จงั หวดั สุรินทร์
๑. สมยั ก่อนกรุงศรีอยุธยา
สภาพและความเป็นมาในทางประวตั ิศาสตร์ของจงั หวดั สุรินทร์ไม่มีปรากฏเป็นหลกั ฐาน
เอกสารอนั แน่นอน เพียงแต่ไดม้ ีการจดบนั ทึกไวเ้ พียงสงั เขป ซIึงส่วนมากไดม้ าจากคาํ บอกเล่าของผมู้ ีอายุ
และเล่าต่อๆ กนั มา จึงเอาความแน่นอนไม่ได้ แต่จากการสนั นิษฐานของนกั ประวตั ิศาสตร์และนกั
โบราณคดีไดส้ นั นิษฐานวา่ พRนื ทีIซIึงเป็นภาคอีสานในปัจจุบนั เคยเป็นทีIอยขู่ องพวกละวา้ และลาว มีแวน่
แควน้ อนั เป็นเขตปกครองเรียกวา่ “อาณาจกั รฟนู นั ๑”
เมืIอนบั ยอ้ นถอยหลงั เป็นระยะเวลาประมาณ ๒,๐๐๐ ปี สมยั ทีIละวา้ มีอาํ นาจปกครองอาณาจกั ร
ฟูนนั นRนั คงจะไดส้ ร้างเมืองสุรินทร์ขRึนและต่อมาเมืIอประมาณ พ.ศ. ๑๑๐๐ พวกละวา้ เสIือมอาํ นาจลง ขอม
เขา้ มามีอาํ นาจแทนและตRงั อาณาจกั รเจินละ หรืออิศานปุระ ส่วนพวกละวา้ กถ็ อยร่นไปทางทิศเหนือ ปล่อย
ใหพ้ Rนื ทIีรกร้างวา่ งเปล่าลงเป็นจาํ นวนมาก จงั หวดั สุรินทร์กค็ งจะทิRงไวเ้ ป็นทีIรกร้างวา่ งเปล่าและเป็นป่ าดง
อยู่ เมIือขอมแผอ่ ิทธิพลและมีอาํ นาจครอบครองดินแดนเดิมของละวา้ แลว้ ขอมไดแ้ บ่งการปกครองออกเป็น
๓ ภาค โดยตRงั เมืองศูนยก์ ลางการปกครองบงั คบั บญั ชาขRึน ๓ เมือง คือ เมืองละโว้ (ลพบุรี) เมืองพมิ าย
(อาํ เภอพิมาย จงั หวดั นครราชสีมา) และเมืองสกลนคร แต่ละเมืองมีฐานะเป็นเมืองประเทศราชเท่าเทียมกนั
และปกครองบงั คบั บญั ชาขRึนตรงต่อนครวดั อนั เป็นราชธานีของขอม ซIึงอยใู่ นดินแดนเขมร
สมยั ทIีขอมมีอาํ นาจนRนั เมืองสุรินทร์อาจเป็นดินแดนแห่งหนIึงทIีอยใู่ นเสน้ ทางการไปมาของ
ขอมระหวา่ งเขาพระวหิ าร เขาพนมรุ้ง กบั นครวดั นครธม กไ็ ด้ จึงปรากฏวา่ ไดม้ ีการสร้างปราสาทหินขนาด
เลก็ คาํ นวณอายปุ ระมาณ ๑,๑๐๐ ปี เศษ เรียงรายอยทู่ อ้ งทIีอาํ เภอต่างๆ ตามชายแดนในทอ้ งทีIจงั หวดั สุรินทร์
๑ อาณาจกั รฟนู นั จดหมายเหตุจีนเรียกประเทศเขมรโบราณวา่ ฟูนนั ภาคกลางและภาคอีสานของไทย กเ็ ป็นอาณาจกั รฟนู นั
ชนชาติในประเทศเขมรกเ็ รียกวา่ ชาวฟูนนั ซIึงเป็นพวกตระกลู มอญ-เขมร ไดแ้ ก่ ละวา้ ทีIสืบเชNือสายมาเป็นเขมรโบราณ
พ.ศ. ๑๐๙๓ แควน้ เจนละบกเมืองขNึนก่อกบฏ เจา้ จิตรเสน ชิงเอากรุงโตมู (ศมภู) ไดเ้ ป็นกษตั ริยม์ ีพระนามวา่ พระเจา้
มเหนทวรมนั เรียกชIือประเทศใหม่วา่ เจนละ พ.ศ. ๑๒๐๙ - ๑๓๔๕ อาณาจกั รเจนละเกิดแตกกนั เป็นสองประเทศ ทาง
แผน่ ดินสูงตอนเหนือ ไดแ้ ก่ ภาคอีสาน และประเทศลาว เรียกวา่ เจนละบก ทางแผน่ ดินตIาํ ตอนใต้ ไดแ้ ก่ ประเทศเขมร จรด
ชายทะเล เรียกวา่ เจนละนNาํ คลา้ ยกบั คาํ ทีIชาวสุรินทร์พดู วา่ แขมร์กรอม แขมร์เลอร์ (เขมรตIาํ -เขมรสูง) คาํ วา่ กรอม แปลวา่
ตIาํ ใต้ ล่าง และเรียกชาวเขมรทIีอยใู่ นประเทศเขมรวา่ แขมร์กรอม มาจนถึงปัจจุบนั นNี หลกั การกลายของเสียงกรอมกค็ งเป็น
คาํ เดียวกบั ขอม กค็ ือ เขมร สรุปวา่ ภาคอีสานเคยเรียกวา่ อาณาจกั รเจนละบก เป็นอาณาจกั รเขมรโบราณบางหวั เมืองคงรวม
กบั อาณาจกั รเขมรตลอดสมยั กรุงสุโขทยั เช่น ในวงมณฑลอุดร นครราชสีมา จนั ทบุรี จนถึงสมยั กรุงศรีอยธุ ยาตอนตน้
ไทยไดร้ บเขมรตีไดน้ ครหลวง (นครธม) เขมรเป็นเมืองขNึนของไทยตNงั แต่ พ.ศ. ๑๘๙๕ ไดข้ ยายอาณาเขตไปทางตะวนั ออก
ไดด้ ินแดนนครราชสีมา และจนั ทบุรีไวเ้ ป็นราชอาณาจกั รเขา้ ใจวา่ เมืองสุรินทร์และหวั เมืองแถบนNีรวมอยใู่ นเขตราชอาณา
เขตมาตNงั แต่ครNังนNนั (จากหนงั สือเรืIองแหลมอินโดจีน สมยั โบราณของเสฐียรโกเศศ ไทยในแหลมทองของ พ.อ.หลวงรณ
สิทธิพิชยั ประวตั ิศาสตร์ไทยกบั เขมร ของสิริ เปรมจิตต์ หลกั ไทยของขนุ วจิ ิตรมาตรา สยามกบั สุวรรณภูมิ ของหลวงวจิ ิตร
วาทการ แบบเรียนประวตั ิศาสตร์สยาม ของหลวงชุณห์กสิกรและคณะ
๒
ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ โดยเฉพาะในทอ้ งทีIอาํ เภอกาบเชิง จงั หวดั สุรินทร์ มีปราสาทอยรู่ ิมเขาพนมดองแห
รก หรือดงรัก เรียกวา่ ช่องตาเมือน มีปราสาทตาเมือนโตจ๊ (ปราสาทตาเมือนเลก็ ) ปราสาทตาเมือนธม
(ปราสาทตาเมือนใหญ่) มีวหิ าร ระเบียงคด สระนRาํ เรียงรายอยรู่ อบๆ บริเวณปราสาท นอกจากปราสาท
เหล่านRีกม็ ีปราสาทอืIนๆ อีกประมาณ ๒๕ แห่ง อยตู่ ามทอ้ งทีIอาํ เภอต่างๆ ในเขตจงั หวดั สุรินทร์ ซIึง
สนั นิษฐานวา่ ขอมสร้างขRึนเพอืI เป็นทีIพกั พล และประกอบพิธีกรรมทางศาสนาระหวา่ งเดินทางจากนครวดั
นครธม ขา้ มเทือกเขาพนมดองแหรก หรือดงรัก มาสู่เมืองศูนยก์ ลางการปกครองทRงั ๓ เมืองดงั กล่าวมาแลว้
และขอมคงยดึ ถือเอาเมืองสุรินทร์เป็นเมืองหนา้ ด่านใหญ่ เพราะขอมมีราชธานีอยทู่ างดา้ นใตข้ องเทือกเขา
ใหญ่ คือ เขาพนมดองแหรก หรือดงรัก เมืองสุรินทร์คงเป็นทีIเหมาะสมทIีจะเป็นเมืองหนา้ ด่านใหญ่ เมืIอขา้ ม
เทือกเขามาสู่ทIีราบทางทิศเหนือเพือI ไปยงั เมืองศูนยก์ ลาง คือเมืองละโว้ เมืองพมิ าย และเมืองสกลนคร
เพราะเมืองสุรินทร์นRนั มีกาํ แพงเดินและคูเมืองลอ้ มรอบ ๒ ชRนั เหมาะสมทีIจะสร้างค่ายคูประตูหอรบเพอIื
ป้องกนั การรุกรานของขา้ ศึกเป็นอยา่ งดี นอกจากนRียงั มีเมืองหนา้ ด่านรองๆ ลงไปอีก เช่น บา้ นเมืองลIิง (อยู่
ในเขตอาํ เภอจอมพระปัจจุบนั ) บา้ นประปื ด อยใู่ นเขตตาํ บลเขวาสินรินทร์ บา้ นแสลงพนั เขตตาํ บลแกใหญ่
บา้ นสลกั ได อาํ เภอเมืองสุรินทร์ ในปัจจุบนั ทRงั ๔ แห่งนRีปรากฏร่องรอยเช่นซากกาํ แพงเมืองเก่าใหเ้ ห็นอยู่
ส่วนทีIยงั มีสภาพสมบูรณ์กวา่ แห่งอIืน คือ บา้ นประปื ด ตาํ บลเขวาสินรินทร์ ซIึงมีกาํ แพงดินและคูเมือง ๒ ชRนั
ใหเ้ ห็นอยจู่ นปัจจุบนั
จากเมืองสุรินทร์ไปยงั เมืองหนา้ ด่านเลก็ ๆ เหล่านRีแต่ก่อนเคยมีถนนดินพนู สูงประมาณ ๑ เมตร
กวา้ งประมาณ ๑๒ เมตร ทอดออกจากกาํ แพงเมืองสุรินทร์ไปยงั เมืองหนา้ ด่านเลก็ ดงั กล่าวแลว้ ทุกแห่ง แต่
ปัจจุบนั สภาพถนนเหล่านRีไดเ้ ปลIียนแปลงไปหมดแลว้
๒. สมยั กรุงศรีอยุธยา
เมIือขอมเสIือมอาํ นาจลง ไทยกเ็ ริIมมีอาํ นาจและเขา้ ครอบครองดินแดนเหล่านRี และไดม้ ีการ
อพยพเขา้ มาตRงั หลกั แหล่งอยทู่ างแถบตะวนั ออกเฉียงเหนือของจงั หวดั สุรินทร์ และในสมยั ทีIขอมหมด
อาํ นาจลงนRนั จงั หวดั สุรินทร์คงมีสภาพเป็นป่ าดงอยนู่ าน เสมือนหนIึงเป็นดินแดนหลงสาํ รวจ เพราะแมแ้ ต่
ในสมยั กรุงศรีอยธุ ยาตอนตน้ หรือตอนกลาง กม็ ิไดม้ ีการบนั ทึกกล่าวถึงเมืองสุรินทร์แต่อยา่ งใด เพิIงจะไดม้ ี
การรู้จกั เมืองสุรินทร์ในสมยั ปลายกรุงศรีอยธุ ยาในระยะเริIมแรกของการตRงั เมือง ซIึงปรากฏตามหลกั ฐาน
พงศาวดารเมืองสุรินทร์ ดงั ต่อไปนRี
ในสมยั กรุงศรีอยธุ ยา ราชอาณาจกั รไทยมีอาณาเขตกวา้ งขวางมาก ชาวไทยพRืนเมืองกลุ่มหนIึง
ซIึงเรียกตวั เองวา่ “ส่วย” “กวย” หรือ “กยุ ” ทIีอาศยั ในแถบเมืองอตั ปื อแสนแป (แสนแป) ในแควน้ จาํ ปาศกั ด`ิ
ซIึงขณะนRนั เป็นดินแดนของราชอาณาจกั รไทยโดยสมบูรณ์ (เพงIิ เสียใหฝ้ รIังเศสเมIือ พ.ศ. ๒๔๓๖ หรือ ร.ศ.
๑๑๒) พวกเหล่านRีมีความรู้ความสามารถในการจบั ชา้ งป่ ามาเลRียงไวใ้ ชง้ าน ตลอดทRงั การจบั สตั วป์ ่ านานา
ชนิด ไดพ้ ากนั อพยพขา้ มลาํ นRาํ โขงมาสู่ฝัIงขวา เมืIอ พ.ศ. ๒๒๖๐ โดยแยกกนั หลายพวกดว้ ยกนั แต่ละพวกมี
หวั หนา้ ควบคุมมา และมาตRงั หลกั ฐาน ดงั นRี
๓
พวกทีI ๑ มาตRงั หลกั ฐานทIีบา้ นเมืองที (บา้ นเมืองที ตาํ บลเมืองที อาํ เภอเมืองสุรินทร์) หวั หนา้
ชืIอ “เชียงปุม”
พวกทIี ๒ มาตRงั หลกั ฐานทIีบา้ นกดุ หวาย หรือเมืองเตา (อาํ เภอรัตนบุรีปัจจุบนั ) หวั หนา้ ชืIอ
“เชียงสี” หรือ “ตากะอาม”
พวกทIี ๓ มาตRงั หลกั ฐานทIีบา้ นเมืองลิIง (เขตอาํ เภอจอมพระปัจจุบนั ) หวั หนา้ ชIือ “เชียงสง”
พวกทีI ๔ มาตRงั หลกั ฐานทีIบา้ นโคกลาํ ดวน (เขตอาํ เภอขขุ นั ธ์ จงั หวดั ศรีสะเกษ) หวั หนา้ ชืIอ “ตา
กะจะ” และ “เชียงขนั ”
พวกทIี ๕ มาตRงั หลกั ฐานทีIบา้ นอจั จะปะนึง หรือโคกอจั จะ (เขตอาํ เภอสงั ขะ จงั หวดั สุรินทร์)
หวั หนา้ ชIือ “เชียงฆะ”
พวกทีI ๖ มาตRงั หลกั ฐานทIีบา้ นกดุ ปะไท (บา้ นจารพตั อาํ เภอศีขรภูมิปัจจุบนั ) หวั หนา้ ชืIอ “เชียง
ไชย”
ลุ พ.ศ. ๒๓๐๒ ในรัชกาลของสมเดจ็ พระบรมราชาทIี ๓ พระทIีนงIั สุริยามรินทร์ ครองกรุงศรี
อยธุ ยาราชธานี ชา้ งเผอื กแตกโรงออกจากเมืองหลวงเขา้ ป่ าไปทางทิศตะวนั ออก สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั พระทีI
นงIั สุริยามารินทร์ โปรดใหส้ องพIนี อ้ งเป็นหวั หนา้ กบั ไพร่พล ๓๐ นายออกติดตาม เมืIอสองพนีI อ้ งกบั ไพร่พล
ติดตามมาถึงเมืองพมิ ายทราบจากเจา้ เมืองพิมายวา่ ในดงริมเขามีพวกส่วยซIึงชาํ นาญในการจบั ชา้ งและเลRียง
ชา้ งอยู่ หากไปสืบหาจากพวกส่วยเหล่านRีคงจะทราบเรืIอง สองพีIนอ้ งกบั ไพร่พลจึงไดต้ ิดตามไปพบเชียงสี
หรือตากะอามทIีบา้ นกดุ หวาย (อาํ เภอรัตนบุรีปัจจุบนั ) เชียงสีจึงไดพ้ าสองพIีนอ้ งกบั ไพร่พลไปหาเชียงสงทีI
บา้ นเมืองลIิง ไปหาเชียงปุมทีIบา้ นเมืองที ไปหาเชียงไชยทIีบา้ นกดุ ปะไท ไปหาตากะจะและเชียงขนั ทีIบา้ น
โคกลาํ ดวน และไปหาเชียงฆะทIีบา้ นอจั จะปะนึง
เชียงฆะไดเ้ ล่าบอกกบั สองพนีI อ้ งวา่ ไดเ้ คยเห็นชา้ งเผอื กเชือกหนIึงมีเครืIองประดบั ทIีงาทRงั สอง
ขา้ ง ไดพ้ าโขลงชา้ งป่ ามาลงเล่นนRาํ ทIีหนองโชกตอนบ่ายๆ ทุกวนั เมIือไดท้ ราบเช่นนRนั สองพIีนอ้ งจึงไดพ้ า
หวั หนา้ หมู่บา้ นเหล่านRนั ไปขRึนตน้ ไมร้ ิมหนองโชกคอยดู ครRันถึงตอนบ่ายกเ็ ห็นโขลงชา้ งป่ าประมาณ ๕๐ -
๖๐ เชือก เดินหอ้ มลอ้ มชา้ งเผอื กออกจากชายป่ าลงเล่นนRาํ ในหนอง สมจริงดงั ทIีเชียงฆะบอกกล่าว สองพIี
นอ้ งจึงใชพ้ ิธีกรรมทางคชศาสตร์จบั ชา้ งเผอื กไดแ้ ลว้ สองพีIนอ้ งกบั ไพร่พลโดยมีหวั หนา้ บา้ นป่ าดง คือ เชียง
ปุม เชียงสี หรือตะกะอาม เชียงฆะ เชียงไชย ตากะจะ และเชียงขนั ไดร้ ่วมเดินทางไปส่งดว้ ย สองพีIนอ้ งได้
กราบทูลถึงการทีIเชียงปุมกบั พวกไดช้ ่วยเหลือติดตามชา้ งเผอื กไดค้ ืนมาและนาํ มาส่งถึงกรุงศรีอยธุ ยาดว้ ย
สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั พระทIีนงัI สุริยามรินทร์จึงไดท้ รงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้
๑. เชียงปุม หวั หนา้ หมู่บา้ นเมืองที เป็นหลวงสุรินทรภกั ดี
๒. ตากะจะ หวั หนา้ หมู่บา้ นโคกลาํ ดวน เป็นหลวงแกว้ สุวรรณ
๓. เชียงขนั อยรู่ วมกนั กบั ตากะจะ เป็ นหลวงปราบ
๔. เชียงฆะ หวั หนา้ หมู่บา้ นอจั จะปะนึง เป็นหลวงเพชร
๕. เชียงสี หวั หนา้ หมู่บา้ นกดุ หวาย เป็ นหลวงศรี นครเตา
๔
๖. เชียงไชย หวั หนา้ หมู่บา้ นกดุ ปะไท เป็นขนุ ไชยสุริยงศ์
พร้อมทRงั พระราชทานตราตRงั และโปรดเกลา้ ฯ ใหป้ กครองหมู่บา้ นเดิมขRึนตรงต่อเมืองพมิ าย
หลวงสุรินทรภกั ดีกบั พวก ไดพ้ ากนั เดินทางกลบั ภูมิลาํ เนาเดิมและไดป้ กครองหมู่บา้ นเดิม
ตามทIีไดม้ ีพระบรมราชโองการโปรดเกลา้ ฯ ตลอดมา
พ.ศ. ๒๓๐๖ หลวงสุรินทรภกั ดี (เชียงปุม) ไดข้ อใหเ้ จา้ เมืองพิมายกราบบงั คมทูลขอพระบรม
ราชานุญาตยา้ ยจากหมู่บา้ นเมืองทีไปตRงั อยทู่ Iีบา้ นคูปะทาย หรือบา้ นปะทายสมนั ต์ เพราะบา้ นเมืองทีเป็น
หมู่บา้ นเลก็ ไม่เหมาะสม ส่วนบา้ นคูปะทายหรือประทายสมนั ต์ (เมืองสุรินทร์ในปัจจุบนั ) เป็นหมู่บา้ นทIี
กวา้ งใหญ่มีกาํ แพงค่ายคูลอ้ มรอบถึง ๒ ชRนั เป็นชยั ภูมิเหมาะสมทีIจะป้องกนั และต่อตา้ นศตั รูทIีมารุกรานได้
เป็นอยา่ งดี ประกอบทRงั เป็นแหล่งทีIเหมาะสมในการอยอู่ าศยั มีนRาํ ท่าอุดมสมบูรณ์ ซIึงสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั
พระทีIนงัI สุริยามรินทร์กไ็ ดท้ รงอนุญาตใหย้ า้ ยได้ หลวงสุรินทรภกั ดีจึงไดอ้ พยพราษฎรบางส่วนไปอยทู่ Iีบา้ น
คูปะทาย ส่วนญาติพIีนอ้ งชIือ เชียงปื ด เชียงเกตุ เชียงพนั นางสะดา นางแล และราษฎรส่วนหนIึงคงอยู่ ณ หมู่
บา้ นเมืองทีตามเดิม
ระหวา่ งทีIอยบู่ า้ นเมืองที หลวงสุรินทรภกั ดี (เชียงปุม) ร่วมกบั ญาติดงั กล่าวพากนั สร้างเจดีย์ ๓
ยอด สูง ๑๘ ศอก และสร้างโบสถพ์ ร้อมพระปฏิมา หนา้ ตกั กวา้ ง ๔ ศอก ซIึงปรากฏอยทู่ ีIวดั เมืองทีมาจนถึง
ปัจจุบนั นRี
เมืIอยา้ ยถิIนฐานจากบา้ นเมืองทีไปอยทู่ Iีบา้ นคูปะทายแลว้ หวั หนา้ หมู่บา้ นทRงั ๕ จึงไดพ้ ากนั ไป
เฝ้าสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ณ กรุงศรีอยธุ ยา โดยนาํ สIิงของไปทูลเกลา้ ฯ ถวาย คือ ชา้ ง มา้ แก่นสน ยางสน ปี ก
นก นอระมาด (นอแรต) งาชา้ ง ขRีผRงึ นRาํ ผRงึ เป็นการส่งส่วยตามราชประเพณี เพราะวา่ ขณะนRนั บรรพบุรุษ
ของชาวสุรินทร์จะไดอ้ พยพมาตRงั ถIินฐานอยใู่ นดินแดนอนั เป็นป่ าดงทึบส่วนนRี โดยตRงั หลกั แหล่งทาํ มาหา
กินอยอู่ ยา่ งมนัI คงกต็ าม แต่กย็ งั ไม่เป็นทIีรู้จกั ของกรุงศรีอยธุ ยา ยงั คงถือวา่ เป็นกลุ่มชนทีIอยใู่ นป่ าดงในราช
อาณาเขตเท่านRนั ซIึงกรุงศรีอยธุ ยาเริIมรู้จกั กโ็ ดยหวั หนา้ หมู่บา้ นไดช้ ่วยเหลือจบั ชา้ งเผอื กคืนกรุงศรีอยธุ ยา
และเมืIอหวั หนา้ หมู่บา้ นไดน้ าํ ของไปทูลเกลา้ ฯ ถวายแลว้ สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั พระทIีนงIั สุริยามรินทร์จึงได้
ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ แต่งตRงั บรรดาศกั ด`ิใหห้ วั หนา้ หมู่บา้ นสูงขRึน ดงั นRี
๑. หลวงสุรินทรภกั ดี (เชียงปุม) เป็น พระสุรินทรภกั ดีศรีณรงคจ์ างวาง ยกบา้ นคูปะทายเป็น
“เมืองปะทายสมนั ต”์ ใหพ้ ระสุรินทรภกั ดีศรีณรงคจ์ างวางเป็นเจา้ เมืองปกครอง
๒. หลวงเพชร (เชียงฆะ) เป็น พระสงั ฆบุรีศรีนครอจั จะ ยกบา้ นอจั จะปะนึง หรือบา้ นดงยาง
เป็น “เมืองสงั ฆะ” ใหพ้ ระสงั ฆบุรีศรีนครอจั จะเป็นเจา้ เมืองปกครอง
๓. หลวงศรีนครเตา (เชียงสี หรือตากะอาม) เป็นพระศรีนครเตา ยกบา้ นกดุ หวายเป็น “เมือง
รัตนบุรี” ใหพ้ ระศรีนครเตาเป็นเจา้ เมืองปกครอง
๔. หลวงแกว้ สุวรรณ (ตากะจะ) เป็น พระไกรภกั ดีศรีนครลาํ ดวน ยกบา้ นปราสาท-สIีเหลIียม
ดงลาํ ดวน เป็น “เมืองขขุ นั ธ”์ ใหพ้ ระไกรภกั ดีศรีนครลาํ ดวนเป็นเจา้ เมืองปกครอง
๕
การปกครองบงั คบั บญั ชาแบ่งเป็นหมวดหมู่ เป็นกอง มีนายกอง นายหมวด นายหมู่ บงั คบั
บญั ชาขRึนตรงต่อเมืองพมิ าย
หวั หนา้ หมู่บา้ นทRงั หมดกเ็ ดินทางกลบั และปกครองบา้ นเมืองดว้ ยความสงบสุขตลอดมา
๓. สมยั กรุงธนบุรี (พ.ศ. ๒๓๑๐ - พ.ศ. ๒๓๒๕)
เมIือกรุงศรีอยธุ ยาเสียแก่พม่า ใน พ.ศ. ๒๓๑๐ แลว้ สมเดจ็ พระเจา้ กรุงธนบุรี พระเจา้ ตากสิน
มหาราช ไดท้ รงกอบกอู้ ิสรภาพและตRงั กรุงธนบุรีเป็นราชธานี
พ.ศ. ๒๓๒๑ พระเจา้ กรุงธนบุรีไดโ้ ปรดเกลา้ ฯ ใหส้ มเดจ็ เจา้ พระยามหากษตั ริยศ์ ึก
(พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) กบั เจา้ พระยาสุรสีห์ เป็นแม่ทพั ยกขRึนไปทางเมืองพมิ าย
แม่ทพั สงIั ใหเ้ จา้ เมืองพิมายแต่งขา้ หลวงออกมาเกณฑก์ าํ ลงั เมืองปะทายสมนั ต์ เมืองขขุ นั ธ์ เมืองสงั ฆะ เมือง
รัตนบุรี เพIือใหเ้ ป็นกองทพั บกยกทพั ไปลอ้ มตีเมืองเวยี งจนั ทน์ เมืองเวยี งจนั ทนย์ อมแพย้ อมขRึนแก่กรุงไทย
ต่อมาไดไ้ ปตีเมืองจาํ ปาศกั ด`ิ เจา้ เมืองจาํ ปาศกั ด`ิไม่ยอมต่อสูเ้ พราะมีกาํ ลงั ทหารอ่อนแอ จึงยอมขRึนต่อ
กรุงไทย กองทพั ไทยจึงยกทพั กลบั กรุงธนบุรี
พ.ศ. ๒๓๒๔ เมืองเขมรเกิดจลาจล สมเดจ็ เจา้ พระยามหากษตั ริยศ์ ึก (พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธ
ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) กบั เจา้ พระยาสุรสีห์ไดร้ ับพระบรมราชโองการใหเ้ ป็นแม่ทพั ยกกองทพั ไป
ปราบปรามการจลาจลครRังนRี โดยเกณฑก์ าํ ลงั ของเมืองปะทายสมนั ต์ เมืองขขุ นั ธ์ และเมืองสงั ฆะ สมทบกบั
กองทพั หลวงดว้ ย การไปปราบปรามครRังนRีกองทพั ไทยเคลIือนขบวนไปตีเมืองเสียมราฐ เมืองกาํ พงสวาย
เมืองบรรทายเพชร เมืองบรรทายมาศ เมืองรูงตาํ แรย์ (ถRาํ ชา้ ง) เมืองเหล่านRียอมแพข้ อขRึนเป็นขา้ ขอบขนั ฑ
สีมา เสร็จแลว้ กย็ กทพั กลบั กรุงธนบุรี บา้ นเมืองทีIตีไดก้ ก็ วาดตอ้ นพลเมืองมาบา้ ง บางพวกกอ็ พยพมาเอง ใน
โอกาสนRีไดม้ ีลาวบราย เขมร ทางแขวงเมืองเสียมราฐ สะโตง กาํ พงสวาย บรรทายเพชร อพยพมาทางเมือง
สุรินทร์ ออกญาแอกและนารอง พาบ่าวไพร่ขRึนมาอยทู่ Iีบา้ นนางรอง ออกญารินทร์เสน่หาจางวาง ออกไกร
แป้น ออกญาตูม นางสาวดาม มาตไว บุตรีเจา้ เมืองบรรทายเพชร และพIนี อ้ งบ่าวไพร่เมืองเสียมราฐไดพ้ ากนั
มาอยเู่ มืองปะทายสมนั ต์ (เมืองสุรินทร์) เป็นจาํ นวนมาก บา้ งกแ็ ยกไปอยเู่ มืองสงั ฆะ ไปอยบู่ า้ นกาํ พงสวาย
(แขวงอาํ เภอท่าตูม) บา้ ง ในโอกาสนRีเอง พระสุรินทรภกั ดี (เชียงปุม) เจา้ เมืองปะทายสมนั ต์ จึงจดั พธิ ี
แต่งงานนางสาวดาม มาตไว บุตรีเจา้ เมืองบรรทายเพชรกบั หลานชายชIือ “สุ่น” (นายสุ่นเป็นบุตรของนายตี
ซIึงเป็นบุตรชายคนแรกของพระสุรินทรภกั ดี (เชียงปุม)) เมIือชาวเขมรทราบวา่ นางสาวดาม มาตไว ไดเ้ ป็น
หลานสะใภข้ องพระสุรินทรภกั ดีกพ็ ากนั อพยพครอบครัวมาอยดู่ ว้ ยเป็นจาํ นวนมากขRึน ดงั นRีชาวบา้ นคูปะ
ทายหรือบา้ นปะทายสมนั ต์ ซIึงเป็นส่วยจึงปะปนกบั เขมร และเพราะเหตุทีIเขมรรุ่งเรืองมาก่อนความเป็นอยู่
จึงผนั แปรไปทางเขมร
เมืIอเสร็จศึกสงครามเมืองเวยี งจนั ทนแ์ ละเมืองเขมรแลว้ สมเดจ็ พระเจา้ กรุงธนบุรีจึงไดป้ ูน
บาํ เหน็จใหแ้ ก่เจา้ เมืองประทายสมนั ต์ เมืองขขุ นั ธ์ และเมืองสงั ฆะ โดยเลIือนบรรศกั ด`ิใหเ้ ป็น “พระยา” ทRงั ๓
เมือง
๔. สมยั พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (พ.ศ. ๒๓๒๕ - พ.ศ. ๒๓๕๒)
๖
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชไดเ้ สดจ็ เถลิงถวลั ยราชสมบตั ิในปี พ.ศ.
๒๓๒๕ และตRงั กรุงเทพมหานครเป็นราชธานี
พ.ศ. ๒๓๒๙ ไดท้ รงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ ปลีIยนชIือ “เมืองประทายสมนั ต”์ เป็น “เมือง
สุรินทร์” ตามสร้อยบรรดาศกั ด`ิของเจา้ เมืองตRงั แต่บดั นRนั เป็นตน้ มา
ในการเปลIียนชIือเมืองปะทายสมนั ตเ์ ป็นเมืองสุรินทร์ครRังนRีไดโ้ ปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ จา้ เมืองพมิ าย
แบ่งปันอาณาเขตใหเ้ มืองสุรินทร์ ดงั นRี
ทิศเหนือ จดลาํ หว้ ยพลบั พลา
ทิศตะวนั ออกเฉียงเหนือ ติดต่อกบั แขวงเมืองรัตนบุรี ตRงั แต่แม่นRาํ มูลถึงหลกั หิน
ตะวนั ออกบา้ นโพนงอยถึงบา้ นโคกหวั ลาว และต่อไปยงั บา้ นโนนเปื อย และตามคลองหว้ ยถึงบา้ นนาดี
บา้ นสจั จงั บรรจง ไปทางตะวนั ออกถึงหว้ ยทบั ทนั
ทิศตะวนั ออก จดหว้ ยทบั ทนั
ทิศตะวนั ตก ถึงลาํ หว้ ยตะโคงหรือชะโกง มีบา้ นกก บา้ นโคกสูง แน
งทม สองชRนั และหว้ ยราช (ส่วนทางทิศใตไ้ ม่ไดบ้ อกไว้ เพราะขณะนRนั เมืองเขมรบางส่วนไดอ้ ยใู่ นความ
ปกครองของไทย เช่น บา้ นจงกลั ในเขตเขมรปัจจุบนั เคยเป็นอาํ เภอจงกลั ของไทย ขRึนกบั อาํ เภอสงั ขะ)
เมIือ พ.ศ. ๒๓๓๗ พระยาสุรินทรภกั ดีศรีณรงคจ์ างวาง (เชียงปุม) เจา้ เมืองสุรินทร์ถึงแก่กรรม
พระยาสุรินทรภกั ดีศรีณรงคจ์ างวาง (เชียงปุม) มีบุตร ๔ คน เป็นชาย ๒ คน ชืIอ นายตี (แตย็ )
และนายมี (แมย็ ) เป็นหญิง ๒ คน ชIือ นางนอ้ ย นางเงิน เมIือพระยาสุรินทรภกั ดีศรีณรงคจ์ างวาง (เชียงปุม)
ถึงแก่กรรม พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ไดโ้ ปรดเกลา้ ฯ ตRงั ใหน้ ายตี (แตย็ ) บุตรชายคนโตเป็นพระสุรินทร
ภกั ดีศรีณรงคจ์ างวาง เจา้ เมืองสุรินทร์ต่อไป
ในปี พ.ศ. ๒๓๔๒ มีตราโปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ กณฑก์ าํ ลงั เมืองสุรินทร์ เมืองสงั ฆะ และเมืองขขุ นั ธ์
เมืองละ ๑๐๐ รวม ๓๐๐ เขา้ กองทพั ยกไปตีกองทพั พม่า ซIึงยกมาตRงั อยใู่ นเขตแขวงเมืองนครเชียงใหม่ แต่
กองทพั ไทยมิทนั ไปถึงพอไดข้ ่าววา่ กองทพั ถอยไปแลว้ กโ็ ปรดเกลา้ ฯ ใหย้ กกองทพั กลบั และไดท้ รงพระ
กรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ ปลIียนนามพระสุรินทรภกั ดีศรีณรงคจ์ างวาง (ตี) เป็น พระสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์
พ.ศ. ๒๓๕๐ ทรงพระราชดาํ ริวา่ เมืองสุรินทร์ เมืองสงั ฆะ และเมืองขขุ นั ธ์ เป็นเมืองเคยตาม
เสดจ็ พระราชดาํ เนินในการพระราชสงครามหลายครRัง มีความชอบมาก จึงโปรดเกลา้ ฯ ใหท้ Rงั ๓ เมืองขRึน
ตรงต่อกรุงเทพฯ เลยทีเดียว มีอาํ นาจชาํ ระคดีไดเ้ อง ไม่ตอ้ งขRึนต่อเมืองพิมายเหมือนแต่ก่อน
พ.ศ. ๒๓๕๑ พระสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์ (ตี) เจา้ เมืองสุรินทร์ถึงแก่กรรม จึงไดท้ รงพระ
กรุณาโปรดเกลา้ ฯ ตRงั ให้ หลวงวเิ ศษราชา (มี หรือแมย็ ) ผเู้ ป็นนอ้ งชายเป็น พระสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์
เจา้ เมืองสุรินทร์สืบต่อไป
๕. สมยั พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หล้านภาลยั (พ.ศ. ๒๓๕๒ - พ.ศ. ๒๓๙๔)
๗
พ.ศ. ๒๓๕๔ พระสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์ (มี) เจา้ เมืองสุรินทร์ถึงแก่กรรม จึงทรงพระ
กรุณาโปรดเกลา้ ฯ ตRงั ใหน้ ายสุ่น บุตรพระสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์ (ตี) เป็น พระสุรินทรภกั ดีศรีไผท
สมนั ต์ เจา้ เมืองสุรินทร์สืบต่อ
๖. สมยั พระบาทสมเดจ็ พระนัHงเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๓๖๗ - พ.ศ. ๒๓๙๔)
ลาํ ดบั นRนั ตRงั แต่เขตแขวงเมืองจาํ ปาศกั ด`ิไปจนถึงเมืองเวยี งจนั ทนอ์ ยใู่ นอาํ นาจอนุเวยี งจนั ทน์
กบั เจา้ โย่ บุตรทีIครองเมืองจาํ ปาศกั ด`ิ พอ่ ลูกทRงั สองเห็นวา่ มีเขตแขวงและกาํ ลงั ผคู้ นมากขRึน กม็ ีใจกาํ เริบคิด
ขบถต่อกรุงเทพฯ เมIือปี พ.ศ. ๒๓๖๙ เจา้ อนุแต่งตRงั ใหเ้ จา้ อุปราช (สีถาน) กบั เจา้ ราชวงศเ์ มืองเวยี งจนั ทนค์ ุม
กองทพั ยกเขา้ ตีหวั เมืองรายทางเขา้ มาจนถึงเมืองนครราชสีมา
ฝ่ ายทางเมืองจาํ ปาศกั ด`ิ เจา้ นครจาํ ปาศกั ด`ิ (โย)่ กเ็ กณฑก์ าํ ลงั ยกเป็นกองทพั มาตรีเมืองขขุ นั ธ์
แตก จบั พระยาไกรภกั ดีศรีนครลาํ ดวน (บุญจนั ทร์) เจา้ เมืองขขุ นั ธ์กบั พระภกั ดีภูธรสงครามปลดั (มานะ)
พระแกว้ มนตรียกกระบตั ร (เทศ) กบั กรมการไดฆ้ ่าเสีย ส่วนเมืองสุรินทร์ เมืองสงั ฆะ ไดม้ ีการป้องกนั รักษา
เมืองอยา่ งเขม้ แขง็ ทRงั กลางวนั และกลางคืน และไดเ้ กณฑก์ าํ ลงั ไพร่พลไปสมทบกบั กองทพั หลวงจนเสร็จ
สงคราม
พ.ศ. ๒๓๗๒ ไดท้ รงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ ลIือนพระสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์ (สุ่น) เจา้
เมืองสุรินทร์เป็นพระยาสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์
พ.ศ. ๒๓๗๒ ครRังนRนั หวั เมืองทางฝ่ ายตะวนั ออกยงั ไม่เรียบร้อยดี จึงโปรดเกลา้ ฯ ให้
เจา้ พระยาบดินทรเดชา ครRังทIีเป็นเจา้ พระยาราชสุภาวดี ออกไปจดั ตRงั ราชการทาํ สาํ มะโนครัว และตRงั กอง
สกั อยู่ ณ กดุ ไผท (ซIึงเป็นทอ้ งทIีอาํ เภอศีขรภูมิปัจจุบนั นRี)
ในปี พ.ศ. ๒๓๙๔ พระยาสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์ (สุ่น) เจา้ เมืองสุรินทร์ถึงแก่กรรม
๗. สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๓๙๕ - พ.ศ. ๒๔๑๑)
พ.ศ. ๒๓๙๕ ไดโ้ ปรดเกลา้ ฯ ตRงั ใหพ้ ระพิไชยราชวงษา (ม่วง) ผชู้ ่วยเป็นพระสุรินทรภกั ดีศรี
ไผทสมนั ต์ เจา้ เมืองสุรินทร์สืบต่อมา (พระพไิ ชยราชวงษา (ม่วง) เป็นบุตรของพระยาสุรินทรภกั ดีฯ (สุ่น))
พ.ศ. ๒๔๑๑ ไดโ้ ปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ ลIือนตาํ แหน่งพระสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์ (ม่วง) เป็นพระ
ยาสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์ ใหห้ ลวงนรินทรราชวงศา (นาก) บุตรพระยาสุรินทรฯ (สุ่น) เป็นพระไชย
ณรงคภ์ กั ดี (ปลดั ) ใหพ้ ระมหาดไทย (จนั ทร์) บุตรนายสอน หลานพระยาสุรินทรฯ (สุ่น) เป็นพระพิชยั นคร
บวรวฒุ ิ (ยกกระบตั ร) รักษาราชการเมืองสุรินทร์
๘. สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๔๑๑ - พ.ศ. ๒๔๕๓)
พ.ศ. ๒๔๑๒ พระยาสงั ฆะบุรีศรีนครอจั จะเขา้ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบงั คมทูลพระ
กรุณาขอตRงั บา้ นกดุ ไผทหรือจารพตั เป็นเมือง ขอหลวงไชยสุริยง (คาํ มี) บุตรหลวงไชยสุริยวงศ์ (หมืIน) กอง
นอกเป็นเจา้ เมือง ตาํ แหน่งปลดั และยกกระบตั รเมืองสงั ฆะวา่ ง ขอพระสุนทรพทิ กั ษ์ บุตรพระปลดั คนเก่า
เป็นปลดั ขอหลวงศรีสุราช ผหู้ ลานเป็น ยกกระบตั รเมืองสงั ฆะ
๘
ครRัน ณ วนั องั คาร ขRึน ๘ คIาํ เดือน ๗ ในปี มะเส็งนRนั (พ.ศ. ๒๔๑๒) จึงทรงพระกรุณาโปรด
เกลา้ ฯ ใหม้ ีตราพระราชสีห์ตRงั บา้ นกดุ ไผท หรือบา้ นจารพตั เป็นเมืองศีขรภูมิพิไสย ตRงั ใหห้ ลวงไชยสุริยง
กองนอกเป็นพระศีขรภูมานุรักษเ์ จา้ เมืองขRึนเมืองสงั ฆะ
ฝ่ ายทางเมืองสุรินทร์ พระยาสุรินทรฯ เห็นวา่ พระยาสงั ฆะฯ ไดข้ อบา้ นกดุ ไผทเป็นเมืองศีขร
ภูมิแลว้ กเ็ กรงวา่ พระยาสงั ฆะฯ จะเอาบา้ นลาํ ดวนเป็นเขตแขวงดว้ ย จึงไดม้ ีใบบอกขอตRงั บา้ นลาํ ดวนเป็น
เมือง ขอใหพ้ ระไชยณรงคภ์ กั ดี (นาก) ปลดั เมืองสุรินทร์ เป็นเจา้ เมือง จึงโปรดเกลา้ ฯ ใหย้ กบา้ นลาํ ดวนขRึน
เป็นเมืองนามวา่ เมืองสุรพนิ ทนิคม ใหพ้ ระปลดั (นาก) เป็นพระสุรพนิ ทนิคมานุรักษ์ เจา้ เมืองสุรพนิ ทนิคม
ขRึนเมืองสุรินทร์มาแต่นRนั
พ.ศ. ๒๔๑๕ ฝ่ ายพระยาสงั ฆะฯ ไดม้ ีใบบอกขอตRงั บา้ นลาํ พกุ เป็นเมือง ขอพระมหาดไทยเมือง
สงั ฆะเป็นเจา้ เมือง จึงโปรดเกลา้ ฯ ใหย้ กบา้ นลาํ พกุ ขRึนเป็นเมืองกนั ทรารมย์ ตRงั ใหพ้ ระมหาดไทยเป็นพระ
กนั ทรานุรักษ์ เจา้ เมืองกนั ทรารมย์ ขRึนกบั เมืองสงั ฆะ
พ.ศ. ๒๔๑๖ ทางเมืองสุรพินทนิคม พระสุรพนิ ทนิคมานุรักษ์ เจา้ เมืองกถ็ ึงแก่กรรมในปี นRี พระ
ยาสุรินทรฯ (ม่วง) เห็นวา่ หลวงพทิ กั ษส์ ุนทร บุตรพระปลดั กรมการเมืองสงั ฆะ ซIึงสมคั รมาอยเู่ มืองสุรพิ
นทนิคมเป็นผมู้ ีหลกั ฐานมนIั คงดี จึงไดใ้ หห้ ลวงพิทกั ษส์ ุนทรรับราชการตาํ แหน่งเจา้ เมืองสุรพินทนิคม
หลวงพิทกั ษส์ ุนทรรับราชการตาํ แหน่งเจา้ เมืองสุรพินทนิคมไดส้ ามปี กถ็ ึงแก่กรรม แต่นRนั มาเจา้ เมืองสุรพิ
นทนิคมวา่ งตลอดมา
พ.ศ. ๒๔๒๔ ฝ่ ายทางเมืองจงกลั ตRงั แต่โปรดเกลา้ ฯ ใหห้ ลวงสสั ดี (สิน) เป็นพระวไิ ชยเจา้ เมือง
จงกลั แลว้ พระวไิ ชยรับราชการได้ ๗ ปี กถ็ ึงแก่กรรม ครRันมาปี นRี เจา้ เมืองสงั ฆะจึงไดใ้ หพ้ ระสุนทรนุรักษผ์ ู้
หลานนาํ ใบบอกไปกรุงเทพฯ ขอใหพ้ ระสุนทรนุรักษเ์ ป็นพระทิพชลสินธุ์อินทรนฤมิตร
ทางเมืองสุรินทร์ พระยาสุรินทรฯ ไดม้ ีใบบอกกราบบงั คมทูลพระกรุณาวา่ ตาํ แหน่ง
ยกกระบตั รเมืองสุรินทร์วา่ ง ขอพระมหาดไทยเป็นพระพิไชยนครบวรวฒุ ิ ยกกระบตั รเมืองสุรินทร์
พ.ศ. ๒๔๒๕ ระหวา่ งปี นRี คนทางเมืองสุรินทร์ไดอ้ พยพครอบครัวเป็นอนั มากขา้ มไปตRงั อยู่
ฟากลาํ นRาํ มูลขา้ งเหนือ มีบา้ นทพั ค่าย เป็นตน้ พระยาสุรินทรฯ จึงไดม้ ีใบบอกขอตRงั บา้ นทพั ค่ายเป็นเมือง
ขอพระวเิ ศษราชา (ทองอิน) เป็นเจา้ เมือง วนั องั คารขRึน ๑๐ คIาํ เดือน ๘ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหต้ Rงั
บา้ นทพั ค่ายเป็นเมืองชุมพลบุรี ใหพ้ ระวเิ ศษราชา (นยั หนIึงวา่ หลวงราชวรินทร์) (ทองอิน) เป็นพระฤทธิรณ
ยทุ ธ เจา้ เมือง และโปรดเกลา้ ฯ ตRงั ใหท้ า้ วเพชรเป็นทIีปลดั ใหท้ า้ วกลIินเป็นทีIยกกระบตั ร ทRงั สองคนนRีเป็น
พIีชายพระฤทธิรณยทุ ธ (ทองอิน) และทา้ วนุด บุตรพระฤทธิรณยทุ ธ (ทองอิน) เป็นผชู้ ่วยเมืองชุมพลบุรี
พร้อมกนั นRนั ไดท้ รงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ตRงั นายปรางค์ บุตรพระยาสุรินทรฯ (ม่วง) คนหนIึงเป็นพระสุ
รพินทนิคมานุรักษเ์ ป็นเจา้ เมืองสุรพินทนิคมแทนคนเก่าทีIถึงแก่กรรมและตาํ แหน่งเจา้ เมืองยงั วา่ ง
พ.ศ. ๒๔๒๙ พระยามหาอาํ มาตย์ (หรุ่น) ขา้ หลวงใหญ่เมืองนครจาํ ปาศกั ด`ิไดเ้ ชิญประชุมเจา้
เมืองภาคอีสานขRึน ณ เมืองอุบล เพือI สาํ รวจชายฉกรรจแ์ ละแกไ้ ขระเบียบการจดั เกบ็ ภาษีอากรในระหวา่ ง
การประชุมขา้ ราชการอยนู่ Rนั ไดร้ ับรายงานวา่ ทพั ฮ่อเขา้ โจมตีเมืองเวยี งจนั ทนแ์ ตก การประชุมตอ้ งยตุ ิลง
๙
พระยามหาอาํ มาตย์ (หรุ่น) ตอ้ งรีบระดมกาํ ลงั ขRึนไปยงั เมืองหนองคายโดยด่วนเพอืI สมทบกบั กองทพั เมือง
นครราชสีมา ส่วนกองทพั จากกรุงเทพฯ นRนั โปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ระเจา้ นอ้ งยาเธอกรมหลวงประจกั ษศ์ ิลปาคม
เป็นแม่ทพั ใหญ่ยกไปสมทบทีIเมืองหนองคายซIึงเป็นจุดชุมพล สาํ หรับพระยาสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์
(ม่วง) เจา้ เมืองสุรินทร์ ไดม้ ีคาํ สงIั ใหช้ ่วยราชการอยทู่ ีIเมืองอุบล เพราะเจา้ เมืองและกรมการเมืองชRนั ผใู้ หญ่
ตอ้ งไปราชการทพั ในครRังนRนั ดว้ ย พระยาสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์ (ม่วง) ช่วยราชการอยทู่ Iีเมืองอุบลอยู่ ๒
ปี จึงไดก้ ลบั เมืองสุรินทร์
เมืIอพระยาสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์ (ม่วง) ยา่ งเขา้ วยั ชราภาพแลว้ ไม่อาจจะปฏิบตั ิหนา้ ทีI
ราชการไดเ้ ตม็ ทIี จึงไดม้ อบใหน้ ายเยยี บ (บุตรชาย) ช่วยราชการเป็นการภายใน
พ.ศ. ๒๔๓๒ พระยามหาอาํ มาตย์ (หรุ่น) ขา้ หลวงใหญ่เมืองนครจาํ ปาศกั ด`ิ ซIึงมีอาํ นาจเตม็ ใน
ภาคอีสานทRงั หมด ไดแ้ ต่งตRงั ใบประทวนให้ นายเยยี บ เป็นพระยาสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์ รักษาราชการ
ในตาํ แหน่งเจา้ เมืองสุรินทร์ต่อไป แต่อยไู่ ดเ้ พยี ง ๒ ปี ถึง พ.ศ. ๒๔๓๓ กถ็ ึงแก่กรรม พระยา สุรินทรภกั ดี
ศรีไผทสมนั ต์ (ม่วง) จึงตอ้ งกลบั มาเป็นเจา้ เมืองอีกครRังหนIึง แต่กถ็ ึงแก่กรรมในปี เดียวกนั นRนั เอง
พ.ศ. ๒๔๓๔ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร เป็น
ขา้ หลวงใหญ่ พร้อมดว้ ยขา้ ราชการฝ่ ายทหารพลเรือนออกไปตRงั อยู่ ณ เมืองนครจาํ ปาศกั ด`ิ กองหนIึงให้
เรียกวา่ ขา้ หลวงหวั เมืองลาวกาว
ใหเ้ มืองนครจาํ ปาศกั ด`ิ เมืองเชียงแตง เมืองแสนปาง เมืองสีทนั ดร เมืองสาลวนั เมืองอตั ปื อ
เมืองคาํ ทองใหญ่ เมืองสุรินทร์ เมืองสงั ฆะ เมืองขขุ นั ธ์ เมืองเดชอุดม เมืองศรีสะเกษ เมืองอุบล เมืองยโสธร
เมืองเขมราฐ เมืองกมลาไสย เมืองสุวรรณภูมิ เมืองกาฬสินธุ์ เมืองภูแล่นชา้ ง เมืองร้อยเอด็ เมืองมหาสารคาม
เมืองใหญ่ ๒๑ เมือง เมืองขRึน ๔๓ เมือง อยใู่ นบงั คบั บญั ชาขา้ หลวงเมืองลาวกาว
พ.ศ. ๒๔๓๕ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ขา้ หลวงใหญ่ ซIึงยา้ ยมาแทนพระมหาอาํ มาตย์ (หรุ่น)
ไดท้ รงแต่งตRงั ใหพ้ ระไชยณรงคภ์ กั ดี (บุนนาค) นอ้ งชายพระยาสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์ (ม่วง) ดาํ รง
ตาํ แหน่งผวู้ า่ ราชการเมืองสุรินทร์ (เปลีIยนจากเจา้ เมืองเป็นผวู้ า่ ราชการเมือง)
ในสมยั ทIีพระไชยณรงคภ์ กั ดี (บุนนาค) ดาํ รงตาํ แหน่งผวู้ า่ ราชการเมืองสุรินทร์นRีเป็นยคุ ทIี
บา้ นเมืองกาํ ลงั ปรับปรุงระบบบริหารใหม่ ขา้ หลวงใหญ่ผสู้ าํ เร็จราชการต่างพระองคม์ ณฑลอีสานไดท้ รง
วางระเบียบใหม้ ีขา้ ราชการจากส่วนกลางมาดาํ รงตาํ แหน่งขา้ หลวงกาํ กบั ราชการทุกหวั เมือง สาํ หรับเมือง
สุรินทร์ หลวงธนสารสุทธารักษ์ (หวา่ ง) เป็นขา้ หลวงกาํ กบั ราชการ มีอาํ นาจเดด็ ขาดทดั เทียมผวู้ า่ ราชการ
เมือง
พ.ศ. ๒๔๓๖ ฝรัIงเศสไดย้ กทพั ขRึนทางเมืองเชียงแตง เมืองสีทนั ดร และเมืองสมโบก ซIึงเป็น
ราชอาณาจกั รของไทย พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมหลวงพชิ ิตปรีชากร ในฐานะผสู้ าํ เร็จราชการขา้ หลวงใหญ่
มณฑลอีสานไดร้ ับหนา้ ทีIผอู้ าํ นวยการป้องกนั ราชอาณาจกั ร ใหเ้ กณฑก์ าํ ลงั หวั เมืองสุรินทร์ ศรีสะเกษ
เมืองขขุ นั ธ์ เมืองมหาสารคาม และเมืองร้อยเอด็ เมืองละ ๘๐๐ เมืองสุวรรณภูมิ และเมืองยโสธร เมืองละ
๕๐๐ ฝึกการรบแลว้ ส่งกาํ ลงั รบเหล่านRีเขา้ ตรึงการรุกรานของฝรIังเศสทุกจุด สถานการณ์สงครามสงบลงใน
๑๐
เดือนตุลาคม ๒๔๓๖ ต่างฝ่ ายต่างถอนกาํ ลงั รบ กาํ ลงั รบของเมืองสุรินทร์จึงไดก้ ลบั คืนบา้ นเมือง อาจกล่าว
ไดว้ า่ นบั แต่ไดส้ ถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมืIอเกิดศึกสงครามจากขา้ ศึกนอกราชอาณาจกั ร ชาวสุรินทร์จะมี
บทบาทในการป้องกนั บา้ นเมืองดว้ ยเสมอ
กรณีพิพาทกบั ฝรัIงเศสสงบลงไม่นานนกั ในปี เดียวกนั นRี พระไชยณรงค์ (บุนนาค) ผ฿วา่
ราชการเมืองสุรินทร์ไดถ้ ึงแก่อนิจกรรม โดยทIียงั มิไดร้ ับพระราชทานบรรดาศกั ด`ิเป็นทีIพระยาสุรินทรภกั ดี
ศรีไผทสมนั ตต์ ามตาํ แหน่งในช่วงระยะนRี เสดจ็ ในกรมฯ ผสู้ าํ เร็จราชการมณฑลอีสาน ไดส้ งัI ยา้ ยหลวง
ธนสารสุทธารักษ์ (หวา่ ง) และแต่งตRงั หลวงสิทธิเดชสมุทรขนั ธ์ (ลอ้ ม) มาดาํ รงตาํ แหน่งขา้ หลวงกาํ กบั
ราชการเมืองสุรินทร์แทน และในปี เดียวกนั นRี พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ไดท้ รงพระกรุณา
โปรดเกลา้ ฯ ใหส้ บั เปลีIยนขา้ หลวงต่างพระองคม์ ณฑลอีสาน โดยใหพ้ ระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมหลวงสรรพ
สิทธิประสงค์ มาดาํ รงตาํ แหน่งแทนพระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ในวาระทีIพระเจา้ นอ้ งยาเธอ
กรมหลวงพิชิตปรีชากร เดินทางกลบั กรุงเทพฯ ผา่ นเมืองสุรินทร์ ไดท้ รงแต่งตRงั พระพิชยั นครบวรวฒุ ิ
(จรัญ) บุตรนายสอน ซIึงเป็นบุตรพระยาสุรินทรฯ (ตี) เป็นผรู้ Rังตาํ แหน่งผวู้ า่ ราชการเมืองสุรินทร์ และเมIือ
เสดจ็ ถึงกรุงเทพฯ แลว้ จึงไดก้ ราบบงั คมทูลขอพระบรมราชานุญาตพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ซIึงไดท้ รง
พระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ตRงั ใหพ้ ระพิชยั นครบวรวฒุ ิ (จรัญ) เป็นพระยา สุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์ ดาํ รง
ตาํ แหน่งผวู้ า่ ราชการเมืองสุรินทร์สืบต่อมา
ระหวา่ งนRี ไดม้ ีการโยกยา้ ยสบั เปลีIยนตวั ขา้ หลวงกาํ กบั ราชการโดยลาํ ดบั กล่าวคือ หลวงสิทธิ
เดชสมุทรขนั ธ์ (ลอ้ ม) มาประจาํ อยปู่ ระมาณ ๑ ปี กย็ า้ ยไปอยจู่ งั หวดั ศรีสะเกษ สบั เปลีIยนกบั จมIืนวไิ ชยยทุ ธ
เดชาคณี (อิIม) จมIืนวไิ ชยยทุ ธเดชาคณี ดาํ รงตาํ แหน่งประมาณ ๑ ปี กย็ า้ ยไปโดยมีหลวงวชิ ิตชลหาญมาดาํ รง
ตาํ แหน่งแทน ชวIั ระยะเวลาอนั สRนั กรมหลวงสรรพสิทธิประสงคก์ ไ็ ดย้ า้ ยหลวงสาทรสรรพกิจมาดาํ รง
ตาํ แหน่งแทนในประมาณปี พ.ศ. ๒๔๓๘
พระยาสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์ (จรัญ) ถึงแก่กรรมในปี จุลศกั ราช ๑๒๕๗ หรือ ร.ศ. ๑๑๔
ตรงกบั ปี พ.ศ. ๒๔๓๘ พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ โปรดใหพ้ ระพิไชยณรงคภ์ กั ดี
(บุญจนั ทร์) สนั นิษฐานวา่ เป็นบุตรของนายพรหม (นายพรหมเป็นบุตรของพระยาสุรินทรภกั ดีศรีไผท
สมนั ต์ (มี) เจา้ เมืองสุรินทร์ ลาํ ดบั ทีI ๓) เป็นผรู้ Rังตาํ แหน่งผวู้ า่ ราชการเมืองสุรินทร์สืบต่อมา พระพิไชยณรงค์
ภกั ดี (บุญจนั ทร์) ถึงแก่กรรมเมIือ ร.ศ. ๑๒๖ หรือ พ.ศ. ๒๔๕๐ และเมืIอถึงแก่กรรมแลว้ จึงไดรับสญั ญาบตั ร
แต่งตRงั ใหเ้ ป็นทIีพระสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์
พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ขา้ หลวงใหญ่มณฑลอีสาน จึงโปรดใหห้ ลวง
ประเสริฐสุรินทรบาล (ตุ่มทอง) ซIึงเป็นบุตรของพระไชยณรงคภ์ กั ดี (บุนนาค) ผวู้ า่ ราชการเมืองสุรินทร์คน
ทIี ๘ เป็นผรู้ Rังตาํ แหน่งผวู้ า่ ราชการเมืองสุรินทร์แทน แต่ดาํ รงตาํ แหน่งไดเ้ พียง ๑ ปี กถ็ ึงแก่อนิจกรรมในปี
พ.ศ. ๒๔๕๑ และในตน้ ปี พ.ศ. ๒๔๕๑ นRี ไดท้ รงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหก้ รมหลวงสรรพสิทธิประสงค์
ไปรับราชการในตาํ แหน่งเสนาบดีกระทรวงวงั เป็นช่วงเวลาทีIไดม้ ีการปรับปรุงระบบบริหารราชการ
แผน่ ดินในราชการบริหารส่วนภูมิภาค (เขา้ สู่แบบเทศาภิบาล) ส่วนกลางไดเ้ ริIมแต่งตRงั ขา้ ราชการฝ่ าย
๑๑
ปกครองมาดาํ รงตาํ แหน่งขา้ หลวงประจาํ จงั หวดั บา้ ง หรือผวู้ า่ ราชการจงั หวดั บา้ ง บุคคลแรกทIีไดร้ ับการ
แต่งตRงั มาดาํ รงตาํ แหน่งขา้ หลวงประจาํ จงั หวดั สุรินทร์ในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ คือ พระกรุงศรีบุรีรักษ์ (สุม สุมา
นนท)์
นบั แต่ไดม้ ีพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหต้ Rงั เมืองสุรินทร์ มีเจา้ เมืองหรือผวู้ า่ ราชการเมือง
ปกครองสืบเชRือสายต่อมา ไดม้ ีเจา้ เมืองหรือผวู้ า่ ราชการเมืองปกครองโดยลาํ ดบั ดงั นRี
๑. พระยาสุรินทรภกั ดีศรีณรงคจ์ างวาง (ปุม) พ.ศ. ๒๓๐๓ - ๒๓๓๗
๒. พระยาสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์ (ตี) พ.ศ. ๒๓๓๗– ๒๓๕๑
๓. พระสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์ (มี) พ.ศ. ๒๓๕๑ - ๒๓๕๔
๔. พระยาสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์ (สุ่น) พ.ศ. ๒๓๕๔ - ๒๓๙๔
๕. พระยาสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์ (ม่วง) พ.ศ. ๒๓๙๕ - ๒๔๓๒
๖. พระยาสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์ (เยยี บ) พ.ศ. ๒๔๓๒ - ๒๔๓๓
๗. พระยาสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์ (ม่วง) พ.ศ. ๒๔๓๓ - ๒๔๓๔
๘. พระไชยณรงคภ์ กั ดี (บุนนาค) พ.ศ. ๒๔๓๕ - ๒๔๓๖
๙. พระยาสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์ (จรัญ) พ.ศ. ๒๔๓๖ - ๒๔๓๘
๑๐. พระสุรินทรภกั ดีศรีไผทสมนั ต์ (บุญจนั ทร์) พ.ศ. ๒๔๓๘ - ๒๔๕๐
๑๑. พระประเสริฐสุรินทรบาล (ตุ่มทอง) พ.ศ. ๒๔๕๐ - ๒๔๕๑
รายนามข้าหลวงกาํ กบั ราชการ
๑. หลวงธนสารสุทธารักษ์ (หวา่ ง) พ.ศ. ๒๔๓๕ - ๒๔๓๖
๒. หลวงสิทธิเดชสมุทรขนั ธ์ (ลอ้ ม) พ.ศ. ๒๔๓๖ - ๒๔๓๗
๓. จมIืนวไิ ชยยทุ ธเดชาคณี (อIิม) พ.ศ. ๒๔๓๗ - ๒๔๓๘
๔. หลวงวชิ ิตชลหาญ พ.ศ. ๒๔๓๘ - ๒๔๓๘
๕. หลวงสาทรสรรพกิจ (อูต๊ ) พ.ศ. ๒๔๓๘ - ๒๔๕๐
รายนามข้าหลวงและผู้ว่าราชการจังหวดั
๑. พระกรุงศรีบุรีรักษ์ (สุม สุมานนท)์ พ.ศ. ๒๔๕๑ - ๒๔๕๓
๒. หลวงวชิ ิตสรไกร (ขาํ ณ ป้อมเพชร) พ.ศ. ๒๔๕๓ - ๒๔๕๔
๓. พระอนนั ตรานุกลู (สวา่ ง พกุ ณานนท)์ พ.ศ. ๒๔๕๔ - ๒๔๕๗
๔. หลวงประสงคส์ ุขการี (เทียบ สุวรรณิน) พ.ศ. ๒๔๕๗ - ๒๔๖๑
๕. พระยาสาํ เริงนฤปการ (อนงค์ พยคั ฆนั ตร์) พ.ศ. ๒๔๖๑ - ๒๔๖๕
๖. พระนิกรจาํ นงค์ (จิตร ไกรฤกษ)์ พ.ศ. ๒๔๖๕ - ๒๔๖๙
๗. พระยาเสนานุชิต (จร ศกนุ ตะลกั ษณ์) พ.ศ. ๒๔๖๙ - ๒๔๗๐
๘. พระยาปทุมเทพภกั ดี (ธน ณ สงขลา) พ.ศ. ๒๔๗๐ - ๒๔๗๑
๙. พระยาสุริยาราชวราภยั (ศิริ วเิ ศษโกสิน) พ.ศ. ๒๔๗๑ - ๒๔๗๖
๑๒
๑๐. พ.ต.อ.พระยาขจรธรณี (ปลงIั โสภารักษ)์ พ.ศ. ๒๔๗๖ - ๒๔๗๗
๑๑. พระศรีพชิ ยั บริบาล (สวสั ด`ิ ปัทมดิลก) พ.ศ. ๒๔๗๗ - ๒๔๘๑
๑๒. หลวงนครคุนูปถมั ภ์ (หยวก ไพโรจน)์ พ.ศ. ๒๔๘๑ - ๒๔๘๔
๑๓. นายโฉม จงศิริ พ.ศ. ๒๔๘๔ - ๒๔๘๙
๑๔. ขนุ ไมตรีประชารักษ์ (ไมตรี ไมตรีประชารักษ)์ พ.ศ. ๒๔๘๙ - ๒๔๙๐
๑๕. ขนุ พาํ นกั นิคมคาม (สนธิ พาํ นกั นิคมคาม) พ.ศ. ๒๔๙๐ - ๒๔๙๒
๑๖. นายทาํ นุก รัตนดิลก ณ ภูเกต็ พ.ศ. ๒๔๙๓ - ๒๔๙๖
๑๗. นายเลืIอน ไขแสง พ.ศ. ๒๔๙๖ - ๒๔๙๘
๑๘. พ.ต.อ.นิรันดร ชยั นาม พ.ศ. ๒๔๙๘ - ๒๕๐๐
๑๙. นายมานิต ปุรณพรรค์ พ.ศ. ๒๕๐๐- ๒๕๐๑
๒๐. หลวงปริวรรตวรวจิ ิตร (จนั ทร์ เจริญชยั ปริวรรตวร) พ.ศ. ๒๕๐๑ - ๒๕๐๕
๒๑. นายคาํ รน สงั ขกร พ.ศ. ๒๕๐๕ - ๒๕๑๐
๒๒.พล.ต.ต.วเิ ชียร สีมนั ตร พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๒๕๑๓
๒๓. นายสงดั รักษเ์ จริญ พ.ศ. ๒๕๑๓ - ๒๕๑๔
๒๔. นายฉลอง วชั รากร พ.ศ. ๒๕๑๔ - ๒๕๑๕
๒๕. นายสงวน สาริตานนท์ พ.ศ. ๒๕๑๕ - ๒๕๑๗
๒๖. นายสุธี โอบออ้ ม พ.ศ. ๒๕๑๗- ๒๕๑๙
๒๗. นายฉลอง กลั ยาณมิตร พ.ศ. ๒๕๑๙- ๒๕๒๓
๒๘. นายเสนอ มูลศาสตร์ พ.ศ. ๒๔๒๓– ปัจจุบนั
การจัดรูปการปกครองเมืองตามระบอบมณฑลเทศาภบิ าล
หลงั จากจดั หน่วยราชการบริหารส่วนกลาง โดยมีกระทรวงมหาดไทย ในฐานะเป็นส่วน
ราชการทีIเป็นศูนยก์ ลางอาํ นวยการปกครองประเทศ และควบคุมหวั เมืองทวIั ประเทศแลว้ การจดั ระเบียบ
การปกครองต่อมากม็ ีการจดั ตRงั หน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาค ซIึงมีสภาพและฐานะเป็นตวั แทนหรือ
หน่วยงานประจาํ ทอ้ งทIีของกระทรวงมหาดไทยขRึน อนั ไดแ้ ก่ การจดั รูปการปกครองแบบเทศาภิบาล ซIึงถือ
วา่ เป็นระบบการปกครองอนั สาํ คญั ยงิI ทIีสมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอกรมพระยาดาํ รงราชานุภาพทรงนาํ มาใช้
ปรับปรุงระเบียบบริหารราชการแผน่ ดินส่วนภูมิภาคในสมยั นRนั การปกครองแบบเทศาภิบาลเป็นระบบการ
ปกครองส่วนภูมิภาคชนิดหนIึงทIีรัฐบาลกลางจดั ส่งขา้ ราชการจากส่วนกลางออกไปบริหารราชการในทอ้ งทIี
ต่างๆ ระบบการปกครองแบบเทศาภิบาลเป็นระบบการปกครองทีIรวมอาํ นาจเขา้ มาไวใ้ นส่วนกลางอยา่ งมี
ระเบียบเรียบร้อยและเปลIียนระบบการปกครอง จากประเพณีปกครองดRงั เดิมของไทย คือ ระบบกินเมืองให้
หมดไป
การปกครองหวั เมืองก่อนวนั ทีI ๑ เมษายน ๒๔๓๕ นRนั อาํ นาจปกครองบงั คบั บญั ชามี
ความหมายแตกต่างกนั ออกไปตามความใกลไ้ กลของทอ้ งถIินหวั เมืองหรือประเทศราช ยงิI ไกลไปจาก
๑๓
กรุงเทพฯ เท่าใด กย็ งิI มีอิสระในการปกครองตนเองมากขRึนเท่านRนั ทRงั นRีเนIืองจากทางคมนาคมไปมาหาสู่
ลาํ บาก หวั เมืองทIีรัฐบาลปกครองบงั คบั บญั ชาไดโ้ ดยตรงกม็ ีแต่หวั เมืองจตั วาใกลๆ้ ส่วนหวั เมืองอืIนๆ มีเจา้
เมืองเป็นผปู้ กครองแบบกินเมืองและมีอาํ นาจอยา่ งกวา้ งขวาง ในสมยั ทIีสมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอกรมพระ
ยาดาํ รงราชานุภาพ ดาํ รงตาํ แหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย พระองคไ์ ดจ้ ดั ใหม้ ีอาํ นาจการปกครองเขา้ มา
รวมอยยู่ งั จุดเดียวกนั โดยการจดั ตRงั มณฑลเทศาภิบาลขRึน มีขา้ หลวงเทศาภิบาลเป็นผปู้ กครองบงั คบั บญั ชา
หวั เมืองทRงั ปวง ซIึงหมายความวา่ รัฐบาลมิใหก้ ารบงั คบั บญั ชาหวั เมืองไปอยทู่ Iีเจา้ เมือง ระบบการปกครอง
แบบเทศาภิบาลเรIิมจดั ตRงั แต่ พ.ศ. ๒๔๓๗ จนถึง พ.ศ. ๒๔๕๘ จึงสาํ เร็จและเพืIอความเขา้ ใจเรืIองนRีเสียก่อน
ในเบRืองตน้ จึงจะขอนาํ คาํ จาํ กดั ความของ “การเทศาภิบาล” ซIึงพระยาราชเสนา (สิริ เทพหสั ดิน ณ อยธุ ยา)
อดีตปลดั ทูลฉลองกระทรวงมหาดไทยตีพิมพไ์ ว้ ซIึงมีความวา่
“การเทศาภิบาล” คือ การปกครองโดยลกั ษณะทีIจดั ใหม้ ีหน่วยบริหารราชการ อนั ประกอบดว้ ย
ตาํ แหน่งขา้ ราชการต่างพระเนตรพระกรรณของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั และเป็นทIีไวว้ างใจของ
รัฐบาลของพระองคร์ ับแบ่งภาระของรัฐบาลกลาง ซIึงประจาํ แต่เฉพาะในราชธานีนRนั ออกไปดาํ เนินงานใน
ส่วนภูมิภาค อนั เป็นทีIใกลช้ ิดติดต่ออาณาประชากร เพIือใหไ้ ดร้ ับความร่มเยน็ เป็นสุขและความเจริญทวัI ถึง
กนั โดยมีระเบียบแบบแผนอนั เป็นคุณประโยชนแ์ ก่ราชอาณาจกั รดว้ ย ฯลฯ จึงไดแ้ บ่งส่วนการปกครองโดย
ขนาดลดหลนIั กนั เป็นขRนั อนั ดบั ดงั นRีคือ ส่วนใหญ่เป็นมณฑล รองถดั ลงไปเป็นเมืองคือจงั หวดั รองไปอีก
เป็นอาํ เภอ ตาํ บล และหมู่บา้ น จดั แบ่งหนา้ ทIีราชการเป็นส่วนสดั แผนกงานใหส้ อดคลอ้ งกบั ทาํ นองการของ
กระทรวงทบวงกรมในราชธานี และจดั สรรขา้ ราชการทีIมีความรู้สติปัญญา ความประพฤติดี ใหไ้ ปประจาํ
ทาํ งานตามตาํ แหน่งหนา้ ทIีมิใหม้ ีการกา้ วก่ายสบั สนกนั ดงั ทีIเป็นมาแต่ก่อน เพอIื นาํ มาซIึงความเจริญเรียบร้อย
รวดเร็ว แก่ราชการและธุรกิจของประชาชนซIึงตอ้ งอาศยั ทางราชการเป็นทีIพIึงดว้ ย”
จากคาํ จาํ กดั ความดงั กล่าวขา้ งตน้ ควรทาํ ความเขา้ ใจบางประการเกีIยวกบั การจดั ระเบียบการ
ปกครองแบบเทศาภิบาล ดงั นRี
การเทศาภิบาลนRนั หมายความรวมวา่ เป็น “ระบบ” การปกครองอาณาเขตชนิดหนIึงซIึงเรียกวา่
“การปกครองส่วนภูมิภาค” ส่วน “มณฑลเทศาภิบาล” นRนั คือส่วนหนIึงของการปกครองชนิดนRี และยงั
หมายความอีกวา่ ระบบเทศาภิบาลเป็นระบบทีIรัฐบาลกลางจดั ส่งขา้ ราชการส่วนกลางไปบริหารราชการใน
ทอ้ งทีIต่างๆ แทนส่วนภูมิภาคจะจดั ปกครองกนั เองเช่นทIีเคยปฏิบตั ิมาแต่เดิมอนั เป็นระบบกินเมือง ระบบ
การปกครองแบบเทศาภิบาลจึงเป็นระบบการปกครองซIึงรวมอาํ นาจเขา้ มาไวใ้ นส่วนกลาง และริดรอน
อาํ นาจของเจา้ เมืองตามระบบกินเมืองลงอยา่ งสิRนเชิง
นอกจากนRี มีขอ้ ทีIควรทาํ ความเขา้ ใจอีกประการหนIึง คือ ก่อนการจดั ระเบียบการปกครองแบบ
เทศาภิบาลนRนั ในสมยั รัชกาลทIี ๕ ก่อนปฏิรูปการปกครองกม็ ีการรวมหวั เมืองเขา้ เป็นมณฑลเหมือนกนั แต่
มณฑลสมยั นRนั หาใช่มณฑลเทศาภิบาลไม่ ดงั จะอธิบายโดยยอ่ ดงั นRี เมIือพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้
เจา้ อยหู่ วั พระปิ ยมหาราช ทรงพระราชดาํ ริจะจดั การปกครองพระราชอาณาเขตใหม้ นIั คงและเป็นอนั หนIึง
อนั เดียวกนั ทรงเห็นวา่ หวั เมืองอนั มีมาแต่เดิมแยกกนั ขRึนอยใู่ นกระทรวงมหาดไทยบา้ ง กระทรวงกลาโหม
๑๔
บา้ ง และกรมเจา้ ท่าบา้ ง การบงั คบั บญั ชาหวั เมืองในสมยั นRนั แยกกนั อยถู่ ึง ๓ แห่ง ยากทIีจะจดั ระเบียบ
ปกครองใหเ้ ป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนกนั ไดท้ วัI ราชอาณาจกั ร ทรงพระราชดาํ ริวา่ ควรจะรวมการบงั คบั
บญั ชาหวั เมืองทRงั ปวงใหข้ Rึนอยใู่ นกระทรวงมหาดไทยกระทรวงเดียว จึงไดม้ ีพระบรมราชโองการแบ่ง
หนา้ ทIีระหวา่ งกระทรวงมหาดไทยกบั กระทรวงกลาโหมเสียใหม่เมIือวนั ทIี ๒๓ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๔๓๕ เมIือ
ไดม้ อบหมายใหก้ ระทรวงมหาดไทยปกครองหวั เมืองทRงั ปวงแลว้ จึงไดร้ วบรวมหวั เมืองเขา้ เป็นมณฑล มี
ขา้ หลวงใหญ่เป็นผปู้ กครอง การจดั ตRงั มณฑลในครRังนRนั มีอยทู่ Rงั สิRน ๖ มณฑล คือ มณฑลลาวเฉียงหรือ
มณฑลพายพั มณฑลลาวพวนหรือมณฑลอุดร มณฑลลาวกาวหรือมณฑลอีสาน มณฑลเขมรหรือมณฑล
บูรพา และมณฑลนครราชสีมา ส่วนหวั เมืองทางฝัIงทะเลตะวนั ตกบญั ชาการอยทู่ Iีเมืองภูเกต็
การจดั รวบรวมหวั เมืองเขา้ เป็น ๖ มณฑลดงั กล่าวนRี ยงั มิไดม้ ีฐานะเหมือนมณฑลเทศาภิบาล
การจดั ระบบการปกครองมณฑลเทศาภิบาลไดเ้ รIิมอยา่ งแทจ้ ริงเมืIอ พ.ศ. ๒๔๓๗ เป็นตน้ มา และกม็ ิได้
ดาํ เนินการจดั ตRงั พร้อมกนั ทีเดียวทวIั ราชอาณาจกั ร แต่ไดจ้ ดั ตRงั เป็นลาํ ดบั ดงั นRี
พ.ศ. ๒๔๓๗ เป็นปี แรกทีIไดว้ างแผนงานจดั ระเบียบการบริหารมณฑลแบบใหม่เสร็จ
กระทรวงมหาดไทยไดจ้ ดั ตRงั มณฑลเทศาภิบาลขRึน ๓ มณฑล คือ มณฑลพิษณุโลก มณฑลปราจีนบุรี
มณฑลนครราชสีมา ซIึงเปลีIยนแปลงจากสภาพมณฑลแบบเก่ามาเป็นแบบใหม่ และในตอนปลายนRี เมIือ
โปรดเกลา้ ฯ ใหโ้ อนหวั เมืองทRงั ปวงซIึงเคยขRึนอยใู่ นกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศมา
ขRึนอยใู่ นกระทรวงมหาดไทยกระทรวงเดียวแลว้ จึงไดร้ วมหวั เมืองจดั เป็นมณฑลราชบุรีขRึนอีกมณฑลหนIึง
พ.ศ. ๒๔๓๘ ไดร้ วมหวั เมืองจดั เป็นมณฑลเทศาภิบาลขRึนอีก ๓ มณฑล คือ มณฑลนครชยั ศรี
มณฑลนครสวรรค์ และมณฑลกรุงเก่า และไดแ้ กไ้ ขระเบียบการจดั มณฑลฝ่ ายทะเลตะวนั ตก คือ ตRงั เป็น
มณฑลภูเกต็ ใหเ้ ขา้ รูปลกั ษณะของมณฑลเทศาภิบาลอีกมณฑลหนIึง
พ.ศ. ๒๔๓๙ ไดร้ วมหวั เมืองมณฑลเทศาภิบาลขRึนอีก ๒ มณฑล คือ มณฑลนครศรีธรรมราช
และมณฑลชุมพร
พ.ศ. ๒๔๔๐ ไดร้ วมหวั เมืองมะลายตู ะวนั ออกเป็นมณฑลไทรบุรี และในปี เดียวกนั นRนั เอง ได้
ตRงั มณฑลเพชรบูรณ์ขRึนอีกมณฑลหนIึง
พ.ศ. ๒๔๔๓ ไดเ้ ปลีIยนแปลงสภาพของมณฑลเก่าๆ ทีIเหลืออยอู่ ีก ๓ มณฑล คือ มณฑลพายพั
มณฑลอุดร และมณฑลอีสาน ใหเ้ ป็นมณฑลเทศาภิบาล
พ.ศ. ๒๔๔๗ ยบุ มณฑลเพชรบูรณ์เพราะเห็นวา่ มีแต่จะสิRนเปลืองค่าใชจ้ ่าย
พ.ศ. ๒๔๔๙ จดั ตRงั มณฑลปัตตานี และมณฑลจนั ทบุรี มีเมืองจนั ทบุรี ระยอง และตราด
พ.ศ. ๒๔๕๐ ตRงั มณฑลเพชรบูรณ์ขRึนอีกครRังหนIึง
พ.ศ. ๒๔๕๑ จาํ นวนมณฑลลดลง เพราะไทยตอ้ งยอมยกมณฑลไทรบุรีใหแ้ ก่องั กฤษเพอืI
แลกเปลIียนกบั การแกไ้ ขสญั ญาคา้ ขาย และเพืIอจะกยู้ มื เงินองั กฤษมาสร้างทางรถไฟสายใต้
พ.ศ. ๒๔๕๔ ไดแ้ ยกมณฑลอีสานออกเป็น ๒ มณฑล มีชIือใหม่วา่ มณฑลอุบล และมณฑล
ร้อยเอด็
๑๕
พ.ศ. ๒๔๕๘ จดั ตRงั มณฑลมหาราษฎร์ขRึน โดยแยกออกจากมณฑลพายพั
การจัดรูปการปกครองในสมยั ปัจจุบนั
การปรับปรุงระเบียบการปกครองหวั เมือง เมIือมีการเปลีIยนแปลงการปกครองประเทศมาเป็น
ระบอบประชาธิปไตยนRนั ปรากฏตามพระราชบญั ญตั ิระเบียบบริหารแห่งราชอาณาจกั รสยาม พ.ศ. ๒๔๗๖
จดั ระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาคออกเป็นจงั หวดั และอาํ เภอ จงั หวดั มีฐานะเป็นหน่วยบริหารราชการ
แผน่ ดิน มีขา้ หลวงประจาํ จงั หวดั และกรมการจงั หวดั เป็นผบู้ ริหารเมืIอก่อนเปลีIยนแปลงการปกครอง
นอกจากจะแบ่งเขตการปกครองออกเป็นจงั หวดั และอาํ เภอแลว้ ยงั แบ่งเขตการปกครองออกเป็นมณฑลอีก
ดว้ ย เมIือไดม้ ีการประกาศใชพ้ ระราชบญั ญตั ิระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจกั รสยาม พ.ศ. ๒๔๗๖
จึงไดย้ กเลิกมณฑลเสีย เหตุทIียกเลิกมณฑลน่าจะเนIืองจาก
๑. การคมนาคมสIือสารสะดวกและรวดเร็วขRึนกวา่ แต่ก่อน สามารถทIีจะสงIั การและตรวจตรา
สอดส่องไดท้ วIั ถึง
๒. เพIอื ประหยดั ค่าใชจ้ ่ายของประเทศใหน้ อ้ ยลง
๓. เห็นวา่ หน่วยมณฑลซอ้ นกบั หน่วยจงั หวดั จงั หวดั รายงานกิจการต่อมณฑล มณฑล
รายงานต่อกระทรวง เป็นการชกั ชา้ โดยไม่จาํ เป็น
๔. รัฐบาลในสมยั เปลIียนแปลงการปกครองใหม่ๆ มีนโยบายทIีจะใหอ้ าํ นาจแก่ส่วนภูมิภาค
ยงิI ขRึนและการทีIยบุ มณฑล เพืIอใหจ้ งั หวดั มีอาํ นาจนนIั เอง
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ รัฐบาลไดอ้ อกพระราชบญั ญตั ิระเบียบบริหารราชการแผน่ ดินอีกฉบบั
หนIึง ในส่วนทีIเกีIยวกบั จงั หวดั มีหลกั การเปลIียนแปลงไปจากเดิม ดงั นRี
๑. จงั หวดั มีฐานะเป็นนิติบุคคล จงั หวดั ตามพระราชบญั ญตั ิวา่ ดว้ ยระเบียบการบริหารแห่ง
ราชอาณาจกั รสยาม พ.ศ. ๒๔๗๖ หามีฐานะเป็นนิติบุคคลไม่
๒. อาํ นาจบริหารในจงั หวดั ซIึงแต่เดิมตกอยแู่ ก่คณะบุคคล ไดแ้ ก่ คณะกรรมการจงั หวดั นRนั ได้
เปลีIยนแปลงมาอยกู่ บั บุคคลคนเดียว คือ ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั
๓. ในฐานะของคณะกรรมการจงั หวดั ซIึงแต่เดิมเป็นผมู้ ีอาํ นาจหนา้ ทIีบริหารราชการแผน่ ดิน
ในจงั หวดั ไดก้ ลายเป็นคณะเจา้ หนา้ ทIีทีIปรึกษาของผวู้ า่ ราชการจงั หวดั
ต่อมา ไดม้ ีการแกไ้ ปขปรับปรุงกฎหมายวา่ ดว้ ยระเบียบบริหารราชการแผน่ ดินตามนยั ประกาศ
ของคณะปฏิวตั ิ ฉบบั ทีI ๒๑๘ ลงวนั ทีI ๒๙ กนั ยายน ๒๕๑๕ โดยจดั ระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็น
๑. จงั หวดั
๒. อาํ เภอ
จงั หวดั นRนั ใหร้ วมทอ้ งทIีหลายๆ อาํ เภอขRึนเป็นจงั หวดั มีฐานะเป็นนิติบุคคล การตRงั ยบุ และ
เปลIียนแปลงเขตจงั หวดั ใหต้ ราเป็นพระราชบญั ญตั ิ และใหม้ ีคณะกรรมการจงั หวดั เป็นทีIปรึกษาของผวู้ า่
ราชการจงั หวดั ในการบริหารราชการแผน่ ดินในจงั หวดั นRนั
๑๖