จัดทำโดย กลุ่มงานโภชนศาสตร์ โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช โทร 035514999 ต่อ 4532 แร่ธาตุที่สำคัญ โซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ที่ผู้ป่วยโรคไตต้องรู้
1 โซเดียม (Na : sodium) โซเดียมเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกายจะช่วย ปรับสมดุลต่างๆ ในร่างกายให้ทำงานได้อย่างปกติโดยผู้ป่วยโรคไต ควรได้รับโซเดียมไม่เกินวันละ 1,800-2,000 มิลลิกรัม ต่อ วัน *ไตระยะที่ 3-5 ควรทานวันละ 1,800 มิลลิกรัม* ทำไมผู้ป่วยโรคไตต้องคุมโซเดียม? เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้เกิด การ บวมของร่างกาย ซึ่งต้องขับออกจากร่างกายเพื่อปรับสมดุล โดยอวัยวะที่ ทำหน้าที่ขับของเสีย คือ "ไต" นั่นเอง ถ้าเป็นโรคไตจะทำให้การขับของ เสียออกจากร่างกายลดลง ส่งผลให้โซเดียมจะคั่งค้างในร่างกายสูง ทำให้ เกิดผลเสียต่างๆ ถ้าเราได้รับโซเดียมมากเกินจะทำให้เกิดอาการ ดังนี้ 1.กระหายน้ำมากกว่าปกติ 2.เกิดภาวะบวมตามจุดต่างๆของร่างกาย 3.หัวใจเต้นเร็วและแรงมากกว่าปกติ 4.ทำให้ความดันโลหิตในร่างกายสูงขึ้น ค่าผลเลือดของโซเดียมในผู้ป่วยโรคไต ปกติจะอยู่ในช่วง 136 - 145 mEq/L.
2 เทคนิคการควบคุมอาหารเค็ม การคุมอาหารเค็มเป็นหัวใจสำคัญของผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรังหรือ ผู้ป่วยทางเราเลยมีเทคนิคการควบคุมอาหารรสเค็มมาแนะนำ ดังนี้ 1. เลือกกินอาหารที่ได้จากธรรมชาติแทนอาหารที่ผ่านกระบวนการ แปรรูปหรือสำเร็จรูป เช่น ไส้กรอก อาหารสำเร็จรูป 2. หลีกเลี่ยงการปรุงอาหารเพิ่ม เช่น การปรุงก๋วยเตี๋ยว การราดพริก น้ำปลา เป็นต้น 3. ไม่ควรใช้เกลือ ซีอิ๊ว และน้ำปลาที่เป็นสูตรโซเดียมต่ำเนื่องจากจะมี ส่วนประกอบของโพแทสเซียมสูงซึ่งผู้ป่วยโรคไตจะต้องควบคุม โพแทสเซียมด้วย 4. ท่านสามารถเพิ่มรสเผ็ด หรือ เปรี้ยว มาแทนรสเค็มที่หายไป 5. การใช้เครื่องเทศและสมุนไพรมาประกอบอาหารเพื่อเพิ่มกลิ่นรส ให้น่ารับประทานมากขึ้น เช่น ใบกระเพรา ใบแมงลัก ใบโหระพา อบเชย พริกไทย 6. รับประทานน้ำซุป น้ำแกงเพียงเล็กน้อย ไม่ตักมาราดข้าว หรือ รับประทานน้ำซุป เพื่อลดปริมาณโซเดียมในน้ำซุป
3 เครื่องปรุง & ซอสที่มีโซเดียมสูง ผู้ป่วยโรคไตควรจำกัดการใช้ เกลือ 1 ช้อนชามีโซเดียม 2,000 มิลลิกรัม ซอสมะเขือเทศ 1 ช้อนชา มีโซเดียม 50 มิลลิกรัม น้ำปลา 1 ช้อนชา มีโซเดียม 530 มิลลิกรัม ผงชูรส 1 ช้อนชา มีโซเดียม 490 มิลลิกรัม ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา มีโซเดียม 460 มิลลิกรัม น้ำจิ้มสุกี้ 1 ช้อนชา มีโซเดียม 95 มิลลิกรัม พริกแกง 1 ช้อนชา มีโซเดียม 220 มิลลิกรัม น้ำพริกเผา 1 ช้อนชา มีโซเดียม 85 มิลลิกรัม
4 อาหารที่มีโซเดียมสูง ผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยง อาหารแปรรูป กุนเชียง ใส้กรอกอีสาน หมูยอและลูกชิ้น ไส้กรอก อาหารแช่แข็ง อาหารสำเร็จรูป หรือ อาหารกึ่งสำเร็จรูป น้ำซุปใส ซูปขัน
5 โพแทสเซียม (K ; Potassium) ไพแทสเซียมคืออะไร ? โพแทสเซียมทำงานร่วมกับโซเดียมในการควบคุมสมดุลของน้ำใน ร่างกายและช่วยทำให้หัวใจเต้นเป็นปกติ โดยความเครียด ทางด้านร่างกาย และจิตใจอาจส่งผลให้ขาดโพแทสเซียมได้ หากโพแทสเซียม และโซเดียมใน ร่างกายเสียสมดุลจะทำให้การ ทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อเสียไป และยังเป็นแร่ธาตุที่สำคัญ ที่มีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและหัวใจ เมื่อ ไตเสื่อมการขับโพแทสเซียมจะลดน้อยลง โพแทสเซียม ค่าปกติคือ 3.5 – 5.1 mEq/L ดังนั้นในผู้ป่วย ไตเสื่อมระยะ 3b - ระยะที่ 5 หรือผู้ที่มีระดับโพแทสเซียมสูง มีมากในผักและผลไม้บางชนิด
6 ผักที่ผู้ป่วยไตเสื่อมควรทาน ผักสีเขียวอ่อน โพแทสเซียมต่ำ ซึ่งผู้ป่วยโรคไตควรทานผักกลุ่มนี้ ผักบุ้ง มะเขือเปราะ ถั่วงอก เห็ดหูหนู ฟักเขียว ถั่วลันเตา ถั่วพู ผักกาดขาว กะหล่ำปลี หอมหัวใหญ่ มะระ พริกหวาน *การนำไปลวกหรือต้มก่อนทาน จะช่วยลดโพแทสเซียมได้ 20-30 %
7 ผักที่ผู้ป่วยโรคไตเสื่อมควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ผักสีเขียวเข้ม พืชหัว จะมีโพแทสเซียมสูง มันฝรั่ง แครอท หัวปลี บล็อคโคลี โหระพา ชะอม ใบแมงลัก คะน้า หอมแดง เห็ดนางฟ้า ฟักทอง มะเขือเทศ *สำหรับผู้ป่วยโรคไตที่มีค่าโพแทสเซียมมากกว่า 5.0 mEq/L ควรหลีกเลี่ยงผักกลุ่ม โพแทสเซียมสูง หากต้องการทานให้หั่นผักเป็นชิ้นเล็กๆแล้วนำไปลวกน้ำทิ้ง และรับประทาน ครึ่งทัพพี ต่อ 1 มื้อ
8 ผลไม้ที่ผู้ป่วยโรคไตเสื่อมควรทาน ผลไม้กลุ่มโพแทสเซียมต่ำ ต่อ 1 ส่วน แอปเปิ้ลเขียวครึ่งผลกลาง สาลี่ครึ่งผล ชมพู่1-2 ผล เงาะ 4 ผล ลองกอง 6 ผล แตงโม 6-8 ชิ้นคำ องุ่นเขียว 8-10 ผล สับปะรด 6-8 ชิ้นคำ มะม่วงดิบ 6-8 ชิ้นคำ ส้มโอ 2 กลีบ มังคุด 3 ผล สละ 3-4 ผล *ปริมาณการทานผลไม้ แต่ละวัน ขึ้นอยู่กับ สัดส่วนที่เหมาะสม
9 ผลไม้ที่ผู้ป่วยโรคไตเสื่อมควรเลี่ยง ผลไม้กลุ่มที่มีโพแทสเซียมสูง มะม่วงสุก ลำไย แคนตาลูป กะท้อน มะละกอสุก ส้ม ขนุน กล้วย ฝรั่ง มะเฟือง มะพร้าว กีวี่ *สำหรับผู้ป่วยโรคไตที่มีค่าโพแทสเซียมมากกว่า 5.0 mEq/L ควรหลีกเลี่ยงผลไม้กลุ่มโพแทสเซียมสูง
10 ทําไมผู้ป่วยโรคไตถึงต้องคุมโพแทสเซียม ? เมื่อเป็นโรคไต ประสิทธิภาพในการทำงานของไตจะลดลง ส่งผลให้ ไตไม่สามารถขับโพแทสเซียมออกจากร่างกายได้ จนเกิดการคั่งค้าง ในร่างกาย ทำให้เกิดผลเสียคือ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และอันตราย ที่สุด คือหัวใจเต้นผิดจังหวะ จนหัวใจล้มเหลว โพแทสเซียมนั้นส่วนมาก พบได้ใน ผัก และ ผลไม้ ถ้าผู้ป่วยโรคไต มีค่าโพแทสเซียมในเลือดสูงมากเกิน อาจมีอาการ เหนื่อยหอบ อ่อนเพลีย ใจสั่น เป็นตะคริว คลื่นไส้ อาจเกิดอาการ กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีผลทำใหหัวใจเต้นผิดปกติ และหัวใจหยุดเต้น ได้ *เคล็ดลับช่วยลดโพแทสเซียมคือ นำผักไปต้มน้ำและเททิ้ง ก่อนนํามาปรุงประกอบอาหาร
11 ค่าฟอสฟอรัส (P : Phosphorus) ฟอสฟอรัสหรือฟอสเฟต คือ แร่ธาตุที่สำคัญต่อความแข็งแรง ของกระดูก ไตที่ปกติจะขับออกได้ เมื่อไตเสื่อม การขับฟอสฟอรัส จะลดน้อยลง ทำให้ระดับ ฮอร์โมนในเลือดสูงขึ้น เมื่อระดับฟอสฟอรัส ในเลือดสูงขึ้น จะทำให้ระดับแคลเซียม ในเลือดต่ำลง และ แคลเซียม ถูกดึงออกมาจากกระดูก ทำให้กระดูกไม่แข็งแรง *ฟอสฟอรัส ค่าปกติ 3.5-5.5 mEq/L* ฟอสฟอรัสคืออะไร? เป็นแร่ธาตุสำคัญที่อยู่ในร่างกายปริมาณมาก ทำงานร่วมกับ แคลเซียมอยู่ในรูป ของสารประกอบฟอสเฟต ซึ่งช่วยให้กระดูก และฟันแข็งแรง และช่วยให้ร่างกายใช้ พลังงานจากอาหารได้อย่าง มีประสิทธิภาพ ทำไมผู้ป่วยโรคไตถึงต้องคุมฟอสฟอรัส? เพราะเมื่อระดับฟอสฟอรัสในเลือดสูง ร่างกายจะดึงแคลเซียม จากกระดูก มาจับฟอสฟอรัส ทำให้กระดูกเปราะบางและเสื่อมสภาพ จ่ายทำให้เกิดภาวะ "กระดูกพรุน" ยิ่งถ้าหากไปเกาะที่ผนังหลอด เลือดจะทำให้ผนังหลอดเลือดแดงตาม ส่วนต่างๆพังลงได้ในที่สุดนอกจากนั้นฟอสฟอรัส จะจับกับแคลเซียมที่มีอยู่ในเลือด เกิดเป็นหินปูนอยู่ตามหลอดเลือดหัวใจ จึงทำให้เกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจตามมา
12 อาการข้างเคียงเมื่อค่า ฟอสฟอรัส ในเลือดสูง ผิวหนัง เกิดอาการคัน ตามผิวหนัง เป็นผดผื่น ผิวไม่สวย คำๆต่างๆ กระดูก กระดูกหัก กระดูกพรุน ได้ง่าย เพราะร่างกายจะดึงแคลเซียมออกมาจากกระดูก หลอดเลือด ทําให้หลอดเลือดแข็งตัว ขาดการยืดหยุ่น และหลอดเลือด ตีบตัน จนเกิดความดันโลหิตสูง แผลที่ผิวหนัง เมื่อเกิดแผล จะเป็นแผลเรื้อรัง หายยาก อาจเกิดภาวะติดเชื้อลุกลามจนต้องตัดอวัยวะ ต่อมพาราไทรอยด์ เมื่อค่าฟอสฟอรัสสูง จะกระตุ้นต่อมพาราไทรอยด์ ให้ทำงานหนักมากขึ้น จนต่อมพาราไทรอยด์โต โตมากจนเป็นพิษ และอาจต้องผ่าตัดต่อมออกได้ *ดังนั้นผู้ป่วยไตเสื่อมระยะที่ 3-5 หรือมีระดับฟอสฟอรัสในเลือดสูงควรหลีกเลี่ยง อาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง ด้วย *ผู้ป่วยโรคไตทุกระยะควรได้รับฟอสฟอรัส ไม่เกิน 800 มิลลิกรัม ต่อ วัน แต่ถ้ามีปัญหาฟอสฟอรัสในเลือดสูงควรได้รับ ไม่เกิน 600 มิลลิกรัม ต่อ วัน ค่าผลเลือดของฟอสฟอรัสในผู้ป่วยโรคไต ปกติอยู่ในช่วง 2.5 - 4.5 mg/d
13 อาหารที่มีฟอสฟอรัสสูงผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 3b-5 ควรหลีกเลี่ยง ไข่แดง นมและผลิตภัณฑ์จากนม เต้าหู้ทุกชนิด เนื้อสัตว์แปรรูป ถั่วทุกชนิด ชีสทุกชนิด ข้าวไม่ขัดสี เครื่องดื่มสำเร็จรูป ช็อกโกแล็ต เครื่องในสัตว์ สัตว์ที่ทานได้ทั้งกระดูก แอลกฮอล์
14 ข้อแนะนำเกี่ยวกับฟอสฟอรัส สำหรับผู้ป่วยโรคไต *คำแนะนําสำหรับผู้ป่วยโรคไต* 1. ผู้ป่วยโรคไตแนะนำให้หลีกเลี่ยงการทานนมวัว 2. ผู้ป่วยโรคไตสามารถทานน้ำเต้าหู้ได้แต่จะต้องเป็นน้ำเต้าหู้ที่สามารถทานได้ต้องไม่ มีส่วนผสมของนมผงคอฟฟี่เมตยก (ในผู้ป่วยไตระยะ 4-5 ต้องระวัง เพราะน้ำเต้าหู้ มีโปรตีนต้องทานในปริมาณที่เหมาะสม) - ผู้ป่วยไตระยะ 1-2 สามารถทานน้ำเต้าหู้ได้ 1 แก้ว ต่อ วัน (200 มิลลิลิตร) - ผู้ป่วยไตระยะ 3-5 สามารถทานน้ำเต้าหู้ได้ ครึ่งแก้ว ต่อ วัน (100 มิลลิลิตร) - ผู้ป่วยที่มีภาวะบวมน้ำต้องหลีกเลี่ยงการทานน้ำเต้าหู้ 3. ผู้ป่วยไตระยะ 1 2 สามารถทานไข่ทั้งฟองได้ 3 ฟอง/สัปดาห์ 4. ผู้ป่วยไตระยะ 3-5 แนะนำให้หลีกเลี่ยงไข่แดงและขนมไทย ที่มีไข่แดงเป็นส่วนผสม เช่น ทองหยิบ ฝอยทอง ฯลฯ
15 ปริมาณน้ำที่ผู้ป่วยโรคไต ควรได้รับต่อวัน โรคไตระยะ 1-3 ยังปัสสาวะออกได้ปกติไม่จำเป็นต้องจำกัดน้ำ สามารถดื่มน้ำได้ 8 แก้วต่อวัน โรคไตระยะ 4-5 เริ่มจํากัดน้ำก็ต่อเมื่อการทำงานของไตแย่ลง เริ่มมีอาการขาบวม หรือขับปัสสาวะ ออกได้น้อยลง ปริมาณน้ำที่ผู้ป่วยไตเรื้อรังควรได้รับ คำนวณได้จากปริมาตร ปัสสาวะใน 1 วัน + น้ำที่สูญเสียโดยไม่รู้ตัว 500 มิลลิลิตร * อย่าลืม หักลบกับน้ำในอาหารและเครื่องดื่ม เช่น น้ำแกง น้ำเต้าหู้ และอื่นๆ *