สำนึกนึเเละในขณะเดียดีวกันผู้กผู้ ระทำ (2) ประสงค์ต่อผล หรือรื (3) ย่อย่มเล็งเห็นห็ผลของการกระทำ นั้นนั้ 1.1 การรู้สำรู้สำนึกนึ การกระทำ โดยรู้สำรู้สำนึกนึ ได้แด้ก่ การเคลื่อนไหวโดยรู้ตัรู้ตัว คือ มีกมีารคิด ตกลงใจ คือ การกระทำ โดยรู้อรู้ยู่ว่ยู่าว่ตนเองกำ ลังทำ อะไรอยู่หยู่รือรืกำ ลังจะทำ อะไร ผู้กผู้ ระทำ รู้สึรู้กสึถึงการบังบัคับอิริยริาบถโดยจิตจิ ใจก่อนปรากฏออกมา เป็นการกระทำ ตามกฎหมายอาญา จึงจึเป็นความหมายอยู่ใยู่นตัวว่าว่หากไม่มีม่ มี การรู้สำรู้สำนึกนึก็ไม่มีม่กมีารกระทำ ในความหมายนี้ นอกจากนี้ผู้ นี้ กผู้ ระทำ ต้องรู้ข้รู้อข้ เท็จจริงริด้วด้ยว่าว่สิ่งสิ่ที่กระทำ ต่อนั้นนั้มีกมีฎหมายบัญบัญัติญั ติเป็นความผิดผิเช่นช่รู้ ว่าว่เป้าป้หมายเป็นคน เป็นทรัพรัย์ขย์องผู้อื่ผู้ อื่น เป็นต้น อย่าย่งไรก็ตาม เพียพีงแต่ผู้กผู้ ระทำ รู้สำรู้สำนึกนึและรู้ข้รู้อข้เท็จจริงริเท่านั้นนั้ยังยั ไม่อม่าจครบองค์เป็นเจตนาได้ ผู้นั้ผู้ นนั้จะต้องรู้ข้รู้อข้เท็จจริงริและประสงค์ต่อ ผลหรือรืเล็งเห็นห็ผลของการกระทำ นั้นนั้ด้วด้ย 1.2 เจตนาประสงค์ต่อผล หมายความว่าว่หวังวัจะให้เห้กิดผลเพียพีงแต่ผู้กผู้ ระทำ กระทำ โดยรู้สำรู้สำนึกนึ เท่านั้นนั้ยังยัไม่พม่อ เช่นช่ขณะยิงยิปืน ผู้กผู้ ระทำ รู้สำรู้สำนึกนึตลอดเวลาว่าว่กำ ลังทำ อะไร แต่ผู้กผู้ ระทำ อาจประสงค์ต่อผลได้หด้ลายประการ เช่นช่ยิงยิขึ้นขึ้ฟ้าฟ้ยิงยิ เป้าป้ยิงยิเพื่อพื่เป็นสัญสัญาณ ยิงยิสัตสัว์ หรือรืยิงยิคน เป็นต้น ดังดันั้นนั้ผู้กผู้ ระทำ จะ ต้องประสงค์ให้เห้กิดผลอันเป็นการผิดผิกฎหมายด้วด้ย คือประสงค์ให้คห้น ตาย หรือรืให้ทห้รัพรัย์สิย์นสิของผู้อื่ผู้ อื่นเสียสีหาย ทั้งทั้นี้ไนี้ ม่ว่ม่าว่ผลนั้นนั้จะเกิดสม ประสงค์หรือรืไม่ก็ม่ ก็ตาม เพียพีงแต่ผลนั้นนั้อาจเป็นไปได้ก็ด้ ก็เพียพีงพอแล้ว มาตรา 59 วรรคสอง 4


ส่วส่นการวินิวิจนิฉัยว่าว่ผู้กผู้ ระทำ ประสงค์ต่อผลหรือรืไม่นั้ม่นนั้ต้องอาศัยหลัก "กรรม ย่อย่มเป็นเครื่อรื่งชี้เ ชี้ จตนา" กล่าวคือพิจพิารณาจากเหตุหตุลายๆ อย่าย่ง -ดูอดูาวุธที่ใช้ เช่นช่ ใช้ปืช้ ปืนเล็งยิงยิไปที่คน ถือว่าว่ผู้กผู้ ระทำ ประสงค์ต่อผลให้คห้นตาย เป็นเจตนาฆ่าฆ่ ใช้รช้ะเบิดบิขว้าว้ง ใช้มีช้ดมีขนาดใหญ่ฟัญ่นฟั ไปที่คอ เป็นต้น -ลักษณะแห่งห่การกระทำ เช่นช่ยิงยิแทงตรงที่สำ คัญหลายที -ดูพดู ฤติการณ์อื่ณ์อื่นๆ เช่นช่ดูจดูากเหตุจตุงใจ เช่นช่เคยมีเมีรื่อรื่งโกรธแค้นรุนรุแรงกัน อยู่ก่ยู่ ก่อน หรือรืขัดขัผลประโยชน์กัน์ กันอย่าย่งรุนรุแรง หรือรืกระทำ ในขณะวิววิาทชุลมุน กัน หรือรือยู่ใยู่นที่มืดมือาจฟังฟั ไม่ชัม่ดชัว่าว่มีเมีจตนา หรือรืเลือกที่จะกระทำ ให้ถึห้ ถึงตายได้ แต่ไม่กม่ระทำ เองหรือรืไม่มีม่ โมีอกาสเลือกกระทำ ถ้าเลือกกระทำ ในที่สำ คัญก็แสดง ว่าว่เจตนา หรือรืการไม่กม่ระทำ ซ้ำ หรือรืกระทำ ขณะเมาอาจแสดงว่าว่ ไม่มีม่เมีจตนาก็ได้ หรือรืไม่รู้ม่ว่รู้าว่ตรงนั้นนั้เป็นคนคิดว่าว่เป็นสุนัสุขนัก็เท่ากับไม่ปม่ระสงค์กระทำ ต่อคน เป็นต้น ตัวอย่าย่งคำ พิพพิากษาฎีกาที่ : 171/2556 "การที่จำ เลยนำ บุตรที่เพิ่งพิ่คลอดออกจากโรงพยาบาล เจ้าจ้หน้าน้ที่โรงพยาบาล ย่อย่มใช้ผ้ช้าผ้ขนหนูห่นูอห่ตัวเด็กด็ ให้อห้ยู่แยู่ล้วเพื่อพื่ป้อป้งกันแสงแดดและมลภาวะอากาศ โดยเว้นว้ส่วส่นหน้าน้เพื่อพื่ที่เด็กด็จะได้มีด้อมีากาศหายใจ จึงจึไม่มีม่เมีหตุผตุลที่จำ เลยจะต้อง เอาเด็กด็ ใส่กส่ระเป๋าหิ้วหิ้การที่จำ เลยนำ เด็กด็ทารกเพิ่งพิ่คลอดใส่ใส่นกระเป๋าหิ้วหิ้เอาผ้าผ้ ขนหนูห่นูอห่มิดมิทั้งทั้ตัว ปิดทับด้วด้ยเสื้อสื้อีกชั้นชั้กับ รูดรูซิปซิ ปิดกระเป๋าไว้ ทำ ให้อห้ากาศ ไม่สม่ามารถผ่าผ่นเข้าข้ไปในกระเป๋า ซ้ำ นำ แผ่นผ่พลาสเตอร์ปิ ร์ดบริเริวณปากและจมูก ย่อย่มเห็นห็เจตนาว่าว่จำ เลยประสงค์จะให้เห้ด็กด็ถึงแก่ความตาย เมื่อมื่เด็กด็ ไม่ถึม่ ถึงแก่ ความตาย การกระทำ ของจำ เลยจึงจึเป็นความผิดผิฐานพยายามฆ่าฆ่ผู้อื่ผู้ อื่น" 5


1.3 เจตนาโดยย่อย่มเล็งเห็นผล หมายความถึง ผู้กผู้ ระทำ กระทำ โดยรู้สำรู้สำนึกนึและขณะเดียดีวกันผู้กผู้ ระทำ ย่อย่มเล็งเห็นห็ผลของการกระทำ นั้นนั้กล่าวคือ ผู้กผู้ ระทำ อาจไม่ปม่ระสงค์ให้ผห้ล เกิดโดยตรงหากแต่โดยลักษณะของการกระทำ ผู้กผู้ ระทำ ย่อย่มแล้งเห็นห็ ได้ ว่าว่จะก่อให้เห้กิดผลขึ้นขึ้คำ ที่ว่าว่ "ย่อย่มเล็งเห็นห็ผล" มีคมีวามหมายอยู่ใยู่นตัว แล้วว่าว่ผลที่เกิดอาจไม่แม่น่นน่อนแต่ก็มี ใช่ว่ช่าว่ ไม่อม่าจเกิดขึ้นขึ้ ได้เด้ลย คงเป็น เพียพีงผลนั้นนั้อาจเป็นไปได้ใด้นความรู้สึรู้กสึของผู้กผู้ ระทำ ก็พอแล้ว ตามที่กล่าว มาเจตนาที่ประสงค์ต่อผล ก็ต้องเป็นข้อข้เท็จจริงริที่ผู้กผู้ ระทำ ประสงค์จริงริๆ เหมือมืนกัน แต่ในส่วส่นย่อย่มเล็งเห็นห็ผลนั้นนั้ต้องพิจพิารณาเปรียรีบเทียบกับ ความรู้ขรู้องคนทั่วทั่ ไป จำ เลยจะเล็งเห็นห็จริงริๆ เช่นช่นั้นนั้หรือรืไม่ไม่ม่สำม่สำคัญ แต่ คนทั่วทั่ ไปที่ว่าว่นี้ต้ นี้ ต้องมีสมีภาพเช่นช่เดียดีวกับผู้กผู้ ระทำ จะเล็งเห็นห็ว่าว่จะเกิดผลขึ้นขึ้ ได้ เช่นช่แม้จำม้จำเลยเมา แต่รู้ว่รู้าว่ที่อยู่ใยู่นมือมืนั้นนั้เป็นป็ ปีน รู้ว่รู้าว่ลั่นลั่ ไกปืน แต่เมาจน ไม่รู้ม่ว่รู้าว่ ปืนอยู่ใยู่นระดับดั ไหน ทิศทางไหน และบังบัคับไม่ไม่ด้เด้ป็นต้น ซึ่งซึ่คนอื่นๆ ที่เมาขนาดเดียดีวกันกับจำ เลย ก็คงมีสมีภาพอย่าย่งนี้เ นี้ ช่นช่เดียดีวกัน จะเป็น ประมาทหรือรืเล็งเห็นห็ผลต้องพิจพิารณาว่าว่จำ เลยคิดว่าว่ผลนั้นนั้จะเกิดได้หด้รือรื ไม่ ตัวอย่าย่งคำ พิพพิากษาศาลฎีกาที่ : 724 / 2563 จำ เลยเป็นผู้ใผู้หญ่บ้ญ่าบ้นมีหมีน้าน้ที่ดูแดูลรักรัษาความสงบเรียรีบร้อร้ยและความ ปลอดภัยให้แห้ก่ราษฎรในหมู่บ้มู่าบ้น นอกจากอาวุธปืนยาวลูกลูซองเดี่ย ดี่ วขนาด 12 ที่ใช้ยิช้งยิผู้ตผู้ ายซึ่งซึ่เป็นอาวุธปืนที่ทางราชการมอบให้ไห้ว้ใว้ช้ตช้รวจรักรัษา ความปลอดภัยในหมู่บ้มู่าบ้นแล้ว จำ เลยยังยัมีอมีาวุธปืนยาวลูกลูซองเดี่ย ดี่ ว (NTS) แบบสไลด์ แอ็คชั่นชั่ (SLIDE ACTION) บรรจุ 4 นัดนัขนาด 12 ที่ ใช้ยิช้งยิขึ้นขึ้ฟ้าฟ้ในวันวัเกิดเหตุอีตุอีก 1 กระบอก จำ เลยย่อย่มมีคมีวามชำ นาญในการ ใช้อช้าวุธปืนและทราบดีอดียู่แยู่ล้วว่าว่อาวุธปืนเป็นอาวุธที่ร้าร้ยแรงสามารถทำ อันตรายถึงแก่ชีวิชีตวิ ได้ง่ด้ ง่าย แต่จำ เลยยังยัใช้อช้าวุธปืนยาวลูกลูซองเดี่ย ดี่ ว ขนาด12ของกลางที่มีกมีระสุนสุบรรจุอยู่ใยู่นการข่มข่ขู่ผู้ขู่ตผู้ ายในขณะผู้ตผู้ ายนั่งนั่ อยู่บยู่นแคร่จำร่จำเลยเดินดิถืออาวุธปืนเข้าข้ไปหาผู้ตผู้ ายเพื่อพื่ข่มข่ขู่โขู่ดยปากกระบอก ปืนชี้ไชี้ปหาผู้ตผู้ ายในระยะใกล้จนผู้ตผู้ ายสามารถจับจั ปากกระบอกปืนได้จำด้จำเลย ย่อย่มเล็งเห็นห็ ได้ว่ด้าว่อาวุธปืนของกลางอาจลั่นลั่ถูกถูผู้ตผู้ ายถึงแก่ชีวิชีตวิ ได้ แต่จำ เลยยังยัคงกระทำ การดังดักล่าวเมื่อมื่เกิดการดึงดึปืนกันจนปืนลั่นลั่ถูกถูผู้ ตายถึงแก่ความตายจึงจึเป็นการกระทำ โดยเจตนาฆ่าฆ่ผู้ตผู้ ายหาใช่เช่ ป็นการ กระทำ โดยประมาทไม่ 6


ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 วรรคสาม ได้บัด้ญบัญัติญั ติไว้ว่ว้าว่ “ หากผู้กผู้ ระทำ มิไมิด้ รู้ถึรู้ ถึงข้อข้เท็จจริงริอันเป็นป็องค์ประกอบความผิดผิจะถือว่าว่ผู้กผู้ ระทำ ประสงค์ต่อผล หรือรืย่อย่มเล็งเห็นผลของการกระทำ นั้นนั้มิไมิด้ ” จากบทบัญบัญัติญั ติของกฎหมายดังดักล่าว สามารถตีความได้ว่ด้าว่ ในการกระทำ ความ ผิดผิ ในทางอาญาและจะต้องรับรัโทษตามกฎหมายนั้นนั้นอกจากผู้กผู้ ระทำ จะต้องมีกมีารก ระทำ ที่ครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดผิแล้ว ผู้กผู้ ระทำ ต้องมีเมีจตนาที่จะ กระทำ ความผิดผิด้วด้ย ดังดันั้นนั้หากผู้กผู้ ระทำ ได้กด้ระทำ การอย่าย่งใดอย่าย่งหนึ่งนึ่อย่าย่งใด ลงไปโดยที่ผู้กผู้ ระทำ ไม่รู้ม่ว่รู้าว่การกระทำ ดังดักล่าวของตนนั้นนั้เป็นป็ความผิดผิเช่นช่นี้ก็นี้ ก็จะ ถือว่าว่ผู้กผู้ ระประสงค์ต่อผลหรือรืย่อย่มเล็งเห็นห็ผลของการกระทำ นั้นนั้มิไมิด้ ‘‘ องค์ประกอบภายนอก ” ของความผิดผิอาญาแต่ละฐาน สามารถแบ่งบ่แยก ออกมาได้โด้ดยอาศัยหลักเกณฑ์ดังดัต่อไปนี้ 1.ผู้กผู้ ระทำ ความผิดผิ 2.ลักษณะในการกระทำ ความผิดผิ 3.วัตวัถุเถุเห่งห่การกระทำ ความผิดผิ ซึ่งซึ่หากขาดหลักเกณฑ์ข้อข้ ใดข้อข้หนึ่งนึ่ไป ถือได้ว่ด้าว่เป็นป็การกระทำ อันถือได้ว่ด้าว่ ขาดองค์ประกอบความผิดผิภายนอกหรือรืไม่รู้ม่ข้รู้อข้เท็จจริงริอันเป็นป็องค์ประกอบความ ผิดผินั่นนั่เอง ตัวอย่าย่ง ในความผิดผิฐานฆ่าฆ่ผู้อื่ผู้ อื่น ตามประมวลกฎหมายมาตรา 288 สามารถแยก องค์ประกอบความผิดผิ ได้ดังนี้ 1. ผู้กผู้ ระทำ ความผิดผิ = ผู้ใผู้ด คำ ว่าว่ “ผู้ใผู้ด” ในที่นี้ หมายถึงผู้ใผู้ด หรือรื ใครก็ได้ ซึ่งซึ่มี สภาพเป็นป็บุคคล แต่กรณีนี้ณี ไนี้ม่รม่วมถึง นิตินิ ติบุคคล 2. ลักษณะในการกระทำ ความผิดผิ = ฆ่าฆ่คำ ว่าว่ “ฆ่าฆ่ ”ในที่นี้หนี้มายถึง เป็นป็การทำ ให้ผู้ห้ ผู้ อื่นตาย ไม่ว่ม่าว่จะด้วด้ยวิธีวิ ใธีด ๆ 3. วัตวัถุแถุห่งห่การกระทำ ความผิดผิ = ผู้อื่ผู้ อื่น คำ ว่าว่ผู้อื่ผู้ อื่นในที่นี้ หมายถึง บุคคลอื่นทั่วทั่ ไป ซึ่งซึ่มีสมีภาพเป็นป็บุคคล ไม่รม่วมถึงนิตินิ ติบุคคล หรือรืหากเป็นป็การฆ่าฆ่ตัวตาย หรือรืฆ่าฆ่สัตสัว์ ตาย ก็ถื่อได้ว่ด้าว่ขาดองค์ประกอบความตามมาตรา 288 นี้ เพราะการฆ่าฆ่นั้นนั้มิไมิช่กช่าร ฆ่าฆ่ผู้อื่ผู้ อื่นตามที่กฎหมายบัญบัญัติญั ติ มาตรา 59 วรรคสาม ผู้กผู้ ระทำ ความผิดผิ ลักษณะในการ กระทำ ความผิดผิ วัตวัถุแถุห่งห่การ กระทำ ความผิดผิ ผู้ใด ฆ่าฆ่ ผู้อื่น 7


หรือรืเช่นช่ ในความผิดฐานลักทรัพรัย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 สามารถแยกองค์ประกอบความผิดได้ดังนี้ 1. ผู้กผู้ ระทำ ความผิดผิ = ผู้ใผู้ด หมายถึงผู้ใผู้ด หรือรื ใครก็ได้ ซึ่งซึ่มีสมีภาพเป็น บุคคล 2. ลักษณะในการกระทำ ความผิดผิ = เอา หมายถึง เป็นการเอาไปหรือรื หยิบยิ ไป , ถือไป หรือรืไม่ว่ม่าว่จะด้วยวิธีวิอื่ธีอื่นใด อันถือได้ว่าว่เป็นการแย่งย่การครอบ ครองเพื่อพื่ตัดกรรมสิทสิธิ์ขธิ์องเจ้าจ้ของทรัพรัย์ที่ย์ ที่ แท้จริงริ 3. วัตวัถุแถุห่งห่การกระทำ ความผิดผิ = ทรัพรัย์ขย์องผู้อื่ผู้ อื่นหรือรืที่ผู้อื่ผู้ อื่นเป็น เจ้าจ้ของรวมอยู่ด้ยู่ ด้วย หมายถึง ทรัพรัย์ที่ย์ ที่ ผู้กผู้ ระทำ ความผิดผิ ได้เอาไปหรือรืลักไปนั้นนั้ เป็นของผู้อื่ผู้ อื่นหรือรืเป็นทรัพรัย์ที่ย์ ที่ ผู้อื่ผู้ อื่นเป็นเจ้าจ้ของรวมอยู่ด้ยู่ ด้วย และทรัพรัย์นั้ย์ นั้นั้มิใมิช่ ของตนเองหรือรืที่ตนเองเป็นเจ้าจ้ของรวมอยู่ด้ยู่ ด้วย ในความผิดผิฐานลักทรัพรัย์นั้ย์ นั้นั้ผู้กผู้ ระทำ จะต้องมีเมีจตนาทุจทุริตริด้วย ซึ่งซึ่ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 1 (1) คำ ว่าว่ โดยทุจทุริตริหมายความว่าว่เพื่อพื่ แสวงหาประโยชน์อันมิคมิวรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำ หรับรัตนเองหรือรืผู้อื่ผู้ อื่น เป็นต้น รู้ คือรู้ข้รู้อข้เท็จจริงริอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของของความผิดผิ ไม่รู้ม่รู้ไรู้ม่มีม่เมีจตนา (หลัก ม.59 ม.62 วรรค2) ตัวอย่าย่งคำ พิพพิากษาศาลฎีกาที่ : 1761/2552 การนำ เช็คช็ซึ่งซึ่เป็นตั๋วตั๋เงินปลอมเข้าข้บัญบัชีขชีองตนเพื่อพื่เรียรีกเก็บเงินแทนผู้อื่ผู้ อื่น โดยไม่ทม่ราบว่าว่เป็นตั๋วตั๋เงินปลอม จึงจึเป็นการกระทำ โดยไม่รู้ม่รู้ข้รู้อข้เท็จจริงริอันเป็น องค์ประกอบความผิดผิเป็นการขาดเจตนากระทำ ผิดผิจึงจึไม่มีม่คมีวามผิดผิฐานใช้ ตั๋วตั๋เงินปลอม ตัวอย่าย่งคำ พิพพิากษาศาลฎีกาที่ : 7144/2545 จำ เลยข่มข่ขืนขืผู้ตผู้ าย โดยจำ เลยคิดว่าว่ผู้ตผู้ ายนั้นนั้เพียพีงแค่สลบไป กรณีจึงจึถือได้ ว่าว่เป็นการขาดองค์ประกอบความผิดผิ ในเรื่อรื่งวัตวัถุแถุห่งห่การกระทำ ความผิดผิดัง นั้นนั้จะถือว่าว่จำ เลยประสงค์ต่อผลหรือรืย่อย่มเล็งเห็นห็ผลของการกระทำ นั้นนั้มิไมิด้ จำ เลยจึงจึไม่มีม่คมีวามผิดผิตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 ประกอบ มาตรา 59 วรรคสาม ผู้กผู้ ระทำ ความผิดผิ ลักษณะในการ กระทำ ความผิดผิ วัตวัถุแถุห่งห่การ กระทำ ความผิดผิ ผู้ใด ทรัพรัย์ขย์องผู้อื่นหรือรืที่ผู้อื่นเป็นป็ เจ้าจ้ของรวมอยู่ด้ยู่ ด้วย เอา 8


อย่าย่งไรก็ตาม ความไม่รู้ม่ข้รู้อข้เท็จจริงริอันเป็นองค์ประกอบความผิดผิตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา มาตรา 59 วรรคสามนั้นนั้ก็มีข้มีอข้ยกเว้นว้ซึ่งซึ่ กฎหมายบัญบัญัติญั ติไว้ใว้น ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 62 วรรคสอง ว่าว่ “ถ้าความไม่รู้ม่รู้ข้รู้อข้เท็จจริงริอันเป็นป็องค์ประกอบความผิดผิตามความใน วรรคสามแห่งมาตรา 59 หรือรืความสำ คัญผิดผิว่าว่มีอมียู่จยู่ริงริตามความใน วรรคแรก ได้เกิดขึ้นขึ้ด้วยความประมาทของผู้กผู้ ระทำ ความผิดผิ ให้ผู้กผู้ ระทำ รับรัผิดผิฐานกระทำ โดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญบัญัติญั ติไว้โว้ดยเฉพาะว่าว่ การกระทำ นั้นนั้ผู้กผู้ ระทำ จะต้องรับรัผิดผิแม้จม้ะกระทำ โดยประมาท ’’ ตัวอย่าย่งคำ พิพพิากษาศาลฎีกาที่ 2154/2534 จำ เลยที่ 2 สำ คัญผิดผิว่าว่บุตรแรกเกิดของตนถึงแก่ความตายแล้วจึงจึโยน ลงมาจากหน้าน้ต่างโรงแรม แม้โม้จทก์จะไม่มีม่พมียานรู้เรู้ห็นห็ว่าว่จำ เลยที่ 1 ร่วร่ม ลงมือมืกระทำ ความผิดผิกับจำ เลยที่ 2 แต่การที่ จำ เลยที่ 1 อยู่ร่ยู่วร่มห้อห้งเดียดีว กับจำ เลยที่ 2 ตามลำ พังพั ในขณะที่จำ เลยที่ 2 คลอดบุตร จำ เลยที่ 2 ย่อย่ม ต้องมีคมีวามเจ็บจ็ ปวด ซึ่งซึ่จะต้องเรียรีกให้จำห้จำเลยที่ 1 ช่วช่ยเหลือตน ตาม พฤติการณ์จึณ์งจึมีเมีหตุผตุลให้เห้ชื่อชื่ ได้ว่ด้าว่จำ เลยที่ 1 ได้รู้ด้เรู้ห็นห็ ในการคลอดบุตรของ จำ เลยที่ 2 แม้จม้ะเป็นการคลอดก่อนกำ หนดประมาณ 2 เดือดืนเศษก็หาใช่ ว่าว่เด็กด็ทารกจะไม่มีม่ชีมีวิชีตวิรอดอยู่เยู่สมอไปไม่ จำ เลยที่ 1 ในฐานะบิดบิาย่อย่มมีหมีน้าน้ ที่ต้องเอาใจใส่ดูส่แดูล บุตรด้วด้ยการใช้คช้วามระมัดมัระวังวัตรวจดู ให้ถ้ห้ ถ้วนถี่เสียสี ก่อนว่าว่บุตรที่เกิดมา ยังยัมีชีมีวิชีตวิรอดอยู่หยู่รือรืไม่ มิใมิช่ปช่ล่อยให้จำห้จำเลยที่ 2 โยน บุตรทิ้งไปโดยมิไมิด้ห้ด้าห้มปรามทั้งทั้ๆ ที่ จำ เลยที่ 1สามารถใช้คช้วามระมัดมัระวังวัใน กรณีเณีช่นช่นี้ไนี้ ด้ จำ เลยที่ 1 จึงจึมีคมีวามผิดผิฐานกระทำ โดยประมาทเป็นเหตุใตุห้ผู้ห้ ผู้ อื่นได้รัด้บรัอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 390 9


ประมาท หมายถึง การกระทำ ความผิดผิที่มิใมิช่โช่ดยเจตนา ซื่อซื่ถือเป็นป็กรณี ยกเว้นว้การลงโทษผู้กผู้ ระทำ ความผิดผิทางอาญาตามหลักทั่วทั่ ไปที่ต้องมีเมีจตนา ด้วด้ยการที่กฎหมายบัญบัญัติญั ติให้ต้ห้ ต้องรับรัผิดผิเมื่อมื่ ได้กด้ระทำ โดยประมาทก็เพราะ ต้องการให้ผู้ห้คผู้ นมีหมีน้าน้ที่ใช้คช้วามระมัดมัระวังวัไม่ใม่ห้ดห้ารกระทำ ของตนส่งส่ผลให้ผู้ห้อื่ผู้ อื่น ต้องเดือดืดร้อร้น การกระทำ โดยประมาท มีอมีงค์ประกอบดังดันี้ 1.ต้องเป็นป็การกระทำ ที่มิใมิช่เช่จตนา คือ ผู้กผู้ ระทำ มิไมิด้ปด้ระสงค์ต่อผล หรือรืเล็งเห็นห็ผลของการกระทำ นั้นนั้แต่ยังยั คงต้องรู้สำรู้สำนึกนึ ในการกระทำ อยู่เยู่พราะหากไม่รู้ม่สำรู้สำนึกนึก็จะถือว่าว่ ไม่มีม่กมีารกระทำ 2.การใช้คช้วามระวัดวัระวังวั การใช้คช้วามระมัดมัระวังวัต้องพิจพิารณาจาก วิสัวิยสัก็คือ ความเป็นป็อยู่ขยู่องบุคคล เช่นช่เด็กด็ผู้ใผู้หญ่ ชาย หญิงญิเป็นป็ต้น และ พฤติการณ์ ก็คือ เหตุภตุายนอกผู้ กระทำ ซึ่งซึ่การกระทำ ที่จะเป็นป็ ประมาทได้นั้ด้นนั้ต้องดูทั้ดูทั้งทั้วิสัวิยสัและพฤติการณ์คณ์วบคู่ กันไป ในส่วส่นของการใช้คช้วามระวังวันั้นนั้ก็ต้องดูว่ดูาว่ผู้นั้ผู้ นนั้ ใช้คช้วามระมัดมัระวังวัอย่าย่ง วิญวิญุชนทั้วทั้ ไปหรือรืไม่ เนื่อนื่งจากการกระทำ โดยประมาทนั้นนั้เป็นป็ข้อข้ยกเว้นว้การลงโทษตามหลักทั่วทั่ ไป ดังดันั้นนั้จึงจึจำ เป็นป็ที่การรับรัผิดผินั้นนั้ต้องมีกมีฏหมายบัญบัญัติญั ติให้เห้ป็นป็ความผิดผิ ตัวอย่าย่ง การประมาทเป็นป็เหตุใตุห้ผู้ห้อื่ผู้ อื่นถึงแก่ความตาย ตาม มาตรา291 การกระทำ ให้ เกิดเพลงไหม้โม้ดยประมาท ตามมาตรา225 ส่วส่นถ้าไม่มีม่กมีฎหมายบัญบัญัติญั ติเป็นป็ ความผิดผิเช่นช่ ประมาททำ ให้ผู้ห้อื่ผู้ อื่นเสียสีทรัพรัย์ผู้ย์นั้ผู้ นนั้ก็ไม่ต้ม่ ต้องรับรัผิดผิทางอาญา ตัวอย่าย่งคำ พิพพิากษาฎีกา 885/2565 จำ เลยพยายามขึ้นขึ้บรรไดไปเบียบีดกับโจทก์โดยที่บรรไดมีขมีนาดแคบ ประมาณ1เมตรเป็นป็เหตุใตุห้กห้ารเบียบีดไปถูกถูตัวโจทก์ โดยมิไมิด้มีด้เมีจตนาผลักทำ ร้าร้ย โจทก์ แต่ถือได้ว่ด้าว่จำ เลยปราศจากความระมัดมัระวังวัซึ่งซึ่บุคคลในภาวะเช่นช่นั้นนั้จักจั ต้องมีตมีามวิสัวิยสัและพฤติการณ์ และจำ เลยอาจให้คห้วามระมัดมัระวังวัเช่นช่ว่าว่นั้นนั้ ได้ เนื่อนื่งจากจำ เลยเบียบีดกับโจทก์ซึ่งซึ่เป็นป็ผู้หผู้ ญิงญิอายุ 68 ปีแปีล้ว ย่อย่มมีโมีอกาสทำ ให้ โจทก์ล้มลมได้โด้ดยง่าย จำ เลยได้กด้ระทำ โดยประมาทเป็นป็เหตุใตุห้โห้จทก์ล้มลง กระแทกขอบบรรไดและราวบรรไดได้รัด้บรัอันตรายแก่กาย การกระทำ ของจำ เลย จึงจึเป็นป็ความผิดผิฐานกระทำ โดยประมาทเป็นป็เหตุใตุห้ผู้ห้อื่ผู้ อื่นได้รัด้บรัอันตรายแก่กาย หรือรืจิตจิ ใจ ตาม ป.อ.มาตรา390 มาตรา 59 วรรคสี่ 10


ประมวลกฏหมายอาญามาตรา 59 วรรคห้าห้ ได้บัด้ญบัญัติญั ติไว้ว่ว้าว่ " การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันใดอันหนึ่งนึ่ขึ้นขึ้โดยงดเว้นว้ การที่จักจัต้องกระทำ เพื่อพื่ป้อป้งกันผลนั้นนั้ด้วย ” จากบทบัญบัญัติญั ติดังดักล่าวได้สด้ามารถตีความได้ว่ด้าว่การกระทำ ที่เป็นป็ความผิดผิ อาญาโดยมี 2 ลักษณะ ได้แด้ก่ 1.)การกระทำ โดยเคลื่อนไหวร่าร่งกายและ 2.)การกระทำ โดยไม่เม่คลื่อนไหวร่าร่งกาย หรือรืเรียรีกว่าว่ ‘ การกระทำ โดยงดเว้นว้ ’ 1.การกระทำ โดยเคลื่อนไหวร่าร่งกาย เกิดขึ้นขึ้เมื่อมื่ผู้กผู้ ระทำ เคลื่อนไหวร่าร่งกายในสิ่งสิ่ที่กฎหมายห้าห้มมิใมิห้กห้ระทำ เช่นช่มาตรา 288 บัญบัญัติญั ติห้าห้มฆ่าฆ่ผู้อื่ผู้ อื่นผู้ใผู้ดเคลื่อนไหวร่าร่งกายในลักษณะเป็นป็การ ฆ่าฆ่ผู้อื่ผู้ อื่นย่อย่มมีกมีารกระทำ ที่เป็นป็ความผิดผิอาญา การกระทำ โดยเคลื่อนไหวร่าร่งกาย เป็นป็การกระทำ ตามความหมายโดยทั่วทั่ ไปกล่าวคือมีกมีารเคลื่อนไหวร่าร่งกาย ซึ่งซึ่สืบสืเนื่อนื่งจากการรู้สำรู้สำนึกนึ ในการกระทำ ซึ่งซึ่คำ ว่าว่ ‘ รู้สำรู้สำนึกนึ ในการที่จะกระทำ ’ หมายความว่าว่มีสมีติรู้ตัรู้ตัวว่าว่ตนกำ ลังกระทำ หรือรืมีอมีริยริะบทใดอยู่ เช่นช่การรู้ตัรู้ตัวว่าว่ กำ ลังยกปืนขึ้นขึ้เล็งไปที่อีกคนหนึ่งนึ่หรือรืรู้ว่รู้าว่กำ ลังใช้กำช้ กำหมัดมัชกไปยังยัใบหน้าน้ของ อีกบุคคลหนึ่งนึ่ 2.การกระทำ โดยไม่เม่คลื่อนไหวร่าร่งกาย • (การกระทำ โดยงดเว้นว้ ) การงดเว้นว้หมายถึง ไม่กม่ระทำ การเมื่อมื่ตนมีหมีน้าน้ที่โดยเฉพาะที่ต้องกระทำ เพื่อพื่ ป้อป้งกันผลแต่ไม่ไม่ด้กด้ระทำ การนั้นนั้ โดยเฉพาะ ได้แด้ก่ 2.1หน้าน้ที่ตามที่กฎหมายบัญบัญัติญั ติเช่นช่บิดบิามารดามีหมีน้าน้ที่ตามกฎหมายในการ ต้องเลี้ยงดูบุดู บุตรผู้เผู้ยาว์หว์ากไม่เม่ลี้ยงดูปดูล่อยให้บุห้บุตรอดตายถือเป็นป็การกระทำ โดย งดเว้นว้ 2.2หน้าน้ที่ตามสัญสัญา เช่นช่ผู้ช่ผู้ วช่ยพยาบาลรับรัจ้าจ้งมาดูแดูลผู้ป่ผู้ วป่ยสูงสูวัยวัแต่กลับไม่ ดูแดูลปล่อยให้เห้สียสีชีวิชีตวิถือเป็นป็การกระทำ โดยงดเว้นว้ 2.3หน้าน้ที่อันเกิดจากการกระทำ ก่อนๆ ของตน เช่นช่จูงมือมืคนตาบอดข้าข้มถนน พอจูงมาถึงเกาะกลางถนนแล้วปล่อยให้คห้นตาบอดเดินดิข้าข้มถนนเอง จนถูกถูรถ ชนเสียสีชีวิชีตวิถือเป็นป็การกระทำ โดยงดเว้นว้ 2.4 หน้าน้ที่อันเกิดจากความสัมสัพันพัธ์เธ์ป็นป็พิเพิศษเฉพาะเรื่อรื่ง เช่นช่ ไม่เม่ลี้ยงดูตดูอบ แทนบุณคุณคุน้าน้กับอาที่เคยเลี้ยงดูตดูนเองมา ปล่อยให้น้ห้าน้กับอาอดตายถือ เป็นป็การกระทำ โดยงดเว้นว้ มาตรา 59 วรรคห้า 11


• (การกระทำ โดยละเว้นว้ ) การละเว้นว้หมายถึง การที่บุคคลไม่กม่ระทำ การใดเพราะไม่มีม่หมีน้าน้ที่โดย เฉพาะแต่เป็นเพราะกฎหมายกำ หนดให้เห้ป็นความผิดผิถ้าหากละเว้นว้ ไม่ กระทำ ไม่ว่ม่าว่ผลจะเกิดขึ้นขึ้หรือรืไม่ก็ม่ ก็ตามแต่ถ้าไม่มีม่กมีฎหมายกำ หนดให้กห้ระทำ การดังดักล่าวบุคคลนั้นนั้ย่อย่มมีหมีน้าน้ที่ต้องกระทำ เช่นช่การช่วช่ยเหลือผู้ที่ผู้ ที่ ตกอยู่ใยู่นภยันยัตรายการ,ปฎิบัติบั ติามคำ สั่งสั่ของเจ้าจ้ พนักนังาน,การเสียสีภาษีอากร เป็นต้น ตัวอย่าย่ง การเห็นห็คนจมน้ำ แต่กลับนิ่งนิ่เฉยหรือรืไม่พม่ยายามช่วช่ยอาจเป็นความผิดผิ ห้าห้มนิ่งนิ่เฉยกับภยันยัตรายตรงหน้าน้ของบุคคลอื่น ซึ่งซึ่หากมีหมีน้าน้ที่รับรัผิดผิ ชอบโดยตรง เช่นช่เจ้าจ้หน้าน้ที่ช่วช่ยชีวิชีตวิ ประจำ สระน้ำ เห็นห็คนจมน้ำ ในสระที่ตัว เองดูแดูล แต่กลับนิ่งนิ่เฉยหรือรืไม่พม่ยายามช่วช่ยก็อาจเป็นความผิดผิเนื่อนื่งจาก “งดเว้นว้ ” การกระทำ ซึ่งซึ่เป็นเจ้าจ้หน้าน้ที่ที่มีหมีน้าน้ที่ป้อป้งกันเหตุร้ตุาร้ยโดยตรง แต่ถ้าบุคคลนั้นนั้ ไม่มีม่คมีวามเกี่ยวข้อข้งโดยตรง สามารถเข้าข้ไปช่วช่ยได้ แต่ก็ไม่ ช่วช่ย ซึ่งซึ่หากไม่ยม่อมเข้าข้ไปช่วช่ยก็อาจเป็นความผิดผิอาญาได้เด้ช่นช่กัน เนื่อนื่งจาก “ละเว้นว้ ” การกระทำ 12


"การกระทำ โดยพลาด" เป็น "เจตนาโดยผลของกฎหมาย" หมายความว่าว่ผู้กผู้ ระทำ มิไมิด้มีด้เมีจตนาตามความเป็นจริงริ (ประสงค์ต่อผล หรือรืย่อย่มเล็งเห็นห็ผล) แก่บุคคลซึ่งซึ่ได้รัด้บรัผลร้าร้ยจากการกระทำ นั้นนั้แต่กฎหมาย ให้ถืห้ ถือว่าว่ผู้กผู้ ระทำ มีเมีจตนาโดยผลของกฎหมาย (พลาด) แก่บุคคลซึ่งซึ่ได้รัด้บรัผล ร้าร้ยจากการกระทำ นั้นนั้ "เจตนาโดยผลของกฎหมาย" เรียรีกได้อีด้ อีกอย่าย่งหนึ่งนึ่ว่าว่ "เจตนาโอน" จากบทบัญบัญัติญั ติในมาตรา 60 จะเห็นห็ว่าว่กฎหมายบัญบัญัติญั ติว่าว่ผู้ใผู้ดเจตนาที่จะ กระทำ ต่อ บุคคลหนึ่งนึ่เมื่อมื่ทำ ไปแล้วผลของการกระทำ นั้นนั้ ไปเกิดกับอีกบุคคล หนึ่งนึ่หรือรืบุคคลที่ได้รัด้บรัผลร้าร้ย กฎหมายให้ถืห้ ถือว่าว่ผู้นั้ผู้ นนั้มีเมีจตนากระทำ ต่อบุคคล ที่ได้รัด้บรัผลร้าร้ยด้วด้ย นั่นนั่คือกฎหมาย ถือว่าว่ผู้กผู้ ระทำ ยังยัมีเมีจตนากระทำ ต่อบุคคล แรกอยู่เยู่หมือมืนเดิมดิและยังยัให้ถืห้ ถือว่าว่ผู้กผู้ ระทำ มีเมีจตนากระทำ ต่อบุคคลที่ได้รัด้บรัผล ร้าร้ยนั้นนั้ด้วด้ย ตัวอย่าย่ง นายไก่เจตนาฆ่าฆ่นายไข่จึข่งจึใช้ปืช้ ปืนยิงยิไปที่นายไข่กข่ระสุนสุปืนไปถูกถูนายไข่แข่ต่เลย ไปถูกถูนายคิดถึงแก่ความตาย ต้องถือว่าว่นายไก่มีเมีจตนากระทำ ต่อนายไข่มิข่ ไมิด้มีด้ มี เจตนาเลยไปถึงนายคิดด้วด้ย แต่เมื่อมื่กระสุนสุปืนไปถูกถูนายคิดเข้าข้กฎหมายให้ ถือว่าว่นายไก่มีเมีจตนากระทำ ต่อนายคิดด้วด้ย โดยโอนเจตนาที่นายไก่มีต่มี ต่อนายไข่ ไปเป็นมีต่มี ต่อนายคิดด้วด้ย มาตรา 60 เจตนาฆ่าฆ่ ใช้ปืช้ ปืนยิงยิ แต่กระสูนสู เลยไปโดน ตาย นายไก่ นายไข่ นายคิด พลาด 13


ในมาตรา 60 ที่บัญบัญัติญั ติไว้ว่ว้าว่ 'ผู้ใผู้ดเจตนาที่จะกระทำ ต่อบุคคลหนึ่งนึ่" นั้นนั้ ผู้ทผู้ รงคุณคุวุฒิบฒิางท่านเห็นห็ว่าว่การกระทำ โดยพลาดมีไมีด้แด้ต่เฉพาะบุคคล เท่านั้นนั้ ไม่รม่วมถึงทรัพรัย์ด้ย์วด้ย แต่มีนัมีกนันิตินิ ติศาสตร์หร์ลายท่านเห็นห็ว่าว่คำ ว่าว่ เจตนาที่จะกระทำ ต่อบุคคลหนึ่งนึ่นั้นนั้หมายถึงเจตนาที่จะกระทำ ความผิดผิต่อ บุคคลหนึ่งนึ่นั่นนั่เอง เมื่อมื่มีกมีารกระทำ ความผิดผิตามกฎหมายแล้วก็มีไมีด้หด้ลาย ฐานความผิดผิอาจจะเป็นความผิดผิต่อชีวิชีตวิร่าร่งกาย ทรัพรัย์สิย์นสิหรือรื เกียรติยศชื่อชื่เสียสีง ตัวอย่าย่ง เจตนาที่จะกระทำ ต่อทรัพรัย์สิย์นสิของนาย ก. แต่เมื่อมื่กระทำ ไปแล้ว ผลไม่ เกิดกับทรัพรัย์สิย์นสิของนาย ก. แต่ไปเกิดกับทรัพรัย์สิย์นสิของนาย ข. กรณีนี้ณีถื นี้ ถือว่าว่ผู้กผู้ ระทำ มีเมีจตนากระทำ ต่อทรัพรัย์สิย์นสิของนาย ข. ด้วด้ย เพราะคำ ว่าว่กระทำ ต่อบุคคลหนึ่งนึ่นั้นนั้ถ้าไม่หม่มายความถึงความผิดผิอย่าย่งอื่น ด้วด้ย นอกจากจะเป็นการกระทำ ความผิดผิต่อเนื้อนื้ตัวร่าร่งกายแล้ว การกระ ทำ ความผิดผิอย่าย่งอื่นเช่นช่ความผิดผิฐานทำ ให้เห้สียสีทรัพรัย์ ก็ไม่สม่ามารถเอาผิดผิ กับผู้กผู้ ระทำ ได้ แม้จม้ะเป็นการกระทำ โดยประมาทก็เอาผิดผิ ไม่ไม่ด้ เพราะ ประมาท ทำ ให้เห้สียสีทรัพรัย์นั้ย์นนั้ ไม่มีม่กมีฎหมายบัญบัญัติญั ติไว้ใว้ห้ต้ห้ ต้องรับรัผิดผิซึ่งซึ่จะไม่ เป็นการยุติธรรมแก่เจ้าจ้ของทรัพรัย์ที่ย์ ที่ได้รัด้บรัผลร้าร้ยได้ ตัวอย่าย่ง ดำ ใช้ก้ช้ ก้อนหินหิขว้าว้งรถยนต์ของแดงคู่อคู่ริ แต่ไม่ถูม่กถูรถของแดง พลาดไป ถูกถูรถยนต์ของขาวกระจกแตก ถ้าหากการกระทำ โดยพลาดนี้มี นี้ ไมีด้เด้ฉพาะ บุคคลเท่านั้นนั้แล้ว กรณีทำณี ทำ ให้กห้ระจกรถของขาวแตกก็ไม่สม่ามารถเอาผิดผิกับ คำ ได้ เพราะฉะนั้นนั้การกระทำ โดยพลาดนี้ถื นี้ ถือว่าว่มีเมีจตนากระทำ แก่ 1. บุคคล (ชีวิชีตวิร่าร่งกาย เกียรติยศชื่อชื่เสียสีง) 2. ทรัพรัย์ขย์องบุคคล 14


(2)ผลา ยเดโดยพลาดองเนผลประเภทเยวบเจตนากระหมายความา าเจตนากระอคคล ผลา ยเดน จะองเดน บคคลวย หอ าเจตนากระอทพ ผลา ยเดน จะองเดน บวทพ เ น น าเ จตนากระอคคลแผลา ยเดจากการกระน เน ทพ ไใเ นการกระโดยพลาดตามมาตรา 60 เพราะผลา ยเดน เนคนละประเภทบเจตนากระเน แดงองการา ในงกระน พลาดไก แเลยไปก ขาวงแความ ตาย ผลา ยเดน เนประเภทเยวบเจตนากระเพราะเนการกระบคคลอคคล แา กระน แดงงน เลยไปก กระจกรถยนของขาวแตก ไใก ารกระโดยพลาด เพราะผลา ย เดน เนผลคนละประเภทบเจตนากระกรความดเยวบทพ เน เยวน อผลา ยเดน จะองเดน บ วทพ วย เน แดงใอนนขา งกระจกรถยนของแพลาดไปก รถยนของา วกระจกแตก ผลา เดเน ประเภทเยวบเจตนากระแาอนนขา งไปน เลยไปก คนเนถนนรษะแตก ไใเ อ ง พลาด เพราะผลา ยไปเดบคคลง เนคนละประเภทบแดงเ จตนากระ(3)องอเจตนาเมของกระเนหกในการจยผลา ยเดจากการกระโดยพลาด น อ เจตนาเมโอนไปคคลไบ ผลา ยวย ตามหกการกระโดยพลาดจะองเนการกระโดย เจตนา ใเหเดน โดยใก ารกระของน เพราะฉะน ง องเ จตนาเมของกระา เ จตนาา หอ เจตนา า ย หอ เจตนาใเ ย ทพ หอ เจตนาประการใด กรเดผลา ยจาก การกระโดยพลาดกฎหมายใอ า กระเ จตนาอไบ ผลา ยน เจตนากระอไบ ผลา ยจากการกระโดยพลาดน ง เนเจตนาเมของกระเ จตนากระอคคลองการกระเน แดงเ จตนาา ในงก แขนไบ บาดเบ แวกระน เลยไปก ขาวไบ บาดเบ เน น เจตนาเมของแดงอเจตนาา โอนไปขาวไบ ผลา ยวย หลักเกณฑ์ของการกระทำ โดยพลาด ได้ดัด้งดันี้ (1). ต้องประกอบด้วยบุคคล 3 ฝ่าฝ่ย ซึ่งซึ่แตกต่างจากการกระทำ โดยสำ คัญผิดผิตามมรตรา 61 การสำ คัญผิดผิ ตามมาตรา 61 นั้นนั้มีบุมีบุคคล่ 2 ฝ่ายคือ ผู้กผู้ ระทำ กับผู้ถูผู้ กถูกระทำ เพราะสำ คัญ ผิดผิแต่การกระทำ โดยพลาดต้องมีบุมีบุคคล 3 ฝ่าย ได้แด้ก่ 1) ฝ่ายผู้กผู้ ระทำ 2) ฝ่ายผู้ถูผู้ กถูกระทำ คนแรกโดยผู้กผู้ ระทำ มีเมีจตนากระทำ ต่อ 3) ฝ่ายที่ได้รัด้บรัผลร้าร้ยจากการกระทำ โดยพลาด ตัวอย่าย่ง แดงต้องการฆ่าฆ่ดำ จึงจึใช้ปืช้ ปืนยิ่งยิ่ดำ กระสุนสุไม่ถูม่กถูคำ พลาดไปถูกถูขาว ถึงแก่ความตาย ดังดันี้ แดงเป็นฝ่ายผู้กผู้ ระทำ ดำ เป็นฝ่ายผู้ถูผู้ กถูกระทำ คนแรก โดยแดงมีเมีจตนา ฆ่าฆ่ขาวเป็นฝ่ายที่ได้รัด้บรัผลร้าร้ยจากการกระทำ โดยพลาด (2).ผลร้าร้ยที่เกิดโดยพลาด นี้ต้ นี้ ต้องเป็นผลประเภทเดียดีวกับที่เจตนากระทำ หมายความว่าว่ถ้าเจตนากระทำ ต่อบุคคล ผลร้าร้ยที่เกิดขึ้นขึ้จะต้องเกิดขึ้นขึ้กับบุคคลด้วด้ย หรือรืถ้าเจตนา กระทำ ต่อทรัพรัย์ ผลร้าร้ยที่เกิดขึ้นขึ้จะต้องเกิดขึ้นขึ้กับตัวทรัพรัย์เย์ช่นช่กัน ถ้ามี เจตนากระทำ ต่อบุคคลแต่ผลร้าร้ยที่เกิดจากการกระทำ นั้นนั้เป็นทรัพรัย์ ก็ ไม่ใม่ช่เช่ ป็นการกระทำ โดยพลาดตามมาตรา 60 เพราะผลร้าร้ยที่เกิดขึ้นขึ้เป็น คนละประเภทกับที่เจตนากระทำ เช่นช่แดงต้องการฆ่าฆ่คำ ใช้ปืช้ ปืนยิงยิดำ กระสุนสุพลาดไม่ถูม่กถูคำ แต่เลยไปถูกถูขาวถึงแก่ความตาย ผลร้าร้ยที่เกิดขึ้นขึ้ เป็นประเภทเดียดีวกับที่เจตนากระทำ เพราะเป็นการกระทำ กับบุคคลต่อ บุคคล แต่ถ้ากระสุนสุที่แดงยิงยิคำ นั้นนั้เลยไปถูกถูกระจกรถยนต์ของขาวแตก ก็ไม่ใม่ช่กช่ารกระทำ โดยพลาด เพราะผลร้าร้ย ที่เกิดขึ้นขึ้เป็นผลคนละประเภทกับ ที่เจตนากระทำ กรณีคณีวามผิดผิที่เกี่ยวกับทรัพรัย์ก็ย์ ก็เช่นช่เดียดีวกัน คือผลร้าร้ยที่ เกิดขึ้นขึ้จะต้องเกิดขึ้นขึ้กับ ตัวทรัพรัย์ด้ย์วด้ย ตัวอย่าย่ง แดงใช้ก้ช้ ก้อนหินหิขว้าว้งกระจกรถยนต์ของคำ แต่พลาดไปถูกถูรถยนต์ของข่าข่ว กระจกแตก ผลร้าร้ย์ที่ย์ ที่ เกิดเป็นประเภทเดียดีวกับที่เจตนากระทำ แต่ถ้าก้อน หินหิที่ขว้าว้งไปนั้นนั้เลยไปถูกถูคนเดินดิถนนศีรษะแตก ก็ไม่ใม่ช่เช่รื่อรื่งพลาด เพราะ ผลร้าร้ยไปเกิดกับบุคคลซึ่งซึ่เป็นคนละประเภทกับที่แดงมีเมีจตนากระทำ 15


(3)ต้องถือเจตนาเดิมของผู้กผู้ ระทำ เป็นป็หลักในการวินิวิจนิฉัยฉัผลร้าร้ยที่เกิด จากการกระทำ โดยพลาด นั่นนั่คือ เจตนาเดิมดิ โอนไปสู่บุสู่ บุคคลที่ได้รัด้บรัผลร้าร้ยด้วด้ย ตามหลักการกระทำ โดย พลาดจะต้องเป็นการกระทำ โดยเจตนา มิใมิช่อุช่อุบัติบั ติเหตุที่ตุที่ เกิดขึ้นขึ้ โดยมิใมิช่กช่ารกระ ทำ ของผู้นั้ผู้ นนั้เพราะฉะนั้นนั้จึงจึต้องดูเดูจตนาเดิมดิของผู้กผู้ ระทำ ว่าว่มีเมีจตนาฆ่าฆ่หรือรื เจตนา ทำ ร้าร้ย หรือรืเจตนาทำ ให้เห้สียสีทรัพรัย์ หรือรืเจตนาประการใด กรณีที่ณี ที่ เกิด ผลร้าร้ยจากการกระทำ โดยพลาดกฎหมายให้ถืห้ ถือ ว่าว่ผู้กผู้ ระทำ มีเมีจตนาต่อผู้ที่ผู้ ที่ได้ รับรัผลร้าร้ยนั้นนั้เจตนาที่ผู้กผู้ ระทำ มีต่มี ต่อผู้ที่ผู้ ที่ได้รัด้บรัผลร้าร้ยจากการกระทำ โดยพลาด นั้นนั้จึงจึเป็นเจตนาเดิมดิของผู้กผู้ ระทำ ที่มีเมีจตนากระทำ ต่อบุคคลที่ต้องการกระทำ ตัวอย่าย่ง แดงมีเมีจตนาฆ่าฆ่ดำ ใช้ปืช้ ปืนยิงยิดำ ถูกถูแขนได้รัด้บรับาดเจ็บจ็แล้วกระสุนสุเลยไปถูกถูขาว ได้รัด้บรับาดเจ็บจ็เช่นช่กัน เจตนาเดิมดิของแดงคือเจตนาฆ่าฆ่ก็โอนไปสู่ขสู่ าวผู้ไผู้ด้รัด้บรั ผลร้าร้ยด้วด้ย กรณีที่ไม่ถืม่ ถือว่าว่เป็นป็การกระทำ โดยพลาด มีดัมีงดัต่อไปนี้ 1. การกระทำ โดยประมาท กรณีนี้ณีมิ นี้ ใมิช่กช่ารกระทำ โดยพลาด เพราะกฎหมาย บัญบัญัติญั ติไว้ชัว้ดชัว่าว่การกระทำ โดยพลาดย่อย่มเกิดเฉพาะการกระทำ โดยเจตนาเท่านั้นนั้ดังดันั้นนั้หาก ผู้กผู้ ระทำ ได้ กระทำ โดยประมาทต่อบุคคลหนึ่งนึ่แต่ผลของการกระทำ เกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งนึ่ โดยพลาดไป จะถือว่าว่ผู้กผู้ ระทำ กระทำ โดยประมาทต่อบุคคลผู้ไผู้ด้รัด้บรัผลร้าร้ยโดย พลาดไปไม่ไม่ด้ ไม่เม่ ป็นการกระทำ โดยพลาด แต่เป็นการกระทำ โดยประมาท นั่นนั่เอง 2. ผลร้าร้ยที่เกิดขึ้นขึ้เพราะอุบัติบั ติเหตุ กรณีผณีลเกิดจากอุบัติบั ติเหตุนี้ตุมิ นี้ ใมิช่เช่ ป็นการกระทำ โดยเจตนา เมื่อมื่มิไมิด้กด้ระทำ โดย เจตนาจึงจึมิใมิช่เช่ ป็นการกระทำ โดยพลาด ตัวอย่าย่ง นายสมแบกปืนจะไปยิงยิเป้าป้ที่สนามยิงยิปืนโดยบรรจุกระสุนสุไว้แว้ต่ยังยัไม่ไม่ด้ขึ้ด้ ขึ้นขึ้นก เดินดิ ไปสะดุดดุก้อนหินหิแล้วหกล้มทำ ให้ปืห้ ปืนหล่นลงกระสุนสุปืนไปถูกถูนายชวยได้รัด้บรั บาดเจ็บจ็แล้วเลยไปถูกถูนายข่าข่ถึงแก่ความตายกรณีนี้ณีมิ นี้ ใมิช่เช่ ป็นเรื่อรื่งของการก ระทำ โดยพลาดแต่เกิดขึ้นขึ้ โดยออุบัติบั ติเหตุ ไม่ใม่ช่เช่กิดจากเจตนา และ ถ้านายสม ได้ใด้ช้คช้วามระมัดมัระวังวัเพียพีงพอแล้ว ก็ไม่ใม่ช่เช่รื่อรื่งกระทำ โดยประมาท 16


3. ไม่เม่กิดผลร้าร้ยแก่บุคคลที่สาม ที่ถือว่าว่เป็นการกระทำ โดยพลาดนั้นนั้ต้องมีผมีลร้าร้ยเกิดขึ้นขึ้แก่ฝ่ายที่สาม หากไม่ เกิดผลร้าร้ยแก่บุคคลที่สามแล้วก็ไม่ใม่ช่เช่ ป็นการกระทำ โดยพลาด ตัวอย่าย่ง ก. ยิงยิข. แต่กระสุนสุไม่ถูม่กถูข. เลยไปถูกถูต้นไม้ ไม่ใม่ช่กช่ารกระทำ โดยพลาด อย่าย่ง นี้ ก. ผิดผิฐานพยายามฆ่าฆ่ข. 4. ผลร้าร้ยที่เกิดขึ้นขึ้มิไมิด้เป็นป็ผลประเภทเดียวกับเจตนากระทำ กรณีเณีจตนากระทำ ต่อตัวบุคคลแต่พลาดไปเกิดกับทรัพรัย์สิย์นสิสิ่งสิ่ของบุคคล อื่น ก็ไม่ใม่ช่เช่รื่อรื่งการกระทำ โดยพลาด ตัวอย่าย่ง แดงยิงยิดำ ด้วด้ยปืน กระสุนสุไม่ถูม่กถูดำ แต่เลยไปถูกถูโทรทัศน์ใน์นบ้าบ้นคนอื่นจอภาพ แตก อย่าย่งนี้ผ นี้ ลร้าร้ยเกิดแก่ทรัพรัย์ เป็นคนละประเภทกับผลที่แดงเจตนา กระทำ ต่อดำ ซึ่งซึ่เป็นบุคคล จึงจึนำ เรื่อรื่งพลาดมาปรับรัข้อข้เท็จจริงรินี้ไนี้ ม่ไม่ด้ 5. ผลที่เกิดขึ้นขึ้นั้นนั้ผู้กผู้ ระทำ ย่อย่มเล็งเห็นได้ ถือว่าว่เป็นผลที่เจตนากระทำ ตามมาตรา 59 ไม่ใม่ช่กช่ารกระทำ โดยพลาด ตัวอย่าย่ง ก. ใช้ปืช้ ปืนยิงยินักนัศึกษาคนหนึ่งนึ่ในห้อห้งบรรยาย มีนัมีกนัศึกษานั่งนั่ฟังฟัอาจารย์ บรรยายอยู่เยู่ต็มห้อห้ง กระสุนสุพลาดไปถูกถูนักนัศึกษาคนอื่นถึงแก่ความตายก. ย่อย่มเล็งเห็นห็ ได้ว่ด้าว่กระสุนสุถูกถูนักนัศึกษาคนอื่นได้ เป็นเจตนาฆ่าฆ่นักนัศึกษาคนอื่น ไม่เม่ ป็นการกระทำ โดยพลาด 17


ข้อข้ยกเว้นว้การกระทำ โดยพลาด ความในตอนท้ายมาตรา 60 ที่ว่าว่ "..แต่ในกรณีที่กฎหมายบัญบัญัติญั ติให้ ลงโทษหนักนัขึ้นขึ้เพราะฐานะของบุคคลหรือรืเพราะความสัมสัพันพัธ์รธ์ะหว่าว่งผู้ กระทำ กับบุคคลที่ได้รับรัผลร้าร้ย มิใมิห้นำ กฎหมายนั้นนั้มาใช้บัช้งบัคับเพื่อพื่ลงโทษ ผู้กผู้ ระทำ ให้หนักนัขึ้นขึ้ " จะเห็นห็ว่าว่การกระทำ โดยพลาดนี้ก นี้ ฎหมายบัญบัญัติญั ติเป็นข้อข้ยกเว้นว้ ไว้โว้ดยชัดชัแจ้งจ้ ไม่เม่หมือมืนกับการกระทำ โดยสำ คัญผิดผิตามมาตรา 61 ซึ่งซึ่ต้องอ้างหลักทั่วทั่ ไป ตามมาตรา 62 วรรค ท้ายมาปรับรัใช้ ในเรื่อรื่งของการกระทำ โดยพลาดนี้ถ้ นี้ ถ้าผล ที่เกิดขึ้นขึ้แก่ผู้ถูผู้ กถูกระทำ คนแรกกับบุคคลที่ได้รัด้บรัผลร้าร้ยโดยพลาดไปนั้นนั้ทำ ให้ ผู้กผู้ ระทำ รับรัโทษแตกต่างกัน ก็ต้องถือว่าว่ถ้าการกระทำ พลาดไปนั้นนั้ทำ ให้คห้วาม รับรัผิดผิลดลง ผู้กผู้ ระทำ ก็ต้องรับรัโทษไปตามนั้นนั้แต่ถ้าการกระทำ ที่พลาดไปนั้นนั้ เป็นกรณีที่ณี ที่ กฎหมายบัญบัญัติญั ติให้รัห้บรัโทษหนักนัขึ้นขึ้ผู้กผู้ ระทำ ก็รับรัโทษหนักนัขึ้นขึ้ ไม่ไม่ด้ ซึ่งซึ่กฎหมายบัญบัญัติญั ติไว้ใว้นมาตรา 60 ตอนท้ายว่าว่มิใมิห้นำห้นำกฎหมายนั้นนั้มาใช้ บังบัคับเพื่อพื่ลงโทษ ผู้กผู้ ระทำ ให้หห้นักนัขึ้นขึ้จึงจึต้องรับรัโทษธรรมตาไป ซึ่งซึ่การรับรั โทษหนักนัขึ้นขึ้นั้นนั้มีด้มีวด้ยกัน 2 กรณี คือ ก. ฐานะของบุคคลระหว่าว่งผู้กผู้ ระทำ กับบุคคลที่ได้รัด้บรัผลร้าร้ย ข. ความสัมสัพันพัธ์รธ์ะหว่าว่งผู้กผู้ ระทำ กับบุคคลที่ได้รัด้บรัผลร้าร้ย ตัวอย่าย่งคำ พิพพิากษาฎีกาที่ 784/2509 การที่จำ เลยไล่ติดตามจับจัคนร้าร้ยไปแล้วใช้ปืช้ ปืนยิงยิคนร้าร้ย แต่กระสุนสุไปถูกถูผู้เผู้สียสีหาย นั้นนั้เป็นป็การกระทำ ที่จำ เลยมีเมีจตนาต่อบุคคลหนึ่งนึ่แต่ผลการกระทำ เกิดแก่อีกบุคคล หนึ่งนึ่โดยพลาดไป ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60 ให้ถืห้ ถือว่าว่จำ เลยกระทำ โดย เจตนาแก่บุคคลซึ่งซึ่ได้รัด้บรัผลร้าร้ยจากการกระทำ นั้นนั้หาเป็นป็การกระทำ โดยประมาทไม่ ใช้ปืช้ ปืนยิงยิพลาด 18


บรรณานุกรม หนังนัสือสื 1.ทวีเวีกียรติ มีนมีะกนิษนิฐ.//(2565).//คำ อธิบธิายกฎหมายอาญา ภาค ทั่วทั่ ไป.//พิมพิพ์คพ์รั้งรั้ที่ 24.//กรุงรุเทพฯ:/วิญวิญูชน 2.คณพล จันจัทน์หน์อม.//(2565).//หลักพื้นพื้ฐานกฎหมายอาญา.//พิมพิพ์ ครั้งรั้ที่ 2.//กรุงรุเทพ:/วิญวิญูชน 3.คณพล จันจัทน์หน์อม.//(2563).//หลักพื้นพื้ฐานกฎหมายอาญา เล่ม 1 .//กรุงรุเทพ:/วิญวิญูชน เว็บว็ ไซต์ 1:https://www.keybookme.com/criminal-law/get-dd? matra=59&a2=active 2:https://shorturl.asia/5Jz1S 3:https://www.thethaibar.or.th/thaibarweb/files/Data_w eb/dowloads_doc/term1/prathan/pt1.pdf 4 :https://www.moj.go.th/view/71799 19


Click to View FlipBook Version