รายงาน วิชา สัมมนาทางการบริหารการศึกษา เรื่อง นวัตกรรมการบริหารและการจัดการสถานศึกษา สู่ความสำเร็จอย่างมีคุณภาพ 6G Model จัดทำโดย 1. จ.ส.อ.หญิง ณัฐภัทร พันพรม UDM6451009 2. นายธนะเศรษฐ์ เกษกุ UDM6451016 3. นางสาวธารารัตน์ ดวงคำบุตร UDM6450117 4. นางสาวพัชรี อนุสี UDM6451028 5. นางสาวพิชยาภรณ์ กองพิธี UDM6451030 6. นางสาวพีรญา กองพิธี UDM6451031 7. นางมลฤดี บาดตาสาว UDM6451037 8. นางสาวเสาวลักษณ์ พรหมประกาย UDM6451052 9. นายอภิสิทธิ์ วรรณทอง UDM6451056 อาจารย์ที่ปรึกษา ดร.สุรางคนา มัณยานนท์ สาขาวิชา การบริหารการศึกษา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชธานี วิทยาเขตอุดรธานี
ก คำนำ รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อประกอบการเรียนวิชาสัมมนาทางการบริหารการศึกษา (933 614) โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้คณะผู้จัดทำได้ฝึกการศึกษาค้นคว้า และนำสิ่งที่ได้ศึกษาค้นคว้ามาสร้าง เป็นชิ้นงานเก็บไว้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนของตนเองต่อไป ทั้งนี้ เนื้อหาได้รวบรวมมาจากวิจัยและจากหนังสืออีกหลายเล่ม แล้วนำมาสังเคราะห์เป็น นวัตกรรมการบริหารการศึกษา ขอขอบพระคุณอาจารย์ ดร.สุรางคนา มัณยานนท์อย่างสูงที่กรุณาตรวจและ ให้คำแนะนำเพื่อแก้ไข ให้ข้อเสนอแนะตลอดการทำงาน ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานฉบับนี้คงมี ประโยชน์ต่อผู้ที่นำไปใช้ให้เกิดผลตามความคาดหวัง คณะผู้จัดทำ
ข สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข นวัตกรรมการบริหารและการจัดการสถานศึกษาสู่ความสำเร็จ อย่างมีคุณภาพ 6G MODEL.............................................................................................1 ข้อดี – ข้อเสีย......................................................................................................3 เงื่อนไขความสำเร็จ...........................................................................................................4 เงื่อนไขความไม่สำเร็จ.......................................................................................................4 เอกสารอ้างอิง 22
1 นวัตกรรมการบริหารและการจัดการสถานศึกษาสู่ความสำเร็จอย่างมีคุณภาพ 6G MODEL กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านวิทยาการ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้แต่ละประเทศไม่สามารถปิดตัวอยู่โดยลำพัง ต้องร่วมมือและพึ่งพาอาศัย ซึ่งกันและกัน มีการติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น เพื่อให้ทันกับเหตุการณ์ในสังคมปัจจุบัน นอกจากนั้นยังต้องเผชิญ กับวิกฤตการณ์ ในเรื่องความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม อุบัติภัยต่าง ๆ ส่งผล กระทบรุนแรงต่อมนุษย์โดยทั่วไป และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทำให้แต่ละ ประเทศต้องเตรียมคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะและความสามารถในการปรับตัว มีคุณลักษณะสำคัญในการดำรงชีวิต ในโลกยุคใหม่ได้อย่างเท่าทัน มีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี เหมาะสมและพอเพียง สอดคล้องกับปฏิญญาว่า ด้วยการจัดการศึกษา UNESCO คือ การจัดการศึกษาให้คนในชาติเป็นคนเก่ง คนดี มีความสุขและสอดคล้อง กับ พรบ. การศึกษาแห่งชาติ มาตราที่ 6 การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทย ให้เป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรม คุณธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ทำให้หลายประเทศต้องปฏิรูปการศึกษา พัฒนาบุคลากรในประเทศ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2553 : 3-8) การจัดการศึกษาจึงมีความจำเป็นในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้มี คุณภาพที่พึงประสงค์ และมีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา มีทักษะชีวิต และมี ความสามารถทางเทคโนโลยี โรงเรียนเป็นองค์การทางการศึกษาที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาคุณภาพนักเรียน กระทรวงศึกษาธิการได้ มีนโยบายในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาโดยมีเจตนารมณ์ที่ จะยกระดับคุณภาพการศึกษาและพัฒนา ผู้เรียนให้เป็นคนดี คนเก่ง สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข โดยแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560 - 2579 ได้กำหนดจุดมุ่งหมายการพัฒนาคนในศตวรรษที่ 21 ให้มีทักษะการเรียนรู้ การอ่านออก เขียนได้ คิด คำนวณได้ มีทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะการคิดแก้ปัญหา ทักษะด้านการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการ ทำงานและมีความรอบรู้ พัฒนาคนให้เหมาะสมตามช่วงวัย มีค่านิยมตามบรรทัดฐานที่ดีทางสังคมเป็นคนดี มีสุขภาวะที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม มีระเบียบวิจัย และมีจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมส่วนรวม โดยปัจจัยสำคัญที่ ส่งผลให้การพัฒนาคนให้ประสบความสำเร็จและมีคุณภาพ คือ การยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ การจัดกิจกรรมกระบวนการ เรียนรู้ตามหลักสูตรอย่างมีคุณภาพและมาตรฐาน มีแหล่งเรียนรู้ สื่อตำราเรียน นวัตกรรมการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มีระบบและกลไกการวัด การติดตามและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ (ธีรศักดิ์ อุปไมยอธิชัย, 2560); (อัจฉรา นิยมาภา, 2561) การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีศักยภาพเป็นพลโลก ครูและ บุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา ต้องมีความสนใจ เป้าหมายในการพัฒนาการจัดการศึกษากระบวนการ จัดการเรียนรู้สามารถนำไปพัฒนาผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2556 : ออนไลน์) การบริหารเป็นกระบวนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งต้องมีการวางแผนการปฏิบัติการประเมินผลและ นำผลไปปรับปรุงพัฒนา เพื่อนำไปสู่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน การบริหารงานวิชาการ
2 เป็นหนึ่งในสี่งานของการบริหารสถานศึกษา ถือเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารการศึกษาและเป็นกระบวนการ จัดกิจกรรมในงานวิชาการ ซึ่งเป็นภารกิจหลักให้เกิดการปรับปรุง พัฒนาและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน กระบวนการดังกล่าว ได้แก่ การวางแผน การจัดระบบโครงสร้าง การกำหนดบทบาทหน้าที่ การจัดดำเนินงาน ทางวิชาการ การผลิตสื่อ อุปกรณ์การสอน การวัดผลประเมินผลการจัดระบบนิเทศเพื่อส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพงานวิชาการ การจัดแหล่งเรียนรู้ ศูนย์เทคโนโลยี การนิเทศติดตาม รวมถึง การพัฒนาระบบประกัน คุณภาพภายในสถานศึกษา ให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการ ดังนั้น การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพนั้น จำเป็นต้องมีรูปแบบการบริหารที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน และ มีกระบวนการพัฒนาที่เหมาะสมและมี ส่วนร่วมจากหลายฝ่าย นวัตกรรมการบริหารและการจัดการสถานศึกษาสู่ความสำเร็จอย่างมีคุณภาพ 6G MODEL เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารและการจัดการสถานศึกษาสู่ความสำเร็จอย่างมีคุณภาพ โดยนำรูปแบบ 6G MODEL มาประยุกต์ใช้ในการกำหนดเป้าหมายคุณภาพผู้เรียน และดำเนินงานการบริหารจัดการให้ สอดคล้องกับ วิสัยทัศน์ พันธกิจ ของโรงเรียน โดยใช้เทคนิคกระบวนการวงจรคุณภาพเดมมิ่ง PDCA มาพัฒนา รูปแบบนวัตกรรมพร้อมกับการพัฒนาองค์กร
3 1. G1 : Good Organization (องค์กรที่ดี) P มีการบริหารจัดการทั้งระบบที่ดีโดยบริหารงาน แบ่งเป็น 4 กลุ่มบริหารงาน มีนโยบายในการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสถานศึกษา โดยครูและบุคลากรทางการศึกษาและผู้เกี่ยวข้องของสถานศึกษาได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายต่างๆ และมีการจัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำปีที่สอดคล้องกับนโยบาย มีกระบวนการวางแผนจากผู้บริหาร สถานศึกษาและผู้เกี่ยวข้อง มีการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ในแต่ละกิจกรรม และมีการติดตามผล การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ เกิดปัญหาและอุปสรรคอย่างไร เมื่อดำเนินการ เสร็จสิ้นจะมีการสรุปผลของแต่ละกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอในรูปแบบของรายงานเสนอต่อผู้บริหารทราบ 2. G2 : Good Moral (มีคุณธรรม จริยธรรม) D ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษามีคุณธรรม จริยธรรมสามารถเป็นแบบอย่างที่ดี พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มีความรับผิดชอบ ต่อสังคมไทยและสังคมโลก 3. G3 : Good Environment (สิ่งแวดล้อมที่ดี) D โรงเรียนมีการจัดสภาพแวดล้อมที่ดี สะอาด ร่มรื่น สวยงามเอื้อต่อการเรียนรู้ มีการส่งเสริมการใช้ ICT ในการจัดการเรียนการสอน จัดสื่อการสอน เทคโนโลยีให้กับทุกห้องเรียนโดยได้รับงบประมาณการสนับสนุนจากชุมชน ผู้ปกครองนักเรียน มีการเน้น กิจกรรม 5ส. ภายในโรงเรียนอย่างเข้มแข็งโดยทีมงานสภานักเรียนเป็นแกนนำ มีการบริหารจัดการขยะใน โรงเรียนโดยเน้นให้นักเรียนนำกลับมาใช้ใหม่และแยกขยะให้ถูกต้อง มีการให้บริการธนาคารขยะภายใน โรงเรียน 4. G4 : Good Relationship (ความสัมพันธ์ที่ดี) C โรงเรียนและชุมชนสามารถร่วมกันจัด การศึกษาให้กับนักเรียนด้วยความสัมพันธ์อันดี สามารถร่วมกันแก้ปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี 5. G5 : Good Achievement (ความสำเร็จที่ดี) A มีความสำเร็จของงานในทุกด้านอย่างมี ประสิทธิภาพส่งผลให้สถานศึกษา บุคลากร นักเรียนได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย นักเรียนเป็นคนเก่ง คนดี มีทักษะอาชีพและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข 6. G6 : Good Participation (การมีส่วนร่วม) A หมายถึง การมีส่วนร่วมประสานความร่วมมือกับ สถานศึกษา หน่วยงานอื่นโดยเฉพาะภาคี 4 ฝ่าย โดยกำหนดเป็นหลัก 5 ร คือ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา ร่วมรับผิดชอบ และร่วมภาคภูมิใจ ในการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการ และการจัดกิจกรรมเพื่อให้เกิด คุณภาพการศึกษาตามเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ข้อดี - ข้อเสีย เงื่อนไขความสำเร็จของนวัตกรรมการบริหารและการจัดการสถานศึกษาสู่ความสำเร็จอย่าง มีคุณภาพ 6G MODEL ข้อดี คือ 1. เป็นนวัตกรรมที่ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วม ทำให้เกิดความรู้สึกร่วมกัน รักองค์กรและร่วมกันพัฒนา องค์กร
4 2. มีการประสานความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทำให้ง่ายต่อการพัฒนาและขับเคลื่อนนวัตกรรม 3. การบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ มีการตรวจสอบผลการปฏิบัติงานตามกิจกรรมและโครงการ ต่าง ๆ ที่แต่ละฝ่ายได้รับมอบหมาย 4. การจัดการศึกษามองเห็นภาพแห่งความสำเร็จของสถานศึกษาได้อย่างชัดเจน จนทำให้ทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ให้ความสำคัญต่อคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง ชุมชน มีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษา ผู้เรียนมีคุณภาพ ผู้ปกครองไว้วางใจในการบริหารสถานศึกษา ทำให้ชุมชน เกิดการรักโรงเรียน ข้อเสีย คือ 1. ต้องศึกษาวิเคราะห์ทิศทาง และยุทธศาสตร์ของหน่วยงานต้นสังกัด ได้แก่ ศึกษาเป้าหมายเชิง ยุทธศาสตร์ระดับชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ แผนปฏิบัติราชการของ กระทรวงศึกษาธิการ และแผนพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน ความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่น ความรู้จาก ประสบการณ์ของทุกคน รวมทั้งความรู้ทางเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น และเกิดการบริหาร จัดการที่มีคุณภาพ 2. ผู้บริหารอาจมีจุดอ่อนในด้านต่างๆ เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์สร้างสรรค์ ทักษะด้านเทคโนโลยี การทำงานร่วมกับผู้อื่น ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ส่งผลให้การบริหารการศึกษาขาด ประสิทธิภาพ เงื่อนไขความสำเร็จ คือ 1. ความร่วมมือของครูและบุคลากรในองค์กร ที่สภาพแวดล้อมเอื้อต่อการใช้นวัตกรรมการบริหารและ การจัดการสถานศึกษาสู่ความสำเร็จอย่างมีคุณภาพ 6G MODEL จนเกิดการสร้างเครือข่ายและเกิดชุมชนการ เรียนรู้วิชาชีพ 2. ผู้บริหารสถานศึกษา กำชับและติดตามการปฏิบัติงานตามโครงการต่าง ๆ โดยกระบวนการ PDCA เพื่อเป็นการปรับปรุงพัฒนาโครงการต่าง ๆ ให้ดีขึ้น เพื่อเสริมสร้างทักษะ ความรู้ให้แก่ผู้เรียนอย่างมีคุณภาพ 3. การเสริมแรงผู้ปฏิบัติงานหรือผู้ร่วมงานโดยการให้ขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานควบคู่ไปด้วย เงื่อนไขความไม่สำเร็จ คือ 1. ผู้บริหารส่วนใหญ่ไม่เปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลงมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่รับฟังความคิดเห็น ของผู้อื่น ตัดสินใจจากสัญชาตญาณมากกว่าข้อมูล 2. ผู้บริหารสถานศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน ขาดทักษะการทำงานเป็นทีม ทำให้องค์กรล้มเหลวได้ ไม่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงและเติบโตช้า
5 องค์กรจะใช้นวัตกรรมเพื่อการบริหารสถานศึกษาได้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย การดำเนินการ ให้องค์กรพร้อมที่จะเป็น องค์กรแห่งนวัตกรรม เป็นปัจจัยที่สำคัญในการนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อการบริหาร หากองค์กรไม่มีความพร้อมในการรองรับนวัตกรรมทั้งในด้านบุคลากรและบริบทต่างๆขององค์กร ก็ไม่สามารถ นำนวัตกรรมมาใช้เพื่อการบริหารเพื่อนำองค์กรหรือสถานศึกษาไปสู่ความสำเร็จ การนำไปใช้จะประสบ ความสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยและบริบทต่างๆอีกหลายประการ ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากร ทีมงาน ต้องมีองค์ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมในการบริหารที่นำมาใช้ สามารถปฏิบัติได้ ถ่ายทอดเป็น และองค์กรหรือ สถานศึกษาต้องมีความพร้อมในการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม ใน การรองรับนวัตกรรมเพื่อการบริหารสถานศึกษาต่อไป ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นกลไกสำคัญและมีอิทธิพลสูงสุดต่อคุณภาพของผลลัพธ์ที่ได้จากระบบ การศึกษา ประสิทธิภาพของการบริหารและประสิทธิผลของสถานศึกษา ความสำเร็จหรือความล้มเหลวทาง การศึกษานั้น ขึ้นอยู่กับผู้บริหารส่วนหนึ่ง ดังนั้น ผู้บริหารจึงเป็นตัวแปรสำคัญในด้านการจัดการศึกษาให้มี คุณภาพ ผู้บริหารสถานศึกษา จึงต้องมีความรู้ ความสามารถ ทักษะ และประสบการณ์ทางการบริหาร การศึกษาเพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้ทันสมัยเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของโลก นวัตกรรมการบริหารและการจัดการสถานศึกษาสู่ความสำเร็จอย่างมีคุณภาพ นวัตกรรม หมายถึงการทำงานสิ่งต่าง ๆ ด้วยวิธีใหม่ ๆ และยังอาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทาง ความคิด การผลิต กระบวนการ หรือองค์กร ไม่ว่าการเปลี่ยนนั้นจะเกิดขึ้นจากการปฏิวัติ การเปลี่ยนอย่างถอน รากถอนโคน หรือการพัฒนาต่อยอด ทั้งนี้ มักมีการแยกแยะความแตกต่างอย่างชัดเจน ระหว่างการประดิษฐ์ คิดค้น ความคิดริเริ่ม และนวัตกรรม อันหมายถึงความคิดริเริ่มที่นำมาประยุกต์ใช้อย่างสัมฤทธิ์ผล (Mckeown, 2008) และในหลายสาขา เชื่อกันว่าการที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะเป็นนวัตกรรมได้นั้น จะต้องมีความแปลกใหม่อย่าง เห็นได้ชัด และไม่เป็นแค่เพียงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เป็นต้นว่า ในด้านศิลปะ เศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และนโยบายของรัฐ ในเชิงเศรษฐศาสตร์นั้น การเปลี่ยนแปลงนั้นจะต้องเพิ่มมูลค่า มูลค่าของลูกค้า หรือมูลค่า ของผู้ผลิต เป้าหมายของนวัตกรรมคือการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก เพื่อทำให้สิ่งต่าง ๆ เกิดเปลี่ยนแปลงในทาง ที่ดีขึ้น นวัตกรรมก่อให้ได้ผลิตผลเพิ่มขึ้น และเป็นที่มาสำคัญของความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ นวัตกรรมทางการศึกษา หมายถึง แนวคิด วิธีการ กระบวนการหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่นำมาใช้ แก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพตรงตามเป้าหมายของหลักสูตร 1. องค์กรที่ดีGood Organization องค์กรที่มีศักยภาพคือองค์กรที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ องค์กรที่อยู่รอดในโลกแห่ง ความเป็นจริงได้นั้นก็คือองค์กรที่ต้องมีการปรับตัวตลอดจนพัฒนาให้ก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคด้วย นั่นเอง ดังนั้นเป้าหมายหนึ่งของทุกองค์กรก็คือการมุ่ง “พัฒนาองค์กร (Organization Development : OD)” เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา แล้วผู้ที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้านั้น
6 ไม่ใช่เฉพาะแค่ในส่วนของผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบุคลากรทุกฝ่ายที่รักในการพัฒนา ศักยภาพตัวเองให้ดียิ่งขึ้นด้วย การพัฒนาองค์กรก็คือการทำให้องค์กรนั้นดีขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ ดีกว่าเดิม ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การปฏิบัติงาน ระบบโครงสร้างองค์กร ไปจนถึงทัศนคติในการ ทำงาน ปัจจุบันการพัฒนาองค์กรกลายเป็นเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้ในการบริหารตลอดจนขับเคลื่อนองค์กรให้ ก้าวหน้า ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง และสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรอย่างเป็นระบบตลอดจนเป็นรูปธรรม มากขึ้น องค์กรที่ดีประกอบด้วย 1. มีผู้นำที่ดี มีความสามารถพาองค์กรบรรลุภารกิจ วิสัยทัศน์ มุ่งความสำเร็จในพันธกิจหลัก - ผู้นำต้องเป็นคนมีวิสัยทัศน์ ต้องมองไปถึงอนาคต และเห็นจุดมุ่งหมายอย่างชัดเจน - ผู้นำต้องใฝ่รู้ ต้องไม่ล้าหลัง ติดตามเรียนรู้ให้ทันการเปลี่ยนแปลงอยุ่เสมอ - ผู้นำต้องเป็นผู้รับใช้ที่ดี เรียนรู้การปฏิบัติจากผู้อื่น - ผู้นำต้องมีวินัยในตนเอง เพื่อเป็นตัวอย่างในการสร้างวินัยให้กับองค์กร - ผู้นำต้องเป็นผู้มั่นคง ในหลักการ อุดมการณ์ ไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์ - ผู้นำต้องเป็นคนกล้ารับผิดชอบผลที่เกิดจากการตัดสินใจ - ผู้นำต้องเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดี ทำให้การทำงานเกิดความราบรื่น - ผู้นำต้องเป็นคนรู้จักแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นระยะยาวถ้ารู้ว่ามีปัญหาตร้องรีบแก้ไม่ปล่อยให้ปัญหาคงค้าง - ผู้นำต้องเป็นผู้มีทัศนคติที่ดีในการทำงาน ต้องเชื่อว่าทำได้ - ผู้นำต้องมีใจรักในงาน รักผู้ร่วมงาน รักผู้เกี่ยวข้องในงาน รักผู้รับบริการ รักตนเองเข้าใจตนเอง - ผู้นำต้องมีคุณธรรม เชื่อมั่นในหลักคุณธรรม - ผู้นำต้องมีเสน่ห์ บุคลิกดี ความประทับใจแรกพบช่วยให้งานประสบความสำเร็จได้ง่าย - ผู้นำต้องเป็นคนมีประสิทธิภาพ ทำงานอย่างมีหลักวิชาการให้เกิดความสำเร็จ - ผู้นำต้องมีวิจารณญาณที่ดี รู้จักวิเคราะห์ ตัดสินใจถูกต้อง - ผู้นำต้องเป็นคนมีน้ำใจ - ผู้นำต้องเป็นคนมีความคิดริเริ่มในสิ่งใหม่ๆ 2. มีหลักการบริหารถูกต้อง หน้าที่ทางการบริหารของผู้บริหารประกอบด้วย 1. การวางแผน (Planning) 2. การจัดองค์กร (Organizing) 3. การจัดคนเข้าทำงาน (Staffing) 4. การสั่งการ (Directing) และ 5. การ ควบคุม(Controlling) ซึ่งการควบคุมนี้จะรวมถึงด้านการประเมินผลการดำเนินงานขององค์กร (Evaluation) ด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้บริหารจะตระหนักว่าว่าหน้าที่การจัดการมีองค์ประกอบต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาแล้ว แต่ก็ให้ความสำคัญกับการวางแผน ภาวะผู้นำ และด้านอื่น ๆ ที่มากกว่าการประเมินผลใช้ 3. มีหลักการบริหารที่ดี(Good governance) หรือมีธรรมาภิบาลในการจัดการ หลักธรรมาภิบาล (Good Governance) มาจากคำว่า ธรรมะ + อภิบาล หมายความว่าหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองและ สังคมที่ดีประกอบด้วยหลักพื้นฐาน6ประการดังนี้
7 1.หลักนิติธรรม ได้แก่การตรากฎหมาย กฏข้อบังคับต่างๆให้ทันสมัยและเป็นธรรมเป็นที่ ยอมรับทั้งผู้ออกกฏและผู้ปฏิบัติตามตลอดจนทุกคนในสังคมยินยอมพร้อมใจปฏิบัติตามกฎหมาย 2.หลักคุณธรรมได้แก่การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม ซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มี ระเบียบ ตลอดจนมีความชอบธรรมในการใช้อำนาจ 3.หลักความโปร่งใสมีการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างตรงไปตรงมาด้วยภาษาที่ เข้าใจง่ายประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวก เปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว ไม่บิดเบือนหรือปิดบัง บางส่วน 4.หลักความมีส่วนร่วมได้แก่การเปิดโอกาสให้ทุกคนในสังคมมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เราทำ ทั้งร่วมคิดร่วมทำร่วมแก้ไขและร่วมรับผิดชอบ 5.หลักความรับผิดชอบตรวจสอบได้นอกจากจะต้องมีความรับผิดชอบแล้วยังต้องสร้า กระบวนการให้หน่วยงานต่างๆมาตรวจสอบได้ว่าการทำงานของเราโปร่งใสจริง 6.หลักความคุ้มค่าได้แก่การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด คุ้มเงิน คุ้ม เวลา คุ้มแรงงาน 4. มีการประเมินผลและพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องโดยใช้มุมมองตามหลัก Balanced scorecard (BSC)และKPI Balance Scorecard จะทำให้เราได้เห็นภาพขององค์กรใน 4 มุมมอง และนำไปสู่การพัฒนา เครื่องมือวัดผล โดยวิธีการรวบรวมข้อมูลและนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ มุมมองทั้ง 4 ดังกล่าว ประกอบด้วย 1.The Learning and Growth Perspective เป็นมุมมองด้านการเรียนรู้และการเติบโต เช่น การพัฒนาความรู้ความสามารถของพนักงาน, ความพึงพอใจของพนักงาน, การพัฒนาระบอำนวยความสะดวก ในการทำงาน เป็นต้น 2. The Business Process Perspective เป็นมุมมองด้านกระบวนการทำงานภายในองค์กร เอง เช่น การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ, การจัดโครงสร้างองค์กรที่มีประสิทธิภาพ, การประสานงานภายในองค์กร , การจัดการด้านสายงานผลิตที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น 3. The Customer Perspective เป็นมุมมองด้านลูกค้า เช่น ความพึงพอของลูกค้า, ภาพลักษณ์, กระบวนการด้านการตลาด, การจัดการด้านลูกค้าสัมพันธ์ เป็นต้น 4.The Financial Perspective เป็นมุมมองด้านการเงิน เช่น การเพิ่มรายได้, ประสิทธิภาพใน การผลิตที่มีต้นทุนต่ำและมีการสูญเสียระหว่างผลิตน้อย, การหาแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำ เป็นต้น 5. มีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี 6. มีกระบวนการจัดการความรู้ในองค์กรอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ และสร้าง นวัตกรรมใหม่ให้แก่องค์กร 7. การบริหารมุ่งสู่ผลสัมฤทธิ์(Result base management) 8. มีการเชื่อมต่อองค์กรเครือข่ายและมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง
8 2. มีคุณธรรม จริยธรรม (Good Moral) การที่มนุษย์เราจะอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความสงบสุข ร่มเย็น หรือทำงานร่วมกันให้บรรลุผลสำเร็จได้ นั้น จะต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยวให้ทุกคนคิดและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องและทุกคนถึงพอใจร่วมกัน สิ่งนั้นเรียกว่า “ความดี” กล่าวคือ การคิดดี พูดดี ทำดี ซึ่งหากมีในบุคคลใดสังคมใดแล้ว บุคคลนั้นสังคมนั้นอาจเรียกได้ว่ามี “คุณธรรมจริยธรรม” อันจะนำมาซึ่งคุณประโยชน์ส่วนตนและสังคมส่วนรวม เพราะความเจริญก้าวหน้าของ สังคมตั้งแต่ระดับเล็กสุด คือ ครอบครัว ชุมชน จนกระทั่งระดับใหญ่สุดคือประเทศชาติ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ คนในชาติทุกระดับชั้นมีคุณธรรมจริยธรรมเป็นเครื่องหล่อหลอมให้เกิดความร่วมมือร่วมใจ มีแรงผลักดันในการ พัฒนาประเทศ สามารถเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม ขณะเดียวกันองค์การระดับต่างๆ ผู้บริหารทุก ระดับ รวมทั้งสมาชิกในองค์การจำเป็นต้องมีคุณธรรมจริยธรรมเพื่อเป็นหลักในการดำรงพฤติกรรมในการครอง ตน ครองคนและครองงาน อันจะทำให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพและส่งผลต่อความสำเร็จขององค์การตาม เป้าหมายที่กำหนดไว้ คุณธรรม (Virtue) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก ที่หมายถึง “คุณความดี” เป็นเรื่องของจิตใจ เช่นเดียวกับจริยธรรม คุณธรรมกับจริยธรรมเป็นคำที่ใกล้เคียงกัน แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน จริยธรรมมีความหมาย เกี่ยวกับความประพฤติ การปฏิบัติ ตลอดจนการดำเนินชีวิตที่ดีงาม หรือถูกต้องกับเกณฑ์ของสังคม ส่วน คุณธรรมเป็นเรื่องภายในจิตใจของคน โดยมีความหมายจากทัศนะของบุคคลต่างๆ ดังนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (ราชบัณฑิตยสถาน, 2546) ได้ให้ความหมายของคำ ว่า คุณธรรม หมายถึง คุณสมบัติฝ่ายดี พระธรรมปิฎก (2540) ได้กล่าวว่า คุณธรรมเป็นคุณภาพของจิตใจ กล่าวคือ คุณสมบัติที่เสริมสร้าง จิตใจให้ดีงาม ให้เป็นจิตใจที่สูงส่ง ประณีต และประเสริฐ Good (1974) ได้ให้ความหมายใน Dictionary of Education ว่า คุณธรรม มีความหมาย 2 นัย นัย แรก คือ ความดีความงามของลักษณะนิสัยที่ได้กระทำมาจนเกิดความเคยชิน และ นัยที่สอง หมายถึง คุณภาพ ของบุคคลที่ได้กระทำตามความคิดและตามมาตรฐานของสังคม ซึ่งเกี่ยวข้องกับความประพฤติและหลักของ ศีลธรรม จริยธรรม (Ethics) มีที่มาจากคำว่า “จริยะ” หรือ “จริยา” หมายถึง ความประพฤติ การปฏิบัติ พฤติกรรมการแสดงออก ส่วนคำว่า “ธรรม” หมายถึง หน้าที่ที่คนในสังคมต้องปฏิบัติ อันเกี่ยวถึงความถูกต้อง ดีงามที่คนในสังคมประพฤติ ผู้เขียนจึงได้รวบรวมความหมายของนักวิชาการและเอกสารทางวิชาการที่ได้ให้ ความหมายของจริยธรรม ไว้ดังนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (2546) ได้ให้ความหมายของจริยธรรมไว้ว่า จริยธรรม หมายถึง ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ ศีลธรรม กฎแห่งศีลธรรม
9 พระราชวรมุนี (2528) ได้อธิบายความหมายของจริยธรรมไว้ว่า หมายถึง การดำเนินชีวิต ความเป็นอยู่ การยังชีวิตให้เป็นไป การครองชีวิต การใช้ชีวิต การเคลื่อนไหวของชีวิตทุกแง่ทุกมุม ทุกด้าน ทุกระดับ ทางกาย วาจาใจ ทั้งด้านส่วนตัว ด้านสังคม ด้านอารมณ์ ด้านจิตใจ ด้านปัญญา อย่างถูกต้อง จะเห็นได้ว่า คุณธรรม เป็นลักษณะของความรู้สึกนึกคิดที่ดีทางจิตใจ ส่วน จริยธรรม เป็นลักษณะการ แสดงออกที่ดี ซึ่งเป็นพฤติกรรมทางกายวาจา โดยที่จริยธรรมเป็นกฎระเบียบของสังคมที่สร้างขึ้นมา และเป็นที่ ยอมรับของกลุ่มบุคคลในสังคมรวมทั้งตัวเราเองด้วย เป็นลักษณะพฤติกรรมที่ดีงามที่แสดงออกทางกายวาจา ส่วนคุณธรรมนั้นจะเป็นกระบวนการต่อเนื่องในการทำความดีตามที่จิตใจของเราเห็นดีเห็นงามหรือยินยอม พร้อมใจ เมื่อคนเราปฏิบัติตามเกณฑ์ของสังคมย่อมได้รับการยอมรับหรือยกย่องว่าเป็นความดีงาม ซึ่งคนเราจะ อยู่และเป็นคนดีในสังคมได้นั้น จะต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมเป็นหลักพื้นฐานทางด้านจิตใจ สองประการนี้ มักแยกกันไม่ออก แต่บางกรณีเราอาจกระทำลงไปโดยที่เราไม่รู้ว่านี่เป็นจริยธรรมอย่างหนึ่ง แต่เมื่อได้กระทำ ลงไปด้วยความเคยชินจนเป็นปกติวิสัย เป็นสิ่งที่ตนเองเห็นว่าดีแล้ว เหมาะสมแล้ว แล้วยังเป็นสิ่งที่สังคม ยอมรับอีกก็ถือว่าเป็นคุณธรรมที่ดีงาม และยังเป็นจริยธรรมอันถูกต้องอีกด้วย การอยู่ร่วมกันในสังคมหมู่มากของมนุษย์นั้น จำเป็นจะต้องมีเครื่องยึดเหนี่ยวบุคคลเหล่านั้นให้อยู่ ร่วมกัน ทำงานด้วยกัน แบ่งปันความสุขซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะผู้บังคับบัญชาในองค์การจะต้องกำกับดูแลให้ องค์การปฏิบัติงานไปด้วยความเรียบร้อยตามวัตถุประสงค์ โดยผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนร่วมมือกันทำงาน มี ความพึงพอใจและความสุขกับการทำงาน ดังนั้น ทุกคนในสังคมจึงต้องมี “คุณธรรมจริยธรรม” ประจำใจและ เป็นแนวประพฤติปฏิบัติ 3. สิ่งแวดล้อมที่ดี(Good Environment) บรรยากาศของโรงเรียนเป็นสภาวะอันเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อมใน โรงเรียน แล้วส่งผลถึงความรู้สึกของบุคคล เป็นสภาพการณ์ที่ไม่อาจมองเห็นหรือจับต้องได้ แต่เป็นภาพ สะท้อนทางความรู้สึกของบุคคล เมื่อคนปะทะกับสิ่งแวดล้อมแล้วเกิดความรู้สึกที่ดีก็เรียกว่า "บรรยากาศดี" ในทางตรงกันข้าม เมื่อคนปะทะกับสิ่งแวดล้อมแล้วเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีก็เรียกว่า "บรรยากาศไม่ดี" โรงเรียนซึ่ง มีบรรยากาศที่ดี จะทำให้นักเรียนและบุคลากรในโรงเรียนเกิดความรู้สึกพอใจภูมิใจ อบอุ่นใจ สบายใจ รู้สึกใน ความเป็นเจ้าของ และอยากมาโรงเรียน โรงเรียนที่มีบรรยากาศไม่ดีจะทำให้สมาชิกเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย ห่างเหิน เฉยเมย ว้าเหว่ และไม่อยากมาโรงเรียน โรงเรียนที่มีบรรยากาศดี จะทำให้ทุกคนทำงานร่วมกันอย่าง เต็มที่ และมีความสุข สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ได้แก่ สภาพแวดล้อมที่เป็นวัตถุ เช่น บริเวณโรงเรียน อาคารเรียน อาคาร ประกอบ ห้องเรียน ห้องประกอบ ครุภัณฑ์ และวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ สิ่งชี้วัดถึงลักษณะสภาพแวดล้อมทาง กายภาพที่ดี ได้แก่ ความชุ่มชื่น การถูกสุขลักษณะ ความร่มรื่น ความสวยงาม ความสะอาด ความเป็นระเบียบ ความสะดวก ฯลฯ
10 การจะจัดและสร้างสภาพแวดล้อมทางกายภาพอย่างไรนั้นเป็นเรื่องของแต่ละโรงเรียนที่ต่างก็มีสภาพของ ปัญหาหรือความต้องการจำเป็นที่แตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับแนวความคิดและดุลยพินิจของบุคคลภายในโรงเรียน นั้น ๆ ที่จะสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น แต่ควรอยู่ภายใต้หลักการของ "การร่วมคิด ร่วมทำ" ซึ่งเป็นการเสริมสร้าง ความรู้สึกที่ดี ความรู้สึกของการมีส่วนร่วม ความรู้สึกของความเป็นเจ้าของ โดยเฉพาะนักเรียนซึ่งเป็นหัวใจของ การจัดการศึกษา ผู้บริหารและคุณครูควรยอมรับว่า นักเรียนทุกคนมีความสามารถและเป็นส่วนหนึ่งของ โรงเรียน ที่มีความรักความผูกพันและปรารถนาดีต่อโรงเรียนของเขา จึงควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความ คิดเห็นตัดสินใจร่วมวางแผน จัดสภาพแวดล้อมในโรงเรียนภายใต้การแนะนำของผู้บริหารและครูอาจารย์ สภาพแวดล้อมทางวิชาการ ได้แก่ การจัดบรรยากาศการเรียนการสอนทั้งในและนอกห้องเรียน ตลอดจนการจัดบริการเพื่อส่งเสริม สนับสนุนทางวิชาการต่าง ๆ ที่จะทำให้นักเรียนได้รับความรู้ ประสบการณ์ ให้มากที่สุด ภายใต้บรรยากาศที่มีชีวิตชีวา แจ่มใส น่าเรียนรู้ สอนสนุก เรียนสนุก ครูรักเด็ก เด็กรักครู รักเพื่อน ไม่มีบรรยากาศแห่งความกลัว หวาดผวา วิตกกังวล ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "อยากมาโรงเรียน" การจัดสภาพแวดล้อมทางวิชาการ ที่ส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศดังกล่าว ได้แก่ การจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนที่ตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ส่งเสริมความสามารถของนักเรียนแต่ละบุคคล ให้นักเรียนเป็น ศูนย์กลางของการเรียนการสอน แล้วดำเนินกิจกรรมด้วยความเป็นกันเอง ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ส่งเสริมการ เรียนเป็นกลุ่ม ช่วยกันคิด ช่วยกันทำระหว่างผู้สอนและผู้เรียน สภาพแวดล้อมเช่นนี้จะทำให้ทุกคนมีความสุขมี ความมั่นใจ และตระหนักในคุณค่าของตนเอง โรงเรียนทุกแห่งย่อมปรารถนาให้นักเรียนของตนมีความสุขทั้งอยู่ ที่บ้านและที่โรงเรียน ทุกข์หรือสุขที่บ้าน บางครั้งโรงเรียนก็ไม่สามารถเข้าไปช่วยผ่อนคลายได้ แต่ทุกข์หรือสุขที่ โรงเรียน น่าจะเป็นความรับผิดชอบของทุกฝ่ายในโรงเรียน การจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่ดีของโรงเรียน จะมีส่วนในการเสริมสร้างความคิด จิตใจ และคุณธรรมต่าง ๆ อันพึงประสงค์ได้ โรงเรียนที่สะอาด สดชื่น ร่มรื่น เรียบง่าย สงบ แจ่มใส มีชีวิตชีวา วัสดุอาคารสถานที่ที่ได้รับการดูแลมีความเป็นปัจจุบันพร้อมที่จะให้ครู และนักเรียนได้ใช้ตลอดเวลา ย่อมจะทำให้ครูและนักเรียนได้รับอิทธิพลทำให้เป็นคนละเอียดอ่อน จิตใจแจ่มใส รักสวยรักงาม รักความสะอาด รักความสงบ เรียบง่าย ทำให้เข้าใจตนเอง และผู้อื่นไปด้วย 4. ความสัมพันธ์ที่ดี(Good Relationship) ในการทำงานพัฒนานั้น นอกจากผลที่เกิดขึ้นต่อตัวชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการปรับปรุง คุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ ความสามัคคีในการวางกลุ่ม การรื้อฟื้นคุณค่าที่ดีงามต่างๆของชุมชนแล้ว ยังมี ตัวการที่สำคัญในการพัฒนา คือ ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับชุมชน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ซึ่ง กันและกัน การสร้างภาพพจน์ของกันและกันที่จะส่งผลต่อการทำงานอยู่ตลอดเวลา ความสัมพันธ์ระหว่าง องค์กรกับชุมชนนั้น เป็นเงื่อนไขที่สำคัญในการทำงานให้เกิดผลดี และยังเป็นตัวบ่งชี้ถึงความสำเร็จในการ ทำงานขององค์กรอีกด้วย ในการทำงานที่เริ่มมีการติดต่อกับชาวบ้าน องค์กรควรที่จะรู้จักหรือติดต่อกับบุคคล หนึ่งหรือบุคคลหนึ่งและองค์กรจะต้องมีการเฉลี่ยความสัมพันธ์ให้เสมอภาค ทั้งนี้เพื่อตรวจสอบ อคติ ของ ตนเองและการวางบทบาทของตนเองให้เป็นกลางให้มากที่สุดและควรที่จะติดต่อกับคนทุกคนจะทำให้องค์กรมี
11 แหล่งข้อมูลหลายแหล่งเพื่อตรวจสอบและช่วยในการตัดสินใจ การวางตัวเป็นกลางองค์กรต้องเป็นอิสระจาก การตกอยู่ใต้แนวคิด ใต้แนวทาง หรือการรับฟังข้อมูลจากผู้นำหรือกลุ่มผู้นำเพียงกลุ่มเดียวตามปกติ ในทุก ชุมชน หรือ ทุกกลุ่ม จะมีกลุ่มแนวคิดและแนวปฏิบัติหลายๆกลุ่มถึงแม้ว่าองค์กรจะมีแนวโน้มที่จะเห็นด้วยกับ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เมื่อมีการพิจารณาประเด็นเป็นเรื่องๆองค์กรจะต้องเล่นบทบาทเป็น “บุคคลที่ 3 ” โดยที่ ไม่เข้าข้างหรือถือหางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งการวางบทบาทดังกล่าวจะมีความสำคัญยิ่งขึ้นในช่วงที่มีความขัดแย้งด้าน การตัดสินใจ องค์กรต้องมีทัศนะที่เข้าใจต่อเรื่องปัญหาและการแก้ไขปัญหา โดยเฉาะการรับรู้และความเข้าใจ ในเรื่องของปัญหาและวิธีแก้ปัญหาของชาวบ้าน เช่น ในหมู่บ้านนั้นในการรวมกลุ่มกัน จะต้องมีปัญหาเกิดขึ้น แน่ๆ เมื่อมากคนขึ้นก็ต้องมากปัญหาตามมาด้วย แต่จะนำปัญหานั้นออกมาแสดงโดยตรง เช่น เวลาเจ็บป่วย แล้วไปเยี่ยมเยียนชาวบ้านก็จะพูดปัญหาออกมา เป็นวิธีการเข้าตรงสู่ปัญหา ในอีกด้านหนึ่ง องค์กรก็ต้องมี ความเข้าใจว่า ชาวบ้านเขาอยู่ด้วยกันมาตลอดเวลาในชุมชมดังนั้นเขาจะรู้ทั้งปัญหาและวิธีการแก้ปัญหา มิฉะนั้นแล้วเขาก็คงจะอยู่ด้วยกันไม่ได้อย่างแน่นอนเราในบานะคนภายนอกก็ควรที่จะศึกษาหาวิธีและทำความ เข้าใจกับวิธีการแก้ปัญหาของชาวบ้าน (อานันท์ กาญจนพันธ์, ในฉลอง สุนทรวาณิชย์, บรรณาธิการ ,2538:175) หลักการพัฒนาชุมชน หลักการของการพัฒนาชุมชน ถือว่าเป็นหลักหรือจุดยืนในการดำเนินงานพัฒนาชุมชน เพื่อการ สร้างสรรค์ความเจริญในทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ให้แก่ชุมชนและประเทศชาติในที่สุดและการที่จะ สร้างความเจริญให้แก่ชุมชนดังกล่าวนี้ ต้องฝึกอบรมประชาชนให้รู้จักการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกัน และกัน โดยอาศัยหลักการพอสรุปได้ดังต่อไปนี้ 1. พิจารณาถึงบริบทของชุมชนเป็นหลักในการเริ่มงาน บริบทของชุมชน หมายถึง สภาพความเป็นอยู่ในชุมชน ซึ่งในการพิจารณานั้น นักพัฒนาควรจะ พิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งสภาพความเป็นอยู่ทางกายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม การเมืองการ ปกครอง การที่นักพัฒนาทราบสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนก็สามารถที่จะวางแผนและดำเนินงานพัฒนาได้ อย่างถูกต้องเหมาะสม 2. การดึงประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้องและมีส่วนร่วม การจัดกิจกรรมพัฒนาอะไรก็ตาม จะต้องดึงและชักจูงประชาชนให้เข้ามาเกี่ยวข้องและมีส่วนร่วมด้วย เพราะการทำงานขององค์กรเทศบาลนครหาดใหญ่จะต้องมีความสอดคล้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นหลักเพื่อให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ได้ทำงานร่วมกันด้วยความรักและความสามัคคีและยังทำให้งานออกมา มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การมีส่วนร่วมจะต้องมีการพึ่งพาซึ่งกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน เช่นการจัด กิจกรรมและโครงการต่างๆของทางเทศบาลก็ต้องขอความร่วมมือจากประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมไม่ว่าจะ เป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ตาม เพราะทางเทศบาลนครหาดใหญ่เห็นว่าบุคคลที่สำคัญในการทำกิจกรรมคือ
12 ประชาชน เพราะบางเรื่องเทศบาลก็ต้องพึ่งพาข้อมูลจากประชาชนให้ประชาชนช่วยและเข้ามามีส่วนร่วมใน การทำกิจกรรม ก็เหมือนกับประชาชนที่ต้องพึ่งพาเทศบาลเหมือนกัน 3. การให้ความสำคัญกับคนในชุมชนเป็นหลัก มีความจริงอยู่ประการหนึ่งว่า การช่วยคนไม่อาจสำเร็จได้ ถ้าผู้นั้นไม่ต้องการจะช่วยตนเอง โดย หลักการนี้ การพัฒนาชุมชนจึงต้องเริ่มด้วยการให้ความสำคัญกับคนในชุมชนเป็นหลักหรือเป็นศูนย์กลางในการ พัฒนาโดยให้คนในชุมชนค้นหาความต้องการและปัญหาของตนเองให้พบไม่ว่าจะด้วยวิธีกระตุ้น ยั่วยุ หรือชัก จูงก็ตาม 4. ทำงานกับผู้นำท้องถิ่น การทำงานกับผู้นำท้องถิ่นเป็นหลักการพัฒนาชุมชนที่สำคัญอย่างหนึ่ง การพัฒนาชุมชนจะขยายตัว กว้างออกไปและบรรลุวัตถุประสงค์ได้ ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับศักยภาพ ความสามารถของผู้นำในท้องถิ่น ซึ่งจะมีทั้ง ผู้นำที่เป็นทางการ คือ มีบทบาท ตำแหน่งหน้าที่ ตามที่ได้รับแต่งตั้งจากทางราชการ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผสส. อสม. ครูในหมู่บ้านหรือตำบล และผู้นำที่ไม่เป็นทางการ คือ ผู้นำที่คนในหมู่บ้านให้ความเคารพนับถือ และมีบทบาทในการชี้นำการพัฒนา เช่น เถ้าแก่โรงสี เถ้าแก่ไร่อ้อย คนเฒ่าคนแก่ จ้ำ พระสงฆ์ เป็นต้น 5. ทำงานกับองค์การที่มีอยู่ในชุมชน ในชุมชนใดที่มีสมาคม สถาบัน สโมสร หรือองค์กรอื่น ๆ อยู่ย่อมมีผู้นำขององค์กรนั้น ๆ อยู่ด้วย หลักการพัฒนาชุมชนต้องพยายามใช้องค์กรเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ โดยดึงเอาสมาชิกหรือตัวแทนขององค์กร เข้ามาร่วมทำงานเพราะองค์กรต่าง ๆ เหล่านี้จะมีการรวมกลุ่มกันอยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการดึงเอา กำลังของกลุ่มมาใช้ในการพัฒนา แต่ถ้าหากไม่มีองค์กรอยู่ในชุมชนก็ควรส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มตั้งเป็นองค์กร ขึ้นโดยการให้การศึกษาตลอดจนการฝึกอบรม(สนธยา พลศรี ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน, พิมพ์ครั้งที่ 5) สถานศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน โดยที่ชุมชนมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาและความสำเร็จ ของสถานศึกษา ขณะเดียวกันโรงเรียนก็มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาชุมชน ดังนั้น นอกจากการบริหารงาน สถานศึกษาในด้านวิชาการและการบริหารจัดการแล้ว ผู้บริหารสถานศึกษาจึงมีอีกหนึ่งบทบาทสำคัญในการ สร้างกลไกการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน พัฒนาความสัมพันธ์แบบเกื้อกูลกันกับชุมชน เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของ ชุมชน เพื่อพัฒนาโรงเรียนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของชุมชน และเพื่อได้รับความ ร่วมมือสนับสนุนจากชุมชนในกิจกรรมสร้างสรรค์พัฒนาต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งโรงเรียนและชุมชน อย่างยั่งยืน หลัก 3S’s ในการสร้างความร่วมมือและการสนับสนุนจากชุมชน S –Shared Vision คือการสร้างให้ชุมชนมีวิสัยทัศน์ร่วมกันกับสถานศึกษา ในการสร้างสภาพแวดล้อม ที่เอื้อต่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเองของนักเรียน ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ เป็นคนเก่ง คนดี สามารถทำ คุณประโยชน์ให้กับชุมชน และประเทศชาติ โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา ครู และสมาชิกชุมชนเป็นต้นแบบที่ดี ร่วมมือให้ความช่วยเหลือสนับสนุนในทุกๆ ด้าน
13 S- Synergy คือการรวมพลังประสานความร่วมมือกับชุมชนให้ทำงานร่วมกับสถานศึกษา โดย เอาจุดแข็ง และความพร้อมของบุคคลและทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนมาสร้างสรรค์จนเกิดเป็นประโยชน์สูงสุดโดยมุ่ง ผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ S-School Based Activities การสร้างสถานศึกษาให้เป็นแหล่งความรู้ ศูนย์กลางพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ของชุมชน โดยการดึงผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาคุณภาพสถานศึกษารวมไปถึงการหรือ การจัดฝึกสอนฝึกอบรมตามที่ชุมชนต้องการ หรือ เปิดโอกาสให้สมาชิกชุมชนที่มีความรู้ ความสามารถมาเป็น "ผู้ถ่ายทอดภูมิความรู้ ” เช่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น ครูชาวบ้าน สร้างเครือข่ายการเรียนรู้แหล่งเรียนรู้ เป็นศูนย์การ เรียนรู้ทั้งภาครัฐและธุรกิจเอกชน นอกจากนี้ ยังสามารถใช้สถานศึกษาเป็นศูนย์กลางการจัดกิจกรรมต่างๆ ใน ชุมชน โดยการให้ชุมชนใช้ อาคาร สถานที่ อุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น 5. ความสำเร็จที่ดี(Good Achievement) ปัจจุบันเป็นยุคของการเปลี่ยนแปลงและแข่งขันอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะเรื่องของคุณภาพความ เจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์สิ่งที่จะทำให้ มนุษย์เราอยู่รอดได้ในสังคมปัจจุบันนั้นคือคุณภาพจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาคุณภาพของมนุษย์ในทุกๆ ด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการศึกษาซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินชีวิตของเด็กและเยาวชนซึ่งเป็น อนาคตของชาติให้มีความรู้ ความสามารถและมีทักษะในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขพร้อมรับ การเปลี่ยนแปลงในทุกๆด้าน สถาบันการศึกษาเป็นสถาบันที่สองรองจากสถาบันครอบครัวที่เป็นแหล่งพัฒนา คนให้มีความรู้นำไปใช้ชีวิตในสังคม การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเป็นเรื่องจำเป็นที่รัฐจะต้อง ดำเนินการโดยจะต้องจัดการศึกษาที่มีคุณภาพให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อทำให้ศักยภาพที่มีอยู่ในตัว ผู้เรียนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ รู้จักคิดวิเคราะห์ รู้จักแก้ปัญหา มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์รู้จักเรียนรู้ด้วย ตนเองและสามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มีจริยธรรม คุณธรรมรู้จักพึ่งตนเอง และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องมีความรู้ ความสามารถเกี่ยวกับกลยุทธ์การบริหารจัดการสถานศึกษาสู่ความสำเร็จมีภาวะผู้นำทางวิชาการและมี อุดมการณ์ในการบริหารจัดการสถานศึกษาสู่ความสำเร็จ ปัจจัยในการบริหารโรงเรียนให้ประสบความสำเร็จ ปัจจัยในการบริหารโรงเรียนนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ได้อยู่ที่กระทรวงศึกษาแต่เพียง ผู้เดียว ทุกฝ่ายมีความสำคัญที่ช่วยให้โรงเรียนประสบความสำเร็จในด้านการศึกษา ซึ่งประกอบด้วย ปัจจัย 5 ด้าน คือ ปัจจัยด้านที่ 1 ผู้บริหาร (Director)
14 ในโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาต่างๆจะต้องมีผู้บริหารโรงเรียน ผู้บริหารวิทยาลัย ผู้บริหาร มหาวิทยาลัย ซึ่งมีชื่อเรียกต่างๆกัน เช่น ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการเป็นต้น อันที่จริงแล้วผู้บริหาร เหล่านี้ คือ “ผู้นำ” หรือ “หัวหน้า” ของแต่ละสถานศึกษา ผู้บริหาร หรือ ผู้นำ หรือ ผู้จัดองค์การ หรือ หัวหน้า งาน ไม่ว่าหน่วยงานเล็กหรือหน่วยงานใหญ่หน่วยงานราชการ หรือ เอกชนก็ตาม ย่อมมีบทบาท ที่เป็นผลต่อ ความสำเร็จหรือประสิทธิภาพ ของงานเป็นอย่างยิ่ง บางครั้งการจัดองค์การแม้จะไม่เรียบร้อยถูกต้องอยู่บ้างก็ อาจได้รับผลงานสูงได้หากผู้บริหารมีคุณลักษณะที่ดีแต่ถ้าคุณลักษณะหรือพฤติกรรมในการนำของผู้บริหารไม่ดี แม้การจัดองค์การถูกต้อง หรือ ดีเพียงใดก็ตาม ผลงานที่เกิดขึ้นของหน่วยงานนั้นๆ ย่อมสมบูรณ์ได้ยาก ดังนั้น ผู้บริหารหรือผู้นำจะต้องมีคุณสมบัติเหมาะสม มีพฤติกรรม ในการนำที่ถูกต้อง เหมาะสม เพราะความสำเร็จ ของงานทุกด้านขององค์การ ขึ้นอยู่กับผู้บริหาร หรือผู้นำ ซึ่งจะวินิจฉัยสั่งการ หรือตัดสินใจแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อให้งานเกิดประสิทธิภาพ ซึ่งคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารหรือผู้นำนั้น ควรที่จะประกอบด้วยเรื่อง ที่สำคัญ ได้แก่ คุณลักษณะด้านบุคลิกภาพ คุณลักษณะด้านความเป็นผู้นำ คุณลักษณะด้านความรู้ทางวิชาการ และคุณลักษณะด้านความสามารถในการบริหาร ปัจจัยด้านที่ 2 งบประมาณ (Budjet) การงบประมาณเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารงานทุกชนิด ทุกหน่วยงานและทุกองค์กรไม่ว่าจะ เป็นฝ่ายรัฐหรือเอกชน องค์กรการกุศลหรือฝ่ายธุรกิจ ทุกหน่วยงานและทุกองค์การจะต้องจัดทำงบประมาณให้ มีประสิทธิภาพ เพื่อสามารถใช้งบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดรวมทั้งคาดการณ์ล่วงหน้าถึงการ เปลี่ยนแปลงทางการเงินที่จะเพิ่มหรือลดในอนาคตด้วย เพื่อสามารถวางแผนแก้ปัญหาได้ทันการณ์และไม่เป็น เหตุให้การดำเนินงานต้องหยุดชะงักงบประมาณเป็นสิ่งชี้บ่งแนวความคิดในการบริหารงานตลอดจนวิธีการ ดำเนินงานงบประมาณ จึงมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์นโยบาย วิธีดำเนินงานและโครงสร้างของ หน่วยงาน การดำเนินการกับงบประมาณในรูปแบบที่เหมาะสม มีความจำเป็นในการช่วยส่งเสริมการ ดำเนินงานของหน่วยงานองค์การให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล งบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษา หมายถึง วงเงินงบประมาณที่รัฐจัดสรรให้แก่ หน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเกี่ยวกับการบริหารการศึกษา การจัดการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภทรวมทั้งการศึกษานอกโรงเรียน ซึ่งสำนักงบประมาณ ได้จำแนกไว้เป็น 5 ระดับต่อประเภทการศึกษา ได้แก่ ระดับก่อนประถมศึกษา ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ระดับอุดมศึกษา การศึกษาไม่กำหนดระดับ การบริการสนับสนุนการศึกษา และการศึกษาอื่น หน่วยงานที่เกี่ยวกับการศึกษาโดยเฉพาะโรงเรียน เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ต้องใช้เงินในการดำเนินงาน และพัฒนาตนเอง ผู้บริหารโรงเรียนจึงจำเป็นต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารการเงินของโรงเรียนเป็น อย่างดีด้วย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการจัดสรรเงินเพื่อการศึกษา แนวปฏิบัติในการบริหารการเงินในโรงเรียนซึ่ง ประกอบด้วย งานการรับเงิน, การจ่ายเงิน, การเก็บรักษาเงิน, การเนาส่ง, การซื้อ, การจ้าง, บัญชีพัสดุ, การ ตรวจสอบและรายงานการเงิน เป็นต้น ปัจจัยด้านที่ 3 ครู (Teacher)
15 ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 “ครู” หมายความว่า บุคลากรวิชาชีพซึ่งทําหน้าที่ หลักทางด้านการเรียนการสอนและการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ ในสถานศึกษาทั้งของรัฐ และเอกชน ครูนับว่าเป็นบุคคลากรที่มีความสำคัญมากที่จะช่วยผลักดันให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จ ซึ่ง คุณสมบัติของครูดี ประกอบด้วย 1. มีความรู้จริงในสาขาที่ตนสอน 2. สามารถทำได้จริงตามที่ได้ศึกษามาและรักษาสุขภาพของตนเองได้เป็นอย่างดีจริง 3. มีนิสัยดีจริง มีความประพฤติน่าเคารพ น่าเทิดทูน สามารถปิดนรกและเปิดสวรรค์ให้ ตนเองได้จริง เป็นกัลยาณมิตรให้ตนเองได้จริง 4. ครูสั่งสอนได้จริง สามารถถ่ายทอดความรู้ความสามารถให้ลูกศิษย์รู้จริง ทำเองได้จริง มีความประพฤติดีเยี่ยมจริง สามารถอบรมสั่งสอนศิษย์ให้ประกอบอาชีพตั้งหลักฐานได้จริง ปิดนรกและเปิด สวรรค์ให้ตนเองตามครูได้จริง นั่นคือครูสามารถเป็นกัลยาณมิตรให้ตนเองและศิษย์ได้จริง ครูที่จะเป็นครูที่ดีได้ อย่างแท้จริงนั้น ก็ต้องได้รับการฝึกอบรมมาก่อนจากครูที่สมบูรณ์พร้อมด้วยศาสตร์และศิลป์เช่นกันนั่นคือ ต้อง ฝึกตนเองตามหลักวุฒิธรรม 4 ได้แก่ 1.ต้องการหาครูดีให้พบ 2.ต้องฟังคำครูให้ชัด 3.ต้องตรองคำครูให้ลึก 4. ต้องปฏิบัติตามคำสอนของครูให้ครบ จะเห็นได้ว่า ครูนั้นมีบทบาทสำคัญต่อลูกศิษย์เป็นอย่างมาก ปัจจัยด้านที่ 4 นักเรียน (Teacher) นักเรียน หรือ ผู้เรียนนั้นถือได้ว่าเป็นเหมือนกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้มีความทัดเทียม นานาประเทศ ในการศึกษานั้นผู้เรียนจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในใช้ภาษา ถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและ ประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลด ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการ เลือกใช้วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือ สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆที่เผชิญ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และ การเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไข ปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่างๆ ไปใช้ใน การดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันใน สังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่างๆ อย่าง
16 เหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยง พฤติกรรม 5 . ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้าน ต่างๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม หากผู้เรียนปฏิบัติตนเองให้มีความรู้ความสามารถทั้ง 5 ด้านได้แล้วสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นใน สังคมได้อย่างมีความสุข ปัจจัยด้านที่ 5 ผู้ปกครอง (Parent) ผู้ที่มีบทบาทและหน้าที่ในการพัฒนาคนอันดับแรก คือ พ่อแม่ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญอย่าง ยิ่งสำหรับบุตรธิดา เพราะพ่อแม่คือผู้ให้กำเนิดบุตรธิดา โดยดูแลตั้งแต่บุตรธิดาอยู่ในครรภ์จนถึงวันกำหนด คลอด เมื่อคลอดบุตรธิดาออกมาแล้ว พ่อแม่มีบทบาทและหน้าที่สำคัญในการเลี้ยงดูทารกนั้น ให้เติบโตเข้าสู่วัย เด็กที่มีพัฒนาการที่สมบูรณ์แข็งแรงทั้งทางร่างกายและอารมณ์ วัยเด็ก เป็นวัยที่บุตรธิดามีอายุระหว่าง 1 – 14 ปี และเป็นวัยที่มีความอยากรู้อยากเห็น อยากทดลอง ลงมือทำลองถูก ลองผิด และพร้อมที่จะเรียนรู้รวมทั้ง รับรู้สิ่งใหม่ ๆ ในชีวิต มีความสนใจในสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวมากมาย มีความสามารถในการทำ กิจกรรมที่หลากหลาย ดังนั้นในการเลี้ยงดู พ่อแม่จะต้องให้ความรักและความอบอุ่น นอกจากนั้นสิ่งที่ผู้ปกครองจะต้องให้กับบุตร ธิดานั้นก็คือ ความรู้ โดยการให้การศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้บุตร ธิดา มีความสามารถนำไปประกอบสัมมาอาชีพได้ จากปัจจัยทั้ง 5 ด้านที่ได้กล่าวไปนั้น ทุกปัจจัยมีความสำคัญในการบริหารจัดการศึกษาโรงเรียนให้มี ประสิทธิภาพ หากขาดสิ่งใดไปจะทำให้บริหารไม่สมบูรณ์ ดังนั้นทุกฝ่ายจึงต้องให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน เพื่อให้โรงเรียนในประเทศไทยมีความสมบูรณ์ สามารถผลิตผู้เรียนให้มีศักยภาพที่ทัดเทียมนานาประเทศได้ ในการบริหารและจัดการศึกษาให้ประสบกับความสำเร็จนั้นไม่มีทฤษฎีใดที่เหมาะสมหรือสามารถ นำมาใช้บริหารได้กับทุกองค์กร หากแต่ผู้บริหารมืออาชีพจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการน ำ เทคนิควิธีหรือทฤษฎีต่างๆที่หลากหลายมาใช้ในการบริหารจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับสภาพเหตุการณ์ สถานที่ ช่วงระยะเวลา และอื่นๆ จึงจะประสบการความสำเร็จในที่สุด 6. การมีส่วนร่วม (Good Participation) การมีส่วนร่วมระหว่างชุมชนและสถานศึกษาได้ระบุไว้อย่างชัดเจนใน พระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พุทธศักราช 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ ระหว่างสถานศึกษากับชุมชนในการจัดการศึกษาที่เกี่ยวข้อง คือมาตรา 8 (2) ว่าด้วยการจัดการศึกษาที่ให้ สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา มาตรา 12 ให้บุคคล ครอบครัว องค์กร ชุมชน องค์กรเอกชน องค์กร วิชาชีพสถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันทางสังคม มีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ชุมชน จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการส่งเสริมสนับสนุนกิจการสถานศึกษา ชุมชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วม
17 รับผิดชอบพัฒนาการศึกษาอย่างแท้จริง เพื่อให้การศึกษาของชุมชนมีความเจริญก้าวหน้าทันต่อ การพัฒนา ของสิ่งอื่น ๆ รอบด้าน ซึ่งชุมชนจะต้องถือว่าเป็นภาระหน้าที่ที่เป็นความจ าเป็นอย่างยิ่ง ในการพัฒนาโรงเรียน ในชุมชนของตนเองให้เจริญก้าวหน้า สนับสนุนให้การศึกษาเป็นเครื่องมือ พัฒนาลูกหลานของชุมชนให้มี คุณภาพ (ปรารภ หลงสมบุญ. 2552 : 3-4) คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความจำเป็นและมีความสำคัญต่อการจัดการศึกษาของ สถานศึกษา เป็นเสมือนผู้แทนของท้องถิ่นที่จะเป็นกลไกเชื่อมโยงนโยบายของรัฐไปสู่ชุมชนที่ตั้งโรงเรียนเพื่อ พัฒนาผู้เรียนไปสู่การเป็นพลเมืองที่ดีเป็นพื้นฐานของการศึกษาระดับอาชีวศึกษา ระดับอุดมศึกษา และ การศึกษาตลอดชีวิต จะเห็นได้ว่าการบริหารการศึกษาไม่สามารถประสบความสำเร็จหรือบรรลุเป้าหมายได้ถ้า ปราศจากการร่วมมือร่วมใจของบุคลากรที่เข้ามามีส่วนร่วมและประสานงานกัน (วีระศักดิ วงศ์อินทร์. 2557) การมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้การทำงานบรรลุตามจุดมุ่งหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางด้านการศึกษาจำต้องให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ช่วยกันวางแผนทำงานร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ประสานงานรับผิดชอบ การมีส่วนร่วมจึงเป็นการที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ที่ไม่เคยได้เข้าร่วมในกิจกรรม ต่าง ๆ หรือเข้าร่วมการตัดสินใจหรือเคยเข้ามาร่วมด้วยเล็กน้อยได้เข้ามาร่วมด้วยมากขึ้น การทำงานร่วมกัน เป็นไปอย่างมีอิสรภาพเสมอภาค ไม่ใช่เพียงมีส่วนร่วมอย่างผิวเผิน แต่เข้ามาด้วยแท้จริงยิ่งขึ้นและการเข้าร่วม นั้นต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นแรกจนถึงขั้นสุดท้ายของการเข้าร่วมดำเนินการ (วุฒินันท์ นามนาค. 2560) การมีส่วนร่วม ของชุมชน คือ การที่บุคคลในองค์กรหรือต่างองค์กรได้ร่วมกันตั้งแต่การเริ่มคิด เริ่มวางแผน เริ่มปฏิบัติการ รวมทั้งร่วมติดตามและประเมินผล ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการแบ่งอำนาจหน้าที่ เกิดการสร้างสรรค์ที่จะกระทำ ในสิ่งที่บรรลุเป้าหมายของกลุ่ม ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมกระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เหมาะสมและเป็นที่ ยอมรับร่วมกัน เพื่อให้องค์กรบรรลุตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพและคุณภาพมากที่สุด (อัจฉรา จงดี. 2560) แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษา ดังนี้ 1. การมีส่วนร่วมในการรับรู้ปัญหา เช่น ช่วยเสนอปัญหา สำรวจข้อมูล ค้นหาสาเหตุของปัญหา และ สำรวจความต้องการของชุมชน 2. การมีส่วนร่วมในการวางแผนดำเนินการ เช่น ร่วมลำดับความสำคัญของปัญหา กำหนดแผนและ โครงการเพื่อแก้ปัญหา จัดทำแผนและโครงการ ศึกษาความเป็นไปได้ของแผนและโครงการ และทบทวนแผน และโครงการ 3. การมีส่วนร่วมในการลงทุน เช่น ร่วมในการออกแรง ออกเงินงบประมาณ สิ่งของ ให้คำแนะนำ ให้ความรู้ ร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหา 4. การมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผล รับทราบการแล้วเสร็จของโครงการ และร่วม ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับโครงการ (ศิริดา ศักดิ์สุนทรศิริ. 2554) ประโยชน์ของการมีส่วนร่วม
18 ประโยชน์ของการบริหารแบบมีส่วนร่วม มีดังนี้ (สัมฤทธิ์ กางเพ็ง, 2545:9-10)(อ้างในธัญพร ก้อยชูสกุล, 2554: 12) 1. การมีส่วนร่วมก่อให้เกิดการระดมความคิดและอภิปรายร่วมกันระหว่างผู้เกี่ยวข้องทำให้เกิดความ คิดเห็นที่หลากหลาย ทำให้การปฏิบัติมีความเป็นไปได้มากกว่าการคิดคนเดียว 2. การมีส่วนร่วมในการบริหารมีผลในทางจิตวิทยาคือทำให้เกิดการต่อต้านน้อยลง ในขณะเดียวกันก็ จะเกิดการยอมรับมากขึ้น 3. เปิดโอกาสให้มีการสื่อสารที่ดีกว่า สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ในการทำงานร่วมกัน ตลอดจนการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน 4. เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานหรือผู้เกี่ยวข้องมีโอกาสได้ใช้ความสามารถและทักษะในการทำงานร่วมกัน เกิดความมีน้ำใจและความจงรักภักดีต่อหน่วยงานมากขึ้น 5. การมีส่วนร่วมจะท าให้ผลการปฏิบัติงานดีขึ้น การตัดสินใจมีคุณภาพมากขึ้นและส่งเสริมให้มีการ ปรับปรุงงาน ตลอดจนผู้ร่วมงานมีความพึงพอใจในการปฏิบัติงานมากขึ้น การมีส่วนร่วมเป็นวิธีการบริหารอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานได้มีส่วนร่วมในการ แสดงความคิดเห็น การตัดสินใจหรือการปฏิบัติงานในหลากหลายรูปแบบเพื่อให้เกิดความผูกพันและความ รับผิดชอบต่อองค์กรมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ผู้บริหารจะต้องเห็นความสำคัญพร้อมทั้งมีความรู้ความเข้าใจในแนวคิด พื้นฐานและองค์ประกอบที่สำคัญของการบริหารแบบมีส่วนร่วมและสิ่งสำคัญจะต้องทราบถึงประโยชน์ ข้อจำกัดและอุปสรรคของการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมและเกิด ประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร กระบวนการ PDCA การดำเนินกิจกรรมหรือการบริหารจัดการการประกันคุณภาพการศึกษาจะประสบความสำเร็จและ เป็นไปตามนโยบายและเป้าหมายที่ตั้งไว้ ต้องมีการนำหลักการบริหารการจัดการเชิงคุณภาพแบบต่อเนื่อง ตามวงจรเดมมิ่ง (Deming Cycle) หรือ PDCA มาจากคำภาษาอังกฤษ 4 คำ ได้แก่ Plan (วางแผน) Do (ลงมือปฏิบัติ) Check/Study (ตรวจสอบ/ศึกษากำหนดมาตรการปรับปรุงแก้ไข) Act (เน้นให้มีการ ปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเป็นวงจร) PDCA คือ วงจรที่พัฒนามาจากวงจรที่คิดค้นโดยวอล์ทเตอร์ ซิวฮาร์ท (Walter Shewhart) ผู้บุกเบิก การใช้สถิติสำหรับวงการอุตสาหกรรมและต่อมาวงจรนี้เริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเมื่อ เอดวาร์ด เดมมิ่ง (W.Edwards Deming) ปรมาจารย์ด้านการบริหารคุณภาพเผยแพร่ให้เป็นเครื่องมือสำหรับการปรับปรุง กระบวนการทำงานของพนักงานภายในโรงงานให้ดียิ่งขึ้น และช่วยค้นหาปัญหาอุปสรรคในแต่ละขั้นตอนการ ผลิตโดยพนักงานเอง จนวงจรนี้เป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “วงจรเด็มมิ่ง” ต่อมาพบว่า แนวคิดในการใช้วงจร PDCA นั้นสามารถนำมาใช้ได้กับทุกกิจกรรม จึงทำให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมากขึ้นทั่วโลก PDCA เป็น อักษรนำของศัพท์ภาษาอังกฤษ 4 คำคือ
19 P : Plan = วางแผน D : DO = ปฏิบัติตามแผน C : Check = ตรวจสอบ / ประเมินผลและนำผลประเมินมาวิเคราะห์ A : Action = ปรับปรุงดำเนินการให้เหมาะสมตามผลการประเมิน 1. การวางแผน (Plan: P) หมายถึง ส่วนประกอบของวงจรที่มีความสำคัญ เนื่องจากการวางแผน เป็นจุดเริ่มต้นของงานและเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การทำงานในส่วนอื่น เป็นไปอย่างมีประสิทธิผล การ วางแผนในวงจรเดมมิ่ง เป็นการหาองค์ประกอบของปัญหา โดยวิธีการระดมความคิด การหาสาเหตุของปัญหา การหาวิธีการแก้ปัญหา การจัดทำตารางการปฏิบัติงานการกำหนดวิธีดำเนินการ การกำหนดวิธีการตรวจสอบ และประเมินผลในขั้นตอนนี้มีการดำเนินการดังนี้ 1.1 ตระหนักและกำหนดปัญหาที่ต้องการแก้ไข หรือปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยสมาชิกแต่ละคนร่วมมือ และประสานกันอย่างใกล้ชิด ในการระบุปัญหาที่เกิดขึ้น ในการดำเนินงาน เพื่อที่จะร่วมกันทำการศึกษาและ วิเคราะห์หาแนวทางแก้ไขต่อไป 1.2 เก็บรวบรวมข้อมูล สำหรับการวิเคราะห์และตรวจสอบการดำเนินงาน หรือหาสาเหตุของ ปัญหา เพื่อใช้ในการปรับปรุง หรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งควรจะวางแผนและดำเนินการเก็บข้อมูลให้ เป็นระบบระเบียบเข้าใจง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน เช่น ตารางตรวจสอบ แผนภูมิ แผนภาพ หรือ แบบสอบถาม เป็นต้น 1.3 อธิบายปัญหาและกำหนดทางเลือก วิเคราะห์ปัญหา เพื่อใช้กำหนดสาเหตุของความบกพร่อง ตลอดจนแสดงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งนิยมใช้วิธีการเขียนและวิเคราะห์แผนภูมิหรือแผนภาพ เช่น แผนภูมิ ก้างปลา แผนภูมิพาเรโต และแผนภูมิการควบคุม เป็นต้น เพื่อให้สมาชิกทุกคน ในทีมงานคุณภาพเกิดความ เข้าใจในสาเหตุและปัญหาอย่างชัดเจนแล้วร่วมกันระดมความคิด (Brainstorm) ในการแก้ปัญหา โดยสร้าง ทางเลือกต่างๆ ที่เป็นไปได้ ในการตัดสินใจแก้ปัญหา เพื่อมาทำการวิเคราะห์และตัดสินใจเลือกที่เหมาะสมที่สุด มาดำเนินงาน 1.4 เลือกวิธีการแก้ไขปัญหา หรือปรับปรุงการดำเนินงาน โดยร่วมกันวิเคราะห์ และวิจารณ์ ทางเลือกต่างๆ ผ่านการระดมความคิดและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของสมาชิก เพื่อตัดสินใจเลือกวิธีการ แก้ไขปัญหาที่เหมาะสมที่สุดในการดำเนินงานให้สามารถบรรลุตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจจะ ต้องทำวิจัยและหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือกำหนดทางเลือกใหม่ที่มีความน่าจะเป็นในการแก้ปัญหาได้มากกว่าเดิม 2. การปฏิบัติตามแผน (Do: D) หมายถึง การลงมือปฏิบัติตามแผนที่กำหนดไว้ในตาราง การ ปฏิบัติงาน ทั้งนี้ สมาชิกกลุ่มต้องมีความเข้าใจถึงความสำคัญและความจำเป็นในแผนนั้นๆ ความสำเร็จของการ นำแผนมาปฏิบัติต้องอาศัยการทำงานด้วยความร่วมมือเป็นอย่างดีจากสมาชิก ตลอดจนการจัดการทรัพยากรที่ จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติงานตามแผนนั้น ๆ ในขั้นตอนนี้ ขณะที่ลงมือปฏิบัติจะมีการตรวจสอบไปด้วยหาก ไม่เป็นไปตามแผนอาจจะต้องมีการปรับแผนใหม่และเมื่อแผนนั้นใช้งานได้ก็นาไปใช้เป็นแผนและถือปฏิบัติ ต่อไป
20 3. การตรวจสอบ (Check: C) หมายถึง การตรวจสอบดูว่าเมื่อปฏิบัติงานตามแผน หรือการ แก้ปัญหางานตามแผนแล้ว ผลลัพธ์เป็นอย่างไร สภาพปัญหาได้รับการแก้ไขตรงตามเป้าหมายที่กลุ่มตั้งใจ หรือไม่ การไม่ประสบผลสำเร็จอาจจะเกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น ไม่ปฏิบัติตามแผน ความไม่เหมาะสม ของแผนการเลือกใช้เทคนิคที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น 4. การดำเนินการให้เหมาะสม (Action : A) หมายถึง การกระทำภายหลังที่กระบวนการ 3 ขั้นตอน ตามวงจรได้ดำเนินการเสร็จแล้ว ขั้นตอนนี้เป็นการนำเอาผลจากขั้นการตรวจสอบ (C) มาดำเนินการให้ เหมาะสมต่อไปการทำปฏิบัติตามวงจร PDCA อย่างตั้งใจและถูกต้องจะช่วยให้เกิดความมั่นใจในการทำงาน เมื่อหมุนวงจร PDCA ซ้ำ จะทำให้เกิดการปรับปรุงและทำให้ระดับของผลลัพธ์สูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น บางครั้งอาจ เรียกวงจรนี้ว่า เกลียวของ จู ราน (Juran Spiral) ซึ่งเป็นชื่อผู้เชี่ยวชาญด้านคุณภาพของประเทศสหรัฐอเมริกา ดร.เจ เอ็ม จูราน และการทำตามวงจร PDCA นี้จะสร้างคุณภาพที่น่าเชื่อถือขึ้นการกระทำซ้ำในสิ่งที่เคยทำมา ก่อน ถึงแม้ว่างานนั้นจะดูเหมือนว่าเป็นงานใหม่ทั้งหมด ก็ยังคงมีส่วนประกอบหลายส่วนที่เหมือนหรือคล้ายกับ สิ่งที่เคยทำมาก่อน การปรับปรุงคุณภาพส่วนใหญ่จะเป็นการพิจารณาวิธีการของงานที่กระทำซ้ำอย่าง ระมัดระวังและเป็นระบบ ตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้ ตลอดจนมีการแก้ไขความไร้ประสิทธิภาพที่ค้นพบ (ฮิโตชิ คู เมะ, แปลโดยปรีชา ลีลานุกรมและ กิติศักดิ์ พลอยพาณิชเจริญ, 2540) )(อ้างในธัญพร ก้อยชูสกุล, 2554: 26) ประโยชน์ของ PDCA สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ. (2552 : 4 ) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของ PDCA ไว้ดังนี้ 1. เพื่อป้องกัน 1.1 การนำวงจร PDCA ไปใช้ ทำให้ผู้ปฏิบัติมีการวางแผน การวางแผนที่ดีช่วยป้องกันปัญหาที่ไม่ ควรเกิด ช่วยลดความสับสนในการทำงาน ลดการใช้ทรัพยากรมากหรือน้อยเกินความพอดีลดความสูญเสียใน รูปแบบต่างๆ 1.2 การทำงานที่มีการตรวจสอบเป็นระยะ ทำให้การปฏิบัติงานมีความรัดกุมขึ้น และแก้ไขปัญหา ได้อย่างรวดเร็วก่อนจะลุกลาม 1.3 การตรวจสอบที่นำไปสู่การแก้ไขปรับปรุง ทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วไม่เกิดซ้ำหรือลดความ รุนแรงของปัญหา ถือเป็นการนำความผิดพลาดมาใช้ให้เกิดประโยชน์ 2. เพื่อแก้ไขปัญหา ถ้าเราประสบสิ่งที่ไม่เหมาะสม ไม่สะอาด ไม่สะดวก ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ประหยัดเราควร แก้ปัญหาการใช้ PDCA เพื่อการแก้ปัญหา ด้วยการตรวจสอบว่ามีอะไรบ้างที่เป็นปัญหา เมื่อหาปัญหาได้ ก็นำมาวางแผนเพื่อดำเนินการตามวงจร PDCA ต่อไป
21 3. เพื่อปรับปรุง คือ ไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาแต่เราต้องเสาะแสวงหาสิ่งต่างๆ หรือวิธีการที่ดีกว่าเดิมอยู่ เสมอ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคม เมื่อเราคิดว่าจะปรับปรุงอะไรก็ให้ใช้วงจร PDCA เป็นขั้นตอนในการ ปรับปรุง ข้อสำคัญต้องเริ่ม PDCA ที่ตัวเองก่อนมุ่งไปที่คนอื่น
22 เอกสารอ้างอิง การจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่ดีในโรงเรียน (ออนไลน์). แหล่งที่มา https://srisuvit.ac.th/blog (11 มีนาคม 2566). การพัฒนาองค์กร (Organization Development : OD) ให้ก้าวสู่ความสำเร็จ (ออนไลน์). แหล่งที่มา https://th.hrnote.asia/orgdevelopment (11 มีนาคม 2566). ความรู้คู่คุณธรรม. ในรวมบทความเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม และการศึกษา (น. 81-82). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นวัตกรรม วิกิพีเดีย (ออนไลน์). แหล่งที่มา wikipedia.org (10 มีนาคม 2566). นวัตกรรมเพื่อการบริหารสถานศึกษา. (ออนไลน์). แหล่งที่มา https://www.gotoknow.org/ (10 มีนาคม 2566). นิรันดร์ จงวุฒิเวศย์.2550.แนวคิดแนวทางการพัฒนาชุมชน.กรมพัฒนาชุมชน กองวิชาการและแผนงาน กรมพัฒนาชุมชน.แผนยุทธศาสตร์ กรมพัฒนาชุมชน.พ.ศ.2551-2554 ประกอบ พอดี. (2559). การนำวงจรเดมมิ่งมาใช้ในการปฏิบัติงาน ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 1.วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏ ราชนครินทร์. พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2540) พระพุทธศาสนากับการพัฒนาคนและสังคม. กรุงเทพฯ : การไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย. พระเมธีวราภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). (2534). ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรม จริยศาสตร์และจริยศึกษา ผู้นำสถานศึกษากับการสร้างโรงเรียนแห่งการเรียนรู้. (ออนไลน์). แหล่งที่มา : http://suthep.ricr.ac.th. (11 มีนาคม 2566). ราชบัณฑิตยสถาน. (2546). พจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์ พับลิเคชั่นส์. สรวิชญ์ สินสวาท. (2558). การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจการบริหารสถานศึกษาของครูในโรงเรียนขยาย โอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท.(วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต,มหาวิทยาลัยราชภัฎกาญจนบุรี). สันติ บุญภิรมย์. (2560). นวัตกรรมการบริหารการศึกษา(พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : บุ๊คพอยท์. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2557). รูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน (พิมพ์ครั้งที่ 1) (รายงานการวิจัยและพัฒนา). กรุงเทพฯ : พริกหวาน กราฟฟิค. อธิวัฒน์ พันธ์รัตน์. (2562). ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขต พื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต,มหาวิทยาลัยราชภัฎนครสวรรค์.
23