Best Practice หมวด 2 การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ 'ปรับแผน&กลยุทธ์' สู้ 'โอไมครอน' สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี การบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน กรณีซีเซียม - 137 สูญหาย จังหวัดปราจีนบุรี เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจระดมสรรพกำลัง ความรู้ ความสามารถและทรัพยากรจากทุกภาคส่วน การ จัดทำแผน การบูรณาการหน่วยงานสาธารณสุขและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งระดับชาติ ระดับเขต ระดับ จังหวัด และระดับพื้นที่ สามารถป้องกันควบคุมและ ลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนและ สิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สสจ.ปราจีนบุรี ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน ด้านการแพทย์และสาธารณสุข (EOC) เพื่อติดตาม สถานการณ์โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูแล สุขภาพประชาชน ผู้สัมผัส และผู้มีโอกาสสัมผัส รวมถึงเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ลงพื้นที่ให้ความรู้ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวังผลกระทบด้าน สุขภาพจิตที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ได้มีการบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งแต่ เกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้วอย่างต่อเนื่อง เฝ้าระวังอย่าง สูงสุด เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับอันตรายจากสาร กัมมันตรังสี และเดินหน้าขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย “ประชาชน สุขภาพดีเจ้าหน้าที่มีความสุข ระบบสุขภาพยั่งยืน” นายแพทย์สุรินทร์ สืบซึ้ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี มีการออกแบบและปรับปรุงกระบวนการที่สำคัญ เพื่อส่งมอบผลผลิต และการบริการที่สร้างคุณค่าที่ดีที่สุดแก่ ผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 ภายใต้แผนพัฒนาด้านการป้องกัน ควบคุมโรค และภัยสุขภาพของประเทศ ระยะ 20 ปี(พ.ศ. 2561- 2580) โดยวิเคราะห์กระบวนการที่ต้องใช้ในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ บริการที่สำคัญ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ดังนี้1) กำหนดข้อกำหนดที่สำคัญในการผลักดันระบบงานหลักตามพันธกิจ ให้กระบวนการทำงานมีคุณค่า 2) กำหนด ผลผลิตและออกแบบกระบวนการทำงานตามข้อกำหนด ที่สำคัญเพื่อให้สามารถผลิตและส่งมอบผลิตภัณฑ์และ บริการ รวมถึงมีการควบคุมให้เกิดความต่อเนื่องสามารถปฏิบัติได้จริง ลดความซ้ำซ้อน ปรับลดขั้นตอน ใช้เวลาและ ทรัพยากรให้คุ้มค่า เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการและผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น 3) ปฏิบัติตามขั้นตอนในแต่ละกระบวนการว่า สามารถปฏิบัติได้จริง พร้อมแก้ไข ออกแบบ หรือปรับปรุงกระบวนการให้เหมาะสมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่กำหนดไว้ สำหรับกระบวนการสนับสนุน 1) มีการกำหนดจากกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และความต้องการภายใน เพื่อเกื้อหนุน ให้กระบวนการทำงานที่สำคัญทำงานได้คล่องตัว โปร่งใส ตรวจสอบได้ มาใช้ในการออกแบบกระบวนการที่มุ่งสู่ ผลลัพธ์ คือ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพื่อให้กระบวนการที่ถูกออกแบบนำไปสู่การปฏิบัติ 2) มีการสื่อสารผ่าน การประชุมทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online (ผ่านระบบ VDO conference) ใช้ Facebook/ LINE เพื่อชี้แจง ทำความเข้าใจ จัดทำเป็นคู่มือปฏิบัติงานและเผยแพร่ใน Website ให้กับทีมงานและบุคลากรใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ 3) มีการควบคุมกระบวนการ ผู้ส่งมอบ บุคลากร ปัจจัยนำเข้าวิธีการทำงาน สภาพแวดล้อมในการทำงาน รวมทั้ง การกำหนดเป็นค่าเป้าหมายและตัวชี้วัดกำกับการปฏิบัติงาน 4) ได้กำหนดเป็นค่าเป้าหมาย ตัวชี้วัดการปฏิบัติ ราชการ 5) กำกับ ติดตามความก้าวหน้าของผลการดำเนินงาน ตัวชี้วัดการเบิกจ่ายงบประมาณของส่วนราชการ ในการประชุมผู้บริหาร 6) วางระบบควบคุมภายในตามประเด็นความเสี่ยงของแต่ละหน่วยงาน และกำกับ ติดตาม ให้เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานการควบคุมภายใน พ.ศ.2544 7) การจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) 8) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมนิเทศงานสาธารณสุขผสมผสานระดับ จังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 หมวด 6 การปฏิบัติการ กระบวนการท างาน
กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายให้มีการเตรียมความพร้อมตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉินด้านการแพทย์และ สาธารณสุข โดยใช้ระบบบัญชาการเหตุการณ์ทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข (Public Health Emergency Incident Command System: PHEICS) โดยนำหลักวิชาการและหลักปฏิบัติการของระบบการบัญชาการ เหตุการณ์ (Incident Command System: ICS) ในการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉิน/ ภัยพิบัติ ด้านการแพทย์และ สาธารณสุข ให้เหมาะสมกับกำลังคนและทรัพยากร เพื่อเตรียมความพร้อมและสามารถบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินที่ อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสนับสนุนให้นำระบบการบัญชาการเหตุการณ์ (Incident Command System : ICS) มาพัฒนาระบบปรับใช้ให้เหมาะสมกับหน่วยงานทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข และบริบทของพื้นที่ พัฒนาระบบการตรวจจับเหตุการณ์ผิดปกติให้รวดเร็วและตอบโต้ได้ทันที ภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการ ภาวะฉุกเฉิน ทีมตระหนักรู้สถานการณ์ ทีมปฏิบัติการสอบสวนควบคุมโรค และหน่วยงานอื่นร่วมกันจัดการภาวะ ฉุกเฉินทางสาธารณสุข (Public Health Emergency Management: PHEM) โดยรายงานข้อมูลโรคและภัย สุขภาพตามระดับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ผ่านระบบการบัญชาการเหตุการณ์ ( ICS) ที่เชื่อมโยงระดับ อำเภอ จังหวัดเขตสุขภาพ และกระทรวงสาธารณสุขส่วนกลาง ระบบการจัดการภาวะฉุกเฉิน ทางการแพทย์และสาธารณสุข
ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข “ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข” (Public Health Emergency) ถือเป็น “สาธารณภัย” ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อ ชีวิต สร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชน และเกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม “ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข” จึงหมายถึง เหตุการณ์การเกิดโรคและภัยคุกคามสุขภาพ ซึ่งมีลักษณะเข้าได้กับเกณฑ์อย่างน้อย 2 ใน 4 ประการ • ทำให้เกิดผลกระทบทางสุขภาพอย่างรุนแรง • เป็นเหตุการณ์ที่ผิดปกติหรือไม่เคยพบมาก่อน • มีโอกาสที่จะแพร่ไปสู่พื้นที่อื่น • ต้องจำกัดการเคลื่อนที่ของผู้คนหรือสินค้า โรคและภัยสุขภาพ 5 ประเภท ได้แก่ 1. โรคติดต่อ เป็นเหตุการณ์การ แพร่ระบาดอย่างผิดปกติของโรคติดต่อ เฉียบพลัน เช่น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ไข้หวัดนก โรคซาร์ส โรคชิคุกุนยา โรคติด เชื้อไวรัสอีโบลา หรือแม้แต่โรค ที่เกิดขึ้น ตามฤดูกาลและโรคประจำถิ่นที่มีการแพร่ ระบาดอย่างผิดปกติ เช่น ไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ทั้งนี้รวมถึงโรคที่ ประกาศไว้ในกฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR) ให้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข ระหว่างประเทศ เป็นต้น 2. เหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บและอุบัติภัย เป็นเหตุการณ์ภัยสุขภาพที่ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บ และเสียชีวิตได้ เช่น ตึกถล่ม อุบัติเหตุจากการขนส่งและโดยสาร การจลาจล สงคราม และอุบัติเหตุจากการ ปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข เป็นต้น 3. โรคและภัยสุขภาพที่มากับภัยธรรมชาติเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ (เช่น น้ำท่วม ลมพายุ ดินโคลนถล่ม หรือสึนามิ) ผู้ประสบภัยจะเผชิญกับโรคระบาดและภัยสุขภาพ เช่น โรคฉี่หนู อุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ ไฟฟ้าช็อต/ ไฟ้ฟ้าดูด การเสียชีวิตจากการจมน้ำ การขาดยาหรือการรักษาที่จำเป็นเนื่องจากไม่สามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้ เป็นต้น 4. ภัยสุขภาพที่เกิดจากสารเคมีเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลถึงการบาดเจ็บและการเสียชีวิตของบุคคลที่เกิดจาก การมีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพปนเปื้อนออกมาในสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจเกิดจากการกระทำของมนุษย์ด้วยกัน เช่น การรั่วไหลออกจากโรงงานอุตสาหกรรม การก่อการร้ายด้วยอาวุธชีวภาพ/อาวุธเคมี การเกิดสงคราม หรือ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น การปนเปื้อนของสารหนูในธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น 5. ภัยสุขภาพที่เกิดจากกัมมันตภาพรังสีและนิวเคลียร์เป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลถึงการบาดเจ็บและการเสียชีวิต ของบุคคลจำนวนมาก ซึ่งเกิดจากรั่วไหลของกัมมันตรังสีและนิวเคลียร์ ซึ่งอาจเกิดได้จากการกระทำของมนุษย์หรือ เกิดขึ้นภายหลังภัยพิบัติทางธรรมชาติ
การจัดการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข : 2P2R (Prevention and Mitigation, Preparedness, Response, Recovery ) 1. การดำเนินการป้องกันและลด ผลกระทบ (Prevention and Mitigation) เป็น ระยะที่ต้องดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่ช่วยลดโอกาส การเกิดเหตุการณ์ และลดผลกระทบของโรคและ ภัยสุขภาพที่เป็นภาวะฉุกเฉิน หรือทำให้เหตุการณ์ นั้นส่งผลกระทบน้อยลง ซึ่งรวมถึงการจัดวาง ระบบการจัดการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขให้มี สมรรถนะและมีขีดความสามารถ เพื่อเตรียมการ เผชิญสาธารณภัยต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการลดความรุนแรงและลดความสูญเสียจาก ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข 2. การเตรียมความพร้อมรองรับภาวะฉุกเฉิน (Preparedness) เป็นระยะที่ต้องเตรียมความพร้อมและ แนวทางปฏิบัติในการรับมือกับภาวะฉุกเฉินที่จะเกิดขึ้นในทุกด้านก่อนเกิดเหตุการณ์ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข ได้แก่ การพัฒนาระบบเฝ้าระวังการเตรียมศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน และระบบบัญชาการเหตุการณ์ (EOC & ICS) -การจัดทำ แผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข และการซ้อมแผนดังกล่าว (PHE Planning & Exercise) -การฝึกอบรมและพัฒนา บุคลากรเพื่อรองรับการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข (PHER Training) - การจัดการและเตรียมข้อมูลที่ เกี่ยวข้องกับการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข (Information Management) - การจัดเตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ ยา วัคซีน และเวชภัณฑ์ และระบบการขนส่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข (PHE Logistic) - การเตรียมระบบเฝ้าระวังเหตุการณ์ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข (PHE Surveillance) - การเตรียม ระบบประสานการทำงานร่วมกับเครือข่าย (PHE Networking) 3. การตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน (Response) เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้อง ดำเนินการตามแผนจัดการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข มีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินเพื่อบัญชาการ เหตุการณ์ ดำเนินการติดตามเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ส่งทีมเข้าพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือ และบรรเทาความสูญเสียต่อสุขภาพของผู้ประสบเหตุ และดำเนินการป้องกัน ควบคุมโรคระบาด หรือผลแทรกซ้อน อื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นหลังการเกิดภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข และสื่อสารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ซึ่งในการดำเนินการ จะระดมทรัพยากรที่เตรียมพร้อมไว้เพื่อตอบโต้ภาวะฉุกเฉินร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4. การฟื้นฟูหลังเกิดภาวะฉุกเฉิน (Recovery) เป็นระยะที่ความเสียหาย และความสูญเสียจาก เหตุการณ์ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข ได้รับการแก้ไขและบรรเทาแล้ว มีการฟื้นฟูให้พื้นที่กลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งหลังจาก ดำเนินการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินแล้ว ผู้รับผิดชอบเหตุการณ์ภาวะฉุกเฉินต้องเตรียมการหลังฟื้นฟู ได้แก่ – เตรียมปิด สถานที่พักพิงชั่วคราวในพื้นที่ – เตรียมเปิดระบบให้บริการสุขภาพของพื้นที่ในภาวะปกติ– ประชาชนในพื้นที่เริ่มใช้ ชีวิตในภาวะปกติ- ทีมตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขเตรียมถ่ายโอนภารกิจให้หน่วยงานที่ปกติ และเตรียม ถอนตัวออกจากพื้นที่
ความเชื่อมโยงการจัดระดับความรุนแรง : การจัดระดับความรุนแรงของสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกระทรวงมหาดไทยได้แบ่งความรุนแรงของสาธารณภัยเป็น 4 ระดับ ความรุนแรงระดับ 1 หมายถึง สาธารณภัยที่เกิดขึ้นทั่วไปหรือมีขนาดเล็ก ท้องถิ่นสามารถจัดการได้ โดยตนเอง ในกรณีนี้ ให้ผู้อำนวยการท้องถิ่น ผู้อำนวยการอำเภอ สามารถควบคุมสถานการณ์และจัดการระงับภัยได้ ความรุนแรงระดับ 2 หมายถึง สาธารณภัยขนาดกลางซึ่งเกิดขีดความสามารถของท้องถิ่น ต้องอาศัย การช่วยเหลือจากท้องถิ่นข้างเคียงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัด ในกรณีนี้ผู้อำนวยการในระดับ 1 ไม่สามารถ ควบคุมสถานการณ์ได้ ผู้อำนวยการจังหวัด และ/หรือผู้อำนวยการกรุงเทพมหานครเข้าควบคุมสถานการณ์ ความรุนแรงระดับ 3 หมายถึง สาธารณภัยขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบรุนแรงกว้างขวาง หรือสาธารณภัย ที่จำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญหรืออุปกรณ์พิเศษ เป็นสาธารณภัยขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่เสียหายเป็นบริเวณกว้างขวาง หรือสถานการณ์ของสาธารณภัยที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญหรืออุปกรณ์พิเศษต้องระดมความช่วยเหลือ จากทุกส่วนราชการ ภาคเอกชนและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผู้อำนวยการจังหวัดไม่สามารถควบคุมและระงับสา ธารณภัยได้ ต้องอาศัยความร่วมมือ จากหน่วยงานภายนอกพื้นที่ ในกรณีนี้ให้ผู้อำนวยการกลาง และ/หรือผู้ บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ หรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์เข้าควบคุม สถานการณ์ ความรุนแรงระดับ 4 หมายถึง สาธารณภัยขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบร้ายแรงอย่างยิ่ง เป็นสาธารณภัย ขนาดใหญ่มากเป็นพิเศษ ที่มีผลกระทบร้ายแรงอย่างยิ่งต่อชีวิตทรัพย์สินและ ขวัญกำลังใจของประชาชนทั้งประเทศ หรือเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือผู้ได้รับมอบหมาย) ไม่สามารถที่จะควบคุมสถานการณ์และระงับภัยได้ นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย จะเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์เข้าควบคุมสถานการณ์ กองสาธารณสุขฉุกเฉิน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้แบ่งความรุนแรงของโรคและภัยสุขภาพ เป็น 3 ระดับ ความรุนแรงระดับ 1 เกิดโรคและภัยสุขภาพที่เป็นสาธารณภัยขนาดเล็ก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ร่วมกับสถานพยาบาลในจังหวัดนั้น สามารถควบคุมภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขได้เอง โดยดำเนินการตาม แผนปฏิบัติการฯ ระดับจังหวัด
ความรุนแรงระดับ 2 เกิดโรคและภัยสุขภาพที่เป็นสาธารณภัยขนาดกลาง ต้องอาศัยการสนับสนุน ความช่วยเหลือจากหน่วยงานหลายส่วนราชการภายจังหวัดตนเอง หรือจังหวัดใกล้เคียงอื่นๆ ในระดับเขต ซึ่ง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนั้นไม่สามารถควบคุมสถานการณ์และจัดการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขได้เอง ต้องให้ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขระดับเขตเข้าควบคุมสถานการณ์ และระดมทรัพยากรจากจังหวัดใกล้เคียง ภายในเขตเข้าร่วมจัดการระงับภัยสุขภาพนั้น ซึ่งใช้แผนปฏิบัติการฯ ระดับกระทรวงเพื่อดำเนินการในพื้นที่ระดับเขต ความรุนแรงระดับ 3 เกิดโรคและภัยสุขภาพที่เป็นสาธารณภัยขนาดใหญ่ มีผลกระทบรุนแรง กว้างขวาง หรือจำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญหรืออุปกรณ์พิเศษต้องระดมความช่วยเหลือ จากทุกส่วนราชการ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในระดับประเทศ ร่วมกันควบคุมสถานการณ์และจัดการภาวะฉุกเฉินทาง สาธารณสุข โดยดำเนินการตามแผนปฏิบัติการฯ ระดับกระทรวง ระบบบัญชาการเหตุการณ์(Incident Command System: ICS) • เป็นระบบการบริหารจัดการที่ใช้เพื่อการบังคับบัญชา สั่งการ ควบคุม และประสาน ความร่วมมือระหว่าง หน่วยงานในสถานการณ์เฉพาะ ระบบดังกล่าวเป็นระบบปฏิบัติการเพื่อการระดมทรัพยากรไปยังที่เกิดเหตุ เพื่อ บริหารจัดการเหตุฉุกเฉินให้สามารถปกป้องชีวิต ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อมได้อย่างบรรลุเป้าหมาย และมี ประสิทธิภาพ • ช่วยในการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วัตถุประสงค์การนำระบบบัญชาการเหตุการณ์มาใช้ 1. ให้มีความปลอดภัยทั้งผู้ปฏิบัติงานและผู้เสี่ยงต่อภัยสุขภาพ 2. เพื่อหยุดยั้งและ/หรือลดผลกระทบจากภาวะฉุกเฉินหรือสถานการณ์รุนแรงจากโรคและภัยสุขภาพ และเพื่อให้เหตุการณ์กลับสู่สภาวะปกติในระยะเวลาที่สั้นที่สุด 3. เพื่อระดมทรัพยากร และบริหารจัดการอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ เพื่อหยุดยั้งและ/หรือลดผลกระทบจากภาวะฉุกเฉินหรือสถานการณ์ รุนแรงจากโรคและภัยสุขภาพ และเพื่อให้ เหตุการณ์กลับสู่สภาวะ ปกติในระยะเวลาที่สั้นที่สุด
ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (Emergency Operations Center, EOC) เป็นหัวใจของการทำงานตอบโต้ภาวะ ฉุกเฉินภายใต้ระบบบัญชาการเหตุการณ์ (ICS) ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (Emergency Operations Center, EOC) คือ สถานที่ปฏิบัติงานของผู้ บัญชาการเหตุการณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากแต่ละกลุ่มภารกิจ เป็น ศูนย์กลางและจุดประสานงานระหว่าง หน่วยงานทั้งภายในและภายนอก เพื่อหมายถึง สถานที่ที่ใช้ในการปฏิบัติงานร่วมกันของกลุ่มภารกิจต่างๆ ภายใต้ ระบบบัญชาการเหตุการณ์ เพื่อสนับสนุนการบริหารสั่งการ ประสานงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล และทรัพยากรให้เกิดขึ้น อย่างสะดวกรวดเร็วในภาวะฉุกเฉิน ในที่นี้นอกเหนือจากจะหมายถึงห้องทำงานและอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงานแล้ว ยังหมายรวมถึงระบบงาน และบุคลากรที่ร่วมปฏิบัติงานในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขด้วยด้วย โครงสร้างการบัญชาการ มี 13 ภารกิจ ได้แก่ (1) ผู้บัญชาการณ์เหตุการณ์ (2) ตระหนักรู้สถานการณ์ (3) ยุทธศาสตร์ (4) สอบสวนโรค (5) สื่อสารความเสี่ยง (6)ดูแลรักษาผู้ป่ วย (7) ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ (8) กำลังคน (9) สารองวัสดุ เวชภัณฑ์ และส่งกำลังบารุง (10) กฎหมาย (11) การเงิน (12)ประสานงานและเลขานุการ และ (13) ห้องปฏิบัติการ
นายแพทย์สุรินทร์ สืบซึ้ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ปราจีนบุรีให้ความสำคัญการออกแบบและปรับปรุงกระบวนการ ที่สำคัญ เพื่อส่งมอบผลผลิตและการบริการที่สร้างคุณค่าที่ดีที่สุด แก่ผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงการเตรียมความพร้อม ตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านโรคและภัยสุขภาพเป็นภารกิจหลักเชิง ยุทธศาสตร์ที่สำคัญประเด็นหนึ่ง โดยให้มี“ระบบปฏิบัติการภาวะ ฉุกเฉินทางการแพทย์และสาธารณสุข” ที่สามารถจัดการภาวะ ฉุกเฉินทุกโรคและภัยสุขภาพได้อย่างรวดเร็ว เป็นระบบ มีความเป็น เอกภาพ มีประสิทธิภาพ การจัดทำระบบเตรียมความพร้อมตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน การเตรียมโครงสร้างระบบ บัญชาการสถานการณ์ การสั่งการ การประสานงาน การสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน การติดตามควบคุมผลการปฏิบัติงาน เพื่อให้ตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม ทันท่วงที มีประสิทธิภาพ ได้มาตรฐานสากล และกลับสู่ สภาวะปกติในระยะเวลาที่สั้นที่สุด จากกรณีเหตุวัสดุกัมมันตรังสี ซีเซียม-137 จำนวน 1 ชิ้น ได้หายจากโรงไฟฟ้า บริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ แพลนท์ 5 เอ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 1 หมู่ 2 ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี (ประกอบธุรกิจประเภทไฟฟ้า ก๊าซ ไอ น้ำ และระบบการปรับอากาศ) โดยบริษัทฯ ติดตั้งวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 จำนวน 14 ชิ้น ห่อหุ้มด้วยท่อเหล็ก กลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 นิ้ว ความยาว 8 นิ้ว น้ำหนัก 25 กิโลกรัม ใช้เป็นเครื่องมือวัดระดับของขี้เถ้าในไซโล ของโรงไฟฟ้า ติดตั้งใช้งานเมื่อปี 2538 กระทั่งประมาณวันที่ 23 ก.พ. 66 พนักงานขับรถที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ได้ยินเสียงดังมาก เหมือนว่ามีโลหะตก ลงพื้น ไม่คิดว่าเป็นวัตถุอันตราย ซึ่งวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ติดตั้งอยู่บนถังไซโลเก็บขี้เถ้า มีความสูงจากพื้นดิน ประมาณ 16-17 เมตร คาดว่าวัสดุกัมมันตรังสีจะตกอยู่ในพื้นที่ 200 ตารางเมตร จากจุดที่มีการติดตั้ง 10 มีนาคม 2566 บริษัทฯ ได้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี พร้อม ทั้งแจ้งสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ว่า อุปกรณ์ตรวจวัดระดับของถังเก็บขี้เถ้าชีวมวลสูญหาย ออกจากบริษัท ที่มา...ความท้าทาย ที่น ามาสู่Best Practice
13 มีนาคม 2566 สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ และบริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ แพลนท์ 5 เอ จำกัด ได้จัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินภายในโรงงาน ค้นหาวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ที่สูญหาย ในพื้นที่โรงงานทั้งหมด ผล การตรวจสอบไม่พบวัสดุกัมมันตภาพรังสีที่สูญหายภายในโรงงาน หลังเกิดเหตุ ชุดปฏิบัติการตรวจสอบวัสดุ กัมมันตรังสีสูญหาย โดยเจ้าหน้าที่จาก อ.ศรีมหาโพธิ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ และบริษัทฯ ได้ร่วมกันออกค้นหา และตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือวัดทางรังสีในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง เช่น ร้านขายของเก่า ร้าน รับซื้อเศษโลหะมือสอง ซึ่งหากวัสดุกัมมันตรังสียังอยู่ในสภาพเดิมจะไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและ สิ่งแวดล้อม กรณีวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ที่สูญหาย มีการถอดประกอบหรือชำแหละเครื่องกำบังที่ห่อหุ้มจนทำ ให้วัสดุกัมมันตรังสีมีลักษณะเปลือยเปล่า จะมีรัศมีการแผ่รังสีออกจากวัสดุกัมมันตรังสีประมาณไม่เกิน 1-2 เมตร หากมีการสัมผัสวัสดุกัมมันตรังสีโดยตรง จะทำให้ผู้สัมผัสเกิดผื่นแดง หรือเป็นแผลไหม้บริเวณที่สัมผัส จากการ ประเมินสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ที่สูญหายได้หลุดออกจากเครื่องกำบัง ดังนั้น จะไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม 14 มีนาคม 2566 นายรณรงค์ นครจินดา ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ แก้ไขปัญหาวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 สูญหาย จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อเป็นศูนย์ประสานการปฏิบัติในการแก้ไข ปัญหาวัสดุกัมมันตรังสี ด้านนายแพทย์สุรินทร์ สืบซึ้ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรีได้รายงาน สถานการณ์ให้นายแพทย์สุเทพ เพชรมาก ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 6 นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ทราบตามลำดับ และจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทางด้านการแพทย์และ สาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี กรณี วัตถุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 สูญหาย จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ลงพื้นที่ให้ความรู้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง สั่งการ เตรียมสถานพยาบาลในพื้นที่เพื่อรองรับผู้ป่วยที่อาจได้รับผลกระทบ ให้เฝ้าระวังผลกระทบด้านสุขภาพที่อาจเกิดกับ ประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด ให้โรงพยาบาลทุกแห่งเฝ้าระวังอาการที่อาจเข้าข่ายเกิดจากการไปสัมผัสกับ ซีเซียม-137 และให้ดูข้อมูลย้อนหลังไป 1 เดือน พบว่า ไม่มีผู้ป่วยอาการต้องสงสัยเข้ารับการรักษาแต่อย่างใด มอบหมายทีม MCATT ลงพื้นที่เยียวยาจิตใจ นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ปลัดกระทรวงสาธารณสุข สั่ง กำชับให้ดูแลด้านสุขภาพประชาชนในพื้นที่ สั่งการให้กองสาธารณสุขฉุกเฉินเตรียมความพร้อมผู้เชี่ยวชาญ สถานพยาบาลรองรับและเฝ้าระวังผลกระทบด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งประสาน โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และโรงพยาบาลรามาธิบดี กรณีรับส่งต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากรังสี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ทุกหน่วยบูรณาการ ทำงานร่วมกัน ดูแลความปลอดภัยของประชาชนและตรวจสอบการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมทุกจุดรัศมีโดยรอบอย่าง ละเอียด กำชับแนวทางการทำงาน ป้องกันผลกระทบ วางแนวทางแก้ไขระยะยาวเพื่อปกป้องประชาชน
ซีเซียมที่ไม่เป็นสารกัมมันตรังสีมีปรากฏอยู่เพียงไอโซโทปเดียว คือ ซีเซียม-133 ตามธรรมชาติพบรวมอยู่ เพียงปริมาณเล็กน้อยในแร่ชนิดต่าง ๆ น้ำทะเล ห้วย ลำธาร และในร่างกายมนุษย์ ส่วนซีเซียม-137 ซึ่งเป็นสาร กัมมันตรังสีเกิดได้ เมื่อยูเรเนียมและพลูโทเนียม ดูดกลืนอนุภาคนิวตรอนแล้วเกิดปฏิกิริยาฟิชชั่น ซึ่งพบได้ในเครื่อง ปฏิกรณ์นิวเคลียร์และอาวุธนิวเคลียร์ การแบ่งแยกนิวเคลียร์ของยูเรเนียมและพลูโทเนียมในปฏิกิริยาฟิชชั่น ก่อให้เกิดผลผลิตจากฟิชชั่น (Fission Product) มากมาย ซีเซียม-137 เป็นหนึ่งในผลผลิตจากฟิชชั่นเหล่านั้น ซีเซียม-137 เป็นสารกัมมันตรังสีอันตรายประเภทที่ 3 ตามการจำแนกของทบวงการพลังงานปรมาณู ระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency) มีลักษณะทางกายภาพมีลักษณะเป็นของแข็ง คล้าย ผงเกลือ สามารถฟุ้งกระจายได้เมื่อแตกออกจากแคปซูลที่ห่อหุ้มไว และมีครึ่งชีวิต 30 ปีเป็นไอโซโทปรังสีที่นิยม นำมาใช้ทางด้านอุตสาหกรรมมากที่สุดตัวหนึ่ง นำมาใช้ประโยชน์เป็นอุปกรณ์วัดระดับ (Level gauge) ในโรงงาน อุตสาหกรรม มีเครื่องมือนับพันชนิดที่ใช้ซีเชียม-137 ยกตัวอย่าง ดังนี้ เครื่องวัดความชื้นและความหนาแน่น ที่มีใช้กันอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง เครื่องวัดระดับ ใช้ในอุตสาหกรรมเพื่อตรวจวัดการไหลของของเหลวในท่อและแท็งก์ เครื่องวัดความหนา สำหรับวัดความหนาของแผ่นโลหะ กระดาษ ฟิล์ม และผลิตภัณฑ์อื่น เครื่องหยั่งธรณีในอุตสาหกรรมการขุดเจาะเพื่อช่วยบอกลักษณะเฉพาะของชั้นดินและหินต่าง ๆ ใช้ซีเซียม-137 ในทางการแพทย์โดย ใช้บำบัดมะเร็ง ใช้เป็นต้นกำเนิดรังสีแกมมามาตรฐานสำหรับ การปรับเทียบระบบการวัดรังสีแกมมาในห้องปฏิบัติการวิจัยทางรังสี ซีเซียม-137 มีครึ่งชีวิต 30 ปี หมายความว่าอย่างไร? หมายถึง ระยะเวลาที่กัมมันตรังสีใช้ในการสลายตัวจนเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของปริมาณตั้งต้น ยกตัวอย่าง เช่น ซีเซียม-137 จำนวน 100 กรัม มีครึ่งชีวิต 30 ปี หมายความว่า อีก 30 ปีนับจากนี้ ซีเซียม-137 จะเหลือจาก การสลาย ร้อยละ 50 จนเหลือ 50 กรัม และอีก 60 ปีนับจากนี้ กัมมันตรังสีจะเหลือจากการสลาย ร้อยละ 25 จนเหลือ 25 กรัม ดังนั้นซีเซียม-137 ต้องใช้เวลาอีกนับร้อยปีจึงจะสลายเหลือศูนย์หรือจนสูญเสียสภาพ และระหว่างช่วงเวลา การสลายผลกระทบจากการปนเปื้อนอาจจะเกิดขึ้นต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยปริมาณของวัสดุกัมตรังสีซีเซียม-137 ที่เป็นข่าวนี้มีค่าเริ่มต้นที่ 80 มิลลิคูรี (80mCi) วัดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2538 ปัจจุบันเหลือปริมาณอยู่ที่ 41.14 มิลลิคูรี โดยประมาณ (ข้อมูลจากสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ) ซีเซียม-137 มีอันตรายไหม? การได้รับปริมาณรังสีที่แผ่ออกมาจากซีเซียม-137 เป็น ระยะเวลาสั้น ๆ จะไม่ส่งผลให้เกิดอันตรายที่เห็น ผลชัดเจนในทันทีแต่อย่างใด แต่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง ที่สูงขึ้นในการเกิดโรคมะเร็งได้ ในกรณีหากได้รับปริมาณรังสีต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ๆ ก็อาจก่อให้เกิดอันตราย เช่น ผิวหนังแสบร้อน และมีผื่นแดงคล้าย น้ำ ร้อนลวกหรือโดนไฟไหม้ หรืออาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ ถ้าหากได้รับ ปริมาณรังสีที่สูงมากพอ เมื่อซีเซียม-137 เข้าไปในร่างกายจะเข้าไปสะสมอยู่ในเนื้อเยื่ออ่อน (soft tissue) ของอวัยวะต่าง ๆ และแผ่รังสีให้แก่อวัยวะเหล่านี้ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งของอวัยวะ ที่ซีเซียม-137 นั้นเข้าไปสะสมอยู่ รู้จัก...ซีเซียม-137 (Cesium-137, Cs-137)
กรณีที่มีการหลอมซีเซียม-137 ทำให้เกิดฝุ่นแดงปนเปื้อนซีเซียมนั้น กระบวนการหลอมจะมีการปล่อย สารออกมาหรือไม่? ซีเซียม นั่นมีจุดเดือดที่ต่ำกว่าโลหะชนิดอื่นอย่างเหล็ก ทำให้ในกระบวนการหลอม ซีเซียมจะระเหยเป็นไอ และอาจไปเกาะติดอยู่กับอนุภาคของฝุ่น โรงงานรีไซเคิลโลหะนั้นตามมาตรฐานจะมีการติดตั้งอุปกรณ์กรองฝุ่น ซึ่งมีประสิทธิภาพดักจับฝุ่นละออง ได้ 90-95% ของฝุ่นละอองทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 5-10% จะถูกปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม ทำให้คาดการณ์ว่า ซีเซียมส่วนใหญ่จะปะปนอยู่กับฝุ่นที่ถูกกรอง และอาจมีบางส่วนหลุดรอดจากระบบและปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมใน รัศมีประมาณ 5-10 กิโลเมตรตามทิศทางลมรอบโรงงาน ซีเซียม-137 เข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร ? ซีเซียม-137 จะเข้าสู่ร่างกายได้ทางอาหาร น้ำดื่ม หรือสูดดมฝุ่น ถ้าซีเซียม-137 เข้าไปในร่างกาย จะ กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอตลอดเนื้อเยื่ออ่อนของร่างกาย เป็นผลให้เนื้อเยื่อเหล่านั้นได้รับรังสี และจากการวิจัย พบว่า จะมีปริมาณของโลหะสะสมที่กล้ามเนื้อมากกว่าบริเวณอื่นเล็กน้อย และพบน้อยกว่าในกระดูกและไขมัน เมื่อ เปรียบเทียบเวลาการตกค้างอยู่ในร่างกายเทียบกับสารกัมมันตรังสีอื่น พบว่าซีเซียม-137 มีเวลาสั้นมาก โดยจะถูก ขับออกทางปัสสาวะ เงื่อนไขและใครบ้างที่สามารถครอบครองซีเซียม-137 ได้ เนื่องด้วย “สารซีเซียม-137” อยู่ใน “วัสดุกัมมันตรังสี” ซึ่งมีกฎระเบียบสำหรับผู้ครอบครองหรือใช้วัสดุ กัมมันตรังสีไว้อยู่แล้ว ดังนั้น โดยหลักเกณฑ์ผู้ขอรับใบอนุญาตสามารถขอได้ทั้งนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ดังนี้ นิติบุคคลเอกชน เช่น บริษัท จำกัด (มหาชน), บริษัท จำกัด, ห้างหุ้นส่วน จำกัด และมูลนิธิ เป็นต้น นิติบุคคลส่วนราชการ เช่น กระทรวง, ทบวง, กรม, ส่วนราชการที่มีฐานะเทียบเท่ากรม จังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน เป็นต้น บุคคลธรรมดา เช่น คลินิกสัตว์คลินิกทันตกรรม คลินิกรักษาโรคต่าง ๆ ที่มีบุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของ เป็นต้น
วันที่ / เวลา เหตุการณ์ /การดำเนินงาน หน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง 10 มีนาคม 2566 (11.50 น.) บริษัทเข้าแจ้งความวัสดุกัมมันตรังสีสูญหาย บริษัท , สภ.ต.ศรี มหาโพธิ (18.30 น.) สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ได้รับแจ้งวัสดุกัมมันตรังสีสูญหาย ปส. 11 มีนาคม 2566 (09.00 น.) สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปราจีนบุรี (ปภ.จ.ปจ.)ได้รับแจ้งจาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ว่าวัสดุ กัมมันตรังสีสูญหาย ปภ., ปจ. 11 มีนาคม 2566 (09.30 น.) ปส.ถึงพื้นที่และเริ่มสำรวจค้นหาในพื้นที่ ปส.. บริษัท 13 มีนาคม 2566 ปส.เข้าหารือกับ ปภ.และผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี (ผวจ.ปจ.) สำหรับดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ ปส. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ปส., ปภ., ผวจ. 14 มีนาคม 2566 (09.30 น.) ปส.เข้าหารือกับ ปภ.และ ผวจ.สำหรับดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ ปส., ปภ., ผวจ. (15.00 น.) ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) แถลงข่าว การตรวจพิสูจน์และค้นหา Cs137 - ยกระดับภัยจากภัยระดับ 1 เป็น 2 - จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ฯ สำนักงานจังหวัด - ปลัดกระทรวงสาธารณสุขสั่งเตรียมผู้เชี่ยวชาญและโรงพยาบาล รองรับหากมีผู้ได้รับผลกระทบสุขภาพกรณีสารกัมมันตรังสีCs-137 สธ. 15 มีนาคม 2566 นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) สั่งการ รพ.ทุกแห่งจัดแพทย์ พยาบาล เครื่องมือทางการแพทย์วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการบำบัดรักษา ผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบ สสจ. รพ.ทุกแห่ง 17 มีนาคม 2566 ปส.ตรวจวัดรังสีโรงหลอมโลหะจำนวน 1 แห่ง ผลไม่พบสาร กัมมันตรังสี ปส. 19 มีนาคม 2566 ปส.ตรวจวัดรังสีที่โรงหลอมโลหะ จำนวน 4 แห่งพบ Cs-137 ซึ่งถูก หลอมเป็น “ฝุ่นแดง” ถูกบรรจุอยู่ใน “Big Bag”โรงหลอมแห่งหนึ่งใน อ.กบินทร์บุรี ปส. เหตุการณ์ /การด าเนินงาน
วันที่ / เวลา เหตุการณ์ /การดำเนินงาน หน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง 20 มีนาคม 2566 พบ Cs-137 อยู่ที่โรงงานหลอมโลหะ อ.กบินทร์บุรี - ปส.ตรวจวัดการปนเปื้อนที่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม - ประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพประชาชน ประสานและวางแผน ตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงในโรงงานทุกกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ CBC และ lab อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ปส., สสอ., รพศ., รพท. 21 มีนาคม 2566 สสจ.ประชุม PHEOC ดังนี้ มอบทีม MCATT ลงพื้นที่เยียวยาจิตใจ ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ จัดทำ Hotline สายด่วนและติดตามผล การตรวจโลหิตของพนักงาน สสจ. ผวจ. จัดแถลงข่าว พบ Cs-137 ที่โรงงานหลอมโลหะ อ.กบินทร์บุรี -ปส.ตรวจวัดการปนเปื้อนที่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม -ประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพประชาชน ประสานและวางแผนตรวจ คัดกรองกลุ่มเสี่ยง ในโรงงานทุกกลุ่มเสี่ยง สำนักงานจังหวัด 22 มีนาคม 2566 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมและประชุมหารือ การเฝ้าระวังทางสุขภาพ จาก Cs-137 จ.ปราจีนบุรี ส ป . ส ธ . ร พ ศ . สสจ. 23 มีนาคม 2566 นพ.สสจ.แถลงข่าว ไม่พบผู้ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ สสจ. 24 มีนาคม 2566 รัฐบาล เปิดแถลงข่าว Cs-137 เพื่อชี้แจงความคืบหน้า รายงาน สถานการณ์และการปฏิบัติงานให้สื่อมวลชนและประชาชนได้รับทราบ รัฐบาล 25 มีนาคม 2566 นพ.สสจ.แถลงข่าว กรณีเด็กป่วย ณ โรงเรียนบ้านโคกกระท้อน สสจ.
การบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน กรณีซีเซียม-137 สูญหาย จังหวัดปราจีนบุรีเกิดจาก ความร่วมแรงร่วมใจระดมสรรพกำลัง ความรู้ความสามารถและทรัพยากรจากทุกภาคส่วน ทั้งระดับชาติระดับเขต ระดับจังหวัด และระดับพื้นที่ สามารถป้องกันควบคุมและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินการ ดังนี้ 1.การบัญชาการเหตุการณ์ การประสานงานและการสนับสนุนระดับชาติ 2. การบัญชาการเหตุการณ์ระดับจังหวัด บูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน 3. การค้นหา การตรวจวัดระดับปริมาณรังสี และวิเคราะห์การปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 4. การปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์และสาธารณสุข 5. การสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่น บรรเทาความตื่นตระหนก ขจัดข่าวลือ 6.การกำกับติดตามการดำเนินงาน ❖ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ติดตามเหตุการณ์ กรณีการปนเปื้อนวัสดุกัมมันตรังสี ซีเซียม-137 ในโรงหลอมโลหะ จังหวัดปราจีนบุรี อย่างต่อเนื่อง สั่งการให้ทุกหน่วยบูรณาการการทำงานร่วมกัน ดูแลความปลอดภัยของประชาชน และตรวจสอบการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมทุกจุดรัศมีโดยรอบอย่างละเอียด กำชับแนวทางการทำงาน ป้องกัน ผลกระทบ วางแนวทางแก้ไขระยะยาวเพื่อปกป้องประชาชน โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วมประชุม เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2566 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ดังนี้ การบัญชาการเหตุการณ์ การประสานงาน และการสนับสนุนระดับชาติ
1.กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อเฝ้าระวัง และติดตาม สถานการณ์เกี่ยวกับวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ได้จัดตั้งศูนย์ ปฏิบัติการเฉพาะกิจในการเฝ้าระวังและตอบสนองกรณีวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137ในพื้นที่เกิดเหตุ ณ จังหวัดปราจีนบุรี ดำเนินการตรวจสอบตรวจวัดระดับปริมาณรังสีในพื้นที่โรงงานหลอมโลหะที่เกิดเหตุ โดยพบการปนเปื้อนสาร กัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในเตาหลอมเหล็ก 1เตา ในระดับต่ำ (0.07-0.10ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง) และในระบบการดูดฝุ่น (Dust Filter) และระบบกรองฝุ่น ซึ่งเจ้าหน้าที่จะบรรจุลงในถุงขนาดใหญ่และนำไปจัดเก็บรวมกับ 24ถุงที่ตรวจสอบพบ การปนเปื้อนก่อนหน้านี้ ขณะที่ในชิ้นส่วนอุปกรณ์ถ่ายเทน้ำเหล็กไม่พบการปนเปื้อน และจากการตรวจวัดระดับ ปริมาณรังสีบริเวณหน้าดินในพื้นที่โรงงาน และปริมาณรังสีในสิ่งแวดล้อม พบว่าระดับปริมาณรังสีอยู่ในระดับเท่ากับ ระดับปริมาณรังสีในธรรมชาติ (0.03-0.05 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง) ทั้งในพื้นที่โรงงานที่เกิดเหตุและพื้นที่โดยรอบ โรงงาน รัศมีประมาณ 3 กิโลเมตร ได้เก็บตัวอย่างน้ำ ดิน ในบริเวณโรงงานโดยรอบมาวิเคราะห์ และไม่พบว่า ปนเปื้อน ขณะที่การตรวจวัดระดับรังสีไม่พบการฟุ้งกระจายในอากาศในอาคาร และไม่มีการปนเปื้อนออกมา ภายนอก ซึ่งขณะนี้สารกัมมันตรังสีซีเซียมถูกบรรจุในถุงบิ๊กแบ็ก ซึ่งถูกควบคุมและจำกัดพื้นที่แล้ว ส่วนสุขภาพของ ประชาชน ได้ตรวจสอบพนักงานภายในโรงงานกว่า 70 คน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยง โดยได้เก็บปัสสาวะและเลือดเพื่อ ตรวจหาสารกัมมันตรังสีตามวิธีมาตรฐาน และจากการตรวจสอบประวัติสุขภาพย้อนหลัง 1 เดือนของประชาชน ในจังหวัดปราจีนบุรีจากรายงานของโรงพยาบาลไม่พบประชาชนรายใดมีอาการสุ่มเสี่ยงว่า เจ็บป่วยจากการได้รับ สารกัมมันตรังสี 2. กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รายงานสรุปผลการตรวจวัด ระดับรังสีในอากาศ วันที่ 21 มีนาคม 2566 บริเวณพื้นที่ 6 จุด รอบโรงงานและพื้นที่ชุมชน พบค่าระดับของรังสีอยู่ ในช่วงของค่ารังสีพื้นหลังตามธรรมชาติ (natural background radiation) ซึ่งสรุปได้ว่า ไม่พบการปนเปื้อนสาร กัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในพื้นที่ชุมชนโดยรอบ 3. จังหวัดปราจีนบุรีได้ประกาศให้กันบริเวณโรงงานเป็นเขตควบคุม พร้อมยืนยันว่าซีเซียม-137 ที่ปนเปื้อนในฝุ่นโลหะถูกควบคุมและกำจัดอยู่ในพื้นที่เฉพาะ และดำเนินการตรวจหาสารปนเปื้อนในร่างกายของ พนักงานทุกคนรวม 70 คน ทำการตรวจหาสารปนเปื้อนในร่างกายของพนักงาน แต่ไม่มีสารปนเปื้อนตามร่างกาย ของพนักงาน 4. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ(ปส.) สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติอยู่ในพื้นที่ และทำการตรวจสอบ อย่างต่อเนื่อง โดยมีความมั่นใจว่ายังไม่พบสารปกติ และได้มอบเครื่องตรวจวัดระดับรังสีแก่ประชาชนในพื้นที่ติดตัว ไว้ ซึ่งหากมีรังสีเครื่องตรวจวัดจะแสดงค่ารังสีปรากฏให้เห็น โดยให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที 5. กระทรวงสาธารณสุข ได้วางแผนรับมือหากเกิดการปนเปื้อนในร่างกาย ผลการตรวจสุขภาพเจ้าหน้าที่ ในโรงหลอมและชาวบ้านโดยรอบ ยังไม่พบการปนเปื้อน ได้เปิดสายด่วน 24 ชั่วโมงให้ประชาชนโทรสอบถามข้อมูล หากสงสัยว่าเสี่ยง ส่วนการตรวจสุขภาพชาวบ้านรอบโรงงาน อยู่ในแผนการตรวจอยู่แล้ว โดยตั้งเป้าว่าจะต้อง ติดตามสถานการณ์ต่อไปอย่างน้อย 5 ปี
❖ พลเอก อนุพงษ์เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้งเตือนประชาชนโดยใช้ กลไกของกระทรวงมหาดไทยที่จะช่วยเฝ้าระวัง หรือแจ้งสิ่งผิดปกติ ประกาศพื้นที่ ให้ความช่วยเหลือ เพราะสารมันฟุ้งกระจาย รวมถึงแนวทางเยียวยาที่ต้องพิจารณา ว่ามีอะไรบ้าง โดยจะนำเรื่องดังกล่าวไปหารือกับกระทรวงการคลังเรื่องระเบียบการ จ่ายเงินเยียวยา ❖ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สั่งตั้งศูนย์เฝ้าระวังและติดตาม สถานการณ์เกี่ยวกับวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม 137 สั่งการมอบ ปส.ตรวจสอบการ ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมทุกจุด ทั้งดิน น้ำ อากาศเตรียมพร้อมโรงเรียนแพทย์ติดตามและ ดูแลสุขภาพประชาชน ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 66ดังนี้ 1. กำหนดให้ ถือเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยให้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยขั้นสูง และได้ตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าที่เพื่อดูแลสถานการณ์ในส่วนที่ อว.เกี่ยวข้องในพื้นที่เกิดเหตุ โดยร่วมมือกับจังหวัดและ หน่วยงานอื่นอย่างใกล้ชิด 2.กำหนดพื้นที่ปฏิบัติการเป็นวง วงที่ 1 โรงงานที่เกิดเหตุและที่ตรวจพบสารรังสี วงที่ 2 พื้นที่ ใกล้เคียงกับโรงงงานที่ตรวจพบสารรังสี วงที่ 3 อำเภอและจังหวัดปราจีนบุรี วงที่ 4 พื้นที่อื่นๆ โดยให้แต่ละวงมีมาตรการ ที่ชัดเจนตามข้อมูลทางวิชาการ 3. ให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ตรวจสอบการปนเปื้อนของกัมมันตรังสีซีเซียมฯ ใน สิ่งแวดล้อม ทุกจุดและทุกวงดังกล่าว ทั้งดิน น้ำ อากาศ และให้รายงานผลการตรวจในทันที และ 4. ตรวจเช็คเพื่อยืนยัน ข้อมูลย้อนหลังของจุดตรวจทุกจุดภายในประเทศ และประสานงานกับเครือข่ายต่างประเทศเพื่อตรวจสอบจุดตรวจใน ต่างประเทศด้วย ❖ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีรักษา ราชการแทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้กำชับให้กรมโรงงาน อุตสาหกรรม (กรอ.) เร่งดำเนินการแก้ไข พร้อมกำชับตรวจสอบโรงงานที่มีความเสี่ยง ทั้งหมด ❖ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สั่งการกรมควบคุมมลพิษ (คพ.)ตรวจวัดระดับรังสีในอากาศ พร้อมแจ้ง เตือนประชาชน และเฝ้าระวังผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม จากซีเซียม 137 ❖ ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้รพ.ทุกแห่งเตรียมพร้อมรับมือหากพบผู้ป่วย ที่ได้รับผลกระทบจาก สารซีเซียม-137
❖ นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข สั่งการให้กองสาธารณสุขฉุกเฉิน เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ รวบรวม รายชื่อผู้เชี่ยวชาญด้านกัมมันตรังสี อาทิ นายแพทย์เชี่ยวชาญ สถาบันอาชีวเวช ศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานีกรมการแพทย์, ผู้เชี่ยวชาญด้านการคำนวณปริมาณรังสีจากแหล่งกำเนิดรังสีภายในร่างกาย การป้องกัน อันตรายจากรังสี และรังสีกับสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุอันตราย จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งเตรียมประสานโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และโรงพยาบาลรามาธิบดี กรณีรับส่งต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากรังสีเมื่อวันที่ 14 มี.ค.66 ที่กระทรวงสาธารณสุข 1. กองสาธารณสุขฉุกเฉิน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ โดยรวบรวมรายชื่อผู้เชี่ยวชาญด้านกัมมันตรังสี อาทิ นายแพทย์เชี่ยวชาญ สถาบันอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์ สิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรมการแพทย์, ผู้เชี่ยวชาญด้านการคำนวณปริมาณรังสีจากแหล่งกำเนิด รังสีภายในร่างกาย การป้องกันอันตรายจากรังสี และรังสีกับสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุอันตราย จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น 2. โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และโรงพยาบาลรามาธิบดีกรณีรับส่งต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากรังสี 3. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรีเปิดหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉิน (อีโอซี) ส่วนหน้า ติดตาม สถานการณ์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพประชาชน ผู้สัมผัสและผู้มีโอกาสสัมผัส รวมถึงเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ให้ความรู้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวังผลกระทบด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและสิ่งแวดล้อม อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมสถานพยาบาลในพื้นที่เพื่อรองรับผู้ป่วยที่อาจได้รับผลกระทบด้วย ❖ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการ ให้สืบสวนสอบสวนทุกมิติ ทั้งประเด็นการสูญหายได้อย่างไร มีใครลักลอบ เอาออกไป รวมทั้งแหล่งรับซื้อ การส่งผลกระทบต่อประชาชน สิ่งแวดล้อม มีใครต้อง ร่วมรับผิด รวมทั้งประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมอบหมายให้ชุดเฉพาะกิจ ตร. มี พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร.ในฐานะ ผอ.ศปทส.ตร. รับผิดชอบ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พล.ต.ต.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ ผบก.ปทส. ตรวจสอบ ร่วมกับ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.ภ.2 พิสูจน์หลักฐาน และ กรมควบคุม มลพิษ ลงพื้นที่สืบสวนสอบสวน ดำเนินการรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐาน เพื่อ ดำเนินคดีเอาผิด กับบุคคลที่กระทำผิดในกรณีนี้ให้ครบทุกมิติ
❖ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แก้ไขปัญหาวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 สูญหาย จังหวัดปราจีนบุรี นายรณรงค์ นครจินดา ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แก้ไขปัญหา วัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 สูญหาย จังหวัดปราจีนบุรี ขึ้น เมื่อวันที่ 14 มี.ค.66 เพื่อเป็นศูนย์ประสานการปฏิบัติใน การแก้ไขปัญหาวัสดุกัมมันตรังสีเพื่อบูรณาการและประสานการปฏิบัติพร้อมสั่งยกระดับเตือนภัย เป็นระดับ 2 ตาม แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปราจีนบุรี พ.ศ 2564 – 2570 ได้มอบหมายให้หน่วยงานราชการ/ บริษัทฯ ดำเนินการเตรียมความพร้อมใน การรับมือกรณีวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 สูญหาย ดังนี้ 1. ด้านการค้นหา มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกปฏิบัติงานทันทีได้แก่ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กอง บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงาน อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี ปฏิบัติการค้นหาวัสดุ กัมมันตรังสีซีเซียม 137 ที่สูญหายตรวจวัดรังสีในอำเภอศรีมหาโพธิ อำเภอกบินทร์บุรี โดยการสนับสนุนของสำนักงาน ปรมาณูเพื่อสันติ ด้วยการนำรถห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่พร้อมอุปกรณ์ ประกอบด้วย - เครื่องวิเคราะห์ไอโซโทปรังสีแบบบอกทิศทาง ใช้เพื่อสำรวจปริมาณรังสีและวิเคราะห์ ไอโซโทปรังสี รวมถึงบอกทิศทางของรังสีที่มากระทบกับเครื่องมือวัด - อากาศยานไร้คนขับพร้อมเครื่องวิเคราะห์ไอโซโทปรังสี สำรวจปริมาณรังสีในพื้นที่ขนาดใหญ่ พร้อมวิเคราะห์ไอโซโทปรังสีในพื้นที่เกิดเหตุ - เครื่องสำรวจปริมาณรังสี ใช้สำรวจปริมาณรังสีในพื้นที่เกิดเหตุ ในสถานที่เสี่ยง ได้แก่ บริษัท ที่เป็นเจ้าของ เช่น การค้นหาภายในโรงงาน พื้นที่ข้างเคียงรอบโรงงาน ร้านค้าของเก่า โรงหลอม แหล่งจำหน่ายเศษ วัสดุประจำของโรงงาน รัศมีรอบโรงงาน ร้าน / บริษัทรับซื้อของเก่า โรงงานหลอมเหล็กในพื้นที่ การบัญชาการเหตุการณ์ระดับจังหวัด บูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน
กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรีตรวจเช็กข้อมูลกล้อง วงจรปิด (CCTV) ในรัศมีรอบเขตอุตสาหกรรมทุกตัวบริเวณจุดที่สำคัญ เช่น สี่แยก ตรวจรถเข้า-ออกบริเวณโรงงาน บ้านพักคนงาน โดยรอบโรงงาน ประสานหาข้อมูล จากคนรับซื้อของเก่าและกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น พนักงานบริษัทฯ เพื่อใช้เป็น ข้อมูลเบาะแสในการค้นหาวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 2. ด้านสาธารณสุขและการแพทย์ 2.1 เตรียมความพร้อมด้านการรักษาพยาบาล ได้แก่ ยา เวชภัณฑ์ที่ ไม่ใช่ยา และอุปกรณ์ทางการแพทย์รวมถึงการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 2.2 ยกระดับการเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ สั่งการให้โรงพยาบาลทุกแห่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกแห่งเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง และให้ย้อนหลังไป 1 เดือน เพื่อคัดกรองผู้ป่วยเข้าข่ายสงสัยที่มีประวัติทำงานในโรงงาน ดังกล่าว ร้านขายของเก่า โรงหลอม 2.3 เตรียมความพร้อมส่งต่อผู้ป่วยตามระบบ คือ รพ.นพรัตนราชธานี และ รพ.รามาธิบดี 3. ด้านดูแลพนักงานในโรงงาน มอบหมายสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี จัดเจ้าหน้าที่ดูแลความ ปลอดภัยของพนักงานในโรงงานที่อาจได้รับอันตรายจากวัสดุกัมมันตรังสีรวมทั้งดูแลการจ้างงานในกรณีมีการหยุด การทำงาน ตลอดจนสิทธิสวัสดิการของพนักงานในระหว่างที่หยุดการทำงานในระหว่างตรวจหาและแก้ไขปัญหา วัสดุกัมมันตรังสีสูญหาย 4. ด้านประชาสัมพันธ์ ขอความร่วมมือการเผยแพร่ข่าวสารทุกช่องทาง จัดทำภาพอินโฟกราฟิก และ จัดทำประกาศเป็นเสียงบันทึกลงแผ่น CD แจกจ่ายให้อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำ ชุมชน นำไปปิดป้ายประกาศ ประกาศเสียงตามสายทางหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน แถลงข่าว ขอความร่วมมือจังหวัด
ใกล้เคียง ได้แก่ จังหวัดนครนายก นครราชสีมา สระแก้ว และฉะเชิงเทรา เพื่อเผยแพร่ข่าวสารให้ถึงประชาชนมาก ที่สุด รวมทั้งการเพิ่มช่องทางการสื่อสารเพื่อแจ้งเหตุ เบอร์ติดต่อ เช่น 1784 1296 และ 191 4.1 มอบหมายสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี อำเภอทุกอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกประกาศเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชนรับทราบแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องในทุกรูปแบบ 4.2 มอบหมายสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปราจีนบุรี รายงานและเผยแพร่ผล การปฏิบัติงานของชุดปฏิบัติการ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี อำเภอศรีมหาโพธิ และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ทั้งผลงานที่ผ่านมาและแผนการดำเนินงานในวันถัดไปทุกวัน 5. การติดตามความคืบหน้าและวางแผนการค้นหา มีการประชุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐและสถานประกอบการ บริษัทที่เป็นเจ้าของ เพื่อ ติดตามภารกิจและผลการดำเนินงานทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 13-18 มีนาคม 2566 เวลา 15.00 น. ที่สำนักงานป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี 6. ด้านการตรวจพบ วันที่ 19 มี.ค. 66 นายรณรงค์ นครจินดา ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ลงพื้นที่พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ พร้อมด้วยอุตสาหกรรม จังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด กรมการปกครอง ออกตรวจการปฏิบัติงานในเขตเขต อุตสาหกรรมกบินทร์บุรี ตรวจโรงหลอม ในพื้นที่ตำบลหนองกี่ อำเภอกบินทร์บุรี และ ในพื้นที่ตำบลหาดนางแก้ว อำเภอกบินทร์บุรี
เจ้าหน้าที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เข้าตรวจวัดรังสีในอุตสาหกรรมโรงหลอมโลหะจากเศษเหล็ก ที่เลิกใช้แล้ว ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีจำนวน 4 แห่ง ได้แก่ บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) เลขที่ 518/1 หมู่ 9 ต.หนองกี่ อ.กบินทร์บุรี, บริษัท เค ที พี สตีล จำกัด เลขที่ 111 หมู่ 6 ต.หาดนางแก้ว อ.กบินทร์บุรี, บริษัท ที เอส บี เหล็กกล้า จำกัด เลขที่ 502 หมู่ 9 ต.หนองโพรง อ.ศรีมหาโพธิ และบริษัท สิงห์ไทย สตีล จำกัด เลขที่ 122 หมู่ 11 ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ • ปส.ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ไอโซโทปรังสีในการตรวจสอบเพื่อใช้สำรวจปริมาณรังสีและ วิเคราะห์ชนิดของสารกัมมันตรังสีจากวัตถุต้องสงสัยว่าเป็นสารกัมมันตรังสีหรือวัตถุที่อาจมีการปนเปื้อนสาร กัมมันตรังสีซีเซียม-137 หรือไม่ • ผลการตรวจสอบพบว่ามีโรงงานแห่งหนึ่งใน ตำบลหาดนางแก้ว อำเภอกบินทร์บุรีตรวจ พบการปนเปื้อนในฝุ่นที่ได้จากการผลิตโลหะ คือวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในบิ๊กแบ็ก 24 ถุง รวม 24 ตัน ที่อยู่ใน พื้นที่ปิดของโรงหลอม อ.กบินทร์บุรี และมี 1 ถุง มีการนำไปถมที่บริเวณหลังโรงงาน เจ้าหน้าที่สำนักงานปรมาณู เพื่อสันติจึงให้ทางโรงหลอมขุดดินใส่บิ๊กแบ็กกลับมาเก็บที่เดิมในโรงงาน จากนั้นได้ทำการควบคุมพื้นที่ ทางจังหวัด ปราจีนบุรีได้ประกาศปิดโรงงานและกันพื้นที่ รวมทั้งพนักงานทั้งหมดไม่ให้ออกจากโรงงาน เพื่อความปลอดภัย • ดร.กิตติ์กวิน อรามรุญ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทาง นิวเคลียร์และรังสีสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ นำทีมจากปส.ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบเพียง ฝุ่นแดงที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี แต่ไม่พบว่า เหล็กที่หลอมไปแล้วมีการปนเปื้อนสาร กัมมันตรังสีซีเซียม-137 รวมถึงได้เก็บตัวอย่าง น้ำ ดิน มาวิเคราะห์ไม่พบว่าปนเปื้อน และ ตรวจวัดระดับรังสีแล้ว ไม่พบการฟุ้งกระจายในอากาศ เนื่องจาก ซีเซียม อยู่ในรูปของผลึก คล้ายเกลือ ทำให้มีน้ำหนัก ทั้งนี้อยู่ในพื้นที่ปิด ไม่มีลมพัดผ่าน มันจึงไม่ฟุ้งกระจายในอาคาร ระยะห่างจากที่เก็บ ซีเซียมในบิ๊กแบ็คตอนนี้ 2 เมตรถือว่า ปลอดภัย • ตรวจวัดปริมาณรังสีโดยรอบพื้นที่บริเวณโรงงานพบว่า ระดับปริมาณรังสีอยู่ในระดับปกติ ตามปริมาณรังสีในธรรมชาติ นอกจากนี้ มีการตรวจสอบคุณภาพอากาศ น้ำ บริเวณโดยรอบโรงงานพบว่า ระดับรังสี อยู่ในระดับปกติตามปริมาณรังสีในธรรมชาติ ไม่มีการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีในสิ่งแวดล้อม
• ปส.ตรวจวัดการเปรอะเปื้อนทางรังสีนอกร่างกายของผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดภายในโรงงาน ผลการตรวจสอบไม่พบการเปรอะเปื้อนทางรังสีของผู้ปฏิบัติงานแต่อย่างใด • สำหรับฝุ่นโลหะ จะมีลักษณะเป็นผลึกคล้ายเกลือ ไม่ใช่ฝุ่นผงที่มีการฟุ้งกระจายไปในอากาศ และโรงงานมีกระบวนการผลิตเป็นระบบปิดทั้งหมด ซึ่งฝุ่นปนเปื้อนเหล่านี้จะมีระบบกรองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฟุ้ง กระจายออกสู่สิ่งแวดล้อม ดังนั้นฝุ่นโลหะปนเปื้อนได้ถูกระงับการเคลื่อนย้าย และจำกัดไม่ให้ออกนอกบริเวณโรงงาน เจ้าหน้าที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ได้ดำเนินการตรวจวัดการปนเปื้อนทางรังสีของผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดภายในโรงงาน ผลการตรวจ ไม่พบการปนเปื้อนทางรังสีของผู้ปฏิบัติงาน โดยสามารถสรุปได้ว่าฝุ่นโลหะปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี ซีเซียม 137 มีการปนเปื้อนในบริเวณที่จำกัดและถูกควบคุมโดยผู้เชี่ยวชาญของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สรุปว่า ฝุ่นโลหะปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 มีการปนเปื้อนในบริเวณที่จำกัด และ ถูกควบคุมโดยผู้เชี่ยวชาญของ ปส. และไม่เกิดการแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสีซีเซียม -137 สู่สิ่งแวดล้อม ไม่เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ
นายรณรงค์ นครจินดา ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ประธานศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แก้ไขปัญหา วัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 สูญหาย จังหวัดปราจีนบุรี มอบหมายภารกิจด้านค้นหาให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานป้องกันและบรรเทาสา ธารณภัยจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จังหวัดปราจีนบุรี เข้าทำการตรวจวัดรังสีในอำเภอศรีมหาโพธิ อำเภอกบินทร์บุรี ออกปฏิบัติงานทันทีโดยการ สนับสนุนของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ด้วยการนำรถห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่พร้อมอุปกรณ์ ประกอบด้วย1) เครื่องวิเคราะห์ไอโซโทปรังสีแบบบอกทิศทาง ใช้เพื่อสำรวจปริมาณรังสีและวิเคราะห์ไอโซโทปรังสี รวมถึงบอก ทิศทางของรังสีที่มากระทบกับเครื่องมือวัด 2) อากาศยานไร้คนขับพร้อมเครื่องวิเคราะห์ไอโซโทปรังสี สำรวจ ปริมาณรังสีในพื้นที่ขนาดใหญ่ พร้อมวิเคราะห์ไอโซโทปรังสีในพื้นที่เกิดเหตุ 3)เครื่องสำรวจปริมาณรังสี ใช้สำรวจ ปริมาณรังสีในพื้นที่เกิดเหตุ ในสถานที่เสี่ยง ได้แก่ บริษัทที่เป็นเจ้าของ เช่น การค้นหาภายในโรงงาน พื้นที่ข้างเคียง รอบโรงงาน ร้านค้าของเก่า โรงหลอม แหล่งจำหน่ายเศษวัสดุประจำของโรงงาน รัศมีรอบโรงงาน ร้าน / บริษัทรับ ซื้อของเก่า โรงงานหลอมเหล็กในพื้นที่ วันที่ 10 มีนาคม 2566 เวลา 18.30 น. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) โดยศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน ทางนิวเคลียร์และรังสี ได้รับแจ้งเหตุกรณีวัสดุกัมมันตรังสีสูญหาย จากสถานประกอบการทางรังสีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ นิคมอุตสาหกรรม 304 อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี วันที่ 11 มีนาคม 2566 เวลา 09.30 น. ปส. ได้จัดเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบโดยละเอียดด้วยเครื่องมือ วัดทางรังสีในพื้นที่เกิดเหตุร่วมกับสถานประกอบการ แต่ไม่พบวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ที่ได้รับแจ้งว่าสูญหายไป และ เวลา 23.00 น. สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปราจีนบุรี ได้รับแจ้งจากศูนย์อำนวยการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ว่าวัสดุกัมมันตรังสีได้สูญหายจากบริษัทดังกล่าว วันที่ 13 มีนาคม 2566 ปส.ได้จัดเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องมือตรวจวัดทางรังสี เข้าตรวจสอบร่วมกับ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินภายในโรงงานพร้อมเจ้าหน้าที่บริษัทฯ ร่วมปฏิบัติงานจำนวน 50 คน โดยตรวจสอบอย่างระเอียดทุกพื้นที่ภายในสถานประกอบการ ผลการตรวจสอบยังไม่ พบวัสดุกัมมันตรังสีดังกล่าวภายในสถานประกอบการ การค้นหา การตรวจวัดระดับรังสี และวิเคราะห์การปนเปื้ อน ซีเซียม-137
วันที่ 14 มีนาคม 2566 ปส.ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอศรีมหาโพธิ ได้ร่วมกันปฏิบัติการค้นหา วัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 สูญหาย โดยการเข้าตรวจสอบสถานประกอบการกิจการรับซื้อเศษโลหะและโรงหลอมเหล็ก ขนาดใหญ่จำนวน 15 แห่ง ภายในอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี โดยใช้เครื่องมือตรวจวัดทางรังสีในการสำรวจวัสดุ กัมมันตรังสีที่สูญหาย และการสอบถามข้อมูลจากสถานประกอบการดังกล่าว ผลการตรวจสอบยังไม่พบ วัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในพื้นที่ วันที่ 15 มีนาคม 2566 นายรณรงค์ นครจินดา ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี มอบหมายให้ นางมาละนี จินดารันต์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.ปราจีนบุรี พร้อมด้วย ดร.กิตติ์กวิน อรามรุญ หัวหน้า ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้นำรถห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่พร้อม อุปกรณ์ ประกอบด้วย อากาศยานไร้คนขับติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดค่ารังสี บริเวณบริษัทพลอยสวย สแครปและรี ไซเคิล จำกัด และค้นหาในร้านรับซื้อของเก่า ผลการตรวจวัดค่ารังสีไม่พบค่าความผิดปกติ (บริษัทพลอยสวย เป็น ผู้ประมูลวัสดุจำพวกแผ่นเมทัลชีทและท่อพีอี จาก บริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ แพลนท์ 5 เอ จำกัด โดยจะใช้
รถบรรทุกเข้าไปขนวัสดุ ส่วนบริษัท รวย เฮง ดี รีไชเคิล จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ใน ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ เป็นผู้ประมูลวัสดุ ประเภทโลหะจากบริษัทเนชั่นแนลฯ ซึ่งผู้ประมูลได้จะมีสิทธิขนย้ายโลหะออกจากบริษัทเนชั่นแนลฯ ในช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย. 2566 วันที่ 15 มีนาคม 2566 เจ้าหน้าที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอ ศรีมหาโพธิ นำโดรนและอุปกรณ์ตรวจวัดรังสี เข้าตรวจสอบภายในร้านรับซื้อของเก่าแห่งหนึ่งใน อ.พนมสารคาม จ. ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นร้านรับซื้อเศษเหล็ก จากโรงงานผลิตไฟฟ้าไอน้ำแห่งหนึ่งในอ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี แต่ก็ไม่พบ สัญญาณของรังสีซีเซียม-137 ที่หายไป วันที่ 16 มีนาคม 2566 เจ้าหน้าที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ระดมทุกภาคส่วนติดตามค้นหา ในบริษัท เนชั่นแนลเพาเวอร์ แพลนท์ 5 เอ จำกัด และพื้นที่ใกล้เคียงช่วง 2 กม. อย่างเข้มข้นอีกครั้ง พร้อมกับเอา “โดรนไปบินจับสัญญาณกัมมันตรังสี” ร้านคู่ค้าของเก่าย่านโรงงาน ยังไม่พบสัญญาณ ลงตรวจสอบร้านรับซื้อของ เก่าทั้งจังหวัด ก็ยังไม่พบวัสดุดังกล่าวแต่อย่างใด ผู้ว่าฯ สั่งขยายพื้นที่ค้นหาตามจังหวัดใกล้เคียง ขณะที่โรงงานเพิ่ม รางวัลเป็น 1 แสนบาท แก่ผู้แจ้งเบาะแส
วันที่ 17 มีนาคม 2566 ดร.กิตติ์กวิน อรามรุญ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี สำนักงานปรมาณูเพื่อสันตินางมาลินี จินดารัตน์ หน.สนง.ปภ.ปราจีนบุรีนายรัชกฤต พยัคฆ์ นายอำเภอศรีมหาโพธิ เจ้าหน้าที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติปภ.ปราจีนบุรี อส. พร้อมรถอุปกรณ์การตรวจหารังสี ใช้โดรนตรวจวัดค่า สารกัมตรังสีที่ร้านรับซื้อของเก่า 2 แห่งใน ต.หัวหว้า และ ต.หนองโพรง อ.ศรีมหาโพธิ แต่ยังไม่พบ เจ้าหน้าที่จึงฝาก แจ้งร้านขายของเก่า หากพบเห็นให้รีบแจ้งโดยด่วน หรือใครรับซื้อไปให้รีบแจ้ง ไม่ต้องกลัวความผิด ด้านตำรวจชุดสืบสวน สภ.ศรีมหาโพธิ นำภาพถ่ายวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียมให้เจ้าของร้านล้างรถ ตรวจสอบ และได้รับการยืนยันว่ามีลักษณะตรงกัน โดยพบอยู่บนท้ายรถกระบะ ซึ่งพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ ทำงานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม 304 นำรถมาล้างเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน วันที่ 18 มีนาคม 2566 เจ้าหน้าที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 40 คน ค้นหาวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 บริเวณพื้นที่โรงไฟฟ้าทั้งหมดและบริเวณรอบรั้วด้านในของจุดเกิดเหตุ ซึ่ง แบ่งกลุ่มค้นหาออกเป็น 7 ทีม ๆ ละ 6-7 คน โดยดำเนินการค้นหาอย่างละเอียดด้วยเครื่องมือวัดปริมาณรังสีและ ค้นหาทางสายตา(Visual inspection) อย่างละเอียด ก็ยังไม่พบ
วันที่ 19 มีนาคม 2566 นายรณรงค์ นครจินดา ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี นายเพิ่มสุข สัจ จาภิวัฒน์เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ลงพื้นที่พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ พร้อมด้วย อุตสาหกรรมจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด กรมการปกครอง ออกตรวจการปฏิบัติงานใน เขตเขตอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี ตรวจโรงหลอม ในพื้นที่ตำบลหนองกี่ อำเภอกบินทร์บุรี และ ในพื้นที่ตำบลหาดนาง แก้ว อำเภอกบินทร์บุรี เจ้าหน้าที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เข้าตรวจวัดรังสีในอุตสาหกรรมโรงหลอมโลหะจากเศษเหล็ก ที่เลิกใช้แล้ว ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีจำนวน 4 แห่ง ได้แก่ บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) เลขที่ 518/1 หมู่ 9 ต.หนองกี่ อ.กบินทร์บุรี, บริษัท เค ที พี สตีล จำกัด เลขที่ 111 หมู่ 6 ต.หาดนางแก้ว อ.กบินทร์บุรี, บริษัท ที เอส บี เหล็กกล้า จำกัด เลขที่ 502 หมู่ 9 ต.หนองโพรง อ.ศรีมหาโพธิ และบริษัท สิงห์ไทย สตีล จำกัด เลขที่ 122 หมู่ 11 ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ • ผลการตรวจสอบพบว่ามีโรงงานแห่งหนึ่งใน ตำบลหาดนางแก้ว อำเภอกบินทร์บุรีตรวจพบการ ปนเปื้อนในฝุ่นที่ได้จากการผลิตโลหะ คือวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในบิ๊กแบ็ก 24 ถุง รวม 24 ตัน ที่อยู่ในพื้นที่ ปิดของโรงหลอม อ.กบินทร์บุรี และมี 1 ถุง มีการนำไปถมที่บริเวณหลังโรงงาน เจ้าหน้าที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ จึงให้ทางโรงหลอมขุดดินใส่บิ๊กแบ็กกลับมาเก็บที่เดิมในโรงงาน จากนั้นได้ทำการควบคุมพื้นที่ ทางจังหวัดปราจีนบุรี ได้ประกาศปิดโรงงานและกันพื้นที่ รวมทั้งพนักงานทั้งหมดไม่ให้ออกจากโรงงาน เพื่อความปลอดภัย
วันที่ 20-23 มีนาคม 2566 เจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและผู้นำชุมชนในพื้นที่ตำบลหาดนางแก้ว ตรวจวัดระดับ รังสีในอากาศบริเสณพื้นที่ชุมชนใกล้เคียง ในรัศมี 2 กิโลเมตร รอบโรงงานหลอม โลหะ (บริษัท เค.พี.พี. สตีล จำกัด) จำนวน 6 จุด • จุดที่ 1ผู้ทำการผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ห่างจากโรงงานหลอมเหล็ก 2 กิโลเมตร ทางทิศเหนือ • จุดที่ 2 ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 8 ห่างจากโรงงาน 2 กิโลเมตร ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ • จุดที่ 3 หน้าโรงงาน • จุดที่ 4 ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 10 ห่างจากโรงงาน 2 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตก • จุดที่ 5 หลังโรงงานหลอมเหล็ก ห่างจากโรงงาน 200 เมตร ทางทิศตะวันตก • จุดที่ 6ศูนย์วิจัยบำรุงพันธ์สัตว์ปราจีนบุรี ห่างจากโรงงาน 500เมตร ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ พบระดับรังสีมีค่าอยู่ในเกณฑ์ค่าปริมาณรังสีพื้นหลังตามธรรมชาติ สรุปได้ว่าไม่พบการปนเปื้อน ซีเซียม-137 ในพื้นที่ชุมชนรอบโรงงาน พร้อมทั้งแจ้งผลการตรวจวัดระดับรังสีฯ ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสาร ซีเซียม-137 แก่ผู้นำชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
วันที่ 20 มีนาคม 66 นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง พร้อมด้วย อุตสาหกรรม จังหวัด ศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออก สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สาธารณสุข ปภ.จังหวัด เจ้าหน้าที่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด ประธานชุมชนหนองแฟบ และหน่วยงานท้องถิ่น ร่วมลงพื้นที่ ตรวจสอบบริษัทในพื้นที่ ต.หนองแฟบ อ.เมืองระยอง จ.ระยอง หลังรับผงฝุ่นเหล็กมาจากโรงงานแห่งหนึ่งใน จ.ปราจีนบุรีจำนวน 16 ถุงบิ๊กแบ็ก รวม 12.4 ตัน สั่งขนฝุ่นแดงปนซีเซียม-137 กลับ รง.ที่ปราจีนฯ 23 มี.ค.นี้ จากการตรวจสอบภายในบริเวณโรงงานทั้งหมด ไม่พบค่าเกินเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนสำนักสาธารณสุขจังหวัดระยอง เฝ้าระวังประชาชนที่อาจไปสัมผัสสารซีเซียม-137 ทั้งประชาชนในพื้นที่และคนงานของโรงงานที่ระยอง และ ปราจีนบุรีที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่ หากพบความผิดปกติให้โทร 1669 โดย รพ.ระยอง จะเป็นศูนย์ดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ระยอง วันที่ 21 มีนาคม 2566 สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจในการเฝ้า ระวังและตอบสนองกรณีวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในพื้นที่เกิดเหตุ ณ จังหวัดปราจีนบุรีตรวจสอบและการตรวจวัด ระดับปริมาณรังสีในพื้นที่โรงงานหลอมโลหะที่เกิดเหตุ ดังนี้ 1. เจ้าหน้าที่ ปส. ได้ตรวจสอบเตาหลอมเหล็กและระบบการจัดการฝุ่นเหล็กมีผลการตรวจสอบ ดังนี้ 1.1 พบการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในเตาหลอมโลหะจำนวน 1 เตา จากเตาหลอม ทั้งหมด 3 เตา ซึ่งผลการตรวจสอบพบการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในระดับต่ำ (ระดับรังสี 0.07- 0.10 ไม โครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง) ในขณะที่เตาหลอมโลหะหมายเลข 1 และหมายเลข 2 ไม่พบการปนเปื้อนของกัมมันตรังสีซีเซียม-137 1.2 ไม่พบการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในชิ้นส่วนอุปกรณ์ถ่ายเทน้ำเหล็ก (ระดับ รังสี 0.03-0.05 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง) 1.3 พบการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในระบบการดูดฝุ่น (Dust Filter) และระบบ กรองฝุ่น (อัตราปริมาณรังสีเท่ากับ 1.2-1.7 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง) และมีฝุ่นจำนวนหนึ่งที่อยู่ในระบบกรองฝุ่นโลหะ ปนเปื้อนซีเซียม-137 จากการหลอมโลหะเมื่อวันที่ 18-19 มีนาคม 2566 ซึ่งขณะนี้รอให้ฝุ่นปนเปื้อนดังกล่าวเย็นลงและ เตรียมบรรจุลงในถุงขนาดใหญ่ จากนั้นจะนำไปจัดเก็บในอาคารเก็บฝุ่นแดงปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 รวม กับ 24 ถุงที่ตรวจสอบพบการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ก่อนหน้านี้ 2. เจ้าหน้าที่ ปส. ได้ทำการตรวจวัดระดับปริมาณรังสีโดยใช้เครื่องสำรวจและระบุชนิดกัมมันตรังสี บริเวณหน้าดินในพื้นที่โรงงานพบว่าระดับปริมาณรังสีอยู่ในระดับเท่ากับระดับปริมาณรังสีในธรรมชาติ (0.03 – 0.05 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง) 3. การตรวจวัดปริมาณรังสีรอบในสิ่งแวดล้อม ดำเนินการดังนี้ 3.1. ตรวจวัดระดับปริมาณรังสีโดยใช้เครื่องมือวัดทางรังสีและติดตั้งในรถยนต์ โดยตรวจวัดระดับ ปริมาณรังสีในพื้นที่โรงงานที่เกิดเหตุ ผลการตรวจสอบพบว่า ระดับรังสีที่ตรวจวัดได้อยูในระดับรังสีในธรรมชาติ
3.2. ตรวจวัดระดับปริมาณรังสีโดยรอบพื้นที่โรงงานที่เกิดเหตุ ผลการตรวจสอบพบว่าระดับรังสีที่ ตรวจวัดได้อยูในระดับรังสีในธรรมชาติ 4. ตรวจวัดปริมาณรังสีในสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่รอบบริเวณโรงงาน ในรัศมีระยะทางประมาณ 3 กม. 4.1 พื้นที่บริเวณหมู่บ้านโคกกระท้อน ม.10 ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี 4.2 พื้นที่บริเวณหมู่บ้านซ่ง ม.3 ต.หาดนางแก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี 4.3 พื้นที่บริเวณบ้านหาดสูง ม.2 ต.หาดนางแก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี 4.4 พื้นที่บริเวณ อบต.หาดนางแก้ว ต.หาดนางแก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี วันที่ 22 มีนาคม 2566 นายจินดา วงศ์ประยูรศรี ผู้จัดการ กปภ.สาขาปราจีนบุรี นายมานะ ทองน้อยยิ่ง ผู้จัดการ กปภ.สาขากบินทร์บุรี พร้อมด้วยผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้างาน พนักงานและลูกจ้างในสังกัด ร่วมกับเจ้าหน้าที่ จากสำนักงานปรมนูเพื่อสันติและกรมควบคุมมลพิษ เข้าตรวจสอบหาสารกัมมันตรังสี ซีเชียม 137 ตกค้างในน้ำ ดิน และอากาศ บริเวณสถานีสูบน้ำดิบ 2 แห่ง ดังนี้ 1. สภานีสูบน้ำดิบบ้านนางเลง ตำบลกบินทร์ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี 2. สภานีสูบน้ำดิบท่าตูม ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี จากการตรวจสอบเบื้อนต้น พบว่าไม่พบสารดังกล่าวตกค้าง ขอให้ประชาชนในพื้นที่มั่นใจในคุณภาพ น้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาค
วันที่ 23 มีนาคม 2566 ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี(ศปร.) ได้ดำเนินการตรวจวัด ปริมาณรังสีในพื้นที่ชุมชน ณ บริเวณตำบลลาดตะเคียนและหาดนางแก้ว จังหวัดปราจีนบุรี กรณีการปนเปื้อนสาร กัมมันตรังสีซีเซียม-137 โดยใช้เครื่องมือวัดทางรังสีติดตั้งในรถยนต์ พบว่า ปริมาณรังสีในพื้นหลัง ( Background radiation ) มีค่าเฉลี่ยประมาณ 0.041 μSv/hr ซึ่งเป็นค่าปริมาณรังสีในธรรมชาติ อยู่ในเกณฑ์ "ปกติ" วันที่ 24 มีนาคม 2566 สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ได้ทำการตรวจวัดปริมาณรังสีในสิ่งแวดล้อม 1. ตรวจวัดการปนเปื้อนของปริมาณรังสีใน สิ่งแวดล้อม เช่น พื้นดิน น้ำดื่ม น้ำประชา และผักผลไม้ผลการ ตรวจสอบปรากฏว่า "ไม่พบ" การปนเปื้อนของรังสี 2. ตรวจวัดปริมาณรังสีในพื้นที่ชุมชน พบว่า ค่า ระดับปริมาณรังสีที่ตรวจวัดได้มีค่าเท่ากับปริมาณรังสีในธรรมชาติ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ " ปกติ " วันที่ 25 มีนาคม 2566 สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องในการปฏิบัติงานตาม ภารกิจเพื่อดำเนินการ สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในการดำรงชีวิตแก่ประชาชนในพื้นที่ ดังนี้ 1. เก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ผัก ผลไม้ ดิน น้ำ อากาศในพื้นที่บริเวณโรงงานหลอมเหล็ก กว่า 8 จุด พร้อมวัดระดับรังสีในผลิตผลทางการเกษตร เพื่อเสริมความมั่นใจให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ผลการตรวจสอบ ปรากฏว่า “ไม่พบการปนเปื้อน” 2. ใช้รถปฏิบัติการเคลื่อนที่ตรวจวัดรังสีแกมมาในอากาศแบบเรียลไทม์ Car-borne radiation survey system ภายในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี และบริเวณรอบโรงงานหลอมเหล็ก ผลการตรวจสอบปรากฎ ว่า “ค่า ปริมาณรังสีเฉลี่ย 30 nSv/h (นาโนซีเวิร์ตต่อชั่วโมง)” “ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ความปลอดภัยและไม่พบ บริเวณที่มีระดับ รังสีสูง” อันอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม 3. ประเมินค่าปริมาณรังสีจากซีเซียม-137 ในตัวอย่างปัสสาวะ ซึ่งตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่องแกมมา สเปกโตรมิเตอร์ รวม 44 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 85 ของจำนวนตัวอย่างทั้งหมด ผลการตรวจสอบปรากฎว่า “มีค่าอยู่ ในระดับปริมาณรังสีพื้นหลัง” (ระดับปกติในธรรมชาติ)
4. กรณีพบว่า นักเรียนหลายรายของโรงเรียนแห่งหนึ่งใกล้พื้นที่โรงงานหลอมเหล็ก มีอาการเป็นไข้ ไอ เจ็บคอ ตัวร้อน และบางรายไม่สามารถเดินทางไปโรงเรียนได้ เนื่องจากมีไข้สูงนั้น ปส. ได้ดำเนินการลงพื้นที่ ตรวจสอบ ระดับรังสีโดยทันทีแล้ว ผลการตรวจสอบปรากฎว่า “มีระดับรังสีอยู่ในระดับปกติ” วันที่ 26 มีนาคม 2566 สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ปฏิบัติการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างอากาศ บริเวณหน้าโรงงานหลอม เหล็กและ อบต.หาดนางแก้ว อย่างต่อเนื่อง เพื่อดำเนินการสร้างความเชื่อมั่นด้านความ ปลอดภัยในการ ดำรงชีวิตแก่ประชาชนในพื้นที่ ผลการตรวจสอบปรากฏว่า “ไม่พบการปนเปื้อน” วันที่ 27 มีนาคม 2566 สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องในการปฏิบัติงานตาม ภารกิจเพื่อดำเนินการสร้าง ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในการดำรงชีวิตแก่ประชาชนในพื้นที่ ดังนี้ 1. เก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อม และวัดระดับรังสี ในดิน น้ำ และอากาศ บริเวณมูลนิธิสวนแก้ว กบินทร์บุรี, ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 , โรงงานหลอมเหล็ก และ อบต.หาดนางแก้ว โดยพบว่ามีปริมาณระดับรังสีอยู่ในเกณฑ์ปกติ 2. การใช้รถวิ่งตรวจวัดรังสีแกมมาในอากาศแบบเรียลไทม์ Car-borne radiation survey system ภายในจังหวัดปราจีนบุรี และบริเวณรอบโรงงานหลอมเหล็ก พบค่าปริมาณรังสีอยู่ในระดับปกติ เป็นไปตามเกณฑ์ ความปลอดภัยและไม่พบบริเวณที่มีระดับรังสีสูงอันอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม
วันที่ 29 มีนาคม 2566 สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องในการปฏิบัติงานตาม ภารกิจเพื่อดำเนินการ สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในการดำรงชีวิตแก่ประชาชนในพื้นที่ ดังนี้ 1. เก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมและระดับรังสีในดิน และน้ำ (ตรวจวัดด้วยเครื่อง Inspector) ณ บ่อน้ำทาง ทิศเหนือ และทิศใต้ของโรงงานหลอมเหล็ก โดยพบว่ามีปริมาณระดับรังสีอยู่ในเกณฑ์ปกติ 2. เก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมและระดับรังสีในอากาศ (ตรวจวัดด้วยเครื่อง Inspector) ณ อาคารเก็บ ฝุ่นเหล็ก ภายในโรงงานหลอมเหล็ก โดยพบว่ามีปริมาณระดับรังสีอยู่ในเกณฑ์ปกติ 3. ตรวจวัดระดับรังสีแกมมาในอากาศแบบเรียลไทม์ ณ อาคารเก็บฝุ่นเหล็กภายในโรงงานหลอมเหล็ก เพื่อตรวจวัดระดับรังสีแกมมาในอากาศ โดยพบว่าระดับรังสีแกมมาในอากาศในบริเวณดังกล่าวอยู่ในระดับปกติ วันที่ 30 มีนาคม 2566 สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องในการปฏิบัติงานตาม ภารกิจเพื่อดำเนินการ สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในการดำรงชีวิตแก่ประชาชนในพื้นที่ ดังนี้ 1. เก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมและระดับรังสีในดิน น้ำ และอากาศ (ตรวจวัดด้วยเครื่อง Inspector) ณ จุดเก็บ ดังนี้ 1) อาคารเก็บฝุ่นเหล็ก ภายในโรงงานหลอมเหล็ก 2) บ่อเก็บน้ำของบริษัทต่าง ๆ รอบบริเวณโรงงาน หลอมเหล็ก 3) วัดโคกมะม่วง หมู่ 8 ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี 4) สถานีวิจัย กรมปศุสัตว์ จ.ปราจีนบุรี โดยพบว่า บริเวณดังกล่าวมีปริมาณระดับรังสีอยู่ในเกณฑ์ปกติ 2.ตรวจวัดระดับรังสีแกมมาในอากาศแบบเรียลไทม์ด้วยเครื่องวัดรังสีแบบติดยานพาหนะ (Car-borne radiation survey system) โดยทำการตรวจวัดระดับรังสีแกมมาในอากาศภายในจังหวัดปราจีนบุรี และบริเวณพื้นที่ โดยรอบโรงงานหลอมเหล็ก พบว่าระดับรังสีแกมมาในอากาศในบริเวณดังกล่าวอยู่ในระดับปกติ 3. ตรวจวัดระดับรังสีแกมมาในอากาศแบบเรียลไทม์ ณ อาคารเก็บฝุ่นเหล็กภายในโรงงานหลอมเหล็ก เพื่อตรวจวัดระดับรังสีแกมมาในอากาศ โดยพบว่าระดับรังสีแกมมาในอากาศในบริเวณดังกล่าวอยู่ในระดับปกติ วันที่ 31 มีนาคม 2566 สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องในการปฏิบัติงานตาม ภารกิจเพื่อดำเนินการ สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในการดำรงชีวิตแก่ประชาชนในพื้นที่ ดังนี้ 1. เก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมและระดับรังสีในดิน น้ำ และอากาศ (ตรวจวัดด้วยเครื่อง Inspector) ณ จุดเก็บ ดังนี้ 1)อาคารเก็บฝุ่นเหล็ก ภายในโรงงานหลอมเหล็ก 2) บ่อเก็บน้ำบึงน้ำใส 3) หอผลิตน้ำประปาบ้านเกาะลอย 4) นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค 304 5) บ่อเก็บน้ำ 1 นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค 304 6) บ่อเก็บน้ำ 2 นิคมอุตสาหกรรม ไฮเทค 304 โดยพบว่า บริเวณดังกล่าวมีปริมาณระดับรังสีอยู่ในเกณฑ์ปกติ
2. ตรวจวัดระดับรังสีแกมมาในอากาศแบบเรียลไทม์ด้วยเครื่องวัดรังสีแบบติดยานพาหนะ (Car-borne radiation survey system) โดยทำการตรวจวัดระดับรังสีแกมมาในอากาศภายในจังหวัดปราจีนบุรี และบริเวณ พื้นที่ โดยรอบโรงงานหลอมเหล็ก พบว่าระดับรังสีแกมมาในอากาศในบริเวณดังกล่าวอยู่ในระดับปกติ 3. ตรวจวัดระดับรังสีแกมมาในอากาศแบบเรียลไทม์ ณ อาคารเก็บฝุ่นเหล็กภายในโรงงานหลอมเหล็ก เพื่อตรวจวัดระดับรังสีแกมมาในอากาศ โดยพบว่าระดับรังสีแกมมาในอากาศในบริเวณดังกล่าวอยู่ในระดับปกติ วันที่ 2 เมษายน 2566 สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องในการปฏิบัติงานตาม ภารกิจเพื่อดำเนินการ สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในการดำรงชีวิตแก่ประชาชนในพื้นที่ ดังนี้ 1. ตรวจวัดระดับรังสีเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่โดยรอบโรงหลอมเหล็ก ทำการ ตรวจวัดระดับรังสีในบริเวณที่พักอาศัยของประชาชนโดยรอบโรงงานหลอมเหล็ก ด้วยเครื่อง Identifind-ER และ ระบบ ตรวจวัดรังสีแกมมาแบบกระเป๋าเป้ (Back-pack Radiation Survey) พบว่ามีระดับรังสีอยู่เกณฑ์ปกติ 2. ตรวจวัดระดับรังสีแกมมาในอากาศแบบเรียลไทม์ด้วยเครื่องวัดรังสีแบบติดยานพาหนะ (Carborne radiation survey system) โดยทำการตรวจวัดระดับรังสีแกมมาในอากาศภายในจังหวัดปราจีนบุรี และบริเวณพื้นที่ โดยรอบโรงงานหลอมเหล็ก พบว่าระดับรังสีแกมมาในอากาศในบริเวณดังกล่าวอยู่ในระดับปกติ วันที่ 4 เมษายน 2566 สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องในการปฏิบัติงานตาม ภารกิจเพื่อดำเนินการ สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในการดำรงชีวิตแก่ประชาชนในพื้นที่ โดยทำการตรวจวัดระดับ รังสีแกมมา ในอากาศแบบเรียลไทม์ ณ อาคารเก็บฝุ่นเหล็กภายในโรงงานหลอมเหล็ก เพื่อตรวจวัดระดับรังสีแกมมา ในอากาศ โดยพบว่า ระดับรังสีแกมมาในอากาศในบริเวณดังกล่าวอยู่ในระดับปกติ
วันที่ 5 เมษายน 2566 นายรณรงค์ นครจินดา ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี นายพงษ์สิทธิ์ เนื่อง จำนงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ลงพื้นที่ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อตรวจวัดปริมาณรังสี และทำการติดสติ๊กเกอร์แสดง ความปลอดภัยทางรังสี ให้แก่ผู้ประกอบการ ร้านค้า และประชาชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ วันที่ 1 - 7เมษายน 2566 สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน ตามภารกิจเพื่อดำเนินการ สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในการดำรงชีวิตแก่ประชาชนในพื้นที่ ดังนี้ 1. การใช้รถวิ่งตรวจวัดรังสีแกมมาในอากาศแบบเรียลไทม์ Car-borne radiation survey system ภายในจังหวัดปราจีนบุรี และบริเวณรอบโรงงานหลอมเหล็ก ทำการตรวจวัดระดับรังสีแกมมาในอากาศภายในจังหวัด ปราจีนบุรี และบริเวณพื้นที่โดยรอบโรงงานหลอม เหล็ก โดยพบว่าระดับรังสีแกมมาในอากาศอยู่ในระดับรังสีปกติตาม ธรรมชาติของประเทศไทย 2. การตรวจวัดระดับรังสีแกมมาในอากาศแบบเรียลไทม์ ทำการติดตั้งระบบวัดรังสีแกมมาในอากาศที่ สามารถอ่านค่าระดับรังสีแบบเรียลไทม์ บริเวณรอบ ๆ อาคารเก็บฝุ่นเหล็กของโรงงานหลอมเหล็ก โดยผลการวัดระดับรังสี พบว่าระดับรังสีแกมมาในอากาศในบริเวณ ดังกล่าวอยู่ในช่วงระดับปกติของประเทศไทย
❖ ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ปราจีนบุรีกรณี วัตถุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 สูญหาย จังหวัดปราจีนบุรี นายแพทย์สุรินทร์ สืบซึ้ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรีประธานการประชุมศูนย์ ปฏิบัติการฉุกเฉินทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี กรณี วัตถุกัมมันตรังสี ซีเซียม-137 สูญหาย จังหวัดปราจีนบุรีโดยมี รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด หัวหน้ากลุ่มงาน ผู้อำนวยการรพ. ทุกแห่ง สสอ.ทุกอำเภอ เข้าร่วมประชุม เมื่อวันที่ 15 มี.ค.66 เพื่อจัดทำแผนการเฝ้าระวังสุขภาพ กรณีสัมผัสวัตถุ กัมมันตรังสีซีเซียม-137 ให้โรงพยาบาลทุกแห่งเฝ้าระวังอาการที่อาจเข้าข่ายเกิดจากการไปสัมผัสกับซีเซียม-137 และให้ดูข้อมูลย้อนหลังไป 1 เดือน (พบว่า ไม่มีผู้ป่วยอาการต้องสงสัยเข้ารับการรักษาแต่อย่างใด) การปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน ทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข
ระบบและโครงสร้างการบัญชาการเหตุการณ์ แผนการเฝ้าระวังสุขภาพ กรณีสัมผัสวัตถุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 และติดตามต่อระยะ 5 ปี โดยให้ประชาชนในพื้นที่ตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี มีการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้าง ความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ 1. มาตรการเฝ้าระวังทางสุขภาพ : ยกระดับการเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง ติดตามแผนการรักษา ประสาน การส่งต่อผู้ป่วย ประสานความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 1.1 การเฝ้าระวังเชิงรุก : เฝ้าระวังทุกโรงพยาบาล จนถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทุกแห่ง และให้เฝ้าระวังย้อนหลังไป 1 เดือน เพื่อคัดกรองผู้ป่วยเข้าข่ายสงสัยที่มีประวัติทำงานในโรงงาน ดังกล่าว ร้านขายของเก่า โรงหลอม โดยมีอาการสำคัญเริ่มได้ตั้งแต่ กลุ่มที่ 1กลุ่มมีอาการทางผิวหนังและเนื้อเยื่อ : มีผิวไหม้ กลุ่มที่ 2: อาการระบบทางเดินอาหาร เช่น อาเจียน เบื่ออาหารถ่ายเหลว กลุ่มที่ 3:อาการระบบเวียนเวียนโลหิต อาการกดไขกระดูกกดระบบประสาท ชักเกร็ง เสียชีวิต 1.2 การขีดวงจำกัดผู้เกี่ยวข้อง : กลุ่มที่ 1 คนในโรงงานกับละแวกใกล้เคียง เป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุด ต้องมีการตรวจสุขภาพ ร่างกาย ให้ครบถ้วนอย่างใกล้ชิด ต้องตรวจหาสารซีเซียมในปัสสาวะ กลุ่มที่2 ประชาชนในบริเวณ อ.ที่เกิดเหตุให้สังเกตอาการตนเอง มีอาการเกี่ยวข้องไหม กลุ่มที่3 ประชาชน ใน จ.ปราจีนบุรี 2. แผนเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุขและการแพทย์ 2.1 ด้านสอบสวนและควบคุมโรค 1)วางระบบเฝ้าระวังและคัดกรอง 2)สอบสวนโรค ติดตามผู้สัมผัส/ผู้ได้รับผลกระทบ และเก็บตัวอย่าง 3) ทำกิจกรรมการควบคุมโรคเบื้องต้น
2.2 ด้านดูแลรักษาผู้ป่วย 1)จัดระบบการปฏิบัติภาคสนามในภาวะฉุกเฉิน เตรียมสถานพยาบาลในพื้นที่เพื่อรองรับผู้ป่วยและ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 2) เตรียมความพร้อมด้านการรักษาพยาบาล ดูแลรักษาผู้ป่วย ทั้งก่อน ขณะอยู่ในโรงพยาบาล และ ระบบส่งต่อผู้ป่วยตามที่เตรียมไว้ คือ รพ.นพรัตนราชธานี และ รพ.รามาธิบดี 3) จัดเตรียมเวชภัณฑ์ต่างๆ 2.3 ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม : เฝ้าระวังผลกระทบด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและ สิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด 1) เฝ้าระวัง และประเมินสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง 2) จัดทำข้อมูลและแผนด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง 3) ประสานและเก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เสี่ยง 2.4 ด้านสื่อสารความเสี่ยง : อำเภอทุกอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงรับทราบแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องผ่านช่องทางต่างๆ 1) จัดทำข้อมูลข่าวสาร ประเด็นข่าว ความรู้ความเข้าใจถึงอันตรายจากสารกัมมันตรังสี รวมถึง วิธีการปฏิบัติตัวเมื่อพบวัสถุกัมมันตรังสี 2) จัดแถลงข่าว ณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี 3) เปิด Hot line 1422 เพื่อตอบคำถามและให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชน 4) สื่อสารความเสี่ยง ประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ ผลการ ตรวจวัดทางสิ่งแวดล้อม การดำเนินการของหน่วยงาน การเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข การ จัดบริการสาธารณสุข 5) เฝ้าระวังสื่อและข่าวสารช่องทางต่างๆ 6) ตอบโต้ข่าวลือ (Fake News) 2.5 ด้านดูแลสุขภาพจิต (MCATT) : 1) ประเมิน คัดกรอง ช่วยเหลือเยียวยาจิตใจ 2) สื่อสาร ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารวิกฤตสุขภาพ 3) ประสานและเก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เสี่ยง รายงานการดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข การดำเนินการ ผลและแผนการดำเนินงาน 1.ด้านระบบและโครงสร้างการบัญชาการเหตุการณ์ 1.1 นพ.สสจ. สั่งการเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุขใน โรงพยาบาลทุกแห่ง รองรับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2566 – ปัจจุบัน -เตรียมพร้อมทุก รพ. สั่งการผ่านระบบ conference ครั้งที่ 1 วันที่ 15 มี.ค.66 โดยเฉพาะทีม ผชช.จาก รพ.เจ้าพระยา อภัยภูเบศร รพ.กบินทร์บุรี
การดำเนินการ ผลและแผนการดำเนินงาน 1.2 เปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข ตามคำสั่ง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรีที่ 18/2566 เรื่อง คณะกรรมการตามระบบ บัญชาการเหตุการณ์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข และศูนย์ปฏิบัติการภาวะ ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข กรณีสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 สูญหายจากโรงไฟฟ้า ลง วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2566 โดยมีนายแพทย์สุรินทร์ สืบซึ้ง เป็นผู้บัญชาการ เหตุการณ์ เพื่อปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข จำนวน 9 ภารกิจ โดยส่ง ทีมปฏิบัติการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง - ป ร ะ ช ุ ม EOC เ พ ื ่ อ ต ิ ด ต า ม ความก้าวหน้าการดำเนินงานด้าน ต่างๆ ครั้งที่ 2 วันที่ 20 มี.ค. 66 ครั้งที่ 3 วันที่ 21 มี.ค. 66 ครั้งที่ 4 วันที่ 24 มี.ค. 66 2. ด้านการเฝ้าระวังสุขภาพ 2.1 กลุ่มพนักงานโรงหลอมโลหะ ทีมแพทย์ฯ ลงพื้นที่โรงงานหลอมโลหะที่ตรวจ พบสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 เพื่อสอบสวนโรคและเก็บตัวอย่างเลือดพนักงาน โรงงานทั้งหมดจำนวน ทั้งสิ้น 71 คน ณ วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2566 โดยตรวจ CBC และแลปอื่นๆ ได้แจ้งวางแผนการดำเนินงาน และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใกล้ชิด กลุ่มเสี่ยง (ผู้ร่วมบ้าน) ในโรงงานไปรับการตรวจที่โรงพยาบาลกบินทร์บุรีและสรุป กระบวนการผลิตของโรงหลอมโลหะ ประกอบด้วย 7 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ชั่งน้ำหนักเศษ เหล็ก 2) คัดแยกเหล็กที่ลานคัดแยก 3) อัดก้อนเหล็กเพื่อนำเข้าเตาหลอม 4) เครน ดูดเหล็กเข้าสู่เตาหลอม 5) หลอมเหล็ก มีทั้งหมด 6 เตาเปิดใช้งานสลับกัน 6) รีด เหล็กเป็นเส้น 7) เตรียมบรรจุภัณฑ์และส่งออกเป็นสินค้า นิยาม กลุ่มเป้าหมายเสี่ยงสูง คือ พนักงานที่สัมผัสเหล็ก และผงฝุ่นเหล็ก อยู่ภายใน โรงงาน (โรงหลอมและโรงรีดทุกราย) และคนนำแท่งเหล็กมาขาย กลุ่มเป้าหมายเสี่ยงต่ำ คือ ผู้ที่อยู่ในโรงงานแต่ไม่ได้สัมผัสเหล็ก หรือผงฝุ่นเหล็ก และผู้อาศัยร่วมบ้านที่สัมผัสเสี่ยงสูง และวางแผนการดำเนินงานต่อไป - ผลการตรวจเลือด กลุ่มเสี่ยงสูง : เจาะเลือดตรวจ (CBC) ทุก 1 สัปดาห์ จำนวน 47 คน กลุ่มเสี่ยงต่ำ : เจาะเลือดตรวจ (CBC) ทุก 2 สัปดาห์ จำนวน 24 คน หลังจากนั้น ติดตามต่อระยะ 5 ปี - ตรวจเลือดพนักงานกลุ่มเสี่ยง ดังนี้ วันที่ 20 มี.ค. ตรวจเลือด 71 คน ผลทุกรายปกติ วันที่ 27 มี.ค. ตรวจเลือด 71 คน ผลทุกรายปกติ วันที่ 3 เม.ย. 66 เจาะเลือด 57 คน ผลทุกรายปกติ วันที่ 26 เม.ย. 66 เจาะเลือด 57 คน ผลทุกรายปกติ - แผนการตรวจเลือดครั้งต่อไป อีก 6 เดือน (ช่วงเดือนกันยายน 2566) และตรวจสุขภาพประจำปี ทุกปีต่อไปอีก 5 ปี
การดำเนินการ ผลและแผนการดำเนินงาน 2.2 กลุ่มประชาชน จัดตั้งหน่วยบริการคัดกรองและตรวจสุขภาพประชาชน จำนวน 6 แห่ง ดังนี้ ลำดับ สถานที่ 24 มี.ค. 27 มี.ค. 28 มี.ค. 29 มี.ค. 30 มี.ค. 31 มี.ค. 1. ม.6 ต.หาดนางแก้ว 63 คน - - - - - 2. รพ.สต.หาดนางแก้ว - 27 คน 6 คน 15 คน 4 คน 5 คน 3. รพ.สต.ลาดตะเคียน - 1 คน 0 2 คน - - 4. รพ.สต.วังดาล - - - - - - 5. รพ.สต.เกาะแดง ม.4 และ ม.6 - 2 คน - - - - 6. รพ.กบินทร์บุรี - 3 คน 6 คน (Repeat 3 คนใน โรงงาน) - 2 คน 2 คน รวม 63 คน 33 คน 12 คน 17 คน 6 คน 7 คน ผลการตรวจเลือด ผู้รับบริการเจาะเลือดและขอรับการ ปรึกษา วันที่ 24 – 31 มี.ค. 66 รวม ทั้งสิ้นจำนวน 138 คน ผลทุกรายปกติ แผนการดำเนินงาน ประชาชนผู้มารับบริการเจาะเลือดไป แล้ว ตรวจซ้ำอีก 6 เดือนข้างหน้าและ ตรวจสุขภาพประจำปี ทุกปีต่อไปอีก 5 ปี 3. ด้านการสื่อสารความเสี่ยง 3.1เฝ้าระวังข่าว จัดทำประเด็นสาร และสื่อสารความเสี่ยง สร้างความรู้ความเข้าใจ ถึงอันตรายจากสารกัมมันตรังสี รวมถึงวิธีการปฏิบัติตัวเมื่อพบวัสถุกัมมันตรังสี 3.2จัดแถลงข่าว ณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี 3.3เปิด Hot line 1422 เพื่อตอบคำถามและให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชน 3.4ประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ อาทิ ผลการตรวจวัดทางสิ่งแวดล้อม การดำเนินการของหน่วยงาน การเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และ สาธารณสุข การจัดบริการสาธารณสุข - ผ่านเว็บไซต์ของสสจ. เฟซบุ๊คสสจ. ปราจีนบุรี และกลุ่มไลน์เครือข่าย - แถลงข่าว จำนวน 2 ครั้ง วันที่ 22 และ 25 มี.ค.66 - ดำเนินการโดย สสจ ปราจีนบุรี ,กรม ควบคุมโรค,สคร. 6 4.ด้านสุขภาพจิต 22 มี.ค.66 ทีม MCATT ลงพื้นที่ประเมินสุขภาพจิตประชาชน หมู่ 6 และหมู่ 8 ต.หาดนางแก้ว และ ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี รวมถึงจัดทีมเฝ้าระวังใน โรงพยาบาล/โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกแห่ง เพื่อคัดกรอง และประเมิน ผู้ที่มีอาการผิดปกติในชุมชน 23 มี.ค.66 ทีม MCATT ลงพื้นที่ประเมินสุขภาพจิตและเยียวยาจิตใจประชาชน ในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ทีม MCATT ของสสจ.ปราจีนบุรี ศูนย์ สุขภาพจิตที่ 6 รพ.เจ้าพระยาอภัย ภูเบศร รพ.กบินทร์บุรี รพ.สต.หาดนาง แก้ว อสม. และภาคีเครือข่ายในพื้นที่
1. แถลงข่าว วันที่ 14 มีนาคม 66 นายรณรงค์ นครจินดา ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วย นพ.สุรินทร์ สืบซึ้ง นพ.สสจ.ปราจีนบุรี,พล.ต.ต.วินัย นุชชา ผบก.ภ.จังหวัด, นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ เลขาธิการสนง.ปรมาณูเพื่อสันติ, นางเพ็ญนภา กัญชนะ รองเลขาธิการ สนง.ปรมาณูเพื่อสันติ, นายกิตติกวิน อรามบุญ หน.ปฏิบัติการฉุกเฉินทาง นิวเคลียร์และรังสีแถลงข่าวด่วนท่อบรรจุสารนิเคลียร์ ซีเซียม-137 หายจากโรงไฟฟ้า บริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ แพลนท์ 5 เอ จำกัด จากการประเมินสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม 137 ที่สูญหายได้หลุด ออกจากเครื่องกำบัง ดังนั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้มอบหมายให้หน่วยงานราชการ และบริษัทฯ ดำเนินการเตรียมความพร้อมในการรับมือกรณีวัสดุกัมมันตรังสี ซีเซียม 137 สูญหาย ดังนี้ 1. กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปราจีนบุรี ดำเนินการยกระดับภัยเป็น ระดับ 2 ตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปราจีนบุรี พ.ศ. 2564 – 2570 โดยจัดตั้งศูนย์ บัญชาการเหตุการณ์แก้ไขปัญหาวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม 137 จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อเป็นศูนย์ประสานการปฏิบัติใน การแก้ไขปัญหาวัสดุกัมมันตรังสีดังกล่าว 2. สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี จัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของ พนักงานในโรงงาน ที่อาจได้รับอันตรายจากวัสดุกัมมันตรังสี ดูแลการจ้างงานในกรณีมีการหยุดการทำงาน ตลอดจน สิทธิสวัสดิการของพนักงานในระหว่างที่หยุดการทำงาน ในระหว่างตรวจหาและแก้ไขปัญหาวัสดุกัมมันตรังสีสูญหาย 3. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี ประสานโรงพยาบาล เตรียมพร้อมในการบำบัดรักษา ผู้ป่วย ที่อาจได้รับผลกระทบจากวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม 137 สูญหาย 4. อำเภอศรีมหาโพธิ ตรวจค้นหาวัตถุดังกล่าว ในสถานประกอบการร้านค้าของเก่า และประเภท อื่น ๆ ในพื้นที่ หากท่านใดพบเห็นวัตถุดังกล่าว โปรดแจ้งกลับมาที่คุณอารีย์ จักษ์ตรีมงคล ฝ่ายชุมชนสัมพันธ์ บริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ แพลนท์ 5 เอ จำกัด หมายเลขโทรศัพท์ 0858350190 (ตลอด 24 ชั่วโมง) สำหรับผู้ที่ ชี้เบาะแสจนสามารถนำวัสดุกัมมันตรังสีที่สูญหายกลับมาได้ จะได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท การสื่อสารเพ่ื อสรา ้ งความเช่ื อม่ั น บรรเทาความตื่นตระหนก ขจัดข่าวลือ
นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ได้ชี้แจงเรื่องการเฝ้าระวังตามคำสั่งของ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยเฝ้าระวังทุกโรงพยาบาล จนถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทุกแห่ง เพื่อคัดกรองผู้ป่วยเข้าข่ายสงสัยที่มีประวัติทำงานในโรงงานดังกล่าว ร้านขายของเก่า โรงหลอม โดยมีอาการสำคัญ เริ่มได้ตั้งแต่ มีผิวไหม้ อาการระบบทางเดินอาหาร เช่น อาเจียน เบื่ออาหาร ถ่ายเหลว อาการระบบเวียนเวียนโลหิต อาการกดไขกระดูก กดระบบประสาท ไปจนถึงชักเกร็ง ไปจนถึงเสียชีวิต และดูข้อมูลย้อนหลังไป 1 เดือน พบว่าในรพ. และรพ.สต.ทุกแห่ง รวมถึงห้องพยาบาลของโรงงานดังกล่าว ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยเข้าข่ายสงสัย ซึ่งจะต้องเฝ้าระวัง ติดตามต่อไป ทั้งนี้ หากประชาชนที่พบเห็นวัตถุคล้ายกับท่อเก็บสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ อย่าเข้าใกล้ ที่สำคัญคือ ห้ามแกะกล่องออก วันที่ 14 มีนาคม 66 นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข สั่งกองสาธารณสุขฉุกเฉินเตรียมความ พร้อมผู้เชี่ยวชาญ และสถานพยาบาล รองรับและเฝ้าระวัง ผลกระทบด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและ สิ่งแวดล้อม กรณี “ซีเซียม-137” สูญหายที่ จ.ปราจีนบุรีแม้ยัง ไม่พบข้อมูลวัสดุหลุดออกจากเครื่องกำบัง ที่กระทรวง สาธารณสุข จ.นนทบุรี วันที่ 20 มีนาคม 66 นายรณรงค์ นครจินดา ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วย นพ.สุรินทร์ สืบซึ้ง นพ.สสจ.ปราจีนบุรี, พล.ต.ต.วินัย นุชชา ผบก.ภ.จว.ปราจีนบุรี, นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ เลขาธิการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ, นางเพ็ญนภา กัญชนะ รองเลขาธิการ สนง.ปรมาณูเพื่อสันติ, นายกิตติกวิน อรามบุญ หน. ปฏิบัติการ ฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี แถลงข่าวกรณี ‘ซีเซียม-137’ หาย พบวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม 137 ที่สูญ หายอยู่ในผงโลหะที่อยู่ในที่กักเก็บผงโลหะที่ได้จากกระบวนการการหลอมโลหะ ในโรงหลอมโลหะของ “บริษัท เค. พี.พี. สตีล จำกัด” ซึ่งตั้งอยู่พื้นที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี พบสาร ซีเซียม 137 อยู่ในฝุ่นแดงบริเวณโรงงาน ดังกล่าว ซึ่งโรงงานหลอมโลหะได้นำฝุ่นแดง 12.4 ตัน ไปสู่กระบวนการรีไซเคิล ที่โรงงานแห่งหนึ่ง ใน จ.ระยอง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบแล้ว ไม่พบสาร ซีเซียม-137 และส่งกลับต้นทางโรงงานที่ปราจีนบุรีและถูกควบคุม โดยผู้เชี่ยวชาญของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ยืนยันไม่เกิดการแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อม ไม่กระทบต่อสุขภาพของ ประชาชนในพื้นที่โดยรอบ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก ณ ห้องศูนย์การเรียนรู้(402) ศูนย์ราชการจังหวัดปราจีนบุรี
นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ได้ชี้แจงเรื่องการตรวจร่างกายผู้ที่เกี่ยวข้องกับโรงหลอมโลหะทั้งหมด ไม่พบความผิดปกติ และเตรียมความพร้อมในการเฝ้าระวังรับมือหากพบประชาชน ที่อาจได้รับผลกระทบจากสาร กัมมันตรังสี ซีเซียม-137 ในทุกพื้นที่ ได้สั่งการให้ทุกโรงพยาบาลเฝ้าระวังอาการที่อาจเข้าข่ายเกิดจากการไปสัมผัส กับซีเซียม-137 และตรวจสอบย้อนหลังไป 1 เดือน ก็ไม่พบว่ามีผู้ป่วยอาการต้องสงสัยเข้ารับการรักษาแต่อย่างใด วันที่ 20 มีนาคม 66 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์รมว.อว.สั่งตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อเฝ้าระวังและ ติดตามสถานการณ์เกี่ยวกับวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม 137 ซึ่งพร้อม ประสานข้อมูลและบูรณาการการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยสั่งการ ให้หน่วยงานในสังกัด อว.ที่เกี่ยวข้องดูแลความปลอดภัยของ ประชาชนและดูแลไม่ให้มีการปนเปื้อนของซีเซียมฯ ใน สิ่งแวดล้อม ทั้งดิน น้ำ อากาศ รวมทั้งให้มหาวิทยาลัยที่มีโรงเรียน แพทย์เข้าไปช่วยติดตามและดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ วันที่ 20 มีนาคม 66 นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผย ผลตรวจเลือด 70 คนงานโรง หลอมเหล็ก พบค่าเม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด ค่าตับและไต “ปกติ” นัดตรวจซ้ำวันที่ 5 เม.ย. ส่วนการตรวจซีเซียมในปัสสาวะโดย สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติรอผลอีก 2 สัปดาห์ที่กระทรวง สาธารณสุข จ.นนทบุรี ผลกระทบต่อสุขภาพจากสารซีเซียม-137 ขึ้นอยู่กับ ปริมาณที่ได้รับ และระยะเวลาที่ได้รับ กระทรวงสาธารณสุข มีการเฝ้าระวังทางสุขภาพใน 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มผิวหนัง เนื้อเยื่อ อาการจะมีตั้งแต่ตุ่มน้ำใส เนื้อตาย เป็นต้น 2. กลุ่มผู้ที่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ 3. กลุ่มอื่นๆ ที่มีความเจ็บป่วย เช่น เม็ดเลือดขาวผิดปกติเป็นกลุ่มก้อน เพราะเม็ดเลือดขาว มีคุณสมบัติแตกตัวไว อาจจะส่งผลต่อเส้นผม วันที่ 20 มีนาคม 66 นายแพทย์สุเทพ เพชรมาก ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 6เผยว่าผลการ ตรวจสุขภาพของคนงานในโรงหลอมเหล็ก อ.กบินทร์บุรี70 คน ไม่พบผลกระทบ และเฝ้าระวังต่ออีก 3 เดือน วอนคนลักลอบ นำสารซีเซียม -137 ออกมา มาเช็กสุขภาพด้วย
วันที่ 20 มีนาคม 2566 นายจุลพงษ์ทวีศรีอธิบดีกรม โรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยภายหลังเจ้าหน้าที่สำนักงานปรมาณู เพื่อสันติ (ปส.) พร้อมด้วยอุตสาหกรรมจังหวัด ปราจีนบุรี ปภ.กรมการ ปกครอง ได้ตรวจสอบโรงงานเค พี พี อ.กบินทร์บุรีจ.ปราจีนบุรี พบว่า มี สารกัมมันตรังสี ซีเซียม-137 อยู่ในฝุ่นแดงบริเวณเหล็กหลอมในโรงงาน ส่งต่อไปโรงงานรีไซเคิลใน จ.ระยอง จึงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กอง บริหารจัดการกากอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษ โรงงานภาคตะวันออก เจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ร่วมด้วย เจ้าหน้าที่สำนักงานปรมาณูเพื่อ สันติ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดระยอง ลงพื้นที่โรงงานรีไซเคิลในจังหวัดระยอง เพื่อตรวจวัดปริมาณรังสี ภายในโรงงาน จำนวน 7 จุด ได้แก่ ถุงเก็บฝุ่นและบริเวณรอบเตาหลอม จากการตรวจสอบพบว่ามีค่าอยู่ระหว่าง 0.075 – 0.134 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง (µSv/hr) ซึ่งเป็นปริมาณรังสีในระดับปกติตามปริมาณรังสีพื้นหลังหรือรังสี ในธรรมชาติ (Background Radiation) ซึ่งมั่นใจได้ว่า ไม่มีสารซีเซียม-137 ปนเปื้อนไปที่โรงงานรีไซเคิลที่ จ.ระยอง อย่างแน่นอน วันที่ 20 มีนาคม 2566 นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัด ระยอง ยืนยัน "ไม่พบว่าสารซีเซียมเกินมาตรฐาน” หลังพบว่ามีการเอาฝุ่นแดงมาจาก ปราจีนบุรีเพื่อมารีไซเคิลใหม่ สั่งโรงงานรับผงฝุ่นเหล็กซีเซียม-137 ส่งกลับต้นทางโร งานที่ปราจีนบุรีภายใน 3 วัน วันที่ 21 มีนาคม 66 นายอนุชา บูรพชัยศรีรองเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้หน่วยงานต่างๆบูรณาการแก้ไขปัญหาสารซีเซียม-137 ซึ่งผลตรวจเลือด 70 คนงานโรงหลอมเหล็ก พบว่า “ปกติ” ตรวจวัดกัมมันตรังสีใน อากาศ 18 จุดและในน้ำอีก 5 จุด พบว่าอยู่ในระดับปกติ วันที่ 21 มีนาคม 2566 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ประชุมคณบดีคณะแพทยศาสตร์ในสังกัดกระทรวง อว. ทั่วประเทศ อาทิ ศิริราช ,จุฬาฯ, ธรรมศาสตร์,รามาธิบดี มศว. เชียงใหม่ นเรศวร เป็นต้น สั่งทุกโรงเรียนแพทย์ติดตาม สถานการณ์กรณี วัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 รายงานผู้มีอาการหรือประวัติได้รับ สารดังกล่าว พร้อมให้ข้อมูลทางวิชาการที่เข้าใจง่าย น่าเชื่อถือ และถูกต้องต่อ สาธารณชน ทั้งนี้ ได้มีข้อสั่งการเพิ่มเติม 4ข้อต่อคณะแพทยศาสตร์และโรงเรียน แพทย์ มหาวิทยาลัย และหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. ดังนี้ 1.ให้เฝ้าระวังอย่างเข้มงวดเพื่อค้นหาและรายงานผู้ที่มีอาการหรือมีประวัติเข้ากันได้กับการได้รับสารรังสี ย้อนหลัง ไป 3เดือน รวมทั้งเฝ้าระวังสถานการณ์ หากพบว่ามีผู้ป่วยต้องสงสัยว่าจะได้รับสารรังสี หรือหากพบคลัสเตอร์ในพื้นที่ใด ขอให้รายงานเข้ามาที่ศูนย์ปฏิบัติการของกระทรวง อว. และเข้าไปดูแลโดยทันที
2.คณะแพทยศาสตร์และโรงพยาบาลที่มีความสามารถในการตรวจการสัมผัสสารรังสี ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสุขภาพ ตรวจเลือด ปัสสาวะ หรืออื่นใด หรือหากมีผู้เชี่ยวชาญหรือเครื่องมือให้แจ้งมาที่ศูนย์ปฏิบัติการของกระทรวง อว. เพื่อให้เกิดการสนธิ กำลังโดยทันที 3.มหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้พื้นที่เหตุการณ์ ซึ่งมีเครือข่ายแพทย์ พยาบาล อาสาสมัครที่ประสงค์จะสนับสนุนการ ปฏิบัติงานในพื้นที่ให้เข้าไปร่วมดำเนินการโดยทันที ทั้งในแง่การดูแลสุขภาพ ความรู้สึก และความวิตกกังวล 4.ให้นักวิชาการ แพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลความรู้ทางวิชาการที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือเข้าใจง่ายต่อสาธารณชน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและลดความตระหนกในสังคม รวมทั้งให้คำแนะนำและคำปรึกษาต่อประชาชน นอกจากนี้ ในที่ประชุมได้มีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางรังสีวิทยาของคณะแพทยศาสตร์หลายแห่งได้ให้ข้อมูล เพิ่มเติมซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ปริมาณรังสีที่สูญหายและที่ตรวจพบปรากฎในพื้นที่เหตุการณ์มีปริมาณที่น้อยมาก เทียบได้ กับการทำ CT Scan 1 ครั้ง ซึ่งยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพน้อย วันที่ 22 มีนาคม 66 ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้สัมภาษณ์ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการ ให้เข้ามาดูแลและเร่งดำเนินการให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุดและ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. ได้มอบหมายให้นำ ทีมกระทรวง อว.และมหาวิทยาลัย มาร่วมตรวจสอบติดตามสถานการณ์ และผลกระทบที่เกิดขึ้นร่วมกับทางจังหวัดซึ่งพบว่ากระบวนการที่ ดำเนินการอยู่ในขณะนี้มีความรอบคอบ รัดกุม ค่าระดับรังสีในสิ่งแวดล้อมมีปริมาณต่ำ ค่าที่ตรวจวัดได้ตามจุดต่างๆ ก็ยัง เป็นปกติ ไม่พบการปนเปื้อน ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ ปส. ดำเนินการการติดตั้งเครื่องวัดรังสีแกมม่าในอากาศแบบ เรียลไทม์ 9 จุดในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง นอกจากนี้ ก่อนเดินทางมาได้หารือกับ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ว่าสิ่งที่ต้องเร่งดูแลในขณะนี้คือสุขภาพของประชาชน ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ จึงได้นำทีมแพทย์และพยาบาล จาก รพ.ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพฯ มศว.องครักษ์ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และ รพ.มหาวิทยาลัย บูรพา ซึ่งเป็นโรงเรียนแพทย์ของกระทรวง อว. 3 สถาบันที่อยู่ในพื้นที่ไม่ไกลจาก จ.ปราจีนบุรี มาร่วมประเมินและ ให้บริการทางสุขภาพ โดย รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม ผอ. รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติที่ร่วมเดินทางมาในวันนี้ ได้ รายงานว่า จากการสอบทานย้อนหลังตั้งแต่ 30-60 วัน ทั้งในหอผู้ป่วยนอก และแผนกฉุกเฉินของ รพ.ในพื้นที่ยังไม่ พบผู้ป่วยหรือผู้ที่มีประวัติว่าได้รับหรือสัมผัสกับผู้ที่ได้รับสารกัมมันตรังสี แต่อย่างไรก็ตามก็จะต้องมีการเฝ้าระวัง ค้นหาผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะแน่ใจ โดยกระทรวง อว. จะเร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ประชาชนใน พื้นที่คลายกังวลจะได้กลับมาใช้ชีวิตแบบปกติโดยเร็ว วันที่ 22 มีนาคม 2566 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความมั่นใจ ไม่พบซีเซียม-137 ปนเปื้อนผัก ผลไม้ ในจ.ปราจีนบุรี บริโภคได้ปลอดภัย 100% พร้อมเชิญเลือกซื้อสินค้า เกษตร และผลิตภัณฑ์แปรรูป ในงาน “ติดตลาดเกษตร Fresh Fruits From Farm” ระหว่างวันที่ 21 – 26 มี.ค. 66 ที่ตลาด อ.ต.ก.
วันที่ 22 มีนาคม 2566 ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลง TikTok ให้ความมั่นใจ “Cesium-137 สถานการณ์อยู่ในความปลอดภัย ทุเรียน ปราจีน ทุเรียนระยอง มั่นใจ อร่อยแน่ๆปีนี้” วันที่ 22 มีนาคม 66 นายแพทย์สุรินทร์ สืบซึ้ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี ให้สัมภาษณ์กรณีตรวจพบ วัตถุกัมมันตรังสี ซีเซียม-137 ที่หายไปจากโรงไฟฟ้าใน อ.ศรีมหาโพธิ ก่อนพบในโรงงานหลอมเหล็ก เขตอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี จ. ปราจีนบุรีว่า ขณะนี้ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และ สาธารณสุข (EOC) ได้ติดตามสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ได้รับรายงานสรุปผลการตรวจวัดระดับรังสีใน อากาศ ไม่พบการปนเปื้อนของซีเซียม-137 พนักงานโรงงานหลอมเหล็ก จำนวน 70 คน ไม่พบการเปรอะเปื้อนซีเซียม-137 ส่วนผลการตรวจ เลือดเพื่อเฝ้าระวังสุขภาพพบว่ามีค่าอยู่ในเกณฑ์ปกติทั้งเม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด โดยนัดตรวจซ้ำอีกครั้งในวันที่ 5 เมษายน 2566 และเฝ้า ระวังต่อเนื่องไปอีก 5 ปี ในการนี้ นายแพทย์สุรินทร์ สืบซึ้ง นายแพทย์ สาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี ได้นำทีมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม สื่อสารทำ ความเข้าใจให้คลายกังวลว่า ขณะนี้ไม่พบซีเซียม-137 รั่วไหลออกสู่ ชุมชนโดยรอบ ทั้งนี้ ส่งทีม MCATT สสจ.ปราจีนบุรี ทีม MCATT รพ. เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ลงพื้นที่ประเมินสุขภาพจิตประชาชน หมู่ 6 และ หมู่ 8 ต.หาดนางแก้ว และ ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี รวมถึงจัดทีม เฝ้าระวังในโรงพยาบาล/โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกแห่ง เพื่อ คัดกรอง และประเมินผู้ที่มีอาการผิดปกติในชุมชน วันที่ 23 มีนาคม 2566 ทีม MCATT สสจ.ปราจีนบุรี ศูนย์สุขภาพจิตที่ 6 รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร รพ.กบินทร์บุรีรพ.สต.หาดนางแก้ว อสม. และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ลงพื้นที่ประเมินสุขภาพจิตและเยียวยาจิตใจ ประชาชนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง
วันที่ 23 มีนาคม 2566 นายรณรงค์ นครจินดา ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์รายการ“ฟังชัดๆ ถนอมจัดให้” เพื่อเผยแพร่สร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของ ประชาชนและผลผลิตทางการเกษตร ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่ง ประเทศไทย ถนนวิภาวดีรังสิต เขตดินแดง กรุงเทพฯ วันที่ 23 มีนาคม 66 นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ยาต้านพิษปรัสเซียนบลู ที่ใช้ต้านพิษซีเซียม-137 รพ.นพรัตน์ราชธานีได้ร่วมกับ ปส.ประเมินสถานการณ์และความจำเป็นของการนำเข้ายาว่ายังไม่มีความจำเป็น เนื่องจากยังไม่พบผู้ที่มีอาการป่วย อย่างไรก็ตาม ปส. มีความร่วมมือกับนานาชาติ ในการช่วยเหลือเรื่องนี้ หากมีความจำเป็นก็สามารถประสานหายาได้ ส่วนรพ.นพรัตน์ฯ ได้วางระบบการนำเข้ากับอย.ไว้แล้ว ด้าน นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า อย.ได้หารือกับกรมการแพทย์ในเรื่องการนำเข้ายาพรัสเซียนบลูแล้ว ซึ่งจะมีข้อมูลการอนุญาตเดิมที่เคยนำเข้ามาแล้ว หากครั้งนี้มีความจำเป็น อย. ก็ สามารถพิจารณาเรื่องการอนุญาตได้ทันที โดยใช้เวลาไม่นาน ศ.นพ.วินัย วนานุกูล หัวหน้าศูนย์พิษวิทยาและ หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ ผศ.ดร.กฤศณัฏฐ์ เชื่อมสามัคคี ภาควิชารังสีวิทยา รศ.พญ.สาทริยา ตระกูลศรีชัย ศูนย์พิษวิทยา และภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งโต๊ะแถลงกรณีซีเซียม-137 สูญหายใน จ.ปราจีนบุรีว่า ซีเซียมดังกล่าวมีขนาดเล็ก ความแรงรังสีต่ำและ อยู่ในพื้นที่ปิด ดังนั้นประชาชนโดยรอบไม่มีความเสี่ยง วันที่ 23 มีนาคม 2566 นายวิบูลย์ วงสกุล ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค ยืนยันแหล่งน้ำดิบที่นำมาผลิตน้ำประปาในพื้นที่สาขาปราจีนบุรี และสาขากบินทร์บุรี ปลอดภัยไม่พบสารปนเปื้อนซีเซียม 137 คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานการผลิตน้ำประปา บริการประชาชน เพื่อใช้น้ำประปาในการอุปโภคบริโภคได้อย่างมั่นใจ วันที่ 24 มีนาคม 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายรณรงค์ นครจินดา ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกท.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ เลขาฯสนง.ปรมาณูเพื่อสันติ รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผอ.การสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ และผู้ช่วย ศ.ดร.พงษ์แพทย์ เพ่งวาณิชย์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมแถลงสถานการณ์วัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 การตรวจวัดปริมาณรังสีเป็นปกติทั้งหมด พบค่ารังสีในโรงงานเทียบในธรรมชาติ ไม่พบปนเปื้อนดิน น้ำ อากาศ ผลไม้ จ.ปราจีนบุรีปลอดภัย ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล
1. ผลการตรวจวัดปริมาณรังสีโดยรอบพื้นที่โรงงาน : ระดับรังสีอยู่ในระดับรังสีในธรรมชาติ