ชื่อบ้านนามเมืองภาคใต้
จังหวัด อำเภอ และสถานที่
บุคคลบางชื่อ
คำขวัญจังหวัดภูเก็ต
“ไข่มุกอันดามัน สวรรค์เมืองใต้ หาดทรายสีทอง สองวีรสตรี
บารมีหลวงพ่อแช่ม”
สัญลักษณ์ประจำจังหวัด
รูปอนุสาวรีย์สองวีรสตรี อยู่ในวงกลมล้อมด้วยลายกนก ซึ่งแสดง
ถึงวีรกรรมอันห้าวหาญของท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทร
เขตการปกครอง
จังหวัดภูเก็ตหรือเกาะภูเก็ตแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 3 อำเภอ
คือ อำเภอเมืองภูเก็ต กะทู้ และถลาง
อำเภอเมืองภูเก็ต
“ภูเก็ต” เป็นคำมลายู ออกเสียงเป็น “บูกิ๊ต” (Bukit) หมายถึง ภูเขาหรือเนินเขา เข้าใจว่า ชาวมลายูคงแล่นเรือเข้ามาใกล้เกาะภูเก็ต และมองเห็น
บนฝั่งมีภูเขาตั้งเด่นตระหง่าน จึงเรียกเกาะแห่งนี้ว่า “บูกิ๊ต” หรือ “ภูเก็ต”
มีคำมลายูอีกหนึ่งคำ หมายถึง ภูเขาเช่นกัน แต่เป็นภูเขาขนาดใหญ่และสูงกว่าบูกิ๊ตคือ “กุนุง” หรือ “กุหนุง” (Gunung) ถ้าเป็นภูเขาขนาดเล็ก ในที่นี้
หมายความว่า เล็กกว่าบูกิ๊ต คำมลายูว่า “อะเนาะบูกิ๊ต” หมายถึง ลูกภูเขาซึ่งทำให้ผู้เขียนนึกถึงชื่อ “บ้านอะเนาะบูกิ๊ต” ที่ปัตตานี เสียดายภายหลังทางราชการ
เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “บ้านนาเกตุ” ซึ่งฟังแล้วยังมีเค้าเสียง อะเนาะบูกิ๊ตอยู่บ้าง
ในจดหมายเหตุเมืองถลางบางฉบับ เขียน “ภูเก็ต” อย่างคำไทยว่า “ภูเก็จ” คือใช้ จ.จาน เป็นตัวสะกด โดยมีความหมายว่า ภู หมายถึง ภูเขาและ เก็จ หมาย
ถึง แก้วประดับ เมื่อรวมความแล้ว หมายถึง ภูเขาประดับด้วยแก้ว ซึ่งสอดคล้องกับชื่อชุมชนถลางและชื่อขุนนางในอดีต คือ “บ้านมาหนิก” สันนิษฐานได้ว่า
อาจมาจากภาษาโจฬะของชาวอินเดียใต้ ซึ่งเคยเข้ามารุกรานชุมชนอันดามัน
"มานิก" "มานิคคราม" หรือ "มาณิคนครัม" จึงหมายถึง เมืองแก้ว เหมือนกับชื่อเจ้าเมืองถลาง (เทียน) ซึ่งเป็นบุตรของท้าวเทพกระษัตรี ได้รับการแต่งตั้ง
เป็น พระยาเพชรคีรีพิชัยสงครามรามคำแหง จากพระนามว่า “เพชรคีรี" หมายถึง เขาแก้ว เช่นกัน
ชื่อของภูเก็ตเริ่มปรากฏเป็นเอกสารภาษาไทย โปรตุเกส และฮอลันดา ครั้งกรุงศรีอยุธยา ชาติฝรั่งดังกล่าวได้รับอนุญาตให้สร้างสถานีสินค้าที่ภูเก็ต เพราะ
ภูเก็ตอุดมไปด้วยแร่ดีบุก นอกจากนี้ ชื่อเมืองภูเก็ตยังปรากฎ ในพงศาวดารของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
บอกไว้ว่า ชื่อภูเก็ตเป็นหนึ่งในแปดหัวเมืองริมฝั่งตะวันตกที่ขึ้นอยู่กับกรมเจ้าท่า ได้แก่
๑.ถลางบางคลี
๒.ตะกั่วป่า
๓.ตะกั่วทุ่ง
๔.เกาะรา
๕.คูระ
๖.คูรอด
๗.พังงา
๘.ภูเก็ต
(ในส่วนของชื่อเมืองอันดับที่ ๒ - ๗ ผู้เขียนได้อธิบายไว้แล้วในหัวข้อชื่อบ้านนามเมืองพังงา)
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภูเก็ตได้ชื่อว่าเป็น “เมืองราชทรัพย์ของแผ่นดิน” เพราะพื้นที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ดีบุก ใน แต่ละปี
สามารถนำรายได้เข้าประเทศได้เป็นจำนวนเงินมหาศาล
ที่ตั้งของเมืองเก่าภูเก็ตอยู่ที่เขตอำเภอกะทู้ปัจจุบัน โดยเริ่มต้นจากแหล่งแร่ดีบุก ไล่มาตามลำดับคือ หมู่บ้านเก็ตโฮ่ ชื่อนี้มาจากคำมลายูว่า "บูกิ๊ตปาโฮะ"
(Bugit Pauh) แปลว่า ภูเขามะม่วง (บูกิ๊ต = ภูเขา ปาโฮะ= ต้นมะม่วง) แต่ชาวจีนภูเก็ตออกเสียงว่า "เกียดโห" หรือ "เกียะโห"
ต่อมาภูเก็ตได้ย้ายไปตั้งเมืองใหม่ที่บ้านทุ่งคา คำว่า "ทุ่งคา" ความหมายจากคำมลายูว่า "อุยงลาลัง" (Uyong Lalang) (อุยง = แหลมริมทะเล
ลาลัง = หญ้าคา ) เมื่อรวมความแล้ว หมายถึง แหลมหญ้าคา
การเปลี่ยนชื่อจากเมืองภูเก็ต เป็นจังหวัดภูเก็ตนั้น เป็นเพราะบ้านทุ่งคาได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอทุ่งคา ต่อมาอำเภอทุ่งคาก็เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอ
เมืองภูเก็ต มาจนถึงปัจจุบัน
ถลาง
เดิมถลางมีชื่อว่า เมืองถลางหรือเมืองสลางก่อนจะชื่อเมืองภูเก็ต ถลางไม่ได้เป็นชื่อเมืองอย่างเดียว แต่เป็นชื่อเกาะทั้งเกาะด้วย ทำนองเดียวกันชื่อเมือง
ภูเก็ตเป็นทั้งชื่อเมืองและชื่อเกาะ เพียงแต่ถลางและภูเก็ตใช้เรียกขานในช่วงเวลาที่ต่างกัน
“ถลาง” มาจากคำมลายูว่า “อุยงลาลัง” หรือ “อุยงลาลาง” (Uyong Lalang) หมายถึงแหลมหญ้าคา ดังที่กล่าวข้างต้น ปัจจุบันชื่อแหลมริมฝั่ง
ทะเล เช่น แหลมกา ก็มาจากแหลมหญ้าคานั่นเอง รวมทั้งชื่อภูเขา เช่น เขาลัง ลัง มาจากคำว่า ลาลัง หมายถึง ภูเขาหญ้าคาอีกด้วย
ความหมายเกี่ยวกับหญ้าคาและทุ่งคายังนำไปตั้งชื่อบริษัททุ่งคาฮาเบอร์ของกัปตันไมล์ หรือเอ็ดเวิร์ด โธมัส ไมล์ ( Edward Thomas Miles) ชาว
ออสเตรเลียผู้ขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ดีบุกจากรัฐบาลสยาม และต่อเรือขุดแร่ดีบุกในทะเล ณ อ่าวทุ่งคา นับเป็นเรือขุดแร่ลำแรกของภูเก็ต (พ.ศ. ๒๔๕๐)
คำว่า "อุยงลาลัง" "อุยงลาลาง" หรือ "อุยงสาลาง" นั้นชาวอังกฤษ ยังออกเสียงเป็น “ยังซีลอน” (Junk Ceylon) พ้องเสียงกับชื่อเกาะซีลอน (ศรีลังกา)คำ
ว่า "ลาลัง ลาลาง สาลาง และซีลอน" ตามเสียงชาวยุโรป ทำให้ชื่อบ้านนามเมืองบนเกาะนี้ออกเสียงเป็น "สลาง - ถลาง" และยังเพี้ยนเสียงเป็นฉลองอีกด้วย
ชื่อฉลอง ปัจจุบันเป็นชื่ออ่าว ชื่อตำบล และชื่อวัด โดยเฉพาะหลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง (วัดไชยธาราราม) ที่พวกเรารู้จักกันดีหลวงพ่อแช่มมีชื่อเสียงขจรขจายมา
ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช เพราะท่านเป็นผู้นำและสร้างขวัญกำลังใจโดยแจกผ้าประเจียดให้แก่ชาวบ้านโพกศีรษะ เพื่อเข้าต่อสู้จนชนะพวกอั้งยี่
หรือกรรมกรจีนเหมืองแร่ที่ก่อการไม่สงบในยุคนั้น
จากคุณความดีนี้ หลวงพ่อแช่มจึงได้รับแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี สังฆปาโมกข์เมืองภูเก็ต ชาวภูเก็ตนับถือหลวงพ่อแช่ม
เป็นพระมีอาคมขลัง เมื่อพระคุณเจ้ามีชีวิตอยู่มักมีชาวบ้านมาแก้บนปิดทองคำเปลวบนตัวท่าน เสมือนพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์
วีรสตรีเมืองถลาง
สมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เกิดสงคราม
ไทย - พม่า ขึ้น เรียกว่า ศึกเก้าทัพ ซึ่งกระทบกระเทือนมาถึง
เมืองถลาง ในช่วงนั้นเองที่พระยาพิมล (ขัน) หรือพระยาสุรินท
ราชา เจ้าเมืองถลาง สามีคุณหญิงจันได้ถึงแก่อสัญกรรม ส่ง
ผลให้คุณหญิงจันและคุณหญิงมุกน้องสาวต้องนำชาวถลางต่อสู้
กับพม่า จนพม่าถอยทัพกลับไป วีรกรรมครั้งนั้นทำให้เรามี
อนุสาวรีย์ท้าวเทพ กระษัตรีและท้าวศรีสุนทรมาจนทุกวันนี้
นอกจากนี้ ยังมีข้อน่าสังเกตเกี่ยวกับการเขียนชื่อ
ท้าวเทพกระษัตรีซึ่งพบว่าในระยะหลังนี้มักเขียนชื่อแตกต่างกัน
เช่น ท้าวเทพกษัตรี หรือท้าวเทพสตรี
ที่มาของชื่อหาดสวยงาม
“ป่าตอง” คือชื่อของหาดสวยงามอีกแห่งของ
อำเภอกะทู้ในจังหวัดภูเก็ต คำว่า “ป่าตอง” เป็นคำมลายู
อ่านว่า “กัวลากอตอ” หรือ “กรากอตอ” หมายถึง
ปากน้ำที่มีกำแพง (กัวลา หรือกรา = ปากน้ำ,
กอตอ = กำแพง) จึงหมายความว่า มีเทือกเขาตั้ง
ตระหง่านดูเด่นดุจกำแพงอยู่ด้านหลังของชายทะเล
หาดทรายสวยงามอีกหลายแห่งในอำเภอกะทู้
และอำเภออื่น ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นคำมลายู เช่น หาดกมลา
หาดกะรน หาดกะตะ และหาดราไวย์
หาดกมลา “กมลา” มาจากคำมลายูว่า “กัวลาบาลา” (Guala Batu) คำว่า “กัวลา” แปลว่า ปากน้ำ ส่วนคำว่า “บาลา”
ในพจนานุกรม Indonesia Inggris ให้ความหมายว่า หมายถึง กองทัพ จึงสันนิษฐานได้ว่า ตรงนี้ในอดีตคงเป็นที่ตั้งของกองทัพ แต่ยัง
ไม่ทราบชัดเจนนักว่าเป็นกองทัพชาติใด นอกจากนี้ชื่อ “กมลา” ยังเป็นชื่อตำบลด้วย ในสมัยโบราณเรียก “บ้านกราหม้า” หมายถึง บ้าน
ตราหมา สอดคล้องกับตราของเมืองภูเก็ต ซึ่งขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราชโดยถือตราสุนัขนาม ในกลุ่มเมืองสิบสองนักกษัตร คำว่า “ตรา
หมา กราหมา กราหม้า” จึงเพี้ยนเสียงกลายเป็นกมลา และกลายมาเป็นชื่อหมู่บ้าน ชื่อตำบล และชื่อหาดทรายจนถึงทุกวันนี้
หาดกะรน คำว่า “กะรน” มาจากคำมลายูว่า
“กัวลารนดะ” (Guala Ronda) หมายถึง ปากน้ำที่มี
การเดินยามลาดตระเวน บางท่านก็บอกว่า ชื่อหาดนี้มา
จากชื่อปลาทะเลที่ชาวมลายูเรียกว่า “ปลาเกอรง”
(Kerong)
หาดกะตะ คำว่า “กะตะ” มาจากคำมลายูว่า
“กัวลาดะ” (Guala Tal) หมายถึง ปากน้ำที่มีต้นตาล
(Tal) บางท่านก็ว่า “ตะ” มาจาก “ตะนี” หรือ “ตานี”
(Tani) ซึ่งเป็นคำมลายู หมายถึง ทำนาหรือทำไร่
หาดราไวย์ คำว่า “ราไวย์” มาจากคำมลายูว่า “กัวลาระวะ” (Guala Rawa) คำว่า “ระวะ” หรือ “ราวะ” เป็นเครื่องมือ
สำหรับจับกุ้ง ใช้ดันไปในน้ำตื้น คำมลายูออกเสียง “ระวะ” เป็น “ระวอย” “ระเวย” และ “ราไวย์” ตามลำดับ
ที่มาของชื่อแหล่งสาธารณะ
ชื่อหาดทราย ชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นอนุสรน์แด่เจ้าเมืองถลาง คือนามของเจ้าเมืองถลางที่มักจะมีคำว่า “สุรินทราชา” เช่น หาดสุรินทร์ หมายถึง
เจ้าพระยาสุรินทราชา ยุคเจ้าเมืองถลางและพระยาสุรินทราชา ยุคการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล ได้จัดตั้งมณฑลภูเก็ตขึ้น เช่น พระยาสุรินทราชา
(นกยูง วิเศษกุล) เป็นต้น
ชื่อถนน ซึ่งมีอยู่ในตัวเมืองภูเก็ต เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ แด่พระยาสุรินทราชา สมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต เช่น
“ถนนสุทัศน์” คือชื่อของ นายพลโท พระยาสุรินทราชา (ม.ร.ว. สิทธิ์ สุทัศน์) นำนามสกุลมาตั้งเป็นชื่อถนน
“ถนนวิเศษ” คือชื่อของ พระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) นำนามสกุลมาตั้งเป็นชื่อถนน
รวมทั้งตั้งชื่อถนนอีกหลายสาย เพื่อเป็นที่ระลึกถึงสมุหเทศาภิบาล มณฑลภูเก็ตท่านอื่น ๆ ด้วย เช่น ถนนศรีเสนา นำมาจากนามพระยาศรี
เสนา (ฮะ สมบัติศิริ) เป็นต้น
ก่อนจบชื่อบ้านนามเมืองภูเก็ต ผู้เขียนขอเล่านิทานเรื่อง ตายมดึง ที่เกี่ยวข้องกับภูเก็ต ให้อ่านเป็นการปิดท้ายชื่อบ้านนามเมืองภูเก็ต ซึ่งมี
เรื่องเล่ากันว่า......
“ตายมดึงไปอยู่ที่บ้านกะรน และทำนาที่อ่าวกะตะ วันหนึ่งช้างของตายดึงสะบัดโซ่หนีหายไป ตายมดึงจึงลากหอกออกตามหาช้าง ระหว่างทาง
หอกที่ลากนั้นไปตัดภูเขา เลยทำให้พื้นที่บริเวณภูเขาตรงนั้นขาดหายไปปัจจุบันเรียกว่า ‘ช่องเขาขาด’” และนิทานเล่าต่อไปว่า.....
“เมื่อตายมดึงไม่พบช้าง จึงเดินเลยไปถึงอ่าวป่าตอง หอกที่ตายมดึงลากไปตัดกับส่วนเหนือของอ่าว จึงกลายเป็นแหลมยมดึง ต่อมาตายมดึง
เดินขึ้นไปทางเหนืออีก และหอกที่ลากไปนั้นก็ตัดแผ่นดินตกไปในทะเล จึงกลายเป็นเกาะภูเก็ตมาจนทุกวันนี้”
ขอบคุณที่มา
เรื่อง ชื่อบ้านนามเมืองภาคใต้ จังหวัด อำเภอ และสถานที่ บุคคลบางชื่อ
ชื่อผู้แต่ง ประพนธ์ เรืองณรงค์
ปีที่พิมพ์ ๒๕๕๑ จำนวน ๒๐๘ หน้า
สื่อฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อนการศึกษาเท่านั้น
เพื่อใช้ในกิจกรรมส่งเสริมการอ่านหนังสือ ๓ ภาษา
ในรายวิชาภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ตอนต้น (ม.๑-๓)
จัดทำโดย
สาระการเรียนรู้ภาษาไทย และงานห้องสมุด ฝ่ายการศึกษามัธยมศึกษา
โรงเรียนภูเก็ตไทยหัวอาเซียนวิทยา